The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by fastoneone6, 2024-01-17 00:41:28

Anti-Greenwash-CSR-Interactive

Anti-Greenwash-CSR-Interactive

Keywords: Anti

41 ไส้เดือน แมลง และเห็ดรา ส่วนใบไม้บนดินจะทําหน้าที่คล้ายผ้า ขนหนูเปียกที่คอยรักษาความชุ่มชื้นให้กับดินซึ่งเป็นหลักการเดียว กับเทคนิคการใช้ฟางคลุมดินบนแปลงเกษตร ท้ายที่สุดแล้วใบไม้ เหล่านั้นจะย่อยสลายลงโดยใช้เวลาไม่กี่เดือนแล้วกลายเป็นปุ๋ย ธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผืนป่าต่อไป การกําจัดซากต้นไม้ที่หักโค่นจึง เป็นเรื่องที่เกินจําเป็น มายาคติที่ 9 ไฟป่าจําเป็นต่อระบบนิเวศและการชิงเผาคือการ ควบคุมไฟป่าที่ดีที่สุด ไฟป่าคือเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ในป่าและลามอย่างไร้การควบคุม ไฟป่ามักจะเกิดบนพื้นที่ลาดชันที่ได้รับแสงอาทิตย์แรงกล้าเป็น เวลานาน มีฝนตกน้อย มีฟ้าผ่าบ่อย มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา เซลเซียส มีความชื้นสัมพัทธ์น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ มีเชื้อเพลิง แห้งสะสมบนพื้นดินปริมาณมากและแผ่ต่อเนื่องเป็นบริเวณกว้าง หากเงื่อนไขดังกล่าวคงอยู่นานพอ ไฟป่าจะสามารถลุกและลามได้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อน-ชื้น ไฟป่าตามธรรมชาติจึงมีน้อยมาก พืชในป่าจึงวิวัฒนาการให้ทนทานต่อความแล้ง มากกว่าวิวัฒนาการมาร่วมกับไฟ ความเชื่อที่ว่ามนุษย์จําเป็นต้อง จุดไฟเผาป่าผลัดใบเป็นประจําทุกปีจึงไม่น่าจะถูกต้อง ในประเทศไทย แม้ว่าไฟป่าส่วนใหญ่จะเกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่หลายปีที่ผ่านมาเราเริ่มมีแนวคิด ‘ชิงเผา’ ซึ่งเป็นการเผาเศษ ซากใบไม้ล่วงหน้าก่อนที่จะถึงฤดูแล้งโดยมีการควบคุมอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ไฟลุกลามมากเกินไป แต่ความจริงแล้วยิ่งป่าถูกเผาบ่อยเท่าไร พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และดินจะยิ่งถูกทําลาย นับเป็นการปล่อยฝุ่น


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 42 กับก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ เกิดการทําลายชั้นโอโซน และ พื้นดินที่เสื่อมโทรมจะกักเก็บคาร์บอนได้น้อยลงเรื่อยๆ ผลคือป่า ที่เคยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอาจแปรสภาพเป็นทุ่งหญ้า แล้วดึงดูดสัตว์บางชนิดเข้ามาหากินแบบผิดธรรมชาติ หรืออาจถูก พืชต่างถิ่นเข้ามายึดครองพื้นที่ มายาคติที่ 10 ป่าชายเลนคือป่าโกงกาง ถึงแม้ว่าต้นโกงกางจะเป็นไม้เด่นของป่าชายเลน แต่ความจริง แล้วต้นโกงกางจะเข้ามาครอบครองพื้นที่เป็นอันดับท้ายๆ ส่วนพืช ที่เข้ามาครอบครองพื้นที่เป็นอันดับแรกๆ จะเป็นพวกต้นแสม ลําพู และพืชชนิดอื่นที่ยึดเกาะดินเลนได้ดีกว่า ป่าชายเลนจึงไม่ได้มีแค่ ต้นโกงกางเพียงอย่างเดียว แต่อุดมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด Key Takeaways ☛ ความหลากหลายของระบบนิเวศคือผลงานที่วิวัฒนาการ ผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ดังนั้น เราจึงไม่ควรนํา ป่าแบบหนึ่งมาเปรียบเทียบกับป่าอีกแบบหนึ่งแล้วตัดสินว่าป่าแบบ ไหนดีกว่ากัน เพราะป่าแต่ละแห่งล้วนมีคุณค่าทางธรรมชาติและ ความงดงามในแบบของตัวเอง โดยไม่มีป่าแบบใดมีคุณค่ามากกว่า หรือน้อยกว่าป่าแบบอื่น ☛ ป่าที่ถูกทําลายจากการตัดโค่นหรือเผาด้วยไฟ แต่ไม่ได้ ถูกบุกรุกต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากป่าไม่ถูกรบกวนซํ้าๆ จาก มนุษย์หรือภัยพิบัติ ป่าก็จะฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติแบบเป็น


43 ลําดับขั้นตอน เพียงแต่จําเป็นต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะกลับคืน สู่สภาพที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ☛ ป่าธรรมชาติมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงกว่าและ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าปลูก ดังนั้นทางเลือกที่ดี ที่สุดในการฟื้นฟูป่าคือการป้องกันไม่ให้ป่าถูกบุกรุกอีกในอนาคต คอยกําจัดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น และไม่ควรรีบนําต้นไม้เข้าไปปลูกหรือ สร้างฝายในป่า ☛ กรณีที่ป่าถูกทําลายอย่างหนักจนฟื้นตัวได้ช้าหรือฟื้นคืน กลับมาแล้วมีลักษณะไม่เหมือนเดิม เราสามารถช่วยฟื้นฟูป่าโดย การปรับปรุงคุณภาพดินให้มีลักษณะใกล้เคียงกับดินเดิมเพื่อเพิ่ม โอกาสการเติบโตของพืชประจําถิ่น หากระยะเวลาผ่านไปอย่างน้อย 20 ปีแล้วระบบนิเวศยังไม่กลับคืนมา ค่อยพิจารณานําต้นกล้าหรือ เมล็ดพืชประจําถิ่นเข้าไปปลูก ☛ การปลูกต้นไม้ไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป เพราะการปลูก ต้นไม้ผิดชนิด ผิดจํานวน ผิดสถานที่ และผิดเวลาก็สามารถสร้าง ผลเสียได้เช่นกัน อาทิ สร้างมลภาวะทางอากาศจากละอองเกสร หรือปล่อยสารพิษออกมายับยั้งการเจริญเติบโตหรือทําลายพืชต้น อื่นที่ขึ้นอยู่รอบข้าง


บทที่ 2 ระบบนิ เวศนํ้ าจื ด เรื่ อง: สมาธิ ธรรมศร


45 โครงการสร้ างฝาย เมื่อนํ้าที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ากลั่นตัวเป็นเม็ดฝนตกลงสู่พื้นดิน นํ้าส่วนหนึ่งจะไหลบ่าไปตามผิวดินแล้วไหลลงสู่แหล่งนํ้า นํ้าอีกส่วน หนึ่งจะซึมลงสู่ใต้ดินแล้วถูกกักเก็บเอาไว้ในช่องว่างของดิน การ ร่วงหล่นของนํ้าจากฟ้าสู่ดินและการระเหยของนํ้าจากดินสู่ฟ้าเป็น กระบวนการที่ดําเนินมาอย่างต่อเนื่องนับพันล้านปีและทําหน้าที่ คํ้าจุนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก แต่ปัจจุบันเมื่อประชากรมนุษย์เข้า ครอบครองพื้นที่เกือบทุกหนแห่ง สายนํ้าที่เคยไหลอย่างอิสระตาม ธรรมชาติก็ถูกขวางกั้นเพื่อตอบสนองความต้องการนํ้าของมนุษย์ นอกจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่แล้ว มนุษย์ยังสร้างฝาย ชะลอนํ้าที่มีลักษณะคล้ายเขื่อนขนาดเล็ก และธนาคารนํ้าใต้ดิน ซึ่งเป็นบ่อเติมนํ้าที่ขุดลึกลงในดินด้วยความเชื่อที่ว่าโครงสร้างทาง วิศวกรรมเหล่านี้จะช่วยสํารองนํ้า บรรเทาความรุนแรงของนํ้าท่วม และสร้างความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน ขณะที่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จํานวนมากกลับพบว่าโครงสร้างเหล่านี้ทิ้งผลกระทบไว้ มากมายต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม สําหรับบทนี้ ผู้เขียนขอเริ่มด้วยการชวนมาทําความรู้จักพื้นฐาน ระบบนิเวศของลําธารและหน้าที่ของนํ้าบาดาล ก่อนจะพาผู้อ่าน ไปสํารวจทั้งข้อดีและข้อเสียของโครงการสร้างฝายและธนาคารนํ้า ใต้ดิน


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 46 ระบบนิ เวศของลํ านํ้ า หากยืนอยู่ริมแม่นํ้าสายหนึ่งแล้วเพ่งมองลงไปในนํ้า เราจะพบ มวลนํ้าที่ไหลช้าบ้างเร็วบ้าง สัตว์นํ้าที่แหวกว่ายไปมา พืชนํ้าที่โบก พลิ้วไหว และตะกอนเม็ดน้อยใหญ่ที่ถูกพัดพาไปตามกระแสนํ้า เมื่อเดินย้อนจากบริเวณปลายนํ้าไปยังต้นนํ้า เราจะพบว่าแม่นํ้า สายใหญ่ทุกสายล้วนเกิดจากลําธารขนาดเล็กที่ไหลมารวมกัน ส่วนลําธารเหล่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากผลรวมของร่องนํ้าที่ เล็กกว่า หากจะเล่าต้นกําเนิดของแม่นํ้าอย่างกระชับ คงต้องเริ่มจาก วินาทีที่เม็ดฝนตกกระทบผิวดินจนแตกกระเซ็น นํ้าฝนจะไหลแผ่ ไปตามผิวดินแล้วกัดเซาะผิวดินลึกลงไปจนกลายเป็นริ้วธาร เมื่อ นํ้าในริ้วธารมีมากขึ้นก็จะเร่งการกัดเซาะผิวดินให้ลึกและกว้าง จนกลายเป็นร่องธาร นํ้าจากร่องธารที่ไหลมารวมกันจะกลายเป็น ลําธาร แล้วขยายขนาดกลายเป็นลํานํ้าสายใหญ่ที่เรียกว่าแม่นํ้า ย้อนกลับมาที่ต้นกําเนิดแม่นํ้าคือลําธาร ลําธารหนึ่งสายมีทั้ง บริเวณที่เป็นแนวตรง คดโค้ง นํ้าตื้น นํ้าลึก นํ้าไหลช้า นํ้าไหลเร็ว นํ้าใส นํ้าขุ่น นํ้าอุ่น และนํ้าเย็น ความหลากหลายของลักษณะ ทางกายภาพเอื้อโอกาสที่แหล่งนํ้าจะเป็นแหล่งพักพิงของสิ่งมีชีวิต นานาชนิด เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา งู กบ เต่า แมลง นก สัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนํ้านม รวมถึงพืชนํ้า ส่วนพื้นที่ริมนํ้าและที่ราบนํ้าท่วม ถึงบริเวณสองฝั่งของลําธารจะมีต้นไม้น้อยใหญ่คอยทําหน้าที่เป็น ร่มเงาให้กับนํ้าในลําธาร เมื่อนํ้ามีอุณหภูมิตํ่า ออกซิเจนจึงละลาย ลงสู่นํ้าได้มาก นี่คือสาเหตุที่ทําให้นํ้าในลําธารเย็นและใสสะอาด หากเปรียบลําธารกับอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ ลําธาร


47 บริ เวณที่ พื้ นลํ าธารนู นขึ้ นเรี ยกว่ า เนิ นนํ้ า (glide), บริ เวณที่ นํ้ าตื้ นและไหลเร็ ว เรี ยกว่ า แก่ ง (riffle), บริ เวณที่ ค่ อนข้ างตรงและนํ้ าลึ กเรี ยกว่ า ธารไหล (run), บริ เวณที่ เป็ นแอ่ งลึ กและนํ้ าไหลช้ าเรี ยกว่ า วั งนํ้ า (pool) ที่ มา: https://www.ausableriver.org/blog/stream-features-riffle-glide ก็เปรียบเสมือน ‘เส้นเลือด’ ที่แผ่ขยายไปทั่วร่างกาย นํ้าคือ ‘เลือด’ ที่คอยหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ส่วนหินบนพื้นลําธารคือ ‘ปอด’ ที่คอยเติมออกซิเจนสู่กระแสเลือด ดังนั้นการยกหินออก จากลําธารหรือการนําหินในลําธารมาเรียงต่อกันจึงเป็นการรบกวน ปอดของลําธารและยังเป็นการทําลายบ้านของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ตามกรวดหินอีกด้วย เราสามารถจําแนกลําธารโดยอิงจากช่วงเวลาที่ลําธารมีนํ้าไหล ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นลําธารที่มีนํ้าไหลทุกฤดูกาลหรือเกือบ ตลอดปี ลําธารประเภทนี้มักจะพบบริเวณป่าต้นนํ้าและภูเขาสูงที่ มีต้นไม้หนาแน่น อากาศเย็นชื้น และมีระดับนํ้าบาดาลอยู่สูงเทียบ เท่าหรือสูงกว่าพื้นลําธาร ลําธารอีกประเภทหนึ่งคือลําธารชั่วคราว ซึ่งจะมีนํ้าไหลเป็นบางช่วงเวลา บางแห่งจะมีนํ้าไหลเฉพาะในฤดูฝน


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 48 ส่วนบางแห่งจะมีนํ้าไหลเพียงชั่วครู่ขณะฝนตกหรือหลังฝนตก เท่านั้น ดังนั้นการที่ลําธารบางแห่งไม่ได้มีนํ้าไหลตลอดทั้งปีจึงไม่ได้ สะท้อนความแห้งแล้งหรือขาดแคลนในระบบนิเวศ แต่เป็นลักษณะ ตามธรรมชาติของลําธารซึ่งสอดคล้องกับปริมาณนํ้าบาดาล ผลกระทบต่ อสิ่ งแวดล้ อมจากการก่ อสร้ างฝาย ฝายเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมการ ไหลและระดับของนํ้า เดิมทีฝายถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับนํ้า ด้านหน้าฝายให้สูงขึ้นเพื่อผันนํ้าเข้าสู่พื้นที่ทางการเกษตร ต่อมา ฝายถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นแหล่งกักเก็บนํ้าในฤดูแล้ง ดัก ตะกอนไม่ให้ไหลลงอ่างเก็บนํ้า ลดความรุนแรงของนํ้าป่าไหล หลาก และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพืชพรรณในป่าหรือในสวน ลองจินตนาการถึงภาพลําธารในป่าที่ไหลอย่างอิสระ ริมลําธาร มีพืชพรรณขนาดเล็ก และห่างออกไปอีกหน่อยก็มีต้นไม้ขนาด ใหญ่ สายนํ้าที่ยังไม่ถูกรบกวนคือถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด และทําหน้าที่ลําเลียงนํ้า ธาตุอาหาร และตะกอนจากต้นนํ้าไปยัง ปลายนํ้า หากวันดีคืนดีลําธารสายนั้นถูกคั่นด้วยฝายย่อมส่งผล กระทบหลายประการต่อพืชพรรณริมนํ้าและสัตว์ป่าอย่างยากจะ หลีกเลี่ยง เมื่อนํ้าถูกชะลอให้ไหลช้าลงหรือถูกปิดกั้นจนไม่สามารถไหล ได้ ระดับนํ้าที่ด้านหน้าฝายจะยกตัวสูงขึ้น แล้วเอ่อท่วมพืชพรรณ ริมฝั่งลําธาร บางกรณีเลวร้ายถึงขั้นยืนต้นตาย ฝายยังขัดขวาง การเดินทางไปยังบริเวณต้นนํ้าและปลายนํ้าของสัตว์ที่อาศัยใน ลําธาร นับเป็นเรื่องน่าขันขื่นที่บางครั้งภาพของสัตว์ลําธารที่ถูก


49 ลํ าธารถู กกั้ นด้ วยฝาย ระดั บนํ้ าหน้ าฝายจึ งยกตั วสู งขึ้ น แล้ วเอ่ อท่ วมพื ชในป่ า ภาพ: Zhiling Wei กักขังอยู่หลังฝายนําไปสู่ความเข้าใจผิดว่าฝายช่วยเพิ่มจํานวน ประชากรของสิ่งมีชีวิตในลําธาร ทั้งที่จริงแล้วสัตว์ลําธารเหล่านั้น เพียงไม่สามารถหาทางเคลื่อนผ่านฝายที่ขวางกั้นเส้นทางสัญจร หลักของพวกเขา นอกจากนี้ ใบไม้ ธาตุอาหาร และตะกอนจากในป่าที่ปกติจะถูก พัดพาไปพร้อมกับนํ้า แต่ฝายที่สร้างขวางลําธารจะดักสิ่งเหล่านั้น ไว้ที่ด้านหน้าของฝาย เมื่อเวลาผ่านไปพื้นที่ด้านหน้าฝายก็จะเริ่ม อุดตันส่งผลให้นํ้าเน่าเสีย สัตว์และพืชในนํ้าตาย แหล่งนํ้านิ่งยัง กลายเป็นแหล่งอาศัยของยุงและพยาธิที่เป็นพาหะนําโรคหลายชนิด เมื่อถึงฤดูแล้ง ลําธารบางสายจะเหือดแห้งลงตามธรรมชาติ ถ้านํ้าในฝายมีน้อยก็จะระเหยหรือไหลออกไปจนหมดทําให้สัตว์ที่


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 50 นํ้ าในฝายมี คุ ณภาพตํ่ าลง ภาพ: Zhiling Wei ถูกกักขังอยู่ด้านหน้าฝายตายลง ในกรณีที่นํ้าในฝายมีมาก แม้ว่า สัตว์นํ้าจะรอดชีวิตแต่ก็ต้องแย่งชิงอาหารและที่อยู่อาศัยหรือผสม พันธุ์กันภายในฝูง สัตว์รุ่นลูกจึงอาจมีปัญหาเลือดชิด (inbreeding) ซึ่งเป็นการแสดงออกของพันธุกรรมด้อยที่รับมาจากรุ่นพ่อแม่ ส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง นอกจากนี้ การ สร้างฝายอาจทําให้แหล่งนํ้าท้ายฝายมีปริมาณนํ้าน้อยลงเนื่องจาก กระแสนํ้าถูกชะลอไว้ที่ด้านหน้าฝายมากเกินไป เมื่อฤดูฝนเวียนมาถึง นํ้าป่าที่ไหลหลากลงมาจะปะทะกับฝาย แล้วกัดเซาะตลิ่งด้านข้างของลําธารจนตลิ่งพังหรือทําให้ลําธาร เปลี่ยนทิศทาง ในกรณีกระแสนํ้ารุนแรงจนทําให้ฝายพังทลาย วัสดุ ที่ใช้สร้างฝาย เช่น คอนกรีต หิน กระสอบ กิ่งไม้ และลวดจะไหล ลงมาพร้อมกับนํ้าและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคนที่อยู่ปลายนํ้า


51 นํ้ าในฝายระเหยจนแห้ งในฤดู แล้ ง ภาพ: Zhiling Wei ส่วนกรณีที่ฝายบนพื้นที่ลาดชันกักเก็บตะกอนจํานวนมากเอาไว้ เมื่อถึงวันที่ฝายแตกเพราะรับนํ้าหนักไม่ไหว ตะกอนจะทะลักทลาย ลงมาด้านล่างกลายเป็นภัยพิบัติคล้ายกับดินถล่ม หากเวลาผ่านไปหลายปีโดยที่ฝายยังไม่พังทลายลงมา ตะกอน ที่ปกติแล้วจะไหลจากต้นนํ้าไปยังปลายนํ้าจะตกทับถมอยู่ที่พื้น ลําธารจนลําธารตื้นเขินทําให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลงและ กักเก็บนํ้าได้น้อยลง การที่ตะกอนถูกดักจับเอาไว้ที่ต้นนํ้าลําธาร มากขึ้นก็เท่ากับว่าตะกอนที่ไหลลงสู่แม่นํ้ากับชายหาดจะมีปริมาณ น้อยลง ตลิ่งแม่นํ้าและพื้นที่ริมทะเลจึงอยู่ในภาวะขาดแคลนตะกอน ผลที่ตามมาคือเกิดการกัดเซาะตลิ่งแม่นํ้าและชายฝั่งทะเล


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 52 ฝายพั งทลายเพราะนํ้ าป่ าไหลหลาก ภาพ: สมาธิ ธรรมศร 5 มายาคติ ระบบนิ เวศลํ าธารและโครงการสร้ างฝาย มายาคติที่ 1 หากไม่สร้างฝายในลําธาร สัตว์นํ้าจะตายในฤดูแล้ง เพราะไม่มีนํ้าเหลือในลําธาร แม้ว่าลําธารบางสายจะมีปริมาณนํ้าน้อยลงหรือไม่มีนํ้าในฤดูแล้ง แต่สัตว์ลําธารจะอพยพตามฤดูกาล โดยเคลื่อนย้ายถิ่นอาศัยมายัง ลําธารในช่วงที่มีนํ้าและอพยพออกไปที่อื่นในช่วงที่ไม่มีนํ้า ในทาง กลับกัน หากมีการสร้างฝายขวางลําธาร สัตว์ลําธารบางชนิดจะ ไม่สามารถอพยพตามฤดูกาลได้และตายลง มายาคติที่ 2 สัตว์นํ้าสามารถเคลื่อนที่ผ่านฝายแบบไล่ระดับได้ ฝายบางชนิดจะถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนทางลาดแล้ว ค่อยๆ ไล่ระดับขึ้นเพื่อให้สัตว์ลําธารสามารถว่ายนํ้าหรือเดินข้าม


53 ฝายดั กตะกอนเอาไว้ เป็ นเวลานานจนพื้ นลํ าธารตื้ นเขิ น ภาพ: Zhiling Wei ฝายง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สัตว์ลําธารส่วนใหญ่ไม่ได้วิวัฒนาการ มาเพื่อว่ายนํ้าหรือเดินข้ามโครงสร้างที่มีความลาดชัน ดังนั้น ฝาย ทุกรูปแบบจึงส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของชนิด จํานวน และช่วงวัยของสัตว์ที่พบในลําธารอย่างยากจะหลีกเลี่ยง มายาคติที่ 3 ฝายที่ทําจากวัสดุธรรมชาติจะไม่มีผลกระทบต่อ ระบบนิเวศ เรามีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าฝายที่ทําจากยางรถยนต์ หรือกระสอบพลาสติกเป็นมลภาวะต่อลําธาร แต่ฝายไม้ ฝายหิน และฝายคอนกรีตก็สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระดับนํ้าและความเร็ว ในการไหลของนํ้า ส่งผลต่อคุณภาพนํ้า รวมถึงสิ่งมีชีวิตในลําธาร และบริเวณโดยรอบเช่นกัน


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 54 มายาคติที่ 4 ฝายช่วยดักตะกอนในลําธารและลดความรุนแรง ของนํ้าป่าไหลหลาก ฝายที่กั้นขวางลําธารทําให้นํ้าไหลช้าลง ส่งผลให้เกิดการสะสม ของใบไม้กับตะกอนภายในฝาย พื้นของลําธารจึงตื้นเขิน คุณภาพ นํ้ายํ่าแย่ลง และศักยภาพในการกักเก็บนํ้าของฝายลดลง แม้ว่า ฝายที่สร้างขวางลําธารจะสามารถลดความรุนแรงของนํ้าป่าได้บาง ส่วน แต่ถ้านํ้าป่ามีปริมาณมาก ฝายอาจจะแตกแล้วไหลลงมา พร้อมกับนํ้าป่าจนเป็นอันตรายต่อคนที่อยู่ปลายนํ้า ในกรณีที่ฝายมีความแข็งแรงจนไม่พังทลายเพราะนํ้าป่า เมื่อ ผ่านไปหลายปี ตะกอนจะตกทับถมที่ด้านหน้าฝายจนกลายสภาพ จากแหล่งนํ้าเป็นลานดินส่งผลให้พื้นที่การไหลของลําธารลดลง การสร้างสิ่งก่อสร้างรุกลํ้าพื้นที่ของลําธารจึงเป็นการซํ้าเติมปัญหา มากกว่าการแก้ไขปัญหา มายาคติที่ 5 ฝายช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าและลดโอกาส การเกิดไฟป่า ฝายสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่ารอบลําธารได้จริง แต่ป่า ในฤดูแล้งก็มีนํ้าปริมาณมหาศาลสะสมอยู่ภายในดิน นี่คือเหตุผล ที่ผืนป่าสามารถเอาตัวรอดได้ทุกฤดูกาล ฤดูแล้งยังมีประโยชน์ต่อ การพักรากของพืชเพื่อกําจัดนํ้าส่วนเกิน แต่ป่าที่มีฝายเป็นจํานวน มากจะทําให้ความชุ่มชื้นในป่าเพิ่มขึ้นจนเกินจุดสมดุล ผลคือกลุ่ม พืชที่ชอบนํ้าจะขยายพันธุ์รุกรานกลุ่มพืชเดิมและทําให้ระบบนิเวศ รอบลําธารเปลี่ยนแปลงไป ส่วนในเรื่องของไฟป่า โดยหลักการแล้วฝายสามารถลดโอกาส


55 ลุกลามของไฟป่าได้จริง แต่เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขต ภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจึงมีน้อยมาก โดยไฟป่าในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ดังนั้นการ แก้ปัญหาไฟป่าที่ถูกวิธีคือควบคุมการเผาหรือการเฝ้าระวังไม่ให้มี การเผาป่า เพราะการสร้างฝายเพื่อสกัดกั้นไฟป่าเป็นการแก้ปัญหา ที่ปลายเหตุและสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศหลายประการซึ่งนับ ว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี Key Takeaways ☛ ฝายที่กั้นขวางลําธารทําให้ระดับนํ้าหน้าฝายยกตัวสูงขึ้น และนํ้าไหลช้าลง พืชริมนํ้าจึงจมอยู่ใต้นํ้า และเกิดเป็นใบไม้กับ ตะกอนสะสมอยู่หน้าฝาย ส่งผลให้คุณภาพนํ้ายํ่าแย่และพื้นของ ลําธารตื้นเขิน นอกจากนี้การสร้างฝายยังขัดขวางการอพยพตาม ธรรมชาติของสัตว์ลําธาร ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพใน ระบบนิเวศลําธารลดลงอีกด้วย ☛ ในกรณีที่จําเป็นต้องสร้างฝายกั้นขวางลําธาร ควรเลือก สร้างฝายชั่วคราวจากวัสดุธรรมชาติเฉพาะในฤดูแล้งเท่านั้น แล้ว รื้อ​​ฝายออกในฤดูนํ้าหลาก ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการสร้างฝายถาวร และฝายที่ทําจากกระสอบพลาสติก ยางรถยนต์ หรือวัสดุสังเคราะห์ อื่นๆ เพราะจะทําให้เกิดมลภาวะปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและส่ง ผลกระทบด้านสุขภาพต่อสิ่งมีชีวิต ☛ แม้ว่าฝายจะสามารถสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่าและช่วย ป้องกันการลุกลามของไฟป่าได้จริง แต่ระดับความชื้นในป่าที่เพิ่ม


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 56 ขึ้นอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทําให้ระบบนิเวศในป่าเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ การสร้างฝายเพื่อบรรเทาความรุนแรงของไฟป่ายัง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โครงการธนาคารนํ้าใต้ ดิ น ขณะที่นําส่วนหนึ่งซึ่งตกลงมาจากท้องฟ้าไหลเป็นลําธารอยู่บน ผิวดิน นํ้าอีกส่วนหนึ่งจะซึมลงสู่ใต้ดินแล้วถูกกักเก็บเอาไว้ในช่อง ว่างของวัสดุธรณีจําพวกตะกอน ดิน และหินที่ระดับความลึกต่างๆ วัสดุธรณีเหล่านี้จะมีความพรุนที่อากาศกับนํ้าสามารถเข้าไปจับ จองพื้นที่ได้ เราเรียกนํ้าภายในช่องว่างของวัสดุธรณีที่แทบจะไม่มี อากาศเจือปนอยู่ว่านํ้าบาดาล เราสามารถพบนํ้าบาดาลได้แทบทุกแห่ง อย่างไรก็ตามระดับ นํ้าบาดาลในแต่ละพื้นที่จะมีความสูงไม่เท่ากัน ระดับนํ้าบาดาลจะ มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาเนื่องจากมีนํ้าไหลเข้าและนํ้าไหล ออกจากแหล่งกักเก็บอยู่เสมอ การไหลของนํ้าบาดาลมีหลักการ เดียวกันกับนํ้าผิวดินคือนํ้าบาดาลจะไหลจากพื้นที่สูงลงไปสู่พื้นที่ ตํ่า แตกต่างกันที่การไหลของนํ้าบาดาลจะมีปัจจัยเรื่องความพรุน ของวัสดุธรณีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยนํ้าบาดาลจะไหลเร็วหาก วัสดุธรณีมีรูพรุนมากและเชื่อมต่อถึงกัน นํ้าบาดาลบางแห่งบริเวณพื้นที่ลาดชันจะทะลักออกสู่พื้นผิว โลกตามรอยแตกของหินแล้วกลายเป็นนํ้าพุ ขณะที่นํ้าบาดาลส่วน ใหญ่จะไหลไปบรรจบกับลําธาร แม่นํ้า พื้นที่ชุ่มนํ้า ทะเลสาบ และ ท้องทะเล นั่นหมายความว่าถ้านํ้าบาดาลจุดหนึ่งเกิดการปนเปื้อน


57 ก็จะทําให้นํ้าผิวดินและนํ้าบาดาลจุดอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกันปนเปื้อน ไปด้วยเช่นกัน การเติ มนํ้ าบาดาลเที ยมและความเสี่ ยงจากการปนเปื้ อน นํ้าบาดาลคือแหล่งนํ้าสําคัญของคนไทยโดยเฉพาะพื้นที่ชนบท ในอดีตบ่อนํ้าบาดาลจะมีความลึกประมาณ 10 เมตรเท่านั้น ส่วน ในปัจจุบัน บ่อนํ้าบาดาลจะมีความลึกหลักหลายสิบจนถึงหลักร้อย เมตรเนื่องจากเรามีเครื่องมือที่ทันสมัย ก่อนลงมือขุดบ่อนํ้าบาดาล มักจะมีการสํารวจใต้ผิวดินด้วยวิธีการทางธรณีฟิสิกส์เพื่อตรวจสอบ ว่านํ้าบาดาลมีความลึกและปริมาณเท่าไร คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ เมื่อขุดบ่อนํ้าบาดาลเสร็จแล้วก็จะต้องทําการทดสอบคุณภาพและ ปริมาณของนํ้าบาดาลว่าเหมาะสมต่อการใช้งานหรือเปล่า โดย พิจารณาจากสี ความขุ่นใส กลิ่น ความเป็นกรดด่าง อุณหภูมิ ของแข็ง สารละลาย แก๊ส จุลินทรีย์ที่ปะปนอยู่ในนํ้าบาดาล และ ปริมาณนํ้าที่บ่อบาดาลสามารถนํามาใช้งานได้จริง เราเรียกกระบวนการที่นํ้าฝนซึมลงสู่ใต้พื้นผิวดินแล้วถูกกรอง ด้วยวัสดุธรณีที่มีอยู่ตามธรรมชาติว่าการเติมนํ้าบาดาลแท้ (natural groundwater recharge) แต่ในหลายพื้นที่ซึ่งมีความต้องการนํ้า บาดาลสูงมาก เนื่องจากต้องใช้นํ้าในการทําเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และอุปโภคในครัวเรือน การสูบนํ้าบาดาลขึ้นมาใช้อย่าง มหาศาลจึงส่งผลให้ระดับนํ้าบาดาลลดตํ่าลงและเกิดปัญหาแผ่นดิน ทรุดเพราะกระบวนการเติมนํ้าบาดาลแท้ไม่รวดเร็วพอ หลาย ประเทศจึงบรรเทาปัญหาการขาดแคลนนํ้าบาดาลและลดความ เสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินทรุดด้วยการเติมนํ้าสะอาดลงสู่ชั้นนํ้าบาดาล


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 58 บ่ อนํ้ าบาดาลแบบโบราณ ภาพ: Zhiling Wei เพื่อทดแทนนํ้าบาดาลที่ถูกสูบออกไป เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การเติมนํ้าบาดาลเทียม (artificial groundwater recharge) ประเทศอินเดียคือหนึ่งในประเทศที่มีโครงการเติมนํ้าบาดาล เทียมมายาวนาน เนื่องจากประเทศอินเดียมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน อีกทั้งยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนนํ้า ประสบภัย แล้ง และคลื่นความร้อนที่รุนแรง ในอินเดียจึงมีการสร้างบ่อเติม นํ้าบาดาลจํานวนหลายหมื่นบ่อที่สร้างจากคอนกรีต อิฐ หิน ทราย และดิน ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางและความลึกประมาณ 2 เมตร อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ศ. 2561 หน่วยงานภาครัฐของประเทศ อินเดียเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่าพบการปนเปื้อนไนเตรต ฟลูออไรด์


59 เหล็ก เกลือ สารหนู ตะกั่ว โครเมียม แคดเมียม และสิ่งปฏิกูล จนเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกําหนดในแหล่งนํ้า บาดาลกว่า 718 จุดทั่วประเทศ สาเหตุการปนเปื้อนคือปุ๋ย สาร กําจัดศัตรูพืช โรงงานอุตสาหกรรม บ่อขยะ และมูลของสิ่งมีชีวิต ที่ไหลลงสู่บ่อเติมนํ้าบาดาล ทําให้ผู้อุปโภคบริโภคนํ้าบาดาลเกิดโรค ผิวหนัง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาหารเป็นพิษ หายใจไม่ออก หมดสติ และทําให้อวัยวะภายในทํางานผิดปกติ หายนะในประเทศอินเดียส่งผลให้หลายประเทศในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเติมนํ้าบาดาลเทียม อย่างเคร่งครัด โดยระบุว่าการเติมนํ้าบาดาลเทียมสามารถทําได้ เฉพาะนํ้าบาดาลระดับตื้น บ่อเติมนํ้าต้องสร้างจากวัสดุที่ไม่ก่อให้ เกิดการปนเปื้อน พื้นที่รอบบ่อเติมนํ้าต้องไม่สุ่มเสี่ยงต่อการปน เปื้อนของสารพิษ นํ้าที่ถูกเติมลงสู่ชั้นนํ้าบาดาลต้องเป็นนํ้าสะอาด รวมทั้งกําหนดปริมาณนํ้าที่เติมลงในบ่ออย่างเคร่งครัด สําหรับประเทศไทย หลายปีที่ผ่านมามีการสร้างธนาคารนํ้า ใต้ดินกันอย่างแพร่หลาย โดยแบ่งออกเป็นระบบปิดและระบบเปิด ธนาคารนํ้าใต้ดินระบบปิดจะสร้างขึ้นโดยการขุดดินลึกลงไปถึงชั้น หินอุ้มนํ้า แล้วใส่ยางรถยนต์ ขวดพลาสติก ผ้าไนล่อน หิน ทราย ดิน และท่อพีวีซีลงไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป วัสดุเหล่านี้ก็อาจกลาย เป็นสาเหตุการปนเปื้อนของคราบนํ้ามัน สารก่อมะเร็ง และไมโคร พลาสติกจากการย่อยสลายของยางรถยนต์กับขวดพลาสติกในดิน แล้วซึมลงสู่ชั้นนํ้าบาดาล ส่วนธนาคารนํ้าใต้ดินระบบเปิดก็มีลักษณะคล้ายกับธนาคาร นํ้าใต้ดินระบบปิด แตกต่างกันที่จะมีการขุดปากบ่อให้กว้าง และ


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 60 ธนาคารนํ้ าใต้ ดิ นระบบปิ ดที่ มี ขวดพลาสติ กและยางรถยนต์ ที่ มา: อบต.วั งจั นทร์ ไม่มีการใส่ยางรถยนต์และขวดพลาสติกลงไป อย่างไรก็ตาม ปาก บ่อที่กว้างจะทําให้นํ้าผิวดินที่อาจปนเปื้อนสิ่งสกปรกไหลลงไปผสม กับนํ้าในบ่อและซึมลงสู่ชั้นนํ้าบาดาลได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ นํ้าในบ่อ ยังมีโอกาสสัมผัสกับแสงอาทิตย์มากขึ้นและระเหยง่ายขึ้นอีกด้วย จากการสํารวจพบว่าการสร้างธนาคารนํ้าใต้ดินบางแห่งในไทยยัง พบการปนเปื้อน เช่น ธนาคารนํ้าใต้ดินบริเวณพื้นที่โครงการติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ที่อําเภอบ้านหมอและอําเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยพบว่านํ้าบาดาลมีสีนํ้าตาลอมเหลือง มีกลิ่นเหม็น สัมผัสแล้ว เกิดตุ่มแดงและผื่นคันตามร่างกาย สาเหตุมาจากนํ้าผิวดินที่สกปรก บริเวณพื้นที่เกษตรกรรมไหลลงไปปนเปื้อนนํ้าบาดาล ชาวบ้านใน พื้นที่จึงไม่สามารถใช้นํ้าบาดาลได้เป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์


61 ธนาคารนํ้ าใต้ ดิ นระบบเปิ ดที่ มี ปากบ่ อกว้ าง ที่ มา: อบต.วั งจั นทร์ ผลกระทบอื่ น ๆ จากการเติ มนํ้ าบาดาลเที ยม การเติมนํ้าบาดาลเทียมอย่างไม่ระมัดระวัง นอกจากจะเสี่ยง ต่อการปนเปื้อนของมลภาวะแล้วยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิด อุทกภัย พืชพรรณบนผิวดินเสียหาย และพื้นดินแห้งแล้งอีกด้วย หากเราเติมนํ้าบาดาลเทียมจนเกินปริมาณที่เหมาะสมจนทํา ให้ระดับนํ้าบาดาลยกตัวสูงขึ้น เนื้อดินที่อิ่มตัวด้วยนํ้าจะส่งผลให้ รากของพืชเน่าและเกิดภาวะนํ้าบาดาลท่วม เนื่องจากฝนและนํ้า ผิวดินไม่สามารถซึมลงสู่ใต้ดินได้ ถึงแม้ว่าการเกิดนํ้าบาดาลท่วม ยังไม่มีการศึกษาอย่างแพร่หลายและจริงจังในประเทศไทย แต่ สามารถพบได้บริเวณที่ระดับนํ้าบาดาลยกตัวสูงขึ้นหลังฝนตกหนัก เป็นเวลานาน


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 62 ธนาคารนํ้ าใต้ ดิ นที่ ตํ าบลบ้ านครั ว อํ าเภอบ้ านหมอ จั งหวั ดสระบุ รี (บน) ตุ่ มแดงและผื่ นคั นที่ เกิ ดจากการสั มผั สนํ้ าบาดาลที่ ปนเปื้ อน (ล่ าง) ภาพ: สมาธิ ธรรมศร


63 ในทางกลับกัน หากมีการขุดสระกักเก็บนํ้าที่ลึกกว่าระดับนํ้า บาดาล นํ้าบาดาลจะไหลลงไปที่พื้นของสระกักเก็บนํ้าส่งผลให้ ระดับนํ้าบาดาลตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น ผลกระทบที่ตามมาคือราก ของพืชบนดินขาดความชุ่มชื้นและเหี่ยวเฉา ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ คาดว่าเกิดจากปรากฏการณ์นี้คือ การแห้งตายของต้นจําปีสิรินธร ที่ตําบลซับจําปา อําเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ในบทนี้เราจะเห็นว่าลําธารไม่ได้ทําหน้าที่เป็นแค่ท่อส่งนํ้าและ นํ้าบาดาลก็ไม่ใช่แอ่งนํ้าที่ถูกเก็บกักอยู่ใต้ดิน แต่ลําธารคือที่อยู่ อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด คอยลําเลียงธาตุอาหารจากต้นนํ้า ไปหล่อเลี้ยงปลายนํ้าให้อุดมสมบูรณ์ และช่วยพัดพาตะกอนจาก บนบกไปสะสมตัวบนชายหาดเพื่อบรรเทาการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วน นํ้าบาดาลจะทําหน้าที่ควบคุมความชื้นในดิน คุณภาพของนํ้าผิวดิน และความมั่นคงของแผ่นดิน แหล่งนํ้าธรรมชาติจึงเป็น ‘ระบบ’ ที่สลับซับซ้อนและมีความ ต่อเนื่อง หากระบบเหล่านี้ถูกดัดแปลงหรือนําไปใช้งานอย่างไม่ เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเสียสมดุลของระบบนิเวศ ตั้งแต่ป่าต้นนํ้า แม่นํ้าลําธาร ชั้นนํ้าบาดาล ไปจนถึงท้องทะเล สุดท้ายแล้วสมดุลของระบบนิเวศที่เสียไปก็จะย้อนกลับมากระทบ ต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ในอนาคต


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 64 5 มายาคติ นํ้ าบาดาลและโครงการธนาคารนํ้ าใต้ ดิ น มายาคติที่ 1 เราควรกักเก็บนํ้าไว้บนแผ่นดินให้มากที่สุดและ ไม่ควรปล่อยให้นํ้าจืดไหลลงทะเลอย่างเปล่าประโยชน์ สาเหตุหนึ่งของการสร้างฝายและธนาคารนํ้าใต้ดินคือความ เชื่อที่ว่าไม่ควรปล่อยนํ้าจืดให้ไหลลงทะเลอย่างเปล่าประโยชน์ แต่ ความจริงแล้วนํ้าจืดที่ไหลลงทะเลมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการ ควบคุมปริมาณธาตุอาหารในวัฏจักรนํ้า ระดับความเค็มของนํ้า กร่อย และผลักนํ้าเค็มไม่ให้รุกลํ้าเข้ามา ดังนั้น หากนํ้าจืดถูกกัก เก็บเอาไว้บนแผ่นดินมากเกินไป สมดุลของนํ้าจืด นํ้ากร่อย และ นํ้าเค็มก็จะแปรปรวน มายาคติที่ 2 การเติมนํ้าบาดาลเทียมเป็นการสํารองนํ้าที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด ชั้นนํ้าบาดาลสามารถรองรับปริมาณนํ้าได้มหาศาล แต่นํ้าที่ ถูกเติมลงสู่ใต้ดินจะถูกเจือปนด้วยของแข็ง สารละลาย แก๊ส และ จุลินทรีย์ หากมีการสูบนํ้าบาดาลขึ้นมาอาจต้องปรับปรุงคุณภาพ นํ้าให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่จะใช้งานและจําเป็นต้องลงทุน ติดตั้งระบบกรองนํ้า มายาคติที่ 3 การเติมนํ้าบาดาลเทียมสามารถเพิ่มความชุ่มชื้น ให้กับพืชบนดิน การเติมนํ้าบาดาลเทียมสามารถทําให้ระดับนํ้าบาดาลยกตัว สูงขึ้น แล้วทําให้ดินมีความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่หากระดับนํ้าบาดาล


65 สูงขึ้นจนเข้าท่วมรากของพืชเป็นเวลานานก็อาจทําให้รากเน่าและ ตายลงได้ มายาคติที่ 4 บ่อเติมนํ้าบาดาลเทียมสามารถป้องกันการเกิด นํ้าท่วม ข้อความนี้เป็นความจริงในบางกรณี ขึ้นอยู่กับปริมาณนํ้าบน ผิวดินที่เข้าท่วมพื้นที่ ปริมาตรและจํานวนของบ่อเติมนํ้าบาดาล เทียม หากปริมาณนํ้ามีค่ามากกว่าความจุของบ่อรับนํ้า นํ้าก็จะ เอ่อท่วมบนผิวดิน มายาคติที่ 5 การเติมนํ้าบาดาลเทียมสามารถป้องกันการเกิด แผ่นดินทรุด แผ่นดินทรุดเป็นธรณีพิบัติภัยรูปแบบหนึ่งที่มีสาเหตุมาจาก การสูบนํ้าบาดาลจนเกินระดับที่เหมาะสม แผ่นดินไหวที่รุนแรง และการก่อสร้างเมืองขนาดใหญ่ การเติมนํ้าบาดาลเทียมจึงสามารถ ชะลอการทรุดตัวของแผ่นดินได้ แต่ไม่สามารถทําให้แผ่นดินที่เกิด การทรุดตัวแล้วดันตัวเองขึ้นมาอยู่ในระดับเดิมได้ Key Takeaways ☛ หากต้องการนํานํ้าบาดาลขึ้นมาใช้งาน ควรเลือกเจาะบ่อ นํ้าบาดาลแบบปกติ หรือสร้างบ่อนํ้าบาดาลแบบโบราณที่ทําจาก ปูนกับอิฐ มีขอบบ่อสูง ปากบ่อแคบ และฐานบ่อลึก เนื่องจากเป็น รูปแบบที่เหมาะสมสําหรับการใช้งานและมีโอกาสปนเปื้อนน้อยกว่า


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 66 ☛ กรณีมีความจําเป็นต้องสร้างธนาคารนํ้าใต้ดิน ควรตรวจสอบข้อมูลทางธรณีวิทยา นํ้าบาดาล และสิ่งแวดล้อม ว่าวัสดุธรณี สามารถกักเก็บนํ้าได้มากเท่าไร การไหลของนํ้าผิวดินเป็นอย่างไร สุ่มเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลหรือสารเคมีแค่ไหน รวมทั้งควร เลือกวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน โดยห้าม นํายางรถยนต์และขวดพลาสติกมาใช้สร้างธนาคารนํ้าใต้ดินอย่าง เด็ดขาด ☛ ภายหลังการก่อสร้างธนาคารนํ้าใต้ดิน ควรมีการบํารุง รักษาและตรวจสอบคุณภาพนํ้าเป็นประจําทุกเดือนเพื่อเป็นการ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศ ☛ หากเราเติมนํ้าบาดาลเทียมจนเกินปริมาณที่เหมาะสม จนทําให้ระดับนํ้าบาดาลยกตัวสูงขึ้น เนื้อดินที่อิ่มตัวด้วยนํ้าจะ ส่งผลให้รากของพืชเน่าและเกิดภาวะนํ้าบาดาลท่วม ในทางกลับกัน หากมีการขุดสระกักเก็บนํ้าที่ลึกกว่าระดับนํ้าบาดาล นํ้าบาดาลจะ ไหลลงไปที่พื้นของสระกักเก็บนํ้าส่งผลให้ระดับนํ้าบาดาลตํ่ากว่า ที่ควรจะเป็น ผลกระทบที่ตามมาคือรากของพืชบนดินขาดความ ชุ่มชื้นและเหี่ยวเฉา


บทที่ 3 ระบบนิ เวศทางทะเล เรื่ อง: ดร.เพชร มโนปวิ ตร


69 โครงการปลู กปะการั ง ระบบนิเวศปะการังเป็นเสมือนป่าเขตร้อนในมหาสมุทร เนื่องจากปะการังมีโครงสร้างสามมิติที่สลับซับซ้อนซึ่งสร้างพื้นที่ หลบซ่อนอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย ปะการังจึงเป็นแหล่ง ขยายพันธุ์สัตว์นํ้าที่สําคัญอย่างยิ่งและเป็นแหล่งรวบรวมความ หลากหลายทางชีวภาพที่สําคัญที่สุดในทะเล แม้ว่าขนาดของพื้นที่ แนวปะการังนับว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ปะการังกลับเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตถึง 1 ใน 4 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ที่พบในมหาสมุทร ระบบนิเวศปะการังยังทําหน้าที่เป็นปราการใต้ท้องทะเล งาน วิจัยพบว่าแนวปะการังช่วยชะลอคลื่นและสลายพลังงานของคลื่น ที่ซัดถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งได้สูงสุดถึง 97% หากพื้นที่ใดเผชิญปัญหา แนวปะการังเสื่อมโทรมก็จะพบอัตราการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงที่ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ หลายประเทศจึงพยายามแก้ปัญหาการ กัดเซาะชายฝั่งด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรม เช่น กําแพงกั้นคลื่น แต่โครงสร้างดังกล่าวก็นําไปสู่ปัญหาใหม่กลายเป็นวงจรของปัญหา ที่เรื้อรังไม่สิ้นสุด สําหรับประเทศไทย เราเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์ทาง เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่สุดติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีรายได้จาก การท่องเที่ยวชมปะการังราวปีละกว่า 8 หมื่นล้านบาท แนวปะการัง จึงมีบทบาทสําคัญทั้งในเชิงนิเวศวิทยา และช่วยสร้างประโยชน์ต่อ มนุษย์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงอีกหนึ่งบทบาทที่หลาย คนอาจไม่ทราบคือแหล่งดูดซับคาร์บอนในมหาสมุทรอีกด้วย


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 70 ในบทนี้ ผู้เขียนจะอธิบายถึงสาเหตุของความเสื่อมโทรมของ ปะการัง แนวทางในการฟื้นฟู รวมถึงกรณีศึกษาการฟื้นฟูปะการัง ที่เกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งประสบความสําเร็จอย่างสูง แนวทางการฟื้ นฟู ระบบนิ เวศปะการั ง แนวปะการังจํานวนมากในปัจจุบันเสื่อมโทรมลงเนื่องจากหลาย สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมมนุษย์โดยเฉพาะการพัฒนาบริเวณ ชายฝั่ง การปล่อยมลภาวะทั้งนํ้าเสียและขยะลงสู่ทะเล การประมง เกินขนาด การท่องเที่ยวอย่างไม่รับผิดชอบ ไปจนถึงการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศที่ทําให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลบ่อยครั้งและ รุนแรงมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทําให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ครั้งใหญ่ ส่งผลให้ปะการังตายลงเป็นบริเวณกว้างในระยะเวลาไม่นาน ความเสื่อมโทรมของแนวปะการังนําไปสู่ความพยายามคิดค้น หาแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสม อาทิ การลดปัจจัยคุกคาม การจัด ตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเล และการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม แนวทางเหล่านี้นับเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความยั่งยืนที่สุด เพราะ เปิดโอกาสให้ระบบนิเวศปะการังฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ ขณะที่บางโครงการเน้นเรื่องการเพิ่มพื้นที่ในการลงเกาะของ ตัวอ่อนปะการัง การย้ายปลูกปะการัง การทําแปลงเพาะจากเศษ ปะการัง การสร้างปะการังเทียม และการขยายพันธุ์แบบอาศัย เพศ แต่ละทางเลือกข้างต้นมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ทั่วโลกมีการศึกษาวิจัยแนวทางการฟื้นฟูปะการังมาอย่างยาวนาน สิ่งที่ตกผลึกได้จากผลการศึกษาคือการฟื้นฟูแนวปะการังเป็น กระบวนการที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาหลายปัจจัยเพื่อให้ได้แผน


71 ฟื้นฟูปะการังที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่และเกิด ผลสําเร็จอย่างแท้จริง ผู้เขียนขอสรุปแนวทางการเลือกวิธีการฟื้นฟูแนวปะการังที่ เหมาะสมโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ประเมินสถานการณ์เพื่อหาสาเหตุของความเสื่อมโทรม การที่ระบบนิเวศปะการังในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเสื่อมโทรมลงคือ สัญญาณบ่งบอกว่าสภาพแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวไม่เอื้อต่อการ เจริญเติบโตของปะการัง ดังนั้นการฟื้นฟูแนวปะการังขั้นแรกคือ การค้นหาสาเหตุที่ทําให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมเพื่อให้สามารถแก้ ปัญหาที่ต้นเหตุ เราสามารถประเมินสถานการณ์โดยพิจารณาลักษณะของ ความเสื่อมโทรม เช่น ร่องรอยของความเสียหายที่เกิดจากมนุษย์ การปนเปื้อนของขยะพลาสติก หรือการเติบโตของสาหร่ายที่เป็น ข้อบ่งชี้ว่ามีสารอาหารในนํ้าที่มากเกินไปจากการปนเปื้อนของสาร เคมีบางชนิด เมื่อเราพบต้นตอของปัญหาก็จะสามารถออกแบบ วิธีแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกัน เช่น ปรับเปลี่ยนเส้นทางนํ้าทิ้งจาก แผ่นดิน ติดตั้งระบบบําบัดนํ้าเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล การควบคุม การจับสัตว์นํ้า หรือลดผลกระทบจากการท่องเที่ยว การระบุปัญญาเพื่อออกแบบวิธีแก้ไขที่ต้นเหตุนับเป็น กระบวนการที่สําคัญอย่างยิ่งสําหรับฟื้นฟูแนวปะการัง อย่างไร ก็ตาม กระบวนการนี้มักจะถูกมองข้ามทําให้ความพยายามในการ ฟื้นฟูระบบนิเวศปะการังไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่คาดหวัง


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 72 ขั้นที่ 2 ศึกษาตัวอ่อนปะการังในมวลนํ้า การศึกษาตัวอ่อนปะการังในมวลนํ้าจําเป็นต่อการตัดสินใจ เลือกวิธีการฟื้นฟูแนวปะการัง ในกรณีที่เรายังพบตัวอ่อนปะการัง ในมวลนํ้า แสดงว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีศักยภาพที่จะฟื้นฟูตัวเอง ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพหากมีการจัดการอย่างถูกต้อง และมีการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ตัวอ่อนของปะการังเกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เมื่อ ปะการังโตเต็มที่ก็จะปล่อยไข่และสเปิร์มออกมาผสมกันในนํ้า กลายเป็นตัวอ่อนที่ล่องลอยไปตามกระแสนํ้าจนกระทั่งลงเกาะใน พื้นแข็งที่เหมาะสม อาทิ ก้อนหินในธรรมชาติหรือซากปะการัง มาตรการคุ้ มครองแนวปะการั ง การคุ้มครองแนวปะการังในรูปแบบพื้นที่อนุรักษ์เป็น หนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยฟื้นฟูปะการังครอบคลุม บริเวณกว้าง ภายหลังจากรัฐกําหนดให้พื้นที่ทางธรรมชาติ เป็นพื้นที่อนุรักษ์ สําหรับประเทศไทยก็เช่น การประกาศ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล หรือพื้นที่คุ้มครองทาง ทะเล รัฐก็จะกําหนดมาตรการควบคุมการใช้ประโยชน์ ทั้ง ในรูปแบบของการกําหนดพื้นที่สงวนอนุรักษ์และพื้นที่ใช้ ประโยชน์ในระดับต่างๆ รวมถึงการตรวจตราป้องกันการทํา กิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง มาตรการคุ้มครอง เหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการทางธรรมชาติดําเนินไปได้โดย


73 เดิม ก่อนจะเจริญเติบโตและพัฒนาตัวเองเป็นปะการังที่มีรูปทรง แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของปะการัง การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นกระบวนการสําคัญที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม ตามธรรมชาติ นี่คือสาเหตุที่ปลากินพืช เช่น กลุ่มปลานกแก้วมีความสําคัญ อย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูปะการังตามธรรมชาติ เนื่องจากปลากลุ่มนี้ จะคอยกําจัดสาหร่ายซึ่งจะขึ้นปกคลุมพื้นผิวแข็งของปะการังที่ ตายลง เปรียบเสมือนการเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการยึดเกาะ และเติบโตของตัวอ่อนของปะการัง ไม่มีมนุษย์รบกวน แนวปะการังหลายแห่งในประเทศไทยแม้ว่าจะมีสภาพ เสื่อมโทรมลงแต่ยังคงมีศักยภาพที่จะฟื้นฟูตัวเองในระดับสูง เนื่องจากกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของปะการังยัง คงเกิดขึ้นตามธรรมชาติและยังพบตัวอ่อนปะการังในมวลนํ้า แต่กระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ สภาพพื้นทะเลมั่นคง สภาพแวดล้อมเหมาะสม และไม่ถูก รบกวนโดยมนุษย์ ตัวอย่างแนวปะการังที่ฟื้นตัวตามธรรมชาติจากมาตรการคุ้มครอง เช่น แนวปะการังในเขตอุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา, อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต และ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นต้น


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 74 ขั้นที่ 3 เลือกแนวทางการฟื้นฟู หากเราพบว่ายังมีตัวอ่อนปะการังในมวลนํ้า ทางเลือกที่ดีที่สุด คือการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ส่วนในกรณีที่สภาพของ พื้นทะเลไม่มีพื้นผิวที่เหมาะสมต่อการยึดเกาะของตัวอ่อนปะการัง มนุษย์สามารถช่วยเหลือกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติได้ด้วย การสร้างพื้นผิวที่มั่นคงสําหรับการยึดเกาะ เช่น การใช้แท่งคอนกรีต หรือโครงปะการังเทียม สําหรับกรณีที่เราศึกษาจนมั่นใจว่าไม่มีตัวอ่อนในมวลนํ้า บริเวณพื้นที่ที่เราต้องการฟื้นฟูแนวปะการัง เราจึงค่อยพิจารณา เลือกวิธีฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการย้ายปลูกปะการัง หนึ่งในวิธียอดนิยมในการย้ายปลูกปะการังคือการนําปะการัง ที่อยู่ในสภาพดีทั้งโคโลนีมาตัดแบ่งแล้วแยกนําไปปลูกในพื้นที่ที่ ต้องการฟื้นฟู อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อเสียหลายประการ เช่น กิ่ง ปะการังขนาดเล็กจะมีอัตราการรอดตํ่า อีกทั้งการตัดแบ่งกิ่งก้าน ปะการังเพื่อขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศซึ่งจะทําให้ระบบนิเวศ ปลายทางมีความหลากหลายทางพันธุกรรมตํ่า เพิ่มความเสี่ยงต่อ การตายพร้อมกันเมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความหลากหลายทาง พันธุกรรมคือการหักกิ่งก้านปะการังมาจากหลายโคโลนีในแหล่ง ปะการังผู้ให้แล้วนํามาปลูกในพื้นที่ฟื้นฟู แต่วิธีการนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อแหล่งปะการังผู้ให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปะการัง ที่เสียหายต้องใช้พลังงานในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพิ่มความ เสี่ยงต่อการเกิดโรค อีกทั้งยังลดโอกาสในการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของปะการังที่ถูกหักกิ่งก้านอีกด้วย


75 นอกจากการตัดแบ่งแล้ว บางโครงการใช้วิธีฟื้นฟูระบบนิเวศ ปะการังด้วยการย้ายปะการังสภาพดีมาทั้งโคโลนี หรือการย้าย ปะการังโตเต็มวัยที่พร้อมปล่อยเซลล์สืบพันธุ์มาไว้ในบริเวณที่ การหั กกิ่ งปะการั งมาปลู กควรเป็ น ทางเลื อกสุ ดท้ ายในการฟื้ นฟู ปะการั ง การฟื้นฟูปะการังด้วยการย้ายปลูกที่ต้องหักกิ่งปะการัง จากโคโลนีหนึ่งหรือหลายโคโลนีเปรียบเสมือนการโคลน ปะการังด้วยฝีมือมนุษย์ เพราะปะการังจากโคโลนีเดียวกัน จะมีพันธุกรรมเหมือนกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์การแปรปรวน ทางธรรมชาติ เช่น ปรากฏการณ์ฟอกขาว ปะการังที่มา จากโคโลนีเดียวกันอาจตายทั้งหมดเนื่องจากไม่มีความหลาก หลายทางพันธุกรรมที่มากพอ โครงการฟื้นฟูแนวปะการัง เช่นนี้จึงเป็นการใช้งบประมาณ แรงงาน และความทุ่มเท ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างเปล่าประโยชน์ การฟื้นฟูแนวปะการังจึงควรให้ความสําคัญกับการสร้าง ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในแง่ความหลากหลายของ ชนิดปะการังและความหลากหลายของพันธุกรรมปะการัง แต่ละชนิด ดังนั้นการย้ายปลูกปะการังด้วยการปลูกกิ่งก้าน จึงควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะใช้ในการฟื้นฟูแนวปะการัง ภายหลังการศึกษาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าไม่พบตัวอ่อนของ ปะการังอยู่ในมวลนํ้า


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 76 ต้องการฟื้นฟู หากเลือกใช้วิธีการนี้ต้องดําเนินการด้วยความ ระมัดระวังอย่างยิ่งโดยไม่ให้เกิดผลเสียหรือผลกระทบต่อแนว ปะการังต้นทาง ทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดแต่ใช้เวลา นานคือการสร้างแปลงอนุบาลปะการัง โดยการนํากิ่งปะการังที่ แตกหักตามธรรมชาติมายึดติดบนพื้นแข็ง แล้วรอให้กิ่งก้านเหล่า นั้นเติบโตขึ้นเป็นโคโลนีที่สมบูรณ์ ก่อนจะนําไปฟื้นฟูยังบริเวณที่ ต้องการ อีกทางเลือกหนึ่งคือเพาะพันธุ์ปะการังในห้องปฏิบัติการ โดยเลี้ยงจนได้ตัวอ่อนปะการังแล้วปล่อยลงในมวลนํ้า หรืออาจ เลี้ยงจนเติบโตถึงระดับที่ปะการังลงเกาะเป็นโคโลนีแล้วจึงนําไป ฟื้นฟูแนวปะการังก็ได้เช่นกัน ขั้นที่ 4 ดําเนินการและติดตามตรวจสอบ การตรวจสอบผลการดําเนินการคือหัวใจสําคัญของกระบวนการฟื้นฟูแนวปะการัง ผู้ดําเนินโครงการจึงควรจัดสรรงบประมาณ ในสัดส่วนที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มดําเนินโครงการ รวมถึงสร้างความ ร่วมมือในระยะยาวกับคณะนักวิจัย หรือสถาบันการศึกษาในฐานะ ผู้รับผิดชอบในการติดตามผลเพื่อทบทวนว่าวิธีที่เลือกใช้เหมาะกับ สภาพแวดล้อมหรือไม่ และประสบความสําเร็จในระดับใด สําหรับตัวชี้วัดความสําเร็จของการฟื้นฟูแนวปะการัง นอกจาก ต้องพิจารณาอัตราการอยู่รอดและลงเกาะของปะการังแล้ว ยังควร คํานึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางพันธุ­ กรรม และความสามารถในการแพร่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเพื่อ ให้มั่นใจว่าระบบนิเวศที่ฟื้นฟูกลับมาจะสามารถดํารงอยู่ได้อย่าง


77 ยั่งยืน ส่วนในกรณีที่การฟื้นฟูแนวปะการังไม่ประสบความสําเร็จ เราก็ต้องย้อนกลับไปขั้นตอนแรกแล้วเริ่มแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ก่อนที่จะพิจารณาทางเลือกอื่นในการฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง กรณี ศึ กษา: การฟื้ นฟู ปะการั งเกาะไม้ ท่ อน จั งหวั ดภู เก็ ต ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2529 แนวปะการังเขากวางจํานวนมาก ที่เกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ตถูกพายุพัดทําลาย แม้ระบบนิเวศ ดังกล่าวจะไม่ถูกรบกวน แต่กระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ถือว่าช้าอย่างมากทั้งที่พบตัวอ่อนปะการังหลายชนิดในมวลนํ้า นําไปสู่ความพยายามฟื้นฟูแนวปะการังโดยใช้แท่งคอนกรีตที่มี รูปทรงและความสลับซับซ้อนแตกต่างกันออกไปเพื่อศึกษาว่า แท่งคอนกรีตรูปแบบใดเหมาะสมที่สุดในการลงเกาะของตัวอ่อน ปะการัง รวมทั้งทดลองฟื้นฟูพื้นที่ด้วยวิธีย้ายปลูกปะการังเขากวาง จากแนวปะการังบริเวณอื่น ผลการศึกษาพบการวางแท่งคอนกรีตเพื่อเพิ่มพื้นที่ยึดเกาะ ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี ปะการังมีการลงเกาะและเจริญ เติบโตจนขึ้นคลุมพื้นผิวของแท่งคอนกรีตทั้งหมดภายในเวลา ประมาณ 15 ปี ขณะที่การย้ายปลูกปะการังเขากวางไม่ประสบ ความสําเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่มีคลื่นลมรุนแรง ดร.นลินี ทองแถม ผู้รับผิดชอบโครงการฟื้นฟูแนวปะการัง สรุปผลการศึกษาที่เกาะไม้ท่อนว่าหัวใจสําคัญของการฟื้นฟูปะการัง คือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและความสอดคล้องระหว่างวิธีการ ฟื้นฟูและลักษณะพื้นที่ หากตอบโจทย์สองข้อนี้ก็จะมีโอกาสที่


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 78 โครงการจะประสบความสําเร็จสูง ดังนั้นการฟื้นฟูแนวปะการังไม่ใช่ เรื่องยากหรือต้องใช้ทุนมากอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากมีตัวอ่อน ปะการังในธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเหมาะสม วัสดุราคา ประหยัดอย่างอิฐบล็อกก็สามารถเป็นบ้านหลังใหม่ของปะการังได้ เช่นกัน Key Takeaways ☛ แนวปะการังหลายแห่งในประเทศไทยมีศักยภาพที่จะ ฟื้นฟูตัวเองในระดับสูง แต่กระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติจะ เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสภาพพื้นทะเลมั่นคง สภาพแวดล้อมเหมาะสม และไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ ☛ หากเราพบว่ายังมีตัวอ่อนปะการังในมวลนํ้า ทางเลือกที่ดี ที่สุดคือการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตนเอง ในกรณีพื้นทะเลไม่มี พื้นผิวที่เหมาะสมต่อการยึดเกาะของตัวอ่อนปะการัง เราสามารถ ช่วยเพิ่มพื้นผิวสําหรับการยึดเกาะ เช่น การใช้แท่งคอนกรีต หรือ โครงปะการังเทียม ☛ การฟื้นฟูปะการังด้วยการย้ายปลูกที่ต้องหักกิ่งปะการัง จากโคโลนีหนึ่งหรือหลายโคโลนีเปรียบเสมือนการโคลนปะการัง เมื่อได้รับผลกระทบจากมลภาวะหรือภัยธรรมชาติ ปะการังที่มา จากโคโลนีเดียวกันอาจตายทั้งหมดเนื่องจากไม่มีความหลากหลาย ทางพันธุกรรมที่มากพอ ☛ ตัวชี้วัดความสําเร็จของการฟื้นฟูแนวปะการัง นอกจาก ต้องพิจารณาอัตราการอยู่รอดและลงเกาะของปะการังแล้ว ยังควร


79 คํานึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางพันธุ­ กรรม และความสามารถในการแพร่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเพื่อให้ มั่นใจว่าระบบนิเวศที่ฟื้นฟูกลับมาจะสามารถดํารงอยู่ได้อย่างยั่งยืน โครงการปลู กหญ้ าทะเล หญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศที่มีความสําคัญอย่างยิ่งในการ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลเพราะเป็นทั้งแหล่ง อนุบาลสัตว์นํ้าวัยอ่อน รวมถึงแหล่งอาศัยและหากินของสัตว์ทะเล หายากหลายชนิดโดยเฉพาะพะยูนและเต่าทะเล ความอุดมสมบูรณ์ ของระบบนิเวศหญ้าทะเลยังทําให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาหารที่ สําคัญของชุมชนชายฝั่งจนได้รับการขนานนามว่า ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต ริมทะเล’ อีกหนึ่งในบทบาทสําคัญของหญ้าทะเลคือดักตะกอนและช่วย ลดความแรงของคลื่น ระบบนิเวศแห่งนี้จึงช่วยป้องกันการพังทลาย ของหน้าดินและลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง หญ้าทะเลยังทําหน้าที่ หมุนเวียนแร่ธาตุให้กับระบบนิเวศใกล้เคียงอย่างป่าชายเลนและ แนวปะการัง ความเชื่อมโยงของระบบนิเวศทั้งสามเป็นปัจจัยสําคัญ ที่ทําให้ทะเลเขตร้อนมีความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่น นอกจากนี้ หญ้าทะเลยังเป็นระบบนิเวศที่สําคัญอย่างยิ่งใน การช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เนื่องจาก หญ้าทะเลเป็นพืชโตเร็วและสามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในตะกอนดิน ได้ยาวนานนับพันปี ต่างจากพืชบนบกที่มีอายุการดูดซับคาร์บอน ได้สูงสุดราว 50 ปีเท่านั้น จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกคาร์บอนที่กักเก็บ


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 80 ไว้ในระบบนิเวศทางทะเลอย่างหญ้าทะเลและป่าชายเลนว่าคาร์บอน สีนํ้าเงิน (Blue Carbon) แหล่งหญ้าทะเลทั่วโลกช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ราว 4.2–8.4 พันล้านตัน บางรายงานระบุว่าอาจสูงถึง 2 หมื่นล้านตันหากรวม ดินตะกอนในแนวหญ้าทะเลทั้งหมด แม้ว่าหญ้าทะเลจะครอบคลุม พื้นที่เพียง 0.1% ของมหาสมุทรแต่กลับช่วยดูดซับคาร์บอนได้มาก ถึงปีละ 27–44 ล้านตัน คิดเป็นราว 15 เปอร์เซ็นต์ของคาร์บอน ที่กักเก็บในมหาสมุทร จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันหลายภาคส่วน ต่างหันมาให้ความสําคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเลอย่าง ล้นหลาม ในประเทศไทยพบหญ้าทะเลได้ทั้งหมด 13 ชนิด โครงสร้าง ทางกายภาพของหญ้าทะเลคล้ายกับหญ้าบนบกคือมีส่วนของราก เหง้า และใบ โดยเราจะพบหญ้าทะเลได้ในพื้นที่ชายฝั่งที่เป็นทราย ปนเลน ปัจจุบันระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทยยังถือว่าค่อน ข้างอุดมสมบูรณ์ โดยแหล่งหญ้าทะเลผืนใหญ่ที่สุดอยู่ที่จังหวัดตรัง ในบทนี้ ผู้เขียนจะอธิบายถึงภัยคุกคามต่อแหล่งหญ้าทะเล แนวทางในการฟื้นฟูหญ้าทะเลที่เหมาะสม รวมถึงหยิบยกกรณี ศึกษาที่การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลประสบความสําเร็จ แนวทางการฟื้ นฟู ระบบนิ เวศหญ้ าทะเล ภัยคุกคามหลักที่ทําให้พื้นที่หญ้าทะเลเสื่อมโทรมลงคือการ พัฒนาชายฝั่ง เช่น การก่อสร้างท่าเทียบเรือ สะพาน หรือการขุด ลอกร่องนํ้าและปากแม่นํ้า กิจกรรมเหล่านี้ทําให้เกิดตะกอนไหล ลงไปทับแนวหญ้าทะเลจนเสียหาย อีกหนึ่งภัยคุกคามสําคัญคือ


81 การทําประมงที่ใช้เครื่องมือประมงแบบทําลายล้าง เช่น อวนรุน อวนลาก หรือการติดตั้งเครื่องมือประมงขนาดใหญ่ในแนวหญ้า ทะเล เช่น โป๊ะ และโพงพาง รวมไปถึงการทิ้งสมอเรือและการ ปนเปื้อนของนํ้าเสีย ขยะ คราบนํ้ามัน รวมทั้งมลภาวะต่างๆ ก็ กระทบต่อสภาพแวดล้อมในแนวหญ้าทะเลเช่นกัน เมื่อระบบนิเวศหญ้าทะเลเสื่อมโทรมลงหรือถูกทําลายจนหมด ไปก็หมายความว่าแหล่งอาหารของชาวบ้านรวมทั้งความหลาก หลายทางชีวภาพและสัตว์ทะเลหายากก็ย่อมสูญหายอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานในประเทศไทยมีความพยายามฟื้นฟู แหล่งหญ้าทะเลที่เสื่อมโทรม โดยจัดกิจกรรมย้ายปลูกหญ้าทะเล เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศหรือสร้างแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่ใหม่ อย่างไร ก็ตามการดําเนินกิจกรรมดังกล่าวเผชิญอุปสรรคหลายด้าน โดย เฉพาะปัญหาการขาดองค์ความรู้เรื่องนิเวศวิทยาของหญ้าทะเล การจัดการระบบนิเวศ รวมถึงความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการ เจริญเติบโตของหญ้าทะเล ผู้เขียนสรุปแนวทางการจัดการและการฟื้นฟูหญ้าทะเลที่ เหมาะสมตามคําแนะนําโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งแบ่งเป็น 4 แนวทางดังนี้ แนวทางที่ 1 การจัดการปัจจัยคุกคาม หญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลโดยจะ ผันแปรตามความผันผวนของกระแสนํ้าหรือตะกอน เราจึงต้อง ตรวจหาสาเหตุความเสื่อมโทรมว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของ


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 82 แหล่งหญ้าทะเลมีสาเหตุจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปหรือ กิจกรรมมนุษย์ ระบบนิเวศหญ้าทะเลอาจได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการ พัฒนาพื้นที่ริมชายฝั่ง การทําประมงแบบทําลายล้าง หรือมลภาวะ จากชุมชนริมทะเล การวิเคราะห์หาสาเหตุที่ถูกต้องย่อมทําให้เรา แก้ปัญหาได้ตรงจุด เมื่อสามารถป้องกันหรือลดผลกระทบจาก ปัจจัยคุกคามต่างๆ ได้แล้ว แหล่งหญ้าทะเลจะสามารถฟื้นฟูตัวเอง ได้และกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งตามธรรมชาติ วิธีนี้นับเป็นวิธี ฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลที่ยั่งยืนที่สุด การประเมินปัจจัยคุกคามควรดําเนินการโดยคนในชุมชนท้องถิ่น การกํ าหนดเขตเพื่ อบริ หารจั ดการ ระบบนิ เวศหญ้ าทะเลอย่ างยั่งยื น ประเภทที่ 1 เขตสงวนเข้มข้น เหมาะสําหรับแหล่ง หญ้าทะเลขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเสี่ยง ตํ่าที่จะเผชิญผลกระทบจากการพัฒนาริมชายฝั่ง และมี คุณค่าทางนิเวศและความหลากหลายของชนิดพันธุ์ บริเวณ ดังกล่าวควรงดกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทุกประเภทเพื่อ รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อน และแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์ทะเลซึ่งจะช่วยสร้างความ อุดมสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อการประมงชายฝั่งใน บริเวณข้างเคียงอีกด้วย


83 และนักวิชาการเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาและ สาเหตุที่ทําให้ระบบนิเวศหญ้าทะเลเสื่อมโทรมลง เมื่อมีความ เข้าใจที่ตรงกันจึงเริ่มแก้ปัญหาหรือลดผลกระทบที่ต้นเหตุ ไม่เช่น นั้นโครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลก็ยากที่จะประสบความสําเร็จ แนวทางที่ 2 การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่คือการกําหนดเขตกิจกรรมต่างๆ ตามความเหมาะสม หากบริเวณแหล่งหญ้าทะเลมีสัตว์หายากเข้า ใช้ประโยชน์จํานวนมากก็ควรกําหนดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตสงวน เข้มข้น พร้อมทั้งห้ามดําเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบ ประเภทที่ 2 เขตอนุรักษ์ เหมาะสําหรับแหล่งหญ้า ทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง หรือเป็นระบบนิเวศ ที่มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงแต่สามารถฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพ เดิมได้ ในพื้นที่นี้จะอนุญาตให้ทํากิจกรรมบางประเภท เช่น การท่องเที่ยว หรือการประมงพื้นบ้านที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศหญ้าทะเล เป็นต้น ประเภทที่ 3 เขตใช้ประโยชน์ เหมาะสําหรับแหล่ง หญ้าทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างตํ่า ถือเป็นพื้นที่ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น จับสัตว์นํ้าได้หรือใช้เป็น เส้นทางสัญจรเดินเรือ โดยอาจมีการกําหนดพื้นที่บางส่วน สําหรับฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วม ทํากิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 84 นิเวศ อาทิ การเดินเรือ หรือการจับสัตว์นํ้า ทั้งนี้ ภาครัฐและชุมชน ควรมีการกําหนดเขตจอดเรือ เส้นทางเดินเรือ และกําหนดชนิด เครื่องมือประมงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะทําอันตรายต่อสัตว์ทะเล หายาก ส่วนพื้นที่ชายฝั่งก็ควรมีการจัดการนํ้าเสีย นํ้าทิ้ง และขยะ ในระดับชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ ชุมชนในพื้นที่และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ แหล่งหญ้าทะเล การกําหนดกติการ่วมกับชุมชนนับเป็นพื้นฐานสําคัญในการ ทํางานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท โดยรัฐอาจเลือกใช้ ช่องทางของกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อกําหนดเขตการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ หรือกฎหมาย ว่าด้วยการประมงในการรักษาพืชพันธุ์และสัตว์นํ้า รวมถึงมาตรการการอนุรักษ์เชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพอื่นๆ เพื่อปกป้องและ รักษาแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นทรัพยากรสําคัญของประเทศ แนวทางที่ 3 การปลูกหญ้าทะเล ระบบนิเวศหญ้าทะเลที่ถูกรบกวนส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัว ได้เองตามธรรมชาติ เว้นแต่กรณีที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น ตะกอนดินพื้นทะเลกลายสภาพเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการ เติบโตของหญ้าทะเลจนไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ตามธรรมชาติ ในกรณีนี้เราจึงพิจารณาเลือกใช้แนวทางการฟื้นฟูด้วยการปลูก หญ้าทะเล อย่างไรก็ตาม การปลูกหญ้าทะเลเหมาะสําหรับฟื้นฟู พื้นที่ขนาดเล็ก และต้องมีการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการ เจริญเติบโตของหญ้าทะเลก่อนเริ่มโครงการ


85 การปลูกหญ้าทะเลนอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศแล้วยังเป็น หนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เปิดโอกาส ให้เยาวชนเห็นความสําคัญของระบบนิเวศหญ้าทะเล และส่งเสริม ให้ชุมชนช่วยกันดูแลและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบ นิเวศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสําคัญที่ทําให้โครงการปลูกหญ้า ทะเลหลายแห่งล้มเหลวคือปัจจัยด้านคุณภาพนํ้าและตะกอนดิน เนื่องจากหญ้าทะเลในธรรมชาติต้องปรับตัวให้เข้ากับปัจจัยภายนอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระแสนํ้า คลื่นลม ความลึก ความโปร่ง แสงของนํ้าทะเล อุณหภูมิ ไปจนถึงระยะเวลาสัมผัสแสงแดด โครงการปลูกหญ้าทะเลจึงต้องคํานึงถึงหลักการสําคัญ 5 ประการดังนี้ ประการที่ 1 ปลูกในพื้นที่ที่ควรปลูก การปลูกหญ้าทะเลควร ปลูกในแหล่งที่เคยมีหญ้าทะเลหรือระบบนิเวศหญ้าทะเลที่เสื่อม โทรม ก่อนดําเนินโครงการจะต้องสํารวจสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะ เป็นประเภทของพื้นทะเล ชนิดของดิน ความแน่นของดิน ระดับ ความลึก ทิศทางคลื่นลม และปริมาณตะกอนแขวนลอยในนํ้าเพื่อ ให้มั่นใจว่าหญ้าทะเลที่นํามาย้ายปลูกจะสามารถอยู่รอดได้ ทั้งนี้ การดําเนินโครงการจะต้องคํานึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่น เช่น ระบบนิเวศหาดทราย เช่นกัน ประการที่ 2 เลือกชนิดที่เหมาะสม เราควรคัดเลือกชนิดพันธุ์ หญ้าทะเลโดยพิจารณาว่ามีหญ้าทะเลชนิดนั้นๆ ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ในบริเวณที่ต้องการปลูกหรือไม่ หากไม่มีก็ต้องค้นข้อมูลทางประวัติ­ ศาสตร์ว่าในอดีตเคยมีแหล่งหญ้าทะเลชนิดใดในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าหญ้าทะเลชนิดที่นําไปปลูกจะสามารถเติบโตได้ดี


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 86 ประการที่ 3 หลีกเลี่ยงพื้นที่ใกล้ชุมชนเกิน หรือพื้นที่ที่ถูก กัดเซาะ เราควรเลือกบริเวณที่เป็นอ่าวในการปลูกหญ้าทะเล เนื่องจากคลื่นลมค่อนข้างสงบและมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งน้อย แต่ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ใกล้แหล่งชุมชน เพราะทะเลบริเวณดังกล่าว อาจเผชิญมลภาวะหรือสารเคมีที่เป็นปัจจัยในการเติบโตของ สาหร่ายซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทําให้หญ้าทะเลตายได้ง่าย ประการที่ 4 เลือกช่วงเวลาและฤดูกาลที่เหมาะสม ช่วงเวลา ปลูกหญ้าทะเลที่เหมาะสมคือปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูร้อน เพราะ เป็นช่วงเวลาที่ระดับนํ้าทะเลสูง พื้นท้องทะเลจึงไม่โดนแดดนาน เกินไป และไม่ถูกคลื่นลมกัดเซาะตะกอนพื้นท้องทะเล ช่วงเวลา ดังกล่าวสําหรับอ่าวไทยฝั่งตะวันตกจะอยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงสิงหาคม ส่วนอ่าวไทยฝั่งตะวันออกและฝั่งทะเลอันดามันจะอยู่ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคม ประการที่ 5 เลือกระดับความลึกที่พอดี พื้นที่ที่เหมาะต่อ การปลูกหญ้าทะเลจะต้องมีระดับความลึกและมีนํ้าทะเลท่วมขัง อยู่ตลอดเวลาทุกฤดูกาล เพื่อให้หญ้าทะเลได้รับความชุ่มชื้นและ ไม่แห้งตาย แนวทางที่ 4 สร้างความร่วมมือกับชุมชนชายฝั่ง ปัจจัยหนึ่งที่ทําให้โครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลประสบความ สําเร็จคือความร่วมมือของชุมชนชายฝั่งใกล้เคียง เราจึงต้องให้ ความสําคัญกับกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน ตั้งแต่ การให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบนิเวศหญ้าทะเล เทคนิคเบื้องต้น ในการสํารวจสิ่งมีชีวิตในแนวหญ้าทะเล รวมไปถึงการจัดเวทีพูดคุย


87 การบรรเทาผลกระทบ จากการย้ ายปลู กหญ้ าทะเล การย้ายปลูกหญ้าทะเลคือการขุดถอนหญ้าทะเลจํานวน มากจากแหล่งพันธุ์หญ้าทะเลตามธรรมชาติที่สมบูรณ์จน อาจสร้างผลกระทบต่อแหล่งพันธุ์เดิม นักวิจัยจึงพัฒนา แนวคิดการสร้างแหล่งพันธุ์ของหญ้าทะเลเพื่อจะได้ไม่ต้อง รบกวนแหล่งหญ้าทะเลตามธรรมชาติ เนื่องจากหญ้าทะเลจะสามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่ใหม่ ที่ปัจจัยสิ่งแวดล้อมไม่มีการผันแปรมากนัก นากุ้งตามชายฝั่ง จึงเป็นตัวเลือกในการเพาะพันธุ์หญ้าทะเลที่เหมาะสม เพราะ สามารถควบคุมและปรับคุณภาพตะกอนดิน คุณภาพนํ้า ความลึก แสงสว่าง การไหลเวียนของนํ้าทะเลเข้า-ออกได้ อย่างเหมาะสม และไม่ต้องกังวลเรื่องคลื่นลมอีกด้วย หญ้าทะเลบางชนิดเช่น หญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) สามารถเพาะพันธุ์พันธุ์ต้นอ่อนจากเมล็ดได้ซึ่งจะช่วย ลดปัญหาจากการย้ายปลูกต้นพันธุ์จากแหล่งธรรมชาติได้ เช่นกัน หากสนใจปลูกหญ้าทะเลหรือศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ และย้ายปลูกอย่างถูกวิธีควรศึกษาจากคู่มือของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และปรึกษานักวิชาการที่มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะ


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 88 เพื่อวางมาตรการลดผลกระทบที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นการทําประมงอย่างยั่งยืน การ ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การจัดการขยะและนํ้าเสียในชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกําหนดกติกาการใช้ประโยชน์ ร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเลและสัตว์ทะเลหายาก อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวใช้เวลานานจึงต้องมีการ หนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากโครงการปลูกหญ้าทะเล แล้ว ภาคเอกชนก็สามารถมีบทบาทสําคัญในกระบวนการเสริม สร้างศักยภาพชุมชนเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ หญ้าทะเลอย่างยั่งยืน กรณี ศึ กษา: การฟื้ นฟู หญ้ าทะเลโดยชุ มชน จั งหวั ดตรั ง ดร.อัญชนา ประเทพ อาจารย์ประจําภาควิชาชีววิทยา คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบ นิเวศหญ้าทะเลและการอนุรักษ์ เล่าว่าแหล่งหญ้าทะเลของจังหวัด ตรังมีความสําคัญอย่างยิ่งในระดับโลก เพราะโดดเด่นในด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยสําคัญของ ประชากรพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แหล่งหญ้าทะเลจังหวัดตรังเผชิญกับภัยคุกคาม หลายประการ ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2547 ระบบนิเวศหญ้าทะเล ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอย่างเหตุการณ์สึนามิที่เปลี่ยนแปลง ลักษณะชายฝั่งและทําให้มีตะกอนมหาศาลทับถม แต่ปรากฏการณ์ ดังกล่าวไม่ได้สร้างผลกระทบเท่ากับดินตะกอนจากการพัฒนา


89 ชายฝั่ง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือความเสื่อมโทรมลงของระบบนิเวศ หญ้าทะเลนับพันไร่ที่เกาะลิบง เกาะที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดตรัง เนื่องจากกรมเจ้าท่าทิ้งตะกอนจากการขุดลอกจนเป็นข่าวใหญ่เมื่อ ปลาย พ.ศ. 2563 นอกจากปัญหาเรื่องตะกอนดินแล้ว อีกปัญหาสําคัญคือการ จับสัตว์นํ้า เช่น ปลิงทะเล และหอยชักตีน ในปริมาณที่มากเกินไป สัตว์หน้าดินเหล่านี้มีบทบาทสําคัญในการกําจัดเศษซากเน่าเปื่อย ให้กลายเป็นอาหารของสัตว์นํ้าขนาดเล็กและจุลินทรีย์ ทําหน้าที่ หมุนเวียนแร่ธาตุกลับคืนสู่ระบบนิเวศ เมื่อระบบนิเวศสูญเสียสัตว์ นํ้าเหล่านี้ในปริมาณมากย่อมส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ ของแนวหญ้าทะเลอย่างยากจะหลีกเลี่ยง การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในจังหวัดตรังเริ่มต้นเมื่อราว 30 ปี ก่อน มูลนิธิหยาดฝนได้พยายามทําให้ชุมชนเห็นความสําคัญของ หญ้าทะเลในฐานะที่เป็นแหล่งอาหารสําคัญและแหล่งขยายพันธุ์ สัตว์นํ้าตามธรรมชาติ จึงชวนชาวชุมชนโดยรอบมาเรียนรู้ระบบ นิเวศหญ้าทะเลผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิต ทําให้พวกเขา เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ถึงบทบาทสําคัญของหญ้าทะเลต่อความ อุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล บรรจง นฤพรเมธี ชาวประมงผู้ผันตัวมาบุกเบิกการปลูกหญ้า ทะเลคืออีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ หญ้าทะเล เขาได้พัฒนาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ต้นกล้าหญ้าทะเล จากธรรมชาติเพื่อใช้สําหรับกิจกรรมปลูกและฟื้นฟูหญ้าทะเลใน แหล่งธรรมชาติจนประสบความสําเร็จ โดยใน พ.ศ. 2553 มีการ นําต้นกล้าไปทดลองปลูกที่แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมบริเวณอ่าว


คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 90 บุญ เมื่อผ่านไป 5 ปีก็พบว่าแหล่งหญ้าทะเลฟื้นฟูขึ้นมาอย่างมาก อีกทั้งยังพบร่องรอยของพะยูนมาใช้พื้นที่และมีลูกปลามาอาศัย มากขึ้น นําไปสู่การขยายผลที่เกาะผี หาดคลองสน พร้อมพัฒนา กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศควบคู่ไปด้วย ความสําเร็จของโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลในจังหวัดตรังเกิดจาก การทําความเข้าใจในระบบนิเวศหญ้าทะเล โดยเริ่มต้นฟื้นฟูใน พื้นที่ขนาดเล็ก ดําเนินการ ติดตาม และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และที่สําคัญคือการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะแกนนําขับเคลื่อน กิจกรรมอนุรักษ์ Key Takeaways ☛ ระบบนิเวศหญ้าทะเลหลายแห่งในไทยเผชิญผลกระทบ จากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ริมชายฝั่ง การทําประมงแบบทําลาย ล้าง หรือมลภาวะจากชุมชนริมทะเล หากสามารถป้องกันหรือ ลดผลกระทบจากปัจจัยคุกคาม แหล่งหญ้าทะเลจะสามารถฟื้นฟู ตัวเองได้ตามธรรมชาติและกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยวิธีนี้ นับเป็นวิธีฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลที่ยั่งยืนที่สุด ☛ โครงการปลูกหญ้าทะเลต้องคํานึงถึงหลักการสําคัญ 5 ประการคือการเลือกพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การเลือก ชนิดพันธุ์หญ้าทะเลที่เหมาะสม การเลือกช่วงเวลาและฤดูกาลที่ เหมาะสม การเลือกระดับความลึกที่เหมาะสม และการหลีกเลี่ยง พื้นที่ใกล้ชุมชนชายฝั่ง ☛ การย้ายปลูกหญ้าทะเลอาจกระทบต่อแหล่งพันธุ์เดิมตาม


Click to View FlipBook Version