พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร
“...ความรู้นั้นสําคัญยิ่งใหญ่ เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดความฉลาดสามารถและความเจริญก้าวหน้า
มนุษย์จึงใฝ่ศึกษากันอย่างไม่รู้จบสิ้นการศึกษาหาความรู้จึงสําคัญตรงที่ว่าต้องศึกษาเพื่อให้เกิด
“ความฉลาดรู้” คือรู้แล้วสามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ โดยไม่เป็นพิษเป็นโทษ การศึกษาเพื่อความ
ฉลาดรู้มีข้อปฏิบัติที่น่าจะยึดเป็นหลักอย่างน้อยสองประการ ประการแรกเมื่อจะศึกษาสิ่งใดเรื่องใดให้รู้จริง
ควรศึกษาให้ตลอด ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่เรียนรู้แต่เพียงบางส่วนบางตอน อีกประการหนึ่งซึ่งจะต้อง
ปฏิบัติประกอบพร้อมกันไปด้วยเสมอ คือ ต้องพิจารณาศึกษาเรื่องนั้น ๆ ด้วยความคิดจิตใจที่ตั้งมั่นเป็น
ปกติ และเที่ยงตรงเป็นกลางไม่ยอมให้รู้เห็นและเข้าใจตามอํานาจความเหนี่ยวนําของอคติ...”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
22 มิถุนายน พ.ศ.2524
พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวิชราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
“...งานราชการนั้น คือ งานของแผ่นดิน มีผลเกี่ยวเนื่องโดยตรงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ
และประชาชนทุกคน ดังนั้น ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดิน จึงต้องทําความเข้าใจถึง
ความสําคัญในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนให้ถ่องแท้ แล้วร่วมกันคิดร่วมกันทําด้วยความอุตสาหะ
เสียสละ และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยถือประโยชน์ที่จะเกิดจากงานเป็นหลักใหญ่ งานของแผ่นดินทุก
ส่วน จักได้ดําเนินก้าวหน้าไปพร้อมกัน และสําเร็จประโยชน์ที่พึงประสงค์ คือ ยังความเจริญมั่นคงให้เกิด
แก่ประเทศชาติและประชาชนได้แท้จริงและยั่งยืนตลอดไป...”
พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือนเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน
1 เมษายน พ.ศ.2560
สารจากผู้อํานวยการ
โครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนและพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว (การส่งเสริมสมรรถนะ
และทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21) ประจําปีงบประมาณ 2563 เป็นโครงการต่อเนื่องปีที่ 3 โครงการนี้ได้รับ
การอนุมัติจากส่วนกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นภารกิจสําคัญของมหาวิทยาลัยเพื่อทํา
หน้าที่บริการวิชาการแก่สังคม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ได้นํากิจกรรมการจัด
การเรียนรู้และองค์ความรู้ที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนตามพันธกิจ ผลิตงานวิจัย งานสร้างสรรค์
และนวัตกรรม ด้านการจัดการศึกษา เพื่อเผยแพร่สู่สังคม (To educate through research, creativity and
innovation for the benefit of society) และการให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม (To render academic
service to the community and society) จึงกล่าวได้ว่าการบริการวิชาการแก่ชุมชนเป็นภารกิจของโรงเรียน
เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน กับคณะครูจากโรงเรียนที่เข้าร่วมอบรม เพื่อนําองค์ความรู้หรือนวัตกรรมด้านการจัด
การศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สถานศึกษาในลําดับต่อไป
ในปี 2563 นี้ คณะกรรมการดําเนินการโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนและพัฒนาการจัดการศึกษา
จังหวัดสระแก้ว ได้นํากิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง (Double STREAM) “Play to Learn เพลินไปกับสาธิตปทุมวัน”
มาสร้างฐานกิจกรรมเรียนรู้ในโครงการ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้ดําเนินการให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปี
การศึกษา 2562 ที่ผ่านมา เพื่อประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการสําหรับคุณครูในจังหวัดสระแก้ว จํานวน 5
โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนตาพระยาโรงเรียนอรัญประเทศ โรงเรียนวังน้ําเย็นวิทยาคม โรงเรียนคลองหาดวิทยาคม
โรงเรียนทัพพระยาพิทยาคม ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความรู้ความสามารถของครูในการจัดการเรียนการสอน และส่งเสริม
สมรรถนะและทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปทุมวัน ยังมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การพัฒนานวัตกรรมทาง
การศึกษาอันจะนําไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียนต่อไป
โครงการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
จึงขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะวิทยากร คณะครูในพื้นที่ที่เข้ารับการอบรม สํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 7 (สพม.7) โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะเป็นประโยชน์
ต่อผู้เข้ารับการอบรม และขยายผลไปยังผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล)
ผู้อํานวยการ
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
สารจากรองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ
เอกสารประกอบโครงการบริการวิชาการเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้วนี้ เป็นเอกสาร
ชุดที่ 3 ประกอบการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการส่งเสริมสมรรถนะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษ
ที่ 21 ซึ่งเป็นโครงการประจําปีงบประมาณ 2563 ต่อเนื่องจากปี 2561-2562 โครงการนี้ได้รับงบประมาณ
จากส่วนส่งเสริมจากส่วนกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยผู้เข้ารับการอบรมเป็นคณะครู
จากโรงเรียนทั้ง 5 แห่ง คือ โรงเรียนอรัญประเทศ โรงเรียนวังน้ําเย็นวิทยาคม โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
โรงเรียนทัพพระยาพิทยาคม และโรงเรียนตาพระยา
การอบรมเชิงปฏิบัติการจํานวน 2 วันระหว่างวันที่ 22 – 23 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ มีจุดประสงค์ที่จะ
มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสําคัญของการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริม
สมรรถนะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างลึกซึ้งพร้อมติดตามผลของการอบรมสองครั้งที่ผ่านมา
โดยผู้เข้าอบรมจะได้ความรู้ที่เป็นแนวโน้มของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน ได้ตัวอย่างการออกแบบ
กิจกรรมในลักษณะฐานกิจกรรมบูรณาการสาระการเรียนรู้ 4 ฐานกิจกรรมที่โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน
ได้พัฒนาขึ้น โดยผู้เข้าอบรมได้ทดลองทํากิจกรรม จากนั้นแลกเปลี่ยนแนวความคิด ในลักษณะชุมชนแห่งการ
เรียนรู้ จากนั้นนําไปขยายผลจัดการออกแบบบทเรียนในโรงเรียนของตน กล่าวคือ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้
แนวคิดเพิ่มเติมในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน การวัดประเมิน
ทักษะและสมรรถนะสําคัญในศตวรรษที่ 21 รวมการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากล เป็นต้น
ท้ายนี้ในนามของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ขอขอบคุณผู้อํานวยการ
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 7 และผู้อํานวยการโรงเรียนทั้ง 5 แห่งที่ส่งเสริมสนับสนุนให้
บุคลากรครูทั้ง 80 คนได้เข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการนี้อย่างต่อเนื่อง หวังว่าคณะครู รวมทั้งคณะ
วิทยากรจะได้นําความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษา และแนวคิดการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะ
และสมรรถนะสําคัญในศตวรรษที่ 21 จากโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการประจําปี 2563 นี้ ไปปรับใช้ในบริบท
โรงเรียนของตนและร่วมกันพัฒนาเยาวชนของประเทศชาติสืบไป
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดวงใจ จงธนากร)
รองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
คํานํา
การศึกษาเชิงผลิตภาพ (Productive Education) คือการศึกษาที่มุ้งเน้นการวิเคราะห์ สังเคราะห์
และประเมินค่า ความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานคุณธรรม
จริยธรรม ซึ่งเป็นเบ้าหลอมเยาวชนที่เป็นทรัพยากรที่สําคัญให้มีคุณภาพ เมื่อคุณภาพของคนอยู่ที่
การศึกษา ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงมีความสําคัญต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก เปรียบดั่งแนวทางการเรียนรู้ที่
มุ่งสู่ผลสําเร็จของการเรียน ความมุ่งหวังของสังคม และเป็นผลผลิตที่เจริญงอกงามของประเทศชาติ
สถาบันการศึกษาจึงเปรียบได้ว่าเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพราะเป็นแหล่งผลิตและสร้างสรรค์ผลงานที่ได้
จากการเรียนรู้ พัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์พร้อมรอบด้าน หลักสูตรและการจัดการศึกษาจึงมีเป็นแกนหลัก
ของการพัฒนาผู้เรียนเพราะนั่นคือ การวางแผนเพื่อการจัดการความรู้ให้มีประสิทธิภาพเพื่อเกิดผลิตภาพ
ทางการศึกษาสูงสุด (Productivity in Education)
เอกสารเล่มนี้จัดทําขึ้นเพื่อใช้ประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการสําหรับคณะครูจังหวัดสระแก้ว
จํานวน 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนอรัญประเทศ โรงเรียนวังน้ําเย็นวิทยาคม โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
โรงเรียนทัพพระยาพิทยาคม และโรงเรียนตาพระยา เพื่อส่งเสริมให้คณะครูและบุคลากรทางการศึกษามี
ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 ให้แก่ผู้เรียนอีกทั้ง
ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความสามารถในแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การใช้เทคโนโลยี
ประกอบการจัดการเรียนรู้ และแนวทางการประเมินสมรรถนะและทักษะสําคัญของผู้เรียน
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน มุ่งหวังให้โครงการพัฒนาการจัดการศึกษา
จังหวัดสระแก้ว (การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21) เป็นจุดร่วมมือในการพัฒนา
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นกิจกรรมทางวิชาชีพที่กลุ่มครู
ผู้บริหารสถานศึกษา นักการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการจัดการ
เรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของจุดเน้นด้านการเรียนรู้
การมีวัฒนธรรมร่วมมือกันเพื่อการเรียนรู้ของทุกฝ่าย การร่วมกันตั้งคําถามต่อวิธีการที่ดีและตั้งคําถามต่อ
สภาพปัจจุบัน เน้นการลงมือทํา มุ่งพัฒนาต่อเนื่อง และเน้นที่ผลซึ่งหมายถึงผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ขอขอบพระคุณ ฝ่ายกิจการเพื่อสังคม
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 ผู้บริหารและคณะครู
จังหวัดสระแก้ว จํานวน 5 โรงเรียน ที่ร่วมกันจัดโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว
(การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21) หากมีข้อผิดพลาดประการใดโรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ขอน้อมรับไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อการศึกษา
อันจะก่อประโยชน์แก่ผู้เรียนสืบต่อไป
คณะผู้จัดทํา
สารบัญ
เรื่อง หน้า
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวิชราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
สารจากผู้อํานวยการ
สารจากรองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ
โครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนและพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว
(การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21)
กําหนดการโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนและพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว
บทความทางวิชาการที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
โรงเรียนคุณภาพคุณธรรม 1-14
โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล
การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2018)” 15-18
โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดวงใจ จงธนากร
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ “หนัง” แทน “หนังสือ”การเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์เป็นฐาน
(Movie-based Learning) 19-31
โดยอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
การจัดการเรียนรู้สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ในแนวทางของครูวิทยาศาสตร์ :
Computational Thinking in CS Unplugged Learning 32-42
โดยอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
พิพัฒนาการหลักสูตรการศึกษาของประเทศไทย
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษา 43-52
โดยอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
การทําจัดเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
รายวิชา สนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน” 53-58
โดยอาจารย์ศรัณย์ พ่วงสมบัติ
สารบัญ (ต่อ)
เรื่อง หน้า
PLAY TO LEARN เล่น (เกม) เพื่อการเรียนรู้ 59-63
โดยอาจารย์ ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
การจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติ
และสามมิติโดยการเลือกใช้โปรแกรมสําเร็จรูปจากเว๊ปไซด์ Geogebra 64-71
โดยอาจารย์พัชราพร ถ้วยทอง
Play and Learn เพลิดเพลินร้อยกรอง ผ่านท่วงทํานองบทเพลง 72-79
โดยอาจารย์รัตติยา แข็งขัน
พละ+ศึกษา = การพัฒนาคน
โดยอาจารย์ ดร.พิชญ์นิตา สองสนู 80-82
การศึกษายุคหักศอก (Disruptive Education) 83-86
โดยอาจารย์ ดร.อุทัย แก้วเพชร
บทความทางวิชาการที่ส่งเสริมสมรรถนะและทักษะชีวิต
การโค้ชเพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 87-89
โดยอาจารย์ชวลิต ศรีคํา
คิดให้เป็นผลิตภาพทางการศึกษา 90-98
โดยอาจารย์พงศพิชญ์ แก้วกุลธร
ศิลปะกับความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 99-100
โดยอาจารย์สุพจน์ จักรใจ
บทความทางวิชาการที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
การสร้างแบบทดสอบออนไลน์ด้วย Socrative 101-118
โดยอาจารย์กรวิชญ์ โสภา
เปลี่ยนภาพ เปลี่ยนเสียงเป็นตัวอักษรด้วย Google Docs 119-124
โดยอาจารย์กรวิชญ์ โสภา
การใช้สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมในการเรียนการสอน 125-129
โดยอาจารย์เบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์
ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ 130-130
แหล่งเรียนรู้โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน 131-132
ภาคผนวก
โครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนและพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว
(การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21) ปีที่ 3
หน่วยงาน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ปีงบประมาณ 2563
ระยะเวลาดําเนินงาน 21-23 กุมภาพันธ์ 2563
สถานที่ดําเนินงาน
โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน และโรงเรียน 5 แห่งในจังหวัดสระแก้ว ได้แก่
1. โรงเรียนอรัญประเทศ 2. โรงเรียนวังน้ําเย็น 3. โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
4. โรงเรียนตาพระยา และ 5. โรงเรียนทัพพระยา
ลักษณะโครงการ โครงการต่อเนื่อง
ต่อเนื่องจากโครงการ การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ด้านโครงการ ด้านสังคม - การศึกษา
ประเภทโครงการ
☐ การประชุมเชิงวิชาการ
☑ การฝึกการอบรม การอบรมเชิงปฏิบัติการ
☐ การสัมมนา เสวนา แลกเปลี่ยนความรู้
☐ การจัดนิทรรศการ
☐ การวิเคราะห์ การทดสอบ การตรวจสอบ
☐ การฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ / ความเชี่ยวชาญ / เทคโนโลยี
☐ การให้บริการข้อมูล การเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ
โครงการสอดคล้องกับแผนงาน
1. สนับสนุนเอกลักษณ์ ด้านการพัฒนางานบริการวิชาการเพื่อการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน
(1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย)
2. สนับสนุนมาตรการส่งเสริมประเด็นจิตสาธารณะของนิสิต
3. สนับสนุนมาตรการส่งเสริมประเด็นเศรษฐกิจพอเพียง
4. สนับสนุนมาตรการส่งเสริมประเด็นการลดความเหลื่อมล้ําทางสังคม
โครงการสอดคล้อง SDG
SDG 4 การศึกษาที่เท่าเทียม
ความสอดคล้องกับตัวชี้วัดด้านการบริการวิชาการ มีการบูรณาการการบริการวิชาการแก่ชุมชนกับพันธกิจอื่น ดังนี้
☑ การเรียนการสอน ☑ งานวิจัย
การบูรณาการกับพันธกิจด้านการเรียนการสอน
วัตถุประสงค์ของการบูรณา ตัวบ่งชี้ในการวัดความสําเร็จของการบูร เป้าหมาย ลักษณะการบูรณา
การ ณาการ การ
การบูรณาการกับพันธกิจด้านงานวิจัย
วัตถุประสงค์ของการบูรณา ตัวบ่งชี้ในการวัดความสําเร็จของการบูร เป้าหมาย ลักษณะการบูรณา
การ ณาการ การ
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
☑ มีความร่วมมือกับเครือข่ายภายในมศว ☑ มีความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอกมศว
ลําดับ ความร่วมมือกับ ลักษณะความร่วมมือ
เครือข่าย ภายใน มศว
1. คณะศึกษาศาสตร์ ร่วมมือกับคณะศึกษาศาสตร์โดย ผู้อํานวยการโรงเรียนในฐานะกรรมการ
คณะศึกษาศาสตร์เป็นที่ปรึกษาในการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ
2. ส่วนกิจการเพื่อสังคม ดําเนินตามนโยบายของส่วนกิจการเพื่อสังคมและมหาวิทยาลัยศรีนครินท
รวิโรฒ ปทุมวัน
ลําดับ ความร่วมมือกับเครือข่าย ลักษณะความร่วมมือ
ภายนอก มศว
1. สํานักงานเขตพื้นที่ ร่วมมือกับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 7 ในการติดตาม
การศึกษามัธยมศึกษา เขต และประเมินผลการจัดการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัด
7 สระแก้ว
หลักการและเหตุผล
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เป็นสถานศึกษาที่มีฐานะเป็นภาควิชาหนึ่งของ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนวัตกรรมการเรียนรู้ พร้อมกับการทําวิจัย
ทางการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ตลอดจนการนิเทศและสาธิตการสอนตามที่ค้นพบว่าเหมาะสมแก่สภาพและ
สถาบันของประเทศ และตามที่ได้มีการตกลงร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา โดยมุ่งยกระดับ
เพิ่มพูนความรู้ กระจายโอกาส ส่งเสริมการศึกษา และถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาชุมชน
อย่างยั่งยืน
จากการดําเนินโครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษ
ที่ 21 ให้คณะครูตัวแทนจากโรงเรียนในจังหวัดสระแก้วจํานวน 5 โรงเรียน ระหว่างวันที่ 9 – 10 มีนาคม
2561 พบว่าผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับความรู้และประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม
สมรรถนะและทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างดี เพื่อให้การดําเนินงานมีความต่อเนื่องและ
เกิดประสิทธิผลที่ยั่งยืน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จึงจัดโครงการพัฒนาการจัด
การศึกษาจังหวัดสระแก้ว ปีงบประมาณ 2563 เพื่อติดตามความก้าวหน้า และพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ของครูของโรงเรียนในจังหวัดสระแก้วให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพของนักเรียนให้ดี
ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการงานวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรมทางการศึกษา ดังนั้นกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น
เพื่อมุ่งเน้นเผยแพร่ความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ที่คํานึงถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นสําคัญ
นอกจากนี้โครงการนี้ยังก่อให้เกิดความร่วมมือแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดแนวความคิดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกัน
และกัน พร้อมกันนี้ โครงการสอดคล้องกับ SDGs: Sustainable Development Goals ข้อที่ 4. Quality
Education : การศึกษาที่เท่าเทียม
วัตถุประสงค์
1. เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการออกแบบและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
เพื่อส่งเสริมสมรรถนะและทักษะที่สําคัญของผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 โดยเข้าเยี่ยมการจัดการเรียนรู้ในชั้น
เรียนจริง และการอบรมเชิงปฏิบัติเพิ่มเติมในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย
2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการได้มีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ที่เน้นผู้เรียนให้มีสมรรถนะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถ
ในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี) โดยเรียนรู้ผ่านการเล่น ตลอดจนสามารถนําความรู้ที่ได้รับไปใช้ในทางปฏิบัติได้
3. เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และการทําวิจัย
4. เพื่อเป็นการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนแนวความคิดหรือประสบการณ์ทางด้านวิชาการ ตลอดจน
เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันการศึกษา
ผลการดําเนินงานที่ผ่านมา (รูปธรรม)
ร้อยละ 90 ของผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนําองค์ความรู้ไปปฏิบัติได้จริง
ผลกระทบต่อชุมชน
1. ด้านเศรษฐกิจ ผู้เรียนมีทักษะในการเรียนรู้ในและนอกห้องเรียน สามารถค้นพบศักยภาพของตน
และนําไปประกอบอาชีพได้ มีงานทํา
2. ด้านสังคม ส่งเสริมและพัฒนาแนวทางการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญและส่งเสริมสมรรถนะ
สําคัญในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านการเล่น
เน้นให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ ทําให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีและ
มีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น
3. ด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เรียนตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมีจิตสํานึกที่ได้ร้บการปลูกฝัง
การเรียนรู้ในชั้นเรียน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การประเมินผลโครงการ
1. การสังเกตการณ์การมีส่วนร่วม
2. ทําแบบประเมินโครงการ เมื่อสิ้นสุดโครงการ
ที่ปรึกษาโครงการ
รองศาสตราจารย์สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประธานโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล ผู้อํานวยการโรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน
รองประธาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดวงใจ จงธนากร หัวหน้าโครงการ
วิทยากร
1. นายอุทัย แก้วเพชร
2. นายชวลิต ศรีคํา
3. นายศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
4. นางสาวรัตติยา แข็งขัน
5. นางสาวเบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์
6. นายพงศพิชญ์ แก้วกุลธร
7. นายสุพจน์ จักรใจ
8. นายกรวิชญ์ โสภา
9. นางสาวพิชญ์นิตา สองสนู
10. นายศราวุฒิ อินพวง
11. นางสาวปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
12. นางสาวพัชรพร ถ้วยทอง
13. นายศรัณย์ พ่วงสมบัติ
14. นางสาวศรัญญา ชูเพ็ง
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ
สถานที่ โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว และ The Velo’s Hotel & BMX Pump Track
จังหวัด สระแก้ว
ระยะเวลาดําเนินกิจกรรม 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2563
กลุ่มเป้าหมาย จํานวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 94 คน
1. ผู้เข้าร่วมภายในหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย จํานวน 14 คน ได้แก่
คณะวิทยากรของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโรฒ ปทุมวัน 14 คน
2. ผู้เข้าร่วมภายนอกมหาวิทยาลัย (บุคคลทั่วไป) จํานวน 80 คน ได้แก่
1. เขตพื้นที่ / ศึกษานิเทศน์ / ผู้บริหารสถานศึกษา
2. คณะครูโรงเรียนในจังหวะสระแก้ว จํานวน 80 คน ประกอบด้วย
1. โรงเรียนอรัญประเทศ
2. โรงเรียนวังน้ําเย็นวิทยาคม
3. โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
4. โรงเรียนทัพพระยาพิทยาคม
5. โรงเรียนตาพระยา
งบประมาณในการจัดทําโครงการ
เบิกจ่ายงบประมาณเงินรายได้ ประจําปี พ.ศ.2563 แผนงาน:พื้นฐานด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง
ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ผลผลิต:ผู้สําเร็จการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ งบเงินอุดหนุน-งบพัฒนามหาวิทยาลัย
ขั้นตอนการดําเนินงาน
1. ติดตามความก้าวหน้าของการอบรมเมื่อ 11 - 12 พ.ย.2562 โดยใช้แบบเก็บข้อมูลระหว่าง
เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
2. อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมทักษะและสมรรถนะสําคัญในศตวรรษที่ 21 จําวน 1 ครั้ง
ระหว่างวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
3. รวมรวมสรุปข้อมูลเพื่อประเมินโครงการ
องค์ความรู้ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการที่ให้บริการวิชาการ
1. ผู้เข้าอบรมมีความเข้าใจและมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active
Learning) ที่เน้นผู้เรียนให้มีสมรรถนะและทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
2. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และทําวิจัย
3. เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนและถ่ายทอดแนวคิด กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของทั้ง
สองฝ่าย ตลอดจนร่วมกันทดลองพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมต่อไป
4. สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ทํากิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์
ที่ดีและได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดหรือประสบการณ์ทางด้านวิชาการซึ่งกันและกัน
*************************************
กําหนดการโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชน
และพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว ปีงบประมาณ 2563
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ จังหวัดสระแก้ว
......................................
อบรมเชิงปฏิบัติการ
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563
09:00 น. คณะวิทยากรออกเดินทางจากโรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน
12:00 น. คณะวิทยากรรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:00 น. คณะวิทยากรเยี่ยมชมสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดสระแก้ว
15:00 - 16:00 น. คณะวิทยากรเข้าที่พักและประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม
18:00 - 19:00 น. คณะวิทยากรรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
19:00 - 20:00 น. คณะวิทยากรประชุมเตรียมความพร้อมในการดําเนินการ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563
08:00 - 08:45 น. ผู้เข้าร่วมอบรมลงทะเบียน
08:45 - 09:00 น. พิธีเปิดโดยผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 7
09:00 - 10:00 น. บรรยายเรื่อง “โรงเรียนคุณภาพ คุณธรรม”
” วิทยากร ผศ.ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล
10:00 – 10:15 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10:15 – 11:00 น. บรรยายเรื่อง “ถอดบทเรียนโครงการออกกําลังกายเพื่อสุขภาพโรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ ปทุมวัน “
วิทยากร อาจารย์ ดร.พิชญ์นิตา สองสนู และ อาจารย์ศราวุฒิ อินพวง
11:00 – 12:00 น. บรรยายเรื่อง “กิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ Double STREAM: Play to
Learn”
วิทยากร อาจารย์ ดร.พิชญ์นิตา สองสนู และอาจารย์พงศพิชญ์ แก้วกุลธร
12:00 - 13:00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 - 14:30 น. แบ่งกลุ่มอบรมและทําฐานกิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งออกเป็น 4 ฐานกิจกรรม ดังนี้
ฐานที่ 1 ชีวิตชีวา Cheevit Cheeva : สถานที่ : ห้องประชุม
อ.ดร.พิชญ์นิตา สองสนู, อ.รัตติยา แข็งขัน,
อ.ศราวุฒิ อินพวง, อ.พัชรพร ถ้วยทอง, อ.ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
ฐานที่ 2 คบเด็กสร้างบ้าน: สถานที่ : ห้องประชุม
ผศ.ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล, อ.ดร.อุทัย แก้วเพชร,
อ.เบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์, อ.กรวิชญ์ โสภา
ฐานที่ 3 Power Car : สถานที่ : ห้องประชุม
ผศ.ดร.ดวงใจ จงธนากร, อ.ชวลิต ศรีคํา,
อ.ศรัณย์ พ่วงสมบัติ, อ.ศรัญญา ชูเพ็ง
ฐานที่ 4 Funny Maze : สถานที่ : ห้องประชุม
อ.สุพจน์ จักรใจ, อ.พงศพิชญ์ แก้วกุลธร,
อ.ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
14:30 - 14:45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14:45 - 17:45 น. แบ่งกลุ่มอบรมและทําฐานกิจกรรม (ต่อ)
ฐานที่ 1 ชีวิตชีวา Cheevit Cheeva : สถานที่ : ห้องประชุม
อ.ดร.พิชญ์นิตา สองสนู, อ.รัตติยา แข็งขัน,
อ.ศราวุฒิ อินพวง, อ.พัชรพร ถ้วยทอง, อ.ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
ฐานที่ 2 คบเด็กสร้างบ้าน: สถานที่ : ห้องประชุม
ผศ.ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล, อ.ดร.อุทัย แก้วเพชร,
อ.เบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์, อ.กรวิชญ์ โสภา
ฐานที่ 3 Power Car : สถานที่ : ห้องประชุม
ผศ.ดร.ดวงใจ จงธนากร, อ.ชวลิต ศรีคํา,
อ.ศรัณย์ พ่วงสมบัติ, อ.ศรัญญา ชูเพ็ง
ฐานที่ 4 Funny Maze : สถานที่ : ห้องประชุม
อ.สุพจน์ จักรใจ, อ.พงศพิชญ์ แก้วกุลธร,
อ.ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
17:45 - 18:30 น. พักรับประทานอาหารเย็น
18:30 - 22:00 น. อบรมและฝึกปฏิบัติเรื่อง “การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC)” นําเสนอผลงาน
โดยแบ่งกลุ่มอบรมและนําเสนอผลงานตามฐานกิจกรรม
ฐานที่ 1 ชีวิตชีวา Cheevit Cheeva : สถานที่ : ห้องประชุม
อ.ดร.พิชญ์นิตา สองสนู, อ.รัตติยา แข็งขัน,
อ.ศราวุฒิ อินพวง, อ.พัชรพร ถ้วยทอง, อ.ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
ฐานที่ 2 คบเด็กสร้างบ้าน: สถานที่ : ห้องประชุม
ผศ.ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล, อ.ดร.อุทัย แก้วเพชร,
อ.เบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์, อ.กรวิชญ์ โสภา
ฐานที่ 3 Power Car : สถานที่ : ห้องประชุม
ผศ.ดร.ดวงใจ จงธนากร, อ.ชวลิต ศรีคํา,
อ.ศรัณย์ พ่วงสมบัติ, อ.ศรัญญา ชูเพ็ง
ฐานที่ 4 Funny Maze : สถานที่ : ห้องประชุม
อ.สุพจน์ จักรใจ, อ.พงศพิชญ์ แก้วกุลธร,
อ.ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
22:00 น. พักผ่อน ณ โรงแรมเดอะเวโล (The Velo Hotel)
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
08:00 - 08:30 น. ลงทะเบียน
08:30 – 10:30 น. อบรมและปฏิบัติเรื่อง “การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล
(Programme for International Student Assessment 2018 (PISA 2018)”
โดย ผศ.ดร.ดวงใจ จงธนากร
ฐานที่ 1 อ.ดร.พิชญ์นิตา สองสนู, อ.รัตติยา แข็งขัน,
อ.ศราวุฒิ อินพวง, อ.พัชรพร ถ้วยทอง, อ.ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
ฐานที่ 2 ผศ. ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล, อ.ดร.อุทัย แก้วเพชร,
อ.เบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์, อ.กรวิชญ์ โสภา
ฐานที่ 3 ผศ. ดวงใจ จงธนากร, อ.ชวลิต ศรีคํา,
อ.ศรัณย์ พ่วงสมบัติ, อ.ศรัญญา ชูเพ็ง
ฐานที่ 4 อ.สุพจน์ จักรใจ, อ.พงศพิชญ์ แก้วกุลธร,
อ.ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
10:30 – 10:45 น. กิจกรรม Brain Gym โดย อ.ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา แบ่งกลุ่มทํากิจกรรม
10:45 – 11:00 น. พักรับประทานอาหารว่าง
11:00 – 12:00 น. อบรมและปฏิบัติเรื่อง “IT และแอพลิชั่นเพื่อการจัดการเรียนรู้”
ฐานที่ 1 อ.ดร.พิชญ์นิตา สองสนู, อ.รัตติยา แข็งขัน,
อ.ศราวุฒิ อินพวง, อ.พัชรพร ถ้วยทอง, อ.ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
ฐานที่ 2 ผศ. ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล, อ.ดร.อุทัย แก้วเพชร,
อ.เบญจรัตน์ พิทักษ์ไชยวงศ์, อ.กรวิชญ์ โสภา
ฐานที่ 3 ผศ. ดวงใจ จงธนากร, อ.ชวลิต ศรีคํา,
อ.ศรัณย์ พ่วงสมบัติ, อ.ศรัญญา ชูเพ็ง
ฐานที่ 4 อ.สุพจน์ จักรใจ, อ.พงศพิชญ์ แก้วกุลธร,
อ.ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร
12:00-13:00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 - 14:30 น. พิธีปิดและมอบประกาศนียบัตร
15:30 - 16:00 น. คณะวิทยากรและผู้เข้าร่วมอบรมเดินทางกลับภูมิลําเนาโดยสวัสดิภาพ
***หมายเหตุ: กําหนดการนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***
บทความทางวิชาการที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 1
โรงเรียนคุณภาพคุณธรรม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล*
จากเอกลักษณ์ของโรงเรียน “วิชาการเด่น เน้นกิจกรรม มีคุณธรรมนําชีวิต”นํามาเป็นบริบทการ
พัฒนาสาธิต มศว ปทุมวัน มุ่งสู่การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งโรงเรียนมีโครงการพัฒนาด้านวิชาการ
ด้านกิจกรรม และด้านการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นจํานวนมาก แต่สิ่งที่ต้องการเสริมมากที่สุดคงเป็นเรื่อง
คุณธรรมนําชีวิตทั้งบุคลากร นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จะนําเสนอ“โรงเรียน
คุณภาพคุณธรรม” เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง และคนมีน้ําใจให้แก่บ้านเมือง คุณภาพของการศึกษา มีเหตุปัจจัย
หลายประการ เหตุปัจจัยที่สําคัญสองประการ คือ (1) มีครูที่ศรัทธาในอาชีพ มีความรู้อย่างดีในรายวิชาที่สอน
และเป็นคนดี (2) มีการวางแผนและการจัดการเรียนรู้ให้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชาและ
หลักสูตร ส่วนคุณธรรม เน้นการสร้างคุณธรรมผ่านการออกแบบข้อปฏิบัติของผู้บริหาร ครูอาจารย์ และ
นักเรียนทุกคน เป็นข้อปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติกําหนดขึ้นเอง ทั้งนี้ปัจจัยที่ทําให้โรงเรียนประสบความสําเร็จ คือ “ต้อง
ทําทั้งโรงเรียน และทุกคนต้องทํา โดยแปลงคุณธรรมให้เป็นจริยธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ทําต่อเนื่อง
สม่ําเสมอ” เพื่อให้ทราบโดยทั่วเกี่ยวกับโรงเรียนคุณภาพคุณธรรม ฝ่ายวิชาการได้เรียบเรียงเอกสารที่เกี่ยวข้อง
เพื่อนําเสนอให้บุคลากรของโรงเรียนได้เรียนรู้และพร้อมที่จะปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างมีเหตุผล
ดังนี้
คุณธรรม หมายถึง สิ่งที่มีค่า มีประโยชน์ เป็นความดีงาม เป็นมโนธรรม เป็นเครื่องประคับประคอง
จิตใจให้เกลียดความชั่วกลัวบาป ใฝ่ความดี เป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกผิดชอบ เกิดจิตสํานึกที่ดี
จริยธรรม หมายถึง กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึงปฏิบัติซึ่งกําหนดไว้ในสังคม เพื่อให้เกิดความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยงดงาม ความสงบร่มเย็นเป็นสุข ความรัก ความสามัคคี ความอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยใน
การดํารงชีวิต
อันนําไปสู่การจัดทําคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานในสังคมไทย ไว้ว่า “คุณธรรม จริยธรรม ทําให้มนุษย์
ผู้ประพฤติปฏิบัติมีคุณค่าและส่งผลให้สังคมน่าอยู่และสงบสุข”ประกอบด้วย
1. ซื่อตรง หมายถึง ความประพฤติที่จริงใจ ไม่เอนเอียง ไม่คดโกง ไม่โกหกหลอกลวงใคร ไม่ทําผิด
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
ซื่อตรง จึงครอบคลุมถึง ซื่อสัตย์ ทั้งในด้านกาย วาจา ใจ ซื่อสัตย์ เป็นความประพฤติของ
เฉพาะบุคคล แต่ซื่อตรง เป็นความประพฤติของตนเองและยังครอบคลุมไปถึงส่วนรวมทั้งองค์กรอีกด้วย
* อํานวยการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปุทมวัน
หน้า 2
ผู้ที่ซื่อตรง มีความซื่อสัตย์ในตนเองแล้ว ยังต้องไม่เพิกเฉย ไม่ยอมให้ผู้อยู่รอบข้างหรือผู้เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุจริต เบียดบัง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ต้องไม่หวาดกลัวต่ออิทธิพลของบุคคลที่ประพฤติมิชอบ
อีกทั้งยังต้องหาทางยับยั้งต่อต้านการกระทําที่ทุจริตมิชอบอย่างสุดฤทธิ์ เพื่อผดุงไว้ซึ่งความถูกต้องในสังคม
ซื่อตรงต่อตนเอง คือ การไม่โกหกตนเอง ซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมการณ์ของตนเอง ไม่ฝืนใจทําใน
สิ่งที่ไม่ใช่ปณิธานของตนเอง
ซื่อตรงต่อบุคคลอื่น คือ ซื่อสัตย์สุจริตต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เนรคุณ
ผู้มีพระคุณและไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก
ซื่อตรงต่อเวลา คือ นัดหมายใคร หรือจะทํางานสิ่งใดก็ให้ตรงเวลาที่กําหนดไว้ ไม่เอาเวลา
ราชการไปทําประโยชน์ส่วนตัว
ซื่อตรงต่อวาจา คือ รับปากกับใครว่าจะทําสิ่งที่ดีและสุจริต ก็ให้กระทําตามที่ได้ลั่นวาจาไว้และ
จะไม่ทําสิ่งที่ไม่ดี ทุจริต
ซื่อตรงต่อหน้าที่ คือ ซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจต่อหน้าที่การงานของตนเอง ไม่ฉ้อราษฎร์
บังหลวง ไม่ละทิ้งหน้าที่ และปัดความรับผิดชอบ
“ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง
เด็ก ๆ จึงต้องฝึกฝนอบรม
ให้เกิดมีขึ้นในตนเอง
เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดี มีประโยชน์
และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง”
พระบรมราโชวาทที่พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก
ปีพุทธศักราช 2531 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530
2. มีวินัย หมายถึง การยึดมั่นที่จะปฏิบัติตนในกรอบของขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี กฎหมาย
ระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และข้อพึงปฏิบัติ
มีวินัยในตนเอง คือ ประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบแบบแผนอย่างสม่ําเสมอ การมีวินัยใน
สังคม คือ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความรับผิดชอบ เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่กระทบกระทั่งกัน ทําให้ทุก
คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 3
“...คนที่มีระเบียบวินัยนั้น
เป็นผู้ที่เข้มแข็ง เป็นผู้ที่หวังดีต่อตนเอง
เป็นผู้ที่มีความสําเร็จในอนาคต
การปฏิบัติด้วยความมีระเบียบวินัย
การปฏิบัตินั้นสําเร็จ...”
พระราชดํารัสพระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วิทยาเขตภาคใต้ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2524
3. เสียสละเพื่อส่วนรวม หมายถึง การยินยอมและเต็มใจที่จะทําประโยชน์ให้แก่สาธารณะโดย
ไม่หวังผลตอบแทน
การเสียสละไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ถือว่าเป็นการลดความเห็นแก่ตัว ช่วยให้ผู้อื่นหรือสังคมได้
รับประโยชน์อันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดคุณงามความดีแก่ผู้เสียสละหรืออาจเรียกว่า ผู้มีจิตอาสาคือผู้เสียสละ
แรงกายแรงใจให้แก่ผู้อื่นและสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน คํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก คนจะอยู่อย่าง
ปลอดภัยมีความสุขก็ต่อเมื่อสังคมโดยรวมอยู่ได้
“ความสุขความเจริญที่แท้จริงอันควรหวังนั้น
เกิดขึ้นได้จากการกระทํา
และความประพฤติที่เป็นธรรม มีลักษณะสร้างสรรค์ คือ
อํานวยผลที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัว แก่ผู้อื่น
ตลอดถึงประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย...”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
แก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2535
4. พอเพียง หมายถึง การดําเนินชีวิตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางหรือดําเนินชีวิตตาม
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย
เพื่อให้คนไทยอยู่อย่างมีความสุข ประกอบด้วย องค์ประกอบ 5 เรื่อง ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็น
ระบบ ผู้ปฏิบัติต้องกระทําพร้อมกันทุกเรื่อง ไม่เลือกทําเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนี้
หน้า 4
4.1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หรือความพอใจในสิ่งที่
สมควรในปริมาณที่เหมาะสม ไม่น้อยจนก่อให้เกิดความขัดสน และไม่มากเกินไปจนฟุ่มเฟือย จนเกินกําลังของ
ตนเองหรือไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
4.2 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับความพอประมาณในมิติต่างๆอย่างใช้
เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุ ปัจจัย ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
4.3 การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
จากการเปลี่ยนแปลง และต้องคํานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
4.4 เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ผู้ปฏิบัติต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ อย่างรอบด้าน
และมีความรอบคอบที่จะนําความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน (เพื่อวางแผน) และความ
ระมัดระวังในการนําไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผล
4.5 เงื่อนไขคุณธรรม หมายถึง ผู้ปฏิบัติต้องมีจิตใจที่ตระหนักในคุณธรรม และความซื่อสัตย์
มีคุณธรรมในการดําเนินชีวิต โดยเน้นความอดทน ความเพียร สติ ปัญญาและความรอบคอบ
อนึ่งผู้ปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ต้องปฏิบัติตาม“เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม” ทั้งสอง
ข้อคู่กันอย่างสมดุล หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง จะทําให้การเกิดตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น ถ้ามีความรู้อย่างเดียวแต่
นําความรู้ไปใช้ในทางมิชอบ ก็สามารถนําความเสียหายมาสู่ตนเองและสังคมได้ ในลักษณะเดียวกัน ถ้ามี
คุณธรรมแต่ขาดความรู้ ก็อาจตัดสินใจอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก่อให้เกิดผลเสียหายได้เช่นเดียวกัน
“...การทําความดีนั้น
โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจ
และความต้องการของมนุษย์
จึงทําได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จําเป็นต้องทํา
เพราะหาไม่ ความชั่วซึ่งทําได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่...”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตร
ของโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2529
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้ได้
กําหนดจุดมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ : เป็นพลเมืองดี รักษาความเป็นไทย ยึดมั่น และปฏิบัติตนตามหลักศาสนา
เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 5
2. ซื่อสัตย์สุจริต : ประพฤติต่อตนเองและผู้อื่นตรงตามความเป็นจริง ทั้งด้านกาย วาจา ใจ
3. มีวินัย : ประพฤติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคม
4. ใฝ่เรียนรู้ : ตั้งใจเพียรพยายามในการเรียนและร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้จากแหล่ง
เรียนรู้ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนด้วยการเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม และนําความรู้มาใช้ในการ
ดําเนินชีวิตประจําวันได้
5. อยู่อย่างพอเพียง : ดําเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกัน
ปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
6. มุ่งมั่นในการทํางาน : ตั้งใจและรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ทํางานด้วยความเพียรพยายามและ
อดทนจนงานสําเร็จตามเป้าหมาย
7. รักความเป็นไทย : ภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมไทย กตัญญูต่อประเทศ
ไทย เห็นคุณค่าและใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมทั้งอนุรักษ์และร่วมสืบทอดภูมิ
ปัญญาไทย
8. มีจิตสาธารณะ : ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็น
ประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคม
ทั้งนี้ สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและ
จุดเน้นของตนเองได้
คุรุสภา ได้กําหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ประกอบด้วย
1. มีจรรยาบรรณต่อตนเอง คือ ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพและ
วิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เสมอ
2. มีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ คือ ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิก
ที่ดีขององค์กรวิชาชีพ
3. มีจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ คือ
3.1 ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กําลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาท
หน้าที่โดยเสมอหน้า
3.2 ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตาม
บทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3.3 ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
3.4 ต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของ
ศิษย์ และผู้รับบริการ
หน้า 6
3.5 ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการ
ใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
4. จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่าง
สร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
5. มีจรรยาบรรณต่อสังคม คือ พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการอนุรักษ์ และพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นอกจากนี้ ในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารต่างๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วตลอดเวลา คนรุ่นใหม่จึงต้องมีทักษะ
ในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เพื่อให้ตนเองรู้เท่าทันและก้าวทันโลก จึงมี
การเผยแพร่ให้ทุกคนตระหนักถึงคุณธรรมจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เช่น
1. มีความรับผิดชอบต่อการใช้ข้อมูล โดยต้องคํานึงถึงเรื่องลิขสิทธิ์และไม่ลอกเลียนผลงานคนอื่น
ซึ่งจะทําให้ตนเองขาดการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ในทางอ้อม
2. การใช้เทคโนโลยีในทางบวก เมื่อพบเห็นสิ่งที่ไม่ดีบนสื่อออนไลน์ ก็ไม่ควรจดจําหรือทําตาม
3. การใช้เทคโนโลยีในการค้นหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ เพื่อนํามาพัฒนาตนเอง
4. มีทักษะความเป็นผู้นําบนโลกออนไลน์ เช่น การให้เกียรติผู้อื่น เคารพความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นต้น
จะเห็นว่า คุณธรรมจริยธรรมสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนในทุกยุคทุกสมัยตลอดเวลา จนเป็นส่วน
หนึ่งของวิถีชีวิตคนเรา เมื่อมีนวัตกรรมเกิดขึ้นจะมีคุณธรรมจริยธรรมกํากับการนํานวัตกรรมนั้นๆมาใช้อยู่เสมอ
ในปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจิตสํานึกของแต่ละคนและความเชื่อมั่นในคุณค่าของการสร้างคุณงามความดี
ว่า จะนํามาซึ่งความสุขของตนเองและโรงเรียนในที่สุด
“โรงเรียนคุณภาพคุณธรรม” หมายถึง สถานศึกษาที่ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนและผู้มี
ส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในกระบวนการขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมความดีในรูปแบบต่างๆทั้งภายในและ
ภายนอกสถานศึกษา ซึ่งนําไปสู่การพัฒนาและปรับเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างยั่งยืนและนําไป
ขยายเครือข่ายได้
เมื่อผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูตัดสินใจจะพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนคุณภาพคุณธรรม
จะต้องคํานึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้
1. ความสมัครใจและเต็มใจ จะพัฒนาเป็นโรงเรียนคุณภาพคุณธรรม ทุกคนควรตระหนักและมั่นใจใน
คุณค่าและความสําคัญของการมีคุณธรรม ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนในโรงเรียนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
โดยอาศัยความคิดริเริ่มของคณะครูและการมีภาวะผู้นําของผู้บริหารเป็นหลักสําคัญ
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 7
2. ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ทุกคนในโรงเรียนร่วมกันทํา เป็นการปฏิบัติด้วยตนเอง โดยร่วมกันคิด
(วางแผน) ร่วมกันทํา และร่วมกันประเมินผล เพื่อปรับปรุงตนเองและโรงเรียนของเราเองให้มีพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์เพิ่มขึ้น และร่วมกันลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลงหรือหมดไป
3. มีการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ําเสมอ นําผลการประเมินมาปรับปรุง แผนการปฏิบัติงาน
คุณธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยอาจกําหนดแผนการปฏิบัติโรงเรียนคุณภาพคุณธรรมไว้อย่างน้อยคราวละ 1 ปี
4. โครงงานคุณธรรม จะเป็นไปตามบริบทของโรงเรียน ไม่เน้นการเพิ่มงบประมาณจากงบปกติ
แนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนสู่โรงเรียนคุณภาพคุณธรรม แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่
1. ขั้นตอนการชี้แจงทําความเข้าใจร่วมกัน
1.1 จัดประชุมชี้แจงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียน สร้างความรู้ความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น
เพื่อความมั่นใจในการสมัครใจทํางาน และตัดสินใจร่วมกัน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง
บุคลากรทางการศึกษา พนักงานเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการสถานศึกษา ตลอดจนชุมชนที่เกี่ยวข้อง
1.2 แต่งตั้งและมอบหมายงานให้คณะทํางานรับผิดชอบ ในการวางแผน การลงมือปฏิบัติ
การประเมินผล และการปรับปรุงแผนจนบรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้ โดยมีวาระการทํางาน 1 ปี
1.3 สรุปข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยภายในของโรงเรียน ได้แก่จุดแข็ง
(ปัจจัยส่งเสริมการปฏิบัติงานของโรงเรียนให้มีคุณภาพ)และจุดอ่อนหรือข้อด้อยของโรงเรียน รวมทั้งวิเคราะห์
ข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอก ได้แก่ โอกาส(สภาพภายนอกที่เอื้อให้โรงเรียนมีผลงาน เช่น ประชาชนต้อง การ
ให้ลูกหลานมีอาชีพ โรงเรียนจึงควรให้ความรู้ด้านทักษะอาชีพ เป็นต้น) และสภาพภายนอกที่เป็นอุปสรรคต่อ
การทํางานของโรงเรียน เช่น เศรษฐกิจไม่ดี ชุมชนยากจนมาก เป็นต้น รวมทั้งพิจารณาทบทวน วิสัยทัศน์
ปรัชญาต่างๆ ของโรงเรียนด้วย เพื่อให้โรงเรียนรู้จักตนเอง และเลือกใช้ประโยชน์ได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ของโรงเรียน
1.4 จัดเตรียมผู้เข้าประชุมระดมสมอง โดยจัดกลุ่มผู้เข้าประชุมที่มีภาระหน้าที่ความรับผิด ชอบ
ในกลุ่มเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น 1)กลุ่มครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร ผู้ปกครองและคณะ-
กรรมการสถานศึกษา 2)กลุ่มนักเรียนแกนนําระดับมัธยมศึกษา เป็นต้น การพิจารณาจัดประชุมแต่ละกลุ่มที่มี
พื้นฐานหน้าที่ความรับผิดชอบใกล้เคียงกัน เพื่อประโยชน์ในการมีความรู้ ความเข้าใจใกล้เคียงกัน ทั้งเรื่อง
เกี่ยวกับปัญหา ความต้องการพัฒนา และพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียน นอกจากนี้ ขนาดของกลุ่มควรมี
ปริมาณที่ช่วยให้ทุกคนในกลุ่ม มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่จัดเตรียมไว้ในแผนงาน
1.5 จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ ตามที่กําหนดไว้ในแผนงานตามความจําเป็น สําหรับการจัดหา
วิทยากร ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสมตามบริบทของโรงเรียน
2. ขั้นตอนการกําหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน
หน้า 8
จัดประชุมระดมสมอง จะเลือกใช้กิจกรรมประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หรือประชุมอภิปราย
หารือ ฯลฯ ก็ได้ และดําเนินการตามลําดับขั้นตอน ดังนี้
2.1 วิเคราะห์ปัญหาหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในโรงเรียน พฤติกรรมที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
ในโรงเรียนอีก เช่น มาโรงเรียนสาย ลอกการบ้านเพื่อน เป็นต้น หรือช่วยกันวิเคราะห์หาพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์ในโรงเรียน พฤติกรรมที่ต้องการเห็นได้ในโรงเรียน เช่น ช่วยติวเพื่อน เดินแถวให้เป็นระเบียบ ทิ้งขยะ
ให้เป็นที่ เป็นต้น โดยตั้งคําถามให้ทุกคนคิด ดังนี้
คําถาม: ในโรงเรียนนี้มีปัญหาอะไรบ้างที่อยากแก้ หรือ
สิ่งดีๆ ที่ทุกคนอยากเห็น อยากทํามีอะไรบ้าง
2.2 รวบรวมและจัดกลุ่มความคิดเห็น ให้เป็นเรื่องๆแล้วสรุปความเข้าใจของที่ประชุมให้ตรงกัน
2.3 ค้นหาคุณธรรมเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลความคิดเห็นของที่ประชุม (ตามข้อ 2.1และข้อ 2.2)
ขอให้ที่ประชุมร่วมกันค้นหาคุณธรรมที่จะใช้แก้ปัญหาที่อยากแก้หรือคุณธรรมที่จะใช้เป็นหลักในการประพฤติ
ปฏิบัติสิ่งที่อยากเห็น อยากทํา เช่น ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความมีน้ําใจ ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เป็นต้น
2.4 จัดกลุ่ม “คุณธรรมเป้าหมาย” ให้เป็นเรื่องๆ โดยรวมรวบรายการคุณธรรมเป้าหมายที่ได้จาก
การระดมสมอง แล้วนํามาจัดกลุ่ม เลือกกลุ่มที่มีความหมายใกล้เคียงกันไว้ด้วยกันกรณีมีคําศัพท์แตกต่างกัน
หลากหลาย ควรหารือในที่ประชุม และให้เลือกใช้คําศัพท์ที่มีความเข้าใจตรงกัน ไม่ต้องตีความ
2.5 จัดลําดับความสําคัญของคุณธรรมเป้าหมาย โดยให้ที่ประชุมร่วมกันจัดลําดับความสําคัญของ
คุณธรรมเป้าหมายที่ต้องการทําก่อนหลัง (กรณีที่ประชุมเสนอความเห็นเรื่องคุณธรรมจํานวนหลายเรื่อง) ควร
คัดเลือกมาเพียง 3 เรื่องก่อน เพื่อใช้เป็นคุณธรรมเป้าหมายของโรงเรียน
2.6 กําหนดคุณธรรมเป้าหมายให้เป็นที่ทราบทั่วกัน กล่าวคือ คุณธรรมเป้าหมาย หมายถึง
คุณธรรมที่ทุกคนในโรงเรียนได้ร่วมกันกําหนดขึ้น โดยการคิดวิเคราะห์พฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่โรงเรียนต้อง
การให้เกิดขึ้น เป็นคุณธรรมที่มีคุณลักษณะที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ดีของโรงเรียนและสามารถใช้เป็นหลัก
ในแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของโรงเรียนได้
ในระยะเริ่มต้น ไม่ควรกําหนดคุณธรรมเป้าหมายจํานวนมากหลายข้อ ควรกําหนดประมาณ 3
ข้อ เพื่อง่ายสะดวกต่อการพัฒนา
2.7 กําหนดพฤติกรรมบ่งชี้/ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมเป้าหมาย โดยนําคุณธรรมเป้าหมาย
แต่ละข้อ มากําหนดรายละเอียดพฤติกรรมบ่งชี้/ข้อปฏิบัติ ควรแบ่งกลุ่มผู้เข้าประชุมตามภาระหน้าที่ความ
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 9
รับผิดชอบในกลุ่มเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์และเสนอแนะพฤติกรรมบ่งชี้/ข้อ
ประพฤติปฏิบัติของกลุ่มเดียวกันได้
2.8 กําหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ให้เป็นที่ทราบทั่วกัน กล่าวคือ เมื่อนําคุณธรรมเป้าหมายแต่ละข้อ
มากําหนดพฤติกรรมบ่งชี้/ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมให้ครบแล้ว จะเรียกรวมว่า “คุณธรรมอัตลักษณ์” ซึ่งหมายถึง
คุณธรรมเป้าหมายที่มีการกําหนดพฤติกรรมบ่งชี้/ข้อปฏิบัติไว้ด้วย ซึ่งจะจําแนกตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น ข้อ
ปฏิบัติของครู ผู้บริหาร และนักเรียน เป็นต้น
คุณธรรมอัตลักษณ์ จะใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่ม
เป้าหมายแต่ละของกลุ่ม พฤติกรรมบ่งชี้แต่ละข้อ จะใช้เป็นตัวชี้วัดที่แสดงความสําเร็จของการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมในโรงเรียน หรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่โรงเรียนต้องการให้เกิดขึ้นมากน้อยระดับไหน อย่างไร
โรงเรียนสามารถกําหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ โดยมุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมายใด จํานวน
เท่าไร และเป้าหมายเชิงคุณภาพ โดยมุ่งให้กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นต้น
2.9 กําหนดนโยบายและ/หรือข้อตกลงร่วมกัน โดยนําเสนอผลการประชุมระดมสมองในส่วนของ
คุณธรรมเป้าหมาย และพฤติกรรมบ่งชี้ของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนที่เข้าประชุมมีความเข้าใจตรงกัน
และร่วมกันกําหนดเป็นนโยบาย/ข้อตกลงว่าจะนํามาปฏิบัติด้วยกัน โดยอาจนํามาเสนอในรูปของตาราง
คุณธรรมอัตลักษณ์ ดังตัวอย่างนี้
พฤติกรรมบ่งชี้/ข้อปฏิบัติ(จําแนกตามกลุ่ม)
คุณธรรมเป้าหมาย
ผู้บริหาร ครู นักเรียน
ความซื่อสัตย์ - จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส - เข้าสอนตรงเวลา - ไม่ลอกการบ้าน
- พิจารณาความดีความชอบ - ไม่เอาเวลาราชการไป - ไม่โกหก ไม่พูดเท็จ
อย่างถูกต้องเป็นธรรม ทําประโยชน์ส่วนตัว
ความรับผิดชอบ มีความประพฤติดีเป็นแบบ สอนให้นักเรียนรู้จักคิด มีน้ําใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทํา
อย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา วิเคราะห์ รู้จักการ ประโยชน์ให้เพื่อนๆ ที่
แก้ปัญหาด้วยตนเอง ต้องการความช่วยเหลือ
ความพอเพียง - มีแผนงานแผนเงินที่สอด - ใช้จ่ายสมฐานะ - ใช้จ่ายอย่างประหยัด
คล้องกัน - ใช้สื่อการสอนร่วมกัน - อดทน เสียสละเพื่อ
- ใช้จ่ายตามแผนงาน อย่างคุ้มค่า ส่วนรวม
หน้า 10
3. ขั้นตอนการจัดทําโครงงานคุณธรรม
โครงงานคุณธรรม คือโครงงานความดีเชิงรุก ที่เด็กคิด เด็กเลือก เด็กทํา ในรูปแบบของโครงงาน
กลุ่ม ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ทําให้เกิดการเรียนรู้ถึงการทําความดี เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรม
และส่งเสริมการบ่มเพาะความดีผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ขยายการมีส่วน
ร่วมไปยังบุคคลต่างๆ ในโรงเรียนและชุมชน “ร่วมกันทําดี อย่างมีปัญญา”
การจัดทําโครงงานคุณธรรม (Moral Project) จะแบ่งกลุ่มตามความสนใจโครงงานเรื่องใดหรือ
อาจแบ่งตามระดับชั้นเรียน แบ่งตามชุมนุมความสนใจ แล้วจัดเป็นประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หรือประชุม
อภิปรายหารือ หรือประชุมระดมสมอง โดยมีขั้นตอนตามลําดับ ดังนี้
3.1 วิเคราะห์ปัญหา หรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งกลุ่มต้องการให้โรงเรียนมีการแก้ไขโดย
ตั้งคําถามให้ทุกคนคิดวิเคราะห์ เช่น พฤติกรรมของเพื่อนๆที่อยากปรับปรุง หรือคุณธรรมพื้นฐานของโรงเรียน
มีข้อใดยังไม่ได้ทําบ้าง เป็นต้น
คําถาม : ในโรงเรียนนี้มีปัญหาอะไรบ้างที่อยากแก้
(หรือสิ่งดีๆ ที่อยากทํามีอะไรบ้าง)
3.2 ควรจําลําดับปัญหาที่สําคัญด่วนที่สุด ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ควรรีบแก้ไข เลือกมา 1
ปัญหาตามความเห็นของที่ประชุม
คําถาม : ปัญหาข้อใดที่อยากแก้ไขมากที่สุด
3.3 หาสาเหตุของปัญหา โดยนําปัญหาที่คัดเลือกแล้ว มาระดมสมองหาสาเหตุของปัญหานั้นๆ
ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุปัจจัยภายในและ/หรือปัจจัยภายนอกอย่างไรบ้าง อาจใช้การอภิปราย หาเหตุผล นํา
ข้อมูลสถิติ ข้อเด่น ข้อด้อย ความเป็นไปได้ ความเร่งด่วนมาพิจารณาประกอบ เพื่อหาข้อยุติในการตัดสินใจ
เลือกเป็นประเด็นปัญหาที่อยากแก้ไขมากที่สุด
คําถาม : ปัญหาเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง
มีข้อมูลประกอบการพิจารณาอะไรบ้าง
3.4 กําหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหานั้นๆ โดยนําปัญหาที่คัดเลือกมากําหนดเป้าหมายทั้ง
เป้าหมายเชิงปริมาณ หมายถึงกลุ่มบุคคลที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นักเรียนชั้นไหน จํานวนเท่าไร เป็น
ต้น และกําหนดเป้าหมายเชิงคุณภาพ หมายถึง พฤติกรรมอะไรที่ต้องการให้เกิดขึ้น หรือเกิดการเปลี่ยน แปลง
สภาพแวดล้อมอย่างไร
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 11
คําถาม : ต้องการเปลี่ยนแปลงใคร/กลุ่มไหน
จํานวนเท่าไร เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร
3.5 กําหนดชื่อโครงงาน ที่ชัดเจนเข้าใจง่าย และควรสะท้อนกิจกรรมและกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยว
ข้อง เช่น “โครงงานลด ละ เลิก บุหรี่-เมรัยฯ” “โครงงานรักษ์สัตว์ รักษ์สังคม” เป็นต้น
3.6 กําหนดวิธีแก้ไขปัญหา หรือ วิธีดําเนินงานเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น จะมีแผนอย่างไร
คําถาม : วิธีการแก้ไขแต่ละสาเหตุ ทําอย่างไรบ้าง
3.7 หลักธรรม/พระราชดํารัส/พระราชดําริ/คําสอนใช้หลักธรรมอะไรเป็นหลักคิดในการดําเนิน
โครงงาน น้อมนําพระราชดํารัส/พระราชดําริ/คําสอน อะไรมาเป็นหลักในการดําเนินโครงงาน โครงงานแต่ละ
โครงงานสามารถมีคุณธรรมหลายข้อเป็นหลักคิดในการปฏิบัติโครงงานได้
คําถาม : การดําเนินงานแก้ปัญหา จะใช้คุณธรรม/
พระราชดํารัส/พระราชดําริ/คําสอน อะไรบ้างเป็นหลักคิด
3.8 การเชื่อมโยงไปสู่คุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน โดยที่ประชุมพิจารณาการเชื่อมโยงไปสู่
คุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน ได้อย่างไร โครงงานแต่ละโครงงานสามารถเชื่อมโยงไปสู่คุณธรรมอัตลักษณ์
หลายข้อได้ โดยพิจารณาถึงกระบวนการในการปฏิบัติโครงงานและคุณธรรมที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมขึ้น
คําถาม : โครงงานนี้นําไปสู่คุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียนได้อย่างไร
3.9 กําหนดวิธีการวัดและประเมินผล โดยกําหนดตัวชี้วัดเพื่อวัดหรือประเมินผลว่า มีการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไร ไปมากน้อยเพียงไรในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
3.10 จัดทําร่างเอกสารโครงงานคุณธรรม โดยรวบรวมข้อมูลทั้งหมด แล้วจัดทําเป็นเอกสารร่าง
โครงงาน เพื่อนําไปทดลองปฏิบัติสักระยะหนึ่ง แล้วปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของ
โรงเรียน ก่อนนําไปใช้จริง
ทั้งนี้ เนื่องจากโครงงานคุณธรรม เป็นเครื่องมือที่ใช้พัฒนาทักษะการคิด และการปฏิบัติงานกลุ่ม
ของนักเรียน จึงควรจัดทําโครงงานฉบับร่างแล้วนําไปทดลองใช้ก่อนสักระยะ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้แล้ว
ปรับปรุงแผนเป็นระยะๆ จนกลุ่มคิดว่าสามารถนําไปปฏิบัติให้ได้ผลตรงตามความต้องการได้แล้ว
หน้า 12
3.11 จัดทําเป็นโครงงานคุณธรรม โดยนําข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ได้จากการทดลองทุก
ขั้นตอนมาเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่าย อาจใช้รูปแบบการเขียนโครงงานคุณธรรม หรือรูปแบบตามความ
เหมาะสมของโรงเรียน
กรณีมีข้อคิดเห็น ข้อทักท้วง ผู้บริหารและคณะทํางานควรร่วมกันชี้แจง และ/หรือพิจารณา
ปรับปรุงแก้ไขแผนโครงงานให้แล้วเสร็จ และเผยแพร่ใช้เป็นโครงงานจริงต่อไป
โครงงานคุณธรรม ประกอบด้วย
1. ชื่อโครงงาน
2. ความสําคัญของปัญหาและสาเหตุ
3. วัตถุประสงค์
4. กลุ่มเป้าหมาย
5. แผนการดําเนินโครงงาน
6. งบประมาณ
7. หลักธรรมที่นํามาใช้
8. ความเชื่อมโยงสู่คุณธรรมอัตลักษณ์
9. วิธีการวัดและประเมินผล
10. ผู้รับผิดชอบโครงงาน
4. ขั้นตอนการลงมือร่วมกันปฏิบัติ
4.1 แต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงงาน โดยอาจมีนักเรียนรวมกลุ่มกันเองเพื่อทําความดีตามความสนใจ
หรือครูคัดเลือกเยาวชนแกนนําของโรงเรียนสัก 8-10 คน เป็นผู้รับผิดชอบโครงงาน ที่ครูที่ปรึกษา 1-3 คน
พิจารณาตามขอบเขตและขนาดของงาน สมาชิกกลุ่มไม่ควรจํากัดจํานวน ควรเป็นไปตามความสนใจและภาระ
งานที่ให้รับผิดชอบ
4.2 กําหนดเป้าหมายการปฏิบัติงาน ทั้งในระยะสั้นในแต่ละเดือน และเป้าหมายระยะยาวใน
แต่ละภาคการศึกษา
4.3 กําหนดปฏิทินการปฏิบัติงาน
4.4 ลงมือปฏิบัติด้วยกันตามแผนปฏิบัติงาน ในทุกกิจกรรมนักเรียนจะได้เรียนรู้จากการลงมือทํา
โดยการสังเกต คิดพิจารณาปรับปรุงกิจกรรมให้นําไปสู่ความสําเร็จ ประการสําคัญ ได้เรียนรู้จากการร่วมกัน
ทํางานเป็นทีมทํางานที่ดีด้วยกัน
หลักสําคัญประการหนึ่งที่ช่วยในการรวมกลุ่มของนักเรียนให้ทํากิจกรรมร่วมกันได้อย่างมี
ความสุข คือความเป็นกัลยาณมิตร ทุกคนในกลุ่มจะทํางานอย่างสนุกสนานร่วมกับเพื่อนๆ ที่มีความเป็น
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 13
กัลยาณมิตร ซึ่งกันและกัน คุณสมบัติของกัลยาณมิตร ได้แก่ 1)มีความน่ารัก ให้ความรู้สึกอยากร่วมงานด้วย
อยากเข้าไป ขอคําปรึกษาหารือ 2)มีความน่าเคารพ ทําให้รู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้ 3)อยากนํามาเป็นตัวอย่าง
ในการเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ 4)บอกสอนเป็น คือ รู้จักพูดให้เข้าใจ คอยให้
คําแนะนํา ตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ 5)พร้อมรับฟังคําปรึกษา ข้อซักถาม ข้อวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ใช้
อารมณ์ 6)สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและแนะนําให้เรียนรู้เรื่องที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 7)ไม่นําผิด
ทาง ผิดทํานองคลองธรรม หรือซักจูงไปในทางเสื่อมเสียไม่เหมาะสม
4.5 เมื่อจบแต่ละกิจกรรมย่อย ให้ทํา AAR (After Action Review) เป็นการพูดคุยกัน หรือ
ปรับปรุงการทํางานให้ดีขึ้น และควรให้นักเรียนบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทํากิจกรรมและการนําไป
ประยุกต์ใช้ในสมุดเป็นรายบุคคล
4.6 เผยแพร่เอกสารโครงงานคุณธรรม โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทํากิจกรรมและการ
ประชุมทุกขั้นตอน มาเรียบเรียงให้กระชับ อ่านเข้าใจง่าย อาจใช้รูปแบบการเขียนโครงงานคุณธรรม หรือ
รูปแบบตามความเหมาะสมของโรงเรียน ทั้งนี้ ให้คํานึงถึงความสะดวกและทั่วถึงในการนําไปเผยแพร่ให้ทุกคน
ทราบ นําไปใช้และใช้ในการประเมินผลได้
5. ขั้นตอนการนิเทศติดตามประเมินผลและเสริมแรงกัน
ในการทําโครงงานต่างๆ ควรมีคณะทํางานทําหน้าที่นิเทศ ติดตามให้คําปรึกษาหารือ รวมทั้งเป็น
พี่เลี้ยงสอนงาน และให้ความช่วยเหลือแนะนําสิ่งที่จําเป็นอย่างมีกัลยาณมิตร เพื่อให้งานบรรลุผลตามขั้นตอน
เป้าหมายและกําหนดเวลาที่คาดหวังไว้ ควรมีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งก่อนและหลังการทํางาน เพื่อประโยชน์
ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยพิจารณาตามตัวชี้วัดที่ได้กําหนดไว้ใน
โครงงาน เช่น ร้อยละของจํานวนนักเรียนที่มีจิตอาสาเพิ่มขึ้น เป็นต้น ควรสร้างการมีส่วนร่วมในการ
ประเมินผล เช่น คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน เพื่อให้มีมุมมองด้านการประเมินผลสําเร็จของ
งาน ทั้งจากภายในและภายนอกโรงเรียน
นอกจากนี้ โรงเรียนควรกําหนดให้มีการเยี่ยมเยือน เยี่ยมชมโครงงานซึ่งกันและกัน โดยอาจจัดใน
รูปแบบของตลาดนัดโครงงานคุณธรรม มีเวทีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และช่วยผนึก
กําลังกันให้เข้มแข็งในการร่วมกันทําความดี โครงงานอื่นๆ ของโรงเรียน ทั้งด้านวิชาการ ด้านวินัยนักเรียน
รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ของคณะครู ทั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงงานคุณธรรมหรือไม่เกี่ยวข้องก็ตาม ควรนับรวม
ว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมหนุน ให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมขึ้นในโรงเรียน คุณความดีจะเกิดขึ้นจาก
การปฏิบัติด้วยตนเอง การให้กําลังใจซึ่งกันและกัน การเสริมแรงกันด้วยกิจกรรมต่างๆ เป็นการขยายงานไปให้
ทั่วโรงเรียน จึงเป็นหลักประกันของการประพฤติคุณธรรมความดีจะคงอยู่และยั่งยืนตลอดไปในโรงเรียน และมี
โอกาสที่จะขยายผลสู่ชุมชนเครือข่ายใกล้เคียงได้ต่อไป
******************************
หน้า 14
เอกสารอ้างอิง
มูลนิธิพระดาบส. (2551). ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัส “คําพ่อสอน”. กรุงเทพฯ : มปท.
ศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ. (2559). คู่มือปฏิบัติโรงเรียนคุณธรรม. กรุงเทพฯ : มปท.
สํานักงานผู้ตรวจราชการแผ่นดิน. (2556). คุณธรรม 5 ประการ. กรุงเทพฯ. เอกสารเผยแพร่.
สํานักงานคุรุสภา. (2556). ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556. กรุงเทพฯ : มปท.
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 15
การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล
Programme for International Student Assessment 2018 (PISA 2018)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ จงธนากร
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( สสวท.) เป็นหน่วยงานในประเทศไทย
ที่รับผิดชอบการสอบประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล ที่เรียกว่า PISA (Programme for
International Student Assessment) โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล PISA นี้ ริเริ่ม
โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่เรียกว่า OECD ( Organisation for Economic
Co-operation and Development) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษา ในการ
เตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตในโลกที่มีการ
เปลี่ยนแปลง
PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และ
ทักษะในชีวิตจริง เรียกว่า “ความฉลาดรู้” (Literacy) ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy)
ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific
Literacy) ความฉลาดรู้ทั้งสามด้านนี้เป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นสิ่งที่ประชากร
จําเป็นต้องมีเพื่อการพัฒนาและการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ มีรอบการประเมิน PISA ทุกๆ 3 ปี
จะเน้นหนักความฉลาดรู้ด้านใดด้านหนึ่ง
สําหรับ PISA 2018 เป็นรอบที่การประเมินด้านการอ่านเป็นการประเมินหลัก มีเป้าหมายเพื่อประเมิน
ความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอายุ 15 ปีในสภาพแวดล้อมที่เป็นดิจิทัลซึ่งแหล่งข้อมูลข่าวสารเปลี่ยน
จากสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน
PISA แบ่งระดับความสามารถของนักเรียนออกเป็น 6 ระดับ (ระดับที่ 1-6)
ระดับ 5-6 ความสามารถระดับสูง
ระดับ 3-4 ความสามารถระดับปานกลาง
ระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียนเริ่มแสดงว่ารู้และพอจะใช้ประโยชน์จากความรู้ในชีวิตจริงได้
ต่ํากว่าระดับ 2 ความสามารถต่ํากว่าระดับพื้นฐาน
รองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
หน้า 16
ความสามารถด้านการอ่านระดับ 2 หรือระดับพื้นฐาน ได้แก่ ความสามารถในการหาใจความสําคัญ
ของบทความที่ไม่ยาวมากได้ หาข้อมูลที่บอกไว้อย่างชัดเจนจนถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนเพียงเล็กน้อยได้ และ
สามารถสะท้อนถึงจุดประสงค์และรูปแบบของบทความได้ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน
ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ระดับ 2 หรือระดับพื้นฐาน ได้แก่ ความสามารถในการตีความและรู้ได้
โดยไม่ต้องบอกโดยตรงว่าสถานการณ์หนึ่งๆ (ที่ไม่ซับซ้อน) จะใช้สัญญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์แทนได้อย่างไร
(เช่นเปรียบเทียบระยะทางของเส้นทางสองเส้น หรือแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นเงินสกุลอื่น)
ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ระดับ 2 หรือระดับพื้นฐาน ได้แก่ ความสามารถในการรู้คําอธิบายที่
ถูกต้องของปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยและไม่ซับซ้อนเกินไป สามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
เพื่อบอกว่าการลงข้อสรุปถูกต้องสอดคล้องกับข้อมูลที่มีหรือไม่
ข้อมูลตามตารางผลการประเมิน PISA 2018 ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แสดง
คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนประเทศไทยเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ประเทศจีน และ
ประเทศสิงคโปร์ ดังนี้
ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งสามด้านของนักเรียนไทยต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD
ประเทศจีน และประเทศสิงคโปร์
นักเรียนไทย 2.7 % มีผลการประเมินในระดับสูง (ระดับ 5 และระดับ 6) อย่างน้อยหนึ่งด้าน
เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD (15.7%) และนักเรียนไทย 34.6% มี
ความสามารถต่ํากว่าระดับ 2 ทั้งสามด้าน ซึ่งมีมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD
(13.4%)
ตารางแสดงผลการประเมิน PISA 2018 ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
การอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ร้อยละของนักเรียน ร้ อยละของ
กลุ่มสูงอย่างน้อยหนึ่ง นักเรียนกลุ่มต่ํา
ด้าน ในทั้งสามด้าน
(ต่ํากว่าระดับ
(ระดับ 5
2)
หรือ 6)
ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ (%) ร้อยละ(%)
OECD เฉลี่ย 487 489 489 15.7 13.4
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 17
B-S-J-Z 555 591 590 49.3 1.1
(China)
Singapore 549 569 551 43.3 4.1
Thailand 393 419 426 2.7 34.6
นอกเหนือจากนี้ ผลการประเมิน PISA 2018 แสดงข้อมูลว่านักเรียนไทยรู้และสามารถทําอะไรได้บ้าง ดังนี้
ด้านการอ่าน
- นักเรียนไทย 40% มีความสามารถด้านการอ่านตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป โดยในการประเมิน PISA
2015 ที่ผ่านมามีนักเรียนประมาณ 50% ที่แสดงความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป หมายความว่า แนวโน้ม
ด้านความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนไทยลดลง
- นักเรียนไทย 0.2% มีความสามารถด้านการอ่านในระดับสูง (ระดับ 5 และระดับ 6) ซึ่งใน 20
ประเทศ/เขตเศรษฐกิจมีนักเรียนที่มีความสามารถระดับสูงมากกว่า 10% และค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก
OECD มีนักเรียนที่มีความสามารถระดับสูง 8.7%
ด้านคณิตศาสตร์
-นักเรียนไทย 47% มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป โดยค่าเฉลี่ยของประเทศ
สมาชิกOECD มีนักเรียน 76%ที่มีความสามารถในระดับดังกล่าว
-นักเรียนไทย 2.3% มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ในระดับสูง (ระดับ 5และระดับ 6) ซึ่งนักเรียนใน
6 ประเทศ/ เขตเศรษฐกิจของเอเชีย มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ในระดับสูงจํานวนมาก ได้แก่ จีนสี่
มณฑล (มากกว่า 44%) สิงคโปร์ (ประมาณ 37%) ฮ่องกง (29%) มาเก๊า (ประมาณ 28%) จีนไทเป (มากกว่า
23%) และเกาหลี (มากกว่า 21%)
-ผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง (ตั้งแต่ PISA 2003 ถึง PISA
2018)
ด้านวิทยาศาสตร์
- นักเรียนไทยมีแนวโน้มของผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ดีกว่าด้านการอ่านและคณิตศาสตร์
-นักเรียนไทยประมาณ 56% มีความสามารถด้านวิทยาศาตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป โดยค่าเฉลี่ยของ
ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียน 78% ที่มีความสามารถในระดับดังกล่าว
หน้า 18
- นักเรียนไทย 1 %มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ในระดับสูง (ระดับ 5 ระดับ 6) ค่าเฉลี่ยของ
ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียน 6.8% ที่มีความสามารถในระดับนี้
-ผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ค่อนข้างคงที่ แต่ผลการประเมินใน PISA 2012 สูงกว่า PISA 2018
อย่างมีนัยสําคัญ แต่เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มตั้งแต่ PISA 2006 ถึง PISA 2018 ยังถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
กล่าวโดยสรุป ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล PISA2018 ของนักเรียนไทย พบว่า
นักเรียนมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาตร์ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประเมินในรอบที่ผ่านมา แต่มี
แนวโน้มความสามารถด้านการอ่านลดลง โดยการวัดความสามารถในการอ่านครั้งนี้ใช้แหล่งข้อมูลที่เปลี่ยนใน
ลักษณะข้อความที่เป็นดิจิทัลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( สสวท.). 2019. ผลการประเมิน
PISA 2018 : บทสรุปสําหรับผู้บริหาร. เอกสารสําเนา.
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 19
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ “หนัง” แทน “หนังสือ”
การเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์เป็นฐาน (Movie-based Learning)
นายศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
“การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง ควรปฏิรูปกระบวนทัศน์ (Paradigm) เดิมด้วยกระบวนทัศน์ใหม่
ในประเด็นที่ว่า กระบวนการเรียนรู้สําคัญกว่าความรู้ (Learning process is more important
than knowledge) และครูมิใช่ผู้มอบความรู้ แต่เป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียน”
การเรียนรู้ที่ดีควรให้ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ มีความอยากรู้ อยากค้นหาคําตอบ สนุก
กับการสืบเสาะหาความรู้ ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ จึงควรเป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ซึ่งได้รับ
การออกแบบอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ซึ่งผู้สอนและผู้เรียน
จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยธรรมชาติ เกิดมโนมติ (Concept) ตามธรรมชาติของการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาตนเองและสร้างเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ภายในสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้
ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใฝ่รู้จนนําไปสู่การสร้างความตระหนักในคุณค่าต่อตนเองและต่อผู้อื่น
ในปัจจุบันนี้ สื่อการเรียนรู้ (Learning media) เป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยในกระบวนการเรียนรู้
โดยการจัดการเรียนรู้ที่มีการใช้สื่อที่มีความน่าสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้ที่ทําให้ผู้เรียนเห็นความเป็น
รูปธรรมของสิ่งที่ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ จะทําให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ ได้แสดงออกถึงทักษะการ
คิดและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง รวมทั้งทําให้การจัดการเรียนรู้สะดวกและง่ายขึ้น ส่งผลให้
เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี โดยเฉพาะสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจและสร้างความสนุกสนาน
ให้แก่ผู้เรียน อย่างไรก็ตามสื่อการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพที่ดีนั้น ก็ต่อเมื่อผู้สอนเข้าใจคุณสมบัติของสื่อ
การเรียนรู้และนําไปใช้ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการประเมินข้อดีและข้อจํากัดของสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้
การจัดการเรียนรู้บรรลุตามตัวชี้วัดและจุดประสงค์การเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้นั้น ๆ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับปรากฎการณ์ธรรมชาติ และข้อเท็จจริงที่สามารถ
อธิบายหรือพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์นั้น มีความจําเป็นต้อง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีใน
การสืบเสาะหาความรู้ ทั้งนี้เนื้อหาสาระการเรียนรู้บางสาขาวิชาไม่สามารถใช้วัตถุหรือหลักฐานที่นํามา
แสดงให้เห็นเป็นของจริงได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลความรู้หรือปรากฎการณ์มีขนาดใหญ่ มีองค์ประกอบที่
ละอียดซับซ้อน ไม่สามารถตรวจสอบหรือสร้างใหม่ได้ จึงต้องอาศัยสื่อที่ช่วยในการสร้างมโนมติให้แก่
ผู้เรียนได้ ทําให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านประสบการณ์ตรง ให้ประสาทสัมผัสได้ทํางาน ส่งผลให้มี
ความสุขในการเรียนรู้หรือการทํางานได้
อาจารย์ประจํากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
หน้า 20
การเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์เป็นฐาน (Movie-Based Learning) หรือการเรียนรู้ผ่าน
ภาพยนตร์ เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่เป็นภาพยนตร์หรือหนังที่ถ่ายทอดข้อมูลภาพและ
เสียงอันเกิดจากประสบการณ์ ความรู้และจิตนาการของผู้สร้าง โดยอาศัยเทคโนโลยีและเทคนิควิธีการ
ต่าง ๆ ในการผลิต
สําหรับการจําแนกประเภทของภาพยนตร์สามารถจําแนกตามลักษณะการนําเสนอ หรือจําแนก
ตามหน้าที่หลักของการสื่อสาร โดยรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้ในการระบุประเภทของภาพยนตร์คือจําแนกตาม
ลักษณะการนําเสนอโดยพิจารณาจากแนวเรื่องหรือการดําเนินเรื่อง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. แนวเรื่องเกี่ยวกับเวทมนต์หรือเรื่องเหนือธรรมชาติ (Magic / Fantasy)
2. แนวเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตหรือการดําเนินเรื่องที่ทําให้เกิดความเครียดหรือความเศร้า (Drama)
3. แนวตลกขบขันหรือล้อเลียน (Comedy)
4. แนวเรื่องของความรัก หรือเรื่องความเพ้อฝัน (Romantic)
5. แนวเรื่องที่เกี่ยวกับดินแดนตะวันตกของอเมริกา (Western)
6. แนวสืบสวนสอบสวน ไขปริศนา / แนวอาชญากรรม (Detective / Crime)
7. แนวเรื่องอ้างอิงวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการที่ล้ําสมัย (Sci-fi)
8. การ์ตูนหรือภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว (Cartoon / Animation)
9. แนวสยองขวัญ ความน่ากลัวหรือเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ (Horror)
10. แนวเรื่องลึกลับ / สะเทือนขวัญ (Mystery / Thriller)
11. แนวเรื่องที่แสดงถึงศิลปะการต่อสู้หรือการดําเนินเรื่องที่ตื่นเต้นเร้าใจ (Action)
12. แนวผจญภัยหรือมีการดําเนินเรื่องที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ระหว่างการเดินทาง (Adventure)
รูปที่ 1 การระบุประเภทของภาพยนตร์จากแนวเรื่องหรือการดําเนินเรื่อง
การเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์เป็นฐานหรือการเรียนรู้ผ่านภาพยนตร์ ได้กําหนดขั้นตอนของการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 21
1. ขั้นก่อนการดูภาพยนตร์ ผู้สอนความเล่าเรื่องย่อหรือแนวเรื่องก่อนฉายภาพยนตร์ และแจ้งให้
ผู้เรียนทราบถึงวัตถุประสงค์หรือการหาคําตอบหรือแนวคิดจากภาพยนตร์ที่ต้องใช้ในการแก้ปัญหา ตอบ
คําถามอธิบายหรือสะท้อนความคิดภายหลังจากที่ดูภาพยนตร์จบแล้ว
ทั้งนี้ผู้สอนอาจพิจารณาใช้บางส่วนบางตอนของภาพยนตร์หรือทั้งเรื่องในการนําเสนอหรือฉายให้
ผู้เรียนได้ดู ขึ้นอยู่กับประเด็นเนื้อหาหรือสาระสําคัญที่เกี่ยวกับบทเรียนที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การ
เรียนรู้
2. ขั้นระหว่างดูภาพยนตร์ ผู้เรียนรับรู้หรือทําความเข้าใจเนื้อหาจากการดูภาพยนตร์ ผู้สอนควร
ให้ผู้เรียนให้ความสนใจหรือติดตามหรือกับภาพยนตร์อย่างตั้งใจ หรือมีการอภิปรายแสดงความคิดใน
ระหว่างดูภาพยนตร์ โดยอาจหยุดฉายชั่วขณะหรือนําอภิปรายในบางตอน นอกจากนี้อาจกระตุ้นความ
สนใจของผู้เรียนโดยให้คาดเดาหรือวิเคราะห์เหตุการณ์ในเนื้อเรื่องต่อไป
3. ขั้นหลังดูภาพยนตร์ เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนนําเสนอสิ่งที่ได้จากภาพยนตร์หรือร่วมแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ในชั้นเรียน โดยอาจให้คิดวิเคราะห์ ตอบคําถาม เขียนสรุปประเด็นความรู้หรืออภิปรายร่วมกัน
การเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์เป็นฐานหรือการเรียนรู้ผ่านภาพยนตร์ถูกนํามาใช้ในการจัดการเรียนรู้
วิชาภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยใช้ภาพยนตร์ที่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการฟัง
พูด อ่าน เขียน รวมถึงการวิเคราะห์ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยไม่จําเป็นต้องสนใจแนวเรื่องหรือเนื้อหา
ภาพยนตร์ ส่วนมากนิยมใช้ภาพยนตร์ที่มีบทสนทนาค่อนข้างเยอะและเป็นเรื่องในยุคปัจจุบัน เพื่อทําให้
เข้าใจและแปลความหมายได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้หากนํารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์เป็นฐานไปใช้
ในวิชาวิทยาศาสตร์หรือวิชาอื่น ๆ จึงมีความจําเป็นต้องศึกษาประเด็นของเนื้อหาหรือแนวเรื่องให้ตรงกับ
สาระการเรียนรู้และมีความสอดค้องกับตัวชี้วัดหรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชาเป็นสําคัญ
โดยสามารถให้ผู้เรียนรับชมภาพยนตร์ตลอดทั้งเรื่องหรือคัดเฉพาะบางตอน เพื่อนําไปใช้ในการสื่อสารหรือ
อธิบายความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้โดยตรง รวมทั้งเนื้อหาหรือแนวเรื่องควรกระตุ้นความสนใจผู้เรียน โดยอาจ
เลือกภาพยนตร์ที่มีแนวเรื่องที่สนุกสนาน ตื้นเต้นเร้าใจ และมีการสอดแทรกสาระการเรียนรู้ได้อย่าง
กลมกลืนอย่างเหมาะสม ตลอดจนมีฉากหรือภาพจําลองที่สามารถสื่อสารให้ผู้เรียนได้เข้าใจในประเด็น
เนื้อหาที่ต้องการนําเสนอหรือสร้างองค์ความรู้ได้ ไม่ควรใช้ภาพยนตร์ที่เป็นสารคดีหรือเชิงข้อมูลทาง
ทฤษฎี เพราะจะทําให้เกิดการเบื่อหน่ายหรือมีความตึงเครียดกับการชมภาพยนตร์ สําหรับภาษาที่ใช้ใน
ภาพยนตร์ควรใช้แบบที่พากษ์ภาษาไทย หรือในกรณีที่เป็นภาษาต่างประเทศ ก็ควรมีบทบรรยายภาษาไทย
ประกอบด้วย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทําให้ติดตามเนื้อเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง อีก
ทั้งอาจมีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ใบงานหรือแบบบันทึกข้อมูลจากภาพยนตร์เพื่อให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์
ระบุข้อมูลและหาคําตอบได้ทันที ทั้งนี้ควรเป็นกิจกรรมหรือข้อคําถามที่เขียนคําตอบไม่ยาวเกินไปหรือ
รูปแบบการบันทึกข้อมูลไม่ซับซ้อน เพราะกระบวนการหลักในการใช้ภาพยนตร์เป้นสื่อการเรียนรู้ก็เพื่อ
ต้องการให้ผู้เรียนให้ความสนใจหรือมีสมาธิอยู่กับภาพยนตร์นั้น ๆ แล้วทําให้เกิดความสุขในการเรียนรู้
หน้า 22
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 23
หน้า 24
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 25
หน้า 26
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 27
หน้า 28
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 29
หน้า 30
เอกสารอ้างอิง
ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร : นาน
มีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน. (2558), หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2558). ฝ่ายวิชาการ โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน.
วลัยลักษณ์ ทองสอาด. (2558). การสอนโดยใช้ภาพยนตร์ ตามแนวคิดของ Goodwyn เพื่อพัฒนา
ทักษะการฟังภาษาอังกฤษ และการคิดอย่างสร้างสรรค์ในวิชาภาษาอังกฤษฟัง-พูด 1 ของ
นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู. กรุงเทพฯ :
วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู.
สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพฯ :
พริกหวานกราฟฟิค.
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน). การใช้สื่อภาพยนตร์เพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน จ.ชัยภูมิ. สืบค้นเมื่อ
วันที่ 18 เมษายน 2562 จาก http://www.fapot.org/th/about.php?mid=167.
เอกสารโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว:
การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 หน้า 31
การจัดการเรียนรู้สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ในแนวทางของครูวิทยาศาสตร์ :
Computational Thinking in CS Unplugged Learning
นายศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา
การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้ปรับปรุงมาตรฐานและตัวชี้วัด
ขึ้นมาใหม่และเพิ่มสาระเทคโนโลยี ซึ่งประกอบไปด้วยสาระย่อย คือ การออกแบบและเทคโนโลยี
และวิทยาการคํานวณ ทั้งนี้เป้าหมายของการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดดังกล่าว คือ
มุ่งหวังให้สถานศึกษาได้จัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและ
สังคม รวมถึงนโยบายในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้ววัดใหม่นี้
มีเป้าหมายและจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนที่แตกต่างจากตัวชี้วัดเดิมที่เคยระบุในกลุ่มสาระการเรียนรู้การ
งานอาชีพและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ใหม่นี้แล้ว จะมีความรู้และทักษะที่ได้ระบุไว้ในหลักสูตรแกนกลางทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)
สาระเทคโนโลยี จะประกอบด้วยสาระย่อย 2 สาระ ซึ่งมีกรอบการเรียนรู้ ดังนี้
1. การออกแบบและเทคโนโลยี (Design and Technology) จะเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อ
ใช้ในการดํารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ
ออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคํานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคมและ
สิ่งแวดล้อม
2. วิทยาการคํานวณ (Computing science) จะเรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคํานวณ การคิด
วิเคราะห์ การคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นระบบ การประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการ
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือใช้ในการแก้ปัญหา
ในชีวิตประจําวัน
สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) เป็นสาระที่พัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และเป้าหมาย
เดิมจากสาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี มาเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เน้นการนําทักษะกระบวนการคิดมาสร้างองค์ความรู้ และนําไปสู่การ
สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยประยุกต์วิทยาการคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นํามาใช้
อย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาในชีวิต ดังนั้นการจัดการเรียนรู้สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ให้แก่
ผู้เรียนจึงควรส่งเสริมและพัฒนาความรู้และทักษะของผู้เรียน ซึ่งการที่สาระเทคโนโลยีนี้มาอยู่ในกลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อความชัดเจนและเชื่อมโยงกลุ่มที่มีศาสตร์ใกล้เคียงกัน รวมทั้งเอื้อต่อการเรียนรู้
อาจารย์ประจํากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
หน้า 32
บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM
Education) การประยุกต์ใช้ในการทําโครงงานหรือสร้างนวัตกรรม สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้
วิทยาการคํานวณ เพื่อที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาส่งเสริมประสบการณ์ให้มีความรู้และทักษะที่มีความ
กว้างขวางอย่างถูกต้องลึกซึ้ง ตามศักยภาพของผู้เรียนให้ได้มากที่สุด อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือ
พัฒนาวิชาชีพในอนาคต
รูปที่ 1 กระบวนการเรียนรู้วิทยาการคํานวณ
การคิดเชิงคํานวณ (Computational thinking) เป็นกระบวนการในการแก้ปัญหา การคิด
วิเคราะห์ การคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลเป็นขั้นตอน เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาหรือหาคําตอบในรูปแบบที่
สามารถนําไปประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทักษะการคิดเชิงคํานวณมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. การแบ่งปัญหาใหญ่ออกเป็นส่วนย่อยหรือปัญหาย่อย (Decomposition) เป็นการ
พิจารณาและแบ่งปัญหาหรือส่วนประกอบของปัญหาออกเป็นส่วนย่อย เพื่อให้จัดการกับปัญหาได้ง่ายขึ้น