The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by atitayaporn, 2020-07-15 22:57:49

หนังสือห้องสมุด

ÃËÑÊÇÔªÒ ¡22921, ¡22922



ÃдѺªÑé¹ÁѸÂÁÈÖ¡ÉÒ»‚·Õè 2

กลุมงานหองสมุด กลุมกิจกรรมพัฒนาผูเรียน




โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน




ชื่อหนังสือ หนังสือเรียนรายวิชา กิจกรรมหองสมุด 3 - 4 (ก22921, ก22922)

รหัสวิชา ก22921 ภาคเรียนที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 - 3


รหัสวิชา ก22922 ภาคเรียนที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 4 - 6


ครั้งที่พิมพ ์ พิมพครั้งที่ 1 มิถุนายน 2563 จ�านวน 1,500 เลม


จัดท�าโดย นางสมฤดี แยมขจร

กลุมงานหองสมุด กลุมกิจกรรมพัฒนาผูเรียน




โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
โรงพิมพ ์ บริษัท เพจแมคเกอร จ�ากัด

ขอมูลการลงรายการบรรณานุกรม

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน (2563: กรุงเทพฯ)

หนังสือเรียนรายวิชากิจกรรมหองสมุด 3 - 4 (ก22921, ก22922)

กรุงเทพมหานคร, 2563.
1. แบบเรียนรายวิชากิจกรรมหองสมุด 3 - 4 (ก22921, ก22922)

2. หองสมุด, การใช – การศึกษาและการสอน.


I. นางสมฤดี แยมขจร, ผูเรียบเรียง. II. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย


ศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน. III. ชื่อเรื่อง.
025.56
ISBN 978-616-485-475-8








คณะผูจัดท�า

ที่ปรึกษา ผศ.ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล ผูอ�านวยการ

นายกิตติภูมิ บุญรักษ ์ หัวหนากลุมกิจกรรมพัฒนาเรียน


พิสูจนอักษร นายนิธิส อนแกวมณี






ค�าน�า






กิจกรรมพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

มุงใหผูเรียนไดพัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอยางรอบดานเพื่อความเป็นมนุษยที่สมบูรณ ์

้ ้




ทั้งรางกาย สติปัญญา อารมณและสังคม เสริมสรางใหเป็นผูมีศีลธรรม จริยธรรม และมีระเบียบวินัย





ปลูกฝังและสรางจิตส�านึกของการท�าประโยชนเพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองและอยูรวมกับผูอื่น



่ ่
อยางมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผูเรียนมุงพัฒนาผูเรียนทุกคนใหใชองคความรูทักษะและเจตคติจาก

้ ้





การเรียนรู 8 กลุมสาระการเรียนรู และประสบการณของผูเรียนมาปฏิบัติกิจกรรมเพื่อชวยใหผูเรียน

้ ้





เกิดสมรรถนะส�าคัญอันไดแก ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถ
้ ่
ในการแกปัญหา ความสามารถในการใชทักษะชีวิต ความสามารถในการใชเทคโนโลยี ซึ่งจะสงผลในการ




พัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงค มีทักษะในการท�างาน และอยูรวมกันกับผูอื่นในสังคม




่ ่
ไดอยางมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก อันไดแก รักชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตย ์


้ ่
้ ่
สุจริต มีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยางพอเพียง มุงมั่นในการท�างาน รักความเป็นไทย และมีจิตอาสา



่ ่
จิตสาธารณะ
กิจกรรมพัฒนาผูเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จึงมีการ

จัดกิจกรรมใหกับผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลาง แตมีปรับเปลี่ยนการจัดการตามสภาพและบริบทของ



โรงเรียน โดยบรรจุวิชากิจกรรมหองสมุด เป็นกิจกรรมนักเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนในระดับชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ซึ่งจัดเป็นหลักสูตรเฉพาะของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปทุมวันเทานั้น

หนังสือเรียนรายวิชา กิจกรรมหองสมุด 3 - 4 เลมนี้ จัดท�าขึ้นเพื่อเป็นแบบเรียนวิชา


กิจกรรมหองสมุดใหแกนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

้ ่
ปทุมวัน ซึ่งเนื้อหาสวนใหญ เรียบเรียงมาจากเอกสารประกอบการสอนวิชาสารนิเทศกับการศึกษา


คนควา ของรองศาสตราจารยพวา พันธุเมฆา ที่ผูเขียนไดใชเป็นคูมือในการสอนมาโดยตลอด
้ ้






ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้
เนื้อหาในหนังสือเลมนี้ ประกอบดวยการศึกษาคนควา ความหมาย วัตถุประสงคและ





ขั้นตอนการศึกษา บทนิพนธ การเขียนหรือการพิมพรายงาน หนังสืออางอิง การเลือกใชหนังสืออางอิง





การน�าเสนอขอมูล และการรูสารสนเทศ


หวังเป็นอยางยิ่งวาหนังสือนี้จะเป็นประโยชนตอนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

์ ่

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และผูที่สนใจเรื่องหองสมุดและการศึกษา


คนควาบางตามสมควร หากมีขอผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ โอกาสนี้

้ ้

สมฤดี แยมขจร

มิถุนายน 2563


สารบัญ




หนา

หนวยการเรียนรู ้

1 การศึกษาคนควา


ความหมาย…………………………………………………………………………………………… 2
วัตถุประสงค…………………………………………………………………………………………… 2

ขั้นตอนการศึกษาคนควา……………………………………………………………………… 2


หลักการปฏิบัติตามขั้นตอนในการศึกษาคนควา…………………………………… 3


2 บทนิพนธ ์
ประเภท…………………………………………………………………………………………………… 18
สวนประกอบของรายงาน……………………………………………………………………… 19

3 การเขียนหรือการพิมพรายงาน

หลักเกณฑทั่วไป…………………………………………………………………………………… 23

อัญประภาษ…………………………………………………………………………………………… 25
การอางอิง……………………………………………………………………………………………… 27

เชิงอรรถ………………………………………………………………………………………………… 27
การเขียนและการพิมพบรรณานุกรม……………………………………………………… 35

4 หนังสืออางอิง

ความหมายของหนังสืออางอิง……………………………………………………………… 50

ลักษณะของหนังสืออางอิง……………………………………………………………………… 50

ลักษณะทั่วไปของหนังสืออางอิงที่ดี………………………………………………………… 51

ประเภทของหนังสืออางอิง……………………………………………………………………… 54

5 การน�าเสนอขัอมูล

ความหมาย ความส�าคัญ ลักษณะการน�าเสนอขอมูลที่ดี………………………… 84

คุณสมบัติของผูน�าเสนอขอมูล……………………………………………………………… 85


การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอขอมูล………………………………… 88


6 การรูสารสนเทศ

ความหมาย ความส�าคัญ………………………………………………………………………… 94
องคประกอบของการรูสารสนเทศ…………………………………………………………… 95


เกณฑการประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต…………………… 97







ค�าอธิบายรายวิชา







รายวิชากิจกรรมหองสมุด 3 ภาคเรียนที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 - 3



ศึกษาเกี่ยวกับความหมาย วัตถุประสงค และขั้นตอนของการศึกษาคนควา ซึ่งเป็นกระบวน



การสงเสริมใหผูเรียนรูจักคนควาหาความรูดวยตนเองอยางถูกวิธีและมีขั้นตอน โดยใหนักเรียนได ้



้ ้

้ ้


แบงกลุมและฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตอง



ศึกษาเรื่องบทนิพนธ และการเขียนหรือพิมพรายงานอยางถูกตองตามแบบแผนที่สถาบัน




ก�าหนด โดยใหนักเรียนไดแบงกลุมฝึกปฏิบัติท�ารายงานที่ถูกตองจริง ดวยการก�าหนดหัวขอที่จะท�า




้ ่

รายงานดวยตนเอง เพื่อใหนักเรียนมีนิสัยใฝรู รักการอานและการศึกษาคนควา มีความสามารถใน

่ ้




ดานการคิด การแกปัญหาและมีความสามารถในการใชทักษะชีวิต



รายวิชากิจกรรมหองสมุด 4 ภาคเรียนที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 4 - 6



ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องหนังสืออางอิง ซึ่งเป็นเครื่องมือชวยคนควาอางอิงในสาขาวิชาตาง ๆ หรือ
้ ้




กลาวไดวาเป็นหัวใจของการศึกษาคนควา โดยมีการศึกษาความหมาย ประเภท และวิธีใชหนังสือ




้ ่
อางอิงทุกประเภทอยางละเอียด


ศึกษาเกี่ยวกับการน�าเสนอขอมูล และการรูสารสนเทศ ที่เป็นทักษะส�าคัญของนักเรียนใน


ศตวรรษที่ 21 พรอมทั้งฝึกปฏิบัติการน�าเสนอขอมูลที่ไดจากการคนควาในรูปแบบตาง ๆ โดยให ้






นักเรียนแบงกลุมศึกษาคนควาจากหนังสืออางอิง กลุมละ 1 หัวขอ ศึกษาคนควาแลวน�าเสนอในรูป










แบบของปายนิเทศสัญจร และการน�าเสนอแบบปากเปลาหนาชั้นเรียน เพื่อใหนักเรียนมีนิสัยใฝรู รัก

่ ้



การอานและการศึกษาคนควา มีความสามารถในดานการคิด การแกปัญหา มีความสามารถในการ





สื่อสารและมีความสามารถในการใชทักษะชีวิต



รหัสวิชา ก22921 ภาคเรียนที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 1-3
















หนวยการเรียนรูที่ 1 การศึกษาคนควา




หนวยการเรียนรูที่ 2 บทนิพนธ ์


หนวยการเรียนรูที่ 3 การเขียนหรือการพิมพรายงาน





















































หนวยการเรียนรูที่ 1



เรื่อง การศึกษาคนควา



สาระส�าคัญ (Concept)

การศึกษาคนควา เป็นทักษะส�าคัญส�าหรับนักเรียน สงเสริมใหเกิดการศึกษา




ตลอดชีวิต นักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความหมาย วัตถุประสงค และขั้นตอน



ของการศึกษาคนควา ซึ่งเป็นกระบวนการสงเสริมใหผูเรียนรูจักคนควาหาความรูดวย

้ ้





้ ้
ตนเองอยางถูกวิธีและมีขั้นตอน โดยใหนักเรียนไดแบงกลุมและฝึกปฏิบัติตามขั้นตอน


้ ่

ที่ถูกตอง เพื่อใหนักเรียนมีนิสัยใฝรู รูจักวิธีการคนควาหาความรูดวยตัวเอง มีโอกาสศึกษา
่ ้ ้



้ ้

คนควาวิชาตาง ๆ ที่ตนสนใจไดอยางกวางขวางและลึกซึ้ง มีความสามารถในดานการ



้ ่


คิดวิเคราะหเรื่องราวตาง ๆ ไดโดยรูจักใชวิจารณญาณของตนเอง ตลอดจนสามารถ





แสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผลโดยมีหลักฐานอางอิง


จุดประสงคการเรียนรู ้

ดานความรู (K)


1. นักเรียนมีความรูความเขาใจ ความหมาย วัตถุประสงค และขั้นตอนของการศึกษาคนควา ้




2. นักเรียนอธิบายความหมาย และวัตถุประสงคของการศึกษาคนควาได ้



3. นักเรียนอธิบายขั้นตอนของการศึกษาคนควาได ้


4. นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนของการศึกษาคนควาได ้


ดานทักษะ / กระบวนการ (P)

1. นักเรียนสามารถเลือกและก�าหนดปัญหาในการคนควาได ้


2. นักเรียนสามารถรวบรวมสารนิเทศที่เกี่ยวของได ้

3. นักเรียนสามารถบันทึกสารนิเทศที่ไดจากการศึกษาคนควา



4. นักเรียนสามารถท�าโครงเรื่องได ้
5. นักเรียนสามารถเขียนอัญประภาษ การอางอิง และบรรณานุกรมไดถูกตอง



ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)


1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา



2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิด และการแกปัญหา


3. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)

ศึกษาเกี่ยวกับความหมาย วัตถุประสงค และขั้นตอนของการศึกษาคนควาซึ่งเป็นกระบวนการสงเสริมให ้




ผูเรียนรูจักคนควาหาความรูดวยตนเองอยางถูกวิธีและมีขั้นตอน โดยศึกษาจากการฟังบรรยายเนื้อหา ศึกษาคนควา ้


้ ้




เพิ่มเติม และจากการฝึกปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนไปพรอม ๆ กัน เพื่อใหนักเรียนไดมีความรู ความเขาในเรื่องการ





ศึกษาคนควา โดยสามารถปฏิบัติไดอยางถูกตองและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งปลูกฝังใหนักเรียนมีนิสัยรักการคนควาและ




้ ่


รักการอาน ซึ่งการวัดผลจะพิจารณาจากการปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่ก�าหนด 1


หนวยการเรียนรูที่ 1


การศึกษาคนควา






ความหมาย
การศึกษาคนควาหมายถึง วิธีการหรือกระบวนการที่ผูเรียนใชในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง โดยสามารถ



้ ้

ปฎิบัติไดอยางมีประสิทธิภาพเป็นขั้นตอนอยางถูกตอง


้ ่
วัตถุประสงค ์
1. เพื่อฝึกใหผูเรียนรูจักวิธีศึกษาคนควาดวยตนเอง

้ ้

้ ้
2. เพื่อสงเสริมผูเรียนใหศึกษาหาความรูเพิ่มเติมใหกวางขวางและลึกซึ้งกวาที่เรียนในชั้นเรียน


้ ้



3. เพื่อสงเสริมใหผูเรียนมีความสามารถในการคนควาหาความรูจากแหลงสารนิเทศตาง ๆ
้ ้






4. เพื่อสงเสริมใหผูเรียนคิดอยางมีเหตุผลและเป็นระบบ

้ ้

5. เพื่อสงเสริมผูเรียนใหมีความสามารถในการใชภาษาเพื่อสื่อความรูความคิดอยางเป็นล�าดับและระบบ






ขั้นตอนการศึกษาคนควา


1. การเลือกเรื่องหรือหัวขอที่จะศึกษา

2. การส�ารวจแหลงความรูอยางคราว ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการวางโครงเรื่อง


้ ่
3. การวางโครงเรื่องขั้นตน

4. การก�าหนดแหลงขอมูลหรือการคัดเลือกแหลงความรูที่ตองการใช ้

่ ้
้ ้
5. การคนหาแหลงขอมูล
่ ้

6. การรวบรวมขอมูลและจดบันทึก

7. การจัดท�าโครงเรื่องขั้นสุดทาย

8. การเรียบเรียงรายงาน หรือภาคนิพนธ ์
9. การเรียบเรียงบรรณานุกรม
10. การเรียบเรียงและจัดท�าสวนประกอบอื่น ๆ ใหครบถวน



11. การตรวจสอบความถูกตอง

12. การเย็บเลมและน�าสงอาจารยผูสอน


์ ้
2

หลักการปฏิบัติตามขั้นตอนในการศึกษาคนควา


ในการศึกษาคนควาเพื่อเรียบเรียงเป็นบทนิพนธประเภท รายงาน และ



ภาคนิพนธนั้น มีขั้นตอนปฏิบัติเป็นแผนภูมิ ดังนี้



1. เลือกเร ่องหร อหัวข อที่จะศึกษา



ไม เพียงพอ
2. สำรวจแหล งความรู อย างคร าวๆ เพื่อวางแนวโครงเร ่อง
มีการจดบันทึกรายละเอียด เช น เลขเรƒยกหนังสือ
ผู แต ง ช ่อเร ่อง สาระสังเขป




3.วางโครงเร ่องคร าวๆ ขั้นต น ไม เพียงพอ



4. คัดลอกแหล งความรู ในข อ 2. เฉพาะที่ต องการใช



5. ค นหาแหล งข อมูล เช น ตัวเล มหนังสือ บทความจากวารสาร ไม เพียงพอ




6. อ านและจดบันทึกเนื้อหาที่สำคัญที่จะนำไปกล าวอ างอิง



7. ปรับปรุงโครงเร ่องในข อ 3. ให รัดกุมเป–นโครงเร ่องสุดท าย




8. เรƒยบเรƒยงรายงานหร อภาคนิพนธšตามโครงเร ่อง



9. จัดทำบรรณานุกรม



10. เขƒยนหร อพิมพšขั้นสุดท าย และจัดทำส วนประกอบ




11. ตรวจสอบความถูกต อง



12. เย็บเล ม นำส งอาจารยšผู สอน

3

1. การเลือกเรื่องหรือหัวขอที่จะศึกษา

ในขั้นนี้บางครั้งในบางรายวิชาอาจารยผูสอนจะเป็นผูก�าหนด
์ ้

หัวขอใหผูเรียนไปด�าเนินการศึกษาคนควาเองเลย ซึ่งผูเรียนตองยอมรับ



้ ้


และพยายามสรางความรูสึกที่ดีตอหัวขอนั้น เพื่อจะไดศึกษาคนควาตอไป





้ ่

อยางมีประสิทธิภาพ แตถาผูเรียนเลือกหัวขอตองค�านึงถึงสิ่งตอไปนี้


้ ้
่ ้ ้
1.1 หลักการเลือกเรื่องหรือการก�าหนดหัวขอ

1.1.1 เลือกเรื่องที่ชอบหรือสนใจ การไดท�าในสิ่งที่ชอบหรือสนใจจะชวยใหท�างานดวยความสุข รูสึก





สนุกเพลิดเพลินในขณะที่ท�าการศึกษาคนควา ไดรับความรูในสิ่งที่สนใจอยูแลว เกิดความกระตือรือรนและทุมเท


่ ้




ความสามารถในการท�างานอยางเต็มที่ ไมทอแทหรือเบื่อหนายกับการตองท�างานหนัก การเลือกเรื่องที่สนใจจึงเป็น


่ ้


ปัจจัยส�าคัญที่มีผลตอความส�าเร็จและประสิทธิภาพของงาน เชน นักเรียนที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวก็อาจคนควา




ท�ารายงานเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร หรือนักเรียนที่ชอบเลนดนตรี ก็อาจคนควาท�ารายงานเรื่องเกี่ยวกับดนตรี เป็นตน





1.1.2. เลือกเรื่องที่มีพื้นความรูอยูพอสมควร การที่ผูท�ารายงานมีพื้นความรูอยูบางจะชวยใหท�างาน
้ ่ ้

้ ่


ไดเร็วขึ้น ไมตองเสียเวลาในการคนหาขอมูลพื้นฐานมากนัก ทั้งยังท�าใหมองเห็นแนวทางในการในการก�าหนดขอบเขต



่ ้

ทิศทางและเคาโครงของเรื่องและของการศึกษาคนควาไดอยางเหมาะสมและชัดเจน สวนใหญถาเป็นเรื่องหรือหัวขอ

่ ้




้ ่
ที่เกี่ยวกับรายวิชาที่ก�าลังศึกษาอยู นักเรียนมักจะมีพื้นความรูอยูบางแลว เชน ในภาคเรียนที่ 1 นักเรียนเรียนวิชา


้ ่ ้

วิทยาศาสตรเรื่องระบบสุริยะ หากนักเรียนศึกษาคนควาเรื่องระบบสุริยะ นักเรียนก็จะมีพื้นความรูที่จะชวยใหการศึกษา






ครั้งนี้ไมตองเสียเวลามาก เป็นตน
่ ้

1.1.3. เลือกเรื่องที่มีแหลงขอมูลใหศึกษาคนควาอยางเพียงพอ การศึกษาคนควาที่ดีตองมีแหลง ่



่ ้




ขอมูลหลากหลายและทันสมัย ดังนั้นเมื่อสนใจหัวขอใดจึงควรส�ารวจแหลงคนควาใหแนใจวามีเพียงพอ เหมาะสม

้ ่
่ ้



กับหัวขอและวัตถุประสงคของการท�ารายงาน ถาเป็นเรื่องที่แปลกใหมนาสนใจแตไมสามารถ หาแหลงขอมูลไดอยาง ่


่ ่
่ ่

่ ้

เพียงพอก็ยากที่จะท�าใหส�าเร็จ เชน นักเรียนสนใจจะท�ารายงานเรื่องพืชพันธุใหมที่เพิ่งคนพบ แตยังไมมีขอมูล


่ ้




ใหคนมากเพียงพอ ก็ไมสามารถเลือกเรื่องดังกลาวได ้


้ ้
1.1.4. เลือกเรื่องที่มีประโยชนเรื่องที่เมื่อศึกษาคนควาแลวมีคุณคาหรือมีประโยชนทั้งแกตัวผูคนควา ้
้ ้







เองและแกผูอื่น เชนท�าใหเกิดความรู ความคิด ประสบการณ เกิดทักษะใหม ๆ หรือคนพบสิ่งใหม หรือน�าผลรายงาน


่ ้





ไปใชแกปัญหา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งตาง ๆ ใหดีขึ้น เป็นตน ดังนั้นจึงไมควรเลือกท�าเรื่องที่รู ๆ กันอยูแลว เป็นการ




้ ้
่ ้

เสียเวลาเปลาโดยไมไดรับความรูหรือประโยชนใด ๆ เพิ่มขึ้นมา ตัวอยางเชน เมื่อผูสอนมอบหมายใหท�ารายงาน


่ ้





นักเรียนเลือกท�าเรื่องเกี่ยวกับวิกฤติโควิด-19 เพราะเป็นชวงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา และเป็นเรื่องที่ก�าลัง


อยูในความสนใจของสังคม เป็นหัวขอที่นาสนใจหยิบยกมาศึกษาคนควาท�ารายงานเป็นอยางยิ่ง






1.1.5. เลือกเรื่องที่มีขอบเขตของเรื่องเหมาะสมไมกวางหรือแคบจนเกินไป สิ่งส�าคัญประการหนึ่ง
่ ้
ที่ควรก�าหนดขอบเขตของเรื่องใหเหมาะพอดี ไมกวางหรือแคบเกินไป เรื่องที่มีขอบเขตกวางเกินไปจะไมสามารถเจาะ

่ ้


ลึกในรายละเอียดเทาที่ควร จะเป็นเรื่องที่มีขอมูลผิวเผินพื้นฐานเทานั้น ท�าใหเสียเวลานานแตขาดรายละเอียด





ในประเด็นที่ควรเนน ท�าใหผลงานไมมีคุณภาพเทาที่ควร สวนหัวขอที่แคบเกินไป จะมีปัญหาเรื่องการคนหาขอมูล








ที่มีแหลงขอมูลจ�ากัด และในดานคุณภาพและปริมาณของงานก็อาจจะไมเหมาะสมเพียงพอ ดังนั้นการเลือกเรื่องหรือ


่ ้
หัวขอรายงานจึงตองค�านึงถึงขอบเขตของเนื้อเรื่องใหเหมาะสมพอดี



4

2. การส�ารวจแหลงความรูอยางคราว ๆ เพื่อวางโครง
้ ่


เรื่อง
การส�ารวจแหลงความรูดวยการสืบคนขอมูลสารสนเทศ หมายถึง
้ ้

้ ้
กระบวนการในการคนหาสารสนเทศที่ตองการ โดยใชเครื่องมือสืบคนรูป




แบบตาง ๆ การสืบคนสารสนเทศ แบงออกเป็น 2 วิธี คือการสืบคน




สารสนเทศดวยระบบมือ (Manual System) เชน บัตรรายการ บัตรดรรชนีวารสาร เป็นตน และการสืบคนสารสนเทศ




ดวยระบบคอมพิวเตอร (Computer System) เป็นการสืบคนที่สามารถท�าไดโดยผานอุปกรณคอมพิวเตอร ไดแก






้ ่

ฐานขอมูล หนังสืออิเล็กทรอนิกส วารสารอิเล็กทรอนิกส และการสืบคนสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต เป็นตน






ในการสืบคนสารสนเทศดวยระบบมือ (Manual System) นักเรียนจะด�าเนินการใชเครื่องมือชวยคน





ในหองสมุด เพื่อส�ารวจแหลงความรูตาง ๆ ตามหัวขอที่ไดรับมา หรือ ที่ไดเลือกไว ขั้นตอนที่ควรปฎิบัติเป็นดังนี้

้ ่





1. ใชบัตรรายการโดยเฉพาะบัตรหัวเรื่องที่มีค�าหรือ วลี ตรงกับเรื่อง หรือ สัมพันธกับเรื่องที่ผูเรียนจะคนควา





ในขั้นนี้ผูเรียนตองใชความรูเกี่ยวกับการก�าหนดค�าที่เป็นหัวเรื่อง เมื่อพบกับบัตรรายการของหนังสือที่คิดวามีเนื้อหา





ตรงหรือเกี่ยวของแลว ตองจดบันทึกเลขเรียกหนังสือไวใหครบทุกเลม การใชบัตรรายการนี้ จะใชทั้งบัตรรายการของ
้ ้



้ ้

หนังสือภาษาไทยและหนังสือภาษาอังกฤษ โดยภาษาอังกฤษเลือกเปิดบัตรที่มีค�าหรือวลีที่มีความหมายตรงกับ
เรื่องที่จะศึกษาเชนกัน

2. น�าเลขเรียกหนังสือที่จดไวจากบัตรรายการ ไปหาตัวเลขที่ชั้นหนังสือ เมื่อพบเลมใดก็เปิดอานดู



อยางคราว ๆ อาจจะดูจากสารบัญของหนังสือกอนเพื่อตรวจสอบวามีหัวขอที่นาสนใจที่เกี่ยวของหรือไม ถาพบวา






่ ้


เลมใดไมมีใหจดบันทึกรายละเอียดของหนังสือตามแบบการเขียนบรรณานุกรม และหัวขอเนื้อหาสาระอยางสังเขป





ไวใหท�าอยางนี้จนครบทุกเลมที่จดเลขเรียกหนังสือมา ส�าหรับหนังสือบางเลมที่หาไมพบบนชั้นหนังสือ ผูเรียน




้ ้

ควรติดตอแผนกบริการ ยืม-คืน ของหองสมุด เพื่อตรวจสอบวาหนังสือนั้นมีผูใดยืมออกไป หากพบวามีก็ขอจอง





ยืมเป็นคนตอไปก็ได ้

การสืบคนสารสนเทศดวยระบบคอมพิวเตอร (Computer System) เป็นการสืบคนที่นักเรียนสามารถ




ท�าไดโดยผานอุปกรณคอมพิวเตอร ไดแก ฐานขอมูล หนังสืออิเล็กทรอนิกส วารสารอิเล็กทรอนิกส และการสืบคน


้ ่






สารสนเทศบนอินเทอรเน็ต เป็นตน


ซึ่งการสืบคนสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต (OPAC) ของนักเรียนสามารถศึกษาวิธีการเขาถึงสารสนเทศของ



หองสมุดสาธิตปทุมวัน ไดจากหนังสือกิจกรรมหองสมุด 1 - 2 หนา 30 - 31 เรื่องการใชสารสนเทศหองสมุด






สาธิตปทุมวัน
การส�ารวจแหลงความรูดวยการใชหนังสืออางอิง โดยเฉพาะหนังสืออางอิงประเภทสารานุกรมทั่วไป และ




้ ้
สารานุกรมเฉพาะวิชา ทั้งนี้เพื่อหาความรูเบื้องตนเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ กอน (การใชหนังสืออางอิงใหดูรายละเอียด






หนวยการเรียนรูที่ 4)


เมื่อส�ารวจแหลงขอมูลไดแลว นักเรียนควรบันทึกขอมูลที่ไดส�ารวจไวในรูปบัตรบรรณนิทัศน ขนาดบัตร

้ ้



่ ้
3 X 5 นิ้ว โดยบันทึกขอมูลทางบรรณนานุกรม และรายละเอียดคราว ๆ ที่ไดจากค�าน�า หรือสารบัญของหนังสือ



ดังตัวอยาง

5

7 7
ตัวอยางบัตรบรรณนิทัศน (หนังสือ)


ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือ)
ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือ)


ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
/เลขเรียก ชื่อ/นามสกุลผู้แต่ง.// ( ปีที่พิมพ์).//ชื่อหนังสือ.//พิมพ์ครั้งที่ 2.//สถานที่พิมพ์:/
/เลขเรียก ชื่อ/นามสกุลผู้แต่ง.// ( ปีที่พิมพ์).//ชื่อหนังสือ.//พิมพ์ครั้งที่ 2.//สถานที่พิมพ์:/
หนังสือ //ส านักพิมพ์.
หนังสือ //ส านักพิมพ์.
//หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ....................................................................................
//หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ....................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
7


ตัวอยางบัตรบรรณนิทัศน (วารสารหรือนิตยสาร)
ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ ( วารสารหรือนิตยส ์าร)
ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ ( วารสารหรือนิตยสาร)

ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือ)



ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
/เลขเรียก ชื่อ/นามสกุลผู้แต่ง.// ( ปีที่พิมพ์).//ชื่อหนังสือ.//พิมพ์ครั้งที่ 2.//สถานที่พิมพ์:/
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความ.//(ปีที่พิมพ์,เดือน).//“ชื่อบทความ,”ชื่อวารสาร.//
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความ.//(ปีที่พิมพ์,เดือน).//“ชื่อบทความ,”ชื่อวารสาร.//
//ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่): หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
//ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่): หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
หนังสือ //ส านักพิมพ์.
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................
//หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ....................................................................................

..............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................


ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือพิมพ์)
ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือพิมพ์)
ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ ( วารสารหรือนิตยสาร) ์ ์
ตัวอยางบัตรบรรณนิทัศน (หนังสือพิมพ)





ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความหรือหัวข้อข่าว.//(ปีที่พิมพ์,วันที่/เดือน,).//“ชื่อ
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความหรือหัวข้อข่าว.//(ปีที่พิมพ์,วันที่/เดือน,).//“ชื่อ
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความ.//(ปีที่พิมพ์,เดือน).//“ชื่อบทความ,”ชื่อวารสาร.//
//บทความหรือหัวข้อข่าว,”ชื่อหนังสือพิมพ์.//หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
//บทความหรือหัวข้อข่าว,”ชื่อหนังสือพิมพ์.//หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
//ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่): หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือพิมพ์)

6
ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความหรือหัวข้อข่าว.//(ปีที่พิมพ์,วันที่/เดือน,).//“ชื่อ
//บทความหรือหัวข้อข่าว,”ชื่อหนังสือพิมพ์.//หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือ)

ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
/เลขเรียก ชื่อ/นามสกุลผู้แต่ง.// ( ปีที่พิมพ์).//ชื่อหนังสือ.//พิมพ์ครั้งที่ 2.//สถานที่พิมพ์:/
หนังสือ //ส านักพิมพ์.
//หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ....................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... 7
...............................................................................................................................................

ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ ( วารสารหรือนิตยสาร) ์ ์
ตัวอยางบัตรบรรณนิทัศน (เว็บไซต)



ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความ.//(ปีที่พิมพ์,เดือน).//“ชื่อบทความ,”ชื่อวารสาร.//
//ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่): หน้าที่ตีพิมพ์บทความ.
//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................

..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................


ตัวอย่างบัตรบรรณนิทัศน์ (หนังสือพิมพ์)


ชื่อเรื่องที่ค้นคว้า
3. การวางโครงเรื่องขั้นตน

ชื่อ/นามสกุลผู้เขียนบทความหรือหัวข้อข่าว.//(ปีที่พิมพ์,วันที่/เดือน,).//“ชื่อ
ในขั้นนี้เป็นการวางโครงเรื่องหรือการก�าหนดขอบขายของเรื่องที่ตองการคนควาอยางคราว ๆ และจัดล�าดับ




//บทความหรือหัวข้อข่าว,”ชื่อหนังสือพิมพ์.//หน้าที่ตีพิมพ์บทความ. ่

หัวขอใหเหมาะสม ในแตละหัวขอใหญควรมีขอยอย ๆ อะไรบาง ทั้งหัวขอใหญและหัวขอยอยนี้ จะไดแนวทางมาจาก

//บทความนี้กล่าวถึง ........................................................................................ ้





้ ่
้ ่


..............................................................................................................................................
ตอนที่ตรวจสอบแหลงความรูอยางคราว ๆ ใน ขอ 2 นั่นเอง โครงเรื่องประกอบดวยหัวขอใหญ และหัวขอยอย โดย
้ ่
้ ่






..............................................................................................................................................
ก�าหนดชื่อหัวขอใหกะทัดรัดไดใจความ มีความสัมพันธตอเนื่องกัน เขียนได 2 แบบ คือ




์ ่
..............................................................................................................................................
3.1. การเขียนโครงเรื่องโดยใชตัวเลขและตัวอักษรสลับกัน
..............................................................................................................................................

..............................................................................................................................................
1. หัวขอใหญ 1


2. หัวขอใหญ 2


ก. หัวขอรอง 1

ข. หัวขอรอง 2

1) หัวขอยอย 1
้ ่
2) หัวขอยอย 2
้ ่
ก) หัวขอยอยสุดทาย 1

้ ่
ข) หัวขอยอยสุดทาย 2

้ ่
3. หัวขอใหญ 3


7

3.2 การเขียนโครงเรื่องโดยใชตัวเลขลวน


1. หัวขอใหญ 1


2. หัวขอใหญ 2


2.1 หัวขอรอง 1

2.2 หัวขอรอง 2

2.2.1 หัวขอยอย 1
้ ่
2.2.2 หัวขอยอย 2
้ ่
2.2.2.1 หัวขอยอยสุดทาย 1

้ ่
2.2.2.2 หัวขอยอยสุดทาย 2

้ ่
*หมายเหตุ ในการก�าหนดหัวขอหรือการท�าโครงเรื่อง ขอใหนักเรียนใชแบบที่ 2 คือการเขียนโครงเรื่องโดยใชตัวเลขลวน





(ตัวอยางโครงเรื่อง)

ชีวิตและงานของศรีบูรพา
1. ประวัติ
1.1 ปฐมวัย
1.2 มัชฌิมาวัย

1.3 ปัจฉิมวัย
2. ผลงาน

2.1 งานดานการประพันธ ์

2.1.1 งานประพันธยุคกอน 2475


2.1.2 งานประพันธหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง(พ.ศ. 2475 - 2494)

2.1.3 งานประพันธ พ.ศ. 2495 – 2500

2.2 งานดานหนังสือพิมพ ์

2.3 งานตอสูเพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพ
่ ้



4. การก�าหนดแหลงขอมูลหรือการคัดเลือกแหลงความรูที่ตองการใช ้
่ ้

้ ้
เมื่อวางโครงเรื่องคราว ๆ ไดแลว ความคิดตาง ๆ เกี่ยวกับหัวขอที่จะเรียบเรียงเป็นรายงานนั้นจะแจมชัดขึ้น ถึงตอน



้ ้

นี้ผูเรียนจะพอรูวา แหลงความรูตาง ๆ ที่อานผาน ๆ ไวในขอ 2 นั้น รายการใดบางที่มีเนื้อหาตรงใชประกอบการศึกษาคนควา ้






้ ่


้ ่

ไดแลว รายการใดมีเนื้อหาไมตรงซึ่งไมตองสนใจอานตอไปอีก เมื่อมีการคัดแหลงความรูที่จะใชในการศึกษาคนควาไดแลว






้ ้
้ ้

่ ้

อาจจะเหลือรายการหนังสือและวารสารไมกี่รายการ ถาเป็นเชนนี้ นักเรียนตองด�าเนินการส�ารวจแหลงความรูเพิ่มเติมอีก







8

5. การคนหาแหลงขอมูล
้ ้

ขั้นนี้นักเรียนจะตองน�าบัตรบรรณนิทัศนที่มีรายการบรรณานุกรมของรายการวัสดุตาง ๆ ที่คัดเลือกไวแลวไปหาตัว
้ ้



เลมที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ หากเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส ์ ก็ควรพิมพออกมา เพื่อจะไดคนหาขอมูลที่ตองการตอไป






้ ้
6. การรวบรวมขอมูลและจดบันทึก

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ส�าคัญที่สุดที่จะใหมาซึ่งขอมูลที่ครบถวน สมบูรณ คือเมื่อพบตัวเลมตองลงมืออานอยาง


่ ้




ละเอียด และจดบันทึกขอความเนื้อหาตาง ๆ ที่คิดวาสามารถน�าไปประกอบการเรียบเรียงรายงานได ในการบันทึกขอความนี้





ควรบันทึกลงบนกระดาษขนาด 5 x 8 นิ้ว (หากใชกระดาษสมุดแบงครึ่งจะได 2 บัตร) หากบัตรเดียวไมพอก็บันทึกตอในบัตร





ที่ 2 ที่ 3 ไปเรื่อย ๆ แลวเย็บมุมรวมกันไวไมใหกระจายสับสน

้ ่ ้
การท�าบัตรบันทึกท�าได 3 วิธี คือ

1. บันทึกยอ คือ บันทึกเอาแตใจความส�าคัญของเนื้อหาที่เกี่ยวของไว ้



2. บันทึกแบบถอดความ คือ การถอดเอาใจความจากตนฉบับเดิมโดยใชส�านวนของตนเองตนฉบับเดิมอาจเป็น



รอยกรองหรือภาษาตางประเทศ การบันทึกแบบนี้ผูเรียนตองแนใจวาขอความที่ถอดมานั้นถูกตอง ครบถวนในสาระส�าคัญ หาก




่ ้



ในขณะบันทึกนั้นยังไมอาจแปลหรือถอดใจความไดกระจางชัดอยางแนใจก็อาจจะลอกไวเป็นภาษาเดิมกอนก็ได เมื่อจะด�าเนิน








การเรียบเรียงรายงานในภายหลังจึงคอยพินิจพิเคราะหถอดความในตอนนั้นก็ได ้


3. บันทึกแบบคักลอกขอความ คือ การบันทึกทุกถอยค�าใหเหมือนกับตนฉบับเดิมทุกประการ ทั้งขอความและการ





สะกดการันต แมตนฉบับจะสะกดผิดอยางไรก็ยังคงคัดลอกไวอยางนั้น การบันทึกแบบนี้เวลาที่น�าไปอางอิงตอนเรียบเรียงรายงาน

้ ่

้ ้

จะตองใสขอความนั้นไวระหวางเครื่องหมายอัญประกาศ ซึ่งมีลักษณะดังนี้ “---------------------------------” และหาก
่ ้



ขอความที่ลอกมานั้นประมาณวาถาพิมพ หรือเขียนในตอนอางอิงแลวจะมีความยาวเกิน 4 บรรทัด จะตองแยกเป็นอีกยอหนึ่ง





่ ้

ตางหาก ขอความที่จะบันทึกคัดลอกทุกตัวอักษรนี้โดยมากจะใชขอความที่มีความส�าคัญมาก หรือ เป็นขอความที่เขียนดวยภาษา




้ ้
ที่ดีเยี่ยมอยูแลว ถาเขียนใหมจะไมดีเทาของเดิม



่ ้ ้
11
เมื่ออานหนังสือหรือบทความ แตละรายการและบันทึกไวแลว ก็หมุนเวียนหาเลมอื่นมาอานและบันทึกตอไป





้ ้
การบันทึกขอความจากนังสือเลมใดเลมหนึ่ง อาจใชบัตรบันทึกมากกวา 1 ใบก็ได แลเย็บติดไวดวยกัน
้ ้







ตัวอย่าง รูปแบบบัตรบันทึก
ตัวอยาง รูปแบบบัตรบันทึก



หัวข้อของโครงเรื่อง
/เลขเรียก ชื่อ/นามสกุลผู้แต่ง.// ( ปีที่พิมพ์).//ชื่อหนังสือ.//พิมพ์ครั้งที่ 2.//สถานที่พิมพ์:/
หนังสือ //ส านักพิมพ์.
//หน้าที่น ามาอ้างอิง.
//ข้อความ.........................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
................................................................................................................................................
................................................................................................................................................



9

ตัวอย่าง รูปแบบบัตรบันทึก


หัวข้อของโครงเรื่อง
/เลขเรียก ชื่อ/นามสกุลผู้แต่ง.// ( ปีที่พิมพ์).//ชื่อหนังสือ.//พิมพ์ครั้งที่ 2.//สถานที่พิมพ์:/
หนังสือ //ส านักพิมพ์.
//หน้าที่น ามาอ้างอิง.
//ข้อความ.........................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
................................................................................................................................................
............................................................................................................................................... 11
................................................................................................................................................
................................................................................................................................................





















12






























7. การจัดท าโครงเรื่องขั้นสุดท้าย
ในการอ่านและการจดบันทึกอย่างละเอียดจากแหล่งความรู้ทุกเล่มทุกชิ้นในข้อ 5. ข้อ 6. จะช่วยให้
นักเรียนมองเห็นรายละเอียด ประเด็น หัวข้อ ของเนื้อเรื่องละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น และอาจต้องการปรับปรุงโครง
เรื่องใหม่ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นให้สอดคล้องกับหัวข้อที่ได้พบในหนังสือ และบทความต่างๆที่ได้อ่านมาแล้ว

8. การเรียบเรียงรายงาน หรือภาคนิพนธ์
10 ขั้นนี้เป็นการลงมือเรียบเรียงรายงานโดยใช้โครงเรื่องในข้อ 7. และใช้บันทึกต่างๆ ที่ท าไว้ในข้อ 6. มา

ประกอบ ดังนั้นบันทึกต่าง ๆ นั้น ผู้เรียนควรน ามาจัดเรียงล าดับตามหัวข้อในโครงเรื่องเพื่อความสะดวกในการหยิบ
มาอ่านและอ้างอิง

9. การเรียบเรียงบรรณานุกรม
เมื่อเรียบเรียงรายงานเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปที่ต้องท า คือ การเขียนบรรณานุกรม โดยรวบรวมรายชื่อ
หนังสือ วัสดุสารนิเทศ ที่ผู้เรียนได้น ามามาใช้ประกอบในการเรียบเรียงรายงานครั้งนั้นมาแสดงไว้
วิธีการปฎิบัติในขั้นนี้ก็คือ น าบัตรบันทึกข้อความจาก หนังสือ วารสาร และวัสดุสารนิเทศอื่น ๆ มาจัด
เรียงล าดับตามตัวอักษรของรายการแรกของวัสดุแต่ละชิ้น (ซึ่งส่วนใหญ่คือชื่อผู้แต่ง) โดยเรียงวัสดุภาษาไทยก่อน
จบแล้วตามด้วยวัสดุภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น เมื่อจัดเรียงเสร็จก็เขียนหรือพิมพ์ไปตามล าดับก็จะได้บรรณานุกรม
ที่ถูกต้อง เพราะรายการวัสดุต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในบัตรตอนบนสุดนั้นเขียนตามรูปแบบบรรณานุกรมอยู่แล้ว ขั้นตอน
การท าบรรณานุกรมนี้จึงง่ายและรวดเร็ว

7. การจัดท�าโครงเรื่องขั้นสุดทาย

ในการอานและการจดบันทึกอยางละเอียดจากแหลงความรูทุกเลมทุกชิ้นในขอ 5. ขอ 6. จะชวยใหนักเรียนมองเห็น









รายละเอียด ประเด็น หัวขอ ของเนื้อเรื่องละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น และอาจตองการปรับปรุงโครงเรื่องใหมใหละเอียดมากยิ่งขึ้น

่ ้

ใหสอดคลองกับหัวขอที่ไดพบในหนังสือ และบทความตาง ๆ ที่ไดอานมาแลว




้ ่


8. การเรียบเรียงรายงาน หรือภาคนิพนธ ์
ขั้นนี้เป็นการลงมือเรียบเรียงรายงานโดยใชโครงเรื่องในขอ 7. และใชบันทึกตาง ๆ ที่ท�าไวในขอ 6. มาประกอบ






ดังนั้นบันทึกตาง ๆ นั้น ผูเรียนควรน�ามาจัดเรียงล�าดับตามหัวขอในโครงเรื่องเพื่อความสะดวกในการหยิบมาอานและอางอิง





9. การเรียบเรียงบรรณานุกรม
เมื่อเรียบเรียงรายงานเรียบรอยแลว ขั้นตอไปที่ตองท�า คือ การเขียนบรรณานุกรม โดยรวบรวมรายชื่อหนังสือ วัสดุ




สารนิเทศ ที่ผูเรียนไดน�ามามาใชประกอบในการเรียบเรียงรายงานครั้งนั้นมาแสดงไว ้



วิธีการปฎิบัติในขั้นนี้ก็คือ น�าบัตรบันทึกขอความจาก หนังสือ วารสาร และวัสดุสารนิเทศอื่น ๆ มาจัดเรียงล�าดับตาม

ตัวอักษรของรายการแรกของวัสดุแตละชิ้น (ซึ่งสวนใหญคือชื่อผูแตง) โดยเรียงวัสดุภาษาไทยกอน จบแลวตามดวยวัสดุภาษา






้ ่
อังกฤษหรือภาษาอื่น เมื่อจัดเรียงเสร็จก็เขียนหรือพิมพไปตามล�าดับก็จะไดบรรณานุกรมที่ถูกตอง เพราะรายการวัสดุตาง ๆ




ที่เขียนไวในบัตรตอนบนสุดนั้นเขียนตามรูปแบบบรรณานุกรมอยูแลว ขั้นตอนการท�าบรรณานุกรมนี้จึงงายและรวดเร็ว


่ ้
10. การเรียบเรียงและจัดท�าสวนประกอบอื่น ๆ ใหครบถวน



ในการเรียบเรียงรายงาน ในขอ 8. นั้น บางคนอาจจะเรียบเรียงและเขียนดวยลายมือที่สวยงามลงในกระดาษรายงานเลย


ถาท�าเชนนั้นแลวก็ไมจ�าเป็นตองเขียนใหมอีก แตถาใชวิธีพิมพก็ตองน�างานที่เรียบเรียงนั้นมาเป็นตนฉบับส�าหรับพิมพ การเขียน
์ ้








่ ้

หรือพิมพรายงานใหใชกระดาษสีขาว ขนาด 8.0 x 10.5 นิ้ว

้ ้
หลังจากการพิมพไดเนื้อเรื่องของรายงานขั้นสุดทายแลว ผูเรียนตองจัดท�าสวนประกอบอื่น ๆ ใหครบถวน โดยเฉพาะ







์ ้
สวนประกอบตอนตนของบทนิพนธ เชน ปกหนา ปกใน ค�าน�า สารบัญ เป็นตน สวนประกอบตอนทายที่จ�าเป็นตองมีคือ


์ ่





บรรณานุกรม ซึ่งไดท�าแลวในขอ 9. ถาจ�าเป็นตองมีสวนประกอบตอนทายอื่นเพิ่มเติม ก็จัดท�าเพิ่มเขาไป เชน ภาคผนวก อภิธานศัพท ์









11. การตรวจสอบความถูกตอง

ขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบความถูกตองในการเรียบเรียงรายงาน โดยตรวจสอบการล�าดับหนาตั้งแตหนาแรก


่ ้
จนหนาสุดทายวาล�าดับถูกตองหรือไม มีบางครั้งที่ผูเรียนไมสนใจตรวจสอบรีบเย็บเลมสงอาจารยผูสอนเลย เวลาที่อาจารย ์
่ ่







์ ้
ตรวจงาน เมื่ออานเนื้อหาจึงเกิดความสับสนท�าใหคะแนนของงานที่จะไดก็ตองลดลงไปอยางนาเสียดาย นอกจากตรวจการล�าดับ
้ ้




หนาแลว ยังตองตรวจสอบการสะกดการันต รูปแบบการเขียน การพิมพ ความถูกตองครบถวนของเนื้อหา เพราะบางกรณี







ที่นักเรียนไมไดพิมพงานเอง ผูพิมพอาจพิมพตกหลนเป็นบรรทัดก็ได นักเรียนจึงตองมีความละเอียดถี่ถวนในการตรวจสอบครั้งนี้







่ ้

12. การเย็บเลม

ขั้นนี้เป็นการท�ารูปเลมของรายงาน ดวยการเอาตัวเลมกระดาษที่เขียนหรือพิมพแลวมาเย็บลวดดานขาง แลวน�าปก




์ ้


นอกมาหุม โดยทากาวที่สันดานในและเลยสันออกมาจากแนวสันขางละประมาณ 1 เซนติเมตร แลวจึงหุมปก ทิ้งกาวใหแหง


้ ้



ส�าหรับรายงานที่ไมหนามาก อาจใชปกหุมตัวเนื้อกระดาษรายงานแลวเย็บลวดดานขางเลยก็ได ้






กระดาษปก ควรใชกระดาษสีสุภาพ ไมมีลวดลาย เขียนรายละเอียดบนปกใหครบถวน (ดูตัวอยางในหนวยการเรียนรู ้






ถัดไป) แลวจึงน�าสงอาจารยผูสอน เป็นอันจบสิ้นกระบวนการศึกษาคนควาเพื่อเรียบเรียงบทนิพนธ ์



์ ้

11

ใบงาน


“กิจกรรมการศึกษาคนควา”






ค�าชี้แจง การศึกษาคนควา มีหลักการปฏิบัติ ขอใหนักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอน ดังตอไปนี้




1. การเลือกเรื่องหรือหัวขอที่จะศึกษา

*ใหนักเรียนก�าหนดหัวขอที่จะศึกษามาอยางนอย 3 หัวขอ





1…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
2……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การส�ารวจแหลงความรู เพื่อเป็นแนวทางในการวางโครงเรื่อง (การท�าบัตรบรรณนิทัศน) ์


* ใหนักเรียนส�ารวจแหลงความรูตามหัวขอที่จะศึกษา แลวบันทึกขอมูลในรูปบัตรบรรณนิทัศน อยางนอยคนละ









2 บัตร (จากสื่อสิ่งพิมพ 1 บัตรและจากสื่ออิเล็กทรอนิกส 1 บัตร)


บัตรบรรณนิทัศนจากสื่อสิ่งพิมพ ์

...............................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................

....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................




















12

บัตรบรรณนิทัศนจากสื่ออิเล็กทรอนิกส ์





...............................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................

























































13

3. การวางโครงเรื่องขั้นตน

* ใหนักเรียนจัดท�าโครงเรื่องขั้นตน คนละ 1 โครงเรื่อง




..............................................................


........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
14

4. การอานและการจดบันทึก

* ใหนักเรียนรวบรวมขอมูลที่ไดจากแหลงความรูที่คัดเลือกแลว มาอานและจัดท�าการบันทึกขอมูลลงบัตรบันทึก








ใหครบตามหัวขอของโครงเรื่อง


...............................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
(ตอบัตรที่ 2)


5. การท�าโครงเรื่องขั้นสุดทาย

* ใหนักเรียนปรับปรุงโครงเรื่องขั้นตนใหครบถวนตามเนื้อหาที่ไดจัดท�าบัตรบันทึกแลว ซึ่งจะน�าไปใชเป็นสารบัญของ







รายงานตอไป

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

15

กิจกรรมสงเสริมทักษะ



การอาน คิดวิเคราะห สังเคราะห และการน�าเสนอ



19
ชื่อกิจกรรม วีดิทัศนแนะน�าหนังสือ


ลักษณะกิจกรรม แนะน�าหนังสือที่ชอบ สนใจ หรือประทับใจ จ�านวน 5 เลม


วีดิทัศน์แนะน าหนังสือ
ชื่อกิจกรรม ระยะเวลาในการจัดท�า 1 เดือน
ลักษณะกิจกรรม แนะน าหนังสือที่ชอบ สนใจ หรือประทับใจ จ านวน 5 เล่ม
1. สวนน�า
สวนประกอบ

ระยะเวลาในการจัดท า 1 เดือน ่
- แนะน�าตัวเอง บอกวัตถุประสงคในการจัดท�า

ส่วนประกอบ 1. ส่วนน า ์

2. สวนเนื้อหา

- แนะน าตัวเอง บอกวัตถุประสงค์ในการจัดท า

- รายละเอียดของหนังสือ (ชื่อหนังสือ ชื่อผูแตง……..)
2. ส่วนเนื้อหา ้ ่

- สรุปเรื่องยอ
- รายละเอียดของหนังส ่ือ (ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง……..)
- ประโยชนที่ไดรับจากการอาน
- สรุปเรื่องย่อ



- ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน ้ ้
- ขอดี ขอเสียของหนังสือ (เปิดภายในหนังสือใหดูดวย)



- ข้อดี ข้อเสียของหนังสือ (เปิดภายในหนังสือให้ดูด้วย)


3. สวนสรุป
3. ส่วนสรุป ่
- สรุปประโยชนในการจัดท�าวีดิทัศน



- สรุปประโยชน์ในการจัดท าวีดีทัศน์ ์
1. คัดเลือกหนังสือที่นาสนใจ และคิดวามีประโยชนตอเพื่อน ๆ ที่จะน�าไปอานตอไป
ขั้นตอนการจัดท�า


์ ่


ขั้นตอนการจัดท า 1. คัดเลือกหนังสือที่น่าสนใจ และคิดว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อนๆที่จะน าไปอ่าน
(ไมควรใชหนังสือนิทานส�าหรับเด็ก หนังสือภาพ หนังสือการตูน) จ�านวน 5 เลม



ต่อไป (ไม่ควรใช้หนังสือนิทานส าหรับเด็ก หนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน) ่


2. อานอยางละเอียด และบันทึกการอานไวตามหัวขอที่ก�าหนด
จ านวน 5 เล่ม ่ ่ ่ ้ ้


3. ท�าโครงเรื่องและบทพูด (scrip) ตามที่ก�าหนด
2. อ่านอย่างละเอียด และบันทึกการอ่านไว้ตามหัวข้อที่ก าหนด
3. ท าโครงเรื่องและบทพูด (scrip) ตามที่ก าหนด
4. ฝึกซอมอานตามบทพูด (scrip)


5. ท�าการบันทึกวีดิทัศน ์
4. ฝึกซ้อมอ่านตามบทพูด (scrip)
5. ท าการบันทึกวีดีทัศน์
ขอแนะน�า
1. แตงกายดวยเครื่องแบบนักเรียน



ข้อแนะน า 1. แต่งกายด้วยเครื่องแบบนักเรียน ้ ้
2. การพูดและการออกเสียงตองชัดเจน หากมีเสียงเพลงประกอบตองระวังเรื่องเสียงเพลง


2. การพูดและการออกเสียงต้องชัดเจน หากมีเสียงเพลงประกอบต้องระวังเรื่อง

จะดังกวาเสียงพูด


เสียงเพลงจะดังกว่าเสียงพูด

3. สถานที่ที่ใชในการบันทึกวีดิทัศนควรเป็นสถานที่ปิด ที่ไมมีเสียงรบกวน




3. สถานที่ที่ใช้ในการบันทึกวีดีทัศน์ควรเป็นสถานที่ปิด ที่ไม่มีเสียงรบกวน
≥ VDO แนะน�าหนังสือ

16 VDO แนะน าหนังสือ

2




หนวยการเรียนรูที่




เรื่อง บทนิพนธ ์







สาระส�าคัญ (Concept)

นักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความหมาย ประเภท และ


สวนประกอบของบทนิพนธ ซึ่งเป็นผลงานจากการศึกษาคนควาดวยตนเองอยาง


้ ้


ถูกวิธีและมีขั้นตอน
จุดประสงคการเรียนรู ้

ดานความรู (K)


1. นักเรียนมีความรูความเขาใจ ความหมาย ประเภทและสวนประกอบของบทนิพนธ ์



2. นักเรียนอธิบายความหมาย ประเภทและสวนประกอบของบทนิพนธได

์ ้
ดานทักษะ / กระบวนการ (P)

1. นักเรียนรูจักศึกษาคนควาดวยตนเอง

้ ้

2. นักเรียนไดศึกษาหาความรูเพิ่มเติมอยางกวางขวาง




3. นักเรียนมีความสามารถในการรวบรวม
4. นักเรียนสามารถท�าบทนิพนธได
์ ้
ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)


1. นักเรียนมีนิสัยใฝรูรักการอานและศึกษาคนควาดวยตัวเอง

่ ้

้ ้
2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิดวิเคราะหได
์ ้

3. นักเรียนมีทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร

4. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)

บทนิพนธเป็นผลจากการศึกษาคนควาอยางมีระบบที่น�ามาเรียบเรียงแลวเขียนดวยลายมือที่อานงายหรือ








พิมพตามรูปแบบที่สถาบันก�าหนด แบงเป็นประเภทตาง ๆ ได 3 ประเภท และสวนประกอบของบทนิพนธ มี 3 สวน







คือ สวนประกอบตอนตน สวนเนื้อเรื่อง และสวนประกอบตอนทาย





17

หนวยการเรียนรูที่ 2


บทนิพนธ






ความหมาย
บทนิพนธเป็นผลจากการศึกษาคนควาอยางมีระบบที่น�ามาเรียบเรียงแลวเขียนดวยลายมือที่อานงายหรือ








พิมพตามรูปแบบที่สถาบันก�าหนด

ประเภท
บทนิพนธแบงไดเป็น 3 ประเภท คือ

์ ่
1. รายงาน (Report) คือ ผลงานการเรียบเรียงจากการศึกษาคนควาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามที่ผูสอนก�าหนด



ให หรือผูเรียนเลือกเรื่องเองตามความสนใจ รายงานอาจท�าเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุมก็ไดขึ้นอยูกับขอตกลงระหวาง







ผูสอนและผูเรียน สวนความยาวของรายงานขึ้นอยูกับขอบเขตของเรื่องและเวลาที่ก�าหนดในการศึกษาคนควา ซึ่งปกติ






จะก�าหนดระยะเวลาศึกษาคนควาและเรียบเรียงต�ากวา 1 ภาคเรียน



2. ภาคนิพนธ (Term Paper) คือ ผลงานการเรียบเรียงจากการศึกษาคนควาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเชนเดียว




กับรายงาน แตมีความกวางขวางและลึกซึ้งกวารายงาน ปกติจะก�าหนด ระยะเวลาในการศึกษาคนควาและเรียบเรียง 1





ภาคเรียน
3. วิทยานิพนธ (Thesis or Dissertation) หมายถึง บทนิพนธที่ใชกระบวนการวิจัยที่แสดงถึงความริเริ่ม



ในการประมวลความรู และสรางองคความรูใหมที่นิสิตในระดับบัณฑิตศึกษา นับเป็นงานส�าคัญยิ่งสวนหนึ่งของการ






ศึกษาตามหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก โดยทั่วไปวิทยานิพนธ เป็นผลงานวิชาการที่มีเนื้อหาสาระ ที่แสดงถึง

ความริเริ่มของนิสิต โดยมีขอบขาย ปริมาณ คุณภาพและความลึกซึ้งของเนื้อหาสาระสูงกวาการศึกษาคนควาอิสระ




การศึกษาปัญหาพิเศษ และภาคนิพนธ ์
รูปแบบของรายงาน ภาคนิพนธ การศึกษาคนควาอิสระ การศึกษาปัญหาพิเศษ และวิทยานิพนธ สวนใหญ ่
์ ่



จะเหมือนกัน มีแตกตางกันบางเล็กนอยในสวนปลีกยอย เชน วิทยานิพนธจะตองมีบางสวนเพิ่มขึ้นซึ่งไมจ�าเป็นตองมี











ในรายงาน และภาคนิพนธ ์
18

สวนประกอบของรายงาน

สวนประกอบของรายงานมี 3 สวน คือ


1. สวนประกอบตอนตน มีดังนี้


1.1 ปกนอก (Cover)
1.2 หนาปกใน (Title Page)

1.3 ค�าน�า ( Preface)

1.4 สารบัญ (Table of Contents)

1.5 บัญชีภาพประกอบ (List of Figures) (ถามี)

2. สวนเนื้อเรื่อง มีดังนี้

2.1 สวนที่เป็นเนื้อหา

2.2 สวนประกอบในเนื้อหา

2.2.1 อัญประภาษ (Quotation)

2.2.2 การอางอิง (Reference)

2.2.3 ภาพประกอบ (Figure) (ถามี)

3. สวนประกอบตอนทาย มีดังนี้


3.1 หนาบอกตอน (Half - title Page)

3.2 บรรณานุกรม (Bibliography)

3.3 ภาคผนวก (Appendix) (ถามี)

3.4 อภิธานศัพท (Glossary) (ถามี)


สวนประกอบตอนตน


สวนประกอบตอนตน ประกอบดวย สวนตาง ๆ เรียงตามล�าดับดังนี้





1. ปกนอก คือกระดาษที่หอหุมเนื้อในของบทนิพนธไวไมใหฉีกขาด ช�ารุด และเปรอะเปื้อนโดยงาย ปกนอก

่ ้
์ ้ ่ ้
ส�าหรับบทนิพนธที่เป็นรายงานหรือภาคนิพนธอาจใชกระดาษออนคอนขางหนาและเหนียวท�าเป็นปก หรือกระดาษสี






สุภาพที่มีความหนาประมาณ 80 แกรม ขอความทุกอยางที่ปกนอกเหมือนกับขอความที่เขียนไวที่หนาปกใน





2. หนาปกใน คือหนากระดาษที่จัดไวเป็นหนาแรกถัดจากปกนอก ขอความที่เขียนในหนาปกใน แบงออก







เป็น 3 สวนดวยกันคือ บรรทัดบนสุดหางจากขอบกระดาษดานบนลงมาประมาณ 1 นิ้วเป็นชื่อของรายงาน บรรทัด




ตรงกลางหนาเป็นชื่อผูท�ารายงานซึ่งใหลงเฉพาะชื่อและนามสกุล สวนดานลางของหนาปกในหางจากขอบกระดาษ








ดานลางขึ้นไปประมาณ 1 นิ้วใหลงขอความวา 3 บรรทัด ดังนี้





19

รายงานนี้เป็นสวนหนึ่งของการศึกษาวิชา กิจกรรมหองสมุด 3


โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ภาคเรียนที่ … ปีการศึกษา …








3. สารบัญหรือสารบาญ สารบัญประกอบดวยชื่อบทชื่อตอนหรือหัวขอใหญ หัวขอยอยตาง ๆ จัดเรียง

้ ่



ตามล�าดับที่ปรากฏในรายงาน พรอมทั้งมีเลขหนาที่เริ่มบทตอนนั้น ๆ ก�ากับเอาไว เพื่อชวยใหความสะดวกรวดเร็ว





ในการคนอานเรื่องนั้น ๆ
้ ่
4. บัญชีภาพประกอบ มีไวเพื่อแสดงชื่อภาพประกอบทั้งหมดตามล�าดับที่ปรากฏในรายงาน พรอมทั้ง


มีเลขหนาก�ากับบอกใหทราบวาภาพประกอบนั้น ๆ อยูในหนาใดของรายงาน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการ





คนหาภาพประกอบที่ตองการ


สวนเนื้อเรื่อง

สวนเนื้อเรื่อง ประกอบดวย 2 สวน คือ



1. สวนที่เป็นเนื้อหา ส�าหรับบทนิพนธประเภทรายงานและภาคนิพนธ สวนที่เป็นเนื้อหาประกอบดวยบทน�า
์ ่



ซึ่งมีเนื้อหากลาวน�าเขาสูตัวเรื่อง แลวก็มาถึงตัวเรื่องที่เป็นตัวเนื้อหาส�าคัญและจบลงดวยบทสรุปซึ่งเป็นการสรุปความ


้ ่

ที่เขียนมา
2. สวนประกอบในเนื้อหา ไดแก

้ ่
2.1 อัญประภาษ (Quotation) คือขอความที่คัดลอก แปล ถอดความ เก็บความหรือสรุปความ

จากขอเขียนหรือค�าพูดของบุคคลอื่นมาลงในบทนิพนธ อัญประภาษมี 2 ประเภท คืออัญประภาษตรง (Direct


Quotation) และอัญประภาษรอง (Indirect Quotation)
2.2 การอางอิง (Reference) คือการระบุแหลงที่มาของค�าหรือขอความในตัวเรื่องทั้งที่ประมวล



ความคิดและคัดลอกมาโดยตรง
2.3 ภาพประกอบ คือภาพที่ใชแสดงประกอบเนื้อเรื่องเพื่อชวยใหผูอานเขาใจในเรื่องที่อานอยาง





้ ้ ่
รวดเร็ว ภาพประกอบในรายงานมีหลายประเภท เชน ภาพถาย ภาพวาด ภาพลายเสน ภาพพิมพ ภาพเขียน แผนภูมิ




แผนที่ แผนผัง หรือไดอะแกรม และกราฟ เป็นตน

20

สวนประกอบตอนทาย


สวนประกอบตอนทายมี 4 ตอน ดังนี้


1. หนาบอกตอน คือ หนาที่เขียนหรือพิมพหัวขอเรื่องไวกลางหนากระดาษเพื่อบอกวาตอนตอไปคืออะไร








หนาบอกตอนนี้จะจัดไวกอนตอนตาง ๆ ในสวนประกอบตอนทาย เชน หนาบอกตอนของบรรณานุกรม ก็จะเขียนหรือ


้ ่




พิมพค�าวา บรรณานุกรม ไว กลางหนากระดาษ เพื่อบอกใหผูอานทราบวาตอนตอไปคือ บรรณานุกรม หนาบอกตอน



้ ้ ่




ของภาคผนวกก็จะเขียนหรือพิมพค�าวา ภาคผนวก ไวกลางหนากระดาษ เพื่อบอกใหผูอานทราบวาตอนตอไป คือ






้ ้ ่
ภาคผนวก
2. บรรณานุกรม คือรายการวัสดุสารนิเทศทุกประเภทที่ผูเขียนรายงานใชศึกษาคนควาประกอบการท�า




รายงาน รายการวัสดุทุกรายการที่ปรากฏในการอางอิงในตัวเรื่องจะตองปรากฏในบรรณานุกรม ผูเขียนรายงานจะตอง




ระวังไมอางชื่อวัสดุสารนิเทศที่มีเนื้อหา ไกลจากเนื้อเรื่องหรือหัวขอที่เขียน

่ ้
3. ภาคผนวก คือสวนที่เกี่ยวของกับรายงานแตไมใชเนื้อหาของรายงาน ซึ่งผูเขียนน�ามาเพิ่มเติมขึ้น
่ ่ ่



ในตอนทายของรายงาน ดวยความมุงหวังวาจะท�าใหผูอานเขาใจใน เนื้อหาของรายงานอยางแจมแจง รวมทั้งท�าให ้







้ ้ ่

เนื้อหาในรายงานมีความสมบูรณยิ่งขึ้น ตัวอยางเชนภาคผนวกในวิทยานิพนธ มักจะน�าเอาเครื่องมือที่ใชในการวิจัย





เชน แบบสอบถาม แบบทดสอบ เป็นตน มาลงไวในภาคผนวก



4. อภิธานศัพท เป็นสวนที่ผูเขียนรวบรวมค�าศัพทตาง ๆ ที่ใชในรายงาน มาจัดเรียงตามล�าดับตัวอักษร




์ ่
ของค�าศัพท แลวอธิบายความหมายของค�าศัพทเอาไว เพื่อใหผูอานเขาใจความหมายของค�าศัพทเหลานั้นตรงกับ






้ ้ ่

ที่ผูเขียนใช ถาค�าศัพทที่ตองการอธิบายมีนอยไมจ�าเป็นตองมีอภิธานศัพท ผูเขียนอาจอธิบายความหมายของค�าศัพท ์
์ ้


้ ้

์ ้

ไวทายหนาหรือในบันทึกทายบทก็ได ้


้ ้
21

3




หนวยการเรียนรูที่




เรื่อง การเขียนหรือการพิมพรายงาน




สาระส�าคัญ (Concept)

ศึกษาหลักเกณฑทั่วไปของการพิมพรายงาน อัญประภาษ


การอางอิงซ�า การอางอิงและเชิงอรรถ และหลักเกณฑในการเขียนและ



การพิมพบรรณานุกรม

จุดประสงคการเรียนรู ้

ดานความรู (K)


1. นักเรียนมีความรูความเขาใจหลักเกณฑทั่วไปของการพิมพรายงาน




2. นักเรียนอธิบายหลักเกณฑทั่วไปของการพิมพรายงานได ้


3. นักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการอางอิงแบบตาง ๆ




ดานทักษะ / กระบวนการ (P)

1. นักเรียนสามารถพิมพรายงานไดอยางถูกตองตามแบบแผนที่ก�าหนด


้ ่
2. นักเรียนสามารถพิมพการอางอิงรูปแบบตาง ๆ ไดอยางถูกตองรวม


้ ่


ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)


1. นักเรียนมีนิสัยใฝรูรักการอานและศึกษาคนควาดวยตัวเอง

้ ้
่ ้

2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิดวิเคราะห ์

3. นักเรียนไดรับการสงเสริมใหมีความคิดริเริ่ม รูจักคิดอยางมีระเบียบ มีเหตุผล





4. นักเรียนสามารถรวบรวมความรูความคิด น�ามาเรียบเรียงใหเป็นระเบียบได ้


5. นักเรียนมีทักษะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร

6. นักเรียนมีทักษะดานการอาน สามารถสรุปความหรือจับใจความของเรื่องที่อานได ้



7. นักเรียนมีทักษะดานการพิมพ ์

8. นักเรียนมีทักษะดานการเขียน สามารถเรียบเรียงขอมูลที่ไดมาใหเป็นเรื่องราวอยางมีระเบียบ





ดวยส�านวนภาษาที่ถูกตอง


สาระการเรียนรู (Content)

การเขียนหรือการพิมพรายงานมีหลักเกณฑทั่วไปที่ตองปฏิบัติใหถูกตองตามแบบแผนหรือตามสถาบัน





ก�าหนดมี 3 สวน คือ สวนประกอบตอนตน สวนเนื้อเรื่อง และสวนประกอบตอนทาย






22

หนวยการเรียนรูที่ 3




เรื่อง การเขียนหรือการพิมพรายงาน

26

หลักเกณฑทั่วไป
สาระการเรียนรู้ (Content)

การเขียนหรือการพิมพ์รายงานมีหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามแบบแผนหรือตาม
หลักเกณฑทั่วไปเป็นขอก�าหนดที่ใชกับรายงานทั้งฉบับ เป็นหลักเกณฑอันดับแรก ที่ตองค�านึงถึง


สถาบันก าหนด ้ ้ ้
มีดังนี้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การเขียนหรือการพิมพ์รายงาน
1. กระดาษที่ใชพิมพหรือเขียน ควรใชกระดาษคุณภาพดีสีขาวเหมือนกันทุกแผน มีขนาด “A4” และเป็น




หลักเกณฑ์ทั่วไป
กระดาษชนิดไมต�ากวา 70 แกรม


หลักเกณฑ์ทั่วไปเป็นข้อก าหนดที่ใช้กับรายงานทั้งฉบับ เป็นหลักเกณฑ์อันดับแรก ที่ต้องค านึงถึง มีดังนี้
1. กระดาษที่ใช้พิมพ์หรือเขียน ควรใช้กระดาษคุณภาพดีสีขาวเหมือนกันทุกแผ่น มีขนาด “A4” และเป็น
2. กอนลงมือพิมพควรก�าหนดแนวขอบซาย (กั้นหนา) ขอบขวา (กั้นหลัง) ขอบบน และขอบลางของหนา ้





กระดาษชนิดไม่ต่ ากว่า 70 แกรม
กระดาษใหไดขนาดที่ก�าหนด คือขอบซายและขอบบนหางจากริมกระดาษ 3.17 เซนติเมตร (1.25นิ้ว) สวนขอบขวา


้ ้
2. ก่อนลงมือพิมพ์ควรก าหนดแนวขอบซ้าย
่ (กั้นหน้า) ขอบขวา (กั้นหลัง) ขอบบน และขอบล่างของ
หน้ากระดาษให้ได้ขนาดที่ก าหนด คือขอบซ้ายและขอบบนห่างจากริมกระดาษ 3.17 เซ็นติเมตร(1.25นิ้ว) ส่วน
และขอบลางใหหางจากริมของกระดาษ 2.54 เซนติเมตร (1 นิ้ว) แนวดังกลาวนี้ เป็นแนวสมมติไมตองตีเสน

่ ้
้ ่


ขอบขวาและขอบล่างให้ห่างจากริมของกระดาษ 2.54 เซ็นติเมตร(1 นิ้ว) แนวดังกล่าวนี้ เป็นแนวสมมติไม่ต้องตี
ลอมกรอบ ดังภาพประกอบ 1

เส้นล้อมกรอบ ดังภาพประกอบ 1


ภาพประกอบ 1 การตั้งค่าหน้ากระดาษของขอบกระดาษก่อนการพิมพ์




ภาพประกอบ 1 การตั้งคาหนากระดาษของขอบกระดาษกอนการพิมพ ์
3. ตัวอักษรที่ใช้ต้องเป็นตัวอักษรอังสนา (Angsana) ขนาด 16 จุด ส าหรับหัวข้อ
จะเป็นตัวอักษรเข้มก็ได้ และต้องเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม ส่วนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของค า
หรือข้อความจะขึ้นต้นด้วยอักษรตัวใหญ่หรืออักษรตัวเล็กก็ได้ แต่ต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
3. ตัวอักษรที่ใชตองเป็นตัวอักษรอังสนา (Angsana) ขนาด 16 จุด ส�าหรับหัวขอ จะเป็นตัวอักษรเขมก็ได ้


้ ้
4. ตัวเลขให้ใช้แบบเดียวกันตลอดทั้งฉบับ เช่น ใช้เลขอารบิกแบบเดียวโดยตลอดหากจ าเป็นต้องใช้เลข
และตองเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันตลอดทั้งเลม สวนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของค�าหรือขอความจะขึ้นตนดวย
้ ้




ไทยก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เช่น อาจจะใช้เลขอารบิกกับเนื้อเรื่องหรือการอ้างอิงที่เป็ภาษาอังกฤษ และใช้เลข
อักษรตัวใหญหรืออักษรตัวเล็กก็ได แตตองเป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเลมฤษ
ไทยกับส่วนที่เป็นภาษาไทย แต่ต้องระวังอย่าใช้เลขไทยกับข้อความภาษาอังก


่ ้

5. เลขก ากับหน้าและการนับหน้า แยกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ในส่วนประกอบตอนต้น ให้ใช้
4. ตัวเลขใหใชแบบเดียวกันตลอดทั้งฉบับ เชน ใชเลขอารบิกแบบเดียวโดยตลอดหากจ�าเป็นตองใชเลขไทย


้ ้


อักษร ก ข ค ... แทนเลขก ากับหน้า
ก็ตองเลือกใชใหเหมาะสม เชน อาจจะใชเลขอารบิกกับเนื้อเรื่องหรือการอางอิงที่เป็ภาษาอังกฤษ และใชเลขไทยกับ
้ ้





สวนที่เป็นภาษาไทย แตตองระวังอยาใชเลขไทยกับขอความภาษาอังกฤษ

่ ้



5. เลขก�ากับหนาและการนับหนา แยกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ในสวนประกอบตอนตน ใหใชอักษร ก ข



้ ้

ค ... แทนเลขก�ากับหนา

23

27


ตอนที่ 2 ตั้งแตเนื้อเรื่องเป็นตนไปจนถึงหนาสุดทายของเลมตองใชตัวเลขก�ากับหนาตามล�าดับ
ตอนที่ 2 ตั้งแต่เนื้อเรื่องเป็นต้นไปจนถึงหน้าสุดท้ายของเล่มต้องใช้ตัวเลขก ากับหน้าตามล าดับ



่ ้



การลงเลขหนาใหวางเลขหนาหางจากริมกระดาษขอบขวา 2.5 เซนติเมตร และริมกระดาษดานบน 2.5 เซนติเมตร



้ ่
การลงเลขหน้าให้วางเลขหน้าห่างจากริมกระดาษขอบขวา 2.5 เซนติเมตร และริมกระดาษด้านบน
หนาและหลังเลขก�ากับหนาไมตองใสเครื่องหมายใด ๆ ต�าแหนงของเลขหนาจะตองอยูตรงกันทุกหนา ยกเวนหนาแรก





่ ้





2.5 เซนติเมตร หน้าและหลังเลขก ากับหน้าไม่ต้องใส่เครื่องหมายใด ๆ ต าแหน่งของเลขหน้าจะต้องอยู่ตรงกันทุก
ของแตละบท หนาบอกตอน บรรณานุกรม และภาคผนวก ไมตองใสเลขก�ากับหนา




่ ้
หน้า ยกเว้นหน้าแรกของแต่ละบท หน้าบอกตอน บรรณานุกรม และภาคผนวก ไม่ต้องใส่เลขก ากับหน้า
6. การพิมพและการเขียนใชกระดาษเพียงหนาเดียว เมื่อเขาเลมแลวหนาที่มีขอความจะอยูทางขวามือของ




้ ่



6. การพิมพ์และการเขียนใช้กระดาษเพียงหน้าเดียว เมื่อเข้าเล่มแล้วหน้าที่มีข้อความจะอยู่ทางขวามือ
ผูอานตลอด
้ ่
ของผู้อ่านตลอด
7. การยอหนา ยอหนาแรกใหเวนระยะ 1.5 เซนติเมตรจากขอบซาย หากมียอหนา ที่ยอยลงไปอีกใหเวน





้ ้



้ ้
7. การย่อหน้า ย่อหน้าแรกให้เว้นระยะ 1.5 เซ็นติเมตร จากขอบซ้าย หากมีย่อหน้า ที่ย่อยลงไปอีก
ระยะเพิ่มออกไปอีก 0.5 เซนติเมตรไปเรื่อย ๆ และเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการพิมพ ใหด�าเนินการจัดระบบ


ให้เว้นระยะเพิ่มออกไปอีก 0.5 เซ็นติเมตร ไปเรื่อย ๆ และเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการพิมพ์ ให้
การพิมพโดยการตั้งยอหนาไวที่เครื่องพิมพกอน



์ ่

ด าเนินการจัดระบบการพิมพ์โดยการตั้งย่อหน้าไว้ที่เครื่องพิมพ์ก่อน









ตัวอย่างการปรับย่อหน้า
< 1.5 ส่วนประกอบของบทนิพนธ์ มี 3 ส่วน คือ
> ตัวอยางการปรับยอหนา ้
1. /ส่วนประกอบตอนต้น
.5


2. /ส่วนประกอบตอนกลาง คือเนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
|< 1.5 | สวนประกอบของบทนิพนธ มี 3 สวน คือ



2.1 /ส่วนที่เป็นเนื้อหา แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน
| .5 | 1. /สวนประกอบตอนตน


.5
2.1.1 /บทน า ่ ่
2. /สวนประกอบตอนกลาง คือเนื้อเรื่อง แบงออกเป็น 2 สวน คือ

.5

| .5 | 2.1 /สวนที่เป็นเนื้อหา แบงออกไดเป็น 3 สวน


2.1.2 ตัวเรื่อง ่ ้ ่
2.1.3 บทสรุป


| .5 | 2.1.1 /บทน�า
2.2 ส่วนประกอบในเนื้อหา ได้แก่
2.1.2 ตัวเรื่อง


.5 2.1.3 บทสรุป

2.2.1 อัญประภาษ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ

2.2 สวนประกอบในเนื้อหา ไดแก
2.2.1.1 อัญประภาษตรง
้ ่

.5

| .5 | 2.2.1 อัญประภาษ แบงได 2 ประเภท คือ

2.2.1.2 อัญประภาษรอง


.5

| .5 | 2.2.1.1 อัญประภาษตรง
2.2.2 การอ้างอิง...
| .5 | 2.2.1.2 อัญประภาษรอง
8. การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
8.1 เครื่องหมายมหัพภาค (.) เครื่องหมายนี้จะไม่ปรากฏในสารบัญ บัญชีตาราง บัญชีภาพประกอบ
2.2.2 การอางอิง...

และตัวเลขที่แสดงจ านวน ยกเว้นเครื่องหมายมหัพภาคที่ใช้ก ากับหมายเลขข้อ โดยปกติหลังมหัพภาคจะเว้น 2
24

8. การใชเครื่องหมายวรรคตอน ใหใชตามหลักเกณฑดังนี้
้ ้


8.1 เครื่องหมายมหัพภาค (.) เครื่องหมายนี้จะไมปรากฏในสารบัญ บัญชีตาราง บัญชีภาพประกอบ

และตัวเลขที่แสดงจ�านวน ยกเวนเครื่องหมายมหัพภาคที่ใชก�ากับหมายเลขขอ โดยปกติหลังมหัพภาคจะเวน 2 เคาะ




แลวจึงพิมพขอความตอไปยกเวนหลังเลขขอ อักษรยอ หรือค�ายอ ซึ่งจะเวน 2 เคาะ เชน p. 45 สวนหลังมหัพภาค
์ ้









ที่อยูในอักษรยอ ชุดเดียวกันไมตองเวนระยะ เชน พ.ศ. กศ.ม. Ph.D. เป็นตน


่ ้




อัญประภาษ
อัญประภาษมี 2 ชนิด คือ “อัญประภาษตรง” และ “อัญประภาษรอง” อัญประภาษตรงเป็นขอความที่คัดมา

ตรงตามตนฉบับเดิมทุกประการ สวนอัญประภาษรอง เป็นขอความที่ไดมาดวยการสรุปยอ ถอดความ หรือแปล ส�าหรับ






หลักเกณฑในการพิมพมีดังนี้


1. อัญประภาษตรงสั้นกวา 4 บรรทัดใหใสไวในเครื่องหมายอัญประกาศ “.....” ถาอัญประภาษตรงนั้นมี

้ ่ ้

อัญประภาษตรงอีกอันหนึ่งซอนอยูใหใชเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว (‘.....’) ส�าหรับขอความที่ซอนอยูนั้น
่ ้ ้




2. ในอัญประภาษตรง ถาตองการละขอความบางสวน ควรใสจุดไขปลา 3 จุด (...) แทนที่ขอความที่ละไว ้




้ ้

พรอมทั้งเวนระยะ 2 เคาะทั้งกอนและหลังจุดไขปลานั้น




3. อัญประภาษรองไมตองใชเครื่องหมายใด ๆ ประกอบ แตตองมีการอางอิงเชนเดียวกับอัญประภาษตรง

่ ้


่ ้
4. การคัดลอกบทรอยกรองที่ยาวมากกวา 2 บรรทัด ใหพิมพไวกลางหนากระดาษโดยไมตองใสเครื่องหมาย



์ ้
่ ้


อัญประกาศ และพิมพรายการอางอิงไวใตบทรอยกรองนั้น โดยเวนหางจากบรรทัดสุดทายของบทรอยกรอง 2 บรรทัด




้ ่
้ ้

พิมพ และใหพิมพรายการอางอิงตัวสุดทายชิดขอบขวา ถาไมมีชื่อผูประพันธ ใหบอกชื่อวรรณคดีเรื่องนั้น ถาไมปรากฏ












ชื่อผูประพันธ ใหใชค�าวา “ไมปรากฏชื่อ” หรือใชค�าวา “Anon” ดังตัวอยาง

้ ้






เมื่อนั้น พระนารอทผู้มีอัชฌาสัย
เสร็จการอัจนาบูชาไฟ ก็ลาสองภูวไนยธิบดี
พระองค์จงอยู่เกษมสุข อย่ามีทุกข์แผ้วพาน
บทศรีว่าแล้วพาพวกโยคี กลับไปยังที่หิมวันต์
ฯ ๔ ค�า ฯ เชิด
(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก. 2515 : 309)

แสนสนุกเอี่ยมเทียมอินทร์ มาตยาพลพฤนท์
สะพรั่งสะพร้อมเนืองนันต์
(กฤษณาสอนนองค�าฉันท. 2532 : 309)


25

5. ถาอัญประภาษตรงมีความยาวมากกวา 4 บรรทัดขึ้นไปควรจัดแยกไวตางหากโดยเวนบรรทัดจากขอความ



้ ่

ขางบนและขางลาง 2 ระยะบรรทัดพิมพ บรรทัดแรกให ยอหนาเขามา 1.5 เซนติเมตรสวนบรรทัดอื่น ๆ ทุกบรรทัด
้ ่





้ ้
ยอหนาเขามา 0.5 เซนติเมตร จาก ขอบซายและหางจากขอบขวา 0.5 เซนติเมตร

้ ้


ดังตัวอยาง

ศาสตราจารยนายแพทยประเวศ วะสี (2535 : 56) กลาวไวในขอความตอนหนึ่งวาเมื่อคนเราอยูในที่มืด







หรืออยูในสภาพการณของความไมรูจะรูสึกอึดอัด ความบีบคั้นหรือปิดกั้นทางปัญญา หากไมเปิดโอกาสใหมีการเรียน
่ ้





รูเพื่อทะลุไปสูปัญญา จะท�าใหคนเราไมมี ความเป็นอิสระ เมื่อขาดอิสระคุณภาพชีวิตก็จะไมเกิดขึ้นในทุกสังคมขอสรุป






ของการแกปัญหาในสังคมไทยวันนี้ จึงอยูที่การจะมีคุณภาพชีวิต จะตองมีอิสรภาพ สันติ ศีลธรรมและปัญญาเสียกอน




จึงจะสามารถจัดการใหสังคมด�าเนินไปไดอยางเกื้อกูล มีอิสระและความสุขกันถวนหนา ...


้ ่

6. รายงานที่ใชการอางอิงแบบ เชิงอรรถ และการอางอิงอยูทายบทใหใชหมายเลขก�ากับอัญประภาษเพื่อ
้ ้
่ ้



อางอิง ส�าหรับอัญประภาษตรงใหพิมพหมายเลขไวตอจากเครื่องหมายอัญประกาศปิด สวนอัญประภาษรองใหพิมพ ์

้ ่




หมายเลขก�ากับไวทายขอความ เลขดังกลาวนี้พิมพโดยใหยกขึ้นเหนือพยัญชนะครึ่งบรรทัดพิมพ และตองตรงกับ






้ ้
หมายเลขในการอางอิง

ดังตัวอยาง

“ปรัชญาการศึกษาเป็นสิ่งที่ก�าหนดแนวทางปฏิบัติ และน�าไปสูกระบวนการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล

1
ในที่สุด” ซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลตอการด�าเนินพฤติกรรมการจัด การเรียนการสอนของครูก็ไดแก ความคิดความเชื่อของครู

้ ่
ในดานปรัชญาการศึกษาที่ตนเอง ยึดถืออยู 2 แนวคิดดังกลาวนี้



2
สุมิตร คุณากร ก็เคยกลาวไวในท�านองเดียวกันวา “ปรัชญาการศึกษาเป็นปฏิธานในการจัดการศึกษา



ซึ่งเป็นตัวก�าหนดแนวปฏิบัติของผูพัฒนาหลักสูตรในระดับ ตาง ๆ ไปจนถึงการก�าหนดพฤติกรรมดานการสอนของครู



อาจารยในโรงเรียน”

1 แกวตา คณะวรรณ. (2524). หลักการของหลักสูตร. หนา 43.


2 สุมิตร คุณากร. (2520). การพัฒนาหลักสูตร. หนา 42.

7. การใชเลขก�ากับอัญประภาษ ใหใชหมายเลขก�ากับจากหมายเลข 1 2 3… ตอเนื่องกันไปจนจบหนา


้ ้

และขึ้นหนาใหมใหใชหมายเลข 1 ก�ากับใหมตอเนื่องกันไปจนจบหนา

่ ้ ้

่ ่
26

การอางอิง

การอางอิงเป็นการบอกที่มาของอัญประภาษ ใหใชแบบใดแบบหนึ่งใน 3 แบบดังนี้

้ ้
1. การอางอิงอยูตอนลางของหนา ซึ่งเรียกวา เชิงอรรถ





2. การอางอิงแทรกในเนื้อหา

3. การอางอิงอยูทายบทเรียงตามล�าดับการอางอิง

่ ้

เชิงอรรถ
1. เชิงอรรถจะอยูตอนลางของเนื้อเรื่องในแตละหนา โดยมีเสนกั้นระหวางเนื้อเรื่องกับเชิงอรรถ






2. เสนดังกลาว ขีดเสนทึบกลางบรรทัดจากขอบซายมาประมาณครึ่งหนาและหางจากบรรทัดสุดทายของ







เนื้อเรื่อง 1 ชวงบรรทัดพิมพ ตัวเชิงอรรถจะหางจากเสนนี้ 1 ชวงบรรทัดพิมพ ์





3. บรรทัดแรกของเชิงอรรถแตละรายการจะยอหนาโดยเวนระยะ 1.5 เซนติเมตร หากพิมพรายละเอียดไม ่





หมดในบรรทัดเดียว บรรทัดตอไปใหพิมพชิดขอบซาย




4. ตัวเลขก�ากับเชิงอรรถใหยกสูงขึ้นเหนือพยัญชนะ โดยพิมพกอนอักษรตัวแรกของเชิงอรรถ
์ ่

5. เชิงอรรถภาษาอังกฤษที่มากกวา 1 บรรทัดใหพิมพเวนระยะบรรทัดหางกัน 1 ชวงบรรทัดพิมพเดียว



์ ้


6. เชิงอรรถแตละรายการตองพิมพใหหางกัน 1 ชวงบรรทัดพิมพ ์

์ ้ ่


7. การใชเลขก�ากับเชิงอรรถ ใหใชหมายเลขก�ากับจากหมายเลข 1 ตอเนื่องกันไปจนจบหนา เมื่อขึ้นหนา ้

้ ้


ใหมใหใชหมายเลข 1 ก�ากับใหมตอเนื่องกันไปจนจบหนา ้
่ ้ ้
่ ่
8. เชิงอรรถและค�าชี้แจงในเชิงอรรถตองอยูในหนาเดียวกันกับอัญประภาษ และขอความในเนื้อเรื่อง




ที่เชิงอรรถและค�าชี้แจงกลาวถึง

9. วัสดุทุกชิ้นที่กลาวไวในเชิงอรรถตองปรากฏในบรรณานุกรมทายเลม





10. การเขียนเชิงอรรถประกอบดวย ชื่อผูแตง ชื่อหนังสือ ปีที่พิมพและหนาที่อางอิง โดยวางรูปแบบดังนี้

้ ่



(เครื่องหมาย // หมายถึงเวนระยะ 2 เคาะ

1 ชื่อ/นามสกุล.//(ปีที่พิมพ ). ชื่อหนังสือ.//เลขหนาที่อางอิง.



11. สวนของผูแตงมีขอพิจารณาดังนี้
้ ่


11.1 ลงชื่อผูแตงทั้งหมดไมเกิน 3 คน หากมีผูแตงมากกวา 3 คน ใหลงชื่อผูแตงคนแรกที่ปรากฏใน


้ ่

้ ่
้ ่
เอกสารนั้น ๆ แลวตามดวยค�าวา “และคนอื่น ๆ” ส�าหรับภาษาอังกฤษใหใช “and others”


้ ้

11.2 การลงชื่อผูแตงใหลงชื่อ นามสกุล ตามล�าดับ หากผูแตงมีบรรดาศักดิ์ ยศหรือฐานันดรศักดิ์
้ ่
้ ่

ใหลงน�าหนาชื่อผูแตง และถาผูแตงเป็นหนวยงานก็ใหลงชื่อหนวยงานนั้นเป็นผูแตง โดยลงฐานะหนวยงานน�าหนา
้ ้ ่




้ ่

้ ่


ชื่อหนวยงาน


27

12. ชื่อหนังสือตองพิมพตัวเขม (เขียนขีดเสนใต) ้




13. ปีที่พิมพ ใหลงตัวเลขปีพิมพตามตัวอยาง หากไมปรากฏปีพิมพใหใชอักษรยอ “ม.ป.ป.” ส�าหรับภาษา

์ ้ ้
์ ้



ไทย และใช “n.d.” ส�าหรับภาษาอังกฤษ

14. สวนของเลขหนาใหลงค�าวา “หนา” หรือ “p.” แลวแตกรณีแลวจึงลงเลขหนา หากไมปรากฏเลขหนา











ใหลงวา “ไมมีเลขหนา” หรือ unpaged




ตัวอยางเชิงอรรถแบบตาง ๆ


ผูแตงคนเดียว
้ ่
1 หลวงวิจิตรวาทการ. (2529). มันสมอง. หนา 78 - 80.

2 กีรติ บุญเจือ. (2528). ตรรกวิทยาทั่วไป. หนา 22.

3 Abraham H. Maslow. (1987). Motivation and Personality. p.119.
4 Nishi Tishio. (1982). Unconditional Democracy : Education and Politics in Occupied
Japan, 1945 - 1952. p.214.
ผูแตง 2 คน
้ ่
1 ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. หนา 55.


2 สายหยุด เกิดผล และสมชัย รักวิจิตร. (2518). อนาคตของไทย. หนา 45.

3 สุรินทร พิศสุวรรณ และชัยวัฒน สถาอานนท. (2527). สี่จังหวัดภาคใตกับปัญหาสิทธิมนุษยชน.




หนา 30.

4 Harold W. Bernard and Daniel W. Fullmer. (1989). Principles of Guidance. p. 5 - 7.
5 Stephan F. Mayer and Karen Sutton. (1996). Personality an Integrative Approach. p. 57.
6 Steel, R.G.D. and J.H. Torrie. (1980). Principles and Procedures of Statistics :
A Biometrical Approach. p.110.
ผูแตง 3 คน
้ ่
1 ปรีดี โชติชวง, โกวิทย พวงงาม และพิชัย หวัดสูงเนิน. (2536). การพัฒนาชุมชนและการบริหาร


งานพัฒนาชุมชน. หนา 15.

2 สุวิทย ธีรศาสวัต,ชอบ ดีสวนโคก และสุเมธ แกนมณี. (2528). รายงานการวิจัยเรื่อง


ประวัติศาสตรเศรษฐกิจลุมแมน�าชี ตั้งแต พ.ศ. 2475-2528. หนา 281 - 288.





3 Irma H. Gross, Elizabeth W. Crandall and Marjorie M. Knoll. (1973). Management for
Modern Families. p.12 - 17.
28

ผูแตงมากกวา 3 คน
้ ่

1 ฉลาดชาย รมิตานนท และคนอื่น ๆ. (2526). ประเพณีการทรงผีเจานายและบทบาททางสังคม :


กรณีศึกษาในจังหวัดเชียงใหม. หนา 23 - 24.


2 สัมพันธ เตชะอธิก และคนอื่น ๆ. (2541). อบต.ในอุดมคติ. หนา 37.


3 Edward S. Bradley and others. (1961). The Amercian Tradtion in Literature. p. 72.
4 Jeffrey Stanton and others. (1984). The Book of Apple Software 1985. p. 431.

ผูแตงใชนามแฝง
้ ่

ในกรณีที่ไมทราบชื่อจริงใหเขียน ดังนี้


1 จันทรขาว (นามแฝง). (2526). ของดีจากพืชสมุนไพรวานยา. หนา 112.



ในกรณีที่ทราบชื่อจริงใหเขียน ดังนี้

1 พระยาอนุมานราชธน. (2515). วัฒนธรรม. โดย เสฐียรโกเศศ (นามแฝง). หนา 70.

2 Samuel Langhorne Clements. (1965). Tom Sawyer Abroad and Tom Sawyer Detective.
by Mark Twain (Pseud). p.18

ไมปรากฏชื่อผูแตง
้ ่

1 ครรภมารดา. ( 2529). หนา 30, 49, 88.


หนังสือแปล

1 ธีโอดอร เจ. วอลเดค. (2525). ตามลา. แปลโดย ลมุล รัตตากร. หนา 3 - 7.



2 Nikolai Nosov. (1983). Dunno's Adventures : How Dunno Became an Artist. translated
by Margaret Wettlin. p. 5 - 7.

สิ่งพิมพที่จัดท�าในนามของหนวยงานตาง ๆ



1. ใหลงชื่อหนวยงานนั้นในรายการผูแตง


้ ่
2. ถาสิ่งพิมพนั้นออกในนามกระทรวง ใหลงชื่อกระทรวงเป็นผูแตง



้ ่
3. ถาเป็นสิ่งพิมพที่ออกในนามหนวยงานระดับกรม หรือหนวยงานยอยกวากรม และมีเนื้อหาเกี่ยวของ







กับกรมนั้น ๆ แมจะมีชื่อกระทรวง ก็ใหใชชื่อกรมเป็นผูแตง สวนหนวยงานยอยกวากรม (ถามี) ไมตองลงในรายการ
่ ้





้ ่
้ ้

ผูแตง แตใหลงไวในสวนของผูจัดพิมพในบรรณานุกรม ดังตัวอยาง

่ ้



้ ่


1 กรมสงเสริมการเกษตร. (2529). การปลูกขาวฟาง. หนา 17.




2 กระทรวงคมนาคม. (2525). ผลงานประจ�าปี 2524. หนา 4 - 6.

3 ธนาคารกรุงเทพ. (2531). อุตสาหกรรมประมงไทย. หนา 11.

29

เอกสารที่ไมเป็นเลม


เอกสารที่ไมเป็นเลม เชน จดหมายเหตุ ค�าสั่ง ประกาศ เอกสารประกอบการสอนแผนปลิว ใหลงชื่อหนวย






งานที่เป็นผูผลิตหรือรับผิดชอบ ตามเกณฑการลงชื่อหนวยงานที่กลาวมาแลวตามดวยเลขที่ของเอกสาร (ถามี)







ตามดวยชื่อของเอกสาร วันเดือนปี ถาปีที่ระบุไวไมใชพุทธศักราช ใหลงตัวยอของศักราชนั้นไวดวย เชน ค.ศ., ร.ศ.,
้ ้




้ ่ ่

จ.ศ. ถาไมมีชื่อหนวยงานใหลงชื่อเอกสารเป็นรายการแรก ดังตัวอยาง





จดหมายเหตุ
1 กรมศิลปากร. เลขที่ 3 / 198. ลายพระหัตถกรมหลวงด�ารงราชานุภาพกราบทูลกรมหลวงเทวะวงษวโร


ปการ. ส�าเนาที่ 608 / 8177 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2445.
2 หอสมุดแหงชาติ. เลขที่ 12. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3. จ.ศ.1206.

ค�าสั่ง
1 กระทรวงศึกษาธิการ. ค�าสั่งที่ ศธ. 030303 / 1462. เรื่องเปิดสอนวิชาบรรณารักษศาสตรเป็นวิชาเอก

ในระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง. ลงวันที่ 9 กันยายน 2515.
เอกสารประกอบการสอน
1 ศุภร ศรีแสน. (ม.ป.ป.). การพัฒนาคุณภาพชีวิต. หนา 1.

2 รัถพร ซังธาดา. (ม.ป.ป.). ปรัชญาเบื้องตน. หนา 3.


หนังสือรวมบทความ
หนังสือรวมบทความ ไดแก หนังสือที่รวมบทความหลายเรื่องไวในเลมเดียวกันอาจเขียนโดยผูเขียนคน



้ ่
เดียวกันหรือหลายคน โดยปกติจะมีชื่อผูเขียนก�ากับไวที่สารบัญหรือที่บทความนั้นตัวอยางเชน หนังสือรวมบทความ




หนังสือรวมบทคัดยอวิทยานิพนธ สารานุกรม หนังสืองานศพ เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เป็นตน ใหวางรูป




แบบดังนี้
ชื่อผูเขียน.// (ปีที่พิมพ).//“ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อหนังสือ.// หนา.



1 สุนันทา ชลิตตาภรณ. (2530). “พัฒนาการความเขาใจการแปรสภาพของวัตถุของเด็กอายุ


3 - 5 ปี,” ใน รวมบทคัดยอวิทยานิพนธ ปีการศึกษา 2528. หนา 66.



2 สังคม ศรีราช. (2526). “ปลุกผี,” ใน สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน. เลม 18. หนา 11457


- 11458.
3 Fred J.Tickner. (1981). “Apprenticeship and Employee Training,” in The New Encyclopaedia
Britannica, Macropaedia. Vol.1. p.1120.
30

บทความจากวารสาร



บทความจากวารสาร ใหใชรูปแบบตอไปนี้
้ ้

ชื่อผูเขียนบทความ.// (ปี, วันที่/เดือน). // “ชื่อบทความ,”/ชื่อวารสาร.//ปีที่หรือเลมที่ (ฉบับที่) /:/หนาที่



ปรากฏบทความ.
ถาไมมีปีที่หรือเลมที่ใหลงเฉพาะฉบับที่ โดยไมตองใชวงเล็บ




่ ้

ถาไมมีฉบับที่ ใหลงวันที่ ดังตัวอยาง




1 ปรีชา ดีสวัสดิ์. (2531, มกราคม-มีนาคม). “หมูบานเป็นโครงสรางพื้นฐานของความมั่นคง
่ ้

แหงชาติ,” รัฎฐาภิรักษ. 30(1) : 55-82.


2 ถานันดร สุวรรณรัตน. (2530, 15 พฤศจิกายน). “เกม,” สารพัฒนาหลักสูตร. 68 : 40 - 42 .

3 วาณิช จรุงกิจอนันต. (2531, พฤษภาคม). “สุขาอยูหนใด,” มติชนสุดสัปดาห. 8(402) : 17.



4 Norman Horrocks. (1987, November). “Culture Shock at Brighton,” Library Journal.
112(19) : 48 - 52.
หนังสือพิมพ ์
หนังสือพิมพ ใหใชรูปแบบดังนี้

้ ้
1. บทความ มีรูปแบบดังนี้
ชื่อผูเขียนบทความ. // (ปี, วันที่/เดือน). “ชื่อบทความ,”/ชื่อหนังสือพิมพ.// หนาที่ตีพิมพบทความ.




1 ฉลอง พินิจสุวรรณ. (2531, 17 มิถุนายน). “ขาราชการครูกับการเมืองจะเป็นตอไมหรือ,” สยามรัฐ.


หนา 9.

2 Ann Danaiya Usher. (1988, June 17). “Painful Images,” The Nation. p.33.
2. คอลัมน มีรูปแบบดังนี้

ชื่อผูเขียน.// (ปี,วันที่ เดือน).//“ชื่อคอลัมน/:/ชื่อเรื่องในคอลัมน,”/ชื่อหนังสือพิมพ.//หนา.





ดังตัวอยาง

1 Beverly Hills. (1987, March 19). “Outlook People : First to Take Thai Silk Fashion to
France,” Bangkok Post. p. 31.
2 สุชา จุลเพชร. ( 2531,17 มิถุนายน) “บทวิเคราะห : สนามนครศรีฯ กับแผนก�าจัดตอเนื่อง,” สยามรัฐ.


หนา 3.





31

3. ขาว มีรูปแบบดังนี้

“หัวขาว,”/ชื่อหนังสือพิมพ.//วันที่/เดือน/ปี.//หนา.



ดังตัวอยาง

1 “คิงกับควีน ที่สุดของปุยเผยขามทวีป,” มติชน. 17 มิถุนายน 2531. หนา 1,15.



2 “Siddhi, Thach Map out Options,” Bangkok Post. June 17, 1988. p. 1,3.
การอางวัสดุสารสนเทศซ�า



ถาในบทหนึ่ง ๆ จ�าเป็นตองอางวัสดุสารสนเทศซ�ามากกวา 1 ครั้งใหใชค�ายอในการอาง ซึ่งมี 3 แบบ ดังนี้





้ ้

1. ภาษาไทยใช แหลงเดิม ภาษาอังกฤษใชค�าวา Ibid. ใชในกรณีไมมีเชิงอรรถ ที่กลาวถึงวัสดุสารสนเทศ







อื่นมาคั่น
2. ภาษาไทยใช เลมเดิม ภาษาอังกฤษใชค�าวา op. cit. ใชในกรณีที่อางอิงวัสดุสารสนเทศเลมเดิมแตเลข



้ ่



หนาที่อางตางกัน และมีเชิงอรรถที่กลาวถึงวัสดุสารสนเทศอื่นมาคั่น




3. ภาษาไทยใช หนาเดิม ภาษาอังกฤษใชค�าวา loc. cit. ใชในกรณีที่อางอิงวัสดุสารสนเทศเลมเดิม หนาเดิม








แตมีเชิงอรรถที่กลาวถึงวัสดุสารสนเทศอื่นมาคั่น


ดังตัวอยาง

1 กีรติ บุญเจือ. (2528). ตรรกวิทยาทั่วไป. หนา 21.

2 หลวงวิจิตรวาทการ. (2529). มันสมอง. หนา 78 - 80.

3 แหลงเดิม. หนา 80.


4 กีรติ บุญเจือ. (2528). เลมเดิม. หนา 25.


5 แหลงเดิม.

6 หลวงวิจิตรวาทการ. (2529). หนาเดิม.

7 John Rex. (1980). Key Problems of Sociological Theory. p. 1.
8 Ibid.
9 ฉวีลักษณ บุณยะกาญจน. (2525). จิตวิทยาการอาน. หนา 15.



10 John Rex. (1980). op. cit. p. 85 - 86.
11 Ibid. p.99.
12 ทรงพันธ วรรณมาศ. (2524). การอานตีความ. หนา 30.



13 John Rex. (1980). loc. cit.
32

การอางอิงแทรกในเนื้อหา



การอางอิงแทรกในเนื้อหา เป็นวิธีที่งายและสะดวกมากกวาวิธีอื่น ๆ แตก็มีขอเสียตรงที่ หากจ�าเป็นตองมี






การอางบอย ๆ จะท�าใหการอานเนื้อเรื่องไมตอเนื่องกัน เพราะจะมีการอางอิง มาแทรกขัดจังหวะอยูเป็นระยะ ๆ การ



่ ่



อางอิงแทรกในเนื้อหามีลักษณะดังนี้

1. การอางอิงวิธีนี้ใชการระบุชื่อผูแตง ปีที่พิมพ และเลขหนาของวัสดุอางอิงไวใน วงเล็บแทรกไวในเนื้อหา



้ ่




ในต�าแหนงที่เหมาะสม คือ อางอิงไวทายขอความหรืออางอิงไวหลังชื่อผูแตง


้ ้


้ ่

ดังตัวอยาง

... กรมวิชาการ ไดใหความหมายของหลักสูตรไววา หมายถึง “ขอก�าหนดแผนการเรียนการสอน อันเป็น

้ ้
้ ่
สวนรวมของประเทศเพื่อน�าไปสูความมุงหมายตามแผนการศึกษาชาติ” (กรมวิชาการ. 2522 : 4)



... กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2525 : 4) ไดใหความหมายไววา ...
้ ่
้ ้
2. หลักการของวิธีนี้คือ การอางอิงโดยลงรายการส�าคัญ 3 สวนคือ ชื่อผูแตง ปีที่พิมพ เลขหนาที่อางอิง
้ ่





ซึ่งมีรูปแบบดังนี้
.../(ชื่อผูแตง.//ปีที่พิมพ/:/เลขหนาที่อางอิง)/...


้ ่

ถาผูแตงคนเดียวกัน มีวัสดุอางอิงที่พิมพปีเดียวกันหลายชิ้น ใหใชหลักเกณฑเชนเดียวกับบรรณานุกรม


้ ้
์ ่
้ ้ ่
ดังตัวอยาง

… (ไพฑูรย สุขศรีงาม. 2527 ก : 11 - 19)

… (ไพฑูรย สุขศรีงาม. 2527 ข : 22 - 26)

3. การลงชื่อผูแตง ถาเป็นคนไทยใหใชหลักเกณฑเชนเดียวกับการเขียนเชิงอรรถ สวนชาวตางประเทศ

์ ่
้ ่ ้
้ ้

ใหลงเฉพาะนามสกุลเทานั้น ดังตัวอยาง



... (ชูศรี วงศ์รัตนะ. 2525 : 42)
... (Kidd. 1987 : 15 - 16) ...
4. ในกรณีเป็นชาวตางประเทศ ที่มีชื่อสกุลเหมือนกัน และปีที่พิมพเดียวกันใหพิมพ ตัวอักษร A, B




ในวงเล็บหลังปี ดังตัวอยาง

… (McCarthy. 1990 A : 27)
… (McCarthy. 1990 B : 115)
5. การอางอิงที่ไมปรากฏชื่อผูแตง ใหลงชื่อเรื่องแทนชื่อผูแตง ดังตัวอยาง


้ ่

้ ่

... (สหรัฐอเมริกากับเวียดนาม. 2530 : 3)
6. ถาไมปรากฏปีที่พิมพใหใชอักษรยอ “ม.ป.ป.” หรือ “n.d.” และถาไมปรากฏเลขหนาใหใช “ไมมีเลขหนา”


์ ้ ้





้ ้

หรือ “unpaged”
33

7. ในกรณีปีที่พิมพตอเนื่องกันใหลงเลขปีพิมพตามที่ปรากฏในเอกสาร


์ ่
8. เนื้อหาที่ไดกลาวถึงชื่อผูแตงไวและตองการอางอิงหลังชื่อนั้น ไมตองลงชื่อผูแตงซ�าอีก แตใหลงปีพิมพ ์


่ ้
้ ่ ้
่ ้
้ ่
้ ่
และเลขหนาที่อางอิงไวในวงเล็บตอจากชื่อผูแตง ดังตัวอยาง
้ ่





นวนิตย อินทรามะ. (2512 : 17 - 18) ใหความเห็นวา ...



ฮิลตัน (Hilton. 1979 : 200 - 201) ไดกลาวถึงการด�าเนินงานโรงเรียนในชนบทวา ...
้ ่

9. การอางอิงชื่อผูแตง กรณีการอางอิงชื่อผูแตงชาวตางประเทศ จะถายตัวอักษรหรือไมก็ได แตทั้งนี้ตอง
้ ่




้ ่




ใหเป็นรูปแบบเดียวกันตลอดเลม ดังตัวอยาง



ฮาลปิน (Halpin. 1966 : 27 - 28) ไดใหความเห็นไววา ...
้ ้
้ ่
Halpin (1966 : 27 - 28) ไดใหความเห็นไววา ...
้ ่
้ ้
10. ในกรณีที่ผูเขียนตองการจะกลาวถึงหนังสือหรือวัสดุอางอิงทั้งเลมหรือทั้งชิ้นซึ่งไมไดน�าเนื้อหามาจาก



่ ้


หนาใดหนาหนึ่ง การอางอิงใหระบุเพียงชื่อผูแตง และปีที่พิมพ ถาเป็นกรณี อางอิงหลังชื่อผูแตงเชนเดียวกับขอ 6 ให ้


์ ้




้ ่
้ ่ ่
ระบุเฉพาะปีที่พิมพเทานั้น ดังตัวอยาง

์ ่
พรชัย ศรีสารคาม (ม.ป.ป.) ไดรวบรวมผญาไวเป็นจ�านวนมาก พรอมทั้งจัดหมวดหมูผญา และจัดเรียง




ผญาตามล�าดับตัวอักษร ... สวนในหนังสือภาษิตชาวบานคติชาวบานอันดับ 1 ไดรวบรวมภาษิตไวถึง 659 ภาษิต





พรอมทั้งไดอธิบายความหมายเป็นภาษาไทยกลาง (ภิญโญ จิตตธรรม. 2520)



11. ถาจ�าเป็นตองอางวัสดุหลายชิ้นในคราวเดียวกัน ใหลงรายละเอียดทั้งหมดไวภายในวงเล็บเดียวกัน





โดยใชเครื่องหมาย ; คั่นระหวางวัสดุอางอิงแตละชิ้น และเวนระยะ 2 เคาะกอนและหลังเครื่องหมายดังกลาว ดังตัวอยาง








... ครูไมไดสอนตามแนวการสอนของ สสวท. อยางสมบูรณ (ทัศนีย ผงผาน. 2525 : 57; ศุภชัย


่ ้


จรัสสุริยา. 2529 : 59)
12. การอางอิงโสตทัศนวัสดุ ใหลงรายละเอียดโดยเพิ่มขอความแจงชนิดของวัสดุ ตอจากชื่อผูแตง




้ ่

แลวตามดวยมหัพภาค (.) ดังตัวอยาง



... (นันทิดา แกวบัวสาย. 2529 : แถบบันทึกเสียง)

13. ในกรณีที่ไมอาจหาแหลงเดิมของขอความที่จะอางได ก็ใหอางแหลงรอง (เลมที่ ไดอานดวยตัวเอง)


้ ่






้ ้
ในกรณีนี้อางแหลงรองกอนแลวตามดวยแหลงเดิม โดยมีค�าวา “อางอิงมาจาก”หรือ “citing” คั่นระหวางแหลงทั้งสอง










กอนหนาค�าวา “อางอิงมาจาก” ใหใสเครื่องหมาย ; ไวดวย ดังตัวอยาง

้ ้

้ ่



... (สวรรค สุวรรณโชติ. 2519 : 40 ; อางอิงมาจาก กรมโฆษณาการ. 2484 : 81)


... (Kotler. 1987 : 58 ; citing Stanton and Futrell. 1986 : 100)
34

ภาพประกอบ



1. ภาพประกอบ คือภาพที่ใชประกอบการอธิบายเนื้อเรื่อง มีหลายประเภท เชน ภาพถาย ภาพเขียน ภาพ



ลายเสน ภาพพิมพ แผนที่ แผนผัง แผนภูมิ ไดอะแกรม และกราฟ ฯลฯ


2. หลักเกณฑตาง ๆ เกี่ยวกับตารางสามารถน�ามาใชกับภาพประกอบไดเกือบทุกขอ ยกเวนการพิมพชื่อ




์ ่

ภาพประกอบกับการขีดเสนเทานั้น


3. ชื่อภาพประกอบใหวางไวใตภาพ โดยมีค�า “ภาพประกอบ” ตามดวยหมายเลขล�าดับ แลวจึงเป็นชื่อภาพ



้ ้
4. ระหวางชื่อภาพประกอบกับตัวภาพใหเวนหางกัน 2 ชวงบรรทัดพิมพ หากชื่ภาพประกอบยาวเกิน


้ ้ ่

1 บรรทัดใหขึ้นบรรทัดใหม และพิมพตรงกับอักษรตัวแรกของชื่อภาพประกอบ



5. เลขล�าดับของภาพประกอบใหใชหลักการเดียวกับเลขตาราง แตใหใชตัวเลขคนละชุด
่ ้ ้
้ ้
หนาบอกตอน

1. หนาบอกตอนเป็นหนาที่มีเพียงหัวขอเรื่องอยูกลางหนากระดาษ เชน หนาบอกตอนของบรรณานุกรม







จะมีค�าวา “บรรณานุกรม” ปรากฏอยูในหนาบอกตอน หนาบอกตอนนี้จะอยูกอนสวนตาง ๆ ที่เป็นสวนประกอบตอน







่ ่
ทาย ในกรณีที่ภาคผนวกมีหลายเรื่อง และใหแบงภาคผนวกออกเป็น ภาคผนวก ก ข ค ... หนาบอกตอนก็จะมีตาม

้ ่

ไปดวย ภาคผนวกแตละตอนตองมีหนาบอกตอนก�ากับพรอมกับระบุเรื่องของภาคผนวกนั้น ๆ ไวดวย

้ ้




การเขียนและการพิมพบรรณานุกรม

บรรณานุกรม คือบัญชีรายการหนังสือและวัสดุสารนิเทศทุกประเภทที่น�ามาใชประกอบการเขียนรายงาน

การศึกษาคนควาอิสระ โดยจัดเรียงตามล�าดับ ตัวอักษรของค�าแรกที่ปรากฏในบรรณานุกรมแตละรายการ ผูเขียน




รายงานจะตองระวังไมอางชื่อวัสดุสารนิเทศที่มีเนื้อหาไกลจากเนื้อเรื่องหรือหัวขอที่เขียน
่ ้


การเขียนและการพิมพบรรณานุกรมมี รูปแบบดังนี้

1. กอนถึงบรรณานุกรม ตองมีหนาบอกตอนที่มีขอความวา “บรรณานุกรม” อยูกึ่งกลางของหนา







กระดาษ หากเป็นรายงานภาษาอังกฤษใหใชค�าวา “BIBLIOGRAPHY” ซึ่งพิมพดวยตัวอักษรตัวพิมพใหญ ่
์ ้

้ ้

2. ในหนาแรกของบรรณานุกรม ใหใชค�าวา “บรรณานุกรม” โดยวางไวกลางหนากระดาษตอนบน



้ ้

หากเป็นบทนิพนธภาษาอังกฤษใหใชค�าวา “BIBLIOGRAPHY”
้ ้


3. บทนิพนธภาษาไทยใหใชหัวเรื่องบรรณานุกรมเป็นภาษาไทย และจัดเรียงบรรณานุกรมที่เป็น

้ ้
ภาษาไทยไวกอนบรรณานุกรมที่เป็นภาษาตางประเทศ แตถาเป็นบทนิพนธภาษาตางประเทศใหใชหัวเรื่องบรรณานุกรม

้ ่
่ ้

้ ้

เป็นภาษาตางประเทศและจัดเรียงบรรณานุกรมที่เป็นภาษาตางประเทศไวกอนบรรณานุกรมที่เป็นภาษาไทย

้ ่

35

4. ไมตองใชเลขล�าดับรายการบรรณานุกรม แตใหจัดเรียงบรรณานุกรมตามล�าดับตัวอักษรของค�า

่ ้
่ ้
แรกที่ปรากฏในบรรณานุกรมแตละรายการตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน หากตัวอักษรของค�าแรกเหมือน

กันใหจัดเรียงตามล�าดับตัวอักษรของค�าที่อยูถัดไปเรื่อย ๆ จนสามารถตัดสินไดวาจะเรียงบรรณานุกรมรายการใด

้ ่

ไวกอน หลักเกณฑการจัดเรียงตัวอักษรนั้นใชหลักเกณฑเดียวกันกับหลักเกณฑการจัดเรียงค�าในพจนานุกรมฉบับ


้ ่


ราชบัณฑิตยสถาน หรือหลักการเรียง ล�าดับอักษรในภาษานั้น ๆ
5. ขอความแรกของแตละบรรณานุกรม ใหลงชิดขอบซายของกระดาษ หากบรรณานุกรมแตละรายการ





มีความยาวมาก พิมพไมพอในหนึ่งบรรทัด ใหพิมพตอในบรรทัดถัดไปโดยยอหนาเขามา 1.5 เซนติเมตร ทุกบรรทัด
์ ่
์ ่

้ ้

จนจบบรรณานุกรมของวัสดุสารนิเทศ แตละรายการ

การเขียนและการพิมพบรรณานุกรมของหนังสือ

ในการเขียนบรรณานุกรมหนังสือ รายการแรกที่ตองลงคือชื่อผูแตงซึ่งลงตามหลักเกณฑการลงชื่อ


้ ่
ผูแตงในการเขียนและการพิมพบรรณานุกรม เมื่อจบชื่อผูแตงใหลงเครื่องหมายมหัพภาคติดกับตัวอักษรตัวสุดทาย

้ ่

้ ่

ของสวนชื่อผูแตง แลวเวนระยะ 2 เคาะ แลวลงปีที่พิมพใสในเครื่องหมายวงเล็บใสเครื่องหมายมหัพภาคแลวเวนระยะ
์ ่


้ ้
้ ่

้ ้
2 เคาะ ลงชื่อเรื่องพรอมทั้งขีดเสนใตชื่อเรื่องถาพิมพตัวเขม ใสเครื่องหมายมหัพภาคติดกับตัวอักษรตัวสุดทายของชื่อ








เรื่องเวนระยะ 2 เคาะ ลงครั้งที่พิมพตั้งแตพิมพครั้งที่ 2 เป็นตนไป เชน พิมพครั้งที่ 2 ถาเป็นภาษาอังกฤษใช 2 ed.
nd









เมื่อจบสวนครั้งที่พิมพใหลงมหัพภาค เวนระยะ 2 เคาะ ลงสถานที่พิมพ คือชื่อเมือง ชื่อรัฐ หรือชื่อจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้ง
์ ้



ส�านักพิมพ ไมเวนระยะลงเครื่องหมายทวิภาค (:) เวนระยะ 1 เคาะ ลงส�านักพิมพหรือหนวยงานที่ท�าหนาที่เสมือน



่ ้


ส�านักพิมพหรือผูจัดจ�าหนาย ถาไมมีหนวยงานดังกลาวก็ใหลงโรงพิมพ ในการลงชื่อส�านักพิมพใหลงเฉพาะชื่อของ


์ ้







ส�านักพิมพไมตองลงค�าวา ส�านักพิมพ ยกเวนหากไมลงค�าวาส�านักพิมพแลวจะท�าใหเกิดความสับสนก็ใหลงค�าวา




์ ้

์ ่ ้



ส�านักพิมพดวย เชนส�านักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร หากไมลงค�าวาส�านักพิมพ ก็จะท�าใหเขาใจวา มหาวิทยาลัย





์ ้


้ ้
ธรรมศาสตร เป็นผูจัดพิมพและจัดจ�าหนาย เมื่อจบสวนส�านักพิมพ ใหลงเครื่องหมายมหัพภาค ดังตัวอยาง








ชื่อ/ชื่อสกุล.//(ปีที่พิมพ).//ชื่อหนังสือ.//ครั้งที่พิมพ.//สถานที่พิมพ:/สานักพิมพ หรือผูจัดพิมพ.






ตัวอยาง

สุชา/จันทรเอม.//(2541).//จิตวิทยาทั่วไป.//พิมพครั้งที่/11.//กรุงเทพฯ:/ไทยวัฒนาพานิช.


ชูวงศ์/ฉายะบุตร.//(2535). //ขยายฐานประชาธิปไตย.//พิมพครั้งที่ 2.//กรุงเทพฯ:/กรมการปกครอง.

Steel, R.G.D. and J.H. Torrie. (1980). Principles and Procedures of Statistics :
A Biometrical Approach. 2 ed. Tokyo : McGraw-Hill.
nd
36

หลักเกณฑการลงรายการบรรณานุกรม ตามรูปแบบของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ



1. การลงชื่อผูแตงที่เป็นบุคคลในบรรณานุกรม ใหปฏิบัติดังนี้

้ ่
1.1 ไมตองลงค�าน�าหนานาม เชน นาย นาง นางสาว ผศ. รศ. ศ. ดร. นพ. นสพ. พญ. Mr., Mrs., Dr.,
่ ้


Prof. ฯลฯ
1.2 ฐานันดรศักดิ์ อิสริยยศ บรรดาศักดิ์ หรือค�าประกอบชื่อผูแตงอื่น ๆ ตัวอยางเชน ม.ร.ว. สมเด็จฯ

้ ่

กรมพระยา พระยา Sir Sr.(Senior) Jr. (Junior) เป็นตน ใหลงชื่อผูแตง ดังตัวอยาง
้ ่



คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว.
วิจิตรวาทการ, หลวง
ปิ่น มาลากุล, ม.ล.
ด�ารงราชานุภาพ, สมเด็จฯกรมพระยา
อนุมานราชธน, พระยา
Penn, Robert, Jr.

1.3 ผูแตงที่เป็นคนไทยหรือชาติที่นิยมเรียกชื่อตัว ใหลงชื่อตัวกอน แลวจึง ลงชื่อสกุล เชน

้ ่



Boonsong Lekagul หรือ Sujin Butdisuwan เป็นตน

2. การลงชื่อผูแตงที่เป็นหนวยงาน ใหลงชื่อหนวยงานตามที่ปรากฏ ดังตัวอยาง




้ ่
กรมศิลปากรกรม
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
โรงเรียนสาธิตมหาวิทาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
3. กรณีไมปรากฏชื่อผูแตง ใหใชชื่อหนังสือหรือชื่อบทความขึ้นกอน


้ ้
้ ่
4. การลงรายการผูแตง
้ ่
4.1. หนังสือที่มีผูแตงคนเดียว ใหใชรูปแบบ ดังตัวอยาง
้ ่

้ ้
สิปปนนท เกตุทัต. (2539). การศึกษาไทยยุคโลกาภิวัตน. กรุงเทพฯ: ธนาคารกสิกรไทย.


Bayber,J. (1960). The Process of Education. New York: Vintage.
4.2. หนังสือที่มีผูแตงสองคน ใหใช “และ” หรือ “and” เชื่อมระหวางชื่อผูแตงทั้งสอง ดังตัวอยาง
้ ้

้ ่

้ ่
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2536). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:


ศูนยสงเสริมวิชาการ.
์ ่
Anderson, R.D. and H. Pratl. (1995). Local Leadership for Science Education Reform.
Iowa: Kendall / Hunt.



37

4.3. หนังสือที่มีผูแตง 3 คน ใหใชจุลภาคคั่นระหวางชื่อผูแตงคนแรกและชื่อผูแตงคนที่สองและใช ้
้ ้
้ ่

้ ่
้ ่
“และ” หรือ “and” เชื่อมระหวางชื่อผูแตงคนที่ 2 กับผูแตงคนที่ 3 ดังตัวอยาง

้ ่

้ ่
อ�ารุง จันทวานิช, ภาณุรัตน รัตยาภาส และเจษฏ อนรรฆมงคล. (2529). การพัฒนาระบบสาร สนเทศตาม


โครงการการศึกษาความตองการและการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนและพัฒนาการศึกษา

แหงชาติ. กรุงเทพฯ: ส�านักนายกรัฐมนตรี.

Mix, M.C., P. Farber and K.I. King. (1996). Biology : The Network of Life. New York: Harper
Collins College Publishers.
4.4. หนังสือที่มีผูแตงมากกวา 3 คน ใหลงชื่อผูแตงคนแรกแลวใชค�าวา “และคนอื่น ๆ” ส�าหรับหนังสือ





้ ่
้ ่
ภาษาไทย และใชค�าวา “and others” ส�าหรับหนังสือภาษาอังกฤษ ดังตัวอยาง



อภิรมย ณ นคร และคนอื่น ๆ. (2521). การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ์

มหาวิทยาลัยรามค�าแหง.
rd
Albert, B.D. and others. ( 1994). Molecular Biology of the Cell. 3 ed. New York: Garland.
4.5. หนังสือที่ผูแตงใชนามแฝง ถานามจริงเป็นที่รูจักทั่วไปแลว ใหใชนามจริงและบอกนามแฝงไวดวย
้ ้
้ ้



้ ่ ้
ถาหากไมทราบนามจริงใหถือนามแฝงเป็นชื่อผูแตงและใหวงเล็บค�าวา “นามแฝง” หรือ (pseud) ตอจากชื่อนามแฝง






้ ่
ดังตัวอยาง

ศรีฟา มหาวรรณ, ม.ล. (2534). ไมออน. โดย ศรีฟา ลดาวัลย (นามแฝง). กรุงเทพฯ: ดอกหญา.




้ ่
Clemens, Samuel Langhorne. (1965). Tom Sawyer Abroad and Tom Sawyer Detective.
By Mark Twain (pseud.). New York: Dell.
4.6. หนังสือที่ออกในนามขององคการหรือหนวยงานตาง ๆ ถาไมปรากฏชื่อผูแตงใหใชชื่อ
้ ้




้ ่

หนวยงานหรือองคการนั้น ๆ เป็นผูแตง ดังตัวอยาง



้ ่
กรมการศึกษานอกโรงเรียน. (2535). สมเด็จครูแหงปวงชน. กรุงเทพฯ: ฝายพัฒนาสื่อและนวัตกรรม


กองพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน กรมการศึกษานอกโรงเรียน.
Unesco. (1991). Adolescence Education Physical Aspect Module One. Bangkok: Unesco.
4.7. หนังสือแปล ใหลงชื่อผูแตง ชื่อเรื่องที่แปลแลว สวนชื่อผูแปล ใหลงไวหลังชื่อเรื่อง
้ ่






ดังตัวอยาง

นิวเบิล, เดวิด และโรเบิรท แคนนอน. (2535). เทคนิคการสอนครบวงจร. แปลโดยสุนทร โคตรบรรเทา.

กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
Kireev, V. (1979). Physical Chemistry. Translated by G. Peck and F. Leib. 2nd ed. Moscow:
Mir.
5. หนังสือที่ไมปรากฏสถานที่พิมพและปีที่พิมพ ไมปรากฏสถานที่พิมพหรือเมืองที่พิมพใหใชอักษรยอ




์ ้ ้


“ม.ป.ท”. หรือ “S.l” สวนไมปรากฏปีที่พิมพใหใชอักษรยอ “ม.ป.ป.” หรือ “n.d. ”

์ ้ ้


6. หนังสือที่ไมปรากฏเลขก�ากับหนา ใหใชค�าวา “ไมมีเลขหนา” หรือ ใชค�าวา “unpaged”





้ ้


38

7. บรรณานุกรมที่มีชื่อผูแตงซ�ากัน ใหลงชื่อผูแตงเฉพาะบรรณานุกรมชิ้นแรกสวนชิ้นตอ ๆ มาใหใชวิธี


้ ้
้ ่

้ ่
ขีดเสนตรงความยาวเทากับ 1.5 เซนติเมตรโดยเริ่มจากขอบซายของหนา หลังจากนั้นใหใสเครื่องหมายมหัพภาค
้ ่




เหมือนการลงชื่อผูแตงตามปกติ เสนดังกลาวนี้ควรอยูระดับ กึ่งกลางของตัวอักษรที่พิมพในบรรทัดนั้น ๆ


้ ่


ดังตัวอยาง

อนุมานราชธน, พระยา. (ม.ป.ป.). ขอคิดเรื่องภาษาไทยบางประการ. (แถบบันทึกเสียง). กรุงเทพฯ:

วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร.
. (2515). วัฒนธรรม. โดย เสฐียรโกเศศ (นามแฝง). กรุงเทพฯ: บรรณาคาร.
9. หนังสือสารานุกรมและหนังสือรวมเรื่องที่ใชอางอิงเพียงบางตอน
้ ้
ชื่อผูแตง.//(ปีที่พิมพ).// “ชื่อตอนที่อางอิง,” /ใน/ชื่อเรื่อง. หนาที่ปรากฏเรื่องที่ใชอางอิง.//พิมพครั้งที่.//


้ ่

้ ้

สถานที่พิมพ:/ส�านักพิมพ.


ดังตัวอยาง

พัธกุล จันทนมัฏฐะ. (2536). “ขาวสาลี,” ใน สารานุกรมไทยส�าหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคใน


พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว. เลม 17. หนา 239 - 273. กรุงเทพฯ: โครงการสารานุกรมไทย




ส�าหรับเยาวชน.
การเขียนและการพิมพบรรณานุกรมของวารสารและหนังสือพิมพ ์

1. การเขียนบรรณานุกรมของวารสาร ใหใชรูปแบบดังนี้
้ ้
ชื่อผูแตง.//(ปี,วันที่/เดือนที่วารสารออก).//“ชื่อบทความ,”/ชื่อวารสาร.//ปีที่หรือเลมที่(ฉบับที่)/:/
้ ่

หนาที่ปรากฏบทความ. (กรณีที่ไมปรากฏฉบับที่ ใหลงวันที่แทน)



ดังตัวอยาง (วารสารและนิตยสาร)

สมบูรณ เอื้อมอารีวงศ์. (2535, กรกฎาคม – กันยา ยน). “การน�าคอมพิวเตอรมาใชในงานศูนยขอมูลทางโทรทัศน,”



์ ้

หองสมุด. 36(3) : 10 - 17.

Snyder, Ilana. (1993, Spring). “Writing with Word Processors : A Research Overview,
Educational Research. 35(1) : 49 - 68.
2. การเขียนและการพิมพบรรณานุกรมหนังสือพิมพ ใหใชรูปแบบดังนี้
้ ้


ชื่อผูเขียนบทความ. (ปี,วันที่ /เดือน) “ชื่อบทความหรือหัวขอขาว,”/ชื่อหนังสือพิมพ.//หนาที่ปรากฏบทความ หรือขาว.




้ ่
ตอเวลา (นามแฝง). (2542, 12 ตุลาคม). “ศูนยสารสนเทศ กกท. แหลงขอมูลกีฬาไทย,” มติชน. หนา 22.

่ ้


Ames, Paul. (1993, May1) “EC Urge China to Open Markets,” The Nation. p. 35.
ในกรณีที่ไมปรากฏชื่อผูเขียนบทความ ใหใชชื่อบทความขึ้นตน ดังตัวอยาง

้ ้



“พลังผักยังไมลงตัวสงใครลงเลือกตั้งซอมเขตดุสิต,” มติชน. 1 พฤษภาคม 2536. หนา 1,28.




39

การเขียนและการพิมพบรรณานุกรมจากเว็บไซต ์



1. เว็บไซตทั่วไป (General Web Site) เป็นเว็บไซตที่มีชื่อองคกร หรือแสดงสัญลักษณอยางชัดเจน เชน



์ ่

หนวยงานของรัฐ บริษัท องคกรอิสระ หรือสถาบันการศึกษา เป็นตน เป็นเว็บไซตที่พบมากในอินเทอรเน็ต





ดังตัวอยาง

ทบวงมหาวิทยาลัย. (2544). กรอบแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา. สืบคนเมื่อ

15 พฤศจิกายน 2544, จาก http://www.qa.mua.go.th/Thai/seminar_ docoment.html.
Laux, Lila. (1999. March). “Designing Accessible Web Page and Web Applications,”
Internetworking. (2) : Accessiblity-Designing. Retrieved May 1, 1999, from
http://www.sandia.gov/itg/newsletter/ mar99/ accessibility_lila.html






















































40

(ตัวอยางหนาปกใน)




การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาและกายวิภาควิทยาของพังคี
























ด.ญ.หนึ่ง สุวรรณานุรักษ เลขที่ 1

ด.ญ.สอง สุวรรณานุรักษ เลขที่ 2

ด.ญ.สาม สุวรรณานุรักษ เลขที่ 3

ด.ญ.สี่ สุวรรณานุรักษ เลขที่ 4

ด.ญ.หา สุวรรณานุรักษ เลขที่ 5


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หอง 422





















รายงานนี้เป็นสวนหนึ่งของการศึกษาวิชากิจกรรมหองสมุด 3 รหัส ก22921


โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560


41

(ตัวอยางหนาค�าน�า)


ค�าน�า




คานิยม เป็นเครื่องชี้แนวทาง หรือเป็นแนวทางลักษณะความประพฤติของคนในสังคมการพัฒนาคานิยม


อันดีงามใหเกิดแกสังคมจึงมีความจ�าเป็นอยางยิ่งที่ตองกระท�า ถาสังคมใดมีคานิยมไมดีก็จะเป็นอุปสรรคตอการพัฒนา








ประเทศชาติ แตถาสังคมใดมีคานิยมที่ดีที่ถูกตอง การพัฒนาประเทศก็จะท�าไดงาย ประเทศชาติก็จะเจริญกาวหนา

่ ้


้ ่

อยางรวดเร็ว แมแตวิชาชีพทุกวิชาชีพ ไมวาจะเป็นครู แพทย ทนายความ บรรณารักษ หรือวิชาชีพอื่น ๆ ตางก็ตองมี

้ ่



่ ่

คานิยมในวิชาชีพดวยทั้งสิ้น โดยเฉพาะวิชาชีพบรรณารักษ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ตองรับผิดชอบในการประสานงานระหวาง





คนกับเอกสารสิ่งพิมพตาง ๆ ใหเกิดประโยชนมากที่สุด บรรณารักษจึงควรค�านึงถึงคานิยมของบรรณารักษเพื่อใหการ
์ ่






ปฏิบัติหนาที่ประสบความส�าเร็จตามจุดมุงหมายของวิชาชีพ


ผูเขียนตระหนักถึงความส�าคัญในเรื่องนี้อยางมาก จึงไดศึกษาคนควาและจัดท�าคานิยมของบรรณารักษขึ้น







เพื่อใหผูที่สนใจศึกษาในเรื่องนี้ โดยเฉพาะบรรณารักษไดเกิดแนวทาง หรือเกิดความคิดตอคานิยมของบรรณารักษ ์
่ ่
้ ้
์ ้
จึงหวังเป็นอยางยิ่งวาภาคนิพนธเรื่องนี้ จะเป็นประโยชนตอบรรณารักษ และผูอานทุกทาน


้ ่
์ ่




คณะผูจัดท�า

20 สิงหาคม 2560


42

(ตัวอยางหนาสารบัญ)


สารบัญ

บทที่ หนา ้

ค�าน�า ก

1 บทน�า.......................................................................................................................... 1

ภูมิหลัง........................................................................................................................ 3

ความมุงหมายของการศึกษา......................................................................................... 4

สมมติฐานของการศึกษา............................................................................................... 4
ความส�าคัญของการศึกษา............................................................................................. 5

ขอบเขตของการศึกษา.................................................................................................. 8

นิยามศัพทเฉพาะ.......................................................................................................... 9

2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ...................................................................................... 10

เอกสารที่เกี่ยวของกับหลักสูตร...................................................................................... 13

เอกสารที่เกี่ยวของกับการเขียนกลอน............................................................................. 17

เอกสารที่เกี่ยวของกับแผนการสอน................................................................................ 20

เอกสารที่เกี่ยวของกับวิธีสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน.................................................... 27



งานวิจัยที่เกี่ยวของ........................................................................................................ 35

3 วิธีด�าเนินการศึกษา....................................................................................................... 38
ประชากร..................................................................................................................... 38

กลุมตัวอยาง................................................................................................................ 38


เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล.......................................................................... 40


การเก็บรวบรวมขอมูล.................................................................................................. 54

การจัดกระท�ากับขอมูล................................................................................................. 56

สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล..................................................................................... 57

์ ้
บรรณานุกรม.............................................................................................................. 59








43

(ตัวอยางบัญชีภาพประกอบ)

บัญชีภาพประกอบ

ภาพประกอบ หนา

1 แผนที่แสดงที่ตั้งต�าบลเกาะหมาก อ�าเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง 45

2 แผนที่แสดงการแบงเขตหมูบานของต�าบลเกาะหมาก อ�าเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง 46

่ ้
3 บริเวณที่ใชวางคอกยกหรือตูดักกุง 50



4 คอกยก (ตูดักกุง) ขณะวางอยูบนรานเตรียมที่จะวาง 51




5 ปลายถุงคอกยกหรือตูดักกุงที่น�าเอากุง ปลา และสิ่งที่เขามาในถุงออกจากถุง 52




6 ไซดักกุง 54

7 การตากไซดักกุงกอนเก็บไว 55

้ ่
8 การกูไซดักกุงขึ้นจากน�า 56


9 บริเวณที่ใชดักโมระ 59


10 บริเวณที่ใชดักโพงพาง 62

11 การผูกหูอวนในการดักโพงพาง 63
12 การกูถุงโพงพาง โดยแกที่ปลายถุง เพื่อเอากุง ปลา หรือสิ่งที่เขาอยูในถุงออกจากถุง 64





13 ลักษณะรูปรางของแนด 70

14 วิธีการรุนแนดเพื่อดักจับกุงนา 71

15 ชาวประมงก�าลังวางกัด 75
16 การตากกัด 76
17 การจัดกัดกอนที่จะเก็บไว 77


18 การปลด กุง ปลา ออกจากกัด 78

19 ลักษณะรูปรางและวิธีการใชกัดลอยกุง 80

















44


Click to View FlipBook Version