(ตัวอยางหนาบอกตอน)
้
่
บรรณานุกรม
45
(ตัวอยางหนาบรรณานุกรม)
้
่
บรรณานุกรม
คณาจารยสาขาวิชาบรรณารักษศาสตรและสารสนเทศศาสตร คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร และ
์
์
์
์
์
บรรณารักษและนักวิชาการประจ�าส�านักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2544).
์
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 4. มหาสารคาม: โครงการจัดตั้ง
์
้
้
คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชนะ เวชกุล. (2529). การเขียนรายงานจากการคนควา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.
้
้
์
ชินวุธ สุนทรสีมะ. (2529). หลักและวิธีการท�าวิทยานิพนธ รายงานประจ�าภาคและเอกสารวิจัย.
์
พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
์
ณรงค ปอมบุบผา. (2526). รูปแบบของปริญญานิพนธ : หลักการ แนวคิด และวิธีท�า. มหาสารคาม:
์
์ ้
ภาควิชาบรรณารักษศาสตรและส�านักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม.
์
ทักษิณา สวนานนท. (2530). คอมพิวเตอรเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ: ครุสภา.
์
์
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2546). คูมือการวิจัย การเขียนรายงาน การวิจัยและวิทยานิพนธ.
่
์
พิมพครั้งที่ 5. นครปฐม: คณะสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล.
์
์
์
ประเวศ วะสี. (2537, 25 พฤศจิกายน). "ตามหาใจที่หลุดหายใจ," มติชนสุดสัปดาห. 15(744) : 11 - 14.
์
. ( 2532). วิธีสรางความส�าเร็จและความสุขในวิชาชีพ. กรุงเทพฯ: กองทุนวุฒิธรรม.
้
ประสิทธิ์ กาพยกลอน. (2518). การเขียนภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
์
ประหยัด ชวยงาน. (2539). ความตองการรับสารนิเทศของพระสงฆจากหองสมุดประชาชนจังหวัด
้
้
่
์
ล�าปาง. วิทยานิพนธ ศศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (2534). คูมือการเขียนบทนิพนธ (รายงาน ภาคนิพนธ และปริญญา นิพนธ).
์
์
์
่
พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
์
รัญจวน อินทรก�าแหง. (2533). ลอยธรรมะมาลัย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อตัมมโย.
์
. (2534). สวนโมกขท�าไม ? ท�าไมสวนโมกข ?. กรุงเทพฯ: อตัมมโย.
์
์
เอนก เธียรถาวร. (2515). แนวทางคนควาเพื่อท�าวิจัย และเขียนวิทยานิพนธ บทความหรือรายงาน
้
้
์
ประจ�าภาค. กรุงเทพฯ: อักษรบัณฑิต.
Colwell, C. Carter and Jame H. Knok. (1974). The Complete Term Paper. Reston,
Virginia: Prentice-Hall.
Lawrence, D.H. (1991). A World of Poetry. 3rd ed. Selected by Michael Rosen.
London: Kingfisher.
46
บรรณานุกรม
ประทีป จรัสรุงระวีวร. (2535). หองสมุดและการศึกษาคนควา. กรุงเทพมหานคร: แสงศิลปการพิมพ. ์
้
้
้
์
่
พวา พันธุเมฆา. (2541). สารนิเทศกับการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชา
์
้
์
้
บรรณารักษศาสตร คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
์
์
ลมุล รัตตากร. (2539). การใชหองสมุด. พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน.
์
์
้ ้
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. บัณฑิตวิทยาลัย. (2547). คูมือการจัดท�าปริญญานิพนธ และสารนิพนธ.
์
์
่
พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฯ.
์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. (2538). เอกสารประกอบการเรียนวิชาสารนิเทศกับการ
ศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน.
์
์
้
้
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี. (2549). บทเรียนออนไลน เรื่องการเขียนรายงานทาง
์
อาชีพ ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี. สืบคนเมื่อ 23 กันยายน 2549, จาก
้
www.non.rmutsb.ac.th/homepages/reportwriting/souce_project/unit3-1.html
47
รหัสวิชา ก22922 ภาคเรียนที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 4 - 6
้
่
หนวยการเรียนรูที่ 4 หนังสืออางอิง
้
้
่
หนวยการเรียนรูที่ 5 การน�าเสนอขัอมูล
้
่
หนวยการเรียนรูที่ 6 การรูสารสนเทศ
้
่
้
48
4
หนวยการเรียนรูที่
้
่
เรื่อง หนังสืออางอิง
้
สาระส�าคัญ (Concept)
หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่มีการจัดท�าขึ้นเป็นพิเศษ ใหขอเท็จจริง
้ ้
้
ที่เชื่อถือได ใชหาค�าตอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมอนุญาตใหยืมออกนอกหองสมุด
้
่
้
้
้
เขียนขึ้นโดยผูทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะมี
้
รูปแบบที่งายสะดวกแกการใชคนควา มีการจัดเรียงล�าดับเนื้อหาตามล�าดับอักษร
้
่
่
้ ้
ตามหัวขอวิชา ตามล�าดับเหตุการณหรือเรียงตามสภาพภูมิศาสตรมีสวนชวยอ�านวย
์
้
่
์ ่
ความสะดวกแกผูใชคืออักษรน�าเลม ค�าน�าทาง ดรรชนี ริมกระดาษ หนังสืออางอิง
้
่ ้ ้
่
เป็นเอกสารที่ส�าคัญที่สุด ที่จะชวยใหงานเขียนเป็นที่นาเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ
่
้
่
สูงคาอยางยิ่ง
่
่
จุดประสงคการเรียนรู ้
์
ดานความรู (K)
้
้
1. นักเรียนอธิบายความหมายของหนังสืออางอิงไดอยางถูกตอง
้
้
้ ่
2. นักเรียนบอกความส�าคัญของหนังสืออางอิงได
้
้
3. นักเรียนบอกประโยชนของหนังสืออางอิงได ้
้
์
4. นักเรียนบอกลักษณะของหนังสืออางอิงไดถูกตอง
้
้
้
5. นักเรียนอธิบายวิธีการคนควาจากสวนชวยคนไดอยางถูกตอง
่
่
้
้
้
้
้ ่
6. นักเรียนบอกลักษณะและวิธีใชหนังสืออางอิงแตละประเภทไดถูกตอง
้
่
้
้
้
7. นักเรียนสรุปเรื่องหนังสืออางอิงและสามารถน�าไปประยุกตใชในชีวิตประจ�าวันได ้
้
์ ้
ดานทักษะ / กระบวนการ (P)
้
1. นักเรียนสามารถเลือกใชหนังสืออางอิงในการศึกษาคนควาได ้
้
้
้
้
2. นักเรียนสามารถใชหนังสืออางในการตอบปัญหาได ้
้
้
ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)
์
้
1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา
้
่
้
2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิด และการแกปัญหา
้
้
3. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)
้
ศึกษาเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะของหนังสืออางอิง ลักษณะของหนังสืออางอิงที่ดี ประโยชน ประเภท
์
้
้
ของหนังสืออางอิง และรูวิธีใชหนังสืออางอิงแตละประเภท
้
่
้
้
้
49
หนวยการเรียนรูที่ 4
่
้
หนังสืออางอิง (Reference books)
้
บทน�า
หนังสืออางอิง คือหนังสือที่น�าเสนอขอเท็จจริง ซึ่งรวบรวมโดยผูทรงคุณวุฒิหรือผูเชี่ยวชาญในเนื้อหาหรือ
้
้
้
้
หัวขอนั้น ๆ มีการเรียบเรียงเนื้อหาใหคนควาไดงายสะดวกรวดเร็ว และเป็นที่ยอมรับกันจนใชอางอิงได ้
้ ้
้
้ ่
้ ้
้
ความหมายของหนังสืออางอิง
้
หนังสืออางอิง (Reference books) คือ หนังสือที่รวบรวมขอเท็จจริง ซึ่งรวบรวมมาจากแหลงตาง ๆ
้
่ ่
้
น�ามาเรียบเรียงเขาดวยกันเพื่อใชประโยชนไดอยางรวดเร็ว เป็นหนังสือที่ผูใชอานเฉพาะตอนที่ตองการ ไมจ�าเป็นตอง
้ ้
้
้ ้ ่
้
่
์ ้ ่
้
อานตลอดทั้งเลม หนังสืออางอิงจะจัดเรียงล�าดับอักษรหรือตามล�าดับปี หรือจะมีดรรชนีโดยละเอียดส�าหรับ
่
่
้
คนเรื่องราวที่ตองการ และมีการโยงขอความไปยังเนื้อความอื่น ๆ
้
้
้
ลักษณะของหนังสืออางอิง
้
หนังสืออางอิงโดยทั่วไป ประกอบดวยลักษณะที่ส�าคัญดังนี้
้
้
1. หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่ใหความรู เรื่องราว และขอเท็จจริงเป็นส�าคัญ
้
้
้
้
2. ผูแตงหรือผูรวบรวมจะตองเป็นผูทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะหนังสือจึงจะ
้
้
้
้ ่
มีคุณภาพสูงเนื้อหาเชื่อถือได และใชเป็นหลักฐานอางอิง
้
้
้
3. เป็นหนังสือที่แจงขอบเขตของเนื้อหาไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูใชทราบวาจะใชคนควาเรื่องราวชนิดใดบาง
้ ่
่
้
้ ้
้ ้ ้
้
้
และครอบคลุมระยะเวลานานเทาใด
่
4. เนื้อหาของหนังสือใหมทันสมัยเสมอ เพราะมีการปรับปรุงแกไขเพิ่มเติมเรื่องราวใหม ๆ ที่เกิดขึ้น
่
้
่
เพื่อใหเนื้อหาทันสมัย และมีการเรียบเรียงเนื้อหาอยางเป็นระบบ เพื่อใหคนหาไดงาย สะดวกรวดเร็ว
้ ้
่
้
้ ่
5. เป็นหนังสือที่มีบรรณานุกรมภายในเลม โดยเฉพาะหนังสือสารานุกรมจะมีบรรณานุกรมทายบทความ
่
้
ผูอานใชเป็นแนวทางในการหาความรูเพิ่มเติม
้ ่
้
้
6. รูปเลมของหนังสืออางอิงจะมีขนาดใหญกวาหนังสือธรรมดาหรือหนากวาหนังสือธรรมดา หรือ
่
้
่ ่
่
เป็นหนังสือชุดมีหลายเลมจบ จัดพิมพดวยกระดาษคุณภาพดี ตัวพิมพชัดเจน อานงายรูปเลมแข็งแรงทนทาน
่
่
่
์
่
์ ้
7. หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่หองสมุดจัดไวเพื่อใหคนควาภายในหองสมุดเทานั้น หามยืมออกนอก
้
่
้
้
้
้
้ ้
้
หองสมุด หนังสืออางอิงภาษาไทยจะมีตัวอักษร "อ" (อางอิง) อยูเหนือเลขเรียกหนังสือ และ หนังสืออางอิงภาษา
้
่
้
้
้
ตางประเทศจะมีตัวอักษรยอ "R" (Reference) อยูเหนือเลขหนังสือ หองสมุดจะจัดแยกหนังสืออางอิงไวตางหาก
่
้ ่
้
่
่
้
จากหนังสือทั่วไป
50
ลักษณะทั่วไปของหนังสืออางอิงที่ดี
้
1. ผูแตงหรือผูรวบรวมเป็นผูทรงคุณวุฒิ มีความรู และมีประสบการณในเรื่องที่เขียนอยางแทจริง
้
์
่
้
้
้ ่
้
2. ขอบเขตของเนื้อหาจะบอกไวอยางชัดเจน
้ ่
3. วิธีการเขียน เขียนเนื้อหาถูกตอง อานแลวเขาใจงาย เขียนตรงไปตรงมาไมล�าเอียง
้
่
้
้
่
่
4. มีการเรียบเรียงล�าดับเนื้อหาจากงายไปหายาก สะดวกในการคนหา
้
่
5. รูปเลม มีขนาดกะทัดรัด มีการเย็บเลมอยางดี แข็งแรง ทนทาน กระดาษดี ขนาดตัวพิมพพอเหมาะ
์
่
่
่
อานงาย ชัดเจน สะกดการันตถูกตอง ภาพประกอบ แผนที่ชัดเจน
้
์
่
่
6. มีบรรณานุกรมที่ใชประกอบในการเรียบเรียงเพื่อใหผูอานทราบวาเรื่องนั้น ๆ นาเชื่อถือเพียงใด และ
้ ้ ่
้
่
่
จะคนหาอานเพิ่มเติมไดจากที่ใด
้
่
้
7. ลักษณะพิเศษอื่น ๆ ที่อ�านวยความสะดวกในการคนเรื่องราวตาง ๆ (ธาดาศักดิ์ วชิรปรีชาพงษ, 2522
่
์
้
: 279 – 280)
7.1 อักษรน�าเลม ( Volume Guide)
่
7.2 ดรรชนีหัวแมมือ หรือ ดรรชนีริมหนากระดาษ( Thumb Index )
่
้
7.3 ค�าน�าทาง ( Running Head, Guide word )
7.4 สวนโยง ( Cross Reference )
่
7.5 ดรรชนี ( Index )
ตัวอยางอักษรน�าเลม
่
่
ตัวอยางดรรชนีริมหนากระดาษ
่
้
51
ตัวอยางค�าน�าทาง
่
ตัวอยางดัชนี
่
52
ตัวอยางสวนโยง
่
่
1.สวนโยง ดูที่ (see)
่
2.สวนโยง ดูเพิ่มที่ หรือ หรือ ดูเพิ่มเติม (see also)
่
53
ประโยชนของหนังสืออางอิง
้
์
1. หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่ใหประโยชนอยางมาก เพราะจัดท�าขึ้นเพื่อใชในการคนควาหาค�าตอบ
์ ่
้
้
้
้
้
ในเรื่องตาง ๆ
่
2. หนังสืออางอิง จะชวยการศึกษาคนควาใหเป็นไปอยางรวดเร็ว เมื่อตองการคนควาหาขอเท็จจริง
่
้
้
้
้
่
้
้
้
้
บางประการ เพราะมีการจัดเรียงล�าดับตามอักษร มีดรรชนีชวยคนเรื่อง และผูเขียนเป็นผูมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ
้
้
้
่
3. ท�าใหเห็นประโยชนและคุณคาของการเรียนการสอนวา การศึกษาที่มุงใหผูเรียนคนควาดวยตนเองนั้น
่
้
้ ้
่
์
้ ้
่
้
เป็นลักษณะและวิถีทางการศึกษาที่ถูกตองกวาวิธีอื่น
้
่
4. ชวยฝึกนิสัยและจูงใจใหผูเรียน ผูศึกษา ผูสนใจรักการศึกษาคนควา เพราะท�าใหเขาเหลานั้นรูสึก
้
้
้
้
่
้
้ ้
่
้
ภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาคนพบ
้
5. หนังสืออางอิงจะชวยใหผูใชบริการหองสมุดรูถึงคุณประโยชน และความส�าคัญของการศึกษาคนควา ้
์
้
้
้
้ ้ ้
่
้
ประเภทของหนังสืออางอิง
้
หนังสืออางอิงแบงออกเป็น 2 ประเภทใหญ ๆ คือ
่
่
้
1. ประเภทที่ใหขอเท็จจริง ใหขอมูล ใหค�าตอบที่ใชในการตอบค�าถามที่ผูใชตองการทราบไดแก
้
้
้ ้ ้
้ ้
้ ่
้ ้
พจนานุกรม สารานุกรม อักขรานุกรมชีวประวัติหนังสือคูมือ สถิติ แผนที่ นามานุกรม สิ่งพิมพรัฐบาล และหนังสืออางอิง
์
่
้
ทางภูมิศาสตร ์
2. หนังสืออางอิงประเภทที่แจงใหผูใชทราบวาเรื่องราวที่ผูใชตองการนั้นจะหาค�าตอบไดจากที่ใด หรือ
้
้ ้ ้
้
้
้ ้ ้
่
ชึ้แหลงขอมูล เชน บรรณานุกรม ดรรชนีวารสาร (อ�าไพวรรณ ทัพเป็นไทย 2538 : 152)
่ ้
่
หนังสืออางอิงรวมทุกประเภท มีดังนี้
้
1. พจนานุกรม (Dictionaries)
2. สารานุกรม (Encyclopedias)
3. หนังสือรายปี (Yearbooks, Almanacs , Annuals)
4. อักขรานุกรมชีวประวัติ ( Biographical Dictionaries)
5. หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร (Geographical Dictionaries)
้
์
6. นามานุกรม (Directories)
7. หนังสือคูมือ (Handbooks)
่
8. สิ่งพิมพรัฐบาล (Government publications)
์
9. ดรรชนีวารสาร (Periodical indexes)
10. บรรณานุกรม (Bibliographies)
54
พจนานุกรม (Dictionaries)
พจนานุกรม (Dictionaries) คือ หนังสือที่ใหความรูเกี่ยวกับค�าเรียงตามล�าดับตัวอักษร ใหรายละเอียด
้
้
้
เกี่ยวกับตัวสะกดการอานออกเสียง ความหมาย หรือค�าจ�ากัดความ ประวัติของค�า การใชค�าในความหมายตาง ๆ กัน
่
่
้
ค�าพองและค�าตรงขาม ค�ายอ ค�าสแลง พจนานุกรมแบงไดเป็น 3 ประเภท คือ
้
้
้
่
่
1. พจนานุกรมภาษา (General language dictionaries) คือ พจนานุกรมที่ใหความรูเกี่ยวกับค�า หรือ
้
้
พจนานุกรมดานภาษาแบงออกได 3 ลักษณะคือ
้
้
่
1.1 พจนานุกรมภาษาเดียวมี 2 ลักษณะคือ
1.1.1 พจนานุกรมฉบับสมบูรณ (Unabridged dictionaries) คือ พจนานุกรมที่รวบรวม
์
ค�าศัพททุกค�าที่เคยมีใชอยูในภาษา มีทั้งค�าศัพทเกาและใหมบอกที่มาของค�าอาน ค�าแปล อธิบายความหมายของ
์ ่
่
์
่
้ ่
ไวค�าอยางละเอียด
้
่
1.1.2 พจนานุกรมฉบับยอ (Abridge Dictionaries) พจนานุกรมที่รวบรวมค�าศัพทที่ใชอยูใน
์
้ ่
่
ปัจจุบัน มีค�าจ�านวนนอย บอกค�าอานและความหมายของค�าอยางสั้น ๆ ไมมีตัวอยางประโยคที่แสดงความหมายของ
่
่
่
่
้
ค�าศัพทที่ตางกัน
์ ่
1.2 พจนานุกรมสองภาษา คือ พจนานุกรมที่ใหรายการค�าดวยภาษาหนึ่ง และอธิบายหรือใหความ
้
้
้
หมายเป็นอีกภาษาหนึ่ง เป็นการเปรียบเทียบค�าระหวาง 2 ภาษา เชน NEW Model English - Thai dictionary ของ
่
่
So Sethaputra
1.3 พจนานุกรมหลายภาษา คือ พจนานุกรมที่ใหรายการค�าดวยภาษาหนึ่ง และอธิบายหรือให ้
้
้
ความหมายของค�าเป็นภาษาอื่นมากกวา 2 ภาษาขึ้นไป เชน พจนานุกรม 4 ภาษาไทย - อังกฤษ - ฝรั่งเศส - เยอรมัน
่
่
โดยพระเรี่ยมวิรัชพากย ์
55
2. พจนานุกรมเสริมพจนานุกรมภาษา ( Supplementary Language Dictionaries) คือ พจนานุกรม
ที่ใหความรูเกี่ยวกับค�า แตเนนเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งของค�า เชน รวมค�ายอไวในเลมเดียวกันเรียกวาพจนานุกรมอักษรยอ
้
่ ้
่
้
่
่
่
้
่
รวมส�านวนไวดวยกัน เรียกวา พจนานุกรมส�านวนค�าพองไวดวยกัน เรียกวาพจนานุกรมค�าพอง
่
่
้
้
้ ้
้ ้
3. พจนานุกรมเฉพาะวิชา (Subject Dictionaries) คือ พจนานุกรมที่รวบรวมค�าศัพทเฉพาะวิชา หรือสาขาใด
์
สาขาหนึ่ง ไวในเลมเดียวกัน แลวใหค�านิยามหรือเรื่องราวเกี่ยวกับค�าศัพทนั้น เชน พจนานุกรมเคมี พจนานุกรม
่
้
่
้
้
์
กฎหมาย พจนานุกรมวิทยาศาสตร ศัพทวิชาการบรรณารักษศาสตร ์
์
์
์
วิธีใชพจนานุกรม
้
1. พิจารณาดูวาความรูเกี่ยวกับค�าที่จะคนนั้น ตองการรายละเอียดมากนอยเพียงใดเกี่ยวกับเรื่องอะไร
้
้
้
้
่
ควรคนจากพจนานุกรมฉบับสมบูรณ หรือฉบับยอ หรือพจนานุกรมเฉพาะวิชา
่
้
์
2. อานค�าแนะน�าวิธีใชพจนานุกรมเลมนั้น อักษรยอ เครื่องหมายและสัญลักษณตาง ๆ ที่ใชในเลมใหเขาใจ
่
่
่
์ ่
้
่
้ ้
้
เสียกอน
่
3. ใชเครื่องหมายในการคนหาค�าที่ตองการไดรวดเร็ว เชน
้
้
้
้
่
3.1 ดรรชนีริมกระดาษ หรือดรรชนีหัวแมมือ (Thumb indexes)
่
3.2 ค�าน�าทาง หรืออักษรน�าหนา (Guide Words or running Head) ที่ปรากฏอยูมุมตอนบนของ
่
้
กระดาษแตละหนาบอกใหทราบวาค�าที่ตองการจะคนอยูในหนานั้น ๆ หรือไม (ธาดาศักดิ์ วชิรปรีชาพงษ 2543: 106)
้
์
่
้
่
่
้
้
้
่
ตัวอยางพจนานุกรมภาษา
่
เปลื้อง ณ นคร. (2525). พจนะ - สารานุกรมฉบับทันสมัย. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
์
เลม 1 ภาคพจนานุกรม จัดเรียงล�าดับค�าแบบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แตกตางจากฉบับอื่น ๆ
่
่
คือ รวบรวมค�าใหม ๆ ไวดวย
่
้ ้
เลม 2 ภาคสารานุกรม แบงออกเป็นเรื่อง ๆ ไดแกภูมิศาสตรสากล สุขภาพและอนามัย กฎหมาย วรรณคดี
์
่
้ ่
่
พุทธศาสนา และความรูเกี่ยวกับเวลา
้
56
พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, 2546.
เป็นพจนานุกรมมาตรฐาน ซึ่งใชเป็นแบบฉบับของการเขียนหนังสือภาษาไทยในทางราชการ ใหความรูเรื่องอักขระ
้
้
้
วิธีการออกเสียง ความหมายของค�า ประวิติของค�า ตอนตนเลมมีค�าชี้แจงหลักการเขียนและวิธีใชพจนานุกรม ทายเลม
้
้
้
้
่
่
มีภาพประกอบทั้งสีขาวด�า เป็นพจนานุกรมที่หองสมุดทุกแหงจ�าเป็นตองมี เพราะถือเป็นฉบับที่สมบูรณที่สุด
์
้
่
้
ตัวอยางพจนานุกรมสองภาษา
่
พระเรี่ยมวิรัชชพากย. (2505). พจนานุกรมฝรั่งเศส - ไทย ไทย - ฝรั่งเศส. กรุงเทพ: นครเกษมบุคสโตร. ์
์
๊
แบงออกเป็น 2 ตอน
่
ตอนที่ 1 ใหค�าจ�ากัดความหมายจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย
้
ตอนที่ 2 ใหความหมายของค�าจากภาษาไทยเป็นภาษาฝรั่งเศสอีกทั้งใหศัพททางดานวิชาการ คือใหทราบ
้
์
้
้
้
ค�าศัพทกฎหมาย วิทยาศาสตร แพทยศาสตร ตลอดจนส�านวนที่นารูและตัวอยางประโยค วิธีใชค�า
์
์
์
์
่
่ ้
้
สอ เสถบุตร. (2529). New Model Thai - English Dictionary. 2 เลม. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร:
์
่
ไทยวัฒนาพานิช.
เป็นพจนานุกรม 2 คือภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยภาษาไทยตามล�าดับพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานบอกชนิดของค�า ใหค�าอานเฉพาะค�าที่อานยาก ความหมายของค�า พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ
่
้
่
้
่
เลมแรกบรรจุค�าตั้งแตอักษร ก - บ เลมสองบรรจุค�าตั้งแตอักษร ป - ฮ
่
่
่
่
So Sethaputra. (1993). New model English - Thai Dictionary. 2 vols. 5th.ed. Bangkok:
Thai Watana Panich.
57
พจนานุกรม 2 ภาษา อังกฤษ - ไทย รวบรวมค�าศัพททั่วไปและศัพทวิชาการ ชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตรวิสา
์
์
์
มายนาม อธิบายความหมายของค�า การอานออกเสียง พรอมทั้งตัวอยางประกอบมีการเปรียบเทียบค�าศัพทอเมริกา
่
่
้
์
แบงออกเป็น 2 เลม เลมแรกบรรจุค�าตั้งอักษร A - L เลมสองบรรจุค�าตั้งแตอักษร M – Z
่
่
่
่
่
ตัวอยางพจนานุกรมหลายภาษา
่
จันบุรีนฤนาถ, กรมพระ. (2520). ปทานุกรมบาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:
์
มหามกุฎราชวิทยาลัย.
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหพิมพในโอกาส ม.ล. บัว กิติ
์
้
้
่
้
ยากร อายุครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2521
รวบรวมค�าศัพทเป็นภาษาจากค�าภีรอภิธานัปทีปิกา ซึ่งเป็นต�าราวาดวยนาม ศัพทตาง ๆ ของภาษาบาลีให ้
่ ้
์
์
์ ่
รายการค�าศัพทเป็นบาลีโดยเทียบกับภาษาไทย และใหความหมายเป็นภาษาไทยระบุที่มาของค�าแลวเทียบกับค�าศัพท ์
์
้
้
เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งจากค�าศัพทเดียวกันเทียบเป็นภาษาอังกฤษบอกชนิดของค�าอธิบายความหมายเป็นภาษาอังกฤษ
์
แลวเทียบเป็นภาษาสันสกฤต เป็นเทียบเป็นภาษาสันสกฤต เป็นพจนานุกรมที่มีคุณคาทางภาษาศาสตร อักษรศาสตร ์
่
้
์
เป็นประโยชนในการศึกษาภาษาบาลี พระพุทธศาสนา
์
พระเรี่ยมวิรัชพากย. (2520). พจนานุกรม 4 ภาษาไทย - อังกฤษ - ฝรั่งเศส - เยอรมัน. กรุงเทพฯ: แพร พิทยา.
์
่
เป็นพจนานุกรม 4 ภาษาเรียงตามล�าดับอักษรภาษาไทย ใหค�าศัพทและวลีที่ใชมาก แปลเทียบความหมาย
้
้
์
เป็นภาษาอื่นอีก 3 ภาษาคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เฉพาะค�าในภาษาฝรั่งเศส - เยอรมันระบุเพศ และพจนของค�า
์
นามดวย
้
ตัวอยางพจนานุกรมเสริมพจนานุกรมภาษา
่
ชิต ภิบาลแทน. (2502). พจนานุกรมไทยค�าพอง คูมือผูใชภาษาไทยประจ�าวัน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ อักษรบริการ.
้
่
้ ้
์
เป็นพจนานุกรมค�าพองและค�าตรงขาม รวบรวมเฉพาะค�าที่มีตัวสะกด หรืออานออกเสียงเหมือนกันจัดเรียง
่
้
้
ค�าตามแบบพจนานุกรม ใหความหมายค�าโดยสังเขป บอกชนิดของค�า และการอานออกเสียงเฉพาะค�า
้
่
พรพิมล ถิรคุณโกวิท และวิโรจน ถิรคุณโกวิท. (2527). พจนานุกรมอักษรยอฉบับสมบูรณ. กรุงเทพฯ:
์
์
่
แพรพิทยา.
่
เป็นพจนานุกรมอักษรยอ รวบรวมอักษรยอที่มีการใชทั้งในภาษาอังกฤษ เชน อักษรยอของหนวยงาน
่
่
่
่
้
่
โครงการของสวนราชการ อักษรยอที่มาจากชื่อบุคคล และอักษรยอที่เกิดจากการตัดทอนค�าใหสั้นลงเพื่อสะดวกแก ่
่
่
้
่
การเรียก เรียงตามล�าดับอักษร มีภาพประกอบ
วิจิตรมาตรา, ขุน. (2515). ส�านวนไทย โดย กาญจนาคพันธุ (นามแฝง). 2 เลม. พิมพครั้งที่ 2. พระนคร: บ�ารุงสาสน.
์
์
์
่
เป็นพจนานุกรมส�านวนไทยตั้งแตสมัยโบราณจนถึง พ.ศ. 2515 โดยรวบรวมส�านวนไทยจากกฎมณเฑียร
่
บาลตั้งแตสมัยสุโขทัยเป็นตนมา พงศาวดารฉบับตาง ๆ กฎหมาย วรรณคดี แตละรายการจะอธิบายความหมาย ประวัติ
้
่
่
่
ความเป็นมา ยกตัวอยางการใชและบอกแหลงที่มา
้
่
่
วิทย เที่ยงบูรณธรรม. (2526). พจนานุกรมค�าเหมือนกัน ค�าตรงกันขาม (An English - Thai Dictionary of
์
้
Synonyms and Antonyms). กรุงเทพฯ: บ�ารุงสาสน.
์
58
ตัวอยางพจนานุกรมเฉพาะวิชา
่
ชัยวัตน เจนวานิชย. (2524). พจนานุกรมเคมี. กรุงเทพฯ: โอ.เอสพริ้นติ้งเฮา.
์
์
เป็นพจนานุกรมเคมี ที่ไดรวบรวมค�าศัพท ค�าอธิบาย และตัวอยางในวิชาเคมี เพื่อใชในการคนหา เพื่อ
์
่
้
้
้
แกปัญหาประกอบการเรียน ผูเขียนจึงรวบรวมค�าศัพทมากกวา 1,000 ไวในหนังสือเลมเดียว
้
้
้
่
์
่
จารุวรรณ สินธุโสภณ. (2521). วิทยานุกรมบรรณารักษศาสตร. กรุงเทพฯ: สมาคมหองสมุดแหงประเทศไทย.
้
์
่
อธิบายค�าศัพท หรือวลีทางดานบรรณารักษศาสตรจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ค�าศัพทบางค�าที่เป็น
์
์
์
์
้
หัวขอใหญจะอธิบายรูคอนขางละเอียดเหมือนลักษณะบทความในสารนุกรมสวนค�าบางค�าที่เป็นเรื่องงาย ๆ จะอธิบาย
่
้ ่
่
่
้
้
อยางรวบรัดโดยใหใหค�าจ�ากัดความเหมือนพจนานุกรม
้ ้
่
โชติ กัลยาณมิตร. (2518). พจนานุกรมสถาปัตยกรรมและศิลปะเกี่ยวเนื่อง. กรุงเทพฯ: การไฟฟาผลิต
้
แหงประเทศไทย.
่
รวบรวมค�าศัพททางดานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม วัฒนธรรม วรรณคดี และประวัติศาสตรไทย
้
์
์
ใหค�านิยามอยางสั้น ๆ ค�าใดที่มีหลายความหมายจะใหความหมายไวจนครบมีภาพประกอบและมีบรรณานุกรม
้
้
้
่
ทายเลม
่
้
สารานุกรม (Encyclopedias)
สารานุกรม (Encyclopedias) คือ หนังสือที่ใหความรูในสาขาวิชาตาง ๆ ไมวาจะเป็นเรื่องของคน สัตว ์
้
้
่ ่
่
สิ่งของ สถานที่ เหตุการณส�าคัญ ๆ เป็นแหลงขอมูลที่ส�าคัญส�าหรับใชคนหาความรูเบื้องตนในทุกเรื่องของแตละสาขา
้
์
้ ้
่ ้
้
่
วิชาสารนุกรมจะเขียนโดยผูเชี่ยวชาญในแตละสาขาวิชานั้น จัดเรียงเนื้อหาตามล�าดับอักษร แตละบทความจะยาว หรือ
้
่
่
สั้นขึ้นอยูกับขนาดของสารานุกรม ตอนทายของบทความจะมีชื่อผูเขียนอาจเป็นเลมเดียวจบหรือเป็นชุดก็ได สารานุกรม
้
้
่
่
้
แบงออกเป็นไดเป็น 2 ประเภท คือ
้
่
1. สารานุกรมทั่วไป (General Encyclopedias) คือ สารานุกรมที่ใหความรู และขอเท็จจริงในสาขาวิชา
้
้
้
ตาง ๆ ทุกสาขาวิชาใหความรูกวาง ๆ พอเป็นพื้นฐานส�าหรับผูอานทั่วไปที่ไมใชนักวิชาการ แบงออกไดเป็นสารานุกรม
้ ้
้
่ ่
้
่
้ ่
่
ส�าหรับเด็กและสารานุกรมส�าหรับผูใหญ ่
้
59
2. สารานุกรมเฉพาะวิชา (Subject Encyclopedias) คือ สารานุกรมที่จัดท�าขึ้นส�าหรับนักวิชาการ หรือ
ผูสนใจในในสาขาวิชาตาง ๆ อธิบายรายละเอียดลึกซึ้งกวาสารานุกรมทั่วไป เชน สารานุกรมวิทยาศาสตร จะไหความรู ้
้
์
้
่
่
่
เฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร ์
ลักษณะเฉพาะของสารานุกรม
1. สารานุกรมเป็นหนังสือที่ใหความรูพื้นฐานในสาขาวิชาตาง ๆ ที่ใชเป็นแหลงค�าตอบเกี่ยวกับเรื่องราว
่
้
้
้
่
อยางกวาง ๆ
้
่
2. สารานุกรมมีทั้งชนิดเลมเดียวจบและชนิดเป็นชุดหลายเลมจบ
่
่
3. มีการจัดเรียงล�าดับเนื้อหา เรียงล�าดับอักษรแบบพจนานุกรม ก - ฮ และ A - Z หรือเรียงตามล�าดับ
หรือเหตุการณที่เกิดขึ้น
์
4. มีชื่อเต็มหรืออักษรยอของชื่อผูเขียนบทความก�ากับไวทายเรื่องทุกเรื่อง เพื่อแสดงถึงความนาเชื่อถือ
่
่
้
้ ้
5. อธิบายเรื่องราวตาง ๆ ไวอยางละเอียด บางเรื่องอาจมีภาพ แผนภูมิ แผนที่ประกอบเพื่อใหเขาใจไดงายขึ้น
้ ้
้ ่
่
้ ่
6. ทายบทความแตละเรื่องมีบรรณานุกรม คือ รายชื่อหนังสือและเอกสารอื่น ๆ ที่ใชในการคนควาและ
้
้
้
้
่
เรียบเรียงบทความนั้น ๆ เพื่อเป็นหลักฐานอางอิงในการรวบรวมบทความขึ้นมาอยางนาเชื่อถือ และผูอานน�าไปคนควา
้ ่
่
้
้
้
่
เพิ่มเติมได ้
7. มีดรรชนีชวยคนเรื่องยอย ๆ ในเลม ถาเป็นหนังสือเลมเดียวจบดรรชนีคนเรื่องจะอยูทายเลมถาเป็น
้
้
้
่ ้
่ ้
่
่
่
่
หนังสือชุดจะอยูเลมสุดทายของชุด
่ ่
้
8. มีเครื่องชวยคนเรื่องราวภายในเลม คือ มีอักษรน�าเลม (Volume Guide) ที่สันของหนังสือมีค�าน�าทาง
่
่
้
่
และมีสวนโยง
่
9. ความรูในสารานุกรมมีหลายระดับ มีทั้งขั้นอานยากส�าหรับผูมีความรูสูง ชั้นกลางส�าหรับนักเรียนนักศึกษา
่
้
้
้
และชั้นงายส�าหรับเด็กและเยาวชน
่
วิธีใชสารานุกรม
้
1. พิจารณารายละเอียดของเรื่องราวที่ตองการคนควาวาจะคนจากสารานุกรมทั่วไป หรือสารานุกรมเฉพาะวิชา
้
้
้ ่
้
2. อานวิธีใช ค�าอธิบายอักษรยอ เครื่องหมาย สัญลักษณตาง ๆ และวิธีการจัดเรียงเนื้อหาในเลมใหเขาใจ
์ ่
่
่
้
่
้ ้
เสียกอน
่
3. ถาสารานุกรมชุดนั้นเรียงตามล�าดับอักษร
้
3.1 ดูที่อักษรน�าเลม ที่สันของแตละเลมวาเรื่องหรือค�าที่ตองการคนควานั้นใหเขาใจเสียกอน
้
่
่
้ ้
้
่
้
่ ่
3.2 เปิดดูตามล�าดับตัวอักษร เชน เดียวกับการคนหาค�าตอบจากพจนานุกรม
่
้
3.3 ใชค�าน�าทาง หรือ สวนโยง (Cross Reference)
้
่
4. ถาตองการคนชีวประวัติของบุคคลส�าคัญในสารานุกรมภาษาอังกฤษใหดูจากอักษรชื่อสกุลแลวดู ชื่อตน
้
้
้ ้
้
้
5. ดูจากดรรชนี (Index) ซึ่งมักอยูตอนทายของแตละเลม หรือรวมอยูเลมสุดทายของชุดก็จะทราบวา
้
่
่
้
่ ่
่
่
เรื่องที่ตองจะคนนั้นอยูในเลมใดและหนาอะไรบาง (สอางศรี พรสุวรรณ และเพชราภรณ พิทยารัฐ 2532: 89)
้
้
้
่
์
้
่
60
ตัวอยางสารานุกรม
่
สารานุกรมไทยกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พระนคร: ราชบัณฑิตยสถาน, 2498 - ปัจจุบัน.
เป็นสารานุกรมชุดแรกของไทย มีขอบเขตในสาขาวิชาตาง ๆ อยางกวางขวางทั้งทางสังคมศาสตร เศรษฐกิจ
่
่
์
้
วิทยาศาสตร ดาราศาสตร บุคคลส�าคัญ ประวัติศาสตร ศาสนา ปรัชญา วรรณคดี ศิลปกรรม วัฒนาธรรม เป็นตน
์
้
์
์
บทความแตละบทความเขียนโดยผูทรงวุฒิทางสาขาวิชานั้น ๆ เนื้อหาคอนขางละเอียด บางเรื่องมีภาพประกอบทาย
้
้
้
่
่
ความมีอักษรยอชื่อ นามสกุล ของผูเขียนกับก�าไว และทายเลมของสารานุกรมมีบัญชีชื่อเต็มของผูเขียนบทความ
้
้
้
้
่
่
พรอมดวยคุณวุฒและต�าแหนงหนาที่การงาน มีดรรชนีทายเลมทุกเลม ปัจจุบันไดมีการจัดพิมพถึงเลมที่ 30 เริ่มจาก
์
่
่
้
้
่
่
้
้
้
อั้งยี่ – ไฮโดรเจน
สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานแตละเลมเริ่มจากอักษรและค�าตาง ๆ ดังนี้
่
่
่
เลมที่ 1 เริ่มจาก ก - กลากเหล็ก
่
เลมที่ 2 เริ่มจาก กลาง - กาลิเซีย
่
เลมที่ 3 เริ่มจาก กาลิทาส - ขอมแปรพักตร ์
่
เลมที่ 4 เริ่มจาก ขอย - คมนาคม
่
่
เลมที่ 5 เริ่มจาก คมนาคม - คุรุสภา
่
เลมที่ 6 เริ่มจาก คุหยัก - แค ้
่
เลมที่ 7 เริ่มจาก แคกสตัน - จรวดพระนังคัล
่
เลมที่ 8 เริ่มจาก จรวด - จี๊ด
่
เลมที่ 9 เริ่มจาก จีน - ฉัททันต ์
่
เลมที่ 10 เริ่มจาก ฉัน - เชียงราย
่
เลมที่ 11 เริ่มจาก เชียงรุง - ดีดขัน
้
่
เลมที่ 12 เริ่มจาก ดี.ดี.ที. - ตั๋วแลกเงิน
่
เลมที่ 13 เริ่มจาก ตัวสงกรานต - ทะนาน
์
่
เลมที่ 14 เริ่มจาก ทะเบียน - ธรรมราชา
่
เลมที่ 15 เริ่มจาก ธรรมวัตร - นิลเอก
่
เลมที่ 16 เริ่มจาก นิ่ว - บุพาราม
่
เลมที่ 18 เริ่มจาก ประถมจินดา - ปิง
่
เลมที่ 19 เริ่มจาก บึงคละ - ฝาย
้
่
เลมที่ 20 เริ่มจาก ฝาเรือน - พานทอง
่
เลมที่ 21 เริ่มจาก พายุ - ภักดี
่
61
เลมที่ 22 เริ่มจาก ภัททิยะ - มโหสถ
่
เลมที่ 23 เริ่มจาก มอ – แมแรง
่
่
เลมที่ 24 เริ่มจาก แมลง – ราชนีติ
่
เลมที่ 25 เริ่มจาก ราชบัณฑิตยสถาน – โลกธรรม
่
เลมที่ 26 เริ่มจากฦ, ฦๅ – สตูล
่
เลมที่ 27 เริ่มจากสถานเสาวสาลี, ขาว – หวาย, ตน
้
่
้
เลมที่ 28 เริ่มจากภา – สาละ, ตน
่
้
เลมที่ 29 เริ่มจากหวี่, แมลง – อังคุตรนิกาย
่
เลมที่ 30 เริ่มจากอั้งยี่ – ไฮโดรเจน
่
บทความในสารานุกรมเนื้อหาคอนขางละเอียด บางเรื่องมีภาพประกอบ ภาพวาด ภาพสี ภาพขาวด�ามีชื่อ
่
้
ยอของผูเขียนบทความก�ากับไวขางทายบทความ ทายเลมของสารานุกรมจะมีบัญชีชื่อบทความโดยเรียงตามล�าดับ
้ ้
้
้
่
้
่
อักษรยอชื่อผูเขียนที่ลงก�ากับไวทายบทความ เพื่อทราบนามเต็ม วุฒิ ต�าแหนงของผูเขียน มีดรรชนีทายเลม ท�าให ้
้
้
้ ้
่
้
่
่
คนหาค�าที่ตองการไดสะดวกยิ่งขึ้น
้
้
้
สารานุกรมไทยส�าหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ 9
์
้
่
เป็นหนังสือสารานุกรมที่พิมพขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516 จนถึงปัจจุบัน รวม 41 เลม เป็นสารานุกรมภาษาไทย
์
่
จัดท�าขึ้นเป็นรูปเลม โดยมีเนื้อหาบางสวนเผยแพรในระบบออนไลน เป็นสารานุกรมไทยแบบเป็นชุด เนนความรูที่เกิด
์
้
่
้
่
่
ขึ้นและใชอยูในประเทศไทย จัดท�าโดยคนไทย เพื่อใหคนไทยทุกเพศทุกวัยมีโอกาสไดอาน แตละเลมรวบรวมเนื้อเรื่อง
้
่
้ ่
้ ่
่
จากหลากหลายสาขาวิชา เนื้อหาของเรื่องตาง ๆ เรียบเรียงใหเหมาะสมกับ 3 ระดับความรู ใหแก เด็กรุนเล็ก เด็กรุน
่
่
่
้ ่
้
้
กลาง และเด็กรุนใหญ รวมทั้งผูใหญที่สนใจทั่วไป แตละเรื่องเริ่มตนดวยเนื้อหาของระดับเด็กรุนเล็ก ตามดวยเนื้อหา
้
้
้ ้
่
่
่
่
่
ของรุนกลางและรุนใหญตามล�าดับ เนื้อหาในแตละระดับพิมพดวยตัวอักษรขนาดตางกัน
์ ้
่
่
่
่
่
ตัวอยางสารานุกรมเฉพาะวิชา
่
กีรติ บุญเจือ. (2522). สารนุกรมปรัชญา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
เนื้อหาแบงออกเป็น 2 ภาค คือภาคแรกเป็นศัพทปรัชญา และภาคที่ 2 เป็นสารานุกรมภาคศัพทปรัชญา
่
์
์
และการถอดความภาษาตางประเทศเป็นภาษาไทย เรียงตามล�าดับอักษรของค�าศัพทจาก A - Z แลวแปลความหรือ
้
่
์
ถอดค�าเป็นภาษาไทย ภาคที่ 2 เป็นสารานุกรมใหความหมาย อธิบายค�าศัพทวลีใชในวงปรัชญา ชีวประวัติบุคคลดาน
้
้
์
้
ปรัชญาอยางสั้น ๆ เรียงตามล�าดับอักษร ก - ฮ ทายเลมมีบรรณานุกรม
่
่
้
สมบัติ พลายนอย. (2532). สารานุกรมประวัติศาสตรไทย (ฉบับปรับปรุงมา). โดย ส. พลายนอย. (นามแฝง).
้
์
้
พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: รวมสาสน.
์
์
เป็นสารานุกรมดานประวัติศาสตร ซึ่งผูเขียนไดอานและจดบันทึกไวแลวจึงน�า มารวบรวมเป็นเลมใหราย
่
้
้ ่
้ ้
์
้
้
ละเอียดเกี่ยวกับชื่อบุคคล สถานที่ เชื้อชาติเกี่ยวกับประวัติศาสตรไทย เรียงล�าดับอักษรมีภาพประกอบทายเลมมีดรรชนี
้
์
่
62
สมาคมวิทยาศาสตรแหงประเทศไทย. (2533). สารานุกรมวิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.
์
์
์ ่
รวบรวมบทความทางดานวิทยาศาสตรแขนงตาง ๆ เขียนโดยผูเชี่ยวชาญจัดเรียงเนื้อหาตามล�าดับอักษร
้
้
์
่
มีภาพประกอบทั้งภาพสีและขาวด�า ทายเลมเป็นชีวประวัตินักวิทยาศาสตร แนวความคิด และประดิษฐกรรมของ
์
่
์
้
นักวิทยาศาสตรแตละคน เรียงตามล�าดับปีจากสมัยกอนจนถึงปัจจุบัน ทายเลมมีดรรชนี
้
์ ่
่
่
หนังสือรายปี
หนังสือรายปี (Yearbooks, Annuals, Almanacs) คือ หนังสือที่ออกเป็นรายปีรวบรวมเรื่องราวขาวสาร
่
ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผานมา ใหขอเท็จจริงของเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผานมา
้ ้
์ ่
่
่
่
โดยใหขอเท็จจริงของเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางดานการเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ
้ ้
์ ่
้
มีขอมูลทางดานสถิติตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีแตไมมีขอวิจารณ ์
่ ่ ้
้
้
่
หนังสือรายปีแบงออกไดตามลักษณะของขอบเขตและเนื้อหาวิชาได 4 ประการ คือ
้
่
้
1. หนังสือรายปีของสารานุกรม (Encyclopedia Yearbook) หนังสือรายปีที่จัดท�าขึ้นเพื่อเติมเนื้อหาของ
สารานุกรมใหทันสมัยอยูเสมอ หรือ เป็นการสรุปเหตุการณ หรือความกาวหนาทางวิชาการใหม ๆ ในรอบปีที่ผานมา
้
์
้
้
่
่
่
พิมพผนวกเขาไว ้
์
้
2. หนังสือรายปีที่สรุปขาวและเหตุการณในรอบปี บันทึกเหตุการณส�าคัญทางการเมืองเศรษฐกิจสังคม
์
์
่
โดยเสนอในรูปของสรุปความซึ่ง น�าเสนอเป็นรายสัปดาห เมือครบปีจึงจัดท�าดรรชนีชวยคนให ้
้
่
์
3. หนังสือรายปีที่สรุปผลงานเฉพาะเรื่อง คือ หนังสือที่สรุปผลงานประจ�าปีของหนวยงานตาง ๆ ที่แสดง
่
่
ใหเห็นถึงความกาวหนาทางวิชาการ รายงานกิจกรรมของหนวยงาน
้
้
่
้
63
4. สมพัตสร (Almanacs) คือ หนังสือที่เสนอขอมูลในแตละดาน มีการจัดเรียงเหตุการณที่เกิดขึ้นตาม
์
้
้
่
ปฏิทิน พรอมมีทั้งตัวเลข ตาราง สถิติประกอบ
้
วิธีใชหนังสือรายปี
้
1. พิจารณาวาเรื่องที่ตองการคนหานั้นเป็นเหตุการณในรอบปีที่เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปหรือเป็นเรื่องสมาคม
์
่
้
้
องคการ
์
2. เลือกใชหนังสือรายปีใหถูกประเภทดังนี้ ถาเป็นเหตุการณในรอบปีที่เป็นสากลใหใชหนังสือรายปีประเภท
้
้
้
์
้ ้
สารานุกรมฉบับเพิ่มเติม และใชสมพัตสรถาเป็นเหตุการณส�าคัญ
้
์
้
3. กอนใชหนังสือรายปีแตละเลมควรเปิดอานวิธีใชเสียกอน
่
่
่
่
่
้
้
ตัวอยางหนังสือรายปีของสารานุกรม
่
Americana Annual. New York: Grolier, 1923.
เป็นหนังสือรายปีของสารานุกรมชื่อ Encyclopedia Americana จัดท�าขึ้นเพื่อเพิ่มเนื้อหาของ
Encyclopedia Americana ใหมีความทันสมัย โดยรวบรวมเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี มีปฏิทินขาวที่ส�าคัญ
้
่
์ ่
ในแตละเดือน บทความกาวหนาทางวิชาการ ทายบทความมีชื่อผูเขียนบทความ นอกจากนี้มีประวัติบุคคลที่เสียชีวิต
้
้
้
่
้
ในรอบปีนั้น มีภาพประกอบ ทายเลมมีดรรชนี
้
่
ตัวอยางหนังสือรายปีที่สรุปขาวและเหตุการณในรอบปี
์
่
่
สยามจดหมายเหตุ บันทึกขาวสารเหตุการณ. กรุงเทพฯ: สยามบรรณ, 2519 - ปัจจุบัน.
์
่
ก�าหนดออกรายสัปดาห มีแฟมปกแข็งไวส�าหรับรวบรวมจัดเก็บเป็นปี ประมวลขาวที่นาสนใจทางดาน
้
่
้
่
้
์
การบริหาร การตางประเทศ เศรษฐกิจ ปกิณวิทยา ใหขอเท็จจริงโดยไมมีการวิจารณ การจดบันทึกดานการบริหาร
้ ้
่
์
่
้
การตางประเทศ เศรษฐกิจ ปกิณกวิทยา ใหขอเท็จจริงโดยไมมีการวิจารณ การจดบันทึกเหตุการณแบงออกเป็น
่
์ ่
้ ้
่
์
3 สวนคือ บันทึกเหตุการณที่เกิดขึ้นภายในประเทศเหตุการณตางประเทศ และดานเศรษฐกิจภายในประเทศ และ
้
์ ่
์
่
ดานเศรษฐกิจตางประเทศ นอกจากนี้มีปฏิทินขาวประจ�าวัน ประกาศของทางราชการ มีดรรชนีใหคนเรื่องประกอบดวย
้
่
้ ้
้
่
ดรรชนีชื่อบุคคล ดรรชนีหัวเรื่อง ภายใตหัวเรื่องจะใหชื่อเรื่อง พรอมทั้งบอกเลขหนา ดรรชนีแบงออกเป็น 2 ภาค
้
้
้
้
่
คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ไดมีการจัดท�าหนังสือรายปีประเภทนี้
้
ตัวอยางหนังสือรายปีที่สรุปผลงานเฉพาะเรื่อง
่
รายงานประจ�าปีของกรมสงเสริมอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ: กรมสงเสริมอุตสาหกรรม. รายปี
่
่
จัดท�าเป็นประจ�าทุกปี ตอนตนเลมมีแผนภูมิการแบงสวนราชการของกรม รายงานแบงเป็นเรื่อง ๆ เชน
่
่
่
้
่ ่
อ�านาจหนาที่ของกรม งบประมาณรายจาย อัตราก�าลังขาราชการ ผลปฏิบัติงานของกองตาง ๆ และตอนทายเป็น
้
่
้
้
่
ท�าเนียบขาราชการของกรมสงเสริมอุตสาหกรรม
่
้
64
ตัวอยางสมพัตรสร
่
สยามออลมาแนค (Siam almanac). กรุงเทพฯ: สยามบรรณ, 2527 - ปัจจุบัน.
เป็นหนังสือสมพัตรสรที่ใหเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย จัดท�าครั้งแรกในปี 2527 รวบรวมขอมูลขาวสาร
้
้
่
สถิติของประเทศไทยตั้งแต อดีต - ปัจจุบันเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณดานการเมือง การปกครอง การทหารการศึกษา
์ ้
่
เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเกษตร และสาธารณสุขในลักษณะสารนิเทศ และปูมปฏิทิน ตอนตนเลมมีล�าดับเหตุการณในรอบปี
์
้
่
บอกวัน เดือนปี ที่เกิดเหตุการณ ตอนทายเลมมีสถิติขอมูลส�าคัญทางดานตาง ๆ เชนประชากร คนเกิด คนตาย
้
์
้
่
่
่
้
อักขรานุกรมชีวประวัติ
อักขรานุกรมชีวประวัติ (Biographical Dictionaries) คือหนังสือที่รวบรวมชีวประวัติบุคคลส�าคัญจัดเรียง
ตามล�าดับอักษรแตละชีวประวัติจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับปีที่เกิด (ปีตาย) การศึกษาต�าแหนงหนาที่การงาน และผลงาน
่
้
่
ที่เดนและส�าคัญจนท�าใหมีชื่อเสียง
้
่
อักขรานุกรมชีวประวัติแบงออกไดเป็น 3 ประเภท คือ (นันทา วิทวุฒิศักดิ์ 2536: 183)
้
่
1. ชีวประวัติบุคคลทั่วไป (Universal Biographical Dictionaries) รวมชีวประวัติบุคคลส�าคัญไมจ�ากัด
่
เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ
2. อักขรานุกรมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง (National Regional Biographical Dictionaries)
่
่
รวมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง หรือภูมิภาคหนึ่ง เชน เชื้อชาติ ศาสนา เป็นตน
้
่
่
่
3. อักขรานุกรมชีวประวัติบุคคลในสาขาอาชีพเดียวกัน (Professional Biographical Dictionaries)
รวมชีวประวัติบุคคลส�าคัญเฉพาะที่ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ไมจ�ากัดเชื้อชาติ ยุคสมัย เชน แพทย ครู ทนายความ
์
่
่
พักการเมือง เป็นตน
้
อักขรานุกรมชีวประวัติแตละประเภทจะรวมเอาชีวประวัติของบุคคลทั้งที่มีชีวิตอยู และบุคคลที่เสียชีวิตไปแลว
้
่
่
65
วิธีใชอักขรานุกรมชีวประวัติ
้
1. พิจารณาดูวาชีวประวัติที่ตองการคนหานั้นเป็นบุคคลประเภทใด บุคคลที่ยังมีชีวิตอยูหรือ บุคคล
่
้
้
่
ที่สิ้นชีวิตแลว หรือบุคคลเฉพาะกลุม เชน เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ
่
่
้
2. เลือกใชอักขรานุกรมชีวประวัติใหถูกตองตรงกับเรื่องที่ตองการคน
้
้
้
้
้
3. กอนใชอักขรานุกรมชีวประวัติควรอานวิธีใชกอน
้ ่
้
่
่
ตัวอยางอักขรานุกรมชีวประวัติทั่วไป
่
Current Biography. New York: H.W. Wilson, 1940 .
ก�าหนดออกรายเดือน ยกเวนเดือนสิงหาคม และมีฉบับรวมเย็บเลมเป็นปี เรียกวา Current Biography
่
่
้
year Book รวบรวมชีวประวัติบุคคลที่มีชื่อเสียงทั่วโลกทุกอาชีพ ซึ่งขณะที่พิมพเผยแพรยังมีชีวิตอยูบุคคลเหลานี้
์
่
่
่
ถาภายหลังไดสิ้นชีวิตลงก็จะกลาวถึงอีกครั้งอยางสั้น ๆ แลวจะบอกใหดูรายละเอียดใน Current Biography เลมใด
้
่
่
้
้
้
่
ตอนทายจะบอกแหลงที่ทราบขาว การสิ้นชีวิต จัดเรียงตามล�าดับอักษรนามสกุลของเจาของชีวประวัติ ประกอบดวยปี
้
่
้
้
่
เกิด อาชีพ ผลงานเขียนเป็นบทความที่ชวนอาน ประวัติของแตละบุคคลจะมีรายละเอียดมากนอยแลวแตความส�าคัญ
่
่
้
่
้
ของบุคคลนั้น มีภาพบุคคลนั้น ๆ ประกอบ ทายบทความมีบรรณานุกรมระบุแหลงที่มาของขอมูลที่น�ามาใชประกอบ
่
้
้
้
การเขียนชีวประวัติของบุคคลนั้น มีดรรชนีทายเลมทุกเลมเป็นดรรชนีแบบสะสมเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมของแตละปี
่
่
่
้
เป็นตนมา
้
ตัวอยางอักขานุกรมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่งหรือชาติหนึ่ง
่
่
่
ใครเป็นใครในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: คณะรัฐประศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2506.
์
์
จัดท�าโดยคณะรัฐประศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร หนังสือชุดนี้เมื่อเริ่มพิมพออกมาใชประโยชนไดดี
์
์ ้
์
้
์
มาก (แตปัจจุบันขอมูลไมทันสมัย) รวบรวมชีวประวัติของบุคคลในวงงานรัฐบาลขาราชการไทยที่อยูในต�าแหนงราชการ
้
่
่
่
้
่
ตั้งแตชั้นเอกขึ้นไปและบุคคลนอกวงงานราชการผูส�าเร็จการศึกษาปริญญาโทขึ้นไปจ�านวน 3,152 คน เรียงตามล�าดับ
้
่
อักษรชื่อแตละบุคคล บอกวันเดือนปีเกิดเครื่องราชอิสริยาภรณ เหรียญตราที่ไดรับประวัติการศึกษา หนาที่การงาน
้
้
่
์
ความช�านาญพิเศษประวัติงาน งานพิเศษที่ส�าคัญ เลมที่ 1 เป็นชีวประวัติของบุคคลที่มีอักษร ก - ฟ เลมที่ 2
่
่
เป็นชีวประวัติของบุคคลที่มีอักษร ภ - ฮ มีดรรชนีอยูทายเลม
่
่ ้
ตัวอยางอักขรานุกรมชีวประวัติของบุคคลในสายอาชีพเดียวกัน
่
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (2515). นักเขียนชาวอักษรศาสตร. นครหลวง: กรุงเทพ – ธนบุรี.
์
์
รวบรวมชีวประวัติของนักประพันธซึ่งเคยศึกษาในคณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และเป็นผู ้
์
์
์
ที่มีผลงานดานวิชาการ นักแปล กวี ชีวประวัติมีทั้งที่เรียบเรียงขึ้น และที่เป็นอัตชีวประวัติเรียงตามล�าดับอักษรชื่อจริง
้
และนามแฝง
บุญหลง ศรีนก. (2520). ประวัตินักเขียนไทย. 2 เลม. กรุงเทพฯ: กรมศิลปกร.
่
รวบรวมชีวประวัตินักเขียนไทย มีทั้งนักประพันธนวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี บทกวีนิพนธและผูตอบปัญหา
้
์
์
ในนิตยสาร เรียงรายการชีวประวัติตามล�าดับชื่อเจาของชีวประวัติทั้งนามจริงและนามแฝง
้
66
หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์
้
หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร (Geographical Sources) คือหนังสือที่ใหสารนิเทศทางภูมิศาสตรทั้งลักษณะ
์
์
้
้
ธรรมชาติ เชน ชื่อแมน�า ทะเล ทะเลสาบ เกาะ มหาสมุทร ภูเขา เป็นตน และลักษณะที่มนุษยสรางขึ้น เชน เขื่อน ถนน
์ ้
้
่
่
่
เมือง สิ่งกอสรางตาง ๆ รวมทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนตาง ๆ ทั่วโลก
้
่
้
่
่
ประเภทของหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์
้
หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตรแบงออกไดเป็น 3 ประเภท คือ
้
้
์ ่
1. อักขรานุกรมภูมิศาสตร (Gazetteers) คือพจนานุกรมชื่อลักษณะทางภูมิศาสตรทั้งลักษณะธรรมชาติ
์
์
และลักษณะที่มนุษยสรางขึ้น ไดแก หมูบาน เมือง ประเทศ แมน�า ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ เกาะ ภูเขา เป็นตน บอก
่ ้
่
้
์ ้
้ ่
วาอยูที่ไหน มีประวัติความเป็นมาอยางไร และความรูอื่น ๆ ที่เกี่ยวของพอสังเขป
้
้
่
่
่
2. แผนที่และหนังสือแผนที่ (Maps and Atlases)
2.1 แผนที่ (Maps) คือสิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกทั้งที่เป็นอยูตามธรรมชาติ และที่ปรุงแตงขึ้น
่
่
โดยแสดงลงในพื้นที่แบนราบดวยการยอใหเล็กลงตามขนาดที่ตองการ และอาศัยเครื่องหมายหรือสัญลักษณที่ก�าหนดขึ้น
์
้
้
่
้
(สอางศรี พรสุวรรณ และ เพชราภรณ พิทยารัฐ 2532 : 202)
์
2.2 หนังสือแผนที่ (Atlases) คือแผนที่ที่รวมเป็นเลม รวบรวมแผนที่แผนซึ่งเป็นแผนที่ชนิดเดียวกัน
่
่
หรือหลาย ๆ ชนิด หลาย ๆ แผนไวในเลมเดียวกัน เชน แผนที่เสนทางแผนที่กายภาพ แผนที่เศรษฐกิจ เป็นตน
้
้
้
่
่
่
67
3. หนังสือน�าเที่ยว (Guidebook) คือหนังสือคูมือนักทองเที่ยวใหความรูเกี่ยวกับสถานที่แหงใดแหงหนึ่ง
้
้
่
่
่
่
โดยเฉพาะ ไดแก ประเทศ เมือง ในเรื่องเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร เชน ที่ตั้งระยะทางเสนทางคมนาคม สถานที่
้
้ ่
์ ่
ส�าคัญและนาสนใจส�าหรับนักทองเที่ยว สภาพดินฟาอากาศ ที่พัก คาใชจาย รานอาหาร นอกจากเป็นคูมือส�าหรับ
้ ่
่
้
้
่
่
่
นักทองเที่ยวแลวยังนาสนใจและยังใหประโยชนส�าหรับการศึกษาคนควา และเสริมความรูเพิ่มเติมจากอักขรานุกรม
้
้
่
่
้
้
้
์
ภูมิศาสตร ์
วิธีใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์
้
้
1. พิจารณาดูวาเรื่องที่ตองการคนเป็นขอเท็จจริงทางดานใด เป็นความรูเกี่ยวกับภูมิศาสตรทั่วไป ความรู ้
้
้
์
้
่
้
้
ทางดานแผนที่ หรือความรูเกี่ยวกับกาน�าเที่ยว
้
้
2. เลือกใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตรใหถูกตองตรงกับเรื่องที่ตองการ
้
์ ้
้
้
้
3. กอนใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาตรแตละชุดควรอานขอแนะน�าการใชเสียกอน
้
้
่
้
์ ่
่
้
่
4. การใชหนังสือแผนที่ควรค�านึงถึงสิ่งตอไปนี้
่
้
4.1 ความทันสมัย ดูจากปีที่พิมพและปีที่เขียน
์
4.2 ตองท�าความเขาใจเกี่ยวกับมาตราสวนที่ใชในแผนที่เพื่อไดขอมูลที่ถูกตอง
้
้
้
่
้
้ ้
4.3 ศึกษาสัญลักษณตาง ๆ ที่ใชกับแผนที่
้
์ ่
4.4 ความชัดเจนและคุณภาพการพิมพ ์
4.5 ดรรชนีทายเลมมีความละเอียดเพียงพอหรือไม ่
้
่
ตัวอยางหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์
้
่
ประกาศส�านักนายยกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่องก�าหนดชื่อทวีป ประเทศ เมืองหลวง มหาสมุทร
ทะเล
ทะเล และเกาะและเรื่องการเขียนชื่อจังหวัด เขต อ�าเภอ. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2520.
เนื้อเรื่องแบงออกเป็น 2 ตอน
่
ตอนที่ 1 เป็นประกาศส�านักนายกรัฐมนตรี เรื่องก�าหนดชื่อทวีป ประเทศ เมืองหลวงมหาสมุทร ทะเลและ
เกาะ เป็นการใหค�าเขียนสภาพภูมิศาสตรที่เป็นที่ยุติแลวเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คือ ชื่อทวีปทั้ง 7 ทวีป
์
้
้
เมืองหลวงของ 158 ประเทศ มหาสมุทรทั้ง 4 ทะเลทั้ง 52 และเกาะจ�านวน 367 เกาะแยกรายชื่อออกเป็นประเภท
แตละประเภทจัดเรียงชื่อตามล�าดับอักษรชื่อภาษาอังกฤษ ใหค�าเขียนชื่อเป็นภาษาไทยก�ากับ
่
้
ตอนที่ 2 เป็นประกาศส�านักนายกรัฐมนตรีเรื่องการเขียนชื่อจังหวัด เขต อ�าเภอใหค�าเขียนชื่อที่ถูกตอง
้
้
เป็นที่ยุติแลวเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาไทย
้
พจนานุกรมศัพทภูมิศาสตร อังกฤษ - ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. 2 เลม. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
์
์
์
่
ราชบัณฑิตยสถาน, 2523.
รวบรวมค�าศัพททางดานภูมิศาสตรภาษาอังกฤษแปลเป็นไทย เรียงตามล�าดับตัวอักษร A - Z ใหค�าอธิบาย
้
์
้
์
โดยละเอียด บางค�ามีภาพประกอบ นอกจากนั้นมีค�าศัพทบัญญัติภาษาไทยพรอมดวยค�าอธิบาย ทายเลม 2 มีค�าเทียบ
้
้
์
้
่
ทายเลมเรียงศัพทบัญญัติภาษาไทยตามดวยศัพทภาษาอังกฤษ
์
้
์
้
่
68
สงวน อั้นคง. (2514). สารานุกรมภูมิศาสตรประเทศไทย. 5 เลม. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
์
่
วัตถุประสงคในการจัดท�าสารานุกรมชุดนี้เพื่อใหประชาชนของประเทศมีความรูถึงเรื่องราวสภาพความเป็นอยู ่
์
้
้
และเหตุการณภายในประเทศ เรียงล�าดับเรื่องราวตาง ๆ ตามล�าดับอักษร กลาวถึงที่ตั้งอาณาเขต ภูมิประเทศ อาชีพ
่
่
์
ประวัติโบราณสถาน การคมนาคม โดยแตละเลมมีลักษณะดังนี้
่
่
เลมที่ 1แสดงภาพเครื่องหมายประจ�าจังหวัด ภูมิศาสตรทั่ว ๆ ไปของเมืองไทยชื่อตาง ๆ จากหมวด ก - น
์
่
่
เลมที่ 2 - 4 หมวด น - ฮ
่
เลมที่ 5 เป็นดรรชนีส�าหรับใชคนค�าในสารานุกรมชุดนี้ตั้งแตเลม 1 - 4
่
่ ่
้ ้
อักขรานุกรมภูมิศาสตรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. 6 เลม. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน,
่
์
์
2525 - 2529.
เป็นอักขรานุกรมภูมิศาสตรชื่อแรกของไทย มีทั้งหมด 6 เลม
์
่
เลมที่ 1 มี 8 บท คือภูมิศาสตร ภูมิประเทศ พรรณไมประจ�าถิ่น พันธุสัตวประจ�าถิ่นทรัพยากรธรรมชาติ
์
์
์
้
่
การคมนาคม ชาติพันธุในประเทศไทย และประเพณี มีดรรชนีเฉพาะเลม
์
่
เลมที่ 2 - 5 เป็นอักขรานุกรมภูมิศาสตรไทย เรียงตามล�าดับตัวอักษร ก - ฮ บอกวาเป็นชื่อของอะไรแตละ
์
่
่
่
รายการบอกลักษณะทางภูมิศาสตรดวย ไดแก จังหวัด อ�าเภอ ต�าบล แมน�า ล�าคลอง หวยบึง อาว เกาะ ภูเขา สถานี
์ ้
่
้
่
้ ่
รถไฟ วัด โบราณวัตถุ โบราณสถาน ใหประวัติยอ และต�านานเกี่ยวกับสถานที่ มีแผนที่และตราประจ�าจังหวัด
้
่
เลมที่ 6 เป็นภาคผนวก ใหความรูเรื่องภูมิศาสตรอยางยอของจังหวัด ทายเลมเป็นอักขรานุกรมภูมิศาสตร ์
์ ่
้
่
่
่
้
้
ที่ไมมีรายการปรากฏในเลม 2 - 5 และระบุหมายเลขทางหลวงแผนดินทางหลวงจังหวัด
่
่
่
ตัวอยางแผนที่และหนังสือแผนที่
่
แผนที่ประกอบอักขรานุกรมภูมิศาสตรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พระนคร : กรมแผนที่ทหาร, 2525 - 2526.
์
เป็นหนังสือแผนที่ประเทศไทยขนาดใหญรวม 9 แผน ถอดออกจากเลมได เป็นผนวกของอักขรานุกรม
้
่
่
่
ภูมิศาสตรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานแตละแผนบอกมาตราสวนที่ใชอธิบายสัญลักษณเครื่องหมายสีที่ใชแทน
่
์
้
่
์
่
้
สิ่งที่ตองการแสดง บอกแหลงที่มาของขอมูล และลงชื่อผูเขียนแผนที่ แสดงลักษณะทางภูมิศาสตรดังนี้
้
์
่
้
้
1. ระบบทิวเขาและแมน�าส�าคัญ
่
2. ชื่อเกาะในนานน�าไทย
่
3. เขตน�าฝนประจ�าปี
4. ความหนาแนนของประชากร พ.ศ. 2503
่
5. เขตจังหวัดและอ�าเภอ
6. ทรัพยากรธรณี
7. ชนิดของปา
่
8. ระบบทางหลวงแผนดินสายประธาน
่
9. เสนทางในปัจจุบันและที่จะสรางเพิ่ม
้
้
69
ยรรยง จรียภาส. (2525). แผนที่ 73 จังหวัดประเทศไทย. (The Atlas of Thailand). กรุงเทพฯ: แสงรุง การพิมพ.
้
์
เป็นหนังสือแผนที่ที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ อาณาเขตของจังหวัดตาง ๆ ในประเทศไทย อ�าเภอ กิ่งอ�าเภอ
่
ต�าบล แมน�าสายส�าคัญ ๆ ชื่อทางหลวงแผนดินทั่วประเทศไทย ชื่อสถานีรถไฟ ระยะทางรถไฟทั่วประเทศ บอกระยะ
่
่
ทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดตาง ๆ เป็นกิโลเมตร มีสารบัญแผนที่เรียงตามรายชื่อจังหวัด แตละภาคตาง ๆ
่
่
่
ตามล�าดับ คือภาคกลาง ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต ้
ตัวอยางหนังสือน�าเที่ยว
่
การทองเที่ยวแหงประเทศไทย. (2525). เที่ยวเมืองไทย. 5 เลม. กรุงเทพฯ: การทองเที่ยวแหงประเทศไทย.
่
่
่
่
่
รวบรวมขอมูลทางดานภูมิศาสตร ประวัติศาสตร การคมนาคม สถานที่ทองเที่ยวของจังหวัดตาง ๆ ใน
้
์
์
้
่
่
ประเทศไทย การละเลนพื้นเมือง อาชีพของชาวทองถิ่น และทิวทัศนธรรมชาติที่สวยงาม มี 5 เลม คือ เที่ยวเมืองไทย
้
์
่
่
ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต ภาคกลางชาวทองถิ่น และทิวทัศนธรรมชาติที่สวยงาม มีภาพประกอบเป็นชาวทองถิ่น
์
้
้
้
และทิวทัศนธรรมชาติที่สวยงาม ใหรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่พักการคมนาคมโดย รถโดยสารประจ�าทาง และราน
้
์
้
อาหารใหประโยชนแกการศึกษาคนควาเพราะมีเนื้อเรื่องอยางละเอียด และเหมาะส�าหรับใชเป็นคูมือของนักทองเที่ยว
้
้
่
์ ่
่
้
่
้
ปราณี วราทร. ทองเที่ยวไปในประเทศ. กรุงเทพฯ: องคการคาคุรุสภา, 2517.
่
้
์
รวบรวมขอมูลเกี่ยวกับจังหวัดตาง ๆ ในประเทศไทย เกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศอาณาเขต การปกครอง
้
่
สภาพเศรษฐกิจ ประวัติโบราณสถาน สถานที่นาเที่ยวประเพณีส�าคัญโรงแรม รานอาหารมีแผนที่และภาพประกอบ
้
่
ทุกจังหวัด น�าเสนอโดยจัดล�าดับตามภาค ทายเลมมีสถิติรายชื่อจังหวัด อ�าเภอ และกิ่งอ�าเภอทั่วอาณาจักร
่
้
นามานุกรม
นามานุกรมหรือบางทีเรียกวาท�าเนียบนาม หรือนามสงเคราะห (Directories) คือหนังสือที่รวบรวม
่
์
รายชื่อบุคคล หนวยงาน สมาคม มูลนิธิ องคการ และบริษัทหางรานตาง ๆ จัดเรียงรายการตามล�าดับหมวดหมู ่
้
้
่
์
่
(สอางศรี พรสุวรรณ และ เพชราภรณ พิทยารัฐ 2532 : 131)
์
70
หนังสือที่รวบรวม รายชื่อบุคคล ชื่อ นามสกุล สถานที่อยู ต�าแหนงหนาที่การงาน หมายเลขโทรศัพท ์
้
่
่
ชื่อหนวยงาน สมาคม มูลนิธิ องคการ ใหขอเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ปีที่จัดตั้ง วัตถุประสงคและหนาที่ของหนวย
์
์
่
้
้ ้
่
งานนั้น ๆ นามานุกรมแบงงออกไดเป็น 5 ประเภทคือ
่
้
1. นามานุกรมทองถิ่น (Local Directories) คือนามานุกรมที่แตละเมืองหรือจังหวัดจัดท�าขึ้น เพื่อใหความ
้
้
่
รูในดานตาง ๆ เชน สมุดรายนาม ผูใชโทรศัพท ใหรายชื่อผูใชโทรศัพทของแตละภาคจังหวัด อ�าเภอ รายชื่อรานคา
้
่
้
์
้ ้
้ ้
้
่
่
้
์
้
จ�าแนกตามประเภทผลิตภัณฑสินคา เป็นตน
้
้
์
2. นามานุกรมของรัฐ (Government Directories) คือนามานุกรมที่รวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวของกับหนวย
้
่
งานของรัฐบาลทั้งหนวยงานสวนกลาง เชน กระทรวง ทบวง กรมส�านักงาน องคการหนวยงานสวนทองถิ่น ไดแกภาค
่
้
์
่
่
่
่
้ ่
จังหวัด อ�าเภอ ต�าบล และหนวยงานองคการระหวางประเทศ
์
่
่
3. นามานุกรมสถาบัน (Institutional Directories) คือนามานุกรมที่รวบรวมสถาบันการศึกษา เชน
่
โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย มูลนิธิ พิพิธภัณฑ หองสมุด และหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของกับการศึกษาและสถาบัน
์ ้
่
้
วัฒนธรรม
4. นามานุกรมกลุมบุคคลเฉพาะสาขาอาชีพ (Professional Directories) รวบรวมรายชื่อสมาชิกของ
่
หนวยงาน สมาคมวิชาชีพสาขาใด สาขาหนึ่ง เชน นามานุกรมสมาชิกสมาคมแพทย ์
่
่
5. นามานุกรมหางรานและหนวยงานธุรกิจ (Trade & Business Directories) รวบรวมรายชื่อ บริษัท
้
้
่
หางราน โรงงานที่ผลิตสินคาประเภทใดประเภทหนึ่ง และหนวยงานที่ใหบริการเกี่ยวบริการดานใดดานหนึ่งโดยเฉพาะ
้
่
้
้
้
้
้
ของประเทศหนึ่ง เชน รวมโรงงาน
่
ตัวอยางนามานุกรมทองถิ่น
่
้
สมุดรายนามผูใชโทรศัพท. กรุงเทพฯ : องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย, 2515 - ปัจจุบัน.
์ ่
้ ้
์
์
รวบรวมรายชื่อบุคคล หนวยงาน องคการของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ และบริษัทหางรานที่ใช ้
้
้
์
่
โทรศัพท โดยแบงประเภทเลม เป็นเขตนครหลวงและภาคตาง ๆ แตละเลมแยกเป็นหนวยชุมสายเขต จังหวัดอ�าเภอ
่
่
่
่
์
่
่
ใหรายชื่อผูใชโทรศัพทเรียงตามล�าดับอักษรชื่อ แยกหนวยราชการและรัฐวิสาหกิจไวขางทายเลม แตละรายการให ้
้ ้
้ ้
้
่
้
่
่
์
หมายเลขโทรศัพท ที่อยู หรือสถานที่ตั้ง นอกจากนี้ยังมีสมุดโทรศัพทหนาเหลืองโดยเรียงตามล�าดับตามประเภทของ
่
์ ้
์
สินคาและบริการดวย
้
้
ตัวอยางนามานุกรมของรัฐ
่
กรมประชาสัมพันธ. กองขาวตางประเทศ. นามสงเคราะหสวนราชการไทย. พิมพครั้งที่ 10. กรุงเทพมหานคร,
์ ่
่
์
์
่
2535.
รวบรวมรายชื่อหนวยราชการของไทย กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหนวยงานอิสระแตละรายการ
่
่
่
ใหรายละเอียดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บอกชื่อสถานที่ ที่ตั้ง ชื่อผูบริหารที่ท�าหนาที่รับผิดชอบหนวยงาน
่
้
้
้
หมายเลขโทรศัพท หมายเลขโทรสาร ทายเลมมีดรรชนี
์
่
้
71
ตัวอยางนามานุกรมสถาบัน
่
เป็นนามานุกรมหองสมุดและศูนยสารนิเทศในประเทศไทย ใหรายชื่อของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
้
้
์
หนวยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ องคการระหวางประเทศ หอสมุดแหงชาติ หอจดหมายเหตุ จ�านวน 95 รายชื่อ ใหขอ
่
่
์
่
้ ้
เท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ประเภทหองสมุด เวลาท�าการ บริการ ชื่อหัวหนาหองสมุดหัวหนาฝายตาง ๆ จ�านวน
้ ้
้
่
้ ่
บุคลากร ปริมาณของสิ่งพิมพลักษณะการจัดเรียงบัตรรายการ ระบบการจัดหมวดหมู การจัดชั้น บริการและกิจกรรม
์
่
ของหองสมุดทายเลมใหความรูเกี่ยวกับสมาคมหองสมุดแหงประเทศไทยสถานที่ตั้งของสถาบันที่สอนสาขาวิชา
่
้
้
่
้
้
้
บรรณารักษศาสตร นามานุกรมเลมนี้มีประโยชนส�าหรับหองสมุดและศูนยสารนิเทศตาง ๆ ในเรื่องความรวมมือระหวาง
์
์
์
่
้
่
่
่
หองสมุด เชน การยืมระหวางหองสมุด การคัดเลือกและแลกเปลี่ยนระหวางสถาบัน
้
่
้
่
่
ตัวอยางนามานุกรมบุคคลเฉพาะสาขาอาชีพ
่
มาตุภูมิรายวัน. ท�าเนียบผูจัดการธนาคารทั่วไปประเทศไทย. กรุงเทพฯ, 2527.
้
รวบรวมรายชื่อผูบริหารธนาคารตาง ๆ และผูจัดการธนาคารทั่วประเทศไทย มีรายชื่อกรรมการบริหารและ
่
้
้
กรรมการของธนาคาร ประวัติประธานกรรมการ กรรมการผูจัดการท�าเนียบธนาคารตางประเทศในประเทศไทย ท�าเนียบ
้
่
บริษัทเงินทุน ใหขอมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของธนาคารสาขา ชื่อผูจัดการ อายุ สถานที่เกิด การศึกษา ประสบการณ ์
้ ้
้
การท�างาน สถานภาพการสมรสชื่อคูสมรส จ�านวนบุตร และสถานที่อยู ไมควรมีดรรชนีคนเรื่อง
้
่ ่
่
ตัวอยางนามานุกรมหางรานและหนวยงานธุรกิจ
้
้
่
่
รวมโรงงาน (Thailand Trade Index). กรุงเทพฯ: อินเตอรเทรด พับลิเคชั่น, 2519 - ปัจจุบัน. รายปี.
์
รวบรวมชื่อโรงงานและสินคาที่จดทะเบียนแลวจากโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม แบงเป็น 3 ภาคคือ
้
้
่
ภาค 1 ภาคสารบัญและดรรชนีสินคาเรียงตามล�าดับอักษร มี 3 ภาษา คือ อังกฤษ ไทย และจีน
้
ภาค 2 รวบรวมชื่อโรงงานผูขาย ผูสั่งสินคาขาเขา ผูสงออก และบริการซอมตาง ๆ จัดสินคาออกเป็น 21
้ ่
่
้
่
้
้
้
้
หมวด
ภาค 3 รายชื่อโรงงานที่คัดเลือกมาจากทะเบียนโรงงานของกรมโรงงานกระทรวงอุตสหากรรม คัดเฉพาะ
โรงงานที่นาสนใจทางเศรษฐกิจของแตละจังหวัด เรียงตามล�าดับอักษรของหมวดสินคาแตละรายการ บอกที่ตั้งของ
่
่
้
่
โรงงาน บริษัท จ�านวนเงินทุน และจ�านวนคนงานของโรงงานนั้น ๆ
72
หนังสือคูมือ
่
หนังสือคูมือ (Handbooks, Manuals) คือ หนังสือที่เสนอสารนิเทศเบ็ดเตล็ดเสนอขอเท็จจริงอยาง สั้น ๆ
้
่
่
ใชคนหาค�าตอบหรือค�าแนะน�าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
้ ้
หนังสือคูมือแบงไดเป็น 2 ประเภท คือ
้
่
่
1. หนังสือคูมือทั่วไป เสนอสารนิเทศในเรื่องทั่วไปเป็นหนังสือที่รวบรวมความรูหลาย ๆ ดานไมจ�ากัดสาขาวิชา
้
่
้
่
เชน ความรูรอบตัว หนังสือรวมเหตุการณเกิดขึ้นในครั้งแรก สุภาษิตและค�าพังเพย หนังสือรวมอัญพจนของบุคคล
์
่
์
้
ส�าคัญ
2. หนังสือคูมือเฉพาะวิชา เสนอสารนิเทศในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง แตไมใชเป็นลักษณะแบบต�าราเรียน
่ ่ ่
่
เป็นหนังสือที่รวบรวมค�าแนะน�าในการปฏิบัติงานตาง ๆ เชนคูมือซอมรถยนต คูมือติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เป็นตน
์ ่
้
่ ่
่
่
ตัวอยางหนังสือคูมือทั่วไป
่
่
เทพชู ทับทอง และสมชาย พุมสอาด. สิ่งแรกและใหมในสยาม. กรุงเทพฯ: กรุงสยาม, 2531.
่
่
รวบรวมสารนิเทศไทย เชน การพิมพหนังสือในประเทศไทยพจนานุกรมและสิ่งใหมในประเทศไทย ตัวอยาง
่
่
่
์
สะพานซึ่งสรางดวยสายเคเบิลขามแมน�าเจาพระยา พุทธมณฑล สวนหลวง ร.9 บางเรื่องกลาวถึงอดีตและโยงเขาสู
้
้
่
้ ่
้
้
่
ปัจจุบัน อาทิเชน อุทยานประวัติศาสตรสุโขทัย เป็นตน มีภาพประกอบ
์
่
้
73
ตัวอยางหนังสือคูมือเฉพาะวิชา
่
่
ก�าพล ศรีวัฒนานุกุล, บรรณาธิการ. คูมือการใชยา : ฉบับสมบูรณ. กรุงเทพฯ: บริษัทเมดารท, 2527.
่
์
์
้
เป็นหนังสือคูมือที่ใหความรูเกี่ยวกับยา แบงเนื้อหาออกเป็น 3 ภาค
้
้
่
่
ภาคที่ 1 เป็นความรูทั่วไปเกี่ยวกับยา
้
ภาคที่ 2 เป็นเรื่องยาชนิดตาง ๆ มีขอนารูเกี่ยวกับยาตาง ๆ สรรพคุณ ประโยชนและโทษ ขอควรระวัง
์
่
้
้ ่ ้
่
รูปของยา ชื่อทางการคา ขนาดและวิธีใช ้
้
ภาคที่ 3 เป็นภาคผนวกรวบรวมเนื้อหาปลีกยอยตาง ๆ เกี่ยวกับการใชยา ทายเลมมีดรรชนีชวยคน
้
่
่
่
้
่
้
สิ่งพิมพรัฐบาล
์
สิ่งพิมพรัฐบาล (Government publication) คือสิ่งพิมพที่หนวยราชการจัดพิมพขึ้น มีทั้งเป็นหนังสือเลม
่
์
่
์
์
วารสาร เอกสารและจุลสาร มีความมุงหมายเพื่อเผยแพรความรูและขาวความเคลื่อนไหวของหนวยงานนั้น ๆ
้
่
่
่
่
ใหประชาชนทั่วไปไดทราบและใชประกอบการศึกษาคนควาวิจัยไดเป็นอยางดี สิ่งพิมพรัฐบาลเป็นเอกสารอางอิงที่มี
้
้
้
์
่
้
้
้
้
คุณคา เป็นแหลงใหขอเท็จจริงปฐมภูมิ (Primary Source) ของราชการที่เชื่อถือไดเป็นประโยชนอยางยิ่งส�าหรับผูที่
้
้ ้
่
่
์ ่
้
ตองการศึกษาคนควาทางประวัติศาสตร ์
้
้
้
ตัวอยางสิ่งพิมพรัฐบาล
์
่
ราชกิจจานุเบกษา. กรุงเทพมหานคร: กองประกาศิต ส�านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2417 - ปัจจุบัน
จัดท�าโดยแผนกราชกิจนุเบกษา กองประกาศิต ส�านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นสิ่งพิมพของรัฐบาลที่มี
์
ความส�าคัญมาก เพราะเป็นรางพระราชบัญญติที่จะประกาศใชเป็นกฎหมายตอไป จะตองประกาศในราชกิจนุเบกษา
่
่
้
้
กอนทุกครั้ง ออกเป็นรายสัปดาห (ทุกวันอังคาร) ถามีเรื่องดวนก็ออกเป็นฉบับพิเศษ เนื้อหาแบงออกเป็น 2 แผนก
้
่
์
่
่
74
แผนกกฤษฎีกา ประกอบดวยรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชก�าหนด พระราชกฤษฎีกา กฎ ก.พ.
้
กฎกระทรวง ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศส�านักนายกรัฐมนตรี ประกาศกระทรวงมหาดไทย ขอบังคับ
้
แผนกราชกิจจา ประกอบดวยประกาศ ค�าสั่ง ระเบียบ รายงาน แจงความของกระทรวง ทบวง กรม
้
้
ขาวราชส�านัก หมายก�าหนดการ แถลงการณ บันทึกการประชุมสภา
์
่
การคนราชกิจจานุเบกษามีดรรชนีที่หนวยราชการและเอกชนจัดท�าขึ้น เชน ดรรชนีราชกิจจานุเบกษาของ
้
่
่
หองสมุดกลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์
้
ดรรชนีวารสาร
ดรรชนีวารสาร (Periodical Indexes) คือ หนังสือที่รวบชื่อบทความทางวิชาการในวารสารตาง ๆ
่
ซึ่งจัดพิมพไวเป็นเลม ใหรายละเอียดของแตละรายการล�าดับดังนี้ ชื่อ นามสกุล ผูเขียนบทความ. "ชื่อบทความ"
้
่
้
่
์ ้
ชื่อวารสาร ปีที่หรือเลมที่, ฉบับที่ (เดือน พ.ศ.) เลขหนา การจัดเรียงล�าดับในดรรชนีวารสาร เรียงตามล�าดับของหมวด
้
่
เรื่อง แลวจึงจัดเรียงตามล�าดับอักษรตัวแรกของชื่อผูเขียนบทความ
้
้
ตัวอยางดรรชนีวาสาร
่
ดรรชนีวาสารไทย. กรุงเทพฯ: ส�านักงานบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตบริหารศาสตร, 2503.
์
เป็นดรรชนีรายชื่อบทความดานสังคมศาสตรจากวาสารภาษาไทยประมาณ 100 ชื่อ แบงออกเป็น 3 ภาค
์
้
่
คือ ดรรชนีเรียงตามชื่อผูแตง ดรรชนีตามหัวเรื่อง และรายชื่อวารสารที่น�ามาท�าดรรชนีภาคผูแตง และภาคหัวเรื่องให ้
้ ่
้ ่
รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อผูเขียนบทความ ชื่อวารสารฉบับที่วันเดือนปีของวารสาร และเลขหนาที่ปรากฏบทความนั้น
้
้
ภาครายชื่อวาสารเป็นบัญชีรายชื่อวาสารที่น�ามาท�าดรรชนีพรอมรายละเอียดเกี่ยวกับเจาของ หรือหนวยงานที่ผลิต
่
้
้
วารสาร สถานที่ตั้งส�านักงาน ประเภทของวาสาร และอัตราคาสมาชิกในการบอกรับ
่
75
วิธีใชดรรชนีวารสาร
้
ดรรชนีวารสารอาจจัดเรียงตามล�าดับอักษรแบบพจนานุกรม คือ จัดเรียงคละกันไปทั้งชื่อผูเขียนบทความ
้
ชื่อบทความ และชื่อหัวเรื่อง หรืออาจเรียงแยกชื่อผูเขียนบทความ ชื่อบทความและชื่อหัวเรื่องแยกออกเป็นตอน ๆ ก็ได ้
้
วิธีใชดรรชนีวารสารควรปฏิบัติดังนี้
้
1. พิจารณาดูวาบทความที่ตองการคนหานั้นเกี่ยวกับเรื่องใด ใหคนหาที่หมวดเรื่องตามล�าดับอักษร
้
้
้ ้
่
2. เมือพิจารณาหัวเรื่องแลวก็จะไดชื่อผูเขียนบทความ ชื่อวารสารที่มีบทความนั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยว
้
้
้
กับปีที่หรือเลมที่ของวารสาร วันเดือนปีของวารสาร และหนาที่มีบทความนั้น ๆ
่
้
3. ไปคนหาตัวเลมวารสารซึ่งทราบชื่อจากดรรชนีวารสารเพื่ออานเนื้อหา ตัวอยาง เชน ตองการคนเรื่อง
่
่
่
้
้
่
้
"การลงทุน" คนจากดรรชนีวารสารไทย จัดพิมพปี พ.ศ. 2531 จะพบหัวเรื่อง "การลงทุน" และรายชื่อบทความ
์
้
บรรณานุกรม
บรรณานุกรม (Bibliographies) คือ หนังสือที่รวบรวมชื่อหนังสือหรือสิ่งพิมพอื่น ๆ เขาดวยกันโดย
์
้ ้
จัดเรียงล�าดับตามอักษรตัวแรกของชื่อผูแตง ถาเป็นชาวตางประเทศจัดเรียงล�าดับตามอักษรตัวแรกของนามสกุล
่
้ ่
้
รายละเอียดของแตละชื่อเรื่องมีตามล�าดับ ดังนี้คือ ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ สถานที่พิมพ (ชื่อเมือง) ส�านักพิมพ และ
์
์
่
์
ปีที่พิมพ แตละรายชื่ออาจมีบรรณนิทัศนสังเขป (Annotations) ประกอบดวยก็ได บรรณานุกรมบางประเภทอาจ
์
์
่
้
้
จัดเรียงล�าดับอักษรของหมวดวิชากอน แลวจึงจัดเรียงล�าดับตามอักษรชื่อผูแตงอีกทีหนึ่งก็ได (สุทธิลักษณ อ�าพันวงศ์
่
์
้
้
้ ่
2535 : 55)
76
บรรณานุกรมแบงออกเป็น 7 ประเภทคือ
่
1. บรรณานุกรมทั่วไปหรือบรรณานุกรมสากล (Universal Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่รวบรวม
รายชื่อหนังสือ หรือสิ่งพิมพทั่ว ๆ ไปโดยไมจ�ากัดภาษาที่เขียน สาขาวิชา ปีที่พิมพหรือประเทศที่จัดพิมพ ์
์
์
่
2. บรรณานุกรมแหงชาติ (Trade Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่รวบรวมรายชื่อหนังสือหรือส�านัก
่
พิมพ เพื่อที่ผลิตขึ้นในประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ
์
3. บรรณานุกรมเพื่อการคา (National Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่จัดท�าโดยรานคาหรือส�านัก
้
้
้
พิมพ ที่ผลิตขึ้นในประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะ
์
4. บรรณานุกรมวาสารและหนังสือพิมพ (Bibliographies of Periodical and Newspaper) คือ
์
บรรณานุกรมที่รวบรวมรายชื่อวาสาร และหนังสือพิมพสาขาวิชาตาง ๆ ไวดวยกันเพื่อจุดประสงคอยางใดอยางหนึ่ง
์ ่
่
้ ้
์
่
เชน เพื่อการคา เพื่อความรวมมือในการใชทรัพยากรรวมกันระหวางหองสมุดเพื่อประกอบการคัดเลือกกอนสั่งซื้อ
้
้
้
่
่
่
่
่
5. บรรณานุกรมเลือกสรร (Selective Bibliographies) "สิ่งพิมพเลือกสรร" หมายถึงชื่อสิ่งพิมพที่ดีที่สุด
์
์
ส�าหรับผูใชกลุมหนึ่ง หองสมุดประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือแขนงวิชาดานหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นบรรณานุกรมที่จัดท�าขึ้น
้
้
้ ้ ่
เพื่อวัตถุประสงคอยางใดอยางหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นบรรณานุกรมที่คัดเลือกหนังสือ หรือสิ่งพิมพที่เลือกสรรแลววาเหมาะ
์
่
้ ่
์ ่
กับผูใช ขอบเขตของบรรณานุกรมเลือกสรรรวมถึงบรรณานุกรมเฉพาะสาขาวิชา และบัญชีรายชื่อสิ่งที่พิมพของหอง
้
์
้ ้
สมุดดวย
้
6. บรรณานุกรมเฉพาะสาขาวิชา (Subject Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่รวบรวมรายชื่อสิ่งพิมพ ์
เฉพาะสาขาวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการคนหาสิ่งพิมพในสาขาวิชาที่ตองการไดอยางรวดเร็ว
์
้
้ ่
้
7. บรรณานุกรมของหนังสือบรรณานุกรม (Bibliographies of bibliographies) คือ บรรณานุกรม
ที่รวบรวมรายชื่อหนังสือบรรณานุกรมอีกทีหนึ่ง ใชเป็นเครื่องมือในการชวยคนหาหนังสือบรรณานุกรมในสาขาวิชาตาง ๆ
่
้
้
่
ประโยชนของบรรณานุกรม
์
1. ชวยในการคนหาหนังสือหรือสิ่งพิมพที่ตองการ
้
์ ้
่
2. ใชในการตรวจสอบ หรือคนหารายละเอียดหนังสือ
้
้
3. ใชในการคนควาวิจัย เฉพาะวิชาตาง ๆ
้
้
้
่
4. ใชเป็นเครื่องมือชวยในการคัดเลือกหนังสือ
่
้
วิธีใชบรรณานุกรม
้
วิธีใชบรรณานุกรมควรปฏิบัติ ดังนี้
้
1. พิจารณาดูวาเรื่องที่ตองการคนควาเป็นบรรณานุกรมทั่วไปหรือบรรณานุกรมเฉพาะวิชา
้
้
่
้
2. พิจารณาดูวาขอเท็จจริงที่ตองการเป็นบรรณานุกรมลักษณะใด เป็นบรรณานุกรมอยางเดียวหรือ
่ ้
้
่
บรรณานุกรมนิทัศนสังเขป หรือเป็นบรรณานุกรมและมีค�าวิจารณประกอบ
์
์
3. เลือกใชประเภทบรรณานุกรมใหถูกตองกับขอเท็จจริงที่ตองการ
้
้
้
้
้
77
ตัวอยางหนังสือบรรณานุกรม
่
ชุติมา สัจจานันท และสุนทรี ศุภวงศ์. บรรณานุกรมการอาน. กรุงเทพฯ: สมาคมหองสมุดแหงประเทศไทย, 2529.
่
้
์
่
รวบรวมบรรณานุกรมของหนังสือ วิทยานิพนธ และบทความจากวารสารที่เกี่ยวกับการอานแยกเป็นภาค
์
่
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรียงตามล�าดับอักษรของหัวเรื่อง ภายใตแตละหัวเรื่องเรียงตามล�าดับอักษรของชื่อผูแตง
้ ่
้ ่
ส�าหรับภาษาอังกฤษ เรียงตามล�าดับอักษรชื่อสกุลผูแตง แตถาไมปรากฏชื่อผูแตงเรียงตามล�าดับชื่อเรื่อง
่ ้
่
้ ่
้ ่
จารุวรรณ สินธุโสภณ, อัมพร กิจงาม และกุณฑลรันตน บรรณานุกรมชื่อเรื่องพระบรมราชจักรีวงศ์ :
์
ประมวลรายชื่อเลมและวิทยานิพนธ. กรุงเทพฯ : ส�านักราชเลขาธิการ, 2525.
่
์
รวบรวมราชื่อหนังสือเลมและวิทยานิพนธภาษาไทย จ�านวน 1,348 รายการ เกี่ยวกับพระราชประวัติหรือ
์
่
พระประวัติของพระมหากษัติริยไทย พระบรมวงศ์ ราชสกุลวงศ์ พระราชกรณีกิจหรือพระกรณียกิจ ราชประเพณี
์
พระราชประเพณี พระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดาร พระราชนิพนธ ใหรายละเอียดทางบรรณานุกรม
้
์
ชื่อหองสมุดที่มีหนังสือวิทยานิพนธเลมนั้น มีบรรณนิทัศนสังเขป เรียงตามล�าดับอักษรชื่อผูแตง มีดรรชนีเรื่อง
์
้ ่
้
์ ่
และดรรชนีชื่อเรื่องชวยคน
่
้
บรรณนุกรมสิ่งพิมพรัฐบาล. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการกลุมพัฒนาทรัพยากรหองสมุดมหาวิทยาลัย,
่
้
์
2529.
ปัจจุบันรวบรวมรายชื่อสิ่งพิมพของกระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ของประเทศ แบงออกเป็น 3 ภาคคือ
่
์
่
ภาค 1 เป็นรายชื่อสิ่งพิมพของกระทรวง ทบวงกรมตาง ๆ
์
่
ภาค 2 เป็นรายชื่อสิ่งพิมพของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต ้
์
ภาค 3 เป็นดรรชนี
สิ่งพิมพแตละรายการใหรายละเอียดทางบรรณานุกรม ตอนตนเลมมีรายนามคณะอนุกรรมการกลุมพัฒนา
่
้
่
์ ่
้
ทรัพยากรหองสมุด และมีค�าแนะน�าการใช ้
้
วิธีใชหนังสืออางอิงประเภทชี้แหลงความรู ้
่
้
้
เพื่อใหการคนหาความรูจากหนังสืออางอิงเป็นไปอยางรวดเร็ว ควรรูจักเลือกใชหนังสืออางอิงใหเหมาะสม
้
้
้
้
้
้
้
้
่
กับลักษณะของปัญหาดังตอไปนี้
่
1. ความรูดานภาษาเกี่ยวกับค�าศัพท อักษรยอ หรือสัญลักษณตาง ๆ ควรคนจากพจนานุกรมทั่วไป หรือ
้
์ ่
่
้ ้
์
พจนานุกรมเฉพาะวิชา ถามีค�าศัพทสมัยโบราณควรดูจากพจนานุกรมฉบับสมบูรณ ถาเป็นค�าศัพทที่เกิดขึ้นใหมควร
์ ้
้
์
์
่
ดูจากภาคผนวกของหนังสือพจนานุกรม ซึ่งอาจมีบัญชีค�าหรือค�าศัพทใหม ๆ
่
์
2. ความรูพื้นฐานในเรื่องทั่ว ๆ ไปอยางกวาง ๆ ควรคนจากสารานุกรมโดยเริ่มจากดรรชนีของสารานุกรม
้
้
้
่
ชุดนั้น ถาเป็นเรื่องใหม ๆ ควรดูจากหนังสือรายปีของสารานุกรมชุดนั้น
่
้
78
3. ความรูเกี่ยวบุคคลที่มีชื่อเสียง ประวัติบุคคลส�าคัญ และผูเชี่ยวชาญในสาขาตาง ๆ ควรคนจาก
้
้
้
่
3.1 อักขรานุกรมชีวประวัติ
3.2 สารานุกรม
3.3 พจนานุกรมฉบับสมบูรณ (จะมีประวัติบุคคลส�าคัญอื่น ๆ )
์
3.4 ดรรชนีวารสาร
3.5 หนังสือรายปี (ระยะที่บุคคลนั้นมีชื่อเสียงอยู )
่
3.6 นามานุกรม
4. ความรูเกี่ยวกับเรื่องราวและเหตุการณในชวงระยะเวลาหนึ่ง ควรคนจาก
์
้
่
้
4.1 หนังสือรายปี
4.2 ดรรชนีวารสาร
5. ความรูเกี่ยวกับเรื่องราวทางภูมิศาสตร ทางดานลักษณะที่ตั้ง ระยะทางต�าแหนงที่ตั้งควรคนจาก
์
่
้
้
้
5.1 อักขรานุกรมภูมิศาสตร ์
5.2 สารานุกรม
5.3 หนังสือแผนที่
6. ความรูเกี่ยวกับหนังสือและสิ่งพิมพประเภทตาง ๆ ไมวาจะเป็นรายชื่อหนังสือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ
่
่ ่
้
์
รายชื่อหนังสือที่ดี ควรคนหาค�าตอบจากหนังสือบรรณานุกรม
้
7. ความรูเกี่ยวกับชื่อเฉพาะตาง ๆ ควรคนจาก
่
้
้
7.1 นามานุกรม
7.2 หนังสือรายปี
79
ใบงาน
เรื่อง หนังสืออางอิง
้
ค�าชี้แจง ใหนักเรียนตอบค�าถามตอไปนี้
้
่
1. หนังสืออางอิงหมายถึง
้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. หนังสืออางอิงมีลักษณะพิเศษอยางไร
้
่
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.อักษรสัญลักษณของหนังสืออางอิงภาษาไทยคือ
์
้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.อักษรสัญลักษณของหนังสืออางอิงภาษาอังกฤษคือ
์
้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. หนังสืออางอิงมีกี่ประเภท อะไรบาง?
้
้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6.พจนานุกรม( Dictionaries ) หมายถึง……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. พจนานุกรมมีกี่ประเภท อะไรบาง …………………………………………………………………………………………………
้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. ใหยกตัวอยางพจนานุกรม 2 ชื่อ
่
้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
9.สารานุกรม( Encyclopedias ) หมายถึง…………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
80
10. ใหยกตัวอยางสารานุกรม 2 ชื่อ
้
่
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
11.หนังสือรายปีหมายถึง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
12.บรรณานุกรมหมายถึง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
13. นักเรียนสามารถคนหาขอมูลจากเรื่องที่ก�าหนดใหในตารางดานซายมือ ไดจากหนังสืออางอิงประเภทใด โดย
้
้
้
้
้
้
้
เขียนค�าตอบลงในตารางดานขวามือ
้
เรื่องที่ตองคนหาขอมูล คนไดจากหนังสืออางอิงประเภทใด
้
้
้
้
้
้
1. ความหมายของ “สมพัตสร”
2. ชื่อของนักเรียนมีความหมายวาอยางไร
่
่
3. รายละเอียดเกี่ยวกับ “โรค”
4. รายละเอียดเกี่ยวกับ “เรือพระที่นั่ง”
5. สถิติประชากรของประเทศในแตละปี
่
6. เบอรโทรศัพทของบริษัทตาง ๆ
์
์
่
7. รายชื่อหนังสือใหม ่
8. ประวัติของครูที่เสียชีวิตแลว ้
9. สถานที่ทองเที่ยวในประเทศไทย
่
10. อยากทราบวา จังหวัดพังงา กระบี่ ซึ่งถูกคลื่นยักษ ์
่
สึนามิถลมเมื่อปี พ.ศ. 2547 ตั้งอยูบริเวณใด
่
่
81
กิจกรรม
สงเสริมทักษะการอาน การศึกษาคนควา และการน�าเสนอ
้
้
่
่
ชื่อกิจกรรม ปายนิเทศสัญจร
้
ลักษณะกิจกรรม 1. ศึกษาคนควาหาขอมูลจากหนังสืออางอิงและน�าเสนอในรูปปายนิเทศสัญจร
้
้
้
้
้
2. ตั้งค�าถามจากปายนิเทศจ�านวน 10 ขอ
้
้
3 น�าเสนอปายนิเทศสัญจร
้
ระยะเวลาในการจัดท�า 1 เดือน
สวนประกอบ 1. สวนน�า
่
่
- ดานหนา ชื่อหัวขอที่ศึกษาคนควา
้
้
้
้
้
2. สวนเนื้อหา
่
- มีเนื้อหา ครบถวนสมบรูณ เชื่อถือได มีแหลงอางอิง 5 รายการขึ้นไป
้
่ ้
์
้
3. สวนสรุป
่
- หนาสุดทายประกอบดวยรายชื่อสมาชิกกลุม และบรรณานุกรม
้
้
้
่
ขอก�าหนด 1. ไมจ�ากัดรูปแบบ ไมจ�ากัดอุปกรณ แตเนนเรื่องการพับเก็บและน�าพาไป
่
์
้
่ ้
่
เผยแพรความรูไดโดยสะดวก
้ ้
่
2. มีแหลงอางอิง 5 รายการขึ้นไป
่ ้
3. ตั้งค�าถามพรอมเฉลย 10 ขอ
้
้
4. น�าเสนอปายนิเทศ
้
ตัวอยางปายนิเทศสัญจร
้
่
82
หนวยการเรียนรูที่ 5
้
่
เรื่อง การน�าเสนอขอมูล
้
สาระส�าคัญ (Concept)
ศึกษาความรูความเขาใจเกี่ยวกับความหมาย ความส�าคัญ และลักษณะ
้
้
ของการน�าเสนอขอมูลที่ดี อีกทั้งศึกษาคุณสมบัติและทักษะของผูน�าเสนอ การก�าหนด
้
้
จุดมุงหมาย การวางโครงสรางการน�าเสนอ การเตรียมการของผูน�าเสนอ การใช ้
้
่
้
เทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ จุดมุงหมายในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศใน
้
่
การน�าเสนอ และหลักการเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอการน�าเสนอ
้
่
ขอมูล
้
จุดประสงคการเรียนรู ้
์
ดานความรู (K)
้
้
1. นักเรียนมีความรูความเขาใจในเรื่องตาง ๆ ของการน�าเสนอไดเป็นอยางดี
้
้
้
่
่
2. นักเรียนอธิบายลักษณะของการน�าเสนอที่ดี คุณสมบัติและทักษะของผูน�าเสนอได ้
้
3. นักเรียนอธิบายการก�าหนดจุดมุงหมาย การวางโครงสรางการน�าเสนอ และการการเตรียมการ
้
่
ของผูน�าเสนอได ้
้
ดานทักษะ / กระบวนการ (P)
้
1. นักเรียนสามารถน�าเสนอขอมูลได ้
้
2. นักเรียนสามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอขอมูล
้
้
3. นักเรียนสามารถเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอการน�าเสนอขอมูล
้
้
่
4. นักเรียนเป็นผูน�าเสนอขอมูลที่ดึ
้
้
ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)
์
้
1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา
้
้
่
2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิด และการแกปัญหา
้
้
3. นักเรียนมีทักษะในการใชภาษาเพื่อการสื่อสารได ้
้
4. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)
้
ศึกษาเกี่ยวกับเกี่ยวกับความหมาย ความส�าคัญ ลักษณะของการน�าเสนอที่ดี คุณสมบัติและทักษะของผูน�าเสนอ
้
การก�าหนดจุดมุงหมาย และการวางโครงสรางการน�าเสนอ การเตรียมการของผูเสนอ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
้
้
้
่
ในการน�าเสนอ จุดมุงหมายในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ และหลักการเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
่
้
้
ที่เหมาะสมตอการน�าเสนอ อีกทั้งปลูกฝังใหนักเรียนมีนิสัยรักการคนควาและรักการอาน ซึ่งการวัดผลจะพิจารณาจาก
้
้
้
่
่
การปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่ก�าหนด
83
หนวยการเรียนรูที่ 5
่
้
การน�าเสนอขอมูล
้
ความหมาย
การน�าเสนอขอมูล หมายถึง การสื่อสารเพื่อเสนอขอมูล ความรู ความคิดเห็น หรือ ความตองการไปสูผูรับ
้
้
้
้
่ ้
สาร โดยใชเทคนิคหรือวิธีการตาง ๆ อันจะท�าใหบรรลุผลส�าเร็จตามจุดมุงหมายของการน�าเสนอ
่
้
้
่
การน�าเสนอเป็นทักษะหนึ่งที่นักเรียนควรตองมี และเป็นทักษะที่ทุกคนจะตองฝึกฝนใหเกิดขึ้นแกตน เพราะ
้
่
้
้
เป็นทางน�ามาซึ่งความส�าเร็จในการน�าเสนอผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดตาง ๆ เสนอเพื่อใหมีการรับรอง
้
่
หรืออนุมัติ นับวาเป็นสิ่งส�าคัญอยางยิ่งในการท�างานและการด�าเนินชีวิต
่
่
ความส�าคัญของการน�าเสนอขอมูล
้
ในปัจจุบันนี้การน�าเสนอเขามามีบทบาทส�าคัญในองคกรทางธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา หรือแมแต
์
้ ่
้
หนวยงานของรัฐทุกแหง ก็ตองอาศัยวิธีการน�าเสนอเพื่อสื่อสารขอมูล เสนอความเห็น เสนอขออนุมัติ หรือเสนอ
้
้
่
่
ขอสรุปผลการด�าเนินงานตาง ๆ ผูมีหนาที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ การแนะน�าเพื่อการเยี่ยมชม การฝึกอบรม
่
้
้
้
์
การประชุม หรือผูที่เป็นหัวหนางานทุกระดับจะตองรูจักวิธีการน�าเสนอ เพื่อน�าไปใชใหเหมาะสมกับงานตาง ๆ และ
้
้
้
้
้ ้
่
เพื่อผลส�าเร็จของการพัฒนางานของตน หรือขององคกรและหนวยงานตาง ๆ กลาวโดยสรุป การน�าเสนอมีความส�าคัญ
์
่
่
่
ตอการปฏิบัติงานทุกประเภท เพราะชวยในการตัดสินใจในการด�าเนินงาน ใชในการพัฒนางาน ตลอดจนเผยแพร ่
่
้
่
ความกาวหนาของงานตอผูบังคับบัญชา และบุคคลผูที่สนใจ
้
่ ้
้
้
ลักษณะการน�าเสนอขอมูลที่ดี
้
นอกจากการเลือกรูปแบบของการน�าเสนอ ใหถูกตองและเหมาะสมแลว จะตองค�านึงถึงลักษณะของ
้
้
้
้
การน�าเสนอ ที่จะชวยใหบรรลุผลตามวัตถุประสงคของการน�าเสนอดวย โดยทั่วไปลักษณะของการน�าเสนอที่ดี ควรมี
้
่
้
์
ดังตอไปนี้
่
1. มีวัตถุประสงคที่ชัดเจน กลาวคือ มีความตองการที่แนชัดวา เสนอเพื่ออะไร โดยไมตองใหผูรับรับการ
่
์
่
้ ้
่
่ ้
้
น�าเสนอตองถามวาตองการใหพิจารณาอะไร
่ ้
้
้
2. มีรูปแบบการน�าเสนอเหมาะสม กลาวคือ มีความกระทัดรัดไดใจความ เรียงล�าดับไมสนใชภาษาเขาใจงาย
้
่
่
้
้
่
ใชตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ชวยใหพิจารณาขอมูลไดสะดวก
้
้
่
้
้
3. เนื้อหาสาระดี กลาวคือ มีความนาเชื่อถือ เที่ยงตรง ถูกตอง สมบูรณครบถวนตรงตามความตองการ
้
่
่
้
์
้
มีขอมูลที่เป็นปัจจุบันทันสมัย และมีเนื้อหาเพียงพอแกการพิจารณา
้
่
4. มีขอเสนอที่ดี กลาวคือ มีขอเสนอที่สมเหตุสมผล มีขอพิจารณาเปรียบเทียบทางเลือกที่เห็นไดชัด เสนอ
่
้
้
้
้
แนะแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
84
คุณสมบัติของผูน�าเสนอขอมูล
้
้
ในการน�าเสนอดวยวาจา คุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจ�าตัวของผูน�าเสนอ ถือไดวาเป็นสวนส�าคัญของ
้ ่
่
้
้
ความส�าเร็จในการน�าเสนอ เพราะคุณสมบัติของผูน�าเสนอจะมีอิทธิพลตอการโนมนาวชักจูงใหเกิดความสนใจ ความ
้
้
้ ้
่
ไววางใจ เชื่อถือ และการยอมรับไดมาก เทากับหรือมากกวาเนื้อหาที่น�าเสนอ
่
้
่
้
ผูน�าเสนอที่ประสพความส�าเร็จสวนใหญ จะมีคุณสมบัติดังตอไปนี้
่
่
่
้
1. มีบุคลิกดี
2. มีความรูอยางถองแท ้
้ ่
่
3. มีความนาเชื่อถือไววางใจ
่
้
4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
5. มีภาพลักษณที่ดี
์
6. มีน�าเสียงชัดเจน
7. มีจิตวิทยาโนมนาวใจ
้ ้
8. มีความสามารถในการใชโสตทัศนอุปกรณ ์
้
9. มีความชางสังเกต
่
10. มีไหวพริบปฏิภาณในการค�าถามดี
ทักษะของผูน�าเสนอขอมูล
้
้
ผูน�าเสนอจะตองศึกษาและฝึกฝนตนเองใหมีทักษะหลายดาน เพื่อเตรียมความพรอมในการเป็นผูน�าเสนอ
้
้
้
้
้
้
ที่ดี เพราะผูน�าเสนอเป็นปัจจัยส�าคัญในความส�าเร็จของการน�าเสนอ โดยทั่วไปผูน�าเสนอจะตองเสริมสรางทักษะดังตอ
้
้
้
้
่
ไปนี้
1. ทักษะในการคิด (Conceptual skill) ผูน�าเสนอจะตองเรียนรู และ สรางความช�านาญชัดเจนใน การคิด
้
้
้
้
แมวาจะมีเนื้อหาสาระจากขอมูลที่มีอยู ผูน�าเสนอก็จะตองคิดพิจารณาเลือกใชขอมูล และล�าดับความคิด เพื่อจะน�า
่ ้
้
้ ่
้
้ ้
เสนอใหเหมาะแกผูรับการน�าเสนอ ระยะเวลา และโอกาส
่ ้
้
2. ทักษะในการฟัง (Listening skill) ผูน�าเสนอจะตองสดับรับฟัง และสั่งสมปัญญาเป็นการรอบรู จากการ
้
้
้
ไดฟัง ผูรูและผูเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะน�าเสนอเพื่อน�ามากลั่นกรอง เรียบเรียงเป็นเนื้อหาในการน�าเสนอ
้ ้
้
้
3. ทักษะในการพูด (Speaking skill) ผูน�าเสนอจะตองฝึกฝนการพูด เพื่อบอกเลาเนื่องโนมนาวจูงใจ
้ ้
้
้
่
ใหผูรับฟังการน�าเสนอเห็นดวย อันจะเป็นทางท�าใหบรรลุวัตถุประสงคของการน�าเสนอ
้
้
้ ้
์
4. ทักษะการอาน (Reading skill) ผูน�าเสนอจะตองเป็นนักอานที่มีความช�านิช�านาญชัดเจนในการสั่งสม
้
้
่
่
ขอมูล สามารถประมวลความรูน�ามาใชในการน�าเสนอไดเพียงพอแกความตองการของผูรับการน�าเสนอ
้
้
้
้
้
้
่
5. ทักษะในการเขียน (Writing skill) ผูน�าเสนอจะตองเสริมสรางทักษะการเขียนเพราะการเขียนเป็นการ
้
้
้
แสดงความคิด ความเชื่อ ความรู ความรูสึก อารมณ และ ทัศนคติ ของผูเขียนใหผูอานไดทราบโดยใชตัวอักษร การน�าเสนอ
์
้
้
้
้ ้ ่
้
้
ดวยการเขียนจึงตองมีความประณีต พิถีพิถันในการเลือกใชค�าดวยการรูความหมายที่แทจริงของถอยค�า และ
้
้
้
้
้
้
้
ใชถอยค�าใหถูกตองเหมาะสม
้
้
้ ้
85
6. ทักษะในการถายทอด (Delivery skill) ผูน�าเสนอจะตองฝึกฝนการถายทอดเนื้อหาสาระใหเกิด
้
้
้
่
่
ความเขาใจถูกตองตรงตามวัตถุประสงค ดวยวิธีน�าเสนอในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัตถุประสงคและสถานการณ ์
์
้
้
์ ้
ในการน�าเสนอ
การก�าหนดจุดมุงหมายของการน�าเสนอขอมูล
้
่
การน�าเสนอจะตองมีจุดมุงหมายที่อยูบนพื้นฐานของหลักการ ดังนี้
้
่
่
1. ตองกอประโยชนทั้งตอฝายผูน�าเสนอและผูรับการน�าเสนอ
่
้
้
์
่ ่
้
2. ตองค�านึงถึงผูรับการน�าเสนอเป็นหลัก
้
้
3. ตองมีจุดมุงหมายที่มีความเป็นไปได ้
้
่
4. ตองไมก�าหนดจุดมุงหมายมากหลากหลายจนคลุมเครือ
่
่
้
5. ตองก�าหนดจุดมุงหมายใหสอดคลองกับสถานการณ ์
้
้
้
่
การวางโครงสรางการน�าเสนอขอมูล
้
้
โครงสรางการน�าเสนอ เป็นสวนส�าคัญที่จะชวยใหการน�าเสนอมีความสมรูป ตามเนื้อหาของการน�าเสนอ
่
้
่
้
จึงควรจัดโครงสรางตามหลักการดังนี้
้
1. ตองมีสวนของการกลาวน�า ใหรูวาผูน�าเสนอ หรือคณะผูน�าเสนอเป็นใคร หรือประกอบดวยผูใดบาง และ
้
้ ้ ่ ้
้
้
่
้
่
้
น�าเสนอในนามของหนวยงานใด บอกชื่อเรื่องที่น�าเสนอ พรอมดวยวัตถุประสงค บอกระยะเวลาที่จะใชในการน�าเสนอ
์
้
่
้
้
และแจงใหรูถึงขอมูลที่ไดเสนอใหพิจารณาแลวลวงหนา ้
้
้ ้
้
้
้
้ ่
2. ตองมีสวนแจงใหรูถึงสถานการณ ความเป็นมาของเรื่อง ใหรูถึงความเดิมกอนที่จะน�าเสนอวามีความสืบ
้ ้
์
้
้ ้
้
่
่
่
เนื่องประการใด
3. ตองมีสวนที่ชี้ถึงสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา และตัวแปรที่สัมพันธเกี่ยวของเชน ขอกฎหมาย
่
่
้
์
้
้
4. ตองมีสวนที่ชี้ถึงทางเลือกในการแกปัญหาพรอมดวยการประเมินขอดีและขอเสีย
้
้
้
้
้
้
่
5. ตองมีสวนที่เป็นขอเสนอในการแกปัญหาอันเป็นการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด
้
่
้
้
6. ตองมีสวนที่เป็นบทสรุป ทั้งขอเท็จจริง และขอโตแยงที่ส�าคัญ ถาเป็นการน�าเสนอเพื่อขออนุมัติ จะตอง
้
้
้ ้
่
้
้
้
กลาวถึงขั้นตอนการด�าเนินงานตอไป ถาไดรับอนุมัติ
่
่
้
้
การเตรียมการน�าเสนอขอมูล
้
1. เตรียมเรื่องที่จะน�าเสนอ เมื่อจะน�าเสนอขอมูลเรื่องใด ผูน�าเสนอตองมีความรูในเรื่องนั้น ๆ เป็นอยาง
้
้
้
้
่
ดี ขอมูลที่น�าเสนอตองมีหลักฐานอางอิง มีน�าหนัก นาเชื่อถือ
้
้
่
้
2. ก�าหนดจุดมุงหมายในการน�าเสนอ การน�าเสนอขอมูลทุกครั้ง ตองก�าหนดจุดมุงหมายใหชัดเจนวา น�า
้
้
้
่
่
่
เสนอขอมูลเพื่ออะไร เชน น�าเสนอเพื่อบอกเลา ใหความรูหรือใหขอเท็จจริง
่
่
้
้ ้
้
้
86
3. วิเคราะหผูฟังและโอกาสที่พูด ผูน�าเสนอตองทราบวาผูฟังเป็นใคร มีความรูและความสนใจในอาชีพใด
้
้
้
่ ้
์ ้
น�าเสนอในโอกาสใด สถานที่เป็นอยางไร น�าเสนอชวงใด ใชเวลานานเทาใดเพื่อจะไดน�าเสนอใหถูกตอง เหมาะสมกับ
่
่
้
้
่
้
้
เวลา
4. จัดโครงเรื่องใหครบถวน ในการน�าเสนอขอมูลทุกครั้ง ผูน�าเสนอตองเสนอขอมูลใหครบถวน สมบรูณ ์
้
้
้
้
้
้
้
้
ตามลักษณะโครงสรางของการน�าเสนอ ซึ่งประกอบดวย
้
้
4.1 บทน�าหรือเริ่มเรื่อง ผูน�าเสนอตองเริ่มเรื่องเราความสนใจผูฟัง ใหผูฟังตองการติดตามเนื้อหาที่
้
้
้
้
้ ้
้
น�าเสนอ
4.2 เนื้อเรื่องหรือการด�าเนินเรื่อง ผูน�าเสนอตองเสนอขอมูลที่ถูกตองครบถวน ใหผูฟังเขาใจในเนื้อหา
้
้
้
้ ้
้
้
้
การน�าเสนอมากที่สุด
4.3 บทสรุป ผูน�าเสนอตองเลือกสรรถอยค�าที่กะทัดรัด มีความหมายชัดเจน ใหผูฟังไดพิจารณา ตัดสิน
้
้
้
้ ้
้
ใจ หรือเห็นดวยกับขอมูลที่น�าเสนอ
้
้
5. เตรียมตัวใหพรอมผูน�าเสนอขอมูลควรมีการเตรียมความพรอมในเรื่องตอไปนี้
่
้
้
้ ้
้
5.1 การเตรียมรางกาย ผูน�าเสนอขอมูลตองมีรางกายแข็งแรง พักผอนใหเพียงพอกอนการน�าเสนอ
่
้
่
้
่
้
้
่
มีบุคลิกภาพที่สงาผาเผย กระตือรือรน กระฉับกระเฉง แตงกายสะอาดเรียบรอย เหมาะสมกับกาลเทศะ
้
่ ่
่
้
5.2 การเตรียมใจ ผูน�าเสนอขอมูลตองท�าจิตใจใหอยูในสภาพปกติ มีอารมณราเริง ยิ้มแยมแจมใส
้
้ ่
์ ่
้
้
้
่
จิตใจมั่นคง ไมวิตกกังวล
่
5.3 การเตรียมความรู ผูน�าเสนอขอมูลตองมีความรอบรูในเรื่องที่น�าเสนอ ขอมูลที่น�าเสนอทันสมัย
้
้
้
้ ้
้
ทันเหตุการณ และอยูในความสนใจของผูฟัง จะท�าใหผูฟังมีความกระตือรือรนตองการฟังเรื่องราวที่น�าเสนอ ตลอด
์
้ ้
้
่
้ ้
การน�าเสนอ
6. การสรางบรรยากาศในการน�าเสนอ ผูน�าเสนอขอมูล ควรสรางบรรยากาศในการน�าเสนอใหนาสนใจ
้
้
้
้
้ ่
สิ่งที่จะชวยใหบรรยากาศในการน�าเสนอใหนาสนใจมี ดังนี้
้
่
้ ่
6.1 การใชถอยค�าภาษา ผูน�าเสนอขอมูลตองใชถอยค�าอยางมีศิลปะ ใชถอยค�าที่ท�าใหผูฟังชื่นชม
้ ้
้ ้
้ ้
้
้ ้
่
้
้
มีความรูสึกในทางที่ดี และเลือกใชถอยค�าใหเหมาะสมกับบุคคลหรือกลุมบุคคลที่สละสลวย กะทัดรัด
้
่
้ ้
้
6.2 การใชสายตาและทาทางประกอบ ผูน�าเสนอขอมูลตองใชสายตามองผูฟังใหทั่วถึง ใชกิริยาทาทาง
่
้
่
้
้
้
้
้
้
้
ประกอบการน�าเสนออยางเหมาะสมและสอดคลองกับถอยค�าและความหมาย
้
่
้
6.3 การใชน�าเสียง ผูน�าเสนอขอมูลตองใชน�าเสียงใหเป็นธรรมชาติ น�าเสียงนุมนวล มีจังหวะของการ
้
้
้
้
้
้
่
พูดพอดี ไมชาหรือเร็วจนเกินไป ปรับน�าเสียงใหเขากับความหมายและใชเสียงใหไดยินอยางทั่วถึง
้
้ ้
่ ้
้ ้
่
6.4 มีมนุษยสัมพันธกับผูฟัง ผูน�าเสนอขอมูลตองสรางมิตรภาพกับผูฟังดวยความจริงใจ ดวยการ
์
้
้
้
้
้
้
้
้
สบตาผูฟัง ยิ้มแยมแจมใส และมองผูฟังดวยสายตาที่แสดงความเป็นมิตร กวาดสายตามองผูฟังอยางทั่วถึง
้
้
้
้
้
่
่
87
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ
้
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ หมายถึง
้
การน�าหลักการของการใชสื่อสารสนเทศ และระบบตาง ๆ มาใช ้
่
้
ในการน�าเสนอ เพื่อใหผูฟังและผูชมจะสามารถ สามารถจดจ�า
้
้ ้
เนื้อหาสาระไดนานและเขาใจในเนื้อหาไดดีมากขึ้น
้
้
้
จุดมุงหมายในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ
้
่
1. เพื่อใหผูชม ผูฟังรับเขาใจสาระส�าคัญของการน�าเสนอขอมูล
้ ้
้
้
้
2. เพื่อใหผูชม ผูฟังเกิดความประทับใจและน�าไปสูความเชื่อถือในขอมูล ที่น�าเสนอรวมทั้งท�าใหเกิดความ
่
้
้ ้
้
้
สามารถในการจดจ�าไดมากขึ้น
้
หลักการเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอการน�าเสนอ
้
่
1. หลักการดึงดูดความสนใจ โดยการออกแบบใหสิ่งที่ปรากฏตอสายตานั้นชวนมอง และมีความสบายตา
่
้
สบายใจ มีความชัดเจนและความกระชับของเนื้อหา คือขอความตองสั้นแตไดใจความ ชัดเจนและภาพประกอบตองมี
้
้
่ ้
้
สวนสัมพันธอยางสรางสรรคกับขอความที่น�าเสนอ
์
้
่
้
์ ่
2. หลักความเหมาะสมกับกลุมเปาหมาย ความออกแบบสื่อน�าเสนอตองค�านึงถึงกลุมเปาหมาย เชน กลุม
่
่
้
้
่
้
่
เปาหมายเป็นเด็ก ควรออกแบบโดยการใชสีสด ๆ และมีภาพการตูน ประกอบ แตถากลุมเปาหมายเป็นผูใหญและ
้
้
่
้
่ ้
้
่
์
เนื้อหาน�าเสนอเป็นเรื่องวิชาการ การใชสีสัน มากเกินไปและใชภาพการตูนมาประกอบก็อาจจะสงผลใหการน�าเสนอดู
์
้
้
้
่
ไมนาเชื่อถือ รูปแบบการน�าเสนอขอมูล
้
่ ่
รูปแบบการน�าเสนอขอมูลโดยใชคอมพิวเตอร ปัจจุบันที่นิยมใชกันมี 2 รูปแบบ คือ
้
้
้
์
2.1 การน�าเสนอแบบ Web page เป็นรูปแบบการน�าเสนอที่ใชบนอินเทอรเน็ต การน�าเสนอแบบนี้
้
์
สามารถสรางการเชื่อมโยงที่สลับซับซอนระหวางสวนตาง ๆ ตลอดจน สามารถสรางการเชื่อมโยงเอกสารที่ตางรูปแบบ
่
่
้
้
่
่
้
กันไดแตตองใชเวลาในการจัดท�ามากกวา รูปแบบอื่นและผูจัดท�าตองมีความรูความช�านาญในโปรแกรมที่ใชสราง
้ ้
้
้
้
้
้ ่ ้
่
เว็บเพจ
88
2.2 การน�าเสนอแบบ Slide presentation โดยใชโปรแกรมน�าเสนอ ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่ใชงายมาก
้
้ ่
มีรูปแบบการน�าเสนอใหเลือกใชหลายแบบ สามารถเรียกใชตาราง แผนภูมิ หรือรูปภาพประกอบ และตกแตงดวยสีสัน
้
้
้
่ ้
ทั้งสีพื้น สีของตัวอักษร รูปแบบฟอนต ของตัวอักษรไดงายและสะดวก ในปั จจุบันสื่อน�าเสนอรูปแบบ Slide
์
้ ่
presentation หรือ สไลดดิจิทัล มักจะสรางดวยโปรแกรมในกลุม Presentation เชน Microsoft PowerPoint,
์
่
่
้
้
OfficeTLE Impress เทคนิคการออกแบบสื่อน�าเสนอ สื่อน�าเสนอที่ดี ความมีความโดดเดน นาสนใจ จะเนนความคิด
่
้
่
“หนึ่งสไลดตอ หนึ่งความคิด” มีการสรุปประเด็น หรือสาระส�าคัญโดยมีแนวทางในการออกแบบ ไดแก
้ ่
์ ่
1. สื่อความหมายไดรวดเร็ว สื่อน�าเสนอที่ดีตองสามารถสื่อความหมายใหผูฟัง ผูชมไดอยางรวดเร็ว
้ ้
้
้ ่
้
้
การออกแบบ สื่อน�าเสนอในประเด็นนี้ผูออกแบบจะตองทราบกลุมเปาหมาย เนื้อหาสาระที่ตองการน�าเสนอ สถานที่
้
่
้
้
้
และเวลาที่ตองการน�าเสนอเพื่อประกอบการออกแบบสื่อ เชน กลุมเปาหมายขนาดเล็ก สื่อควรมีใหความส�าคัญกับ
้
่
่
้
้
ผูฟังมากกวาเนื้อหา สามารถน�าเทคนิค หรือ Effect ตาง ๆ ของโปรแกรมสรางสื่อมาใชไดอยางเต็มที่ ไดแก
้ ้ ่
่
้
้
้ ่
่
กลุมเปาหมายที่มีลักษณะโตตอบ เชนการน�าเสนอทางวิชาการ การบรรยาย หรือฝึกอบรม สื่อน�าเสนอควรให ้
่
้
่ ้
ความส�าคัญกับเนื้อหารวมทั้งยังสามารถน�าเทคนิค หรือ Effect ตาง ๆ ของโปรแกรมสรางสื่อ มาใชไดอยางเต็มที่เชนกัน
้ ้ ่
่
่
้
กลุมเปาหมายเฉพาะกิจ เชนผูบริหาร นักวิชาการ สื่อน�าเสนอจะตองใหความส�าคัญกับเนื้อหาและ
้
้
้
้
่
่
ตัวผูน�าเสนอเป็นส�าคัญเนื้อหาควรมุงเฉพาะเปาหมายของการน�าเสนอ ไมเนน Effect มากนัก
้
่ ้
้
่
กลุมเปาหมายขนาดใหญ การน�าเสนอมักใชความส�าคัญกับผูบรรยายมากกวาเนื้อหาที่น�าเสนอ ดังนั้น
่
่
้
้
่
้
สื่อน�าเสนอไมควรเนนที่ Effect แตควรใหความส�าคัญกับขนาดตัวอักษร สีตัวอักษร และลักษณะของสีพื้นสไลด ์
้
้
่
่
2. เนื้อหาเป็นล�าดับ สื่อน�าเสนอที่ดีควรมีการจัดล�าดับเนื้อหาเป็นล�าดับ มีระเบียบ ดูงาย ไมสับสนสิ่งที่
่
่
จะชวยใหการออกแบบสื่อน�าเสนอที่ตองการจัดล�าดับเนื้อหาใหเป็นระเบียบ และดูงาย คือ
่
้
้
่
้
2.1 รูปแบบเนื้อหา สื่อน�าเสนอแตละสไลด ควรหลีกเลี่ยงการน�าเสนอแบบยอหนา หากไมสามารถ
่
่
้
์
่
หลีกเลี่ยงไดควรใช เทคนิคการเนนแนวคิดหลัก (Main idea) ในแตละยอหนาดวยสีที่โดดเดน เชน พื้นหลัง สีขาว
้
่
้
้
้ ้
่
่
่
ตัวอักษรสีด�า ควรเนนแนวคิดหลัก (Main idea) ดวยสีแดงเป็นตน แตละสไลดเนื้อหาไมควรเกิน 6 – 8 บรรทัด
้
์
้
่
้
่
89
2.2 ควรสรุปเนื้อหาใหเป็นหัวเรื่อง (Title) และหัวขอ (Topic) หรือแนวคิดหลัก (Main Idea) และ
้
้
ใชแบบอักษรที่อานชัดเจน เขาใจงาย
้
่
้
่
2.3 สื่อน�าเสนอตองสะดุดตาและนาสนใจ สื่อน�าเสนอที่ดีนั้นจะตองมีจุดเดนนาสนใจ สามารถดึงดูด
่ ่
้
้
่
สายตาของผูดู ผูฟังได ซึ่งจุดเดนนี้ไดมาจากขนาดของตัวอักษรที่ใหญ หรือจากการใชสีที่แตกตางออกไป รวมถึง
้
้
้
้
้
่
่
่
การเลือกใชภาพ การใชสี และการใช Effect ควบคุมการน�าเสนอ ที่เหมาะสมประกอบการน�าเสนอ
้
้
้
3. การใชภาพ เนื่องจากภาพจะชวยใหผูชม ผูฟัง สามารถจดจ�าไดนานกวาตัวอักษร ดังนั้น การแปลงเนื้อหา
้ ้
่
้
่
้
้
ใหเป็นรูปภาพหรือผังภาพก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่สามารถสรางความนาสนใจ ใหกับสื่อที่น�าเสนอการเลือกใชภาพก็ควร
้
่
้
้
้
เลือกใชภาพที่มีลักษณะที่เหมาะสมกันและกัน คือถาในสไลดนั้นเลือกใช ภาพถายก็ควรใชภาพถายกับภาพทุกภาพ
่
์
้
้
้
่
้
ในสไลดแตถาเลือกใชภาพวาด ก็ควรเลือก ภาพวาดทั้งสไลดเชนกันดังนั้นจึงไมควรใชภาพวาดผสมกับภาพถาย
้
์ ่
้
่
่
์ ่ ้
ใสเทคนิคที่นาสนใจใหกับภาพเพื่อสรางจุดเดน การเอียงภาพ การเวนชองวางรอบภาพ การเปลี่ยนสีภาพใหแตกตาง ่
้
้ ่
่
่
่
่
้
้
จากปกติ เป็นตน
้
4. การใชสี การเลือกใชสี ควรเลือกใชสีที่ตัดกันระหวางสีตัวอักษร สีวัตถุ และสีพื้น เชน เลือกใชพื้นสไลด ์
่
่
้
้
้
้
เป็นสีขาวหรือสีออน ๆ สีตัวอักษรก็ควรจะเป็นสีด�า สีน�าเงินเข็มหรือสีแดงเลือดหมูกรณีเลือกใชพื้นสไลดเป็นสีเข็ม
้
์
่
ควรเลือกใชสีตัวอักษรที่มองเห็นไดชัด ในระยะไกลเชน สีขาว สีฟาออนควรหลีกเลี่ยงการใชสีในโทนรอน เชน สีแดงสด
่
้
้
้ ่
้
้
่
สีเหลือกสด สีเขียวสด สีวัตถุ สีแทงกราฟหรือสีของตาราง ก็ควรเลือกใหเหมาะสมกับสีตัวอักษร และสีพื้นดวยการ
้
้
่
เลือกใชสีใด ๆ ก็ควรเป็นสีในชุดเดียวกันส�าหรับสไลดทั้งหมด
์
้
ขอควรระวัง * ไมควรใชหนึ่งสี หนึ่งสไลด ์
้
้
่
5. การใช Effect ควบคุมการน�าเสนอ
้
1. ไมควรใส Effect มากเกินไป เพราะจะสงผลใหผูชม ผูฟัง สนใจ Effect มากกวาเนื้อหาที่น�าเสนอ
่
่
่
้
้ ้
่
หรืออาจไมสนใจการน�าเสนอเลยก็ได และ Effect ที่มากนี้จะเป็น การรบกวนการจดจ�า การอาน หรือการชมอยาง
้
่
่
่
รุนแรง
2. เลือกใช Effect ไมควรเกิน 3 แบบ ในแตละสไลด ์
้
่
่
การเลือกอุปกรณแสดงผลและอุปกรณส�าหรับใชประกอบการน�าเสนอ
์
้
์
รูปแบบการเลือกอุปกรณแสดงผลและอุปกรณส�าหรับใชประกอบการน�าเสนอ ปัจจุบันมี 3 รูปแบบ
์
้
์
1. การน�าเสนอแบบ Slide presentation มี 3 รูปแบบ
1.1 โดยใชโปรแกรม PowerPoint เป็นโปรเเกรมในการน�าเสนอไดในหลายรูปเเบบ ไมวาจะเป็น
่ ่
้
้
น�าเสนอ เเบบเป็นอักษร ภาพ หรือเสียง โดยตัวโปรเเกรมนั้นสามารถน�าสื่อเหลานี้มาผสมผสานได อยางลงตัวเเละ
่
้
่
มีประสิทธิภาพมากที่สุด ลักษณะการของโปรเเกรม Power point การท�างานในรูปของภาพนิ่ง (slide) คือเเผน
่
เอกสารเดี่ยว ๆ ที่เเสดงสิ่งตาง ๆ ตัวอักษร กราฟตาราง รูปภาพ หรืออื่น ๆ เเละสามารถเเสดงไลดลงบนแผนกระดาษ
์
่
่
หรือเครื่องฉายขามศีรษะ หรือหนาจอคอมพิวเตอร หรือเครื่องฉายภาพโปรเจคเตอร ์
้
์
้
90
1.2 โดยใชโปรแกรม ProShow Gold คือ โปรแกรมส�าหรับเรียงล�าดับภาพเพื่อน�าเสนอแบบมัลติมีเดีย
้
ที่มีความสามารถสรางผลงานไดในระดับมืออาชีพ ดวยเทคนิคพิเศษมากมาย ใชงานงาย เหมาะสมตอการน�าเสนอสื่อ
่
้
่
้
้
้
การเรียนการสอน การแนะน�าอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรูปแบบของวีซีดีไดอยางรวดเร็ว
้ ่
เป็นโปรแกรมที่ชวยสรางแผนวีซีดีจากรูปภาพตาง ๆ ที่ท�างานไดรวดเร็ว โดยสามารถท�าการใสเสียงเพลงประกอบไดดวย
้
่
่
้
่
้ ้
่
และสามารถแปลงไฟลเป็นไฟลตาง ๆ ได เชน VCD, DVD หรือ EXE ฯลฯ ภาพที่ไดจัดอยูในคุณภาพดี ซึ่งโปรแกรม
์ ่
้ ่
่
้
์
อื่นจะใชเวลาในการท�างานนานพอสมควร
้
1.3 โปรแกรม Flip Album เป็นโปรแกรมลักษณะโปรแกรมส�าเร็จรูปโดยโปรแกรมที่นิยมสรางอีบุคหรือ
้
๊
หนังสืออิเล็กทรอนิกส มีความสามารถมากมาย คือ มีการชื่อมโยงกับหนังสืออิเล็กทรอนิกสเลมอื่น ๆ ไดและมีบราวเซอร ์
์
้
์ ่
ที่ท�าหนาที่ดึงขอมูลมาแสดงใหตามที่ตองการเหมือนอินเตอรเน็ตทั่วไป หนังสืออิเล็กทรอนิกสสามารถแสดงขอความ
้
์
้
้
้
้
์
รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวและแบบทดสอบและสามารถสั่งพิมพเอกสารที่ตองการออกทางเครื่องพิมพไดและสามารถ
์
์ ้
้
ปรับปรุงขอมูลใหทันสมัยไดตลอดเวลา
้
้
้
91
กิจกรรม
สงเสริมการอาน คิดวิเคราะห สังเคราะห และการน�าเสนอขอมูล
์
้
์
่
่
ค�าชี้แจง
* ใหนักเรียนศึกษาเรื่องการน�าเสนอขอมูล และจัดท�าการน�าเสนอปายนิเทศสัญจร
้
้
้
1. เตรียมอุปกรณและเครื่องมือในการน�าเสนอปายนิเทศสัญจร
้
์
* ปายนิเทศสัญจรที่ถูกตองสมบูรณ ์
้
้
* Power Point ที่มีการทดสอบการใชจากระบบในหองเรียนไดเป็นอยางดี
่
้
้
้
* ใบค�าถาม 10 ขอ แจกเพื่อน ๆ จ�านวน 45 ใบ
้
2. ขั้นตอนการน�าเสนอ
* ขั้นน�า
1. ทักทายผูฟัง ใหใชค�าทักทาย ดังนี้
้ ้
้
“เรียนอาจารยที่เคารพและสวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน” ตามดวย การแนะน�าตัวผูพูด และสมาชิกในกลุม
์
่
้
้
2. แนะน�าและจัดแสดงปายนิเทศสัญจร โดยกลาวถึงปายนิเทศสัญจร ในเรื่องทั่ว ๆ ไป เชน หัวขอ
้
้
้
่
่
เรื่อง รูปแบบ และแนวคิดวาสื่อสารถึงอะไร อยางไร เป็นตน
่
่
้
* ขั้นเนื้อหา
1. น�าเขาสูเนื้อหาของปายนิเทศดวยสไลดจาก Power Point หรือ โปรแกรมน�าเสนอรูปแบบอื่น ๆ
์
้
้ ่
้
2. ถามค�าถามจ�านวน 10 ขอ (ใหเวลาเพื่อน ๆ ในการตอบ ซักถามขอสงสัย หรือปัญหาเกี่ยวกับ
้
้
้
ค�าถาม)
* เสร็จแลวผูน�าเสนอ จะตองเก็บใบค�าถามของเพื่อน ๆ ทุกคนไปตรวจเพื่อใหคะแนน
้
้ ้
้
* ขั้นสรุป
กลาวสรุปการน�าเสนอดวย สรุปสาระส�าคัญของเนื้อหาทั้งหมดเป็นค�าคมหรือบทกลอนก็ได และถามเกี่ยวกับ
้
้
่
การน�าเสนอวายังมีปัญหาหรือขอสงสัยใด ๆ อีกหรือไม ถาไมมีก็ขอจบการน�าเสนอแตเพียงเทานี้ ขอขอบคุณ
่
่
่
่
่ ้
้
ที่ใหความรวมมือในการรับฟังเป็นอยางดี สวัสดี (คะ / ครับ)
่
่
่
้
ตัวอยางสไลดน�าเสนอ ตัวอยางสไลดน�าเสนอ
์
่
์
่
92
6
หนวยการเรียนรูที่
้
่
้
เรื่อง การรูสารสนเทศ (Information Literacy)
สาระส�าคัญ (Concept)
การรูสารสนเทศ เป็นทักษะที่จ�าเป็นส�าหรับการเรียนรูในศตวรรษที่ 21
้
้
นักเรียนควรมีทักษะการรูสารสนเทศ เพราะทักษะการรูสารสนเทศ เป็นความสามารถ
้
้
ของบุคคลในการเขาถึง ประเมิน และใชสารสนเทศเพื่อการเรียนรู และการด�าเนิน
้
้
้
ชีวิตประจ�าวัน ในโลกยุคดิจิทัลที่สารสนเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นและเผยแพรในแหลง ่
่
ตาง ๆ ที่หลากหลายซึ่งบุคคลที่มีทักษะการรูสารสนเทศ จะเป็นผูที่รูวิธีการแสวงหา
้
่
้ ้
สารสนเทศที่ตรงความตองการ และน�าสารสนเทศที่คนหามาไดใชในการเรียนรูตามจุดมุงหมายของตนเอง คิดสรางสรรค ์
้
้
้
่
้
้ ้
สิ่งใหม พัฒนาสังคมใหเกิดความยั่งยืน ตลอดจนเป็นการขยายขอบเขตการเรียนรูของบุคคลดวยการศึกษาตลอดชีวิต
้
้
้
่
จุดประสงคการเรียนรู ้
์
ดานความรู (K)
้
้
1. นักเรียนมีความรูความเขาใจ ความหมาย ความส�าคัญ และองคประกอบของการรูสารสนเทศ
้
้
์
้
2. นักเรียนมีความรูความเขาใจในเกณฑการประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต
์
่
์
้
้
3. นักเรียนอธิบายความหมาย ความส�าคัญ และองคประกอบของการรูสารสนเทศ
้
์
4. นักเรียนศึกษาคนควาเป็นสามารถเกิดการเรียนรูตลอดชีวิตได ้
้
้
้
ดานทักษะ / กระบวนการ (P)
้
1. นักเรียนสามารถก�าหนดแหลงสารสนเทศได ้
่
2. นักเรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21
3. นักเรียนมีทักษะการรูสารสนเทศ
้
ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)
์
้
1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา
้
้
่
2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิดและการแกปัญหา
้
้
3. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)
้
ศึกษาเกี่ยวกับความหมาย ความส�าคัญ และองคประกอบของการรูสารสนเทศ อีกทั้งไดศึกษาเรื่องเกณฑ ์
้
้
์
การประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต
์
่
93
หนวยการเรียนรูที่ 6
่
้
การรูสารสนเทศ (Information Literacy)
้
บทน�า
การรูสารสนเทศ เป็นทักษะที่จ�าเป็นส�าหรับการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 นักเรียนควรมีทักษะการรูสารสนเทศ
้
้
้
เพราะทักษะการรูสารสนเทศ เป็นความสามารถของบุคคลในการเขาถึง ประเมิน และใชสารสนเทศเพื่อการเรียนรู และ
้
้
้
้
การด�าเนินชีวิตประจ�าวัน ในโลกยุคดิจิทัลที่สารสนเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นและเผยแพรในแหลงตาง ๆ ที่หลากหลาย
่
่ ่
ซึ่งบุคคลที่มีทักษะการรูสารสนเทศ จะเป็นผูที่รูวิธีการแสวงหาสารสนเทศที่ตรงความตองการ และน�าสารสนเทศ
้
้ ้
้
ที่คนหามาไดใชในการเรียนรูตามจุดมุงหมายของตนเอง คิดสรางสรรคสิ่งใหม พัฒนาสังคมใหเกิดความยั่งยืน
้
้ ้
้
์
้
้
่
่
ตลอดจนเป็นการขยายขอบเขตการเรียนรูของบุคคลไปจนตลอดชีวิต
้
อนึ่งการพัฒนาทักษะการรูสารสนเทศใหเกิดขึ้นในตัวบุคคลนับเป็นสวนส�าคัญในการพัฒนาทักษะ อื่น ๆ
้
่
้
ดวย อาทิ ทักษะการตัดสินใจแกปัญหา ทักษะการแสวงหาความรู ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ ทักษะการคิด
้
้
้
่
เชิงระบบ ทักษะการคิดวิเคราะห ทักษะการคิดสรางสรรค ทักษะการอาน ทักษะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ และ
่
์
้
์
้
การสื่อทักษะการรูสารสนเทศในศตวรรษที่ 21
้
ผลลัพธที่คาดหวังของการเรียนการสอนทักษะในศตวรรษที่ 21 นักเรียนศึกษาคนควาเป็น สามารถเรียนรู ้
์
้
้
ตลอดชีวิต ไดเรียนรูทักษะการคิดเชิงวิพากษ กลายเป็นคนมีประสิทธิภาพ ใชขอมูลอยางมีความรับผิดชอบ และสามารถ
์
่
้ ้
้
้
น�าความรูไปใชประโยชนได
้
้
์ ้
ความหมาย
การรูสารสนเทศ (Information Literacy) หมายถึง ความรูความสามารถและทักษะของบุคคลในการเขาถึง
้
้
้
สารสนเทศ ประเมินสารสนเทศที่คนมาได และใชสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ ผูรูสารสนเทศจะตองมี
้
่
้
้
้
้ ้
ทักษะในดานตาง ๆ เชน ทักษะการคิดวิเคราะหและ / หรือ การคิดอยางมีวิจารณญาณ ทักษะการใชภาษา ทักษะ
้
์
้
่
่
่
การใชหองสมุด ทักษะการใชคอมพิวเตอร เป็นตน
์
้ ้
้
้
การรูสารสนเทศเป็นพื้นฐานส�าหรับการเรียนรูตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นปกติของทุกสาขาอาชีพ ระดับ
้
้
การศึกษา สังคมและสภาพแวดลอมที่จะตองใชสารสนเทศ โดยการรูสารสนเทศจะท�าใหผูเรียนใสใจในเนื้อหาหลัก
่
้ ้
้
้
้
้
และท�าใหเกิดการตรวจสอบเนื้อหาดวยตนเอง รวมทั้งเป็นการก�ากับกระบวนการเรียนรูของตนเองดวย โดยบุคคล
้
้
้
้
ที่มีการรูสารสนเทศ ตองมีความสามารถดังนี้
้
้
1. ก�าหนดขอบเขตของสารสนเทศที่จ�าเป็นได ้
2. เขาถึงสารสนเทศที่จ�าเป็นไดอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
้
้ ่
3. ประเมินสารสนเทศและแหลงที่มาอยางมีวิจารญาณ
่
่
4. เลือกและรวบรวมสารสนเทศเป็นหมวดหมู ่
94