The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by atitayaporn, 2020-07-15 22:57:49

หนังสือห้องสมุด

(ตัวอยางหนาบอกตอน)



































บรรณานุกรม









































45

(ตัวอยางหนาบรรณานุกรม)


บรรณานุกรม



คณาจารยสาขาวิชาบรรณารักษศาสตรและสารสนเทศศาสตร คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร และ





บรรณารักษและนักวิชาการประจ�าส�านักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2544).

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 4. มหาสารคาม: โครงการจัดตั้ง



คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชนะ เวชกุล. (2529). การเขียนรายงานจากการคนควา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.



ชินวุธ สุนทรสีมะ. (2529). หลักและวิธีการท�าวิทยานิพนธ รายงานประจ�าภาคและเอกสารวิจัย.

พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ณรงค ปอมบุบผา. (2526). รูปแบบของปริญญานิพนธ : หลักการ แนวคิด และวิธีท�า. มหาสารคาม:

์ ้
ภาควิชาบรรณารักษศาสตรและส�านักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม.

ทักษิณา สวนานนท. (2530). คอมพิวเตอรเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ: ครุสภา.


บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2546). คูมือการวิจัย การเขียนรายงาน การวิจัยและวิทยานิพนธ.


พิมพครั้งที่ 5. นครปฐม: คณะสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล.



ประเวศ วะสี. (2537, 25 พฤศจิกายน). "ตามหาใจที่หลุดหายใจ," มติชนสุดสัปดาห. 15(744) : 11 - 14.

. ( 2532). วิธีสรางความส�าเร็จและความสุขในวิชาชีพ. กรุงเทพฯ: กองทุนวุฒิธรรม.

ประสิทธิ์ กาพยกลอน. (2518). การเขียนภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ประหยัด ชวยงาน. (2539). ความตองการรับสารนิเทศของพระสงฆจากหองสมุดประชาชนจังหวัด




ล�าปาง. วิทยานิพนธ ศศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (2534). คูมือการเขียนบทนิพนธ (รายงาน ภาคนิพนธ และปริญญา นิพนธ).




พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

รัญจวน อินทรก�าแหง. (2533). ลอยธรรมะมาลัย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อตัมมโย.

. (2534). สวนโมกขท�าไม ? ท�าไมสวนโมกข ?. กรุงเทพฯ: อตัมมโย.


เอนก เธียรถาวร. (2515). แนวทางคนควาเพื่อท�าวิจัย และเขียนวิทยานิพนธ บทความหรือรายงาน



ประจ�าภาค. กรุงเทพฯ: อักษรบัณฑิต.
Colwell, C. Carter and Jame H. Knok. (1974). The Complete Term Paper. Reston,
Virginia: Prentice-Hall.
Lawrence, D.H. (1991). A World of Poetry. 3rd ed. Selected by Michael Rosen.
London: Kingfisher.

46

บรรณานุกรม




ประทีป จรัสรุงระวีวร. (2535). หองสมุดและการศึกษาคนควา. กรุงเทพมหานคร: แสงศิลปการพิมพ. ์





พวา พันธุเมฆา. (2541). สารนิเทศกับการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชา




บรรณารักษศาสตร คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.


ลมุล รัตตากร. (2539). การใชหองสมุด. พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน.


้ ้
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. บัณฑิตวิทยาลัย. (2547). คูมือการจัดท�าปริญญานิพนธ และสารนิพนธ.



พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฯ.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. (2538). เอกสารประกอบการเรียนวิชาสารนิเทศกับการ
ศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน.




สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี. (2549). บทเรียนออนไลน เรื่องการเขียนรายงานทาง

อาชีพ ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี. สืบคนเมื่อ 23 กันยายน 2549, จาก

www.non.rmutsb.ac.th/homepages/reportwriting/souce_project/unit3-1.html






































47

รหัสวิชา ก22922 ภาคเรียนที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 4 - 6
















หนวยการเรียนรูที่ 4 หนังสืออางอิง



หนวยการเรียนรูที่ 5 การน�าเสนอขัอมูล


หนวยการเรียนรูที่ 6 การรูสารสนเทศ


















































48

4




หนวยการเรียนรูที่




เรื่อง หนังสืออางอิง




สาระส�าคัญ (Concept)

หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่มีการจัดท�าขึ้นเป็นพิเศษ ใหขอเท็จจริง
้ ้

ที่เชื่อถือได ใชหาค�าตอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมอนุญาตใหยืมออกนอกหองสมุด





เขียนขึ้นโดยผูทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะมี

รูปแบบที่งายสะดวกแกการใชคนควา มีการจัดเรียงล�าดับเนื้อหาตามล�าดับอักษร



้ ้
ตามหัวขอวิชา ตามล�าดับเหตุการณหรือเรียงตามสภาพภูมิศาสตรมีสวนชวยอ�านวย



์ ่
ความสะดวกแกผูใชคืออักษรน�าเลม ค�าน�าทาง ดรรชนี ริมกระดาษ หนังสืออางอิง

่ ้ ้

เป็นเอกสารที่ส�าคัญที่สุด ที่จะชวยใหงานเขียนเป็นที่นาเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ



สูงคาอยางยิ่ง


จุดประสงคการเรียนรู ้

ดานความรู (K)


1. นักเรียนอธิบายความหมายของหนังสืออางอิงไดอยางถูกตอง


้ ่
2. นักเรียนบอกความส�าคัญของหนังสืออางอิงได


3. นักเรียนบอกประโยชนของหนังสืออางอิงได ้


4. นักเรียนบอกลักษณะของหนังสืออางอิงไดถูกตอง



5. นักเรียนอธิบายวิธีการคนควาจากสวนชวยคนไดอยางถูกตอง






้ ่
6. นักเรียนบอกลักษณะและวิธีใชหนังสืออางอิงแตละประเภทไดถูกตอง





7. นักเรียนสรุปเรื่องหนังสืออางอิงและสามารถน�าไปประยุกตใชในชีวิตประจ�าวันได ้

์ ้
ดานทักษะ / กระบวนการ (P)

1. นักเรียนสามารถเลือกใชหนังสืออางอิงในการศึกษาคนควาได ้




2. นักเรียนสามารถใชหนังสืออางในการตอบปัญหาได ้


ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)


1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา



2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิด และการแกปัญหา


3. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)

ศึกษาเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะของหนังสืออางอิง ลักษณะของหนังสืออางอิงที่ดี ประโยชน ประเภท



ของหนังสืออางอิง และรูวิธีใชหนังสืออางอิงแตละประเภท





49

หนวยการเรียนรูที่ 4




หนังสืออางอิง (Reference books)




บทน�า

หนังสืออางอิง คือหนังสือที่น�าเสนอขอเท็จจริง ซึ่งรวบรวมโดยผูทรงคุณวุฒิหรือผูเชี่ยวชาญในเนื้อหาหรือ




หัวขอนั้น ๆ มีการเรียบเรียงเนื้อหาใหคนควาไดงายสะดวกรวดเร็ว และเป็นที่ยอมรับกันจนใชอางอิงได ้
้ ้

้ ่
้ ้

ความหมายของหนังสืออางอิง

หนังสืออางอิง (Reference books) คือ หนังสือที่รวบรวมขอเท็จจริง ซึ่งรวบรวมมาจากแหลงตาง ๆ

่ ่

น�ามาเรียบเรียงเขาดวยกันเพื่อใชประโยชนไดอยางรวดเร็ว เป็นหนังสือที่ผูใชอานเฉพาะตอนที่ตองการ ไมจ�าเป็นตอง
้ ้

้ ้ ่


์ ้ ่

อานตลอดทั้งเลม หนังสืออางอิงจะจัดเรียงล�าดับอักษรหรือตามล�าดับปี หรือจะมีดรรชนีโดยละเอียดส�าหรับ



คนเรื่องราวที่ตองการ และมีการโยงขอความไปยังเนื้อความอื่น ๆ



ลักษณะของหนังสืออางอิง

หนังสืออางอิงโดยทั่วไป ประกอบดวยลักษณะที่ส�าคัญดังนี้


1. หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่ใหความรู เรื่องราว และขอเท็จจริงเป็นส�าคัญ




2. ผูแตงหรือผูรวบรวมจะตองเป็นผูทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะหนังสือจึงจะ



้ ่
มีคุณภาพสูงเนื้อหาเชื่อถือได และใชเป็นหลักฐานอางอิง



3. เป็นหนังสือที่แจงขอบเขตของเนื้อหาไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูใชทราบวาจะใชคนควาเรื่องราวชนิดใดบาง
้ ่


้ ้
้ ้ ้


และครอบคลุมระยะเวลานานเทาใด

4. เนื้อหาของหนังสือใหมทันสมัยเสมอ เพราะมีการปรับปรุงแกไขเพิ่มเติมเรื่องราวใหม ๆ ที่เกิดขึ้น



เพื่อใหเนื้อหาทันสมัย และมีการเรียบเรียงเนื้อหาอยางเป็นระบบ เพื่อใหคนหาไดงาย สะดวกรวดเร็ว
้ ้


้ ่
5. เป็นหนังสือที่มีบรรณานุกรมภายในเลม โดยเฉพาะหนังสือสารานุกรมจะมีบรรณานุกรมทายบทความ


ผูอานใชเป็นแนวทางในการหาความรูเพิ่มเติม
้ ่


6. รูปเลมของหนังสืออางอิงจะมีขนาดใหญกวาหนังสือธรรมดาหรือหนากวาหนังสือธรรมดา หรือ


่ ่

เป็นหนังสือชุดมีหลายเลมจบ จัดพิมพดวยกระดาษคุณภาพดี ตัวพิมพชัดเจน อานงายรูปเลมแข็งแรงทนทาน





์ ้
7. หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่หองสมุดจัดไวเพื่อใหคนควาภายในหองสมุดเทานั้น หามยืมออกนอก






้ ้

หองสมุด หนังสืออางอิงภาษาไทยจะมีตัวอักษร "อ" (อางอิง) อยูเหนือเลขเรียกหนังสือ และ หนังสืออางอิงภาษา





ตางประเทศจะมีตัวอักษรยอ "R" (Reference) อยูเหนือเลขหนังสือ หองสมุดจะจัดแยกหนังสืออางอิงไวตางหาก

้ ่




จากหนังสือทั่วไป
50

ลักษณะทั่วไปของหนังสืออางอิงที่ดี

1. ผูแตงหรือผูรวบรวมเป็นผูทรงคุณวุฒิ มีความรู และมีประสบการณในเรื่องที่เขียนอยางแทจริง





้ ่

2. ขอบเขตของเนื้อหาจะบอกไวอยางชัดเจน
้ ่
3. วิธีการเขียน เขียนเนื้อหาถูกตอง อานแลวเขาใจงาย เขียนตรงไปตรงมาไมล�าเอียง






4. มีการเรียบเรียงล�าดับเนื้อหาจากงายไปหายาก สะดวกในการคนหา


5. รูปเลม มีขนาดกะทัดรัด มีการเย็บเลมอยางดี แข็งแรง ทนทาน กระดาษดี ขนาดตัวพิมพพอเหมาะ




อานงาย ชัดเจน สะกดการันตถูกตอง ภาพประกอบ แผนที่ชัดเจน




6. มีบรรณานุกรมที่ใชประกอบในการเรียบเรียงเพื่อใหผูอานทราบวาเรื่องนั้น ๆ นาเชื่อถือเพียงใด และ
้ ้ ่



จะคนหาอานเพิ่มเติมไดจากที่ใด



7. ลักษณะพิเศษอื่น ๆ ที่อ�านวยความสะดวกในการคนเรื่องราวตาง ๆ (ธาดาศักดิ์ วชิรปรีชาพงษ, 2522



: 279 – 280)
7.1 อักษรน�าเลม ( Volume Guide)

7.2 ดรรชนีหัวแมมือ หรือ ดรรชนีริมหนากระดาษ( Thumb Index )


7.3 ค�าน�าทาง ( Running Head, Guide word )
7.4 สวนโยง ( Cross Reference )

7.5 ดรรชนี ( Index )
ตัวอยางอักษรน�าเลม


ตัวอยางดรรชนีริมหนากระดาษ



















51

ตัวอยางค�าน�าทาง
































ตัวอยางดัชนี












































52

ตัวอยางสวนโยง


1.สวนโยง ดูที่ (see)


































2.สวนโยง ดูเพิ่มที่ หรือ หรือ ดูเพิ่มเติม (see also)







































53

ประโยชนของหนังสืออางอิง


1. หนังสืออางอิงเป็นหนังสือที่ใหประโยชนอยางมาก เพราะจัดท�าขึ้นเพื่อใชในการคนควาหาค�าตอบ
์ ่





ในเรื่องตาง ๆ

2. หนังสืออางอิง จะชวยการศึกษาคนควาใหเป็นไปอยางรวดเร็ว เมื่อตองการคนควาหาขอเท็จจริง










บางประการ เพราะมีการจัดเรียงล�าดับตามอักษร มีดรรชนีชวยคนเรื่อง และผูเขียนเป็นผูมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ




3. ท�าใหเห็นประโยชนและคุณคาของการเรียนการสอนวา การศึกษาที่มุงใหผูเรียนคนควาดวยตนเองนั้น


้ ้


้ ้


เป็นลักษณะและวิถีทางการศึกษาที่ถูกตองกวาวิธีอื่น


4. ชวยฝึกนิสัยและจูงใจใหผูเรียน ผูศึกษา ผูสนใจรักการศึกษาคนควา เพราะท�าใหเขาเหลานั้นรูสึก






้ ้


ภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาคนพบ

5. หนังสืออางอิงจะชวยใหผูใชบริการหองสมุดรูถึงคุณประโยชน และความส�าคัญของการศึกษาคนควา ้




้ ้ ้


ประเภทของหนังสืออางอิง

หนังสืออางอิงแบงออกเป็น 2 ประเภทใหญ ๆ คือ



1. ประเภทที่ใหขอเท็จจริง ใหขอมูล ใหค�าตอบที่ใชในการตอบค�าถามที่ผูใชตองการทราบไดแก


้ ้ ้
้ ้
้ ่
้ ้
พจนานุกรม สารานุกรม อักขรานุกรมชีวประวัติหนังสือคูมือ สถิติ แผนที่ นามานุกรม สิ่งพิมพรัฐบาล และหนังสืออางอิง



ทางภูมิศาสตร ์
2. หนังสืออางอิงประเภทที่แจงใหผูใชทราบวาเรื่องราวที่ผูใชตองการนั้นจะหาค�าตอบไดจากที่ใด หรือ

้ ้ ้


้ ้ ้

ชึ้แหลงขอมูล เชน บรรณานุกรม ดรรชนีวารสาร (อ�าไพวรรณ ทัพเป็นไทย 2538 : 152)
่ ้

หนังสืออางอิงรวมทุกประเภท มีดังนี้

1. พจนานุกรม (Dictionaries)
2. สารานุกรม (Encyclopedias)
3. หนังสือรายปี (Yearbooks, Almanacs , Annuals)
4. อักขรานุกรมชีวประวัติ ( Biographical Dictionaries)
5. หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร (Geographical Dictionaries)


6. นามานุกรม (Directories)
7. หนังสือคูมือ (Handbooks)

8. สิ่งพิมพรัฐบาล (Government publications)

9. ดรรชนีวารสาร (Periodical indexes)
10. บรรณานุกรม (Bibliographies)
54

พจนานุกรม (Dictionaries)


































พจนานุกรม (Dictionaries) คือ หนังสือที่ใหความรูเกี่ยวกับค�าเรียงตามล�าดับตัวอักษร ใหรายละเอียด



เกี่ยวกับตัวสะกดการอานออกเสียง ความหมาย หรือค�าจ�ากัดความ ประวัติของค�า การใชค�าในความหมายตาง ๆ กัน



ค�าพองและค�าตรงขาม ค�ายอ ค�าสแลง พจนานุกรมแบงไดเป็น 3 ประเภท คือ





1. พจนานุกรมภาษา (General language dictionaries) คือ พจนานุกรมที่ใหความรูเกี่ยวกับค�า หรือ


พจนานุกรมดานภาษาแบงออกได 3 ลักษณะคือ



1.1 พจนานุกรมภาษาเดียวมี 2 ลักษณะคือ
1.1.1 พจนานุกรมฉบับสมบูรณ (Unabridged dictionaries) คือ พจนานุกรมที่รวบรวม

ค�าศัพททุกค�าที่เคยมีใชอยูในภาษา มีทั้งค�าศัพทเกาและใหมบอกที่มาของค�าอาน ค�าแปล อธิบายความหมายของ
์ ่



้ ่
ไวค�าอยางละเอียด


1.1.2 พจนานุกรมฉบับยอ (Abridge Dictionaries) พจนานุกรมที่รวบรวมค�าศัพทที่ใชอยูใน

้ ่

ปัจจุบัน มีค�าจ�านวนนอย บอกค�าอานและความหมายของค�าอยางสั้น ๆ ไมมีตัวอยางประโยคที่แสดงความหมายของ





ค�าศัพทที่ตางกัน
์ ่
1.2 พจนานุกรมสองภาษา คือ พจนานุกรมที่ใหรายการค�าดวยภาษาหนึ่ง และอธิบายหรือใหความ



หมายเป็นอีกภาษาหนึ่ง เป็นการเปรียบเทียบค�าระหวาง 2 ภาษา เชน NEW Model English - Thai dictionary ของ


So Sethaputra
1.3 พจนานุกรมหลายภาษา คือ พจนานุกรมที่ใหรายการค�าดวยภาษาหนึ่ง และอธิบายหรือให ้


ความหมายของค�าเป็นภาษาอื่นมากกวา 2 ภาษาขึ้นไป เชน พจนานุกรม 4 ภาษาไทย - อังกฤษ - ฝรั่งเศส - เยอรมัน


โดยพระเรี่ยมวิรัชพากย ์
55

2. พจนานุกรมเสริมพจนานุกรมภาษา ( Supplementary Language Dictionaries) คือ พจนานุกรม
ที่ใหความรูเกี่ยวกับค�า แตเนนเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งของค�า เชน รวมค�ายอไวในเลมเดียวกันเรียกวาพจนานุกรมอักษรยอ

่ ้







รวมส�านวนไวดวยกัน เรียกวา พจนานุกรมส�านวนค�าพองไวดวยกัน เรียกวาพจนานุกรมค�าพอง




้ ้
้ ้
3. พจนานุกรมเฉพาะวิชา (Subject Dictionaries) คือ พจนานุกรมที่รวบรวมค�าศัพทเฉพาะวิชา หรือสาขาใด

สาขาหนึ่ง ไวในเลมเดียวกัน แลวใหค�านิยามหรือเรื่องราวเกี่ยวกับค�าศัพทนั้น เชน พจนานุกรมเคมี พจนานุกรม






กฎหมาย พจนานุกรมวิทยาศาสตร ศัพทวิชาการบรรณารักษศาสตร ์



วิธีใชพจนานุกรม

1. พิจารณาดูวาความรูเกี่ยวกับค�าที่จะคนนั้น ตองการรายละเอียดมากนอยเพียงใดเกี่ยวกับเรื่องอะไร





ควรคนจากพจนานุกรมฉบับสมบูรณ หรือฉบับยอ หรือพจนานุกรมเฉพาะวิชา



2. อานค�าแนะน�าวิธีใชพจนานุกรมเลมนั้น อักษรยอ เครื่องหมายและสัญลักษณตาง ๆ ที่ใชในเลมใหเขาใจ



์ ่


้ ้

เสียกอน

3. ใชเครื่องหมายในการคนหาค�าที่ตองการไดรวดเร็ว เชน





3.1 ดรรชนีริมกระดาษ หรือดรรชนีหัวแมมือ (Thumb indexes)

3.2 ค�าน�าทาง หรืออักษรน�าหนา (Guide Words or running Head) ที่ปรากฏอยูมุมตอนบนของ


กระดาษแตละหนาบอกใหทราบวาค�าที่ตองการจะคนอยูในหนานั้น ๆ หรือไม (ธาดาศักดิ์ วชิรปรีชาพงษ 2543: 106)










ตัวอยางพจนานุกรมภาษา

เปลื้อง ณ นคร. (2525). พจนะ - สารานุกรมฉบับทันสมัย. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

เลม 1 ภาคพจนานุกรม จัดเรียงล�าดับค�าแบบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แตกตางจากฉบับอื่น ๆ


คือ รวบรวมค�าใหม ๆ ไวดวย

้ ้
เลม 2 ภาคสารานุกรม แบงออกเป็นเรื่อง ๆ ไดแกภูมิศาสตรสากล สุขภาพและอนามัย กฎหมาย วรรณคดี


้ ่

พุทธศาสนา และความรูเกี่ยวกับเวลา

56

พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, 2546.






































เป็นพจนานุกรมมาตรฐาน ซึ่งใชเป็นแบบฉบับของการเขียนหนังสือภาษาไทยในทางราชการ ใหความรูเรื่องอักขระ



วิธีการออกเสียง ความหมายของค�า ประวิติของค�า ตอนตนเลมมีค�าชี้แจงหลักการเขียนและวิธีใชพจนานุกรม ทายเลม






มีภาพประกอบทั้งสีขาวด�า เป็นพจนานุกรมที่หองสมุดทุกแหงจ�าเป็นตองมี เพราะถือเป็นฉบับที่สมบูรณที่สุด




ตัวอยางพจนานุกรมสองภาษา

พระเรี่ยมวิรัชชพากย. (2505). พจนานุกรมฝรั่งเศส - ไทย ไทย - ฝรั่งเศส. กรุงเทพ: นครเกษมบุคสโตร. ์


แบงออกเป็น 2 ตอน

ตอนที่ 1 ใหค�าจ�ากัดความหมายจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย

ตอนที่ 2 ใหความหมายของค�าจากภาษาไทยเป็นภาษาฝรั่งเศสอีกทั้งใหศัพททางดานวิชาการ คือใหทราบ





ค�าศัพทกฎหมาย วิทยาศาสตร แพทยศาสตร ตลอดจนส�านวนที่นารูและตัวอยางประโยค วิธีใชค�า





่ ้

สอ เสถบุตร. (2529). New Model Thai - English Dictionary. 2 เลม. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร:


ไทยวัฒนาพานิช.
เป็นพจนานุกรม 2 คือภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยภาษาไทยตามล�าดับพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานบอกชนิดของค�า ใหค�าอานเฉพาะค�าที่อานยาก ความหมายของค�า พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ





เลมแรกบรรจุค�าตั้งแตอักษร ก - บ เลมสองบรรจุค�าตั้งแตอักษร ป - ฮ




So Sethaputra. (1993). New model English - Thai Dictionary. 2 vols. 5th.ed. Bangkok:
Thai Watana Panich.
57

พจนานุกรม 2 ภาษา อังกฤษ - ไทย รวบรวมค�าศัพททั่วไปและศัพทวิชาการ ชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตรวิสา



มายนาม อธิบายความหมายของค�า การอานออกเสียง พรอมทั้งตัวอยางประกอบมีการเปรียบเทียบค�าศัพทอเมริกา




แบงออกเป็น 2 เลม เลมแรกบรรจุค�าตั้งอักษร A - L เลมสองบรรจุค�าตั้งแตอักษร M – Z





ตัวอยางพจนานุกรมหลายภาษา

จันบุรีนฤนาถ, กรมพระ. (2520). ปทานุกรมบาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:

มหามกุฎราชวิทยาลัย.
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหพิมพในโอกาส ม.ล. บัว กิติ





ยากร อายุครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2521
รวบรวมค�าศัพทเป็นภาษาจากค�าภีรอภิธานัปทีปิกา ซึ่งเป็นต�าราวาดวยนาม ศัพทตาง ๆ ของภาษาบาลีให ้
่ ้


์ ่
รายการค�าศัพทเป็นบาลีโดยเทียบกับภาษาไทย และใหความหมายเป็นภาษาไทยระบุที่มาของค�าแลวเทียบกับค�าศัพท ์



เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งจากค�าศัพทเดียวกันเทียบเป็นภาษาอังกฤษบอกชนิดของค�าอธิบายความหมายเป็นภาษาอังกฤษ

แลวเทียบเป็นภาษาสันสกฤต เป็นเทียบเป็นภาษาสันสกฤต เป็นพจนานุกรมที่มีคุณคาทางภาษาศาสตร อักษรศาสตร ์



เป็นประโยชนในการศึกษาภาษาบาลี พระพุทธศาสนา

พระเรี่ยมวิรัชพากย. (2520). พจนานุกรม 4 ภาษาไทย - อังกฤษ - ฝรั่งเศส - เยอรมัน. กรุงเทพฯ: แพร พิทยา.


เป็นพจนานุกรม 4 ภาษาเรียงตามล�าดับอักษรภาษาไทย ใหค�าศัพทและวลีที่ใชมาก แปลเทียบความหมาย



เป็นภาษาอื่นอีก 3 ภาษาคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เฉพาะค�าในภาษาฝรั่งเศส - เยอรมันระบุเพศ และพจนของค�า

นามดวย

ตัวอยางพจนานุกรมเสริมพจนานุกรมภาษา

ชิต ภิบาลแทน. (2502). พจนานุกรมไทยค�าพอง คูมือผูใชภาษาไทยประจ�าวัน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ อักษรบริการ.


้ ้

เป็นพจนานุกรมค�าพองและค�าตรงขาม รวบรวมเฉพาะค�าที่มีตัวสะกด หรืออานออกเสียงเหมือนกันจัดเรียง



ค�าตามแบบพจนานุกรม ใหความหมายค�าโดยสังเขป บอกชนิดของค�า และการอานออกเสียงเฉพาะค�า


พรพิมล ถิรคุณโกวิท และวิโรจน ถิรคุณโกวิท. (2527). พจนานุกรมอักษรยอฉบับสมบูรณ. กรุงเทพฯ:



แพรพิทยา.

เป็นพจนานุกรมอักษรยอ รวบรวมอักษรยอที่มีการใชทั้งในภาษาอังกฤษ เชน อักษรยอของหนวยงาน






โครงการของสวนราชการ อักษรยอที่มาจากชื่อบุคคล และอักษรยอที่เกิดจากการตัดทอนค�าใหสั้นลงเพื่อสะดวกแก ่




การเรียก เรียงตามล�าดับอักษร มีภาพประกอบ
วิจิตรมาตรา, ขุน. (2515). ส�านวนไทย โดย กาญจนาคพันธุ (นามแฝง). 2 เลม. พิมพครั้งที่ 2. พระนคร: บ�ารุงสาสน.




เป็นพจนานุกรมส�านวนไทยตั้งแตสมัยโบราณจนถึง พ.ศ. 2515 โดยรวบรวมส�านวนไทยจากกฎมณเฑียร

บาลตั้งแตสมัยสุโขทัยเป็นตนมา พงศาวดารฉบับตาง ๆ กฎหมาย วรรณคดี แตละรายการจะอธิบายความหมาย ประวัติ




ความเป็นมา ยกตัวอยางการใชและบอกแหลงที่มา



วิทย เที่ยงบูรณธรรม. (2526). พจนานุกรมค�าเหมือนกัน ค�าตรงกันขาม (An English - Thai Dictionary of


Synonyms and Antonyms). กรุงเทพฯ: บ�ารุงสาสน.

58

ตัวอยางพจนานุกรมเฉพาะวิชา

ชัยวัตน เจนวานิชย. (2524). พจนานุกรมเคมี. กรุงเทพฯ: โอ.เอสพริ้นติ้งเฮา.


เป็นพจนานุกรมเคมี ที่ไดรวบรวมค�าศัพท ค�าอธิบาย และตัวอยางในวิชาเคมี เพื่อใชในการคนหา เพื่อ





แกปัญหาประกอบการเรียน ผูเขียนจึงรวบรวมค�าศัพทมากกวา 1,000 ไวในหนังสือเลมเดียว






จารุวรรณ สินธุโสภณ. (2521). วิทยานุกรมบรรณารักษศาสตร. กรุงเทพฯ: สมาคมหองสมุดแหงประเทศไทย.



อธิบายค�าศัพท หรือวลีทางดานบรรณารักษศาสตรจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ค�าศัพทบางค�าที่เป็น





หัวขอใหญจะอธิบายรูคอนขางละเอียดเหมือนลักษณะบทความในสารนุกรมสวนค�าบางค�าที่เป็นเรื่องงาย ๆ จะอธิบาย

้ ่




อยางรวบรัดโดยใหใหค�าจ�ากัดความเหมือนพจนานุกรม
้ ้

โชติ กัลยาณมิตร. (2518). พจนานุกรมสถาปัตยกรรมและศิลปะเกี่ยวเนื่อง. กรุงเทพฯ: การไฟฟาผลิต

แหงประเทศไทย.

รวบรวมค�าศัพททางดานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม วัฒนธรรม วรรณคดี และประวัติศาสตรไทย



ใหค�านิยามอยางสั้น ๆ ค�าใดที่มีหลายความหมายจะใหความหมายไวจนครบมีภาพประกอบและมีบรรณานุกรม




ทายเลม


สารานุกรม (Encyclopedias)


สารานุกรม (Encyclopedias) คือ หนังสือที่ใหความรูในสาขาวิชาตาง ๆ ไมวาจะเป็นเรื่องของคน สัตว ์


่ ่

สิ่งของ สถานที่ เหตุการณส�าคัญ ๆ เป็นแหลงขอมูลที่ส�าคัญส�าหรับใชคนหาความรูเบื้องตนในทุกเรื่องของแตละสาขา


้ ้
่ ้


วิชาสารนุกรมจะเขียนโดยผูเชี่ยวชาญในแตละสาขาวิชานั้น จัดเรียงเนื้อหาตามล�าดับอักษร แตละบทความจะยาว หรือ



สั้นขึ้นอยูกับขนาดของสารานุกรม ตอนทายของบทความจะมีชื่อผูเขียนอาจเป็นเลมเดียวจบหรือเป็นชุดก็ได สารานุกรม





แบงออกเป็นไดเป็น 2 ประเภท คือ


1. สารานุกรมทั่วไป (General Encyclopedias) คือ สารานุกรมที่ใหความรู และขอเท็จจริงในสาขาวิชา



ตาง ๆ ทุกสาขาวิชาใหความรูกวาง ๆ พอเป็นพื้นฐานส�าหรับผูอานทั่วไปที่ไมใชนักวิชาการ แบงออกไดเป็นสารานุกรม
้ ้

่ ่


้ ่

ส�าหรับเด็กและสารานุกรมส�าหรับผูใหญ ่

59

2. สารานุกรมเฉพาะวิชา (Subject Encyclopedias) คือ สารานุกรมที่จัดท�าขึ้นส�าหรับนักวิชาการ หรือ
ผูสนใจในในสาขาวิชาตาง ๆ อธิบายรายละเอียดลึกซึ้งกวาสารานุกรมทั่วไป เชน สารานุกรมวิทยาศาสตร จะไหความรู ้






เฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร ์
ลักษณะเฉพาะของสารานุกรม
1. สารานุกรมเป็นหนังสือที่ใหความรูพื้นฐานในสาขาวิชาตาง ๆ ที่ใชเป็นแหลงค�าตอบเกี่ยวกับเรื่องราว





อยางกวาง ๆ


2. สารานุกรมมีทั้งชนิดเลมเดียวจบและชนิดเป็นชุดหลายเลมจบ


3. มีการจัดเรียงล�าดับเนื้อหา เรียงล�าดับอักษรแบบพจนานุกรม ก - ฮ และ A - Z หรือเรียงตามล�าดับ
หรือเหตุการณที่เกิดขึ้น

4. มีชื่อเต็มหรืออักษรยอของชื่อผูเขียนบทความก�ากับไวทายเรื่องทุกเรื่อง เพื่อแสดงถึงความนาเชื่อถือ



้ ้
5. อธิบายเรื่องราวตาง ๆ ไวอยางละเอียด บางเรื่องอาจมีภาพ แผนภูมิ แผนที่ประกอบเพื่อใหเขาใจไดงายขึ้น
้ ้
้ ่

้ ่
6. ทายบทความแตละเรื่องมีบรรณานุกรม คือ รายชื่อหนังสือและเอกสารอื่น ๆ ที่ใชในการคนควาและ





เรียบเรียงบทความนั้น ๆ เพื่อเป็นหลักฐานอางอิงในการรวบรวมบทความขึ้นมาอยางนาเชื่อถือ และผูอานน�าไปคนควา
้ ่





เพิ่มเติมได ้
7. มีดรรชนีชวยคนเรื่องยอย ๆ ในเลม ถาเป็นหนังสือเลมเดียวจบดรรชนีคนเรื่องจะอยูทายเลมถาเป็น



่ ้
่ ้




หนังสือชุดจะอยูเลมสุดทายของชุด
่ ่

8. มีเครื่องชวยคนเรื่องราวภายในเลม คือ มีอักษรน�าเลม (Volume Guide) ที่สันของหนังสือมีค�าน�าทาง




และมีสวนโยง

9. ความรูในสารานุกรมมีหลายระดับ มีทั้งขั้นอานยากส�าหรับผูมีความรูสูง ชั้นกลางส�าหรับนักเรียนนักศึกษา




และชั้นงายส�าหรับเด็กและเยาวชน

วิธีใชสารานุกรม

1. พิจารณารายละเอียดของเรื่องราวที่ตองการคนควาวาจะคนจากสารานุกรมทั่วไป หรือสารานุกรมเฉพาะวิชา


้ ่

2. อานวิธีใช ค�าอธิบายอักษรยอ เครื่องหมาย สัญลักษณตาง ๆ และวิธีการจัดเรียงเนื้อหาในเลมใหเขาใจ
์ ่




้ ้
เสียกอน

3. ถาสารานุกรมชุดนั้นเรียงตามล�าดับอักษร

3.1 ดูที่อักษรน�าเลม ที่สันของแตละเลมวาเรื่องหรือค�าที่ตองการคนควานั้นใหเขาใจเสียกอน



้ ้



่ ่
3.2 เปิดดูตามล�าดับตัวอักษร เชน เดียวกับการคนหาค�าตอบจากพจนานุกรม


3.3 ใชค�าน�าทาง หรือ สวนโยง (Cross Reference)


4. ถาตองการคนชีวประวัติของบุคคลส�าคัญในสารานุกรมภาษาอังกฤษใหดูจากอักษรชื่อสกุลแลวดู ชื่อตน


้ ้


5. ดูจากดรรชนี (Index) ซึ่งมักอยูตอนทายของแตละเลม หรือรวมอยูเลมสุดทายของชุดก็จะทราบวา




่ ่


เรื่องที่ตองจะคนนั้นอยูในเลมใดและหนาอะไรบาง (สอางศรี พรสุวรรณ และเพชราภรณ พิทยารัฐ 2532: 89)







60

ตัวอยางสารานุกรม

สารานุกรมไทยกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พระนคร: ราชบัณฑิตยสถาน, 2498 - ปัจจุบัน.

เป็นสารานุกรมชุดแรกของไทย มีขอบเขตในสาขาวิชาตาง ๆ อยางกวางขวางทั้งทางสังคมศาสตร เศรษฐกิจ




วิทยาศาสตร ดาราศาสตร บุคคลส�าคัญ ประวัติศาสตร ศาสนา ปรัชญา วรรณคดี ศิลปกรรม วัฒนาธรรม เป็นตน




บทความแตละบทความเขียนโดยผูทรงวุฒิทางสาขาวิชานั้น ๆ เนื้อหาคอนขางละเอียด บางเรื่องมีภาพประกอบทาย





ความมีอักษรยอชื่อ นามสกุล ของผูเขียนกับก�าไว และทายเลมของสารานุกรมมีบัญชีชื่อเต็มของผูเขียนบทความ






พรอมดวยคุณวุฒและต�าแหนงหนาที่การงาน มีดรรชนีทายเลมทุกเลม ปัจจุบันไดมีการจัดพิมพถึงเลมที่ 30 เริ่มจาก










อั้งยี่ – ไฮโดรเจน
สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานแตละเลมเริ่มจากอักษรและค�าตาง ๆ ดังนี้



เลมที่ 1 เริ่มจาก ก - กลากเหล็ก

เลมที่ 2 เริ่มจาก กลาง - กาลิเซีย

เลมที่ 3 เริ่มจาก กาลิทาส - ขอมแปรพักตร ์

เลมที่ 4 เริ่มจาก ขอย - คมนาคม


เลมที่ 5 เริ่มจาก คมนาคม - คุรุสภา

เลมที่ 6 เริ่มจาก คุหยัก - แค ้

เลมที่ 7 เริ่มจาก แคกสตัน - จรวดพระนังคัล

เลมที่ 8 เริ่มจาก จรวด - จี๊ด

เลมที่ 9 เริ่มจาก จีน - ฉัททันต ์

เลมที่ 10 เริ่มจาก ฉัน - เชียงราย

เลมที่ 11 เริ่มจาก เชียงรุง - ดีดขัน


เลมที่ 12 เริ่มจาก ดี.ดี.ที. - ตั๋วแลกเงิน

เลมที่ 13 เริ่มจาก ตัวสงกรานต - ทะนาน


เลมที่ 14 เริ่มจาก ทะเบียน - ธรรมราชา

เลมที่ 15 เริ่มจาก ธรรมวัตร - นิลเอก

เลมที่ 16 เริ่มจาก นิ่ว - บุพาราม

เลมที่ 18 เริ่มจาก ประถมจินดา - ปิง

เลมที่ 19 เริ่มจาก บึงคละ - ฝาย


เลมที่ 20 เริ่มจาก ฝาเรือน - พานทอง

เลมที่ 21 เริ่มจาก พายุ - ภักดี

61

เลมที่ 22 เริ่มจาก ภัททิยะ - มโหสถ

เลมที่ 23 เริ่มจาก มอ – แมแรง


เลมที่ 24 เริ่มจาก แมลง – ราชนีติ

เลมที่ 25 เริ่มจาก ราชบัณฑิตยสถาน – โลกธรรม

เลมที่ 26 เริ่มจากฦ, ฦๅ – สตูล

เลมที่ 27 เริ่มจากสถานเสาวสาลี, ขาว – หวาย, ตน



เลมที่ 28 เริ่มจากภา – สาละ, ตน


เลมที่ 29 เริ่มจากหวี่, แมลง – อังคุตรนิกาย

เลมที่ 30 เริ่มจากอั้งยี่ – ไฮโดรเจน

บทความในสารานุกรมเนื้อหาคอนขางละเอียด บางเรื่องมีภาพประกอบ ภาพวาด ภาพสี ภาพขาวด�ามีชื่อ


ยอของผูเขียนบทความก�ากับไวขางทายบทความ ทายเลมของสารานุกรมจะมีบัญชีชื่อบทความโดยเรียงตามล�าดับ
้ ้





อักษรยอชื่อผูเขียนที่ลงก�ากับไวทายบทความ เพื่อทราบนามเต็ม วุฒิ ต�าแหนงของผูเขียน มีดรรชนีทายเลม ท�าให ้


้ ้




คนหาค�าที่ตองการไดสะดวกยิ่งขึ้น



สารานุกรมไทยส�าหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ 9



เป็นหนังสือสารานุกรมที่พิมพขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516 จนถึงปัจจุบัน รวม 41 เลม เป็นสารานุกรมภาษาไทย


จัดท�าขึ้นเป็นรูปเลม โดยมีเนื้อหาบางสวนเผยแพรในระบบออนไลน เป็นสารานุกรมไทยแบบเป็นชุด เนนความรูที่เกิด






ขึ้นและใชอยูในประเทศไทย จัดท�าโดยคนไทย เพื่อใหคนไทยทุกเพศทุกวัยมีโอกาสไดอาน แตละเลมรวบรวมเนื้อเรื่อง


้ ่
้ ่

จากหลากหลายสาขาวิชา เนื้อหาของเรื่องตาง ๆ เรียบเรียงใหเหมาะสมกับ 3 ระดับความรู ใหแก เด็กรุนเล็ก เด็กรุน



้ ่


กลาง และเด็กรุนใหญ รวมทั้งผูใหญที่สนใจทั่วไป แตละเรื่องเริ่มตนดวยเนื้อหาของระดับเด็กรุนเล็ก ตามดวยเนื้อหา


้ ้





ของรุนกลางและรุนใหญตามล�าดับ เนื้อหาในแตละระดับพิมพดวยตัวอักษรขนาดตางกัน
์ ้





ตัวอยางสารานุกรมเฉพาะวิชา

กีรติ บุญเจือ. (2522). สารนุกรมปรัชญา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
เนื้อหาแบงออกเป็น 2 ภาค คือภาคแรกเป็นศัพทปรัชญา และภาคที่ 2 เป็นสารานุกรมภาคศัพทปรัชญา



และการถอดความภาษาตางประเทศเป็นภาษาไทย เรียงตามล�าดับอักษรของค�าศัพทจาก A - Z แลวแปลความหรือ



ถอดค�าเป็นภาษาไทย ภาคที่ 2 เป็นสารานุกรมใหความหมาย อธิบายค�าศัพทวลีใชในวงปรัชญา ชีวประวัติบุคคลดาน




ปรัชญาอยางสั้น ๆ เรียงตามล�าดับอักษร ก - ฮ ทายเลมมีบรรณานุกรม



สมบัติ พลายนอย. (2532). สารานุกรมประวัติศาสตรไทย (ฉบับปรับปรุงมา). โดย ส. พลายนอย. (นามแฝง).



พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: รวมสาสน.


เป็นสารานุกรมดานประวัติศาสตร ซึ่งผูเขียนไดอานและจดบันทึกไวแลวจึงน�า มารวบรวมเป็นเลมใหราย


้ ่
้ ้



ละเอียดเกี่ยวกับชื่อบุคคล สถานที่ เชื้อชาติเกี่ยวกับประวัติศาสตรไทย เรียงล�าดับอักษรมีภาพประกอบทายเลมมีดรรชนี



62

สมาคมวิทยาศาสตรแหงประเทศไทย. (2533). สารานุกรมวิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.


์ ่
รวบรวมบทความทางดานวิทยาศาสตรแขนงตาง ๆ เขียนโดยผูเชี่ยวชาญจัดเรียงเนื้อหาตามล�าดับอักษร




มีภาพประกอบทั้งภาพสีและขาวด�า ทายเลมเป็นชีวประวัตินักวิทยาศาสตร แนวความคิด และประดิษฐกรรมของ




นักวิทยาศาสตรแตละคน เรียงตามล�าดับปีจากสมัยกอนจนถึงปัจจุบัน ทายเลมมีดรรชนี

์ ่


หนังสือรายปี




























หนังสือรายปี (Yearbooks, Annuals, Almanacs) คือ หนังสือที่ออกเป็นรายปีรวบรวมเรื่องราวขาวสาร

ความเคลื่อนไหวตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผานมา ใหขอเท็จจริงของเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผานมา
้ ้
์ ่



โดยใหขอเท็จจริงของเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางดานการเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ
้ ้
์ ่

มีขอมูลทางดานสถิติตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีแตไมมีขอวิจารณ ์
่ ่ ้



หนังสือรายปีแบงออกไดตามลักษณะของขอบเขตและเนื้อหาวิชาได 4 ประการ คือ



1. หนังสือรายปีของสารานุกรม (Encyclopedia Yearbook) หนังสือรายปีที่จัดท�าขึ้นเพื่อเติมเนื้อหาของ
สารานุกรมใหทันสมัยอยูเสมอ หรือ เป็นการสรุปเหตุการณ หรือความกาวหนาทางวิชาการใหม ๆ ในรอบปีที่ผานมา







พิมพผนวกเขาไว ้


2. หนังสือรายปีที่สรุปขาวและเหตุการณในรอบปี บันทึกเหตุการณส�าคัญทางการเมืองเศรษฐกิจสังคม



โดยเสนอในรูปของสรุปความซึ่ง น�าเสนอเป็นรายสัปดาห เมือครบปีจึงจัดท�าดรรชนีชวยคนให ้



3. หนังสือรายปีที่สรุปผลงานเฉพาะเรื่อง คือ หนังสือที่สรุปผลงานประจ�าปีของหนวยงานตาง ๆ ที่แสดง


ใหเห็นถึงความกาวหนาทางวิชาการ รายงานกิจกรรมของหนวยงาน




63

4. สมพัตสร (Almanacs) คือ หนังสือที่เสนอขอมูลในแตละดาน มีการจัดเรียงเหตุการณที่เกิดขึ้นตาม




ปฏิทิน พรอมมีทั้งตัวเลข ตาราง สถิติประกอบ

วิธีใชหนังสือรายปี

1. พิจารณาวาเรื่องที่ตองการคนหานั้นเป็นเหตุการณในรอบปีที่เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปหรือเป็นเรื่องสมาคม




องคการ

2. เลือกใชหนังสือรายปีใหถูกประเภทดังนี้ ถาเป็นเหตุการณในรอบปีที่เป็นสากลใหใชหนังสือรายปีประเภท




้ ้
สารานุกรมฉบับเพิ่มเติม และใชสมพัตสรถาเป็นเหตุการณส�าคัญ



3. กอนใชหนังสือรายปีแตละเลมควรเปิดอานวิธีใชเสียกอน







ตัวอยางหนังสือรายปีของสารานุกรม

Americana Annual. New York: Grolier, 1923.
เป็นหนังสือรายปีของสารานุกรมชื่อ Encyclopedia Americana จัดท�าขึ้นเพื่อเพิ่มเนื้อหาของ
Encyclopedia Americana ใหมีความทันสมัย โดยรวบรวมเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี มีปฏิทินขาวที่ส�าคัญ


์ ่
ในแตละเดือน บทความกาวหนาทางวิชาการ ทายบทความมีชื่อผูเขียนบทความ นอกจากนี้มีประวัติบุคคลที่เสียชีวิต





ในรอบปีนั้น มีภาพประกอบ ทายเลมมีดรรชนี


ตัวอยางหนังสือรายปีที่สรุปขาวและเหตุการณในรอบปี



สยามจดหมายเหตุ บันทึกขาวสารเหตุการณ. กรุงเทพฯ: สยามบรรณ, 2519 - ปัจจุบัน.


ก�าหนดออกรายสัปดาห มีแฟมปกแข็งไวส�าหรับรวบรวมจัดเก็บเป็นปี ประมวลขาวที่นาสนใจทางดาน






การบริหาร การตางประเทศ เศรษฐกิจ ปกิณวิทยา ใหขอเท็จจริงโดยไมมีการวิจารณ การจดบันทึกดานการบริหาร
้ ้




การตางประเทศ เศรษฐกิจ ปกิณกวิทยา ใหขอเท็จจริงโดยไมมีการวิจารณ การจดบันทึกเหตุการณแบงออกเป็น

์ ่
้ ้


3 สวนคือ บันทึกเหตุการณที่เกิดขึ้นภายในประเทศเหตุการณตางประเทศ และดานเศรษฐกิจภายในประเทศ และ

์ ่


ดานเศรษฐกิจตางประเทศ นอกจากนี้มีปฏิทินขาวประจ�าวัน ประกาศของทางราชการ มีดรรชนีใหคนเรื่องประกอบดวย


้ ้


ดรรชนีชื่อบุคคล ดรรชนีหัวเรื่อง ภายใตหัวเรื่องจะใหชื่อเรื่อง พรอมทั้งบอกเลขหนา ดรรชนีแบงออกเป็น 2 ภาค





คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ไดมีการจัดท�าหนังสือรายปีประเภทนี้

ตัวอยางหนังสือรายปีที่สรุปผลงานเฉพาะเรื่อง

รายงานประจ�าปีของกรมสงเสริมอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ: กรมสงเสริมอุตสาหกรรม. รายปี


จัดท�าเป็นประจ�าทุกปี ตอนตนเลมมีแผนภูมิการแบงสวนราชการของกรม รายงานแบงเป็นเรื่อง ๆ เชน




่ ่
อ�านาจหนาที่ของกรม งบประมาณรายจาย อัตราก�าลังขาราชการ ผลปฏิบัติงานของกองตาง ๆ และตอนทายเป็น





ท�าเนียบขาราชการของกรมสงเสริมอุตสาหกรรม


64

ตัวอยางสมพัตรสร

สยามออลมาแนค (Siam almanac). กรุงเทพฯ: สยามบรรณ, 2527 - ปัจจุบัน.

เป็นหนังสือสมพัตรสรที่ใหเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย จัดท�าครั้งแรกในปี 2527 รวบรวมขอมูลขาวสาร



สถิติของประเทศไทยตั้งแต อดีต - ปัจจุบันเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณดานการเมือง การปกครอง การทหารการศึกษา
์ ้

เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเกษตร และสาธารณสุขในลักษณะสารนิเทศ และปูมปฏิทิน ตอนตนเลมมีล�าดับเหตุการณในรอบปี



บอกวัน เดือนปี ที่เกิดเหตุการณ ตอนทายเลมมีสถิติขอมูลส�าคัญทางดานตาง ๆ เชนประชากร คนเกิด คนตาย







อักขรานุกรมชีวประวัติ






















อักขรานุกรมชีวประวัติ (Biographical Dictionaries) คือหนังสือที่รวบรวมชีวประวัติบุคคลส�าคัญจัดเรียง

ตามล�าดับอักษรแตละชีวประวัติจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับปีที่เกิด (ปีตาย) การศึกษาต�าแหนงหนาที่การงาน และผลงาน



ที่เดนและส�าคัญจนท�าใหมีชื่อเสียง


อักขรานุกรมชีวประวัติแบงออกไดเป็น 3 ประเภท คือ (นันทา วิทวุฒิศักดิ์ 2536: 183)


1. ชีวประวัติบุคคลทั่วไป (Universal Biographical Dictionaries) รวมชีวประวัติบุคคลส�าคัญไมจ�ากัด

เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ
2. อักขรานุกรมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง (National Regional Biographical Dictionaries)


รวมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง หรือภูมิภาคหนึ่ง เชน เชื้อชาติ ศาสนา เป็นตน




3. อักขรานุกรมชีวประวัติบุคคลในสาขาอาชีพเดียวกัน (Professional Biographical Dictionaries)
รวมชีวประวัติบุคคลส�าคัญเฉพาะที่ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ไมจ�ากัดเชื้อชาติ ยุคสมัย เชน แพทย ครู ทนายความ



พักการเมือง เป็นตน

อักขรานุกรมชีวประวัติแตละประเภทจะรวมเอาชีวประวัติของบุคคลทั้งที่มีชีวิตอยู และบุคคลที่เสียชีวิตไปแลว



65

วิธีใชอักขรานุกรมชีวประวัติ


1. พิจารณาดูวาชีวประวัติที่ตองการคนหานั้นเป็นบุคคลประเภทใด บุคคลที่ยังมีชีวิตอยูหรือ บุคคล




ที่สิ้นชีวิตแลว หรือบุคคลเฉพาะกลุม เชน เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ



2. เลือกใชอักขรานุกรมชีวประวัติใหถูกตองตรงกับเรื่องที่ตองการคน





3. กอนใชอักขรานุกรมชีวประวัติควรอานวิธีใชกอน
้ ่



ตัวอยางอักขรานุกรมชีวประวัติทั่วไป

Current Biography. New York: H.W. Wilson, 1940 .
ก�าหนดออกรายเดือน ยกเวนเดือนสิงหาคม และมีฉบับรวมเย็บเลมเป็นปี เรียกวา Current Biography



year Book รวบรวมชีวประวัติบุคคลที่มีชื่อเสียงทั่วโลกทุกอาชีพ ซึ่งขณะที่พิมพเผยแพรยังมีชีวิตอยูบุคคลเหลานี้




ถาภายหลังไดสิ้นชีวิตลงก็จะกลาวถึงอีกครั้งอยางสั้น ๆ แลวจะบอกใหดูรายละเอียดใน Current Biography เลมใด







ตอนทายจะบอกแหลงที่ทราบขาว การสิ้นชีวิต จัดเรียงตามล�าดับอักษรนามสกุลของเจาของชีวประวัติ ประกอบดวยปี





เกิด อาชีพ ผลงานเขียนเป็นบทความที่ชวนอาน ประวัติของแตละบุคคลจะมีรายละเอียดมากนอยแลวแตความส�าคัญ





ของบุคคลนั้น มีภาพบุคคลนั้น ๆ ประกอบ ทายบทความมีบรรณานุกรมระบุแหลงที่มาของขอมูลที่น�ามาใชประกอบ




การเขียนชีวประวัติของบุคคลนั้น มีดรรชนีทายเลมทุกเลมเป็นดรรชนีแบบสะสมเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมของแตละปี




เป็นตนมา

ตัวอยางอักขานุกรมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่งหรือชาติหนึ่ง



ใครเป็นใครในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: คณะรัฐประศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2506.


จัดท�าโดยคณะรัฐประศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร หนังสือชุดนี้เมื่อเริ่มพิมพออกมาใชประโยชนไดดี

์ ้



มาก (แตปัจจุบันขอมูลไมทันสมัย) รวบรวมชีวประวัติของบุคคลในวงงานรัฐบาลขาราชการไทยที่อยูในต�าแหนงราชการ






ตั้งแตชั้นเอกขึ้นไปและบุคคลนอกวงงานราชการผูส�าเร็จการศึกษาปริญญาโทขึ้นไปจ�านวน 3,152 คน เรียงตามล�าดับ


อักษรชื่อแตละบุคคล บอกวันเดือนปีเกิดเครื่องราชอิสริยาภรณ เหรียญตราที่ไดรับประวัติการศึกษา หนาที่การงาน




ความช�านาญพิเศษประวัติงาน งานพิเศษที่ส�าคัญ เลมที่ 1 เป็นชีวประวัติของบุคคลที่มีอักษร ก - ฟ เลมที่ 2


เป็นชีวประวัติของบุคคลที่มีอักษร ภ - ฮ มีดรรชนีอยูทายเลม

่ ้
ตัวอยางอักขรานุกรมชีวประวัติของบุคคลในสายอาชีพเดียวกัน

จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (2515). นักเขียนชาวอักษรศาสตร. นครหลวง: กรุงเทพ – ธนบุรี.


รวบรวมชีวประวัติของนักประพันธซึ่งเคยศึกษาในคณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และเป็นผู ้



ที่มีผลงานดานวิชาการ นักแปล กวี ชีวประวัติมีทั้งที่เรียบเรียงขึ้น และที่เป็นอัตชีวประวัติเรียงตามล�าดับอักษรชื่อจริง

และนามแฝง
บุญหลง ศรีนก. (2520). ประวัตินักเขียนไทย. 2 เลม. กรุงเทพฯ: กรมศิลปกร.

รวบรวมชีวประวัตินักเขียนไทย มีทั้งนักประพันธนวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี บทกวีนิพนธและผูตอบปัญหา



ในนิตยสาร เรียงรายการชีวประวัติตามล�าดับชื่อเจาของชีวประวัติทั้งนามจริงและนามแฝง

66

หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์







































หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร (Geographical Sources) คือหนังสือที่ใหสารนิเทศทางภูมิศาสตรทั้งลักษณะ




ธรรมชาติ เชน ชื่อแมน�า ทะเล ทะเลสาบ เกาะ มหาสมุทร ภูเขา เป็นตน และลักษณะที่มนุษยสรางขึ้น เชน เขื่อน ถนน
์ ้




เมือง สิ่งกอสรางตาง ๆ รวมทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนตาง ๆ ทั่วโลก





ประเภทของหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์

หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตรแบงออกไดเป็น 3 ประเภท คือ


์ ่
1. อักขรานุกรมภูมิศาสตร (Gazetteers) คือพจนานุกรมชื่อลักษณะทางภูมิศาสตรทั้งลักษณะธรรมชาติ


และลักษณะที่มนุษยสรางขึ้น ไดแก หมูบาน เมือง ประเทศ แมน�า ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ เกาะ ภูเขา เป็นตน บอก
่ ้


์ ้
้ ่
วาอยูที่ไหน มีประวัติความเป็นมาอยางไร และความรูอื่น ๆ ที่เกี่ยวของพอสังเขป





2. แผนที่และหนังสือแผนที่ (Maps and Atlases)
2.1 แผนที่ (Maps) คือสิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกทั้งที่เป็นอยูตามธรรมชาติ และที่ปรุงแตงขึ้น


โดยแสดงลงในพื้นที่แบนราบดวยการยอใหเล็กลงตามขนาดที่ตองการ และอาศัยเครื่องหมายหรือสัญลักษณที่ก�าหนดขึ้น





(สอางศรี พรสุวรรณ และ เพชราภรณ พิทยารัฐ 2532 : 202)

2.2 หนังสือแผนที่ (Atlases) คือแผนที่ที่รวมเป็นเลม รวบรวมแผนที่แผนซึ่งเป็นแผนที่ชนิดเดียวกัน


หรือหลาย ๆ ชนิด หลาย ๆ แผนไวในเลมเดียวกัน เชน แผนที่เสนทางแผนที่กายภาพ แผนที่เศรษฐกิจ เป็นตน






67

3. หนังสือน�าเที่ยว (Guidebook) คือหนังสือคูมือนักทองเที่ยวใหความรูเกี่ยวกับสถานที่แหงใดแหงหนึ่ง






โดยเฉพาะ ไดแก ประเทศ เมือง ในเรื่องเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร เชน ที่ตั้งระยะทางเสนทางคมนาคม สถานที่

้ ่
์ ่
ส�าคัญและนาสนใจส�าหรับนักทองเที่ยว สภาพดินฟาอากาศ ที่พัก คาใชจาย รานอาหาร นอกจากเป็นคูมือส�าหรับ
้ ่






นักทองเที่ยวแลวยังนาสนใจและยังใหประโยชนส�าหรับการศึกษาคนควา และเสริมความรูเพิ่มเติมจากอักขรานุกรม








ภูมิศาสตร ์
วิธีใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์


1. พิจารณาดูวาเรื่องที่ตองการคนเป็นขอเท็จจริงทางดานใด เป็นความรูเกี่ยวกับภูมิศาสตรทั่วไป ความรู ้







ทางดานแผนที่ หรือความรูเกี่ยวกับกาน�าเที่ยว


2. เลือกใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตรใหถูกตองตรงกับเรื่องที่ตองการ

์ ้



3. กอนใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาตรแตละชุดควรอานขอแนะน�าการใชเสียกอน




์ ่



4. การใชหนังสือแผนที่ควรค�านึงถึงสิ่งตอไปนี้


4.1 ความทันสมัย ดูจากปีที่พิมพและปีที่เขียน

4.2 ตองท�าความเขาใจเกี่ยวกับมาตราสวนที่ใชในแผนที่เพื่อไดขอมูลที่ถูกตอง





้ ้
4.3 ศึกษาสัญลักษณตาง ๆ ที่ใชกับแผนที่

์ ่
4.4 ความชัดเจนและคุณภาพการพิมพ ์
4.5 ดรรชนีทายเลมมีความละเอียดเพียงพอหรือไม ่


ตัวอยางหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร ์


ประกาศส�านักนายยกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่องก�าหนดชื่อทวีป ประเทศ เมืองหลวง มหาสมุทร
ทะเล
ทะเล และเกาะและเรื่องการเขียนชื่อจังหวัด เขต อ�าเภอ. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2520.
เนื้อเรื่องแบงออกเป็น 2 ตอน

ตอนที่ 1 เป็นประกาศส�านักนายกรัฐมนตรี เรื่องก�าหนดชื่อทวีป ประเทศ เมืองหลวงมหาสมุทร ทะเลและ
เกาะ เป็นการใหค�าเขียนสภาพภูมิศาสตรที่เป็นที่ยุติแลวเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คือ ชื่อทวีปทั้ง 7 ทวีป



เมืองหลวงของ 158 ประเทศ มหาสมุทรทั้ง 4 ทะเลทั้ง 52 และเกาะจ�านวน 367 เกาะแยกรายชื่อออกเป็นประเภท
แตละประเภทจัดเรียงชื่อตามล�าดับอักษรชื่อภาษาอังกฤษ ใหค�าเขียนชื่อเป็นภาษาไทยก�ากับ


ตอนที่ 2 เป็นประกาศส�านักนายกรัฐมนตรีเรื่องการเขียนชื่อจังหวัด เขต อ�าเภอใหค�าเขียนชื่อที่ถูกตอง


เป็นที่ยุติแลวเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาไทย

พจนานุกรมศัพทภูมิศาสตร อังกฤษ - ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. 2 เลม. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:




ราชบัณฑิตยสถาน, 2523.
รวบรวมค�าศัพททางดานภูมิศาสตรภาษาอังกฤษแปลเป็นไทย เรียงตามล�าดับตัวอักษร A - Z ใหค�าอธิบาย




โดยละเอียด บางค�ามีภาพประกอบ นอกจากนั้นมีค�าศัพทบัญญัติภาษาไทยพรอมดวยค�าอธิบาย ทายเลม 2 มีค�าเทียบ





ทายเลมเรียงศัพทบัญญัติภาษาไทยตามดวยศัพทภาษาอังกฤษ





68

สงวน อั้นคง. (2514). สารานุกรมภูมิศาสตรประเทศไทย. 5 เลม. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.


วัตถุประสงคในการจัดท�าสารานุกรมชุดนี้เพื่อใหประชาชนของประเทศมีความรูถึงเรื่องราวสภาพความเป็นอยู ่



และเหตุการณภายในประเทศ เรียงล�าดับเรื่องราวตาง ๆ ตามล�าดับอักษร กลาวถึงที่ตั้งอาณาเขต ภูมิประเทศ อาชีพ



ประวัติโบราณสถาน การคมนาคม โดยแตละเลมมีลักษณะดังนี้


เลมที่ 1แสดงภาพเครื่องหมายประจ�าจังหวัด ภูมิศาสตรทั่ว ๆ ไปของเมืองไทยชื่อตาง ๆ จากหมวด ก - น



เลมที่ 2 - 4 หมวด น - ฮ

เลมที่ 5 เป็นดรรชนีส�าหรับใชคนค�าในสารานุกรมชุดนี้ตั้งแตเลม 1 - 4

่ ่
้ ้
อักขรานุกรมภูมิศาสตรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. 6 เลม. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน,



2525 - 2529.
เป็นอักขรานุกรมภูมิศาสตรชื่อแรกของไทย มีทั้งหมด 6 เลม


เลมที่ 1 มี 8 บท คือภูมิศาสตร ภูมิประเทศ พรรณไมประจ�าถิ่น พันธุสัตวประจ�าถิ่นทรัพยากรธรรมชาติ





การคมนาคม ชาติพันธุในประเทศไทย และประเพณี มีดรรชนีเฉพาะเลม


เลมที่ 2 - 5 เป็นอักขรานุกรมภูมิศาสตรไทย เรียงตามล�าดับตัวอักษร ก - ฮ บอกวาเป็นชื่อของอะไรแตละ




รายการบอกลักษณะทางภูมิศาสตรดวย ไดแก จังหวัด อ�าเภอ ต�าบล แมน�า ล�าคลอง หวยบึง อาว เกาะ ภูเขา สถานี
์ ้



้ ่
รถไฟ วัด โบราณวัตถุ โบราณสถาน ใหประวัติยอ และต�านานเกี่ยวกับสถานที่ มีแผนที่และตราประจ�าจังหวัด


เลมที่ 6 เป็นภาคผนวก ใหความรูเรื่องภูมิศาสตรอยางยอของจังหวัด ทายเลมเป็นอักขรานุกรมภูมิศาสตร ์
์ ่






ที่ไมมีรายการปรากฏในเลม 2 - 5 และระบุหมายเลขทางหลวงแผนดินทางหลวงจังหวัด



ตัวอยางแผนที่และหนังสือแผนที่

แผนที่ประกอบอักขรานุกรมภูมิศาสตรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พระนคร : กรมแผนที่ทหาร, 2525 - 2526.

เป็นหนังสือแผนที่ประเทศไทยขนาดใหญรวม 9 แผน ถอดออกจากเลมได เป็นผนวกของอักขรานุกรม




ภูมิศาสตรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานแตละแผนบอกมาตราสวนที่ใชอธิบายสัญลักษณเครื่องหมายสีที่ใชแทน







สิ่งที่ตองการแสดง บอกแหลงที่มาของขอมูล และลงชื่อผูเขียนแผนที่ แสดงลักษณะทางภูมิศาสตรดังนี้





1. ระบบทิวเขาและแมน�าส�าคัญ

2. ชื่อเกาะในนานน�าไทย

3. เขตน�าฝนประจ�าปี
4. ความหนาแนนของประชากร พ.ศ. 2503

5. เขตจังหวัดและอ�าเภอ
6. ทรัพยากรธรณี
7. ชนิดของปา

8. ระบบทางหลวงแผนดินสายประธาน

9. เสนทางในปัจจุบันและที่จะสรางเพิ่ม


69

ยรรยง จรียภาส. (2525). แผนที่ 73 จังหวัดประเทศไทย. (The Atlas of Thailand). กรุงเทพฯ: แสงรุง การพิมพ.


เป็นหนังสือแผนที่ที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ อาณาเขตของจังหวัดตาง ๆ ในประเทศไทย อ�าเภอ กิ่งอ�าเภอ

ต�าบล แมน�าสายส�าคัญ ๆ ชื่อทางหลวงแผนดินทั่วประเทศไทย ชื่อสถานีรถไฟ ระยะทางรถไฟทั่วประเทศ บอกระยะ


ทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดตาง ๆ เป็นกิโลเมตร มีสารบัญแผนที่เรียงตามรายชื่อจังหวัด แตละภาคตาง ๆ



ตามล�าดับ คือภาคกลาง ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต ้
ตัวอยางหนังสือน�าเที่ยว

การทองเที่ยวแหงประเทศไทย. (2525). เที่ยวเมืองไทย. 5 เลม. กรุงเทพฯ: การทองเที่ยวแหงประเทศไทย.





รวบรวมขอมูลทางดานภูมิศาสตร ประวัติศาสตร การคมนาคม สถานที่ทองเที่ยวของจังหวัดตาง ๆ ใน






ประเทศไทย การละเลนพื้นเมือง อาชีพของชาวทองถิ่น และทิวทัศนธรรมชาติที่สวยงาม มี 5 เลม คือ เที่ยวเมืองไทย




ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต ภาคกลางชาวทองถิ่น และทิวทัศนธรรมชาติที่สวยงาม มีภาพประกอบเป็นชาวทองถิ่น




และทิวทัศนธรรมชาติที่สวยงาม ใหรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่พักการคมนาคมโดย รถโดยสารประจ�าทาง และราน



อาหารใหประโยชนแกการศึกษาคนควาเพราะมีเนื้อเรื่องอยางละเอียด และเหมาะส�าหรับใชเป็นคูมือของนักทองเที่ยว



์ ่




ปราณี วราทร. ทองเที่ยวไปในประเทศ. กรุงเทพฯ: องคการคาคุรุสภา, 2517.



รวบรวมขอมูลเกี่ยวกับจังหวัดตาง ๆ ในประเทศไทย เกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศอาณาเขต การปกครอง


สภาพเศรษฐกิจ ประวัติโบราณสถาน สถานที่นาเที่ยวประเพณีส�าคัญโรงแรม รานอาหารมีแผนที่และภาพประกอบ


ทุกจังหวัด น�าเสนอโดยจัดล�าดับตามภาค ทายเลมมีสถิติรายชื่อจังหวัด อ�าเภอ และกิ่งอ�าเภอทั่วอาณาจักร


นามานุกรม




นามานุกรมหรือบางทีเรียกวาท�าเนียบนาม หรือนามสงเคราะห (Directories) คือหนังสือที่รวบรวม


รายชื่อบุคคล หนวยงาน สมาคม มูลนิธิ องคการ และบริษัทหางรานตาง ๆ จัดเรียงรายการตามล�าดับหมวดหมู ่





(สอางศรี พรสุวรรณ และ เพชราภรณ พิทยารัฐ 2532 : 131)

70

หนังสือที่รวบรวม รายชื่อบุคคล ชื่อ นามสกุล สถานที่อยู ต�าแหนงหนาที่การงาน หมายเลขโทรศัพท ์



ชื่อหนวยงาน สมาคม มูลนิธิ องคการ ใหขอเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ปีที่จัดตั้ง วัตถุประสงคและหนาที่ของหนวย




้ ้

งานนั้น ๆ นามานุกรมแบงงออกไดเป็น 5 ประเภทคือ


1. นามานุกรมทองถิ่น (Local Directories) คือนามานุกรมที่แตละเมืองหรือจังหวัดจัดท�าขึ้น เพื่อใหความ



รูในดานตาง ๆ เชน สมุดรายนาม ผูใชโทรศัพท ใหรายชื่อผูใชโทรศัพทของแตละภาคจังหวัด อ�าเภอ รายชื่อรานคา




้ ้
้ ้






จ�าแนกตามประเภทผลิตภัณฑสินคา เป็นตน



2. นามานุกรมของรัฐ (Government Directories) คือนามานุกรมที่รวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวของกับหนวย


งานของรัฐบาลทั้งหนวยงานสวนกลาง เชน กระทรวง ทบวง กรมส�านักงาน องคการหนวยงานสวนทองถิ่น ไดแกภาค







้ ่
จังหวัด อ�าเภอ ต�าบล และหนวยงานองคการระหวางประเทศ



3. นามานุกรมสถาบัน (Institutional Directories) คือนามานุกรมที่รวบรวมสถาบันการศึกษา เชน

โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย มูลนิธิ พิพิธภัณฑ หองสมุด และหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของกับการศึกษาและสถาบัน
์ ้


วัฒนธรรม
4. นามานุกรมกลุมบุคคลเฉพาะสาขาอาชีพ (Professional Directories) รวบรวมรายชื่อสมาชิกของ

หนวยงาน สมาคมวิชาชีพสาขาใด สาขาหนึ่ง เชน นามานุกรมสมาชิกสมาคมแพทย ์


5. นามานุกรมหางรานและหนวยงานธุรกิจ (Trade & Business Directories) รวบรวมรายชื่อ บริษัท



หางราน โรงงานที่ผลิตสินคาประเภทใดประเภทหนึ่ง และหนวยงานที่ใหบริการเกี่ยวบริการดานใดดานหนึ่งโดยเฉพาะ







ของประเทศหนึ่ง เชน รวมโรงงาน

ตัวอยางนามานุกรมทองถิ่น


สมุดรายนามผูใชโทรศัพท. กรุงเทพฯ : องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย, 2515 - ปัจจุบัน.
์ ่
้ ้


รวบรวมรายชื่อบุคคล หนวยงาน องคการของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ และบริษัทหางรานที่ใช ้




โทรศัพท โดยแบงประเภทเลม เป็นเขตนครหลวงและภาคตาง ๆ แตละเลมแยกเป็นหนวยชุมสายเขต จังหวัดอ�าเภอ







ใหรายชื่อผูใชโทรศัพทเรียงตามล�าดับอักษรชื่อ แยกหนวยราชการและรัฐวิสาหกิจไวขางทายเลม แตละรายการให ้
้ ้
้ ้






หมายเลขโทรศัพท ที่อยู หรือสถานที่ตั้ง นอกจากนี้ยังมีสมุดโทรศัพทหนาเหลืองโดยเรียงตามล�าดับตามประเภทของ

์ ้

สินคาและบริการดวย


ตัวอยางนามานุกรมของรัฐ

กรมประชาสัมพันธ. กองขาวตางประเทศ. นามสงเคราะหสวนราชการไทย. พิมพครั้งที่ 10. กรุงเทพมหานคร,
์ ่




2535.
รวบรวมรายชื่อหนวยราชการของไทย กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหนวยงานอิสระแตละรายการ



ใหรายละเอียดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บอกชื่อสถานที่ ที่ตั้ง ชื่อผูบริหารที่ท�าหนาที่รับผิดชอบหนวยงาน




หมายเลขโทรศัพท หมายเลขโทรสาร ทายเลมมีดรรชนี



71

ตัวอยางนามานุกรมสถาบัน

เป็นนามานุกรมหองสมุดและศูนยสารนิเทศในประเทศไทย ใหรายชื่อของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา



หนวยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ องคการระหวางประเทศ หอสมุดแหงชาติ หอจดหมายเหตุ จ�านวน 95 รายชื่อ ใหขอ




้ ้
เท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ประเภทหองสมุด เวลาท�าการ บริการ ชื่อหัวหนาหองสมุดหัวหนาฝายตาง ๆ จ�านวน
้ ้


้ ่
บุคลากร ปริมาณของสิ่งพิมพลักษณะการจัดเรียงบัตรรายการ ระบบการจัดหมวดหมู การจัดชั้น บริการและกิจกรรม


ของหองสมุดทายเลมใหความรูเกี่ยวกับสมาคมหองสมุดแหงประเทศไทยสถานที่ตั้งของสถาบันที่สอนสาขาวิชา







บรรณารักษศาสตร นามานุกรมเลมนี้มีประโยชนส�าหรับหองสมุดและศูนยสารนิเทศตาง ๆ ในเรื่องความรวมมือระหวาง








หองสมุด เชน การยืมระหวางหองสมุด การคัดเลือกและแลกเปลี่ยนระหวางสถาบัน





ตัวอยางนามานุกรมบุคคลเฉพาะสาขาอาชีพ

มาตุภูมิรายวัน. ท�าเนียบผูจัดการธนาคารทั่วไปประเทศไทย. กรุงเทพฯ, 2527.

รวบรวมรายชื่อผูบริหารธนาคารตาง ๆ และผูจัดการธนาคารทั่วประเทศไทย มีรายชื่อกรรมการบริหารและ



กรรมการของธนาคาร ประวัติประธานกรรมการ กรรมการผูจัดการท�าเนียบธนาคารตางประเทศในประเทศไทย ท�าเนียบ


บริษัทเงินทุน ใหขอมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของธนาคารสาขา ชื่อผูจัดการ อายุ สถานที่เกิด การศึกษา ประสบการณ ์
้ ้

การท�างาน สถานภาพการสมรสชื่อคูสมรส จ�านวนบุตร และสถานที่อยู ไมควรมีดรรชนีคนเรื่อง

่ ่

ตัวอยางนามานุกรมหางรานและหนวยงานธุรกิจ




รวมโรงงาน (Thailand Trade Index). กรุงเทพฯ: อินเตอรเทรด พับลิเคชั่น, 2519 - ปัจจุบัน. รายปี.

รวบรวมชื่อโรงงานและสินคาที่จดทะเบียนแลวจากโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม แบงเป็น 3 ภาคคือ



ภาค 1 ภาคสารบัญและดรรชนีสินคาเรียงตามล�าดับอักษร มี 3 ภาษา คือ อังกฤษ ไทย และจีน

ภาค 2 รวบรวมชื่อโรงงานผูขาย ผูสั่งสินคาขาเขา ผูสงออก และบริการซอมตาง ๆ จัดสินคาออกเป็น 21
้ ่







หมวด
ภาค 3 รายชื่อโรงงานที่คัดเลือกมาจากทะเบียนโรงงานของกรมโรงงานกระทรวงอุตสหากรรม คัดเฉพาะ
โรงงานที่นาสนใจทางเศรษฐกิจของแตละจังหวัด เรียงตามล�าดับอักษรของหมวดสินคาแตละรายการ บอกที่ตั้งของ




โรงงาน บริษัท จ�านวนเงินทุน และจ�านวนคนงานของโรงงานนั้น ๆ
72

หนังสือคูมือ




























หนังสือคูมือ (Handbooks, Manuals) คือ หนังสือที่เสนอสารนิเทศเบ็ดเตล็ดเสนอขอเท็จจริงอยาง สั้น ๆ



ใชคนหาค�าตอบหรือค�าแนะน�าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
้ ้
หนังสือคูมือแบงไดเป็น 2 ประเภท คือ



1. หนังสือคูมือทั่วไป เสนอสารนิเทศในเรื่องทั่วไปเป็นหนังสือที่รวบรวมความรูหลาย ๆ ดานไมจ�ากัดสาขาวิชา




เชน ความรูรอบตัว หนังสือรวมเหตุการณเกิดขึ้นในครั้งแรก สุภาษิตและค�าพังเพย หนังสือรวมอัญพจนของบุคคล




ส�าคัญ
2. หนังสือคูมือเฉพาะวิชา เสนอสารนิเทศในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง แตไมใชเป็นลักษณะแบบต�าราเรียน
่ ่ ่

เป็นหนังสือที่รวบรวมค�าแนะน�าในการปฏิบัติงานตาง ๆ เชนคูมือซอมรถยนต คูมือติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เป็นตน
์ ่

่ ่


ตัวอยางหนังสือคูมือทั่วไป


เทพชู ทับทอง และสมชาย พุมสอาด. สิ่งแรกและใหมในสยาม. กรุงเทพฯ: กรุงสยาม, 2531.


รวบรวมสารนิเทศไทย เชน การพิมพหนังสือในประเทศไทยพจนานุกรมและสิ่งใหมในประเทศไทย ตัวอยาง




สะพานซึ่งสรางดวยสายเคเบิลขามแมน�าเจาพระยา พุทธมณฑล สวนหลวง ร.9 บางเรื่องกลาวถึงอดีตและโยงเขาสู



้ ่



ปัจจุบัน อาทิเชน อุทยานประวัติศาสตรสุโขทัย เป็นตน มีภาพประกอบ



73

ตัวอยางหนังสือคูมือเฉพาะวิชา


ก�าพล ศรีวัฒนานุกุล, บรรณาธิการ. คูมือการใชยา : ฉบับสมบูรณ. กรุงเทพฯ: บริษัทเมดารท, 2527.




เป็นหนังสือคูมือที่ใหความรูเกี่ยวกับยา แบงเนื้อหาออกเป็น 3 ภาค




ภาคที่ 1 เป็นความรูทั่วไปเกี่ยวกับยา

ภาคที่ 2 เป็นเรื่องยาชนิดตาง ๆ มีขอนารูเกี่ยวกับยาตาง ๆ สรรพคุณ ประโยชนและโทษ ขอควรระวัง



้ ่ ้

รูปของยา ชื่อทางการคา ขนาดและวิธีใช ้

ภาคที่ 3 เป็นภาคผนวกรวบรวมเนื้อหาปลีกยอยตาง ๆ เกี่ยวกับการใชยา ทายเลมมีดรรชนีชวยคน







สิ่งพิมพรัฐบาล












สิ่งพิมพรัฐบาล (Government publication) คือสิ่งพิมพที่หนวยราชการจัดพิมพขึ้น มีทั้งเป็นหนังสือเลม





วารสาร เอกสารและจุลสาร มีความมุงหมายเพื่อเผยแพรความรูและขาวความเคลื่อนไหวของหนวยงานนั้น ๆ





ใหประชาชนทั่วไปไดทราบและใชประกอบการศึกษาคนควาวิจัยไดเป็นอยางดี สิ่งพิมพรัฐบาลเป็นเอกสารอางอิงที่มี









คุณคา เป็นแหลงใหขอเท็จจริงปฐมภูมิ (Primary Source) ของราชการที่เชื่อถือไดเป็นประโยชนอยางยิ่งส�าหรับผูที่

้ ้


์ ่

ตองการศึกษาคนควาทางประวัติศาสตร ์



ตัวอยางสิ่งพิมพรัฐบาล


ราชกิจจานุเบกษา. กรุงเทพมหานคร: กองประกาศิต ส�านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2417 - ปัจจุบัน
จัดท�าโดยแผนกราชกิจนุเบกษา กองประกาศิต ส�านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นสิ่งพิมพของรัฐบาลที่มี

ความส�าคัญมาก เพราะเป็นรางพระราชบัญญติที่จะประกาศใชเป็นกฎหมายตอไป จะตองประกาศในราชกิจนุเบกษา




กอนทุกครั้ง ออกเป็นรายสัปดาห (ทุกวันอังคาร) ถามีเรื่องดวนก็ออกเป็นฉบับพิเศษ เนื้อหาแบงออกเป็น 2 แผนก





74

แผนกกฤษฎีกา ประกอบดวยรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชก�าหนด พระราชกฤษฎีกา กฎ ก.พ.

กฎกระทรวง ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศส�านักนายกรัฐมนตรี ประกาศกระทรวงมหาดไทย ขอบังคับ

แผนกราชกิจจา ประกอบดวยประกาศ ค�าสั่ง ระเบียบ รายงาน แจงความของกระทรวง ทบวง กรม


ขาวราชส�านัก หมายก�าหนดการ แถลงการณ บันทึกการประชุมสภา


การคนราชกิจจานุเบกษามีดรรชนีที่หนวยราชการและเอกชนจัดท�าขึ้น เชน ดรรชนีราชกิจจานุเบกษาของ



หองสมุดกลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์

ดรรชนีวารสาร



























ดรรชนีวารสาร (Periodical Indexes) คือ หนังสือที่รวบชื่อบทความทางวิชาการในวารสารตาง ๆ

ซึ่งจัดพิมพไวเป็นเลม ใหรายละเอียดของแตละรายการล�าดับดังนี้ ชื่อ นามสกุล ผูเขียนบทความ. "ชื่อบทความ"




์ ้
ชื่อวารสาร ปีที่หรือเลมที่, ฉบับที่ (เดือน พ.ศ.) เลขหนา การจัดเรียงล�าดับในดรรชนีวารสาร เรียงตามล�าดับของหมวด


เรื่อง แลวจึงจัดเรียงตามล�าดับอักษรตัวแรกของชื่อผูเขียนบทความ


ตัวอยางดรรชนีวาสาร

ดรรชนีวาสารไทย. กรุงเทพฯ: ส�านักงานบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตบริหารศาสตร, 2503.

เป็นดรรชนีรายชื่อบทความดานสังคมศาสตรจากวาสารภาษาไทยประมาณ 100 ชื่อ แบงออกเป็น 3 ภาค



คือ ดรรชนีเรียงตามชื่อผูแตง ดรรชนีตามหัวเรื่อง และรายชื่อวารสารที่น�ามาท�าดรรชนีภาคผูแตง และภาคหัวเรื่องให ้
้ ่
้ ่
รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อผูเขียนบทความ ชื่อวารสารฉบับที่วันเดือนปีของวารสาร และเลขหนาที่ปรากฏบทความนั้น


ภาครายชื่อวาสารเป็นบัญชีรายชื่อวาสารที่น�ามาท�าดรรชนีพรอมรายละเอียดเกี่ยวกับเจาของ หรือหนวยงานที่ผลิต



วารสาร สถานที่ตั้งส�านักงาน ประเภทของวาสาร และอัตราคาสมาชิกในการบอกรับ

75

วิธีใชดรรชนีวารสาร

ดรรชนีวารสารอาจจัดเรียงตามล�าดับอักษรแบบพจนานุกรม คือ จัดเรียงคละกันไปทั้งชื่อผูเขียนบทความ

ชื่อบทความ และชื่อหัวเรื่อง หรืออาจเรียงแยกชื่อผูเขียนบทความ ชื่อบทความและชื่อหัวเรื่องแยกออกเป็นตอน ๆ ก็ได ้

วิธีใชดรรชนีวารสารควรปฏิบัติดังนี้

1. พิจารณาดูวาบทความที่ตองการคนหานั้นเกี่ยวกับเรื่องใด ใหคนหาที่หมวดเรื่องตามล�าดับอักษร


้ ้

2. เมือพิจารณาหัวเรื่องแลวก็จะไดชื่อผูเขียนบทความ ชื่อวารสารที่มีบทความนั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยว



กับปีที่หรือเลมที่ของวารสาร วันเดือนปีของวารสาร และหนาที่มีบทความนั้น ๆ


3. ไปคนหาตัวเลมวารสารซึ่งทราบชื่อจากดรรชนีวารสารเพื่ออานเนื้อหา ตัวอยาง เชน ตองการคนเรื่อง







"การลงทุน" คนจากดรรชนีวารสารไทย จัดพิมพปี พ.ศ. 2531 จะพบหัวเรื่อง "การลงทุน" และรายชื่อบทความ


บรรณานุกรม


















บรรณานุกรม (Bibliographies) คือ หนังสือที่รวบรวมชื่อหนังสือหรือสิ่งพิมพอื่น ๆ เขาดวยกันโดย

้ ้
จัดเรียงล�าดับตามอักษรตัวแรกของชื่อผูแตง ถาเป็นชาวตางประเทศจัดเรียงล�าดับตามอักษรตัวแรกของนามสกุล

้ ่

รายละเอียดของแตละชื่อเรื่องมีตามล�าดับ ดังนี้คือ ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ สถานที่พิมพ (ชื่อเมือง) ส�านักพิมพ และ




ปีที่พิมพ แตละรายชื่ออาจมีบรรณนิทัศนสังเขป (Annotations) ประกอบดวยก็ได บรรณานุกรมบางประเภทอาจ





จัดเรียงล�าดับอักษรของหมวดวิชากอน แลวจึงจัดเรียงล�าดับตามอักษรชื่อผูแตงอีกทีหนึ่งก็ได (สุทธิลักษณ อ�าพันวงศ์




้ ่
2535 : 55)
76

บรรณานุกรมแบงออกเป็น 7 ประเภทคือ

1. บรรณานุกรมทั่วไปหรือบรรณานุกรมสากล (Universal Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่รวบรวม
รายชื่อหนังสือ หรือสิ่งพิมพทั่ว ๆ ไปโดยไมจ�ากัดภาษาที่เขียน สาขาวิชา ปีที่พิมพหรือประเทศที่จัดพิมพ ์



2. บรรณานุกรมแหงชาติ (Trade Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่รวบรวมรายชื่อหนังสือหรือส�านัก

พิมพ เพื่อที่ผลิตขึ้นในประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

3. บรรณานุกรมเพื่อการคา (National Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่จัดท�าโดยรานคาหรือส�านัก



พิมพ ที่ผลิตขึ้นในประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะ

4. บรรณานุกรมวาสารและหนังสือพิมพ (Bibliographies of Periodical and Newspaper) คือ

บรรณานุกรมที่รวบรวมรายชื่อวาสาร และหนังสือพิมพสาขาวิชาตาง ๆ ไวดวยกันเพื่อจุดประสงคอยางใดอยางหนึ่ง
์ ่

้ ้


เชน เพื่อการคา เพื่อความรวมมือในการใชทรัพยากรรวมกันระหวางหองสมุดเพื่อประกอบการคัดเลือกกอนสั่งซื้อ








5. บรรณานุกรมเลือกสรร (Selective Bibliographies) "สิ่งพิมพเลือกสรร" หมายถึงชื่อสิ่งพิมพที่ดีที่สุด


ส�าหรับผูใชกลุมหนึ่ง หองสมุดประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือแขนงวิชาดานหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นบรรณานุกรมที่จัดท�าขึ้น


้ ้ ่
เพื่อวัตถุประสงคอยางใดอยางหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นบรรณานุกรมที่คัดเลือกหนังสือ หรือสิ่งพิมพที่เลือกสรรแลววาเหมาะ


้ ่
์ ่
กับผูใช ขอบเขตของบรรณานุกรมเลือกสรรรวมถึงบรรณานุกรมเฉพาะสาขาวิชา และบัญชีรายชื่อสิ่งที่พิมพของหอง


้ ้
สมุดดวย

6. บรรณานุกรมเฉพาะสาขาวิชา (Subject Bibliographies) คือบรรณานุกรมที่รวบรวมรายชื่อสิ่งพิมพ ์
เฉพาะสาขาวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการคนหาสิ่งพิมพในสาขาวิชาที่ตองการไดอยางรวดเร็ว


้ ่

7. บรรณานุกรมของหนังสือบรรณานุกรม (Bibliographies of bibliographies) คือ บรรณานุกรม
ที่รวบรวมรายชื่อหนังสือบรรณานุกรมอีกทีหนึ่ง ใชเป็นเครื่องมือในการชวยคนหาหนังสือบรรณานุกรมในสาขาวิชาตาง ๆ




ประโยชนของบรรณานุกรม

1. ชวยในการคนหาหนังสือหรือสิ่งพิมพที่ตองการ

์ ้

2. ใชในการตรวจสอบ หรือคนหารายละเอียดหนังสือ


3. ใชในการคนควาวิจัย เฉพาะวิชาตาง ๆ




4. ใชเป็นเครื่องมือชวยในการคัดเลือกหนังสือ


วิธีใชบรรณานุกรม

วิธีใชบรรณานุกรมควรปฏิบัติ ดังนี้

1. พิจารณาดูวาเรื่องที่ตองการคนควาเป็นบรรณานุกรมทั่วไปหรือบรรณานุกรมเฉพาะวิชา




2. พิจารณาดูวาขอเท็จจริงที่ตองการเป็นบรรณานุกรมลักษณะใด เป็นบรรณานุกรมอยางเดียวหรือ
่ ้


บรรณานุกรมนิทัศนสังเขป หรือเป็นบรรณานุกรมและมีค�าวิจารณประกอบ


3. เลือกใชประเภทบรรณานุกรมใหถูกตองกับขอเท็จจริงที่ตองการ





77

ตัวอยางหนังสือบรรณานุกรม

ชุติมา สัจจานันท และสุนทรี ศุภวงศ์. บรรณานุกรมการอาน. กรุงเทพฯ: สมาคมหองสมุดแหงประเทศไทย, 2529.




รวบรวมบรรณานุกรมของหนังสือ วิทยานิพนธ และบทความจากวารสารที่เกี่ยวกับการอานแยกเป็นภาค


ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรียงตามล�าดับอักษรของหัวเรื่อง ภายใตแตละหัวเรื่องเรียงตามล�าดับอักษรของชื่อผูแตง
้ ่
้ ่
ส�าหรับภาษาอังกฤษ เรียงตามล�าดับอักษรชื่อสกุลผูแตง แตถาไมปรากฏชื่อผูแตงเรียงตามล�าดับชื่อเรื่อง
่ ้

้ ่
้ ่
จารุวรรณ สินธุโสภณ, อัมพร กิจงาม และกุณฑลรันตน บรรณานุกรมชื่อเรื่องพระบรมราชจักรีวงศ์ :

ประมวลรายชื่อเลมและวิทยานิพนธ. กรุงเทพฯ : ส�านักราชเลขาธิการ, 2525.


รวบรวมราชื่อหนังสือเลมและวิทยานิพนธภาษาไทย จ�านวน 1,348 รายการ เกี่ยวกับพระราชประวัติหรือ


พระประวัติของพระมหากษัติริยไทย พระบรมวงศ์ ราชสกุลวงศ์ พระราชกรณีกิจหรือพระกรณียกิจ ราชประเพณี

พระราชประเพณี พระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดาร พระราชนิพนธ ใหรายละเอียดทางบรรณานุกรม


ชื่อหองสมุดที่มีหนังสือวิทยานิพนธเลมนั้น มีบรรณนิทัศนสังเขป เรียงตามล�าดับอักษรชื่อผูแตง มีดรรชนีเรื่อง

้ ่

์ ่
และดรรชนีชื่อเรื่องชวยคน


บรรณนุกรมสิ่งพิมพรัฐบาล. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการกลุมพัฒนาทรัพยากรหองสมุดมหาวิทยาลัย,



2529.
ปัจจุบันรวบรวมรายชื่อสิ่งพิมพของกระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ของประเทศ แบงออกเป็น 3 ภาคคือ



ภาค 1 เป็นรายชื่อสิ่งพิมพของกระทรวง ทบวงกรมตาง ๆ


ภาค 2 เป็นรายชื่อสิ่งพิมพของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต ้

ภาค 3 เป็นดรรชนี
สิ่งพิมพแตละรายการใหรายละเอียดทางบรรณานุกรม ตอนตนเลมมีรายนามคณะอนุกรรมการกลุมพัฒนา



์ ่

ทรัพยากรหองสมุด และมีค�าแนะน�าการใช ้

วิธีใชหนังสืออางอิงประเภทชี้แหลงความรู ้



เพื่อใหการคนหาความรูจากหนังสืออางอิงเป็นไปอยางรวดเร็ว ควรรูจักเลือกใชหนังสืออางอิงใหเหมาะสม









กับลักษณะของปัญหาดังตอไปนี้

1. ความรูดานภาษาเกี่ยวกับค�าศัพท อักษรยอ หรือสัญลักษณตาง ๆ ควรคนจากพจนานุกรมทั่วไป หรือ

์ ่

้ ้

พจนานุกรมเฉพาะวิชา ถามีค�าศัพทสมัยโบราณควรดูจากพจนานุกรมฉบับสมบูรณ ถาเป็นค�าศัพทที่เกิดขึ้นใหมควร
์ ้




ดูจากภาคผนวกของหนังสือพจนานุกรม ซึ่งอาจมีบัญชีค�าหรือค�าศัพทใหม ๆ


2. ความรูพื้นฐานในเรื่องทั่ว ๆ ไปอยางกวาง ๆ ควรคนจากสารานุกรมโดยเริ่มจากดรรชนีของสารานุกรม




ชุดนั้น ถาเป็นเรื่องใหม ๆ ควรดูจากหนังสือรายปีของสารานุกรมชุดนั้น


78

3. ความรูเกี่ยวบุคคลที่มีชื่อเสียง ประวัติบุคคลส�าคัญ และผูเชี่ยวชาญในสาขาตาง ๆ ควรคนจาก




3.1 อักขรานุกรมชีวประวัติ
3.2 สารานุกรม
3.3 พจนานุกรมฉบับสมบูรณ (จะมีประวัติบุคคลส�าคัญอื่น ๆ )

3.4 ดรรชนีวารสาร
3.5 หนังสือรายปี (ระยะที่บุคคลนั้นมีชื่อเสียงอยู )

3.6 นามานุกรม

4. ความรูเกี่ยวกับเรื่องราวและเหตุการณในชวงระยะเวลาหนึ่ง ควรคนจาก




4.1 หนังสือรายปี
4.2 ดรรชนีวารสาร
5. ความรูเกี่ยวกับเรื่องราวทางภูมิศาสตร ทางดานลักษณะที่ตั้ง ระยะทางต�าแหนงที่ตั้งควรคนจาก





5.1 อักขรานุกรมภูมิศาสตร ์
5.2 สารานุกรม
5.3 หนังสือแผนที่
6. ความรูเกี่ยวกับหนังสือและสิ่งพิมพประเภทตาง ๆ ไมวาจะเป็นรายชื่อหนังสือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ

่ ่


รายชื่อหนังสือที่ดี ควรคนหาค�าตอบจากหนังสือบรรณานุกรม

7. ความรูเกี่ยวกับชื่อเฉพาะตาง ๆ ควรคนจาก



7.1 นามานุกรม
7.2 หนังสือรายปี































79

ใบงาน


เรื่อง หนังสืออางอิง






ค�าชี้แจง ใหนักเรียนตอบค�าถามตอไปนี้


1. หนังสืออางอิงหมายถึง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


2. หนังสืออางอิงมีลักษณะพิเศษอยางไร


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3.อักษรสัญลักษณของหนังสืออางอิงภาษาไทยคือ


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.อักษรสัญลักษณของหนังสืออางอิงภาษาอังกฤษคือ


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. หนังสืออางอิงมีกี่ประเภท อะไรบาง?


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6.พจนานุกรม( Dictionaries ) หมายถึง……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

7. พจนานุกรมมีกี่ประเภท อะไรบาง …………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

8. ใหยกตัวอยางพจนานุกรม 2 ชื่อ


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

9.สารานุกรม( Encyclopedias ) หมายถึง…………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………





80

10. ใหยกตัวอยางสารานุกรม 2 ชื่อ


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
11.หนังสือรายปีหมายถึง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

12.บรรณานุกรมหมายถึง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

13. นักเรียนสามารถคนหาขอมูลจากเรื่องที่ก�าหนดใหในตารางดานซายมือ ไดจากหนังสืออางอิงประเภทใด โดย







เขียนค�าตอบลงในตารางดานขวามือ

เรื่องที่ตองคนหาขอมูล คนไดจากหนังสืออางอิงประเภทใด






1. ความหมายของ “สมพัตสร”
2. ชื่อของนักเรียนมีความหมายวาอยางไร


3. รายละเอียดเกี่ยวกับ “โรค”
4. รายละเอียดเกี่ยวกับ “เรือพระที่นั่ง”
5. สถิติประชากรของประเทศในแตละปี

6. เบอรโทรศัพทของบริษัทตาง ๆ



7. รายชื่อหนังสือใหม ่
8. ประวัติของครูที่เสียชีวิตแลว ้

9. สถานที่ทองเที่ยวในประเทศไทย

10. อยากทราบวา จังหวัดพังงา กระบี่ ซึ่งถูกคลื่นยักษ ์

สึนามิถลมเมื่อปี พ.ศ. 2547 ตั้งอยูบริเวณใด


















81

กิจกรรม



สงเสริมทักษะการอาน การศึกษาคนควา และการน�าเสนอ




ชื่อกิจกรรม ปายนิเทศสัญจร

ลักษณะกิจกรรม 1. ศึกษาคนควาหาขอมูลจากหนังสืออางอิงและน�าเสนอในรูปปายนิเทศสัญจร





2. ตั้งค�าถามจากปายนิเทศจ�านวน 10 ขอ


3 น�าเสนอปายนิเทศสัญจร

ระยะเวลาในการจัดท�า 1 เดือน
สวนประกอบ 1. สวนน�า


- ดานหนา ชื่อหัวขอที่ศึกษาคนควา





2. สวนเนื้อหา

- มีเนื้อหา ครบถวนสมบรูณ เชื่อถือได มีแหลงอางอิง 5 รายการขึ้นไป

่ ้


3. สวนสรุป

- หนาสุดทายประกอบดวยรายชื่อสมาชิกกลุม และบรรณานุกรม




ขอก�าหนด 1. ไมจ�ากัดรูปแบบ ไมจ�ากัดอุปกรณ แตเนนเรื่องการพับเก็บและน�าพาไป



่ ้

เผยแพรความรูไดโดยสะดวก
้ ้

2. มีแหลงอางอิง 5 รายการขึ้นไป
่ ้
3. ตั้งค�าถามพรอมเฉลย 10 ขอ


4. น�าเสนอปายนิเทศ

ตัวอยางปายนิเทศสัญจร













82

หนวยการเรียนรูที่ 5



เรื่อง การน�าเสนอขอมูล




สาระส�าคัญ (Concept)

ศึกษาความรูความเขาใจเกี่ยวกับความหมาย ความส�าคัญ และลักษณะ


ของการน�าเสนอขอมูลที่ดี อีกทั้งศึกษาคุณสมบัติและทักษะของผูน�าเสนอ การก�าหนด


จุดมุงหมาย การวางโครงสรางการน�าเสนอ การเตรียมการของผูน�าเสนอ การใช ้



เทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ จุดมุงหมายในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศใน


การน�าเสนอ และหลักการเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอการน�าเสนอ


ขอมูล

จุดประสงคการเรียนรู ้

ดานความรู (K)


1. นักเรียนมีความรูความเขาใจในเรื่องตาง ๆ ของการน�าเสนอไดเป็นอยางดี





2. นักเรียนอธิบายลักษณะของการน�าเสนอที่ดี คุณสมบัติและทักษะของผูน�าเสนอได ้

3. นักเรียนอธิบายการก�าหนดจุดมุงหมาย การวางโครงสรางการน�าเสนอ และการการเตรียมการ


ของผูน�าเสนอได ้

ดานทักษะ / กระบวนการ (P)

1. นักเรียนสามารถน�าเสนอขอมูลได ้

2. นักเรียนสามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอขอมูล


3. นักเรียนสามารถเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอการน�าเสนอขอมูล



4. นักเรียนเป็นผูน�าเสนอขอมูลที่ดึ


ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)


1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา



2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิด และการแกปัญหา


3. นักเรียนมีทักษะในการใชภาษาเพื่อการสื่อสารได ้

4. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)

ศึกษาเกี่ยวกับเกี่ยวกับความหมาย ความส�าคัญ ลักษณะของการน�าเสนอที่ดี คุณสมบัติและทักษะของผูน�าเสนอ

การก�าหนดจุดมุงหมาย และการวางโครงสรางการน�าเสนอ การเตรียมการของผูเสนอ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ




ในการน�าเสนอ จุดมุงหมายในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ และหลักการเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศ



ที่เหมาะสมตอการน�าเสนอ อีกทั้งปลูกฝังใหนักเรียนมีนิสัยรักการคนควาและรักการอาน ซึ่งการวัดผลจะพิจารณาจาก





การปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่ก�าหนด
83

หนวยการเรียนรูที่ 5




การน�าเสนอขอมูล




ความหมาย

การน�าเสนอขอมูล หมายถึง การสื่อสารเพื่อเสนอขอมูล ความรู ความคิดเห็น หรือ ความตองการไปสูผูรับ




่ ้
สาร โดยใชเทคนิคหรือวิธีการตาง ๆ อันจะท�าใหบรรลุผลส�าเร็จตามจุดมุงหมายของการน�าเสนอ




การน�าเสนอเป็นทักษะหนึ่งที่นักเรียนควรตองมี และเป็นทักษะที่ทุกคนจะตองฝึกฝนใหเกิดขึ้นแกตน เพราะ




เป็นทางน�ามาซึ่งความส�าเร็จในการน�าเสนอผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดตาง ๆ เสนอเพื่อใหมีการรับรอง


หรืออนุมัติ นับวาเป็นสิ่งส�าคัญอยางยิ่งในการท�างานและการด�าเนินชีวิต


ความส�าคัญของการน�าเสนอขอมูล

ในปัจจุบันนี้การน�าเสนอเขามามีบทบาทส�าคัญในองคกรทางธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา หรือแมแต

้ ่

หนวยงานของรัฐทุกแหง ก็ตองอาศัยวิธีการน�าเสนอเพื่อสื่อสารขอมูล เสนอความเห็น เสนอขออนุมัติ หรือเสนอ




ขอสรุปผลการด�าเนินงานตาง ๆ ผูมีหนาที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ การแนะน�าเพื่อการเยี่ยมชม การฝึกอบรม





การประชุม หรือผูที่เป็นหัวหนางานทุกระดับจะตองรูจักวิธีการน�าเสนอ เพื่อน�าไปใชใหเหมาะสมกับงานตาง ๆ และ




้ ้

เพื่อผลส�าเร็จของการพัฒนางานของตน หรือขององคกรและหนวยงานตาง ๆ กลาวโดยสรุป การน�าเสนอมีความส�าคัญ




ตอการปฏิบัติงานทุกประเภท เพราะชวยในการตัดสินใจในการด�าเนินงาน ใชในการพัฒนางาน ตลอดจนเผยแพร ่



ความกาวหนาของงานตอผูบังคับบัญชา และบุคคลผูที่สนใจ

่ ้


ลักษณะการน�าเสนอขอมูลที่ดี

นอกจากการเลือกรูปแบบของการน�าเสนอ ใหถูกตองและเหมาะสมแลว จะตองค�านึงถึงลักษณะของ




การน�าเสนอ ที่จะชวยใหบรรลุผลตามวัตถุประสงคของการน�าเสนอดวย โดยทั่วไปลักษณะของการน�าเสนอที่ดี ควรมี




ดังตอไปนี้

1. มีวัตถุประสงคที่ชัดเจน กลาวคือ มีความตองการที่แนชัดวา เสนอเพื่ออะไร โดยไมตองใหผูรับรับการ



้ ้

่ ้

น�าเสนอตองถามวาตองการใหพิจารณาอะไร
่ ้


2. มีรูปแบบการน�าเสนอเหมาะสม กลาวคือ มีความกระทัดรัดไดใจความ เรียงล�าดับไมสนใชภาษาเขาใจงาย






ใชตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ชวยใหพิจารณาขอมูลไดสะดวก





3. เนื้อหาสาระดี กลาวคือ มีความนาเชื่อถือ เที่ยงตรง ถูกตอง สมบูรณครบถวนตรงตามความตองการ






มีขอมูลที่เป็นปัจจุบันทันสมัย และมีเนื้อหาเพียงพอแกการพิจารณา


4. มีขอเสนอที่ดี กลาวคือ มีขอเสนอที่สมเหตุสมผล มีขอพิจารณาเปรียบเทียบทางเลือกที่เห็นไดชัด เสนอ





แนะแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
84

คุณสมบัติของผูน�าเสนอขอมูล


ในการน�าเสนอดวยวาจา คุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจ�าตัวของผูน�าเสนอ ถือไดวาเป็นสวนส�าคัญของ
้ ่



ความส�าเร็จในการน�าเสนอ เพราะคุณสมบัติของผูน�าเสนอจะมีอิทธิพลตอการโนมนาวชักจูงใหเกิดความสนใจ ความ


้ ้

ไววางใจ เชื่อถือ และการยอมรับไดมาก เทากับหรือมากกวาเนื้อหาที่น�าเสนอ




ผูน�าเสนอที่ประสพความส�าเร็จสวนใหญ จะมีคุณสมบัติดังตอไปนี้




1. มีบุคลิกดี
2. มีความรูอยางถองแท ้
้ ่

3. มีความนาเชื่อถือไววางใจ


4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
5. มีภาพลักษณที่ดี

6. มีน�าเสียงชัดเจน
7. มีจิตวิทยาโนมนาวใจ
้ ้
8. มีความสามารถในการใชโสตทัศนอุปกรณ ์

9. มีความชางสังเกต

10. มีไหวพริบปฏิภาณในการค�าถามดี
ทักษะของผูน�าเสนอขอมูล


ผูน�าเสนอจะตองศึกษาและฝึกฝนตนเองใหมีทักษะหลายดาน เพื่อเตรียมความพรอมในการเป็นผูน�าเสนอ






ที่ดี เพราะผูน�าเสนอเป็นปัจจัยส�าคัญในความส�าเร็จของการน�าเสนอ โดยทั่วไปผูน�าเสนอจะตองเสริมสรางทักษะดังตอ





ไปนี้
1. ทักษะในการคิด (Conceptual skill) ผูน�าเสนอจะตองเรียนรู และ สรางความช�านาญชัดเจนใน การคิด




แมวาจะมีเนื้อหาสาระจากขอมูลที่มีอยู ผูน�าเสนอก็จะตองคิดพิจารณาเลือกใชขอมูล และล�าดับความคิด เพื่อจะน�า
่ ้

้ ่

้ ้
เสนอใหเหมาะแกผูรับการน�าเสนอ ระยะเวลา และโอกาส
่ ้

2. ทักษะในการฟัง (Listening skill) ผูน�าเสนอจะตองสดับรับฟัง และสั่งสมปัญญาเป็นการรอบรู จากการ



ไดฟัง ผูรูและผูเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะน�าเสนอเพื่อน�ามากลั่นกรอง เรียบเรียงเป็นเนื้อหาในการน�าเสนอ
้ ้


3. ทักษะในการพูด (Speaking skill) ผูน�าเสนอจะตองฝึกฝนการพูด เพื่อบอกเลาเนื่องโนมนาวจูงใจ
้ ้



ใหผูรับฟังการน�าเสนอเห็นดวย อันจะเป็นทางท�าใหบรรลุวัตถุประสงคของการน�าเสนอ


้ ้

4. ทักษะการอาน (Reading skill) ผูน�าเสนอจะตองเป็นนักอานที่มีความช�านิช�านาญชัดเจนในการสั่งสม




ขอมูล สามารถประมวลความรูน�ามาใชในการน�าเสนอไดเพียงพอแกความตองการของผูรับการน�าเสนอ







5. ทักษะในการเขียน (Writing skill) ผูน�าเสนอจะตองเสริมสรางทักษะการเขียนเพราะการเขียนเป็นการ



แสดงความคิด ความเชื่อ ความรู ความรูสึก อารมณ และ ทัศนคติ ของผูเขียนใหผูอานไดทราบโดยใชตัวอักษร การน�าเสนอ




้ ้ ่


ดวยการเขียนจึงตองมีความประณีต พิถีพิถันในการเลือกใชค�าดวยการรูความหมายที่แทจริงของถอยค�า และ







ใชถอยค�าใหถูกตองเหมาะสม


้ ้
85

6. ทักษะในการถายทอด (Delivery skill) ผูน�าเสนอจะตองฝึกฝนการถายทอดเนื้อหาสาระใหเกิด





ความเขาใจถูกตองตรงตามวัตถุประสงค ดวยวิธีน�าเสนอในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัตถุประสงคและสถานการณ ์



์ ้
ในการน�าเสนอ
การก�าหนดจุดมุงหมายของการน�าเสนอขอมูล


การน�าเสนอจะตองมีจุดมุงหมายที่อยูบนพื้นฐานของหลักการ ดังนี้



1. ตองกอประโยชนทั้งตอฝายผูน�าเสนอและผูรับการน�าเสนอ




่ ่

2. ตองค�านึงถึงผูรับการน�าเสนอเป็นหลัก


3. ตองมีจุดมุงหมายที่มีความเป็นไปได ้


4. ตองไมก�าหนดจุดมุงหมายมากหลากหลายจนคลุมเครือ



5. ตองก�าหนดจุดมุงหมายใหสอดคลองกับสถานการณ ์




การวางโครงสรางการน�าเสนอขอมูล


โครงสรางการน�าเสนอ เป็นสวนส�าคัญที่จะชวยใหการน�าเสนอมีความสมรูป ตามเนื้อหาของการน�าเสนอ




จึงควรจัดโครงสรางตามหลักการดังนี้

1. ตองมีสวนของการกลาวน�า ใหรูวาผูน�าเสนอ หรือคณะผูน�าเสนอเป็นใคร หรือประกอบดวยผูใดบาง และ

้ ้ ่ ้






น�าเสนอในนามของหนวยงานใด บอกชื่อเรื่องที่น�าเสนอ พรอมดวยวัตถุประสงค บอกระยะเวลาที่จะใชในการน�าเสนอ





และแจงใหรูถึงขอมูลที่ไดเสนอใหพิจารณาแลวลวงหนา ้

้ ้



้ ่
2. ตองมีสวนแจงใหรูถึงสถานการณ ความเป็นมาของเรื่อง ใหรูถึงความเดิมกอนที่จะน�าเสนอวามีความสืบ
้ ้


้ ้




เนื่องประการใด
3. ตองมีสวนที่ชี้ถึงสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา และตัวแปรที่สัมพันธเกี่ยวของเชน ขอกฎหมาย






4. ตองมีสวนที่ชี้ถึงทางเลือกในการแกปัญหาพรอมดวยการประเมินขอดีและขอเสีย







5. ตองมีสวนที่เป็นขอเสนอในการแกปัญหาอันเป็นการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด




6. ตองมีสวนที่เป็นบทสรุป ทั้งขอเท็จจริง และขอโตแยงที่ส�าคัญ ถาเป็นการน�าเสนอเพื่อขออนุมัติ จะตอง


้ ้




กลาวถึงขั้นตอนการด�าเนินงานตอไป ถาไดรับอนุมัติ




การเตรียมการน�าเสนอขอมูล

1. เตรียมเรื่องที่จะน�าเสนอ เมื่อจะน�าเสนอขอมูลเรื่องใด ผูน�าเสนอตองมีความรูในเรื่องนั้น ๆ เป็นอยาง





ดี ขอมูลที่น�าเสนอตองมีหลักฐานอางอิง มีน�าหนัก นาเชื่อถือ




2. ก�าหนดจุดมุงหมายในการน�าเสนอ การน�าเสนอขอมูลทุกครั้ง ตองก�าหนดจุดมุงหมายใหชัดเจนวา น�า






เสนอขอมูลเพื่ออะไร เชน น�าเสนอเพื่อบอกเลา ใหความรูหรือใหขอเท็จจริง



้ ้


86

3. วิเคราะหผูฟังและโอกาสที่พูด ผูน�าเสนอตองทราบวาผูฟังเป็นใคร มีความรูและความสนใจในอาชีพใด



่ ้
์ ้
น�าเสนอในโอกาสใด สถานที่เป็นอยางไร น�าเสนอชวงใด ใชเวลานานเทาใดเพื่อจะไดน�าเสนอใหถูกตอง เหมาะสมกับ







เวลา
4. จัดโครงเรื่องใหครบถวน ในการน�าเสนอขอมูลทุกครั้ง ผูน�าเสนอตองเสนอขอมูลใหครบถวน สมบรูณ ์








ตามลักษณะโครงสรางของการน�าเสนอ ซึ่งประกอบดวย


4.1 บทน�าหรือเริ่มเรื่อง ผูน�าเสนอตองเริ่มเรื่องเราความสนใจผูฟัง ใหผูฟังตองการติดตามเนื้อหาที่




้ ้

น�าเสนอ
4.2 เนื้อเรื่องหรือการด�าเนินเรื่อง ผูน�าเสนอตองเสนอขอมูลที่ถูกตองครบถวน ใหผูฟังเขาใจในเนื้อหา



้ ้



การน�าเสนอมากที่สุด
4.3 บทสรุป ผูน�าเสนอตองเลือกสรรถอยค�าที่กะทัดรัด มีความหมายชัดเจน ใหผูฟังไดพิจารณา ตัดสิน



้ ้

ใจ หรือเห็นดวยกับขอมูลที่น�าเสนอ


5. เตรียมตัวใหพรอมผูน�าเสนอขอมูลควรมีการเตรียมความพรอมในเรื่องตอไปนี้



้ ้

5.1 การเตรียมรางกาย ผูน�าเสนอขอมูลตองมีรางกายแข็งแรง พักผอนใหเพียงพอกอนการน�าเสนอ








มีบุคลิกภาพที่สงาผาเผย กระตือรือรน กระฉับกระเฉง แตงกายสะอาดเรียบรอย เหมาะสมกับกาลเทศะ

่ ่


5.2 การเตรียมใจ ผูน�าเสนอขอมูลตองท�าจิตใจใหอยูในสภาพปกติ มีอารมณราเริง ยิ้มแยมแจมใส

้ ่
์ ่




จิตใจมั่นคง ไมวิตกกังวล

5.3 การเตรียมความรู ผูน�าเสนอขอมูลตองมีความรอบรูในเรื่องที่น�าเสนอ ขอมูลที่น�าเสนอทันสมัย



้ ้

ทันเหตุการณ และอยูในความสนใจของผูฟัง จะท�าใหผูฟังมีความกระตือรือรนตองการฟังเรื่องราวที่น�าเสนอ ตลอด

้ ้


้ ้
การน�าเสนอ
6. การสรางบรรยากาศในการน�าเสนอ ผูน�าเสนอขอมูล ควรสรางบรรยากาศในการน�าเสนอใหนาสนใจ




้ ่
สิ่งที่จะชวยใหบรรยากาศในการน�าเสนอใหนาสนใจมี ดังนี้


้ ่
6.1 การใชถอยค�าภาษา ผูน�าเสนอขอมูลตองใชถอยค�าอยางมีศิลปะ ใชถอยค�าที่ท�าใหผูฟังชื่นชม
้ ้
้ ้
้ ้

้ ้



มีความรูสึกในทางที่ดี และเลือกใชถอยค�าใหเหมาะสมกับบุคคลหรือกลุมบุคคลที่สละสลวย กะทัดรัด


้ ้

6.2 การใชสายตาและทาทางประกอบ ผูน�าเสนอขอมูลตองใชสายตามองผูฟังใหทั่วถึง ใชกิริยาทาทาง










ประกอบการน�าเสนออยางเหมาะสมและสอดคลองกับถอยค�าและความหมาย



6.3 การใชน�าเสียง ผูน�าเสนอขอมูลตองใชน�าเสียงใหเป็นธรรมชาติ น�าเสียงนุมนวล มีจังหวะของการ







พูดพอดี ไมชาหรือเร็วจนเกินไป ปรับน�าเสียงใหเขากับความหมายและใชเสียงใหไดยินอยางทั่วถึง

้ ้
่ ้
้ ้

6.4 มีมนุษยสัมพันธกับผูฟัง ผูน�าเสนอขอมูลตองสรางมิตรภาพกับผูฟังดวยความจริงใจ ดวยการ









สบตาผูฟัง ยิ้มแยมแจมใส และมองผูฟังดวยสายตาที่แสดงความเป็นมิตร กวาดสายตามองผูฟังอยางทั่วถึง







87

การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ

การใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ หมายถึง

การน�าหลักการของการใชสื่อสารสนเทศ และระบบตาง ๆ มาใช ้


ในการน�าเสนอ เพื่อใหผูฟังและผูชมจะสามารถ สามารถจดจ�า

้ ้
เนื้อหาสาระไดนานและเขาใจในเนื้อหาไดดีมากขึ้น




จุดมุงหมายในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการน�าเสนอ


1. เพื่อใหผูชม ผูฟังรับเขาใจสาระส�าคัญของการน�าเสนอขอมูล
้ ้



2. เพื่อใหผูชม ผูฟังเกิดความประทับใจและน�าไปสูความเชื่อถือในขอมูล ที่น�าเสนอรวมทั้งท�าใหเกิดความ


้ ้


สามารถในการจดจ�าไดมากขึ้น

หลักการเลือกใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอการน�าเสนอ


1. หลักการดึงดูดความสนใจ โดยการออกแบบใหสิ่งที่ปรากฏตอสายตานั้นชวนมอง และมีความสบายตา


สบายใจ มีความชัดเจนและความกระชับของเนื้อหา คือขอความตองสั้นแตไดใจความ ชัดเจนและภาพประกอบตองมี


่ ้

สวนสัมพันธอยางสรางสรรคกับขอความที่น�าเสนอ




์ ่
2. หลักความเหมาะสมกับกลุมเปาหมาย ความออกแบบสื่อน�าเสนอตองค�านึงถึงกลุมเปาหมาย เชน กลุม







เปาหมายเป็นเด็ก ควรออกแบบโดยการใชสีสด ๆ และมีภาพการตูน ประกอบ แตถากลุมเปาหมายเป็นผูใหญและ




่ ้



เนื้อหาน�าเสนอเป็นเรื่องวิชาการ การใชสีสัน มากเกินไปและใชภาพการตูนมาประกอบก็อาจจะสงผลใหการน�าเสนอดู





ไมนาเชื่อถือ รูปแบบการน�าเสนอขอมูล

่ ่
รูปแบบการน�าเสนอขอมูลโดยใชคอมพิวเตอร ปัจจุบันที่นิยมใชกันมี 2 รูปแบบ คือ




2.1 การน�าเสนอแบบ Web page เป็นรูปแบบการน�าเสนอที่ใชบนอินเทอรเน็ต การน�าเสนอแบบนี้


สามารถสรางการเชื่อมโยงที่สลับซับซอนระหวางสวนตาง ๆ ตลอดจน สามารถสรางการเชื่อมโยงเอกสารที่ตางรูปแบบ







กันไดแตตองใชเวลาในการจัดท�ามากกวา รูปแบบอื่นและผูจัดท�าตองมีความรูความช�านาญในโปรแกรมที่ใชสราง
้ ้




้ ่ ้

เว็บเพจ
88

2.2 การน�าเสนอแบบ Slide presentation โดยใชโปรแกรมน�าเสนอ ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่ใชงายมาก

้ ่
มีรูปแบบการน�าเสนอใหเลือกใชหลายแบบ สามารถเรียกใชตาราง แผนภูมิ หรือรูปภาพประกอบ และตกแตงดวยสีสัน



่ ้
ทั้งสีพื้น สีของตัวอักษร รูปแบบฟอนต ของตัวอักษรไดงายและสะดวก ในปั จจุบันสื่อน�าเสนอรูปแบบ Slide

้ ่
presentation หรือ สไลดดิจิทัล มักจะสรางดวยโปรแกรมในกลุม Presentation เชน Microsoft PowerPoint,





OfficeTLE Impress เทคนิคการออกแบบสื่อน�าเสนอ สื่อน�าเสนอที่ดี ความมีความโดดเดน นาสนใจ จะเนนความคิด



“หนึ่งสไลดตอ หนึ่งความคิด” มีการสรุปประเด็น หรือสาระส�าคัญโดยมีแนวทางในการออกแบบ ไดแก
้ ่
์ ่
















1. สื่อความหมายไดรวดเร็ว สื่อน�าเสนอที่ดีตองสามารถสื่อความหมายใหผูฟัง ผูชมไดอยางรวดเร็ว
้ ้

้ ่


การออกแบบ สื่อน�าเสนอในประเด็นนี้ผูออกแบบจะตองทราบกลุมเปาหมาย เนื้อหาสาระที่ตองการน�าเสนอ สถานที่





และเวลาที่ตองการน�าเสนอเพื่อประกอบการออกแบบสื่อ เชน กลุมเปาหมายขนาดเล็ก สื่อควรมีใหความส�าคัญกับ





ผูฟังมากกวาเนื้อหา สามารถน�าเทคนิค หรือ Effect ตาง ๆ ของโปรแกรมสรางสื่อมาใชไดอยางเต็มที่ ไดแก
้ ้ ่



้ ่

กลุมเปาหมายที่มีลักษณะโตตอบ เชนการน�าเสนอทางวิชาการ การบรรยาย หรือฝึกอบรม สื่อน�าเสนอควรให ้


่ ้
ความส�าคัญกับเนื้อหารวมทั้งยังสามารถน�าเทคนิค หรือ Effect ตาง ๆ ของโปรแกรมสรางสื่อ มาใชไดอยางเต็มที่เชนกัน
้ ้ ่



กลุมเปาหมายเฉพาะกิจ เชนผูบริหาร นักวิชาการ สื่อน�าเสนอจะตองใหความส�าคัญกับเนื้อหาและ






ตัวผูน�าเสนอเป็นส�าคัญเนื้อหาควรมุงเฉพาะเปาหมายของการน�าเสนอ ไมเนน Effect มากนัก

่ ้


กลุมเปาหมายขนาดใหญ การน�าเสนอมักใชความส�าคัญกับผูบรรยายมากกวาเนื้อหาที่น�าเสนอ ดังนั้น






สื่อน�าเสนอไมควรเนนที่ Effect แตควรใหความส�าคัญกับขนาดตัวอักษร สีตัวอักษร และลักษณะของสีพื้นสไลด ์




2. เนื้อหาเป็นล�าดับ สื่อน�าเสนอที่ดีควรมีการจัดล�าดับเนื้อหาเป็นล�าดับ มีระเบียบ ดูงาย ไมสับสนสิ่งที่


จะชวยใหการออกแบบสื่อน�าเสนอที่ตองการจัดล�าดับเนื้อหาใหเป็นระเบียบ และดูงาย คือ





2.1 รูปแบบเนื้อหา สื่อน�าเสนอแตละสไลด ควรหลีกเลี่ยงการน�าเสนอแบบยอหนา หากไมสามารถ





หลีกเลี่ยงไดควรใช เทคนิคการเนนแนวคิดหลัก (Main idea) ในแตละยอหนาดวยสีที่โดดเดน เชน พื้นหลัง สีขาว




้ ้



ตัวอักษรสีด�า ควรเนนแนวคิดหลัก (Main idea) ดวยสีแดงเป็นตน แตละสไลดเนื้อหาไมควรเกิน 6 – 8 บรรทัด






89

2.2 ควรสรุปเนื้อหาใหเป็นหัวเรื่อง (Title) และหัวขอ (Topic) หรือแนวคิดหลัก (Main Idea) และ


ใชแบบอักษรที่อานชัดเจน เขาใจงาย




2.3 สื่อน�าเสนอตองสะดุดตาและนาสนใจ สื่อน�าเสนอที่ดีนั้นจะตองมีจุดเดนนาสนใจ สามารถดึงดูด
่ ่



สายตาของผูดู ผูฟังได ซึ่งจุดเดนนี้ไดมาจากขนาดของตัวอักษรที่ใหญ หรือจากการใชสีที่แตกตางออกไป รวมถึง








การเลือกใชภาพ การใชสี และการใช Effect ควบคุมการน�าเสนอ ที่เหมาะสมประกอบการน�าเสนอ



3. การใชภาพ เนื่องจากภาพจะชวยใหผูชม ผูฟัง สามารถจดจ�าไดนานกวาตัวอักษร ดังนั้น การแปลงเนื้อหา
้ ้





ใหเป็นรูปภาพหรือผังภาพก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่สามารถสรางความนาสนใจ ใหกับสื่อที่น�าเสนอการเลือกใชภาพก็ควร





เลือกใชภาพที่มีลักษณะที่เหมาะสมกันและกัน คือถาในสไลดนั้นเลือกใช ภาพถายก็ควรใชภาพถายกับภาพทุกภาพ







ในสไลดแตถาเลือกใชภาพวาด ก็ควรเลือก ภาพวาดทั้งสไลดเชนกันดังนั้นจึงไมควรใชภาพวาดผสมกับภาพถาย

์ ่



์ ่ ้
ใสเทคนิคที่นาสนใจใหกับภาพเพื่อสรางจุดเดน การเอียงภาพ การเวนชองวางรอบภาพ การเปลี่ยนสีภาพใหแตกตาง ่

้ ่






จากปกติ เป็นตน

4. การใชสี การเลือกใชสี ควรเลือกใชสีที่ตัดกันระหวางสีตัวอักษร สีวัตถุ และสีพื้น เชน เลือกใชพื้นสไลด ์






เป็นสีขาวหรือสีออน ๆ สีตัวอักษรก็ควรจะเป็นสีด�า สีน�าเงินเข็มหรือสีแดงเลือดหมูกรณีเลือกใชพื้นสไลดเป็นสีเข็ม



ควรเลือกใชสีตัวอักษรที่มองเห็นไดชัด ในระยะไกลเชน สีขาว สีฟาออนควรหลีกเลี่ยงการใชสีในโทนรอน เชน สีแดงสด



้ ่



สีเหลือกสด สีเขียวสด สีวัตถุ สีแทงกราฟหรือสีของตาราง ก็ควรเลือกใหเหมาะสมกับสีตัวอักษร และสีพื้นดวยการ



เลือกใชสีใด ๆ ก็ควรเป็นสีในชุดเดียวกันส�าหรับสไลดทั้งหมด


ขอควรระวัง * ไมควรใชหนึ่งสี หนึ่งสไลด ์



5. การใช Effect ควบคุมการน�าเสนอ

1. ไมควรใส Effect มากเกินไป เพราะจะสงผลใหผูชม ผูฟัง สนใจ Effect มากกวาเนื้อหาที่น�าเสนอ




้ ้

หรืออาจไมสนใจการน�าเสนอเลยก็ได และ Effect ที่มากนี้จะเป็น การรบกวนการจดจ�า การอาน หรือการชมอยาง




รุนแรง
2. เลือกใช Effect ไมควรเกิน 3 แบบ ในแตละสไลด ์



การเลือกอุปกรณแสดงผลและอุปกรณส�าหรับใชประกอบการน�าเสนอ



รูปแบบการเลือกอุปกรณแสดงผลและอุปกรณส�าหรับใชประกอบการน�าเสนอ ปัจจุบันมี 3 รูปแบบ



1. การน�าเสนอแบบ Slide presentation มี 3 รูปแบบ
1.1 โดยใชโปรแกรม PowerPoint เป็นโปรเเกรมในการน�าเสนอไดในหลายรูปเเบบ ไมวาจะเป็น
่ ่


น�าเสนอ เเบบเป็นอักษร ภาพ หรือเสียง โดยตัวโปรเเกรมนั้นสามารถน�าสื่อเหลานี้มาผสมผสานได อยางลงตัวเเละ



มีประสิทธิภาพมากที่สุด ลักษณะการของโปรเเกรม Power point การท�างานในรูปของภาพนิ่ง (slide) คือเเผน

เอกสารเดี่ยว ๆ ที่เเสดงสิ่งตาง ๆ ตัวอักษร กราฟตาราง รูปภาพ หรืออื่น ๆ เเละสามารถเเสดงไลดลงบนแผนกระดาษ



หรือเครื่องฉายขามศีรษะ หรือหนาจอคอมพิวเตอร หรือเครื่องฉายภาพโปรเจคเตอร ์



90

1.2 โดยใชโปรแกรม ProShow Gold คือ โปรแกรมส�าหรับเรียงล�าดับภาพเพื่อน�าเสนอแบบมัลติมีเดีย

ที่มีความสามารถสรางผลงานไดในระดับมืออาชีพ ดวยเทคนิคพิเศษมากมาย ใชงานงาย เหมาะสมตอการน�าเสนอสื่อ






การเรียนการสอน การแนะน�าอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรูปแบบของวีซีดีไดอยางรวดเร็ว
้ ่
เป็นโปรแกรมที่ชวยสรางแผนวีซีดีจากรูปภาพตาง ๆ ที่ท�างานไดรวดเร็ว โดยสามารถท�าการใสเสียงเพลงประกอบไดดวย





้ ้

และสามารถแปลงไฟลเป็นไฟลตาง ๆ ได เชน VCD, DVD หรือ EXE ฯลฯ ภาพที่ไดจัดอยูในคุณภาพดี ซึ่งโปรแกรม
์ ่
้ ่



อื่นจะใชเวลาในการท�างานนานพอสมควร












1.3 โปรแกรม Flip Album เป็นโปรแกรมลักษณะโปรแกรมส�าเร็จรูปโดยโปรแกรมที่นิยมสรางอีบุคหรือ


หนังสืออิเล็กทรอนิกส มีความสามารถมากมาย คือ มีการชื่อมโยงกับหนังสืออิเล็กทรอนิกสเลมอื่น ๆ ไดและมีบราวเซอร ์


์ ่
ที่ท�าหนาที่ดึงขอมูลมาแสดงใหตามที่ตองการเหมือนอินเตอรเน็ตทั่วไป หนังสืออิเล็กทรอนิกสสามารถแสดงขอความ







รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวและแบบทดสอบและสามารถสั่งพิมพเอกสารที่ตองการออกทางเครื่องพิมพไดและสามารถ

์ ้

ปรับปรุงขอมูลใหทันสมัยไดตลอดเวลา



91

กิจกรรม



สงเสริมการอาน คิดวิเคราะห สังเคราะห และการน�าเสนอขอมูล





ค�าชี้แจง

* ใหนักเรียนศึกษาเรื่องการน�าเสนอขอมูล และจัดท�าการน�าเสนอปายนิเทศสัญจร



1. เตรียมอุปกรณและเครื่องมือในการน�าเสนอปายนิเทศสัญจร


* ปายนิเทศสัญจรที่ถูกตองสมบูรณ ์


* Power Point ที่มีการทดสอบการใชจากระบบในหองเรียนไดเป็นอยางดี




* ใบค�าถาม 10 ขอ แจกเพื่อน ๆ จ�านวน 45 ใบ

2. ขั้นตอนการน�าเสนอ
* ขั้นน�า
1. ทักทายผูฟัง ใหใชค�าทักทาย ดังนี้
้ ้

“เรียนอาจารยที่เคารพและสวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน” ตามดวย การแนะน�าตัวผูพูด และสมาชิกในกลุม




2. แนะน�าและจัดแสดงปายนิเทศสัญจร โดยกลาวถึงปายนิเทศสัญจร ในเรื่องทั่ว ๆ ไป เชน หัวขอ





เรื่อง รูปแบบ และแนวคิดวาสื่อสารถึงอะไร อยางไร เป็นตน



* ขั้นเนื้อหา
1. น�าเขาสูเนื้อหาของปายนิเทศดวยสไลดจาก Power Point หรือ โปรแกรมน�าเสนอรูปแบบอื่น ๆ


้ ่

2. ถามค�าถามจ�านวน 10 ขอ (ใหเวลาเพื่อน ๆ ในการตอบ ซักถามขอสงสัย หรือปัญหาเกี่ยวกับ



ค�าถาม)
* เสร็จแลวผูน�าเสนอ จะตองเก็บใบค�าถามของเพื่อน ๆ ทุกคนไปตรวจเพื่อใหคะแนน

้ ้

* ขั้นสรุป
กลาวสรุปการน�าเสนอดวย สรุปสาระส�าคัญของเนื้อหาทั้งหมดเป็นค�าคมหรือบทกลอนก็ได และถามเกี่ยวกับ



การน�าเสนอวายังมีปัญหาหรือขอสงสัยใด ๆ อีกหรือไม ถาไมมีก็ขอจบการน�าเสนอแตเพียงเทานี้ ขอขอบคุณ




่ ้

ที่ใหความรวมมือในการรับฟังเป็นอยางดี สวัสดี (คะ / ครับ)




ตัวอยางสไลดน�าเสนอ ตัวอยางสไลดน�าเสนอ





92

6




หนวยการเรียนรูที่





เรื่อง การรูสารสนเทศ (Information Literacy)



สาระส�าคัญ (Concept)

การรูสารสนเทศ เป็นทักษะที่จ�าเป็นส�าหรับการเรียนรูในศตวรรษที่ 21


นักเรียนควรมีทักษะการรูสารสนเทศ เพราะทักษะการรูสารสนเทศ เป็นความสามารถ


ของบุคคลในการเขาถึง ประเมิน และใชสารสนเทศเพื่อการเรียนรู และการด�าเนิน



ชีวิตประจ�าวัน ในโลกยุคดิจิทัลที่สารสนเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นและเผยแพรในแหลง ่

ตาง ๆ ที่หลากหลายซึ่งบุคคลที่มีทักษะการรูสารสนเทศ จะเป็นผูที่รูวิธีการแสวงหา


้ ้
สารสนเทศที่ตรงความตองการ และน�าสารสนเทศที่คนหามาไดใชในการเรียนรูตามจุดมุงหมายของตนเอง คิดสรางสรรค ์





้ ้
สิ่งใหม พัฒนาสังคมใหเกิดความยั่งยืน ตลอดจนเป็นการขยายขอบเขตการเรียนรูของบุคคลดวยการศึกษาตลอดชีวิต




จุดประสงคการเรียนรู ้

ดานความรู (K)


1. นักเรียนมีความรูความเขาใจ ความหมาย ความส�าคัญ และองคประกอบของการรูสารสนเทศ




2. นักเรียนมีความรูความเขาใจในเกณฑการประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต





3. นักเรียนอธิบายความหมาย ความส�าคัญ และองคประกอบของการรูสารสนเทศ


4. นักเรียนศึกษาคนควาเป็นสามารถเกิดการเรียนรูตลอดชีวิตได ้



ดานทักษะ / กระบวนการ (P)

1. นักเรียนสามารถก�าหนดแหลงสารสนเทศได ้

2. นักเรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21
3. นักเรียนมีทักษะการรูสารสนเทศ

ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค / คุณลักษณะอาเซียน (A)


1. นักเรียนมีนิสัยรักการอานและการศึกษาคนควา



2. นักเรียนมีความสามารถในดานการคิดและการแกปัญหา


3. นักเรียนมีทักษะชีวิตที่ดี
สาระการเรียนรู (Content)

ศึกษาเกี่ยวกับความหมาย ความส�าคัญ และองคประกอบของการรูสารสนเทศ อีกทั้งไดศึกษาเรื่องเกณฑ ์



การประเมินคาทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอรเน็ต


93

หนวยการเรียนรูที่ 6




การรูสารสนเทศ (Information Literacy)




บทน�า

การรูสารสนเทศ เป็นทักษะที่จ�าเป็นส�าหรับการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 นักเรียนควรมีทักษะการรูสารสนเทศ



เพราะทักษะการรูสารสนเทศ เป็นความสามารถของบุคคลในการเขาถึง ประเมิน และใชสารสนเทศเพื่อการเรียนรู และ




การด�าเนินชีวิตประจ�าวัน ในโลกยุคดิจิทัลที่สารสนเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นและเผยแพรในแหลงตาง ๆ ที่หลากหลาย

่ ่
ซึ่งบุคคลที่มีทักษะการรูสารสนเทศ จะเป็นผูที่รูวิธีการแสวงหาสารสนเทศที่ตรงความตองการ และน�าสารสนเทศ

้ ้

ที่คนหามาไดใชในการเรียนรูตามจุดมุงหมายของตนเอง คิดสรางสรรคสิ่งใหม พัฒนาสังคมใหเกิดความยั่งยืน

้ ้






ตลอดจนเป็นการขยายขอบเขตการเรียนรูของบุคคลไปจนตลอดชีวิต

อนึ่งการพัฒนาทักษะการรูสารสนเทศใหเกิดขึ้นในตัวบุคคลนับเป็นสวนส�าคัญในการพัฒนาทักษะ อื่น ๆ



ดวย อาทิ ทักษะการตัดสินใจแกปัญหา ทักษะการแสวงหาความรู ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ ทักษะการคิด




เชิงระบบ ทักษะการคิดวิเคราะห ทักษะการคิดสรางสรรค ทักษะการอาน ทักษะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ และ





การสื่อทักษะการรูสารสนเทศในศตวรรษที่ 21

ผลลัพธที่คาดหวังของการเรียนการสอนทักษะในศตวรรษที่ 21 นักเรียนศึกษาคนควาเป็น สามารถเรียนรู ้



ตลอดชีวิต ไดเรียนรูทักษะการคิดเชิงวิพากษ กลายเป็นคนมีประสิทธิภาพ ใชขอมูลอยางมีความรับผิดชอบ และสามารถ


้ ้


น�าความรูไปใชประโยชนได


์ ้
ความหมาย
การรูสารสนเทศ (Information Literacy) หมายถึง ความรูความสามารถและทักษะของบุคคลในการเขาถึง



สารสนเทศ ประเมินสารสนเทศที่คนมาได และใชสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ ผูรูสารสนเทศจะตองมี





้ ้
ทักษะในดานตาง ๆ เชน ทักษะการคิดวิเคราะหและ / หรือ การคิดอยางมีวิจารณญาณ ทักษะการใชภาษา ทักษะ






การใชหองสมุด ทักษะการใชคอมพิวเตอร เป็นตน

้ ้


การรูสารสนเทศเป็นพื้นฐานส�าหรับการเรียนรูตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นปกติของทุกสาขาอาชีพ ระดับ


การศึกษา สังคมและสภาพแวดลอมที่จะตองใชสารสนเทศ โดยการรูสารสนเทศจะท�าใหผูเรียนใสใจในเนื้อหาหลัก

้ ้




และท�าใหเกิดการตรวจสอบเนื้อหาดวยตนเอง รวมทั้งเป็นการก�ากับกระบวนการเรียนรูของตนเองดวย โดยบุคคล




ที่มีการรูสารสนเทศ ตองมีความสามารถดังนี้


1. ก�าหนดขอบเขตของสารสนเทศที่จ�าเป็นได ้
2. เขาถึงสารสนเทศที่จ�าเป็นไดอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

้ ่
3. ประเมินสารสนเทศและแหลงที่มาอยางมีวิจารญาณ


4. เลือกและรวบรวมสารสนเทศเป็นหมวดหมู ่
94


Click to View FlipBook Version