การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภูวเนตร จันทร์เต็ม วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นายภูวเนตร จันทร์เต็ม รหัสนักศึกษา 62100101123 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย ภูวเนตร จันทร์เต็ม ที่ปรึกษา ดร. สุภัทร แก้วพัตร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ปีที่ทำการวิจัย 2566 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่มโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ เพื่อการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 32 คน คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 2) แบบประเมินความสามารถในการอ่าน จับใจความสำคัญ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 90.78/86.88 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 55.63 คะแนน และ 86.88 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ที่มีการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80/80
ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ทั้งนี้ด้วยความกรุณาอย่างดียิ่งจาก ดร. สุภัทร แก้วพัตร อาจารย์ที่ปรึกษา ที่ได้กรุณาเสียสละเวลา ให้คำปรึกษา แนะนำ และชี้แนะแนวทาง การแก้ไขปัญหาต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัย ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทำให้วิจัยเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้ง และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ ครู อาจารย์ทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอน ให้วิชาความรู้ในด้านศาสตร์ วิชาภาษาไทย และศาสตร์วิชาต่างๆ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันมา เป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งญาติพี่น้องทุกท่านที่คอยสนับสนุนในการศึกษา คอยชี้แนะแนวทางในการใช้ชีวิต และเป็นกําลังใจที่สำคัญของผู้วิจัยเสมอมา ขอขอบพระคุณโรงเรียนบ้านหมากแข้ง ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการศึกษาและเก็บข้อมูล ในการทำวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี รุ่นที่ 96 ทุกคนที่มีความปรารถนาดี คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือ ผู้วิจัยในด้านต่างๆ ด้วยดีเสมอมา ภูวเนตร จันทร์เต็ม มกราคม 2566
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ...............................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................................ข สารบัญ.................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง.......................................................................................................................................ฉ บทที่ 1 บทนำ......................................................................................................................................1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………..……………….……1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………….……….………………7 1.3 สมมุติฐานการวิจัย………………………………..……………………………………....…………….………7 1.4 ขอบเขตการวิจัย……………………………………………………………………………………….…………7 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ………………………………………………………………..........................…………8 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ…………………………….………………………………....…………..……..9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..........................................................................................10 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง.........................................................................................................11 2.1.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H……..11 2.1.1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H………………………….………………….………………...11 2.1.1.2 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H………11 2.1.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.............................................13 2.1.2.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.............................................13 2.1.2.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน....................14 2.1.2.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย..................................15 2.1.2.4 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ การเรียนภาษาไทย………………………………………………………………..………..15 2.1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ…………………………...…16 2.1.3.1 ความหมายของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ............................16 2.1.3.2 กระบวนการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ.......................................17 2.1.3.3 องค์ประกอบของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ.........................19
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า 2.1.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม.......................................20 2.1.4.1 ความหมายของประสิทธิภาพ…………………………………..……….….20 2.1.4.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ............................................21 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................................22 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย....................................................................................................27 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย..........................................................................................................28 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง............................................................................................28 3.2 แบบแผนการวิจัย...........................................................................................................28 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................29 3.4 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...................................................29 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล...................................................................................................33 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................35 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................................35 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.........................................................................................................40 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................40 4.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................41 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................41 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ................................................................................47 5.1 สรุปผลการวิจัย..............................................................................................................47 5.2 อภิปรายผลการวิจัย.......................................................................................................48 5.3 ข้อเสนอแนะ..................................................................................................................48 บรรณานุกรม.....................................................................................................................................49 ภาคผนวก.......................................................................................................................................…53 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ...........................................................................................54 ภาคผนวก ข บันทึกข้อความขอความอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญ.........................................56 ภาคผนวก ค ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้..............................61
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้..............63 ภาคผนวก จ แผนการจัดการเรียนรู้.....................................................................................70 ภาคผนวก ฉ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้……………………………………………………………92 ภาคผนวก ช คะแนนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย………………………………………………………101 ภาคผนวก ซ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................106 ภาคผนวก ฌ ประวัติผู้วิจัย……………………………………………………………………………………..108
ฉ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม……………………………………………………..………..28 ตารางที่ 2 แสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้....................................................41 ตารางที่ 3 แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย........................................43 ตารางที่ 4 แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนรายวิชาภาษาไทย.......................................................................................44 ตารางที่ 5 แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที่แบบไม่อิสระ และระดับนัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้…………………...45
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่ คู่ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2561) ภาษาไทยนอกจากจะเป็นภาษาประจำชาติยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ ไทยภาษาไทยยังมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน ช่วยถ่ายทอดความ รู้ ความคิด เสริมสร้างความเขาใจอันดีของคนในสังคม ภาษาไทยจึงเป็นวิชาที่สำคัญยิ่งตอการพัฒนาคน ในชาติ การเรียนภาษาไทยนั้นเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชาอื่นๆ ผู้ที่ใชภาษาไทยได้ดียอมส่งผลในการ เรียนวิชาอื่นดีไปด้วยเพราะภาษาไทย คือหัวใจของทุกวิชา ดังนั้น ความสามารถของการใชภาษาใน การสื่อสารจึงนับวาสำคัญมากในปจจุบัน (ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน, 2523) จุดมุ่งหมายหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานมุงพัฒนาผู้เรียนใหเป็นคนดี มีปญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบ อาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (1) มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกปญหา การใชเทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต (3) มีสุขภาพ กายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย (4) มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความ เป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (5) มีจิตสํานึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ต้องฝึกอ่านฝึกฟังและแสวงหาขอมูลความรูซึ่งสาระการเรียนรูภาษาไทยเป็นพื้นทักษะพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อช่วยให้สามารถเรียนรูสาระการเรียนรูอื่นได้อย่างรวดเร็ว (ประพันธศิริ สุเสารัจ, 2551) ธรรมชาติของภาษาไทยเป็นเรื่องทักษะ จะแยกเนื้อหาสาระของทักษะแต่ละชั้นปีโดย เด็ดขาดไม่ได้ จำเป็นจะต้องมีกระบวนการฝึกทักษะต่างๆ ให้ต่อเนื่องกันไป เนื้อหา เช่น การอ่านและ การเขียนสะกดคำ การอ่านจับใจความ การเลือกใช้คำให้ตรงตามความหมาย การเขียนแสดง
2 ความรู้สึกความคิดประสบการณ์ ความต้องการ จินตนาการ การนำความรู้จากการอ่านไปใช้ในการ ตัดสินใจ การแก้ปัญหาและการดำเนินชีวิต จำเป็นต้องสอนทุกชั้นในเรื่องของทักษะภาษา และแต่ละชั้น จะมีเนื้อหาในการฝึกทักษะที่เพิ่มความซับซ้อนและยากมากขึ้น เช่น จำนวนคำ เพิ่มมากขึ้น ประโยคที่ใช้ยาวและซับซ้อนขึ้น เรื่องที่นำมาอ่านยาวขึ้น (กรมวิชาการ, 2544) การอ่านมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันเพราะนอกจากการอ่านจะก่อให้เกิดความ เพลิดเพลินแล้วการอ่านยังเป็นการแสวงหาความรู้เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และยังเพิ่มพูนสติปัญญา ของบุคคลให้มีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านอย่างแท้จริง ซึ่งผู้อ่านสามารถนำความรู้ความคิดจากเรื่อง ที่อ่านไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านตนเองและสังคมส่วนรวมได้ การอ่านนอกจากจะมีความสำคัญ ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้นแล้ว ในทางด้านการศึกษาการพัฒนาผลการเรียนนั้นยัง ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการอ่านด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะการอ่านได้เร็ว อ่านได้ถูกต้องและเข้าใจ ในสิ่งที่อ่านได้เป็นอย่างดีดังที่ จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ (2556: 2) ได้กล่าวถึงความสำคัญ ของการอ่านไว้ว่า “การอ่านมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงสภาพสังคม และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวของผู้อ่านจะส่งเสริมให้ผู้อ่านมีการพัฒนาการเรียนรู้พัฒนาความคิด และการสรุปข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกิดความเข้าใจในสังคม และรู้จักรูปแบบของสารประเภทต่างๆ” ซึ่งสอดคล้องกับ มณีรัตน์ กันหาวรรณะ (2557: 2) ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการอ่าน ดังนั้นทักษะการอ่านนั้นมีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันเพราะทำให้เรา สามารถติดต่อสื่อสาร ติดตามความเคลื่อนไหวของข่าวสารและความก้าวหน้าต่างๆของโลกได้อย่าง เท่าทัน นอกจากนี้การอ่านยังช่วยเพิ่มพูนความรู้ความคิดและวิจารณญาณไม่ว่าจะติดต่อสื่อสาร การศึกษา การประกอบอาชีพ ตลอดจนประกอบกิจกรรมต่างๆ เพื่อแสวงหาความรู้ความเพลิดเพลินก็ ต้องอาศัยทักษะการอ่านทั้งสิ้น การอ่านจับใจความเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นของการอ่านทุกรูปแบบโดยอ่านเพื่อทำความ เข้าใจเนื้อเรื่อง เข้าใจจุดมุ่งหมาย สาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน และเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ถึง ผู้อ่านซึ่ง ชุติมา ยอดตา (2561: 2) ได้อธิบายเกี่ยวกับความสำคัญของการอ่านจับใจความไว้ว่าการ อ่านจับใจความมีความสำคัญเพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการอ่านระดับขั้นสูงขึ้นไป เพราะถ้าหากนักเรียนไม่สามารถอ่านจับใจความได้ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถเข้าใจเรื่องที่อ่าน เนื่องจาก การอ่านจับใจความมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในแก่นเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องและสำหรับผู้เรียน ในรายวิชาต่างๆ ทุกสาขาวิชาจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ดังนั้นผู้เรียนที่ขาดทักษะการอ่านจับใจความก็ จะไม่สามารถสรุปเนื้อหาสาระเรื่องที่อ่านได้ในด้านการเรียนการสอนการอ่านจับใจความถือว่ามี ความสำคัญเพราะเป็นพื้นฐาน ในการอ่านทำความเข้าใจเนื้อหาของการเรียนในทุกรายวิชา โดยการ เรียนการสอนนั้นจำเป็นต้องปลูกฝังให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านและพัฒนาให้นักเรียนสามารถอ่านจับ ใจความได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การที่จะพัฒนานักเรียนให้สามารถอ่านจับใจความได้อย่างมี ประสิทธิภาพนั้น จะต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพราะเป็นประโยชน์อย่างมากในการ
3 แสวงหาความรู้ดังที่ แววมยุรา เหมือนนิล (2556: 17) ได้กล่าวไว้ว่าการอ่านจับใจความเป็นการเข้าใจ เรื่องที่อ่านอันดับต้นและเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับการอ่านระดับสูงต่อไป เช่น ถ้านักเรียนอ่าน จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ ก็คงไม่สามารถอ่านเพื่อพิจารณ์ว่าเรื่องนั้นดีหรือไม่ดีได้เลย สอดคล้องกับ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ (2556: 7) ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับความสำคัญของการอ่านจับใจความว่าเป็นการอ่าน ในระดับเบื้องต้น แล้วผู้อ่านสามารถสรุปสาระสำคัญและถ่ายถอดเรื่องราวที่อ่านต่อได้ ซึ่งการอ่านจับ ใจความต้องได้รับการฝึกฝนจากการอ่านสารประเภทต่างๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจในสารที่อ่าน โดย ความเข้าใจในการอ่านทั่วไปนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ เข้าใจองค์ความรู้ความเข้าใจ และ อารมณ์ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ล้วนเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ผู้อ่านจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน จนเกิดเป็นนิสัยรักการ อ่าน สอดคล้องกับ กมลชนก แจ่มจำรัส (2556: 2) ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความ เพิ่มเติมไว้ว่า ความสามารถในการอ่านจับใจความมีความสำคัญและจำเป็นในการศึกษาวิชาการต่างๆ ทำให้ได้รับข้อมูลอย่างฉับไวตรงประเด็นและสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่อ่านได้ การเรียน การสอนในทุกระดับชั้นจำเป็นต้องอาศัยการอ่านจับใจความ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความเข้าใจในการอ่าน นั่นคือ เราจะเน้นการอ่านเพื่อการเรียนรู้มากกว่าการเรียนรู้เพื่อการอ่าน ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการอ่านจับใจความมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถือได้ว่าเป็นการอ่านขั้นพื้นฐานที่สำคัญ โดยการอ่านจับใจความให้ได้นั้นต้องอาศัยกระบวนการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนเกิดเป็นความสามารถ ทางด้านการอ่านจับใจความ และสามารถนำความรู้ไปต่อในการอ่านระดับที่สูงขึ้นได้ จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้เน้นให้ผู้เรียนรู้จักกระบวนการ และวิธีการอ่านเพื่อที่จะ สามารถจับใจความสำคัญและสามารถสรุปเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การอ่านจับใจความ สำคัญจึงเป็นส่วนที่สำคัญที่ช่วยให้บุคคลต่างๆ สามารถทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องหรือเรื่องราวที่ให้ ความสนใจและนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์สังเคราะห์หาประโยชน์ที่ได้จากการอ่านและนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ไม่จำเป็นที่เฉพาะบทร้อยแก้วแต่ยังรวมไปถึงบทงานวรรณคดีและวรรณกรรม บทร้อยกรองปกติเพื่อที่จะได้ทราบถึงเรื่องราวข้อเท็จจริงและสามารถนำเรื่องราวเหล่านั้นมาปรับใช้ใน การดำเนินชีวิตให้ได้มากที่สุด ให้เห็นคุณค่าความสำคัญของสิ่งที่ตนเองอ่านได้อย่างลึกซึ้งและ มีประโยชน์อย่างแท้จริง การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการแสวงหาความรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้องจึงเป็น สิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคนและการอ่านยังมีความสำคัญในด้านอื่นๆ อีกดังนี้ 1. การอ่านเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชาอื่นๆ ทั้งนี้เพราะต้องการหาความรู้ ในสาขาวิชาการ ต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยทักษะการอ่านเป็นเครื่องมือ 2. การอ่านเป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้สึก และความต้องการระหว่างบุคคลกับบุคคล 3. การอ่านเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เป็นผู้ที่สำเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะได้อ่านเอกสาร ความรู้ในการปรับปรุงงานของตนเองอยู่เสมอ
4 4. การอ่านเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเพราะถ้าเราอ่านได้ ก็สามารถทำความเข้าใจร่วมกับคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีตลอดจนสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ผ่านไปได้ อย่างราบรื่น 5. การอ่านเป็นเครื่องมือในการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยสู่รุ่นต่อไปได้ 6. การอ่านเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดความรู้ ความเพลิดเพลิน และมีประสบการณ์กว้างขวาง (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2539) การวิเคราะห์สารหรือการจับใจความ เป็นกระบวนการอ่านที่ต่อเนื่องจากการวิเคราะห์สาร ผู้อ่านต้องตีความว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไรในการเสนอเรื่องราว ผู้เขียนมีความคิดเห็นอย่างไร หรือความรู้สึกอย่างไร ตลอดจนผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไรกับผู้อ่านซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอย่าง ชัดเจนในเนื้อหา การอ่านจับใจความจึงเป็นการทำความเข้าใจ หรือหาความหมายที่แท้จริงของ ข้อความเพื่อค้นหาจุดประสงค์หรือสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อถึงผู้อ่าน (ฤดีกมลสวัสดิ์, 2564) โมเดลการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น (GPAS 5 Steps) เน้นกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ แบบ (Active Learning) พร้อมทั้งเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ 2. คิด วิเคราะห์ สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียมปฏิบัติ 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหาแนวทางที่ดีที่สุด 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่สังคม การปฏิรูปการศึกษาต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านประชากร ความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี ที่มีผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ จัดการเรียนรู้และรูปแบบการเรียนการสอน มาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะ แบบผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Active Learning) ที่เน้นการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและ สนับสนุนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ ผ่านการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS) โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้วางกรอบนโยบายปฏิรูปการศึกษา เรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงใน ศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น (GPAS 5 Steps) มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ (Gathering) ผู้เรียนเกิดการสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยในปัญหาจากการกระตุ้นของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การสร้าง สถานการณ์เพื่อฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ผู้เรียน ต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอบตัว 2. คิด วิเคราะห์ สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียมปฏิบัติ (Processing) ผู้เรียนนำข้อมูลหรือ องค์ความรู้ที่รวบรวมได้มาร่วมกันวิเคราะห์ ว่าจะสามารถนำไปแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ให้เกิด
5 ประโยชน์ได้อย่างไร จากนั้นจึงจัดจำแนกข้อมูลและนำไปวางแผนการปฏิบัติ เช่น การคิดสร้าง นวัตกรรมเพื่อนำไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหาแนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) ผู้เรียนนำองค์ ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนแล้วไปปฏิบัติและลงมือทำ โดยจะเกิดการเรียนรู้จากการ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติจริง การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาให้ เกิดผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้นต่อไป 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจใน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหา จนสามารถสรุปออกมาเป็นหลักการสื่อสาร ผ่านการนำเสนอในรูปแบบแผนภาพความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่สังคม (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิตสาธารณะ และเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือต่อยอดองค์ความรู้นั้น เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อส่วนรวม หรือแก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อ แก้ปัญหาให้ตรงกับบริบทของแต่ละชุมชน ทั้งนี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะทำให้ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่คงทนผ่านการทำกิจกรรมที่หลากหลาย มีส่วนร่วมในทุกกระบวน การเรียนรู้ เกิดความกระตือรือร้นที่จะใฝ่รู้ สามารถใช้องค์ความรู้ผลิตผลงานหรือสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และสอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้ (ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์, 2565) 5W1H : วิธีคิดเพื่อหาทางปรับปรุงตามแนวคิดไคเซ็น (Kaizen) ระบบคำถาม 5W1H คือ การถามคำถามเพื่อวิเคราะห์หาเหตุผลในการทำงานตามวิธีเดิม และหาช่องทางปรับปรุงให้ดีขึ้น What ถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการทำงาน ทำอะไร ทำไมต้องทำ ทำอย่างอื่นได้หรือไม่ When ถามเพื่อหาเวลาในการทำงานที่เหมาะสม ทำเมื่อไหร่ ทำไมต้องทำตอนนั้น ทำตอนอื่นได้หรือไม่ Where ถามเพื่อหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสม ทำที่ไหน ทำไมต้องทำที่นั่น ทำที่อื่นได้หรือไม่ Who ถามเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมสำหรับงาน ใครเป็นคนทำ ทำไมต้องเป็นคนนั้นทำ คนอื่นทำได้หรือไม่ Why เป็นคำถามที่ถามครั้งที่ 2 ของคำถามข้างต้นเพื่อหาเหตุผลในการทำงาน How ถามเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับงาน ทำอย่างไร ทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำวิธีอื่นได้หรือไม่
6 Kaizen ให้เริ่มปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากตัวเราเองก่อน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ง่าย ต่อการเปลี่ยนแปลง และไม่ควรลืมว่าการเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงคนอื่นด้วย (Kaizen, 2559) เทคนิค 5W1H โดยใช้คำถาม 5W1H ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำถาม 6 ประเภท ตามความคิดของบลูม (Bloom) ได้แก่ 1. Who (ใคร) เช่น ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง 2. What (อะไร) เช่น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ 3. Where (ที่ไหน) เช่น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด 4. When (เมื่อไหร่) เช่น เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลา ใดบ้างที่สถานการณ์เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ 5. Why (ทำไม) เช่น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถานที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้ จึงเกิดขึ้น 6. How (อย่างไร) เช่น ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถด้าน การอ่านคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น (กรองทิพย์ สุราตะโก, 2559: 51) จะเห็นได้ว่ารูปแบบหรือเทคนิค 5W1H ตามที่แต่ละบุคคลจะเรียกมีส่วนช่วยส่งเสริมในเรื่อง การอ่านให้กับบุคคลได้เป็นอย่างดีทั้งยังส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนการสอนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเนื่องด้วยกระบวนการ 5W1H เป็นกระบวนการที่ให้ผู้ที่ศึกษาหรือทำ ความเข้าใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้รู้จักวิธีคิดและปรับปรุงตามแนวคิดของตนเองตามการวิเคราะห์เป็น หลักการที่ช่วยให้สามารถสรุปจับใจความสิ่งต่างๆ ที่ต้องการอ่านได้อย่างง่าย หาจุดสำคัญ และประเด็นของเรื่องได้ง่าย รวมถึงทำให้ทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีดังนั้นหลักการ 5W1H จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมการอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งต่อตัว ครูผู้สอนที่นำเทคนิคนี้ไปปรับใช้ในแผนการจัดการเรียนการสอนและต่อตัวผู้เรียนที่เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อที่จะได้มีทักษะในการอ่านจับใจความอย่างง่ายและสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิด ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่พัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยใช้การจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชั้นเรียน และการจัดการเรียนการสอน เพื่อกระตุ้นแนวคิดทางด้านการพัฒนา ในรายวิชาภาษาไทยและกระบวนการอ่านจับใจความสำคัญ ใน เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
7 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ก่อนเรียนและหลังเรียน 1.3 สมมุติฐานของการวิจัย 1.3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ จากวรรณกรรม เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.3.2 ความสามารถในการแก้ปัญหารายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความจาก วรรณกรรมเรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี หลังเรียนเทียบกับ เกณฑ์ร้อยละ 80 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ขอบเขตประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.4.1.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 4 ห้อง รวม 136 คน ประกอบด้วย ชั้น ม.4/1, ม.4/2, ม.3/3, ม.4/4 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 32 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 1.4.2 ขอบเขตตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1.4.2.1 ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) วิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 1.4.2.2 ตัวแปรตาม 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม
8 2) ความสามารถในการอ่านรายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม 1.4.3 ขอบเขตเนื้อหา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 หัวใจชายหนุ่ม ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย 1.4.3.1 เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.2 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.3 เรื่อง การอ่านจับใจความ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.4 เรื่อง การอ่านแปลความ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.5 เรื่อง การอ่านตีความ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.6 เรื่อง การอ่านขยายความ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง พฤศจิกายน 2566 - กุมภาพันธ์2567 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ทำ ให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม ที่สามารถวัดได้โดยการแสดงออก มี 3 ด้าน ด้วยกัน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 1.5.2 การจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) หมายถึง การจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีศักยภาพ และคุณลักษณะตามมาตรฐานสากล โดยจะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีทักษะในการค้นคว้า แสวงหาความรู้และมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็น โดยครูผู้สอนจะต้องพยายาม จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และเข้าถึงองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ (Constructivism) ซึ่งบันได 5 ขั้น ของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล ประกอบด้วย 1) ขั้นการเรียนรู้ตั้งคำถาม (learning to Question) 2) ขั้นการเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ (Learning to Search) 3) ขั้นการเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้(Learning to Construct) 4) ขั้นการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร (Learning to Communicate) 5) ขั้นการเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม (Learning to Service) 1.5.3 ความสามารถในการอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านโดยมีจุดหมายเพื่อเก็บ สาระสำคัญ ข้อมูลที่น่าสนใจและแนวคิดหรือทัศนะของผู้เขียน อีกทั้งยังเป็นการอ่านที่ต้องแยกแยะ เรื่องที่อ่านให้ได้ว่าส่วนใดเป็นใจความหรือข้อความที่สำคัญที่สุดและส่วนใดเป็นข้อความประกอบ การจับใจความสำคัญจะช่วยผู้อ่านเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้ความสามารถ
9 ทางด้านภาษา ประสบการณ์ หรือภูมิหลังในการแปลความหมายของคำหรือข้อความเพื่อจับใจความ ให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 1.5.4 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 80/80 หมายถึง รูปแบบวิธีการหรือกระบวนการสอน ที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการเรียนและการอ่านเพื่อให้ผู้เรียนมี ประสิทธิภาพทางด้านการอ่านมากยิ่งขึ้นโดยเป็นการแสวงหานวัตกรรมหรือวิธีการสอนแบบใหม่ๆ สื่อการสอนเพื่อที่จะใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้โดยอาจจะเป็นชุดการเรียนการสอน รูปแบบ การเรียนแบบสำเร็จรูป แบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกหัดเข้ามาเป็นเกณฑ์ช่วยในการพิจารณาทางด้าน ผลการเรียนของผู้เรียน 80 ตัวแรก หมายถึง แบบประเมินพฤติกรรมที่ได้จากการประเมินหน่วยเรียนย่อยจากเรื่อง ที่นำมาให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรมในทุกกิจกรรมทุกรอบหรืออาจจะเป็นบททดสอบก่อนเรียน ซึ่งจะได้จาก การที่ผู้เรียนเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาน้อยหรือยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาก่อนเลย 80 ตัวหลัง หมายถึง การประเมินรูปแบบพฤติกรรมผลลัพธ์ของพฤติกรรมที่ได้จากบทเรียน นั้นๆ หรือกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้ทำในทุกรอบโดยจะต้องพิจารณาถึงผลหลังจาก การเรียนและการประเมินรวมถึงประสิทธิภาพของผู้เรียนที่หลังจากได้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นได้ เรียนและลองทำกิจกรรมนั้นๆ มาเป็นอย่างดีแล้ว 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.6.2 ทราบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีก่อนเรียนและหลังเรียน 1.6.3 ทราบความสามารถในการแก้ปัญหาในรายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H 2.1.1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H 2.1.1.2 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H 2.1.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.2.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.2.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.2.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 2.1.2.4 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 2.1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 2.1.3.1 ความหมายของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 2.1.3.2 กระบวนการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 2.1.3.3 องค์ประกอบของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 2.1.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม 2.1.4.1 ความหมายของประสิทธิภาพ 2.1.4.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย
11 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H 2.1.1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2557) ได้ให้ความหมายว่า ขั้นตอนประกอบด้วยการระบุคำถาม การแสวงหาสารสนเทศการสร้างความรู้การสื่อสารและการตอบแทนสังคมทั้งหมดนี้จะเป็นตัวช่วย พัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพและสามารถทำให้เด็กไทยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ศิริวรรณ ตรีเพ็ชร์ (2558) ได้ให้ความหมายว่า นโยบายจากการปฏิรูปการศึกษา ในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นที่จะพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้เรียนตลอดชีวิตการจัดการเรียนรู้ของครูจึงควร ที่จะมีการวิเคราะห์หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ซึ่งเป็นแนวการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นวิธีการสืบเสาะหรือวิธีสอนแบบโครงงานโดย สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนโยบายให้โรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นโรงเรียนนำร่อง ทดลองสอนในกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ในปี 2553 เกศแก้ว เพ็งวงษ์ (2561) ได้ให้ความหมายว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย ขั้นตอน 5 ขั้นตอนอันจะประกอบไปด้วย การฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามการให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาข้อมูล สารสนเทศด้วยตนเองการเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้การเรียนรู้เพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ เพื่อที่จะตอบแทนสังคม ธัญญารัตน์ สุขเกษม และคณะ (2562) ได้ให้ความหมายของกระบวนการจัดการ เรียนรู้ 5 ขั้นตอนว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญและส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็น บุคคลที่มีคุณภาพมีทักษะในด้านการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้สามารถแปลความหมายข้อมูลนำมา สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์และสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนมีทักษะชีวิตและร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี โดยในการจัดการเรียนรู้ ทั้ง 5 ขั้นตอนนี้จะนำคำถามเชิงวิเคราะห์มาเสริมในทุกขั้นของการสอนทำให้นักเรียนเกิดความคิด วิเคราะห์โดยลักษณะคำถามจะเป็นคำถามที่ช่วยส่งเสริมคำตอบให้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เรียนเกิด การคิดวิเคราะห์ 3 ด้าน คือ ด้านการวิเคราะห์ความสำคัญ ด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และด้านการวิเคราะห์หลักการ 2.1.1.2 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H ทิศนา แขมมณี (2555) รูปแบบเทคนิคการสอนและวิธีการแก้ปัญหากระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน หรือ 5 STEPs มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเรียนรู้ตั้งคำถาม หรือขั้นตั้งคำถาม เป็นขั้นที่ให้นักเรียนฝึกสังเกตสถานการณ์ ปรากฏการณ์ต่างๆ จนเกิดความสงสัย จากนั้นฝึก ให้เด็กตั้งคำถามสำคัญ รวมทั้งการคาดคะเนคำตอบ ด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งต่างๆ และสรุป คำตอบชั่วคราว
12 ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ เป็นขั้นตอนการออกแบบวางแผนเพื่อรวบรวมข้อมูล สารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งการทดลองเป็นขั้นที่เด็กใช้หลักการนิรภัย (Deduction reasoning) เพื่อการออกแบบข้อมูล ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ เป็นขั้นตอนที่เด็กมีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การสื่อความหมาย ข้อมูลด้วยแบบต่างๆ หรือด้วยผังกราฟิก การแปรผล จนถึงการสรุปผล หรือการสร้างคำอธิบาย เป็นการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งเป็นแก่นความรู้ประเภท 1. ข้อเท็จจริง 2. คำนิยาม 3. มโนทัศน์ 4. หลักการ 5. กฎ 6. ทฤษฎี ขั้นตอนที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ขั้นนำเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้องชัดเจนและเป็นที่เข้าใจ อาจเป็นการนำเสนอ ภาษาและนำเสนอด้วยวาจา ขั้นตอนที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม เป็นขั้นตอนการฝึกเด็กให้นำความรู้ที่เข้าใจ นำการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม หรือเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวมด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม ร่วมสร้างผลงานที่ได้จากการแก้ปัญหาสังคม อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็นความรู้ แนวทางสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรม ด้วยความรับผิดชอบ ต่อสังคม อันเป็นการแสดงออกของการเกื้อกูล และแบ่งปันให้สังคมมีสันติอย่างยั่งยืน เพื่อให้นักเรียน มีความสามารถพื้นฐานเบื้องต้นสำคัญที่ใช้ในการเรียนรู้ 3 ด้าน คือ ความสามารถด้านภาษา (Literacy) ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) ความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning ability) กรองทิพย์ สุราตะโก (2559) ช่วงศตวรรษที่ 16 : มีการบันทึกกลอนภาษาอังกฤษของ โทมัส วิลสัน และในปี 1917 : มีบทกวีของ Rudyard Kipling ในเรื่อง The Elephant’s Child ซึ่ง จากบทกวีทั้ง 2 แหล่ง มีการพูดถึงและใช้ 5W1H เพื่อการพูดถึงปัญหาที่เกิดจาก ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ จากระยะของบทกวีก็พอจะบอกได้ว่ามีการใช้เครื่องมือนี้มาอย่างยาวนาน 5W1H คือ ตัวอักษรตัวแรกของคำภาษาอังกฤษ 6 คำ ประกอบด้วย Who , What , When , Where, Why และ How วิธีการใช้เครื่องมือนี้ประกอบด้วยการถามชุดคำถามอย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวม ข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นในการจัดทำรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อระบุลักษณะที่ แท้จริงของปัญหาและอธิบายออกมาอย่างแม่นยำและครบถ้วน
13 เทคนิค 5W1H โดยใช้คำถาม 5W1H ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำถาม 6 ประเภท ตามความคิดของบลูม (Bloom) ได้แก่ 1) Who (ใคร) เช่น ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง 2) What (อะไร) เช่น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ 3) Where (ที่ไหน) เช่น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด 4) When (เมื่อไหร่) เช่น เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลา ใดบ้างที่สถานการณ์เช่นนี้จะ เกิดขึ้นได้ 5) Why (ทำไม) เช่น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถานที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้ จึงเกิดขึ้น 6) How (อย่างไร) เช่น เขาทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ลำดับเหตุการณ์นี้ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีหลัก ในการพิจารณาคนอย่างไรบ้าง ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านการ อ่านคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น 2.1.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งประกอบด้วยความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดพฤติกรรมทาง การศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือสติปัญญา เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยและวัตถุประสงค์ ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1.2.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) เป็นสมรรถภาพของสมองในด้านต่างๆ ที่นักเรียนได้รับจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครู นักการศึกษาได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์(2549) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจาก การสอนหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งแสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย ธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์ (2550) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ทางด้านความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางด้านวิชาการที่เกิดจากบุคคล ได้รับการเรียน การสอนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ สุมิตร สำแดงสาร (2550) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถใน การเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งวัดและตรวจสอบได้จากความสามารถในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ วิชานั้นๆ ในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การนำไปใช้
14 การประเมินค่า ด้านทักษะกระบวนการและเจตคติของผู้เรียนว่าบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมาก น้อยเพียงใด เป็นข้อมูลย้อนกลับให้ผู้สอนได้วิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงคุณลักษณะ และความสามารถของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนนำมาซึ่งจะได้รับจาก การเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าการอบรมและการสั่งสอนรวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมที่จะแสดงออกมาให้เห็นได้ ทั้งทางพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย 2.1.2.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บลูม Bloom (1976) ได้กล่าวถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังต่อไปนี้ 1. พฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด หมายถึง ความสามารถทั้งหลายของนักเรียนประกอบด้วย ความถนัดและพื้นฐานของนักเรียน 2. คุณลักษณะด้านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจที่จะทำให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ระบบการเรียนความคิดเห็น เกี่ยวกับตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพ 3. คุณภาพการสอน ได้แก่ การรับคำแนะนำ การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การเสริมแรงจากครู การแก้ไขข้อผิดพลาด และรู้ผลว่าตนเองกระทำได้ถูกต้องหรือไม่ 4. คุณลักษณะของนักเรียน ได้แก่ ความพร้อมทางสมอง และทางสติปัญญา ความพร้อม ทางด้านร่างกาย และความสามารถทางด้านทักษะของร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจซึ่งได้แก่ ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและค่านิยม สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจใน สถานการณ์ อายุ เพศ 5. คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนาความรู้ทักษะ ทางร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจในสถานการณ์ อายุ เพศ 6. พฤติกรรมระหว่างผู้สอนและนักเรียน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียนจะต้องมี พฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อกัน เข้าใจกันมีความสัมพันธ์ที่ดี และมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน 7. คุณลักษณะของกลุ่มนักเรียน ได้แก่ โครงการของกลุ่มตลอดจนความสัมพันธ์ของกลุ่ม เจตคติ ความสามัคคี และภาวะผู้นำผู้ตามที่ดีของกลุ่ม 8. คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองต่อการเรียน การมีเครื่องมือและ อุปกรณ์พร้อมในการเรียน ความสนใจต่อบทเรียน 9. แรงผลักดัน ได้แก่ ครอบครัวมีความสัมพันธ์ในครอบครัวดี สิ่งแวดล้อมดี และคุณธรรม พื้นฐานดี เช่น ขยันหมั่นเพียร ความประพฤติดี 2.1.2.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย
15 ผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเป็นผลสำเร็จของการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนและการสอน ของครูผู้สอน เช่น ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ผู้เรียนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในการอ่าน จับใจความไม่เท่ากันแม้จะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกันและมีสภาพแวดล้อมในการเรียนที่คล้ายกัน ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของผู้เรียนขึ้นอยู่กับความสามารถทางสมอง ความสนใจ และประสบการณ์ทางภาษาของผู้เรียน การรู้ผลสัมฤทธิ์ การเรียนแต่ละทักษะของผู้เรียนจะช่วยให้ ผู้สอนและผู้เรียนนำผลไปใช้พัฒนาการสอน และการเรียนให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการวัดผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานเพื่อผลที่วัดออกมา จะได้มีความเชื่อถือกระบวนการวัดผลจึงต้อง มีระบบซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับ การบริหารการใช้เครื่องมือวัดผล (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551 : 55) 2.1.2.4 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เป็นการวัดพื้นฐานการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนก่อนที่กิจกรรมการเรียนจะเริ่มขึ้น ผู้สอนอาจทำการวัดพื้นฐานการเรียนในชั่วโมงแรกของการเปิดภาคเรียนเพื่อนำผลมาวินิจฉัยว่าผู้เรียน มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่จะเรียนภาษาไทยมากหรือน้อย ผู้สอนจะได้นำผลมาใช้เป็นแนวทางใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป 2. เป็นการวัดผลภายหลังที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เช่น ในภาคเรียนหนึ่งกำหนดให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางภาษาไทย โดยสามารถจำ เข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าได้ อย่างน้อยร้อยละ 60 มีเนื้อหาสาระ จากแบบเรียนและหนังสืออ่านประกอบซึ่งเป็นสื่อใช้ฝึกความรู้ทางภาษาไทยให้นักเรียนเปลี่ยน พฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ การวัดผลโดยใช้เครื่องมือวัดผลฤทธิ์จะช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนประสบ ความสำเร็จตามเกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 60 หรือไม่ถ้าคำตอบออกมาว่าไม่ ก็จำเป็นต้องหาทาง ปรับปรุงแก้ไขต่อไป 3. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ผู้เรียนเพื่อพิจารณาว่าสูงหรือต่ำจากค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงกิจกรรม การเรียน การสอนในการพัฒนาให้ผู้เรียนแต่ละคนให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม 4. เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน การทดสอบก่อนเรียนจะใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนจึงดำเนินการสอนตามวัตถุประสงค์เมื่อครบ ตามเวลาที่กำหนดการสอน แล้วจึงทดสอบหลังเรียนด้วยข้อทดสอบชุดเดียวกับการวัดผลก่อนเรียน จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณาความแตกต่างว่าคะแนนหลังเรียน สูงขึ้นหรือต่ำกว่าเดิม ผลที่ปรากฏจะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแผนการสอนภาษาไทย เพื่อจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น 5. เปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการทำข้อสอบกับเวลาเฉลี่ยที่เป็นมาตรฐาน ผู้เรียนบางคนอาจใช้ เวลามากหรือน้อยจากเวลาที่เป็นมาตรฐานของการทำข้อสอบ การใช้เวลาที่แตกต่างกันอาจชี้ให้เห็น
16 ทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง ข้อดีคือผู้เรียนทำข้อสอบได้จึงใช้เวลาน้อยกว่าที่กำหนด ข้อบกพร่องคือเมื่อ ทำข้อสอบไม่ได้จะใช้วิธีการเดา ทำให้เสร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนด นอกจากนั้นบางคนอาจทำข้อสอบไม่ ทันตามเวลา ข้อสังเกตตามที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ผู้สอนนำมาปรับการบริหารเครื่องมือให้ผู้เรียนใช้ เวลาในการทำข้อสอบได้ตามที่กำหนดต่อไป 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาไทยระหว่างทักษะต่างๆ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยนำคะแนนที่ได้มาปรับเป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกัน ทำให้เห็น ความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนของแต่ละทักษะ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าควรปรับปรุงทักษะใด ให้มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับทักษะอื่นๆ 7. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยกับผลการเรียนวิชาอื่นๆ โดยปรับให้เป็น คะแนนมาตรฐาน แล้วจึงนำไปเปรียบเทียบกันจะทำให้เห็นคะแนนผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทยใกล้เคียง กับวิชาอื่นๆ หรือไม่ เพื่อผู้สอนและผู้เรียนจะได้ปรับปรุงผลการเรียนของแต่ละวิชาให้ดีขึ้น จากวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่าการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้และต้องการที่จะวัดความรู้ พื้นฐานก่อนเรียนและวัดผลหลังเรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคน กับค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มและเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับ คะแนนหลังเรียนผู้วิจัยนำความรู้และข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบในงานวิจัยโดยสร้างเป็นเครื่องมือ เพื่อใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมและใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนเรื่องการอ่านจับใจความจากเรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้วิธีการสอนกระบวนการ 5 ขั้นตอนเทคนิค 5W1H ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และต้องมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 2.1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 2.1.3.1 ความหมายของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ ประพนธ์ เรืองณรงค์ (2545) กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นการอ่านเพื่อเก็บสาระสำคัญ หรือใจความสำคัญของเรื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสรุปใจความสำกัญ หาความสำคัญใช้แผนภาพโครง เรื่องเพื่อพัฒนาการอ่าน รวมทั้งการรู้จักใช้คำถามเกี่ยวกับเนื้อหาและการพัฒนาการทางด้านความคิด สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า หมายถึง การทำ ความเข้าใจความหมายของคำ ประโยค ข้อความ โดยการแปลความของสัญลักษณ์ที่ปรากฏในสาร กรมวิชาการ (2546) เสนอว่าการอ่านจับใจความเป็นการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือ ของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสำคัญและส่วนขยายใจความสำคัญของเรื่อง บรรเทา กิตติศักดิ์ (2546) กล่าวว่าการอ่านจับใจความ คือ การทำความเข้าใจประเด็น ของเรื่องหรือข้อความที่อ่านสามารถจับสาระสำคัญของเรื่องได้แปลความหมายของสิ่งที่อ่านได้และ เข้าใจจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องนั้นๆ
17 จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ (2547) กล่าวถึงความหมายของการอ่านจับ ใจความว่า การอ่านจับใจความหมายถึงการจับประเด็นหลักหรือสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านว่าผู้เขียน ต้องการส่งสารหรือให้ข้อคิดเห็นอะไรเป็นสำคัญ สุปราณี พัดทอง (2547) การอ่านจับใจความ หมายถึง ความคิดสำคัญอันเป็นแก่นหรือหัวใจ ของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งสื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบ ซึ่งอาจจะเป็นเป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นหรืออย่าง ใดอย่างหนึ่ง ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2549) ได้ให้ความหมายการอ่านจับใจความไว้ว่าเป็นการอ่านเก็บ เฉพาะใจความสำคัญของเรื่องจากการอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่เพียงย่อๆ แต่ได้ใจความสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ จากการให้ความหมายของการอ่านจับใจความที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและนำมาประกอบในงานวิจัย สามารถกล่าวสรุปได้ว่า การจับใจความหมายถึงการทำให้ข้อความหรือประโยคเรื่องราวต่างๆ ที่มีขนาดยาวทำให้มีขนาดสั้นอยู่ในระดับคำประโยคหรือข้อความโดยแปลสัญลักษณ์เหล่านั้น เพื่อใช้ในการสื่อสารและทำให้ผู้ที่อ่านรู้จุดประสงค์ของสิ่งนั้นได้ 2.1.3.2 กระบวนการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ ชลธิชา กลัดอยู่ (2542) กล่าวว่า การอ่านจับใจความมี 2 ลักษณะ 1. การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม หมายถึง การทำความเข้าใจเนื้อหาสำคัญของข้อความ และเนื้อเรื่องที่อ่าน เพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์และรายละเอียดของเนื้อหานั้นๆ และเข้าใจ จุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องนั้นได้ การอ่านประเภทนี้ทำได้โดยการกวาดสายตาผ่านหัวข้อต่างๆ เพื่อให้ ทราบว่าแต่ละหัวข้อนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและมีการดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยวิธีเชื่อมโยง เนื้อหาและแนวความคิดตลอดจนข้อมูลต่างๆ อย่างไร 2. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ หมายถึง เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับความสำคัญ ของเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านที่ชำนาญจะไม่อ่านทุกตัวอักษร ในขณะเดียวกันผู้ที่ไม่ชำนาญต้องอ่านอย่างพินิจ พิจารณาจึงจะสามารถจับใจความได้ ความสำคัญนี้มิได้จำกัดแต่เพียงเนื้อเรื่องเท่านั้นนักอ่านที่ดี ต้องเก็บเนื้อหาสาระที่สำคัญของเรื่องหนึ่งได้หลายแง่มุม เช่น การเก็บความรู้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่สำคัญ เก็บแนวคิดหรือทัศนคติของผู้เขียน ตลอดจนจุดมุ่งหมายที่สำคัญของเรื่อง อาจจะมีอยู่หลายประการ น้ำหนักความสำคัญอาจแตกต่างกันไป พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ (2542) ได้จำแนกประเภทของการอ่านจับใจความไว้ 2 ลักษณะ 1. อ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาที่สำคัญของข้อความ เรื่อง หรือหนังสือ เพื่อมองเห็นความสัมพันธ์ของรายละเอียด และจะทำให้เข้าใจจุดมุ่งหมายสำคัญ ของความหรือเรื่องนั้นๆ ได้ โดยการกวาดสายตาผ่านหัวข้อต่างๆ อย่างรวดเร็ว 2. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านที่ต่อเนื่องกับการอ่านขั้นแรก โดยอ่านละเอียด ทุกตัวอักษร เพื่อจับใจความได้ตลอดทั้งเรื่อง ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม เพื่อจับใจความให้ได้มากที่สุด ใจความสำคัญมิได้หมายจำกัดเพียงแค่เนื้อเรื่องที่สำคัญเท่านั้น อาจเก็บสาระสำคัญของเรื่อง
18 พนิตนันท์ บุญพามี (2542) กล่าวถึงการอ่านจับใจความว่าสามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ การอ่านโดยละเอียด คือ การอ่านเพื่อเก็บความที่เป็นสาระประเด็นต่างๆ อย่างละเอียดตลอดเรื่อง สามารถรับรู้ทำความเข้าใจเรื่องได้อย่างกระจ่างแจ้งในขณะที่ลักษณะที่สอง คือ การอ่าน โดยสรุป คือ การอ่านเก็บความเฉพาะที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง ผู้อ่านสามารถรับรู้ทำความเข้าใจเนื้อหา สำคัญของเรื่องได้ ธิดา โมสิกรัตน์ และนภาลัย สุวรรณธาดา (2544) กล่าวถึงประเภทของการอ่านจับใจความ ว่ามี2 แบบ คือ 1. การอ่านจับใจความรวมเป็นการอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อสำรวจว่า ใจความสำคัญของเรื่องนั้น มีลักษณะหรือจุดมุ่งหมายอย่างไร รายละเอียดของเนื้อหามีความสัมพันธ์กันอย่างไร หนังสือเล่มนั้น มีคุณค่าที่จะเสียเวลาอ่านอย่างละเอียดหรือไม่และควรจะซื้อ หรือยืมหนังสือเล่มนั้นหรือไม่การอ่าน จับใจความรวมเป็นขั้นการอ่านขั้นต้นที่จะเลือกอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อไปวิธีการอ่านคือการดู และสังเกตรูปเล่มหนังสือ ส่วนประกอบต่างๆ ของหนังสือเพื่อดูว่าเป็นหนังสือแนวใดน่าสนใจเพียงใด ต่อจากนั้นก็ตรวจดูสารบัญ ดูหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยอย่างคร่าวๆ เพื่อมองการลำดับเนื้อหาว่าจะดำเนิน ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไร มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันอย่างไร และโครงร่างส่วนรวมของหนังสือ ชี้ให้เห็นว่าเป็นหนังสือที่มีสาระตรงตามที่เราต้องการ เมื่อพิจารณาส่วนต่างๆ ของหนังสือแล้ว เราก็จะสรุปความคิดเห็นได้ว่าหนังสือเล่มนั้นมีลักษณะอย่างไร มีจุดมุ่งหมายอย่างไร และเรื่องใด น่าสนใจเป็นพิเศษ การอ่านจับใจความรวม เป็นวิธีการอ่านที่เรามักใช้ในการเลือกหนังสือวิชาการ หนังสือสารคดีต่างๆ อาทิ สารคดีท่องเที่ยว สารคดีชีวประวัติ จดหมายเหตุ หรือบันทึก ความทรงจำเป็นต้น 2. การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านแล้วสรุปใจความสำคัญ หรือข้อความที่สำคัญด้วย การจดบันทึกย่อ หรือจดจำไว้ในสมอง หรือด้วยการขีดเส้นใต้ไว้ในหนังสือนั้น ใจความสำคัญที่ผู้อ่าน ได้รับอาจมีหลายลักษณะตามแต่จะต้องการ เช่น เป็นสาระสำคัญของเนื้อเรื่อง เป็นความรู้หรือข้อมูล ที่ผู้อ่านสนใจ เป็นแนวคิดหรือทรรศนะของผู้เขียน หรือเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องอย่างไรก็ตาม การอ่านจับใจความสำคัญจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์ หรือวิเคราะห์งานเขียนเป็นส่วนๆ ได้อย่างถี่ถ้วน รวมทั้งยังทำให้ผู้อ่านสนใจศึกษาเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ถ้าผู้อ่านมีความสนใจในเรื่องทำนองนั้นมาก่อนแล้ว กรมวิชาการ (2543) ได้จำแนกการอ่านมี 7 ลักษณะ คือ 1. การอ่านคร่าวๆ ใช้เมื่อต้องการสำรวจว่าจะอ่านหนังสือนั้นต่อไปหรือไม่ 2. อ่านเก็บแนวคิด ใช้เมื่อต้องอ่านหนังสือหรือเอกสารนั้นแล้วทำบันทึกย่อไว้ทบทวน ภายหลังหรือจะสรุปสาระสำคัญข้อความ 3. อ่านแบบตรวจตรา คือการอ่านวิธีหนึ่งรวมกับการอ่านวิธีที่ 2 และอ่านเฉพาะส่วนที่สำคัญ ที่ต้องการเป็นหลัก
19 4. อ่านอย่างศึกษาค้นคว้า การอ่านวิธีนี้ใช้วิธีที่ 3 เป็นหลักแต่มิได้อ่านเพ่งเล็งเฉพาะเป็น บางจุดเพราะการศึกษาค้นคว้านั้นต้องอ่านอย่างละเอียดทุกบททุกตอน หากละเลยบางตอนก็อาจจะ เกิดผลเสียได้ 5. อ่านเชิงวิเคราะห์หรืออ่านตีความ ใช้การอ่านวิธีที่ 4 เป็นหลัก คือ อ่านอย่างละเอียดแล้ว แยกแยะส่วนต่างๆ ให้ได้แล้วหาความสัมพันธ์ 6. อ่านเก็บข้อมูล วิธีนี้ใช้เมื่อจะอ่านหนังสือหรือเอกสารหลายๆ เล่ม จะได้เปรียบเทียบ คัดเลือกและนำเฉพาะส่วนที่ต้องการมาใช้ต่อไป วิธีนี้ใช้กันมากในการทำรายงานทำวิทยานิพนธ์หรือ การวิจัย 7. อ่านโดยใช้วิจารณญาณการจะใช้วิธีนี้ได้ผู้อ่านจะต้องมีความสามารถในการอ่านวิธีต้นๆ ได้เสียก่อนเพราะการอ่าน โดยใช้วิจารณญาณจะต้องอาศัยวิธีทั้งหมดข้างต้นร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วจึงจะเกิดปัญญาสันนิษฐานหาเหตุผลได้ 2.1.3.3 องค์ประกอบของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ มณีรัตน์ สุขโชติรัตน์ (2548) ได้จำแนกประเภทของความสามารถในการอ่านจับใจความ ออกเป็นทักษะย่อยๆ ดังนี้ 1. การอ่านตามอักษร คือ การอ่านที่ผู้อ่านทำความเข้าใจเนื้อหาสาระที่ผู้เขียนกล่าว ออกมาโดยตรง จำแนกเป็นทักษะย่อยๆ ได้ ดังนี้ 1.1 การชี้สรรพนามที่ใช้แทนคำนาม 1.2 การหาความจริงจากเรื่อง 1.3 การไปตามทิศทาง 1.4 การหาประโยคสำคัญ 1.5 การตั้งหัวข้อเรื่อง 1.6 การเก็บใจความสำคัญของเรื่อง 1.7 การเก็บรายละเอียดสำคัญ 1.8 การเรียงลำดับเหตุการณ์ 1.9 การเปรียบเทียบ 1.10 การชี้อุปนิสัยของบุคคลในเรื่อง 2. การอ่านตีความ คือ การอ่านที่ผู้อ่านต้องแสวงหาความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในข้อความ ที่ปรากฏอยู่ ซึ่งผู้เขียน ไม่ได้กล่าวออกมาโดยตรง เพื่อประเมินค่าสิ่งที่ผู้เขียนเขียน โดยใช้ความรู้ และประสบการณ์รวมทั้งความสามารถในการอ่านตามอักษรจำแนกเป็นทักษะย่อยๆ ได้ดังนี้ 2.1 การกล่าวสรุป 2.2 การสรุปกฎ 2.3 การคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้า 2.4 การเข้าใจสำนวนภาษา
20 2.5 การตั้งหัวข้อเรื่อง 2.6 การเก็บใจความสำคัญ 2.7 การเก็บรายละเอียดสำคัญ 2.8 การเรียงลำดับเหตุการณ์ 2.9 การเปรียบเทียบ 2.10 การเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุและผล 2.11 การชี้อุปนิสัยของบุคคลในเรื่อง 3. การอ่านโดยใช้วิจารณญาณ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านต้องใช้ความสามารถในการพิจารณา ตัดสิน เพื่อประเมินค่าสิ่งที่ผู้เขียนเขียน โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถ ในการอ่านตามอักษรและการอ่านตีความ จำแนกเป็นทักษะย่อยๆ ได้ดังนี้ 3.1 การแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น 3.2 การแยกเรื่องที่เป็นจริงกับเรื่องเพ้อฝัน 3.3 การหาเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง 3.4 การพิจารณาโฆษณาชวนเชื่อ 3.5 การพิจารณาเหตุผลที่ทำให้ชวนเชื่อ 3.6 การพิจารณาความเหมาะสมและคุณค่า การยอมรับความคิด 3.7 การชี้วัตถุประสงค์ของผู้แต่ง 3.8 การแสดงความรู้สึกและการจับความรู้สึก 4. การอ่านขั้นนำไปใช้ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านสามารถที่จะนำความรู้ ประสบการณ์ และข้อคิดต่างๆ ที่ได้จากอ่านนั้นไปใช้กับสถานการณ์อื่นในทำนองเดียวกันต่อไป จากประเภทของการอ่านจับใจความดังกล่าวสามารถสรุป การจับใจความ มีหลายประเภท เช่น การอ่านจับใจความสำคัญอ่านแบบส่วนรวมการอ่านเพื่อศึกษาหาข้อมูลดังนั้น ผู้อ่านควรจะทำ ความเข้าใจกับประเภทของการอ่านให้ชัดเจนว่าสารนั้นต้องการจะสื่ออย่างไรจึงจะมีความชัดเจน มีจุดมุ่งหมายในการอ่านหรือศึกษาเพื่ออะไรต้องการอ่านจับใจความในส่วนใดแล้วเลือกวิธีการอ่าน แบบใดจึงจะสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาหรือแนวทางประเภทของการอ่านจับใจความได้ เหมาะสม 2.1.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม 2.1.4.1 ความหมายของประสิทธิภาพ ชัยยงค์พรหมวงศ์ (2556) กล่าวว่า การผลิตสื่อหรือชุดการสอนนั้น ก่อนนำไปใช้จริงจะต้อง นำสื่อหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพเพื่อดูว่าสื่อหรือชุดการสอนทำให้ผู้เรียนมี ความรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่ มีประสิทธิภาพในการช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิภาพเพียงใด มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์หรือไม่และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน
21 จากสื่อหรือชุดการสอนในระดับใด ดังนั้นผู้ผลิตสื่อการสอนจำเป็นจะต้องนำสื่อหรือชุดการสอน ไปหาคุณภาพ เรียกว่า การทดสอบประสิทธิภาพ การหาประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน ครอบคลุม (1) ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ (2) ความจำเป็นที่จะต้องหาประสิทธิภาพ (3) การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ (4) วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพของแอ ปพลิเคชัน (5) ขั้นตอนการ ทดลองหาประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน (6) เกณฑ์ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน สมศักดิ์ คงเที่ยง (ม.ป.ป.: 61) ได้ให้ความหมายของคำว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณทรัพยากรที่ใช้กับปริมาณผลผลิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือโครงการ กล่าวคือ ประสิทธิภาพจะแสดงถึงความสามารถในการผลิต และความคุ้มค่าของการลงทุน 2.1.4.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2531) อธิบายถึงเกณฑ์และการกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุด การสอนไว้ดังนี้ เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของชุดการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตชุดการสอนพึงพอใจ หากชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ แสดงว่าชุดการสอนนั้นมีคุณค่าที่จะนำไปสอน และคุ้มค่ากับการลงทุนผลิตออกมาเป็น จำนวนมาก ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) อธิบายเกณฑ์การกำหนดประสิทธิภาพของสื่อว่า การที่จะกำหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อการสอนนั้น เป็นขีดกำหนดที่จะยอมรับว่าสิ่งใด หรือพฤติกรรมใดมี คุณภาพและ หรือปริมาณที่จะรับได้การตั้งเกณฑ์ต้องตั้งไว้ครั้งแรกครั้งเดียว เพื่อจะปรับปรุงคุณภาพ ให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ตั้งไว้ จะตั้งเกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพไว้ต่างกันไม่ได้ เช่น เมื่อมีการทดสอบ ประสิทธิภาพแบบเดี่ยว ตั้งเกณฑ์ไว้ 60/60 แบบกลุ่ม ตั้งไว้ 70/70 ส่วนแบบสนาม ตั้งไว้ 80/80 ถือว่าเป็นการตั้งเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง อนึ่งเนื่องจากเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นเกณฑ์ต่ำสุด ดังนั้นหากการทดสอบ คุณภาพของสิ่ง ใดหรือพฤติกรรมใดได้ผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 หรืออนุโลม ให้มีความคลาดเคลื่อนต่ำหรือสูงกว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้เกิน 2.5 ก็ให้ปรับเกณฑ์ขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น แต่หากได้ค่าต่ำกว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ ต้องปรับปรุงและนำไปทดสอบ ประสิทธิภาพใช้หลายครั้ง ในภาคสนามจนได้ค่าถึงเกณฑ์ที่กำหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นระดับที่ผลิตสื่อหรือชุดการสอนจะพึงพอใจว่า หากสื่อหรือชุด การสอนมีประสิทธิภาพถึงระดับนั้นแล้ว สื่อหรือชุดการสอนนั้นก็มีคุณค่าที่จะนำ ไปสอนนักเรียน และคุ้มแก่การลงทุนผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก การกำหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพกระทำได้ โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) กำหนด ค่าประสิทธิภาพเป็น E1 = Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และพฤติกรรม สุดท้าย (ผลลัพธ์) กำหนดค่าประสิทธิภาพ เป็น E2 = Efficiency of Product (ประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์)
22 1. ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือ ประเมินผลต่อเนื่อง ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการประกอบ กิจกรรมกลุ่ม ได้แก่ การทำโครงการ หรือทำรายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนกำหนดไว้ 2. ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือ ประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอน จะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น ที่พึงพอใจโดยกำหนดให้ ของผลเฉลี่ยของคะแนนการทำงานและการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อร้อยละของผล การประเมินหลังเรียนทั้งหมด นั้นคือ E1/E2 = ประสิทธิภาพ ของกระบวนการ/ประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์ตัวอย่าง 80/80 หมายความว่าเมื่อเรียนจากสื่อ หรือชุดการสอนแล้ว ผู้เรียนจะสามารถ ทำแบบฝึกปฏิบัติ หรืองานได้ผลเฉลี่ย 80% และ ประเมินหลังเรียนและงานสุดท้ายได้ผลเฉลี่ย 80% การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ทำโดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งประเมิน ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องจะเป็นการกำหนดค่าของประสิทธิภาพ E1 ซึ่งเป็น ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายจะกำหนดค่าเป็น E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องเป็นการประเมินผลพฤติกรรมย่อย หลายพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า กระบวนการ (Process) ของผู้เรียนโดยสังเกตจากรายงาน กลุ่ม การรายงานบุคคลหรือจากการปฏิบัติงามตามที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ครูผู้สอนได้กำหนดไว้ ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายเป็นการประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียน โดยพิจารณาจากผลการสอบหลังเรียน และสอบปลายปีและปลายภาค โดยสรุป การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ เป็นการกำหนดระดับประสิทธิภาพของสื่อการสอน จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตสื่อการสอนพึงพอใจ โดยกำหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วยุรีวงศ์สมศรี (2560) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) กล่าวว่าการวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้ผู้เรียนอย่างน้อย ร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4
23 โรงเรียนขามแก่นนคร ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ประจำภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2560 จำนวน 30 คน ซึ่งผลการวิจัยทำให้นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทยสูงขึ้น โดยวงจรที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 76.33 วงจรที่ 2 มีคะแนน เฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 79.33 และวงจรที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 83.33 นักเรียนร้อยละ 90.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป โดยนักเรียนทั้งชั้นมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็น ร้อยละ 77.78 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผ่านการเรียนวิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEP5) มีความคิดเห็นต่อตัวบ่งชี้บทบาทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ทั้งด้านผู้เรียนและด้านผู้สอน อยู่ในระดับมากทุกตัวบ่งชี้ โดยใน ด้านผู้เรียน บทบาทและพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกมากที่สุด คือ นักเรียนได้นำเสนอแนวคิด อย่าง อิสระ คิดเป็นร้อยละ 92.00 ส่วนด้านผู้สอน บทบาทและพฤติกรรมที่ผู้สอนแสดงออกมากที่สุด คือ ครู เตรียมสถานการณ์ที่นักเรียนได้ค้นคว้า สืบเสาะ รวบรวมข้อมูล คิดเป็นร้อยละ 90.00 ธัญญารัตน์ สุขเกษม, กิตติมา พันธุ์พฤกษา, และนพมณี เชื้อวัชรินทร์ (2562) ผลการจัดการ เรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับการใช้คำถามเชิงวิเคราะห์ เรื่อง วิวัฒนาการที่มีต่อการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการคิดวิเคราะห์ ทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการ เรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับการใช้คำถามเชิง วิเคราะห์ เรื่องวิวัฒนาการ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 40 คน โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) ร่วมกับการใช้คำถามเชิงวิเคราะห์ เรื่อง วิวัฒนาการ แบบทดสอบวัดการคิด วิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระจากกัน และการทดสอบค่าที่กรณีกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ผลวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยการคิดวิเคราะห์ทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียน (X¯ 7.48, S.D. 2.53) สูงกว่าก่อนเรียน (X¯ 3.70, S.D. 2.13) อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนน เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน (X¯ 22.10, S.D. 1.67) สูงกว่าก่อนเรียน (X¯ 9.25, S.D. 3.43) และหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 นิตยา พรมพื้น (2562) ผลการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ชั้น (5 STEPs) ต่อความสามารถใน การคิดวิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศ สาระเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่าการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์
24 การเรียนรู้แบบมีการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้แบบมีการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ที่เรียนใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ 5 ชั้น (5 STEPs) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน โดยมีค่าความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.57 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.47 ถึง 0.80 และค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที่แบบไม่ อิสระ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ชั้น (5 STEP) มีประสิทธิภาพ 75.5/92.68 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 วิสูตร โพธิ์เงิน และคณะ (2564) ผลการใช้รูปแบบการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ตามแนวคิด gpas 5 steps เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ระดับชั้น ประถมศึกษากล่าวว่าการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการยกระดับคุณภาพการ เรียนการสอนตามแนวคิด GPAS 5 Steps เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคไทย แลนด์ 4.0 ระดับชั้นประถมศึกษา ได้แก่ 1) ด้านครู 1.1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน 1.2) ความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน และ 1.3) ความสามารถการจัดกาเรียนรู้ และ 2) ด้านนักเรียน 2.1) ความสามารถในการคิดขั้นสูง 2.2) ความเป็นนวัตกรรม 2.3) ความสามารถ ในทำสร้างนวัตกรรม และ 2.4) คุณธรรมจริยธรรม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครู และนักเรียนชั้น ประถมศึกษา โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ปีการศึกษา 2561 เครื่องมือวิจัยและ เก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ครู และนักเรียน มีรายละเอียด ดังนี้ ด้านครู 1) รูปแบบ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนตามแนวคิด GPAS 5 Steps 2) แบบทดสอบความรู้ความ เข้าใจในการจัดกาเรียนรู้ของครู และ 3) แบบประเมินความสามารถการจัดกาเรียนรู้ของครู ด้านนักเรียน 1) แบบประเมินการคิดขั้นสูง 2) แบบประเมินความ เป็นนวัตกรรม 3) แบบประเมิน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และ 4) แบบประเมินคุณธรรมจริยธรรม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าใน
25 ด้านครู 1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนการสอนระดับดี 2. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ระดับมากที่สุด 3. ครูมีความสามารถการจัดกาเรียนรู้ระดับดีมาก ด้านนักเรียน 1. นักเรียนมีความสามารถในการคิดขั้นสูง ระดับดี 2. นักเรียนมีความเป็นนวัตกรรมระดับดี 3. นักเรียนมีความสามารถในสร้างนวัตกรรมระดับดี 4. คุณธรรมจริยธรรมของ นักเรียนระดับมากที่สุด ญาธิป อุปถัมภ์และยาใจ พงษ์บริบูรณ์ (2565) การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเพื่อ ความเข้าใจกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด งานวิจัยกล่าวว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด โดยให้มีคะแนนตั้งแต่ร้อยละ 80 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด และ 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และมีจำนวน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมดกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดอนขิงแคงเหล่าน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 11 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้รูปแบบการวิจัยเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียว (Onegroup posttest only design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเพื่อความเข้าใจกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด จำนวน 6 แผน ใช้เวลา 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบอัตนัยวัดความสามารถด้านการอ่านเพื่อความ เข้าใจด้วยการเขียนแผนผังความคิด 3) แบบทดสอบย่อยปรนัยวัดความสามารถด้านการอ่านเพื่อ ความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากเรื่องที่อ่านจำนวน 6 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก รวมจำนวน 60 ข้อและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด พบว่า (1) ความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ ด้วยการเขียนแผนผังความคิด มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.48 และความสามารถด้านการอ่านเพื่อความ เข้าใจ โดยใช้แบบทดสอบย่อยด้านการอ่าน มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.04 มีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์
26 จำนวน 11 คน ผ่านเกณฑ์ทั้งคะแนนและจำนวนนักเรียน เป็นไปตามเกณฑ์มี่กำหนดไว้ 2) ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด พบว่า นักเรียนมีคะแนนการ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 81.13 มีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 11 คน ผ่านเกณฑ์ทั้งคะแนนรอบรู้และจำนวนนักเรียน เป็นไป ตามเกณฑ์มี่กำหนดไว้ พรพิมล คำนวณศิลป์ (2562) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่าง สร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กล่าวไว้ว่าในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I) เท่ากับ 0.50 ขึ้นไป 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีระนอง จำนวน 39 คน โดยเครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความสามารถในแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และแบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียน รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนี ประสิทธิผล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้น เมื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.69/85.08 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ E1/E2=80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = .74 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05
27 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ในระดับมาก 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 แบบแผนการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 136 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน 32 คน ได้นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เป็นกลุ่มทดลอง โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน 3.2 แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design ( ล้ ว น สา ย ย ศ แ ละ อ ั ง คณา สา ย ย ศ, 2538 : 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบหลัง (One Group Posttest-Only Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบ ฉบับเดิม ทักษะการอ่านจับใจความ One Group Posttest - Only Design -
29 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 3.3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6ชั่วโมง 3.3.1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 จำนวน 6ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6ชั่วโมง 3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 3.3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 3.3.2.2 แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เป็นแบบมาตรา ส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการอ่าน จับใจความ ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม 3.4.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม 3.4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม 3.4.4 แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ 3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการ เรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6ชั่วโมง ตามขั้นตอนดังนี้ 3.4.1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม 3.4.1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 3.4.1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรม การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
30 1) เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม จำนวน 1 ชั่วโมง 2) เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง 3) เรื่อง การอ่านจับใจความ จำนวน 1 ชั่วโมง 4) เรื่อง การอ่านแปลความ จำนวน 1 ชั่วโมง 5) เรื่อง การอ่านตีความ จำนวน 1 ชั่วโมง 6) เรื่อง การอ่านขยายความ จำนวน 1 ชั่วโมง 3.4.1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการ จัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4.1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญนำ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการ จัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 3.4.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 3.4.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม จำนวน 6ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง ตามขั้นตอนดังนี้ 3.4.2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม คู่มือการสอนภาษาไทย รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุด กิจกรรมการเรียนรู้ 3.4.2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของชุดกิจกรรม การเรียนรู้
31 3.4.2.3 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม จำนวน 6 ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1) เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม จำนวน 1 ชั่วโมง 2) เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง 3) เรื่อง การอ่านจับใจความ จำนวน 1 ชั่วโมง 4) เรื่อง การอ่านแปลความ จำนวน 1 ชั่วโมง 5) เรื่อง การอ่านตีความ จำนวน 1 ชั่วโมง 6) เรื่อง การอ่านขยายความ จำนวน 1 ชั่วโมง โดยแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ 4) ใบกิจกรรม 3.4.2.4 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดการจัดการเรียนรู้ โดยมีค่าดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4.2.5 ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ นำชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสม ของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 3.4.2.6 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 3.4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ ตาม ขั้นตอน ดังนี้
32 3.4.3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 3.4.3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หัวใขชายหนุ่ม จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.4.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นแบบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรู้ 3 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 20 ข้อ 3.4.3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน พิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4.3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม แล้วนำคะแนน การทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่าย ระหว่าง 0.17 – 0.93 และอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33 – 0.55 3.4.3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์ หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR - 20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับตั้งแต่ 0.52 3.4.3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.4.4 แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการการอ่าน จับใจความ ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้
33 3.4.4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านจับใจความ และการวัดประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และวิธีสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 3.4.4.2 สร้างแบบประเมินการอ่านจับใจความ เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3, 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) การตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน 2) การบอกความสำคัญของเรื่องที่อ่าน 3) การบอกข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน 4) การแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน 3.4.4.3 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4.4.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 33 คน แล้วนำแบบประเมินมาหาคุณภาพ 3.4.4.6 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.73 - 0.78 3.4.4.7 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 3.4.4.8 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์ เป็นฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เพื่อนำมาสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
34 3.5.1 ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับ หัวใจชายหนุ่ม 3.5.2 ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบ จากหนังสือการวัดผลการศึกษา ของ (สมนึก ภัททิยธนี, 2549) 3.5.3 ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลอง ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม 3.5.4 เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 3.5.5 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม และประเมินความสอดคล้อง เชิงเนื้อหา (IOC) 3.5.6 สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 3.5.7 สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือก คุณภาพมีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 3.5.8 สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม 3.5.9 นำไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 3.5.10 ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาไทย เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 3.5.11 ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยเป็นผู้ออกแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เองใช้เวลา 6 ชั่วโมง โดยผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ จำนวน 6 ชุด/แผน รวม 6 ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้วิจัยจะทำการ สังเกตพฤติกรรมด้านทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนไปด้วย 3.5.12 เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียน กลุ่มเดิม ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย และแบบประเมินทักษะ การอ่านจับใจความโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน แบบประเมินทักษะ การอ่านจับใจความ ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วัดหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3.5.13 หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม E1/E2 3.5.14 นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมิน ทักษะการอ่านจับใจความมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน
35 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 3.6.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ตามเกณฑ์ 80/80 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์ (E1/E2) 3.6.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 165) 3.6.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม หลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 165-167) เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 3.7.1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หัวใจชายหนุ่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ แบบวัดความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3.7.1.2 การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 195) N R p = f Ru Rl r − =
36 เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 3.7.1.3 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 223) − − − = tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 3.7.1.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบวัดความพึงพอใจ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้t-test โดยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 96) N S S X X t 2 L 2 H H L + − = เมื่อ t แทน อำนาจจำแนก XH แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสูง XL แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ 2 SH แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 SL แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งมีจำนวนเท่ากัน
37 3.7.1.5 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจและแบบประเมินทักษะ การอ่านจับใจความชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 225) − − = 2 2 i S S 1 n 1 n α เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด/แบบประเมิน n แทน จำนวนข้อของแบบวัด/แบบประเมินทั้งฉบับ 2 Si แทน ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ 2 S แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 3.7.2 สถิติพื้นฐาน 3.7.2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 3.7.2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3.7.2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 :123) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − =
38 เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3.7.3 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3.7.3.1 หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์80/80 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากกิจกรรมกลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80
39 3.7.3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน 3.7.4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 3.7.4.1 การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ หลังเรียนกับเกณฑ์ ใช้สูตรคำนวณ หาค่า t-test แบบ One Samples (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) n S X μ t − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร 3.7.4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 68) (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1 ดัชนีประสิทธิผล =
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ของการวิจัยต่อไปนี้ 1. เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ก่อนเรียนและหลังเรียน 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียน กับการทดสอบก่อนเรียน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมกลุ่ม ประเมินผลงานนักเรียน และการทดสอบย่อยของแต่ละแผน E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนทุกคน
41 4.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ผลข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยการหาร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้80/80 ตอนที่ 2 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยการหาร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ 80/80 ตารางที่ 2 แสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีจำนวน 32 คน เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน (20) ระหว่างเรียน คะแนน รวม ระหว่าง เรียน (60) คะแนน หลัง เรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) แผนที่ 6 (10) 1 10 9 9 9 8 10 8 53 17 2 13 9 8 9 9 10 9 54 17 3 13 10 9 8 9 9 8 53 16
42 เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน (20) ระหว่างเรียน คะแนน รวม ระหว่าง เรียน (60) คะแนน หลัง เรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) แผนที่ 6 (10) 4 9 9 10 9 9 9 9 55 17 5 13 9 9 9 8 10 10 55 19 6 11 8 9 9 9 8 10 53 16 7 13 9 8 9 9 10 10 55 16 8 9 9 9 9 10 10 8 55 18 9 11 8 9 10 9 10 8 54 18 10 11 9 8 10 8 8 8 51 19 11 11 10 9 9 9 10 9 56 16 12 10 9 8 9 8 10 9 53 17 13 8 10 9 10 9 10 8 56 16 14 10 9 10 9 8 10 10 56 19 15 12 10 8 9 8 10 10 55 18 16 11 9 9 9 10 10 8 55 18 17 12 9 8 9 9 10 9 54 18 18 9 9 9 9 8 10 8 53 17 19 8 8 9 10 9 10 10 56 18 20 11 10 9 9 9 10 8 55 17 21 12 9 9 9 9 9 8 53 17 22 13 9 9 8 9 10 8 53 17 23 14 9 10 9 9 9 9 55 19 24 8 10 8 9 10 9 9 55 16 25 12 9 8 9 8 8 9 51 17 26 14 10 8 9 8 9 9 53 19 27 13 9 10 9 10 10 9 57 17 28 12 8 9 10 9 10 8 54 19 29 10 8 8 9 10 9 8 52 17 30 10 9 10 10 9 10 10 58 17 31 12 10 10 9 10 9 10 58 16 32 11 10 9 10 8 10 10 57 18 รวม 356 292 284 293 284 306 284 1743 556 X 11.13 9.13 8.88 9.12 8.88 9.56 8.88 54.47 17.38