1
แผนการจัดการเรียนรู้
วชิ า วิทยาศาสตร์ ว15101
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 วสั ดรุ อบตัว
ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนอนบุ าลอดุ รธานี
นางสาวจริ าภรณ์ มณจี ันทร์
รหัสประจำตวั นักศึกษา 62040113119
สาขาวชิ าวิทยาศาสตรท์ ั่วไปและฟิสกิ ส์
รหัสวชิ า ED16401
การฝึกปฏบิ ัติการสอนในสถานศึกษา 1
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
คำนำ
การจดั ทำแผนการจัดการเรยี นรู้นบั เป็นวิธหี นึ่งท่ีทำใหค้ รูผู้สอนได้มกี ารเตรียมการสอนล่วงหนา้
กอ่ นทจี่ ะทำการสอนจริง โดยมกี ารเตรยี มเนอื้ หาเตรียมกิจกรรม เตรียมส่อื การเรียนการสอน รวมทงั้ วิธีการ
วดั ผลประเมินผลซ่ึง
การเตรียมการสอนจะช่วยใหค้ รผู ู้สอนมีความพรอ้ มทผี่ ูเ้ รียนบรรลตุ ามจุดมุ่งหมายของหลักสตู ร
การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ ผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์หลักสูตร จัดทำ
กำหนดการสอน โครงสร้างรายวิชา และหารูปแบบการทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นให้ผู้เรียนได้เรียน
ผา่ นกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยคำนงึ ถงึ สภาพแวดล้อมของผู้เรยี น โรงเรยี นและชุมชนเป็นหลัก
แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับน้ี เป็นแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ วัสดุรอบตัว เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับ วัสดุรอบตัว โดย
เนน้ ข้ันตอนหรอื วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ จัดทำไว้เพอื่ สะดวกต่อ
การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน สามารถนำไปประยุกต์ใชไ้ ด้ทกุ ปกี ารศกึ ษา
ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้จะช่วยให้การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ดำเนินไปด้วยดี และทำให้ผู้เรียนมีความรู้
ความสามารถ มีทกั ษะกระบวนการและมคี ุณลักษณะอนั พงึ ประสงคต์ รงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรตอ่ ไป
จิราภรณ์ มณีจันทร์
ผู้จดั ทำ
สำรบญั
คำนำ................................................................................................................................................................ ก
สำรบัญ ............................................................................................................................................................ข
หลกั สูตรแกนกลำงขั้นพืน้ ฐำน พ.ศ.2551(ฉบับปรบั ปรุง 2560)........................................................................ค
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี..............................................................................................ค
หลักกำรและจุดมุง่ หมำยของหลักสูตรกำรศกึ ษำขน้ั พนื้ ฐำน 2551............................................................... จ
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน.......................................................................................................................... จ
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์...........................................................................................................................ฉ
ทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ ............................................................................................................ฉ
คำอธบิ ำยรำยวิชำ ........................................................................................................................................... ฌ
โครงสรำ้ งรำยวชิ ำ ............................................................................................................................................ฎ
อตั รำสว่ นคะแนน............................................................................................................................................. ฐ
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 26.............................................................................................................................. 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 27.............................................................................................................................. 8
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 28............................................................................................................................15
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 29............................................................................................................................22
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 30............................................................................................................................30
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 31............................................................................................................................37
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 32............................................................................................................................43
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 33............................................................................................................................50
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 34............................................................................................................................56
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 35............................................................................................................................62
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 36............................................................................................................................69
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 37............................................................................................................................76
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 38............................................................................................................................83
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 39............................................................................................................................90
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 40............................................................................................................................97
หลกั สตู รแกนกลำงข้ันพน้ื ฐำน พ.ศ.2551(ฉบบั ปรบั ปรุง 2560)
กล่มุ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ได้กำหนดสาระ การเรียนรู้
ออกเป็น ๔ สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3
วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระที่ 4 เทคโนโลยีมีสาระเพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยาสาระ
เคมีสาระฟิสิกส์และสาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา
การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการ
วางรากฐานการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชัน้ ให้มี ความต่อเนื่องเชื่อมโยงกนั ตั้งแต่ชน้ั
ประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 สำหรบั กลุม่ สาระ การเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียน เป็นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ใน
การดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้ วิทยาศาสตร์ได้โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหา
แตล่ ะสาระในแต่ละระดับช้ันให้มีการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ทีส่ ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนพัฒนาความคิด ท้งั ความคดิ เปน็ เหตุเป็นผล คิดสรา้ งสรรค์ คดิ วเิ คราะห์วิจารณ์ มีทักษะ
ที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์
ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้
ขอ้ มลู หลากหลายและประจักษพ์ ยานท่ตี รวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญ ของ
การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัด และสาระ
การเรียนร้แู กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ขึ้น เพื่อให้สถานศกึ ษา ครูผู้สอนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้
เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครูสื่อประกอบการเรียน การสอน ตลอดจนการวัดและ
ประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุง
เพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระ การเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ใน
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรต์ ลอดจน การเชอื่ มโยงเน้ือหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์กับคณติ ศาสตร์ด้วย
นอกจากนี้ยงั ได้ปรับปรุงเพ่ือให้มี ความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความเจรญิ กา้ วหน้าของวิทยาการ
ต่าง ๆ และทัดเทยี มกบั นานาชาติกลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์สรปุ เป็นแผนภาพไดด้ งั นี้
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์ สาระท่ี ๓วทิ ยาศาสตร์โลก
ชีวภาพ - มาตรฐาน กายภาพ - มาตรฐาน และอวกาศ -มาตรฐาน
ว ๑.๑ - ว ๑.๓ ว ๒.๑ - ว ๒.๓ ว ๓.๑ - ว ๓.๒
กล่มุ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
- มาตรฐาน
ว ๔.๑ - ว ๔.๒
วทิ ยำศำสตรเ์ พมิ่ เติม • สำระชีววิทยำ • สำระเคมี • สำระฟสิ กิ ส์
• สำระโลก ดำรำศำสตรแ์ ละอวกำศ
หลกั กำรและจดุ มุ่งหมำยของหลักสตู รกำรศกึ ษำข้ันพ้ืนฐำน 2551
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน มงุ่ พฒั นาผ้เู รียนทกุ คนซึ่งเป็นกำลงั ของชาตใิ ห้เป็นมนษุ ย์
ที่มีความสมดุลทั้งด้านรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม มีจติ สำนกึ ในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยดึ มัน่ ใน
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข มคี วามรู้และทกั ษะพน้ื ฐาน
รวมท้ังเจตคติที่จำเป็นตอ่ การศกึ ษา การประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมุ่งเน้นผู้เรยี นเป็น
สำคัญบนพ้นื ฐาน
ความเชอ่ื วา่ ทุกคนสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ
สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกดิ สมรรถนะสำคญั ๕ ประการ ดังน้ี
1) ความสามารถในการสอื่ สาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มวี ัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรคู้ วามเข้าใจ ความรสู้ กึ และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและ
ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลอื กใชว้ ิธกี ารสอ่ื สาร ท่มี ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มตี อ่ ตนเองและสังคม
2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิด
อย่างสรา้ งสรรค์ การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ และการคดิ เป็นระบบ เพื่อนำไปส่กู ารสรา้ งองค์ความร้หู รอื
สารสนเทศเพ่ือการตัดสนิ ใจเกย่ี วกับตนเองและสังคมได้อยา่ งเหมาะสม
3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแกป้ ญั หาและอปุ สรรคต่างๆ ท่ี
เผชญิ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสมบนพนื้ ฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและข้อมลู สารสนเทศ เขา้ ใความ
สัมพันธ์
และการเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่างๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใชใ้ นการปอ้ งกัน
และแกไ้ ขปัญหา และมกี ารตัดสินใจทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบทเี่ กิดขึ้น ตอ่ ตนเอง สังคมและ
สิง่ แวดล้อม
4) ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ งๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชวี ิตประจำวัน การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรยี นรู้อย่างต่อเนอ่ื ง การทำงาน และการอยูร่ ่วมกันใน
สังคมดว้ ยการสรา้ งเสรมิ ความสมั พันธอ์ ันดีระหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและความขัดแย้งตา่ งๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวใหท้ ันกับการเปลยี่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม และการรจู้ ักหลกี เล่ยี ง
พฤตกิ รรมไม่พึงประสงค์ทีส่ ง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผูอ้ ื่น
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ
และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒั นาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรยี นรู้ การสื่อสาร การ
ทำงาน การแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กำหนดคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 8
ประการ ดงั น้ี
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2) ซอื่ สัตย์สจุ ริต
3) มีวนิ ัย
4) ใฝ่เรียนรู้
5) อยู่อยา่ งพอเพยี ง
6) มุ่งมัน่ ในการทำงาน
7) รักความเปน็ ไทย
8) มีจติ สาธารณะ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ในการศกึ ษาวิทยาศาสตร์ จำเป็นตอ้ งใช้ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ์ พื่อนำไปสู่การค้นหา
ความรู้ จากการสำรวจตรวจสอบ หรือจากการทดลอง ทักษะกระยวนการทางวิทยาศาสตร์มีทั้งหมด 13
ทกั ษะ ดงั นี้
1) การสงั เกต
2) การวัด
3) การจำแนก
4) การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างมติ กิ ับมิติ และมิติกับเวลา
5) การคำนวณ
6) การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
7) การลงความเหน็ จากขอ้ มูล
8) การพยากรณ์
9) การตงั้ สมมติฐาน
10) การกำหนดนิยามเชงิ ปฏิบัตกิ าร
11) การกำหนดและควบคมุ ตวั แปร
12) การทดลอง
13) การตคี วามหมายขอ้ มูลและลงข้อสรุป
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
การเรยี นรใู้ นปัจจบุ นั เปน็ การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ท่ีต้องก้าวใหท้ นั ตอ่ การเปล่ยี นแปลงของโลก
ซึง่ ต้องอาศยั ทักษะตา่ งๆ เพ่ือชว่ ยใหก้ ารเรยี นรู้ ดงั นี้
1) ทักษะการเรียนรแู้ ละนวตั กรรม
2) ทักษะด้านสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี
3) ทักษะชีวติ และการทำงาน
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ วามสัมพันธร์ ะหวา่ งสงิ่ ไมม่ ีชีวิตกับสงิ่ มีชีวิต
และความสัมพนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มีชวี ิตกับส่ิงมีชีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนเิ วศการถา่ ยทอดพลังงาน การ
เปลยี่ นแปลงแทนทใ่ี นระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบที่มตี ่อ
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมแนวทางในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปญั หา
สงิ่ แวดล้อมรวมทัง้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพืน้ ฐานของสิ่งมีชีวติ การลำเลยี งสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบต่าง ๆของสัตวแ์ ละมนุษย์ทท่ี ำงานสัมพนั ธก์ ัน
ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้างและหนา้ ที่ของอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ที่ทำงานสมั พนั ธ์กนั รวมทง้ั นำความรูไ้ ป
ใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสำคญั ของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม สาร
พันธกุ รรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อสงิ่ มีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและ
ววิ ัฒนาการของส่ิงมีชีวติ รวมท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธร์ ะหว่างสมบัตขิ องสสาร
กับโครงสรา้ งและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาติของการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคลือ่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมท้ังนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์
ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณท์ ่เี กยี่ วข้องกับเสียง
แสง และคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทง้ั นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวีวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ชี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รามท้ังปฏสิ มั พันธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะท่สี ่งผลต่อสง่ิ มชี ีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสมั พนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณพี ิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภมู ิอากาศโลก รวมท้ังผลต่อ
สงิ่ มีชวี ติ และส่ิงแวดล้อม
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
รหัส ว ๑๕๑๐๑ วิชา วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ เวลา ๑๒๐ ชัว่ โมง/ ปี จำนวน ๒ หน่วย
***************************************************
ศึกษาโครงสร้างและลกั ษณะของสิ่งมีชวี ิตท่ีเหมาะสมกบั การดำรงชีวิต ซ่ึงเป็นผลมาจากการ
ปรับตัวของส่งิ มีชวี ติ ในแตล่ ะแหลง่ ที่อยู่ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชวี ติ กับสิง่ มีชีวิต และความสัมพนั ธ์
ระหว่างสง่ิ มีชีวติ กบั สิ่งไมม่ ีชีวติ เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชวี ิต โซ่อาหาร บทบาทหนา้ ที่ของสิ่งมีชีวิต ท่ี
เป็นผู้ผลิตและผู้บรโิ ภคในโซ่อาหาร คุณคา่ ของสิ่งแวดล้อมที่มตี อ่ การดำรงชีวิตของสิ่งมีชวี ิต การดแู ลรักษา
สง่ิ แวดล้อม ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพอ่ แม่สูล่ ูกของพืช สตั ว์ และมนษุ ย์ ลกั ษณะที่
คลา้ ยคลึงกนั ของตนเองกับพ่อแม่ การเปลยี่ นแปลงสถานะของสารเมื่อทำให้สสารร้อนขึน้ หรือเยน็ ลง การ
ละลายของสารในนำ้ การเปลีย่ นแปลงของสารเมอ่ื เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลี่ยนแปลงท่ีผันกลบั
ไดแ้ ละการเปลี่ยนแปลงทผี่ นั กลบั ไม่ได้ วธิ กี ารหาแรงลพั ธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดียวกันทก่ี ระทำต่อวตั ถุ
ในกรณที ี่วัตถอุ ย่นู ง่ิ จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ แรงทีก่ ระทำตอ่ วัตถทุ ี่อยู่ในแนวเดียวกันและแรงลพั ธ์ท่ี
กระทำตอ่ วัตถุ การวัดแรงท่ีกระทำต่อวตั ถุ แรงเสยี ดทานท่มี ตี อ่ การเปลี่ยนแปลง การเคลอื่ นที่ของวตั ถจุ าก
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ แรงเสียดทานและแรงท่ีอยใู่ นแนวเดยี วกันท่กี ระทำต่อวตั ถุ การไดย้ นิ เสยี งผา่ น
ตัวกลางจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ลกั ษณะและการเกดิ เสยี งสูง และเสียงตำ่ ลกั ษณะและการเกิดเสยี งดัง
และเสยี งคอ่ ย ระดับเสียง คุณค่าของความร้เู รอ่ื งระดับเสียง
การหลีกเลี่ยงและลดมลพิษทางเสียง ความแตกตา่ งของดาวเคราะหแ์ ละดาวฤกษ์ ตำแหน่งและเสน้ ทาง
การข้นึ และตกของกลมุ่ ดาวฤกษบ์ นท้องฟ้า แบบรูป เส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษบ์ นทอ้ งฟ้าใน
รอบปี ปริมาณน้ำในแตล่ ะแหลง่ ปริมาณน้ำที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ คณุ ค่าของน้ำ การใชน้ ำ้
อยา่ งประหยัดและการอนุรกั ษ์นำ้ การหมนุ เวยี นของน้ำในวัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก นำ้ ค้าง
และน้ำคา้ งแข็ง กระบวนการเกิดฝน หมิ ะ และลกู เหบ็ ปัญหาอย่างง่าย โปรแกรมท่ีมีการใช้เหตผุ ลเชิง
ตรรกะอย่างง่าย การค้นหาข้อมูล ตดิ ตอ่ ส่อื สารและทำงานรว่ มกนั ขอ้ มูลและสารสนเทศตามวัตถปุ ระสงค์
โดยใช้ซอฟต์แวร์หรอื บรกิ ารบนอินเทอร์เน็ตทหี่ ลากหลาย เพื่อแกป้ ัญหาในชวี ิตประจำวนั
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วิเคราะห์ บรรยาย อธบิ าย อธิบายโดยใช้หลกั ฐาน
เชิงประจักษ์ วิเคราะหโ์ ดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ เขียน ระบุ ระบุตัวแปร ออกแบบการทดลอง ทดลอง
ตระหนกั มสี ่วนรว่ ม แสดงความอยากรอู้ ยากเหน็ โดยการถาม เขยี นแผนภาพ ใชเ้ คร่อื งชง่ั สปรงิ การวัด
เสนอแนะแนวทาง เปรยี บเทียบ ใช้แผนทดี่ าว รวบรวม สร้างแบบจำลอง ใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะในการ
แก้ปัญหาการทำงาน การคาดการณ์ผลลัพธ์ ออกแบบและเขยี นโปรแกรมอย่างงาย ตรวจหาข้อผดิ พลาด
และแกไ้ ข ใชอ้ นิ เทอร์เนต็ ประเมนิ ความนา่ เช่ือถือ นำเสนอข้อมลู และสารสนเทศตามวตั ถุประสงค์โดยใช้
ซอฟตแ์ วร์หรอื บริการบนอินเทอรเ์ นต็ ทีห่ ลากหลาย เพื่อแกป้ ญั หาในชวี ิตประจำวนั
เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์อยา่ งถกู ตอ้ ง มคี วามสามารถในการสื่อสาร ความสามารถดา้ นการคิด
ความสามารถดา้ นการแก้ปัญหา ความสามารถด้านการใชท้ กั ษะชีวติ และมคี วามสามารถด้านการใชเ้ ทคโนโลยี
รวมทั้งมีจิตวทิ ยาศาสตร์ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตลอดจนเช่ือมโยงความรแู้ ละนำความร้ไู ปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั
ได้
มาตรฐาน ว ๑.๑ (ป.๕/๑), ว ๑.๑ (ป.๕/๒), ว ๑.๑ (ป.๕/๓), ว ๑.๑ (ป.๕/๔)
มาตรฐาน ว ๑.๓ (ป.๕/๑), ว ๑.๓ (ป.๕/๒)
มาตรฐาน ว ๒.๑ (ป.๕/๑), ว ๒.๑ (ป.๕/๒), ว ๒.๑ (ป.๕/๓), ว ๒.๑ (ป.๕/๔)
มาตรฐาน ว ๒.๒ (ป.๕/๑), ว ๒.๒ (ป.๕/๒), ว ๒.๒ (ป.๕/๓), ว ๒.๒ (ป.๕/๔), ว ๒.๒ (ป.๕/๕)
มาตรฐาน ว ๒.๓ (ป.๕/๑), ว ๒.๓ (ป.๕/๒), ว ๒.๓ (ป.๕/๓), ว ๒.๓ (ป.๕/๔), ว ๒.๓ (ป.๕/๕)
มาตรฐาน ว ๓.๑ (ป.๕/๑), ว ๓.๑ (ป.๕/๒)
มาตรฐาน ว ๓.๒ (ป.๕/๑), ว ๓.๒ (ป.๕/๒), ว ๓.๒ (ป.๕/๓), ว ๓.๒ (ป.๕/๔), ว ๓.๒ (ป.๕/๕)
มาตรฐาน ว ๔.๒ (ป.๕/๑), ว ๔.๒ (ป.๕/๒), ว ๔.๒ (ป.๕/๓), ว ๔.๒ (ป.๕/๔) (ป.๕/๕)
รวมท้ังหมด ๓๒ ตวั ชี้วดั
โครงสรำ้ งรำยวชิ ำ
โครงสรำ้ งรำยวชิ ำวิทยำศำสตร์ รหัส ว ๑๕๑๐๑ กลุม่ สำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตร์
ช้นั ประถมศึกษำปีท่ี ๕ เวลำเรยี น ๖๐ ชวั่ โมง/ภำคเรยี น เวลำเรียน ๑๒๐ ชวั่ โมง/ปกี ำรศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวจิรำภรณ์ มณีจันทร์
หน่วย ชื่อหน่วยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำร สำระสำคญั เวลำ นำ้ หนัก
ที่ เรยี นร/ู้ ตัวชี้วัด (ชม.) คะแนน
๑ แรงและกำรเคลื่อนที่ ว ๒.๒ (ป.๕/ กำรศกึ ษำแรงลัพธข์ องแรงหลำยแรงในแนว ๑๐ ๖
๑), ว ๒.๒ (ป. เดียวกันที่กระทำต่อวตั ถุในทิศทำงเดียวกัน
๕/๒), ว ๒.๒ และทิศทำงตรงข้ำมกนั และในกรณีวัตถุอยู่
(ป.๕/๓), ว ๒.๒ น่งิ แผนภำพของแรงที่กระทำตอ่ วตั ถุ
(ป.๕/๔), ว ๒.๒ ขนำดของแรงโดยใชเ้ ครื่องชงั่ สปริง
(ป.๕/๕) แรงเสยี ดทำน แผนภำพของแรงเสียดทำน
๒ เสยี งกับกำรไดย้ ิน ว ๒.๓ (ป.๕/๑), กำรศกึ ษำกำรเกดิ เสียง กำรเคลือ่ นท่ี ๑๔ ๘
ว ๒.๓ (ป.๕/๒), ของเสียงผ่ำนตวั กลำง เสียงสงู เสียงตำ่
ว ๒.๓ (ป.๕/๓), เสยี งดงั เสยี งคอ่ ย กำรวัดระดับเสยี ง
ว ๒.๓ (ป.๕/๔), กำรไดย้ นิ เสียง อนั ตรำยจำกเสียง
ว ๒.๓ (ป.๕/๕) มลพษิ ทำงเสียง กำรหลกี เล่ยี งและลดมลพิษ
ทำงเสียง
๓ สำรและกำร ว ๒.๑ (ป.๕/๑), กำรศึกษำกำรเปล่ียนแปลงสถำนะของสำร ๑๖ ๙
เปลย่ี นแปลง ว ๒.๑ (ป.๕/๒), เม่ือทำใหส้ สำรรอ้ นขน้ึ หรือเย็นลง
ว ๒.๑ (ป.๕/๓), กำรหลอมเหลว กำรกลำยเป็นไอ
ว ๒.๑ (ป.๕/๔) กำรควบแน่น กำรแข็งตัว กำรระเหิด
และกำรระเหิดกลับ กำรละลำยของสำร
ในนำ้ กำรเปลีย่ นแปลงทำงเคมีของสำร
กำรเปลี่ยนแปลงทผี่ ันกลบั ได้
และกำรเปลี่ยนแปลงที่ผนั กลับไมไ่ ด้
โครงสรำ้ งรำยวชิ ำ
โครงสร้ำงรำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหัส ว ๑๕๑๐๑ กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์
ชน้ั ประถมศึกษำปีที่ ๕ เวลำเรียน ๖๐ ชั่วโมง/ภำคเรียน เวลำเรียน ๑๒๐ ชวั่ โมง/ปีกำรศกึ ษำ
หนว่ ย ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำร สำระสำคัญ เวลำ นำ้ หนกั
ท่ี เรยี นร/ู้ ตวั ช้ีวัด (ชม.) คะแนน
๔ เหตุผลเชิงตรรกะ ว ๔.๒ (ป.๕/๑), กำรศกึ ษำเหตผุ ลเชงิ ตรรกะท่ีใช้ในกำร ๒๐ ๑๒
กบั กำรแก้ปัญหำ ว ๔.๒ (ป.๕/๒), แก้ปญั หำอย่ำงง่ำย ใช้ซอฟต์แวร์ Scratch,
logo เขยี นโปรแกรมทีม่ กี ำรใชเ้ หตุผลเชิง
ตรรกะอย่ำงงำ่ ย ออกแบบโปรแกรมเป็น
ข้อควำมหรือผงั งำน กำรตรวจหำ
ขอ้ ผิดพลำดและแก้ไขจำกโปรแกรมของ
ผ้อู ืน่
สอบปลำยภำค ๑๕
๖๐ ๕๐
รวมภำคเรยี นที่ ๑
อตั รำสว่ นคะแนน
คะแนนระหว่างภาคเรยี น : คะแนนปลายภาค = 40 : 10
40
คะแนนเกบ็ ก่อนสอบปลายภาค = 10 คะแนน
50 คะแนน
คะแนนสอบปลายภาค = คะแนน
รวม =
1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 26
สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรื่อง การเปลย่ี นแปลงของสสาร เวลา 1 ช่ัวโมง
ครูผสู้ อน นางสาวจริ าภรณ์ มณจี ันทร์
**********************************************************************************
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
2. ตัวช้ีวดั ชน้ั ปี
อธบิ ายการเปลีย่ นสถานะของสสาร เมอื่ ทำให้สสารร้อนขนึ้ หรือเย็นลง โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจักษ์
(ว 2.1 ป. 5/1)
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. จำแนกการเปลี่ยนแปลงของสสารรอบตัวได้ (K)
2. มีความสนใจใฝ่รู้หรอื อยากรอู้ ยากเห็น (A)
3. ทำงานรว่ มกับผู้อ่ืนอยา่ งสรา้ งสรรค์ (A)
4. ส่ือสารและนำความรเู้ รอ่ื งการเปลี่ยนแปลงของสสารไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ (P)
4. สาระสำคญั
การเปลี่ยนแปลงของสสารจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการ
เปล่ียนแปลงทางเคมี
5. สาระการเรียนรู้
การเปลีย่ นแปลงทางกายภาพ
6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวินัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
4. มีจิตวทิ ยาศาสตร์
7. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น
2
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
8. ชิน้ งานหรอื ภาระงาน
1. สืบคน้ ข้อมูลการเปล่ียนแปลงของสสาร
2. สำรวจการเปลย่ี นแปลงของสสาร
9. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ครูดำเนินการทดสอบก่อนเรียนโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความ
พร้อมและพนื้ ฐานของนกั เรยี น
ขัน้ นำเขา้ สบู่ ทเรียน
1) ครูเขียนคำว่า “สสาร” บนกระดานดำแล้วให้นักเรียนช่วยกันบอกความรู้เกี่ยวกับสสารที่เคย
เรยี นร้มู า โดยครอู าจชว่ ยนักเรยี นโดยการใช้คำถาม เช่น
– สสารคอื อะไร (แนวคำตอบ สิ่งทม่ี ีตัวตน ตอ้ งการทีอ่ ยู่ และมีมวล)
– ยกตวั อยา่ งสสารในชวี ติ ประจำวนั (แนวคำตอบ ไม้ โลหะ แกว้ และนำ้ )
– สสารมสี ถานะใด (แนวคำตอบ เป็นได้ท้งั ของแขง็ ของเหลว และแกส๊ )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับคำตอบ เพอื่ เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง การเปล่ยี นแปลงของสสาร
ข้นั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับ
ดา้ น ช้ันเรียน (flipped classroom) ซ่ึงมีขน้ั ตอนดังน้ี
1) ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนกั เรียนแล้วเปิดโอกาสให้นกั เรียนในกลุม่ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเปล่ียนแปลง
ของสสาร ที่ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมา
นำเสนอขอ้ มูลหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจด
บนั ทึกของนกั เรยี น และถามคำถามเก่ียวกับภาระงาน ดังน้ี
– การเปลี่ยนแปลงของสสารที่เกิดขึ้นในบ้านมีลักษณะใดบ้าง (แนวคำตอบ การเปลี่ยน
สถานะ การละลาย และการเปลี่ยนแปลงทางเคม)ี
– การเปลี่ยนสถานะของสสารสังเกตจากสิ่งใด (แนวคำตอบ สังเกตจากการที่สสารเปลี่ยน
จากของแข็งเป็นของเหลวหรือแกส๊ โดยที่ไมม่ สี ารใหม่เกิดขน้ึ )
3
– ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของสสารในบ้านที่มีสารใหม่เกิดขึ้น สังเกตจากอะไร (แนว
คำตอบ ไมข้ ีดไฟตดิ ไฟ สังเกตจากการมีเปลวไฟ ควัน และกลนิ่ ไหมเ้ กดิ ข้นึ )
(3) ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งประเด็นคำถามที่นักเรียนสงสัยจากการทำภาระงานอย่างน้อยคน
ละ 1 คำถาม ซงึ่ ครูให้นกั เรียนเตรยี มมาล่วงหน้า และให้นกั เรียนชว่ ยกนั ตอบและแสดงความคิดเห็น
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การ
เปล่ยี นแปลงของสสารรอบตัวมีทัง้ การเปลี่ยนแปลงทีไ่ ม่มสี ารใหม่เกดิ ข้ึนและมสี ารใหม่เกิดข้ึน
2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครใู ห้นักเรียนศึกษาเรอื่ ง การเปล่ยี นแปลงของสสาร จากใบความรู้หรือในหนังสอื เรียน โดยครู
ชว่ ยอธิบายใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ สสารมกี ารเปลยี่ นแปลงเกิดขึน้ ได้ และเม่ือใช้ลักษณะการเปล่ียนแปลงของ
สสารเป็นเกณฑ์ เราสามารถจำแนกการเปลี่ยนแปลงของสสารได้เป็น 2 กลุ่ม คือ การเปลี่ยนแปลงทาง
กายภาพและการเปล่ียนแปลงทางเคมี
(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตาม
ขั้นตอนดงั นี้
– แต่ละกลมุ่ วางแผนการสืบคน้ ขอ้ มูล โดยแบ่งหวั ขอ้ ย่อยใหเ้ พื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำหนดหัวข้อย่อย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี และ
ตวั อย่างการเปลยี่ นแปลงของสสารแต่ละกล่มุ
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ
โดยการสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน หรือ
อินเทอร์เน็ต
– สมาชิกกลุ่มนำข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อนๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน
อภปิ รายซกั ถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจทต่ี รงกนั
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทำรายงาน
การศึกษาค้นคว้าเกยี่ วกับการเปล่ยี นแปลงของสสาร
(3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ ักเรียนทกุ คนซักถามเม่อื มปี ญั หา
3) ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบตั กิ ิจกรรมหน้าห้องเรียน
(2) ครูและนักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น
– การเปล่ยี นแปลงทางกายภาพคอื อะไร (แนวคำตอบ การเปล่ยี นแปลงท่ีไม่มสี ารใหม่เกดิ ขึ้น)
– ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (แนวคำตอบ น้ำแข็งหลอมเหลว น้ำเดือด และ
นำ้ แข็งตัว)
– การเปล่ียนแปลงทางเคมีคอื อะไร (แนวคำตอบ การเปล่ียนแปลงท่มี ีสารใหมเ่ กดิ ขึ้น)
4
– ยกตวั อย่างการเปลีย่ นแปลงทางเคมี (แนวคำตอบ การเผาไหมแ้ ละการเกดิ สนิม)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า การ
เปลี่ยนแปลงของสสารมีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน เราจึงจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ การ
เปลยี่ นแปลงทางกายภาพและการเปล่ยี นแปลงทางเคมี
4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สำรวจการเปลี่ยนแปลงของสสารที่เกิดขึ้นในห้องเรียนหรือ
บริเวณโรงเรียน โดยจำแนกเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงทางเคมี แล้ว
เปรียบเทียบว่าการเปลี่ยนแปลงของสสารลักษณะใดที่เกิดขึ้นมากกว่ากัน จากนั้นนำผลการสำรวจมา
อภิปรายรว่ มกนั ในหอ้ งเรยี น
5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่
ยังไม่เขา้ ใจหรอื ยงั มขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความร้ทู ไ่ี ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เชน่
– การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีสารใหม่เกิดขึ้นเรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ การเปลี่ยนแปลงทาง
กายภาพ)
– การเปลย่ี นแปลงท่ีมสี ารใหมเ่ กิดขน้ึ เรียกวา่ อะไร (แนวคำตอบ การเปลี่ยนแปลงทางเคม)ี
ข้ันสรุป
ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรปุ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสสารโดยร่วมกันเขียนเปน็ แผนที่ความคิด
หรือผงั มโนทศั น์
10. ส่ือการเรยี นรู้
1. แบบทดสอบก่อนเรยี น
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
3. คมู่ อื การสอน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5
4. ส่ือการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
5. แบบฝึกทกั ษะรายวิชาพ้ืนฐาน วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
6. หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5
5
11. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จริยธรรมและ ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จิตวทิ ยาศาสตร์ (A)
1. ซักถามความรู้เร่อื ง การ 1. ประเมินทักษะการคิดโดย
เปลย่ี นแปลงของสสาร 1. ประเมนิ เจตคติทาง การสังเกตการทำงานกลุ่ม
วิทยาศาสตรเ์ ป็นรายบุคคล
2. ตรวจช้นิ งานหรือภาระงานของ โดยการสงั เกตและใชแ้ บบวัด 2. ประเมินพฤตกิ รรมในการ
กิจกรรมฝกึ ทักษะระหว่างเรียน เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ ปฏิบัตกิ จิ กรรมเป็น
รายบุคคลหรอื รายกลุ่มโดย
3. ทดสอบก่อนเรียนโดยใช้ 2. ประเมินเจตคติต่อ การสงั เกตการทำงานกล่มุ
แบบทดสอบก่อนเรียน วทิ ยาศาสตร์เป็นรายบคุ คล
โดยการสงั เกตและใชแ้ บบวัด
เจตคติตอ่ วิทยาศาสตร์
6
12. บันทกึ ผลหลังการจัดการเรยี นรู้
12.1 สรปุ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้
1. นกั เรยี นจำนวน 139 คน
ผา่ นจุดประสงค์การเรยี นรู้ 138 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 99
ไมผ่ า่ นจุดประสงค์การเรียนรู้ 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 1
นักเรียนนีไ่ ม่ผ่าน มีดังน้ี
1. เปน็ เด็กพิเศษ
แนวทางแกไ้ ขนกั เรียนทีไ่ ม่ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
มหี ้องเรยี นพเิ ศษทเี่ หมาะกับการเรยี นร้ขู องเดก็ ให้เรียน
2. นักเรียนมีความรคู้ วามเข้าใจ (K)
มคี วามรคู้ วามเข้าใจแนวทางการจัดการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวชิ าวิทยาศาสตร์ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการวดั และประเมนิ ผลวชิ าวิทยาศาสตร์
3. นกั เรยี นมคี วามร้เู กิดทักษะ (P)
สอ่ื สารและนำความรู้ความเขา้ ใจเจตคติตอ่ วชิ าวิทยาศาสตร์และทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
4. นกั เรียนมีเจตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจริยธรรม (A)
ชแี้ จงเจตคติที่มตี อ่ วิทยาศาสตรไ์ ด้
12.2 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแกไ้ ข
ยังไมร่ ูจ้ กั กับเดก็ และไม่สามารถคุมเด็กไดเ้ ท่าทค่ี วร
12.3 ข้อเสนอแนะ
-
ลงชื่อ จริ าภรณ์ มณีจันทร์
(นางสาวจริ าภรณ์ มณีจนั ทร์)
ตำแหนง่ นกั ศึกษาฝึกประสบการวชิ าชีพครู
7
8
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 27
สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 3 เรอ่ื ง การหลอมเหลว เวลา 1 ช่วั โมง
ครผู ้สู อน นางสาวจิราภรณ์ มณีจนั ทร์
**********************************************************************************
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
2. ตวั ชี้วดั ช้ันปี
อธบิ ายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เม่อื ทำใหส้ สารรอ้ นขน้ึ หรอื เย็นลง โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจักษ์
(ว 2.1 ป. 5/1)
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายลักษณะของการหลอมเหลวได้ (K)
2. สังเกตการเกดิ การหลอมเหลวได้ (K)
3. มีความสนใจใฝร่ หู้ รืออยากรู้อยากเหน็ (A)
4. ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสรา้ งสรรค์ (A)
5. ส่อื สารและนำความรูเ้ รือ่ งการหลอมเหลวไปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ (P)
4. สาระสำคญั
การหลอมเหลว คือ การเปลี่ยนสถานะของสสารจากของแข็งเป็นของเหลว เมื่อสสารได้รับความ
รอ้ นจนถงึ ระดบั หนึ่ง
5. สาระการเรียนรู้
การเปล่ยี นแปลงทางกายภาพ
– การเปล่ยี นสถานะของสสาร
9
6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
4. มีจติ วิทยาศาสตร์
7. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนนิ ชวี ิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
8. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
สังเกตการเปลยี่ นสถานะของนำ้ แข็ง
9. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ขน้ั นำเขา้ สู่บทเรยี น
1) ครูถามคำถามเก่ียวกับประสบการณ์เดมิ ของนักเรียน เชน่
– นักเรียนเคยซอ้ื ไอศกรมี หรอื ไม่ (แนวคำตอบ เคย)
– ในตู้แชไ่ อศกรมี มีลักษณะใด (แนวคำตอบ มอี ุณหภมู ิตำ่ หรือมคี วามเยน็ จัด)
– ถ้านักเรียนลืมแชไ่ อศกรมี จะเกดิ การเปลี่ยนแปลงใด (แนวคำตอบ ไอศกรมี จะหลอมเหลว)
2) นักเรยี นรว่ มกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกับคำตอบ เพ่อื เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรือ่ ง การหลอมเหลว
ขั้นจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลบั
ด้าน ชั้นเรียน (flipped classroom) ซงึ่ มีข้ันตอนดงั น้ี
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูให้นกั เรยี นดรู ูปน้ำแข็ง นำ้ และไอนำ้ แลว้ ถามคำถามนักเรียนดังน้ี
– สสารทงั้ สามมีส่ิงใดเหมอื นกนั (แนวคำตอบ เป็นน้ำเหมือนกัน)
– สสารทง้ั สามมีส่ิงใดแตกตา่ งกนั (แนวคำตอบ มสี ถานะแตกต่างกัน)
– ส่ิงท่ที ำให้สสารทั้งสามแตกตา่ งกันคืออะไร (แนวคำตอบ อุณหภูมิ)
(2) นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายหาคำตอบเกีย่ วกับคำถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน
10
2) ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรือ่ ง การเปลี่ยนสถานะของสสาร จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดย
ครูช่วยอธบิ ายใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ การเปลี่ยนสถานะของสสารเกิดขนึ้ เมื่ออุณหภูมิของสงิ่ แวดล้อมเกิดการ
เปลี่ยนแปลง คอื อุณหภูมเิ พ่มิ ขึน้ หรือร้อนขน้ึ และอณุ หภูมลิ ดลงหรือเยน็ ลง
(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการเปลี่ยนสถานะของน้ำแข็ง ตาม
ขั้นตอน ดังน้ี
– สงั เกตลกั ษณะของนำ้ แข็งในแกว้ ทงั้ 2 ใบทเ่ี ตรียมมา
– พยากรณว์ ่าถ้านำแก้วไปวางกลางแดด น้ำแขง็ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงลกั ษณะใด
– นำแก้วใบที่ 1 วางในหอ้ ง และนำแกว้ ใบท่ี 2 วางไวก้ ลางแดด
– ใช้เทอรม์ อมเิ ตอร์วัดอณุ หภูมิของอากาศในหอ้ งและอุณหภมู กิ ลางแดด
– เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที สงั เกตการเปล่ียนแปลงท่เี กดิ ขน้ึ บันทกึ ผล
(3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ บรเิ วณห้องเรียนและ
เปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนทกุ คนซักถามเม่ือมีปญั หา
3) ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวคำถาม เชน่
– ปจั จยั ท่ศี ึกษาในกจิ กรรมน้ีคอื อะไร (แนวคำตอบ อณุ หภูมิ)
– อุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำแข็งหรือไม่ สังเกตจากอะไร (แนวคำตอบ มีผล
โดยสงั เกตจากนำ้ แขง็ ทอี่ ยู่กลางแดดท่ีมีอุณหภูมิสงู กว่าเกดิ การเปลี่ยนสถานะเร็วกว่านำ้ แข็งทอี่ ยู่ในห้องท่ีมี
อณุ หภูมติ ่ำกวา่ )
– น้ำแข็งมีการเปลี่ยนสถานะลักษณะใด (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น น้ำแข็งเปลี่ยน
สถานะจากของแขง็ เป็นของเหลว คอื น้ำ)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือ
สสารทีม่ สี ถานะเป็นของแขง็ ไดร้ ับความร้อนจนถึงระดับหนึ่ง สสารจะเกิดการหลอมเหลว คือ สสารเปลี่ยน
สถานะจากของแขง็ เปน็ ของเหลว
4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการหลอมเหลวมาใช้
ประโยชนไ์ ด้ เชน่ การอุน่ อาหารแช่แขง็ และการใหค้ วามร้อนกบั เนยเพือ่ นำมาทำอาหารหรอื ทำขนม
(2) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการหลอมเหลวจากหนังสือเรียน
ภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เนต็ และนำเสนอใหเ้ พอื่ นฟัง คดั คำศพั ท์พร้อมท้ังคำแปลลงสมุดสง่ ครู
11
5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่
ยงั ไมเ่ ข้าใจหรอื ยังมขี ้อสงสยั ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพ่ิมเติมใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น
– อุณหภมู มิ ีผลต่อการหลอมเหลวอยา่ งไร (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมเิ พ่มิ ขึ้นหรอื ทำให้ร้อนขึ้น
จนถงึ ระดบั หนึ่ง ของแข็งจะเปล่ยี นสถานะเป็นของเหลว)
– เราควรเก็บไอศกรีมไว้ในช่องแช่แข็งเพราะอะไร (แนวคำตอบ เพราะในช่องแช่แข็งมี
อุณหภูมิตำ่ พอท่ีจะทำให้ไอศกรมี ไม่เกดิ การหลอมเหลว)
ข้ันสรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการหลอมเหลว โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผัง
มโนทัศน์
10. สื่อการเรียนรู้
1. รูปนำ้ แขง็ น้ำ และไอน้ำ
2. ใบกจิ กรรม สังเกตการเปล่ียนสถานะของนำ้ แข็ง
3. หนงั สือเรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอรเ์ น็ต
4. ค่มู ือการสอน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5
5. สือ่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐาน วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
6. แบบฝกึ ทกั ษะรายวิชาพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
7. หนงั สือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5
12
11. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K) ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จิตวิทยาศาสตร์ (A)
1. ซกั ถามความรเู้ ร่ือง การ 1. ประเมนิ ทักษะ
หลอมเหลว 1. ประเมนิ เจตคติทาง กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นรายบุคคล วทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชแ้ บบวัด
2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงานของ โดยการสงั เกตและใช้แบบวัด ทกั ษะกระบวนการทาง
กจิ กรรมฝึกทักษะระหวา่ งเรียน เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์
2. ประเมนิ เจตคตติ อ่ 2. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดย
วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบุคคล การสังเกตการทำงานกลุ่ม
โดยการสงั เกตและใช้แบบวัด
เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 3. ประเมินทักษะการ
แก้ปัญหาโดยการสังเกต
การทำงานกลุ่ม
4. ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ
ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเปน็
รายบุคคลหรอื รายกลุ่มโดย
การสงั เกตการทำงานกล่มุ
13
12. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
12.1 สรุปผลหลงั การจัดการเรียนรู้
1. นักเรียนจำนวน 139 คน
ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 138 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 99
ไมผ่ า่ นจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1
นกั เรียนนี่ไมผ่ า่ น มีดังน้ี
1. เปน็ เด็กพิเศษ
แนวทางแก้ไขนักเรียนทีไ่ มผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
มหี ้องเรยี นพิเศษท่เี หมาะกับการเรยี นรขู้ องเดก็ ใหเ้ รียน
2. นกั เรยี นมีความรู้ความเข้าใจ (K)
มคี วามรู้ความเข้าใจแนวทางการจดั การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ เจตคตติ ่อวิชาวิทยาศาสตร์ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการวัดและประเมินผลวิชาวิทยาศาสตร์
3. นกั เรียนมคี วามรู้เกดิ ทักษะ (P)
สอ่ื สารและนำความรคู้ วามเขา้ ใจเจตคตติ อ่ วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้
4. นกั เรยี นมีเจตคติ ค่านิยม คณุ ธรรมจริยธรรม (A)
ชแี้ จงเจตคติทม่ี ีตอ่ วทิ ยาศาสตร์ได้
12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแกไ้ ข
ยงั ไม่ร้จู ักกับเด็ก และไมส่ ามารถคมุ เดก็ ได้เท่าที่ควร
12.3 ขอ้ เสนอแนะ
-
ลงชื่อ จริ าภรณ์ มณีจันทร์
(นางสาวจิราภรณ์ มณีจันทร์)
ตำแหนง่ นักศกึ ษาฝกึ ประสบการวชิ าชีพครู
14
15
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 28
สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง การกลายเป็นไอและการควบแนน่ เวลา 1 ช่ัวโมง
ครผู สู้ อน นางสาวจิราภรณ์ มณจี นั ทร์
**********************************************************************************
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
2. ตัวช้ีวัดชนั้ ปี
1. อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อทำให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง โดยใช้หลักฐานเชิง
ประจักษ์ (ว 2.1 ป. 5/1)
2. วิเคราะห์และระบุการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับไม่ได้ (ว 2.1 ป.
5/4)
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายลกั ษณะของการกลายเปน็ ไอและการควบแน่นได้ (K)
2. สงั เกตการเกดิ การกลายเปน็ ไอและการควบแนน่ ได้ (K)
3. ระบุการเปลี่ยนสถานะของสสารเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผนั กลับได้ (K)
4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ทเ่ี กย่ี วกับวทิ ยาศาสตร์ (A)
5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นอยา่ งสรา้ งสรรค์ (A)
6. ส่อื สารและนำความร้เู ร่ืองการกลายเปน็ ไอและการควบแนน่ ไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้ (P)
4. สาระสำคัญ
การกลายเป็นไอ คือ การเปลี่ยนสถานะของสสารจากของเหลวเปน็ แก๊ส เมื่อสสารได้รับความรอ้ น
จนถึงระดับหนึ่ง ส่วนการควบแน่น คือ การเปลี่ยนสถานะของสสารจากแก๊สเป็นของเหลว เมื่อลดความ
ร้อนจนถึงระดบั หนง่ึ
การกลายเป็นไอและการควบแน่นแสดงให้เห็นว่า เมื่อสสารเกิดการเปลี่ยนสถานะแล้ว
สามารถเปล่ียนกลับเป็นสสารเดมิ ได้ ดงั น้นั การเปล่ยี นสถานะของสสารจงึ เป็นการเปล่ียนแปลง
ท่ีผนั กลับได้
16
5. สาระการเรียนรู้
การเปล่ยี นแปลงทางกายภาพ
– การเปล่ียนสถานะของสสาร
6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
4. มจี ิตวิทยาศาสตร์
7. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะ/กระบวนการและทกั ษะในการดำเนนิ ชวี ติ
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
8. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
สงั เกตการเปลย่ี นสถานะของนำ้ (1)
9. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ข้ันนำเขา้ สู่บทเรยี น
1) ครถู ามคำถามเกย่ี วกับประสบการณ์เดิมของนกั เรียน เชน่
– นกั เรยี นเคยชว่ ยครอบครัวตากผ้าหรอื ไม่ (แนวคำตอบ เคย)
– นักเรียนเลือกตากผ้าบริเวณใด เพราะอะไร (แนวคำตอบ บริเวณหลังบ้าน เพราะเป็น
บรเิ วณทม่ี ีแสงแดดสอ่ งถงึ ทำให้ผ้าแหง้ เรว็ )
2) นกั เรียนรว่ มกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับคำตอบ เพ่อื เชอ่ื มโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การกลายเป็นไอและการควบแนน่
ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับ
ดา้ น ช้นั เรยี น (flipped classroom) ซงึ่ มขี น้ั ตอนดงั น้ี
1) ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement)
17
(1) ครูถามคำถามนักเรยี นเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– ถ้านักเรียนต้องต้มน้ำ นักเรียนจะสังเกตจากสิ่งใดว่าน้ำเดือด (แนวคำตอบ สังเกตจากมี
ฟองอากาศผุดจากนำ้ หรอื มีไอนำ้ ลอยขนึ้ จากผวิ น้ำ)
– ถ้านักเรยี นปลอ่ ยใหน้ ้ำเดือดไปนานๆ จะเกดิ อะไรข้ึน (แนวคำตอบ น้ำในภาชนะจะลดลงจน
แห้งหมด)
(2) นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายหาคำตอบเกี่ยวกบั คำถามตามความคดิ เหน็ ของแตล่ ะคน
2) ข้ันสำรวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการเปลี่ยนสถานะของน้ำ (1) ตาม
ข้นั ตอน ดงั นี้
– ดูดนำ้ ใส่ขวดรปู ชมพูป่ ระมาณ 5 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร
– ครอบถุงพลาสตกิ ใสทป่ี ากขวดรปู ชมพแู่ ละมดั ด้วยยางรัด
– พยากรณว์ า่ ถา้ นำ้ ไดร้ ับความรอ้ นจะเกดิ การเปลีย่ นแปลงลักษณะใด
– นำขวดรูปชมพู่ที่เตรียมไว้ไปให้ความร้อนด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ประมาณ 3 นาที สังเกต
การเปลยี่ นแปลงท่ีเกิดขึน้ ภายในขวดรปู ชมพ่แู ละถงุ พลาสตกิ ใส
– ดับตะเกียงแอลกอฮอล์ แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในขวดรูปชมพู่และ
ถงุ พลาสติกใสอกี ครัง้ บันทกึ ผล
(2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรียนทกุ คนซักถามเมือ่ มปี ัญหา
3) ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครูและนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เชน่
– เมื่อนำขวดรูปชมพู่ไปตั้งไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะใด (แนวคำตอบ น้ำค่อย เดือด
และเห็นไอน้ำบริเวณด้านบนขวดรปู ชมพู่และในถงุ พลาสติกใส)
– เมื่อดับไฟมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นลักษณะใด (แนวคำตอบ ไอน้ำลอยขึ้นไปบริเวณ
ถุงพลาสตกิ ใสมากข้ึนและเกดิ หยดน้ำเกาะบนถงุ พลาสตกิ ใส)
– อุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำหรือไม่ สังเกตจากอะไร (แนวคำตอบ มีผล โดย
สงั เกตจากการเปลย่ี นสถานะของน้ำเม่ืออณุ หภูมเิ พ่ิมขึ้น นำ้ ที่มสี ถานะของเหลวเปลีย่ นเปน็ ไอน้ำท่ีมีสถานะ
แก๊ส และเม่ือดับไฟ อุณหภูมิลดลง ไอนำ้ ท่ีมสี ถานะแก๊สเปล่ยี นกลับเปน็ หยดน้ำที่มีสถานะของเหลว)
(3) ครูและนักเรยี นร่วมกนั สรปุ ผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครเู นน้ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจวา่
– เมื่อสสารที่มีสถานะเป็นของเหลวได้รับความร้อนจนถึงระดับหนึ่ง สสารจะเกิดการ
กลายเปน็ ไอ คอื สสารเปล่ียนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส
18
– เม่ือลดความร้อนจนถึงระดับหน่ึง สสารชนดิ เดิมที่มีสถานะเปน็ แก๊สจะเกิดการควบแน่น
คือ สสารเปล่ยี นสถานะจากแกส๊ เปน็ ของเหลว
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับการหลอมเหลว การกลายเป็นไอ และการควบแน่นให้นักเรียนเข้าใจ
วา่
– การใหค้ วามร้อนและการลดความร้อนมีผลต่อการเปลยี่ นสถานะของสสาร โดยการให้ความ
รอ้ นทำใหข้ องแข็งเกิดการหลอมเหลวเปน็ ของเหลว และของเหลวเกิดการกลายเป็นไอเป็นแก๊ส
– เมอ่ื ลดความร้อนทำให้แก๊สเกดิ การควบแน่นกลายเป็นของเหลว
– การกลายเป็นไอและการควบแน่นแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ คือ เมื่อน้ำได้รับ
ความร้อนจะเปลี่ยนเป็นไอน้ำ และเมื่อลดความร้อน ไอน้ำก็เปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำได้ ซึ่งน้ำและไอน้ำเป็น
สารชนิดเดียวกนั แต่มีสถานะแตกตา่ งกนั
(2) ครอู ธิบายเรอื่ งนา่ รู้ เรอ่ื งการระเหยและการเดือด ให้นกั เรียนเข้าใจวา่ การระเหยและการเดือด
เป็นการเปลย่ี นแปลงของสสารแบบการกลายเป็นไอ ซง่ึ มีลกั ษณะแตกต่างกัน
(3) ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นกั เรียนเข้าใจว่า เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการกลายเป็นไอและการ
ควบแน่นมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ใช้การกลายเป็นไอในการตากผ้าให้แห้ง และใช้การควบแน่นในการกลน่ั
นำ้
(4) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการกลายเป็นไอและการควบแน่นจาก
หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนฟัง คัดคำศัพท์พร้อมทั้งคำแปลลง
สมดุ สง่ ครู
5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่
ยงั ไมเ่ ข้าใจหรือยงั มีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ให้นกั เรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรูท้ ไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการใหต้ อบคำถาม เช่น
– อุณหภูมิมีผลต่อการกลายเป็นไออย่างไร (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือทำให้ร้อน
ข้นึ จนถงึ ระดบั หนึง่ ของเหลวจะเปลย่ี นสถานะเป็นแกส๊ )
– อุณหภูมิมีผลต่อการควบแน่นอย่างไร (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมิลดลงหรือทำให้เย็นลง
จนถงึ ระดับหนึ่ง แกส๊ จะเปลี่ยนสถานะเปน็ ของเหลว)
19
– การเปลีย่ นสถานะของนำ้ เปน็ การเปลยี่ นแปลงท่ีผันกลบั ไดเ้ พราะอะไร (แนวคำตอบ เพราะ
การเปลี่ยนสถานะของนำ้ ไมม่ ีสารใหมเ่ กดิ ขนึ้ )
ข้ันสรุป
ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เกี่ยวกับการกลายเป็นไอและการควบแน่น โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่
ความคิดหรอื ผงั มโนทัศน์
10. ส่ือการเรียนรู้
1. ใบกิจกรรม สังเกตการเปลี่ยนสถานะของนำ้ (1)
2. หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรอื อนิ เทอรเ์ น็ต
3. ค่มู ือการสอน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
4. ส่ือการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐาน วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
5. แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5
6. หนังสือเรียนรายวิชาพ้นื ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5
11. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคุณธรรม จริยธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จิตวทิ ยาศาสตร์ (A)
1. ซกั ถามความร้เู รื่อง การ 1. ประเมนิ ทักษะ
กลายเป็นไอและการควบแน่น 1. ประเมนิ เจตคติทาง กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์เปน็ รายบุคคล วทิ ยาศาสตร์โดยใช้แบบวัด
2. ตรวจชิน้ งานหรือภาระงานของ โดยการสังเกตและใช้แบบวัด ทักษะกระบวนการทาง
กจิ กรรมฝึกทกั ษะระหว่างเรยี น เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์
2. ประเมินเจตคตติ ่อ 2. ประเมินทักษะการคดิ โดย
วทิ ยาศาสตร์เปน็ รายบคุ คล การสังเกตการทำงานกลุ่ม
โดยการสงั เกตและใชแ้ บบวัด
เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 3. ประเมินทักษะการ
แกป้ ญั หาโดยการสังเกต
การทำงานกลมุ่
4. ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ
ปฏิบัติกิจกรรมเปน็
รายบุคคลหรือรายกลุ่มโดย
การสงั เกตการทำงานกลมุ่
20
12. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
12.1 สรุปผลหลงั การจัดการเรียนรู้
1. นักเรียนจำนวน 139 คน
ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 138 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 99
ไมผ่ า่ นจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1
นกั เรียนนี่ไมผ่ า่ น มีดังน้ี
1. เปน็ เด็กพิเศษ
แนวทางแก้ไขนักเรียนทีไ่ มผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
มหี ้องเรยี นพิเศษท่เี หมาะกับการเรยี นรขู้ องเดก็ ใหเ้ รียน
2. นกั เรยี นมีความรู้ความเข้าใจ (K)
มคี วามรู้ความเข้าใจแนวทางการจดั การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ เจตคตติ ่อวิชาวิทยาศาสตร์ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการวัดและประเมินผลวิชาวิทยาศาสตร์
3. นกั เรียนมคี วามรู้เกดิ ทักษะ (P)
สอ่ื สารและนำความรคู้ วามเขา้ ใจเจตคตติ อ่ วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้
4. นกั เรยี นมีเจตคติ ค่านิยม คณุ ธรรมจริยธรรม (A)
ชแี้ จงเจตคติทม่ี ีตอ่ วทิ ยาศาสตร์ได้
12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแกไ้ ข
ยงั ไม่ร้จู ักกับเด็ก และไมส่ ามารถคมุ เดก็ ได้เท่าที่ควร
12.3 ขอ้ เสนอแนะ
-
ลงชื่อ จริ าภรณ์ มณีจันทร์
(นางสาวจิราภรณ์ มณีจันทร์)
ตำแหนง่ นักศกึ ษาฝกึ ประสบการวชิ าชีพครู
21
22
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 29
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรือ่ ง การแข็งตวั เวลา 1 ช่วั โมง
ครูผู้สอน นางสาวจริ าภรณ์ มณจี ันทร์
**********************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
2. ตัวช้ีวดั ช้ันปี
1. อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อทำให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง โดยใช้หลักฐานเชิง
ประจกั ษ์ (ว 2.1 ป. 5/1)
2. วิเคราะห์และระบุการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับไม่ได้ (ว 2.1 ป.
5/4)
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายลักษณะของการแขง็ ตัวได้ (K)
2. สงั เกตการเกดิ การแข็งตัวได้ (K)
3. ระบกุ ารเปลี่ยนสถานะของสสารเปน็ การเปล่ยี นแปลงที่ผันกลับได้ (K)
4. มคี วามสนใจใฝร่ หู้ รอื อยากรู้อยากเหน็ (A)
5. ทำงานร่วมกบั ผู้อื่นอยา่ งสรา้ งสรรค์ (A)
6. สือ่ สารและนำความรเู้ รอื่ งการแขง็ ตัวไปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้ (P)
4. สาระสำคัญ
การแข็งตัว คือ การเปลี่ยนสถานะของสสารจากของเหลวเป็นของแข็ง เมื่อลดความร้อนจนถึง
ระดับหนึ่ง
การหลอมเหลวและการแข็งตัวแสดงให้เหน็ วา่ เมื่อสสารเกิดการเปล่ียนสถานะแล้วสามารถเปลี่ยน
กลับเป็นสสารเดมิ ได้ ดงั นนั้ การเปล่ียนสถานะของสสารจึงเปน็ การเปลี่ยนแปลงทผี่ ันกลบั ได้
23
5. สาระการเรยี นรู้
การเปลีย่ นแปลงทางกายภาพ
– การเปลย่ี นสถานะของสสาร
6. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
4. มีจิตวิทยาศาสตร์
7. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะ/กระบวนการและทกั ษะในการดำเนนิ ชีวติ
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
8. ช้ินงานหรอื ภาระงาน
สังเกตการเปลย่ี นสถานะของน้ำ (2)
9. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นนำเขา้ สบู่ ทเรียน
1) ครใู ห้นักเรียนทบทวนความร้เู ดมิ ท่ไี ดเ้ รียนรูม้ าแลว้ โดยใชค้ ำถามตอ่ ไปนี้
– การทำให้สสารร้อนขึ้นมีผลต่อสสารที่มีสถานะเป็นของแข็งอย่างไร (แนวคำตอบ สสาร
เปล่ียนสถานะจากของแข็งเปน็ ของเหลว)
– การทำให้สสารร้อนขึ้นมีผลต่อสสารที่มีสถานะเป็นของเหลวอย่างไร (แนวคำตอบ สสาร
เปลีย่ นสถานะจากของเหลวเปน็ แก๊ส)
2) นักเรยี นรว่ มกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั คำตอบ เพอื่ เช่อื มโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง การแขง็ ตัว
ขัน้ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับ
ดา้ น ชัน้ เรยี น (flipped classroom) ซ่ึงมีขัน้ ตอนดงั นี้
24
1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคำถามนักเรยี นเพอ่ื กระต้นุ ความสนใจ เชน่
– การทำใหส้ สารเยน็ ลงมผี ลต่อสถานะของสสารหรอื ไม่ (แนวคำตอบ มผี ล)
– การทำให้สสารเย็นลงมีผลต่อสสารอย่างไร (แนวคำตอบ สสารเปลี่ยนสถานะจากแก๊สเปน็
ของเหลวและสสารเปล่ียนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง)
(2) นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายหาคำตอบเก่ียวกับคำถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน
2) ขน้ั สำรวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการเปลี่ยนสถานะของน้ำ (2) ตาม
ขั้นตอน ดงั นี้
– เทน้ำผลไมล้ งในแกว้ พลาสตกิ ใสประมาณ 20 ลกู บาศก์เซนติเมตร
– ใสเ่ กลือ 2 ช้อนโต๊ะลงในนำ้ แข็งและผสมใหเ้ ข้ากนั ในอา่ งพลาสติก
– พยากรณ์วา่ ถา้ อุณหภูมิลดลง นำ้ ผลไมจ้ ะเกิดการเปล่ียนแปลงลกั ษณะใด
– นำแก้วพลาสติกใสที่ใส่น้ำผลไม้วางลงในอ่างพลาสติกใส่น้ำแข็ง โดยนำน้ำแข็งตรงกลาง
อา่ งพลาสตกิ ออก แล้ววางแก้วพลาสตกิ ใสลงไป จากนัน้ นำน้ำแข็งล้อมแก้วพลาสติกใสไว้
– สังเกตการเปลีย่ นแปลงทเ่ี กิดข้ึนทุก ๆ 2 นาทีจนน้ำผลไม้เกดิ การเปลี่ยนสถานะ
– นำแก้วพลาสติกใสที่ใส่น้ำผลไม้ออกมาวางกลางแดด จากนั้นสังเกตการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกิดขน้ึ บันทกึ ผล
(2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรยี นทุกคนซักถามเมอ่ื มปี ัญหา
3) ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครูและนักเรียนร่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น
– น้ำผลไมม้ ีการเปลยี่ นแปลงลกั ษณะใด เมอื่ นำไปวางในอา่ งพลาสตกิ ใส่น้ำแข็ง (แนวคำตอบ
น้ำผลไม้คอ่ ยๆ เปล่ยี นเปน็ เกล็ดนำ้ แขง็ และกลายเปน็ เกลด็ นำ้ แขง็ จนหมด)
– น้ำผลไม้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะใด เมื่อนำไปวางกลางแดด (แนวคำตอบ เกล็ดน้ำแข็ง
ค่อยๆ เปลยี่ นกลับมาเปน็ น้ำผลไมเ้ หมอื นเดมิ )
– อุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำผลไม้หรือไม่ สังเกตจากอะไร (แนวคำตอบ มีผล
โดยสังเกตจากเมื่ออุณหภูมิลดลง น้ำผลไม้ที่มีสถานะของเหลวเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็งที่มีสถานะของแข็ง
และเม่อื อณุ หภมู เิ พ่ิมขึน้ เกลด็ นำ้ แขง็ ท่ีมสี ถานะของแขง็ เปล่ียนกลบั มาเปน็ น้ำผลไม้ท่มี สี ถานะของเหลว)
– การเปลย่ี นแปลงของนำ้ ผลไม้ในกิจกรรมจัดเป็นการเปลยี่ นแปลงที่ผันกลับได้หรือไม่ สังเกต
จากอะไร (แนวคำตอบ จัดเปน็ การเปลย่ี นแปลงท่ผี นั กลบั ได้ โดยสงั เกตจากเมอื่ อุณหภูมลิ ดลง
25
น้ำผลไม้เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง และเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นน้ำผลไม้เปล่ียนสถานะ
จากของแข็งเป็นของเหลวได้เหมอื นเดิม)
(3) ครูและนกั เรียนรว่ มกันสรุปผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจวา่ เมื่อลด
อุณหภูมิจนถึงระดับหนึ่ง สสารที่มีสถานะเป็นของเหลวจะเกิดการแข็งตัว คือ สสารเปลี่ยนสถานะจาก
ของเหลวเปน็ ของแข็ง และเมือ่ ให้ความร้อนกบั สสารชนดิ เดมิ ที่มีสถานะเป็นของแข็งจนถึงระดับหน่ึง สสาร
จะเกดิ การหลอมเหลว
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิม่ เตมิ เกย่ี วกบั การแขง็ ตัวใหน้ กั เรียนเขา้ ใจว่า
– การลดความร้อนและการให้ความร้อนมผี ลต่อการเปลี่ยนสถานะของสสาร โดยการลดความ
รอ้ นทำให้ของเหลวเกิดการแข็งตวั เป็นของแข็ง
– เมอ่ื ใหค้ วามร้อนทำใหข้ องแขง็ เกดิ การหลอมเหลวเป็นของเหลว
– การแข็งตัวและการหลอมเหลวแสดงถึงการเปล่ียนแปลงท่ีผันกลับได้ คือ เมื่อลดความรอ้ น
น้ำจะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง และเมื่อให้ความร้อน น้ำแข็งก็เปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำได้ ซึ่งน้ำแข็งและน้ำเป็นสาร
ชนดิ เดยี วกนั แตม่ ีสถานะแตกตา่ งกนั
(2) ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการแข็งตัวมาใช้
ประโยชน์ได้ เช่น การทำไอศกรีมหรือการทำอาหารแช่แข็ง
(3) ครเู ชอื่ มโยงความร้เู ขา้ กับบูรณาการอาเซียน โดยครอู ธิบายใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ หลายประเทศ
ในกลมุ่ สมาชกิ อาเซียนมพี รมแดนติดทะเล ทำให้ผลติ ก้งุ และปลาเปน็ สนิ ค้าส่งออกได้ แตก่ ารส่งกุ้งและปลา
ไปยงั ทวีปตา่ งๆ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลานาน จงึ อาจเกดิ การเน่าเสียได้ ดังนนั้ ผผู้ ลิตต้องป้องกนั โดยการแชแ่ ข็ง
ประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนที่ส่งออกกุ้งและปลาแช่แข็งอันดับต้นๆ คือ ไทย อินโดนีเซีย
มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนในแต่ละประเทศได้ นอกจากนี้ ประเทศ
ในกลุ่มสมาชิกอาเซียนยังมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการค้าส่งทั้งกระบวนการผลิตและ
กระบวนการค้า เช่น การเปิดตลาดออนไลนเ์ พอื่ ลดต้นทนุ และเวลา
(4) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการแข็งตัวจากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรืออนิ เทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพ่ือนฟัง คัดคำศพั ทพ์ รอ้ มท้งั คำแปลลงสมุดส่งครู
5) ขั้นประเมิน (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่
ยงั ไม่เขา้ ใจหรอื ยังมขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรูท้ ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
26
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคำถาม เชน่
– อุณหภูมิมีผลต่อการแข็งตวั อย่างไร (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมิลดลงหรอื ทำให้เย็นลงจนถึง
ระดับหนึง่ ของเหลวจะเปลยี่ นสถานะเปน็ ของแข็ง)
– ถา้ นักเรียนต้องการนำนมรสโกโก้มาทำเปน็ ไอศกรีม นกั เรียนจะทำวธิ ีใด (แนวคำตอบ เทนม
รสโกโกล้ งในแมพ่ ิมพแ์ ละนำไปแช่ในช่องแชแ่ ข็งของตูเ้ ยน็ )
ข้นั สรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการแข็งตัว โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน
ทัศน์
10. ส่ือการเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สังเกตการเปลย่ี นสถานะของนำ้ (2)
2. หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรอื อนิ เทอร์เน็ต
3. คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5
4. ส่ือการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้นื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
5. แบบฝึกทักษะรายวิชาพน้ื ฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5
6. หนงั สือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
27
11. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จิตวิทยาศาสตร์ (A)
1. ซักถามความรเู้ ร่ือง การแข็งตวั 1. ประเมนิ ทักษะ
2. ตรวจช้ินงานหรือภาระงานของ 1. ประเมนิ เจตคติทาง กระบวนการทาง
วิทยาศาสตรเ์ ป็นรายบุคคล วทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชแ้ บบวัด
กจิ กรรมฝึกทกั ษะระหว่างเรียน โดยการสังเกตและใช้แบบวัด ทกั ษะกระบวนการทาง
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์
2. ประเมนิ เจตคตติ อ่ 2. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดย
วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบุคคล การสังเกตการทำงานกลุ่ม
โดยการสงั เกตและใช้แบบวัด
เจตคติตอ่ วทิ ยาศาสตร์ 3. ประเมินทักษะการ
แก้ปัญหาโดยการสังเกต
การทำงานกลุ่ม
4. ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ
ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเปน็
รายบุคคลหรอื รายกลุ่มโดย
การสงั เกตการทำงานกล่มุ
28
12. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
12.1 สรุปผลหลงั การจัดการเรียนรู้
1. นักเรียนจำนวน 139 คน
ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 138 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 99
ไมผ่ า่ นจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1
นกั เรียนนี่ไมผ่ า่ น มีดังน้ี
1. เปน็ เด็กพิเศษ
แนวทางแก้ไขนักเรียนทีไ่ มผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
มหี ้องเรยี นพิเศษท่เี หมาะกับการเรยี นรขู้ องเดก็ ใหเ้ รียน
2. นกั เรยี นมีความรู้ความเข้าใจ (K)
มคี วามรู้ความเข้าใจแนวทางการจดั การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ เจตคตติ ่อวิชาวิทยาศาสตร์ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการวัดและประเมินผลวิชาวิทยาศาสตร์
3. นกั เรียนมคี วามรู้เกดิ ทักษะ (P)
สอ่ื สารและนำความรคู้ วามเขา้ ใจเจตคตติ อ่ วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้
4. นกั เรยี นมีเจตคติ ค่านิยม คณุ ธรรมจริยธรรม (A)
ชแี้ จงเจตคติทม่ี ีตอ่ วทิ ยาศาสตร์ได้
12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแกไ้ ข
ยงั ไม่ร้จู ักกับเด็ก และไมส่ ามารถคมุ เดก็ ได้เท่าที่ควร
12.3 ขอ้ เสนอแนะ
-
ลงชื่อ จริ าภรณ์ มณีจันทร์
(นางสาวจิราภรณ์ มณีจันทร์)
ตำแหนง่ นักศกึ ษาฝกึ ประสบการวชิ าชีพครู
29
30
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 30
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรือ่ ง การระเหดิ และการระเหิดกลับ เวลา 1 ช่ัวโมง
ครูผู้สอน นางสาวจริ าภรณ์ มณีจันทร์
**********************************************************************************
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
2. ตัวชี้วัดช้นั ปี
1. อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อทำให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง โดยใช้หลักฐานเชิง
ประจกั ษ์ (ว 2.1 ป. 5/1)
2. วิเคราะห์และระบุการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับไม่ได้ (ว 2.1 ป.
5/4)
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายลกั ษณะของการระเหดิ และการระเหิดกลับได้ (K)
2. สังเกตการระเหดิ และการระเหิดกลับได้ (K)
3. มีความสนใจใฝ่รหู้ รอื อยากรู้อยากเหน็ (A)
4. ทำงานรว่ มกบั ผู้อ่นื อยา่ งสรา้ งสรรค์ (A)
5. สอื่ สารและนำความรู้เรือ่ งการระเหิดและการระเหิดกลับไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ (P)
4. สาระสำคัญ
การระเหิด คือ การเปลี่ยนสถานะของสสารจากของแข็งเป็นแก๊ส เมื่อได้รับความร้อนจนถึงระดับ
หนง่ึ โดยไมเ่ ปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ส่วนการระเหิดกลบั คือ การเปลี่ยนสถานะของสสารจากแก๊สเป็น
ของแข็ง เมื่อลดความร้อนจนถึงระดบั หนง่ึ โดยไม่เปลีย่ นสถานะเป็นของเหลวเชน่ กัน
การระเหิดและการระเหิดกลับแสดงให้เห็นว่า เมื่อสสารเกิดการเปลี่ยนสถานะแล้วสามารถเปลี่ยน
กลบั เป็นสสารเดมิ ได้ ดงั นัน้ การเปลย่ี นสถานะของสสารจงึ เป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีผันกลับได้
31
5. สาระการเรียนรู้
การเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ
– การเปล่ียนสถานะของสสาร
6. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มีวนิ ัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุง่ ม่นั ในการทำงาน
4. มีจติ วทิ ยาศาสตร์
7. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนนิ ชีวิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
8. ชิ้นงานหรือภาระงาน
สงั เกตการระเหิดของสสาร
9. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ นำเข้าสู่บทเรยี น
1) ครใู ห้นักเรียนดูรูปลกู เหมน็ พมิ เสน และการบูร แลว้ ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภิปราย ดังน้ี
– นักเรียนรู้จกั สารในรูปหรอื ไม่ (แนวคำตอบ รจู้ ัก)
– สารในรปู คอื อะไร (แนวคำตอบ ลกู เหม็น พิมเสน และการบูร)
– สารในรูปใช้ประโยชน์อะไร (แนวคำตอบ ลูกเหม็นใช้ไล่แมลง พิมเสนและการบูรใช้ทำยา
ดม)
2) นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถามและแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับคำตอบ เพ่อื เช่อื มโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การระเหดิ และการระเหิดกลับ
ข้นั จัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับ
ด้าน ชนั้ เรยี น (flipped classroom) ซ่งึ มีขั้นตอนดังน้ี
32
1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูให้นักเรียนดูพิมเสนที่ใช้ในกิจกรรม สังเกตการระเหิดของสสาร แล้วให้นักเรียนร่วมกัน
อภปิ ราย ดงั นี้
– พิมเสนมสี ถานะใด (แนวคำตอบ ของแข็ง)
– นกั เรยี นได้กลน่ิ พิมเสนหรือไม่ (แนวคำตอบ ไดก้ ลิ่น)
– กลนิ่ ของพิมเสนแสดงการเปล่ียนสถานะของพิมเสนหรือไม่ อยา่ งไร (แนวคำตอบ กลิ่นของ
พมิ เสนแสดงการเปลีย่ นสถานะของพิมเสน โดยพิมเสนเปล่ยี นสถานะจากของแข็งเป็นแกส๊ )
(2) นักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายหาคำตอบเก่ียวกับคำถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน
2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการระเหิดของสสาร ตามขั้นตอน
ดังนี้
– ตกั พิมเสน 2 ชอ้ นลงในบกี เกอร์ สงั เกตลกั ษณะของพิมเสนและกลนิ่ ของพิมเสน
– วางกระดาษแข็งเจาะรบู นบกี เกอร์ทีใ่ สพ่ มิ เสน
– ควำ่ แกว้ พลาสติกใสให้ครอบรบู นกระดาษแขง็
– พยากรณว์ า่ ถ้าใหค้ วามร้อนกับพิมเสนจะเกิดการเปล่ียนแปลงลักษณะใด จากนั้นนำชุดการ
สงั เกตไปใหค้ วามรอ้ นด้วยตะเกยี งแอลกอฮอลพ์ รอ้ มท่กี ้นั ลมและตะแกรงลวด
– สงั เกตการเปลย่ี นแปลงทีเ่ กิดข้ึน บนั ทึกผล
(2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นกั เรียนทกุ คนซกั ถามเม่ือมีปัญหา
3) ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคำถาม เชน่
– พิมเสนมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะใด เหมือนหรือแตกต่างกับที่พยากรณ์ไว้ (แนวคำตอบ
พิมเสนบางส่วนหายไป และเกิดเป็นเกล็ดสีขาวบริเวณรูของกระดาษแข็ง รวมถึงรอบๆ ของแก้วพลาสติก
ใส ซ่ึงเหมอื นกับทีพ่ ยากรณไ์ ว้)
– การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนสถานะของสสารหรือไม่ สังเกตจากอะไร (แนว
คำตอบ เป็นการเปลี่ยนสถานะของสสาร โดยสังเกตจากเมื่อให้ความร้อน พิมเสนบางส่วนหายไปและเกิด
เกล็ดสีขาวบริเวณรูของกระดาษแข็ง รวมถึงรอบ ๆ ของแก้วพลาสติกใสที่อุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณก้นบีก
เกอร์ แสดงว่าพิมเสนเปลี่ยนสถานะเป็นไอลอยสู่ด้านบน และเปลี่ยนสถานะกลับเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิ
ลดลง)
– การเปลยี่ นแปลงของพิมเสนแตกต่างกบั การเปล่ียนแปลงของน้ำแข็งเม่ือไดร้ บั ความรอ้ น
หรอื ไม่ ลกั ษณะใด (แนวคำตอบ แตกต่างกนั เม่ืออณุ หภูมิเพม่ิ ขึน้ นำ้ แข็งที่มีสถานะของแขง็ เปลยี่ นเป็นน้ำ
33
ที่มีสถานะของเหลว และเปลี่ยนเป็นไอนำ้ ท่ีมสี ถานะแก๊ส ตามลำดับ ส่วนพิมเสนท่ีมสี ถานะของแข็ง
เปลีย่ นเปน็ ไอของพิมเสนท่ีมีสถานะแกส๊ โดยไมผ่ ่านสถานะของเหลว)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า สสาร
บางชนิดสามารถเปลี่ยนสถานะจากของแขง็ เป็นแก๊สโดยไม่ผ่านสถานะของเหลว เรียกว่า การระเหดิ ส่วน
แกส๊ บางชนิดสามารถเปล่ยี นสถานะเปน็ ของแข็งโดยไมผ่ ่านสถานะของเหลว เรียกวา่ การระเหิดกลบั
4) ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการระเหิดและการระเหิดกลับให้นักเรียนเข้าใจว่า สสารบางชนิด
เปล่ยี นสถานะได้โดยไม่ผา่ นสถานะของเหลว เรียกการเปลย่ี นแปลงนี้วา่ การระเหดิ และการระเหดิ กลบั โดย
การระเหิดและการระเหิดกลับแสดงถึงการเปลย่ี นแปลงที่ผนั กลับได้
(2) ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมให้นักเรียนเข้าใจว่า เราสามารถนำความรู้เก่ียวกับการระเหิดมาใช้ประโยชน์
ได้ เช่น การใช้ลูกเหม็นไล่แมลง และเราสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการระเหิดกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น
การทำนำ้ แข็งแห้ง
(3) ครูอธิบายเร่ืองนา่ รู้ เรื่องนำ้ แขง็ แห้ง ให้นักเรียนเข้าใจว่า น้ำแขง็ แห้งไม่ได้เกดิ จากการแข็งตวั
ของน้ำ แต่เกิดจากการระเหิดกลับของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำแข็งแห้งนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องของ
การทำให้อุณหภูมิของสงิ่ แวดล้อมลดลง เช่น การใช้นำ้ แขง็ แห้งในตูแ้ ช่ไอศกรมี
(4) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการระเหิดและการระเหิดกลับจากหนังสือ
เรยี นภาษาตา่ งประเทศหรืออนิ เทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพ่ือนฟงั คดั คำศัพทพ์ รอ้ มทง้ั คำแปลลงสมุดสง่ ครู
5) ขั้นประเมิน (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่
ยงั ไม่เข้าใจหรือยังมีขอ้ สงสยั ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรร ม
และการนำความรู้ท่ไี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการใหต้ อบคำถาม เช่น
– อุณหภูมิมีผลต่อการระเหิดอย่างไร (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือทำให้ร้อนขึ้น
จนถงึ ระดับหน่งึ ของแขง็ จะเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส โดยไมผ่ า่ นสถานะของเหลว)
– อุณหภูมิมีผลต่อการระเหิดกลับอย่างไร (แนวคำตอบ เมื่ออุณหภูมิลดลงหรือทำให้เย็นลง
จนถงึ ระดับหนงึ่ แก๊สจะเปลยี่ นสถานะเปน็ ของแขง็ โดยไมผ่ า่ นสถานะของเหลว)
34
ข้ันสรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการระเหิดและการระเหิดกลับ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่
ความคดิ หรอื ผงั มโนทศั น์
10. ส่ือการเรียนรู้
1. รูปลูกเหมน็ พิมเสน และการบรู
2. ใบกจิ กรรม สังเกตการระเหดิ ของสสาร
3. หนงั สือเรยี นภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต
4. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
5. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5
6. แบบฝึกทกั ษะรายวิชาพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5
7. หนงั สือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
11. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จริยธรรมและ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
1. ซักถามความร้เู รือ่ ง การระเหดิ จิตวิทยาศาสตร์ (A) 1. ประเมินทักษะ
และการระเหิดกลับ กระบวนการทาง
1. ประเมินเจตคติทาง วทิ ยาศาสตร์โดยใช้แบบวัด
2. ตรวจชน้ิ งานหรือภาระงานของ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบุคคล ทกั ษะกระบวนการทาง
กจิ กรรมฝึกทกั ษะระหวา่ งเรียน โดยการสังเกตและใชแ้ บบวัด วทิ ยาศาสตร์
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
2. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดย
2. ประเมินเจตคตติ ่อ การสังเกตการทำงานกลุ่ม
วทิ ยาศาสตร์เป็นรายบุคคล
โดยการสังเกตและใช้แบบวัด 3. ประเมินทักษะการ
เจตคติตอ่ วิทยาศาสตร์ แกป้ ัญหาโดยการสงั เกต
การทำงานกลมุ่
4. ประเมินพฤตกิ รรมในการ
ปฏิบัติกจิ กรรมเปน็
รายบคุ คลหรือรายกลุ่มโดย
การสงั เกตการทำงานกล่มุ
35
12. บันทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้
12.1 สรุปผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
1. นักเรียนจำนวน 139 คน
ผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 138 คน คิดเปน็ ร้อยละ 99
ไม่ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 1
นักเรียนนีไ่ ม่ผา่ น มีดังน้ี
1. เปน็ เดก็ พิเศษ
แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
มหี ้องเรียนพิเศษท่เี หมาะกับการเรยี นรู้ของเด็กใหเ้ รยี น
2. นักเรยี นมคี วามรูค้ วามเข้าใจ (K)
มคี วามร้คู วามเข้าใจแนวทางการจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เจตคติต่อวชิ าวิทยาศาสตร์ ทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และการวดั และประเมนิ ผลวชิ าวิทยาศาสตร์
3. นกั เรียนมีความรเู้ กิดทกั ษะ (P)
สือ่ สารและนำความรู้ความเขา้ ใจเจตคตติ อ่ วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
4. นักเรยี นมีเจตคติ คา่ นยิ ม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A)
ช้ีแจงเจตคตทิ มี่ ีตอ่ วิทยาศาสตรไ์ ด้
12.2 ปญั หา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข
ยงั ไมร่ ูจ้ ักกับเดก็ และไม่สามารถคุมเด็กไดเ้ ท่าทีค่ วร
12.3 ข้อเสนอแนะ
-
ลงช่ือ จิราภรณ์ มณจี นั ทร์
(นางสาวจิราภรณ์ มณีจนั ทร์)
ตำแหนง่ นกั ศึกษาฝกึ ประสบการวิชาชีพครู