The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by arthon.laemsing, 2023-10-30 23:26:27

คู่มือพุทธบริษัท

ilovepdf_merged (15)

วัวั วั ด วั ดศรีรี รี เ รี เมืมื มื อ มื อง คู่คู่คู่มืคู่มื มื อ มื อพุพุ พุ ท พุ ทธบริริ ริ ษั ริ ษั ษั ท ษั ท หนันั นั ง นั งสืสืสื อ สื อสวดมนต์ต์ ต์ต์ ทำทำทำทำวัวั วั ต วั ตรเช้ช้ช้ า ช้ า-เย็ย็ ย็ น ย็ น


สารบัญ วิธีอ่านบาลี เสียงปลุก - เบิกอรุณ ราชาในกลดน้อย คำบูชาพระรัตนตรัยก่อนทำวัตร คำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรเช้า พุทธาภิถุติ ธัมมาภิฤติ สังฆาภิถุติ ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ คำทำวัตรเย็น, พุทธานุสสะติ พุทธาภิคีติ ธัมมานุสสะติ ธัมมาภิคีติ สังฆานุสสะติ สังฆาภิคีติ ตังขะณิกะปัจจะเวกบะณะปาฐะ ธาตุปัจจะเวกขะณะปาฐะ อตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐะ ปัตติทานะคาถา สัพพะปัตติทานะคาถา ปัฏฐะนะฐะปะนะคาถา อุททิสะนาธิฏฐานะคาถา คาถาพระสีวลี, คาถามหาลาภ, คาถาเงินล้าน 1 4 5 6 7 7 8 8 9 10 11 15 16 18 20 21 21 23 25 27 28 31 32 34 37 37 คำแผ่เมตตา บทกรวดน้ำพิเศษ อภิณหปัจจเวกขณะ ๕ โดยสังเขป ปัจจเวขณ์องค์อุโบสถศีล สีลุทเทสะปาฐะ ตายะนะคาถา ปะราภะวะสุตตะปาฐะ ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ ธัมมะคาระวาทิคาถา เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถา ปฐมพุทธะภาสิตะคาถา โอวาทะปาติโมกบะคาถา มรรคมีองค์แปด ภาระสุตตะคาถา บทพิจารณาสังขาร คาถาโพธิบาท คาถามงคลจักรวาล บารมี ๓๐ ทัศ เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ ปัพพะโตปะมะคาถา อะริยะธะนะคาถา บทขัดธรรมนิยามะสูตร ธัมมะนิยามะสุตตัง ติลักขะณาทิคาถา ปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ พุทธะอุทานะคาถา 38 39 40 41 44 45 46 49 49 50 51 52 53 57 57 59 59 60 62 63 63 64 64 65 66 66


สารบัญ ภัทเทกะรัตตะคาถา ปฐมพุทธะวะจะนะ อภิธัมนิทาน ท้ายมะหาสะมะยะสูตร ท์วัตติงสาการะปาโฐ สุริยะปะริตตะปาโฐ (ย่อ) ถวายพรพระ ชยสิทธิคาถา ท์วาทสมัง ชยปริตตคาถา อนุโมทนาวิธี สังเขปอาฎานาฏิยสูตร มงคลจักรวาลน้อย โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา อัคคัปปสาทสุตตคาถา เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา อาทิยะสูตตะคาถา วิหาระทานะคาถา กาละทานะสุตตะคาถา ติโรกุฑฑะกัณฑะสูตร สามัญญานุโมทะนาคาถา พระคาถาชินบัญชร นมัสการพระอะระหันต์ ๘ ทิศ นมัสการพระพุทธสิหิงค์ บทสวดมนต์พิเศษตอนเย็น คำนมัสการ 67 67 67 68 69 70 70 71 72 73 74 74 75 75 75 76 76 77 78 78 78 79 80 81 81 82 ไตรสรณคมน์ นะมะการะสิทธิคาถา นะมะการะสิทธิคาถาแบบเก่า นะโมการะอัฏฐะกะคาถา มังคะละสุตตัง บทขัดระตะนะสุตตัง ระตะนะสุตตัง กะระณียะเมตตะสุตตัง ขันธะปะริตตะคาถา โมระปะริตตัง วัฏฏะกะปะริตตัง อาฎานาฏิยะปะริตตัง อังคุลิมาละปะริตตัง โพชฌังคะปะริตตัง อะภะยะปะริตตัง เทวะตาอุยโยชะนะคาถา มงคลจักรวาฬใหญ่ ธัมมะจักกับปะวัตตะนะสุตตัง พระวินัย พระสูตร พระสังคิณี พระวิภังค์ พระธาตุกะถา พระปุคคะละปัญญัติ พระกะถาวัตถุ พระยะมะกะ 82 83 83 84 84 86 86 88 89 90 91 91 93 93 94 95 95 96 102 103 103 104 104 104 105 105


สารบัญ พระมะหาปัฏฐาน บังสุกุลตาย บังสุกุลเป็น ธัมมะสังคิณีมาติกา วิปัสสะนาภูมิปาฐะ พระสะหัสสะนัย พิธีบรรพชา - อุปสมบท คำแนะนำภิกษุใหม่ คำพินทผ้า, คำอธิษฐาน, คำวิกัป กิจวัตร 10 อย่าง วิธีแสดงอาบัติ คำอธิษฐานเข้าพรรษา คำปวารณาออกพรรษา คำอนุโมทนากฐิน คำขอขมาโทษ พิธีรักษาอุโบสถศีล คำอาราธนาธรรมพิเศษ คำอาราธนาธรรม คำสาธุการเมื่อพระเทศน์จบ คำลากลับบ้าน คำอาราธนาศีล ๕ พิธีบวชชีพราหมณ์ คำอาราธนาศีล ๘ นมการคาถา ไตรสรณคมน์ คำสมาทานศีล ๘ 105 106 106 106 108 108 113 121 122 122 123 124 124 124 124 125 130 130 131 131 133 133 135 135 135 136 ศาสนพิธีกร คำบูชาพระรัตนตรัย คำอาราธนาศีล ๕ คำอาราธนาธรรม คำอาราธนาพระปริตร คำถวายข้าวพระพุทธ คำลาข้าวพระพุทธ คำถวายทานสามัญ คำถวายทานอุทิศแบบทั่วไป คำถวายผ้ากฐิน คำถวายไตรจีวร คำถวายผ้าป่า คำถวายผ้าอาบน้ำฝน คำถวายเทียนพรรษา ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ระลึกถึงคุณบิดามารดา ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ บทระลึกถึงพระพุทธคุณ บทระลึกถึงพระธรรมคุณ บทระลึกถึงพระสังฆคุณ บทชยสิทธิคาถา พระคุณแม่ สำนึกถึงวันเกิด สำนึกพระคุณแม่ สำนึกพระคุณพ่อ ความรักของแม่ หัวอกพ่อแม่ 137 137 138 138 138 138 139 139 140 140 140 141 141 142 142 143 143 144 145 146 147 148 149 150 151 152


สารบัญ หลักชัยของลูก ปลงสังขาร ๑ บทปลงสังขารแบบสัมผัส บทปลงสังขาร เกศาผมหงอก รูปเน่า พระไตรลักษณ์ วัดคืออะไร? เข้าวัดหรือยัง? การเข้าถึงวัด สาเหตุที่คนไม่เข้าวัด คำนำถวายฯเนื่องในวันมาฆบูชา คำนำถวายฯเนื่องในวันวิสาขบูชา คำนำถวายฯเนื่องในวันอาสาหหบูชา คำนำถวายฯเนื่องในวันอัฏฐมีบูชา เรื่องกฎแห่งกรรม ผลัดวันประกันพรุ่ง หลักและวิธีปฏิบัติสมถยานิกะฯ การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานฯ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน 153 154 155 156 158 159 160 160 162 162 163 164 167 169 171 173 173 178 180 192 194 ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดนิวรณ์ หมวดขันธ์ หมวดอายตนะ หมวดโพชฌงค์ หมวดอริยสัจ ทิฏฐิวิปัลลาส, จิตตวิปัลลาส, สัญญาวิปัลลาส โยนิโสมนสิการ พละ ๕ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ วิปัสสนาญาณ ๑๖ อานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน ๕ อย่าง วิธีสมาทานกัมมัฏฐาน แผ่เมตตาภายหลังการปฏิบัติ แผ่ส่วนกุศล กิเลสสังโยชน์ ๑๐ แผ่เมตตาหลวง แสงเทียนส่องธรรม คาถาจุดเทียน 196 197 198 198 199 200 201 202 202 202 203 204 206 206 208 208 209 209 210 210


1 วิธีอ่านบาลี วิธีการอ่านคำบาลีนี้ ยังมีหลายท่านที่อ่านไม่สู้จะถูกต้องนักเพราะ เหตุว่ายังไม่เคยชินต่อคำเหล่านี้ ดังนั้น เพื่อกันความผิดพลาดในเวลาออก เสียง จึงได้พิมพ์วิธีอ่านไว้ด้วย ๑. พยัญชนะที่ไม่มีสระอาศัยอยู่ด้วย ให้อ่นออกเสียงสระ อะ เช่น นโม ออกเสียงว่า นะโม ปฏิปทา ” ปะฏิปะทา อนากุลา ” อะนากุลา ๒.พยัญชนะที่ไม่มีสระอาศัยอยู่ แต่มีตัวสะกดอยู่หลัง มีพินทู ( .) อยู่ใต้ ตัวสะกดนั้น พินทุนั้นเท่ากับไม้หันอากาศ เช่น อคฺคโต ออกเสียงว่า อัคคะโต ธมฺมทฺธโช ” ธัมมัทชะโช ๓. พยัญชนะที่มีสระอาศัยอยู่ มีตัวสะกดอยู่หลัง มีพินทุ ( .) อยู่ใต้ ตัวสะกดนั้น ให้อ่านออกเสียงเท่ากับตัวนั้นเป็นตัวสะกดเฉยๆ เช่น ภิกฺขโว ออกเสียงว่า ภิกขะโว ปุญญกฺเขตฺตํ ” ปุญญักเขตตัง โมคฺคลฺลานํ ” โมคคัลลานัง ๔.ศัพท์ที่ลงด้วย ตฺวา ตฺวาน ปัจจัย ด้องออกเสียงตัว ตฺ สะกด และออก เสียงตัวของมันเองด้วย แต่เสียงนั้นสั้น เช่น กตฺวา ออกเสียงว่า กัต๎วา คะเหตฺวา ” คะเหต๎วา สุตวา ” สุต๎วา โปรดสังเกตว่า ต้องมีพินทุ ( . ) อยู่ใต้ตัวสะกดด้วย ถ้าไม่มีพินทุให้อ่าน ออกเสียงตามตัวของมันเอง สุตวา ออกเสียงว่า สุตะวา


2 ๕. มีคำอยู่สองสามคำ ซึ่งต้องอ่านออกเสียงทั้งเป็นตัวสะกดและตัวของมัน เอง แต่ตัวของมันเองนั้นสั้นมาก เช่น ภวตฺวนฺตราโย ออกเสียงว่า ภะวัต๎วันตะราโย สกุยปุตฺโต ” สัก์ยะปุตฺโต ตุณฺหี ” ตุณ๎หี ภาคฺยํ ” ภาค๎ยัง ตสฺมา ” ตัส๎มา ตสฺมี ” ตัส๎หมิง ภทฺรานิ ” ภัทท๎รานิ ๖. ถ้ามีตัว ร อยู่ท้ายตัวสะกด ให้ออกเสียงกล้ำกัน เช่น ตตฺร ออกเสียงว่า ตัตตระ พฺรหฺมานํ ” พรำมานัง พฺราหฺมเณ ” พรามมะเณ อินฺทฺริยานิ ” อินทริยานิ (ไม่ใช่อินซียานิ) ๗. พยัญชนะตัวใด มีพินทุ ( . ) อยู่ใต้ตัวของมันเอง ให้อ่านออกเสียงตัว ของมันเองเท่านั้น เช่น ทฺวิ ออกเสียงว่า ทะวิ เทฺว ” ทะเว กาเตฺว ” กาต๎เว จกฺขฺวายตนํ ” จักขวายะตะนัง จิตฺตเกฺลเสหิ ” จิตตัก๎เลเสหิ


3 ๘. พยัญชนะตัวใด มีนิคหิต ( º ) อยู่ข้างบน และมีสระอยู่ด้วย นิคหิตนั้น เท่ากับ อัง เช่น พุทฺธํ ออกเสียงว่า พุทธัง อกํสุ ” อะกังสุ อุปาทานํ ” อุปาทานัง ๙. พยัญชนะตัวใด นิคหิต ( º ) อยู่ข้างบน และมีสระอยู่ด้วย นิดหิตนั้น เท่ากับ ง สะกด เช่น ธมฺมจารี ออกเสียงว่า ธัมมะจาริง กาตุ ” กาตุง ๑๐. คำใคมีตัวสะกคด้วย เอยฺย ให้อ่านออกเสียง ไอ๊ยะ สั้นๆ เช่น. ภาเสยฺย ออกเสียงว่า ภาไส๊ยยะ กเรยฺย ” กาไร๊ยยะ ๑๑. คำใดที่สะกดด้วย อิยฺ ให้อ่าน อี โคยใช้ฟันล่างและฟันบนกดกันแล้ว ออกเสียง เช่น นิยฺยานิโก ออกเสียงว่า นียยานิโก ๑๒. พยัญชนะตัว ฑ นางมณโท ในภาษาบาลีให้ออกเสียงตัว ด เด็ก หมด เช่น ปณฺฑิโต ออกเสียงว่า ปันดิโต มณฺฑน ” มันดะนะ คำอื่นนอกนี้ให้อ่านออกเสียงไปตามปกติ ฯ


4 เสียงปลุก - เบิกอรุณ สุริโยทัย ไขแสง ใกล้แจ้งแล้ว ฝูงวิหค ร้องเจื้อยแจ้ว แสวงหา ซึ่งอาหาร ทะยานไป ในนภา หมู่ปักษา ยังขยัน หมั่นหากิน ท่านที่รัก จะซบนอน อยู่ไยเล่า ตื่นแต่เช้า เพื่อเกลาจิต เป็นนิจสิน แสวงหาธรรม พระสัมมา เป็นอาจิณ ชำระล้าง ซึ่งมลทิน ออกจากใจ อายุไข ในมนุษย์ นี้น้อยนัก ถ้าช้าชัก จะเกินกาล สุดแก้ไข เพราะบางคน อาจตาย ก่อนถึงวัย มรณภัย นี้ไม่รอ ให้ต่อรอง เป็นมนุษย์ สุดแสนดี มีโอกาส มีปัญญา เฉลียวฉลาด กว่าสัตว์ทั้งผอง ขอวิงวอน ท่านทั้งหลาย จงไตร่ตรอง ยึดพระธรรม มาประคอง กับดวงใจ เป็นอุปนิสัย เป็นปัจจัย ในภพหน้า เป็นปัญญย บารมี ที่แจ่มใส เพื่อไม่หลง เพลิดเพลิน เมื่อเดินไป เชิญท่านไซร้ ตื่นขึ้นรับ สดับธรรม


5 ราชาในกลดน้อย กลดคัน หนึ่งนี้หรือ คือปรางค์มาศ มีเสื่อขาด เป็นที่นอน อันอ่อนนุ่ม มีมุ้งห้อย ย้อยยาน ต่างม่านคลุม มีบาตรอุ้ม เฉกเช่น เป็นโรงครัว มีจีวร เป็นเครื่องทรง ที่สวมหัว มีศีลพรต เป็นมงกุฎ อลงกต มีขันติ เป็นพระขรรค์ มั่นกับตัว ความดีชั่ว คือราชการ งานนานา มีปัญญา เป็นอำมาตย์ อันปราชญ์เปรื่อง มีสติ เป็นเพื่อน ที่ปรึกษา มีอาณาเขต โดยรอบ ขอบหนึ่งวา คือพารา ของเรา เฝ้าครอบครอง สมาธิ ซิเป็นทรัพย์ นับแสนโกฏิ ความสันโดษ เป็นเพชรนิล สิ้นทั้งผอง อีกช้างม้า วัวควาย ทั้งนายกอง ก็คือของ ที่ใส่ ในย่ามมา เสียงจิ้งหรีด คือดนตรี ที่ขับกล่อม อยู่พรั่งพร้อม ข้างที่ พระเคหา มีความว่าง เป็นราชินี ศรีราชา อันว่าองค์ กยัตรา คือตัวเรา คงสุขจริง สิ่งใด ไหนจะเปรียบ แม้จะเทียบกับใคร ไม่อายเขา ความสุขอื่น หมื่นแสน ไม่แม้นเรา คงเป็นเจ้า พารา ครานี้ เอย


6 คำบูชาพระรัตนตรัยก่อนทำวัตร โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์ใด, เป็นพระอรหันต๎ดับเพลิงกิเลส. เพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, สวากขาโต เยนะ ภะคะวะโต ธัมโม, พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ตรัสไว้ดีแล้ว, สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด, ปฏิบัติดีแล้ว, ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง, อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอบูชาอย่างยิ่ง, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์, ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้, อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ข้าแต่พระองค์ผู้จริญ, พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว. ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา, ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า, อันเป็นชนรุ่นหลัง, อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปฎิคคัณหาตุ, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ, อันเป็นบรรณาการของ คนยากทั้งหลายเหล่านี้, อัมหากัง ฑีฆะรัตตัง พิตายะ สุขายะ. เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ตลอดกาลนาน เทอญฯ


7 คำบูชาพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเจ้า,เป็นพระอรหันต๎, ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, พุทธัง ภะคะวันดัง อะภิวาเทมิ, ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว, ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม. สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระกาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว, สังมัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.(กราบ) คำทำวัตรเช้า ปุพพะภาคะนะมะการะ (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภากะนะมะการัง กะโรมะ เส.) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต. ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น. อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, สัมมาสัมพุทธัสสะ, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง. (๓ ครั้ง)


8 ๑. พุทธาภิถุติ (หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส.) โย โส ตะถาคะโต พระตถาคดเจ้านั้น พระองค์ใด, อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, วิชชาจะระณะสัมปันโณ, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, สุคะโต เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี, โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, สัตถา เทวะมะนุสสานัง เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย. ๒.ธัมมาภิถุติ (หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.) โย โส ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว, สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยคนเอง, อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล, เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด, โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว. ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน, ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น, ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ. ข้าพจ้านอบน้อมพระธรรมนั้นด้วยเศียรเกล้า. (กราบระลึกพระธรรมคุณ)


9 ๓.สังฆาภิถุติ (หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.) โย โส สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโม, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว. ยะทิทัง ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้า, อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา, ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, ทักขิเณยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน, อัญชะลีกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า, ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่งเฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น, ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า. (กราบระลึกพระสังฆคุณ)


10 ๔.ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา (หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย ภะณามะ เส.*) พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว, พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจหัวงมหรรณพ, โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน, พระองค์ใด มีตา คือ ญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด, โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก, เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก, วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ. ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน, พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป, โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก, จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน, ส่วนใด โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน, ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใดที่ขี้แนวแห่งโลกุตตระนั้น, วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ, สังโม สุเขตตาว์ยะติเขตตะสัญญิโต, พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย, *ถ้าสวดบท สังเวคปริกิตตนปาฐะ ต่อกันไป ให้สวดนำว่า ดังนี้ "หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะกาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะ นะปาฐัญจะ ภะณามะ เส."


11 โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก, เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต, หมู่ใด, โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส, เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี, วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ. อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะ สิทธิยา, บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม, คือ พระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว. ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้, ขออุปัทวะ (ความชั่ว ทั้งหลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความสำเร็จอันเกิดจากบุญนั้น. ๕.สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน, พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ใกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก, และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์, อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก, เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน, สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ,


12 มะยันตัง ธัมมัง สูต๎วา เอวัง ชานามะ, พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า, ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์, ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิทุกขา, แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์, ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์, เสยยะถีทัง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ, รูปูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป. เวทะนูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา, สัญญูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา, สังขารูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร, วิญญาญปาทานักชัพโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ, เยสัง ปะริญญายะ เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง ธะมาโน โส ภะคะวา, จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม๎อยู่


13 เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ, ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลายเช่นนี้ เป็นส่วนมาก เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ อนึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อม เป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือ การจำแนกอย่างนี้ว่า,- รูปัง อะนิจจัง, รูปไม่เที่ยง, เวทนา อะนิจจา, เวทนาไม่เที่ยง, สัญญา อะนิจจา, สัญญาไม่เที่ยง, สังขารา อะนิจจา, สังขารไม่เที่ยง, วิญญาณัง อะนิจจัง, วิญญาณไม่เที่ยง, รูปัง อะนัตตา, รูปไม่ใช่ตัวตน, เวทะนา อะนัตตา, เวทนาไม่ใช่ตัวตน, สัญญา อะนัตตา, สัญญาไม่ใช่ตัวตน, สังขารา อะนัตตา, สังขารไม่ใช่ตัวตน, วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน, สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้. เต (ตา)* มะยัง โอติณณามะหะ, พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว, ชาติยา, โดยความเกิด, ชะรามะระเณนะ, โดยความแก่ และความตาย โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขทิ โทมะนัสเสหิ อุป่ายาเสหิ, โดยความโศก ความร่ำไร รำพัน ความไม่สบายกาย ความ ไม่สบาย ความคับแค้นใจทั้งหลาย, ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว,


14 ทุกขะปะเรตา, เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว, อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฎชัด แก่เราได้. จิระปะรินิพพุตัมปิตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย, ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ, จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ซึ่งคำสั่งสอนของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง, สา สา โน ปะฏิปัตติ, ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันชัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ *คำที่อยู่ในวงเล็บต่อท้ายเช่นนี้ สำหรับผู้หญิงสวด แทนบทที่อยู่หน้า ซึ่ง สำหรับผู้ชายสวด (สำหรับภิกษุสามเณรสวด) จิระปะรินิพพุตัมปิตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัม พุทธัง เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น,


15 สัทธา อะคารัส๎มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว, ตัส๎มิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองคันั้น ภิกขุนัง สิกขา สาชีวะสะมาปันนา ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ของ ภิกษุทั้งหลาย, ตังโน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ยะ สังวัตตะตุ, ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่ แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ. คำทำวัตรเย็น (คำบูชาพระรัตนตรัย และปุพพภาคนมการ ใช้เช่นเดียวกับคำทำวัตรเช้า) ๑.พุทธานุสสะติ (หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล์ยาโณ กิตติสัทโท อัพกุคคะโต, ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้ว อย่างนี้ว่า ; อิติปิโส ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,


16 เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม, ภะคะวาติ, เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้ ๒.พุทธาภิคีติ (หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส.) พุทธ๎วาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต, พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ เป็นต้น, สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต, มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณและพระกรุณาอันบริสุทธิ์, โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร, พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า, พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย, ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่หนึ่งด้วยเศียรเกล้า, พุทธัสสาหัส๎มิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า, พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,


17 พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์ แก่ข้าพเจ้า, พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า, วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง, ข้าพเจ้าผู้ใหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัจนี้ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา, พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัส๎สะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. (กราบหมอบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า, พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป.


18 ๓.ธัมมานุสสะติ (หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว, สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง, อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล, เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด, โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญหีติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้. ๔.ธัมมาภิคีติ (หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส.) ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณ คือ ความที่พระผู้มีพระเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น, โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน, ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว, วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง. ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสีย ซึ่งความมืด.


19 ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย, ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สองด้วยเศียรเกล้า. ธัมมัสสาหัส๎มิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า, ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะวิธาตา จะหิตัสสะเม, พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม, วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของ พระธรรม, นัตถิ เม สะ ระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัจนี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา ของพระศาสดา, ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใด ในบ้ สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเครแห่งบุญนั้น (กราบหมอบลงว่า)


20 กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระธรรม ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป. ๕.สังฆานุสสะติ (หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว, ยะทิทัง ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ. จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,


21 อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา, ปาทุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, ทักขิเณยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน, อัญชะลีกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ. เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้. ๖.สังฆาภิคีติ (หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส.) สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต, พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม, ประกอบด้วยคุณ มีความปฏิบัติดี เป็นต้น, โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฎโฐ, เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก, สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, มีกายและจิต อันอาศัยธรรม มีศีลเป็นต้น อันบวร, วันทามะหัง ตะมะริยานะ คะมัง สุสุทธัง. ข้าพจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วย สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระสงฆ์ หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย. ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้นเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สามด้วย เศียรเกล้า,


22 สังมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า, สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, สงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้ สังมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แค่พระสงฆ์, วันทันโตหัง (ตีหัง จะริสสามิ สังมัสโสปะฏิปันนะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงนั. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัทเฒยยัง สัตถุ สาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัจนี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา ของพระศาสดา, สังมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ใหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเคชแห่งบุญนั้น. (กราบหมอบลงว่า)


23 กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์, สังโฆ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป. (จบคำทำวัตรเย็น) ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐะ (หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาง ภะณามะ เส.) (ข้อว่าด้วยจีวร) ปฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบ คายแล้วนุ่งห่มจีวร, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิมาตายะ, เพียงเพื่อบำบัด ความหนาว,อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะ สะวาตาตะปะสิริง สะปะ สัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบำบัดสัมผัส อันเกิดจากเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง,และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ อันให้เกิดความ ละอาย. (ข้อว่าด้วยบิณฑบาต) ปฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดย แยบคายแล้วฉันบิณฑบาต, เนวะ ท์วายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิค เพลิน สนุกสนาน, นะ มะทายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทาง กาย นะ มัณฑะนายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ, นะ วิภูสะนายะ, ไม่ให้


24 เป็นไป เพื่อตกแต่ง, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา, แต่ให้เป็นไป เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้, ยาปะนายะ, เพื่อความเป็นไปได้ของ อัตภาพ, วิหิงสุปะระติยา, เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย, พ๎รัหมะจะริยานุคคะหายะ,เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ, ด้วยการทำอย่างนี้, เราย่อมระงับ เสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือ ความหิว, นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น, ยาต๎รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ, อนึ่ง, ความเป็นไปโดยสะดวก แห่งอัตภาพนี้ด้วย ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย, และความเป็นอยู่ โดยผาสุขด้วย, จักมีแก่เรา, ดังนี้ (ข้อว่าด้วยเสนาสนะ) ปฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดย แยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพียง เพื่อบำบัดความหนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิมาตายะ, เพื่อบำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะ สะวาตาตะปะสิริงสะปะ สัมผัสสานัง ปะฏิมาตายะ, เพื่อ บำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ อุตุปะริส สะยะวิโนทะนัง ปะฎิสัลลานารามัตถัง, เพื่อ บรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ, และเพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ ได้ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา. (ข้อว่าด้วยคิลานเภสัช) ปฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วบริโภคเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิมาตายะ, เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล, อัพ์ยาปัชณะ ปะระมะตายาติ, เพื่อความเป็นผู้ ไม่มีโรคเบียดเบียน เป็น อย่างยิ่ง ดังนี้.


25 ธาตุปัจจะเวกขะณะปาฐะ (หันทะ มะยัง ธาตุปะฏิละปักจะเวกขะณะปารัง ภะณามะ เส.) (ข้อว่าด้วยจีวร) ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่า นี้นี่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ เนืองนิตย์, ยะทิทัง จีวะรัง, ตะทุปะภูญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือ จีวร, และบุคคล ผู้ใช้สอยจีวรนั้น, ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่าธาตุตาม ธรรมชาติ, นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตว์อันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็นชีวะ อันเป็นบุรุษบุคคล, สุญโญ, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน, สัพพานิ ปะนะ อิมานิ จีวะรานิ อะชิคุจฉะนียานิ, ก็จีวรทั้งหมดนี้, ไม่ เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกาย อันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว, อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิชายันติ, ย่อมกลายเป็น ของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน (ข้อว่าด้วยบิณฑบาต) ยะถาปัจจะยัง ปะวัดตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ เนืองนิตย์,ยะทิทัง ปิณฑะปาโต, ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่ง เหล่านี้คือบิณฑบาต,และบุคคลผู้บริโภคบิณฑบาตนั้น, ธาตุมัตตะโก, เป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติ,นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชิโว, มิได้ เป็นชีวะ อันเป็นบุรุษบุคคล,สุญโญ, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความ เป็นตัวตน, สัพโพ ปะนายัง ปิณฑะปาโต อะชิดุจฉะนีโย, ก็บิณฑบาต ทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปิต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว, อะติ วิยะชิคุจฉะนีโย ชายะติ, ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน


26 (ข้อว่าด้วยเสนาสนะ) ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ เนืองนิตย์,ยะทิทัง เสนาสะนัง, ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้ คือเสนาสนะ,และบุคคลผู้ใช้สอยเสนาสนะนั้น, ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่า ธาตุตามธรรมชาติ,นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็น ชีวะ อันเป็นบุรุษ สุญโญ, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน, สัพพานิ ปะนะ อิมานิเสนาสะนานิ อะชิดุจฉะนียานิ, ก็เสนาสนะ ทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่เกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมา ถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว.อะติวิะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ, ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไป (ข้อว่าด้วยคิลานเภสัช) ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ เนืองนิตย์,ยะทิทัง คิลานะ ปัจจะยะเภสัชชะปะริขาโร, ตะทุปะกุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไช้, และบุคคล ผู้บริโภคเภสัชบริขารนั้น, ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ, นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็นชีวะ อันเป็นบุรุษ บุคคล, สุญโญ, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน, สัพโพ ปะ นายัง คิถานะปัจจะยะเภสัชชะ ปะริกขาโร อะชิคุจฉะนีโย, ก็คิลานะ เภสัชบริขารทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว, อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ, ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียอย่างยิ่งไปด้วยกัน, ดังนี้


27 อตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐะ (หันทะ มะยัง อะดีตะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส.) (ข้อว่าด้วยจีวร) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา ยัง จีวะรัง ปะริภูตตัง, จีวรใด อันเรานุ่งห่มแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ จีวรนั้นเรานุ่งห่มแล้ว, เพียงเพื่อบำบัดความหนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ,เพื่อบำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะ สิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฑาตายะ, เพื่อบำบัคสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดค และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ หิริโกปินะ ปะฏิจ ฉาทะนัตถัง, และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะอันให้เกิดความละอาย. (ข้อว่าด้วยบิณฑบาต) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา โย ปิณฑะปาโต ปะริภูตโต, บิณฑบาตใด อันเราฉันแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, โส เนวะ ท๎วายะ, บิณฑบาตนั้นเราฉันแล้ว, ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน, นะ มะทายะ, ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางกาย, นะมัณฑะ นายะ, ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประดับ, นะ วิภูสะนายะ, ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตกแต่ง, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา, แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อ ความตั้งอยู่ได้ แห่งกายนี้, ยาปะนายะ, เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ, วิหิงสุปะระติยา, เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย, พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ, ด้วยการทำอย่างนี้,เราซ่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือ ความหิว, นะวัญจะ เวทะนัง นะอุปปาเทสสามิ, และไม่ทำทุกขเวทนา ใหม่ให้เกิดขึ้น, ยาต๎รา จะ เม ภะวิสสะติอะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโรงาติ, อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวก แห่งอัตภาพนี้ด้วย, ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วยและความเป็นอยู่โดยผาสุขด้วย, จักมีแก่เรา, ดังนี้.


28 (ข้อว่าด้วยเสนาสนะ) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกชิต๎วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง, เสนาสนะใดอันเราใช้สอยแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เสนาสนะนั้นเราใช้สอยแล้ว, เพียงเพื่อบำบัดความ หนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะสะวา ตาตะปะสิริง สะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิด จากเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ อุตุปะ ริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง, เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอัน จะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ, และเพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ได้ในที่หลีกเร้น สำหรับภาวนา. (ข้อว่าด้วยคิลานะเภสัช) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะ ปะริกขาโร ปะริภุตโต, คิลานเภสัชบริขารใด อันเราบริโภคแล้ว,ไม่ทัน พิจารณาในวันนี้, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, คิลานเภสัชบริขารนั้น เราบริโภคแล้ว, เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนา, อันบังเกิด ขึ้นแล้ว มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล, อัพ๎ยาปัชณะปะระมะตายาติ, เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียนเป็น อย่างยิ่ง, ดังนี้. ปัตติทานะคาถา (หันทะ มะยัง ปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส) ยา เทวะตา สันติ วิหาระวาสินี, ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง, เทวดาทั้งหลายเหล่าใด, มีปกติอยู่ในวิหาร, สิงสถิตที่เรือน พระสถูป ที่เรือนโพธิ์ในที่นั้นๆ,


29 ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา, โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล, เทวดาทั้งหลายเหล่านั้น, เป็นผู้อันเราทั้งหลายบูชาแล้วด้วย ธรรมทาน,ขอจงทำซึ่งความสวัสดี ความเจริญในมณฑลวิหารนี้, เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว, สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา, พระภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระก็ดี, ที่เป็นปานกลางก็ดี, ที่เป็น ผู้บวชใหม่ก็ดี, อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย, ที่เป็นทานบดีพร้อม ด้วยอารามิกชนก็ดี, คามา จะ เทสา นิคะมา จะ อิสสะรา, สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต, ชนทั้งหลายเหล่าใด, ที่เป็นชาวบ้านก็ดี, ที่เป็นชาวประเทศก็ดี, ที่เป็นชาวนิคมก็ดี, ที่เป็นอิสระเป็นใหญ่ก็ดี, ขอชนทั้งหลาย เหล่านั้น จงเป็นผู้มีความสุขเถิด, ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา, สังเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา, สัตว์ทั้งหลายเหล่าใค, ที่เป็นชลาพุชะกำเนิดก็ดี,ที่เป็นอัณฑชะ กำเนิดก็ดี, ที่เป็นสังเสทชะกำเนิดก็ดี, ที่เป็นโอปปาติกะกำเนิดก็ดี, นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต, สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยัง, สัตว์ทั้งหลายแม้ทั้งปวงเหล่านั้น, ได้อาศัยซึ่งธรรมอันประเสริฐ, อันนำผู้ปฏิบัติให้ออกไปจากสังสารทุกข์, จงกระทำซึ่งความ สิ้นไป พร้อมแห่งทุกข์เถิด ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา ขอธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายจงตั้งอยู่นาน, อนึ่งขอบุคคลทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม จงคำรงอยู่นาน,


30 สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ อัตถายะ จะ หิตายะ จะ, ขอพระสงฆ์ จงมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน, ในอันทำซึ่ง ประโยชน์และสิ่งอันเกื้อกูล, อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม สัพเพปิ ธัมมะจาริโน, ขอพระสัทธรรม จงรักษาไว้ซึ่งเราทั้งหลาย, และจงรักษาไว้ ซึ่งบุคคลทั้งหลาย ผู้ประพฤติซึ่งธรรมแม้ทั้งปวง วุฑฒิง สัมปาปุเณยยามะ ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต, ขอเราทั้งหลายพึงถึงพร้อมซึ่งความเจริญในธรรม, ที่พระอริยเจ้า ประกาศไว้แล้วเถิด, ปะสันนา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน, แม้สรรพสัตว์ทั้งหลาย, จงเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ ขอฝนจงเพิ่มให้อุทกธาร, ตกต้องในกาลโดยชอบ. วุฑฒิภาวายะ สัตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะ นิง จงนำไปซึ่งเมทนีดล, ให้สำเร็จประโยชน์เพื่ออันบังเกิดความเจริญ แก่สัตว์ทั้งหลาย, มาตา ปิตา จะ อัต๎ระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง, มารดาและบิดา ย่อมถนอมบุตรน้อย ผู้บังเกิดในตนเป็นนิจฉันท์ใค เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน ปะชัง รักขันตุ สัพพะทา. ขอพระราชาทั้งหลาย, จงทรงรักษาประชาราษฎร์โดยชอบธรรม ในกาลทุกเมื่อ ฉันท์นั้น เทอญ.


31 สัพพะปัตติทานะคาถา (หันทะ มะยัง สัพพะปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส) ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม, เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา, สัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ, จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้า ได้ทำในบัดนี้, และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว, เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย ทิฏฐา เม จาปะยะทิฏฐา วาอัญเญ มัชฌัตตะเวริโน, คือ จะเป็นสัตว์เหล่าใด, ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ, เช่น มารคา บิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี, ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว หรือไม่ได้เห็นก็ดี, สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลางๆ หรือเป็นคู่เวรกัน ก็ดี, สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง เต ภุมมา จะตุโยนิกา, ปัญเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว, สัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโถก, อยู่ในภูมิทั้งสาม, อยู่ในกำเนิดทั้งสี่, มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์สี่ขันธ์, กำลังท่องเที่ยวอยู่ ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง, เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง, สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้น จงอนุโมทนาเองเถิด, ส่วนสัตว์เหล่าใด ยังไม่รู้ส่วนบุญนี้, ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสัตว์เหล่านั้น ให้รู้. มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา, สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน, เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา,


32 เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ, จงถึงบทอันเกษม กล่าวคือ พระนิพพาน, ความปรารถนาที่ดีงาม ของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด. ปัฏฐะนะฐะปะนะคาถา (หันทะ มะยัง ปัฏฐะนะฐะปะนะคาถาโย ภะณามะ เส) ยันทานิ เม กะตัง ปุญญัง เตนาเนนุททิเสนะ จะ, ขิปปัง สัจฉิกะเรยยาหัง ธัมเม โลกุตตะเร นะวะ บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้, เพราะบุญนั้น และการอุทิศ เเผ่ส่วนบุญนั้น, ขอให้ข้าพเจ้าทำให้แจ้งโลกุตรธรรมเก้าในทันที สะเจ ตาวะ อะภัพโพหัง สังสาเร ปะนะ สั่งสะรัง, ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้อากัพอยู่ ยังต้องท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร, นิยะโต โพธิสัตโตวะ สัมพุทเธนะ วิยากะโต, นาฏฐาระสะปิอาภัพพะ- ฐานานิ ปาปุณยยะหัง, ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้ ได้รับพยากรณ์ แต่พระพุทธเจ้าแล้ว, ไม่ถึงฐานะแห่งความอาภัพ ๑๘ อย่าง, ปัญจะเวรานิ วัชเชยยัง ระเมยยัง สีละรักขะเน, ปัญจะกาเม อะลัคโคหัง วัชเชยยัง กามะปังกะโต, ข้าพเจ้าพึงเว้นจากเวรทั้งห้า, พึงยินดีในการรักษาศีด, ไม่เกาะเกี่ยว ในกามคุณทั้งห้า, พึงเว้นจากเปือกตม กล่าวคือกาม, ทุททิฏฐิยา นะ ยุชเชยยัง สังยุชเชยยัง สุทิฏฐิยา, ปาเป มิตเต นะ เสเวยยัง สังเวยยัง ปัณฑิเต สะทา, ขอให้ข้าพเจ้าไม่พึงประกอบด้วยทิฏฐิชั่ว, พึงประกอบด้วยทิฏฐิ ที่ดีงาม, ไม่พึงคบมิตรชั่ว, พึงคบแต่บัณฑิตทุกเมื่อ, สัทธาสะติหิโรตตัปปา- ตาปักขันติคุณากะโร,


33 อัปปะสัยโห วะ สัตตูหิ เหยยัง อะมันทะมุย์หะโก ขอให้ข้าพเจ้าเป็นบ่อที่เกิดแห่งคุณ, คือ ศรัทธา สติ หึริ โอตตัปปะ ความเพียรและขันติ, พึงเป็นผู้ที่ศัตรูครอบงำไม่ได้, ไม่เป็นคนเขลา คนหลงงมงาย, สัพพายาปายุปาเยสุ เฉโก ธัมมัตละโกวิโท, เญยเย วัตตัต๎วะสัชชัง เม ญาณัง อะเมวะ มาอุโต, ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในอุบาย แห่งความเสื่อมและความเจริญ, เป็นผู้เฉียบแหลมในอรรถและธรรม, ขอให้ญาณของข้าพเจ้า เป็นไป ไม่ขัดข้องในธรรมที่ควรรู้, คุจลมพัดไปในอากาศ ฉะนั้น, ยา กาจิ กุสะลา ม๎ยาสา สุเขนะ สิชณะตัง สะทา เอวัง วุตตา คุณา สัพเพ โหนตุ มัย๎หัง ภะเว ภะเว ความปรารถนาใด ๆ ของข้าพเจ้าที่เป็นกุศล, ขอให้สำเร็จโดยง่าย ทุกเมื่อ, คุณที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วทั้งปวงนี้, จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกๆ ภพ; ยะทา อุปปัชชะติ โลเก สัมพุทโธ โมกขะเทสะโก, ตะทา มุตโต กุกัมเมหิ ลัทโธกาโส ภะเวยยะหัง, เมื่อใด, พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสดงธรรมเครื่องพันทุกข์ เกิดขึ้นแล้วในโลก เมื่อนั้น, ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากกรรมอันชั่วช้า ทั้งหลาย, เป็นผู้ได้โอกาสแห่งการบรรลุธรรม, มะนุสสัตตัญจะ ลิงคัญจะ ปัพพัชชัญจุปะสัมปะทัง, ละภิตวา เปสะโล สีลี ธาเรยยัง สัตถุสาสะนัง, ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ความเป็นมนุษข์, ได้เพศบริสุทธิ์, ได้บรรพชา อุปสมบทแล้ว, เป็นคนรักศีล, มีศีล, ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระ ศาสดา, สุขาปะฏิปะโท จิปปา- ภิญโญ สัจฉิกะเรยยะหัง, อะระหัตตัปผะลัง อัคคัง วิชชาทิคุณะลังกะตัง,


34 ขอให้เป็นผู้มีการปฏิบัติโดยสะดวก, ตรัสรู้ได้พลัน, กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัดผลอันเลิศ, อันประดับด้วยธรรม มีวิชชา เป็นต้น ยะทิ นุปปัชชะติ พุทโธ กัมมัง ปะริปูรัญจะ เม, เอวัง สันเต ละเภยยาหัง ปัจเจกะโพธิมุตตะมันติ. ถ้าหากพระพุทธเจ้าไม่บังเกิดขึ้น, แต่กุศถกรรมของข้าพเจ้าเต็ม เปี่ยมแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น, ขอให้ข้าพเจ้าพึ่งได้ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนอัน สูงสุดเทอญ. อุททิสะนาธิฏฐานะคาถา (หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฎฐานะคาถาโย ภะณามะ เส) (บทที่ ๑) อิมินา ปุญญะกัมเมนะ, ด้วยบุญนี้ อุทิศให้, อุปัชฌายา คุณุตตะรา, อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ, อาจะริยูปะการา จะ, แลอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน, มาตาปิตา จะ ญาตะกา, (ปิยา มะมัง) ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ, สุริโย จันทิมา ราชา, สูรย์จันทร์ แลราชา, คุณะวันตา นะราปิ จะ, ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ, พรัหมะมารา จะ อินทา จะ, พรหมมาร และอินทราช, โลกะปาลา จะ เทวะตา, ทั้งทวยเทพ และโลกบาล, ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ, ยมราช มนุษย์มิตร, มัชฌัตตา เวริกาปิจะ, ผู้เป็นกลาง ผู้จ้องผลาญ, สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ, ขอให้ เป็นสุขศานต๎ ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน,


35 ปุญญานิ ปะกะตานิ เม, บุญผอง ที่ข้าทำ จงช่วยอำนวย ศุภผล, สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ, ให้สุข สามอย่างล้น, ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง, ให้ลุถึง นิพพานพลัน, (บทที่ ๒) เย เกจิ ขุททะกา ปาณา, สัตว์เล็ก ทั้งหลายใด, มะหันตาปิ มะยา หะตา, ทั้งสัตว์ใหญ่ เราห้ำหั่น, เย จาเนเก ปะมาเทนะ, มิใช่น้อย เพราะเผลอผลัน, กายะวาจามะเนเหวะ, ทางกายา วาจาจิต, ปุญญัง เม อะนุโมทันตุ, จงอนุโมทนากุศล, คัณหันตุ ผะละมุตตะมัง, ถือเอาผล อันอุกฤษฏ์, เวรา โน เจ ปะมุญจันตุ, ถ้ามีเวร จงเปลื้องปลิด, สัพพะโทสัง ขะมันตุ เม, อดโทษข้า อย่าผูกไว้, (บทที่ ๓) ยังกิญจิ กุสะลัง กัมมัง, กุศลกรรม อย่างใคหนึ่ง, กัตตัพพัง กิริยัง มะมะ, เป็นกิจซึ่ง ควรฝักใย, กาเยนะ วาจามะนะสา, ด้วยกาย วาจาใจ, ติทะเส สุคะตัง กะตัง, เราทำแล้ว เพื่อไปสวรรค์, เย สัตตา สัญญิโน อัตถิ, สัตว์ใด มีสัญญา, เย จะ สัตตา อะสัญญิโน, หรือหาไม่ เป็นอสัญญ์ กะตัง ปุญญะผะลง ม๎ยหัง, ผลบุญ ข้าทำนั้น, สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต, ทุกๆ สัตว์ จงมีส่วน, เย ตัง กะตัง สุวิทิตัง, สัตว์ใดรู้ ก็เป็นอัน, ทินนัง ปุญญะผะลัง มะยา, ว่าข้าให้ แล้วตามควร,


36 เย จะ ตัตถะ นะ ชานันติ, สัตว์ใด มิรู้ถ้วน, เทวา คันต๎วา นิเวทะยุง, ขอเทพเจ้า จงเล่าขาน, สัพเพ โลกัมหิ เย สัตตา, ปวงสัตว์ ในโลกีย์, ชีวันตาหาระเหตุกา, มีชีวิต ด้วยอาหาร, มะนุญญัง โภชะนัง สัพเพ, จงได้ โภชน์สำราญ, ละภันตุ มะมะ เจตะลา, ตามเจตนา ข้าอาณัติ, (บทที่ ๔) อิมินา ปุญญะกัมเมนะ, ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ, อิมินา อุททิเสนะ จะ, แลอุทิศ ให้ปวงสัตว์, ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ, เราพลันได้ ซึ่งการตัด, ตัณหุปาทานะเฉทะนัง, ตัวตัณหา อุปาทาน, เย สันตาเน หินา ธัมมา, สิ่งชั่ว ในดวงใจ, ยาวะ นิพพานะโต มะมัง, กว่าเราจะ ถึงนิพพาน, นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ, มลายสิ้น จากสันดาน, ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว, ทุกๆ ภพ ที่เราเกิด, อุชุจิตตัง สะติปัญญา, มีจิตตรง และสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ, สัลเลโข วิริยัมหินา, พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย, มารา ละภันตุ โนกาสัง, โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มาร สิ้นทั้งหลาย, กาตุญจะ วิริเยสุ เม, เป็นช่อง ประทุษร้าย ทำลายล้าง ความเพียรจม, พุทธาทิปะวะโร นาโถ พระพุทธผู้ บวรนาถ, ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม, พระธรรมที่ พึ่งอุดม,


37 นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ, พระปัจเจ- กะพุทธสมสังโฆ นาโถตตะโร มะมัง ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง, เตโสตตะมานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพนั้น, มาโรกาสัง ละภันตุ มา, ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง, ทะสะปุญญานุภาเวนะ, ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง, มาโรกาสัง ละภันตุ มา, อย่าเปิดโอกาสแก่มาร เทอญ. คาถาพระสีวลี สีวะลี จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาหิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะสี จะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี เถระณัง เอตัง โสตถิ ภะวันตุ เมฯ คาถามหาลาภ นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณัง วา ระชะตัง วา มะณี วา ธะนัง วา พีชัง วา อัตถัง วา ปัตถัง วา เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมีมา คาถาเงินล้าน นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหม มา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุทะติ พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มามีมามะ พุทธัส สะ สว๎าโหม สัมปะติจฉามิ เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา รวย รวย ฯ


38 ค่าแผ่เมตตา ของ สมเด็จพระมหาชีราจารย์ (นิยม ฐานิสุสโร ป.ช.๙) สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรมีภัย อย่าจองล้างจองผลาญ ซึ่งกันและกันเลย อัพยา ปัชฌา จงอย่าพยาบาทอาฆาต อย่าปองร้าย เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา จงอย่าลำบากกาย อย่าดับแค้นใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นผู้มีความสุข บริหารตน ปกครองตน รักษาตน ให้พ้นจากความทุกข์ เป็นสุขเป็นสุขเถิด อนึ่ง ขอให้ชาติไทย พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ จงยืนยงดำรง มั่น เป็นหลักของไทย ปราศจากภัยพิบัติ อุปัทวันตรายทั้งสิ้น ขอให้ ประชาชนบนผืนแผ่นดินไทย ผู้สุจริตใจประกอบกิจ จงอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากความอยู่ร้อนนอนทุกข์ จงมั่งมีศรีสุข พ้นจากความยากจน เข็ญใจ ปราศจากภัยพิบัติอุปัทวันตรายทั้งปวง เทอญฯ


39 บทกรวดน้ำพิเศษ บุญนี้ที่ทำ ขอเป็นข้าวน้ำ เครื่องทิพย์นานา เป็นวิมานทอง เรืองรองโสภา กับทั้งนางฟ้า พันหนึ่งบริวาร เครื่องทิพย์ทั้งนี้ ขอถึงชนนี บิดาอย่านาน ถึงญาติมิตรทุกหมู่ ครูบาอาจารย์ พ้นทุกข์อย่านาน ได้วิมานทอง ฝูงเปรตทั้งหลาย นรกอสุรกาย หมู่สัตว์ทั้งผอง กุ้งปลาปูหอย ใหญ่น้อยเนื่องนอง จงตั้งใจปอง รับเอาส่วนบุญ สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ตัวเรานี้ไซร้ ได้ทำทารุณ ด้วยกายและใจ ปากร้ายกองกูล รับเอาส่วนบุญ อย่ามีเวรกรรม อินทราเทวา อีกทั้งพรหมมา ท้าวเวสสุวรรณ พระภูมิเจ้าที่เจ้ากรุงพาลี พระอาทิตย์พระจันทร์ อังคารพุธนั้น พฤหัสบดี พระศุกร์พระเสาร์ เทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย สิบสองราศี อีกทั้งพระกาฬ โลกะบาลทั้งสี่ ครุฑธานาคี กินรีกินรา เทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย จงโมทนา รับเอากุศล ผลบุญนี้หนา ทั้งพสุธา คงคาวารี ชื่อว่าเข็ญใจ ขอจงอย่าได้ ไปบังเกิดมี ความยากอย่าให้เห็น ขอให้เป็นเศรษฐี คฤหบดี มนตรีพระยา คนพาลอย่าให้พบ ขอให้ประสบ คนมีปัญญา เดชะกุศล ขอให้พ้นจตุจร ขอให้ตัวข้า พบพระศรีอาริย์ ได้ฟังคำสอน มีใจโอนอ่อน สำเร็จอย่านาน ลุถึงเมืองแก้ว กล่าวแล้วคือ ดับชาติสังขาร จากโลกโลกีย์ นิพพานะปัจะโยโหตุฯ


40 อภิณหปัจจเวกขณะ ๕ โดยสังเขป (หันทะ มะยัง อะภิณ์หะปัจจะเวกขณะปาฐะ ภะณามะ เส) ชะราธัมโมมหิ, เรามีความแก่เป็นธรรมดา, ชะรัง อะนะตีโต (ตีตา), เราจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้, พยาธิธัมโมมหิ, เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา, พยาธิง อะนะตีโต (ตีตา), เราจะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ มะระณะธัมโมมหิ, เรามีความตายเป็นธรรมดา, มะระณัง อะนะตีโต (ตีตา), เราจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้, สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว, เราจะละเว้นเป็นต่างๆ คือ ว่าจะพลัดพรากจากของรัก ของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง, กัมมัสสะโกมหิ, เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน, กัมมะทายาโท (ยาทา), เป็นผู้รับผลของกรรม, กัมมะโยนิ, เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด, กัมมะพันธุ, เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, กัมมะปะฏิสะระโณ (สะระณา), เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, ยัง กัมมัง กะริสสามิ, เราจักกระทำกรรมอันใดไว้, กัล์ยาณัง วา ปาปะกัง วา, เป็นบุญหรือเป็นบาป ตัสสะ ทายาโท (ยาทา) ภะวิสสามิ, เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ, เอวัง อัมเหหิ อะภิณ์หัง ปัจจะเวกขิตัพพัง. เราทั้งหลายพึงพิจารณา อย่างนี้เนืองๆ ดังนี้.


41 ปัจจเวกขณ์องค์อุโบสถศีล (หันทะ มะยัง อุโปสะถัฏฐังคะปัจจะเวกขะณะป่าชัง ภะณามะ เส) (องค์อุโบสถที่ ๑) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้, ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, ปาณาติปาตัง ปะหายะ, ก็ละการฆ่าสัตว์มีชีวิต แล้ว, ปาณาติปาตา ปะฏิวิระโต, เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์มีชีวิตแล้ว, นิหิ ตะทัณโฑ นิหิตะสัตโถ, ทิ้งเครื่องทุบตีแล้ว, ทิ้งเครื่องศาสตราแล้ว, ลัชชี ทะยาปันโน, มีความละอายแก่บาป, ถึงพร้อมแล้วด้วยความขวนขวาย เพราะกรุณา, สัพพะ ปาณะภูตะหิตานุกัมปิวิทะรามิ, เป็นผู้เฉยไม่ได้ใน การเกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง, อิมินาปิ อังเคนะ จะระหะตัง อะนุกะโรมิ, เราทำตามพระอรหันต๎ทั้งหลาย, ด้วยองค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโปสะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ.และอุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว. (องค์อุโบสถที่ ๒) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้, ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, อะทินนาทานัง ปะหายะ, ก็ละการถือเอาสิ่งของ ที่เขาไม่ให้แล้ว, อะทินนาทานา ปะฏิวิระโต, เว้นขาคจากการถือเอา สิ่งของที่เขาไม่ให้แล้ว, ทินนาทายี ทินนะปาฏิกังขี, ถือเอาแต่สิ่งของที่เขา ให้, มีความมุ่งหวังแต่สิ่งของที่เขาให้, อะเถนนะ สุจิภูเตนะ อัตตะนา วิทะรามิ, มีตนเป็นคนไม่ขโมย, มีตนเป็นคนสะอาดเป็นอยู่, อิมินาปิอังเค นะ อะระหะตัง อะนุกะโรมิ, เราทำตาม พระอรหันต๎ทั้งหลาย, ด้วยองค์ แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโปสะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และอุโบสถจัก เป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว.


42 (องค์อุโบสถที่ ๓) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัดติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้, ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, อะพรัหมะจะริยัง ปะหายะ, ก็ละความประพฤติ อันมิใช่พรหมจรรย์เสียแล้ว, พรัหมะจารี อาราจารี, เป็นผู้ประพฤติ พรหมจรรย์, ประพฤติห่างใกลจากกามคุณ, วิระโต เมถุนา คามะธัมมา, เว้นจากการประพฤติของคนที่อยู่กันเป็นคู่, อันเป็นของสำหรับชาวบ้าน เสีย, อิมินาปิอังเคนะ อะระหะตัง อะนุกะโรมิ, เราทำตามพระอรหันต๎ ทั้งหลาย, ด้วยองค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโปสะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และอุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว. (องค์อุโบสถที่ ๔) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้, ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, มุสาวาทัง ปะหายะ, ก็ละการพูดเท็จแล้ว, มุสา วาทาปะฏิวิระโต, เว้นขาดจากการพูดเท็จแล้ว, สัจจะวาที สัจจะสันโธ, เป็นผู้พูดแต่คำจริง, ธำรงไว้ซึ่งความจริง, เฐโต ปัจจะยิโก, เป็นผู้มีคำพูด เชื่อถือได้, เป็นผู้พูดมีเหตุผล, อะวิสังวาทะโก โลกัสสะ, ไม่เป็นคนลวง โลก, อิมินาปิอังเค นะ อะระหะตัง อะนุกะโรมิเราทำตามพระอรหันต๎ ทั้งหลาย, ด้วยองค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโปสะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และอุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว. (องค์อุโบสถที่ ๕) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้ ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานัง ปะหายะ, ก็ละ การเสพของเมา มีสุราและเมรัยแล้ว, สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา ปะฏิวิระโต เว้นขาดจากการเสพของเมา มีสุราและเมรัยเป็นต้น, อันเป็น ที่ตั้งของความประมาทแล้ว, อิมินาปิอังเคนะ อะระหะตัง อะนุกะโรมิ,


43 เราทำตามพระอรหันต๎ทั้งหลาย, ด้วยองค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโปละโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และอุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว. (องค์อุโบสถที่ ๖) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้, ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, เอกะกัตติโก, ก็เป็นผู้มีอาหารวันหนึ่งเพียง หน เดียว,รัตตูปะระโต, งดการบริโภคในราตรี, วิระโต วิกาละโภชะนา, เว้น จากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล, อิมินาปิอังเคนะ อะระหะตัง อะนุ กะโรมิ, เราทำตามพระอรหันต๎ทั้งหลาย, ด้วยองค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโป สะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และอุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว. (องค์อุโบสถที่ ๗) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้,ตลอด คืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, นัจจะ ดีตะ วาทิตะ วิสูกะ ทัสสะนะ มาลา คันธะวิเล ปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา ปะฏิวิระโต, ก็เป็นผู้เว้นขาด แล้ว, จากการฟ้อนรำ การขับเพลง การคนตรี, การดูการเล่นชนิดเป็น ข้าศึกต่อกุศล, การทัดทรงสวมใส่ การประดับ การตกแต่งตน, ด้วยพวง มาลา ด้วยเครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา, อิมินาปิอังเคนะ อะระหะตัง อะ นุกะโรมิ,เราทำตามพระรหันต๎ทั้งหลาย, ด้วของค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโป สะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และอุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว (องค์อุโบสถที่ ๘) อะหัมปัชชะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, แม้เราในวันนี้, ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่งนี้, อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนัง ปะหายะ, ก็ละ การนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่แล้ว, อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา ปะฏิวิระโต, เว้นขาดจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่แล้ว, นีจะ เสยยัง กัปเปมิ, มัญจะเก วา ติณะ สันถะระเก วา, ย่อมสำเร็จการนอน


44 บนที่นอนอันต่ำ,บนเตียงน้อย, หรือบนเครื่องลาด อันทำด้วยหญ้า อิมิ นาปิ อังเคนะ อะระหะตัง อะนุกะโรมิ, เราทำตามพระรหันต๎ทั้งหลาย, ด้วยองค์แห่งอุโบสถแม้นี้, อุโปสะโถ จะ เม อุปะวุตโถ ภะวิสสะติ. และ อุโบสถจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว. เอวัง อุปะวุตโถ โข ภิกขะเว, อัฏฐังคะสะมันนาคะโต อุโปสะโถ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อุโบสถอันประกอบด้วยองค์แปด, ที่อริยสาวกเข้าอยู่ แล้วด้วยอาการอย่างนี้, มะหัปผะโถ โหติ มะหานิสังโส, ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่, มะหาชุติโก มะหาวิปผาโร, มีความรุ่งเรืองใหญ่, มีความ แผ่ไพศาลใหญ่, อิติ. ด้วยประการฉะนี้แล. สีลุทเทสะปาฐะ (หันทะ มะยัง สีอุททละปารัง กะฌามะ เส) ภาติตะมิทัง เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะคา สัมมาสัม พุทเธนะ, พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันต๎ตรัสรู้เอง โดยถูกด้วน พระองค์นั้น ได้ครัสคำนี้ไว้แล้วว่า สัมปันนะสีลา ภิกขะเว วิทะระถะ สัมปันนะปาฏิโมกขา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลาย, จงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีพระปาฏิโมกข์สมบูรณ์ ปาติโมกขะดังวะระสังวุตา วิหะระถะ อาจาระโคจะระสัมปันมา, จงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยเครื่องสังวรณ์ในพระปาฏิโมกข์, สมบูรณ์ด้วยอาจารและโคจร. คือมรรยาทและสถานที่เที่ยวไป อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสลาวี สะมาทายะ สิกขะถะ สิกขาปะเทสูติ. จงเป็นผู้มีปกติเห็นน่ากลัว ในโทษสักว่าเล็กน้อย, สมาทานศึกษา สำเหนียกในสิกขาบททั้งหลายเถิด.


45 ตัส๎มาติหัมเหหิ สิกขิตัพพัง, เพราะเหตุดังนั้นแหละ, เราทั้งหลายพึงศึกษาสำเหนียกว่า, สัมปันนะสีลา วิหะริสสามะ สัมปันนะปาฏิโมกขา, จักเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีพระปาฏิโมกข์สมบูรณ์, ปาฏิโมกขะสังวะระสังวุตา วิหะริสสามะ อาจาระโคจะระสัมปันนา, จักเป็นผู้สำรวมแล้ว ด้วยเครื่องสังวรณ์ในพระปาฏิโมกข์, สมบูรณ์ด้วยอาจารและ โคจร, คือมรรยาทและสถานที่เที่ยวไป. อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิกขิสสามะ สิกขาปะเทสูติ. จักเป็นผู้มีปกติเห็นน่ากลัวในโทษสักว่าเล็กน้อย, สมาทานศึกษา สำเหนียกในสิกขาบททั้งหลาย เอวัญหิ โน สิกขิตัพพัง. เราทั้งหลาย, พึงศึกษาสำเหนียกอย่างนี้แล. ตายะนะคาถา (หันทะ มะยัง ตายะนะคาถาโย ภะณามะ เส) ฉินทะ โสตัง ปะรักกัมมะ, เธอจงบากบั่นตัดกระแสแห่งตัณหาเสีย กาเม ปะนูทะ พราหมะณะ, จงกำจัดกามคุณทั้งหลายเสียเถิดนะ พราหมณ์, นัปปะหายะ มุนิ กาเม, มุนีที่ยังละเว้นกามคุณทั้งหลายไม่ได้, เนกัตตะมุปะปัชชะติ, ย่อมเข้าฌานยังไม่ได้, กะยิรา เจ กะยิรา เถนัง, ถ้าจะทำให้ทำการนั้นจริงๆ, ทัพหะเมนัง ปะรักกะเม, พึงบากบั่นซึ่งการนั้นให้มั่น, สิถิโล หิ ปะริพพาโช, เพราะว่า, การบวชที่ยังย่อหย่อน หละหลวม, ภิยโย อากิระเต ระชัง, ยิ่งจะเกลี่ยโทษดังธุลี,


Click to View FlipBook Version