The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by arthon.laemsing, 2023-10-30 23:26:27

คู่มือพุทธบริษัท

ilovepdf_merged (15)

146 ด้วยเดชบุญข้าฯอภิวันท์ พระไตรรัตน์อัน อุดมดิเรกนิรัติสัย จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดใด จงดับและกลับเสื่อมสูญ... (กราบหรือน้อมไหว้) บทสวดชยสิทธิคาถา ๔.(นำ) พาหุง สะหัสสะมะภินิม มิตะสาวุธันตัง ครีเมชะลัง อุทิตะโฆระสะ เสนะมารัง ทานาทิธัมมะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจังฯ ทำนองสรภัญญะ (นำ) ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุทธ (รับ) ธะวิสุทธะศาสดา ตรัสรู้ อะนุตตะระสะมา ธิ ณ โพธิบัลลังก์ ขุนมารสะหัสสะพหุพา หุวิชาวิชิตขลัง ขี่คีรีเมขละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ แสร้งเสกสะราวุธะประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราญ รุมพลพหลพยุหะปาน พระสมุททะนองมา หวังเพื่อผจญวะระมุนิน ทะสุชินนะราชา พระปราบพหลพยุหะมา- ระมะเลืองมลายสูญ ด้วยเดชะองค์พระทศพล สุวิมลละไพบูลย์ ทานาทิธัมมะวิธิกูล ชนะน้อมมะโนตาม ด้วยเดชะสัจจะวจนา และนะมามิองค์สาม ขอจงนิกรพละสยาม ชยะสิทธิทุกวาร ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พละเดชะเทียมมาร ขอไทยผจญพิชิตตะผลาญ อริแม้นมุนินทร... (กราบหรือน้อมไหว้)


147 พระคุณแม่ แม่สละสวย สละสาว คราวอุ้มท้อง แม่ไม่ร้อง แม่ไม่บ่น แม่ทนได้ แม่เฝ้าถนอม จนครรภ์แก่ แม่เต็มใจ จะหาใคร เหมือนแม่ แพ้ทุกคน ครบสิบเดือน เคลื่อนคลอด รอดชีวิต แม่ใกล้ชิด ลูกน้อย คอยฝึกฝน แม่ลำบาก อย่างไร ใจแม่ทน สายเลือดข้น เต้าแม่กลั่น ปันลูกกิน แม่ป้องริ้น ป้องไร มิให้ผ่าน แม่สงสาร ห่วงลูกยา กว่าทรัพย์สิน แม่เห่กล่อม ยามนิทรา เป็นอาจิณ แม่ไม่ผิน แม่ไม่ผัน ทุกวันมา ยามลูกสุข แม่สุขสม อารมณ์ชื่น ยามลูกขึ้น แม่ขม ระทมกว่า ยามลูกไข้ แม่อดนอน ร้อนอุรา ยามลูกยา อับโชค แม่โศกใจ คราลูกหิว แม่หิวกว่า น้ำตาร่วง แม่เป็นห่วง ดิ้นรนหา เอามาให้ แม้แม่อด หมดข้าวปลา ไม่ว่าไร แม่สละได้ ลูกอิ่มแปล้ แม่ทนเอา ใครไหนเล่า เฝ้าอบรม บ่มนิสัย แม้เติบใหญ่ ไม่ท้อถอย คอยนั่งเฝ้า พระคุณเลิศ ลูกโศกศัลย์ ช่วยบรรเทา ใครไหนเล่า รักมั่นแท้ แม่ฉันเอง... สำนึกถึงวันเกิด "งานวันเกิด" ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น ฉลองกัน ในกลุ่ม


148 สำนึกถึงวันเกิด “งานวันเกิด” ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทะนง วันเกิดส่ง ชีพสั้น เร่งวันตาย อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้าแท้ หญิงแก่ๆ นั่งหงอย และคอยหาย โอ้วันนั้น เป็นวัน อันตราย แม่คลอด สายโลหิต แทบปลิดชนม๎ วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่ เจ็บท้องแท้ เท่าไหร่ มิได้บ่น ต้องอุ้มท้อง กว่าจะคลอด รอดเป็นคน เติบโตจน บัดนี้ นี่เพราะใคร แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส ได้ชีวิต แล้วก็หลง ระเริงใจ ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา ไฉนจึง เรียกกัน ว่า "วันเกิด" วันผู้ให้ กำเนิด จะถูกกว่า คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา ให้มารดา คุณเป็นสุข จึงถูกแท้ เลิกจัดงาน วันเกิด กันเถิดนะ ควรที่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่ ระลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแด อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว


149 สำนึกพระคุณแม่ พระคุณแม่ เลิศฟ้า มหาสมุทร พระคุณแม่ สูงสุด มหาศาล พระคุณแม่ เลิศกว่า สุธาธาร ใครจะปาน แม่ฉัน นั้นไม่มี อันพระคุณ ใครใคร ในพิภพ ยังรู้จบ แจ้งคำ มาพร่ำบาน แม่และพ่อ มีคุณต่อบุตร สุดประมาณ ขอกราบกราน ระลึกถึง ซึ้งพระคุณ เจ้าข้าเอ๋ย ใครหนอใคร ให้กำเนิด จึงก่อเกิด เดิบใหญ่ ด้วยไออุ่น ทั้งกล่อมเกลี้ยง เลี้ยงลูกมา ด้วยการุณ ช่วยค้ำจุน จนรอดพ้น เป็นคนมา ถึงลำบาก ร่างกาย ใจห่วงลูก ด้วยพันผูก ดวงใจ ให้ห่วงหา หัวอกใคร จะอุ่นเท่า อีกเล่านา คอยปลอบ เช็ดน้ำตา คราระทม เป็นแดนใจ ใสสะอาด ปราศกิเลส เป็นสรรเพชญ ของบุตร พิสุทธิ์สม ความรักเปี่ยม เมตตา น่านิยม ประดุจลม โชยเย็น ใครเห็นดี หอบสังขาร ทำงาน เลี้ยงลูกน้อย เกรงจะด้อย ใจทราม ต่ำศักดิ์ศรี จึงส่งให้ ได้ศึกษา วิชามี ให้ได้ดี กว่าแม่พ่อ หวังรอคอย เหมือนนกกา หาเหยื่อ มาเผื่อลูก เปรอความสุข หาทรัพย์ไว้ ให้ใช้สอย ยามไกลพราก จากอุรา ตั้งตาคอย ใจละห้อย คอยสะอื้น ขึ่นขมทรวง กว่าลูกลูก จะสำนึก พระคุณท่าน ช่างเนิ่นนาน บ้างชีวา ลาลับล่วง บ้างก็ป่วย จนแทบ สิ้นแดดวง ลูกจึงห่วง เอาใจใส่ ในกายา อย่ารอให้ ใกล้ตาย จึงกรายใกล้ เป็นศพไป จึงรู้บุญ คุณท่านหนา ยามท่านอยู่ ควรรู้ชัด สร้างศรัทธา ตอบแทนคุณ มารดา บิดาเอย ขอน้อมนอบ หมอบกราบแท้ พระแม่แก้ว สำนึกแล้ว ความเลว เคยเหลวไหล ลูกซึ้งแล้ว แนววิถี ที่เป็นไป แม่ช้ำใจ เพราะลูกมา จนชาชิน ลูกสร้างกรรม ทำบาป กราบเท้าแม่ ซึ้งใจแท้ แม่อภัย ให้หมดสิ้น น้ำตาแม่ แต่ละหยุด ที่รดริน ลูกถวิล ดังน้ำกรด รดหัวใจ ลูกขอบวช แทนพระคุณ คุณแม่แล้ว ร่มโพธิ์แก้ว โพธิ์ทอง ของลูกเอ๋ย อันกุศล ผลบุญ ที่คุ้นเคย ขอชดเชย คุณแม่พลัน กตัญญู


150 สำนึกพระคุณพ่อ พระคุณพ่อ ล้นฟ้า นภากาศ พระคุณพ่อ สามารถ คุ้มแดดฝน พระคุณพ่อ สร้างลูก ให้เป็นคน พระคุณพ่อ มากล้น กว่าสิ่งใด พ่อผู้ให้ กำเนิด เกิดชีวิต พ่ออุทิศ สั่งสอนลูก ปลูกนิสัย พ่อชี้นำ แนวทาง ไม่ห่างไกล พ่อห่วงใย รักลูก ทุกเวลา ทุกหยาดเหงื่อ แรงงาน ท่านลำบาก พ่อเหนื่อยยาก ตรากตรำ เช้าค่ำหา เงินจุนเจือ เพื่อถูกเพียร เรียนวิชา ให้ก้าวหน้า สมหวัง ดังตั้งใจ อยู่กับพ่อ ลูกได้พบ ความอบอุ่น ซาบซึ้งคุณ ความดี พ่อมีให้ ความสัมพันธ์ อันดี มีเยื่อใย ช่างสุขใจ ได้เสาหลัก ให้พักพิง โอ้ผู้ใด ไหนเล่า จะเท่าพ่อ พระคุณหล่อ เลี้ยงถูกไว้ ให้ทุกสิ่ง ยากจะเทียบ เปรียบสิ่งใด ไม่ได้จริง คุณใหญ่ยิ่ง ต่อบุตร สุดพรรณนา คำว่าพ่อ คำนี้ ชี้บ่งชัด คำว่าพ่อ เจนจัด ไร้กังขา คำว่าพ่อ เรียกแล้ว ชื่นชีวา คำว่าพ่อ ขอบูชา คุณความดี โอ้ละหนอ ถึงแม้พ่อ จะแก่เฒ่า ท่านยังเฝ้า ห่วงใย ไม่หน่ายหนี ผูกสมัคร รักแท้ แผ่ไมตรี พระคุณมี ล้นฟ้า หาใดปาน ลูกจะไม่ ขอลืม พระคุณท่าน น้ำใจนั้น กว้างใหญ่แท้ แผ่ไพศาล จะดูแล เลี้ยงพ่อ ตราบชั่วกาล แม้วายปราณ ขอเชิดชู บูชาคุณ ขอน้อมนอบ หมอบกราบลง ตรงตักพ่อ เวรกรรมก่อ สร้างไว้ ไม่เสื่อมสูญ ประพฤติชั่ว เสเพล เนรคุณ พ่ออาดูร ชอกช้ำ น้ำตานอง ลูกสำนึก ความเลว แต่หนหลัง พ่อท่านยัง ให้อภัย ไม่ขุ่นข้อง เปี่ยมล้นด้วย เมตตาธรรม ตามครรลอง ลูกไตร่ตรอง ระลึกยิ่ง เหนือสิ่งใด ลูกขอบวช ทดแทน พระคุณพ่อ จะไม่ขอ ทำตัว ให้เหลวไหล จะยึดมั่น ในคุณพระ รัตนตรัย จะฝักใฝ่ คุณงาม และความดี จะรักษา คุณธรรม อันประเสริฐ ให้ดีเลิศ งามเด่น เป็นศักดิ์ศรี ประพฤติตัว สดใส ไร้ราคี สมดังที่ พ่อหวัง และตั้งใจ


151 ขอผลบุญ ที่ลูกทำ ในครั้งนี้ หรือความดี ที่ลูกทำ แต่ครั้งไหน ให้คุณพ่อ ปราศจากโศก ทุกข์โรคภัย จิตผ่องใส ร่มเย็น เป็นสุขเอย ความรักของแม่ รักใดเล่า รักแน่ พ่อแม่รัก ผูกสมัคร รักมั่น มิหวั่นไหว ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดั่งดวงใจ พ่อแม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา ยามลูกขึ้น แม่ขม ตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใย โอ้แม่จ๋า พระคุณแม่ แผ่ปกเกล้า โอ้แม่จ๋า ผู้เฝ้า เข้าเกื้อหนุน โอ้แม่จ๋า ผู้เมตตา ผู้การุณ โอ้แม่จ๋า ผู้ค้ำจุน ไม่ห่างไกล ดวงใจแม่ สะอาดแท้ กว่าทุกสิ่ง ดวงใจแม่ สะอาดยิ่ง กว่าสิ่งไหน ดวงใจแม่ สะอาดเกิน กว่าสิ่งใด ดวงใจแม่ มีไว้ ให้ลูกเอย


152 หัวอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็แก่เฒ่า จำจากเจ้าไม่อยู่นาน จะพบจะพ้องพาน เพียงเสี้ยววานของคืนวัน ใจจริงไม่อยากจาก เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน แต่ชีพมิทนทาน ย่อมร้าวรานสลายไป ขอเถิดถ้าสงสาร อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ คนแก่ชะแรวัย ย่อมเผลอไผลเป็นแน่นอน ไม่รักก็ไม่ว่า เพียงเมตตาเอื้ออาทร ให้กินและให้นอน ให้พักผ่อนพอสุขใจ เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง ให้นึกถึงเมื่อเยาว์วัย ร้องไห้ยามป่วยไข้ ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบโยน เฝ้าเลี้ยงจนโตใหญ่ แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน หวังเพียงจะได้ยล เติบโตจนสง่างาม ขอโทษถ้าทำผิด ขอให้คิดทุกทุกยาม ใจแท้มีแต่ความ คอยติดตามช่วยอวยชัย ต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้ วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง


153 หลักชัยของลูก ถึงเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ลูกยังหวังเป็นร่มใจ แก่เฒ่าสักปานใด ยังหวังไว้ได้พึ่งพิง ที่พึ่งทางใจถูก สิ่งพันผูกลูกชายหญิง อบอุ่นยามแอบอิง ถือเป็นสิ่งมิ่งมงคล ไม่เคยลืมพระคุณ ที่เกื้อหนุนยามขัดสน จะรวยหรือยากจน สุขใจล้นพ่อแม่มี ยามป่วยลูกจะเฝ้า ถึงยามเศร้าลูกไม่หนี ยามร้อนจะพัดวี หนาวเหลือที่จะห่มให้ เนื้อตัวจะเช็ดถู มิให้อยู่อย่างยากไร้ ไม่ว่าให้ช้ำใจ จะพาไปทำบุญทาน จะเลี้ยงท่านอย่างดี ถ้อยวจีจะอ่อนหวาน หาข้าวตักใส่จาน เหมือนอย่างท่านเลี้ยงเรามา ไม่ให้ท่านไปไหน ให้ภูมิใจว่ามีค่า พ่อแม่แก่ชรา จะบูชาเป็นหลักชัย


154 บทปลงสังขาร ๑ มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาทำไม นิพพานมีสุข อยู่ใยมิไป ตัณหาหน่วงหนัก หน่วงชักหน่วงไว้ ฉันไปมิได้ ตัณหาผูกพัน ห่วงนั้นพันผูก ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงทรัพย์สินศฤงคาร จงสละเสียเถิด จะได้ไปนิพพาน ข้ามพ้นภพสาม ยามหนุ่มสาวน้อย หน้าตาแช่มช้อย งามแล้วทุกประการ แก่เฒ่าหนังยาน แต่ล้วนเครื่องเหม็น เอ็นใหญ่เก้าร้อย เอ็นน้อยเก้าพัน มันมาทำเข็ญใจ ให้ร้อนให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว ขนคิ้วก็ขาว ดำแล้วกลับหงอก นัยน์ตาก็มัว เส้นผมบนหัว หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา พระอนิจจัง พระอนัตตา เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง เขาหามเอาไป เขาวางลงไว้ เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา อยู่แต่ผู้เดียว ป่าไม้ชายเขียว เหลียวไม่เห็นใคร เห็นแต่ฝูงแร้ง เห็นแต่ฝูงกา เห็นแต่ฝูงหมา ยื้อแย่งกันกิน ดูน่าสมเพช กระดูกกูเอ๋ย เรี่ยรายแผ่นดิน แร้งกาหมากิน เอาเป็นอาหาร เที่ยงคืนสงัด ตื่นขึ้นมินาน ไม่เห็นลูกหลาน พี่น้องเผ่าพันธุ์ เห็นแต่นกเค้า จับเจ่าเรียงกัน เห็นแต่นกแสก ร้องแรกแหกขวัญ เห็นแต่ฝูงผี ร้องไห้หากัน มนุษย์เราเอ๋ย อย่าหลงกันเลย ไม่มีแก่นสาร อุตส่าห์ทำบุญ ค้ำจุนเอาไว้ จะได้ไปสวรรค์ จะได้ทันพระพุทธเจ้า จะได้เข้านิพพาน อะหัง วันทามิ สัพพะโส อะหัง วันทามิ นิพพานะปัจจะโย โหตุ


155 บทปลงสังขาร แบบสัมผัส มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาทำไม นิพพานมีสุข หมดทุกข์มิไป ตัณหาหน่วงหนัก คอยชักหน่วงไว้ จนไปมิได้ ตัณหาผูกพัน ห่วงนั้นพันผูก ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงทรัพย์ศฤงคาร สละมันเถิด ชีวิตประเสริฐ หยุดเกิดนิพพาน ข้ามพ้นสงสาร ละสังขารไป ยามเมื่อหนุ่มสาว รูปเจ้าก็งาม แก่ลงงุ่มง่าม ไม่งามตรงไหน เอ็นใหญ่เก้าร้อย เอ็นน้อยเก้าพัน ช่วยยึดสังขาร ของท่านเอาไว้ หนาวมากร้อนมาก ก็อยากจะตาย ต้องกินต้องถ่าย วุ่นวายทั้งวัน ขนคิ้วก็ขาว ตาเจ้าก็มัว เส้นผมบนหัว หงอกทั่วถึงกัน จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เหมือนดอกไม้โรย โอดโอยสงสาร พึงเร่งภาวนา อย่าช้าเร็วพลัน ให้เห็นสังขาร เราท่านเกิดมา เป็นอนิจจัง ทุกขังอนัตตา สร้างแต่ปัญหา พาให้ทุกข์ทน ชีวิตร่างกาย ต้องตายเป็นผี ลูกผัวที่มี เขาหนีสับสน เปื่อยเน่าพุพอง พี่น้องทุกคน เขาช่วยกันขน ร่างตนเอาไป พวกญาติพี่น้อง หามล่องสู่เมรุ ลำบากยากเข็ญ ร่างเหม็นหนอนไช ต้องถูกไฟไหม้ ย่างบนกองฟอน เป็นที่แน่นอน เมื่อตอนเจ้าตาย โลภโมห์โทสัน ของฉันของแก สิ่งใดไหนแน่ เที่ยงแท้ไฉน ทรัพย์สินเงินทอง เป็นของนอกกาย เอาไปไม่ได้ ทิ้งไว้ทุกคน สมบัติทั้งมวล เรือกสวนไร่นา ที่เจ้าอุตส่าห์ ทำมาแต่ต้น ใช่เป็นของเจ้า จะเอาติดตน มันไม่มีผล ให้คนอื่นไป เงินบาทหนึ่งนั้น ลูกหลานใส่ปาก สัปเหร่อยังควัก ไม่อยากให้ใช้ ในธนาคาร ลูกหลานเอาไป ต่างแย่งแข่งใช้ หมดไปไม่นาน มนุษย์เราเอ๋ย อย่าหลงนักเลย เป็นกรรมก่อเกย สังเวยสังขาร จงรีบทำบุญ ค้ำจุนศีลทาน มุ่งสู่นิพพาน ด้วยกันทุกคน อะหังวันทามิ สัพพะโส นิพพานะปัจจะโย โหตุสัพพะทา


156 บทปลงสังขาร เกศาผมหงอก เกศาผมหงอก บอกว่าตัวเฒ่า ฟันฟางผมเผ้า แก่แล้วทุกประการ ตามืดหูหนัก ร้ายนักสาธารณ์ บ่มิเป็นแก่นสาร ใช่ตัวตนของเรา แผ่พื้นเปื่อยเน่า เครื่องประดับกายเรา โสโครกทั้งตัว แข้งขามือสั่น เส้นสายพันพัว เห็นน่าเกลียดกลัว อยู่ในตัวของเรา ให้มึนให้เมื่อย ให้เจ็บให้เหนื่อย ไปทั่วเส้นขน แก่แล้วโรคา เข้ามาหาตน ได้ความทุกข์ทน โศกาอาวรณ์ จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร แก่แล้วโรคา เข้ามาวิงวอน ได้ความทุกข์ร้อน ทั่วกายอินทรีย์ ครั้นสิ้นลมปาก กลับกลายหายจาก เรียกกันว่าผี ลูกรักผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาว่าซากผี เปื่อยเน่าพุพอง เขาเสียไม่ได้ เขาไปเยี่ยมมอง เขาบ่ได้ต้อง เกลียดกลัวนักหนา เขาผูกคอรัด มือเท้าเขามัด รัดรึงตรึงตรา เขาหามเอาไป ทิ้งไว้ป่าช้า เขากลับคืนมา สู่เหย้าเรือนพลัน ตนอยู่เอกา อยู่กับหมูหมา ยื้อคร่าพัลวัน ทรัพย์สินของตน ขนมาปันกัน ข้าวของทั้งนั้น ไม่ใช่ของเรา เมื่อตนยังอยู่ เรียกว่าของกู เดี๋ยวนี้เป็นของเขา แต่เงินใส่ปาก เขายังควักล้วงเอา ไปแต่ตัวเปล่า เน่าทั่วสรรพางค์กาย อยู่ในป่ารก ได้ยินเสียงนก กึกก้องคงยาง ได้ยินหมาใน ร้องไห้ครวญคราง ใจจิตอ้างว้าง วิเวกวังเวง มีหมู่นกแขวก บินมาร้องแรก แถกขวัญของตน เหลียวไม่เห็นใคร อกใจวังเวง ทำให้กริ่งเกรง รำพึงถึงตัว ตายไปเป็นผี เขาไม่ใยดี ทิ้งไว้น่ากลัว ยิ่งคิดยิ่งพลัน กายสั่นระรัว รำพึงถึงตัว อยู่ในป่าช้า ผัวมิ่งสินทรัพย์ ยิ่งแลยิ่งลับ ไม่เห็นตามมา เห็นแต่ศีลทาน เมตตาภาวนา ตามเลี้ยงรักษา อุ่นเนื้ออุ่นใจ ศีลทานมาช่วย ได้เป็นเพื่อนม้วย เมื่อตนตายไป ตกแต่งสมบัติ นพรัตน์โพยภัย เลิศล้ำอำไพ อัตตะกิเลสมากมี ศีลพาไปเกิด ได้วิมานเลิศ ประเสริฐโฉมศรี นางฟ้าแห่ล้อม ห้อมล้อมมากมี ขับกล่อมดีดสี ฟังเสียงบรรเลง บรรเลงสมบัติ แก้วเก้าเนาวรัตน์ นับน้อยไปหรือ คุณพระทศพล ที่ตนนับถือ พระธรรมนั้นหรือ สั่งสอนทุกวัน พระสงฆ์องค์อารีรักษ์ มาเป็นปืนปัก พระกรรมฐาน เอออวยสมบัติ นพรัตน์โอฬาร ดีกว่าลูกหลาน ประเสริฐเพลิดเพลา ลูกผัวที่รัก บ่มิเป็นตำหนัก


157 รักเขาเสียเปล่า เขามิตามช่วย เพื่อนม้วยด้วยเรา ไปหลงรักเขา เห็นไม่เป็นการ รักตนดีกว่า จำศีลภาวนา บำเพ็ญศีลทาน จะได้ช่วยตน ให้พ้นสงสาร ลุถึงสถาน ได้วิมานทอง ผู้ใดใจพาล หลงรักลูกหลาน จะต้องจำจอง เป็นห่วงตัณหา เจ้ามารับรอง ตายไปจะต้อง ตกจตุรบาย เอยฯ รูปเน่า รูปนี้มีแต่เน่า ทุกค่ำเช้า เน่าเรื่อยไป ไม่มี นาทีใด ที่ไม่เน่า เราเฝ้าดู ไหลออก และไหลเข้า ล้วนของเน่า เราเห็นอยู่ กลิ่นเหม็น กระเซ็นพรู พินิจดู รู้น่าชัง น้ำลาย ทั้งคายกลืน เหม็นเหลือฝืน กลืนกันจัง อาหาร ชูกำลัง ปรุงดีดี มีหวานมัน ใส่ปาก เคล้าน้ำลาย น่าเกลียดหลาย ในใจฉัน ของดี นิยมกัน มีค่ามาก ยิ่งอยากลอง ใส่ปาก หมดราคา คายออกมา เอารวมกอง ถึงค่า มากกว่าทอง กองขายได้ ไม่มีเลย กลืนส่ง ลงลำคอ พอพ้นศอ รสที่เคย อร่อยแล้ว ลิ้นรสเลย กลับแปรเปลี่ยน เป็นอาจม ขับถ่าย ไหลออกมา เหม็นหนักหนา แทบเป็นลม ส่งกลิ่น ไม่น่าคม ทำหน้าย่น หลีกพ้นไป ยามกิน อวดกันได้ แต่ยามถ่าย ใครย่างกราย มองเห็น เป็นน่าอาย เพราะน่าเกลียด สุดประมาณ เข้าออก มิได้หยุด ซ้ำซ้ำสุด จะทนทาน ดูเถิด ในเราท่าน อย่าให้ผ่าน พ้นไปเลย เป็นเหงื่อ ไม่น่าเชย ซาบซึมทั่ว ทั้งกายา ผายลม คมทุกที เหม็นสุดที่ กวนนาสา


158 เน่าใน ไขออกมา บอกให้รู้ ดูความจริง รูปเน่า อยู่เป็นนิจ อย่าได้คิด มีความหยิ่ง จะไร้ ที่พึ่งพิง ยามต้องทิ้ง รูปนี้ไป ตื่นเช้า เราล้างหน้า เห็นไหมว่า ล้างอะไร ล้างเน่า เอาทิ้งไป เพราะเน่าใน ไหลออกมา อาบน้ำ เป็นประจำ ทำการชำ ระกายา ไม่ล้าง เหม็นหนักหนา ทนไม่ได้ วุ่นวายไป เสื้อผ้า ราคาดี ห่อรูปนี้ มิทันไร เหม็นเหลือ น่าเบื่อใจ เปลื้องออกไป เอาใหม่มา เดี๋ยวกิน เดี๋ยวต้องถ่าย รูปนี้ไชร้ ยุ่งนักหนา บำรุง ทุกเวลา อยู่จนกว่า จะแตกตาย พินิจ ดูให้ดี เน่ามี ก่อนทำลาย รอเน่า เมื่อตอนตาย ไม่ได้เห็น เน่าทุกวัน รูปเน่า เหมือนกันหมด จงคิดงด อวดดีกัน เราเขา เน่าทั้งนั้น เอาดีกัน ที่ตรงไหน รูปสวย และรูปทราม ทั้งรูปงาม สักเพียงใด เน่าสิ้น อย่าสงสัย ให้หยาดฟ้า ลงมาดิน รูปสูง และรูปต่ำ อีกรูปดำ ขาวโสภิณ เน่าอยู่ เป็นอาจิณ กลายเป็นดิน ไปตามกัน พิเคราะห์ ให้เห็นจริง อย่ามัววิ่ง เป็นกังหัน ให้พบ สาระกัน ก่อนรูปเน่า เข้าโลงเอย


159 พระไตรลักษณ์ พระไตรลักษณ์หนักหน่วงในควงจิต สุขุมคิดตรึกตรองเป็นหนักหนา พิศเพ่งเล็งเอาอนัตตา เป็นไม้เท้าก้าวหน้านำหนทาง พระทุกขังตั้งไว้ให้มั่นคง จิตดำรงค่อยชำระแล้วสะสาง อวิชชาพาหลงกำบังทาง พระทุกขังแผ้วถางสว่างเตียน กำจัดมืดโทโสให้ผ่องแผ้ว เหมือนควงแก้วเชิดชูประเสริฐเศียร สติตั้งไว้มั่นเป็นความเพียร จำนงเนียรก่อสร้างในทางธรรม พระไตรลักษณ์ตักเตือนให้บริสุทธิ์ เหมือนมงกุฎเหลืองอร่ามดูงามขำ รัศมี สีใส วิไลล้ำ พระสัทธรรมเกื้อหนุนจรูญงาม บรรดาศีลสิ้นสุดก็พร้อมเสร็จ เหมือนเกราะเพชรสวมใส่ในสนาม ช่วยป้องกันอวิชชาสง่างาม จะพาข้ามแดนดงกิเลสมาร พระหัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ พระแสงศรีคือ ขันตี อดใจในสงสาร สำหรับฆ่าพยาบาทให้ขาดพาล อิจฉามารพ่ายแพ้ด้วยขันตี พระหัตถ์ขวาทรงจักรศีลาวุธ บริสุทธิ์สดใสเจริญศรี พระเมตตาพาจิตให้เปรมปรีดิ์ จะข่มขี่โทโสให้ม้วยมรณ์ กรุณาเป็นโยธาเบื้องขวาทัพ สำหรับรับรักษาสโมสร มุทุตาเป็นโยธาซ้ายพระกร ไม่ย่อหย่อนแก้ภัยสิ่งใดมา เสนามาตย์อาจองค์ทะนงการ พระหัตถ์พรหมวิหารอุเบกขา ย่อมสังหารมารม้วยมรณา พระปัญญาเหมือนดังดวงมณีนิล สำหรับส่องช่องมืดให้สว่าง แจ่มกระจ่างคือองค์พระกสิณ ที่มืดมน อนธกาล ก็พลันสิ้น พระกสินส่องสว่างกระจ่างไกล เสด็จขึ้นนั่งหลังสินธพอาชาชาติ อิทธิบาททั้งสี่จะมีไหน ชักอาชาพาเดินดำเนินไป สู่ทางใหญ่อัฏฐังคิกะมรรคา ผลทานเป็นเสบียงลำเลียงส่ง จะข้ามดงดานแดนที่แน่นหนา เอาสัจจะตั้งไว้เป็นฝ่ายหน้า วิริยาอุปถัมภ์ช่วยค้ำชู ไม่ย่อหย่อนผ่อนพักอาชาชาญ อิจฉามารแลเห็นก็อดสู พระยามัจจุราชไม่อาจจะแลดู ปิดประตูจตุราไม่อาวรณ์ กิริยาล้ำเลิศประเสริฐนัก เหมือนจอมจักรอินทร์องค์พระทรงศร


160 ทั้งพระยาปัพพะตาสุเมรุธร ไม่ย่อหย่อนน้อยจากความเพียร สมาธิตั้งมั่นไม่หลงทาง วิปัสสนาแผ้วถางทั้งหนามเสี้ยน พระโพชฌงค์ทรงโฉมดังโคมเทียน ไม่วนเวียนพาส่งตรงนิพพาน ใครได้แล้วเหมือนได้แก้วมโนนึก ไม่ต้องตรึกที่จะยากในสงสาร เสวยรมณ์ชมสุขทุกประการ ในวิมานเมืองฟ้าสารพัน สุขอะไรจะมาสุขเหมือนเมืองแก้ว สุขจริงแล้วล้ำยิ่งทุกสิ่งสรรพ์ พ้นวิสัยใครเลยจะเทียมทัน เป็นมะหันตะมะโหโอฬาราญ สรรพบุรุษสุจริตศรัทธาแท้ ไม่เหลียวแลลุ่มหลงในสงสาร ใครสมสู่อยู่ได้กิเลสมาร ย่อมสาธารณ์ความทุกข์สุขไม่มี เชิญรีบไปนิพพานสำราญเถิด ไม่ตายเกิดพ้นทุกข์เป็นสุขขี อย่าหลงใหลอาลัยในโลกีย์ จงรีบขี่ธรรมรถบทจร ไปสู่อมตะวิสาโมกข์ ดับทุกข์โศกโรคร้ายหายหลุดถอน ไปเมืองแก้วขององค์พระชินวร โลกอุดรแน่นหนาสาวะโก พร้อมสาวสาวิกาล้วนอรหันต๎ ผู้รู้ทันตามเสด็จพระจอมนาโถ เชื่อถือมั่นไม่ละพระพุทโธ รู้ทันโง่เห็นชัคอนัตตา ญาณเบื่อหน่ายสมุทัยถือความมั่น ปล่อยวางขันธ์เสียให้หายกังขา ถึงกำหนดดับขันธ์นิพพานนา มากยิ่งกว่าเม็ดทรายในสาคร สู่นิพพานแสนสำราญเป็นสุขยิ่ง รู้ของจริงทิ้งจองทิฏฐิถอน ครั้นดับขันธ์ผายผันสู่นคร พ้นเครื่องร้อนบรมสุขทุกคืนวัน ทานศีลภาวนาอย่าสละ เชื่อถือพระให้ตรงอย่าไหวหวั่น ความประมาทอย่าให้มีทุกนิรันดร์ คงจะทันสมเด็จจอมพุทโธ ใจผ่องใสเหมือนดวงแก้วมณีโชติ หมดความโกรธโลภหลงตัวโมโห สู่นิพพานร่วมด้วยพระพุทโธ พระนาโถจอมธรรมนำหนทาง พระไตรลักษณ์หนักหน่วงกล่าวไว้ย่อ แสดงพอให้เห็นเป็นตัวอย่าง ต่อนุสนธิ์คำสอนสุนทรวาง จงสว่างจำเพาะตนทุกคนไป ผู้อ่านฟังจงถึงซึ่งความสุข จงพ้นทุกข์พ้นชาติขาดสงสัย จงสำเร็จนฤพานสุขศานต๎ไป ขออภัยสมมุติ มีคังนี้ เอยฯ


161 วัดคืออะไร ? วัดเป็นแหล่งร่วมประสานสมานมิตร วัดเป็นแหล่งร่วมกิจผลิตกุศล วัดเป็นแหล่งศึกษาของประชาชน เราทุกคนช่วยกันนมัสพัฒนา วัดคือฝนหยาดฟ้ามาล้างจิต ดุจอาทิตย์ให้ทางสว่างผล ฤดูหนึ่งน้ำประกอบในกายตน ดุจหนึ่งมนต๎ช่วยขลังพลังใจ วัดเป็นแหล่งพักใจให้ความรู้ เพราะเป็นครูช่วยชี้ทางสว่างไสว คนมีธรรมนำชาติตนพ้นผองภัย เรือนแห่งใดไม่ร่มเย็นเช่นเรือนธรรม เข้าวัดได้ใจนั้นพลันสดชื่น สุขเหนืออื่นสิ่งใดใจเลิศล้ำ อันสุขอื่นหมื่นแสนไม่แม้นธรรม ควรน้อมนำเข้าหาวัดฝึกหัดตน เข้าถึงวัดหรือยัง ? วัดในทางพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ถึง ๕ ความหมาย คือ ๑. วัตถุหมาขถึง โบสถ์ วิหาร เจดีย์ พิธีต่างๆ รวมทั้งพระภิกษุ สามเณร ที่อยู่ในวัด ๒. วัด หมายถึง การวัดจิตใจ วัดพฤติกรรมของตนเอง ๓. วัฏฏะ หมายถึง วงกลม วัฎสงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ ๔. วัตร หมายถึง การประพฤติปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำ เช่น รักษาศีลเป็นวัตร เจริญสมาธิวิปัสสนาเป็นวัตร ๕. วัฒน์หมายถึง วัฒนาก้าวหน้า เป็นการเข้าถึงความเจริญก้าวหน้าสูงสุดของ มนุษย์ คือ พระนิพพาน เราสร้างวัตถุ สำหรับวัคจิตใจ เพื่อทำลายวัฏสงสาร โดย การประพฤติวัตร ก็จะเข้ามาถึงวัฒน์ อันเป็นวัดที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าพึง ประสงค์ให้เราเข้าถึง


162 การเข้าถึงวัด ท่านเข้าวัดไปถึงวัฒน์กันบ้างไหม มิใช่ไปหาวัตถุแล้วลุถึง การเข้าวัดต้องวัดใจใฝ่คำนึง ให้ทั่วถึงพฤติกรรมที่ทำมา อันวัฏสงสารพาลให้ทุกข์ จงรีบลุกทำลายให้ตายหนา ด้วยประพฤติวัตระทุกเวลา ก็จะถึงวัฒนาสถาพร นี่คือการเข้าถึงวัดถูกวัดแท้ มุ่งแน่วแน่ตามธรรมคำสั่งสอน เราสร้างวัดวัดใจไล่นิวรณ์ เพื่อถอดถอนวัฏฏะชนะมาร ศีลสมาธิปัญญาภาวนาใจ จงฝักใฝ่ประพฤติวัตรตัดสงสาร จะพบสุขสงบเย็นเป็นนิพพาน นี่คือการเข้าถึงวัดชัดแจ้งเอย นิราลัย สาเหตุที่คนไม่เข้าวัด ๑. ตัดห่วงไม่ขาด ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงสมบัติ ๒. ฉลาดกว่าพระเทศน์ คิดว่าตัวเองเก่งกว่าพระ ๓. เศรษฐกิจไม่อำนวย อ้างว่าฐานะยากจน ๔. สังขารไม่ช่วย หูตาไม่ดี แข้งขา ลุกนั่งลำบาก ๕. พระบอกหวยไม่ถูก พระไม่ให้หวย หรือให้แต่ไม่ถูก ๖. วัดไม่ปลูกศรัทธา วัดก็รก พระก็เลอะ เห็นแล้วไม่ศรัทธา ๗. มาแล้วไม่ได้อะไร พระไม่เทศน์ ไม่สอน ไม่แนะนำ ไม่ให้ปัญญา อย่าดูหมิ่น บุญกรรม ว่าทำน้อย จะไม่ต้อย ตามต้อง สนองผล แม้ตุ่มน้ำ เปิดหงาย รับสายชล ยังเปี่ยมล้น ด้วยอุทก ที่ตกลง อันคนโง่ สั่งสม บ่มบาปบ่อย ที่ละน้อย ด้วยใจหลง ทำไป ย่อมเต็มด้วย บาปนั้น เป็นมั่นคง บาปย่อมส่ง ลงนรก ตกต่ำพลัน อันนักปราชญ์ สั่งสม บ่มบุญบ่อย ทีละน้อย ทำไป ไม่ใหลหลง ย่อมเต็มด้วย บุญนั้น เป็นมั่นคง บุญย่อมส่ง พบสถาน วิมานทอง


163 คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียน เนื่องในวันมาฆบูชา อัชชายัง มามะปุณณะมี สัมปัตตา, มาฆะนักขัตเตนะ ปุณณะจันโท ยุตโต, ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ จาตุรังคิเก สาวะกะสันนิ ปาเต โอวาทะปาติโมกขัง อุททิสิ, อัฑฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ สัพเพสังเยวะ ขีณาสะวานัง, สัพเพ เต เอหิภิกขุกา, สัพเพปิเต อะนามันติดาวะ ภะคะวะโต สันติกัง อาคะตา, เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป มาฆะปุณณะมิยัง วัทฒะ มานะกัจฉายายะ ตัส๎มิง สันนิปาเต ภะคะวา วิสุทธุโปสะถัง อะกาสิ, โอวาทะ ปาติโมกขัง อุททิสิ. อะยัง อัมหากัง ภะคะวะโต เอโกเยวะ สาวะกะสันนิปาโต อะโหสิ จาตุรังคิโก อัฑฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ สัพเพสังเยวะ ขีณาสะ วานัง มะยันทานิ อิมัง มาฆะปุณณะมีนักขัตตะสะมะยัง ตักกาละสะทิสัง สัมปัตตา สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะระมานา อิมัส๎มิง ตัสสะ ภะคะวะโต สักขิภูเต เจติเย อิเมหิ ทัณฑะทีปะธูปะปุปผาทิสักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง ตานิ จะ อัทตะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ อะภิปูชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตา รัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ ญาตะกานัญจะ ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ นิพพานายะ จะ. ดิถีเพ็ญมาฆะนี้ ถึงพร้อมวันนี้แล้ว ดิถีที่พระจันทร์เพ็ญประกอบด้วย นักขัตฤกษ์ เดือนมาฆะ เป็นดิถีที่พระผู้มีพระภาคเจ้า องค์อรหันต๎ตรัสรู้ชอบ โดยพระองค์เอง ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในที่ประชุมสาวกสงฆ์ พร้อมองค์สี่ ประการ พระภิกษุซึ่งประชุมนั้น หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบองค์ ล้วนแต่เป็นขีณาสพ อรหันต๎อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา แม้ทุกรูปมิได้นัดหมายกัน มายัง สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทร กระทำวิสุทธิอุโบสถ ทรงยกโอวาทปาฏิโมกข์ในที่ประชุมนั้น ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้อาหารแก่กระแต เวลาตะวันบ่าย ในดิถีมาฆปุณณมี การประชุมของ พระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทั้งหลาย ครั้งเดียวเท่านี้ ประกอบด้วย องค์สี่ มีพระภิกษุขีณาสพทั้งมวลหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบองค์


164 บัดนี้เราทั้งหลาย มาถึงมาฆปุณณมีนักขัตฤกษ์สมัยนี้ คล้ายวันสาวก สันนิบาต นั้น ระลึกถึงพระผู้มีพระภากเจ้าพระองค์นั้น แม้เสด็จคับขันธปริ นิพพานนานแล้ว บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น กับพระสาวกสงฆ์หนึ่งพัน สองร้อยห้าสิบองค์ นั้น ด้วยสักการะเหล่านี้ มีธูปเทียนดอกไม้ เป็นต้น ณ เจดีย์สถานนี้ ที่เป็นสักขีพยานของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จ ดับขันธ ปรินิพพานนานแล้ว แต่ยังปรากฎอยู่โคยพระคุณทั้งหลาย อันข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย จะพึงทราบได้โดยเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับเครื่องสักการะ อัน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขและเพื่อมรรถ ผลนิพพานแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และญาติของ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ. คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง, ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา, โคตะโม โคตเตนะ, สัก์ยะปุตโต สัก์ยะกลา ปัพพะชิโต, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ, สะเทวะ มะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ, นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโรปูริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, ส๎วากขาโต โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, สุปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโม, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโม, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ, อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,


165 เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาทุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, อะยัง โข ปะนะ พุทธะปะฏิมา ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ กะตา, ปะติฏฐาปิตา ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตะวา ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ, มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง วิสาขะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ชาติสัมโพธินิพพานะกาละสัมมะตัง ปัต๎วา, อิมัง ฐานัง สัมปัตตา, อิเม ทัณฑะทีปะ ธูปปุปผาทิสักกาเร คะเหต๎วา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริต๎วา, ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา, อิมัง ถูปัง (พุทธะปะฏิมาฆะรัง)ปะฏิมัง ติกขัตตุง ปะทักชิณัง กะริสสามะ, ยะถาคะหิ เตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา, สาธุ โน ภันเต, ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตา รัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัญเจวะ ญาตะกานัญจะ ทีมะรัตตัง หิตายะ สุขายะ นิพพานายะ จะ. เราทั้งหลาย ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ว่าเป็นที่พึ่ง พระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย ก็เราทั้งหลายชอบใจ ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล เป็นผู้เกิดแล้วในมัชฌิมประเทศชนบท ในหมู่มนุษษ์ชาวอริยกะทั้งหลาย พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เป็นพระโคคมโดยพระโคตร เป็นศากยบุตร เสด็จออกบรรพชาแล้วจากศากยตระกูล เป็นผู้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิ ญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารพรหม ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล เป็นพระอรหันต๎ ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้ แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษอย่างยอดเยี่ยม ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรม อนึ่ง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแลตรัสไว้ดีแล้ว เป็น ธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา เป็นสิ่งที่จะเรียก


166 บุคคลอื่นให้มาดูได้ เป็นสิ่งสมควรน้อมเข้ามาในตน เป็นสภาพที่ผู้ฉลาด ทั้งหลายจะพึงรู้ได้เฉพาะตน อนึ่ง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง นี่คือบุรุษสี่คู่ นับเรียงเป็นบุรุษ บุคคลแปด นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรเคารพกราบไหว้ เป็น เนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยมของชาวโลก ก็แลพระพุทธปฏิมานี้ อันท่านผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้สร้าง ประดิษฐานไว้ อุทิศถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เพื่อศาสนิกชน ทั้งหลาย เพียงได้เห็น ก็ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แล้วได้ ความเลื่อมใสและความสลดใจ บัดนี้เราทั้งหลายแล มาถึงกาลวิสาขปุณณมี เพ็ญเดือนหก เป็นที่รู้ว่า กาลเป็นที่เกิดตรัสรู้และปรินิพพาน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึง มาพร้อมกัน ณ สถานที่นี้ ถือเครื่องสักการะเหล่านี้ มีรูปเทียนดอกไม้เป็นต้น กระทำกายของตนให้เป็นภาชนะรองรับเครื่องสักการะ ระลึกถึงพระคุณตาม ความเป็นจริง ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักกระทำประทักษิณ สามรอบพระสถูป (เรือนพระพุทธปฏิมา) นี้ กระทำการบูชาด้วยสักการะ ตามที่ถือไว้นี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จ ดับขันธปรินิพพานนานแล้ว แต่ยังปรากฎอยู่โดยพระคุณทั้งหลาย อัน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะพึงทราบได้โดยเป็นอดีตารมณ์ ขอจงทรงรับเครื่อง สักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข และเพื่อมรรคผลนิพพานแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และญาติของ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ.


167 คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียน เนื่องในวันอาสาพหบูชา ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ อะโหสิ โข โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สัตเตสุ การุญญัง ปะฎิจจะ กะรุณายะโก หิเตสี อะนุกัมปัง อุปาทายะ อาสาฬ์หะปุณณะมิยัง พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัต เตต๎วา จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ปะกาเสสิ ฯ ตัสมิญจะ โข สะมะเย ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง ปะมุโข อายัส๎มา อัญญา โกณทัญโญ ภะคะวะโต ธัมมัง สุต๎วา วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะ จักขุง ปะฏิละภิต๎วา ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ภะคะวันตัง อุปะสัมปะทัง ยาจิต๎วา ภะคะวะโต เยวะ สันติกา เอหิภิกขุ อุปะสัมปะทัง ปะฏิละภิตวา ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย อะริยะสาวะกะสังโฆ โลก ปะฐะมัง อุปปันโน อะโหสิ มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง อาสาฬ์หะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะกาละสัมมะตัง อะริยะสาวะกะสังฆะอุปปัตติกาละ สัมมะตัญจะ ระตะนัตตะยะสัมปุณณะกาละสัมมะตัญจะ ปัต๎วา อิมัง ฐานัง สัมปัตตา อิเม สักกาเร คะเหต๎วา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริต๎วา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา อิมัง ถูปัง ( พุทธะปะฏิมัง) ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา ฯ สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตา รัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ นิพพานายะ จะ. เราทั้งหลายถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ว่าเป็นที่พึ่ง พระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย ก็เราทั้งหลายชอบใจ ธรรมของพระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แล เป็นพระอรหันต๎ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ ทั้งหลาย ทรงพระกรุณาแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ทรงอาศัยความเอ็นดู ยังพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป ทรงประกาศอริยสัจสี่เป็นครั้งแรก


168 แก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณาสี ในวันเพ็ญ เดือนแปด อนึ่ง ในสมัยนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้เป็นหัวหน้าของ พระภิกษุปัญจวัคคีย์ ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ธรรมจักษุ อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา" จึงทูลขออุปสมบทกับพระผู้มี พระภาคเจ้า ได้เอหิภิกขุอุปสัมปทาจากสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง เป็น พระอริยสาวกสงฆ์ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้บังเกิดขึ้นเป็น องค์แรกในโลก อนึ่ง ในสมัยนั้นแล พระสังฆรัตนะได้บังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ครบ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ได้ สมบูรณ์แล้วในโลก บัดนี้เราทั้งหลายแล มาถึงกาลแห่งอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญเดือนแปด เป็นที่รู้พร้อมกันว่าเป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงประกาศ พระธรรมจักร เป็นวันเกิดขึ้นแห่งพระอริยสาวกสงฆ์ และเป็นวันที่ พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ จึงมาพร้อมกัน ณ สถานที่นี้ ถือเครื่องสักการะ เหล่านี้ มีธูปเทียนดอกไม้ เป็นต้น กระทำกายของตน ให้เป็นภาขนะรองรับ เครื่องสักการะ ระลึกถึงพระคุณตามความเป็นจริง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น จักกระทำประทักษินสามรอบพระสถูป (เรือนพระพุทธปฏิมา) นี้ กระทำการบูชาด้วยสักการะตามที่ถือไว้นี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จ ดับขันธปรินิพพานนานแล้ว แต่ขังปรากฎอยู่โดยพระคุณทั้งหลาย อัน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งจะพึงทราบได้โดยเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับเครื่อง สักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข และเพื่อมรรคผลนิพพาน แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และญาติของ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ.


169 คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียน เนื่องในวันอัฏฐมีบูชา ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปั่นโน ขัตติโย ชาติยา โคตะโม โคตเตนะ สัก์ยะปุตโต สัก์ยะกูลา ปัพพะชิโต, สัมมาปะโยคะมาคัมมะ สัมมา ปะธานะมันวายะ สัมมามะนะสิการะมันวายะ อุรุเวลายัง นัชชา เนรัญชะรายะ ดีเร อัสสัตถะโพธิรักขะมูเล สัพพะโส ตัณหานัง ขะยา วิราคา นิโรธา ปะฏิ นิสสัดคา สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมมะเก สัสสะมะณะพราหมะ ณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ, นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุส สานัง พุทโธ ภะคะวา ส๎วากขาโต โข ปะนะ เตนะ ภะคะวาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. สุปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,อุชูปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโม, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโม อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชลี กะระณีโย อะนุดตะรัง ปุญญักเขตตังโลกัสสะ. อะยัง โข ปะนะ พุทธะปฏิมา ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ กะตา ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริต๎วา ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ. มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง วิสาขะปุณณะมิโต ปะรัง อัฏฐะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต สรีรัชฌาปะนะกาละสัมมะตัง ปัต๎วา อิมัง ฐานัง สัมปัตตา อิเม ทัณฑะทีปะธูปะปุปผาทิสักกาเร คะเหต๎วา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริต๎วา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภูจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา อิมัง ถูปัง(พุทธ ปะฏิมาฆะรัง) ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา.


170 สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตา รัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ ญาตะกานัญจะ ฑีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ นิพพานายะ จะ. เราทั้งหลาย ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ว่าเป็นที่พึ่ง พระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย ก็เราทั้งหลายชอบใจ ธรรมของพระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล เป็นผู้เกิดแล้วในมัชฌิมประเทศชนบท ในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะทั้งหลาย พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เป็นพระโคดมโดยพระโคตร เป็นศากยบุตร เสด็จออกบรรพชาแล้วจากศากยตระกูล ทรงอาศัยการประกอบความเพียร พยายามโดยชอบ และความเอาพระหฤทัยใส่โดยชอบ และความหมดสิ้นไป ความสำรอกออกไป ความดับไป โดยไม่มีส่วนเหลือ และเพราะสลัดตัณหา ทั้งหลายออกไปโดยสิ้นเชิง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่โคน ต้นโพธิอัสสัตถพฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร พรหม ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล เป็นพระอรหันต๎ ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรง รู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษอย่างยอดเยี่ยม ทรงเป็นศาสดาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรม อนึ่ง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแลตรัสรู้ไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา เป็นสิ่งที่เรียก บุคคลอื่นให้มาดูได้ เป็นสิ่งสมควรน้อมเข้ามาในตน เป็นสภาพที่ผู้ฉลาด ทั้งหลายจะพึงรู้ได้เฉพาะตน อนึ่ง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง นี้คือบุรุษสี่คู่ นับเรียงเป็นบุรุษ บุคคลแปด นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรเคารพกราบไหว้ เป็น เนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยมของชาวโลก


171 ก็แลพระพุทธปฏิมานี้ อันท่านผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้สร้าง ประดิษฐานไว้ อุทิศถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เพื่อศาสนิกชน ทั้งหลาย เพียงได้เห็นก็ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แล้วได้ความ เลื่อมใสและความสลดใจ บัดนี้เราทั้งหลายแล มาถึงกาลอัฐมี คือวันแรมแปดค่ำเดือนหกต่อจาก วันวิสาขปุณณมี เป็นที่รู้ว่ากาลเป็นที่ถวายพระเพลิงสรีระ ของพระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงมาพร้อมกัน ณ สถานที่นี้ ถือเครื่องสักการะ เหล่านี้ มีธูปเทียนดอกไม้เป็นต้น กระทำกายของตนให้เป็นภาชนะ รองรับ เครื่องสักการะ ระลึกถึงพระคุณตามความเป็นจริง ของพระผู้มีพระกาคเจ้า พระองค์นั้น จักกระทำประทักษิณสามรอบพระสถูป (เรือนพระพุทธปฏิมา) นี้ กระทำการบูชาด้วยสักการะตามที่ถือไว้นี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จดับ ขันธปรินิพพานนานแล้ว แต่ยังปรากฏอยู่โดยพระคุณทั้งหลาย อัน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะพึงทราบได้โดยเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับ เครื่องสักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อ ความสุขและเพื่อมรรคผลนิพพานแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และญาติของ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ. เรื่องกฎแห่งกรรม (มาในจุพกัมมวิภัคสูตร พระสุตตันตปิฎก) สุภมาณพทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า ๑๕ ข้อ ๗ คู่ ๑. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีอายุสั้น ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๒. ถาม ทำไมบางคนเกิดมาอายุยืน ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๓. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนชอบเบียดเบียนสัตว์ ทรมานสัตว์ กักขังสัตว์ ให้ได้รับความลำบากเดือดร้อน


172 ๔. ถาม ทำไมบางคนเกิดมาไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ เบียดเบียน ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนใจดี มีเมตตา ชอบช่วยเหลือสัตว์ ที่ได้รับความทุกข์ยาก ลำบาก โหยหิว ๕. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีรูปร่างขี้เหร่ไม่สวยไม่งาม ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนขี้โกรธ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ๖. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีรูปร่างสวยงาม ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนมีเมตตากรุณา ไม่ขี้โกรธ ๗. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีวาสนาน้อย ไม่มียศมีตำแหน่งกับเขา ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนชอบอิจฉาริษยาคนอื่นเขา เห็นเขาได้ดี ทนอยู่ไม่ได้ ๘. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีวาสนาสูง มียศมีตำแหน่งสูง ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนไม่อิจฉาริษยาใคร มีมุทิตาธรรม ใครได้ดีก็พลอยยินดีกับเขาด้วย ๙. ถาม ทำไมบางคนเกิดมายากจนข้นแค้น ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเขาเป็นคนตระหนี่ลี่เหนียว ไม่เคยบริจาคทาน ๑๐. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีฐานะร่ำรวย มีพ่อแม่ร่ำรวย ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเขาเป็นคนไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ยินดีในการ บริจาคทาน ชอบบริจาคทานช่วยเหลือคนยากไร้ ๑๑. ถาม ทำไมบางคนเกิดมาในสกุลต่ำด้อยน้อยวาสนา ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเป็นคนมีนิสัยเย่อหยิ่ง แข็งกระด้าง ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ๑๒. ถาม ทำไมบางคนเกิดมาในสกุลสูงส่ง มีอำนาจวาสนา บารมีมาก ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเขาประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ต่อสมณพราหมณ์ ต่อผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ๑๓. ถาม ทำไมบางคนเกิดมาเป็นคนโง่ ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนมีความถือดี ไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ ต่อสมณพราหมณ์ ต่อผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ


173 ๑๔. ถาม ทำไมบางคนเกิดมามีปัญญาเฉลียวฉลาด ตอบ เพราะเมื่อชาติก่อนเขาไม่ถือตัว เข้าไปไต่ถามหาความรู้ ต่อสมณพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ประพฤติดี มีคุณธรรม คนเราแต่ละคนที่เกิดมาไม่เหมือนกันนี้เพราะกรรมเป็นตัวบันดาล กมฺมํ สตฺเต วิภชฺชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย. กรรมย่อมจำแนกสัตว์โลกให้แตกต่างกัน คือ เลวทราม หรือประณีต ผลัดวันประกันพรุ่ง ฉันเช้าเสร็จ ตาชักลาย ส่ายโงนเงน ต้องขอเอน หลังพัก สักครู่ก่อน หลับสักหน่อย ค่อยชื่นใจ หายอาวรณ์ เมื่อตื่นนอน แล้วล้างหน้า มาท่องมนต์ หลับได้หน่อย หูก็แว่ว เสียงกลองเพล กระโดดเผ่น ไปล้างหน้า โกลาหล ฉันเพลเสร็จ เที่ยวเดินถือ หนังสือมนต์ แย่เหลือทน เพราะท้องแน่น แสนรำคาญ ตัดสินใจ เอาหนังสือ เก็บไว้ก่อน ต้องขอนอน อีกสักหน่อย ย่อยอาหาร ในตอนนี้ ขืนท่องไป ไม่ได้การ แสนรำคาญ ท่องเท่าไร คงไม่จำ ตกตอนบ่าย กลุ้มอุรา อากาศร้อน ต้องขอนอน อีกสักหน่อย คอยตอนค่ำ พอแดดร่ม ลมลง คงท่องจำ ไว้ตอนคำ ท่องก็ได้ เป็นไรมี หกโมงเย็น เสียงระฆัง ดังรัวจัด ได้เวลา ทำวัตร แล้วหรือนี่ ทำวัตรเสร็จ แม้หูตา พร่าเต็มที ไว้พรุ่งนี้ ท่องดีกว่า ครับอาจารย์ หลวงพ่อติ๊ด วัดหนองกระบอก


174 หลักและวิธีปฏิบัติ สมถยานิกและวิปัสสนายานิก สมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นยาน ได้แก่ผู้เจริญสมถกัมมัฏฐานมาก่อน จนได้ฌานแล้ว จึงเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อ วิปัสสนายานิก ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน ได้แก่ ผู้เจริญวิปัสสนา กัมมัฏฐาน โดยยังมิได้ฌานสมาบัติมาก่อน วิปัสสนาภูมิ ๖ ๑. ขันธ์ ๕ ๑)รูปขันธ์ กองรูป ๒) เวทนาขันธ์ กองเวทนา ๓) สัญญาขันธ์ กองสัญญา ๔) สังขารขันธ์ กองสังขาร ๕) วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ อายตนะ ๑๒ อายตนะภายใน ๖ ๑. จักข๎วายตนะ อายตนะคือตา ๒. โสตายตนะ อายตนะคือหู ๓. มานายตนะ อายตนะคือจมูก ๔. ชิวหายตนะ อายตนะคือลิ้น ๕. กายายตนะ อายตนะคือกาย (๑-๕ เป็นรูป) ๖. มนายตนะ อายตนะคือใจ (๖ เป็นนาม)


175 อายตนะภายนอก ๖ ๑. รูปายตนะ อายตนะคือรูป ๒. สัททายตนะ อายตนะคือเสียง ๓. คันธายตนะ อายตนะคือกลิ่น ๔. รสายตนะ อายตนะคือรส ๕. โผฎฐัพพายตนะ อายตนะคือโผฎฐัพพะ (๑-๕ เป็นรูป) ๖. ธัมมายตนะ อายตนะคือธรรม (๖ เป็นได้ทั้งนามและรูป) ธาตุ ๑๘ ธาตุ สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ๑. จักขุธาตุ ธาตุคือ ตา ๒. โสตธาตุ ธาตุคือ หู ๓. ฆานธาตุ ธาตุคือ จมูก ๔. ชิวหาธาตุ ธาตุคือ ลิ้น ๕. กายธาตุ ธาตุคือ กาย (๑-๕ เป็นรูป) ๖. มโนธาตุ ธาตุคือ ใจ (เป็นนาม) ๗. รูปธาตุ ธาตุคือ รูป ๘. สัททธาตุ ธาตุคือ เสียง ๙. คันธธาตุ ธาตุคือ กลิ่น ๑๐.รสธาตุ ธาตุคือ รส ๑๑.โผฏฐัพพธาตุ ธาตุคือ สัมผัส (๗-๑๑ เป็นรูป) ๑๒.ธัมมธาตุ ธาตุคือ ธรรมารมณ์ (เป็นทั้งรูปและนาม) ๑๓.จักขุวิญญาณธาตุ ธาตุคือ รู้ทางตา ๑๔.โสตวิญญาณธาตุ ธาตุคือ รู้ทางหู ๑๕.ฆานวิญญาณธาตุ ธาตุคือ รู้ทางจมูก ๑๖.ชิวหาวิญญาณธาตุ ธาตุคือ รู้ทางลิ้น


176 ๑๗.กายวิญญาณธาตุ ธาตุคือ รู้ทางกาย (๑๓-๑๗ เป็นรูป) ๑๘.มโนวิญญาณธาตุ ธาตุคือ รู้ทางใจ เป็นนาม อินทรีย์ ๒๒ อินทรีย์ ความเป็นใหญ่ ตาเป็นใหญ่ในการเห็นรูป หูเป็นใหญ่ ในการ ฟังเสียงจมูกเป็นใหญ่ในการดมกลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในการลิ้มรส เป็นต้น ๑. จักขุนทรีย์ อินทรีย์คือตา ๒. โสตินทรีย์ อินทรีย์คือหู ๓. ฆานินทรีย์ อินทรีย์คือจมูก ๔. ชิวหินทรีย์ อินทรีย์คือลิ้น ๕. กายินทรีย์ อินทรีย์คือกาย (๑-๕ เป็นรูป) ๖. มนินทรีย์ อินทรีย์คือใจ (เป็นนาม) ๗. อิตถินทรีย์ อินทรีย์คือหญิง ๘. ปุริสินทรีย์ อินทรีย์คือชาย (๗-๘ เป็นรูป) ๙. ชีวิตินทรีย์ อินทรีย์คือชีวิต (เป็นได้ทั้งนามและรูป) ๑๐.สุขินทรีย์ อินทรีย์คือความสุข ๑๑.ทุกขินทรีย์ อินทรีย์คือความทุกข์ ๑๒.โสมนัสสินทรีย์ อินทรีย์คือโสมนัส ๑๓.โทมนัสสินทรีย์ อินทรีย์คือโทมนัส ๑๔.อุเปกขินทรีย์ อินทรีย์คืออุเบกขา ๑๕.สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือศรัทธา ๑๖.วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือวิริยะ ๑๗.สตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ ๑๘.สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือสมาธิ ๑๙.ปัญญินทรีย์ อินทรีย์คือปัญญา (๑๐-๑๙เป็นนาม) ๒๐.อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ หมายเอาเฉพาะโสดาปัตติมรรคเท่านั้น


177 ๒๑.อัญญินทรีย์ หมายเอามรรค ๓ คือ สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค กับผล ๓ คือ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล ๒๒.อัญญาตาวินทรีย์ หมายเอาอรหัตตผลเท่านั้น อริยสัจจ์ ๔ อริยสัจจ์ คือความจริงอันประเสริฐ ความจริงอันห่างไกลจากกิเลส ความจริงของพระอริยเจ้า ความจริงที่ยังความเป็นพระอริยเจ้าให้สำเร็จ ได้แก่ ๑. ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก ทนอยู่ไม่ได้ ได้แก่ขันธ์ ๕ คือ รูปกับนาม ๒. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภาตัณหา วิภวตัณหา ๓. นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพิทา วิราคะ วิมุติ วิสุทธิ นิพพาน ๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ (๑-๒ ปัญญา) ๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ (๓-๕ ศีล) ๖. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๗. สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ (๖-๘สมาธิ) (ทั้งหมดรวมเป็นนาม) อริยสัจจ์ ๔ ทุกขสัจจ์ เป็นได้ทั้งรูปและนาม สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นนาม


178 ปฏิจาสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมอาศัยซึ่งกันและกันแล้วเกิดขึ้น เหมือน ลูกโซ่เกี่ยวข้องกันเป็นสาย คือ ๑. อวิชชา คือความไม่รู้ ๒. สังขาร คือร่างกาย ๓. วิญญาณ คือวิญญาณ (๑-๓ เป็นนาม) ๔. นามรูป คือนามกับรูป ๕. อายตนะ ๖ คือเครื่องต่อ (๔-๕ เป็นได้ทั้งรูปและนาม) ๖. ผัสสะ คือการกระทบ ๗. เวทนา คือความสุข ความทุกข์ และเฉยๆ ๘. ตัณหา คือความอยาก ๙. อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ๑๐.ภพ คือที่เกิด ที่อยู่ ๑๑.ชาติ คือการเกิด ๑๒.ชรา-มรณะ คือความแก่ และความตาย (๖-๑๒ เป็นนาม) การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ "ภิกษุทั้งหลายทางนี้ทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อระงับความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญาณ เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔" สติ คือ ความระลึกรู้ เป็นสภาวธรรมทางจิต ที่ระลึกถึงแต่สิ่งที่เป็น กุศล คุ้มครองจิตไม่ให้ตกต่ำไปในสิ่งที่เป็นอกุศล สติจึงเป็นธรรมที่มี อุปการะมาก ธรรมทุกอย่างจึงรวมลงในสติ ได้แก่ ความไม่ประมาท สติใน การปฏิบัติธรรมจะต้องมีอารมณ์ ที่เป็นปัจจุบันคือกายกับจิต เพราะว่าสติ ที่ตามรู้ปัจจุบัน อารมณ์อยู่จะกำจัดความสำคัญผิดว่ามี "อัตตา" เพราะว่า


179 รู้แต่เพียง "อาการ" เท่านั้น อาการเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา การคิดถึงสิ่ง ที่ผ่านมาหรือการคิดการณ์ล่วงหน้าเป็นความคิดฟุ้งซ่าน สติปัฏฐาน หมายถึง สติที่จดจ่ออย่างต่อเนื่องที่สภาวธรรมทางกาย และทางจิตที่จะต้องกำหนดรู้ปัจจุบัน อารมณ์ที่ปรากฏทางทวาร ๖ คือ ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ พระพุทธองค์ตรัสการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในสติปัฏฐานสูตรว่า "อิธ ภิกฺขเว ภิกุขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปิสมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเกอภิชฺฌาโทมนสฺสํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ, อาตาปิสมฺปชาโน สดิมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ จิตุเต จิตฺตา นุปสฺสี วิหรติ, อาตาปิสมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโท มนสฺสํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ, อาตาปิสมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชณาโทมนสฺสํ" "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ ตามรู้ภายในกายอยู่ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ ตามรู้เวทนาในเวทนากำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกได้ มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ ตามรู้จิตในจิต กำจัด อภิชฌาและโทมนัส ในโลกได้ มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ ตามรู้ ธรรมในธรรม กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้" สติปัฏฐาน ๔ คือ ๑. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้กาย ๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้เวทนา ๓. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้จิต ๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้สภาวธรรม


180 ๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้กาย จำแนกออกเป็น ๖ หมวด คือ ๑. หมวดอานาปานะ การตามรู้ลมหายใจเข้าออก ๒. หมวดอิริยาบถ การตามรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ ๓. หมวดสัมปชัญญะ การตามรู้อิริยาบถย่อย ๔. หมวดปฏิกูลมนสิการ การตามรู้อาการ ๓๒ ๕. หมวดธาตุมนสิการ การตามรู้ธาตุทั้ง ๔ ๖. หมวดนวสีวถิกา การตามรู้ซากศพ ๘ (๑) หมวดอานาปานะ การตามรู้ลมหายใจเข้าออก "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ไปอยู่ป่าก็ดี โคนต้นไม้ก็ดี ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาวก็กำหนดรู้ว่า "หายใจเข้ายาว" เมื่อหายใจออกยาวก็กำหนดรู้ว่า "หายใจออกยาว" เมื่อหายใจเข้าสั้นก็กำหนดรู้ว่า "หายใจเข้าสั้น" หรือเมื่อหายใจออกสั้นก็กำหนดรู้ว่า "หายใจออกสั้น" สำเหนียกว่า "เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า" สำเหนียกว่า "เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก" สำเหนียกว่า "เราระงับกายสังขารหายใจเข้า" สำเหนียกว่า "เราระงับกายสังขารหายใจออก"


181 ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายในภายใน เฝ้าตามดูกายในกายในภายนอก หรือเฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นในกาย และเฝ้าตามดูสิ่งที่ดับไปในกาย เฝ้าตาม ดู สิ่งดับไปในกาข หรือภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไ ว้ว่า "กายมีอยู่" เพียงรู้ไว้ เท่านั้น ไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกนี้ชื่อว่า "เฝ้า ตามดู กายในกาย" (๒) หมวดอิริยาบถ การตามรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ "ปุน จ ปรํ ภิกุขเว ภิกฺขุ คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ, ฐิโต วา ฐิโตมฺหีติ ปชานาติ, นิสินฺโน วา นิสินฺโนมฺหีติ ปชานาติ, สยาโน วา สยาโนมฺหีติ ปชานาติ, ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถานํ ปชานาติ" "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีปฏิบัติอีกนัยหนึ่ง คือ ภิกษุกำหนดรู้ว่าเดิน อยู่ในขณะเดินกำหนดรู้ว่ายืนอยู่ในขณะยืน กำหนดรู้ว่านั่งอยู่ในขณะนั่ง อาการใดๆ กำหนดกายนั้นโดยอาการนั้นๆ" วิธีปฏิบัตินี้แสดงวิธีตามกำหนดรู้อิริยาบถทั้ง ๔ ว่า เมื่อเดินอยู่ก็มี ตามสติกำหนดรู้ว่า "เดินอยู่" การตามรู้ความเคลื่อนไหวโดยละเอียดตั้งแต่ ยกเท้าจนเหยียบลง โดยกำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เมื่อยืนอยู่ จะต้องมีสติกำหนดรู้ว่า "ยืนอยู่" ด้วยการตามรู้การตั้งตรงของร่างกาย ทั้งหมด กำหนดว่า "ยืนหนอ" เมื่อนั่งอยู่จะต้องมีสติกำหนดรู้ว่า "นั่งอยู่" ด้วยการตามรู้อาการตั้งตรงของร่างกายส่วนบนกำหนดว่า "นั่งหนอ" เมื่อนอนอยู่จะต้องมีสติกำหนดรู้ว่า "นอนอยู่" ด้วยการตามรู้อาการเหยียด ออกของร่างกาย กำหนดว่า "นอนหนอ" อนึ่ง ในเวลานั่งอยู่เมื่ออาการ พองยุบปรากฏชัด จะต้องมีสติกำหนดตามรู้อาการนั้น


182 การเดินจงกรม การเดินจงกรม คือ การเดินกลับไปกลับมาในแนวตรง มีสติตามรู้ อาการย่างก้าวนั้นโดยละเอียด การเดินจงกรมเป็นหนึ่งในวิธีเจริญสติ ปัฏฐาน เพราะการเดินเพื่อให้เกิดสมาธิและมีผลเร็วกว่าการนั่งกัมมัฏฐาน วิธีเดินจงกรม ๖ ระยะ เมื่อเริ่มจะเดิน พึงตั้งกายให้ตรง ลำคอตั้งตรง ไม่ก้มหน้าหรือเงย หน้า ทอดสายตาลงข้างหน้าประมาณ ๔ ศอก หรือ ๒ เมตร ไม่ควรจ้อง พื้นที่จุดใดจุดหนึ่ง ทอดแขนทั้งสองหรือวางมือขวาทับมือซ้าย แยกเท้าทั้ง สองห่างกันพอสมควร ไม่ควรเดินให้เท้าชิดกัน เพราะจะทำให้การทรงตัว ไม่สมดุลกัน ในขณะเดินจะต้องสำรวมตา ไม่ควรเหลียวหรือห่วงสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง เพราะจะทำให้ขาดสติการกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ และเกิดความคิด ฟุ้งซ่าน ผู้ฝึกปฏิบัติพึงจดจ่ออาการเคลื่อนไหวโดยละเอียดตั้งแต่ยกเท้าขึ้น จนกระทั่งเหยียดเท้าลง ตามรู้ทันอาการเคลื่อนไหวที่ค่อยๆ เคลื่อนจาก ระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง มีความสมบูรณ์และแม่นยำในการกำหนดรู้ พยายามสังเกตอาการเบาที่เกิดขึ้นเมื่อยกย่างเท้าออกไป พยายามสังเกต ดูอาการหนักที่เกิดขึ้นเมื่อเหยียบเท้าลง ควรให้เวลาการเดินจงกรม มากกว่าการนั่งกัมมัฏฐาน


183 การเดินจงกรมระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ การเดินจงกรมระยะที่ ๑ เป็นการตามรู้อาการเคลื่อนไหวที่ยังไม่ ละเอียดนัก เมื่อย่าง เท้าขวา พึงตามรู้อาการย่างเท้า แล้วกำหนดว่า "ย่าง หนอ" เมื่อย่างเท้าช้าย พึงตามรู้อาการย่างแล้วกำหนดว่า "ย่างหนอ" หรือ เมื่อยกเท้าขวาขึ้นก็กำหนดว่า "ขวา" เมื่อย่างเท้าออกไปข้างหน้ากำหนด ว่า "ย่าง" เมื่อสันเท้าสัมผัสพื้นกำหนดว่า "หนอ" เมื่อยกเท้าซ้ายขึ้นกำหนด ว่า "ซ้าย" เมื่อย่างเท้าออกไปข้างหน้า กำหนดว่า "ย่าง" เมื่อส้นเท้าสัมผัส พื้น กำหนดว่า "หนอ" การเดินจงกรมระยะที่ ๒ ยกหนอ เหยียบหนอ การเดินจงกรมระยะที่ ๒ เป็นการตามรู้อาการเคลื่อนไหว ๒ ระยะ คือ อาการยกและอาการเหยียบ เมื่อเริ่มยกเท้าขึ้นกำหนดว่า "ยก" เมื่ออาการยกสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มเหยียบเท้าลงกำหนดว่า "เหยียบ" เมื่ออาการเหยียบสิ้นสุดลงเท้าสัมผัสกับพื้นกำหนดว่า"หนอ" ระยะของการย่างเท้าในระยะที่ ๒ ควรห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือ และไม่มี การกำหนดอาการย่างเหมือนระยะอื่นๆ


184 การเดินจงกรมระยะที่ ๓ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ การเดินจงกรมระยะที่ ๓ เป็นการตามรู้อาการเคลื่อนไหว ๓ ระยะ คือ อาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบ เมื่อเริ่มยกเท้าขึ้นกำหนดว่า "ยก" เมื่ออาการยกสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มย่างเท้าออกไป กำหนดว่า "ย่าง" เมื่ออาการย่างสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มเหยียบ เท้าลงกำหนดว่า "เหยียบ" เมื่ออาการเหยียบสิ้นสุดลง เท้าสัมผัสกับพื้น กำหนดว่า "หนอ" การเดินจงกรมระยะนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องตามรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของอาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบ การเดินจงกรมระยะที่ ๔ ยกสั้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ การเดินจงกรมระยะที่ ๔ เป็นการตามรู้ความเคลื่อนไหว ๔ ระยะ คือ อาการยกส้นเท้า อาการยกปลายเท้า อาการย่าง และอาการเหยียบ ลง เมื่อเริ่มยกส้นเท้ากำหนดว่า "ยกส้น" เมื่ออาการยกสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มยกปลายเท้าขึ้นกำหนดว่า "ยก" เมื่ออาการยกสิ้นสุดลง กำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มย่างเท้าออกไปก็กำหนดว่า "ย่าง" เมื่ออาการ ย่างสิ้นสุดลง กำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มเหยียดเท้าลงก็กำหนดว่า "ลง" เมื่ออาการเหยียบสิ้นสุดลง เท้าสัมผัสกับพื้นกำหนดว่า "หนอ" ในการเดิน จงกรมระยะนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องตามรู้เบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดของ อาการยกส้นเท้า อาการยกปลายเท้า อาการย่าง และอาการเหยียบลง ควรให้การย่างเท้าห่างกันประมาณหนึ่งคืบ


185 การเดินจงกรมระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ การเดินจงกรมระยะที่ ๕ เป็นการตามดูอาการ ๕ ระยะ คือ อาการ ยกส้นเท้า อาการ ยกปลายเท้า อาการย่าง อาการเหยียบลง และอาการ ถูก เมื่อเริ่มยกส้นเท้ากำหนดว่า "ยกส้น" เมื่ออาการยกสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มยกปลายเท้าขึ้นกำหนดว่า "ยก" เมื่ออาการยกสิ้นสุดลง กำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มย่างเท้าออกไปกำหนดว่า "ย่าง" เมื่ออาการย่าง สิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มเหยียบเท้าลงกำหนดว่า "ลง" เมื่อ อาการเหยียบสิ้นสุดลงก่อนที่เท้าจะสัมผัสพื้นกำหนดว่า "หนอ" เมื่อฝาเท้า ทั้งหมดกระทบกับพื้นกำหนดว่า "ถูกหนอ" ในการเดินจงกรมในระยะนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดเหมือนข้อ ๓ และข้อ ๔ การเดินจงกรมระยะที่ ๖ ยกสั้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ การเดินจงกรมระยะที่ ๖ เป็นการตามรู้อาการเคลื่อนไหว ๖ ระยะ คือ อาการยกส้นเท้าอาการยกปลายเท้า อาการย่าง อาการเหยียบลง อาการถูก และอาการกด เมื่อเริ่มยกส้นเท้ากำหนดว่า "ยกส้น" เมื่ออาการ ยกสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มยกปลายเท้าขึ้นกำหนดว่า "ยก" เมื่อการยกสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มย่างเท้าออกไปกำหนดว่า "ย่าง" เมื่ออาการย่างสิ้นสุดลงกำหนดว่า "หนอ" เมื่อเริ่มเหยียบเท้าลง กำหนดว่า "ลง" เมื่ออาการเทยียบสิ้นสุดลงก่อนที่เท้าสัมผัสพื้นกำหนดว่า "หนอ" เมื่อฝ่าเท้าทั้งหมดกระทบพื้นกำหนดว่า "ถูกหนอ"เมื่อเกิดอาการ กดในขณะที่ โยกไปเบื้องหน้า เพื่อจะก้าวเท้าหลังกำหนดว่า "กดหนอ" ในการเดินจงกรมระยะนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องตามรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และ ที่สุดของอาการยกส้นเท้า อาการยกปลายเท้า อาการย่าง อาการเหยียบ


186 ลง อาการถูก และอาการกค ระยะห่างของอาการย่างเท้าในระยะนี้ควร ห่างกันประมาณหนึ่งช่องเท้าระยะการเดินจงกรม ผู้ปฏิบัติควรเดินจงกรมระยะที่ ๑ ก่อน พอเริ่มรู้สึกว่าเท้าเบา และ สามารถรับรู้สภาวะปรมัตถ์ ได้แก่อาการเคลื่อนไหวของเท้าได้ชัดเจน ไม่รู้สึกว่ามีสัณฐานของเท้า แล้วจึงเพิ่มระยะของการเดินให้ละเอียดขึ้น ตามลำคับ ถ้ารู้สึกว่าการเดินจงกรมระยะที่ , ยังไม่ค่อยดี คือ ตามรู้อาการ เคลื่อนไหวไม่ชัดเจน ไม่ควรเพิ่มระยะการเดิน เพราะไม่มีสติตามรู้อาการ เคลื่อนไหวนั้นๆ จิตที่หยาบจะรับรู้อารมณ์หยาบ จิตที่ละเอียดจะรับรู้ อารมณ์ที่ละเอียด เมื่อจิตยังหยาบอยู่ควรกำหนดรู้อารมณ์หยาบ คือการ เดินจงกรมระยะต้นๆ ถ้าจิตละเอียด ผู้ปฏิบัติควรเพิ่มระยะการเดินจงกรม ให้ละเอียดขึ้น ความมืดสลัว ย่อมมัวหมอง หวังเพ่งจ้องความชัดเจนไม่เห็นหน ดุจคั่งแสงริบหรี่ ในใจคน หวังซึ่งผล "ความแจ่มชัด" ไม่อาจเจอ จงปลูกสร้าง พลังแสงแห่งปัญญา บรรเจิดจ้าจรัสศรี มิฝืนเพ้อ ปรากฏแจ่มกลางใจ ใช่ละเมอ เมื่อพบเจอ ย่อมชัดเจน เพราะเห็นจริง


187 อานิสงส์การเดินจงกรม ๕ อย่าง ๑. อทฺธานกขโม โหติ ทนต่อการเดินทางไกล ๒. ปธานกฺขโม โหติ ทนต่อการทำความเพียร ๓. อปฺปาพาโธ โหติ มีอาพาธน้อย ๔. อสิตํ ปิตํ ขายิตํ ของที่กิน - ดื่ม - เคี้ยว สายิ สมุมา ปริณามํ คจุฉติ ลิ้มแล้ว ย่อมย่อยดี ๕. จงฺกมาธิคโต สมาธิ สมาธิที่ได้ในเวลาเดินจงกรม จิรภูฐิติโก โหติ ย่อมตั้งอยู่ได้นาน (จาก สุตนิบาต อังคตรนิกาย) การกำหนดต้นจิต การเดินจงกรมระยะที่ 1 เมื่อผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าเท้าเบา อาการเคลื่อนไหว ของเท้าลื่นไหลต่อเนื่องกัน ดุจน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย จิตมีความปราราถนา จะเดินเกิดขึ้น ก่อนการเดินจึงควรกำหนดรู้จิตนั้นก่อนเดินทุกๆ ก้าว โดย การกำหนดว่า "อยากเดินหนอ" แล้วจึงเดิน เวลาจะกลับกำหนดว่า "อยาก กลับหนอ" แล้วจึงกลับ เดินจงกรมจนจิตมีความรู้สึกว่าอยากจะนั่ง แล้วจึง กำหนดว่า "อยากนั่งหนอ" การกำหนดต้นจิตนี้เป็นการตามรู้จิตที่คิด อยากจะเดิน อยากเคลื่อนไหวเท้าในระยะต่างๆ จิตดังกล่าวประกอบด้วย กุศล ฉันทะ และเจตนาที่ต้องการจะเคลื่อนไหว ถ้าจิตไม่มีฉันทะและ เจตนา เราจะเคลื่อนไหวกายไม่ได้ ตามพระพุทธดำรัสว่า"บุคคลตั้งใจแล้ว จึงทำกรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจ" (อง.ฉกุก. ๒๒/๖๓/๓๙๕)


188 การนั่งกัมมัฏฐาน เมื่อเดินจงกรมจนได้เวลาที่กำหนดแล้วต้องการจะนั่ง แล้วตามรู้ อาการนั่ง โคยการย่อตัวลงพร้อมกับกำหนดว่า "นั่งหนอๆ" จนกว่าจะนั่ง เสร็จเรียบร้อย ให้นั่งขัดสมาธิ คือเอาขาขวาทับขาช้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวให้ตรง ทำสติให้มั่น หรือจะนั่งในท่าอื่นๆ ที่เหมาะสมกับตนผู้สูงอายุ หรือผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะนั่งบนเก้าอี้ได้ แต่ไม่ควรพิงพนัก เพราะจะทำให้ความเพียรย่อหย่อน เกิดความง่วงนอนได้ง่าย ลำคอและ หลังต้องตรง ไม่ก้มหน้าไม่งอหลัง เพราะจะทำให้ปวดเมื่อย หลับตาเบาๆ เพื่อไม่ให้รับรู้อารมณ์ภายนอก คือภาพที่เห็นอยู่ ผ่อนคลายร่างกายและ จิตใจ หายใจเข้า ออกตามธรรมชาติ ไม่ควรหายใจเร็วหรือช้า หรือกลั้นลม หายใจ เครื่องนุ่งห่มที่สวมใส่ ควรจะหลวม ไม่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้ ความรู้อาการพองยุบของท้องได้ง่าย เอาสติตั้งไว้ที่ท้อง เวลาหายใจเข้า ท้องพอง เวลาหายใจออกท้องยุบเวลาท้องพองก็กำหนดว่า "พองหนอ" เวลาหายใจออกท้องยุบกำหนดว่า "ยุบหนอ" อย่าให้ก่อนหรือหลัง คือให้ สติจับอยู่ที่อาการพองยุบ การกำหนดเวทนา ในขณะที่นั่งอยู่นั้น ถ้าเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เช่น เจ็บปวด เมื่อย เป็นต้นให้ปล่อยพองยุบไว้ แล้วเอาสติไปกำหนดที่เจ็บ ปวด เมื่อย ดัน เป็นต้น พร้อมกับกำหนดว่า"เจ็บหนอ" หรือ "ปวดหนอๆ" สุดแท้แต่เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อเวทนาหายแล้วเอาสติไปกำหนดที่ท้องแล้ว กำหนดว่า "พองหนอ ยุบหนอ" ต่อไป


189 การกำหนดทางทวารทั้ง ๖ มีดังนี้ ๑. ขณะเห็นรูปหรือสีต่างๆ ให้เอาสติกำหนดรู้ที่ตา โดยกำหนดว่า "เห็นหนอ" ๒. ขณะได้ยินเสียงต่างๆ ให้เอาสติกำหนดรู้ที่หู โดยกำหนดว่า "ได้ยินหนอ" ๓. ขณะได้กลิ่น ให้เอาสติกำหนดที่จมูก โดยกำหนดว่า "ได้กลิ่นหนอ" ๔. ขณะได้ลิ้มรสต่างๆ ให้กำหนดสติกำหนดรู้ที่ลิ้น โดยกำหนดว่า "รสหนอ" ๕. ขณะที่กายสัมผัสถูกต้องสิ่งต่างๆ ให้กำหนดที่กาย เช่น เย็นหนอ ร้อนหนอ เป็นต้น ๖. ขณะคิดถึงสิ่งต่างๆ เช่น คิดถึงบ้าน ทรัพย์สมบัติ หรือกิจการงานต่างๆ ให้เอาสติไปกำหนดที่จิต คือ ความคิดหรืออาการคิด ไม่ใช่ไปกำหนดที่ หัวใจ เพราะหัวใจเป็นรูป มิใช่นามแล้วกำหนดว่า "คิดหนอๆ" จนกว่า จะหยุดคิด เมื่อหยุดคิดแล้ว จึงกลับไปกำหนด "พองหนอยุบหนอ" ต่อไป หรือแม้แต่ดีใจ เสียใจ โกร ธ เป็นต้น ก็กำหนดว่า "ดีใจหนอๆ เสียใจหนอๆ โกรธหนอๆ" จนกว่าความดีใจ ความเสียใจ และความโกรธ จะหายไป การกำหนดเสียง ในขณะที่นั่งอยู่นั้น ถ้ามีเสียงดังหนวกหู ให้เอาสติกำหนดที่หู แล้ว กำหนดว่า "ได้ยินหนอๆ" จนกว่าจะหายหนวกหู แล้วจึงกลับไปกำหนด พองยุบต่อไป


190 การกำหนดอาการนอน การกำหนดเวลานอนให้ค่อยๆ เอนลงพร้อมกับกำหนดว่า "นอน หนอๆ" จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ให้สติตามดูอาการเคลื่อนไหวของ ร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ว เอาสติตั้งไว้ที่ท้องแล้วกำหนดว่า "พอง หนอ" (๓) หมวดสัมปชัญญะ การตามรู้อิริยาบถย่อย ภิกษุเป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอในการก้าวไปข้างหน้า ในการก้าว กลับหลัง เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอในการดูแล ในการเหลียวดู เป็นผู้ทำ ความรู้ตัวอยู่เสมอในการกู้เข้า ในการเหยียดออก เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่ เสมอในการทรงผ้าสังมาฏิ บาตร และจีวร ในการกินในการดื่ม ในการ เคี้ยว ในการลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ ในการเดิน ในการยืน ในการนั่ง ในการนอน ในการหลับ ในการตื่นนอน ในการพูด ในการนั่ง สัมปชัญญะ ๔ ประการ พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงสัมปชัญญะ ๔ ประการ คือ ๑. สาตถกสัมปชัญญะ ตามรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ ๒. สัปปายสัมปชัญญะ ตามรู้สิ่งที่เหมาะสม ๓. โคจรสัมปชัญญะ ตามรู้อารมณ์ของสติปัฏฐาน ๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ ตามรู้แจ้งโดยไม่สงสัย ๑. สาตถกสัมปชัญญะรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และทำแต่สิ่งที่เป็น ประโยชน์นั้น เมื่อรู้ว่ามีประ โยชน์แล้วจึงทำ เมื่อรู้ว่าไม่มีประโยชน์ควรหลีกเลี่ยง เพราะ ทำให้เกิดกิเลสเบาบางลง รู้จักตัวเองดีขึ้น ๒. สัปปายสัมปชัญญะ รู้สิ่งที่เหมาะสม และทำสิ่งที่เหมาะสมนั้น เช่น การปฏิบัติธรรมในที่สงัดเหมาะกับตน ก็ควรปฏิบัติธรรมในที่สงัดนั้น


191 ๓. โคจรสัมปชัญญะ การกำหนดรู้อารมณ์ของสติปัฏฐาน ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรมโคจรสัมปชัญญะนี้ เป็นสัมปชัญญะที่สำคัญ เพราะ เป็นแนวทางของการปฏิบัติที่สอดคล้องกับสติปัฏฐาน ตามที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ในการเจริญสติปัฎฐานสังยุต (สํ. มหา. ๑๙/๓๗๒/๑๒๙) ว่า "ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไปใน โคจรคามอันเป็นมรดกแห่งบิดาของตน เมื่อพวกเธอเที่ยวไปใน โคจรคาม มารจักไม่ได้ช่อง ไม่ได้โอกาส ภิกษุ ทั้งหลายโคจรคามอันเป็นมรดกแห่งบิดาของตน ถือ สติปัฏฐาน ๔" ๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ เมื่อเจริญโคจรสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งถึงหลับ จะทำให้เกิดสมาธิแน่วแน่มั่นคงแล้ว จะ เกิดปัญญารู้แจ้งในไตรลักษณ์ ปัญญา ดังกล่าวนั้น คือ อสัมโมหสัมปชัญญะ ที่เป็นการรู้แจ้งโดยไม่สงสัย ปัญญานี้จะเป็นเครื่องกำชัดกิเลส เป็น สมุจเฉทปหานตามพระพุทธดำรัสว่า “สมาธิที่อบรมด้วยศีลมีผลมาก มี อานิสงส์มากจิตที่อบรมด้าขปัญญา ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส ถือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ”(ที มหา. ๑๐/๑๖๒/๘๒) (๔) หมวดปฏิกูลมนสิการ การตามรู้อาการ ๓๒ ภิกษุพิจารณาดูกายนี้แหละ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต้นตั้งแต่ปลาย ผมลงมา เบื้องล่าง มีหนังหุ้มโคยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการ ต่างๆ มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน กระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอค ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหาร เก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขช้อ น้ำมูตร


192 (๕) หมวดธาตุมนสิการ การรู้ธาตุทั้ง ๔ ภิกษุตามพิจารณาดูกาขนี้แหละ ตามที่สถิตอยู่ ตั้งอยู่ในความเป็น ธาตุว่าในกายนี้มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อยู่ เหมือนคนฆ่าวัว หรือ ลูกมือของคนฆ่าวัวผู้มีทักษะ ครั้นฆ่าแม่วัวแล้ว นั่งชำแหละเนื้อออกเป็น ชิ้นๆ (จำหน่าย) อยู่ ณ ทางใหญ่ ๔ แพร่ง ภิกษุพิจารณาตามนี้แหละ ตามที่สถิตอยู่ โดยเป็นธาตุว่า "ในกายนี้มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุ ลม" (๖) หมวดนวสีวถิกา การตามรู้ซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ๙ ภิกษุพึงเห็นซากศพที่เขาตั้งทิ้งไว้ในปาช้าที่ตายได้ ๑-๒-๓ วัน เป็น ศพขึ้นอืดเขียวปืดท่อนกระดูกที่มีสีขาวเหมือนสังข์ พึงเอากายนี้เข้าไป เปรียบเทียบกับกายของตนว่ามีอย่างนี้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นจากนี้ไปได้ ภิกษุพึงเห็นซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าที่เป็นท่อนกระดูกอยู่ ด้วยกันเกิน หนึ่งปิมาแล้ว พึงเปรียบเทียบกับกายนี้ว่ามีอย่างนี้เป็นธรรมด ไม่ล่วงพ้น จากนี้ไปได้ ๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนา คือ ความรู้สึกทางกาย หรือความรู้สึกทางใจ มี ๓ ประเภท คือ ๑. สุขเวทนา ความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกทางกาย เช่น ตัวเบา สบายสดชื่นความรู้สึกเป็นสุขทางใจ เช่น ความดีใจ ความปลื้มใจ ความ เอิบอิ่มใจ สบายใจ ปิติยินดี ๒. ทุกขเวทนา ความรู้สึกเป็นทุกข์ ความรู้สึกเป็นทุกข์ทาง กาย เช่น เจ็บปวดเมื่อย เหน็บชา กัน แสบ ร้อนภายในร่างกาย


193 ความรู้สึก เป็นทุกข์ทางใจ ความไม่สบายใจ ท้อแท้ลำบากใจ เร่า ร้อนใจ เสียใจ น้อยใจ คับแค้นใจ ๓. อุเบกขาเวทนา ความรู้สึกวางเฉย เช่น ความรู้สึกไม่เป็นสุข หรือทุกข์อย่างชัดเจน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ตามรู้เวทนาเหล่านี้ ในมหาสติปิฎฐานสูตรว่า "ภิกษุเฝ้าดามดู เวทนาในเวทนาทั้งหลายอย่างนี้" ๑. เมื่อเสวยเวทนาเป็นสุขก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวยเวทนาเป็นสุขอยู่" ๒. เมื่อเสวยเวทนาเป็นทุกข์ก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวยเวทนาเป็น ทุกข์" ๓. เมื่อเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวยเวทนา ไม่ทุกข์ไม่สุข" ๔. เมื่อเสวยเวทนาเป็นสุขมีอามิสก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวยเวทนา เป็นสุขมีอามิส" ๕. เมื่อเสวยเวทนาเป็นสุขไม่มีอามิสก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวย เวทนาเป็นสุขไม่มีอามิส" ๖. เมื่อเสวยเวทนาเป็นทุกข์มีอามิสก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวย เวทนาเป็นทุกข์มีอามิส" ๗. เมื่อเสวยเวทนาเป็นทุกข์ไม่มีอามิสก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวย เวทนาเป็นทุกข์ไม่มีอามิส" ๘. เมื่อเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขมือามิสก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้าเสวย เวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขมีอามิส" ๙. เมื่อเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขไม่มีอามิสก็กำหนดรู้ว่า "ข้าพเจ้า เสวยเวทนาไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่มีอามิส"


194 ความสุขกายสุขใจ ผู้ปฏิบัติเมื่อรู้สึกว่า "ตัวเบาสบาย สดชื่น จัดว่าเป็นความสุขทางกาย โดยกำหนดความรู้สึกนั้น กำหนดว่า "เบาหนอๆ" หรือ "สุขหนอๆ" ในขณะ ที่ความเจ็บปวดหายไป มักจะมีความรู้สึก "เย็นซาบซ่าน" แทน เมื่อรู้สึกดี ใจ ปลาบปลื้มใจ เอิบอิ่มใจ สบายใจ ปิติยินดี จัดว่าเป็นความรู้สึกสุขทาง ใจ โดยกำหนดว่า "ดีใจหนอๆ" "ปลาบปลื้มหนอๆ" "เอิบอิ่มหนอๆ" ความทุกข์ทางกายทางใจ เวลานั่งกัมมัฏฐานนานจะเริ่มรู้สึกเจ็บปวด เมื่อย เหน็บชา คัน แสบ ร้อนที่ขา ข้อพับ ก้นกบ ตาตุ่ม จัดว่าเป็นความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย พึงกำหนดความรู้สึกนั้นๆ กำหนดตามอาการความรู้สึกนั้นๆ เช่น "เจ็บ หนอๆ" "ปวดหนอๆ" "เมื่อยหนอๆ" "ชาหนอๆ" "คันหนอๆ""แสบหนอๆ" เป็นต้น เมื่อเกิดความไม่สบายใจ พึงกำหนดรู้ตามความรู้สึกนั้นๆ โดย กำหนดว่า"ไม่สบายใจหนอๆ" "ท้อแท้หนอๆ" "เร่าร้อนหนอๆ" ตามอาการ นั้นๆ ความวางเฉย ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานเมื่อเกิดความรู้สึกวางเฉย พึงกำหนดความรู้สึก นั้นๆ โดยกำหนดว่า"เฉยหนอๆ" ความวางเฉยจะไม่ปรากฎเมื่อแรกเริ่ม ปฏิบัติ จะปรากฎชัดหลังจากได้บรรลุวิปัสสนา ขั้นที่ ๕ คือ ภังคญาณ มักจะเกิดในขณะนั่งกัมมัฏฐานพึงตามรู้ทันอาการนั้น


195 ๓.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ทางทวารหก เห็นรูป ได้ยินเสียง รู้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัสนึกคิดอารมณ์ต่างๆ จิตเป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ แต่จิตก็เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน เช่น จิตที่ประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน เป็นต้น ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ม.ม. ๑๒/ ๑๐๓-๑๒๓) ว่า"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูจิตในจิตอย่างนี้ว่า" ๑. จิตมีราคะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตมีราคะ" ๒. จิตปราศจากราคะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตปราศจากราคะ" ๓. จิตมีโทสะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตมีโทสะ" ๔. จิตปราศจากโทสะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตปราศจากโทสะ" ๕. จิตมีโมหะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตมีโมหะ" ๖. จิตปราศจากโมหะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตปราศจากโมหะ" ๗. จิตหดหู่ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตหดหู่" ๘. จิตฟุ้งซ่าน ก็กำหนดรู้ว่า "จิตฟุ้งซ่าน" ๙. จิตเป็นมหัคตะ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตเป็นมหัคตะ" ๑๐.จิตเป็นสอุตตระ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตเป็นสอุตตระ" ๑๑.จิตเป็นอนุตตระ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตเป็นอนุตตระ" ๑๒.จิตเป็นสมาธิ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตเป็นสมาธิ" ๑๓.จิตไม่เป็นสมาธิ ก็กำหนดรู้ว่า "จิตไม่เป็นสมาธิ" ๑๔.จิตหลุดพ้นแล้ว ก็กำหนดรู้ว่า "จิตหลุดพ้นแล้ว" ๑๕.จิตไม่หลุดพ้นแล้ว ก็กำหนดรู้ว่า "จิตไม่หลุดพ้นแล้ว"


Click to View FlipBook Version