196 วิธีตามรู้จิต เมื่อเกิดความรู้สึกพอใจหรือผูกพันในตัวบุคคลหรือสิ่งของ อย่างใด อย่างหนึ่ง พึงตามรู้หรือกำหนดรู้จิตที่ประกอบด้วยความโลภนั้น แล้วกำหนดว่า "ชอบหนอๆ" "พอใจหนอๆ""โลภหนอ" "รักหนอ" หรือ "กำหนัดหนอๆ" เมื่อเกิดความไม่พอใจหรือประสบกับสิ่งของที่ไม่น่า ปรารถนา นั่งกำหนดจิตที่ประกอบด้วยความโกรธนั้น โดยกำหนดว่า "ไม่ชอบหนอๆ หงุดหงิดหนอๆ ขุ่นเคืองหนอๆ เกลียดหนอๆ โกรธหนอ ป่องร้ายหนอๆ เมื่อเกิดความฟุ้งซ่านคิดถึงอดีตที่ผ่านมา หรือคิด คาดการณ์ล่วงหน้า กำหนดจิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านนั้น โดยกำหนดว่า "คิดหนอๆ" หรือ ฟุ้งหนอๆ" การปฏิบัติธรรม เป็นวิธีฝึกจิตไม่ให้เกิดกิเลสครอบงำ ความสะอาด บริสุทธิ์ สว่าง สงบการกำหนดรู้จิต ตามหลักจิตตานุปัสสนา จึงมีความสำคัญมาก ในการปฏิบัติอาการฟุ้งซ่าน คืออาการที่จิตซัดส่าย ไม่รับรู้ปัจจุบันอารมณ์ เช่น อาการพองยุบ ซึ่งเป็นอารมณ์หลักในการนั่ง อาการเคลื่อนไหวทางเท้า ที่เป็นอารมณ์ หลักในการเดินจิตที่ไม่ได้อบรม จะรับรู้เรื่องที่ฟุ้งได้ทันที เพราะสภาพของจิตยังหยาบ ดังนั้น นักปฏิบัติ ควรจะกำหนดรู้อาการฟุ้ง ด้วยความรวดเร็วที่มีความฟุ้งเกิดขึ้น ๔.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนา การดำรงสติตามรู้สภาวธรรม ได้แก่ อาการที่เกิดขึ้น ทั้งทางกาย และทางจิต มี ๔ ประการ คือ ๑. หมวดนิวรณ์ การตามรู้นิวรณ์ ๕ ๒. หมวดขันธ์ การตามรู้ขันธ์ ๕ ๓. หมวดอายตนะ การตามรู้อายตนะ ๑๒ ๔. หมวดโพชฌงค์ การตามรู้โพชฌงค์ ๗ ๕. หมวดอริยสัจ การตามรู้อริยสัจ ๔
197 (๑) หมวดนิวรณ์ การตามรู้นิวรณ์ ๕ เมื่อกามฉันทะมีอยู่ภายใน ก็กำหนดรู้ว่า "กามฉันทะในภายในมีอยู่" เมื่อกามฉันทะไม่มีก็กำหนดว่า "กามฉันทะ ไม่มี" กำหนดการเกิด และการละกามฉันทะนั้น เมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ภายใน ก็กำหนดรู้ว่าพยาบาทไม่มีอยู่ในภายใน เมื่อพยาบาทมีอยู่ในภายใน ก็กำหนดรู้พยาบาทนั้น กำหนดการเกิด และการละพยาบาทนั้น เมื่อความท้อแท้ ง่วงเหงาเชื่องซึมมีอยู่ภายใน ก็กำหนดรู้อาการง่วง เหงา เชื่องซึม ที่มีอยู่ในภายใน เมื่อความง่วงเหงา เชื่องซึม ไม่มีอยู่ในภายใน ก็กำหนดรู้อาการนั้น และกำหนดความเกิดและการละอาการนั้น เมื่อความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำกาญใจ มีอยู่ภายใน ก็กำหนดรู้ความ ฟุ้งช่าน หงุดหงิดรำคาญใจ ที่มีอยู่ภายใน เมื่อความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำ กาญใจ ไม่มีอยู่ในภายใน ก็กำหนดรู้อาการนั้น และกำหนดความเกิดขึ้น และการละ เมื่อความสงบสงสัยภายในมีอยู่ หรือเมื่อความสงบสงสัยในภายใน ไม่มีอยู่ ก็กำหนด รู้อาการนั้น กำหนดรู้การเกิดขึ้นและการละอาการนั้น
198 (๒) หมวดขันธ์ การตามรู้ขันธ์ ๕ "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ กำหนดรู้รูป การเกิดขึ้นของรูป การดับของรูป, กำหนดรู้เวทนา การเกิดขึ้นของเวทนา การดับของเวทนา, กำหนดรู้สัญญา การเกิดขึ้นของสัญญา การดับของ สัญญา, กำหนดรู้สังขาร การเกิดขึ้นของสังขาร การดับของสังขาร,กำหนด รู้วิญญาณ การเกิดขึ้นของวิญญาณ และดับไปของวิญญาณ" (๓) หมวดอายตนะ การตามรู้อายตนะ ๑๒ อายตนะ สภาวธรรม ขยายชาติ ได้แก่ อายตนะ ๑๒ ๑. อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๒. อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ การตามรู้อายตนะตามหลักธัมมานุปัสสนา การกำหนดรู้สภาวธรรม มีการเห็น เป็นต้นไม่ใส่ใจต่ออารมณ์ภายนอก ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอจงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่า เห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน เมื่อรู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้น หรือกาย ก็สัก แต่ว่ารู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้น หรือกาย เมื่อรู้อารมณ์ทางใจ ก็สักแต่ว่ารู้ อารมณ์ทางใจ"(บุ.อุ. ๒๕/๑๐/๑๐๑)
199 วิธีปฏิบัติต่ออายตนะ เมื่อเห็นรูป ไม่พึงใส่ใจสัณฐาน หรืออวัยวะน้อยใหญ่ที่เห็นอยู่ ตามรู้ ที่อาการ เห็นแล้วกำหนดว่า "เห็นหนอๆ" สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินเสียง ไม่ควรใส่ใจในเสียงที่ได้ยิน ตามรู้อาการได้ยิน แล้วกำหนดว่า "ได้ยิน หนอๆ" สักแต่ว่าได้ยิน เมื่อรู้กลิ่นไม่ควรใส่ใจในกลิ่นที่รู้ ตามรู้อาการรู้กลิ่น แล้วกำหนดว่า "รู้กลิ่นหนอๆ" สักแต่ว่ารู้กลิ่น เมื่อลิ้มรสไม่ควรใส่ใจรสที่ ลิ้มอยู่ตามรู้อาการลิ้มรสแล้วกำหนดว่า "ลิ้มรสหนอๆ" สักแต่ว่าลิ้มรส เมื่อสัมผัสไม่ควรใส่ใจในสิ่งที่กระทบ ตามรู้ที่อาการสัมผัส แล้วกำหนดว่า "ถูกหนอๆ" สักแต่ว่าสัมผัส เมื่อคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ควรใส่ใจเรื่องที่คิด อยู่ ตามรู้ที่อาการคิดแล้วกำหนดว่า "คิดหนอๆ" สักแต่ว่าคิด (๔) หมวดโพชฌงค์ การตามรู้โพชฌงค์ ๗ "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ เมื่อสติสัมโพชณงค์ ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าสติสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ หรือว่าเมื่อสติ สัมโพชณงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าสติสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ กำหนดการเกิดขึ้น ความเจริญบริบูรณ์ของสติสัมโพชฌงค์นั้น เมื่อธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าธรรม วิจยสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่หรือว่าธรรมวิจยสัมโพชมงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่า ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ก็ไม่มีกำหนดการเกิดขึ้นเหตุแห่งการ เกิดขึ้น และความเจริญบริบูรณ์ของธรรมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่า วิริยสัมโพชฌงค์ ภายใน มีอยู่ เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นภายในไม่มี และกำหนดการเกิดขึ้น เหตุแห่งการเกิดขึ้น และความ เจริญบริบูรณ์ของปิติสัมโพชฌงค์นั้น
200 เมื่อปิติสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าปิติสัมโพชฌงค์ภายใน มีอยู่ เมื่อปิติสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าปิติสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นภายในไม่มี และกำหนดการเกิดขึ้น เหตุแห่งการเกิดขึ้น และความ เจริญบริบูรณ์ของปิติสัมโพชฌงค์นั้น เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ภายในมีอยู่ หรือว่าเมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ และกำหนดการเกิดขึ้น เหตุแห่งการ เกิดขึ้น และความบริบูรณ์ของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ ภายในมีอยู่เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าสมาธิสัม โพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ กำหนดรู้ความเกิดขึ้น เหตุแห่งการเกิดขึ้น และ ความเจริญบริบูรณ์ของสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าอุเบกขา สัมโพชฌงค์ภายในมีอยู่ หรือเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ภายในไม่มีอยู่ ก็กำหนดรู้ว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ภายในไม่มี และกำหนดการเกิดขึ้น เหตุแห่งการเกิดขึ้น และความเจริญบริบูรณ์ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น เพื่อขจัดศัตรูที่ลี้ลับ คือ "อวิชชา" อันเป็นกิเลสที่มีอยู่ภายในตัวเราแล้ว (๕) หมวดอริยสัจ การตามรู้อริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ กำหนดรู้ตามเป็นจริงว่า นี้ ทุกข์ นี้ที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์ นี้ความดับแห่งทุกข์ นี้ปฏิปทาดำเนินไปสู่ความ ดับทุกข์ หรือเฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิ่งที่ดับไปในธรรมทั้งหลาย เพียงเพื่อรู้ ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ทั้งไม่ยึดถืออะไรๆในโลกนี้ ชื่อว่า เฝ้า ตามดูธรรมในธรรม คือ อริยสัจ ๔
201 วิปัลลาส ๓ ใน ๔ แง่ วิปัลลาส คือ ความเห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น ได้แก่ สิ่งทั้งหลายเป็น"อสุภะ" คือ ไม่สวยงาม เป็น "ทุกขัง" คือ ความไม่สบาย เป็น "อนิจจัง" คือ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนเป็น "อนัตตา" คือ ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่ใช่ตัวตนบังกับบัญชาว่ากล่าว ให้เป็นไปตามใจชอบไม่ได้๓ ประการ คือ ๑. ทิฏฐิวิปัลลาส วิปัลลาสไปเพราะความเห็นผิด ๒. จิตตวิปัลลาส วิปัลลาสไปเพราะความเข้าใจผิด ๓. สัญญาวิปัลลาส วิปัลลาสไปเพราะความจำผิด ๑. ทิฏฐิวิปัลลาส วิปัลลาสไปเพราะความเห็นผิด มี ๔ ประการ คือ ๑. เห็นผิดว่าเป็นของสวยงาม ๒. เห็นผิดว่าเป็นของสุขสบาย ๓. เห็นผิดว่าเป็นของเที่ยงแท้จีรังยั่งยืน ๔. เห็นผิดว่าเป็นตัวตน ๒.จิตตวิปัลลาส วิปัลลาสไปเพราะความเข้าใจผิด มี ๔ ประการ คือ ๑. เข้าใจผิดว่าเป็นของสวยงาม ๒. เข้าใจผิดว่าเป็นของสุขสบาย ๓. เข้าใจผิดว่าเป็นของเที่ยงแท้จีรังยั่งยืน ๔. เข้าใจผิดว่าเป็นตัวตน
202 ๓.สัญญาวิปัลลาส วิปัลลาสไปเพราะความเข้าใจผิด มี ๔ ประการ คือ ๑. จำผิดว่าเป็นของสวยงาม ๒. จำผิดว่าเป็นของสุขสบาย ๓. จำผิดว่าเป็นของเที่ยงแท้จีรังยั่งยืน ๔. จำผิดว่าเป็นตัวตน โยนิโสมนสิการ เป็นบุพนิมิตเพื่อกวามเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ฉะนั้น โยนิโส มนสิการเป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ พระพุทธองค์ได้ตรัส แก่ภิกษุว่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำในใจโดยอุบายแยบคายย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์ใหญ่หลวง พละ ๕ วิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเหตุให้ อินทรีย์ และพละตื่นตัว ทำให้เกิดกำลังทางจิต แล้วมาปฏิบัติพัฒนา ปัญญาให้เข้มแข็ง ขจัดสิ่งเลวร้ายภายในตัวเราออกไป ผู้ปฏิบัติจะต้องทำ ให้เกิดขึ้นเพื่อขจัดสัตรูที่ลี้ลับ คือ "อวิชชา" อันเป็นกิเลสที่มีอยู่ภายในตัว เราแล้ว อันเป็นกิเลสที่มีอยู่ภายในตัวเราแล้ว ทำให้เกิดวิปัสสนาเกิดขึ้น โดยพยายามให้พละ ๕ เกิดขึ้น ๑. ศรัทธา ความเชื่อ ความเสื่อมใส เป็นปฏิปักษ์ต่อความไม่เชื่อ ซึ่ง เป็นตัวกิเลสตัณหา ๒. วิริยะ ความเพียร เป็นปฏิปักษ์ต่อความเกียจคร้าน ๓. สติ ความระลึกรู้ เป็นปฏิปักษ์ต่อความหลงลืม ๔. สมาธิ ความตั้งใจ ใจบริสุทธิ์ ใจอิสระ เป็นปฏิปักษ์ต่อความ ฟุ้งซ่าน
203 ๕. ปัญญา ความรอบรู้ เป็นปฏิปักษ์ต่อความลุ่มหลง งมงาย ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน สามารถปรับพละ ๕ ให้สมดุลกันได้ ปรับศรัทธากับปัญญา และปรับวิริยะกับสมาธิให้สม่ำเสมอกัน เพื่อให้มาก เพื่อปราบกิเลสและนิวรณ์ และให้บรรลุวิสุทธิ และญาณได้ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ญาณที่พิจารณาเห็นความเกิดและความดับของรูปนาม เห็นความ เกิดโดยไม่ต้องเปลี่ยนอารมณ์ หมายความว่า กำลังได้เห็น กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังได้รส กำลังได้สัมผัสเป็นต้น รูปนามก็เกิดดับอยู่ ผู้ที่รู้ รูปนามเกิดดับไปด้วยกัน อันเป็นความเห็นทั้งความดับของรูปนามเก่า และความเกิดของรูปนามใหม่ เรียกว่า "เห็นความเกิด และความดับ" เห็นอยู่อย่างนี้เรียกว่า "สันตติขาค" เข้าถึง "อุทยัพพยญาณ" ญาณที่เห็น ไตรลักษณ์ชัดเจน ถ้าเห็นอย่างอ่อนเรียกว่า "ตรุณอุทยัพพยญาณ" ถ้าเห็น อย่างแก่กล้า เรียกว่า "พลวอุทยัพพยญาณ"ตรุณอุทยัพพยญาณ คือ ญาณ ที่อ่อนอยู่ ยังไม่แก่เต็มที่ จึงเป็นเหตุทำให้เกิด "อุปกิเลสของวิปัสสนา" ซึ่งเป็นอันตรายของวิปัสสนา เรียกว่า "วิปัสสนูปกิเลส" มี ๑๐ ประการ ๑. โอภาส มีแสงสว่างที่เกิดขึ้นกับปัญญาญาณในขณะที่วิปัสสนา แก่กล้า ๒. ปิติ ความอิ่มใจหรือความยินดีขณะที่วิปัสสนาแก่กล้า ๓. ปัสสัทธิ ความสงบและจิตเกิดขึ้นเมื่อวิปัสสนาแก่กล้า ๔. ปัดานะ ความเพียรแก่กล้าเกิดขึ้นเมื่อวิปัสสนาแก่กล้า ๕. อธิโมกข์ ความน้อมใจเกิดขึ้นเมื่อวิปัสสนาแก่กล้า ๖. สุข ความสบายเกิดขึ้น ทำให้ติดสุขที่ประณีต ๗. ญาณ ได้แก่วิปัสสนาญาณที่แก่กล้าเกินไปจนทำให้เสียปัจจุบัน ธรรม
204 ๘. อุปัฎฐาน สติที่เข้าไปตั้งมั่น อารมณ์ รูปนาม จนเกินไป ทำให้ ปรากฎนิมิตต่างๆ ๙. อุเบกขา วางเฉขเกินไป ทำให้ความเพียรย่อหย่อนเกินไป ๑๐.นิกันติ ชอบใจ ติดใจในกิเลส 5 ประการ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั้นกระทำความอาลัยในวิปัสสนูปกิเลสที่เกิดขึ้นทั้ง ๘ ประการ มี โอภาส เป็นต้นอันละเอียดมีอาการอันสงบ เกิดขึ้น วิปัสสนาญาณ ๑๖ ญาณ หมายถึง ปัญญาที่กำหนดรู้ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา เห็นประจักษ์ไตรลักษณ์ของรูปนาม สภาพที่รู้พระไตรลักษณ์นั้น เรียกว่า "ญาณ" คือ ความรู้ที่ประกอบด้วยเหตุผล เช่น รู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ญาณ ๑๖ มีแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค(ขุ.ป. ๓๑/, - ๔) พระสารีบุตรเป็นผู้กล่าว พระอานนท์เป็นผู้นำมาแสดงในคัมภีร์วิสุทธิ มรรคและปฏิสัมภิทามรรค (ขุ.ม.๓๐/๑ - ๒) ญาณ ๑๖ เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า "วิปัสสนาญาณ ๑๖" คือ ๑.นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งรูปนาม ว่าเป็นคนละส่วน ๒.ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งปัจจัยให้เกิดรูปนาม คือ รูป เกิด จากกรรม จิต อุตุอาหาร นามเกิดจากอารมณ์ วัตถุ มนสิการ ๓. สัมมสนญาณ ปัญญาเห็นแจ้งไตรลักษณ์ ได้แก่ ความเกิดดับของ รูปนามรูปนามคับไป รูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทน ขึ้นมาเห็นอย่างนี้เรียกว่า "สันตติ ยังไม่ขาด" ยัง ต้องอาศัยจินตมยปัญญาอยู่ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ส้มมสนญาณ" เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตร ลักษณ์
205 ๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งพระไตรลักษณ์ชัดเจน สันตติขาด ได้แก่เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ เห็นรูปนามเกิดในขณะที่เกิด คือ เห็น ในขณะที่ เกิดและในขณะที่ดับ อุทยัพพยญาณนี้จำแนกเป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณ ที่อ่อนอยู่ และ พลวอุทขัพพยญาณ เป็นญาณที่ แก่กล้า ๕.ภังคญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งความดับอย่างเดียว เพราะความ ดับของรูปนาม เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด ๖.ภยญาณ บางทีก็เรียกว่า "ภยตูปัฎฐานญาณ" ปัญญาที่ เห็นแจ้งนามรูปว่า "เป็นภัย" น่ากลัวเหมือนคน กลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น ๗. อาทีนวญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งรูปนามว่า "เป็นโทษ" เหมือนคนที่เห็น ไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น ๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาเห็นแจ้งขันธ์ ๕ ว่า เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย ๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาเห็นแจ้งว่า "ใดร่จะพ้นจากขันธ์ ๕" เหมือนปลาที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอกไปสู่น้ำ ๑๐.ปฏิสังขาญาณ ปัญญาเห็นแจ้งเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบาย ที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากขันธ์ ๕ ๑๑.สังขารุเบกขาญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งว่า จะหนีไม่พ้น จึงเฉยอยู่ ไม่ยินดียินร้ายเหมือนบุรุษที่เพิกเฉยต่อ ภรรยาที่หย่าร้างกัน ๑๒.อนุโมญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งในการคล้อยตามอริยสัจญาณ หรือจะเรียกว่า "สัจจานุโลมิกญาณ" ก็ได้
206 ๑๓.โคตรภูญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตร ปุถุชนเป็น "โคตรอริยชน" ๑๔.มัคคญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งพระนิพพาน และตัดขาดจาก กิเลส เป็นสมุจเฉทปหาน ๑๕.ผลญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งโดยเสวยผล เป็น "สันติสุข" ๑๖.ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่เห็นแจ้งมรรคจิต ผลจิต นิพพาน กิเลส ที่ละแล้วและกิเลสที่ขังคงเหลืออยู่ อานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน ๕ อย่าง ๑. เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย ๒. เพื่อความก้าวล่วงความโศก และความร่ำไร ๓. เพื่อความดับไปแห่งทุกข์ และโทมนัสทั้งหลาย ๔. เพื่อบรรอุธรรมที่ควรรู้เห็น ๕. เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง (จาก มหาสติปัฏฐานสูตร) วิธีสมาทานกัมมัฏฐาน ผู้จะสมาทานกัมมัฏฐานพึงปฏิบัติดังนี้ ๑. ถวายสักการะต่อพระอาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน ๒. จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ๓. ถ้าเป็นพระให้แสดงอาบัติก่อน ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาให้สมาทานศีล ก่อน ๔. มอบกายถวายตัวต่อพระรัตนตรัย "อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุ ม๎หากัง ปะริจ จะชามิ" ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบ กายถวายตัวเพื่อเจริญพระกัมมัฏฐาน
207 ๕. มอบกายถวายตัวต่อพระอาจารย์ "อิมาหัง อาจะริยะ อัตตะภาวัง ตุ ม๎หากัง ปะริจ จะชามิ" ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบกาย ถวายตัวต่อพระอาจารย์เพื่อเจริญพระกัมมัฏฐาน ๖. ขอพระกัมมัฏฐาน "นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ" ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้กัมมัฏฐานแก่ข้าพเจ้า เพื่อทำให้แจ้งมรรคผลนิพพาน ๗. แผ่เมตตา "อะหัง สุจิโต โหมิ, นิททุกโข โหมิ, อะเวโร โหมิ, อัพ๎ ยาปัชโณ โหมิ, อะนีโฆ โหมิ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ" ขอให้ข้าพเจ้า ถึงซึ่งความสุข ปราศจาก ความทุกข์ ไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่มี ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ขอให้มีความสุข รักษาตนอยู่เถิด "สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ, นิททุกขา โหนตุ, อะเวรา โหนตุ, อัพ์ยาปัชฌา โหนตุ, อะนีฆา โหนตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ" "ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้" ด้วยสัจจวาจาที่กล่าวอ้างมานี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จผลสมตามความ ปรารถนาในเวลาอันไม่ช้าด้วยเทอญ. ๘. สวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ๙. ถ้าอยู่ในป่า ในถ้ำ ในภูเขา ควรสวดกรณียเมตตสูตร ขันธปริตร แผ่ เมตตา
208 แผ่เมตตาภายหลังการปฏิบัติ สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อัพ๎ยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจาก ทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด แผ่ส่วนกุศล อิทัง โน ปุญญะภาคัง สัพพะสัตตานัง เทมะ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วนี้ ให้แก่ บิดาและมารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ญาติพี่น้อง ท่านผู้มีพระคุณ ผู้มีอุป การคุณ เจ้ากรรมนายเวร ภูตผีปิศาจ เปรตทั้งหลาย เทพบุตรเทพธิดา ทุกๆองค์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงเป็นผู้มีส่วนในกุศลผลบุญที่ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาแล้วนี้ โดยทั่วกันทุกท่านทุกคนทุกตน เทอญ.
209 กิเลสสังโยชน์ ๑๐ ๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน ๒. วิจิกิจฉา สงสัยในพระรัตนตรัย กฎแห่งกรรม ๓. สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในศีลพรต ข้อปฏิบัติ ๔. กามราคะ กำหนัดด้วยอำนาจ กิเลสกาม ๕. ปฏิฆะ ความหงุดหงิด รำคาญใจ ๖. รูปราคะ ติดใจในรูปธรรม เช่น รูปฌาน ๗. อรูปราคะ ติดใจในอรูปธรรม เช่น อรูปฌาน ๘. มานะ สำคัญตัวต่ำกว่าเขาเสมอ หรือดีกว่า ๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน อารมณ์จับจด ๑๐.อวิชชา ความไม่รู้ (จาก วิสุทธิมรรค) แผ่เมตตาหลวง ขอแผ่เมตตาหลวง สัตว์ทั้งปวงมีนานา สัตว์ปิกบินบนฟ้า สัตว์ปูปลาแม่น้ำเย็น สัพเพนะสัตตา อเวราอย่างจองเวร สัตว์ตายหรือสัตว์เป็น จงอยู่เย็นสถาพร สัพเพเทวดา พวกผู้ข้าขอวิงวอน รุกขาป่าดงดอน ทั่วสิงขรสุขทุกวัน สัพเพปุคคะลา มนุษย์สามารวมกัน ผิดใจโทษมหันต๎ อภัยกันที่เมตตา เจ้าแม่ธรณี ทุกพื้นที่พสุธา สัพเพปุริสา อิตถียามีทั่วไป เจ้ากรรมหรือนายเวร ขอให้เป็นผู้มีชัย สัตย์น้อยหรือสัตว์ใหญ่ อย่ามีภัยมาลาวิน สัพเพหรือปิศาจ ผีพวกขาดอาหารกิน พวกนี้น้ำตาริน ไม่ได้กินทรมาน หรือเปรตพวกอดข้าว ของพระเจ้าพิมพิสาร
210 พ่อแม่ไม่ได้ทาน ตามสถานในวัดวา โชคดีพระมาลัย บอกญาติให้ทำบุญไป ทำบุญส่งไปให้ จึงได้กินอิ่มสมใจ ทำบุญต้องเร็วไว ถ้าช้าไปเสียใจเอย ทำบุญต้องเร็วไว ถ้าช้าไปเสียใจเอย แสงเทียนส่องธรรม แสงเทียนส่องสองพันหกร้อยปิที่พ่อจุด ใกล้จะดับสิ้นสุดลงแล้วหนา หากสูเจ้ายังโง่เขลาเบาปัญญา อีกไม่ช้าเทียนคงดับทับคัมภีร์ แสงพระธรรมล้ำประเทืองเรืองส่องหล้า ส่องแสงจ้ากว่าแสงสูรย์จำรุญหมาย ฉายแสงสาด สาดแสงฉายไร้ราคี แสงระวีศรีธรรมมางามลาวัน แสงระยิบพริบระยับประดับโลก สิ้นวิโยคโศกวินาศปราศโมหันธ์ แสงประเทืองเรืองส่องหล้ามานานวัน ถึงสองพันห้าร้อยกว่าพรรษากาล จงสืบแสงแรงใจเสริมเติมใจสู้ เติมใจรู้เติมใจภักดิ์รักษ์สืบสาน ให้แสงนี้มีสีสันนิรันดิ์กาล สืบตำนานงานของพ่อทอแสงธรรม แสงเทียนส่องสองพันหกร้อยปิที่พ่อจุด จะไม่ดับสิ้นสุดลงหรอกหนา หากพวกเรายังถือศีลภาวนา แสงธรรมคงส่องโลกาอย่าอาวรณ์ แสงเทียนส่องสองพันปิคัมภีร์เปิด ตื่นเสียเถิดตื่นมาฟังคำสั่งสอน พุทธองค์ทรงตรัสไว้ให้แน่นอน ขอวิงวอนภาวนาว่าพุทโธ คาถาจุดเทียนชัย พุทโธ สัพพัญญุตะญาโณ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สังโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะทุกขา อุปัททะวา อันตะรายา จะ นัสสันตุ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เต