138 | ปีที่ 1 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ.2561) รัตนาภรณ์ อาษา และคณะ
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพอ่ื ศกึ ษาภาวะสุขภาพจติ ของคนท่อี าศยั ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม อาเภอหนองแค จังหวดั สระบรุ ี
2. เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตของคนท่ีอาศยั ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม อาเภอหนองแค
จังหวัดสระบรุ ี
3. เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมและแก้ไขภาวะสุขภาพจิตของคนที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรม อาเภอ
หนองแค จงั หวัดสระบรุ ี
วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
การศึกษาแบบผสมผสาน (Mix method) ประชากรคือ คนท่ีอาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรม อาเภอหนองแค
จังหวัดสระบุรี จานวน 66,013 คน โดยกาหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนท้ังเพศชายและเพศหญิงที่อาศัยใกล้โรงงาน
อุตสาหกรรม อาเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ที่มีอายุ 18 ปีข้ึน เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพ้ืนที่ไม่ต่ากว่า 1 ปี เป็นผู้ท่ีสามารถอ่าน
เขียนภาษาไทยได้ และเป็นผยู้ นิ ดีและสมคั รใจในการเข้าร่วมศึกษาครั้งนี้ และเป็นผ้ทู ไี่ ดร้ ับการบอกกลา่ วรายละเอยี ดการวิจัย
ขนาดตัวอย่างได้จากการคานวณขนาดตัวอย่าง จากสูตรที่ทราบจานวนประชากรที่แน่นอน จากหนังสือของ Daniel (1995)
จานวน 265 ตวั อย่าง การสุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มตวั อย่างแบบหลายขน้ั ตอน (Multi-stage sampling)
เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
1. เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั เชิงปรมิ าณ
เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวจิ ัยเชงิ ปริมาณคือ แบบสอบถาม จานวน 80 ข้อ แบ่งเปน็ 5 ส่วน ดังน้ี
สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ท่ัวไป ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชพี รายได้ โรคประจาตวั ลกั ษณะ
ที่อย่อู าศยั ระยะเวลาการอาศยั อย่ใู นพ้นื ท่ี สทิ ธิการรกั ษาพยาบาล ภาระหนสี้ ิน การมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมของชมุ ชน และภาวะ
เศรษฐกิจ จานวน 13 ขอ้ มีลักษณะให้ผ้ตู อบเลือกตอบหรือเตมิ ขอ้ ความลงในช่องว่างตามความเป็นจรงิ
ส่วนท่ี 2 ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการต้ังโรงงานอุตสาหกรรม เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยปรับมาจาก
สถาพร เป็นตามวา (2557) โดยสร้างเปน็ แบบสอบถาม จานวน 13 ขอ้ มีลักษณะใหเ้ ลอื กตอบ 2 ตัวเลอื ก คอื ใช่ (1) และไม่ใช่
(0) โดยมีคาถามความเช่อื มั่นเท่ากับ 0.750
สว่ นที่ 3 สัมพันธภาพระหวา่ งบคุ คล เป็นแบบสอบถามทผ่ี ู้วิจยั ปรับมาจาก จิราพร ชมพกิ ุล (2552) โดยสรา้ ง
เป็นแบบสอบถาม จานวน 23 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรการประเมิน 5 ระดับ คือ ไม่เลย (0) น้อยมาก (1) ปานกลาง (2)
คอ่ นข้างมาก (3) และมากที่สุด (4) ประกอบด้วย (1) สัมพนั ธภาพกับคนในครอบครัว จานวน 7 ข้อ (2) สมั พนั ธภาพกบั เพ่ือน
บ้าน จานวน 7 ขอ้ และ (3) แรงสนับสนนุ ทางสังคม จานวน 9 ขอ้ โดยมีค่าความเชื่อมน่ั 0.853, 0.771, 0.856 ตามลาดับ
ส่วนท่ี 4 ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมและการป้องกันอันตรายจากมลพิษ เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัย
ปรับมาจาก รัตนา คัมภริ านนท์ และคณะ (2554) โดยสร้างเป็นแบบสอบถาม จานวน 18 ขอ้ มลี กั ษณะเป็นมาตรการประเมิน
4 ระดบั คอื ไมเ่ ลย (0) น้อย (1) ปานกลาง (2) และมาก (3) ประกอบด้วย (1) มลพิษทางอากาศ จานวน 4 ข้อ (2) มลพษิ ทาง
เสียง จานวน 3 ขอ้ (3) มลพิษทางนา้ จานวน 4 ขอ้ (4) มลพษิ ทางดิน จานวน 2 ขอ้ และ (5) การปอ้ งกันอันตรายจากมลพิษ
จานวน 5 ข้อ โดยมีคา่ ความเชอ่ื ม่ัน 0.751, 0.854, 0.906, 0.873, 0.700 ตามลาดับ
ส่วนท่ี 5 ภาวะสุขภาพจิต เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยปรับมาจากดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสั้น (กรม
สุขภาพจิต, 2550) โดยสร้างเป็นแบบสอบถาม จานวน 13 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรการประเมิน 4 ระดับ คือ ไม่เลย (1)
เลก็ น้อย (2) มาก (3) และมากทีส่ ดุ (4) โดยมีคา่ ความเช่ือม่ันเทา่ กับ 0.839
2. เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัยเชงิ คุณภาพ
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั เชงิ คุณภาพคือ แบบสมั ภาษณ์ ชนิดมีโครงสรา้ ง จานวน 9 ขอ้ เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดย
การจดั สนทนากลมุ่ (Focus group) หม่บู า้ นละ 10 - 20 คน
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
ทาการประมวลผลดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถิติ โดยสถิติท่ีใชใ้ นการวิจัย คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถ่ี
ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การหาค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ
สถิติไคสแควร์ กาหนดระดับนัยสาคญั ทางสถิติท่นี อ้ ยกวา่ 0.05
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 139
ผลการวิจัย
1. ผลการวจิ ัยเชิงปรมิ าณ
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับคนที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรม จานวน 265 ตัวอย่าง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
มากกว่าครงึ่ เป็นเพศชาย คดิ เป็นรอ้ ยละ 55.5 มอี ายุเฉลีย่ 44.11±13.181 ปี โดยมอี ายรุ ะหว่าง 40 - 50 ปี มากทีส่ ุด ร้อยละ
29.8 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 35.5 มากกว่าครึ่งมีสถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 54.7 ซ่ึงมีอาชีพ
รับจา้ งท่ัวไปมากทสี่ ดุ คิดเปน็ รอ้ ยละ 25 มีรายไดร้ ะหว่าง 5,000 - 10,000 บาทต่อเดือนมากทีส่ ดุ คิดเปน็ รอ้ ยละ 38.9 เกอื บ
ทง้ั หมดของกลุ่มตัวอย่างไม่มีโรคประจาตวั คิดเปน็ รอ้ ยละ 71.5 โดยสว่ นใหญ่อาศยั อยู่บ้านของตนเอง/บ้านของบตุ รหลานมากที่สุด
คิดเปน็ รอ้ ยละ 79.2 มรี ะยะเวลาอาศัยอยู่ในพื้นทเ่ี ฉล่ีย 30.45±19.368 ปี โดยส่วนใหญ่มีระยะเวลาอาศัยระหว่าง 1 - 11 ปี
คิดเป็นร้อยละ 24.2 มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.3 ซึ่งมีภาระหน้ีสิ้ น ร้อยละ
62.6 โดยส่วนใหญ่เคยมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมของชมุ ชนุ คดิ เป็นร้อยละ 80.4 และมากกว่าครึ่งยอมรบั ไม่ได้กับราคาสินค้าท่ีเพิ่ม
สูงข้นึ คิดเปน็ รอ้ ยละ 52.8
ในการประเมินภาวะสุขภาพจิตพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนภาวะสุขภาพจิตระหว่าง 25-52 คะแนน
มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 40.64±5.390 คะแนน อยู่ในระดบั สขุ ภาพจิตเท่ากับสขุ ภาพจิตของคนทวั่ ไป (ร้อยละ 60.8)
ตารางท่ี 1 ระดับภาวะสุขภาพจิตของคนทอ่ี าศัยใกลโ้ รงงานอุตสาหกรรม (n=265)
ระดับภาวะสุขภาพจิต จานวน (คน) ร้อยละ Min Max Mean±S.D.
ดีกวา่ คนท่ัวไป (43-52 คะแนน) 53 20.0 25 52 40.64±5.390
เทา่ กบั คนทั่วไป (36-42 คะแนน) 161 60.8
51 19.2
ต่ากว่าคนทั่วไป (≤35 คะแนน)
นอกจากน้ยี งั พบว่า กลุ่มตวั อย่างมีความรเู้ ก่ยี วกบั ผลกระทบจากการตงั้ โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในระดบั ดี (รอ้ ยละ
62.6) สมั พันธภาพกบั คนในครอบครัวอย่ใู นระดบั ดี (ร้อยละ 83.4) สัมพนั ธภาพกบั เพ่ือนบ้านอยใู่ นระดบั ดี (ร้อยละ 67.9) การ
ปอ้ งกันอนั ตรายจากมลพิษอยูใ่ นระดบั ปานกลาง (ร้อยละ 48.3) มลพิษทางดนิ อย่ใู นระดบั ดี (รอ้ ยละ 39.6) มลพษิ ทางอากาศ
อยใู่ นระดบั ปานกลาง (รอ้ ยละ 42.6) ดา้ นมลพษิ ทางน้าอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 38.5) ด้านมลพิษทางเสยี งอยใู่ นระดับ
ไม่ดี (ร้อยละ 52.5) และแรงสนบั สนุนทางสังคมอยใู่ นระดับปานกลาง (รอ้ ยละ 69.1)
ตารางท่ี 2 ระดบั ปจั จัยของคนที่อาศัยใกล้โรงงานอตุ สาหกรรม (n=265)
ตวั แปร จานวน (รอ้ ยละ) Min Max Mean±S.D.
ความรเู้ กย่ี วกับผลกระทบจากการตั้ง 1 13 10.57±2.339
โรงงานอตุ สาหกรรม ดี ปานกลาง ไมด่ ี 1.14 4.00 3.06±0.507
สมั พนั ธภาพกบั คนในครอบครวั 1.14 4.00 2.87±0.532
166 74 25 0.20 3.00 1.93±0.617
สัมพนั ธภาพกบั เพ่ือนบ้าน (62.6) (27.9) (9.5) 0.00 3.00 1.79±0.949
221 43 1 0.00 3.00 1.78±0.765
การปอ้ งกันอันตรายจากมลพิษ (83.4) (16.2) (0.4)
180 84 1
มลพษิ ทางดนิ (67.9) (31.7) (0.4)
111 128 26
มลพษิ ทางอากาศ (41.9) (48.3) (9.8)
105 78 82
(39.6) (29.4) (31.0)
90 113 62
(34.0) (42.6) (23.4)
140 | ปีที่ 1 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ.2561) รัตนาภรณ์ อาษา และคณะ
ตารางท่ี 2 (ตอ่ )
ตวั แปร จานวน (รอ้ ยละ) ไมด่ ี Min Max Mean±S.D.
มลพษิ ทางน้า 0.00 3.00 1.60±0.860
มลพิษทางเสยี ง ดี ปานกลาง 79 0.00 3.00 1.15±1.000
แรงสนบั สนุนทางสังคม (29.8) 0.33 4.00 1.75±0.593
84 102 139
(31.7) (38.5) (52.5)
32 94 63
(12.0) (35.5) (23.8)
19 183
(7.2) (69.0)
จากวเิ คราะหห์ าปัจจัยที่มีความสัมพนั ธ์กับภาวะสุขภาพจิตพบว่า ปจั จัยทมี่ คี วามสมั พนั ธ์กับภาวะสขุ ภาพจิตอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติ ได้แก่ ลักษณะท่ีอยู่อาศัย ระยะเวลาการอาศัยอยู่ในพ้ืนที่ สิทธิการรักษาพยาบาล ความรู้เกี่ยวกับ
ผลกระทบจากการต้งั โรงงานอตุ สาหกรรม สัมพันธภาพกบั คนในครอบครัว สมั พันธภาพกบั เพ่ือนบา้ น การปอ้ งกนั อันตรายจาก
มลพษิ มลพิษทางน้า มลพษิ ทางดนิ แรงสนับสนนุ ทางสังคม และการมีส่วนร่วมในกจิ กรรมชมุ ชน
ตารางท่ี 3 ความสมั พนั ธ์ระหว่างตัวแปรตน้ และภาวะสุขภาพจติ (n=265)
ตัวแปรตน้ ค่าสถิตทิ ดสอบ
เพศ 2.751
อายุ 0.066
ระดบั การศึกษา 15.577
สถานภาพสมรส 8.666
อาชีพ 26.961
รายได้ 8.999
โรคประจาตัว 12.892
ลกั ษณะทอี่ ย่อู าศัย 15.635**
ระยะเวลาการอาศัยอย่ใู นพื้นท่ี 0.131*
สิทธิการรักษาพยาบาล 18.256*
ภาระหนี้สนิ 3.317
ความรู้เกีย่ วกับผลกระทบจากการต้งั โรงงาน 0.252***
สมั พันธภาพกบั คนในครอบครัว 0.418***
สัมพันธภาพกับเพื่อนบ้าน 0.442***
การป้องกันอันตรายจากมลพิษ 0.327***
มลพิษทางอากาศ 0.112
มลพษิ ทางเสยี ง -0.104
มลพิษทางน้า 0.158**
มลพิษทางดนิ 0.194***
แรงสนับสนุนทางสังคม 0.173**
การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมชุมชน 7.577*
ภาวะเศรษฐกิจ 0.409
*p<0.05, **p<0.01, ***p<0.001
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 141
2. ผลการวิจัยเชิงคณุ ภาพ
จากการจัดสนทนากลุ่มย่อยในตาบลตัวอย่าง ได้แก่ ตาบลหนองปลาหมอ ตาบลหนองปลิง ตาบลบัวลอย
ตาบลโคกแย้ เพ่อื หาแนวทางในการส่งเสรมิ และแกไ้ ขภาวะสขุ ภาพจิตของคนท่ีอาศัยใกลโ้ รงงานอุตสาหกรรม มดี ังน้ี
1. หนว่ ยงานภาครฐั ควรจดั เจ้าหนา้ ทร่ี ักษาความปลอดภยั เขา้ มาดูแลสอดสอ่ งความปลอดภัยภายในชมุ ชน
2. โรงงานอตุ สาหกรรมควรแก้ไขปญั หาด้านมลพิษ โดยการบาบดั มลพษิ ใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานท่ีกรมโรงงาน
อุตสาหกรรมกาหนดก่อนปล่อยลงส่แู หล่งนา้ สาธารณะ
3. โรงงานอตุ สาหกรรมควรเขา้ มามีสวนรว่ มในงานประเพณสี าคญั ของชุมชน โดยการสนับสนุนงบประมาณใน
การจัดกจิ กรรม
4. โรงงานอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานภาครัฐควรให้ความสาคัญในเร่ืองสุขภาพของคนในชุมชน โดยมีการ
ตรวจสุขภาพใหก้ บั คนในชุมชนปีละ 1 คร้งั
5. โรงงานอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานภาครัฐควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพสังคม
ใหแ้ ก่คนในชุมชน
อภปิ รายผลและสรุปผลการวจิ ัย
จากผลการศึกษาภาวะสุขภาพจติ ของคนท่ีอาศยั ใกล้โรงงานอตุ สาหกรรม โดยพบว่า
ภาวะสขุ ภาพจิตของคนท่ีอาศยั ใกลโ้ รงงานอุตสาหกรรม อาเภอหนองแค จังหวัดสระบุรีอยู่ในระดับเท่ากบั ระดับ
คนทั่วไป สอดคล้องกับการศึกษาของ พลากร ดวงเกตุ (2551) ที่พบว่า ภาวะสุขภาพจิตของคนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงาน
อุตสาหกรรมอยู่ในระดับดีกว่าคนท่ัวไปและเท่ากับคนท่ัวไป ท้ังน้ีเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีสถานภาพสมรสคู่ ประกอบกับมี
สัมพันธภาพกับคนในครอบครัวอยู่ในระดับดี เมื่อเกิดปัญหาจะมีครอบครัวคอยรับฟัง ร่วมแก้ไขปัญหาหรือเม่ือเกิดความ
เจบ็ ปว่ ยมีคนในครอบครัวดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี รวมทง้ั มสี ัมพันธภาพกับเพื่อนบ้านอยู่ในระดับดี ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง
จึงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นอกจากน้ีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนซึ่งมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยน
ความเห็นจงึ ถือเป็นวิธกี ารผ่อนคลายความเครียดได้ จึงไมส่ ่งผลกระทบตอ่ สภาพจิตใจ
จากการศึกษาปัจจัยทีมีความสัมพันธ์พบว่า ลักษณะท่ีอยู่อาศัย ระยะเวลาการอาศัยอยู่ในพื้นที่ สิทธิการ
รักษาพยาบาล ความรู้เก่ียวกับผลกระทบจากการต้ังโรงงานอุตสาหกรรม สัมพันธภาพกับคนในครอบครัว สัมพันธภาพกับ
เพอื่ นบา้ น การปอ้ งกันอันตรายจากมลพิษ มลพษิ ทางนา้ มลพิษทางดิน แรงสนับสนุนทางสังคม และการมสี ่วนร่วมในกิจกรรม
ชุมชน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับภาวะสุขภาพจิต ทั้งน้ีเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อาศัยอยู่บ้านของ
ตนเองได้อยู่กับครอบครัว มีสัมพันธภาพกับในครอบครัวดี มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอาใจใส่กันเป็นอย่างดี ประกอบกับมี
สัมพนั ธภาพกบั เพ่ือนบ้านที่ดี ไม่มกี ารทะเลาะเบาะแว้งกัน และคนในชุมชนมกี ารพดู คุยปรึกษา แก้ไขปญั หารวมกนั การอาศัย
อย่ใู นพน้ื ทเ่ี ปน็ เวลานานมีโอกาสไดร้ ับมลพิษมากกว่าคนที่ไมไ่ ด้อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรม การเข้าถงึ บริการสขุ ภาพมีสิทธิ
การรกั ษาพยาบาลท่ีต่างกัน จึงมีภาระค่าใชจ้ า่ ยในการรักษาพยาบาลแตกตา่ งกัน รวมทง้ั กลุ่มตัวอย่างมคี วามรูใ้ นการปฏิบัติตน
เพอื่ เป็นการปอ้ งกันอันตรายจากผลกระทบของโรงงานอุตสาหกรรม และมกี ารจัดกจิ กรรมเพื่อแลกเปลยี่ นความคดิ เห็นในการ
แกไ้ ขปญั หารว่ มกนั จึงไมส่ ่งผลต่อภาวะสุขภาพจติ ของคนในสงั คม
ข้อเสนอแนะ
1. จากผลการศึกษาพบว่า การป้องกันอันตรายจากมลพิษมีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตและสุขภาพสังคม
ของคนท่ีอาศยั อย่ใู กลโ้ รงงานอุตสาหกรรม ดงั น้นั จงึ ควรรณรงค์ให้คนในชมุ ชนมีการป้องกันอนั ตรายจากมลพิษ เพอ่ื ลดปัญหา
สขุ ภาพทเี่ กิดจากมลพษิ ของโรงงานอตุ สาหกรรม
2. ควรมีการจัดกิจกรรมท่ีเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ได้แก่ ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและโรงงาน
อุตสาหกรรม ในการดาเนินงานรว่ มกนั เพ่ือแก้ไขปัญหาที่เกดิ ขึ้น ทีน่ ามาสกู่ ารมภี าวะสขุ ภาพจิตและสุขภาพสังคมทด่ี ีรว่ มกัน
3. ควรมีการกาหนดเป็นกฎระเบียบร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรฐั และโรงงานอุตสาหกรรมในการดาเนินการ
สรา้ งเสริมการมีสุขภาพดขี องคนในชุมชน
142 | ปที ี่ 1 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ.2561) รัตนาภรณ์ อาษา และคณะ
กิตติกรรมประกาศ
ผู้วจิ ัยขอกราบขอบพระคุณกลุ่มตัวอยา่ งท่ีใหค้ วามร่วมมือในการเข้ารว่ มการวจิ ัยและทาให้งานวิจยั สาเร็จลลุ ่วงไป
ได้ดว้ ยดี
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคมุ มลพิษ. (2558). สถติ ิการรอ้ งเรยี นปัญหามลพษิ ปี 2558. สืบคน้ เมอ่ื 31 สิงหาคม 2560, จาก http://www.pcd.
go.th/i nfo_serv/pol2_stat2558.html.
กรมควบคุมมลพิษ. (2559). รายงานสถานการณ์มลพษิ ของประเทศไทย ปี 2559. กรมควบคมุ มลพิษ.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. (2557). สถิติสะสมจานวนโรงงานอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อ 17 สิงหาคม 2560, จาก http://
www.diw.go .th/hawk /content.php?mode=spss58.
กรมสุขภาพจิต. (2550). ดัชนีช้ีวัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสั้น 15 ข้อ . สืบค้นเม่ือ 31 กรกฎาคม 2560, จาก
http://www.dmh.go.th/ test/thaihapnew/thi15/thi15.asp.
จิราพร ชมพิกุล. (2552). สัมพันธภาพในครอบครัวไทย. (รายงานการวิจัยสัมพันธภาพในครอบครวั ไทย สถาบันพัฒนาการ
สาธารณสขุ อาเซยี น มหาวทิ ยาลยั มหิดล).
ดวงกมล ศักด์ิเลิศสกุล. (2549). สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Healt). สืบค้นวันที่ 8 ธันวาคม 2554 เข้าถึงได้จาก
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=140405
พลากร ดวงเกตุ. (2551). ภาวะสุขภาพจิตของประชากรวัยแรงงานไทย. (วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณ์ติ สาขาวิชา
ประชากรศาสตร์, จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ).
รัตนา คัมภริ านนท,์ สรนิ ธา สุภาภรณ์ และนิดาพร ศขุ เขษม. (2554). การรับรกู้ ารเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อม และผลกระทบ
ต่อภาวะสุขภาพของประชาชนท่ีอาศัยในพ้ืนท่ีการทาเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม ตาบลห้วยกะปิ อาเภอเมือง
จงั หวัดชลบรุ ี. วารสารสาธารณสขุ ศาสตร์, วทิ ยาลยั สาธารณสุขสริ นิ ธร จังหวดั ชลบรุ ี. 41(3) : 219.
สถาพร เป็นตามวา. (2557). ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพจากโรงไฟฟา้ ชีวมวล. (โครงการศึกษาสถานการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพ
จากโรงไฟฟ้าชวี มวล กล่มุ พฒั นาอนามยั สิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยท่ี 5 นครราชสมี า). หน้า 14 - 16.
สานักเทคโนโลยีความปลอดภัย. (2557). สถิติอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2560, จาก
http://php.diw.go.th/safety/?page_id=83.
สานักงานสถิติแห่งชาติ. (2558). การสารวจสุขภาพจิต (ความสุข) คนไทย. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2560, จาก
https://www.msociety.go.th/ewtadmin/ewt/mso.
สานักงานอุตสาหกรรม จังหวัดสระบุร.ี (2560). ขอ้ มูลโรงงานอุตสาหกรรมในเขตอาเภอหนองแค จงั หวดั สระบรุ .ี สบื คน้ เม่ือ
25 กรกฎาคม 2560, จาก http://www.diw.go.th/hawk/content.php?mode=data1search.
Chuang, Yan, Chiu, Cheng. ( 2 0 1 1 ) . Long-term air pollution exposure and risk factors for
cardiovascular diseases among the elderly in Taiwan.
Retrieved from https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20833756.
Daniel, W.W. (1995). Biostatistics: A foundation for analysis in the health sciences. New York: Wiley &
Sons.
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 143
การปรับปรุงประสทิ ธภิ าพกระบวนการผลิตสนิ คา้ สีสเปรย์
มงคล เหล่าวราพันธุ์1* ชชั วาล มงคล2 สธุ ี ประจงคศ์ กั ด3ิ์ ลนิ ดา นาคโปย4
บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพ่ือศึกษาข้อมูลเบือ้ งตน้ ของสภาพปัญหาการผลิตสีสเปรย์ 2. เพ่ือ
เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตสีสเปรย์ 3. เพื่อเปรียบเทียบผลิตภาพก่อนและหลังการปรับปรุง
ประสทิ ธิภาพสายการผลติ สีสเปรย์ที่ 4 และ 4. เพอ่ื วเิ คราะห์ผลด้านเศรษฐศาสตรว์ ศิ วกรรม เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการ
เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบบันทึกรายงานการผลติ ประจาวัน หลักการเพิ่มผลผลิต การศึกษางาน การวิเคราะห์
กระบวนการ แนวคิดการสูญเสีย 7 ประการ เคร่ืองมือควบคุมคุณภาพและหลักการ ECRS ในการปรับปรุง
กระบวนการผลิตสนิ ค้าสีสเปรย์ สถิติท่ีใชใ้ นการวิจัยได้แก่ คา่ เฉลย่ี ร้อยละ และ สถิติ t – test ผลการวจิ ัยพบวา่
1. การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของสภาพปัญหาการผลิตสีสเปรย์ พบว่าบริษัทกรณีศึกษามีปัญหาผล
การดาเนินงานผลิตสีสเปรย์ของสายการผลิตที่ 4 ไม่ได้ตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ คือต้องได้ร้อยละ 80 โดยมี
สาเหตุเกดิ จากการรอคอยในกระบวนการบรรจุสีสเปรย์
2. การเพ่ิมประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตสีสเปรย์ พบว่าการบรรจุสินค้าหลังจากปรับปรุง
กระบวนการมปี ระสทิ ธภิ าพเพิ่มขนึ้ เท่ากับรอ้ ยละ 55.05 ขั้นตอนกระบวนการบรรจุสนิ คา้ จาก 36 ขั้นตอน ลดลง
เหลือ 32 ขั้นตอน คิดเป็นร้อยละ 11.1 ระยะทางจาก 70.03 เมตร ลดลงเหลือ 51.19 เมตร คิดเป็นร้อยละ
26.90 เวลาผลิตจาก 132.17 นาที ลดลงเหลือ 9.78 นาที คิดเปน็ ร้อยละ 92.60
3. การเปรยี บเทยี บผลติ ภาพก่อนและหลงั การปรับปรุงประสิทธภิ าพสายการผลติ สีสเปรย์ท่ี 4 พบวา่
หลงั ปรบั ปรงุ ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น 198.39 โหลต่อชั่วโมง ผลิตภาพเครือ่ งจกั รเพิ่มขึ้น 198.39 โหลต่อชัว่ โมง
ผลิตภาพการใช้พ้นื ทีเ่ พ่ิมขึ้น 129.15 โหลตอ่ ตารางเมตร
4. วิเคราะห์ผลด้านเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม พบว่าเมื่อเปรียบเทียบการลงทุนอุปกรณ์ในการไล่
ความชื้นมูลค่า 35,000 บาท สามารถลดต้นทุนค่าแรงในการบรรจุสินค้าได้ 10,236 บาทต่อเดือน คิดเป็น
ระยะเวลาคนื ทนุ เทา่ กบั 3 เดือน 11 วัน
คาสาคัญ : การปรับปรุงประสิทธิภาพ สินค้าสสี เปรย์
1*,2,3 สาขาวิชาการจดั การอตุ สาหกรรม คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราชนครนิ ทร์
4 คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราชนครินทร์
* ผู้นพิ นธ์หลกั e-mail: [email protected]
144 | ปีท่ี 1 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ.2561) มงคล เหลา่ วราพันธ์ุและคณะ
EFFICIENCY IMPROVEMENT OF SPRAY PAINT PRODUCTION PROCESS
Mongkol Laowaraphan 1* Chatchawarn Mongkhon 2
Sudhee Prajongsak 3 Linda Narkpoy4
Abstract
The purposes of this research were: 1. to study primary problem of spray paint
production, 2. to increase efficiency of spray paint production process, 3. to compare the
productivity before and after spray paint production line 4 improvement, and 4. to analyze the
engineering economics result. The research instruments for collecting data were productivity
daily record, productivity increased rules, work study, process analysis, 7 wastes, QC 7 tools,
and ECRS in spray paint production process improvement. The statistics used in the research
were mean, percentage, and t-test.The research revealed that 1. The primary problem study
was found that the case study company had production line problem on line 4 which could
not reach the target goal at 80%. The root cause was the delay of spray paint packing process.
2. The efficiency of spray paint production process improvement was found that the packing
after the process improvement increased at 55.05%. The packing steps decreased from 36 to
32 steps which equaled to 11.1 %. The distance reduced from 70.03 to 51.19 meters which
equaled to 26.9%. The production time decreased from 132.17 to 9.78 minutes which equaled
to 92.60%. 3. The comparison of productivity before and after spray paint production line 4
improvement was found that the labor productivity increased to 198.39 dozens per hour after
the improvement. The machine productivity increased to 198.39 dozens per hour. The space
utilization productivity increased to 129.15 dozens per square meter. 4. The engineering
economics analysis was found that the dehumidifier investment which cost 35,000.00 baht
could reduce the packing wage at 10,236.00 baht per month at the payback period of 3 months
and 11 days.
Keywords : efficiency improvement, spray paint product
1*,2,3 Department of Industrial Management, Faculty of Industrial Technology, Rajabhat Rajanagarindra
University,
4 Faculty of Education, Rajabhat Rajanagarindra University,
* Corresponding author, email: [email protected]
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 145
บทนา
โลกในยคุ ปัจจุบันกาลงั เคล่ือนเข้าสู่มิตใิ หม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในทกุ มิติ ซ่ึงส่งผล
กระทบตอ่ ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อุตสาหกรรมไทยจึงจาเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน
ไปสู่เศรษฐกิจทสี่ ร้างคุณค่า (value-based economy) และมกี ารขบั เคลอื่ นด้วยนวตั กรรม (innovation-driven
economy) ตามแนวคิดการพฒั นา “ประเทศไทย 4.0” เพื่อเป็นพลังขับเคล่ือนสาคญั ทีจ่ ะสร้างความเตบิ โตและ
ความเข้มแข็งให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้อย่างสมดุลและย่ังยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม
ศักยภาพ ท่ีครอบคลุมท้ังการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในประเทศ
และการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยการปรับเปล่ียนรูปแบบสินคา้ และเทคโนโลยตี ่อยอดจากอุตสาหกรรมเดมิ
(สานักงานเศรษฐกจิ อุตสาหกรรม, 2560)
จากการศึกษาข้อมูลของบริษัทกรณีศกึ ษาพบว่ามีปญั หาในการผลิต การบรรจุสินค้ายังใช้เวลามาก
และในแต่ละวนั ได้ผลผลติ ไมเ่ ทา่ กัน ส่งผลให้ยอดผลผลิตรวมแตล่ ะเดอื นตา่ งกัน ดังตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 สถิติข้อมูลผลผลิตตงั้ แต่เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน พ.ศ. 2560
สายการผลิต กมุ ภาพันธ์ (โหล) มนี าคม (โหล) เมษายน (โหล)
1 69,847 61,824 58,164
2 40,330 58,990 54,184
3 35,000 30,100 29,560
4 25,269 23,083 19,070
จากตารางที่ 1 จะเห็นความแตกต่างของจานวนยอดรวมการผลิตในแต่ละเดือนไม่เท่ากันและทุก
สายการผลิต โดยสายการผลิตท่ี 4 มีความสามารถในการผลิตต่ามากท่ีสุดเม่ือเปรียบเทียบกับสายการผลิต
ทัง้ หมด บรษิ ัทกรณศี ึกษามีปัญหาเกดิ ความสูญเปล่าแฝงในกระบวนการบรรจสุ ินค้าสีสเปรย์ ผวู้ จิ ยั จึงมีแนวคิดที่
จะเพิ่มประสทิ ธภิ าพในการผลิตและตอบสนองนโยบายการเพม่ิ ผลผลิตขององค์กรซ่ึงกาหนดให้ตอ้ งเพ่ิมขึน้ ทุกๆปี
โดยการศึกษาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาท่ีเกิดข้ึนและดาเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นข้ันตอนเพื่อเพ่ิม
ประสิทธภิ าพในสายการผลิตสีสเปรย์ ผวู้ ิจยั ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎี หนังสือ ตารา เอกสาร และงานวิจยั ของผู้อื่น
ท่ีเก่ียวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพในงาน การจัดการงานอุตสาหกรรม การเพ่ิมผลผลิต การศึกษางาน การ
วิเคราะห์กระบวนการและการประยุกตใ์ ช้การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS มาเป็นแนวทางในการวจิ ยั
และผูว้ ิจัยเชอ่ื ว่าจะสามารถเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในสายการผลติ ของบริษัทผลิตสีสเปรยไ์ ด้
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพอ่ื ศึกษาข้อมูลเบ้อื งต้นของสภาพปัญหาการผลติ สีสเปรย์
2. เพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในกระบวนการผลิตสีสเปรย์
3. เพือ่ เปรียบเทียบผลติ ภาพก่อนและหลงั การปรบั ปรุงประสทิ ธิภาพสายการผลติ สสี เปรย์ท่ี 4
4. เพอื่ วเิ คราะห์ผลด้านเศรษฐศาสตรว์ ิศวกรรม
146 | ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ.2561) มงคล เหลา่ วราพันธ์ุและคณะ
วิธดี าเนินการวจิ ยั
1. ขอบเขตของการวิจัย
1.1 ผู้วิจัยศึกษาพ้ืนที่ปฏิบัติงานของแผนกผลิตและศึกษาเก็บข้อมูลการบรรจุสินค้าของแผนก
ผลิต ซึ่งเปน็ พื้นทีท่ ใ่ี ชใ้ นการบรรจุสนิ คา้ สสี เปรยข์ องสายการผลิตท่ี 4
1.2 ผวู้ จิ ัยศกึ ษาแนวคดิ หลักการเพิม่ ผลผลติ (จาลักษณ์ ขนุ พลแก้ว, 2546) การเพ่มิ ประสิทธภิ าพ
การผลิต (พงศ์พัฒน์ เพ็ชรร่งุ เรือง, 2550) การศึกษางาน (วิจิตร ตัณฑสุทธิ์, 2539) การศึกษางาน (work study)
และการวิเคราะหก์ ระบวนการ (รัชต์วรรณ กาญจนปัญญาคม, 2552) แนวคิดความสญู เสีย 7 ประการ (ดวงรัตน์
ชีวะปัญญาโรจน์และศุภศักด์ิ พงษ์อนันต์, 2544) เคร่ืองมือควบคุมคุณภาพ 7 อย่างโดยใช้แผนผังก้างปลาและ
กราฟ (ศภุ ชยั นาทะพันธ์, 2551) การลดความสญู เปลา่ ด้วยหลักการ ECRS (วิจติ ร ตัณฑสทุ ธ์ิ, 2539) และงานวิจยั
ทีเ่ กีย่ วข้องดา้ นการปรับปรุงประสทิ ธิภาพกระบวนการผลิต
2. ศึกษาและสงั เกตการณห์ น้างานจริงของการทางานกระบวนการบรรจุสนิ ค้าในพื้นท่ีแผนกผลิตสี
สเปรย์ของบริษัทกรณีศึกษา เก็บข้อมูลตามระยะเวลาท่ีกาหนด นาไปเปรียบเทียบก่อนและหลังการแก้ไข
ปรบั ปรงุ กระบวนการ
3. เครอ่ื งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
3.1 บันทึกรายงานการผลติ ประจาวัน
3.2 แผนภาพการไหล (flow diagram)
3.3 แผนภูมกิ ระบวนการไหล (flow process chart)
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
แบ่งออกเป็น 2 ตอน ซึ่งมีดงั น้ี
4.1 เก็บข้อมูลการผลิตท่ีเกิดจากกระบวนการบรรจุสินค้าก่อนการปรับปรุงต้ังแต่วันท่ี 1
มิถุนายน ถึงวันท่ี 30 สงิ หาคม 2560 โดยหยุดวนั อาทิตย์ ช่วงเวลาเกบ็ ขอ้ มูล 8.00-17.00 น.
4.2 เก็บขอ้ มลู การผลติ ทเี่ กิดจากกระบวนการบรรจสุ ินค้าหลงั การปรับปรงุ ต้ังแต่วนั ที่ 1 ตลุ าคม
ถึงวันท่ี 30 ธันวาคม 2560 โดยหักวันหยดุ วนั อาทิตย์ ชว่ งเวลาเกบ็ ขอ้ มูล 8.00-17.00 น.
5. การวิเคราะห์ขอ้ มลู
5.1 ศึกษาข้ันตอนและกระบวนผลิตสีสเปรย์ของบริษัทกรณีศึกษาโดยเก็บข้อมูลและปัญหา ท่ี
เกดิ ขึ้นในระหวา่ งกระบวนการการบรรจุสินค้า ตรวจนบั จานวนสินค้า ของเสีย พรอ้ มบนั ทกึ ลงแบบฟอรม์ บันทึก
รายงานการผลิตประจาวัน รวบรวมข้อมูลและคัดเลือกปัญหาโดยใช้เคร่ืองมือคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลการ
ผลติ ทีเ่ กิดจากกระบวนการบรรจสุ นิ คา้ ก่อนการปรับปรงุ
5.2 ตัวแปรท่ีศกึ ษาจากการศึกษางานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้องผวู้ ิจัยได้กาหนดตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
ดังน้ี
5.2.1 ตัวแปรตน้ คือ
การปรบั ปรงุ ประสทิ ธภิ าพกระบวนการผลติ สีสเปรยโ์ ดย
5.2.1.1 การศึกษางาน (work study)
5.2.1.2 การวิเคราะหก์ ระบวนการ
5.2.1.3 การลดความสญู เปล่าด้วยหลักการ ECRS
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 147
5.2.2 ตวั แปรตาม คอื
5.2.2.1 ประสทิ ธภิ าพกระบวนการผลติ สีสเปรยข์ องสายการผลติ ที่ 4
5.2.2.2 ผลผลติ ภาพกอ่ นและหลงั การปรับปรุงประสิทธภิ าพสายการผลิตท่ี 4
5.2.2.3 ผลวิเคราะหด์ ้านเศรษฐศาสตรว์ ิศวกรรม
5.3 วเิ คราะห์แผนภมู ิกระบวนการไหล วิเคราะห์กระบวนการ ขน้ั ตอนการผลิตสีเสปรย์ วัดผลิต
ภาพก่อนการปรับปรุงกระบวนการ
5.4 วิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เคร่ืองมือคุณภาพ (ศุภชัย นาทะพันธ์, 2551) นาข้อมูลมาวิเคราะห์
ด้วยผังแสดงเหตุและผล กราฟ เพื่อหาสาเหตุและปัจจัยท่ีก่อให้เกิดสูญเสีย สูญเปล่า ใช้เทคนิคการตั้งคาถาม
5W1H และการระดมสมอง ดังภาพท่ี 1
คน เครื่องจักร การบารุงรักษาเคร่ืองจักรไมเ่ พยี งพอ
หมกึ ตนั
ความไมส่ ม่าเสมอในการ ขาดการอบรม เครื่องพมิ พ์ วันเดอื นปีผลติ
ทางาน ทกั ษะความชานาญ เครื่องจักรเสีย
สภาพแวดลอ้ ม การรับรู้ของพนักงาน เตาอบฟลิ ม์
ความร้อน ระบบทาความร้อนเสยี
ไมม่ กี ารจัดการแกไ้ ขปัญหา
ขนาดและรูปทรงกระป๋อง คณุ สมบัตเิ ฉพาะของสารเคมี การบรรจุสนิ คา้ Chrome ที่
การออกแบบเพอ่ื การขาย เกดิ ปฏิกิริยาเกิดไอนา ไมไ่ ดป้ ระสิทธภิ าพตามเป้าหมาย
วัตถุดบิ วิธีการ แผนงาน
การควบคมุ การผลิต
กระบวนการผลิตทจี่ าเป็นตอ้ งทา
การรอคอยพกั สนิ คา้ กอ่ นเข้าสู่สถานีอบฟลิ ์ม
เกิดไอนาจับผวิ กระป๋อง
ภาพที่ 1 แผนผงั กา้ งปลาวิเคราะหส์ าเหตุของปัญหาการผลติ สินค้าสีสเปรย์
จากภาพที่ 1 แผนผังก้างปลา ผู้วิจัยได้กาหนดมาตรการการแก้ไขปัญหาท้ัง 4M และมุ่งแก้ไข
ปรับปรุงในด้านวิธีการ เนื่องจากพบว่าในกระบวนการบรรจุสินค้า มีเกิดการสูญเปล่าในเร่ืองของการรอคอย
เกดิ ขน้ึ ถงึ 120 นาที ซึ่งเปน็ เวลาท่ีสญู เปล่าท่สี ูงเม่ือเปรยี บเทยี บผลผลติ ท่ีได้กับเวลา จากการศกึ ษาปัญหาสาเหตุ
จากเกิดไอน้าเกาะข้างกระป๋องในกระบวนการบรรจุสินค้า Chromium เนื่องจากมีการแลกเปล่ียนความเย็น
แทนที่ความรอ้ นในกระป๋องอยา่ งรวดเร็วโดยการอัดเข้า จึงเกิดเปน็ ไอนา้ เกาะทีผ่ ิวกระป๋อง ซ่ึงเปน็ ปัญหาทาให้ไม่
สามารถสวมถุงฟลิ ม์ ได้ทนั ทรี วมทั้งอบฟิลม์ ใหส้ วยงามได้ตามมาตรฐานก่อนท่ีจะบรรจลุ งกล่องเป็นสินค้าตอ่ ไป
จากการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการลดความสูญเปล่า ECRS และนาไป
ประยุกต์ใช้ซ่ึงประกอบด้วยการขจัดออก (eliminate) การรวมกัน (combination) การจัดใหม่ (rearrange)
และการทาให้งา่ ย (simplify) ทาการทดลองปรับปรุงขนั้ ตอนการทางานจรงิ โดยสว่ นที่สาคญั ได้ทาการขจัดออก
148 | ปที ี่ 1 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ.2561) มงคล เหล่าวราพนั ธ์ุและคณะ
การจัดใหม่และการทาให้ง่ายในข้ันตอนท่ี 23 โดยการออกแบบและสร้างอุปกรณ์ลดไล่ความชื้นท่ีเกาะท่ีผิว
กระปอ๋ งสนิ ค้าและติดต้ังอุปกรณ์บนสานพานลาเลยี งตรงบรเิ วณจุดหลังห้องบรรจแุ กส๊
5.5 สรุปปจั จัยหลกั ทก่ี ่อให้เกดิ ปญั หาแล้ววางแผนดาเนินการแก้ไขโดยประยุกต์ใชแ้ นวคดิ การลด
ความสญู เปล่าด้วยหลักการ ECRS และดาเนินการปรบั ปรงุ กระบวนการบรรจุสสี เปรยต์ ามแผนงาน
5.6 ปรบั ปรงุ กระบวนการบรรจุสีสเปรย์ตง้ั แต่วนั ที่ 1 กันยายน ถึงวนั ท่ี 30 กนั ยายน 2560 โดย
ใช้แนวคิดการศกึ ษางาน การวิเคราะห์กระบวนการ วเิ คราะหส์ าเหตขุ องปญั หาด้วยแผนผังก้างปลาใชห้ ลักการต้ัง
คาถาม 5W1H และประยุกต์ใช้หลักการ ECRS ในการปรับปรุงลดขั้นตอน ลดเวลาและลดพื้นท่ีในกระบวนการ
ผลติ สนิ คา้ สีสเปรย์
5.7 เก็บข้อมลู การผลิตท่ีเกดิ จากกระบวนการบรรจสุ ินค้าหลังการปรับปรงุ และวิเคราะห์แผนภูมิ
กระบวนการไหล วิเคราะห์กระบวนการ ขน้ั ตอนการผลติ สีเสปรย์ วดั ผลิตภาพหลงั การปรับปรุงกระบวนการ
6. การวดั ประสทิ ธิภาพและผลิตภาพ
การวดั ประสทิ ธิภาพและผลติ ภาพสามารถคานวณได้ดงั สมการที่ (1) - (4) ดังน้ี
6.1 ประสิทธภิ าพกระบวนการผลติ (พงศพ์ ฒั น์ เพช็ รรุง่ เรอื ง, 2557)
Efficiency = (output/input) x 100 (1)
6.2 การวัดผลติ ภาพเชงิ ปจั จัยการผลิต (รชั ตว์ รรณ กาญจนปญั ญาคม, 2552)
6.2.1 ผลติ ภาพแรงงาน = ผลผลิต/ จานวนช่ัวโมงแรงงานท่ีใช้ในการผลติ (2)
6.2.2 ผลิตภาพเครอ่ื งจักร = ผลผลติ / จานวนชว่ั โมงการเดินเครือ่ ง (3)
6.2.3 ผลติ ภาพพน้ื ที่ = ผลผลิต/ พน้ื ทีท่ ี่ใช้ในการผลติ (4)
7. วเิ คราะห์ผลด้านเศรษฐศาสตรว์ ศิ วกรรม
ผูว้ จิ ยั วเิ คราะห์ผลเศรษฐศาสตร์วศิ วกรรมในด้านระยะเวลาคืนทุน เพอ่ื ประเมินความคุ้มค่าในการ
ลงทุนการบารุงรักษาเครื่องจักรในการปรับปรุงกระบวนการของบริษัทกรณีศึกษา โดยสามารถคานวณได้จาก
สมการท่ี (5) ดงั น้ี
ระยะเวลาคนื ทนุ (ชาตชิ าย อัศดรศกั ดิ์ และพชั ราภรณ์ เนยี มมณี, 2547)
m (5)
เมอ่ื C0 t=1 Rt C0
แทน เงนิ ลงทนุ เริม่ แรกท่ีเวลาศนู ย์หรือเวลาปัจจบุ ันของทางเลือกหนึ่ง
Rt แทน รายรับสุทธทิ ี่เวลาคาบท่ี t
m แทน ระยะเวลาคนื ทุน
t แทน คาบระยะเวลา
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 149
ผลการวจิ ยั และอภปิ รายผล
จากศึกษาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาท่ีเกิดขึ้นและดาเนินการแก้ไขปัญหาเพอ่ื เพ่มิ ประสทิ ธภิ าพ
ในกระบวนการผลติ สีสเปรย์และลดตน้ ทนุ ใหก้ ับองคก์ ร ผลการวิจยั มีรายละเอยี ดดังน้ี
1. ศึกษาข้อมลู เบอื้ งตน้ ของสภาพปญั หาการผลติ สสี เปรย์
จากวัตถุประสงค์งานวิจัยในการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของสภาพปัญหาการผลิตสีสเปรย์ พบว่า
บริษัทกรณีศึกษามีปัญหาผลการดาเนินงานผลิตสีสเปรย์ของสายการผลิตท่ี 4 มีผลการดาเนินงานผลิตเฉล่ีย 3
เดือนได้ประสิทธิภาพคิดเป็นร้อยละ 71.42 ซ่ึงไม่ได้ตามเป้าหมาย KPI ที่กาหนดไว้คือต้องได้ร้อยละ 80 เม่ือ
เปรียบเทยี บกับสายการผลิตท่ี 1 เท่ากบั รอ้ ยละ 98.27 สายการผลติ ที่ 2 เท่ากบั รอ้ ยละ 96.58 และสายการผลิต
ท่ี 3 เทา่ กบั ร้อยละ 95.39 จากผลการดาเนินงานของสายการผลิตท่ี 4 มปี ระสทิ ธภิ าพต่าทีส่ ุดและผลดชั นีชีว้ ัดผล
งานตา่ กวา่ เกณฑท์ ตี่ ้ังไว้คดิ เป็นร้อยละ 8.58 จากผลการดาเนนิ งานดงั กล่าวทาใหผ้ ู้วจิ ัยพบว่าเป็นปญั หาเกดิ ความ
สูญเสียจากการรอคอยในกระบวนการผลติ ควรหาวธิ ีการแก้ไขปัญหาและปรบั ปรุงประสิทธิภาพของสายการผลิต
ที่ 4
จากปัญหาของสายการผลิตท่ี 4 ของบริษทั กรณศี ึกษา ผวู้ ิจยั ไดเ้ ลอื กปรบั ปรุงการผลติ และบรรจุ
สินค้า chromium ซึ่งมีปริมาณการผลิตมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 45.17 เม่ือเทียบกับรายการอื่นที่ผลิตใน
สายการผลติ ที่ 4 ดว้ ยการสารวจพื้นทห่ี นา้ งานจริง ใชเ้ ครอ่ื งมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลคือ แบบบันทึกการผลิต
แผนภูมิการไหลของกระบวนการ แผนภาพการไหล พบว่ามีการสูญเสียและสูญเปล่าในกระบวนการบรรจุสี
สเปรย์ ซง่ึ ปัญหาน้นั คือการรอคอยในระหว่างกระบวนการ เปน็ จดุ ที่ไมก่ อ่ ให้เกิดผลิตภาพ ผวู้ ิจัยไดว้ เิ คราะห์และ
ปรับปรุงกระบวนการ โดยใช้แผนภูมิกระบวนการไหล และประยุกต์ใช้การลดการสูญเปล่าด้วยหลกั การ ECRS
ในการปรบั ปรงุ ข้นั ตอนการทางานด้วยการสร้างอุปกรณ์ไล่ความชื้น โดยมวี ตั ถุประสงค์เพ่ือแก้ปัญหาการรอคอย
งานและสูญเปล่าของเวลาการบรรจุสนิ ค้า
2. ผลการวิเคราะหก์ ารเพิม่ ประสิทธิภาพในกระบวนการผลติ สีสเปรย์
ตารางท่ี 2 เปรียบเทยี บประสทิ ธิภาพการผลติ สนิ คา้ Chromium ก่อนและหลังปรับปรงุ กระบวนการ
รายการ ก่อนปรบั ปรุง หลังปรบั ปรงุ ผลตา่ ง
ผลผลติ (โหล) 9,716 10,872 1,156
เวลาผลติ (ช่ัวโมง) 88.97 54.80 34.17
จากตารางที่ 2 กอ่ นปรบั ปรุงได้ผลผลติ 9,716 โหล ใชเ้ วลาผลิต 88.97 ชวั่ โมง เมื่อเปรียบเทียบกับ
ผลผลิตหลังปรับปรุงกระบวนการได้ผลผลิต 10,872 โหล ใช้เวลาผลิต 54.80 ชั่วโมง เมื่อนามาคิดเวลาผลิต
หลังจากปรับปรุงกระบวนการโดยวิธีเทียบบัญญัติไตรยางศ์ คือหลังปรับปรุงกระบวนการสามารถผลิตสินค้าได้
10,872 โหล ใช้เวลา 54.80 ชวั่ โมง ดังนน้ั เมอื่ ผลิตสินค้าได้ 9,716 โหล จะใชเ้ วลา (9,716 x 54.80)/10,872 =
48.97 ชัว่ โมง เม่อื คดิ เปน็ ประสทิ ธิภาพของการผลิตหลงั ปรับปรุงกระบวนการดังสมการต่อไปน้ี
Efficiency = (output/input) x 100
= (48.97/88.97) x 100
= 55.05
150 | ปที ่ี 1 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ.2561) มงคล เหล่าวราพันธ์ุและคณะ
ผลการวิเคราะห์การเพิ่มประสิทธิภาพ ก่อนและหลังปรับปรุงกระบวนการ ก่อนปรับปรุงได้ผลผลติ
9,716 โหล ใช้เวลาผลิต 88.91 ช่ัวโมง เมอ่ื เปรยี บเทยี บกับผลผลติ หลังปรบั ปรงุ กระบวนการได้ผลผลิต 10,872
โหล ใช้เวลาผลิต 54.80 ช่วั โมง เมอื่ นามาวดั ประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบปริมาณการผลิตสินคา้ ท่ี 9,716 โหล
ต่อวนั เวลาของการผลติ หลังจากปรับปรุงกระบวนการ จากสมการการวัดประสิทธภิ าพการผลติ ผูว้ จิ ัยได้วัดผล
หลังจากปรับปรุงกระบวนการพบว่าสามารถลดเวลาได้ 40 ช่ัวโมง คิดเป็นร้อยละ 44.95 และคิดเป็น
ประสทิ ธภิ าพเพ่ิมขน้ึ รอ้ ยละ 55.05 ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงค์ท่ตี ้งั ไว้
3. ผลการเปรียบเทียบผลติ ภาพกอ่ นและหลงั การปรบั ปรุงประสิทธภิ าพสายการผลติ สีสเปรยท์ ่ี 4
จากการวิเคราะห์กระบวนการผลติ สีสเปรย์ ผู้วิจยั ใช้แผนภูมิกระบวนการไหล แผนภาพการไหล
และประยุกต์ใช้หลักการ ECRS ในการลดความสูญเปล่าของกระบวนการบรรจุสินค้าสีสเปรย์ โดยผู้วิจัยตั้ง
สมมตุ ฐิ านการวิจัยไว้ดงั นี้
H0 : 1 2 ผลิตภาพกอ่ นและหลงั การปรบั ปรงุ ประสทิ ธิภาพกระบวนการผลิตสสี เปรย์แตกต่างกนั
H1 : 1 2 ผลติ ภาพก่อนและหลังการประสิทธภิ าพกระบวนการผลิตสสี เปรยไ์ ม่แตกต่างกัน
ตารางที่ 3 ผลการเปรยี บเทียบประสทิ ธิภาพการผลิตสนิ ค้าสสี เปรย์กอ่ นและหลังปรับปรงุ กระบวนการโดยสถิติ
t-test
เปรียบเทียบ N Mean S.D tP
ประสิทธิภาพ
ก่อนปรบั ปรงุ 20 485.8000 48.42966 9.424 .000
หลงั ปรบั ปรุง 20 543.6000 43.63895
* ระดับนัยสาคญั .05
จากตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบประสทิ ธิภาพการผลติ สินค้า Chromium ก่อนและหลังปรับปรุง
กระบวนการ เมื่อเปรียบเทยี บการผลิตสนิ คา้ ก่อนและหลัง 20 วัน ผู้วิจัยนา N= 20 ของการเกบ็ ข้อมลู ในการผลิต
ต้งั แตเ่ ดอื น มถิ ุนายน – สิงหาคม 2560 และหลงั การเกบ็ ขอ้ มลู การผลติ ตงั้ แต่เดือน ตุลาคม- ธันวาคม 2560 โดย
มีความแตกตา่ งอย่างมีนยั สาคัญ
ผลการเพมิ่ ประสิทธภิ าพกระบวนการผลติ สีสเปรย์กอ่ นปรับปรุงและหลังปรับปรงุ การผลิตสีสเปรย์มี
ความแตกตา่ ง จึงยอมรบั H0
จากแผนภูมิกระบวนการไหล ผู้วิจัยเปรียบเทียบผลก่อนและหลังปรับปรุงกระบวนการ พบว่า
กระบวนการบรรจุสินค้า chromium ลดลงเหลือ 32 ข้ันตอน จาก 36 ขั้นตอน ผู้วิจัยได้ลดขั้นตอนจากวิธีการ
เดมิ 5 ข้ันตอน โดยลดข้นั ตอนที่ 20 บรรจลุ งกลอ่ ง ลดขนั้ ตอนท่ี 21 สายพานลาเลยี งเข้าสถานี ลดขนั้ ตอนที่ 22
จัดเรียงบนพาเลท ลดข้ันตอนที่ 23 พักสินค้ารอให้หมดความชื้นท่ีผิวกระกระป๋องสีสเปรย์ ลดขั้นตอนท่ี 24
เคลอ่ื นยา้ ยเข้าสถานสี วมถุงฟิลม์ และเพ่มิ ขั้นตอนที่ 18 กระป๋องสินค้าหลงั บรรจุผ่านอุปกรณ์ไล่ความชน้ื ในดา้ น
ของระยะทางลดลงเหลือ 51.19 เมตร จากเดมิ ใช้ระยะทาง 70.03 เมตร และในด้านของการใช้เวลาลดลงเหลือ
9.78 นาที จากเดมิ ใชเ้ วลา 132.17 นาที
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 151
4. การวเิ คราะห์ผลดา้ นเศรษฐศาสตร์
จากการวิเคราะห์ผลด้านเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมในด้านระยะเวลาคืนทุน (payback period)
สามารถลดต้นทนุ ค่าแรงในการบรรจุสินค้าได้ 10,236.24 บาทต่อเดือนในรอบการผลิตสินค้า chromium เมื่อ
เปรียบเทียบกับการลงทุนซื้ออุปกรณ์ในการไล่ความชื้นซึ่งมีมูลคา่ 35,000 บาท เม่ือนามาคิดเป็นระยะเวลาคืน
ทุน พบว่าผลตอบแทนของค่าแรงจากการลดเวลาในกระบวนการในปที ี่ 1 เท่ากับ 122,834 บาท ≥ C0 ซ่ึง C0 =
-35,000 บาท (แทนเงินลงทนุ เริ่มแรกทีเ่ วลาทศี่ ูนย)์ ระยะเวลาคืนทนุ เท่ากบั 3 เดือน 11 วัน
สรุปผลการวิจัย
งานวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดหลักการเพิ่มผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
การศกึ ษางานและการวิเคราะหก์ ระบวนการ แนวคดิ ความสญู เสยี 7 ประการ เครอ่ื งมือควบคมุ คุณภาพ 7 อย่าง
หลักการ ECRS และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต นามาประยุกต์ใช้
ปรับปรุงสายการผลิตสีสเปรย์ท่ี 4 และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตสีสเปรย์ได้จริง ซึ่ง
สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ท่ตี ัง้ ไว้
ข้อเสนอแนะ
1. นาวิธีการศึกษาการทางาน (work study) และประยุกต์ใช้หลักการ ECRS ในการปรับปรุง
ข้ันตอนกระบวนการของการผลิตสีสเปรย์ในสายการผลิตท่ี 1, 2 และ 3 ท่ีมีอยู่ในบริษัทกรณีศึกษา เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลิตให้กบั องคก์ ร
2. ควรมีการฝึกอบรมพนักงานเป็นประจาและต่อเน่ือง เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเพ่ือให้
พนักงานสามารถรกั ษามาตรฐานการผลิตน้ีไว้
3. ข้อเสนอแนะสาหรบั การทาวจิ ัยครัง้ ต่อไปควรนาเคร่ืองมือควบคุมคุณภาพ 7 อย่าง (qc 7 tools)
อื่น ๆ ท่ียงั ไมไ่ ด้นามาใช้ในการศึกษาวิจัยในคร้งั นม้ี าประยุกต์ใช้
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณบริษัทกรณีศึกษา พนักงานฝ่ายผลิต พนักงานฝ่ายซ่อมบารุงทุกท่าน และนักศึกษา
ปรญิ ญาโท ร่นุ ที่ 5 หลกั สูตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการจดั การอตุ สาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราชนครินทร์ท่ีมี
สว่ นรว่ มชว่ ยเหลอื ทาให้งานวิจัยฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี
เอกสารอ้างอิง
จาลักษณ์ ขุนพลแก้ว. (2546). หลักการเพิ่มผลผลิต (Basis productivity improvement). คร้ังที่ 3.
กรงุ เทพมหานคร: สถาบนั เพิ่มผลผลิตแหง่ ชาติ สานกั พิมพ์โรงพิมพป์ ระชาชน.
ชาตชิ าย อศั ดรศักด์ิ และพชั ราภรณ์ เนยี มมณ.ี (2547). เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม. กรุงเทพมหานคร: ศนู ยผ์ ลิต
ตาราเรยี นมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนือ.
ธนพล นนทชิต. (2550). การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนซ้ือเครื่องจักรอัตโนมัติเพ่ือผลิตชิ้นส่วน
เคร่ืองปรับอากาศ. สารนิพนธ์วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมการจัดการ
อตุ สาหกรรม, มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ พระนครเหนือ.
152 | ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ.2561) มงคล เหล่าวราพันธ์ุและคณะ
ดวงรัตน์ ชีวะปัญญาโรจน์ และศุภศักดิ์ พงษ์อนันต์. (2544). ความสูญเสีย 7 ประการ. กรุงเทพมหานคร:
สถาบันเพ่มิ ผลผลิตแหง่ ชาติ.
พงศ์พัฒน์ เพ็ชรรุ่งเรือง. (2557). การบริหารผลิตภาพ. กรุงเทพ: บัณฑิตวิทยาลัย สาขาวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสยาม.
วจิ ติ ร ตณั ฑสทุ ธิ์. (2539). การศกึ ษางาน. กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ศุภชัย นาทะพนั ธ.์ (2551). การควบคมุ คณุ ภาพ. กรุงเทพมหานคร: ซเี อ็ดยูเคชน่ั .
ศุภฤกษ์ กลิ่นหม่น. (2559). การปรับปรุงประสิทธิภาพสายการผลิตการกัดเลนส์ขึ้นรูปค่าสายตา .
วิทยานิพนธ์วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์,
มหาวทิ ยาลยั บรู พา
เมธัส หบี เงิน (2549). การพัฒนาประสิทธิภาพในการผลติ โดยการปรับปรุงกระบวนการผลติ กรณีศึกษาโรงงาน
ทา ตู้น้าเย็น. วิทยานิพนธ์อุตสาหกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศกรรมอุตสาหการ บัณฑิต
วทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนอื .
รัชตว์ รรณ กาญจนปญั ญาคม. (2552). การศึกษางานอุตสาหกรรม. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัท สานกั พมิ พ์ทอ้ ป
จากัด.
เสาวนีย์ ลาดน้อยและอบเชย วงศ์ทอง. (2560). การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพข้าวเกรียบงาจาก
ปลายข้าวสินเหล็ก. วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. 12(2), 19-
27.
สานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม. (2560). รายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2560 และแนวโน้มปี
2561. เข้าถงึ ขอ้ มลู เมอ่ื 30 มถิ ุนายน 2560. จาก http://www.oie.go.th
VRURDI-JO-01 | 1
ระเบียบการตพี ิมพ์บทความวจิ ัย
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ในการส่งบทความวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้การตีพิมพ์
บทความวิจัยเป็นไปโดยเรียบร้อยได้มาตรฐาน TCI และเป็นประโยชน์ทั้งผู้ส่งบทความวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์จากบทความวิจัย
รวมทั้งสถาบันวิจยั และพัฒนา มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการจัดทาวารสารวิจัยและพัฒนา
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กาหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯ ตลอดจน
คาแนะนาการเขียนและส่งต้นฉบบั ดงั นี้
หลกั เกณฑใ์ นการพิจารณาบทความวจิ ัยเพื่อตพี มิ พ์ในวารสาร
1. เป็นบทความวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หรือสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามรูปแบบ
ของต้นฉบับในข้อกาหนดของคาแนะนาการเขียนและส่งต้นฉบับวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถัมภ์
2. บทความวจิ ัยทสี่ ง่ มาพิจารณาตพี ิมพล์ งในวารสารต้องเป็นบทความวจิ ยั ที่ไมเ่ คยตีพิมพเ์ ผยแพรท่ ่ีใดมาก่อนและ
ไม่อยรู่ ะหว่างเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารอนื่
3. เนื้อหาในต้นฉบับควรเกิดจากการสังเคราะห์ความคิดขึ้นโดยผู้เขียนเอง ไม่ได้ลอกเลียนหรือตัดทอนมาจาก
ผลงานวิจยั ของผอู้ ่นื หรอื จากบทความอืน่ โดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาต หรือปราศจากการอ้างองิ ท่เี หมาะสม
4. ผู้ส่งบทความวิจัยต้องชาระค่าธรรมเนียมบารุงวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
เป็นจานวนเงิน 2,500 บาท โดยสามารถโอนเงินผา่ นบัญชี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาย่อยนวนคร ช่ือบัญชี
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 258-1-84630-3
พร้อมสง่ สาเนาหลกั ฐานการชาระค่าธรรมเนยี มบารงุ วารสารฯ ได้ 3 ชอ่ งทาง ดังนี้
4.1 ไปรษณีย์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
เลขท่ี 1 หมู่ที่ 20 กม.48 ถนนพหลโยธิน ตาบลคลองหน่ึง อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 13180
โดยวงเล็บมุมซองว่า (ชาระคา่ ธรรมเนยี มบารงุ วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ)์
4.2 โทรสาร 0 2909 3036
4.3 E-mail address: [email protected]
5. ผู้เขียนบทความวิจัยต้องดาเนินการปรับแก้ไขบทความตามผลการอ่านประเมินของกองบรรณาธิการและ
ผู้ทรงคุณวุฒิของวารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ อย่างต่อเน่ืองตลอดการตีพมิ พ์
หากผู้เขียนบทความวิจัยซ่ึงต่อไปน้ีจะเรียกว่าผู้นิพนธ์บทความไม่ปฏิบัติตามระเบียบการตีพิมพ์บทความวิจัย
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ กองบรรณาธิการมีสทิ ธแ์ิ จง้ ยกเลิกการพิจารณา
ตีพมิ พบ์ ทความวิจัยโดยไม่คนื เงนิ ค่าธรรมเนียมบารุงวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
6. บทความวิจัยท่ีส่งมาจะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ต่อเมื่อได้ผ่านกระบวนการประเมินเห็นสมควรให้ตีพิมพ์เผยแพร่โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มหาวิทยาลัยราชภัฎ
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภแ์ ตง่ ตั้งขน้ึ อย่างน้อย 2 ท่าน
VRURDI-JO-01 | 2
คาแนะนาการเขียนและส่งต้นฉบบั
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. การเตรียมต้นฉบับ ต้นฉบับบทความวิจัยต้องจัดทาสาหรับกระดาษขนาด B5(JIS) (18.2 ซม. X 25.7 ซม.) ความยาว
10 หน้ากระดาษ ตามรูปแบบวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์โดยใช้โปรแกรม
Microsoft Word เวอร์ชนั 2007 ขน้ึ ไป
2. การตั้งค่าหน้ากระดาษ ระยะขอบกระดาษด้านบน (Top Margin) 2.54 เซนติเมตร ด้านซ้าย (Left Margin) ด้านขวา
(Right Margin) และดา้ นลา่ ง (Bottom Margin) 2 เซนตเิ มตร
3. รูปแบบตัวอักษร ใช้ TH SarabunPSK เท่านั้น ชื่อหัวข้อพิมพ์เป็นตัวหน้า ขนาด 14 Point จัดชิดซ้ายหน้ากระดาษ และ
เนอ้ื หาพิมพ์เปน็ ตัวปกติ ขนาด 14 Point จัดกระจายหน้ากระดาษ
4. องค์ประกอบบทความวิจยั ประกอบด้วย
4.1 ชื่อเรื่อง มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีความยาวไม่เกินภาษาละ 2 บรรทัด สามารถอธิบายสาระของเรื่องได้ดี
รปู แบบตัวอกั ษร TH SarabunPSK ตวั หนา ขนาด 14 Point จดั ก่งึ กลางหนา้ กระดาษ
4.2 ช่ือผู้นิพนธ์บทความ มีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้ช่ือเต็มไม่ต้องระบุคานาหน้าชื่อ ใส่เครื่องหมายเชิงอรรถเป็น
ตัวเลขยกไว้ท้ายนามสกุลเรียงลาดับตามจานวนผู้นิพนธ์บทความและใส่เครื่องหมายดอกจัน(*) ไว้บนเลขยกเพ่ือแสดงว่า
เป็นผู้นิพนธ์หลัก รูปแบบตัวอักษร TH SarabunPSK ตัวหนา ขนาด 14 Point จัดกึ่งกลางหน้ากระดาษ โดยใส่
รายละเอียดทอ่ี ยูผ่ นู้ ิพนธ์บทความและอีเมลผู้นิพนธห์ ลักในเชิงอรรถ
4.3 ที่อยู่ผู้นิพนธ์บทความ ใส่รายละเอียดในเชิงอรรถข้อความท่ีเขียนไว้ส่วนล่างของหน้ากระดาษและมีเส้นค่ันระหว่าง
เชิงอรรถกับตัวบทคัดย่อ (Abstract) อย่างชัดเจน โดยขีดเส้นคั่นจากริมกระดาษด้านซ้าย ไปทางด้านขวาประมาณ 1
นวิ้ หรอื 7 ตัวอกั ษร ใสต่ ัวเลขกากับไวเ้ หนือตัวอักษรตวั แรกเลก็ น้อย ตัวเลขต้องตรงกบั ตัวเลขที่กากับไว้กบั ช่ือผู้นิพนธ์
บทความ ให้ระบุตาแหน่งทางวิชาการ(ถ้ามี) สถานท่ีทางาน หน่วยงานหรือสถาบัน และอีเมล์แอดเดรส (E-mail
Address) ของผู้นิพนธ์บทความทุกท่าน เช่น นักศึกษาระดับ.... สาขา.... คณะ ..... มหาวิทยาลัย.... อีเมล์.... หรือ
อาจารย์.... สาขา..... คณะ..... มหาวิทยาลัย.... อีเมล์.... หรือ ตาแหน่ง... บริษัท... ท่ีอยู่... อีเมล์... รูปแบบตัวอักษร TH
SarabunPSK ตวั ปกติ ขนาด 12 Point จัดชิดซ้ายหนา้ กระดาษ
4.4 บทคัดย่อ(Abstract) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษความยาวไม่เกิน 15 บรรทัด หรือ 350 คา โดยใช้สานวนให้
กระชับ ชัดเจนที่สดุ รูปแบบตัวอกั ษร TH SarabunPSK ตัวปกติ ขนาด 14 Point จัดกระจายหนา้ กระดาษ
4.5 คาสาคัญ(Keyword) ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ใต้บทคัดย่อ(Abstract) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
จานวน 3 – 5 คาเรียงตามลาดับอักษรระหว่างคาวรรค 2 วรรค Keyword หรือคาสาคัญภาษาอังกฤษคั่นระหว่างคา
ด้วยจุลภาค(,)
4.6 เน้ือหาของบทความวจิ ยั ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
4.6.1 บทนา เป็นสว่ นของเนือ้ หาที่บอกความเปน็ มา และเหตผุ ลนาไปสู่การศกึ ษาวจิ ัย
4.6.2 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ให้ชแี้ จงถึงจดุ มุง่ หมายของการวจิ ัย
4.6.3 วิธีดาเนินการวิจัย ควรอธิบายวิธีดาเนินการวิจัย โดยกล่าวถึงวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ที่มาของกลุ่มตัวอย่าง
แหลง่ ทมี่ าของขอ้ มูล การเก็บและรวบรวมข้อมูล การใช้เคร่อื งมอื สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยและการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
4.6.4 ผลการวิจัยและอภิปรายผล เป็นการเสนอส่ิงท่ีได้จากการวิจัยเป็นลาดับอาจแสดงด้วยตารางกราฟ แผนภาพ
ประกอบการอธิบาย ท้ังนี้ถ้าแสดงด้วยตาราง ควรเป็นตารางแบบไม่มีเส้นขอบตารางด้านซ้ายและขวา หัวตารางแบบ
ธรรมดาไม่มีสี ตารางควรมีเฉพาะที่จาเป็นไมค่ วรเกิน 5 ตาราง สาหรับรูปภาพประกอบควรเป็นรูปภาพขาว-ดา ท่ีชัดเจน
และมีคาบรรยายใตร้ ปู จัดกึ่งกลางหนา้ กระดาษ กรณที ่จี าเปน็ อาจใชภ้ าพสีได้
4.6.5 สรุป (สาขามนุษยศาสตร์ เป็นการสรุปผลท่ีได้จากการวิจัยและควรมีการอภิปรายผลการวิจัยว่าเป็นไปตาม
วัตถปุ ระสงคท์ ี่ต้ังไว้หรือไม่เพียงใด และควรอา้ งทฤษฎหี รือเปรียบเทยี บการทดลองของผอู้ ่ืนที่เก่ียวข้องประกอบเพ่ือให้
ผู้อ่านเห็นด้วยตามหลักการหรือคัดค้านทฤษฎีท่ีมีอยู่เดิม รวมท้ังแสดงให้เห็นถึงการนาผลไปใช้ประโยชน์ และการให้
ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ัยในอนาคต
4.6.6 ขอ้ เสนอแนะ ควรมี 2 สว่ น คอื ข้อเสนอเกยี่ วกบั งานวิจัย และข้อเสนอแนะในการทาวจิ ยั ครง้ั ต่อไป
VRURDI-JO-01 | 3
4.6.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) ข้อความแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือใน
การทางานวจิ ัย รวมถงึ แหลง่ ทนุ สนบั สนุนตา่ งๆ
4.6.8 เอกสารอ้างอิงและการอ้างอิง การเขียนเอกสารอ้างอิงและการอ้างอิง ใช้ระบบ APA (American Psychological
Association) ให้เรียงลาดับชื่อผู้แต่งหรือผู้รายงานตามลาดับอักษรเร่ิมด้วยเอกสารภาษาไทยก่อน แล้วต่อด้วยเอกสาร
ภาษาต่างประเทศ
4.7 การเขยี นเอกสารอ้างอิงและการอ้างในระบบ APA (American Psychological Association)
4.7.1 ชอื่ วารสาร ชือ่ หนังสือ และปีท่ี (Volume) ไมใ่ ช้ชื่อย่อ
4.7.2 ช่ือภาษาอังกฤษ เขยี นชื่อผู้แตง่ โดยขึ้นต้นด้วย Last name ตามดว้ ยจลุ ภาค (,) และชอื่ ย่อตามด้วยมหัพภาค (.)
4.7.3 ชอ่ื ไทย เขยี นชอื่ ผูแ้ ตง่ โดยขึน้ ตน้ ดว้ ยชอื่ ตวั ตามด้วยนามสกุล
4.7.4 กรณีผู้แต่งมากกว่าหน่ึงคน ให้เขียนช่ือผู้แต่งทั้งหมดทุกคน คั่นระหว่างชื่อด้วยจุลภาค (,) และมีคาว่า “and”
ในกรณชี ื่อภาษาอังกฤษ หรอื “และ” ในกรณชี อื่ ภาษาไทยก่อนชือ่ สุดท้าย
4.7.5 ถ้าไม่มชี อ่ื ผู้แตง่ ให้ขนึ้ ต้นด้วยช่ือเรอ่ื ง หรอื ชือ่ วารสาร หรอื ช่อื หนังสือ ตามด้วยปีท่ีพิมพ์
4.7.6 ถ้าผ้แู ต่งเปน็ หนว่ ยงาน หรือองคก์ ร ใหใ้ ช้ช่ือหนว่ ยงานหรือองค์กรแทนชื่อผู้แตง่
4.7.7 เรยี งลาดับรายการตามตวั อกั ษรชื่อผแู้ ตง่ รายการทีม่ ที ั้งเอกสารภาษาไทยและองั กฤษ ใหน้ าขอ้ มูลภาษาไทยข้ึนกอ่ น
ตามด้วยข้อมลู ภาษาองั กฤษ พิมพโ์ ดยใชร้ ะยะห่างระหวา่ งบรรทดั อย่างนอ้ ย (At least) 12 Point
4.7.8 บรรทัดท่ีสองและบรรทัดต่อๆ ไปของแต่ละรายการใหย้ อ่ หน้าเขา้ มา 7 ตัวอกั ษร หรือ 1.25 เซ็นติเมตร
4.7.9 การอ้าง – อา้ งโดย(ชอื่ ผู้แต่ง, ปีที่พมิ พ์)
4.7.10 ไม่อา้ งโดยใช้คาว่า “และคณะ” หรือ “และคนอ่ืนๆ” หรือ et al. ยกเวน้ กรณอี า้ งในเนื้อเรือ่ งทม่ี ผี ูแ้ ต่งต้ังแต่สาม
คนขนึ้ ไปและหลังจากไดม้ กี ารอ้างครงั้ แรกไว้กอ่ นหนา้ นั้นแล้ว หรอื การอ้างท่ีมีผู้แตง่ ตั้งแตห่ กคนข้ึนไป
4.7.11 การอา้ งจากวารสารและนิตยสารให้ระบหุ นา้ แรกถึงหนา้ สดุ ท้าย โดยไมใ่ ช้คายอ่ “p.” หรือ “pp.” นอกจากหนงั สอื
4.7.12 การติดต่อส่วนตัวโดยส่ือใดๆ ก็ตาม สามารถอ้างอิงได้ในเน้ือเรื่อง แต่ต้องไม่มีการระบุไว้ในรายการ
เอกสารอา้ งองิ เพราะผ้อู ่นื ไม่สามารถตดิ ตามขอ้ มลู เหลา่ นไ้ี ด้
4.7.13 การอ้างอิงจาก Website ให้ระบุวัน เดือน ปีที่พิมพ์ ถ้าไม่ปรากฏให้อ้างวันท่ีทาการสืบค้น และระบุ URL ให้
ชดั เจน ถูกตอ้ ง เม่ือจบ URL address หา้ มใสจ่ ุด (.) ขา้ งท้าย
4.7.14 Website ไม่บอกวันท่ี ใหร้ ะบุ n.d.
4.7.15 หลงั มหัพภาค “.” (period) เว้น 2 วรรค
4.7.16 หลงั จลุ ภาค “,” (comma) เว้น 1 วรรค
4.7.17 หลงั อฒั ภาค “;” (semicolon) เวน้ 1 วรรค
4.7.18 หลงั ทวภิ าค “:” (colons) เว้น 1 วรรค
4.7.19 รูปแบบและตัวอย่างการอา้ งอิงจากสิ่งพมิ พ์ต่าง ๆ
รูปแบบ: 1. หนังสอื หรือตารา
ตวั อย่างเชน่ ชอ่ื ผแู้ ตง่ . //(ปที ี่พมิ พ์).//ชื่อหนังสอื /ครง้ั ทีพ่ มิ พ์(ถา้ ม)ี . //เมอื งทพี่ ิมพ์: /สานักพิมพ์.
ไพรชั ธัชยพงษ์ และกฤษณะ ช่างกล่อม. (2541). งานพฒั นาโครงสรา้ งพน้ื ฐานสารสนเทศแหง่ ชาติเพ่ือ
รปู แบบ:
ตวั อยา่ งเช่น การศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: แพรพ่ ิทยา.
Mitchell, T. R., & Larson, J. R., Jr. (1987). People in organizations: An introduction to
organizational behavior (3rd ed.). New York: McGraw-Hill.
2. หนังสือหรอื ตาราทีม่ ีบรรณาธกิ าร
ช่ือบรรณาธกิ าร(ผู้รวบรวม).//(ปที พ่ี มิ พ์).//ชอื่ หนังสือ.//เมอื งทีพ่ มิ พ:์ /สานกั พิมพ.์
อดลุ ย์ วริ ยิ เวชกุล, (บก.). (2541). คูม่ ือจัดการเรียนการสอนระดบั บัณฑติ ศกึ ษา. นครปฐม:
บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหดิ ล.
Gibbs, J. T., & Huang, L. N. (Eds.). (1991). Children of color: Psychological
interventions with minority youth. San Francisco: Jossey-Bass.
รูปแบบ: VRURDI-JO-01 | 4
ตวั อยา่ งเช่น
3. วทิ ยานพิ นธ์
รูปแบบ: ชื่อผู้แต่ง.//(ปที พ่ี มิ พ์).//ชอ่ื วิทยานพิ นธ์.//ระดับวทิ ยานิพนธ,์ /มหาวทิ ยาลัย.
ตวั อย่างเชน่ พรพมิ ล เฉลิมพลานภุ าพ. (2535). พฤตพิ รรมการแสวงหาขา่ วสารและการใช้เทคโนโลยีการ
ตัวอย่างเชน่ ส่อื สารของบรษิ ทั ธุรกจิ เอกชนที่มยี อดขายสงู สดุ ของประเทศไทย. วทิ ยานิพนธ์
รูปแบบ: วารสารศาสตรมหาบณั ฑิต คณะวารสารศาสตรแ์ ละสื่อสารมวลชน, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
ตัวอย่างเช่น Almeida, D.M. (1990). Fathers’ participation in family work: Consequences for
fathers’ stress and father-child relations. Unpublished master’s thesis,
รูปแบบ: University of Victoria, Victoria British Columbia, Canada.
ตวั อยา่ งเช่น
4. รายงานการประชุมหรอื สมั มนาทางวชิ าการ
รูปแบบ: ชอ่ื ผู้แต่ง.//ปที ่พี ิมพ์.//ชอ่ื เรอื่ ง.//ชือ่ เอกสารรวมเรื่องรายงานการประชุม,/วนั เดือน ปี สถานท่จี ดั .
เมืองท่พี มิ พ์:/สานักพมิ พ.์
กรมวิชาการ. 2538. การประชุมปฏบิ ัติการรณรงคเ์ พอื่ ส่งเสรมิ นิสยั รกั การอา่ น,
25-29 พฤศจิกายน 2528 ณ วทิ ยาลัยครมู หาสารคาม จงั หวดั มหาสารคาม.
กรงุ เทพฯ: ศนู ย์พฒั นาหนังสือ กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1991). A motivational approach to self:
Integration in personality. In R. Dienstbier (Ed.), Nebraska Symposium on
Motivation: Vol. 38. Perspectives on Motivation (pp. 237-288). Lincoln:
University of Nebraska Press. Motivation: Vol. 38. Perspectives on
Motivation (pp. 237-288). Lincoln: University of Nebraska Press.
5. พจนานกุ รม
พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. (2546). กรงุ เทพๆ: นานมีบคุ๊ พบั ลิ เคชนั .
Shorter Oxford English dictionary (5 th ed.). (2002). New York: Oxford
University Press.
6. วารสาร/นติ ยสาร
ชอ่ื ผแู้ ต่ง.//(ปีทพ่ี มิ พ)์ .//ชอ่ื เรือ่ ง.//ชอื่ วารสารหรือนติ ยสาร,/ปที ี่ (ฉบบั ที่),/หน้าแรก–หน้าสุดทา้ ย.
ชานิ กง่ิ แกว้ และอุษา คะเณ. (2551). การศึกษาการเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการผลติ โดยการลด
ความสญู เปลา่ ในกระบวนการผลิตแอลกอฮอล์, วารสารเทคโนโลยภี าคใต้, 1 (2),
27-35.
Klimoski, R. & Palmer, S. (1993). The ADA and the hiring process in
organizations. Consulting Psychology Journal: Practice and Research,
45 (2), 10-36.
7. บทความจากหนังสอื พิมพ์
ช่อื ผแู้ ตง่ .//(ปที ่พี มิ พ,์ เดือน, วันที่).//ชอื่ เร่อื ง.//ชอื่ หนังสือพมิ พ,์ /หนา้ ทน่ี ามาอ้าง.
สายใจ ดวงมาล.ี (2548, มิถุนายน 7) มาลาเรยี ลาม3จว.ใตต้ อนบน สธ.เร่งคมุ เขม้ กันเชอื้ แพรห่ นกั .
คม-ชดั -ลกึ , 25.
Di Rado, A. (1995, March 15). Trekking through college: Classes explore
modern society using the world of Star Trek. Los Angeles Time, p. A3.
8. ส่ืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ช่ือผู้แต่ง.//(ปที ีพ่ มิ พ์).//ชื่อเรอ่ื ง,/วนั ทีท่ าการสืบค้น.//ชอื่ ฐานข้อมูล.//URL
Author(s). ( date-or “n.d.”). Title of work. (Online), date retrieved. Name of
Database or Internet address of the specific document. Specify URL
exactly.
VRURDI-JO-01 | 5
ตวั อยา่ งเช่น สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวฒั นธรรม. (2545). ประเพณีใส่
กระจาดชาวไทยพวนสอนให้รู้จักแบง่ ปนั มนี ้าใจ, 7 มถิ ุนายน 2548.
http://www.m-culture.go.th/culture01/highlight/highlightdetail.
php?highlight_id=114&lang=th
Lynch, T. (1996). DS9 trials and tribble-ations review. Retrieved October
8,1997, from Psi Phi: Bradley’s Science Fiction Club Website:
http://www.bradley.edu/psiphi/ DS9/ep/503r.html
5. การส่งต้นฉบับ ผู้นิพนธ์บทความต้องส่งต้นฉบับท่ีพิมพ์ตามรูปแบบของต้นฉบับในข้อกาหนดของคาแนะนาการเขียนและส่ง
ต้นฉบับวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในรูปแบบ Word Document (.docx) และ PDF File
(.pdf) พร้อมแบบนาส่งบทความวิจัยลงตีพิมพ์เผยแพร่วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และ
สาเนาหลักฐานการชาระเงินค่าธรรมเนียมบารุงวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาที่
E-mail address: [email protected] บทความวจิ ัยทปี่ ฏบิ ัติตามคาแนะนาจะได้รับพจิ ารณาดาเนินการโดยทนั ที
6. การประเมินบทความวจิ ยั และลขิ สิทธ์ิในการตพี ิมพเ์ ผยแพร่
6.1 การอ่านประเมินต้นฉบับ บทความวิจัยต้นฉบับท่ีส่งเข้ามาเพ่ือลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยและพัฒนา
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะได้รับการอ่านประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขานั้น ๆ อย่างน้อย
จานวน 2 ท่านต่อเร่ืองและส่งผลการอ่านประเมนิ คืนผู้นิพนธ์บทความให้เพ่ิมเติม แก้ไข แล้วแต่กรณี โดยบทความท่ีผ่านการ
ประเมินไดร้ ับการตีพิมพใ์ นวารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผนู้ ิพนธ์บทความจะไดร้ ับหนงั สอื แจ้ง
พจิ ารณาการตพี มิ พ์ พร้อมวารสารฉบบั ท่ีบทความวจิ ัยนนั้ ลงตีพมิ พ์ จานวน 1 ฉบบั
6.2 ลิขสิทธิ์บทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ห้ามนาข้อความ
ทั้งหมดหรอื บางส่วนไปพมิ พซ์ า้ เวน้ แต่จะได้รบั อนญุ าตจากมหาวทิ ยาลัยเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร
6.3 ความรับผิดชอบ เนื้อหาต้นฉบับท่ีปรากฏในวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
เป็นความรับผิดชอบของผู้นพิ นธ์บทความหรอื ผเู้ ขยี นเอง ทง้ั น้ีไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์
VRURDI-JO-01 | 6
รปู แบบบทความวิจยั
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.54 ซม.
ยอ่ หนา้ 1.25 ซม. หรือประมาณ 7 ตวั อกั ษร ช่ือเรื่องภาษาไทย (ตัวหนาขนาด 14 point จดั ก่งึ กลาง)
(เว้น 14 point)
ชื่อผู้นพิ นธ์ภาษาไทย1*//ชอื่ ผนู้ พิ นธ์ภาษาไทย2//ชือ่ ผู้นพิ นธ์ภาษาไทย3// (ตวั หนาขนาด 14 point จัดกงึ่ กลาง)
(เวน้ 14 point)
บทคดั ยอ่ (ตัวหนาขนาด 14 point จัดชดิ ซ้าย)
บทคัดย่อควรจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดของบทความวิจัย โดยมเี นอื้ หาครอบคลุมถึงความสาคัญของปัญหา
วัตถุประสงค์ ผลวิจัยและสรุปผลของการวิจัย กาหนดให้มีความยาวไม่เกิน 15 บรรทัด หรือ 350 คา เพื่อให้
บทความของท่านได้รับการจัดพิมพ์อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ในวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถัมภ์
หมายเหตุ เครอื่ งหมาย / หมายถงึ การเว้นวรรค 1 วรรค
………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………
2 ซม. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………2…ซ…ม….…
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………
เชิงอรรถ……ส……าห……รับ……ร……ะบ……ุส……ถ……าน……ะแ……ล……ะท……่อี ……ย……ู่ขอ……งผ……้นู ……ิพ……นธ.……์บ……ท…ค…ว……าม……………………………………………………………………………….………(ต…วั …ป…ก…ตขิ…น…า…ด…1…4…p…o…in…t …จดั…ก…ร…ะจ…า…ย…) ……………
(เว้น 14 point)
คาสาคัญ: ……… ……… ……… ……… ……… (3 -5 คา) (ตวั ปกตขิ นาด 14 point จดั ชิดซ้าย)
(เวน้ 14 point)
------------------------------------
1(ระบุสถานะและทอ่ี ยสู่ าหรับติดต่อของผู้นิพนธบ์ ทความที่ 1 ตวั เอยี ง ขนาด 12 point จัดชดิ ซ้าย) ตัวอย่างเช่น
นักศึกษาหลักสตู รดษุ ฏบี ณั ฑิต สาขาวชิ าบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
E-mail: [email protected]
2(ระบสุ ถานะและทอี่ ยู่สาหรับตดิ ต่อของผนู้ ิพนธ์บทความที่ 2 ตวั เอยี ง ขนาด 12 point จัดชิดซ้าย)
3(ระบุสถานะและท่ีอยสู่ าหรับติดตอ่ ของผนู้ พิ นธ์บทความที่ 3 ตัวเอยี ง ขนาด 12 point จัดชดิ ซ้าย)
*ผู้นิพนธ์หลัก อเี มล:
2 ซม.
VRURDI-JO-01 | 7
2.54 ซม.
ชื่อเรือ่ งภาษาองั กฤษ (ตัวหนาขนาด 14 point จดั กง่ึ กลาง)
(เว้น 14 point)
ช่อื ผู้นิพนธภ์ าษาองั กฤษ1*//ชอ่ื ผู้นพิ นธ์ภาษาองั กฤษ2//ชือ่ ผู้นพิ นธภ์ าษาองั กฤษ3// (ตวั หนาขนาด 12 point จัดกงึ่ กลาง)
(เว้น 14 point)
ABSTACT (ตัวหนาขนาด 14 point ชดิ ซ้าย)
Abstract must be written in Thai and English, within a maximum of 350 words for
each language
…….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ยอ่ หนา้ …1….2…5 …ซม….…หร…ือ…ป…ระ…มา…ณ…7…ต…ัว…อกั…ษ…ร…………………………………………………………………………………………………………………….………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………
2 ซม. ………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………2…ซ…ม…. …
………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………. (ตัวปกติขนาด 14 point จดั กระจาย)
เชิงอรรถ สาหรบั ระบสุ ถานะและทอี่ ยู่ของผู้นพิ นธ์บทความ
(เว้น 14 point)
Keyword: ………, ………, ………, ………, ……… (ตวั ปกตขิ นาด 14 point จัดชิดซ้าย)
(เว้น 14 point)
------------------------------------
1Position, Office address, Email address: author 1
2Position, Office address, Email address: author 2
3Position, Office address, Email address: author 3
*Corresponding author, e-mail:
2 ซม.
VRURDI-JO-01 | 8
2.54 ซม.
บทนา (ตัวหนาขนาด 14 point จัดชดิ ซ้าย)
เป็นส่วนของเน้ือหาท่ีบอกความเป็นมา และเหตผุ ลนาไปสกู่ ารศกึ ษาวิจัย ..…….……………………………
………..………………………………..………………………………..………………………. (ตัวปกตขิ นาด 14 point จดั กระจาย)
(เวน้ 14 point)
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั (ตวั หนาขนาด 14 point จัดชดิ ซ้าย)
ให้ช้แี จงถึงจุดมุ่งหมายของการวจิ ัย……………………………………………………...…….……………………………
………..………………………………..………………………………..………………………. (ตัวปกติขนาด 14 point จัดกระจาย)
(เว้น 14 point)
วิธีดาเนินการวจิ ัย (ตัวหนาขนาด 14 point จัดชดิ ซ้าย)
ควรอธิบายวิธีดาเนินการวิจัย โดยกล่าวถึงวิธีการสุ่มกล่มุ ตวั อยา่ ง ท่ีมาของกลุ่มตัวอย่าง แหล่งที่มา
ของขอ้ มูล การเก็บและรวบรวมข้อมลู การใช้เคร่อื งมือ สถิติท่ใี ช้ในการวิจัยและการวเิ คราะหข์ ้อมูล ………………..
………..………………………………..………………………………..………………………. (ตัวปกตขิ นาด 14 point จัดกระจาย)
(เวน้ 14 point)
ผลการวจิ ัยและอภิปรายผล (ตัวหนาขนาด 14 point จัดชิดซ้าย)
เปน็ การเสนอสงิ่ ทีไ่ ด้จากการวจิ ยั เป็นลาดบั อาจแสดงด้วยตารางกราฟ แผนภาพประกอบการอธิบาย
ท้ังนี้ถ้าแสดงด้วยตาราง ควรเป็นตารางแบบไม่มีเส้นขอบตารางด้านซ้ายและขวา หัวตารางแบบธรรมดาไม่มีสี
ตารางควรมีเฉพาะท่ีจาเป็นไม่ควรเกนิ 5 ตาราง สาหรบั รูปภาพประกอบควรเป็นรูปภาพขาว-ดา ทีช่ ดั เจนและมี
คาบรรยายใตร้ ูป กรณีท่จี าเปน็ อาจใชภ้ าพสไี ด้………..………………………. (ตวั ปกตขิ นาด 14 point จัดกระจาย)
2 ซม. (เวน้ 14 point) 2 ซม.
สรปุ (ตัวหนาขนาด 14 point จัดชิดซา้ ย)
เป็นการสรุปผลที่ได้จากการวิจัยว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้หรือไม่เพียงใด และควรอ้าง
ทฤษฎีหรือเปรียบเทียบการทดลองของผู้อื่นท่ีเก่ียวข้องประกอบเพื่อให้ผู้อ่านเห็นด้วยตามหลกั การหรือคัดคา้ น
ทฤษฎีที่มีอยู่เดิม รวมท้ังแสดงให้เห็นถึงการนาผลไปใช้ประโยชน์..............................................
………..………………………………..………………………………..………………………. (ตวั ปกตขิ นาด 14 point จดั กระจาย)
(เว้น 14 point)
ขอ้ เสนอแนะ (ตวั หนาขนาด 14 point จดั ชิดซ้าย)
ควรมี 2 ส่วน คือ ข้อเสนอเกี่ยวกับงานวิจัย และข้อเสนอแนะในการทาวิจัยครั้งต่อไป
.................................……………..………………………………..………………………. (ตวั ปกติขนาด 14 point จัดกระจาย)
(เวน้ 14 point)
กติ ติกรรมประกาศ(ถ้าม)ี (ตัวหนาขนาด 14 point จัดชดิ ซ้าย)
ข้อความแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือในการทางานวิจัย
รวมถงึ แหลง่ ทุนสนบั สนนุ ต่างๆ ……………………………..………………………. (ตวั ปกตขิ นาด 14 point จดั กระจาย)
(เว้น 14 point)
เอกสารอา้ งอิง (ตวั หนาขนาด 14 point ชิดซ้าย)
การเขียนเอกสารอา้ งอิงและการอา้ งองิ ใชร้ ะบบ APA (American Psychological Association)
เท่าน้นั ใหเ้ รยี งลาดบั ชอ่ื ผ้แู ตง่ หรือผ้รู ายงานตามลาดับอกั ษรเรม่ิ ด้วยเอกสารภาษาไทยก่อน แล้วตอ่ ด้วยเอกสาร
ภาษาตา่ งประเทศ………………..………………………………..………………………. (ตัวปกติขนาด 14 point จัดกระจาย)
2 ซม.