36 | ปที ่ี 13 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) สมชาย ดรุ งค์เดชและคณะ
บทน้า
ไข้เลือดออกท่ีเป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีสาคัญของประเทศไทย ประเทศเขตร้อน และก่ึงเขตร้อนท่ัว
โลก ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งท่ี 2 เริ่มมีการรายงานการเกิดโรคไข้เลือดออก (DHF) จากภูมิภาคแปซิฟิก
อเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบการระบาดครั้งแรกเมื่อมี พ.ศ. 2497 เกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ ใน
ประเทศไทยเริ่มมีการรายงานประปรายต้ังแต่ปี พ.ศ. 2492 และการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทยเกิดขึ้นครงั้
แรกเม่ือปี พ.ศ. 2501 (World Health Organization,1999)
ไข้เลือดออกได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง และจานวนผู้ป่วยเพิ่มข้ึนอย่างมากในช่วง 40 ปีที่ผ่าน
มา โดยพบว่าอัตราป่วยจากรายงานในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2513 จะพบว่ามีเพียง 9 ประเทศท่ีมรี ายงานการระบาด
ของไข้เลือดออก จากนั้นเป็นต้นมา จนถึงปี พ.ศ. 2538 จานวนผู้ป่วยได้เพิ่มสูงข้ึนมากกว่า 4 เท่าและได้แพร่
ระบาดไปมากกว่า 100 ประเทศ เช่น ประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ เมดิเตอร์เรเนียน
แอฟริกา และหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก เป็นต้น ซึ่งพิจารณาได้จากจานวนผู้ป่วยผู้ป่วยของแต่ละปีท่ีมีแนวโน้ม
เพ่มิ สูงขึ้นเรือ่ ยๆ (สานกั ระบาดวิทยา,2553)
การระบาดของโรคไข้เลอื ดออกในประเทศไทย มีรายงานมากว่า 50 ปี โดยมีรปู แบบของ การระบาด
ในชว่ งทศวรรษแรก (2501-2510) เปน็ ลกั ษณะการระบาดปีเวน้ ปี ต่อมาในช่วงทศวรรษที่สอง (2511-2520) การ
ระบาดเป็นรูปแบบการระบาดรุนแรงทุก 3 ปี ต่อมาในทศวรรษที่สาม (2521-2530) เป็นการระบาดแบบ
ติดต่อกันสองปีเว้นหนึ่งปี ทศวรรษที่ 4 (2531-2540) เป็นการระบาดปีเว้นปี (กรมควบคุมโรคติดต่อ,2541)
ทศวรรษที่ 5 ปี พ.ศ. 2541 จนถึงปี พ.ศ. 2550 มีผู้ป่วยด้วยไข้เลอื ดออก คิดอัตราป่วยตอ่ แสนประชากรเท่ากบั
210.98, 40.39, 30.19, 224.3, 183.52, 101.14, 62.59, 73.79, 74.78 และ 104.21 ตามลาดับ และในปี พ.ศ.
2551 ถึง พ.ศ. 2553 พบอัตราป่วยต่อแสนประชากร คือ 141.78, 89.27 และ 183.59 ตามลาดับ โดยพบการ
ระบาดตามช่วงฤดูกาล คือ พบจานวนสูงสุดในฤดูฝน โดยพ้ืนที่การระบาดเมื่อดูย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2548
ถึงพ.ศ. 2553) จะพบภาคกลางและภาคใต้สูงสุดสลับกันเกอื บจะปีเวน้ ปี (สานกั ระบาดวทิ ยา,2553)
ปัจจัยท่ีเป็นปัญหาของการแพร่กระจายของโรคไข้เลือดออกในปัจจุบัน ได้แก่ การขยายตัว
ของชุมชน หรอื เขตเมือง การเคลอ่ื นย้ายของประชาชนจากทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ การใชส้ ารเคมีกาจัด
ยุงตัวเต็มวัยอย่างไม่ถูกต้อง อันเป็นปัจจัยทาให้ยุงลายเกิดการด้ือต่อสารเคมีกาจัดแมลง (World Health
Organization,1999)
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเม่ือดูตามสถิติอัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกต่อแสนประชากร
จะพบสถิติของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ในลาดับต้นๆ ของเครือข่ายบริการสุขภาพท่ี 4 (จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัด
ลพบุรี และจังหวัดสิงห์บุรี) และสูงเกินค่าเฉล่ียของระดับเครือข่ายบริการสุขภาพท่ี 4 อยู่เสมอ โดยมีอัตราป่วย
55.4 , 271.7 , 171.8 , 176.1 และ 74.2 ต่อแสนประชากรในปี พ.ศ.2554 – 2558 ตามลาดับ ซ่ึงสูงกว่า
เป้าหมายกระทรวงสาธารณสุข ท่ีกาหนดไว้ไมเ่ กิน 50 ต่อแสนประชากร (รายงานสรุปผลงานพัฒนาสาธารณสขุ
จังหวัดปทุมธานี, 2558 ) อาเภอบางปะอินเป็นอาเภอหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่ีมีสถิติการเกิดโรค
ไข้เลือดออกสูงเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด ซึ่งพบว่ามีการระบาดของโรคไข้เลือดออกในชุมชนเพิ่มมากขึ้น
ในหลายตาบลและหมู่บ้าน โดยในปี พ.ศ. 2554 - 2558 มีอัตราป่วย 52.9, 164.3 , 80.8, 172.3 และ 122.5
ต่อแสนประชากร ตามลาดับ (รายงานสรุปผลงานพัฒนาสาธารณสุขอาเภอบางประอิน, 2558) โดยเฉพาะเขต
พื้นที่ตาบลเชียงรากน้อย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและมีเขตติดต่อกับพื้นที่การระบาด
ของโรคไข้เลือดออก และยังเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 37
ราชูปถัมภ์ ผู้วิจัยจึงได้เลือกพ้ืนที่ชุมชนรับผิดชอบของเทศบาลพระอินทราชา เป็นพื้นท่ีทาการศึกษาวิจัย
เพื่อทราบระดับการรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเป็นโรค ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก การรับรู้ประโยชน์และ
อุปสรรค รวมทั้งความสามารถของตนในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของชาวบ้านในชุมชนที่มีการ
ระบาดของไข้เลอื ดออกซ้าซากกบั หมู่บา้ นท่ีมกี ารระบาดนอ้ ย เพื่อเป็นขอ้ มลู พื้นฐานในการกาหนดแนวทางในการ
ดาเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของตาบลพระอินทราชา อาเภอบางปะอิน จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยา ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพตอ่ ไป
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาความเช่ือด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของ
ไข้เลือดออกซ้าซากกับหมู่บ้านท่ีมีการระบาดน้อย เขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบของเทศบาลตาบลพระอินทราชา อาเภอ
บางปะอนิ จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา ในองคป์ ระกอบดังตอ่ ไปนี้ การรับรูโ้ อกาสเสยี่ งต่อการเปน็ โรคไขเ้ ลือดออก
การรับร้คู วามรุนแรงของโรคไข้เลือดออก การรับรปู้ ระโยชน์ของการป้องกันและควบคมุ โรคไขเ้ ลอื ดออก การรับรู้
อุปสรรคของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันและ
ควบคมุ โรคไขเ้ ลือดออก
2. เพ่ือเปรียบเทียบความเชื่อด้านสุขภาพเก่ียวกับโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของ
ไข้เลือดออกซ้าซากกับหมู่บา้ นที่มีการระบาดน้อย เขตพื้นท่ีรับผิดชอบของเทศบาลตาบลพระอินทราชา อาเภอ
บางปะอิน จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ในองค์ประกอบดังตอ่ ไปนี้ การรับรู้โอกาสเสีย่ งตอ่ การเปน็ โรคไข้เลือดออก
การรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลอื ดออก การรบั รปู้ ระโยชนข์ องการป้องกนั และควบคุมโรคไข้เลอื ดออก การรบั รู้
อุปสรรคของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันและ
ควบคุมโรคไขเ้ ลอื ดออก
วิธดี ้าเนนิ การวจิ ยั
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสารวจแบบภาคตัดขวาง (Cross Sectional Survey Research)
โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบความเช่ือด้านสุขภาพเก่ียวกับโรคไข้เลือดออกของชุมชนที่มีการ
ระบาดของไข้เลือดออกซ้าซากกับชุมชนที่มีการระบาดน้อย เขตพื้นท่ีเทศบาลตาบลพระอินทราชา
อาเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะเวลาการศึกษาต้ังแต่เดือนตุลาคม 2559 ถึง 30 กันยายน
2560 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาน้ีคือ ตัวแทนของครัวเรือนในชุมชนเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบของเทศบาลตาบล
พระอินทราชา ตาบลเชียงรากน้อย อาเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จานวน 370 คน ท่ีได้จากการ
คานวณขนาดกล่มุ ตวั อย่างโดยใชต้ ารางของ Krejcie & Morgan (1970) และทาการเลอื กกลมุ่ ตวั อย่างโดยวธิ ีการ
ส่มุ แบบหลายขน้ั ตอน (Multistage Random Sampling)
เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามการรับรู้ในการป้องกันและควบคุมโรค
ไข้เลือดออก ได้แก่ การรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก จานวน 5 ข้อ การรับรู้ความรุนแรงของโรค
ไขเ้ ลอื ดออก จานวน 5 ขอ้ การรับรู้ประโยชน์ของการปอ้ งกนั และควบคุมโรคไขเ้ ลอื ดออก จานวน 5 ข้อ การรบั รู้
อปุ สรรคของการป้องกันและควบคมุ โรคไขเ้ ลือดออก จานวน 5 ขอ้ และการรับรคู้ วามสามารถของตนเองในการ
ป้องกันและควบคุมโรคไขเ้ ลอื ดออก จานวน 5 ข้อ ลักษณะข้อคาถามเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น 5 ตัวเลอื ก
โดยให้เลือกตอบ คอื เห็นดว้ ยอย่างยิ่ง เห็นดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอยา่ งยงิ่ โดยใหก้ ลุ่มตัวอย่าง
เลอื กตอบเพยี ง 1 ความคดิ เหน็ ต่อขอ้ คาถาม และคาถามที่สร้างขึ้นมีทัง้ ลักษณะท่เี ป็นข้อความเชิงบวกและเชิงลบ
38 | ปที ่ี 13 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) สมชาย ดรุ งคเ์ ดชและคณะ
แบบสอบถามฉบับน้ีได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยให้
ผทู้ รงคุณวฒุ ิท่ีมีความรูแ้ ละประสบการณ์ จานวน 3 ทา่ น ชว่ ยพจิ ารณาตรวจสอบความถกู ต้อง ความครอบคลุม
เน้ือหาและความชัดเจนของภาษาท่ีใช้ เพ่ือนาไปปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสมก่อนนาไปทดลองใช้
(Try Out) กับประชาชนตาบลเชียงรากน้อยท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา จานวน 30 คน แล้วนาข้อมูลมา
วิเคราะห์หาค่าความเท่ียง (Reliability) โดยหาค่าสัมประสิทธ์ิความเช่ือมั่นด้วยวิธีของ Alpha Coefficient ของ
Cronbach ได้ค่าความเชอื่ มนั่ ระหว่าง 0.91
วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป สถิติท่ีใช้ได้แก่ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความเช่ือด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรค
ไข้เลือดออกตามองค์ประกอบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก การรับรู้ความ
รุนแรงของโรคไข้เลอื ดออก การรบั รูป้ ระโยชนข์ องการป้องกนั และควบคมุ โรคไข้เลอื ดออก การรับรอู้ ปุ สรรคของ
การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันและควบคุมโรค
ไข้เลือดออก ทั้ง 2 กลุ่มการศกึ ษา คือ ชุมชนที่มีการระบาดของไข้เลอื ดออกซ้าซากกับชุมชนที่มกี ารระบาดน้อย
โดยใชส้ ถติ ิการเปรียบเทยี บ t-test for independent
ผลการวจิ ัย
ชุมชนที่มีการระบาดของโรคไข้เลอื ดออกซ้าซาก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ
69.3 อายุระหว่าง 40-49 ปี ร้อยละ 26.7 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 26.8 ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม ทานา ทาสวน ทาไร่ เป็นอาชีพหลัก ร้อยละ 40.1 มีรายไดร้ ะหว่าง 10,000- 19,999 บาท ร้อยละ
57.5 ส่วนใหญ่ดารงตาแหน่งหรือบทบาท โดยเป็นลูกบ้านหรือประชาชนทั่วไปของชุมชน ร้อยละ 77.2 ได้รับ
ข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกจากสื่อวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ร้อยละ 54.3 และส่วนใหญ่ไม่มีคนอยู่
ทีบ่ ้านเวลากลางวันเนื่องจากต้องไปทางานนอกบ้าน รอ้ ยละ 73.2
ชุมชนท่ีมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกน้อยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ
69.1 อายุระหว่าง 40-49 ปี ร้อยละ 29.6 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 32.5 ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม ทานา ทาสวน ทาไร่ เป็นอาชีพหลัก ร้อยละ 39.9 มีรายได้ระหว่าง 10,000- 19,999 บาท ร้อยละ
56 ส่วนใหญ่ดารงตาแหน่งหรือบทบาท โดยเป็นลูกบ้านหรือประชาชนท่ัวไปของชุมชน ร้อยละ 82.7 ได้รับ
ข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ร้อยละ 56.8 และส่วนใหญ่ไมม่ ีคน
อยู่ที่บา้ นเวลากลางวันเน่อื งจากตอ้ งไปทางานนอกบ้าน รอ้ ยละ 74.9
สาหรับผลการศึกษาความเชื่อด้านสุขภาพเก่ียวกับโรคไข้เลือดออก พบว่า หมู่บ้านท่ีมีการระบาด
ของไขเ้ ลอื ดออกซ้าซาก มีความเชอ่ื ดา้ นสุขภาพเก่ียวกับโรคไข้เลือดออก ระดับสูง รอ้ ยละ 40.1 ระดบั ปานกลาง
ร้อยละ 48.1 และ ระดับต่า ร้อยละ 11.8 หมู่บ้านที่มีการระบาดของไข้เลือดออกน้อย มีความเชื่อด้านสุขภาพ
เกีย่ วกบั โรคไขเ้ ลือดออก ระดับสงู รอ้ ยละ 53.1 ระดับปานกลาง ร้อยละ 34.1 และ ระดบั ต่า รอ้ ยละ 12.8
ผลการเปรียบเทียบความเช่ือด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของ
ไข้เลือดออกซ้าซากกับหมู่บ้านท่ีมีการระบาดน้อย เขตพื้นท่ีรับผิดชอบของเทศบาลตาบลพระอินทราชา อาเภอ
บางปะอนิ จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ในองค์ประกอบดงั ต่อไปน้ี การรบั รู้โอกาสเสยี่ งตอ่ การเปน็ โรคไขเ้ ลือดออก
การรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลอื ดออก การรบั รปู้ ระโยชนข์ องการป้องกันและควบคุมโรคไขเ้ ลอื ดออก การรับรู้
อุปสรรคของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันและ
ควบคมุ โรคไข้เลอื ดออก สรุปไดด้ ังนี้
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 39
ตารางที่ 1 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนเฉลี่ยการรบั รู้โอกาสเสยี่ งตอ่ การเป็นโรคไขเ้ ลอื ดออกของหมู่บา้ น
ทีม่ กี ารระบาดของไขเ้ ลอื ดออกซ้าซากกับหมบู่ ้านท่มี ีการระบาดน้อย
ประเภทหมบู่ ้าน n Mean S.D. t- test df p-value
ที่มีการระบาดของไขเ้ ลอื ดออกซา้ ซาก 127 15.736 1.24 2.48 368 .000*
ท่มี กี ารระบาดนอ้ ย 243 18.148 1.07
*มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.01
จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนเฉล่ียการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมี
การระบาดน้อย ( x =18.148) สูงกว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก ( x =15.736) และเมื่อ
เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียการรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก โดยการทดสอบค่าที ( t-test for
independent) พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมีการระบาด
นอ้ ย สูงกว่าหม่บู า้ นที่มีการระบาดของไขเ้ ลือดออกซา้ ซาก อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.01
ตารางที่ 2 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนเฉลีย่ การรบั รู้ความรนุ แรงของโรคไข้เลือดออกของหมบู่ ้านทีม่ กี ารระบาด
ของไข้เลอื ดออกซา้ ซากกับหมู่บ้านท่มี กี ารระบาดนอ้ ย
ประเภทหมบู่ า้ น n Mean S.D. t- test df p-value
ทม่ี ีการระบาดของไข้เลอื ดออกซา้ ซาก 127 16.732 1.41 3.944 368 .000*
ทม่ี ีการระบาดนอ้ ย 243 18.813 1.03
*มีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.01
จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านที่มีการ
ระบาดน้อย ( x =18.813) สูงกว่าหมู่บ้านที่มีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก ( x =16.732) และเมื่อ
เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียการรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก โดยการทดสอบค่าที (t-test for
independent) พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านที่มีการระบาดน้อย
สูงกว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลอื ดออกซ้าซาก อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั 0.01
40 | ปีที่ 13 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) สมชาย ดุรงค์เดชและคณะ
ตารางที่ 3 ผลการเปรยี บเทยี บคะแนนเฉล่ยี การรบั ร้ปู ระโยชน์ของการป้องกนั และควบคมุ โรคไขเ้ ลือดออก
ของหมูบ่ า้ นทีม่ ีการระบาดของไขเ้ ลอื ดออกซ้าซากกับหมบู่ า้ นทม่ี ีการระบาดน้อย
ประเภทหมู่บ้าน n Mean S.D. t- test df p-value
ทม่ี ีการระบาดของไข้เลือดออกซา้ ซาก 127 14.733 .943 2.434 368 .000*
ท่มี กี ารระบาดน้อย 243 18.412 1.27
*มีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ 0.01
จากตารางท่ี 3 พบว่า คะแนนเฉล่ียการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
ของหมู่บ้านที่มีการระบาดน้อย ( x =18.412) สูงกว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก
( x =14.733) และเม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
โดยการทดสอบค่าที (t-test for independent) พบว่า คะแนนเฉล่ียการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและ
ควบคุมโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านที่มีการระบาดน้อย สูงกว่าหมู่บ้านที่มีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก
อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั 0.01
ตารางที่ 4 ผลการเปรยี บเทยี บคะแนนเฉลี่ยการรบั รอู้ ปุ สรรคของการป้องกนั และควบคมุ โรคไข้เลือดออก
ของหมูบ่ า้ นที่มกี ารระบาดของไขเ้ ลือดออกซา้ ซากกบั หมูบ่ ้านทีม่ ีการระบาดน้อย
ประเภทหมู่บา้ น n Mean S.D. t- test df p-value
ท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก 127 15.613 .924 3.411 368 .000*
ท่มี ีการระบาดน้อย 243 18.124 1.204
*มนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.01
จากตารางที่ 4 พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
ของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดน้อย ( x =18.124) สูงกว่าหมู่บ้านที่มีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก
( x =15.613) และเม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
โดยการทดสอบค่าที (t-test for independent) พบว่า คะแนนเฉล่ียการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและ
ควบคุมโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดน้อย สูงกว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก
อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.01
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 41
ตารางที่ 5 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนเฉล่ยี การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปอ้ งกนั และควบคุมโรค
ไข้เลอื ดออกของหมูบ่ ้านทมี่ ีการระบาดของไข้เลือดออกซา้ ซากกบั หมบู่ า้ นท่มี ีการระบาดนอ้ ย
ประเภทหมบู่ ้าน n Mean S.D. t- test df p-value
ที่มกี ารระบาดของไข้เลือดออกซา้ ซาก 127 14.731 1.107 3.422 368 .000*
ท่มี กี ารระบาดนอ้ ย 243 17.114 .967
*มีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.01
จากตารางท่ี 5 พบว่า คะแนนเฉล่ียการรับร้คู วามสามารถของตนเองในการป้องกันและควบคุมโรค
ไข้เลือดออกของหมู่บ้านที่มีการระบาดน้อย ( x =17.114) สูงกว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก
( x =14.731) และเมอื่ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรูค้ วามสามารถของตนเองในการปอ้ งกันและควบคมุ โรค
ไข้เลือดออก โดยการทดสอบค่าที (t-test for independent) พบว่า คะแนนเฉล่ียการรับรู้ความสามารถของ
ตนเองในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดน้อย สูงกว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาด
ของไข้เลอื ดออกซ้าซาก อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01
สรปุ และอภปิ รายผล
จากผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก กับหมู่บ้าน ท่ีมี
การระบาดน้อย พบว่าข้อมูลจะมีความคล้ายคลึงกัน ยกเว้นข้อมูลการได้รับข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก
หมู่บ้านท่ีมีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซากส่วนใหญ่จะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกจากส่ือวิทยุ
โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ร้อยละ 54.3 ส่วนหมู่บ้านท่ีมีการระบาดน้อย ส่วนใหญ่จะได้รับข่าวสารเก่ียวกับ
โรคไข้เลือดออกจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ร้อยละ 56.8 จากข้อมูลนี้อาจสรุปได้ว่าการได้รับ
ข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อาจส่งผลให้การระบาดของ
โรคไข้เลือดออกลดลง เน่ืองจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก
ในเชิงลึกที่ละเอยี ดและเขา้ ใจดีกวา่ อีกทง้ั ประชาชนสามารถสอบถามความข้องใจได้โดยตรง นอกจากน้ีบคุ ลากร
ทางการแพทย์และสาธารณสุขยังเป็นท่ียอมรับ ศรัทธาและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพ้ืนที่
(วลีรัตน์ พ่ึงอยู่, 2552) ดังน้ันเมื่อถึงช่วงท่ีมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกบุคลากรทางการแพทย์และ
สาธารณสุขทง้ั หน่วยงานของโรงพยาบาลชมุ ชน โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบล และกองสาธารณสุข เทศบาล
ตาบลพระอินทราชา ควรลงพื้นที่รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการให้
ขอ้ มลู ดา้ นความเชอื่ ดา้ นสขุ ภาพเก่ยี วกบั โรคไข้เลอื ดออก เพ่ือสร้างการรบั ร้ทู ี่ถกู ต้องและสง่ เสริมความสามารถใน
ตนเองของประชาชนในพื้นที่ใหม้ ีส่วนร่วมในการป้องกันควบคุมโรคไข้เลอื ดออก ซึ่งสอดคลอ้ งกับผลการศึกษานี้
ท่ีพบว่า ความเชื่อด้านสุขภาพเก่ียวกับโรคไข้เลือดออกของหมู่บ้านที่มีการระบาดของไข้เลือดออกซ้าซาก
จะมีความเช่ือด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกระดับสูง ร้อยละ 40.1 ซ่ึงต่ากว่าหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของ
ไขเ้ ลอื ดออกน้อย ทม่ี คี วามเช่ือด้านสุขภาพเกี่ยวกบั โรคไข้เลือดออกระดบั สูง รอ้ ยละ 53.1
42 | ปที ่ี 13 ฉบับท่ี 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) สมชาย ดุรงค์เดชและคณะ
จากการเปรยี บเทียบคะแนนเฉล่ยี ความเช่ือด้านสุขภาพ ทั้งในองค์ประกอบของการรับรู้โอกาสเส่ยี ง
ต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก การรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและ
ควบคุมโรคไข้เลือดออก การรบั รูอ้ ุปสรรคของการป้องกันและควบคมุ โรคไข้เลอื ดออก และการรับรูค้ วามสามารถ
ของตนเองในการป้องกนั และควบคมุ โรคไข้เลือดออก ของชุมชนที่มกี ารระบาดของไข้เลือดออกซ้าซากกับชุมชน
ท่ีมีการระบาดน้อย พบว่ามีความแตกต่างอย่างมนี ยั สาคญั สอดคลอ้ งกับแนวคิดของโรเซนสตอ็ ค (Rosenstock,
1974) ที่อธิบายแนวคิดของแบบแผนการรับรู้หรือความเชื่อด้านสุขภาพ ไว้ว่าบุคคลจะมีการกระทาใดๆ เพื่อ
หลีกเล่ียงการเป็นโรคได้ โดยการที่บุคคลน้ันมีการรับรู้ว่าตนเองมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค โรคท่ีเกิดข้ึนน้ัน
มีความรุนแรงทาให้เกิดผลกระทบต่อการดารงชีวิตได้ การปฏิบัติพฤติกรรมท่ีเฉพาะเจาะจงใดๆ จะก่อให้เกิด
ประโยชน์ในการลดโอกาสเส่ียงต่อการเกิดโรค รวมทั้งการลดความรุนแรงของโรคและจะต้องเป็นการกระทา
ที่ไม่มีอุปสรรคและขัดขวางการปฏิบัติพฤติกรรมน้ันๆ ของบุคคล สอดคล้องกับการศึกษาของรัตติกร แสนวัง
(2553) ที่ศึกษาเร่ืองการเปรียบเทียบความรู้และความตระหนักเก่ยี วกับการป้องกันควบคุมโรคไข้เลอื ดออกของ
ประชาชนระหว่างหมู่บา้ นทม่ี ีการระบาดของโรคไขเ้ ลือดออกสูงกบั หมู่บา้ นทม่ี ีการระบาดของโรคไขเ้ ลือดออกต่า
ในเขตอาเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธ์ุ พบว่า ความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรค
ไข้เลือดออกของประชาชนในหมู่บ้านท่ีมีระบาดของโรคไข้เลือดออกสูงกับหมู่บ้านที่มีการระบาดของโรค
ไข้เลือดออกต่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ และสอดคล้องกับการศึกษาของสุทธิพงษ์ นาคมูล
(2546) ที่ศึกษาเร่ืองการเปรียบเทียบการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและควบคุมโรค
ไข้เลือดออก ระหว่างหมู่บ้านที่พบอุบัติการณ์ของโรคสูงและหมู่บ้านที่ไม่พบโรคไข้เลือดออก ในอาเภอน้าปาด
จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่า การรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
ระหว่างหมู่บ้านท่ีพบอุบัติการณ์ของโรคสูงและหมู่บ้านที่ไม่พบโรคไข้เลือดออกมีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ ซ่ึงสามารถอธิบายได้ว่านโยบายการณรงค์ให้ความรู้และการรับรู้อย่างเข้มข้นและเน้นการ
มีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกจะทาให้ประชาชนมีความตื่นตัวเกิดความ
ตระหนักถึงปัญหาซึ่งนาไปสู่ความร่วมมือกันท้ังครัวเรือนและชุมชนและถ้าประชาชนมีการรับรู้ท่ี ถูกต้องอยู่ใน
เกณฑ์ดี ก็ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในเกณฑ์ดีด้วย ดังน้ันในการป้องกันและควบคุ มโรค
ไ ข้ เ ลื อ ด อ อ ก ใ ห้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ จ ะ ต้ อ ง ห า รู ป แ บ บ ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น มี ก า ร รั บ รู้ เ รื่ อ ง โ ร ค ไ ข้ เ ลื อ ด อ อ ก ท่ี ถู ก ต้ อ ง
ซ่ึงจะนาไปสู่ความร่วมมือท่ีเป็นจุดเริ่มต้นสาคัญเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการควบคุมโรคไข้เลือดออกโดย
ประชาชนในท้องถน่ิ อยา่ งทั่วถงึ
ขอ้ เสนอแนะ
ขอเสนอแนะทไ่ี ดจากผลการวจิ ยั
1. จากผลการศึกษา พบว่า หมู่บ้านท่ีมีการระบาดของโรคไข้เลอื ดออกน้อย จะมีแรงความเชื่อด้าน
สุขภาพเก่ียวกับโรคไข้เลือดออก สูงกว่าหมู่บ้านที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ดังนั้นหน่วยงานที่เก่ียวข้อง
เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้อมูล
ข่าวสาร และกระตนุ้ เตือนใหป้ ระชาชนเกิดการรบั รทู้ ีถ่ กู ต้อง และเสรมิ สรา้ งความสามารถในตนเองในการปอ้ งกนั
และควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกในหมู่บ้านและชุมชนอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
2. ควรมีการส่งเสริมแรงจูงใจในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชน เช่น การจัด
โครงการประกวดบ้านและหมู่บ้านปลอดลูกน้ายุงลายอย่างต่อเนื่องเพ่ือเป็นแรงสนับสนุนและกระตุ้นให้
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 43
กลุ่มตัวอย่างใส่ใจกาจัดลูกน้ายุงลายอย่างสม่าเสมอ โดยขอรับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิน่ หรือหน่วยงานที่เก่ยี วขอ้ ง
3. ควรส่งเสริมและสนับสนุนการคัดเลือกผู้รับผิดชอบการป้องกันโรคไข้เลือดออกประจาบ้านหรือ
ครอบครัว ให้ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน เช่น แกนนาสุขภาพประจาครอบครัว และให้แกนนาสุขภาพประจา
ครอบครวั เข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนนิ การปอ้ งกนั และควบคุมโรคไข้เลอื ดออกในระดบั ครวั เรอื นอยา่ งสมา่ เสมอ
และต่อเนือ่ ง รวมถึงเข้ามามีบทบาทในการดาเนินการติดตามประเมนิ ผลการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
ในชมุ ชน
4. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องควรสนับสนุนหมู่บ้านหรือชุมชนท่ีมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกซ้าซาก
ดาเนินโครงการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก
กองทุนหลักประกันสุขภาพตาบล ซ่ึงกองทุนนี้จะอยู่ในความรับผดิ ชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใหก้ าร
สนับสนุนกิจกรรมการดาเนินงานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรค โดยชุมชนสามารถขอรับสนับสนุน
งบประมาณได้โดยตรง
ขอเสนอแนะในการทาวจิ ัยครง้ั ต่อไป
1. ควรมีการเปรยี บเทยี บคา่ ดัชนคี วามชุกชุมของลูกน้ายุงลาย (ค่า BI CI HI) ระหว่างหมู่บ้านทม่ี ีการ
ระบาดของโรคไขเ้ ลอื ดออกซา้ ซากกับหมูบ่ ้านที่มีการระบาดของโรคไขเ้ ลอื ดออกนอ้ ย
2. ควรศึกษาโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพหรือเชิงปฏิบัติการซึ่งจะทาให้ได้รับข้อมูลเชิงลึกและ
เชิงประจกั ษม์ ากข้นึ
กิตติกรรมประกาศ
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิท่ีให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือวิจัย
ขอขอบคุณเทศบาลตาบลพระอินทราชา และผู้นาชมุ ชนทกุ ทา่ นที่ใหค้ วามร่วมมอื ในการวิจัยคร้งั น้ีอยา่ งดีย่ิง และ
ขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ท่ีให้ทุนสนับสนุน
การวจิ ยั ครงั้ นี้
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรคติดต่อ. (2541). คู่มือวชิ าการโรคไขเ้ ลอื ดออกเดงกิว. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์การศาสนา.
รัตติกร แสนวัง. (2553). การเปรียบเทียบความรู้และความตระหนักเก่ียวกับการป้องกันควบคุมโรค
ไข้เลือดออกของประชาชนระหว่างหมู่บ้านท่ีมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกสูงกับหมู่บ้านท่ีมี
การระบาดของโรคไขเ้ ลือดออกตา่้ ในเขตอ้าเภอยางตลาด จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญา
สาธารณสขุ ศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาสาธารณสุขศาสตร์. มหาวทิ ยาลัยบรู พา.
วลีรัตน์ พึ่งอยู่. (2552).แนวทางการส่งเสริมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของเทศบาลต้าบลมหาราช อ้าเภอ
มหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขายุทธศาสตร์การ
พัฒนา. มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.
สุทธิพงษ์ นาคมูล. (2546). เปรียบเทียบการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและควบคุม
โรคไขเ้ ลอื ดออก ระหวา่ งหมบู่ า้ นทีพ่ บอบุ ัติการณ์ของโรคสูงและไม่พบโรคไขเ้ ลือดออก อ้าเภอน้า
ปาด จังหวัดอุตรดิตถ์. การค้นคว้าอิสระปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุข
ศาสตร์. มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.
44 | ปีท่ี 13 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) สมชาย ดรุ งคเ์ ดชและคณะ
สานักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี. (2558). รายงานสรุปผลงานพัฒนาสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ปี
2558.
สานักงานสาธารณสุขอาเภอบางประอิน. (2558). รายงานสรุปผลงานพัฒนาสาธารณสุขอ้าเภอบางปะอิน
จังหวัดปทมุ ธานี ปี 2558.
สานกั ระบาดวิทยา. (2553). Annual Report: 2545-2553. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
Krejcie, R.V., & Morgan, D.W. ( 1970) . Determining sample size for research activities.
Educational and Psychological Measurement,30(3), 608.
Rosenstock, I. M. (1974). The health belief model and preventive health behavior.
In M. H. Becker(Ed), The health belief model and personal behavior(pp. 27-59).
New Jersey: Charles B. Slack.
World Health Organization. ( 1999) . Prevention and Control of Dengue and Dengue
Hemorrhagic Fever: Comprehensive Gridlines. WHO Regional Publication. SEARO,
No 29, New Delhi. (p 3-9 ).
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 45
การพฒั นานวตั กรรมระบบตลาดออนไลนข์ องผกั เบอร์ 8 เพอ่ื สง่ เสริมการจาหน่ายสนิ คา้ เกษตรปลอดภยั สูง
ของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
ณัฐที ป่นิ ทอง1* วรุตม์ กิจเจรญิ 2 ธนาวัฒน์ น้อยไธสง3
บทคดั ยอ่
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาศักยภาพ ความพร้อม และความต้องการของการพัฒนา
นวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกร
อาเภอพนมสารคาม จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา 2. พฒั นานวัตกรรมระบบตลาดออนไลนข์ องผกั เบอร์ 8 เพอ่ื สง่ เสริมการ
จาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ผ่านเว็บไซต์ได้ และ 3.
เผยแพร่นวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของ
เกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในรูปแบบดิจิทัลออนไลน์ได้ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1
เป็นการวิจัยเชิงสารวจ เก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยแบบสมั ภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร จานวน 11 คน ตอนที่ 2
และตอนที่ 3 เป็นการวิจยั และพฒั นา มีการพฒั นานวัตกรรมดว้ ยวงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศแบบเอก็ สตรมี
โปรแกรมมงิ่ และนาไปใช้กบั กลุ่มทดลองจานวน 45 คน
ผลการวจิ ยั พบว่า การพัฒนานวตั กรรมได้ดาเนนิ การดว้ ยวงจรพฒั นาระบบสารสนเทศแบบเอ็กสตรมี
โปรแกรมม่ิง จากน้ันจึงทาการติดต้ัง ทดลองใช้งาน และประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรม โดยผลการประเมิน
ประสิทธิภาพจากเกษตรกร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.92, SD = 0.11) และผลการประเมิน
ประสิทธิภาพจากบคุ คลทวั่ ไป โดยรวมอยใู่ นระดับมาก ( X = 4.41, SD = 0.30)
คาสาคัญ : ตลาดออนไลน์ ผกั เบอร์ 8 พนมสารคาม
1 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ สาขาวชิ าคอมพวิ เตอรศ์ กึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครินทร์ จงั หวัดฉะเชิงเทรา
2 อาจารย์ สาขาวิชาคณติ ศาสตร์ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ราชนครนิ ทร์ จงั หวัดฉะเชิงเทรา
3 อาจารย์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ราชภัฏราชนครินทร์ จงั หวดั ฉะเชิงเทรา
* ผู้นิพนธห์ ลกั e-mail: [email protected]
46 | ปีที่ 13 ฉบับท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) ณฐั ที ปน่ิ ทองและคณะ
THE DEVELOPMENT OF INNOVATION IN ONLINE MARKET SYSTEMS VIA VEGETABLE
NUMBER 8 FOR AGRICULTURAL PRODUCT BY VALUE ADDED AND HIGH SAFETY
OF SMART FARMERS IN AMPHOE PHANOM SARAKHAM, CHACHOENGSAO
Nattee Pinthong1* Warut Kitjaruean2 Thanawat Noythisong3
Abstract
The objectives of the research were 1. to examine the potential, the knowledge and
the requirement of innovation in online market systems via vegetable number 8 for agricultural
product by value added and high safety of smart farmers in amphoe Phanom Sarakham,
Chachoengsao 2. to develop of innovation in online market systems via vegetable number 8 for
agricultural product by value added and high safety of smart farmers in amphoe Phanom
Sarakham, Chachoengsao and 3. to publish the innovation in online market systems via
vegetable number 8 for agricultural product by value added and high safety of smart farmers in
amphoe Phanom Sarakham, Chachoengsao. The study was designed in three parts. The survey
research appeared in first part approach collected data by questionnaire which was responded
by a sample group of 11 peoples in smart farmer. The research and development (R&D)
appeared in second part and third part with Extreme Programming Model, then the model was
implemented by an experimental group of 45 peoples.
Research results, the development of innovation following in Extreme Programming
model, then to implementing, testing and evaluating the innovation. The results of evaluate
performance, aspect of smart farmer’s overall in highest level ( X = 4.92, SD = 0.11) and aspect
of general people’s overall in high level ( X = 4.41, SD = 0.30)
Keywords : Online Market, Agricultural Product, Phanom Sarakham
1 Assistant Professor, Department of Computer Education, Faculty of Education, Rajabhat Rajanagarindra
University, Chachoengsao
2 Lecturer, Department of Mathematic, Faculty of Education, Rajabhat Rajanagarindra University
3 Teacher, Demonstration School of Rajabhat Rajanagarindra University
* Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 47
บทนา
จากนโยบายประเทศไทย 4.0 และแนวความคิดเรื่องเกษตร 4.0 ได้มีการกาหนดแนวทางและ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว เพ่ือให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศระยะ 20 ปี ได้กาหนดแผนไว้ ดังน้ี
1. ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย 2. เพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้เพียงพอต่อการบริโภคใน
ประเทศ 3. คิดค้นและพฒั นานวัตกรรมรวมถึงเทคโนโลยีทีท่ นั สมยั 4. แก้ไขปญั หาหนีส้ ินของเกษตรกร 5. พัฒนา
ปรับปรงุ กฎระเบยี บท่ีมอี ยูใ่ ห้ทันสมยั 6. เน้นทาปศสุ ตั วแ์ ปลงใหญใ่ หค้ วามสาคัญกับอาหารสุขภาพ 7. เพิม่ มลู คา่
สินค้าเกษตร 8. ปรบั การผลิตให้สอดคลอ้ งกับการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมิอากาศ 9. เน้นทาวจิ ัยและพัฒนาเพิ่มข้นึ
และ 10. บูรณาการการทางานร่วมกันในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติ ซ่ึงจังหวัดฉะเชิงเทรา
เป็นจังหวัดหนึง่ ทางภาคตะวันออกท่ีมีสภาพพ้ืนที่ส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพทางการเกษตร ส่งผลให้จังหวัดจึงได้มี
การบูรณาการพ้นื ท่ที างการเกษตร ซึง่ ไดส้ นับสนนุ ในเร่อื งขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และงบประมาณ เพอ่ื นามา
แกไ้ ขปญั หาใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพมากทส่ี ุด โดยจะเรง่ พัฒนาเกษตรกรให้สามารถเข้ามาเป็นสมาทฟ์ ารม์ เมอร์ และ
ในเรอ่ื งเกษตรปลอดสารพิษ จึงได้มกี ารจัดทาโครงการพัฒนาสนิ ค้าเกษตรปลอดภัยสงู จังหวดั ฉะเชงิ เทราขึ้น เพ่อื
สง่ เสริมและใหม้ ีการบรู ณการแผนงานหรอื โครงการที่เกย่ี วกบั การพัฒนาอาชีพและรายไดข้ องเกษตรกรให้เป็นไป
ในทิศทางเดียวกันทั้งระบบ โดยให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านการพัฒนา เช่น หน่วยงานภาคชุมชน
หนว่ ยงานสว่ นราชการ หนว่ ยงานดา้ นการเกษตร รวมไปถึงหน่วยงานดา้ นการศึกษา ใหด้ าเนนิ งานผสมผสานเข้า
ด้วยกัน โดยนาแนวคิดตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ รวมถึงแนวทางการพัฒนาตามโครงการ
พระราชดาริมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนมีการวางแผนงาน และแบ่งมอบภารกิจการ
พัฒนาอย่างเป็นระบบ ต้ังแต่การผลิต การแปรรูป การตลาด การพัฒนาตราสินค้า และการประชาสัมพนั ธ์ เพื่อ
ยกระดับสินค้าเกษตรของจังหวัดฉะเชิงเทราให้มีมูลคา่ เพ่ิม มรี ูปแบบท่ดี ี รวมถึงมคี ณุ ภาพตามความตอ้ งการของ
ตลาด โดยกาหนดให้สินค้าทางการเกษตรเป็นผักปลอดสารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ เพ่ือให้เป็นสินค้าต้นแบบใน
การพัฒนาตามโครงการพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชน
และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ต้ังแต่ระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะประชาชนในภาคการเกษตร
ผปู้ ระกอบการวสิ าหกจิ ชุมชน หรือผลติ ภัณฑ์ชุมชนในพ้ืนที่ โดยจะมงุ่ เนน้ การวิจยั ด้านการพัฒนาเกษตรปลอดภยั
เพ่ือยกระดับเศรษฐกิจรากฐานสู่การสรา้ งอาชีพในท้องถ่ิน การยกระดับและการเพ่ิมมูลค่าของสินค้าผักเบอร์ 8
ของจังหวัดฉะเชิงเทราน้ัน ในการน้ีจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีการจัดโครงการพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยมี
วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพือ่ สนองนโยบายรัฐบาลไดใ้ ห้ความสาคญั กบั ชีวิตความเป็นอยูข่ องเกษตรกร 2. เพือ่ ตระหนกั ถึง
ความสาคัญของสขุ ภาพคนไทย และ 3. นโยบายจงั หวัดฉะเชิงเทราท่ีเนน้ การส่งเสรมิ ใหเ้ กษตรกรปลูกพชื ที่ใช้น้า
น้อยกว่าการทานา ประกอบกับข้อมูลสถานการณ์ของจังหวัดฉะเชิงเทราที่ประสบปัญหาสินค้าเกษตรมีราคา
ตกต่า และเกษตรกรไม่สามารถขายผลิตผลได้ในราคาที่เหมาะสม ในขณะท่ีจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจังหวัดท่ี
อยู่ตรงส่วนบนของภาคตะวันออก ซ่งึ อยูใ่ นโครงการเขตพื้นทีเ่ ศรษฐกิจพเิ ศษภาคตะวันออกเป็นพ้ืนที่ยทุ ธศาสตร์
การลงทุนในอนาคตของประเทศไทย รองรับด้วยความพร้อมของโครงสร้างพ้ืนฐาน สามารถตอบสนองทุก
รูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชนภายในภาคตะวันออกและภายในประเทศได้ โดยพื้นที่นาร่องการพัฒนาเขต
เศรษฐกิจพิเศษของประเทศนี้ เพ่ือส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดของภูมิภาค โดยจังหวัด
ฉะเชิงเทรามีช่ือเสียงด้านการเกษตร และเป็นจังหวัดท่ีอยู่ไก้ลกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชื่อมโยงด้วยโครงสร้าง
พืน้ ฐานการขนส่งท้ังถนนทางหลวงระหว่างเมอื ง และโครงการทางรถไฟรางคู่ สามารถเช่ือมผ่านเส้นทางสายหลกั
ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งถือว่าเป็นประตูสู่
อาเซียน จีน และอินเดีย ด้วยศักยภาพของการเชื่อมต่อระบบขนส่งและเขตการค้าเสรีทาให้จังหวัดฉะเชิงเทรา
48 | ปีท่ี 13 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) ณัฐที ป่นิ ทองและคณะ
ควรมีการพัฒนาในธุรกิจการตลาดออนไลน์เพื่อสง่ เสริมการจาหนา่ ยสนิ คา้ เกษตรปลอดภัยสูง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ทาให้เกษตรกรมีความสามารถในการแขง่ ขนั ทางธรุ กจิ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพได้
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. ศึกษาศักยภาพ ความพร้อม และความตอ้ งการของการพัฒนานวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของ
ผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จังหวัด
ฉะเชงิ เทรา
2. พัฒนานวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตร
ปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชงิ เทรา ผ่านเวบ็ ไซตไ์ ด้
3. เผยแพร่นวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตร
ปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จงั หวดั ฉะเชิงเทรา ในรปู แบบดิจิทัลออนไลน์ได้
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย
ผู้วิจัยใช้วงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศแบบเอ็กสตรีมโปรแกรมม่ิง (Extreme Programming)
ของเจฟฟรีและคณะ (Jeffrey A. Hoffer, Joey F. George, Joseph S. Valacich. 2003, p.23) สาหรับนามา
เป็นแนวทางในการพัฒนานวตั กรรม กาหนดข้ันตอนในการดาเนินวจิ ัยออกเปน็ 3 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 ศึกษาศักยภาพ ความพร้อม และความต้องการของการพัฒนานวัตกรรมระบบตลาด
ออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพื่อส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม
จังหวัดฉะเชิงเทรา
ประชากร คือ เกษตรกรผู้ผลิตผักเบอร์ 8 ท่ีข้ึนทะเบียนไว้ยังสานักงานเกษตรอาเภอพนมสารคาม
จังหวัดฉะเชิงเทรา จานวน 54 คน แบ่งเป็นตาบลหนองยาว 24 คน ตาบลท่าถ่าน 9 คน ตาบลเกาะขนุน 4 คน
ตาบลบา้ นซอ่ ง 16 คน และตาบลหนองแหน 1 คน กลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื เกษตรกรผผู้ ลติ ผักเบอร์ 8 ท่ขี ึ้นทะเบยี นไว้
ยังสานักงานเกษตรอาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และผลิตสินค้าเกษตรที่มีความเหมาะสมในการ
จาหน่ายผ่านระบบตลาดออนไลน์ ซ่ึงใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก
(Purposeful Sampling) โดยการกาหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ซ่ึงเป็นเกษตรกรที่สามารถให้
รายละเอยี ดอันเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผลการวิจัย (วรรณี แกมเกตุ, 2555, หน้า 193) จานวน 11 คน สาหรบั เครือ่ งมอื
เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง จานวน 5 ด้าน รวม 30 ข้อ จากนั้นดาเนินการหาคุณภาพเครื่องมือโดย
ผู้เช่ียวชาญจานวน 3 ท่าน ได้ค่าดชั นีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ซึ่งถือว่าสามารถนามาใช้งานได้ จึง
นาไปเกบ็ รวบรวมข้อมูล วิเคราะหข์ อ้ มูล และนาเสนอผลการศกึ ษาต่อไป
ตอนที่ 2 พัฒนานวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผกั เบอร์ 8 เพอ่ื ส่งเสริมการจาหนา่ ยสินคา้ เกษตร
ปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จงั หวัดฉะเชงิ เทรา
ดาเนินการออกแบบนวัตกรรมโดยกาหนดแนวทางการออกแบบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การออกแบบ
ขอบเขตข้อมูลนาเข้า 2) การออกแบบทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม 3) การออกแบบโครงสร้างของ
เว็บไซต์ และ4) การออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ จากน้ันดาเนินการพัฒนาระบบตลาดออนไลน์ด้วยภาษา PHP
ผ่านเว็บไซต์ http://www.pakcha.com
ตอนท่ี 3 เผยแพร่นวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพื่อส่งเสริมการจาหน่ายสินค้า
เกษตรปลอดภัยสงู ของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จงั หวัดฉะเชิงเทรา
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 49
ดาเนินการทดสอบนวัตกรรมโดยการประเมินประสิทธิภาพระบบด้วยกลุ่มทดลอง จานวน 2 กลุ่ม
ได้แก่ กลุ่มทดลองที่เป็นเกษตรกร ซึ่งเป็นเกษตรกรท่ีให้ข้อมลู ศักยภาพ ความพร้อม และความต้องการของการ
พัฒนานวัตกรรม ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มทดลองแบบยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก (Purposeful
Sampling) โดยการกาหนดผู้ให้ขอ้ มูลหลัก (Key Informants) ซงึ่ เป็นเกษตรกรท่ีสามารถใหร้ ายละเอียดอันเป็น
ประโยชน์ต่อการวิจัย เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (วรรณี แกมเกตุ, 2555, หน้า 288) จานวน 7 คน และกลุ่ม
ทดลองท่ีเป็นบุคคลทั่วไป ท่ีสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต และมีความรู้ความเข้าใจหรือการใช้งานเกี่ยวกับตลาด
ออนไลน์ ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling) โดยการสุ่ม
ตัวอย่างแบบง่าย (วรรณี แกมเกตุ, 2555, หน้า 291) จานวน 38 คน สาหรับเครื่องมือการวิจัยจัดทาเป็นส่ือ
ภาพประกอบเสียงบรรยายสาหรบั รา้ นค้าและลูกคา้ และแบบประเมนิ ประสทิ ธิภาพ จานวน 3 ดา้ น รวม 30 ขอ้
วิเคราะหข์ อ้ มลู ด้วยวิธที างสถติ ิเชงิ พรรณา ดว้ ยการหาคา่ เฉล่ยี ค่าร้อยละ และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัยและอภปิ รายผล
ผวู้ จิ ยั แบ่งผลการวจิ ยั ออกเปน็ 3 ตอน ดังนี้
ตอนท่ี 1 ผลการศึกษาศักยภาพ ความพร้อม และความต้องการของการพัฒนานวัตกรรมระบบตลาด
ออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพื่อส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม
จังหวัดฉะเชงิ เทรา แบง่ ออกได้ 5 ดา้ น ดงั นี้
1. ขอ้ มลู ทั่วไปของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการเพาะปลูกผักมาหลายปี
สาหรบั ผักเบอร์ 8 เริม่ ปลกู ในระหว่างเริม่ ตน้ โครงการผกั ปลอดภยั เป็นเวลา 3 ปี สาหรับผลผลิตมีปริมาณมากขน้ึ
รายได้อยู่ในเกณฑ์ดี เนื้อท่ีในการเพาะปลูกส่วนมากเป็นที่ดินของตนเอง ในส่วนของการจาหน่ายในช่องทาง
ออนไลน์ เกษตรกรมคี วามตอ้ งการมาก เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางในการจาหน่ายสินค้า หาก
ไมส่ ามารถจาหน่ายสนิ คา้ ได้ ก็ยังสามารถเป็นการโฆษณาสวนผกั และสินคา้ เกษตรของตนเองได้
2. ศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรมีประสบการณ์ในการใช้งานโทรศัพท์
สมาร์ทโฟน การใช้งานเว็บไซต์ท่ัวไปสามารถใช้งานได้ดี การใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชมีสมาชิกในครอบครัว
สามารถใช้งานได้ดี และการใช้งานเว็บไซต์ตลาดออนไลน์สมาชิกในครอบครัวเคยสั่งซ้ือสินค้าออนไลน์ รวมถึง
เกษตรกรเคยส่งสินค้าไปยังเครือญาติที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วพบว่าสินค้ายังคงอยู่ในสภาพดี เกษตรกรพร้อมท่ีจะ
เป็นผูท้ ดลองใชง้ าน
3. ความต้องการของเกษตรกรด้านระบบตลาดออนไลน์ พบว่า เกษตรกรมีกาลังการผลิตของผัก
เบอร์ 8 ท่ีพร้อมจาหน่ายผ่านตลาดออนไลน์แต่เดิมอยู่แล้ว เคยมีความคิดที่จะจาหน่ายผ่านช่องทางออนไลนอ์ ยู่
แล้ว จึงมีความพร้อมที่จะเปน็ ผู้ทดลองใช้งานในระบบ ในขณะที่ราคาและรอบการจาหน่ายจะสามารถจาหนา่ ย
ได้ตลอดท้ังปีอยแู่ ลว้ ในส่วนราคาจะขึ้นอยกู่ ับช่วงฤดู แต่เกษตรกรสามารถจาหนา่ ยในราคาเฉลย่ี ได้ หากมีลกู คา้
สนใจในตัวสินคา้ เกษตรกรพร้อมจาหนา่ ยผ่านตลาดออนไลน์ เมือ่ การสง่ั ซอ้ื ก็สามารถจัดสง่ ได้ทนั ที
4. ความตอ้ งการของเกษตรกรด้านการใช้งาน พบวา่ เกษตรกรต้องการให้ตลาดออนไลนร์ องรับการ
แสดงข้อมูลสินค้าแบบออนไลน์ได้ รวมทั้งให้สามารถรองรับการส่ังซ้ือในรูปแบบออนไลน์ ในด้านของปริมาณ
สินค้าเกษตรกรไม่เปน็ กังวลเนื่องจากผลผลิตมีอยตู่ ลอดทุกฤดู ส่วนการมีหน้าเว็บไซต์สาหรับให้ลูกค้าตรวจสอบ
ข้อมูลการส่ังซื้อย้อนหลังได้ เกษตรกรมีความคิดเห็นว่าดี เน่ืองจากจะทาให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูล
ย้อนหลังได้ด้วยตนเอง การขนส่งสินค้าส่วนมากสามารถจัดส่งในระยะไกลได้เนื่องจากสินค้ามีบรรจุภัณฑ์อยู่ใน
50 | ปีท่ี 13 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) ณฐั ที ป่ินทองและคณะ
ขวดแก้ว เช่น แยมมลั เบอรร์ ี น้ามลั เบอร์รี ทาให้มีความทนทาน รวมถึงยงั สามารถจาหนา่ ยในปริมาณที่มาก เชน่
จาหนา่ ยเป็นกลอ่ ง หรอื เป็นลัง โดยรวมแลว้ เกษตรกรมีความต้องการในการจาหนา่ ยผ่านช่องทางออนไลน์
5. ความต้องการของเกษตรกรด้านการสนับสนุน พบว่า เกษตรกรสามารถใช้ส่ือสังคมออนไลน์เฟ
ซบุ๊กหรือแอปพลเิ คชันไลนเ์ ป็นประจาอยแู่ ล้ว แตห่ ากมรี ะบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เกษตรกรตอ้ งการให้
มีคาอธิบายและสาธิตวิธีการใช้งานให้ดูอย่างละเอียดผ่านทางยูทูป เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่าน
โทรศพั ท์เคลื่อนทแ่ี บบสมารท์ โฟน
ตอนท่ี 2 ผลการพัฒนานวัตกรรมระบบตลาดออนไลนข์ องผักเบอร์ 8 เพ่อื ส่งเสริมการจาหน่ายสินคา้
เกษตรปลอดภยั สูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จงั หวัดฉะเชิงเทรา
ภาพท่ี 1 หน้าจอหลกั การทางานของเว็บไซตน์ วตั กรรมระบบตลาดออนไลน์
ภาพท่ี 2 หน้าจอจัดการส่วนของรา้ นค้าในส่วนของเมนูหลัก
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 51
ตอนท่ี 3 เผยแพร่นวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพื่อส่งเสริมการจาหน่ายสินค้า
เกษตรปลอดภัยสงู ของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม จงั หวดั ฉะเชิงเทรา
ผู้วิจัยได้จัดทาส่ือภาพประกอบเสียงบรรยาย เพ่ือให้เกษตรกรสามารถเข้าไปศึกษาและนามาเป็น
ขอ้ มูลประกอบใช้งานนวัตกรรม สาหรบั ผลของการประเมินประสิทธภิ าพนวัตกรรม กลุ่มผูต้ อบแบบสอบถามเปน็
กลุ่มทดลอง ประกอบด้วย เกษตรกรผู้ผลิตผักเบอร์ 8 ท่ีข้ึนทะเบียนไว้ยังเกษตรอาเภอพนมสารคาม จานวน 7 คน
และบุคคลท่ัวไป จานวน 38 คน โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลผู้ที่เป็นกลุ่มทดลอง จานวน 45 ชุด ได้รับ
แบบสอบถามครบถ้วนสมบรู ณ์ คดิ เป็นรอ้ ยละ 100 ผลการประเมนิ ประสิทธิภาพของนวัตกรรม มีดังน้ี
ตารางท่ี 1 ค่าเฉลีย่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ระดบั และอันดับประสิทธภิ าพ ของเกษตรกร
ประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรมระบบตลาดออนไลน์ (n=7) ระดับ อันดับ
ของเกษตกร
X SD มากท่สี ุด 2
1. ดา้ นการออกแบบ 4.92 0.09 มากที่สดุ 2
2. ดา้ นการใช้งาน 4.92 0.13 มากทส่ี ดุ 1
3. ด้านการรักษาข้อมลู 4.94 0.15 มากที่สดุ
รวม 4.92 0.11
จากตารางท่ี 1 พบว่า เกษตรกรท่ีเป็นกลุ่มทดลองประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมระบบตลาด
ออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม
จังหวัดฉะเชงิ เทรา โดยรวมอยู่ในระดับมากทส่ี ดุ ( X = 4.92, SD = 0.11) เม่อื เรียงลาดับค่าเฉลย่ี จากมากไปหา
น้อยพบว่า ด้านการรักษาข้อมูล อยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X = 4.94, SD = 0.15) เป็นอันดับแรก รองลงมาเป็น
ดา้ นการออกแบบ อย่ใู นระดบั มากทีส่ ุด ( X = 4.92, SD = 0.09) และด้านการใช้งาน อย่ใู นระดับมากทีส่ ดุ ( X
= 4.92, SD = 0.13) เท่ากันท้ังสองอันดับ
ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ระดับ และอนั ดับประสทิ ธภิ าพ ของบคุ คลท่วั ไป
ประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ (n=38) ระดบั อันดับ
ของบุคคลทัว่ ไป X SD
1. ดา้ นการออกแบบ 4.48 0.28 มาก 1
2. ดา้ นการใช้งาน 4.36 0.37 มาก 3
3. ดา้ นการรักษาข้อมลู 4.40 0.34 มาก 2
รวม 4.41 0.30 มาก
จากตารางท่ี 2 พบว่า บุคคลทั่วไปที่เป็นกลุ่มทดลองประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมระบบตลาด
ออนไลน์ของผักเบอร์ 8 เพ่ือส่งเสริมการจาหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสูงของเกษตรกรอาเภอพนมสารคาม
จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา โดยรวมอยู่ในระดบั มาก ( X = 4.41, SD = 0.30) เม่ือเรียงลาดบั ค่าเฉลย่ี จากมากไปหาน้อย
พบว่า ด้านการออกแบบ อยูใ่ นระดบั มาก ( X = 4.48, SD = 0.28) เปน็ อันดบั แรก รองลงมาเปน็ ดา้ นการรักษา
52 | ปีท่ี 13 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) ณัฐที ปน่ิ ทองและคณะ
ขอ้ มูล อยูใ่ นระดับมาก ( X = 4.40, SD = 0.34) และดา้ นการใช้งาน อย่ใู นระดับมาก ( X = 4.36, SD = 0.37)
เป็นอนั ดับสดุ ท้าย
สรุปผลการวจิ ยั
ผลการเผยแพร่นวัตกรรมของเกษตรกร โดยรวม พบว่า มีระดับประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับ
มากที่สุด เม่ือเรียงลาดับคา่ เฉล่ียจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านการรักษาข้อมลู อยู่ในระดับมากท่สี ุด เป็นอันดบั
แรก รองลงมาเป็น ด้านการออกแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านการใช้งาน อยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากันท้ัง
สองอันดับ เนื่องจากเกษตรกรมีความใส่ใจในเรือ่ งของการรักษาข้อมูล การเข้าสู่ระบบส่วนของร้านคา้ หากเป็น
การเขา้ ถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตยอ่ มเปน็ สิ่งท่ไี ม่เหมาะสม การรักษาความปลอดภัยเรื่องการเขา้ ถึงระบบโดย
ไมม่ ีสทิ ธิ์เป็นสงิ่ ท่ีจาเป็น ผใู้ ชง้ านแตล่ ะสทิ ธ์ิควรไดร้ ับการยนื ยันสิทธ์กิ อ่ นเข้าใช้งานทุกคร้งั โดยผลการวิจัยมีความ
สอดคล้องกับ จตุชัย แพงจันทร์ (2553, หน้า 80-81) ได้กล่าวถึง การรักษาความลับ ความคงสภาพ และความ
พร้อมใช้งานของข้อมูลน้ันประกอบด้วยการพิสูจน์ทราบตัวตนของผู้ที่กาลังจะเข้าถึงข้อมูล และการตรวจสอบ
สิทธิ์ของผู้นั้นว่าเป็นตัวจริง รองลงมาเป็นเร่ืองการแก้ไขข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานด้วยตนเองอยู่ในระดับมาก
เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบ และสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัวด้วยตนเอง ทาให้รู้สึกมีความปลอดภัย
ในขณะท่ีด้านการออกแบบ และด้านการใช้งาน อยู่ในระดับมากท่ีสุด เน่ืองจากเกษตรกรมีความต้องการใช้งาน
นวัตกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ในขณะที่ด้านการใช้งาน เกษตรกรมีความต้องการ
นวัตกรรมที่เก่ียวข้องกับระบบการจัดการฟาร์ม ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของธีรพงศ์ มังคะวัฒน์ (2555, หน้า
102-109) ที่ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ือง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการจัดการฟาร์ม ซึ่งให้แนวคิดและ
หลักการทางานของสมารท์ ฟารม์ ไดแ้ ก่ สารสนเทศ เทคโนโลยี และการบริหารจดั การ ซ่งึ จะมีผลให้สรา้ งผลผลติ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซ่ึงจะนาประโยชน์มาสู่เกษตรกรเจ้าของฟารม์ ช่วยลดต้นทุน เกิดผลผลิตสงู สุด ทั้ง
ในแง่ปรมิ าณและคณุ ภาพทีเ่ หมาะสมกับสภาพพื้นท่ี นาไปสกู่ ระบวนการผลติ อาหารท่มี ีคณุ ภาพและปลอดภัย
ผลการเผยแพร่นวัตกรรมของบุคคลท่ัวไป โดยรวม พบว่า มีระดับประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับ
มาก เม่ือเรียงลาดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านการออกแบบ อยู่ในระดับมาก เป็นอันดับแรก
รองลงมาเป็น ด้านการรักษาข้อมูล อยู่ในระดับมาก และด้านการใช้งาน อยู่ในระดับมาก เป็นอันดับสุดท้าย
เนื่องจาก ผู้ใช้งานส่วนของบุคคลท่ัวไป ต้องการรับชมข้อมูลรายละเอียดของสินค้าเป็นหลัก รูปภาพของสินค้า
เปน็ สว่ นสาคญั ที่ใชใ้ นการตัดสนิ ใจเลอื กซ้อื สินคา้ เน่ืองจากเวบ็ ไซต์มกี ารออกแบบโดยการกาหนดธมี ของเว็บไซต์
ทั้งระบบมคี วามสม่าเสมอ สอดคลอ้ ง และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ท้ังน้ีการออกแบบหน้าจอเว็บไซต์นาข้อมูล
จากการวิเคราะห์มาเปน็ ข้อมูลประกอบการออกแบบ โดยมีหลกั การพืน้ ฐานสาหรบั การออกแบบทค่ี วรพิจารณา
ได้แก่ ความสมดุลของการจัดหน้าเว็บไซต์ การจัดตาแหน่งหรือการวางแนวของเว็บไซต์ และการเลือกใช้ภาพ
โดยผลการวจิ ยั มีความสอดคล้องกับ จีราวธุ วารนิ ทร์ (2557) อธบิ ายหลกั การออกแบบเว็บไซตว์ า่ โดยทว่ั ไปการ
ออกแบบเวบ็ ไซต์ควรออกแบบใหใ้ ชง้ านง่าย ต้องมเี อกลกั ษณ์เฉพาะตัว ควรออกแบบให้ผู้ใช้งานจาได้ว่าสีสันแบบ
น้ี รูปแบบเชน่ นี้ คอื เว็บไซต์น้ี เน้นให้เรียบงา่ ยแตส่ ามารถจดจาไดท้ นั ที และทาให้การเข้าถึงเวบ็ ไซตท์ าได้รวดเร็ว
และใช้งานง่าย
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเกยี่ วกบั งานวิจยั 1. ควรนานวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ไปประยุกตใ์ ชก้ บั ชุมชน กลุ่ม
เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานท้องถ่ินของรัฐทุกแห่ง และ 2. ควรมีการฝึกอบรมการใช้งานนวัตกรรม
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 53
ก่อนนาระบบไปใช้จรงิ เพ่ือให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และข้อเสนอแนะในการทาวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมี
การศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนานวัตกรรมระบบตลาดออนไลน์ในบริบทของท้องถ่ินที่แตกต่างกัน หรือใน
ผลิตภณั ฑส์ ินคา้ ท่ีแตกตา่ งกัน และ 2. ควรมีการเพ่ิมฟงั กช์ ันการทางานให้ครอบคลุมฟงั กช์ นั การทางานอนื่
กติ ติกรรมประกาศ
ผู้วิจัยใคร่ขอขอบพระคุณ สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อธิการบดี รองอธิการบดี
วิชาการ ผู้อานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณบดีคณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราชนครนิ ทร์ สาหรับทนุ สนับสนนุ งานวจิ ยั โครงการยุทธศาสตร์การพฒั นากล่มุ งานวจิ ัยเพ่ือ
การพัฒนาเชิงพ้ืนที่แบบบูรณาการ กรณีศึกษา การพัฒนาเกษตรปลอดภัยเพ่ือยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสกู่ าร
สร้างอาชพี ในท้องถนิ่ ประจาปงี บประมาณ 2560 ขอขอบคุณ เกษตรอาเภอพนมสารคาม และเกษตรจังหวัด
ฉะเชิงเทรา
เอกสารอ้างองิ
จตชุ ัย แพงจันทร์. (2553). Master in Security 2nd Edition. นนทบุรี: ไอดีซีฯ.
จรี าวธุ วารินทร์. (2557). สร้างเว็บไซตด์ ้วย WordPress+Themes & Plugin สาหรับผู้เรมิ่ ต้น. กรุงเทพฯ: รไี วว่า.
ธีรพงศ์ มงั คะวฒั น์. (2555). การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในระบบการจัดการฟารม์ . Journal of
Agricultural Extension and Communication. ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 หน้า 102-109.
วรรณี แกมเกต.ุ (2555). วิธีวทิ ยาการวิจยั ทางพฤตกิ รรมศาสตร์. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .
Jeffrey A. Hoffer, Joey F. George, Joseph S. Valacich. (2005). Modern Systems Analysis and
Design (4th Edition). Pearson Education International.
54 | ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) กฤตชญ์ คามิง่ และคนงึ นติ ปทมุ มาเกษร
การศึกษาและพฒั นาลวดลายเคร่ืองป้นั ดินเผามอญภาคกลาง
เพ่ือออกแบบผลิตภณั ฑ์
กฤตยชญ์ คามิ่ง1* คนึงนิต ปทุมมาเกษร2
บทคัดยอ่
โครงการศึกษาและพัฒนาลวดลายเครื่องปั้นดินเผามอญภาคกลางเพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ มี
วัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนมอญภาคกลางท่ีเกี่ยวกับลวดลายเคร่ืองป้ันดินเผา และเพื่อการ
ออกแบบและพัฒนาลวดลายผลิตภัณฑ์เคร่อื งป้นั ดนิ เผามอญภาคกลางใหส้ อดคลอ้ งกับอัตลกั ษณท์ ้องถิ่นและตรง
ตามความต้องการของตลาด ผลจากการวิจัย พบว่า วิถีของชุมชนมอญเกาะเกร็ดเป็นชุมชนที่ดาเนินธุรกิจใน
ครอบครวั โดยการผลิตสินคา้ เครอื่ งปนั้ ดินเผาเพือ่ จาหนา่ ยเป็นของทร่ี ะลกึ และยงั คงใชล้ วดลายแบบรว่ มสมยั สว่ น
การออกแบบและพฒั นาลวดลายเครอื่ งป้ันดนิ เผาใช้แบบประเมินข้อมูลเชงิ สารวจ (Survey Research Method)
และการเกบ็ ขอ้ มลู จากแบบสอบถาม (Questionnaire) ซึ่งผลจากการวเิ คราะห์ขอ้ มูล พบวา่ ส่วนท่ี 1 ดา้ นข้อมลู
ทั่วไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20-25 ปี คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วนที่ 2 ด้าน
ผลติ ภัณฑ์ ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญช่ ่นื ชอบผลติ ภัณฑ์ประเภทโคมไฟ รอ้ ยละ 30 และส่วนท่ี 3 ด้านลวดลาย
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการตกแต่งมีลายดอกไม้ ลายเครือเถา ลายสร้อยคอ และลายพวงมาลัย ซ่ึงท้ังหมดมีความพึง
พอใจระดับมาก ภาพรวมการออกแบบลวดลายเคร่ืองป้ันดินเผามอญมีความพึงพอใจระดับมาก คิดเป็นร้อยละ
91.67 และมคี วามพึงพอใจในระดบั ปานกลาง คดิ เปน็ ร้อยละ 8.33
คาสาคญั : มอญ เครื่องป้ันดินเผา เกาะเกรด็
1 คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี
e-mail : [email protected]
2 คณะวทิ ยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการผลติ มหาวิทยาลัยราชจันทรเกษม e-mail : [email protected]
*ผู้นิพนธ์หลกั e-mail : [email protected]
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 55
STUDY AND DEVELOP A PATTERN OF MON-POTTERY IN THE CENTRAL REGION
FOR PRODUCT DESIGN
Kridtyot Comeming1* Kanuengnit Patoommakesorn2
Abstract
Study and develop a pattern of Mon-pottery in the central region for product design.
This study aims to identify the lifestyle of the Mon community in the central region with respect
to design and develop a pattern of product to meet the local identity and market needs. The
results of this research are that the way of the Mon community is a family-owned business that
produces potteries for sale as souvenirs and use contemporary designs. Design and
development of pottery patterns used survey research method and questionnaire. The data
were analyzed, part 1, most respondents were female between 20-25 years old, accounting for
50 percent. Part 2, most respondents preferred the lamps product category 30 percent and part
3, the pattern of the products used in the decoration is decorated with flowers, a bunch of vine,
necklace and garland pattern. All of them is a very good level of satisfaction. Overall, the design
of a pattern Mon pottery is very satisfactory at 91.67 percent and they were moderately satisfied,
accounting for 8.33 percent.
Keywords : Mon, Pottery, Koh Kred
1 Faculty of Humanities and Social Sciences Valaya AlongKorn Rajabhat University
e-mail : [email protected]
2 Faculty of Science Chandrakasem Rajabhat University e-mail : [email protected]
* Corresponding author, e-mail : [email protected]
56 | ปีท่ี 13 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) กฤตชญ์ คามง่ิ และคนึงนิต ปทมุ มาเกษร
บทนา
เมื่อคร้ังก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ได้สะสมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดาเนิน
ชีวิตประจาวันนามาประดิษฐ์เป็นส่ิงของเคร่ืองใช้ท่ีเป็นลักษณะของงานหัตถกรรม เช่น เครื่องจักสานประเภท
ต่างๆ ซ่ึงเครื่องจักสานเหลา่ นก้ี ลายมาเปน็ แมบ่ ทของการผลติ งานเครอ่ื งป้ันดนิ เผา ก่อนที่จะมีการพัฒนาการทา
เครื่องป้ันดินเผา ปัจจุบันภูมิขององค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ช่วยให้มนุษย์มีวัฒนธรรมและก้าวผ่านจากสังคมท่ีล่า
สัตว์และบริโภคอาหารดิบ มาเป็นสังคมเกษตรกรรม มีภาชนะดินเผาสาหรับการประกอบอาหาร มนุษย์มี
ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตเครอ่ื งปั้นดินเผามีการพัฒนารูปแบบ วิธีการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ
ของมนุษย์ และตอบสนองความเชื่อทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ละท้องถ่ิน (วิบูลย์ ล้ีสุวรรรณ,
2546 : 38)
ประเวศ วะสี (2536 : 13) กล่าวว่า มนุษย์ใช้ปัญญาในการคิดวเิ คราะห์สรา้ งสรรค์ เพ่ือแสดงใหเ้ หน็
ถึงความคิด ความเชื่อภายใต้บริบทของสังคม รวมถึงวัฒนธรรมท่ีตนเองอาศัย มนุษย์ยังเป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะ
นาเอาส่ิงแวดล้อมต่างๆ ที่ตนเองอาศัยอยู่มาสร้างสรรค์เป็นผลงานทางศิลปกรรมท่ีมีเทคนิคและวิธีการเฉพาะ
ท้องถ่ิน เช่น งานหัตถกรรมเคร่ืองปั้นดินเผา ซึ่งนับได้ว่าเป็นงานหัตถกรรมที่มีคุณค่า มีความสอดคล้องกับ
ประโยชน์ใช้สอย มีความเหมาะสมกับวถิ ีชวี ิตของชาวบ้าน มลี กั ษณะรปู ทรงทีแ่ ตกตา่ งกันไปตามรปู แบบของการ
ใช้งาน เช่น ถ้วย โอ่ง ชาม และหม้อหงุ ข้าว ซ่ึงท้ังหมดที่กลา่ วมาถือได้ว่าเปน็ ภมู ปิ ัญญาของมนุษย์ท่แี สดงให้เห็น
ถึงความปราณีตบรรจง ความคิดสรา้ งสรรค์ และแสดงใหเ้ หน็ ถึงคณุ คา่ ของการแสดงออกได้อยา่ งภาคภมู ิใจ
เครื่องป้ันดินเผามอญในเขตพ้ืนที่ภาคกลางเป็นแหลง่ รวมวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีมีความ
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ท่ีได้มีการสั่งสมสืบต่อกันมานับร้อยปี ภูมิปัญญามอญเป็นสิ่งท่ีสะท้อนถึงองค์ความรู้ของ
บรรพบุรุษที่เกิดจากประสบการณ์ท่ีได้สืบทอดกันมาจากร่นุ หนึ่งไปสู่อีกรนุ่ หนึ่ง ซ่ึงการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเกิด
จากชาวมอญหรือชาวรามัญที่อพยพมาจากประเทศพม่ามาอาศัยในประเทศไทย และได้นาเอาองค์ความรู้ทาง
เครื่องป้ันดินเผามาด้วย ในยุคเริ่มแรกเครื่องป้ันดินเผามีบทบาทในชีวิตประจาวันของคนไทยอย่างแพร่หลาย
เพราะมีการผลิตเพื่อส่งขายตามสถานท่ีต่างๆ มากมายโดยเฉพาะพื้นท่ีในเขตภาคกลางล่องไปตามลาน้า
เจ้าพระยาครอบคลุมพ้ืนที่ 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ
กรุงเทพมหานคร สระบุรี ชัยนาท ลพบุรี และอ่างทอง แต่พอมาถึงในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สามารถผลิต
พลาสติกได้ ทาให้เคร่ืองป้ันดินเผาได้รับผลกระทบอย่างมาก ความนิยมในการใช้เครื่องปั้นดินเผาลดน้อยลง
ผูผ้ ลติ เครอื่ งป้ันดนิ เผาเปลยี่ นไปประกอบอาชีพอื่นๆ แทนการผลติ เครื่องป้นั ดินเผา ทาใหเ้ ครอื่ งปั้นดนิ เผามอญได้
เลอื นหายไปจากสังคมและขาดผู้สบื ทอดทางภมู ปิ ญั ญา ดงั กล่าว
การผลติ เคร่ืองปั้นดนิ เผาบ้านของชาวมอญในเขตภาคกลางไดร้ บั สบื ทอดองคค์ วามรจู้ ากบรรพบุรุษมี
การตกแต่งลวดลายบนผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น แต่ผลิตภัณฑ์และ
ลวดลายยังมีลกั ษณะรูปแบบที่ขาดความสมดลุ ขาดหลักการออกแบบ เช่น ผลิตภัณฑ์มขี นาดใหญ่แต่ลวดลายมี
ขนาดเล็กทาให้ลักษณะของผลติ ภณั ฑไ์ มม่ ีความน่าสนใจสาหรับผพู้ บเห็น ในขณะเดียวกันรฐั บาลมนี โยบายให้การ
สนับสนุนชมุ ชนต่างๆ ใหม้ กี ารพฒั นาผลิตภณั ฑช์ มุ ชน ซึ่งสอดคล้องกบั การวิจัยเพื่อพฒั นาลวดลายใหม้ ลี กั ษณะท่ี
มีความร่วมสมัย เพ่ิมความน่าสนใจให้กับสินค้า อีกทั้งเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดของประชาคม
เศรษฐกิจอาเซยี น (Asian Economic Community) หรือ AEC อีกด้วย
พิศาล บุญผูก (2553 : 1) กล่าวว่า การตกแต่งลวดลายผลิตภัณฑ์เคร่ืองปั้นดินเผามอญเป็นภูมิ
ปัญญาท้องถิ่นที่มีความงดงามวิจิตรบรรจง มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งลักษณะของการตกแต่งลวดลาย
เครื่องปั้นดินเผามอญส่วนใหญ่จะใช้วิธีการแกะสลัก ขูดขีด ขัดมัน และการป้ันแปะ ลักษณะผลิตภัณฑ์
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 57
เครื่องปั้นดินเผาจะเป็นแบบไม่เคลือบ (Earthenware) ลักษณะของเนื้อดินจะมีความพรุนตัวสูง มีลักษณะสสี ม้
ออ่ นจนถงึ แดง
เมื่อศิลปะกลายเป็นสว่ นหนึ่งของวฒั นธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมจึงจาเปน็ ต้องเดินทางไปพร้อมกบั
การพัฒนาของสังคมซึ่งมีการปรับเปล่ียนไปตามเง่ือนไขและบริบทต่างๆ ของสังคม ความคิดความเช่ือและการ
สร้างสรรค์ผลงานจึงเปล่ียนไปตามห้วงของกาลเวลา (วิรุณ ต้ังเจริญ, 2545 : 15) ในวิถีของโลกปัจจุบันท่ีมีการ
เปล่ียนแปลงไป ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมยั จงึ ต้องมีการปรบั ตัวเปลยี่ นแปลงตาม จากยุคอดีตมาส่ยู ุคปัจจบุ ัน
รูปทรงผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยยังคงความเป็นปัจเจกอย่างน่าชื่นชม แรงบันดาลใจจากความหลากหลายของ
รูปร่าง รูปทรง ตลอดจนสัดส่วนที่สมเหตุสมผล พอดีและพอเพียงได้ถูกนามาสร้างองค์ประกอบ การชุบชีวิตให้
รูปทรงในอดีตให้ขา้ มผ่านช่วงเวลาสปู่ ัจจุบัน เปน็ กระแสท่ไี ด้รบั การตอบรบั เปน็ อย่างดีหรอื เป็นตลาดทม่ี ีการหวน
ระลึกถึงอดีต รูปทรงที่เป็นรูปธรรม (Tangible) และมีความหมายท่ีเป็นนามธรรม (Intangible) จากอดีตสู่การ
สร้างสรรค์ให้เปน็ งานท่ีมกี ารออกแบบผลิตภณั ฑ์ชน้ิ ใหม่ท่มี คี วามสอดคลอ้ งกับวถิ ีชวี ิตในสงั คมปจั จุบนั
การออกแบบที่ดีจึงเป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ท่ีตั้งไว้ (Design
is a goal-directed problem-solving) ของมนุษย์ ด้วยจุดประสงค์ในส่ิงใหม่ๆ มีทั้งการออกแบบเพื่อสร้าง
ขนึ้ ใหมใ่ ห้แตกต่างจากของเดมิ หรือการปรบั ปรงุ ปรบั เปลย่ี นตกแต่งของเดิมให้มคี วามนา่ สนใจ การออกแบบนั้น
เป็นขั้นตอนเบ้ืองต้นท่ีมีความสาคัญอย่างมากที่จะทาให้กระบวนการในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประสบ
ผลสาเร็จในตลาดและตรงตามเป้าหมาย งานออกแบบเป็นส่ิงท่ีมนุษย์สร้างข้ึนโดยการเลอื กนาเอาองค์ประกอบ
ของศิลปะมาจัดเรียงให้เกิดรูปทรงใหม่ที่สามารถสนองความต้องการตามจุดประสงค์ของผู้สร้าง และสามารถ
ผลิตไดด้ ้วยวัสดุและกรรมวธิ ีการผลติ ทีม่ อี ย่ใู นขณะนั้น
หลักการออกแบบ หมายถึง การนาเอาส่วนประกอบตา่ งๆ ของศิลปะมาจัดวางเข้าด้วยกันทาใหเ้ กดิ
ความงามอย่างเหมาะสมตามโครงสร้างทางทัศนศิลป์ เช่น ดุลยภาพ (Balance) สัดส่วน (Proportion) ความ
กลมกลืน (Harmony) ชว่ งจังหวะ(Rhythm) และจดุ เด่นของงานศลิ ปะ (Dominance) (สุชาติ เถาทอง, 2538 :
67) แต่หลักการต่างๆ ท่ีกล่าวมาจะไรซ้ ึ่งกฎเกณฑ์ที่ตายตัวในการปฏบิ ตั ิเพราะการจดั และการสร้างสรรคผ์ ลงาน
เป็นการแกป้ ัญหาซ่ึงอาจจะต้องมกี ารดัดแปลงหรือปรบั ปรงุ ตามลกั ษณะงานเพือ่ ใหเ้ กิดความเป็นเอกภาพ
จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น ลวดลายเครื่องปั้นดินเผามอญเป็นสิ่งที่น่าสนใจท่ีควรจะนามาศึกษา
เพราะเป็นส่ิงท่ีแสดงออกถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณี ลักษณะของลวดลาย
กรรมวิธีในการผลิต ความประณีตของลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนมอญ เพื่อให้งานหัตถกรรม
เครื่องปั้นดินเผามอญได้รับการรวบรวม และเพ่ือให้เกิดการพัฒนารูปแบบของลวดลายบนผลิตภัณฑ์ท่ีมีความ
เหมาะสมกับยคุ สมัยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมอญ มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบและพัฒนาผลิตภณั ฑ์ท่ี
ตรงตามความตอ้ งการของผ้บู รโิ ภค ต่อไป
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อศกึ ษาวิถีชีวิตของชมุ ชนมอญภาคกลางท่ีเก่ยี วเนอื่ งกบั ลวดลายเคร่อื งปั้นดินเผา
2. เพื่อการออกแบบและพัฒนาลวดลายผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผามอญภาคกลางให้สอดคล้องกับ
อตั ลกั ษณ์ท้องถนิ่ และตรงตามความต้องการของตลาด
58 | ปที ่ี 13 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) กฤตชญ์ คาม่ิงและคนงึ นิต ปทมุ มาเกษร
วิธีดาเนนิ การวจิ ัย
จากการศึกษาการผลิตเครอื่ งป้ันดินเผาจะศึกษากลุ่มที่ทางานหัตถกรรมเครอื่ งปั้นดินเผาเกาะเกรด็
จังหวัดนนทบุรี เพ่ือนาข้อมูลมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้วิจัยได้แบ่งส่วนในการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน
ใหญๆ่ ดังนี้
ส่วนท่ี 1 การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) เป็นการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญงานด้าน
หัตถกรรมเคร่ืองป้ันดินเผาที่มีประสบการณ์และความชานาญเฉพาะดา้ น เพ่ือให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบ
และพัฒนาลวดลาย
สว่ นที่ 2 การใชแ้ บบสอบถามความพงึ พอใจที่เกีย่ วกบั การออกแบบและลวดลายเครอื่ งป้นั ดนิ เผา
ผลการวิจยั และอภปิ รายผล
1. วิเคราะหก์ ารออกแบบและพัฒนาลวดลายเคร่อื งป้นั ดินเผามอญ
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู และแปลผลจากแบบสอบถาม สว่ นที่ 1 ข้อมูลท่วั ไป
ตารางท่ี 1 จานวนร้อยละของขอ้ มูลท่ัวไป
ขอ้ มูลท่ัวไป จานวน (คน) ร้อยละ
20 100
รวมผตู้ อบแบบสอบถาม
1. เพศ 7 35
13 65
ชาย
หญิง 10 50
2. อายุ 2 10
20-25 ปี 4 20
26-30 ปี 4 20
31-35 ปี
36 ปี ขน้ึ ไป 10 50
3. อาชพี 1 5
นกั เรียน/นกั ศกึ ษา 3 15
ข้าราชการ 6 30
พนักงานเอกชน - -
ธรุ กจิ ส่วนตัว
อน่ื ๆ
การแปลความหมายสว่ นท่ี 1
จากตารางที่ 4.1 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 65
รองลงมาเป็นเพศชาย จานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 35 อายุระหว่าง 20 – 25 ปี จานวน 10 คน คิดเป็นรอ้ ยละ
50 อายุระหว่าง 31-35 ปแี ละอายุ 36 ปขี ึน้ ไป จานวนเท่ากนั อยา่ งละ 4 คน คิดเป็นร้อยละ 20 และอายุระหวา่ ง
26-30 ปี จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10 อาชีพนักเรียน/นักศึกษา จานวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50 อาชีพ
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 59
ธุรกิจสว่ นตวั จานวน 6 คน คดิ เป็นร้อยละ 30 พนกั งานเอกชน จานวน 3 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 15 และข้าราชการ
จานวน 1 คดิ เปน็ ร้อยละ 5
ตารางท่ี 2 จานวนร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามด้านผลติ ภณั ฑ์
ประเภทผลติ ภณั ฑ์ จานวน(คน) รอ้ ยละ
1. ของชารวย 5 25
2. แจกนั ดอกไม้ 2 10
3. กระถางต้นไม้ 5 25
4. โคมไฟ 6 30
5. ผอบใสเ่ ครือ่ งหอม 2 10
การแปลความหมายส่วนท่ี 2
จากตารางที่ 4.2 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชื่นชอบผลิตภณั ฑ์ประเภทโคมไฟ จานวน 6 คน คิด
เปน็ รอ้ ยละ 30 ผลิตภณั ฑป์ ระเภทของชารวย จานวน 5 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 25 ผลิตภณั ฑ์ประเภทกระถางตน้ ไม้
จานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 25 ผลิตภัณฑ์ประเภทผอบใส่เคร่ืองหอม จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10 และ
ผลิตภัณฑ์ประเภทกระถางต้นไม้ จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10 พึงพอใจอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ
91.67 และมคี วามพงึ พอใจในระดับปานกลาง คดิ เป็นร้อยละ 8.33 โดยวิเคราะหจ์ าก ประเด็นในแบบสอบถาม
การวเิ คราะหค์ า่ เฉลีย่ ตวั อย่าง (Sample Mean) คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) เพอ่ื ใชอ้ ธบิ ายคา่ เฉลีย่
ของข้อมูลท่ไี ดจ้ ากแบบสอบถามประเด็นท่ี 1-3
การวิเคราะหข์ อ้ มลู และแปลผลจากแบบสอบถาม ส่วนท่ี 3 ระดับความพงึ พอใจในลวดลายที่ใช้ใน
การตกแต่ง
ตารางที่ 3 คา่ เฉล่ยี และค่าเบย่ี งเบนมาตรฐานของระดบั ความพึงพอใจตอ่ ลวดลายทใี่ ชใ้ นการตกแต่ง
ประเดน็ X S.D. ระดบั ความพึงพอใจ
1. ลกั ษณะของลวดลายท่ตี กแตง่ 3.95 0.83 มาก
1.1 ลายดอกไม้ 3.45 1.15 ปานกลาง
1.2 ลายใบไม้ 4.25 1.07
1.3 ลายเครอื เถา 3.80 1.11 มาก
1.4 ลายสรอ้ ยคอ 3.75 1.21 มาก
1.5 ลายพวงมาลยั มาก
60 | ปที ่ี 13 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) กฤตชญ์ คาม่ิงและคนงึ นติ ปทมุ มาเกษร
ตารางท่ี 3 (ต่อ)
ประเดน็ X S.D. ระดับความพึงพอใจ
2. ลกั ษณะของรูปทรง 4.05 1.00 มาก
2.1 รูปทรงแบบดัง้ เดมิ 4.00 1.08 มาก
2.2 รปู ทรงแบบรว่ มสมัย
4.15 0.99 มาก
3. เทคนคิ ท่ีจะนามาใชใ้ นการตกแต่ง 4.55 0.89 มาก
3.1 เทคนคิ การประทบั ลวดลาย 4.40 0.88 มาก
3.2 เทคนคิ การแกะลวดลาย 4.10 1.21 มาก
3.3 เทคนคิ การเจาะฉลลุ วดลาย
3.4 เทคนคิ ลายปั้นแปะ
การแปลความหมายประเด็นท่ี 1-3
จากตารางท่ี 4.3 แสดงว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่อการออกแบบและพัฒนาลวดลาย
เครื่องปั้นดินเผามอญ โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก เม่ือวิเคราะห์เป็นรายข้อ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมี
ความพึงพอใจในระดับมากเกือบทุกข้อ ยกเว้น ลักษณะของลวดลายแบบใบไม้ที่ตอบแบบสอบถามมีความพึง
พอใจในระดับปานกลาง
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลจากแบบสอบถามระดับความพงึ พอใจประเดน็ ที่ 1-3
แบบสอบถามระดับความพึงพอใจมากท่ีสุดและพึงพอใจในน้อยที่สุด ในเรื่องการออกแบบและ
พัฒนาลวดลายเครื่องปั้นดินเผามอญ จากจานวนผู้ตอบแบบสอบถาม 20 คน ผลการวิเคราะห์และแปลผลจาก
แบบสอบถามทั้ง 3 ส่วน สรุปในภาพรวมได้ดังน้ี ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่อการออกแบบลวดลาย
เครือ่ งปั้นดินเผามอญ โดยรวมอย่ใู นระดับ ปานกลาง – มาก
2. การพฒั นาลวดลายเครอ่ื งปัน้ ดนิ เผา
โดยนาผลจากแบบสอบมาใชใ้ นการออกแบบ ซึง่ ผลจากการสอบถามพบว่า ผตู้ อบแบบสอบถาม
ส่วนใหญ่ชื่นชอบผลติ ภัณฑ์ประเภทโคมไฟ และช่ืนชอบลักษณะลวดลายเครือเถาและลายดอกไมม้ ากที่สดุ ส่วน
รปู ทรงยังคงใช้รูปทรงแบบดงั้ เดมิ ทงั้ นีผ้ ู้วจิ ยั ไดอ้ อกแบบและพัฒนารูปแบบ ดังนี้
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 61
รปู แบบโคมไฟแบบท่ี 1 รูปแบบโคมไฟแบบท่ี 2
ภาพที่ 1 การพัฒนารูปแบบโคมไฟ รปู แบบท่ี 1 ภาพที่ 2 การพัฒนารูปแบบโคมไฟ รูปแบบที่ 2
รูปแบบโคมไฟแบบท่ี 3 รูปแบบโคมไฟแบบที่ 4
ภาพที่ 3 การพฒั นารูปแบบโคมไฟ รปู แบบท่ี 3 ภาพท่ี 4 การพัฒนารูปแบบโคมไฟ รปู แบบท่ี 4
62 | ปีท่ี 13 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) กฤตชญ์ คามิ่งและคนึงนิต ปทุมมาเกษร
ภาพที่ 5 ผลติ ภณั ฑ์โคมไฟทีผ่ ่านการออกแบบ
สรุปผลการวิจัย
ผลจากการออกแบบและพฒั นาลวดลายเครือ่ งป้นั ดนิ เผามอญภาคกลางเพือ่ ออกแบบผลิตภณั ฑ์ โดย
การพจิ ารณาจากแบบสอบถามซ่งึ สามารถแบ่งเปน็ ส่วนๆ ไดด้ งั น้ี
สว่ นที่ 1 สรุปผลขอ้ มูลท่ัวไป
สว่ นที่ 2 ความต้องการดา้ นรูปทรงของผลิตภัณฑ์
ส่วนที่ 3 ลวดลายทใี่ ช้ในการตกแต่ง
ส่วนท่ี 1 สรุปผลขอ้ มูลทวั่ ไป
สรุปผลการเกบ็ ข้อมลู จากผ้ตู อบแบบสอบถาม จานวน 20 คน พบว่า เป็นเพศหญงิ ร้อยละ 65 เป็น
เพศชาย ร้อยละ 35 โดยมีอายรุ ะหวา่ ง 20–25 ปี รอ้ ยละ 50 อายรุ ะหว่าง 31-35 ปีและอายุ 36 ปขี ึ้นไป รอ้ ยละ
20 และอายุระหว่าง 26-30 ปี ร้อยละ 10 ซ่ึงอาชีพโดยสว่ นใหญเ่ ป็นนกั เรียน/นักศึกษา ร้อยละ 50 อาชีพธุรกจิ
ส่วนตัว รอ้ ยละ 30 พนักงานเอกชน ร้อยละ 15 และข้าราชการ ร้อยละ 5
สว่ นที่ 2 ความตอ้ งการดา้ นรปู ทรงของผลิตภณั ฑ์
สรุปผลจากการเก็บข้อมูลด้านความต้องการรูปทรงผลิตภัณฑ์ จานวน 20 คน โดยผู้ตอบ
แบบสอบถามชน่ื ชอบผลิตภัณฑป์ ระเภทโคมไฟ รอ้ ยละ 30 ผลติ ภัณฑ์ประเภทของชารวย รอ้ ยละ 25 ผลติ ภณั ฑ์
ประเภทกระถาง ร้อยละ 25 และผลิตภัณฑป์ ระเภทผอบใส่เครื่องหอม ร้อยละ 10
สว่ นที่ 3 ระดบั ความพึงพอใจของลวดลายที่ใช้ในการตกแต่ง
ผลการสารวจจากผู้ตอบแบบสอบถามถึงระดับความพึงพอใจต่อการออกแบบและพัฒนาลวดลาย
เครื่องปั้นดนิ เผามอญ โดยรวมอย่ใู นระดบั พึงพอใจมาก เม่ือวเิ คราะหเ์ ป็นรายขอ้ พบว่า
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 63
ลกั ษณะของลวดลายใบไม้มรี ะดบั ความพึงพอใจในระดบั ปานกลาง
ลักษณะของลวดลายดอกไมม้ รี ะดบั ความพึงพอใจในระดับมาก
ลักษณะของลวดลายเครือเถามรี ะดับความพึงพอใจในระดับมาก
ลกั ษณะของลวดลายสร้อยคอมรี ะดับความพงึ พอใจในระดบั มาก
ลักษณะของลวดลายพวงมาลยั มีระดับความพึงพอใจในระดบั มาก
ผลรวมของระดบั ความพงึ พอใจของแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์ภาพรวมของ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่อการออกแบบลวดลาย
เครื่องปน้ั ดนิ เผามอญ โดยรวมอยู่ในระดบั ความพึงพอใจมาก คิดเป็นร้อยละ 91.67 และมคี วามพงึ พอใจในระดับ
ปานกลาง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 8.33 โดยวิเคราะห์จากประเดน็ ของแบบสอบถาม
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้
1. การออกแบบลวดลายเครื่องป้ันดินเผามอญ สามารถนาไปทาวิจัยในพื้นที่อ่ืนๆ ได้ ทั้งน้ีต้อง
คานงึ ถงึ ลักษณะของลวดลาย ขนาดของผลิตภัณฑ์ อุณหภมู ิการเผา และเชือ้ เพลิงทีใ่ ช้
2. การพัฒนาลวดลายและรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผามอญ สามารถพัฒนาให้มีความหลากหลาย
ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความตอ้ งการของผอู้ อกแบบและกลุ่มลูกค้า เปน็ ต้น
ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาเพิม่ เตมิ
1. การพฒั นารูปแบบของผลติ ภณั ฑค์ วรต้องศึกษากลุม่ ลกู ค้าก่อนเพ่ือใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่
ถกู ต้อง
2. ควรมีการพฒั นารูปแบบของบรรจุภัณฑ์เพื่อเป็นการเพม่ิ ความนา่ สนใจให้กบั ลูกค้า
3. ควรมีการใช้เทคโนโลยสี าหรับเป็นช่องทางในการจาหนา่ ยสนิ ค้า
กิตติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาและพัฒนาลวดลายเคร่ืองป้ันดินเผามอญภาคกลางเพื่อออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ ผู้วิจัยขอกราบผู้เช่ียวชาญดา้ นเคร่ืองป้ันดนิ เผาเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบรุ ี ที่ให้ความอนุเคราะหข์ ้อมูล
ในการดาเนินการวจิ ัย ขอบพระคุณหลกั สูตรเทคโนโลยเี ซรามกิ สท์ ีอ่ นเุ คราะห์เคร่อื งมือในการทดสอบ สาหรบั ทุน
สนับสนุนการวิจัย ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัย (ทุน วช.) จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลย
อลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ปีงบประมาณ 2560
เอกสารอา้ งองิ
ชลดู นิ่มเสมอ. (2534). องคป์ ระกอบของศิลปะ (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 6). กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานิช.
ชัญญากานด์ ปิตุภูมินุรักษ์. (2553). กระบวนการผลิตเคร่ืองป้ันดินเผาและบริบทของชุมชนที่เก่ียวข้องของ
ตาบลเกาะเกร็ด อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐ
ประศาสนศาสตร มหาบณั ฑิต วิทยาลยั การปกครองท้องถน่ิ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ .
นาถวุฒิ พรึงลาภู. (2555). การศึกษารูปแบบเคร่ืองปั้นดินเผาเกาะเกร็ด ภูมิปัญญาจังหวัดนนทบุรีเพ่ือการ
ออกแบบชุดตกแต่งสวนไทย : กรณีศึกษารีสอร์ทบางพลัด.วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปกรรมศาสตร
มหาบณั ฑติ สาขาวิชานวตั กรรมการออกแบบ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ.
64 | ปีที่ 13 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) กฤตชญ์ คามิ่งและคนึงนิต ปทมุ มาเกษร
พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: สานัก
ทดสอบทางการศึกษาจิตวิทยา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.
พิศาล บุญผกู . (2553). เคร่อื งปั้นดนิ เผานนทบรุ ี. กรุงเทพมหานคร: โครงการเผยแพรผ่ ลงานบรกิ ารวชิ าการ
แก่สังคม มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
ไพจติ ร อิงศริ วิ ัฒน์. (2541). เนอื้ ดินเซรามิกส์. กรงุ เทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
วิบูลย์ ล้ีสุวรรณ.(2546). พจนานุกรมหัตถกรรมเคร่ืองมือเคร่ืองใช้พื้นบ้าน. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา
ลาดพรา้ ว.
วริ ณุ ตงั้ เจรญิ . (2545). ออกแบบกราฟค. กรุงเทพมหานคร: อแี อนดไอควิ .
. (2531). ออกแบบกราฟค. กรุงเทพมหานคร: วิฌวลอารต.
วิลภา กาศวิเศษ. (2553). การพัฒนาลวดลายเพ่ือการออกแบบจากอิทธิพลศิลปะบ้านเชียง.วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร.
วาสนา เจริญวิเชยี รฉาย. (2552). การวจิ ัยเร่ืองการออกแบบผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้านจากวัสดุเหลือใช้. คณะ
ศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี.
ศุภพงศ์ ยืนยง. (2547). หลกั การเขียนภาพ (พมิ พ์คร้ังท่ี 1). กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์.
ศิลป์ พีระศรี. (2536). คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนัง.การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์.
กรงุ เทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สุขุมาล เล็กสวสั ด.์ิ (2548). เครื่องปัน้ ดนิ เผา พนื้ ฐานการออกแบบและปฏบิ ตั ิงาน. กรงุ เทพมหานคร:
บริษทั แอคทฟี พริ้นท์ จากดั .
สุชาติ เถาทอง. (2538). หลักการทัศนศลิ ป. (พิมพครงั้ ที่ 2). กรุงเทพมหานคร : นาอกั ษรการพิมพ.
สภุ รณ์ โอเจริญ. (2541). มอญในเมืองไทย. กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
อารี สทุ ธพิ ันธ.์ (2524). การออกแบบ. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิช.
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 65
การติดตามการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ทดี่ นิ และการขยายตวั เมืองจังหวดั ภูเกต็
แสงดาว วงคส์ าย1 จุฑาพร เกษร2* นพชยั วงค์สาย3
บทคัดยอ่
ในการศึกษาครง้ั น้ี มวี ัตถุประสงคเ์ พื่อติดตามการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดนิ และการประเมนิ
การขยายตัวเมืองในพนื้ ท่จี ังหวัดภูเก็ตในระหวา่ งปี พ.ศ. 2552-2559 โดยประยกุ ต์ใชร้ ะบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์
พบว่าในช่วงระยะเวลา 7 ปี พ้ืนที่การเกษตรลดลงคิดเป็นรอ้ ยละ 33 เม่ือเทยี บจากพื้นท่เี ดมิ ในปี พ.ศ. 2552 โดย
ส่วนใหญ่เปล่ียนไปเป็นพื้นที่ชุมชนและสง่ิ ปลูกสร้าง และพื้นท่ีโล่ง ในขณะท่ีพ้ืนท่ีชุมชนและสง่ิ ปลกู สร้างเพ่ิมข้นึ
คิดเป็นร้อยละ 11 โดยส่วนใหญ่เปล่ียนแปลงมาจากสวนยางพารา อัตราการขยายตัวเมืองจังหวัดภูเก็ตเพ่ิมข้ึน
โดยเฉลี่ย 1,347 ไร่ต่อปี (2.16 ตารางกิโลเมตรต่อปี) โดยอาเภอเมืองภูเก็ตมีอัตราการขยายตัวเมืองมากท่ีสุด
รองลงมาคืออาเภอถลาง และอาเภอกะทู้ ตามลาดบั แต่ไม่มผี ลกระทบตอ่ พ้นื ท่สี ีเขยี วโดยธรรมชาติ การตดิ ตาม
การเปลีย่ นแปลงการใช้ที่ดินสามารถนาไปใช้ในการเพมิ่ ประสทิ ธิภาพการวางผงั เมืองเพ่ือรองรับการเจรญิ เติบโต
ของเมอื งควบคไู่ ปกบั การพฒั นาเมอื งอัจฉรยิ ะภูเก็ตเปน็ มติ รต่อสิง่ แวดลอ้ มในอนาคตได้
คาสาคัญ : การขยายตวั เมือง การวางผงั เมอื ง นโยบายการใชท้ ด่ี ิน เมอื งอจั ฉริยะ เมืองเปน็ มิตรต่อสิ่งแวดลอ้ ม
1 อาจารย์ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ย์รงั สติ
e-mail: [email protected]
2 นกั วจิ ยั คณะเทคโนโลยีและส่งิ แวดลอ้ ม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตภเู ก็ต e-mail: [email protected]
3 ผูช้ ่วยนกั วิจัย คณะเทคโนโลยแี ละส่งิ แวดล้อม มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตภเู กต็
e-mail: [email protected]
*ผนู้ พิ นธห์ ลัก e-mail: [email protected]
66 | ปที ่ี 13 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) แสงดาว วงคส์ ายและคณะและคณะ
LAND USE CHANGE MONITORING AND URBAN EXPANSION OF PHUKET
Sangdao Wongsai1 Jutaporn Keson2* Noppachai Wongsai3
Abstract
The study was aimed to monitor land use change and to assess urban expansion of
Phuket province during 2009-2017 by using geographic information technology. Results pointed
that over a seven- year period agricultural area has decreased by a factor of 3 and was mainly
changed to urban built-up area and bare land. The built-up area has increased by 11% and was
largely transformed from para rubber plantation. Urban expansion was evident in the study with
an increase of 1,347 rai ( 2. 16 square kilometer) per year, on average. Expansion rates were
ranked in order from Mueng Phuket district, Thalang district, and Kathu district, respective.
However, there was no sign of natural green area being threatened by such expansion.
Therefore, monitoring land use change will improve the efficiency of Phuket urban planning,
with a focus on the urban growth development along with the sustainability of smart green city.
Keywords : Urbanization, Urban planning, Land use policy, Smart city, Green city
1 Lecturer, Department of Mathematics and Statistics, Faculty of Science and Technology, Thammasat
University, Rangsit Center, e-mail: [email protected]
2 Researcher, Faculty of Technology and Environment, Prince of Songkla University, Phuket Campus,
e-mail: [email protected]
3 Research Assistant, Faculty of Technology and Environment, Prince of Songkla University, Phuket Campus,
e-mail: [email protected]
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 67
บทนา
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจะเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงจากพ้ืนที่ป่าไม้ไปเป็นพ้ืนที่เพ่ือ
เกษตรกรรม และต่อมาพ้ืนท่ีเกษตรกรรมจะถูกเปล่ียนแปลงไปเป็นพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างเพื่อท่ีอยู่อาศัย
ปรากฎการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในหลายพื้นท่ีทั่วโลก เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย (Verburg, Veldkamp, &
Bouma, 1999) ประเทศจีน (Wen & Shao, 2005) รวมไปถึงจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย นฤนาถและแสงดาว
(2555) ศึกษาการเปล่ียนแปลงพ้ืนที่ป่าไม้ในจังหวัดภูเก็ตในช่วงระยะเวลา 23 ปี โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ
ช่วงท่ี 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2532–2543 และช่วงท่ี 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2543–2554 ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมท่ีใช้
ได้แก่ Landsat 4 TM ปี พ.ศ. 2532 Landsat 7 ETM+ ปี พ.ศ. 2543 และ THEOS ปี พ.ศ. 2554 และทาการ
วิเคราะห์ข้อมูลโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ พบว่าในช่วง
ระยะเวลา 12 ปีแรก พ้ืนท่ีป่าไม้ลดลง 4,700 ไร่ ในขณะที่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีต่อมา พื้นที่ป่าไม้ลดลงถึง
14,600 ไร่ คิดเป็น 3.5 เท่าของช่วงทศวรรษแรก โดยส่วนใหญ่พื้นท่ีป่าไม้ถูกแทนท่ีด้วยพื้นที่การเกษตรกรรม
ประเภทพ้ืนยืนต้นเชิงเดี่ยว ได้แก่ ยางพาราและสวนปาล์ม การลดลงของพื้นท่ีป่าไม้มีผลมาจากแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 4 ด้านนโยบายผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวแทนท่ีการพัฒนา
อุตสาหกรรมเหมืองแร่ (พ.ศ. 2520-2525) ต่อมาจุฑาพรและแสงดาว (2556) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้
ประโยชนท์ ดี่ ินในบรเิ วณพืน้ ที่จงั หวัดสามเหลยี่ มอนั ดามันประเทศไทยในระหวา่ งปี พ.ศ. 2542-2552 ขอ้ มลู แผน
ท่ีการใช้ที่ดินที่ใช้ในการศึกษามาจากกรมพัฒนาท่ีดิน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่าจังหวัดภูเก็ตมีพื้นท่ีชุมชนและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น 31,000 ไร่ ซ่ึงมีผลมาจากแผนพัฒนา
เศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติฉบบั ท่ี 9 (พ.ศ. 2545-2549) และยุทธศาสตร์การพฒั นาจังหวัดภเู กต็ ปี พ.ศ. 2549
ด้านนโยบายผลักดันและส่งเสริมการกิจกรรมการท่องเท่ียวในจังหวัดภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทาง
ทะเลระดับโลก ทาให้พื้นท่ีเกษตรกรรมส่วนใหญ่เปลี่ยนไปเป็นพ้ืนที่อยู่อาศัยและโรงแรม เพ่ือรองรับการ
เจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเท่ยี ว พลวตั การเปลีย่ นแปลงการใชป้ ระโยชน์ท่ีดินจงั หวดั ภเู กต็ ตลอดสองทศวรรษ
ที่ผ่านมา จึงมีผลมาจากกลไกการขับเคล่ือนนโยบายภาครัฐเพ่ือพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพ้ืนท่ีเม่ือวันที่ 22
ธันวาคม 2558 ตามมติ ครม. เห็นชอบแผนและรายละเอียดโครงการภายใต้การขับเคล่ือนเศรษฐกิจและสังคม
ดิจิทัล แผนงานที่ 7: การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองและระบบเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการ
รักษาสมดุลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดหน่ึงท่ีได้รับการ
คัดเลือกให้เป็นต้นแบบของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เนื่องจากมีความเหมาะสมของต้นทุนทางสังคม
วฒั นธรรม ประเพณี สภาพภูมศิ าสตร์ เศรษฐกิจและการท่องเท่ยี ว ดังน้นั การศึกษาและติดตามการเปลย่ี นแปลง
การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนอ่ื ง จึงเป็นข้อมลู พื้นฐานที่สาคญั สาหรบั การวางผังเมอื งอย่างชาญฉลาด (Smart
Urban Planning) โดยผา่ นกระบวนการวางแผนการใชท้ ด่ี ินเพื่อให้มกี ารจดั การและควบคมุ ดแู ลการใช้ประโยชน์
ที่ดินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยคานึงถึงการเจริญเติบโตของเมืองอัจฉริยะภูเก็ต (Phuket Smart
City) ควบคไู่ ปกบั การดูแลรักษาเมืองให้ยังคงรกั ษาพื้นทปี่ ่าสีเขยี วไวอ้ ยา่ งย่งั ยืน (Sustainable Green City)
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
ศึกษาและวเิ คราะห์การเปลย่ี นแปลงการใช้ประโยชน์ท่ดี ินและการขยายตวั เมอื งจงั หวัดภเู ก็ตในชว่ ง
ระยะเวลา 7 ปี ตงั้ แต่ปี พ.ศ. 2552-2559
68 | ปีที่ 13 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) แสงดาว วงค์สายและคณะและคณะ
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
พนื้ ที่การศกึ ษาและข้อมูล
จังหวัดภูเก็ตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไทย ในทะเลอันดามันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
มหาสมุทรอินเดีย จังหวัดภูเก็ตมีเกาะภูเก็ตเป็นเกาะหลักท่ีมีขนาดใหญ่ท่ีสุดของจังหวัด และใหญ่ท่ีสุดของ
ประเทศ รอบล้อมด้วยเกาะบรวิ ารขนาดเลก็ ๆ หลายเกาะ รวมพืน้ ท่ที ้ังส้ินประมาณ 538.4 ตารางกโิ ลเมตร (โดย
ท่ี 1 ตารางกิโลเมตรเทา่ กบั 625 ไร)่ จังหวัดภูเก็ตแบง่ ออกเป็น 3 อาเภอ ประกอบด้วย อาเภอเมอื งภเู กต็ อาเภอ
กะทู้ และอาเภอถลาง โดยอาเภอถลางมพี ืน้ ท่ีมากทสี่ ดุ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 52.4 ของพืน้ ท่ีทงั้ หมด
ขอ้ มลู ทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหก์ ารเปลีย่ นแปลงการใช้ประโยชนท์ ด่ี ิน ได้แก่ ขอ้ มลู แผนทีก่ ารใชท้ ด่ี ินในปี
พ.ศ. 2552 จากกรมพัฒนาท่ีดิน ข้อมูลแผนท่ีการใช้ท่ีดินในปี พ.ศ. 2559 จากรายงานวิจัยการจัดทาฐานขอ้ มูล
เชงิ พื้นทก่ี ารใช้ประโยชนท์ ่ดี นิ โดยการดจิ ิไตซ์ภาพถ่ายดาวเทียมทมี่ ีความละเอียดสงู มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์
(แสงดาว, 2560) และข้อมูลแผนท่ีภูมิประเทศ (Topographic map) มาตราส่วน 1:50,000 ลาดับชุด L7018
จากกรมแผนทีท่ หาร
การปรับแก้เชิงตาแหน่งและเรขาคณิต (Geometric Correction) เพ่ือแก้ไขความผิดพลาดหรือ
ความคาดเคลอ่ื นทางเรขาคณติ ท่ีเกิดข้ึนของข้อมูล การปรับแก้ตาแหนง่ ทางภูมิศาสตร์ (Geo-referencing) โดย
ใช้วิธีการอ้างอิงพิกัดแบบแผนท่ีถึงแผนท่ี (Registration แบบ Map to Map: Ground Geo-correction) มีค่า
พิกัดทางราบในระบบพิกัด UTM อ้างอิงมาตรฐานตาม WGS 1984 Datum ในโซน 47 เหนือ และใช้แผนท่ีภูมิ
ประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 เป็นแผนท่ีฐาน เมื่อนาข้อมูลแผนท่ีการใช้ที่ดินแต่ละปีมาซ้อนทับกับแผนท่ีฐาน
แล้วดาเนินการเลือกจุดควบคุมภาพ (Ground Control Point) ท่ีสามารถมองเห็นได้ชัดเจนและไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงไปตามชว่ งเวลา เชน่ จุดตัดของถนนสายหลัก สถานทร่ี าชการ เป็นตน้
การศึกษาวิเคราะห์ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจาแนกรายปี แยกตามประเภทท่ีสนใจเป็น 10
ประเภท อ้างอิงตามหลักการและนิยามของกรมพัฒนาท่ีดิน โดยแสดงความหมายของลักษณะการใช้ประโยชน์
ท่ีดินแต่ละประเภทไว้ในตารางที่ 1 และศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ท่ีดิน (Change Detection
Analysis) จากข้อมูลแผนที่การใช้ที่ดินท้ัง 2 ช่วงเวลา ด้วยเทคนิคการซ้อนทับเชิงพ้ืนท่ีแบบรวม (Union
Overlaying) ของรปู ปิดหลายเหล่ียม เพื่อคานวณเมทรกิ ซก์ ารเปลี่ยนแปลงการใช้ทีด่ ิน (Transition Matrix) ซึง่
นาไปใชใ้ นการศึกษาลักษณะของรปู แบบการเปลี่ยนแปลงของการใช้ที่ดินแต่ละประเภทตงั้ แต่ปี พ.ศ. 2552 และ
ปี พ.ศ. 2559
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 69
ตารางท่ี 1 การแบ่งประเภทการใชท้ ่ีดิน โดยอ้างองิ ตามหลกั การและนิยามจากกรมพัฒนาท่ดี นิ
ตัวย่อ ประเภทการใชท้ ี่ดนิ ลกั ษณะการใช้ทีด่ นิ
U LU1 ชุมชนและสิ่งปลกู สร้าง
สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดรวมถึง อาคาร ถนน สะพาน ตลอดจนระบบสาธารณูปโภค
A LU2 สวนยางพารา ตา่ ง ๆ ที่มนษุ ยส์ รา้ งขน้ึ
LU3 สวนปาล์ม สวนยางพาราทกุ ประเภท ทั้งกล้ายาง ต้นยางขนาดเลก็ และขนาดใหญ่
LU4 สวนมะพรา้ ว สวนปาลม์ ทกุ ประเภท ทงั้ ต้นปาลม์ ขนาดเลก็ และ ขนาดใหญ่
LU5 สวนผักและผลไม้ สวนมะพร้าวทกุ ประเภท ท้ังต้นมะพรา้ วขนาดเลก็ และ ขนาดใหญ่
สวนพืชพักต่าง ๆ และสวนผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน เงาะ ลองกอง สะตอ กล้วย และ
LU6 เกษตรกรรมอื่น ๆ ต้นไมอ้ ่นื ท่ีขึ้นแซม
F LU7 ป่าไม้ ฟาร์มปศุสตั ว์ และการประมงชายฝัง่
พ้ืนที่ท่ีมีต้นไม้หลายชนิดปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณ
LU8 ป่าชายเลน พน้ื ทีส่ ูง เช่น เทอื กเขา เชิงเขา
ป่าโกงกาง คือเป็นกลุ่มสังคมพืชซ่ึงข้ึนอยู่ในเขตน้าลงต่าสุดและน้าข้ึนสูงสุด
W LU9 แหล่งน้า บริเวณชายฝ่งั ทะเล ปากแมน่ า้
M LU10 พน้ื ที่โลง่ และพ้ืนทอี่ ่ืน แหล่งน้าขมุ เหมอื ง อ่างเก็บนา้ ลาคลอง และแหล่งนา้ จืดตามธรรมชาติ
ซ่งึ เปน็ พื้นท่ีท่ีมีหญ้าปกคลมุ พนื้ ท่ีทีย่ ังไมม่ กี ารใช้ทด่ี นิ ใด ๆ รวมถึงพ้ืนทน่ี ารา้ ง นา
กงุ้ ร้าง และชายหาด
ผลการศกึ ษาและอภิปรายผล
ผลการศึกษาการใช้ที่ดินปี พ.ศ. 2552 พบว่ามีพื้นที่ปลูกยางพาราจานวน 124,000 ไร่ หรือร้อยละ
37.1 ของพ้ืนท่ีศึกษา และในปี พ.ศ. 2559 ลดลงเป็น 83,950 ไร่ หรือร้อยละ 25.1 ของพื้นท่ีศึกษา (ตารางท่ี 1
และภาพที่ 1) โดยพื้นที่ปลูกยางพารามกี ารกระจายตัวอยใู่ นอาเภอถลาง ซงึ่ เป็นบริเวณตอนบนของจังหวดั ภูเก็ต
และมีบางส่วนอยู่บนภูเขาสูงชันบริเวณตอนล่างของจังหวัดภูเก็ต มีพื้นที่ชุมชนและส่ิงปลูกสร้างจานวน 82,570
ไร่ (ร้อยละ 24.7) ในปีแรก และเพ่ิมข้ึนเป็น 92,000 ไร่ (ร้อยละ 27.6) ในปีหลัง ซ่ึงมีการกระจายตัวอยู่ทั่วท้ัง
จังหวัดภูเก็ตในบริเวณพื้นที่ราบ และจานวนพื้นท่ีป่าไม้เพ่ิมขึ้นจาก 60,550 ไร่ (ร้อยละ 18.1) เป็น 68,610 ไร่
(รอ้ ยละ 20.6) ซึง่ สว่ นใหญป่ กคลุมบนพนื้ ที่ภูเขาสงู ชันโดยเฉพาะในพ้ืนท่ปี า่ เทอื กเขาพระแทว
การศึกษาวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 – 2559
(ตารางที่ 2) พบว่าพ้ืนที่โล่งและพ้ืนท่ีอ่ืน ๆ ซ่ึงเป็นพ้ืนที่ทุ่งหญา้ ไม้ละเมาะและพ้ืนท่ีดนิ ถมสาหรับเตรียมหนา้ ดิน
เพ่อื เปล่ยี นเป็นพืน้ ท่เี พื่อปลกู สิ่งปลกู สรา้ งมีการเปลยี่ นแปลงเพิ่มข้นึ สงู สุด เมอ่ื เปรยี บเทียบกับพน้ื ท่ีประเภทอ่นื ๆ
รวม 18,090 ไร่ โดยมีจานวน 22,170 ไร่ ในปแี รก และ 40,260 ไร่ ในปหี ลงั พ้ืนทโี่ ล่งท่ีไมเ่ ปล่ยี นแปลงไปใชเ้ พื่อ
ประโยชน์อ่ืน ๆ มีจานวน 11,820 ไร่ และเปลี่ยนไปเพื่อประโยชน์อ่ืน ๆ รวม 10,350 ไร่ (22,170 - 11,820 =
10,350) โดยเป็นพื้นที่ปลูกสร้างมากท่ีสุดรวม 4,904 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 47.4 ในทางตรงกันข้าม ส่วนใหญ่พื้น
สวนยางพาราถูกเปล่ยี นแปลงมาเป็นพ้ืนที่โล่งจานวน 13,040 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 32.4 การเปล่ียนแปลงพื้นที่สิ่ง
ปลกู สรา้ งและพืน้ ที่ป่าไมม้ ีจานวนเพมิ่ ข้ึนเป็นลาดับถัดมา โดยสว่ นใหญ่เปลี่ยนแปลงมากจากพ้ืนท่สี วนยางพารา
70 | ปีท่ี 13 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) แสงดาว วงคส์ ายและคณะและคณะ
ตารางที่ 2 การเปลยี่ นแปลงการใช้ท่ีดินในจังหวัดภเู ก็ตระหว่างปี พ.ศ. 2552 – 2559 (หนว่ ย: พันไร่)
การใชท้ ด่ี ินปี พ.ศ. 2559
2552 LU1 LU2 LU3 LU4 LU5 LU6 LU7 LU8 LU9 LU10 รวม
LU1 67.09 0.940 0.105 0.474 0.911 0.519 2.290 0.487 2.634 7.125 82.57
LU2 12.24 77.14 1.855 0.622 3.838 0.254 13.85 0.551 0.602 13.04 124.0
LU3 0.033 0.203 0.590 0.014 0.048 0.006 0.000 0.000 0.009 0.033 0.937
LU4 2.489 0.013 0.148 2.854 0.991 0.056 0.875 0.342 0.091 2.117 9.980
LU5 1.105 0.402 0.102 0.058 1.442 0.067 0.020 0.059 0.085 1.739 5.080
LU6 0.440 0.074 0.070 0.063 0.105 4.192 0.055 0.213 0.216 0.334 5.761
LU7 2.602 4.354 0.135 0.005 0.356 0.000 49.70 0.228 0.036 3.139 60.55
LU8 0.680 0.052 0.005 0.016 0.031 0.089 0.491 15.86 0.805 0.549 18.58
LU9 0.412 0.020 0.016 0.018 0.027 0.012 0.027 0.351 3.006 0.371 4.259
LU10 4.909 0.748 0.268 0.048 0.583 0.310 1.303 0.357 1.823 11.82 22.17
รวม 92.00 83.95 3.295 4.170 8.330 5.500 68.61 18.45 9.310 40.26 333.9
ปป. + - + - + - + - + +
9.430 40.04 2.358 5.806 3.253 0.256 8.053 0.129 5.047 18.09
หมายเหตุ (1) แนวทแยงจากซ้ายไปขวาคอื พนื้ ทีท่ ่ีไม่มีการเปลี่ยนแปลง (2) แนวแกนนอนเป็นพ้นื ท่ีท่ีมีการลดลงจากปี พ.ศ. 2552
และเปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้ประโยชน์ท่ีดินชนิดใดในปี พ.ศ. 2559 (3) แนวแกนตั้งเป็นพ้ืนที่ที่มีการเพ่ิมจากปี พ.ศ. 2552 และ
เปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินชนิดใดในปี พ.ศ. 2559 (4) ปป. หมายถึง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินแต่ละประเภทใน
ระหว่างปี พ.ศ. 2552 – 2559
ภาพท่ี 1 แผนที่การใช้ที่ดินจังหวดั ภูเกต็ ปี พ.ศ. 2552 (ด้านซา้ ย) และ ปี พ.ศ. 2559 (ดา้ นขวา)
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 71
ตารางท่ี 3 พนื้ ทช่ี มุ ชนและส่งิ ปลกู สร้างจังหวดั ภเู กต็ จาแนกรายอาเภอ ในปี พ.ศ. 2552-2559 (หน่วย: พันไร่)
การใชท้ ี่ดิน อาเภอเมอื งภูเก็ต อาเภอกะทู้ อาเภอถลาง จงั หวัดภเู กต็
U-2552 43.05 14.66 24.86 82.57
U-2559 49.12 15.25 27.63 92.00
ผลตา่ ง +6.07 +0.59 +2.77 +9.43
ร้อยละการเปลย่ี นแปลง +14.10 +4.02 +11.14 +11.42
ในระหว่างปี พ.ศ. 2552-2559 อัตราการขยายตัวเมืองของจังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 หรือ
9,430 ไร่ คิดเป็นอัตราการเปล่ียนแปลงโดยเฉลี่ยโดยประมาณเพ่ิมขึ้นเป็น 1,347 ไร่ต่อปี หรือ 2.16 ตาราง
กิโลเมตรต่อปี (ตารางที่ 3) และมีอัตราการขยายตวั เมืองแยกรายอาเภอ เรียงลาดบั จากมากไปน้อยดังน้ี อาเภอ
เมอื งภูเก็ต (ร้อยละ 14) อาเภอถลาง (รอ้ ยละ 11) และอาเภอกะทู้ (ร้อยละ 4) ตามลาดับ
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2525) เปน็ จุดเปล่ยี นแปลงของจังหวัดภูเก็ต
จากเมืองท่ีเป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกกลายเป็นการท่องเที่ยวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเท่ียวในจังหวัด
ภูเก็ต (จุฑาพรและแสงดาว, 2556) สาหรับการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วงปี พ.ศ. 2552 - 2559
ของพื้นท่ีจังหวัดภูเก็ต ในช่วงระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมา พ้ืนที่โล่งเพ่ิมขึ้นมากที่สุดเม่ือเทียบกับการใช้ประโยชน์
ที่ดินประเภทอื่น ๆ เป็นจานวน 18,090 ไร่ หรือเพ่ิมขึ้นโดยเฉลี่ย 2,584 ไร่ต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นท่ีเพ่ือรอ
การปลูกส่ิงก่อสรา้ ง รองลงมาพื้นท่ีส่ิงปลูกสรา้ งเพ่ิมข้ึน 9,430 ไร่ หรือเพิ่มข้ึนโดยเฉลีย่ 1,347 ไร่ต่อปี นโยบาย
และแผนยุทธศาสตร์ในระดับจังหวัดของภูเก็ต พ.ศ. 2553 - 2556 ท่ีมีนโยบายการพัฒนาการท่องเท่ียวสู่
มาตรฐานสากลดา้ นการบริการและธุรกิจทเี่ กี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวรวมถึงบุคลากรดา้ นการท่องเที่ยว จึงสง่ ผล
ให้มีแรงงานท้ังในประเทศและตา่ งประเทศเข้ามาหางานทาภายในจังหวัดภูเกต็ เพ่มิ มากข้นึ ทาใหม้ คี วามตอ้ งการ
พ้ืนท่ีชุมชนและสิ่งปลูกสร้างจานวนมากข้ึนตามไปด้วย เช่น บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ และ
โรงแรม เป็นต้น
พืน้ ที่ชุมชนและสงิ่ ปลูกสร้างสว่ นใหญ่ได้ถกู ปรบั เปล่ียนมาจากพื้นทปี่ ลูกยางพารา การทาการเกษตร
ในจังหวดั ภูเกต็ ลดน้อยลงเนือ่ งจากภาคอุตสาหกรรมการท่องเท่ยี วมีการเจรญิ เตบิ โตอยา่ งรวดเรว็ ทาให้เกษตรกร
ปรับเปล่ียนมาดาเนินการกิจกรรมดา้ นการทอ่ งเท่ยี วมากข้ึน จากแผนยทุ ธศาสตรส์ านกั งานเกษตรจังหวัดภูเก็ตปี
พ.ศ. 2557-2560 แสดงให้เห็นว่าสถานการณท์ ี่สง่ ผลกระทบตอ่ การส่งเสริมการเกษตร มาจากการเปล่ยี นแปลง
หลาย ๆ ด้าน ทง้ั ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม สง่ิ แวดลอ้ ม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างย่ิงการพฒั นาจังหวัดภเู ก็ตให้
เป็นเมืองท่องเท่ียวระดับโลก และดึงดูดนักลงทุนผู้ประกอบการหลากหลายสาขาเข้ามาลงทุนภาคการท่องเท่ียว
ในพ้ืนที่ จึงเป็นสาเหตุให้เกษตรกรของจังหวัดภูเก็ตหันไปลงทุนภาคการท่องเท่ียวกันเป็นจานวนมาก เน่ืองจาก
พื้นท่ีเกษตรกรรมในจังหวัดภูเก็ตสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้น้อย ไม่คุ้มกับมูลค่าของที่ดิน โดยเฉพาะในพ้ืนที่
แหลง่ ท่องเท่ยี วทางทะเล ได้แก่ อ่าวป่าตอง อา่ วกะตะ อา่ วกะรน และอ่าวฉลอง (วสันต์, 2555) จึงมีผลทาใหเ้ กิด
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดินด้านเกษตรกรรมไปเป็นพ้ืนที่ชุมชนและส่ิงปลูกสร้าง โดยเฉพาะโรงแรม
คอนโดมิเนยี ม และอาคารพาณิชย์ เพอื่ รองรบั นักท่องเท่ยี วและแรงงานทีเ่ ขา้ มาภายในจงั หวัดภูเก็ต ซึง่ สอดคล้อง
กับผลการศกึ ษาสาเหตกุ ารเปลยี่ นแปลงการใช้ที่ดนิ อาเภอสวนผ้ึง จังหวัดราชบุรี เกิดจากการเพ่ิมขึ้นของสถาน
ประกอบการที่พักตากอากาศเพ่ือรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากพ้ืนท่ีมีสภาพอากาศคล้ายภาคเหนือ
และธรรมชาติอดุ มสมบูรณ์ ตงั้ อยู่ใกลก้ รุงเทพฯ และการเปิดให้เชา่ พ้นื ทีอ่ ยา่ งเปน็ ทางการของสานกั งานธนารักษ์
72 | ปที ่ี 13 ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) แสงดาว วงค์สายและคณะและคณะ
(สไบทอง, 2556) นอกจากนี้ การเปลีย่ นแปลงการใชท้ ด่ี ินจากภาคเกษตรกรรมเพื่อกจิ การอืน่ ๆ ยังส่งผลกระทบ
ต่อการเปลีย่ นแปลงโครงสร้างภมู ินเิ วศของพ้ืนท่ี (สาธิต, 2559)
สาหรับการเปลี่ยนแปลงพ้ืนท่ีป่าไม้พ้ืนท่ีในระหว่างปี พ.ศ. 2552 – 2559 มีพ้ืนที่เพิ่มข้ึน เน่ืองจาก
การเปล่ียนแปลงพ้ืนที่จากพน้ื ทกี่ ารเกษตรในเขตปฏิรูปทดี่ นิ เพ่อื การเกษตร ตามนโยบายภาครัฐ (สปก. 4-01) ซึง่
สว่ นใหญจ่ ะอยู่ในพืน้ ท่ีในเทือกเขาสงู กลายไปเป็นป่าไม้ เนอ่ื งจากพื้นที่ สปก. บนพนื้ ที่สูงไมไ่ ดถ้ ูกใช้ประโยชน์ ซึ่ง
เกิดจากพื้นท่ีดังกล่าวมีความไม่เหมาะสมในการเกษตรกรรม เช่น มีความสูงชันเกินไป ไม่มีถนนเข้าถึง เป็นต้น
นอกจากน้ียังสืบเนื่องมาจากนโยบายภาครัฐในการยึดคืนพ้ืนท่ีป่าในพ้ืนที่สวนป่าบางขนุนท่ีเดิมเป็ นพื้นท่ีสวน
ยางพาราประมาณ 122 ไร่ สาหรับพ้ืนท่ีป่าชายเลนลดลงประมาณ 129 ไร่ ซึ่งพ้ืนท่ีป่าชายเลนส่วนใหญ่
เปล่ียนแปลงเป็นพื้นท่ีส่ิงปลูกสร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนอ่าวป่าคลอก ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการพัฒนา
ของรัฐบาล ทาให้มกี ารสัมปทานปา่ ชายเลน การส่งเสริมการเล้ียงกงุ้ กุลาดา การประมงพาณชิ ย์ และการส่งเสริม
การท่องเที่ยว นโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพ่ือสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพรายได้และความ
เป็นอยู่ในสังคมสมัยใหม่ที่ดีขึ้น (โชติและคณะ, 2555) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าท่ีภาครัฐท่ีเกี่ยวข้องควรเฝ้าระวัง
และสอดสอ่ งดแู ลไม่ให้เกดิ การใช้ทดี่ ินผิดประเภท (Misuse of Land) ไปจากท่ใี หส้ มั ปทานไว้
การศึกษารปู แบบการขยายตัวเมอื งจาเปน็ ตอ้ งดาเนินการอย่างตอ่ เน่อื ง รวมทง้ั ปจั จัยและผลกระทบ
ต่อการขยายตัวเมืองน้นั การศึกษาการขยายตัวเมือง Gwalior ในตอนกลางของประเทศอนิ เดียในช่วงระยะเวลา
33 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2515-2549 พบว่าในช่วงปี พ.ศ. 2533-2549 มีการขยายตัวเมืองเป็นสองเท่าของช่วง
ระยะเวลา 18 ปกี ่อนหน้านี้ (ปี พ.ศ. 2515-2533) โดยมอี ตั ราการเปลย่ี นแปลงโดยเฉลีย่ ตอ่ ปีโดยประมาณเทา่ กบั
0.44 ตารางกิโลเมตร ในขณะท่ีในระยะเวลา 7 ปีต่อมา ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2556 มีอัตราการเปล่ียนแปลง
โดยเฉล่ียต่อปีโดยประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 1 ตารางกิโลเมตร ปัจจัยที่มีผลต่อการขยายตัวเมือง Gwalior คือการ
เพ่ิมขึ้นของจานวนประชากร (Mohapatra, Pani, & Sharma, 2014) การศึกษาการขยายตัวเมือง
Gougezhuang village ในประเทศจนี ในช่วงระยะเวลา 25 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2529-2553 พบว่ามีการขยายตัว
เมืองอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยว โดยไม่ได้มีการวางแผนผังเมืองที่ดี ทาให้เกิด
ปัญหาการเส่ือมโทรมทางสังคมและวัฒนธรรม และผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดลอ้ ม (Xi, Zhao, Ge, & Kong,
2014) ดังนั้นการศึกษาการขยายตวั เมืองของจงั หวัดภูเก็ตอยา่ งต่อเนือ่ ง จึงมีความสาคญั ต่อการวางแผนผังเมอื ง
อย่างชาญฉลาด เพอื่ ลดปญั หาและผลกระทบด้านลบทอี่ าจจะเกิดขน้ึ ในอนาคตได้
สรุปผลการวจิ ัย
ในระหว่างปี พ.ศ. 2552 อัตราส่วนการใช้ประโยชน์ทีด่ ินมคี วามแตกตา่ งกัน โดยในปีแรกมีอตั ราสว่ น
การใช้พ้ืนที่เพ่ือปลูกยางพาราคิดเป็นร้อยละ 37.1 ของพ้ืนที่ท้ังหมด รองลงมาตามลาดับคือ พื้นที่ชุมชนและส่ิง
ปลูกสร้าง พ้ืนที่ป่าไม้ และพื้นที่โล่ง ในปี พ.ศ. 2559 มีอัตราส่วนการใช้พ้ืนที่ชุมชนและสง่ิ ปลูกสร้างเป็นรอ้ ยละ
27.6 ของพน้ื ที่ท้ังหมด รองลงมาตามลาดับคือ พนื้ ท่ียางพารา พ้นื ที่ป่าไม้ และพน้ื ท่โี ล่ง
ผลการเปล่ยี นแปลงการใชท้ ีด่ นิ ในชว่ งระยะเวลา 7 ปี ช้ีใหเ้ ห็นว่าพ้นื ทยี่ างพาราลดลงคดิ เปน็ 1 ใน 3
ของพ้ืนท่ียางพาราท้ังหมดท่ีพบในปีแรก ในขณะท่ีอัตราส่วนพื้นท่ีเกษตรกรรมประเภทต่าง ๆ รวมกัน ยังคงท่ี
สาหรับพ้ืนที่ชมุ ชนและส่งิ ปลกู สรา้ ง และพน้ื ท่ีปา่ ไม้ เพิม่ ข้ึนจากเดมิ คิดเปน็ รอ้ ยละ 11 และร้อยละ 13 ตามลาดบั
การขยายตัวเมอื งในจังหวัดภูเก็ตเพ่ือรองรับการเจริญเตบิ โตทางธุรกิจการท่องเที่ยว มีผลทาให้มีการ
เปล่ียนแปลงพ้ืนท่ีการเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิงพ้ืนท่ีปลูกยางพาราไปเป็นพื้นที่เมือง การขยายตัวเมืองมี
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 73
อัตราสูงเรียงลาดับจากมากไปน้อยดังนี้ อาเภอเมืองภูเก็ต อาเภอถลาง และอาเภอกะทู้ ตามลาดับ แต่ไม่มี
ผลกระทบต่อพื้นทส่ี เี ขยี วโดยธรรมชาติ โดยสรปุ จงั หวดั ภูเก็ตมกี ารพฒั นาเมอื งควบคู่ไปกบั การรักษาพื้นทสี่ ีเขยี ว
ขอ้ เสนอแนะ
การติดตามการใช้ประโยชน์ท่ีดินในจังหวัดภูเก็ต โดยประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ ควรมี
การดาเนินการอย่างต่อเน่อื ง เพ่ือตรวจตราการขยายตัวเมืองควบคู่ไปกับการเจรญิ เตบิ โตของเมอื งท่ีเป็นมิตรต่อ
ส่ิงแวดล้อม เป็นการตอบสนองการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้ดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และควรมีการศกึ ษาปัจจัยและผลกระทบต่อการขยายตัวเมอื งภูเกต็ อยา่ งเป็นระบบ
กติ ติกรรมประกาศ
งานวจิ ยั น้ไี ดร้ ับการสนับสนนุ การวิจัยจากกองทนุ วิจัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภเู ก็ต
และกองทนุ วิจัย คณะเทคโนโลยแี ละส่ิงแวดล้อม มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตภเู กต็
เอกสารอ้างอิง
จฑุ าพร เกษร และแสงดาว วงคส์ าย. (2556). การเปล่ียนแปลงการใช้ทด่ี ินในพนื้ ท่จี ังหวดั สามเหลี่ยมอันดามัน
ประเทศไทย. วารสารสมาคมสารวจระยะไกลและสารสนเทศภมู ิศาสตร์แหง่ ประเทศไทย, 14 (2),
59-66.
โชติ ถาวร, สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, โนริยกู ิ ซซู ูกิ, และขนิษฐา นนั ทบุตร. (2555). นโยบายการพัฒนาของรฐั บาลท่ี
ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตของประชาชนในชุมชนอ่าวป่าคลอกจังหวัดภูเก็ต. การประชุม
วิชาการแห่งชาติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาแพงแสน คร้ังที่ 9, 6-7 ธันวาคม
2555, มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกาแพงแสน จงั หวดั นครปฐม, 954-962.
นฤนาถ พยัคฆา, และแสงดาว วงค์สาย. (2555). ผลกระทบจากการเปล่ยี นแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ตอ่ การ
ลดลงของทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดภเู ก็ต. การประชมุ วชิ าการแห่งชาติมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกาแพงแสน ครั้งที่ 9, 6-7 ธันวาคม 2555, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต
กาแพงแสน จงั หวัดนครปฐม, 381-388.
วสันต์ ออวัฒนา. (2555). การคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการใช้ท่ีดินในจังหวัดภูเก็ต.
วทิ ยานิพนธ์วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
สาธิต แสงประดิษฐ์. (2559). การใช้การรับรู้จากระยะไกลเพ่ือวิเคราะห์รูปแบบภูมินิเวศของการเปล่ียนแปลง
การใช้ประโยชน์ที่ดิน จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 11 (1), 11-23.
แสงดาว วงค์สาย. (2560). การจัดทาฐานข้อมูลเชิงพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการดิจิไตซ์ภาพถ่าย
ดาวเทียมท่ีมีความละเอียดสูง ภายใต้โครงการวิจัยเรื่องระบบตรวจสอบการใช้ที่ดินบนคลาวด์
แพลตฟอร์ม: โครงการนาร่องจงั หวดั ภเู กต็ . มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์.
สไบทอง กันนะ. (2556). ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงท่องเที่ยว
อาเภอสวนผ้ึง จังหวัดราชบุรี. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สถาบันบัณฑิตพัฒนบรหิ าร
ศาสตร์.
74 | ปีท่ี 13 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) แสงดาว วงคส์ ายและคณะและคณะ
Mohapatra, S. N., Pani, P., & Sharma, M. (2014). Rapid Urban Expansion and Its Implications on
Geomorphology: A Remote Sensing and GIS Based Study. Geography Journal, 1-10.
doi:10.1155/2014/361459
Verburg, P. H., Veldkamp, T. A., & Bouma, J. (1999). Land use change under conditions of high
population pressure: the case of Java. Global Environmental Change, 303-312. doi:
10.1016/S0959-3780(99)00175-2.
Wen, B., & Shao, M. (2005). Land-use change analysis in Shenmu County in the Leoss Plateau of
China using remote sensing and GIS. International Geoscience and Remote Sensing
Symposium. 4, 2295-2298. Seoul, Korea. doi:10.1109/IGARSS.2005.1525433.
Xi, J. , Zhao, M. , Ge, Q. , & Kong, Q. ( 2014) . Changes in land use of a village driven by over 25
years of tourism: The case of Gougezhuang village, China. Land Use Policy, 40, 119-
130. doi:10.1016/j.landusepol.2013.11.014.
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 75
ผลการใช้รปู แบบการสร้างความมน่ั คงทางอาหารของครวั เรือนด้วยกระบวนการ
สิง่ แวดลอ้ มศกึ ษาในชุมชนรมิ น้าพอง อ้าเภอนา้ พอง จงั หวดั ขอนแกน่
นคิ ม สเี งิน1 สวุ ารยี ์ ศรปี ูณะ2 อนญั ญา โพธิป์ ระดษิ ฐ์3*
บทคัดยอ่
การวจิ ยั คร้งั นี้เพื่อศึกษาผลใช้รปู แบบการสรา้ งความม่ันคงทางอาหารของครวั เรอื นด้วยกระบวนการ
ส่ิงแวดล้อมศึกษา ในชุมชนริมน้าพอง อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงประเมิน เก็บข้อมูลด้วย
แบบส้ารวจและแบบประเมิน จากตัวแทนครัวเรือนในต้าบลกุดน้าใสท่ีท้าเกษตรอินทรีย์ในการสร้างความ
เพยี งพอของวตั ถุดบิ ของอาหาร จา้ นวน 10 ครวั เรือนและเขา้ รว่ มกิจกรรมตามรูปแบบ 45 คน วเิ คราะหค์ า่ ความ
หลากหลายของพืชอาหารด้วย Menhinick index (R2) ใช้สถิติพ้ืนฐาน และ t-test ได้ผลคือ การเพิ่มความ
เพยี งพอของอาหารโดยการท้าเกษตรอินทรยี ์ของครัวเรือนนา้ ร่อง 10 ครัวเรือน ในพืน้ ท่ีรวม 2 งาน มผี ลทา้ ให้
มีพืชอาหารเพิ่มข้ึนในแปลงหลังดา้ เนินการ 3 เดือน มีค่าความหลากหลายของพืชอาหารเพ่ิมเป็น R2=1.52 ซึ่ง
เดิมก่อนท้ากิจกรรมตามรูปแบบมีค่า R2=0.31 และหลังเข้าร่วมกิจกรรม ของตัวแทนครัวเรือนรวม 45 คน
พบว่า มีความรู้และความตระหนักเพิ่มข้ึนในระดับมากท่ีสุด โดยสูงกว่าก่อนร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยส้าคัญทาง
สถิติที่ระดับ 0.05 และรูปแบบมีคุณภาพในระดบั มากที่สุด (x̅ = 4.85, S.D. = 0.45) สามารถน้ารูปแบบไปใช้ได้
ต่อไป
ค้าสา้ คญั : ความม่ันคงทางอาหารของครัวเรอื น ความหลากหลายของพืชอาหาร ชมุ ชนรมิ นา้ พอง
1 นักศกึ ษาหลักสูตรปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาสงิ่ แวดล้อมศกึ ษา วิทยาลยั นวตั กรรมการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภฎั วไลย
อลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวดั ปทุมธานี e-mail: [email protected]
2 ผูช้ ่วยศาสตราจารยป์ ระจาหลกั สตู ร หลักสตู รปรัชญาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาส่ิงแวดล้อมศกึ ษา วทิ ยาลยั นวตั กรรมการจดั การ
มหาวทิ ยาลัยราชภฎั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี e-mail: [email protected]
3 อาจารยป์ ระจาหลกั สตู ร หลกั สูตรปรัชญาดษุ ฎีบณั ฑิตสาขาวิชาสิง่ แวดล้อมศกึ ษา วทิ ยาลยั นวตั กรรมการจัดการ มหาวิทยาลยั ราช
ภฎั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี e-mail: [email protected]
* ผนู้ พิ นธ์หลกั e-mail: [email protected]
76 | ปที ี่ 13 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) นคิ ม สีเงินและคณะ
RESULT OF FOOD SECURITY MODEL FOR HOUSEHOLDS BY ENVIRONMENTAL EDUCATION
PROCESS IN PONG RIVERSIDE COMMUNITIES, KHONKAEN PROVINCE
Nikom Sringoen1 Suwaree Sripoona2 Ananya Popradit3*
Abstract
The objectives of this research were to develop the model of food security of
households through environmental education in Pong riverside communities. This research was
quantitative research. Data collection by survey and evaluation form 45 people from 10
household representatives in Kut Nam Sai joined in the action of organic food sufficient to
supply. Menhinick index (R2) is used to examining the richness index of edible plants. The data
were analyzed using descriptive and t-test. In summary, increasing the adequacy of food by
organic farming of 10 pilot households in a total of 2 crops has resulted in food crops. The
results showed that the diversity of edible plants was a significant increase in the diversity of
food crops from R2 = 1.52, to R2 = 0.31. A total of 45 household representatives were increased
in knowledge and awareness at the highest level P=0.05 (x̅ = 4.85, S.D.) the model is significant
for using.
Keywords : Food security for households, Edible plant diversity, Pong riverside communities
1 Ph.D. student of Doctor of Philosophy Program in Environmental Education, Collage of Innovative
Management, Varaya Alongkorn Rajabhat University, Klong Luang, Prathum Thani.
e-mail: [email protected]
2 Assistant professor of Doctor of Philosophy Program in Environmental Education, Collage of Innovative
Management, Varaya Alongkorn Rajabhat University, Klong Luang, Prathum Thani.
e-mail: [email protected]
3 Doctor of Philosophy Program in Environmental Education, Collage of Innovative Management, Varaya
Alongkorn Rajabhat University, Klong Luang, Prathum Thani. e-mail: [email protected]
* Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี | 77
บทน้า
ความม่ันคงทางอาหาร (Food security) เป็นประเด็นที่มีความส้าคัญต่อมนุษย์ จากอดีตจนถึง
ปัจจบุ นั โดยเฉพาะประเทศที่มคี วามหลากหลายของอาหารน้อยและไมส่ ามารถเข้าถึงอาหารมีความจ้าเป็นท่ีต้อง
นา้ เขา้ อาหาร ลงทุนของต่างชาติมีแนวโนม้ ส่งผลให้ประเทศไทยเสยี ดุลและสญู เสยี ทรัพยากรเพ่ือการผลิตอาหาร
และจะท้าให้ปริมาณอาหารลดลงและมีคุณภาพต่้ากว่าอาหารที่ส่งออก ระยะยาวจะท้าให้ไม่มีเสถียรภาพทาง
อาหารและส่งผลต่อความไม่มั่นคงทางอาหารในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ (Maxwell 1996) และการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมอิ ากาศจะผลกระทบตอ่ การผลติ อาหารในแตล่ ะชว่ งปีมากขนึ้ (Glantz 2000) การเพ่ิมขยะ
มูลฝอยและสิ่งปฏิกูลส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง (Frischknecht, Steiner, and Jungbluth 2009)
หลงั การสรา้ งโรงงานอตุ สาหกรรมหลายแหง่ ชมุ ชนใตเ้ ขอื่ นที่ตัง้ อยรู่ ิมแม่น้าพอง อา้ เภอน้าพอง จงั หวัดขอนแก่น
ได้รับผลกระทบจากความเจรญิ ของอุตสาหกรรม เผชญิ ปัญหานา้ เน่าเสียนานกว่า 30 ปี ปริมาณอาหารจากแหลง่
น้าและป่าธรรมชาติสูญเสียไป ()และอาหารไม่ปลอดภัยจากมลพิษในแม่น้าพอง ท้าให้ชุมชนขาดแคลนอาหาร
ต้องใช้จ่ายเงินเพ่ือซ้ืออาหารมากข้ึน (Popradit, 2017) มีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มข้ึนและพึ่งตนเองได้น้อยลง
(Mungkarndee & Wirojanagud, 2005) จึงต้องหารูปแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยต้องมีอาหาร
เพียงพอ เข้าถึงอาหารได้และใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง จึงได้ท้าการวิจัยค้นหารูปแบบการสร้างความมั่นคงทาง
อาหารของครัวเรือนด้วยกระบวนการสิ่งแวดลอ้ มศึกษา ได้ข้อสรุปว่ารูปแบบท่ีเหมาะสมนั้นสมาชิกในครัวเรอื น
ต้องมีองค์ความรู้ในการสร้างอาหารได้ปลอดภัย เพียงพอและพ่ึงตนเองได้อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องยึด
หลกั การและกระบวนการของรปู แบบ 5 ขัน้ คือ (1) ตอ้ งถา่ ยทอดองค์องค์ความรกู้ ารผลิตอาหารตามหลกั เกษตร
อินทรีย์ (2) ต้องวางแผนพัฒนาการผลิตและบริโภคอาหารปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการ
พงึ่ ตนเองของครวั เรอื น (3) เชอื่ มโยงเปน็ เครอื ขา่ ยความร่วมมอื ระหวา่ งครัวเรอื นและชุมชน (4) ชว่ ยกนั การรกั ษา
ฟ้ืนฟูทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมเพ่ือการผลิตอาหาร (5) ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตอาหารอินทรีย์
และตลาดสีเขียวโดยมีเป้าหมายของรูปแบบ คือมุ่งสร้างความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ใน
การพึ่งตนเองทางอาหารของคนครัวเรือน สามารถผลิตอาหารไดเ้ พียงพอและมีธนาคารเมล็ดพันธุ์บนฐานความ
ย่งั ยนื ของสง่ิ แวดล้อมโดยใช้ตลาดสเี ขยี วในชมุ ชนเปน็ กลไกให้ทุกคนเขา้ ถึงอาหารปลอดภัย และใชป้ ระโยชน์โดย
การแบ่งปันอาหารให้ทั่วถึงทุกครัวเรือนอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Godfray et al. 2014) และได้ทดลองใช้
รูปแบบน้ีปฏิบัติการตามกิจกรรมบางส่วนในพื้นที่นา้ ร่องในต้าบลกุดน้าใสระหว่างเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือน
เมษายน 2561 เพื่อตรวจสอบว่ารูปแบบนี้สามารถใช้สร้างความมั่นคงทางอาหารของครวั เรือนได้จริงหรอื ไม่ จึง
ได้ท้าการวจิ ยั เชิงประเมนิ เพอื่ น้าผลไปใชพ้ ัฒนารปู แบบและสร้างความมัน่ คงทางอาหารต่อไป โดยมวี ัตถปุ ระสงค์
การวิจัยเพ่ือเปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสร้างความม่ันคงทางอาหารด้วยกระบวนการส่ิงแวดล้อมศึกษา
ด้านความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติของตัวแทนครัวเรือน ก่อนกับหลังการปฏิบัติการตามรูปแบบ และ
ประเมนิ คณุ ภาพรปู แบบ
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
เพ่ือศึกษาผลใช้รูปแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนด้วยกระบวนการส่ิงแวดล้อม
ศกึ ษา ในชมุ ชนริมน้าพอง อ้าเภอนา้ พอง จังหวัดขอนแก่น
78 | ปีท่ี 13 ฉบับท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) นิคม สีเงนิ และคณะ
วิธดี ้าเนนิ การวจิ ัย
ความมั่นคงทางอาหาร (Food security) เป็นประเด็นที่มีความส้าคัญต่อมนุษย์ จากอดีตจนถึง
ปจั จุบนั โดยเฉพาะประเทศท่มี คี วามหลากหลายของอาหารน้อยและไม่สามารถเข้าถึงอาหารมีความจ้าเป็นที่ต้อง
นา้ เข้าอาหาร ลงทุนของต่างชาติมแี นวโนม้ ส่งผลให้ประเทศไทยเสียดุลและสูญเสียทรัพยากรเพื่อการผลติ อาหาร
และจะท้าให้ปริมาณอาหารลดลงและมีคุณภาพต่้ากว่าอาหารท่ีส่งออก ระยะยาวจะท้าให้ไม่มีเสถียรภาพทาง
อาหารและส่งผลต่อความไม่ม่ันคงทางอาหารในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ (Maxwell 1996) และการ
เปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศจะผลกระทบต่อการผลิตอาหารในแตล่ ะช่วงปมี ากขน้ึ (Glantz 2000) การเพ่ิมขยะ
มูลฝอยและสิ่งปฏิกูลส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง (Frischknecht, Steiner, and Jungbluth 2009)
หลังการสรา้ งโรงงานอตุ สาหกรรมหลายแห่ง ชมุ ชนใตเ้ ขอื่ นท่ตี ง้ั อยรู่ มิ แมน่ ้าพอง อา้ เภอน้าพอง จงั หวดั ขอนแก่น
ไดร้ บั ผลกระทบจากความเจรญิ ของอุตสาหกรรม เผชิญปญั หาน้าเน่าเสยี นานกวา่ 30 ปี ปรมิ าณอาหารจากแหลง่
น้าและป่าธรรมชาติสูญเสียไป ()และอาหารไม่ปลอดภัยจากมลพิษในแม่น้าพอง ท้าให้ชุมชนขาดแคลนอาหาร
ต้องใช้จ่ายเงินเพื่อซ้ืออาหารมากขึ้น (Popradit, 2017) มีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มข้ึนและพ่ึงตนเองได้น้อยลง
(Mungkarndee & Wirojanagud, 2005) จึงต้องหารูปแบบการสร้างความม่ันคงทางอาหาร โดยต้องมีอาหาร
เพียงพอ เข้าถึงอาหารได้และใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง จึงได้ท้าการวิจัยค้นหารูปแบบการสร้างความมั่นคงทาง
อาหารของครัวเรือนด้วยกระบวนการสิง่ แวดล้อมศึกษา ได้ข้อสรุปว่ารูปแบบท่ีเหมาะสมนั้นสมาชิกในครัวเรือน
ต้องมีองค์ความรู้ในการสร้างอาหารได้ปลอดภัย เพียงพอและพึ่งตนเองได้อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องยึด
หลกั การและกระบวนการของรูปแบบ 5 ขน้ั คอื (1) ตอ้ งถ่ายทอดองคอ์ งค์ความรู้การผลติ อาหารตามหลักเกษตร
อินทรีย์ (2) ต้องวางแผนพัฒนาการผลิตและบริโภคอาหารปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมการ
พงึ่ ตนเองของครัวเรือน (3) เชอ่ื มโยงเป็นเครอื ขา่ ยความรว่ มมือระหวา่ งครัวเรือนและชมุ ชน (4) ช่วยกันการรกั ษา
ฟ้ืนฟูทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมเพื่อการผลิตอาหาร (5) ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตอาหารอินทรีย์
และตลาดสีเขียวโดยมีเป้าหมายของรูปแบบ คือมุ่งสร้างความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ใน
การพ่ึงตนเองทางอาหารของคนครัวเรือน สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอและมีธนาคารเมลด็ พันธุ์บนฐานความ
ยงั่ ยนื ของสิง่ แวดลอ้ มโดยใช้ตลาดสีเขยี วในชมุ ชนเป็นกลไกให้ทุกคนเขา้ ถึงอาหารปลอดภัย และใชป้ ระโยชน์โดย
การแบ่งปันอาหารให้ทั่วถึงทุกครัวเรือนอย่างเป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม (Godfray et al. 2014) และได้ทดลองใช้
รูปแบบนี้ปฏิบัติการตามกิจกรรมบางส่วนในพื้นท่ีน้าร่องในตา้ บลกุดนา้ ใสระหว่างเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือน
เมษายน 2561 เพ่ือตรวจสอบว่ารูปแบบนี้สามารถใช้สรา้ งความม่ันคงทางอาหารของครัวเรือนได้จริงหรือไม่ จึง
ได้ทา้ การวจิ ัยเชิงประเมินเพอื่ นา้ ผลไปใช้พัฒนารปู แบบและสรา้ งความมั่นคงทางอาหารตอ่ ไป โดยมีวัตถปุ ระสงค์
การวิจัยเพ่ือเปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสร้างความม่ันคงทางอาหารด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา
ด้านความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติของตัวแทนครัวเรือน ก่อนกับหลังการปฏิบัติการตามรูปแบบ และ
ประเมนิ คณุ ภาพรปู แบบ
วิธกี ารศึกษา
งานนเี้ ป็นการวจิ ัยเชงิ ประเมิน ทา้ การประเมนิ เปรียบเทียบผลก่อนกับหลงั การใชร้ ูปแบบท่ีพัฒนาขึ้น
โดยวเิ คราะห์เปรยี บเทียบการปฏบิ ตั ิสรา้ งความหลากหลายของพืชอาหารในแปลงทดลองขนาด 2 งานท่ีเป็นทีด่ นิ
สาธารณะริมแม่น้าพอง ที่องค์การบริหารส่วนต้าบลกุดน้าใสอนุญาตให้เป็นแปลงทดลอง ซ่ึงมีครัวเรือน
อาสาสมัครปลกู พืชอาหารจ้านวน 10 ครัวเรือน ปฏิบัติการนาน 3 เดือน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกการสา้ รวจ
พืช และวิเคราะห์ด้วย (Menhinick, 1964) ดังสมการ
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 79
2 =
√
R2 แทน ความหลากหลายของพชื อาหารในแปลง
Ѕ แทน จา้ นวนชนิดของพืชอาหารในแปลงท้ังหมด
n แทน จ้านวนตน้ พชื อาหารทั้งหมดในแปลงทีศ่ ึกษา
ประเมินความรู้และตระหนักของตัวแทนครัวเรือนที่เข้ารับการถ่ายทอดความรู้จ้านวน 45 คนที่
อาสาสมัครเข้ารว่ มใช้เวลา 1 วัน ด้วยการประชุมแลกเปล่ียนเรียนรู้และดงู านในแปลงทดลอง เปรียบเทียบกอ่ น
กับหลังการท้ากิจกรรม และประเมินคุณภาพกจิ กรรม วิเคราะห์ข้อมูลดว้ ยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x̅ ) ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) และ t-test
ผลการวิจัย
ผลการวิจยั การใช้รปู แบบการสร้างความม่ันคงทางอาหารของครัวเรือนด้วยกระบวนการสงิ่ แวดล้อม
ศึกษา หลังจากการน้ากิจกรรมตามรูปแบบมาปฏบิ ัติการเพ่ิมความเพียงพอของพืชอาหารของครัวเรือน ผลการ
วิเคราะหโ์ ดยสรุปดงั นี้
1. ผลการประเมิน การปฏิบัติการเพ่ิมความเพียงพอของพืชอาหารของครัวเรือน โดยการท้าแปลง
ทดลองสร้างความหลากหลายของพืชอาหาร มีครัวเรือนน้าร่องท่ีอาสาสมัคร เข้าร่วมโครงการเปลี่ยนวิถีการ
เพาะปลูกจากการปลูกผักโดยใช้สารเคมี มาเป็นการปลูกผักอินทรีย์ให้เป็นพืชอาหารวัตถุดิบในครัวเรือนแบบ
พ่ึงตนเอง โดยมพี ืน้ ท่ีสาธารณะของชุมชนริมน้าพองในพืน้ ที่ 2 งานท่อี งค์การบริหารส่วนต้าบลกดุ น้าใสอนญุ าตให้
ใช้ปลูกรวมกัน 10 ครัวเรือน หลังจากจัดเวทีประชุมผู้สนใจแลกเปล่ียนเรียนรู้กัน เพื่อเพ่ิมองค์ความรู้การสร้าง
ความมั่นคงทางอาหาร จึงเลือกทดลองปลูกผักอินทรีย์เพื่อเพ่ิมวัตถุดิบทางอาหารให้เพียงพอและพึ่งตนเองได้
โดยดา้ เนินการเปน็ เวลา 3 เดือน จากการส้ารวจพบวา่ โดยรวมมคี วามหลากหลายของสายพนั ธพุ์ ชื อาหารจา้ นวน
72 ชนิดพันธุ์ มีจ้านวนต้นพืชอาหารโดยรวม จ้านวน 2,250 ต้น โดยแต่ละครัวเรือนปลูกพืชอาหารเพ่ิมความ
หลากหลายสายพนั ธ์ุข้ึน เป็นครัวเรือนละ 7-13 ชนิดพันธ์ุ มีจ้านวนต้นพืชอาหารเพ่ิมเป็นครัวเรอื นละ 210-245
ตน้ ขณะที่กอ่ นการพัฒนาความหลากหลายของสายพนั ธุ์พชื อาหารมจี ้านวน 14 ชนดิ พันธุ์ มจี ้านวนต้นพชื อาหาร
โดยรวม จ้านวน 2,040 ต้น โดยแต่ละครัวเรือนปลูกพืชอาหารมีความหลากหลายสายพันธุ์ครัวเรือนละ 5-10
สายพันธุ์ มีจ้านวนต้นพืชอาหารครัวเรือน 178-237 ต้น เมื่อน้ามาวิเคราะห์ความหลากหลายพืชอาหารด้วย
Menhinick index (R2) ผลการตรวจสอบพบว่า หลังพัฒนาตามรปู แบบในแปลงเพาะปลูกของครวั เรอื นมาความ
หลากหลายของพืชอาหารเพ่ิมขึ้น (R2=1.52) โดยมีความหลากหลายมากกว่าก่อนการพัฒนา ซ่ึงเดิมในแปลง
เพาะปลูกมีความหลากหลายของพืชอาหารต้า่ กวา่ (R2=0.31) ท้าให้ครัวเรอื นมีความพยี งพอและเข้าถึงอาหารท่ี
ปลอดภยั ดีต่อสุขภาพและสงิ่ แวดลอ้ มได้ทุกมอ้ื (ภาพท่ี 1)
80 | ปีท่ี 13 ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2561) นิคม สเี งินและคณะ
ภาพท่ี 1 การถ่ายทอดความรู้และความหลากหลายของพชื อาหารในแปลง
2. ผลการเปรียบเทียบด้านความรู้ ที่เป็นผลจากการใช้รูปแบบการสร้างความม่ันคงทางอาหารด้วย
กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา ตัวแทนครัวเรือนเข้ารับการถ่ายทอดความรู้โดยการเสวนาเชิงปฏิบัติการและ
ศึกษาดูงานแปลงผักอินทรีย์ของครัวเรือนน้าร่อง ใช้เวลา 1 วัน พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมตัวแทนครัวเรือนมี
ความรู้เพิ่มข้ึน โดยส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 57.77) รองลงมาอยู่ในระดับมากที่สุด (ร้อยละ
42.22) โดยก่อนร่วมกจิ กรรมตัวแทนครัวเรือนสว่ นใหญม่ คี วามรอู้ ยู่ในระดับนอ้ ยที่สดุ (รอ้ ยละ 62.22) และระดับ
น้อย (ร้อยละ 37.77) ตามล้าดับ เม่ือเปรียบเทียบเน้ือหาความรู้ พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมตัวแทนครัวเรือนม
ความรูท้ ุกข้อเพ่ิมขึ้น โดยมคี ะแนนรวมอยูใ่ นระดบั มากทีส่ ดุ (รอ้ ยละ 81.98) แตก่ อ่ นเขา้ ร่วมกจิ กรรมมคี วามรอู้ ยู่
ในระดับน้อยท่ีสุด (ร้อยละ 37.32) รายการที่ตัวแทนครัวเรือนมีความรู้เพิ่มขึ้นมากที่สุดตามล้าดับ คือ 1) รู้ว่า
ตลาดอาหารในชุมชนควรจะเป็นแหล่งจ้าหน่ายอาหารท่ีผลติ ในชุมชนมากกว่าน้าเข้าจากนอกชุมชน 2) รู้ว่าการ
ปลกู ผกั เลี้ยงปลาเพอื่ ปรงุ อาหารสดใหมใ่ นครวั เรือนถือเปน็ การเข้าถึงแหลง่ อาหารทดี่ ที ่สี ดุ
3. ผลการเปรียบเทียบความตระหนัก จากการใช้รูปแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย
กระบวนการส่ิงแวดล้อมศึกษา ตัวแทนครัวเรือนเข้ารับการถ่ายทอดความรู้โดยการเสวนาเชิงปฏิบัติการและ
ศึกษาดูงานแปลงผักอินทรีย์น้าร่อง ใช้เวลา 1 วัน พบว่า หลังการเข้าร่วมกิจกรรมตัวแทนครัวเรือนมีความ
ตระหนักเพ่ิมข้ึน โดยส่วนใหญ่มีความตระหนัก ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 51.11 รองลงมามีความตระหนัก
ระดบั ปานกลาง (ร้อยละ 26.67) และระดบั มากท่ีสุด (ร้อยละ 22.22) ตามล้าดับ เม่อื เปรียบเทียบรายขอ้ พบว่า
ตัวแทนครัวเรือนมีความตระหนักเพิ่มข้ึนทุกข้อ โดยมีคะแนนรวมอยู่ในระดบั มากท่ีสุด (ค่าเฉล่ีย 4.51 และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.34) โดยขอ้ ท่มี ีความตระหนักสงู ที่สดุ ตามล้าดบั ไดแ้ ก่ 1) ครวั เรือนต้องปลูกผัก เลีย้ งปลา
เลี้ยงสัตว์ ไว้เป็นอาหารเพียงพอตลอดปี 2) การสร้างความม่ันคงทางอาหารสมาชิกทุกคนในครัวเรือนต้อง
ร่วมมือกัน และ จากการทดสอบความแตกต่างดา้ นความตระหนักของตัวแทนครวั เรือนต่อการสร้างความม่ันคง
ทางอาหารก่อนกับหลงั การจัดกิจกรรมการเรยี นร้ตู ามรปู แบบ โดยใชส้ ถติ ทิ ดสอบ t-test พบวา่ มคี วามตระหนัก
แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สา้ คญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.05 (ตารางที่ 1)
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 81
ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บความตระหนักระหวา่ งกอ่ นกบั หลังการท้ากจิ กรรมการเรียนรตู้ ามรปู แบบการสรา้ งควา
มนั่ คงทางอาหาร
ความตระหนัก ค่าเฉลยี่ สว่ นเบ่ยี งเบน ค่าผลตา่ งของ t p-value
(X) มาตรฐาน (S.D.) คะแนน 0.000
ก่อนร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ 3.19
ตามรปู แบบ 0.82 1.32 15.22*
4.51
หลังร่วมกจิ กรรมการเรียนรู้ 0.34
ตามรูปแบบ
*p < 0.05
4 . ผลการประเมนิ คุณภาพรูปแบบ จากการทา้ กจิ กรรมตามรูปแบบการสรา้ งความม่นั คงทางอาหาร
ตามความเหน็ ของตัวแทนครัวเรอื นที่เขา้ รว่ มกิจกรรม พบวา่ รูปแบบมคี ุณภาพในระดับมากทส่ี ดุ (รอ้ ยละ 95.55)
รองลงมาอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 4.45) เม่ือประเมินองค์ประกอบของรูปแบบ พบว่า รูปแบบมีคุณภาพ
โดยรวมในระดับมากท่สี ดุ (x̅ = 4.72 และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. = 0.51) โดยทุกองคป์ ระกอบมคี ุณภาพ
ในระดับมากที่สุด โดยองค์ประกอบท่ีมีคะแนนสูงที่สุด 3 ล้าดับ ได้แก่ 1) แนวคิดของรูปแบบ 2) วิทยากรที่ให้
ความรู้ในการสร้างความมน่ั คงทางอาหาร 3) หลักการของรูปแบบและกิจกรรมการสรา้ งความมั่นคงทางอาหาร
ดว้ ยกระบวนการสิง่ แวดลอ้ มศึกษา ตามลา้ ดบั
สรุปและอภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิจัยเป็นการยืนยันว่าสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารของครัวเ รือนได้โดยการสร้าง
การเรียนรู้ สร้างความตระหนักและฝึกการปฏิบัติจรงิ ให้เกิดผล ซึ่งสอดคล้องตามหลักการส่ิงแวดล้อมศึกษาของ
เกษม จันทรแ์ กว้ (Chankaew, 2001) ท่ีสรุปวา่ การเรยี นรู้ทเ่ี หมาะสมกบั ส่งิ แวดลอ้ มศกึ ษา ไดแ้ ก่ (1) การเรียนรู้
แบบสบื เสาะ (Inquiry learning) ทผี่ เู้ รียนจะเรียนรดู้ ้วยตวั เอง การค้นหาคา้ ตอบอาจท้าไดด้ ้วยการหาข้อมูลจาก
กิจกรรมภาคสนาม จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จนสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ของผู้เรียนเองได้ หรือ
เรียกวา่ Constructivism (2) การเรยี นแบบรว่ มกนั คิด (Co-operative Learning) เป็นการเรยี นรู้ทใี่ ห้ผเู้ รยี น ได้
มีโอกาสแลกเปล่ียนความรู้กับสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งคนที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน จะสามารถสื่อสารกันได้ดีกว่าคนที่
อยู่ในวัยต่างกันมาก ๆ ในการเรียนรู้แบบ Co-operative Learning จึงควรจัดให้เรียนเป็นกลุ่ม และสอดคล้อง
กับหลักการสรา้ งความม่ันทางอาหารขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Godfray et al. 2014)
ทส่ี รปุ ไว้วา่ การท่มี นษุ ยม์ ีปรมิ าณอาหารเพ่อื การบรโิ ภคทม่ี ีความหลากหลายของประเภทอาหารเพยี งพอต่อความ
ต้องการและคุณภาพของอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการและความสะอาดปลอดภัยใน ตลอดจน การขนส่งหรือ
การกระจายของอาหารส่งถงึ มนษุ ยไ์ ดอ้ ย่างท่วั ถึงหรือมนุษย์สามารถเขา้ ถึงอาหารไดง้ า่ ย การสง่ เสรมิ ความรคู้ วาม
เข้าใจเก่ยี วกบั ประเดน็ ความม่ันคงทางอาหารเปน็ ปจั จยั สา้ คัญทส่ี รา้ งความสมั พันธข์ องการพัฒนาประเทศกับการ
จัดการระบบเกษตรท่ีเหมาะสมและเป็นรูปธรรมเพ่ือน้ามาสร้างความม่ันคงทางอาหารอย่างย่ังยนื (Godfray et
al. 2014) เกษตรกรต้องเขา้ ใจความหมายของความมัน่ คงทางอาหารในแง่ของการมีอาหารสม้า่ เสมอ (Stability)
สมาชิกในครัวเรือนต้องมีปลา ผัก ข้าว เพื่อบริโภคตลอดท้ังปี (Maxwell 1996) ส่วนความม่ันคงทางอาหารใน
ด้านการใช้ประโยชน์ (Utilization) ตอ้ งให้มอี าหารเพยี งพอและตอ้ งมีกระบวนการเตรียมอาหารทีป่ ราศจากสาร
82 | ปที ี่ 13 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) นคิ ม สีเงินและคณะ
ท่ีเป็นอันตราย ไม่มีสารพิษตกค้าง มีคุณค่าทางโภชนาการ และสอดคล้องกับวัฒนธรรมการบริโภครวมถึงการมี
น้าสะอาดในการบริโภค-อุปโภค เพื่อการมีสุขภาพท่ีดีของสมาชิกในครัวเรือน และด้านการมีอาหารเพียงพอ
(availability) โดยมีข้าวกิน มีผักกิน ไม่ได้ซื้อ ปลูกกินเองได้ และสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวที่ ชล
บุนนาค (2558) สรุปไว้วา่ (1) สร้างความมน่ั คงด้านอาหาร ผ่านกระบวนการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยนื (2)
ปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ (3) ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (4) การ
บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (5) สรา้ งตลาดใหม่ สา้ หรับสินคา้ และบรกิ ารสเี ขยี วและการจ้างงานเก่ียวกับ
เศรษฐกิจสีเขยี วเพิ่มข้ึน
จากการใช้รูปแบบการสร้างความม่นั คงทางอาหารของครัวเรือนด้วยกระบวนการส่ิงแวดลอ้ มศึกษา
ท่ียึดแนวคิดและหลักการให้สมาชิกในครัวเรือนต้องมีองค์ความรู้ในการสร้างอาหารได้ปลอดภัย เพียงพอและ
พ่ึงตนเองได้อยา่ งเป็นมิตรกับสิง่ แวดล้อม เน้นกิจกรรมปฏิบัติการเพิ่มหลากหลายของพืชอาหารในแปลงปลูกผัก
อินทรีย์ของครัวเรือน เพิ่มความรู้และความตระหนักให้ตัวแทนครัวเรือนโดยการแลกเปล่ียนเรียนรู้และศึกษาดู
งานแปลงพชื อาหารทม่ี คี วามหลากหลาย และจดั การประเมนิ อย่างเป็นระบบตามกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา
การเพ่ิมความเพยี งพอและการเข้าถึงอาหารท่ปี ลอดภยั ยอ่ มส่งผลใหค้ รัวเรือนพึ่งตนเองทางอาหารได้ ทง้ั นอ้ี งค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง รวมท้ังนักวิชาการและผู้น้าชุมชน ควรสนับสนุนการน้ารูปแบบ
การสรา้ งความม่ันคงทางอาหารน้ีไปขยายผลในชมุ ชนอื่นๆ โดยใช้วธิ กี ารพฒั นาเชงิ ปฏบิ ตั ิการแบบมีสว่ นร่วมของ
ภาคส่วนทีเ่ กี่ยวขอ้ งให้กวา้ งขวาง เพือ่ สร้างความมัน่ คงทางอาหารโดยการพง่ึ ตนเองไดย้ ัง่ ยนื ต่อไป
ขอ้ เสนอแนะ
การศกึ ษานไี้ ด้สามารถตดิ ตามการเปล่ียนแปลงของความร้่ารวยของชนิดพันธ์พืชอาหารตอ่ เน่ืองเป็น
ระยะเวลาหลายเดอื นเพือ่ ทราบความสามารถในการพัฒนาการสรา้ งความมัน่ คงทางอาหารของพน้ื ท่ีศกึ ษา
กิตตกิ รรมประกาศ
ขอขอบคุณคณาจารย์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาส่ิงแวดล้อมศึกษา ท่ีให้ค้าปรึกษา
แนะน้าและช่วยพัฒนางานวิจัยนี้ให้มีคุณภาพ และขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้น้าชุมชนท้องถิ่นและตัวแทน
ครัวเรือนในชุมชนริมแม่น้าพอง อ.น้าพอง จ.ขอนแก่น ท่ีให้ความอนุเคราะหข์ ้อมูลและร่วมมือปฏบิ ัติการวจิ ัยจน
สา้ เรจ็ เรียบรอ้ ยด้วยดี
เอกสารอ้างอิง
Popradit, A. (2017). Effect of Community and their Inhabitant Activity on Water Quality in
Protected Area in Thailand. VRU Research and Development Journal Science and
Technology, 12(1), 65-77.
Frischknecht, R, R Steiner, & N Jungbluth. (2009). Environmental Studies No. 0906 The
Ecological Scarcity Method – Eco-Factors 2006. A Method for Impact Assessment
in LCA.
Glantz, Karen. (2000). Health Promotion Planning: An Educational and Ecological Approach (3rd
Ed) - ProQuest. American Journal of Preventitive Medicine 18(1): 104–5.
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 83
Godfray, H Charles J et al. (2014). Food Security and Sustainable Intensification. Philosophical
transactions of the Royal Society of London. Series B, Biological sciences 369(1639):
20120273.
Kasem Chankaew.(2017) River settlement model affecting river water quality in Phetchaburi river,
Phetchaburi province. Journal of Social Sciences , Srinakharinwirot University , 20(1).
(in Thai)
Maxwell, Simon. (1996). Food Security: A Post-Modern Perspective. Food Policy 21(2): 155–
70.
Menhinick, E. F. (1964). A Comparison of Some Species‐Individuals Diversity Indices Applied
to Samples of Field Insects. Ecology, 45(4), 859-861.
Mungkarndee, P., & Wirojanagud, W. (2005). Impact of pollution sources on the Pong River
water quality. Southeast Asian Water Environment 1.
86 | ปีท่ี 13 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน – ธนั วาคม พ.ศ. 2561) ศรีนอ้ ย ชุ่มคาและอรพินท์ จินตสถาพร
ผลการเสรมิ สงั กะสอี นิ ทรยี ใ์ นอาหารไก่ไขต่ ่อสมรรถภาพการผลติ คุณภาพไข่และการตา้ นอนุมลู อสิ ระของไขแ่ ดง
ศรนี อ้ ย ชมุ่ คา1* อรพนิ ท์ จนิ ตสถาพร2
บทคัดย่อ
วตั ถุประสงค์ของการวิจัยนเ้ี พือ่ ศกึ ษาผลการเสรมิ สังกะสอี ินทรยี ์ ในอาหารไก่ไขต่ ่อสมรรถภาพการผลติ ไข่ คุณภาพไข่และ
การต้านอนุมูลอิสระ โดยใช้แม่ไก่ไข่ลูกผสมทางการค้าอายุ 29 สัปดาห์ จานวน 120 ตัว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม จัดกลุ่มทดลองดังนี้
กลุ่มที่ 1 อาหารปกติ (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2และ3 อาหารปกติเสริมสังกะสีอินทรีย์ 40 และ80 มก./กก. ผลการทดลองพบว่า
นา้ หนกั ตัวที่เปลี่ยนแปลง อัตราการไข่ นา้ หนักไข่เฉล่ีย มวลไข่ ปรมิ าณอาหารท่กี ินต่อวัน ปรมิ าณอาหารท่กี นิ ต่อการผลิตไข่ 12 ฟอง
ประสิทธิภาพการใช้อาหาร อัตราการรอดชีวิต ค่าฮอกยูนิต ความหนาเปลือกไข่ และค่าความถ่วงจาเพาะ แตกต่างอย่างไม่มี
นยั สาคัญทางสถติ ิ (P>0.05) ความเข้มสไี ขแ่ ดงเท่ากับ 11.96, 12.66 และ 12.67 ในกลมุ่ ท่ี 1, 2 และ3 ตามลาดับแตกต่างกันอยา่ งมี
นัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) ต้นทุนคา่ อาหารตอ่ การผลติ ไข่ 1 กก. และต้นทุนคา่ อาหารตอ่ การผลติ ไข่ 1 ฟองเท่ากบั 29.13, 29.62
และ 29.04 บาท/กก. และ 1.56, 1.60 และ 1.55 บาท/ฟอง ในกลุ่มท่ี1, 2 และ3 ตามลาดับ ซ่ึงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทาง
สถติ ิ(P>0.05) ปรมิ าณสังกะสีในไขท่ ัง้ ฟองและค่าTBAs ของไข่แดงไม่แตกตา่ งกัน(P>0.05)
คาสาคัญ : สงั กะสอี ินทรีย์ สมรรถภาพการผลติ คณุ ภาพไข่ การต้านอนมุ ลู อสิ ระ
1 คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวทิ ยาลัยราชภฎั วไลยอลงกรณ์ จงั หวดั ปทุมธานี
2 คณะประมง มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
*ผู้นพิ นธห์ ลกั e- mail: [email protected]
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี | 87
EFFECT OF ORGANIC ZINC SUPPLEMENTATION IN LAYER DIET ON PERFORMANCE EGG QUALITY
AND ANTIOXIDANT IN YOLK
Srinoy Chumkam1* Orapint Jintasaporn2
Abstract
The effects of organic zinc supplementation in layer diet on performance, egg quality, and antioxidant
in yolk was conducted using completely randomized design. One hundred and twenty commercial layers of
29 week old were randomly divided into 3 dietary treatment groups then receiving T1 (control), T2 (diet
supplemented 40 ppm zinc) and T3 (diet supplemented 80 ppm zinc). The results have shown that there were
no significant difference (P<0.05) in hen weight, egg production, egg weight, egg mass, average feed intake, feed
consumption per dozen egg produced, feed efficiency per one kilogram egg, survival rate, Haugh unit, egg shell
thickness and egg specific gravity. Yolk color were 11.96, 12.66 และ 12.67 (P<0.05). Feed cost per one kilogram
egg and feed cost per egg were 29.13, 29.62, 29.04 baht/kg and 1.56, 1.60, 1.55 baht/egg respectively. Zinc
deposition in whole egg and TBAs value of yolk were not difference (P>0.05)
Key words : organic zinc, production performance, egg quality , antioxidant
1 Faculty of Agricultural Technology, Valayaalongkorn University, Phathumthani Province
2 Faculty of Fishery , Kasetsart University, Bangkok
* Corresponding author e-mail : [email protected]