40101
ความรู้เบอื งต้นเกยี วกบั กฏหมายทวั ไป
GENERAL PRINCIPLES OF LAW
สอบวนั ที
เวลา
หน่วยที 1
พฒั นาการกาํ เนิดความคดิ ทางกฏหมาย
..............................................................................................................................................................................
แบบประเมินผล
1. สาํ นกั ความคดิ ทางกฏมาย คอื
- แนวความคิดหรือทฤษฎีทางกฏหมายของนกั คิดทงั หลายซึงมีความคิดเห็นตรงกนั แมว้ า่ แต่ละ
คนหรือแนวความคดิ แต่ละอยา่ งเกิดขนึ ตา่ งสมยั กนั กต็ าม
2. การจาํ แนกสาํ นกั ความคดิ ตามกฏหมายทีสาํ คญั จาํ แนกเป็ นสาํ นกั ความคดิ ทสี าํ คญั ดงั ต่อไปนี
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายธรรมชาติ
- สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายฝ่ายคอมมิวนิสต์
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายฝ่ายสงั คมวทิ ยา
- สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ายสจั จนิยม
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายฝ่ายนิยมประวตั ิศาสตร์
3. สาํ นกั ความคิดกฏหมายธรรมชาติ มีแนวคิดเกียวกบั กฏหมายอยา่ งไร
- กฏหมายตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ธรรมชาตแิ ละความมีเหตผุ ล
- “หลักวิตรรกวาท” เป็นหลกั ดงั เดิมของสาํ นกั กฏหมายธรรมชาติ
4. การถือวา่ “กฏหมายทีสมบรู ณ์ใชก้ ารไดจ้ ริงและเป็นไปตามเจตจาํ นงของผมู้ ีอาํ นาจรฐั ” เป็นแนวคดิ
ของสาํ นกั แนวคดิ ใด
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง
- “หลักประจักษวาท” เป็ นหลกั ดงั เดิมของสาํ นกั กฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง
- อธิบายวา่ “รัฏฐาธิปัตย์” คอื ผเู้ ป็นใหญ่ในแผน่ ดิน และขึนอยกู่ บั ระบอบการปกครอง
หากเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฏฐาธิปัตย์ คือ พระเจา้ แผน่ ดิน
หากเป็นระบอบประชาธิปไตย รฏั ฐาธิปัตย์ คือ ประชาชน
- แนวความคิดของสาํ นกั งานกฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง ก่อใหเ้ กิดผลทางกฏหมายดวั นี
การมีอาํ นาจอธิปไตย ทาํ ใหร้ ัฏฐาธิปัตยอ์ ยใู่ นฐานะสูงสุดในแผน่ ดิน
สถานะของกฏหมายระหวา่ งประเทศอนั เป็นกฏหมายทีกาํ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั ตอ่
รัฐ ไม่มีสภาพเป็นกฏหมาย เพราะเมือรัฐต่างๆมีฐานะเท่าเทยี มกนั กไ็ ม่มีรฏั ฐาธิปัตย์ ผใู้ ดมี
อาํ นาจบงั คบั บญั ชาใหร้ ฏั ฐาธิปัตยผ์ ูอ้ ืนอยใู่ นฐานะจาํ ยอมได้
5. แนวความคดิ ทวี า่ “กฏหมายคือปรากฏการณ์อนั หนึง ซึงเป็นผลสะทอ้ นทางการเมือง” เป็นแนวคิด
ของ
- สาํ นกั แนวคิดกฏหมายฝ่ายคอมมิวนิสต์
6. แนวคิดทางกฏหมายฝ่ ายสจั จนิยม มองกฏหมายวา่
- สนใจในความเป็นจริง เพราะประเด็นขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณ์เกียวกบั กฏหมายหรือเจา้ หนา้ ทขี องรัฐ
ผใู้ ชก้ ฏหมายก่อใหเ้ กิดประสบการณ์ทสี งั สมกนั ทาํ ใหบ้ คุ คลทเี กียวขอ้ งเกิดความสงสยั หรือคบั
ขอ้ งใจกบั การหาสาเหตุของกฏหมาย จึงเกิดแนวคิดทีพยายามอธิบายหรือหาคาํ ตอบทีมุ่ง
แยกแยะหาเหตุผลต่างๆวา่
เหตุใดกฏหมายจึงบญั ญตั เิ ช่นนนั
ทาํ ไมศาลจึงตดั สินเช่นนนั โดยมีการนาํ วธิ ีการในวชิ าอืนๆมาใชอ้ ธิบายเรืองต่างๆ
ในทางกฏหมายดว้ ย
7. การมุ่งหาความจริงวา่ เพราะเหตใุ ดกฏหมายจงึ บญั ญตั ิเช่นนนั และทาํ ไมศาลจงึ ตดั สินคดีเช่นนนั
เป็นแนวคดิ ของ
- สาํ นกั ความคดิ กฏมายฝ่ายสจั จนิยม
8. สาํ นกั ความคิดกฏหมาย ทเี ป็ นวา่ “ กฏหมายเป็ นสิงทีคน้ พบ ไม่ไดถ้ ูกสรา้ งขึน มีลกั ษณะเฉพาะ
เช่นเดียวกบั ภาษา เป็นจิตวญิ ญาณของประชาชาติ” คือ
- สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ายนิยมประวตั ิศาสตร์
9. ความหมายถึง ผมู้ ีอาํ นาจสูงสุดในรัฐ คอื
- รัฐาธิปัตย์
- แต่ตอ้ งใชอ้ าํ นาจดว้ ยความเป็นธรรม มิฉะนนั อาจจะถูกลม้ ลา้ งได้
10. จอห์น ออสติน ไดอ้ ธิบายวา่
- กฏหมาย คอื คาํ สงั คาํ บญั ชาของ “รัฏฐาธิปัตย์” จงึ ทาํ ใหค้ าํ สงั ของบุคคลใดหรือองคก์ รใดที
ไม่ไดเ้ ป็นรฏั ฐาธิปัตย์ จงึ ไม่อยใู่ นความหมายของการเป็นกฏหมาย
- รัฏฐาธิปัตย์ จาํ แนกออกเป็น 2 ประเภท ดงั นี
รัฏฐาธิปัตยท์ างกฏหมายและทางการเมือง
รฏั ฐาธิปัตยท์ างพฤตนิ ยั และนิตินยั
11. แนวคดิ ในศาสนาคริสต์ ถือวา่
- อาํ นาจสูงสุดเป็ นของพระผู้เป็ นเจ้า หรือ อํานาจสูงสุดเป็ นของพระสันตะปาปา เพอื ใหผ้ ใู้ ช้
อาํ นาจมีอาํ นาจเหนือผอู้ ืนทงั ปวง หรือ “สมบูรณตั ถ์” ถือวา่ พระสนั ตะปาปาเป็นใหญ่อยเู่ หนือ
กษตั ริยท์ งั หลาย แตพ่ ระสนั ตะปาปา ถูกจาํ กดั โดยอาํ นาจโดย “กฏนิรันดร์” ของพระผเู้ ป็นเจา้
- กฏหมายทพี ระสนั ตะปาปา ตราขนึ เป็ นกฏศกั ดิสิทธิ ยอ่ มอยใู่ ตก้ ฏนิรนั ดร์ของพระผเู้ ป็ นเจา้
และจะออกกฏใดใหข้ ดั หรือแยง้ กบั กฏของพระผเู้ ป็ นเจา้ มิได้
- เมืออาํ นาจดงั กล่าวเสือมคลายลง ฌอง โบแดง ไดเ้ สนอแนวคดิ เกียวกบั “อาํ นาจอธิปไตยใหม่”
เรียกวา่ “ทฤษฎวี ่าด้วยอํานาจอธิปไตย”
12. กฏหมายจะสามารถใชใ้ หเ้ กิดความสงบสุขไดเ้ มือ
- ประชาชนและผมู้ ีอาํ นาจตา่ งเคารพนบั ถือกฏหมาย
13. หลกั นิตริ ัฐ หมายถึง
- หลกั ของรฐั ทปี กครองตามหลกั แห่งความมีเหตุผล อนั เป็ นรูปแบบการปกครองตามเจตจาํ นง
โดยรวม ทีมีเหตุมีผลและมีวตั ถุประสงคเ์ พอื สิงทีดีทีสุดสาํ หรับสงั คมเป็ นการทวั ไป เพอื ใหก้ าร
อาศยั อยรู่ ่วมกนั ของมนุษยเ์ ป็นไปดว้ ยความสงบสุข
14. หลกั การแบ่งแยกอาํ นาจมีผลตอ่ การจาํ กดั การใชอ้ าํ นาจของรฏั ฐาธิปัตย์ อยา่ งไร
- เป็ นหลกั การทีกาํ หนดขึนเพอื คุม้ ครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใชอ้ าํ นาจ
อธิปไตยของรัฐ ประเทศทีปกครองดว้ ยหลกั ดงั กล่าวจะส่งผลใหร้ ัฏฐาธิปัตยไ์ ม่สามารถใช้
อาํ นาจไดอ้ ยา่ งเตม็ ที
15. หลักนิตธิ รรม หมายถึง
- การใชก้ ฏเกณฑห์ รือหลกั การทวั ไปโดยศาล ตาํ รวจ และเจา้ หนา้ ทีของรฐั แก่ทุกคน โดยไม่เลือก
ทีรักมกั ทีชงั คอื อยา่ งเป็นกลาง และเสมอภาคกนั นาํ ไปสู่ความเป็นธรรม
16. ความยุตธิ รรม ตามความหมายโดยทัวไป หมายถงึ
- ความถูกตอ้ ง ชอบดว้ ยเหตผุ ล
- ความหมายของความยตุ ิธรรมนนั ยากทีจะใหค้ าํ นิยาม เพราะขนึ อยกู่ บั คตินิยม ปรชั ญาของแต่
ละบุคคล และความยตุ ธิ รรมคือชีวติ จิตใจของกฏหมาย
- เพลโต กล่าววา่
ความยตุ ธิ รรม คอื การทาํ กรรมดี ความยตุ ิธรรมจงึ เป็นคุณธรรมประการหนึง
ความยตุ ธิ รรมเป็นคุณธรรมทีสาํ คญั ทสี ุดยงิ กวา่ คุณธรรมอืนใด
- อริสโตเตลิ กล่าววา่
อยุตธิ รรมย่อมเกดิ ขึนเมอื ความเท่าเทียมกันถูกทําให้ไม่เท่าเทยี มกัน และเมอื ความไม่
เท่ากันถูกทาํ ให้กลายเป็ นความทดั เทยี มกนั
เขาไม่ยอมรับวา่ ความยตุ ิธรรม เป็นคุณธรรมดงั ทีเพลโตเขา้ ใจ แตบ่ อกวา่ ความ
ยตุ ธิ รรมเป็นเรืองของการจดั ระเบยี บความสมั พนั ธข์ องมนุษยใ์ นสงั คมโดยถือหลกั วา่
สิงทีเหมือนกนั ควรไดร้ บั การปฏิบตั ิเท่าเทียมกนั
17. ดุลพินิจของผู้ใช้กฏหมาย ก่อใหเ้ กิด
- การบงั คบั ใชก้ ฏหมาย และการเปลียนแปลงในกฏหมาย
- การใชด้ ุลพนิ ิจ จงึ เป็ นสิงสาํ คญั สุดยอดขอ้ หนึงในการอาํ นวยความยตุ ธิ รรม เมือใดทีกฏหมาย
เปิ ดโอกาสใหใ้ ชด้ ุลพนิ ิจไปในทางสอดคลอ้ งตอ่ “มโนธรรม ศลี ธรรม และความตอ้ งการของ
สงั คม”
- บุคคลผเู้ ป็นพยาน
18. ตามหลกั ขององั กฤษ ถือวา่ เป็ น “ KING ,S EVIDENCE” ซึงหมายถึง ผกู้ ระทาํ ผดิ ทมี ิไดถ้ ูกฟ้ อง
โดยไดร้ บั อนุญาตจากรัฐมาเป็นพยานเป็นปฏิปักษต์ ่อบคุ คลอืน ซึงร่วมกนั กระทาํ ความผดิ อาญากบั
ตน
19. ศาสนา มีผลต่อกฏหมาย คอื
- เป็ นเครืองกระตนุ้ ใหค้ นกระทาํ ในสิงทีเหมาะสมหรือมีความประพฤติเหมาะสม
- เป็ นเครืองควบคุมสงั คมเช่นเดียวกบั กฏหมาย
- กฏหมายบางเรืองมีทมี าจากหลกั คาํ สอนศาสนา
- การนบั ถือศาสนาส่งผลใหค้ นปฏิบตั ิสอดคลอ้ งกบั กฏหมาย
20. กฏหมายตราสามดวง ประกอบดว้ ยหลกั การส่วนสาํ คญั 2 ส่วน คือ
- พระธรรมศาสตร์
มิไดเ้ ป็นคมั ภรี ์ทางกฏหมายหรือมีบทบญั ญตั ทิ เี ป็นลกั ษณะประมวลกฏหมายโดยตรง
แต่เป็นบทบญั ญตั กิ ารครองชีวติ ของชาวฮินดู
- พระราชศาสตร์
เป็ นเรืองของบรรดากฏหมาย อรรถคดี พระราชบญั ญตํ ิ พระราชกาํ หนด และพระราช
วนิ ิจฉยั ของพระมหากษตั ริยท์ ใี ชใ้ นการสร้างกฏเกณฑเ์ พอื ควบคุมความเป็นระเบียบ
เรียบร้อย ควบคุมความขดั แยง้ และพจิ ารณาคดีความทีเกิดขนึ ในราชอาณาจกั ร
- ผู้พพิ ากษาทีดี จะตอ้ งยดึ “หลักอินทภาษ” คือ เวลาพจิ ารณาคดีจะตอ้ งปราศจากอคติ 4 คือ
ฉนั ทาคติ (รกั )
โทษาคติ (โกรธ)
โมหคติ (หลง)
ถะยาคติ (กลวั )
21. จารีตประเพณี มีความสาํ คญั ตอ่ กฏหมาย คอื
- เป็ นบอ่ เกิดของกฏหมาย
- เมือจารีตประเพณีไดร้ ับการยอมรบั และยดึ ถือปฏบิ ตั ิ กจ็ ะมีการนาํ มาบญั ญตั ิในกฏหมายลาย
ลกั ษณ์อกั ษรขนึ แตจ่ ารีตประเพณีอีกส่วนหนึงทไี ม่ไดม้ ีการบญั ญตั ิไวเ้ ป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรแต่
สงั คมกย็ งั ยอมรับปฏิบตั กิ นั ตอ่ มา มีผลในการยอมรบั ปฏบิ ตั ิเสมือนเป็นกฏเกณฑต์ ามกฏหมาย
- จารีตประเพณี กบั ความยตุ ิธรรม ตอ้ งเป็ นสิงทีเป็นอนั หนึงอนั เดียวกนั จะแยกออกจากกนั มิได้
22. ความคิดเห็นของนกั ปรัชญาทางกฏหมายมีอิทธิพลตอ่ กฏหมาย คือ
- เกิดขึนจากขอ้ คดิ เห็น ขอ้ โตแ้ ยง้ ทมี ีต่อตวั บทกฏหมาย หรือคาํ พพิ ากษาของศาล หรือระบบ
กฏหมายไดส้ ร้างบทบาทและการเปลียนแปลงขนึ ในวงการกฏหมายอาจส่งผลตอ่ ระบบ
กฏหมายของประเทศ ระบบศาล หรือมีกฏหมาย หรือแกไ้ ขกฏหมาย
23. เหตุการณ์และสภาพปัจจยั แวดลอ้ มส่งผลกระทบต่อกฏหมาย คือ
- การนาํ เทคโนโลยโี ดยเฉพาะอยา่ งยงิ เครืองคอมพวิ เตอร์มาใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั การพฒั นาทาง
เทคโนโลยที างคอมพวิ เตอร์และโทรคมนาคมก่อใหเ้ กิดระบบอินเทอร์เน็ต ส่งผลใหต้ อ้ งมีการ
ตรากฏหมายขนึ มารองรบั
- สหรัฐอเมริกา ตรากฏหมาย THE COMPUTER FRAUD AND ABUSE ACT .OXU 1984
- องั กฤษ ตรากฏหมาย THE COMPUTER MISUSE ACT ในปี ค.ศ.1990
- สาํ หรบั ประเทศไทย ยงั อยใู่ นระหวา่ งการร่าง พรบ.อาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์อยู่
..............................................................................................................................................................................
เนือหา
การศึกษาและจาํ แนกความคดิ ในสํานักความคดิ ทางกฏหมายเป็ นไปเพือ
- เป็ นการพยายามสกดั เอาอุดมคติหรือคุณคา่ ทแี ทจ้ ริงหรือแก่นสารของกฏหมาย เพอื พยายามหา
คาํ ตอบวา่ ดว้ ยความมุ่งหมายหรือวตั ถุประสงคข์ องกฏหมาย หรือบทบาทและหนา้ ทีของ
กฏหมาย เพอื หาหลกั ฐานของกฏหมาย โดยวธิ ีแสวงหาคาํ ตอบทีแตกต่างกนั กลุ่มทมี ีความคิด
อยา่ งเดียวกนั ถึงแมจ้ ะเกิดขนึ ก่อนหรือภายหลงั แตห่ ากมีความคิดเห็นทสี อดคลอ้ งไปใน
แนวทางเดียวกนั หรือใกลเ้ คียงกนั หรือเพอื ใหท้ ราบถึงแนวความคิดทีส่งผล หรือมีอิทธิพลต่อ
ระบบกฏหมายหรือหลกั กฏหมายทีใชอ้ ยใู่ นแตล่ ะยคุ สมยั
สํานักความคดิ ทางกฏมาย คือ
- แนวความคดิ หรือทฤษฎีทางกฏหมายของนกั คดิ ทงั หลายซึงมีความคิดเห็นตรงกนั แมว้ า่ แต่ละ
คนหรือแนวความคิดแต่ละอยา่ งเกิดขึนต่างสมยั กนั กต็ าม
การจําแนกสํานักความคดิ ตามกฏหมายทีสําคญั จําแนกเป็ นสํานักความคดิ ทีสําคญั ดังต่อไปนี
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายธรรมชาติ
- สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายฝ่ายคอมมิวนิสต์
- สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ายสงั คมวทิ ยา
- สาํ นกั ความคิดกฏหมายฝ่ายสจั จนิยม
- สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ายนิยมประวตั ิศาสตร์
สํานักความคดิ กฏหมายธรรมชาติ มแี นวคดิ เกียวกบั กฏหมายว่า
- เนน้ การใชเ้ หตุผลตามธรรมชาติเป็ นหลกั การฟื นฟูขนั พนื ฐานของมนุษย์ สามารถใชป้ ระยกุ ต์
ใหส้ อดคลอ้ งกบั การใชอ้ าํ นาจโดยชอบธรรมในระบอกเสรีธิปไตยทีมุ่งเนน้ ในการคุม้ ครอง
สิทธิและเสรีภาพของประชาชนและถูกใชเ้ ป็นเครืองมือในการใช้เหตุผลในการโตแ้ ยง้ การใช้
อาํ นาจรัฐ
นักปรัชญากฏหมายธรรมชาติ เชือว่า
- เกิดจากทมี นุษยเ์ ป็นส่วนหนึงของธรรมชาติและจกั รวาล ซึงมีกฏเกณฑต์ า่ งๆทีเกิดขนึ เองโดย
ไม่มีผใู้ ดบงการซึงเรียกวา่ “เหตผุ ลของเรือง” และสิงเดียวกนั นีกม็ ีอยใู่ นตวั ของมนุษยด์ ว้ ย ทาํ
ใหม้ นุษยส์ ามารถเรียนรู้ทีจะใชเ้ หตุผลในการเรียนรู้ธรรมชาติ
- มีฐานะเหนือรัฐ รฐั ตอ้ งเคารพธรรมชาติ กฏหมายทีรฐั บญั ญตั ิขึนจะมีสภาพบงั คบั ต่อเมือ
สอดคลอ้ งกบั กฏหมายธรรมชาติ และไรส้ ภาพบงั คบั หากขดั กบั กฏหมายธรรมชาติ
ยคุ กรีก
- เฮราเครตสุ กล่าวว่า
มนุษยเ์ ราไม่สามารถจุ่มเทา้ ในสายนาํ เดียวกนั ไดถ้ ึงสองครัง
กฏหมายเป็นสิงทอี ยนู่ อกเหนือการแสดงเจตนาของรัฐ หรือผปู้ กครองรฐั อยนู่ อกเหนือ
โครงสรา้ งอาํ นาจรฐั รัฐเป็ นเพยี งสมาคมทอี ยู่ภายใตบ้ งั คบั ของกฏหมาย
- โสเครติส
- เพลโต
- อริสโตเติล
ยคุ โรมัน
- ซิเซโร
เชือในเรืองของระเบียบของจกั รวาล ความมีเหตขุ องมนุษย์ และเชือวา่ ระเบยี บนีเป็ น
ส่วนหนึงของระเบียบแห่งจกั รวาล
เชือในหลกั กฏหมายธรรมชาติ คอื รับวา่ กฏหมายทีแทจ้ ริงคอื เหตผุ ลทถี ูกตอ้ ง
สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมชาติ กฏหมายธรรมชาตแิ ทรกซึมอยใู่ นทกุ สิงทุกอยา่ ง
สมาํ เสมอเป็นนิรันดร์ เป็ นหนา้ ทอี นั ศกั ดิสิทธิของมนุษยท์ จี ะไม่บญั ญตั ิกฏหมายตา่ งๆ
ในบา้ นเมืองใหข้ ดั กบั กฏหมายธรรมชาติ กฏหมายของฝ่ายบา้ นเมืองทขี ดั ตอ่ กฏหมาย
ธรรมชาตไิ ม่ควรแก่การไดช้ ือวา่ เป็นกฏหมาย
สมยั คริสต์ศาสนาเริมรุ่งเรือง
- พระสันตะปาปาเกรกอรีท7ี
ธรรมชาตคิ อื พระผเู้ ป็นเจา้
ในยคุ นีไดม้ ีการเปลียนแปลงและพฒั นากระบวนการทางความคดิ ของกฏหมาย
ธรรมชาติในแบบกรีกโบราณ มาเป็นแนวคิดในแบบปรัชญากฏหมายธรรมชาติแบบค
ริสเตียน โดยอา้ งความความเป็ นส่วนหนึงในกฏหมายของพระเจา้
- นักบญุ โทมสั อไควนัส
พระในศาสนาคริสตน์ ิกายโรมนั คอทอลิก
เป็นนกั ปราชญค์ นสาํ คญั ของแนวความคดิ กฏหมายธรรมชาติแบบคริสเตียน
ไดร้ บั ความคดิ ปรัชญากรีก โดยเฉพาะอยา่ งยงิ อริสโตเตลิ มาใชใ้ นการอธิบายใหเ้ ขา้ กบั
ความเชือทางศาสนาคริสตไ์ ดอ้ ยา่ งแนบเนียนและมีเหตผุ ลทางปรัชญามากยงิ ขนึ
คาํ สอนของนกั บญุ โทมสั ตงั อยบู่ นพนื ฐานของเหตผุ ล และยกยอ่ งฐานะของเหตผุ ลให้
สูงขึน
นักบุญโทมสั ไดแ้ บง่ และอธิบายกฏมายออกเป็ น 4 ประเภทใหญ่ คือ
1. กฏหมายนิรันดร์ คอื แผนการปกครองของพระผเู้ ป็ นเจา้ สรรพสิงภายใตล้ ิขติ
ของพระเจา้ เป็ นพระปัญญาและเหตผุ ลของพระเจา้ ไม่มีมนุษยค์ นใดสามารถ
ล่วงร้กฏหมายนิรันดร์โดยบริบรู ณ์ได้
2. กฏหมายธรรมชาติ คอื กฏหมายนิรนั ดร์ทีมนุษยส์ ามารถเขา้ ถึงหรือหยงั รูไ้ ด้
ดว้ ยเหตผุ ลของมนุษย์ โดยถือวา่ มนุษยม์ ีเหตุผลเป็ นธรรมชาติของมนุษย์
3. กฏหมายศักดิสิทธิ คือ กฏหมายทีมนุษยส์ ามารถหยงั รูไ้ ดโ้ ดยจากการดล
บนั ดาลเปิ ดเผยใหร้ ู้ เป็นกฏเกณฑเ์ สริมใหม้ นุษยท์ าํ ความดี ประพฤติชอบให้
บริบรู ณ์ยงิ ขนึ เป็นเกณฑค์ วามเชือทางศาสนาหรือศลี ธรรมทอี ธิบายดว้ ย
เหตุผลไม่ได้ กฏหมายศักดสิ ิทธิเป็ นกฏเกณฑ์หรือหลักธรรมทถี ูกจารึกใน
คมั ภรี ์ไบเบลิ
4. กฏหมายมนุษย์ คือ กฏหมายทเี ป็ นบญั ชาของเหตผุ ลเพอื ความดีงามร่วมกนั
บญั ญตั ิโดยผมู้ ีหนา้ ทีในการดูแลรกั ษาประชาคม และไดป้ ระกาศใชแ้ ลว้
กฏหมายมนุษย์นีต้องมีเหตุผลและสอดคล้องกับกฏหมายธรรมชาติ แต่ไม่ใช่
กฏหมายธรรมชาติ
สมัยฟื นฟูศิลปวิทยา
- เกิดขึนจากความตกตาํ ของศาสนจกั ร ทาํ ใหช้ ่วงเวลานีแนวความคดิ กฏหมายธรรมชาตแิ บบคริส
เตียนเสือมถอยลง เนืองจากความเชือทางศาสนาส่งผลตอ่ ความพยายามทาํ ใหอ้ าณาจกั รมีความ
เขม้ แขง็ เป็นเอกเทศ
ฮูโก โกรตอิ ุส
- นกั กฏหมายชาวดชั ท์ เจา้ ของแนวคิดในทางปรัชญากฏหมายธรรมชาติสมยั ใหม่
- เขาเนน้ ในเรืองของเหตุผลและสติปัญญาของมนุษย์
- แตง่ หนงั สือเรือง “สงครามและสนั ตภิ าพ” (DE JURE BELIE PACIS)
- เสนอรากฐานทีมาของ “กฏหมาย” และ “รฐั ”
- กฏหมายตามแนวความคิดของเขา มีโครงสรา้ งทีเป็นอิสระและมีแหล่งทีมาจากมนุษย์ ไม่ตอ้ ง
อาศยั อาํ นาจหรือเจตจาํ นงของพระผเู้ ป็นเจา้
- เขาเสนอแนวคดิ พนื ฐานทสี าํ คญั 2 ประการ คือ
1. แนวความคิดวา่ ดว้ ยสภาวะธรรมชาติ
2. แนวความคิดวา่ ดว้ ยสญั ญาประชาคม
แนวความคดิ ของกฏหมายธรรมชาตใิ นยุคนีได้พัฒนาขนึ จากนักคดิ ฝ่ ายกฏหมายธรรมชาติหลายคนเช่น
- พเู ฟนดอร์ฟ
- โธมสั ฮอบส์
- เบเนดิกส์ สปิ นโนซา
- จอหน์ ล๊อค
- มองเตสกิเออ
- รุสโซ
จากแนวความคิดในเรือง “กฏหมายธรรมชาติ สิทธิตามธรรมชาติ และสญั ญาประชาคม”ทาํ ใหเ้ กิด
ความคดิ ในการต่อตา้ นการใชอ้ าํ นาจเกินขอบเขตของผมู้ ีอาํ นาจปกครองรฐั มีการกล่าวอา้ งในประกาศสิทธิ
มนุษยชน และประชาชนของประเทศฝรังเศส ค.ศ.1789 หรือคาํ ประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ค.ศ.
1776
สํานักความคดิ กฏหมายฝ่ ายบ้านเมือง
- ถือวา่ “กฏหมายทีสมบูรณ์ใชก้ ารไดจ้ ริงและเป็นไปตามเจตจาํ นงของผมู้ ีอาํ นาจรฐั ”
ออกัสต์ คองต์
- นกั ปรัชญาชาวฝรงั เศส เจา้ ของคาํ วา่ “POSITIVISM” เพอื อธิบายแนวคิดของความเจริญใน
อารยธรรมของมนุษย์ โดยแบง่ ออกเป็ น 3 ขนั ตอน คือ
1. ยคุ เทววทิ ยา
2. ยคุ อภิปรัชญา
3. ยคุ ปฏฐิ านนิยม
เป็นยคุ ยคุ ทีมนุษยม์ ีวธิ ีคิดแบบวทิ ยาศาสตร์ ศกึ ษาและเชือเรืองทีเห็นประจกั ษห์ รือ
ตรวจสอบได้
- POSITIVE LAW มีการเรียกกนั หลายอยา่ ง เช่น
กฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง กฏหมายปฏฐิ าน หรือ กฏหมายทเี คร่งครัด หรือกฏหมายของรัฐ
ทีใชบ้ งั คบั หรือกฏหมายส่วนบญั ญตั ิ แตค่ วามหมายโดยรวม คือ กฏหมายทีทางการ
ตราขึนบงั คบั ใชใ้ นบา้ นเมือง
นักกฏหมายสํานักความคดิ ฝ่ ายบ้านเมือง เห็นวา่
- การบญั ญตั ิกฏหมายเป็นไปตามเจตจาํ นงของรฏั ฐาธิปัตย์ กฏหมายแทนทจี ะเป็นเรืองของ
เหตุผลกลบั กลายเป็นเรืองของเจตจาํ นง
- กฏหมายเป็นสิงทกี าํ หนดขนึ ดว้ ย “ความจงใจของรัฐ”
การจัดทาํ ประมวลกฏหมายของจักรพรรดจิ ัสตเิ นียน
- เพอื จะใหก้ ฏหมายฝ่ายบา้ นเมืองเป็นใหญ่เหนือกฏหมายใดๆ เป็ นการแสดงใหเ้ ห็นถึง
ววิ ฒั นาการของการแข่งขนั ระหวา่ งสาํ นกั ความคิดกฏหมายธรรมชาติและสาํ นกั ความคิด
กฏหมายฝ่ายบา้ นเมือง
เจอรามี เบนแธม
- นกั ปรชั ญาเมธีคนแรกทเี ป็ นผกู้ ่อตงั สาํ นกั ความคดิ กฏหมายฝ่ ายบา้ นเมือง
- เขากล่าวถึงกฏหมายวา่ “คอื การประชุมถอ้ ยคาํ คาํ ประกาศแห่งเจตจาํ นงทรี ฏั ฐาธิปัตยไ์ ดค้ ิดหรือ
ใหก้ ารรับรอง โดยเป็ นเรืองของการกระทาํ อยา่ งใดอยา่ งหนึงซึงเกียวขอ้ งกบั บุคคลหรือชน
ชนั หนึงๆ ทีอยใู่ ตอ้ าํ นาจรฏั ฐาธิปัตยต์ อ้ งใหก้ ารเคารพเชือฟัง”
- เขาโจมตีกฏหมายธรรมชาตวิ า่ “ทีถือวา่ ผพู้ พิ ากษาสามารถใชเ้ หตผุ ลบริสุทธิคดิ คน้ สูตรความยุ
ตะรรมอนั เป็นนิรันดร์ โดยเห็นวา่ เป็ นความคดิ ทงี มงาย เพราะความจริงแลว้ กฏหมายเป็ นเพยี ง
ตวั แสดงของจติ ของผใู้ ชอ้ าํ นาจนิติบญั ญตั กิ ฏหมาย”
จอห์น ออสตนิ
- เขาไดร้ บั อิทธิพลความคดิ เกียวกบั รัฏฐาธิปัตยจ์ ากของ โธมสั ฮอบส์ ทีถือวา่ “กฏหมายเป็น
เครืองมือกาํ ราบ ปราบปรามผแู้ ขง็ ขอ้ หรือทาํ ลายความสงบเรียบรอ้ ยของบา้ นเมืองได้ โดยไม่
ตอ้ งพเิ คราะห์วา่ ไดอ้ าํ นาจมาจากไหน และโดยวถิ ีทางใด
- เขาเห็นวา่ “กฏหมายทีแทจ้ ริงเป็นเรืองของคาํ สงั ” อนั ประกอบดว้ ย
1. ความประสงคห์ รือความปรารถนาของผสู้ งั (WISH)
2. บทลงโทษ หรือ สภาพบงั คบั ซึงกินความถึงการก่อใหเ้ กิด “หนา้ ที”ทีบุคคลทวั ไปตอ้ ง
ปฏบิ ตั ิ (SANCTION)
3. การแสดงออกซึงความประสงคห์ รือความปรารถนา (EXPRESS OF THE WISH)
4. การมีผลบงั คบั ทวั ไป (GENERALITY)
5. การประกาศใชโ้ ดยรัฏฐาธิปัตย์ ผมู้ ีอาํ นาจสูงสุดทางการเมือง (SOVEREIGN)
- เขายนื ยนั วา่ “กฏหมาย หรือ กฏทุกชนิดเป็นคาํ สงั หรือเป็นประเภทของคาํ สงั ของรฏั ฐาธิปัตย์
และกล่าววา่ รฏั ฐาธิปัตยค์ อื ผมู้ ีอาํ นาจสูงสุดซึงไม่อยภู่ ายใตข้ อ้ จาํ กดั ของกฏหมายใดๆและไม่มี
กฏเกณฑใ์ ดๆทีจะมาจาํ กดั อาํ นาจของรฏั ฐาธิปัตยไ์ ด้ แมจ้ ะเป็ นกฏหมายทมี าจากรฏั ฐาธิปัตยก์ ็
ตาม
- กฏหมาย คอื คาํ สังคาํ บัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ซึงสังแก่ราษฎรทังหลาย ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบตั ติ าม ผู้
นันต้องรับโทษ”
การพฒั นาหลกั กฏหมายฝ่ ายบ้านเมอื ง
อิมมานูเอล ค้านส์
- พฒั นาทฤษฎีเด็ดขาด
ฮันส์ เคลเซ่น
- พฒั นากฏหมายบริสุทธิ
ในปัจจบุ นั
แนวคดิ นีไดถ้ ูกวพิ ากษ์ วจิ ารณ์และคดั คา้ นเป็นอยา่ งมากทงั ในต่างประเทศและในประเทศไทย จน
มีผกู้ ล่าวถึงในทศั นคตทิ เี ป็นลบหลายประการ เช่น
- มีส่วนรับผดิ ชอบของการดาํ รงอยขู่ องกระบวนการนาซีทีป่ าเถือนทารุณ หรือ
- ภายใตก้ ารครอบงาํ แบบ “POSITIVE LAW” นกั กฏหมายจึงไม่รับผดิ ชอบตอบสนองต่อปัญหา
สงั คม
แต่อย่างไรก็ตาม แนวคดิ นีได้รับการยอมรับและยึดถือปฏบิ ตั ใิ นประเทศไทย อย่างกว้างขวาง
เนืองจากในอดตี ได้มกี ารส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ในขณะทีคาํ สอนออสตนิ ได้เป็ นที
ยอมรับอย่างมากในวงการกฏหมายอังกฤษ เมอื นักเรียนไทยเหล่านันได้กลบั มาและนํามาสอนในประเทศ
ไทยทาํ ให้แนวคดิ ดงั กล่าวเป็ นทียอมรับในระบบความคดิ ของนักกฏหมายไทยมาเป็ นเวลานาน
แนวคดิ ดังกล่าว เป็ นกรอบให้นักฏหมายไทยอยู่ฝนวงแคบว่า กฏหมายคอื คาํ สังของรัฏฐาธิปัตย์ ทํา
ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่านักกฏหมายไทยหมกหมุ่นกบั การเล่นในตวั อกั ษรมากว่าคณุ ค่าทีแท้จริงของ
กฏหมาย จนกระทงั สะท้อนและมกี ารยอมรบั ในคาํ พิพากษาของศาล เป็ นสภาพปัญหาทมี ีการกล่าวถงึ นัก
กฏหมายว่าเป็ นผู้ยึดถอื แต่ตัวบทกฏหมาย มิได้คาํ นึงถึงความเป็ นธรรม หรือไม่สนใจต่อกระบวนการแก้ไข
ปัญหา
สํานักแนวคดิ กฏหมายฝ่ ายคอมมิวนิสต์ เห็นว่า
- กฏหมายคอื ปรากฏการณ์อันหนึง ซึงเป็ นผลสะท้อนมาจากการเมอื ง
- มีความเห็นคอ่ นไปในทางสาํ นกั กฏหมายบา้ นเมือง เพราะตา่ งกป็ ฏิเสธกฏหมายธรรมชาติ แต่
ไม่อาจจดั รวมเขา้ กบั สาํ นกั กฏมายฝ่ ายบา้ นเมืองได้ เพราะมีทศั นะทีแตกต่างกนั หลายประการ
นบั ตงั แต่ทศั นะความหมายของคาํ วา่ “กฏหมาย” ความจาํ เป็นของกฏหมาย วตั ถุประสงคแ์ ละ
บทบาทของกฏหมาย ตลอดจนสภานะของกฏหมาย
- ไม่เนน้ วา่ กฏหมายเป็นคาํ สงั บญั ชาของ “รฏั ฐาธิปัตย”์ เพราะรัฏฐาธิปัตย์ ในทศั นะของฝ่าย
คอมมิวนิสตก์ ็คอื “รั” หรือ “สงั คม” ไม่ใช่องคก์ ร หรือ บุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง
- แนวคิดนี เริมเป็นทีรูจ้ กั ในราวศตวรรษที 18
- คาํ วา่ “สงั คมนิยม” (SOCIALISM) ไดเ้ ขา้ มาสู่ประเทศองั กฤษประเทศองั กฤษและฝรงั เศสในปี
ค.ศ.1820
ปรัชญากฏหมายของฝ่ ายคอมมวิ นิสต์ คอื
- ไม่เชือในกฏหมาย ทงั ในกฏแห่งธรรมชาติ หรือ สิงทีอยนู่ อกเหนือขอบเขตของกฏหมายฝ่าย
บา้ นเมืองก็ไม่เชือวา่ สูงสุดหรือเป็ นสิงสมบูรณ์
- แมก้ ฏหมายจะมีวา่ อยา่ งนี แตถ่ า้ เศรษฐกิจและการเมืองบงการใหต้ อ้ งออกนอกลู่นอกทางไป
เป็ นอยา่ งอืนบา้ งก็อาจทาํ ไดโ้ ดยไม่ขดั ต่อหลกั ใดๆทงั สิน
- ไม่ยอมรับหลกั การแบ่งอาํ นาจแบง่ แยกอาํ นาจตามทฤษฎีของ “มองเตสกิเออ”
- ไม่ยอมรับระบบการควบคุมมิใหก้ ฏหมายขดั รฐั ธรรมนูญ แมร้ ฐั ธรรมนูญของประเทศในค่าย
คอมมิวนิสตจ์ ะมีวา่ อยา่ งไร รัฐสภาก็อาจออกกฏหมายมาขดั หรือแยง้ รฐั ธรรมนูญไดเ้ สมอ โดย
ไม่มีองคก์ รใดวนิ ิจฉยั วา่ เป็นโมฆะ หรือ หรือไรผ้ ลบงั คบั ดว้ ยถือวา่ รัฐธรรมนูญเป็นเพยี งกฏ
บตั ร หรือ แบบแผนแสดงเคา้ โครงการบริหารประเทศโดยยอ่ ๆ หรือในหลกั การสาํ คญั ๆเทา่ นนั
จงึ ไม่ควรนาํ บทบญั ญตั ิ ในรฐั ธรรมนูญมาเป็ นอุปสรรคขดั ขวางการบริหารประเทศ
คาร์ลมาร์กซ (1818-1883) และ ฟรีดริค เองเกลิ ล์
- นกั ปรัชญาเมธีในสาํ นกั งานความคิดนี
- โดยไดร้ ับอิทธิบางส่วนมาจากปรชั ญาการเมืองในลกั ษณะกึงสงั คมนิยม ในงานเขียน
REPUBLIC ของ เพลโต และบางส่วน
- จากปรชั ญาประวตั ศิ าสตร์ของ “เฮเกล” เนน้ ใหค้ วามสาํ คญั ของกฏหมายในแงแ่ บบเป็ นบรรทดั
ฐานเชิงคุณค่า โดยถือวา่ “กฏหมายอนั แทจ้ ริง” ตอ้ งมีลกั ษณะเป็นสากลทีสะทอ้ นกฏเกณฑ์
ภายในชีวติ ของสงั คมมนุษยแ์ ละความตอ้ งการภายในของกิจกรรมแห่งความเป็ นมนุษยอ์ นั
แทจ้ ริง
- กฏหมายจะสาํ คญั อยกู่ เ็ พยี งชวั ขณะหนึง เพอื จดั ระเบยี บและกลไกตา่ งๆในสงั คมเทา่ นนั เมือ
สงั คมพน้ จากระยะนายทุนเขา้ สู่ระยะสงั คมนิยม กฏหมายจะลดความสาํ คญั ลงเกือบสินเชิง ใน
ทีสุดเมือกา้ วยา่ งเขา้ สู่ระยะ “สมั บรู ณัตถ”์ อนั เป็นระยะปลายของทงั ปวง และเป็นจดุ จบของ
ววิ ฒั นาการทงั หลาย กฏหมายก็จะสูญสินสลายไป เขาทงั สองเรียกทฤษฎีนีวา่ “ทฤษฎวี ่าด้วย
ปลาสนาการของรัฐและกฏหมาย”
- เขาทงั สอง ไม่ไดส้ นบั สนุนการเลิกลม้ กฏหมายโดยสินเชิงอยา่ งที พวกอนาธิปไตย
(ANARCHISTS) เรียกร้อง ตรงกนั ขา้ มเขากลบั กล่าววา่ “รัฐและกฏหมายจะมวี วิ ัฒนาการไปสู่
จดุ จบของมันเองทีละเล็กละน้อย”
สสารธรรม
- เป็นความคดิ ของ มาร์กซ ซึงเป็นหลกั การสาํ คญั ในทฤษฎีหรือความคิดของมาร์กซ
แนวความคดิ ของมาร์กซ
- ไดร้ บั การสรุปจากนกั ทฤษฎีมาร์กซิสรุ่นหลงั เกียวกบั บทบาทของกฏหมาย หลายประการ เช่น
กฏหมายเป็นผลผลิตหรือผลสะทอ้ นของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงอื นไขทาง
เศรษฐกิจ
กฏหมายเป็นเสมือนหนึงเครืองมือหรืออาวธุ ทชี นชนั ปกครองสร้างขนึ เพอื ปกป้ อง
อาํ นาจของตน
ในสงั คมคอมมิวนิสตท์ สี มบรู ณ์ กฏหมายในฐานะทเี ป็นเครืองมือของการควบคุม
สงั คมจะเหือดหายและสูญสินไป
วราดเิ มยี ร์ เลนิน
- ผนู้ าํ พรรคบอลเชวคิ ซึงไดเ้ สนอแนวคดิ ภายหลงั การปฏวิ ตั ิในรสั เซีย
- ทฤษฎีของเขาเป็น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึงส่วนทเี กียวกบั กฏหมายนนั เขามีราก
ความคดิ เช่นเดียวกบั แนวคิดของมาร์กซ เพยี งเลนินเห็นวา่ การปฏิวตั ิทางสงั คมนนั สามารถ
เกิดขนึ และพฒั นาในประเทศทีไม่ไดผ้ า่ นระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมได้
สตาลิน
- ภายหลงั ยคุ เผดจ็ การเบด็ เสร็จของเขา
- นกั คดิ ในสาํ นกั กฏหมายคอมมิวนิสตไ์ ดพ้ ยายามรือฟืนเชิดชูความมีคุณคา่ สูงสุดของกฏหมาย
และถือวา่ กฏหมายเป็นเครืองแสดงออกซึงเจตจาํ นงอนั เป็นเอกภาพของประชาชนทกุ คน มิใช่
เจตจาํ นงของชนชนั หนึงทีมีอาํ นาจในสงั คม
- หลกั การสาํ คญั นี นาํ ไปสู่การเกิดของ “หลกั ความถูกตอ้ งตามกฏหมายสงั คมนิยม” หรือ “หลกั
นิติธรรมแบบสงั คมนิยม” อนั เป็นหลกั กฏหมายทเี นน้ การรกั ษาความศกั ดิสิทธิของกฏหมาย
หลกั ประกนั สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความถูกตอ้ งของการปกครอง ความแน่นอน และ
คาดทาํ นายไดข้ องกฏหมาย
- เคลเซ่น และ เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (คศ.1872-1970) นกั ปรัชญาเมธีในคา่ ยเสรีประชาธิปไตย ได้
เป็ นผคู้ ดั คา้ นสาํ นกั ความคดิ ทางกฏหมายของฝ่ายคอมมิวนิสตอ์ ยา่ งรุนแรง
สํานักความคดิ กฏหมายฝ่ ายสังคมวิทยา
- เกิดจาก กระแสความเคลือนไหวเปลียนแปลงทางเศรษฐกิจและสงั คมทีดาํ เนินไปอยา่ งรวดเร็ว
อนั สืบเนืองมาจากปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรมทีก่อใหเ้ กิดผลลพั ธก์ ารเปลียนแปลงในสภาพสงั คม วถิ ี
ชีวติ และระเบียบทางสงั คม
แนวคดิ ในสํานักความคดิ ในทางกฏหมายฝ่ ายสังคมวทิ ยา
- เนน้ บทบาทความสมั พนั ธข์ องกฏหมายตอ่ สงั คม อนั เป็นการสนใจกฏหมายในแงเ่ นือหาสาระ
มากกวา่ เป็นนามธรรม แนวคิดหรือทฤษฎีความคิดนี
- เนน้ เรืองบทบาทของกฏหมายในการจดั ระเบยี บผลประโยชนต์ ่อสงั คม
- เนน้ การศกึ ษาวธิ ีการตรากฏหมายเพอื แกไ้ ขปัญหาสงั คมตา่ งๆ โดยเฉพาะการสรา้ งกฏหมายเพอื
ปกป้ องผลประโยชนข์ องส่วนรวม หรือ อรรถประโยชนข์ องสงั คม
แนวคดิ ของสํานักความคดิ นีแบ่งกลุ่มได้เป็ น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มทมี ีแนวคิดคอ่ นขา้ งมาทางสงั คมนิยม
2. กลุ่มทมี ีแนวคดิ ค่อนมาทางอนุรักษน์ ิยม
แนวคดิ ทางกฏหมายฝ่ ายสัจจนิยม มองกฏหมายว่า
- สนใจในความเป็นจริง เพราะประเดน็ ขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณ์เกียวกบั กฏหมายหรือเจา้ หนา้ ทขี องรฐั
ผใู้ ชก้ ฏหมายก่อใหเ้ กิดประสบการณ์ทีสงั สมกนั ทาํ ใหบ้ คุ คลทเี กียวขอ้ งเกิดความสงสยั หรือคบั
ขอ้ งใจกบั การหาสาเหตุของกฏหมาย จงึ เกิดแนวคิดทีพยายามอธิบายหรือหาคาํ ตอบทีมุ่ง
แยกแยะหาเหตุผลต่างๆวา่
เหตุใดกฏหมายจึงบญั ญตั ิเช่นนนั
- ทาํ ไมศาลจงึ ตดั สินเช่นนนั โดยมีการนาํ วธิ ีการในวชิ าอืนๆมาใชอ้ ธิบายเรืองต่างๆในทาง
กฏหมายดว้ ย
สํานักความคดิ กฏหมายฝ่ ายนิยมประวตั ศิ าสตร์
- กฏหมายเกิดจากจติ วญิ ญาณประชาชาติ เป็ นเจตนารมณ์ของคนในชาติ และกฏหมายตอ้ งมี
ววิ ฒั นาการอยเู่ สมอ สาํ นกั ความคดิ นีเชือวา่ กฏหมายเกิดขึนและเป็นผลพวงของประวตั ศิ าสตร์
แนวคดิ ของนกั ความคิดนีเป็ นความคิดทางกฏหมาย ไม่ใช่ความคิดของนกั ประวตั ศิ าสตร์
สํานักแนวคดิ นี เชือวา่
- กฏหมายทีจะบญั ญตั ขิ ึนตอ้ งเป็ นกฏหมายทดี ี และเป็นกฏหมายทีถูกตอ้ งสอดคลอ้ งกบั เจตจาํ นง
ของคนในชาติ ไม่ใช่ลอกมา
สํานักความคดิ กฏหมาย เห็นว่า
- กฏหมายเป็นสิงทคี น้ พบ ไม่ไดถ้ ูกสรา้ งขนึ มีลกั ษณะเฉพาะเช่นเดียวกบั ภาษา เป็ นจติ วญิ ญาณ
ของประชาชาติ
ฟรีดริช คาร์ล ฟอน ซาวินยี
- ชาวเยอรมนั นกั คดิ ผเู้ ริมก่อตงั สาํ นกั ความคดิ ในทางกฏหมายฝ่ายนิยมประวตั ศิ าสตร์
- เขาเห็นวา่ กฏหมายมิไดม้ ิไดเ้ ป็นเรืองของเหตุผล แตเ่ พยี งอยา่ งเดียว แต่เจอื ไปดว้ ยวฒั นธรรม
และความรูส้ ึกร่วมกนั เป็ นเอกลกั ษณ์ของชนชาตนิ นั ๆตามอารมณ์ ความรู้สึกทางจติ ใจของแต่
ละชนชาติมีความแตกต่างกนั อารมณ์ ความรูส้ ึกทีวา่ นี คอื “จิตวิญญาณประชาชาติ” และ
แสดงออกใหเ้ ห็นไดจ้ ากกฏหมายประเพณี และ ภาษา
แนวโน้มของการพฒั นาความคดิ ทางกฏหมายในปัจจุบัน
- การนาํ ปรัชญากฏหมายธรรมชาติมาผสมกบั ปรัชญากฏหมายฝ่ายบา้ นเมืองเพอื หาส่วนทลี ะมา้ ย
กนั และเป็ นประโยชน์ต่อสงั คมใหม้ ากทสี ุด ปรัชญาใหม่ไม่มีชือเรียกอยา่ งเป็นทางการ บางครัง
เรียกวา่ “ปรัชญากฏหมายฝ่ายบา้ นเมืองแผนใหม่” (THE MODERN POSITIVE LAW)
- แนวคิดใหม่นี ยงั ไม่ถือขนาดถือเป็ นสาํ นกั ความคิดได้ เพราะยงั ขาดการสนบั สนุนและเผยแพร่
อยา่ งแขง็ ขนั และกไ็ ม่ไดใ้ หค้ าํ ตอบทีชดั แจง้ วา่ จะอธิบายความคิดรวบยอด หรือหลกั การ
พนื ฐานของกฏหมายวา่ อยา่ งไร แตก่ ค็ วรถือเป็ นแนวโนม้ ใหม่ในการพฒั นาความคดิ ทาง
กฏหมายไดป้ ระการหนึง
สําหรับประเทศไทย
- ตอ้ งถือวา่ ปรชั ญากฎหมายฝ่ายบา้ นเมืองมีอิทธิพลเป็นอนั มาก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดเิ รกฤทธิ
- ทรงเป็นผนู้ าํ ปรชั ญาของออสติน เขา้ มาอธิบายและเผยแพร่ในประเทศไทยตงั แต่สมยั แรกตงั
โรงเรียนกฏหมาย และดูเหมือนวา่ จะเป็นปรชั ญากฏหมายเพยี งปรชั ญาเดียวที น.ศ.นิตศิ าสตร์
รู้จกั กนั ในขณะนี แมอ้ าจไม่เคยไดย้ นิ คาํ วา่ “ออสติน” “ปรัชญากฏหมายฝ่ ายบ้านเมอื ง หรือ
“POSITIVE LAW” เลยก็ตาม
............................................................................................................................. .............................................
หน่วยที 2
ววิ ฒั นาการระบบกฏหมาย
.....................................................................................................................................................................................
แบบประเมนิ ผล
1. กฏหมายนนั ไดว้ วิ ฒั นาการมาจาก
- ความประพฤติ ศลี ธรรม จารีตประเพณี ศาสนา แลว้ กลายเป็ นมีสภาพบงั คบั ได้ ทงั ทยี งั ไม่มีภาษาเขียน
2. การววิ ฒั นาการของกฏหมาย ทสี าํ คญั ของโลกนนั มีไม่กีระบบ พอจะแยกไดด้ งั นี คือ
- กฏหมายในสงั คมบรรพกาล
- ววิ ฒั นาการของระบบประมวลกฏหมาย
- ววิ ฒั นาการของระบบคอมมอนลอว์
- ววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายอืนๆ
- แนวโนม้ ของววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายในโลกปัจจุบนั
3. กฏหมายเกิดจากแนวความคิดอยา่ งไร
- เกิดจากแนวคดิ เพอื สรา้ งหลกั เกณฑใ์ นการควบคุมมนุษยท์ ีอยใู่ นสงั คม
4. กฏหมายในสมยั บรรพกาล จะมีลกั ษณะเป็นอยา่ งไร
- นามธรรม
5. ความคิดเห็นทีถูกตอ้ งตามทาํ นองครองธรรมของมนุษยจ์ ะพงึ ปฏบิ ตั ิ เป็นหลกั กฏหมาย
- กฏหมายทวั ไป
- เป็นกฏหมายดงั เดิมของมนุษย์ และเป็นกฏหมายขนั พนื ฐานทใี ชก้ นั อยทู่ กุ วนั นี
6. แบบอยา่ งทีปฏิบตั ิสอดคลอ้ งตอ้ งกนั มาในถินใดเป็ นเวลาชา้ นาน จนสามารถบงั คบั ใชก้ บั ประชาชนในทอ้ งถิน
นนั ไดเ้ รียกวา่
- กฏหมายจารีตประเพณี
7. กรณีทีถือวา่ เป็น กฏหมายศาสนา คือ
- กฏหมายฮินดู / กฏหมายอิสลาม
8. ลกั ษณะของประมวลกฏหมาย คือ
- มาจากกฏหมายโรมนั ซึงมีสภาพบงั คบั ไดถ้ ึงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล
9. กรณีทถี ือวา่ เป็นววิ ฒั นาการเบืองตน้ ของระบบประมวลกฏหมาย คือ
- ประมวลกฏหมายฮมั มูราบี
- พระเจา้ ฮมั มูราบี คดิ วา่ “ประชาชนไม่สามารถอยอู่ ยา่ งอิสรภาพปลอดภยั โดยปราศจากฏกหมาย”
10. กฏหมายทอี อกโดยรฐั อยา่ งสมบูรณ์ฉบบั แรก คอื
- กฏหมายสิบสิงโตะ๊
- ถือไดว้ า่ เป็ นการเริมตน้ ของวชิ านิตศิ าสตร์ดว้ ยหลกั การทีวา่ “กฏหมายควรเป็ นสิงซึงเปิ ดเผยใหค้ นทวั ไปไดร้ ู้
ไดเ้ ห็นและศึกษาเหตผุ ลได”้
11. ในสมยั แองโกล-แซกซอน ศาลตดั สินโดยใชห้ ลกั กฏหมายใด
- กฏหมายจารีตประเพณี
12. หลกั คอมมอนลอว์ คือ
- เป็นการตดั สินทตี อ้ งมีเหตุมีผล
13. หลกั กฏหมายทีใชค้ วบคูก่ นั ไปกบั คอมมอนลอว์คอื
- กฏหมายเอ็คคริตี
14. พนื ฐานหลกั กฏหมายคอมมอนลอว์ไดม้ าจาก
- ผพู้ พิ ากษา
- เรียกไดว้ า่ ผพู้ พิ ากษาเป็นผบู้ ญั ญตั กิ ฏหมายขนึ ในแตล่ ะเรือง โดยใชห้ ลกั กฏหมายทวั ไปธรรมดาทีเขา้ ใจวา่
เป็นธรรม แลว้ วางหลกั ตดั สินคดีไป
15. สตาลิน ไดเ้ ปลียนหลกั ารใหม่ของกฏหมายสงั คมนิยม วา่
- ความยตุ ธิ รรมมีอยเู่ ทา่ ทกี ฏหมายกาํ หนดเท่านนั และตอ้ งเป็นกฏหมายทีรฐั บาลชนั กรรมาชีพซึงอยภู่ ายใต้
การนาํ ของพรรคคอมมิวนิสตก์ าํ หนดขึนเท่านนั ดว้ ย
16. ในทางอาญา ประเทศไทยใช้กฏหมายในลักษณะ
- กฏหมายลายลักษณ์อักษร
17. แนวโน้มในการววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายในโลกปัจจุบันนี จะใช้หลกั ฏหมายระบบใด
- ประมวลกฏหมาย หรือ ซีวิลลอว์
18. กฏหมายซีวลิ ลอว์
- เป็นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรทพี ฒั นามาจากกฏหมายจารีตประเพณีเดิม
- เกิดจากฝ่ายนิติบญั ญตั หิ รือนกั ฏหมายโดยทวั ไปกาํ หนดขนึ และผา่ นรัฐสภาออกมาเป็ นกฏหมายแลว้ ใช้
บงั คบั
- ผพู้ พิ ากษาจึงเป็นเพยี งผหู้ นึงทใี ชก้ ฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรทีฝ่ ายนิติบญั ญตั กิ าํ หนดขนึ เทา่ นนั
- คาํ พพิ ากษาของศาลในคดีก่อน ศาลไม่จาํ เป็ นตอ้ งถือตามกไ็ ดโ้ ดยไม่ถือวา่ “เสียจรรยาบรรณ”
19. การตีความกฏหมายคอมมอนลอว์ และ กฏหมายซีวิลลอว์
- ผใู้ ชก้ ฏหมายในระบบซีวลิ ลอวจ์ ะตีความตามกฏหมายคอมมอนลอวไ์ ม่ได้ และระบบคอมมอนลอวจ์ ะ
ตีความตามระบบซีวลิ ลอวไ์ ม่ได้ เพราะแนวความคดิ เห็นและความเป็นมาไม่เหมือนกนั
20. ศิลาจารึกพ่อขนุ รามคาํ แหง เทยี บไดก้ บั
- เทยี บไดก้ บั มหากฏบตั ร (MAGNA CARTA) ขององั กฤษ ซึงขององั กฤษถือวา่ เป็นรฐั ธรรมนูญฉบบั แรกของ
องั กฤษ
- นกั นิตศิ าสตร์บางทา่ นเรียกวา่ “กฏหมายสีบท” โดยเกียวกบั เรือง
กฏหมายมรดก
กฏหมายทดี ิน
กฏหมายวธิ ีพจิ ารณา
กฏหมายร้องทุกข์
21. ในสมยั กรุงสุโขทัย
- พอ่ ขนุ รามคาํ แหง
เป็ นการใชห้ ลกั กฏหมายทวั ไปทีเห็นวา่ เป็ นธรรม และใชร้ ะบบกฏหมายในสงั คมบรรพกาล
- สมยั พญาเลอไท
มีหลกั ฐานวา่ ไดม้ ีการจารึกในลกั ษณะเป็ นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร โดยปรากฏเป็นเรืองๆไป
- ยงั มีการใชก้ ฏหมาย “พระธรรมศาสตร์” ซึงเป็นคมั ภรี ์ทสี ืบทอดมาจาก “มนูศาสตร์” ของชาวฮินดู
นอกจากนียงั ใช้ “พระราชศาสตร์” คือ คาํ สงั ของพระมหากษตั ริย์ เป็นกฏหมายอีกดว้ ย
22. สมยั กรุศรีอยุธยา
- มีหลกั ฐานปรากฏชดั วา่ ไดใ้ ชก้ ฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรอยา่ งสมบรู ณ์ กฏหมายทใี ชค้ ือ “พระธรรมศาสตร์”
อนั เป็นหลกั กฏหมายทีมีตน้ กาํ เนิดมาจากอินเดีย
- นอกจากนีพระมหากษตั ริยไ์ ดท้ รงตรากฏหมายขึนเพอื ใชบ้ งั คบั แก่ราษฎร เรียกวา่ “พระราชศาสตร์” ซึงมี
กฏหมายทีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรอยหู่ ลายเรืองดว้ ยกนั
23. ระบบกฏหมายต้นกรุงรัตนโกสินทร์
- ประเทศไทยใชร้ ะบบกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรในการปกครองประเทศ ตรงกบั ทีพระเจา้ นโปเลียนแห่ง
ฝรังเศสไดจ้ ดั ทาํ “ประมวลกฏหมายนโปเลียน”
- พ.ศ. 2347 รัชกาลที 1 ไดม้ ีการชาํ ระกฏหมายขนึ ใหม่ เรียกวา่ “กฏหมายตราสามดวง” ชาวต่างชาตเิ รียกกนั
วา่ “ประมวลกฏหมายรัชกาลที 1”
รัชกาลที 5
- มีการเปลียนแปลงกฏหมายไทยใหเ้ ป็นกฏหมายทีทนั สมยั และศาลไทยใหอ้ ยใู่ นระดบั ทีชาวต่างประเทศ
ยอมรับ และยอมรับไดโ้ ดยทวั ไป
- ไดต้ งั คณะกรรมการชาํ ระและร่างกฏหมายขึน ในปี พ.ศ. 2440 โดยร่างกฏหมายลกั ษณะอาญาอนั มีลกั ษณะ
เป็นประมวลกฏหมายอาญาขนึ และทรงประกาศใชเ้ ป็ นประมวลกฏหมายฉบบั แรกเมือ วนั ที 15 เมษายน
พ.ศ. 2451 เรียกวา่ “ กฏหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127”
รัชกาลที 6
- ทรงดาํ เนินงานร่างกฏหมายอืนๆโดยร่างเป็ นประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์ รวมทงั สิน 6 บรรพ คอื
24. ปัญหาและอปุ สรรคในการพัฒนาระบบกฏหมายไทย คือ
- วชิ านิติศาสตร์กระจายอยหู่ ลายสถาบนั
- การฝึกวชิ าชีพทางกฏหมายมีแยกจากกนั
- การร่างกฏหมายในปัจจบุ นั ไม่เป็นไปตามระบบของการร่างกฏหมายทีถูกตอ้ ง
- ไม่มีระบบการติดตามและประเมินผลการบงั คบั ใชก้ ฏหมาย ทาํ ใหม้ ีการออกกฏหมายและยกเลิกกฏหมาย
ตา่ งๆอยเู่ สมอ และบางครังกฏหมายออกมามากแตล่ ะฉบบั จะขดั แยง้ กนั เอง
25. หลกั ในการศึกษากฏหมายทีถูกต้อง มี 3 ประการ คือ
- ตอ้ งมีความจาํ
- ตอ้ งมีความเขา้ ใจอนั ดี
- ตอ้ งใชก้ ฏหมายไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
26. วิธีการสอนกฏหมายทีถูกต้อง มี 2 กรณี คือ
- มีวธิ ีคิดในทางกฏหมายเหมือนกนั
- มีหลกั วชิ าอยา่ งเดียวกนั
27. การศึกษาทางนิตศิ าสตร์ทจี ะทาํ ให้กฏหมายได้มีการพฒั นาไปโดยถูกทางจะตอ้ ง
- ยอ่ มขนึ อยกู่ บั การเรียน การสอนทถี ูกตอ้ งตามระบบกฏหมายไทย โดยตอ้ งมีการเรียน การสอนไปในทศิ ทาง
เดียวกนั ใหผ้ ทู้ าํ การศึกษามีแนวความคดิ ของตนเองเป็ นอิสระ และตอ้ งปลูกฝังนกั กฏหมายใหม้ ีคุณธรรมใน
การรับใชป้ ระชาชน ไม่ใหม้ ีการเอารัดเอาเปรียบสงั คม
28. สถาบันวชิ าชีพกฏหมาย มีอยู่ 3 สถาบนั คอื
- สถาบนั ตลุ าการ
สถาบนั พฒั นาขา้ ราชการฝ่ายตุลาการศาลยตุ ธิ รรม
สถาบนั พฒั นาตลุ าการและขา้ ราชการฝ่ายปกครอง โดยมีการตงั วทิ ยาลยั ตลุ าการศาลปกครองขึนเป็ น
การเฉพาะ
- สถาบนั อยั การ
มีสาํ นกั งานพฒั นาขา้ ราชการฝ่ายอยั การ
- สถาบนั ทนายความ
สาํ นกั ฝึกอบรมวชิ าชีพทนายความ
29. การแยกฝึ กวิชาชีพนักกฏหมายเป็ นแต่ละสาขาอาชีพ มีผลตอ่ การพฒั นากฏหมาย คือ
- ไม่อาจจะพฒั นาแนวความคดิ ทางกฏหมายไปในทางเดียวกนั ได้ เพราะแต่ละสถาบนั มีความคิดเห็นของ
ตนเอง จะเกิดความแตกต่างในการพฒั นากฏหมาย
30. การบญั ญัตกิ ฏหมายแต่ละฉบบั นัน จะตอ้ งอาศยั หลกั
- หลกั คุณธรรมและคาํ นึงถึงธรรมะเป็ นสาํ คญั โดยไม่ออกกฏหมายเพอื รกั ษาผลประโยชนข์ องผหู้ นึงผใู้ ดหรือ
หน่วยงานใดหน่วยงานหนึงโดยเฉพาะ
............................................................................................................................. ....................................................
กฏหมายนนั ได้ววิ ฒั นาการมาจาก
- ความประพฤติ ศลี ธรรม จารีตประเพณี ศาสนา แลว้ กลายเป็ นมีสภาพบงั คบั ได้ ทงั ทียงั ไม่มีภาษาเขียน
การววิ ัฒนาการของกฏหมาย ทีสําคญั ของโลกนันมไี ม่กีระบบ พอจะแยกได้ดังนี คอื
- กฏหมายในสงั คมบรรพกาล
- ววิ ฒั นาการของระบบประมวลกฏหมาย
- ววิ ฒั นาการของระบบคอมมอนลอว์
- ววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายอืนๆ
- แนวโนม้ ของววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายในโลกปัจจบุ นั
กฏหมายในสังคมบรรพกาล
- คาํ สังของหัวหน้า หรือ คาํ ตัดสินของผู้ได้รับการยอมรับ
- จารีตประเพณี
- ศีลธรรม ศาสนา
- หลกั กฏหมายทวั ไป
คาํ สังของหัวหน้าเผ่าเป็ นกฏหมายได้ อย่างไร
- เมือมีกรณีพพิ าทหรือโตแ้ ยง้ เกิดขนึ ผทู้ ีเป็ นหวั หนา้ เผา่ จะตอ้ งเป็นผชู้ ีขาด ซึงตอ้ งอาศยั ความถูกตอ้ งตาม
กฏเกณฑ์ การชีขาดดงั กล่าวบงั คบั แก่คูก่ รณีได้ โดยจะตอ้ งปฏบิ ตั ิตามและเชือฟังคาํ ชีขาดและกฏเกณฑเ์ ช่นนั
จงึ เป็นกฏหมาย
จารีตประเพณี
- เกิดจากพฤติกรรมการเลียนแบบของมนุษยต์ ามความเคยชินทคี นในสงั คมนนั จะกระทาํ ตามคนส่วนใหญ่
เมือพฤตกิ รรมเหล่านนั ไดม้ ีการปฏบิ ตั ิต่อเนืองกนั มาเรือยๆ เป็ นระยะเวลาอนั ยาวนาน หากผใู้ ดฝ่าฝืนไม่ยอม
ประพฤติหรือปฏบิ ตั ติ าม ก็จะไดร้ บั การตาํ หนิอยา่ งรุนแรงจากสงั คม ในบางครังก็จะมีสภาพเป็นการลงโทษ
ในทสี ุดก็กลายเป็ นหลกั บงั คบั ใชก้ บั ประชาชนในถินนนั ๆ และเป็นกฏหมายจารีตประเพณีโดยไม่รู้ตวั
- ประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 4 บญั ญตั วิ า่
เมือไม่มีบทกฏหมายทีจะยกมาปรับคดีได้ ใหว้ นิ ิจฉยั คดีนนั ตามจารีตประเพณีแห่งทอ้ งถิน
- ลกั ษณะของจารีตประเพณีทจี ะเป็นกฏหมายไดน้ นั จะตอ้ งประกอบดว้ ย
องคป์ ระกอบภายนอก
องคป์ ระกอบภายใน
ศีลธรรม ศาสนา
- ศาสนา เป็นเรืองสอนใหบ้ ุคคลในสงั คม รูด้ ี รู้ชวั รูบ้ ุญ รู้บาป และมีศีลธรรมตา่ งๆ หลกั คมั ภรี ์ตา่ งๆ ของ
ศาสนามุ่งสอนการดาํ เนินชีวติ และความเป็ นอยใู่ นสงั คมใหม้ ีความสงบ และอยเู่ ยน็ เป็นสุข ในทีสุด
หลกั ธรรมคาํ สอนคาํ สอนเหล่านนั ไดเ้ ป็ นทียอมรบั ของคนในสงั คมวา่ เป็ นสิงทีดี จนกลายเป็ นกฏหมาย
บา้ นเมือง เป็นระบบกฏหมายศาสนาขนึ เช่น
กฏหมายอิสลาม
กฏหมายฮินดู
- ลกั ษณะสาํ คญั ของกฏหมายในระบบนี คือ
ไม่ใหค้ วามสาํ คญั กบั กฏหมายทฝี ่ ายบา้ นเมืองเป็ นผตู้ ราขนึ เพราะถือวา่ ในหลกั คาํ สอนทมี ี
อยกู่ ็สามารถคน้ หาทุกอยา่ งรวมทงั กฏเกณฑค์ วามประพฤติของมนุษยน์ าํ มาใชไ้ ดอ้ ยา่ ง
กฏหมายอยแู่ ลว้ บทกาํ หนดโทษกม็ ีอยแู่ ลว้ ตามหลกั คาํ สอนนนั
หลกั กฏหมายทัวไป
- ความคดิ เห็นทีถูกตอ้ งตามทาํ นองครองธรรมของมนุษยจ์ ะพงึ ปฏบิ ตั ิ
- เป็นกฏหมายดงั เดิมของมนุษย์ และเป็ นกฏหมายขนั พนื ฐานทีใชก้ นั อยใู่ นปัจจบุ นั นี แมว้ า่ จะไม่มีบญั ญตั เิ ป็น
ตวั อกั ษรใหเ้ ห็นได้ คงเป็นเพยี งความร็สึกถูกตอ้ งของมนุษยเ์ ท่านนั
- ดงั นนั เมือเกิดกรณีพพิ าทขึนและหาบทของกฏหมายบงั คบั ไม่ได้ ศาลจะเป็นผวู้ นิ ิจฉยั ความถูกตอ้ งของเรือง
นนั ความถูกตอ้ งทีศาลยกขนึ วนิ ิจฉยั จึงเป็นหลกั กฏหมายทวั ไป ทีศาลไดห้ ยบิ ขึนมาใชป้ รบั ขอ้ พพิ าทนนั
ววิ ฒั นาการของระบบประมวลกฏหมาย
- ระบบประมวลกฏหมาย เป็นระบบทีววิ ฒั นาการมาจากกฏหมายในสงั คมดงั เดิม หรือบรรพกาลนนั เอง โดย
มีการพฒั นาเป็ นหนงั สือหรือลายลกั ษณ์อกั ษรขึน
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคาํ แหง
ถือเป็นหลกั ฐานทางกฏหมายทีเป็นภาษาไทยฉบบั แรกของไทย
ถือวา่ เป็ นกฏหมายรฐั ธรรมนูญ
แนวทางววิ ัฒนาการระบบประมวลกฏหมาย หรือ ทเี รียกว่า “CEVIL LAW”
ไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์กฏหมายทีไดม้ ีการศกึ ษารวบรวมไว้ โดยระบบประมวล
กฏหมายไดเ้ ริมตน้ และววิ ฒั นาการมาจากหลกั ฐานต่างๆ
ลักษณะของระบบประมวลกฏหมายหรือ CEVIL LAW คือ
เป็ นระบบกฏหมายทีมาจากกฏหมายโรมนั และใชก้ นั อยทู่ วั ไปในยโุ รป ซึงแตกต่างกนั ไป
จาก “กฏหมายจารีตประเพณี” หรือ COMMON LAW
เป็ นการตงั หลกั เกณฑท์ ใี ชบ้ งั คบั ถึงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคล ซึงแตกต่างไปจาก
กฏหมายมหาชน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ จะแตกต่างไปจากฏหมายหมายอาญา
เป็ นกฏหมายทีมีสภาพบงั คบั ใช้ ซึงตรงขา้ มกบั กฏหมายพระ หรือ ศาสนจกั ร( CANNON
LAW)
การววิ ัฒนาการของประมวลกฏหมาย มคี วามสืบเนืองติดต่อกันมา ดงั นี
ประมวลกฏหมายฮมั มูราบี
กฏหมายโรมนั
ประมวลกฏหมายแพง่ ฝรงั เศสสมยั นโปเลียน
การจดั ทาํ ประมวลกฏหมาย
ประมวลกฏหมายฮมั มูราบี
- ถือวา่ เป็ นการววิ ฒั นาการเบืองตน้ ของประมวลกฏหมาย
- ตงั ชือตามพระนามของพระเจา้ “ฮมั มูราบี” ซึงเป็นชาว “บาบโิ ลเนีย” โดยสลกั บนแทง่ หินสีดาํ
- โดยการเอากฏหมายเก่าของชาวสุมาเรียนและชาวอียปิ ตท์ ีมีอยแู่ ลว้ มาตรวจทานและประมวลขึนใหม่ มี
ทงั หมด 282 ขอ้
- ไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็นประมวลกฏหมายทเี ก่าแก่ทมี ีความสมบรู ณ์ทสี ุดในยคุ นนั และเป็ นแบบอยา่ งของ
กฏหมายในยคุ ตอ่ ๆมา
- เป็นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร ประกอบดว้ ย
กฏหมายมหาชน ซึงวา่ ดว้ ยการปกครองบา้ นเมือง ชนชนั ของประชาชน
กฏหมายเอกชน เกียวกบั นิติกรรมสญั ญา สญั ญาเช่า สญั ญาซือขาย การจา้ งแรงงาน
กฏหมายครอบครวั ลกั ษณะประกนั ภยั
กฏหมายอาญา จะมีบทบญั ญตั ิลงโทษการทาํ ความผดิ แต่ยดึ หลกั การแกแ้ คน้ แทนทีรุนแรง
มาก
- ประมวลกฏหมายฮมั มูราบี จงึ เป็นเพยี งศลิ าจารึกเทา่ นนั เพราะขอ้ ความทีจารึกลงบนแท่นหินนนั มิได้
บญั ญตั ิเอาไวว้ า่ กฏเกณฑแ์ ละระเบยี บทมี ีอยนู่ นั คือ “กฏหมาย”
กฏหมายโรมัน
- ถือกนั วา่ เป็นทีมาของระบบประมวลกฏหมาย เพราะกฏหมายโรมนั ทีบญั ญตั ิเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรไดเ้ ขียน
ขึนโดยมีลกั ษณะทมี ีสภาพบงั คบั ได้ และไดอ้ อกโยรฐั หรือ ผมู้ ีอาํ นาจทางนิตบิ ญั ญตํ กิ าํ หนดขึน
ประมวลกฏหมายในสมยั โรมนั หมายถึง
- กฏหมายทีใชส้ าํ หรับชาวเมือง คอื พลเมืองชาวโรมนั
ววิ ฒั นาการของกฏหมายโรมัน อนั เป็นทีมาของรบั บประมวลกฏหมายนนั มีกรณีทศี กึ ษาอยู่ 2 กฏหมาย คอื
- กฏหมายสิบสองโตะ๊
- ประมวลกฏหมายของพระเจา้ จสั ติเนียน
กฏหมายสิบสองโต๊ะ
- เป็นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรแรกสุดของกฏหมายโรมนั ทเี ป็ นลกั ษณะของกฏหมายทอี อกโดยรัฐอยา่ ง
สมบูรณ์ ประมาณปี 450 ก่อนคริตส์ศกั ราช
- เป็นกฏหมายประเพณีทไี ดร้ ับอิทธิพลมาจากรีก
- เป็นผลิตผลมาจากการตอ่ สูร้ ะหวา่ งชนชนั ปกครองหรือพวกขนุ นาง ทเี รียกวา่ “PATRICIAN” และชนชนั ที
อยใู่ ตป้ กครอง หรือ พวกไพร่สามญั ชน ทเี รียกวา่ “ PLEBEIANS”
รายละเอียดโดยย่อของกฏหมายสิบสองโต๊ะ
- โตะ๊ ที 1-3 ไดแ้ ก่ วธิ ีพจิ ารณาความแพง่ และ การบงั คบั คดี
- โตะ๊ ที 4 ไดแ้ ก่ อาํ นาจอิสระของบดิ า
- โตะ๊ ที 5-7 ไดแ้ ก่ อาํ นาจปกครอง มรดก ทรพั ยส์ ิน
- โตะ๊ ที 8 ไดแ้ ก่ การลงโทษทางอาญา
- โตะ๊ ที 9 ไดแ้ ก่ กฏหมายมหาชน
- โตะ๊ ที 10 ไดแ้ ก่ กฏหมายศกั ดิสิทธิ
- โตะ๊ ที 11- 12 ไดแ้ ก่ กฏหมายเพมิ เติม
กฏหมายสิงสองโต๊ะ
ของชาวโรมนั นีไดเ้ ขียนไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษรอยา่ งแทจ้ ริงและมีสภาพบงั คบั ใช้ จงึ ถือวา่ เป็น
จดุ เริมตน้ ของมนุษยท์ ีไดว้ วิ ฒั นาการจากกฏหมายบรรพกาล อนั ไดแ้ ก่ จารีตประเพณี และกฏระเบยี บทีใชเ้ ป็น
กฏหมาย อยมู่ ากลายเป็ นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร ซึงต่อมาเรียกวา่ “ระบบประมวลกฏหมาย”
จงึ ตอ้ งนบั ไดว้ า่ ชาวโรมนั มีความสามารถสรา้ งระบบนิติศาสตร์ในลกั ษณะทีเดิมเป็ นนามธรรมใน
ระดบั สูงมาก และเป็ นชาตแิ รกในโลกทีทําให้กฏหมายเป็ นรูปธรรมได้
กฏหมายโรมนั สามารถปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั การขยายตวั ทางเศรษฐกิจของโรมไดด้ ว้ ย ไม่ใช้วิธีออก
กฏหมาย แต่ใช้วิธีการตคี วาม นันเอง
การนาํ กฏหมายโรมนั ไปใชก้ จ็ ะเอาไปเป็ นชินมากกวา่ จะนาํ กฏเกณฑไ์ ปแยกออก แต่ละชินของกฏหมาย
โรมนั จะไม่ปะปนกนั โดยแยกออกเป็ นแตล่ ะเรืองมากกวา่
โดยสรุป กฏหมายโรมันในครังนัน
- สมยั ระบบกษตั ริย์ จะมีพระราชบญั ญตั ิ
- สมยั ประชาธิปไตย จะมีรฐั บญั ญตั แิ ละประกาศนโยบายของผบู้ ริหาร
- สมยั จกั รวรรดิ จะมีประกาศนโยบายและพระราชบญั ญตั ิ
นอกจากนียงั มีการตีความของนักนิตศิ าสตร์กเ็ ป็นกฏหมายอีกดว้ ย ความหลากหลายของกฏหมายเหล่านีก็
เพอื ปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั การขยายตวั ทางเศรษฐกิจของโรมไดพ้ อดีนนั เอง
ประมวลกฏหมายของพระเจ้าจสั ตเี นยี น
- ช่วงคริสศตวรรษที 6 สมยั ของจกั รพรรดิจสั ตเนียน เป็นการนาํ เอากฏหมายในเรืองต่างๆมารวมไวใ้ นฉบบั
เดียวกนั ไดส้ าํ เร็จ
- เป็นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรชุดสุดทา้ ยทมี ีความสาํ คญั ทีสุดของกฏหมายโรมนั คอื “ประมวลกฏหมายของ
พระเจ้าจสั ตเิ นียน เรียกว่า “ CURPUS JURIS CIVIL ( THE BODY LAW) ”
- ภาคพนื ยโุ รปไดย้ อมรับเอากฏหมายโรมนั ไปใช้ ยกเวน้ ประเทศองั กฤษ ทมี ีกฏหมาย COMMON LAW และ
EQUITY เป็นของตนเอง แต่ในทีสุดเมือประเทศองั กฤษมีรฐั สภา กไ็ ม่พน้ ทีตอ้ งยอมรับเอากฏหมายโรมนั
ไปใช้
- เป็นทยี อมรับวา่ องคป์ ระกอบทเี ป็นกฏหมายโรมนั ทใี ชก้ นั อยทู่ วั โลก โดยเฉพาะประมวลกฏหมายแพง่ ที
หลายประเทศนิยมใชก้ นั อยใู่ นปัจจบุ นั และยงั ถือวา่ กฏหมายโรมนั เป็นพนื ฐานของจารีตนิตศิ าสตร์ในยโุ รป
และทอี ืนในโลกปัจจบุ นั ไดร้ ับอิทธิพลของกฏหมายโรมนั
ประมวลกฏหมายแพ่งฝรังเศสสมยั นโปเลยี น
- ศตวรรษที 17 ซึงอยใู่ นระหวา่ งการปฏวิ ตั ิฝรังเศส มีการเปลียนแปลงและพฒั นาประมวลกฏหมายตา่ งๆขึน
ทีสาํ คญั ทีสุดคือ ประมวลกฏหมายแพง่ นโปเลียน
- ทาํ การร่างเมือปี ค.ศ. 1803 และประกาศใชใ้ นปี ค.ศ. 1804
- นบั วา่ เป็นประมวลกฏหมายแพง่ สมยั ใหม่ฉบบั แรกของโลก
- นโปเลียนถึงกบั กล่าววา่ “ ประมวลกฏหมายแพง่ ของฉนั จะไม่มีวนั ถูกลืมจะมีชีวติ อยตู่ ลอดชวั กลั ปวสาน”
การจดั ทาํ ประมวลกฏหมาย
- จะมี 3 ลกั ษณะใหญ่ๆคอื
โครงสร้าง
เนือหา
ภาษา
ซึงจะมีลกั ษณะความเป็นอนั หนึงอนั เดียวกนั ภาษาทใี ชจ้ ะตอ้ งสามารถคลุมถึงขอ้ เทจ็ จริงในอนาคตได้
ถือไดว้ า่ เป็ นการจดั ทาํ กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรไปสู่ระบบประมวลกฏหมาย คือ การรวบรวมกฏหมายลาย
ลกั ษณ์อกั ษรทกี ระจดั กระจายใหอ้ ยใู่ นฉบบั เดียวกนั
ประเทศฝรังเศส
เป็ นประเทศแรกในภาคพนื ยโุ รปทีทาํ ประมวลกฏหมาย หรือ CEVIL LAW ทงั นีเป็ น
เพราะการไดร้ ับอิทธิพลมาจากกฏหมายโรมนั ดว้ ยฝรังเศสไดร้ บั การปกครองจากชาว
โรมนั มาก่อน หลงั จากโรมนั ไดล้ ่มสลายลง กฏหมายโรมนั กย็ งั มีใชอ้ ยทู่ างตอนใตข้ อง
ฝรงั เศส ส่วนทางตอนเหนือกฏหมายทใี ชอ้ ยเู่ ป็นจารีตประเพณีของชนเผา่ ต่างๆ
ฝรังเศส ไดจ้ ดั ทาํ ประมวลกฏหมายแพง่ ประมวลกฏหมายพาณิชย์ ประมวลกฏหมายวี
พจิ ารณาความแพง่ กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา ทาํ ใหก้ ฏหมายฝรงั เศสใชก้ นั ทวั
ประเทศ และตอ่ มาไดข้ ยายวงกวา้ ง โดยมีการบญั ญตั ิกฏหมายของประเทศต่างๆทวั โลก ใน
ระบบประมวลกฏมายนบั วา่ เป็นทีแพร่หลายมาก
การร่างประมวลกฏหมาย ยดึ หลกั สาํ คญั 3 ประการ คอื
- ภาษาทใี ชใ้ นหมู่กฏหมายจะตอ้ งชดั เจน ทุกคนสามารถอ่านเขา้ ใจได้ ไม่จาํ กดั เฉพาะนกั กฏหมาย
- ประมวลกฏหมายจะทาํ หนา้ ทมี ุ่งวางหลกั กฏหมายเป็ นสาํ คญั มากกวา่ ทีจะบญั ญตั ิรายละเอียดปลีกยอ่ ย
- ประมวลกฏหมายจะตอ้ งแสดงออกถึงความคิดหรือปรชั ญาใหม่
ประเทศตา่ งๆในยโุ รป เช่น เยอรมนี เบลเยยี ม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี และออสเตรีย กร็ ับเอาอิทธิพลของ
แนวคิดเหล่านีไปจดั ทาํ เป็นประมวลกฏหมาย แมแ้ ตใ่ นประเทศไทย ก็ไดน้ าํ เอาระบบประมวลกฏหมาย
ดงั กล่าวนีมาจดั ทาํ เป็ นกฏหมายของตนเองขึน
ระบบประมวลกฏหมาย จะมีลกั ษณะ
- เป็นระบบกฏหมายทีมาจากฏกหมายโรมนั และ ใชก้ นั อยทู่ วั ไปในยโุ รป ซึงแตกตา่ งจากกฏหมายจารีต
ประเพณี
- เป็นการตงั หลกั เกณฑท์ ใี ชบ้ งั คบั ถึงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคล ซ฿งแตกตา่ งไปจากกฏหมายมหาชน
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ จะแตกตา่ งไปจากกฏหมายอาญา
- เป็นกฏหมายทีมีสภาพบงั คบั ซึงตรงขา้ มกบั กฏหมายพระ หรือ ศาสนจกั ร
ววิ ฒั นาการของระบบคอมมอนลอว์ หรือ จารีตประเพณี
ต้นแบบและแม่บทของกฏหมายของกฏหมายนี
- ไดพ้ ฒั นามาจากประวตั ศิ าสตร์ขององั กฤษทีเป็ นระบบตอ่ ตา้ นคาํ พพิ ากษาของศาลทอ้ งถิน คอื เป็ นระบบ
กฏหมายทเี กิดขนึ เพอื ตอ่ ตา้ นประเพณีแตเ่ ดิมนนั เอง
ประเทศอังกฤษและประเทศในเครือจกั รภพอังกฤษ
- ใชก้ นั อยา่ งกวา้ งขวาง โดยทีไม่มีบทบญั ญตั ิของกฏหมาย หรือ ประมวลกฏหมายตราไว้ หรือ อาจมีกไ็ ด้ แต่
เป็นผลเนืองมาจากคาํ ตดั สินของศาลทีไดท้ าํ การตดั สินชีขาดคดีอยา่ งต่อเนืองกนั มาเป็นศตวรรษ
วธิ ีการตัดสินคดี
- ใชเ้ หตผุ ลในการชีขาดคดี อนั เป็ นทีรู้กนั โดยทวั ไปวา่ เป็นการใชห้ ลกั ศีลธรรมจรรยาในการตดั สินปัญหา
เป็ นลกั ษณะเด่นของกฏหมายอังกฤษ
- ทาํ ใหร้ ะบบกฏหมายองั กฤษมีชือเรียกอีกอยา่ งหนึงวา่ “ ระบบกฏหมายคอมมอนลอว”์ โดยถือวา่ เป็ นหลกั
กฏหมายทศี าลสรา้ งขึน ทาํ ใหค้ ดีทีเกิดขึนในภายหลงั ซึงมีขอ้ เทจ็ จริงเกิดขึนแบบเดียวกนั คาํ พพิ ากษาของ
ศาลตอ้ งยดึ หลกั เกณฑค์ าํ พพิ ากทมี ีมาก่อน มีการพฒั นาจนกระทงั เรียกระบบกฏหมายนีวา่ “ระบบกฏหมายที
ศาลกาํ หนดขนึ ”
หลกั คอมมอนลอว์
- มีความหมายวา่ เป็นกฏเกณฑท์ ีใชร้ ่วมกนั หรือใชก้ นั ทวั ไป ไม่ใชว้ ธิ ีการตดั สินตามอาํ เภอใจ และศาลที
วนิ ิจฉยั ในระบบกฏหมายนีเรียกวา่ “ศาลคอมมอนลอว์”
- มรี ะบบลูกขุน มาใชใ้ นการพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จริง จึงทาํ ใหศ้ าลคอมมอนลอว์ เป็ นทีน่าเชือถือไดเ้ หนือศาล
ทอ้ งถินอยา่ งแทจ้ ริงและกฏหมายทใี ชบ้ งั คบั ในศาลคอมมอนลอว์ กลายเป็ นกฏหมายทีใชบ้ งั คบั ทวั ไปใน
องั กฤษ
PRECEDENT หมายถึง
- หลกั กฏหมายทีไดเ้ กิดขนึ จากคาํ พพิ ากษาของศาล
- ไม่ขึนอยกู่ บั อาํ นาจของผบู้ ริหาร หรือ ผปู้ กครอง หรือ อาํ นาจการตรากฏหมายของรฐั สภา
กฏหมายคอมมอนลอว์ คอื
- กฏหมายทีศาลสรา้ งขนึ ในศตวรรษที 12 ถึง 13
- โดยอาศยั กฏหมายแองโกล-แซกซอน และนอร์มนั เป็นพนื ฐาน ผนวกกบั ความรู้และประสบการณ์ของผู้
พพิ ากษาแตล่ ะคน
- ศตวรรษที 15 และ 16 แมป้ ระเทศในยโุ รปส่วนมากจะยอมรบั เอากฏหมายโรมนั มาใช้ องั กฤษ มิได้
เปลียนแปลงตามประเทศยโุ รป แต่ไดเ้ พมิ กฏหมายคอมมอนลอวเ์ ดิมโดย “กฏหมายแอค็ ควติ ี” และ
พระราชบญั ญตั ิตา่ งๆจนกลายเป็ น ระบบกฏหมายทพี ฒั นาเคียงคูก่ บั กฏหมายโรมนั มาจนถึงปัจจบุ นั
ระบบเอค็ ควิตี ( EQUITY) คอื
- การใชว้ ธิ ีการของกฏหมายใหต้ ่างไปจากคอมมอนลอว์ หรือ “ศาลชานเชอรี”
- โดยวนิ ิจฉยั ยดึ อาศยั หลกั มโนธรรม หลกั ประโยชน์สุขและความยตุ ิธรรมแก่คูก่ รณี ในสงั คมเป็นใหญ่ ซึง
นบั วา่ เป็นผลกระทบตอ่ นายทนุ เป็นอนั มาก
- เป็นการแทรกแซงเพอื แกไ้ ขความไม่เป็ นธรรมของศาลคอมมอนลอว์ และมิไดถ้ ือตามหลกั กฏหมายแนวคาํ
พพิ ากษาแบบคอมมอนลอว์ ทงั ยงั นาํ เอาหลกั กฏหมายศาสนา และ กฏหมายโรมนั เขา้ มาปรบั แตง่ กฏหมาย
องั กฤษ
- จากการวนิ ิจฉัยคดีของศาลชานเซอรี นี จงึ ไดเ้ กิดกฏหมายแอค็ ควติ ีขึน และถือวา่ การพจิ ารณาคดีในศษา
ลชานเซอรีนี เป็นการพจิ ารณาโดยใชก้ ฏหมายแอค็ ควติ ี กลายเป็นระบบกฏหมายทีควบคู่ไปกบั กฏหมาย
คอมมอนลอว์
- กฏหมายแอค็ ควิตี ทีเขา้ มาเสริมในกฏหมายคอมอนลอวม์ าก ไดแ้ ก่ กฏหมายเกียวกบั ทรพั ยส์ ิน รองลงมา
ไดแ้ ก่ สญั ญา และกฏหมายละเมิด ส่วนกฏหมายอาญา จะไม่เข้ามามบี ทบาทเลย
ชานเซลเลอร์ คอื
- เจา้ หนา้ ทที มี ีหนา้ ทีโดยตรงทีจะแกป้ ัญหา เมือผเู้ สียหายทีไม่ไดร้ บั ความเป็ นธรรมจากศาลคอมมอนลอว์ ยนื
ร้องขอความเป็ นธรรมโดยตรงต่อกษตั ริย์
- กษตั ริย์ จะมอบใหช้ านเซลเลอร์ เป็ นผพู้ จิ ารณาแต่ผเู้ ดียว ซึง ชานเซลเลอร์ จงึ ออกนงั พจิ ารณาคดีและวนิ ิจฉยั
คดีในนามของตนเอง นบั แตน่ นั มาจึงถือไดว้ า่ “ชานเซอรี” มีสภาพเป็นศาลอยา่ งแทจ้ ริง
ศาลคอมมอนลอว์ และ ศาลแอค็ ควติ ี
- ศตวรรษที 18 มีความขดั แยง้ ระหวา่ งศาลคอมมอนลอวแ์ ละศาลแอ็คควติ ี
- ในระหวา่ งปี 1830 และ 1860 ไดม้ ีการปฏิรูปการพจิ ารณาคดีในศาลคอมมอนลอว์ และศาลแอ็คควติ ี ใหเ้ ป็ น
แนวเดียวกั
- ต่อมาในปี 1873-1875 ไดม้ ีพระราชบญั ญyติ “THE JUDICATURE ACTS, กาํ หนดใหจ้ ดั ตงั ศาลสูงขึนศาล
เดียว มีอาํ นาจพจิ ารณาคดีต่างๆทีศาลสูงเดิมมีอยใู่ หม้ ีอาํ นาจพจิ ารณาคดีตามกฏหมายคอมมอนลอว์
และแอ็คควติ มี าพจิ ารณาคดีเดียวกนั ไดส้ าํ เร็จ
ในปัจจบุ นั องั กฤษไดม้ ีการจดั ระบบสงั คมใหม่ ทาํ ใหม้ าตรการการบริหารการปกครองและการแกป้ ัญหา
ใหม่ๆ ไดร้ บั แบบอยา่ งมาจากระบบกฏหมายซีวลิ ลอวม์ ากขนึ และดว้ ยความจาํ เป็นในทางการคา้ ทาํ ใหต้ อ้ งใช้
กฏหมายร่วมกนั ในหลายๆดา้ น จงึ เกิดความคิดในการประสานระบบกฏหมายคอมมอนลอวแ์ ละซีวลิ ลอวเ์ ขา้
ดว้ ยกนั มีมากขนึ จนเห็นไดช้ ดั
ระบบแองโกล-แซกซอนลอว์ และ ระบบแองโกล-อเมริกนั ลอว์
- มีความคลา้ ยคลึงกนั
ในศตวรรษที 19 ประเทศองั กฤษ
- ไดม้ ีการออกกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร อนั เป็นลกั ษณะของระบบซีวลิ ลอว์
- รัฐสภาไดพ้ ยายามแกก้ ฏหมายคอมมอนลอวใ์ นรูปของพระราชบญั ญตั ิต่างๆทเี ป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร และถือ
กนั วา่ มีส่วนสาํ คญั ในการพฒั นากฏหมายสาขาเอกชนขององั กฤษ
ววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายอนื ๆ
- กฏหมายสงั คมนิยม
- กฏหมายอิสลาม
กฏหมายสังคมนยิ ม
- ประเทศรัสเซีย ถือวา่ เป็นประเทศแม่บทของสกลุ กฏหมายสงั คมนิยม
- จดั เป็นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร ซึงไดร้ ับอิทธิพลของสกุลกฏหมายโรมาโน-เยอรมนั นิค เพยี งแตเ่ ปลียนรูป
โฉมไปจากเดิมทยี ดึ เอาแนวคดิ ของมาร์กซ์-เลนิน เป็นบรรทกั ฐานในการบญั ญตั ิกฏหมาย
ตอ้ งถือวา่ กฏหมายของประเทศสงั คมนิยมจดั เป็ นสกุลกฏหมายอีกสกลุ หนึงต่างหากจากสกุลมาโน-เยอรมนั นิค
ซึงเรียกวา่ “กฏหมายสงั คมนิยม”
กฏหมายไบแซนทนิ
- การนาํ จารีตประเพณีประเพณีดงั เดิมมาประสมประสานกบั กฏหมายโรมนั สาขาหนึง
- จดั อยใู่ นสกุลกฏหมายโรมาโน-เยอรมนั นิค มีกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรต่างๆเป็ นหลกั ในการบริหาร
กระบวนการยตุ ิธรรม
สตาลิน
- ผนู้ าํ รสั เซียไดเ้ ปลียนหลกั การใหม่ของกฏหมายฝ่ ายสงั คมนิยม เรียกวา่ “อุดมการณ์กฏหมายแบบสงั คมนิยม
- โดยกาํ หนดวา่ “ความยตุ ธิ รรมมีอยเู่ ท่าทีกฏหมายกฎหนดเท่านนั และตอ้ งเป็นกฏหมายทีรฐั บาลชนชนั
กรรมาชีพซึงอยภู่ ายใตก้ ารชีนาํ ของพรรคคอมมิวนิสตก์ าํ หนดขนึ เท่านนั ดว้ ย”
ประเทศทไี ด้รับอิทธิพลของสกลุ กฏหมายสังคมนิยม คือ
- จนี
- ประเทศทางค่ายยโุ รปตะวนั ออก เช่น โปแลนด์ เยอรมนีตะวนั ออก รูมาเนีย เชโกสโลวาเกีย แอลเบเนีย บลั
กาเรีย ฮงั การี คิวบา
- กลุ่มประเทศอินโดจนี เช่น ลาว เวยี ดนาม กมั พชู า
- ปัจจบุ ัน แนวความคิดดา้ นกฏหมายสงั คมนิยมกาํ ลงั เปลียนแปลงไป โดยจะค่อยๆกลายมาเป็ นแนวความคิด
ดา้ นกฏหมายทนุ นิยมเพมิ ขึน
กฏหมายอสิ ลาม
- เป็นสกุลกฏหมายศาสนา โดย ศาสดามะหะหมดั หรือ นบมี ูฮมั หมดั
- มีพระเจา้ องคเ์ ดียว คือ พระอลั เลาะฮ์
- ผฝู้ ่าฝืนศาสนาจะตอ้ งถูกลงโทษ หรือ ถูกบงั คบั ใหป้ ฏิบตั ิตาม ศาสนาอิสลามจงึ กลายเป็นกฏหมายอิสลามใช้
บงั คบั ในประเทศทนี บั ถือศาสนาอิสลาม อีกสกลุ หนึง
ประเทศไทย
- มีบทบญั ญตั ิเกียวกบั กฏหมายวา่ ดว้ ยศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ เช่น
พระราชบญั ญตั มิ สั ยดิ อิสลาม พ.ศ.2490
พระราชบญั ญตั ิส่งเสริมกิจการฮจั ย์ พ.ศ. 2524
แนวโน้มของววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายในโลกปัจจุบนั
จะเป็ นการใชร้ ะบบกฏหมายซีวลิ ลอวท์ งั หมด โดยสามารถจะจดั รูปแบบและพฒั นาไดโ้ ดยฝ่ายนิติบญั ญตั ิ โดย
นกั นิติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ก็จะนาํ ความคดิ เห็นทเี ป็นธรรมซึงมีอยโู่ ดยทวั ไป ไปบญั ญตั ิใชใ้ นกฏหมายในประเทศ
ของตนเพอื ใหเ้ กิดความสอดคลอ้ งกนั ต่อไปนานเขา้ หลกั เกณฑต์ า่ งๆของกฏหมายกจ็ ะคลา้ ยคลึงกนั ทกุ ประเทศในโลก
เกือบจะเรียกวา่ ใชก้ ฏหมายฉบบั เดียวกนั ซึงนกั กฏหมายก็จะสามารถใชก้ ฏหมายเรืองเดียวกนั ไดท้ วั ดลก ถือวา่ เป็ น
“สากล”
ววิ ฒั นาการของระบบกฏหมายไทย
วิวัฒนาการของระบบกฏหมายไทย แบง่ ออกเป็ น
1. ระบบกฏหมายก่อนกรุงรตั นโกสินทร์
2. ระบบกฏหมายสมยั ตอ้ กรุงรัตนโกสินทร์
3. ระบบประมวลกฏหมายในประเทสไทย
ระบบกฏหมายก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ จดั แบง่ ไดเ้ ป็ น 2 สมยั คอื
1. ระบบกฏหมายในสมยั กรุงสุโขทยั
2. ระบบกฏหมายในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
ระบบกฏหมายในสมยั กรุงสุโขทยั
- สภาพของกฏหมายทใี ชเ้ ป็นระบบกฏหมายในสงั คมบรรพกาล กล่าวคอื เป็นคาํ สงั ของหวั หนา้ จารีต
ประเพณี ศลี ธรรม ศาสนา และหลกั กฏหมายทวั ไปทเี ป็นวา่ เป็ นธรรม
- ในสมยั กรุงสุโขทยั ใช้ “พระธรรมศาสตร์” เป็นหลกั กฏหมาย และยงั ขยายความอออกเป็นพระราชศาสตร์
เพอื ใชป้ ระกอบดว้ ย
ระบบกฏหมายในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
- ถือวา่ มีการใช้กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรอย่างสมบูรณ์ และครบถ้วน เพราะไดม้ ีการขีดเขียนเป็นบทกฏหมาย
ลงบนแผน่ กระดาษ มีลกั ษณะประกาศใชเ้ ป็นกฏหมายบงั คบั แก่ประชาชนอยา่ งครบถว้ น
- กฏหมายทใี ชเ้ ป็นหลกั ในการปกครองประเทศคือ “พระธรรมศาสตร์” ซึงเป็ นหลกั กฏหมายทีมีถินกาํ เนิดมา
จากอินเดีย เป็นหลกั กฏหมายทใี ชท้ งั ในการตดั สินคดีและเป็นแนวทางใหต้ ุลาการสมยั นนั ใชใ้ นการตดั สิน
คดีอยา่ งยตุ ธิ รรม
- พระมหากษตั ริย์ ไดท้ รงตรากฏหมายขึนเพอื ใชบ้ งั คบั แก่ราษฎร ซึงเรียกกนั วา่ “พระราชศาสตร์” เพอื ขยาย
ความพระธรรมศาสตร์ออกไปอีกส่วนหนึงซึงไม่ขดั แยง้ กบั พระธรรมศาสตร์
- ไดท้ รงตรากฏหมายลกั ษณะตา่ งๆ อนั เกียวกบั มูลคดีแห่งบคุ คลววิ าทกนั 29 เรือง เช่น เรืองกหู้ นีถือสินกนั
เรืองลกั ฉแ้ บงั ปะบดั ผลดั เปลียนพระราชทรพั ย์ การแบง่ ปันมรดกมิเป็นธรรม เรืองซือขาย เรืองโจร เรืองที
บา้ นทนี า เรืองทาส เรืองผวั เมียทะเลาะกนั เรืองเกียวกบั สงคราม เรืองขบถต่อแผน่ ดิน
- กฏหมายทีสําคญั ๆ เช่น พระอยั การกบฏศึก กฏหมายลกั ษณะทาส กฏหมายลกั ษณะโจร ลว้ นมีลกั ษณะเป็ น
กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรทงั สิน
กฏหมายวา่ ดว้ ยกฏมนเฑียรบาล
- เป็นกฏหมายอีกลกั ษณะหนึงทีมีความสาํ คญั และมีบทบาทมากในสงั คมสมยั นนั
- นกั ประวตั ิศาสตร์บางทา่ นเห็นวา่ เป็น “พระราชศาสตร์” ดว้ ยอีกลกั ษณะหนึง
ระบบกฏหมายต้นกรุงรัตนโกสินทร์
- ประเทศไทยใชร้ ะบบกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรในการปกครองประเทศ ตรงกบั ทพี ระเจา้ นโปเลียนแห่ง
ฝรงั เศสไดจ้ ดั ทาํ “ประมวลกฏหมายนโปเลียน”
- ในสมยั กรุงธนบรุ ี พ.ศ. 2310-2325 ใชก้ ฏหมายเดิมของกรุงศรีอยธุ า
- พ.ศ. 2347 รัชกาลที 1 ไดม้ ีการชาํ ระกฏหมายขนึ ใหม่ เรียกวา่ “กฏหมายตราสามดวง” ชาวตา่ งชาตเิ รียกกนั
วา่ “ประมวลกฏหมายรัชกาลที 1”
กฏหมายตราสามดวง จะมีลกั ษณะ
- พระธรรมศาสตร์
- ลกั ษณะอินทภาษ
- ลกั ษณะพยาน
- ลกั ษณะอาญาหลวง
- ลกั ษณะอาญาราษฎร
- ลกั ษณะรบั ฟ้ อง
- ลกั ษณะลกั พา
- ลกั ษณะโจร
- ลกั ษณะเบด็ เสร็จ
- ลกั ษณะผวั เมีย
- ลกั ษณะขบถศึก
- ลกั ษณะศกั ดินาพลเรือน
- ลกั ษณะศกั ดินาทหารหวั เมือง
- ลกั ษณะกฏหมายมนเฑียรบาล
- ลกั ษณะพสิ ูจน์ดาํ นาํ ลุยเพลิง
- ลกั ษณะกรมศกั ดิ
- ลกั ษณะพระธรรมนูญ
- ลกั ษณะมรดก
- ลกั ษณะอุทธรณ์
- ลกั ษณะทาส
- พระราชกาํ หนดเก่า
- ลกั ษณะกูเ้ งิน
- ลกั ษณะววิ าท
- ลกั ษณะตระลาการ
- มูลคดีววิ าท หรือ ลกั ษณะบานแผนกปันหมู่
- กฏสามสิบหกขอ้
- พระราชบญั ญตั ิ
- กฏหมายสงฆ์
- พระราชกาํ หนดใหม่
ทงั หมด 29 ลกั ษณะ
รัชกาลที 5
- มีการเปลียนแปลงกฏหมายไทยใหเ้ ป็นกฏหมายทีทนั สมยั และศาลไทยใหอ้ ยใู่ นระดบั ทีชาวต่างประเทศ
ยอมรบั และยอมรับไดโ้ ดยทวั ไป
- ไดต้ งั คณะกรรมการชาํ ระและร่างกฏหมายขึน ในปี พ.ศ. 2440 โดยร่างกฏหมายลกั ษณะอาญาอนั มีลกั ษณะ
เป็นประมวลกฏหมายอาญาขึน และทรงประกาศใชเ้ ป็ นประมวลกฏหมายฉบบั แรกเมือ วนั ที 15 เมษายน
พ.ศ. 2451 เรียกวา่ “ กฏหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127”
รัชกาลที 6
- ทรงดาํ เนินงานร่างกฏหมายอืนๆโดยร่างเป็ นประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์ รวมทงั สิน 6 บรรพ คือ
บรรพ 1 วา่ ดว้ ยหลกั ทวั ไป
บรรพ 2 หนี
บรรพ 3 เอกเทศสญั ญา
บรรพ 4 ทรัพยส์ ิน
บรรพ 5 ครอบครวั
บรรพ 6 มรดก
ทงั หมดไดท้ ยอยประกาศใชจ้ นในสมยั รชั กาลที 7
............................................................................................................................. ....................................................
3
.....................................................................................................................................................................................
1. กฏหมายในระบบกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร มีทมี าจาก
- กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร
ประมวลกฏหมาย
รัฐธรรมนูญ
พระราชบญั ญตั ิ
พระราชกาํ หนด
พระราชกฤษฎีกา
กฏกระทรวง
เทศบญั ญตั ิ
- จารีตประเพณี
จารีตประเพณีทยี งั มิไดถ้ ูกนาํ ไปบญั ญตั ิเป็นกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร
- หลกั กฏหมายทวั ไป
หลกั กฏหมายดงั เดิม
หลกั กฏหมายทีแฝงอยใู่ นบทกฏหมายตา่ งๆ
2. ทีมาประการสาํ คญั ของกฏหมายในระบบกฏหมายไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร คือ
- จารีตประเพณี
- คาํ พพิ ากษาของศาล
- กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร
- ความเห็นของนกั นิติศาสตร์
- หลกั ความยตุ ธิ รรมหรือมโนธรรมของผพู้ พิ ากษา หรือ เรียกวา่ “ระบบแอค็ ควติ ี”
- ขอ้ เสีย คือ เมือสงั คมตอ้ งเปลียนไปตามกาลเวลา หลกั กฏหมายทเี กิดขนึ จากคาํ พพิ ากษาของศาลจึง
ไม่อาจตอบสนองใหเ้ กิดความยตุ ธิ รรมต่อสภาพสงั คมทเี ปลียนไปอยา่ งรวดเร็วได้
3. ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งระบบกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร กบั ระบบกฏหมายไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร คอื
- ตน้ กาํ เนิด / แนวคิด / การร่างกฏหมาย / นิติวธิ ี(วธิ ีการใชก้ ฏหมาย) / ระบบการพจิ ารณาคดี
4. ทีมาของกฏหมายในระบบกฏหมายสงั คมนิยม คือ
- กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร ซึงรวมถึงประมวลกฏหมายต่างๆ
- ระบบกฏหมายสงั คมนิยมไม่ยอมรบั นบั ถือคาํ พพิ ากษาของศาลวา่ เป็นกฏหมายเช่นเดียวกบั ระบบ
กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร เนืองจากถือวา่ ทีมาของกฏหมายมีอยปู่ ระการเดียว คอื กฏหมายลาย
ลกั ษณ์อกั ษร
- ในระบบกฏหมายสงั คมนิยม ใชก้ ฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรเป็นกลไกในการควบคุมสงั คมใหเ้ ป็นไป
ตามทีวางเป้ าหมายไว้ ความยตุ ธิ รรมจะมีเพยี งใด ยอ่ มขึนอยกู่ บั ความเป็ นอิสระของศาลในการ
ตดั สินคดี หากศาลตอ้ งปฏิบตั ิตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสตอ์ ยา่ งหลีกเลียงไม่ได้ โอกาสที
ประชาชนจะไดร้ บั ความยตุ ธิ รรมก็ยอ่ มนอ้ ยลงไดต้ ามลาํ ดบั
5. กฏหมายนนั อาจแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คอื
- กฏหมายภายใน
บญั ญตั ขิ นึ โดยองคก์ รของรัฐทมี ีอาํ นาจบญั ญตั ิกฏหมายขึนใชภ้ ายในประเทศ
- กฏหมายภายนอก
บญั ญตั ขิ นึ โดยองคก์ รระหวา่ งประเทศ หรือ เกิดขึนจากความตกลงระหวา่ ง
ประเทศภาคีทีเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ทีจะยอมรับกฏหมายหรือขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศ
นนั
6. กฏหมายภายใน แบง่ ออกได้ คอื
- กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร และกฏหมายทไี ม่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร(ถือเนือหาทีปรากฏเป็นหลกั )
- กฏหมายทมี ีสภาพบงั คบั ทางอาญา และกฏหมายทีมีสภาพบงั คบั ทางแพง่ (ถือสภาพบงั คบั ใช)้
- กฏหมายสารบญั ญตั ิ และกฏหมายวธิ ีสบญั ญตั ิ(ถือลกั ษณะการใชเ้ ป็นหลกั )
- กฏหมายเอกชน และกฏหมายมหาชน(ถือฐานะและความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรบั กบั ประชาชน)
7. กฏหมายภายนอก อาจแบง่ ได้ เป็น
- กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมือง คอื
กฏเกณฑ์ ขอ้ บงั คบั อนั วา่ ดว้ ยความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรัฐต่อรัฐในการทีจะปฏบิ ตั ิต่อ
กนั และกนั ในฐานะทีรฐั ต่างๆเป็ นนิตบิ คุ คลในกฏหมายระหวา่ งประเทศ
รัฐใด จะเป็นนิติบุคคลหรือบคุ คลทสี มมุตขิ นึ ตามกฏหมายระหวา่ งประเทศนนั
ตอ้ งพจิ ารณาวา่ รฐั ดงั กล่าวเขา้ เกณฑท์ งั 5 ประการ ดงั ตอ่ ไปนี
1. ตอ้ งมีประชาชนรวมกนั อยเู่ ป็ นกลุ่มกอ้ น เป็ นปึ กแผน่ เรียกวา่ พลเมือง
2. ตอ้ งมีดินแดนเป็ นของตน ซึงมีอาณาเขตแน่นอน
3. ตอ้ งมีการปกครองเป็นระเบียบแบบแผน
4. ตอ้ งมีเอกราช ไม่ขนึ แก่รฐั อืน
5. ตอ้ งมีอธิปไตย กล่าวคอื มีอาํ นาจกระทาํ การใดๆโดยอิสระตามความเห็นชอบ
ของตน ไม่วา่ จะเป็ นเรืองกิจการบา้ นเมืองภายใน หรือกิจการติดตอ่ มมั พนั ธ์
กบั รัฐอืนๆ
ปัจจุบนั กฏหมายนี ขาดความศกั ดิสิทธิเพราะไม่มีองคก์ รใดทจี ะก่อใหเ้ กิดสภาพ
บงั คบั จึงกลายเป็ นปัญหาทกี ่อใหเ้ กิดความไม่สงบสุขขึนเสมอมา
- กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล
กฏเกณฑ์ ขอ้ บงั คบั ทีวา่ ดว้ ยความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลในตา่ งรฐั
เป็ นกฏหมายกลางทมี ิใหเ้ กิดการไดเ้ ปรียบเสียเปรียบกนั ในการใชก้ ฏหมายภายใน
ของรฐั หนึงมาบงั คบั ใชแ้ ก่ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลดงั กล่าว
ประเทศไทย มีกฏหมายหลกั เรียกวา่ “ พรบ.วา่ ดว้ ยการขดั กนั แห่งกฏหมาย” อนั
เป็ นกฏหมายทจี ะกาํ หนดใหใ้ ชก้ ฏหมายใดบงั คบั แก่ความสมั พนั ธใ์ นเชิงกฏหมาย
ของบุคคลทอี ยใู่ นประเทศไทยกบั บคุ คลทอี ยรู่ ฐั อืน
- กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีอาญา
กฏเกณฑ์ ขอ้ บงั คบั ทปี ระเทศหนึง หรือ รฐั หนึง ตกลงยอมรับรองใหศ้ าลส่วน
อาญาของอีกรฐั หนึงมีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาลงโทษทางอาญาแก่บุคคลทไี ด้
กระทาํ ความผดิ นอกประเทศนนั ได้
ประเทศตา่ งๆทมี ีความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั เป็ นอยา่ งดีก็มกั จะทาํ สนธิสญั ญาส่ง
ผรู้ า้ ยขา้ มแดนซึงความร่วมมือระหวา่ งกนั ในการปราบปรามอาชญากรรมตาม
หลกั ถอ้ ยทถี อ้ ยอาศยั ตอ่ กนั และกนั
ประเทศไทย ไดท้ าํ สนธิสญั ญาส่งผรู้ า้ ยขา้ มแดนกบั ประเทศ องั กฤษ สหรัฐอเมริกา
เบลเยยี ม สเปน และอิตาลี เป็นตน้
8. ประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์ จดั อยใู่ นกฏหมาย
- กฏหมายสารบญั ญตั ิ
- เป็ นกฏหมายทกี าํ หนดองคป์ ระกอบความผดิ และกาํ หนดความร้ายแรงแห่งโทษไว้
- มีสภาพบงั คบั ลกั ษณะตา่ งๆ คือ
กาํ หนดใหเ้ ป็นโมฆะกรรมหรือเป็นโมฆียะกรรม
การบงั คบั ใหช้ าํ ระหนี
การใหช้ ดใชค้ ่าเสียหาย
การทกี ฏหมายบงั คบั ใหท้ าํ อยา่ งใดอยา่ งหนึงเพอื ความเป็นธรรม
- กฏหมายวธิ ีสบญั ญตั ิ คือ
เป็ นการนาํ กฏหมายสารบญั ญตั มิ าใช้ และตอ้ งมีกฏหมายทีกาํ หนดหลกั เกณฑแ์ ละ
วธิ ีการใช้ และขนั ตอนการใชก้ ฏหมายบงั คบั
กฏหมายในประมวลกฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความต่างๆ เช่น ประมวลกฏหมายวธิ ี
พจิ ารณาความอาญา / ประมวลกฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ หรือ ประมวล
กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความในศาลแขวง เป็นตน้
เป็ นกฏหมายทกี าํ หนดตงั แตอ่ าํ นาจ หนา้ ที ของเจา้ พนกั งานของรฐั ในการ
ดาํ เนินคดี การอ้ งทุกขก์ ล่าวโทษ การสอบสวนคดีโดยเจา้ พนกั งาน การฟ้ องคดีตอ่
ศาล การพจิ ารณาคดี การพจิ ารณาคดีในศาล การลงโทษแก่ผกู้ ระทาํ ความผดิ
กฏหมายบางฉบบั กม็ ีทงั ส่วนทเี ป็ นสารบญั ญตั แิ ละวธิ ีสบญั ญตั ิปนกนั ก็มี ทาํ ใหย้ ากแก่
การจะแบง่ วเ้ ป็นประเภทใด เช่น พระราชบญั ญตั ิลม้ ละลาย
9. ถา้ ไม่มีกฏหมายวธิ ีสบญั ญตั ิ จะเกิดผลประการใด ตอ่ ระบบกฏหมายไทยในปัจจุบนั
- ทาํ ใหไ้ ม่สามารถดาํ เนินคดีในศาลตา่ งๆได้
10. ประมวลกฏหมายอาญา จดั อยใู่ นกฏหมาย
- กฏหมายมหาชน เช่น
กฏหมายรฐั ธรรมนูญ
กฏหมายปกครอง
กฏหมายอาญา
กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
พระราชบญั ญตั บิ างฉบบั เช่น พรบ.คุม้ ครองผบู้ ริโภค / พรบ.การศึกษาภาคบงั คบั
พรบ.ป้ องกนั การคา้ กาํ ไรเกินควร / พรบ.ผงั เมือง เป็นตน้
- เป็ นกฏหมายทีกาํ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรัฐกบั ประชาชน
- มีบทบาทสาํ คญั ในการบริหารประเทศ เพราะรัฐใชเ้ ป็นเครืองมือในการควบคุมสงั คม
11. กฏหมายเอกชน
- เป็ นกฏหมายทีกาํ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเอกชนกบั เอกชนดว้ ยกนั รฐั จะไม่ยงุ่ เขา้ มายงุ่ เกียว
เพราะไม่มีผลกระทบต่อสงั คมส่วนรวม
- ศาลปกครองทาํ หนา้ ทีวนิ ิจฉยั คดีตามกฏหมายมหาชนต่างหาก จากศาลยตุ ิธรรม ตวั อยา่ งเช่น
กฏหมายแพง่ ทงั หลาย
พระราชบญั ญตั บิ างฉบบั เช่น พรบ.บริษทั มหาชน
12. การแบง่ กฏหมายออกเป็นกฏหมายเอกชนและกฏหมายมหาชน นนั มีประโยชนอ์ ยา่ งไร
- ในประเทศไทยยงั ไม่อาจมองเห็นประโยชน์ไดอ้ ยา่ งชดั เจน เพราะประเทศไทยยงั ไม่ไดแ้ ยกคดีที
เกียวขอ้ งกบั กฏหมายมหาชนใหข้ นึ ศาลปกครอง ในปัจจบุ นั คดีส่วนใหญ่ขึนศาลยตุ ธิ รรม ยกเวน้
บางคดีทจี ดั ตงั ศาลพเิ ศษไวพ้ จิ ารณาพพิ ากษาคดีโดยเฉพาะ
13. กฏหมายทมี ีสภาพบงั คบั ใชท้ งั ทางอาญาและทางแพง่ ควบคูก่ นั เช่น
- ประมวลกฏหมายทดี ิน
- พระราชบญั ญตั ิลิขสิทธิ
- พระราชบญั ญตั คิ ุม้ ครองผบู้ ริโภค
- พระราชบญั ญตั ิลม้ ละลาย
ทงั หมดทยี กตวั อยา่ งมานี คุม้ ครองทงั สาธารณชนและปัจเจกชน เพราะโดยทวั ไปความผดิ
ในทางอาญายอ่ มเกิดขนึ จากการกระทาํ ทมี ีผลกระทบตอ่ สงั คมส่วนรวมหรือสาธารณชน แต่
ความผดิ ในทางแพง่ ปกตนิ นั เกิดจากการกระทาํ ทีมีผลตอ่ คู่กรณีทเี กียวขอ้ งดว้ ยเท่านนั กฏหมายทีมี
ลกั ษณะผสมดงั กล่าวจึงเป็นไดท้ งั กฏหมายอาญา และ กฏหมายแพง่
14. กลุ่มกฏหมายหลกั มี 3 กลุ่ม คือ
- กฏหมายอาญา
- กฏหมายแพง่
- กฏหมายปกครอง
15. UNWRITTEN LAW หมายถึง
- กฏหมายทียงั ไม่ไดถ้ ่ายทอดออกมาเป็นตวั ลายลกั ษณ์อกั ษร
16. การแบง่ กฏหมายตามสภาพบงั คบั นนั มีประโยชน์อยา่ งไร
- ในการพจิ ารณาแยกคดีเพอื ฟ้ องศาลไดถ้ ูกตอ้ ง เช่น คดีแพง่ จะฟ้ องศาลใดทกี ฏหมายกาํ หนดไดบ้ า้ ง
หรือ คดีอาญาจะฟ้ องศาลใดไดบ้ า้ ง
17. บริษทั ไทยตอ้ งการทาํ สญั ญาคา้ ขายกบั บริษทั ญีป่ นุ ต่างฝ่ายต่างตอ้ งการใชก้ ฏหมายภายในประเทศของ
ตนบงั คบั ในสญั ญาทที าํ ขึนระหวา่ งกนั กฏหมายทจี ะใชบ้ งั คบั กรณีทีมีความขดั แยง้ กนั คือ
- ประมวลกฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล
18. นายตี ถูกจบั และดาํ เนินคดีขอ้ หายาเสพติด ระหวา่ งคุมขงั อยู่ นายตี เลด็ ลอดหนีขา้ มชายแดนออกไป
มาเลเซียได้ ตอ่ มาตาํ รวจมาเลเซียส่งตวั นายตี มาใหร้ ัฐบาลไทยดาํ เนินคดีและลงโทษตอ่ ไป รัฐบาล
มาเลเซียปฏิบตั ติ ามกฏหมาย
- กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีอาญา
19. กฏบตั รสหประชาชาติ หมายถึง
- กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมือง
20. ทีออกโดยไม่ตอ้ งอาศยั อาํ นาจตามพระราชบญั ญตั ิ คือ
- พระราชฏฤษฎีกาการเรียกประชุม การขยายเวลาการประชุม การปิ ดประชุมรฐั สภา
- พระราชกฤษฎีกาดงั กล่าวเป็ นกฏหมายแบบพธิ ี มิใช่กฏหมายดงั เช่นกฏหมายทวั ๆไป
21. แบง่ ออกเป็ น 3 ระดบั คือ
- การบริหารราชการส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม
- การบริหารราชการส่วนภมู ิภาค จงั หวดั อาํ เภอ
- การบริหารราชการส่วนทอ้ งถิน อบจ. / อบต./ องคก์ รรูปแบบพเิ ศษ เช่น กทม.และ พทั ยา
ทงั หมดมิไดม้ ีความสมั พนั ธจ์ ากส่วนกล่าง และส่วนภูมิภาคในสายงานการบงั คบั บญั ชา
22. จารีตประเพณีทกี ลายมาเป็นกฏหมาย เช่น
- การทีบตุ รตอ้ งอุปการะเลียงดูบิดามารดา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1563
- การใหส้ ินสอด เป็นจารีตประเพณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437
23. ตวั อยา่ งสุภาษติ กฏหมาย เช่น
- เป็ นหนา้ ทขี องศาลทีจะตอ้ งใหค้ วามยตุ ธิ รรมแก่คนทีเขา้ มาหาศาล
- ผพู้ พิ ากษาทดี ี ยอ่ มวนิ ิจฉยั คดีตามหลกั ความยตุ ริ รมและความถูกตอ้ ง และถือความยตุ ธิ รรมสาํ คญั
กวา่ กฏหมาย
- ความทุจริต กบั ความยตุ ธิ รรม อยดู่ ว้ ยกนั ไม่ได้
24. กฏหมายทตี ราขนึ โดยรัฐสภา เรียกวา่
- STATUTES หรือ กฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร นนั เอง
25. ทถี ูกตอ้ งคอื
- รฐั ธรรมนูญ
- พระราชบญั ญตั ิ และ ประมวลกฏหมาย - ฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ
- พระราชกาํ หนด - ฝ่ายบริหารออกในยามฉุกเฉิน เร่งด่วน
- พระราชกฤษฎีกา - ฝ่ ายบริหาร
- กฏกระทรวง - ฝ่ายบริหารโดยรฐั มนตรีผรู้ กั ษาการ
- ขอ้ บญั ญตั ิ / เทศบญั ญตั ิ / ขอ้ บงั คบั องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล ออกโดยองคก์ รปกครองตนเอง
26. เหตุทีตอ้ งมีการจดั ลาํ ดบั ของกฏหมาย ตามศกั ดิ
- การจดั ลาํ ดบั ของกฏหมายนนั ยอ่ มขนึ อยกู่ บั วา่ กฏหมายนนั ออกโดยองคก์ รใด และองคก์ รนนั มี
ความสาํ คญั เพยี งใด เมือออกกฏหมายมาแลว้ กฏหมายทีออกโยองคก์ รทีมีอาํ นาจทีสูงกวา่ ยอ่ มมี
ศกั ดิสูงกวา่ กฏหมายทอี อกโดยองคก์ รทตี าํ กวา่ ยอ่ มไม่สามารถมายกเลิกเพกิ ถอนกฏหมายทอี อก
โดยองคก์ รทสี ูงกวา่ กวา่ ซึงมีศกั ดิสูงกวา่ ได้
....................................................................................................................................................... ..........................
4
.....................................................................................................................................................................................
.
1. การศึกษาประวตั ศิ าสตร์ มีส่วนช่วยในการศกึ ษาวชิ ากฏหมายเพราะ
- ช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจเหตุผลของเรืองราวทีเกิดขึน
2. วชิ าประวตั ศิ าสตร์ มีส่วนเกียวขอ้ งในการร่างและปรับปรุงกฏหมายอยา่ งไร
- ใชป้ ระวตั ศิ าสตร์มาประกอบการศึกษาและพจิ ารณาในการยกร่างกฏหมาย ใหเ้ ป็นกตกิ าทีจะ
ก่อใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ สงั คม
- เหตุการณ์ทเี กิดขึนอนั เป็นประวตั ิศาสตร์ในสงั คมหนึงนนั ยอ่ มมีความสมั พนั ธเ์ ชือมโยงกบั
กฏหมายทีมีอยใู่ นปัจจบุ นั และกฏหมายทีจะร่างขึนมาใชใ้ นอนาคต
- การศึกษาประวตั ศิ าสตร์เชิงวเิ คราะห์ ในเรืองใดเรืองหนึงทีจะนาํ มายกร่างหรือปรบั ปรุง แกไ้ ข
กฏหมาย ยอ่ มจะทาํ ใหเ้ กิดความชดั เจนในการยกร่างกฏหมาย หรือปรบั ปรุง แกไ้ ขกฏหมายให้
เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั วถิ ีของสงั คมยงิ ขึน และทาํ ใหส้ งั คมไดร้ บั ประโยชน์จากกฏหมายมากยงิ ขนึ
- ประวตั ศิ าสตร์กบั กฏหมาย เป็นเรืองทตี อ้ งศึกษาควบคูก่ นั และต่างมีความสมั พนั ธต์ อ่ กนั และกนั มี
อิทธิพลต่อกนั และกนั
3. วชิ ากฏหมาย หรือ นิตศิ าสตร์ก็มีประวตั ิศาสตร์คือ ประวตั ศิ าสตร์กฏหมาย แบง่ ออกเป็ น 2 ประเภท คือ
- ประวตั ศิ าสตร์กฏหมายสากล
- ประวตั ศิ าสตร์กฏหมายไทย
ประวตั ศิ าสตร์กฏหมายสากล
- กฏหมายยคุ โบราณกวา่ 5,000 ปี ยคุ กฏหมายของฮมั มูราบี คอื จุดเริมตน้ ของการประมวลกฏหมาย
- ตอ่ มาเกือบ 3,000 ปี ยคุ โรมนั ซึงเป็นตน้ ตาํ หรบั ของระบบประมวลกฏหมาย
ประวตั ศิ าสตร์กฏหมายไทย
- มีความเป็นมาตงั แต่สมยั พอ่ ขนุ รามคาํ แหง
- พ.ศ. 2504 เรามีกฏหมายอนุรกั ษป์ ระวตั ิศาสตร์และทาํ นุบาํ รุงศิลปวฒั นธรรม เช่น
พรบ.โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศิลปวตั ถุ และ พพิ ธิ ภนั ฑสถานแห่งชาติ
- พ.ศ. 2548 กาํ ลงั ยกร่างกฏหมายวา่ ดว้ ยซากดึกดาํ บรรพ์
- ช่วงรชั กาลที 4 และ 5 ประเทศสยามตอ้ งเร่งปฏริ ูปกฏหมายใหท้ นั สมยั เช่นเดียวกบั ประเทศ
ตะวนั ตกในยคุ ล่าอาณานิคม จึงทาํ ใหต้ อ้ งยกร่างประมวลกฏหมายอาญาในขณะนนั คอื
กฏหมายลกั ษณะอาญา
ประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์
ประมวลกฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาและความแพง่ จนสาํ เร็จและประกาศใชอ้ ยา่ งสมบูรณ์
ครบถว้ นทงั 4 ฉบบั ในปี พ.ศ. 2477
การครอบครองปรปักษ์
- เป็นหลกั กฏหมายทสี ืบทอดมาจากหลกั ฏหมายโรมนั
อสงั หาริมทรพั ยต์ อ้ งครอบครองติดตอ่ กนั เป็ นเวลา 10 ปี
สงั หาริมทรัพย์ ตอ้ งครอบครองติดตอ่ กนั เป็ นเวลา 5 ปี
บางประเทศยงั แยกออกไปอีกวา่ ถา้ การไดค้ รอบครองมาโดยมิชอบดว้ ยกฏหมายหรือโดยไม่
สุจริต กอ็ าจยดื เวลาไดก้ รรมสิทธิเป็ น 30 ปี
ตวั อยา่ งเหตุการณ์ในอดีตทมี ีผลให้ คอ่ มารฐั ตอ้ งออกกฏหมายควบคุม ดูแล เช่น
- กรณีการปันหุน้ ในตลาดหลกั ทรพั ย์ ทาํ ใหร้ ฐั ตอ้ งปรบั ปรุงกฏหมายเดิม คือ พรบ.ตลาดหลกั ทรัพย์
พ.ศ. 2518 มาเป็นกฏหมายใหม่ คือ พรบ.หลกั ทรัพยแ์ ละตลาดหลกั ทรพั ย์ พ.ศ.2535 ซึงจะมีการ
ลงโทษผทู้ ปี ันหุน้ ทงั ทางแพง่ และทางอาญา