The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุป40101ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sun_wanrawee8, 2021-11-06 02:55:09

สรุป40101ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

สรุป40101ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

กฏหมายทรัพยส์ ินทางปัญญา
กฏหมายลม้ ละลาย
กฏหมายวา่ ดว้ ยการแข่งขนั ทางการคา้
- ในกฏหมายพาณิชย์ มีขอ้ สงั เกตวา่ บทบาทจารีตประเพณีและธรรมเนียมปฏบิ ตั ิทางการคา้ มี
บทบาทค่อนขา้ งสาํ คญั

กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล (กฏหมายขดั กนั )

- เป็ นกฏหมายทีใชใ้ นการกาํ หนดความสมั พนั ธท์ างแพง่ และพาณิชย์ ในกรณีทมี ีปัจจุยองคป์ ระกอบ
ตา่ งประเทศ เป็ นเหตุใหน้ ิติสมั พนั ธด์ งั กลาวตกอยภู่ ายใตก้ ฏหมายหลายประเทศ แตจ่ ะตอ้ งเลือกใช้
กฏหมายเพยี งประเทศเดียวบงั คบั และศาลต่างชาตใิ นการตดั สิน

กฏหมายอาญา

- เป็ นกฏหมายทีกาํ หนดวา่ การกระทาํ ใดเป็ นความผดิ ทางอาญาและตอ้ งรบั โทษ

ความผดิ อาญาอาจแบง่ ได้ 2 ประเภท คือ

- ความผดิ อาญาโดยตนเอง ( MALA IN SE)
เป็ นความผดิ อาญาทีมีพนื ฐานทางศีลธรรมรองรับ เช่น ความผดิ ฐานฆ่าผอู้ ืน ความผดิ ฐานลกั
ทรพั ย์ ความผดิ ฐานขม่ ขืน เป็นตน้

- ความผดิ อาญาโดยผลของกฏหมาย (MALA IN PROHIBITAT)
เป็ นความผดิ เกียวขอ้ งกบั ศีลธรรม เช่น ความผดิ เกียวกบั การปกครอง ความผดิ เกียวกบั การ
ยตุ ธิ รรม เป็นตน้

กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ และธรรมนูญศาล

- เป็ นกฏหมายกาํ หนดเขตอาํ นาจศาลและและการดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณา ตลอดจนการบงั คบั
คดีทงั หลายในคดีแพง่ กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ ของไทย ไดแ้ ก่ ประมวลกฏหมายวธิ ีพจิ ารณา
ความแพง่

5. กฏหมายมหาชน
- เป็ นกฏหมายใชบ้ งั คบั ระหวา่ งรัฐกบั เอกชน ซึงอยบู่ นพนื ฐานทไี ม่เท่าเทยี มกนั
- เป็ นกฏหมายทวี างระเบยี บแบบแผนนิติสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั ในฐานะผปู้ กครองกบั เอกชนในฐานะผู้
อยใู่ ตก้ ารปกครอง เช่น กฏหมายการคลงั
- เป็ นกฏหมายทีเกียวขอ้ งเฉพาะกบั บคุ คลบางประเภทเท่านนั เช่น ผปู้ กครอง สมาชิกสภา ศาล
- ตวั บทกฏหมายมหาชนส่วนใหญเ่ ป็ นวธิ ีปฏบิ ตั ิทางการเมือง ซึงสิงเหล่านีคอ่ นขา้ งเป็นเรืองปกปิ ด
และเกบ็ ไวอ้ า้ งอิงเฉพาะผทู้ เี กียวขอ้ งเท่านนั ไม่มีการเผยแพร่เหมือนกฏหมายเอกชน ไม่มีการสงั
สอนกนั แตจ่ ะถ่ายทอดเฉพาะผใู้ กลช้ ิดเท่านนั เช่น ครอบครัวนกั การเมือง
- หากเป็นคดีในกฏหมายมหาชน โดยทวั ไปจะไม่ขึนศาลยตุ ธิ รรม แตจ่ ะขนึ ศาลพเิ ศษทตี งั ขึนมาเพอื
พจิ ารณาคดีนนั ๆ เช่น
คดีทีกล่าวอา้ งกฏหมายหมายขดั หรือแยง้ กบั รัฐธรรมนูญ ก็ให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วนิ ิจฉยั
คดีทเี ป็ นขอ้ พพิ าทระหวา่ งเอกชนกบั รัฐ หรือหน่วยงานของรฐั ก็ให้ “ศาลปกครอง” วนิ ิจฉยั
- เป็ นกฏหมายทีเนน้ ความยตุ ธิ รรมเพอื สมดุลระหวา่ งประโยชน์สาธารณะทีรฐั และหน่วยงานของรฐั
ตอ้ งรบั ผดิ ชอบเพอื ส่วนรวมอยา่ งหนึง กบั สิทธิ เสรีภาพของเอกชนอีกอยา่ งหนึง

6. ลกั ษณะของกฏหมายมหาชน คอื
- ใชบ้ งั คบั กบั นิตสิ มั พนั ธท์ ีไม่ตอ้ งอาศยั ความสมคั รใจของผกู้ ่อนิตสิ มั พนั ธข์ องอีกฝ่ าย

7. กฏหมายมหาชน ประกอบดว้ ยกฏหมายสาขายอ่ ย ทีสาํ คญั คอื
- กฏหมายรัฐธรรมนูญ
- กฏหมายปกครอง
- กฏหมายการคลงั และภาษีอากร
- กฏหมายมหาชนระหวา่ งประเทศ

8. การแบง่ แยกประเภทของกฏหมายออกเป็นกฏหมายเอกชนและกฏหมายมหาชน มีความจาํ เป็นในหลาย
ประการ คือ
- ประโยชนใ์ นการนาํ คดีขึนสู่ศาล
- ประโยชน์ในแง่ของกฏหมายสารบญั ญตั ิ
- ประโยชน์ในดา้ นกฏหมายวธิ ีสบญั ญตั ิ

9. หลกั เกณฑท์ ีใชใ้ นการแบง่ แยกกฏหมายเอกชนออกจากกฏหมายมหาชนมีหลายประการ คือ
- เกณฑท์ ีเกียวกบั บุคคลผกู้ ่อนิตสิ มั พนั ธ์
- เกณฑท์ เี กียวกบั วตั ปุ ระสงคข์ องนิตสิ มั พนั ธ์
- เกณฑท์ ีเกียวกบั วธิ ีการทใี ชใ้ นการก่อนิตสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั
- เกณฑท์ ีเกียวกบั เนือหา
อยา่ งไรกต็ าม ทฤษฏบี ุคคลทอี ยใู่ นบงั คบั ของกฏหมายเองก็มีปัญหา เพราะรัฐหรือหน่วยงาน
ของรัฐบางครงั ก็ไม่อยภู่ ายใตก้ ฏหมายมหาชน และในทาํ นองเดียวกนั เอกชนกอ็ าจอยใู่ นบงั คบั ของ
กฏหมายมหาชน

10. กฏหมายรฐั ธรรมนูญ คือ
- กฏหมายทวี างระเบียบในการปกครองประเทศ

11. ประเทศไทยมีการแบง่ แยกกฏหมายมหาชน ออกจากกฏหมายเอกชน อยา่ งชดั เจน ในสมยั
- หลงั การเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

12. ระบบกฏหมายไทย จดั อยใู่ นระบบกฏหมาย
- โรมาโน-เยอรมานิก

13. ประเทศไทยมีการปฏริ ูปกฏหมายครังใหญ่ ในสมยั
- สมยั รชั กาลที 5

14. กฏหมายทีมีการปรับปรุงกฏหมายครังใหญ่ในช่วงตน้ กรุงรัตนโกสินทร์ คือ
- กฏหมายตราสามดวง

15. ก่อนมีการประกาศใช้ ประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์ประเทศไทยนาํ หลกั กฏหมายของประเทศ
- องั กฤษ มาสอนในโรงเรียน

16. เหตุการณ์ทที าํ ให้มกี ารพัฒนากฏหมายมหาชน ครังใหญ่ในประเทศไทย คอื
- การจดั ตงั ศาลปกครอง พ.ศ. 2542

17. ป.พพ. ของไทยไดร้ บั อิทธิพลจากประมวลกฏหมายของ
- ประเทศฝรงั เศส

18. ประเทศทีไดช้ ือวา่ เป็น “ดินแดนแห่งกฏหมายปกครอง” คอื
- ประเทศฝรงั เศส

19. กฏหมายปกครองของประเทศฝังเศส มีตน้ กาํ เนิดจาก
- การหา้ มศาลยตุ ธิ รรมเขา้ ไปตดั สินคดีทฝี ่ ายปกครองเป็นคูค่ วามอยดู่ ว้ ย และหา้ มศาลยตุ ิธรรมเขา้ ไป
ก่อกวนการปฏิบตั งิ านของฝ่ายปกครองไม่วา่ จะดว้ ยวธิ ีการใดๆ
- กฏหมายการคลงั และภาษีอากร ในประเทศฝรังเศส กฏหมายสาขานีมีลกั ษณธพเิ ศษ มีความ
สลบั ซบั ซอ้ นเชิงเศรษฐฏจิ และมีศาลพเิ ศษของตนเอง คอื
ศาลบญั ชี ( COUR DES COMPTES)
ศาลวนิ ยั งบประมาณ

20. ขอ้ แตกต่างระหวา่ งกฏหมายมหาชนภายใน และ กฏหมายมหาชนระหวา่ งประเทศ คอื
- สภาพบงั คบั (SANCTION)
กฏหมายมหาชนภายในนนั รฐั แตผ่ เู้ ดียวรวมศูนยอ์ าํ นาจบงั คบั ตามกฏหมายเอาไว้ โดยมีองคก์ ร
ทงั หลาย เช่น ตาํ รวจ อยั การ ศาล เป็นผบู้ งั คบั ตามกฏหมายมหาชนภายในและกฏหมายเอกชน
กฏหมายมหาชนระหวา่ งประเทศ ลกั ษณะของสภาพบงั คบั เป็นสภาพบงั คบั แบบกระจายอาํ นาจ
คอื รัฐแตล่ ะรัฐ หรือ หลายรัฐรวมกนั บงั คบั ตามกฏหมายระหวา่ งประเทศ ซ฿งเป็นธรรมดาของ
กฏหมายทไี ม่มีองคก์ รกลางทมี ีอาํ นาจรวมศนู ยส์ ภาพบงั คบั ไวท้ เี ดียว
มีผตู้ งั ขอ้ สงั เกตวา่
“เรากาํ ลงั อยใู่ นยคุ ของการทาํ ใหก้ ฏหมายภายในเป็นเรืองระหวา่ งประเทศมากขนึ ”

ประวตั ศิ าสตร์กฏหมายไทย

อาจจะแบ่งแยกพฒั นาการกฏหมายมหาชนไทย เป็น 3 ระยะ คือ
- ยคุ ก่อนการปฏริ ูปกฏหมาย
- ยคุ ปฏิรูปกฏหมายในรัชกาลที 5
- ยคุ หลงั การเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2745
21. คมั ภรี ์พระธรรมศาสตร์
- ตกทอดมาถึงกฏหมาย “ตราสามดวง” ไดแ้ บง่ มูลคดีออกเป็ น 2 กลุ่มหลกั ๆ คอื

มูลคดีแห่งพพิ ากษา 10 ประการ เป็นเรืองเป็นเรืองวธิ ีพจิ ารณาของ
มูลคดีววิ าท 29 ประการ เป็นเรืองทงั หลายทีราษฎรมีขอ้ พพิ าทกนั

22. แนวทางที “มโนสารอาํ มาตย”์ วางไวใ้ นพระธรรมศาสตร์นนั ตดั สินแกป้ ัญหาขอ้ พพิ าททีมีลกั ษณะ การ
ใชพ้ ระราชอาํ นาจเช่นนี ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั หลกั ในพระธรรมศาสตร์ และจารีตประเพณีและความเป็น
ธรรม พระราชวนิ ิจฉยั เหล่านีรวมเรียกวา่ “พระราชศาสตร์”

23. พระราชศาสตร์ หรือ อีกชือหนึงเรียกวา่ “สาขะคดี หรือ สาขะอรรค หมายถึง
- พระบรมราชวนิ ิจฉยั ในอรรถคดีทีกษตั ริยไ์ ดเ้ คยวนิ ิจฉยั ไวแ้ ลว้ ซึงรวบรวมไวเ้ ป็ นหมวดหมู่เพอื
ความสะดวกในการตดั สินคดีในเวลาตอ่ มา
- พระราชศาสตร์จงึ เทยี บจงึ เทียบไดก้ บั แนวคาํ พพิ ากษาของศาล ซึงในสมยั นนั คอื เป็ นกฏหมายดว้ ย

สมยั กรุงสุโขทัย

- ศลิ าจารึกพอ่ ขนุ รามคาํ แหง มีกฏหมายใชอ้ ยหู่ ลายประเภท คอื กฏหมายเกียวภาษี กฏหมายเกียวกบั
ทรพั ยส์ ิน กฏหมายเกียวกบั การทาํ ศึกสงคราม กฏหมายเกียวกบั การร้องทุกข์

สมยั กรุงศรีอยุธยา

- มีกฏหมายหลายประเภททเี ป็ นกฏหมายสารบญั ญตั ิ กฏหมายวธิ ีสบญั ญตั ิ มีทงั กฏหมายทีกาํ หนด
สิทธิ หนา้ ทขี องประชาชนและกฏหมายปกครอง มีชือเรียกแตกต่างกนั ไป เช่น พระอยั การ พระรา
บญั ญตั ิ พระธรรมนูญ

สมัยกรุงธนบุรี

- มีระยะเวลาเพยี ง 15 ปี จงึ ไม่ปรากฏมีการเปลียนแปลงดา้ นกฏหมายมากนกั

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

- พ.ศ. 2348 รัชกาลที 1 โปรดเกลา้ ใหช้ าํ ระพระราชกาํ หนดบทพระอยั การในแผน่ ดิน
- โดยจดั ใหเ้ ป็นหมวดหมู่และปรบั ปรุงใหส้ อดคลอ้ งกบั ความยตุ ิธรรม
- พระราชกาํ หนดกฏหมายทีชาํ ระนี เรียกวา่ “กฏหมายตราสามดวง”
- กฏหมาย “ตราสามดวง” ถือเป็นกฏหมายหลกั ทใี ชต้ งั แตร่ ชั กาลที 1 จนถึงรชั กาลที 5

สมัยรัชกาลที 5 ไดม้ ีการปรบั ปรุงประเทศในทกุ ดา้ น คอื

ดา้ นกฏหมาย และการศาล (เริมก่อนสิงอืน)
ดา้ นการเมือง
ดา้ นการปกครอง
ดา้ นเศรษฐฏจิ และสงั คม
- เคาน์ซิลออฟเตท (COUNCIL OF STATE) หมายถึง
ทีปรึกษาราชการในการแกไ้ ขในบทกฏหมายเก่าทีลา้ สมยั ทีรัชกาลที 5 ไดท้ รงแต่งตงั ขนึ เมือ
พ.ศ. 2417
- พรีวี เคาน์ซิล ( PRIVY COUNCIL) หมายถึง
สภาทีปรึกษาในพระองคต์ ามแบบอยา่ งองั กฤษ เพอื สืบราชการเรืองใดเรืองหนึงแลว้ ทาํ รายงาน
ทูลเกลา้ ถวาย หรือชาํ ระคดีเรืองใดเรืองหนึงโดยมีอาํ นาจเหมือนศาลรับสงั
- กระทรวงยตุ ิธรรม
ตงั ขึนใน พ.ศ. 2434 ในการจดั ทาํ กฏหมาย ทรงโปรดเกลา้ ใหแ้ กไ้ ขกฏหมายอาญาก่อน เพราะ
โทษและวธิ ีพจิ ารณาในกฏหมายอาญาของไทยเป็ นทีกล่าวหาของมหาอาํ นาจวา่ “ลา้ หลงั ป่ า
เถือน”
- นายโรแลง ยดั แบงค์
นกั กฏหมายเบลเยยี ม เขา้ มาทาํ งานรับจา้ งเป็ นทปี รึกษาราชการทวั ไป ในปี พ.ศ. 2435
ไดก้ ราบบงั คมทลู ใหเ้ ปลียน เคาน์ซิลออฟสเตท เป็ น รัฐมนตรีสภา ทาํ หนา้ ทแี กไ้ ขกฏหมายให้
ทนั สมยั ขนึ
เสนอให้ จา้ งนกั กฏหมายตา่ งประเทศเขา้ มาจดั ทาํ กฏหมายแบบตะวนั ตกอยา่ งญีป่ ุน ทาํ มาแลว้
และ ประสบความสาํ เร็จในการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ในปี พ.ศ. 2446 ไดม้ ีการจดั ตงั คณธกรรมการตรวจชาํ ระและร่างกฏหมายฉบบั แรกของไทย
และประกาศใชใ้ น ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) คอื “กฏหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127” พรอ้ มทงั
ปรับปรุงกฏหมายอืนๆไปดว้ ย
- ประมวลกฏหมายอาญา
ประกาศใชเ้ มือปี พ.ศ. 2499 และเป็ นรากฐานของระบบกฏหมายไทยมาจนถึงทุกวนั นี

- กรมหลวงราชบุรีดเิ รกฤทธิ
ผรู้ ิเริมการสอนกฏหมายแบบสมยั ใหม่
การเรียนการสอน เนน้ แตก่ ฏหมายแพง่ กบั กฏหมายอาญาเป็นหลกั
ทศั นะการมองกฏหมายและการใชก้ ฏหมายก็เป็ นแบบองั กฤษเป็ นหลกั โดยใชผ้ พู้ พิ ากษาเป็น
ผสู้ อน

ภายหลังการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แบ่งออกได้ 3 ยคุ คือ

- ยคุ สภานิติศึกษาและ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์และการเมือง (พ.ศ. 2460-2494)
- ยคุ สถาปนาระบอบปฏวิ ตั ิ (พ.ศ. 2490 2517)
- ยคุ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รทย พ.ศ. 2517 ถึง ปัจจบุ นั

ยคุ สภานิติศกึ ษาและ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์และการเมือง (พ.ศ. 2460-2494)

การกาํ เนิดกฏหมายมหาชนไทย

- นายยยอร์ช ปาดู
ทปี รึกษาชาวฝรังเศส ไดเ้ สนอความเห็นตอ่ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงสวสั ดิวฒั นวศิ ษิ ฐ์
อธิบดีศาลฎีกา ใหเ้ ปลียนระบบการศึกษาแบบองั กฤษมาเป็ นแบบภาคพนื ยโุ รป รัชกาลที 6 ทรง
เห็นดว้ ย

- พ.ศ. 2468
มีการปรบั ปรุงหลกั สูตรการศกึ ษาวชิ ากฏหมายวา่ ดว้ ยการปกครอง กฏหมายวา่ ดว้ ยการเงนิ และ
เศรษฐวทิ ยาเขา้ ไป ซึงเป็นครงั แรกทมี ีการเรียนการสอนกฏหมายมหาชนขึนในประเทศไทย

- พ.ศ. 2476
มีการจดั ตงั คณะนิตศิ าสตร์และคณะรฐั ศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ยบุ สภานิตศิ กึ ษาและ
โอนโรงเรียนกฏหมายไปขนึ กบั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั

- ในปลายปี พ.ศ. 2476

มีการโอนคณะนิตศิ าสตร์และรฐั ศาสตร์จากจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ไปก่อตงั เป็น
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์และการเมือง มีการเพมิ หลกั สูตรกฏหมายมหาชนเขา้ ไปในหลกั สูตร
ธรรมศาสตร์บณั ฑติ หลายวชิ า เช่น กฏหมายรฐั ธรรมนูญ / กฏหมายการคลงั / กฏหมาย
ปกครอง / กฏหมายเลือกตงั
เมือมีการเปลียนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 แลว้ ไดม้ ีการจดั ตงั มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
และการเมืองขึน ในยคุ นีมีการเรียนการสอนกฏหมายมหาชน อยา่ งเปิ ดเผย
การแยกประเภทกฏหมายเป็นกฏหมายเอกชนและกฏหมายมหาชน เป็ นทียอมรบั เป็นการทวั ไป
ยงิ กวา่ นนั การเรียนการสอน กฏหมายมหาชนในลกั ษณะเชิงคุณคา่ และคุณธรรม โดยเนน้ เรือง
การจาํ กดั อาํ นาจรัฐและการคุม้ ครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนกเ็ ป็ นสิงทีเนน้ กนั มากกวา่
การศึกษาเชิงรายละเอียดทางเทคนิค

ยคุ สถาปนาระบอบปฏิวตั ิ (พ.ศ. 2490 2517)

ความตกตาํ ของกฏหมามหาชนไทย

- เกิดการรัฐประหารระหวา่ ง พ.ศ. 2490-2495 ทาํ ใหร้ ะบอบรัฐธรรมนูญทีคณะราษฎร์พยายาม
สถาปนาขนึ พร้อมกบั การพฒั นากฏหมายมหาชนในฐานะทีเป็นบคุ คลทพี ยายามจาํ กดั อาํ นาจรฐั
และระบบราชการก็ปิ ดฉากลง

- ไดเ้ กิดเหตุการณ์ทางกฏหมายทีกระทบตอ่ การพฒั นาการของกฏหมายมหาชนหลายประการ เช่น
มีการตรา พรบ.มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2495 ขึน
โดยเปลียนชือมหาวทิ ยาลยั เปลียนการบริหารมหาวทิ ยาลยั เปลียนสภามหาวทิ ยาลยั จาก
มหาวทิ ยาลยั ปิ ด เป็น มหาวทิ ยาลยั เปิ ด
เปลียนแนวการเรียนการสอนจากเดิมทมี ีลกั ษณะทางวชิ าการ มาเป็นการศึกษาทเี นน้ หลกั การ
ปฏิบตั ิเหมือนครังเป็ นโรงเรียนกฏหมายของกระทรวงยตุ ธิ รรม
มีการเพมิ วชิ ากฏหมายแพง่ กฏหมายอาญา กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ กฏหมายวธิ ีพจิ ารณา
ความอาญา “ลดวชิ ากฏหมายมหาชน”

ยคุ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2517 ถึง ปัจจบุ นั

การฟื นฟูกฏหมายมหาชนไทย
- ระบอบปฏวิ ตั ทิ ีสถาปนาขนึ ตงั แต่ พ.ศ. 2500 จนถึง พ.ศ. 2511
- ระบอบปฏิวตั ิทสี ถาปนาขนึ ตงั แต่ พ.ศ. 2514 จนถึง พ.ศ. 2516
- ไดก้ ่อใหเ้ กิดสภาวะทีสงั คมไทยในเวลานนั ไม่อาจรับไดอ้ ีกต่อไป จงึ ไดม้ ีการรวมตวั กนั ขึนเพอื

เรียกรอ้ งประชาธิปไตย จนนาํ ไปสู่เหตุการณ์ครังประวตั ิศาสตร์ คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

............................................................................................................................. ....................................................

หน่วยที 12

ระบบกระบวนการยตุ ธิ รรมไทย

.....................................................................................................................................................................................

แบบประเมินผล

1. กระบวนการยตุ ิธรรมในสมยั สุโขทยั (พ.ศ. 1781-1893)
- มีมีระบบทชี ดั เจนแน่นอน แต่กถ็ ือวา่ ในยคุ นีมีผพู้ พิ ากษาตระลาการแลว้
- ราษฎร เมือมีขอ้ พพิ าทกอ็ าจไปถวายฎีกาเพอื ขอความเป็ นธรรมจากพระเจา้ แผน่ ดินไดด้ ว้ ยตนเอง

2. กระบวนการยตุ ิธรรมสมยั อยธุ ยา
- มีทงั กฏหมายสารบญั ญตั ิ และกฏหมายวธิ ีสบญั ญตั ิใช้
- โดยในการบญั ญตั กิ ฏหมายไดร้ บั เอาคมั ภรี ์พระธรรมศาสตร์(จากมอญ)มาเป็นหลกั ในการบญั ญตั ิ
กฏหมาย

กฏจารีตนครบาล หมายถึง

- วธิ ีการสนั นิษฐานก่อนวา่ จาํ เลยเป็ นผกู้ ระทาํ ความผดิ จนกวา่ จะพสิ ูจน์ตนเองได้
- ทาํ ใหไ้ ทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางศาลใหแ้ ก่ประเทศฮอลแลนด์ ใน พ.ศ. 2207 และ

ฝรังเศส ใน พ.ศ. 2230 ดดว้ ยเหตุวา่ ประเทศเหล่านีมองวา่ การศาลไทยและวธิ ีพจิ ารณาสืบพยานของ
ไทยเป็นวธิ ีการทีป่ าเถือนและไม่ไวว้ างใจกระบวนการพจิ ารณาคดีของไทย
- วธิ ีการชาํ ระคดีนี ไดต้ กทอดมาถึงสมยั กรุงรตั นโกสินทร์ตอนตน้ และทาํ ใหเ้ กิดสนธิสญั ญาสิทธิ
สภาพนอกอาณาเขตสาํ หรบั คนตา่ งชาติ จนกระทงั ก่อใหเ้ กิดแนวคดิ ทจี ะตอ้ งมีการปรบั ปรุงระบบ
ศาลไทยในสมยั รชั กาลที 5 ในทสี ุด
3. ในสมยั รัชกาลที รตั นโกสินทร์ตอนตน้ “กฏหมายตราสามดวง”
- ชาํ ระขึนในสมยั รชั กาลที 1 ส่วนใหญ่เป็ นกฏหมายทรี วบรวมมาจากสมยั อยธุ ยา แทนกฏหมายตา่ งๆ
ทถี ูกเผาทาํ ลายไป และกฏหมายทเี หลืออยไู่ ม่เหมาะสมกบั กาลสมยั ไม่อาจอาํ นวยความยตุ ธิ รรมได้

“กฏหมายตราสามดวง” แยกออกเป็นลกั ษณะต่างๆในส่วนทเี กียวกบั การพจิ ารณาความในศาล
ไดแ้ ก่

ลกั ษณะพระธรรมนูญ
ลกั ษณะรบั ฟ้ อง
ลกั ษณะพยาน
ลกั ษณะพสิ ูจน์ดาํ นาํ ลุยเพลิง
ลกั ษณะตระลาการ และลกั ษณะอุทธรณ์
- เหตุทเี รียกกฏหมายตราสามดวง เนืองจาก ใชอ้ าลกั ษณ์ชุบเสน้ หมึก 3 ชุด เช่น
ตราราชสีห์ เป็ น ตราประจาํ ตาํ แหน่ง สมุหนายก
ตราคชสีห์ เป็น ตราประจาํ ตาํ แหน่ง สมุหนากลาโหม
ตราบวั แกว้ เป็น ตราประจาํ ตาํ แหน่งโกษาธิบดี หรือ เจา้ พระยาพระคลงั
- ประเทศไทยเริมมีการปฏริ ูปประเทศ เมือ
ในสมยั รชั กาลที 4 สมยั นีไดม้ ีการติดตอ่ และทาํ การคา้ กบั ชาตติ ะวนั ตกมากขนึ
4. หลกั อินทภาษ หมายถึงการกล่าวถึงการเป็ นตระลาการพงึ ละเวน้ จากอคติ 4 ประการ ในกฏหมายตรา
สามดวง อนั ไดแ้ ก่
- ฉนั ทาคติ
การทาํ จิตใจใหป้ ราศจากความโลภโดยไม่เห็นแก่อามิสสินจา้ งใดๆ
- โทสาคติ
การทาํ จติ ใจใหป้ ราศจากการพยาบาทจองเวร
- ภยาคติ

- โมหาคติ
การทาํ ใหป้ ราศจากความมืดมวั หลงใหล

5. ลกั ษณะของระบบศาลไทยก่อนการปฏริ ูปการศาลในช่วง รชั กาลที 5 คือ

- เป็ นหน่วยงานทีขึนอยกู่ บั กรมตา่ งๆมีตระลาการทาํ หนา้ ทพี จิ ารณาคดี ตามทกี รมทีตนสงั กดั อยู่
มอบหมายใหม้ ีลูกขนุ ณ.ศาลหลวง ทาํ หนา้ ทพี พิ ากษาคดี และมีผทู้ าํ หนา้ ทปี รับบทความผดิ และวาง
บทลงโทษผกู้ ระทาํ ผดิ ใหเ้ หมาะสมแก่ความผดิ ไม่มีความเป็ นอิสระและถูกแทกแซงจากอาํ นาจฝ่ าย
บริหารได้

6. ในคดีมาก่อนการปฏิรูประบบศาลไทย ในสมยั รัชกาลที 5 ระบบการพจิ ารณาคดีในศาลเป็นระบบใด
- ระบบไตส่ วน

ลกั ษณะของระบบการศาลไทยหลงั การปฏริ ูปกฏหมายในรัชกาลที5 คอื

- เป็ นระบบศาลเดยี ว
- โดยศาลไม่ตอ้ งสงั กดั กบั กรมต่างๆอีกตอ่ ไป มีศาลยตุ ธิ รรมเป็นองคก์ รเดียวทีใชอ้ าํ นาจตุลาการทาํ

หนา้ ทีพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดีโดยเฉพาะ โดยมีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด
- มีการตงั กรมอยั การ โดยใหส้ งั กดั กระทรวงยตุ ิธรรมทาํ หนา้ ทใี นการสอบสวนและฟ้ องรอ้ งคดี
- ยกเลิกการพจิ ารณาคดีในระบบไตส่ วน โดยใชร้ ะบบกล่าวหาแทน ศาลทาํ หนา้ ทีเป็นคนกลาง

เสมือนกรรมการตดั สิน คู่ความทถี ูกกล่าวหากนั มีหนา้ ทีนาํ พยานเขา้ สืบพสิ ูจน์ต่อสูก้ นั
- ยกเลิกวธิ ีจารีตนครบาล แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ศาลยตุ ธิ รรมทไี ดร้ บั การจดั ตงั ในยคุ ปฏริ ูปศาลนีมีอาํ นาจ

ในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดีแพง่ และอาญาเป็ นหลกั เท่านนั การร้องทกุ ขเ์ รืองราวของกระทรวง
ตา่ งๆยงั คงตอ้ งร้องต่อเจา้ กรมหรือกระทรวงนนั ๆ
- ถือไดว้ า่ เป็นการปฏิรูปการปกครองและระบบกฏหมายไทยตามหลกั กฏหมายของประเทศ
ตะวนั ตก
- ในปี พ.ศ. 2481 ประเทศไทยกไ็ ดอ้ าํ นาจทางศาลซึงไดเ้ สียสิทธฺสภาพนอกอาณาเขตไปกลบั คืนมา
จากประเทศองั กฤษ และประเทศสหรฐั อเมริกา
- ในปี พ.ศ. 2482 ประเทศไทยไดม้ ีการประกาศโอนคดีทงั หมด ทไี ดเ้ สียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ทางการศาลไปใหแ้ ก่ประเทศอืนกลบั คนื มายงั ไทย
กรมกลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ

เป็ นประธานในการตรวจชาํ ระ โดยการยกเลิกกฏหมายเก่าและออกฏหมายใหม่ขึน ใน พ.ศ.
2434 และไดม้ ีการจดั ทาํ ประมวลกฏหมาย (CODIFICATION) และไดม้ ีการประกาศใช้
ประมวลฏฏหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127 ในปี พ.ศ. 2451
7. ระบบศาลไทยในยคุ ก่อนมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 เป็นระบบใด
- ระบบศาลเดียว
- การแบ่งแยกอาํ นาจและการใชอ้ าํ นาจ 3 ฝ่ าย ระหวา่ ง อาํ นาจนิติบญั ญตั ิ อาํ นาจบริหาร และอาํ นาจ
ตุลาการ ชดั เจนและเป็ นระบบมากกวา่ ในรชั กาลที 5 ทอี าํ นาจบริหารสามารถแทกแซงอาํ นาจตุลา
การได้ เนืองจากการแบ่งแยกอาํ นาจทไี ม่ชดั เจนและกา้ วก่ายกนั
8. ระบบศาลไทยในปัจจุบนั
- ประเทศไทยใชร้ ะบบกฏหมาย CEVIL LAW)
- ระบบศาลเป็นระบบ “ศาลคู่”
9. ลกั ษณะของระบบ “ศาลคู”่ ของประเทศไทยในปัจจบุ นั คือ
- มีศาลยตุ ิธรรม คูก่ บั ศาลปกครอง
ศาลยตุ ธิ รรม ใชร้ ะบบกล่าวหา
ศาลปกครอง ใชร้ ะบบไต่สวน
10. การจดั โครงสร้างศาลเป็นลาํ ดบั ชนั ไดแ้ ก่
ศาลยตุ ิธรรม
ศาลชนั ตน้
ศาลอุทธรณ์
ศาลฎีกา
ศาลปกครอง
ศาลปกครองชนั ตน้
ศาลปกครองสูงสุด
11. บคุ คลทมี ีอาํ นาจฟ้ องคดีอาญาได้ คอื
- ผเู้ สียหาย

- พนกั งานอยั การ
12. การฟ้ องคดีอาญาของประเทศไทยใชร้ ะบบ “การฟ้ องคู่ขนาน” หมายถึง

- การใหอ้ าํ นาจทงั เจา้ พนกั งานของรัฐ คอื พนกั งานอยั การ และราษฎรซึงเป็นผเู้ สียหายฟ้ องคดีไดเ้ อง
โดยมีขอ้ จาํ กดั อาํ นาจพนกั งานอยั การและผเู้ สียหายในการฟ้ องคดีบางประการ

13. “สาํ นกั งานอยั การสูงสุด” มีทมี าทไี ปดงั นี
- พนกั งานอยั การ ซึงเป็ นเจา้ พนกั งานของรฐั ทีเกียวขอ้ งกบั การดาํ เนินกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา
มีขนึ ครังแรกใน พ.ศ. 2436 โดยสงั กดั กองกลาง กระทรวงยตุ ธิ รรม
- ในปี พ.ศ. 2458 ไดม้ ีฐานะเป็น “กรมอยั การ” ซึงสงั กดั อยกู่ บั กระทรวงยตุ ธิ รรม
- ในปี พ.ศ. 2465 ไดโ้ อนไปสงั กดั กระทรวงมหาดไทย
- ในปี พ.ศ. 2534 มีฐานะเป็นหน่วยงานอิสระ โยขึนตรงต่อ “สาํ นกั นายกรัฐมนตรี” โดยเรียกชือวา่
“สาํ นกั งานอยั การสูงสุด”

14. การจดั ทาํ ประมวลกฏหมายใหม่ ไดม้ ีการคงสิงทีเป็ นประเพณีวฒั นธรรมของสงั คมไทยไว้ ไดแ้ ก่
- อาํ นาจปกครองบตุ ร
- หนา้ ทีอุปการะเลียงดูระหวา่ งสามี-ภรรยา ระหวา่ งบิดามารดาและบุตรในกฏหมายครอบครวั
- คดีอุทลุม

15. บุคคลจะมีอาํ นาจฟ้ องคดีได้ เมือใด
- เมือสิทธิ หรือ หนา้ ทีตามกฏหมายแพง่ ถูกโตแ้ ยง้

16. หลกั ประกนั ความเป็นธรรมของผพู้ พิ ากษา คอื
- การพจิ ารณานงั คดีตอ้ งครบองคค์ ณะ
ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา จะตอ้ งมีผพู้ พิ ากษาอยา่ งนอ้ ย 3 คนเป็นองคค์ ณะ
- คาํ สงั คาํ พพิ ากษาของศาลตอ้ งแสดงเหตผุ ลในการตดั สิน
- การพจิ ารณาคดีแบบตอ่ เนือง
- ศาลจะตอ้ งมีการกระจายอยตู่ ามทอ้ งถินตา่ งๆ
ราคาถูก อยใู่ กล้ แพร่หลาย และรวดเร็ว
ทีไม่ใช่ คอื หน่วยธุรการของศาลเป็นอิสระจากฝ่ ายบริหาร

17. องคก์ รทมี ีอาํ นาจในการวนิ ิจฉยั ขอ้ พพิ าท (องคก์ รวนิ ิจฉยั อิสระ) อาจเป็นหน่วยงานราชการหรือเป็ น
องคก์ รทีไม่ใช่หน่วยราชการกไ็ ด้ เรียกวา่
- องคก์ รกึงตลุ าการ ( QUASI JUDICIAL) เช่น
ก.ก.ต.
ป.ป.ช.
เป็ นองคก์ รวนิ ิจฉยั อิสระ ทไี ม่ไดเ้ ป็นส่วนราชการ

18. องคก์ รทที าํ หนา้ ที ตรวจสอบบญั ชีหนีสินและทรัพยส์ ิน ของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง คือ
- คณะกรรมการป้ องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ

19. องคก์ รทที าํ หนา้ ทไี ต่สวนกรณีการเขา้ ชือร้องขอถอดนายกรัฐมนตรี เนืองจากมีพฤติกรรมราํ รวยผดิ ปกติ
คือ
- ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง (พ.ศ. 2542)
- ผเู้ สียหายจากการกระทาํ ของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมืองไม่มีสิทธิฟ้ องคดีโดยตรง ตอ้ งยนื คาํ ร้อง
ตอ่ ป.ป.ช.ดาํ เนินการไตส่ วน

20. หลกั ประกนั ความความเป็นอิสระของผพู้ พิ ากษา และ ตุลาการ ประกอบดว้ ย
- มาตรการประกนั ความเป็นอิสระจากองคก์ รภายนอก
มีหน่วยงานธุรการของตนเองเป็ นอิสระไม่ขนึ ตอ่ กระทรวงใดๆ
แยกบุคคลทดี าํ รงตาํ แหน่งผพู้ พิ ากษาและตลุ าการออกจากฝ่ายนิติบญั ญตั แิ ละบริหาร
- มาตรการประกนั ความเป็นอิสระจากองคก์ รภายใน
การพจิ ารณาอรรถคดีของผพู้ พิ ากษาตลุ าการไม่อยภู่ ายใตบ้ งั คบั บญั ชาตามลาํ ดบั ชนั
การแต่งตงั โยกยา้ ย ตอ้ งตามวาระทีกฏหมายบญั ญตั ิ
การจา่ ย การโอน และการเรียกคืนสาํ นวน

21. มาตรการทเี ป็นหลกั ประกนั ความเป็ นอิสระของผพู้ พิ ากษา และตุลาการขององคก์ รภายนอก คอื
- การกาํ หนดใหห้ น่วยงานธุรการของศาลเป็นอิสระขนึ ต่อประธานศาล

22. หลกั ในการพจิ ารณาคดีของศาลอาญา คือ
- การพจิ ารณาและสืบพยานตอ้ งกระทาํ โดยเปิ ดเผยตอ่ หนา้ จาํ เลย

- การพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลโดยหลกั แลว้ ตอ้ งเป็ นไปโดยเปิ ดเผย กล่าวคอื เปิ ดโอกาสให้
ประชาชนทุกคนสามารถเขา้ ฟังการพจิ ารณาพพิ ากษาไดไ้ ม่วา่ บุคคลนนั จะเกียวขอ้ งกบั คดีนนั
หรือไม่กต็ าม เพอื ใหห้ ลกั การถ่วงดุลและตรวจสอบอาํ นาจบรรลุวตั ถุประสงค์

23. หลกั การพจิ ารณาคดี โดยเปิ ดเผยในศาล มีประโยชน์ คือ
- ในดา้ นการควบคุมและตรวจสอบการทาํ งานของผพู้ พิ ากษาและตลุ าการ วา่ ดาํ เนินการไปโดยสุจริต
และยตุ ธิ รรมหรือไม่

24. ศาลปกครอง มีทมี าทีไปดงั นี
- สมยั รัชกาลที 5 พ.ศ. 2417 เรียกวา่ “ ทีปรึกษาราชการแผน่ ดิน
- พ.ศ. 2476 โดยนายปรีดี พนมยงค์ เรียกวา่ “คณะกรรมการกฤษฎีกา”
มีอาํ นาจหนา้ ทใี นการจดั ทาํ ร่างกฏหมายและใหค้ าํ ปรึกษาทางกฏหมายแก่รฐั บาล กบั ใหม้ ี
หนา้ ทใี นการพจิ ารณาคดีปกครองตามทีจะไดม้ ีกฏหมายกาํ หนดใหอ้ ยใู่ นอาํ นาจของ
คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่กม็ ิไดม้ ีการออกกฏฆมายใหอ้ าํ นาจแก่คณะกรรมการกฤษฎีกาใน
การพจิ ารณาคดีปกครอง
- พ.ศ. 2522 ไดย้ บุ รวมคณะกรรมการเรืองราวรอ้ งทุกขเ์ ขา้ มาเป็นกรรมการประเภทหนึงของคณะ
กฤษฎีกา แลว้ เรียกชือใหม่วา่ “ คณะกรรมการวนิ ิจฉยั เรืองราวรอ้ งทุกข์” ไดแ้ บ่งกรรมการออกเป็ น
2 ประเภท คอื
กรรมการร่างกฏหมาย มีอาํ นาจหนา้ ทีตรวจพจิ ารณาและจดั ทาํ ร่างกฏหมายใหแ้ กร้ ัฐบาล และ
ใหค้ าํ ปรึกษาทางกฏหมายแก่หน่วยราชการของรฐั
กรรมการวนิ ิจฉยั รอ้ งทกุ ข์ มีอาํ นาจหนา้ ทพี จิ ารณาวนิ ิจฉยั เรืองร้องทุกข์

25. คาํ วนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการวนิ ิจฉยั รอ้ งทุกข์ เมือวนิ ิจฉยั ชีขาดเรืองรอ้ งทกุ ขแ์ ลว้ มีผลประการใด
- ยงั ไม่มีผลบงั คบั แก่คูก่ รณี ตอ้ งนาํ ส่งใหน้ ายกรัฐมนตรีสงั การอีกทหี นึง

26. คณะกรรมการตุลาการศาลยตุ ิธรรม ประกอบดว้ ย
ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ
กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิในแต่ละชนั ศาล ชนั ศาลละ 4 คน รวมเป็น 12 คน ซึงเป็นขา้ ราชการตุลา
การในแตล่ ะชนั ศาล และไดร้ บั เลือกจากขา้ ราชการตุลาการในทุกชนั ศาล

กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิจาํ นวน 2 คน ซึงไม่เป็นหรือเคยเป็นขา้ ราชการตลุ าการและไดร้ ับเลือก
จากวฒุ ิสภาฯ
27. คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองประกอบดว้ ย
- ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานกรรมการ
- กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิจาํ นวน 9 คน ซึงเป็นตุลาการศาลปกครองและไดร้ ับเลือกมาจากตลุ าการใน
ศาลปกครองดว้ ยกนั เอง
- กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิซึงไดร้ บั เลือกจากวฒุ ิสภา 2 คน และจากคณะรฐั มนตรีอีก 1 คน คุณสมบตั ิ
ลกั ษณะตอ้ งหา้ มและวธิ ีการเลือกกรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิ

.....................................................................................................................................................................................

หน่วยที 13

ระบบศาลไทย

.....................................................................................................................................................................................

แบบประเมนิ ผล

1. ศาลรัฐธรรมนูญ
- เป็ นศาลชาํ นญั พเิ ศษทีจดั ตงั ขนึ มีอาํ นาจหนา้ ทีสาํ คญั คือ พจิ ารณาคดีเกียวขอ้ งกบั รัฐธรรมนูญ
วธิ ีพจิ ารณาในศาลรฐั ธรรมนูญ เป็น
- แบบไต่สวน

คดีทใี นขอบเขตอาํ นาจหนา้ ทีของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น

- กรณีวนิ ิจฉยั วา่ ร่างพระราชบญั ญตั ิ หรือ ร่างพระราชกาํ หนดขดั หรือ แยง้ กบั รัฐธรรมนูญ
- วนิ ิจฉยั วา่ กฏหมายใดขดั หรือ แยง้ กบั รฐั ธรรมนูญ

องค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ

รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540

ไดก้ าํ หนดใหศ้ าลรัฐธรรมนูญประกอบดว้ ยประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
รวม 15 คน ซึงพระมหากษตั ริยท์ รงแต่งตงั ตามคาํ แนะนาํ ของวฒุ ิสภาจากบุคคลต่อไปนี

- ผพู้ พิ ากษาศาลฎีกา ซึงไดร้ ับเลือกโดยทปี ระชุมใหญศ่ าลฎีกา โดยวธิ ีลงคะแนนลบั จาํ นวน 5 คน
- ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึงไดร้ ับเลือกโดยทปี ระชุมใหญศ่ าลปกครองสูงสุดโดยวธิ ีการ

ลงคะแนนลบั จาํ นวน 2 คน
- ผทู้ รงคุณวฒุ ิสาขานิติศาสตร์ ซึงไดร้ บั เลือกจากวฒุ ิสภา โดยการสรรหาและจดั ทาํ บญั ชีรายชือของ

คณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ จาํ นวน 5 คน

- ผทู้ รงคุณวฒุ ิสาขารฐั ศาสตร์ ซึงไดร้ บั เลือกจากวฒุ ิสภา โดยการสรรหาและจดั ทาํ บญั ชีรายชือของ
คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญ จาํ นวน 3 คน

ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540

ในกรณีทีมีปัญหาวา่ กฏหมายใด ขดั แยง้ กบั รฐั ธรรมนูญหรือไม่ ผมู้ ีสิทธิเสนอคาํ รอ้ งใหศ้ าล
รฐั ธรรมนูญพจิ ารณา มี 2 กรณี คอื

- ศาลทกุ ศาล ทงั ในกรณีทศี าลเห็นเอง หรือ มีคูก่ รณีโตแ้ ยง้ วา่ บทบญั ญตั ิใดของกฏหมายขดั ต่อ
รัฐธรรมนูญ

- ผตู้ รวจการแผน่ ดินของรัฐสภา เห็นวา่ บทบญั ญตั ิของกฏหมายมีปัญหาเกียวขอ้ งกบั ความชอบดว้ ย
รัฐธรรมนูญ

กรอบและแนวทางในการพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คือ

- ตอ้ งพจิ ารณาคดีโดยเปิ ดเผย
- ตอ้ งใหโ้ อกาสคู่กรณีแสดงความคิดเห็นของตนก่อนการวนิ ิจฉยั
- การใหส้ ิทธิคูก่ รณีขอตรวจดูเอกสารทีเกียวกบั ตน
- การเปิ ดโอกาสใหม้ ีการคดั คา้ นตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ
- การใหเ้ หตุผลประกอบคาํ วนิ ิจฉยั หรือ คาํ สงั ศาลรฐั ธรรมนูญ

วธิ ีการพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มีลกั ษณะพเิ ศษ คือ

- สามารถกาํ หนดวธิ ีพจิ ารณาคดีไดด้ ว้ ยตนเอง ซึงกระทาํ โดยมติเอกฉันทข์ องคณะตลุ าการศาล
รัฐธรรมนูญ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา แตว่ ธิ ีพจิ ารณาคดีของศาลอืนนนั จะตอ้ งตราเป็น
กฏหมายโดยฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ

ผลของคาํ วนิ ิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลคือ

- มีผลผกู พนั ทุกองคก์ รใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ติ าม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2550

กาํ หนดใหศ้ าลรฐั ธรรมนูญ ประกอบดว้ ยประธานศาลรฐั ธรรมนูญคนหนึงกบั และตลุ าการศาล
รฐั ธรรมนูญอีก 8 คน ซึงพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตงั ตามคาํ แนะนําของวฒุ ิสภาจากบุคคลต่อไปนี

- ผพู้ พิ ากษาในศาลฎีกาซึงดาํ รงตาํ แหน่งไม่ตาํ กวา่ ผพู้ พิ ากษาศาลฎีกา ซึงไดร้ บั เลือกโดยทปี ระชุม
ใหญศ่ าลฎีกาโดยวธิ ีลงคะแนนลบั จาํ นวน 3 คน

- ตลุ าการในศาลปกครองสูงสุดซึงไดร้ บั เลือกโดยทีประชุมใหญ่ตลุ าการในศาลปกครองสูงสุดโดย
วธิ ีลงคะแนนลบั จาํ นวน 2 คน

- ผทู้ รงคุณวฒุ ิสาขานิติศาสตร์ซึงมีความรูค้ วามเชียวชาญทางดา้ นนิติศาสตร์อยา่ งแทจ้ ริงและไดร้ ับ
เลือกตามมาตรา 206 ของรฐั ธรรมนูญ จาํ นวน 2 คน

- ผทู้ รงคุณวฒุ ิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสงั คมศาสตร์อืน ซึงมีความรู้ความเชียวชาญ
ทางดา้ นการบริหารราชการแผน่ ดินอยา่ งแทจ้ ริงและไดร้ ับเลือกตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญ
จาํ นวน 2 คน

อาํ นาจหนา้ ทีทสี าํ คญั ของศาลรัฐธรรมนูญ คือ

- การพจิ ารณาวนิ ิจฉยั วา่ ร่างพระราชบญั ญตั ิหรือร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญหรือร่าง
ขอ้ บงั คบั การประชุมของสภาผแู้ ทนราษฎร ของวฒุ ิสภา หรือของรัฐสภา ทสี ภาผแู้ ทนราษฎร
วฒุ ิสภา หรือรัฐสภา แลว้ แต่กรณี

- ใหค้ วามเห็นชอบแลว้ แตย่ งั มิไดป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา มีขอ้ ความขดั หรือแยง้ ต่อ
รฐั ธรรมนูญ หรือตราขนึ โดยไม่ถูกตอ้ งตามบทบญั ญตั ิแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือพจิ ารณา
วนิ ิจฉยั วา่ บทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายทศี าลจะใชบ้ งั คบั แก่คดีใดขดั หรือแยง้ ต่อรฐั ธรรมนูญโดยทศี าล
เห็นเอง หรือคูค่ วามโตแ้ ยง้ และยงั ไม่มีคาํ วนิ ิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนูญในส่วนทเี กียวกบั บทบญั ญตั ิ
นนั ตลอดจนพจิ ารณาวนิ ิจฉยั ปัญหาเกียวกบั อาํ นาจหนา้ ทีขององคก์ รตา่ ง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซึงคาํ
วนิ ิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเดด็ ขาดและมีผลผกู พนั รัฐสภา คณะรฐั มนตรี ศาล และองคก์ ร
อืนของรฐั

- การพจิ ารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็ นระบบไตส่ วน ศาลมีอาํ นาจไตส่ วนหาขอ้ เทจ็ จริงและ
พยานหลกั ฐานเพมิ เติมได้ ซึงแตกต่างจากวธิ ีพจิ ารณาทใี ชใ้ นคดีทวั ไปของศาลยตุ ธิ รรม

ศาลยุตธิ รรม
- เป็ นศาลทีมีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีทเี ป็ นการทวั ไป คือ คดีทีไม่มีกฏหมายบญั ญตั ิใหอ้ ยใู่ น

อาํ นาจศาลอืน เช่น ศาลปกครอง ศาลรฐั ธรรมนูญ ศาลทหาร เป็นตน้
- ศาลยตุ ิธรรม มีอาํ นาจพจิ ารณาคดี เช่น คดีแพง่ คดีอาญา คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีทรพั ยส์ ินทาง

ปัญญา และการคา้ ระหวา่ งประเทศ คดีลม้ ละลาย คดีเด็กเยาวชนและครอบครัว
- แบ่งออกเป็ น 3 ชนั คือ

ศาลชนั ตน้
ศาลอุทธรณ์
ศาลฎีกา
- เป็ นระบบกล่าวหา
ผใู้ ดกล่าวอา้ ง ผนู้ นั มีหนา้ ทีนาํ สืบ
คาํ พพิ ากษาของศาลยอ่ มผกู พนั คูก่ รณี และการบงั คบั คดีกระทาํ โดยศาลออกคาํ บงั คบั
- ในกรณีทีมีปัญหาเกียวกบั อาํ นาจหนา้ ทีระหวา่ งศาลยตุ ิธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือ ศาลอืนๆ
รัฐธรรมนูญกาํ หนดใหช้ ีขาด โดยเฉพาะกรรมการชีขาดเขตอาํ นาจหนา้ ทรี ะหวา่ งศาล ซึงประกอบ
ไปดว้ ย
ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน
ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอืนๆ และผทู้ รงคุณวฒุ ิอืนอีกไม่เกิน 4 คน เป็น
กรรมการ เป็ นผชู้ ีขาด

ศาลชันต้น หมายถึง ศาลซึงจะตอ้ งเริมพจิ ารณาโดยหลกั คู่ความจะตอ้ งนาํ คดีไปทีศาลชนั ตน้ คูค่ วามจะ
นาํ คดีไปฟ้ องยงั ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกาเลยไม่ได้ ไดแ้ ก่

- ศาลแพง่ /ศาลแพง่ กรุงเทพใต/้ ศาลแพง่ ธนบุรี/ศาลอาญา/ศาลอาญากรุงเทพใต/้ ศาลอาญาธนบรุ ี/ศาล
จงั หวดั /ศาลแขง

- ศาลยตุ ธิ รรมอืนที พรบ.จดั ตงั กาํ หนดให้เป็ นศาลชนั ตน้ มี 5 ศาล คอื

ศาลเยาวชนและครอบครวั ซึงมีทงั ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลเยาวชนและครอบครัว
จงั หวดั และศาลจงั หวดั แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
ศาลแรงงานกลาง
ศาลทรพั ยส์ ินทางปัญญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง
ศาลลม้ ละลายกลาง

ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลทที าํ หนา้ ทวี นิ ิจฉยั ความผดิ พลาดหรือขาดตกบกพร่องของศาลชนั ตน้ ไดแ้ ก่

- ศาลอุทธรณ์
- ศาลอุทธรณ์ภาค

ศาลฎกี า

- เป็ นศาลทีทาํ หนา้ ทวี นิ ิจฉยั ความผดิ พลาดหรือขาดตกบกพร่องของศาลอุทธรณ์ และเป็ นศาลสุดทา้ ย
เมือพพิ ากษาแลว้ ยอ่ มถึงทีสุด คูค่ วามไม่อาจฟ้ องรอ้ งไดอ้ ีกตอ่ ไป

- ในศาลฎีกา ยงั มีการจดั ตงั แผนกคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง ซึงมี พรบ.ประกอบ
รฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยวธิ ีพจิ ารณาคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 บญั ญตั ิไวเ้ ป็น
พเิ ศษใหศ้ าลฎีกาเป็นศาลแรก

- ศาลฏีกาในอดีต เคยมีกฏหมายกาํ หนดใหศ้ าลฎีกาทาํ หนา้ ทีพจิ ารณาเป็ นศาลแรก เช่น พรบ. เลือกตงั

การเริมคดีแพง่

- บคุ คลทีจะมีสิทธิเสนอคดีใหศ้ าลคดีใหศ้ าลพจิ ารณาเป็ นไปตามทกี ฏหมายกาํ หนดไว้ มี 2 กรณี คือ
บุคคลทีถูกโตแ้ ยง้ ในสิทธิ หรือ หนา้ ที ซึงคดีประเภทนีเรียกวา่ “ คดีมีขอ้ พพิ าท” เช่น การฟ้ อง
ใหล้ ูกหนีชาํ ระเงนิ กพู้ รอ้ มดอกเบีย / ฟ้ องใหผ้ ขู้ ายส่งมอบทรัพยส์ ินทางสญั ญาซือขาย / ฟ้ อง
ขอใหเ้ รียกคา่ สินไหมทดแทนอนั เกิดจากการละเมิด
บุคลจะตอ้ งใชส้ ิทธิของศาล ซึงเรียกคดีประเภทนีวา่ “คดีไม่มีขอ้ พพิ าท” เช่น คาํ ร้องขอใหต้ งั
ผจู้ ดั การมรดก / คาํ ร้องขอใหต้ งั ผปู้ กครองและทาํ นิตกิ รรมแทนผเู้ ยาว์ / คาํ รอ้ งขอใหเ้ ป็นคนไร้
ความสามารถ / คาํ รอ้ งขอใหเ้ ป็นคนสาบสูญ

หลกั ในการพจิ ารณาคดีแพง่ คือ
- การสืบพยานในศาล ใชพ้ ยานเอกสารเป็นหลกั

การดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณาคดีแพง่

โจทกต์ อ้ งยนื คาํ ฟ้ อง และผรู้ อ้ งตอ้ งยนื คาํ ร้องขอตอ่ ศาลทมี ีเขตอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีแพง่ ดงั นี

- คาํ ฟ้ องทวั ไป
ใหเ้ สนอตอ่ ศาลทมี ูลคดีเกิดขนึ ในเขตศาล หรือ ต่อศาลทีผรู้ ้องมีภูมิลาํ เนาอยใู่ นเขต

- คาํ รอ้ งทวั ไป
ใหเ้ สนอตอ่ ศาลทมี ูลคดีเกิดขึนในเขตศาล หรือ ตอ่ ศาลทีผรู้ อ้ งมีภูมิลาํ เนาอยใู่ นเขตศาล

ในกรณีทีมูลคดีเกิดในเรือไทย หรืออากาศยานไทยทอี ยนู่ อกราชอาณาจกั ร

- ใหศ้ าลแพง่ มีเขตอาํ นาจ เวน้ แตต่ อ้ งในกรณีตอ่ ไปนี
คาํ ฟ้ องเกียวดว้ ยอสงั หาริมทรัพย์
คาํ ร้องขอตงั ผจู้ ดั การมรดก
คาํ รอ้ งขอเพกิ ถอนมติของทีประชุมหรือทปี ระชุมใหญน่ ิติบคุ คล

คาํ ฟ้ อง จะตอ้ งทาํ เป็นหนงั สือและจะตอ้ งใชแ้ บบฟอร์มของศาลเทา่ นนั

การฟ้ องคดีแพง่

- ผยู้ นื คาํ ฟ้ องจะตอ้ งเสียค่าธรรมเนียมศาลตามอตั ราทกี ฏหมายกาํ หนดไว้ โดยคิดตามทนุ ทรัพยใ์ นคดี
หรือ ตามราคาทรพั ยท์ ีพพิ าทกนั เช่น
โจทกฟ์ ้ องเรียกเงินกจู้ ากจาํ เลย 100,000 บาท จาํ นวนเงนิ กนู้ ีเป็ นทุนทรพั ยแ์ ห่งคดี
หากโจทก์ เป็นคนยากจน ไม่มีเงินจะเสียคา่ ธรรมเนียม ก็สามารถขอดาํ เนินคดีโดยไม่ตอ้ งเสีย
เงนิ ได้ โดยการขอดาํ เนินคดีอยา่ งคนอนาถาได้

การชีสองสถาน จะเกิดขึนเมือ

- การทีจาํ เลยยนื คาํ ใหก้ ารและคาํ ใหก้ ารแกฟ้ ้ องแยง้ ศาลจะแจง้ กาํ หนดวนั ชีสองสถานใหค้ ู่ความ
ล่วงหนา้ ไม่นอ้ ยกวา่ 15 วนั

- หลงั จากชีสองสถานเสร็จแลว้ ศาลกจ็ ะกาํ หนดวนั นดั สืบพยาน โดยใหเ้ วลาล่วงพน้ ไปแลว้ ไม่นอ้ ย
กวา่ 10 วนั นบั แต่วนั ชีสองสถาน แต่ถา้ ไม่มีการชีสองสถาน ใหศ้ าลออกหมายกาํ หนดการวนั
สืบพยานส่งใหแ้ ก่คู่ความทราบล่วงหนา้ ไม่นอ้ ยกวา่ 10 วนั

- การพจิ ารณาคดีในศาลอาจไม่จาํ เป็ นตอ้ งถือเอาความสตั ยจ์ ริงเป็ นใหญ่
- เมือศาลไดด้ าํ เนินการสืบพยานของคูค่ วามเสร็จแลว้ ดงั นี ถือวา่ การพจิ ารณาเสร็จสินแลว้ จากนนั

ศาลก็จะทาํ คาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ชีขาดคดี
- การไกล่เกลียขอ้ พพิ าทจะทาํ ใหข้ อ้ พพิ าทระงบั ลงได้ จึงเป็นทางเลือกหนึงทสี าํ คญั ทีศาลยตุ ิธรรม

ตอ้ งนาํ มาปรับใชเ้ พอื ประโยชน์ในการระงบั ขอ้ พพิ าททีขึนสู่ศาล

คาํ พพิ ากษาและการบงั คบั คดีแพง่

เมือศาลแพง่ ไดด้ าํ เนินการสืบพยานของคูค่ วามเสร็จแลว้ จากนนั ศาลจะทาํ การพพิ ากษาหรือคาํ
ส่งชีขาดคดี กรณีใดจะทาํ เป็ นคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั มีหลกั ดงั นี

- ถา้ คดีทีมาสู่ศาลโดยคาํ ฟ้ อง ไดแ้ ก่
คดีมีขอ้ พพิ าท คาํ ชีขาดตอ้ งทาํ เป็ นคาํ พพิ ากษา

- คดีทมี าสู่ศาลโดยคาํ รอ้ งขอ ไดแ้ ก่
คดีไม่มีขอ้ พพิ าท เช่น คดีรอ้ งขอเป็นผปู้ กครองผเู้ ยาว์ /เป็นผจู้ ดั การมรดก คาํ ชีขาด คาํ รบั ตอ้ งทาํ
เป็ นคาํ สงั

- คาํ พพิ ากษาจะตอ้ งมีขอ้ ความตามทกี ฏหมายกาํ หนดไวด้ ว้ ย คอื
ชือศาลทีพพิ ากษาคดีนนั
ชือคูค่ วามทกุ ฝ่ายและผแู้ ทนโดยชอบธรรม หรือผแู้ ทน ถา้ หากมี
รายการแห่งคดี
เหตผุ ลและคาํ วนิ ิจฉยั ทงั ปวง
คาํ วนิ ิจฉยั ของศาลในประเดน็ แห่งคดี ตลอดจนคา่ ฤชาธรรมเนียม

การอุทธรณ์

- คู่ความอาจอุทธรณ์คดั คา้ นคาํ พพิ ากษาไปยงั ศาลอุทธรณ์ได้ แตก่ ารอุทธรณ์นนั จะอุทธรณ์ไดเ้ ฉพาะ
ในบทบญั ญตั แิ ห่งกฏหมาย คอื ไม่ใช่อุทธรณ์ไดท้ กุ คดี

- ถา้ ป.ว.พ. หรือ กฏหมายอืนบญั ญตั ใิ หค้ าํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ของศาลชนั ตน้ เป้ นทีสุด กย็ อ่ มอุทธรณ์
ไม่ไดโ้ ดยเด็ดขาด ไม่วา่ ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริง หรือ ขอ้ กฏหมาย

- กฏหมายกย็ งั จาํ กดั สิทธิในการอุทธรณ์ไวอ้ ีก กล่าวคอื
หา้ มมิใหอ้ ุทธรณ์ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริงในคดีทมี ีทนุ ทรพั ยท์ พี พิ าทในชนั อุทธรณ์ไม่เกิน 50,000
บาท เวน้ แตผ่ พู้ พิ ากษาทีนงั พจิ ารณาคดีในศาลชนั ตน้ ทาํ ความเห็นแยง้ ไว้ หรือรับรองวา่ มีเหตุ
อนั ควรอุทธรณ์ได้ หรือ ไดร้ ับอนุญาตใหอ้ ุทธรณ์เป็ นหนงั สือจากอธิบดีผพู้ พิ ากษาศาลชนั ตน้
หรืออธิบดีผพู้ พิ ากษาภาคผมู้ ีอาํ นาจ แลว้ แตก่ รณี
หา้ มมิใหใ้ ชบ้ งั คบั ในคดีเกียวกบั สิทธิแห่งสภาพบคุ คลหรือสิทธิในครอบครัว และคดีไม่มีทุน
ทรัพย์ เวน้ แตค่ ดีฟ้ องร้องขบั ไล่ออกจากอสงั หาริมทรัพยอ์ นั มีคา่ เช่นไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท
การอุทธรณ์ ตอ้ งทาํ เป็นหนงั สือทกุ คดี และผอู้ ุทธรณ์จะตอ้ งนาํ ยนื ตอ่ ศาลชนั ตน้ ทมี ีคาํ พพิ ากษา
หรือ คาํ สงั ในเรืองนนั ภายใน 1 เดือน นบั แตว่ นั ทีอ่านคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ของศาลชนั ตน้
เมือศาลชนั ตน้ มีคาํ สงั ใหร้ ับอุทธรณ์ไวแ้ ลว้ ตอ้ งส่งสาํ เนาอุทธรณ์ไปใหจ้ าํ เลยอุทธรณ์ภายใน 7
วนั และจาํ เลยอุทธรณ์อาจยนื คาํ แกอ้ ุทธรณ์ตอ่ ศาลชนั ตน้ ไดภ้ ายใน 15 วนั นบั แต่วนั ส่งสาํ เนา
อุทธรณ์

หลกั การพจิ ารณาคดีในชนั ศาลอุทธรณ์
- ศาลอุทธรณ์จะจาํ กดั พจิ ารณาเฉพาะปัญหาในขอ้ ทผี อ้ ุทธรณ์ไดอ้ ุทธรณ์คดั คา้ นขนึ มาเทา่ นนั
- ในคดีทีอุทธรณ์ไดแ้ ตเ่ ฉพาะปัญหาขอ้ กฏหมาย การวนิ ิจฉยั ปัญหาขอ้ กฏหมายศาลอุทธรณ์จาํ ตอ้ ง

ถือขอ้ เทจ็ จริงทีศาลชนั ตน้ ไดว้ นิ ิจฉยั จากพยานหลกั ฐานในสาํ นวน

โดยปกติ การพจิ ารณาคดีของศาลอุทธรณ์นนั ศาลอุทธรณ์มีอาํ นาจวนิ ิจฉยั คดีโดยเพยี งพจิ ารณาคาํ
ฟ้ องอุทธรณ์ คาํ แกอ้ ุทธรณ์ เอกสารและหลกั ฐานทงั ปวงในสาํ นวนความ ซึงศาลชนั ตน้ ส่งมาแลว้
พพิ ากษาคดีไปตามพยานหลกั ฐานเทา่ นนั โดยไม่ตอ้ งดาํ เนินการนงั พจิ ารณาคดีเรืองนนั ใหม่ เวน้ แต่

- ศาลอุทธรณ์ไดน้ ดั ฟังคาํ แถลงการณ์ดว้ ยวาจา แต่ถา้ คู่ความฝ่ ายใดหรือทงั 2 ฝ่ ายไม่มาศาลในวนั
กาํ หนดนดั ศาลอุทธรณ์อาจดาํ เนินคดีไปได้

- ถา้ ศาลอุทธรณ์ยงั ไม่เป็ นทนี ่าพอใจในการพจิ ารณาฟ้ องอุทธรณ์ คาํ แกอ้ ุทธรณ์ และพยานหลกั ฐานที
ปรากฏในสาํ นวน และเฉพาะในปัญหาทอี ุทธรณ์ ใหศ้ าลมีอาํ นาจทีจะกาํ หนดประเด็นทาํ การ
สืบพยานทีสืบมาแลว้ หรือพยานทเี ห็นควรสืบตอ่ ไป และพจิ ารณาคดีโดยทวั ๆไป ดงั ทบี ญั ญตั ิไวใ้ น
ประมวลกฏหมายนี สาํ หรับการพจิ ารณาในศาลชนั ตน้
เมือศาลอุทธรณ์พพิ ากษาแลว้ คูค่ วามอาจอุทธรณ์คดั คา้ นคาํ พพิ ากษาของศาลอุทธรณ์ไปยงั ศาล
ฎีกาไดอ้ ีกชนั หนึง แต่สิทธิในการฎีกากอ็ าจถูกจาํ กดั เช่นเดียวกบั สิทธิในการอุทธรณ์ ดงั กฏหมาย
บญั ญตั ิใหค้ าํ พพิ ากษาของศาลอุทธรณ์ทถี ึงทีสุดแลว้ ก็จะฎีกาไม่ได้ ไม่วา่ จะเป็นปัญหาขอ้ กฏหมาย
หรือขอ้ เทจ็ จริง
คดีทีไม่หา้ มฎีกา คือ ไม่ตอ้ งหา้ มฎีกาในปัญหาขอ้ กฏหมาย แตก่ ารฎีกาในปญั หาขอ้ เทจ็ จริงตอ้ ง
เป็นไปตาม ป.ว.พ. มาตรา 248 ฟ้ องฎีกา ตอ้ งทาํ เป็นหนงั สือยนื ต่อศาลชนั ตน้ ทีพจิ ารณาคดีนนั
ภายในกาํ หนด 1 เดือน นบั แตว่ นั ไดอ้ ่านคาํ พพิ ากษาของศาลฏกี าและศาลชนั ตน้ เมือศาลฎีกามีคาํ
พพิ ากษาแลว้ คูค่ วามก็ไม่สามารถอุทธรณ์ตอ่ ไปได้ คอื คดีถึงทีสุด ตอ้ งปฏบิ ตั ิตามคาํ พพิ ากษาของ
ศาลดงั กล่าว

การบงั คบั คดีแพง่

- เมือศาลมีคาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั แลว้ หากฝ่ ายแพค้ ดีไดป้ ฏบิ ตั ิตามคาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั ศาล เช่น
จดั การชาํ ระหนี หรือ ชดใชค้ า่ สินไหมทดแทน ส่งมอบทรัพยส์ ินก็จะไม่มีปัญหาอะไร

- หากไม่ปฏบิ ตั ิตามคาํ สงั จึงตอ้ งมีวธิ ีทจี ะบงั คบั ใหป้ ฏบิ ตั ิตามคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั นนั เรียกวา่ “การ
บงั คบั คดีตามคาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั ” เพอื ใหผ้ ชู้ นะไดร้ ับสิทธิอนั เกิดจากคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั นนั

- เจา้ หนีตามคาํ พพิ ากษา หรือผชู้ นะคดีมีอาํ นาจขอบงั คบั คดีไดภ้ ายใน 10 ปี นบั แต่วนั ทมี ีคาํ พพิ ากษา
หรือคาํ สงั

- เจา้ หนีตามคาํ พพิ ากษา จะตอ้ งยนื คาํ ขอใหศ้ าลออกหมายบงั คบั คดี ซึงหมายของศาลถึงเจา้ พนกั งาน
บงั คบั คดีเพอื จดั การบงั คบั คดีเรืองนนั ใหเ้ ป็นไปตามคาํ พพิ ากษา โดยการยดึ หรือ อายดั ทรพั ยส์ ิน
และนาํ ออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชาํ ระหนีใหแ้ ก่เจา้ หนีตามคาํ พพิ ากษา

การเริมคดีอาญา
- เป็ นคดีทเี กิดจากการกระทาํ ความผดิ ทีกาํ หนดไวใ้ นประมวลกฏหมายอาญาและพระราชบญั ญตั ิอืน

ทีมีโทษทางอาญา ซึงถือเป็นการกระทาํ ทีกระทบตอ่ ความสงบสุขของรัฐ
- การฟ้ องคดีอาญา ตามประมวลกฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญากระทาํ โดย

โดยรฐั
โดยราษฎร
- ในคดีอาญา การพจิ ารณาคดีตอ้ งกระทาํ โดยเปิ ดเผย ยกเวน้
ในคดีมีอตั ราจาํ คุกกอยา่ งสูงไม่เกิน 3 ปี จะมีโทษปรับดว้ ยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษปรับ
สถานเดียว เมือจาํ เลยมีทนายและจาํ เลยไดร้ ับอนุญาตจากศาลทีจะไม่มาฟังการพจิ ารณาและการ
สืบพยาน
ในคดีทีมีจาํ เลยหลายคน ถา้ ศาลพอใจคาํ แถลงของโจทกว์ า่ การพจิ ารณาและการนาํ สืบพยาน
ตามทโี จทกข์ อใหก้ ระทาํ ไม่เกียวแก่จาํ เลยคนใด ศาลจะพจิ ารณาและสืบพยานลบั หลงั จาํ เลยคน
นนั ก็ได้
คดีทมี ีจาํ เลยหลายคน ถา้ ศาลสมควรจะพจิ ารณาและสืบพยานจาํ เลยคนหนึงๆลบั หลงั จาํ เลยคน
อืนได้

คาํ พพิ ากษาและการบงั คบั คดีอาญา

- ศาลจะตอ้ งพพิ ากษาลงโทษจาํ เลยไดต้ อ่ เมือขอ้ เทจ็ จริงทีปรากฏในทางพจิ ารณาตรงกบั ขอ้ เทจ็ จริงที
บรรยายฟ้ อง ถา้ ขอ้ เทจ็ จริงทีปรากฏในทางพจิ ารณาตา่ งกบั ขอ้ เทจ็ จริงทีบรรยายฟ้ อง ศาลตอ้ งยก
ฟ้ อง ยกเวน้ ขอ้ แตกตา่ งนนั มิใช่ขอ้ แตกต่างในสาระสาํ คญั และจาํ เลยมิไดห้ ลงต่อสู้ ศาลสามารถ
ลงโทษจาํ เลยตามขอ้ เทจ็ จริงทไี ดค้ วามนนั

- คาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั จะตอ้ งอ่านโดยเปิ ดเผยต่อหนา้ คู่ความ ภายในวนั เสร็จการพจิ ารณา หรือ
ภายใน 3 วนั นบั แตเ่ สร็จคดี ถา้ มีเหตุอนั สมควรเลือนไปอ่านวนั อืนก็ได้ แต่ตอ้ งจดรายงานนนั ไว้
เมือศาลอ่านใหค้ ู่ความฟังแลว้ ใหค้ ู่ความลงลายมือชือไว้

คาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ของศาลตอ้ งมีขอ้ ความตามทกี ฏหมายกาํ หนดไวอ้ ยา่ งนอ้ ย คอื

- ชือศาล และ วนั เดือนปี
- คดีระหวา่ งใคร โจทก์ จาํ เลย
- เรือง
- ขอ้ หาและคาํ ใหก้ าร
- ขอ้ เทจ็ จริง ซึงพจิ ารณาไดค้ วาม
- เหตผุ ลในการตดั สิน ทงั ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริงและขอ้ กฏหมาย
- บทมาตราทียกขนึ ปรบั
- คาํ ชีขาดใหย้ กฟ้ อง หรือ ลงโทษ
- คาํ วนิ ิจฉยั ของศาลในเรืองของกลางหรือในเรืองฟ้ องทางแพง่

การอุทธรณ์

- การอุทธรณ์นนั หา้ มไดเ้ ฉพาะการอุทธรณ์ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริง ส่วนปัญsาขอ้ กฏหมายอุทธรณ์ได้
เสมอ

คดีทกี ฏหมายหา้ มอุทธรณ์ปัญหาขอ้ เทจ็ จริง ไดแ้ ก่

- คดีซึงมีอตั ราโทษอยา่ งสูงตามทีกฏหมายกาํ หนดไวใ้ หจ้ าํ คุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรบั ไม่เกิน 6 หมืน
บาท หรือทงั จาํ ทงั ปรับ

คดีทีจาํ เลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริงได้ คือ

- จาํ เลยตอ้ งคาํ พพิ ากษาใหล้ งโทษจาํ คุก หรือใหล้ งโทษกกั ขงั แทนโทษจาํ คุก
- จาํ เลยตอ้ งคาํ พพิ ากษาใหล้ งโทษจาํ คุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้
- ศาลพพิ ากษาวา่ จาํ เลยมีความผดิ แตร่ อการกาํ หนดโทษไว้
- จาํ เลยตอ้ งคาํ พพิ ากษาใหลงโทษปรบั เกิน 1 พนั บาท

การพจิ ารณาในศาลอุทธรณ์ ส่วนใหญ่ขะเป็ นการพจิ ารณาตามสาํ นวนทศี าลชนั ตน้ ไดส้ ืบพยาน
มาแลว้ แต่ถา้ ศาลอุทธรณ์เห็นควรสืบพยานเพมิ เตมิ กม็ ีอาํ นาจทีจะเรียกมาสืบได้

เมือศาลอุทธรณ์พพิ ากษาคดีแลว้ คู่ความอาจวางฎีกาคดั คา้ นคาํ พพื าษาของศาลอุทธรณ์ได้ ทงั ใน
ปัญหาขอ้ เทจ็ จริง และปัญหาขอ้ กฏหมาย เวน้ แต่ตอ้ งหา้ มฎีกาตามกฏหมาย และการหา้ มฎีกากห็ า้ มได้
เฉพาะในปัญหาขอ้ เทจ็ จริงเทา่ นนั

ในคดีตอ่ ไปนีหา้ มมิใหค้ ูค่ วามฏกี าในปัญหาขอ้ เทจ็ จริง คือ

- ในคดีทีศาลอุทธรณ์พพิ ากษายนื ตามศาลล่าง หรือเพยี งแตแ่ กไ้ ขเลก็ นอ้ ย และใหล้ งโทษจาํ คุกจาํ เลย
ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ หรือทงั จาํ ทงั ปรับ แตโ่ ทษจาํ คุกตอ้ งไม่เกิน 5 ปี

- ในคดีทีศาลอุทธรณ์พพิ ากษายนื ตามศาลล่างหรือเพยี งแตแ่ กไ้ ขเลก็ นอ้ ย และใหล้ งดทษจาํ คุกจาํ เลย
เกิน 5 ปี ไม่วา่ จะมีโทษอยา่ งอืนดว้ ยหรือไม่ หา้ มโจทกฎ์ ีกาในปัญหาขอ้ เทจ็ จริง

- ในคดีทีศาลชนั ตน้ พพิ ากษาใหล้ งโทษจาํ คุกจาํ เลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมืนบาท หรือทงั
จาํ ทงั ปรับ ถา้ ศาลอุทธรณ์ยงั คงลงโทษจาํ เลยไม่เกินกาํ หนดทีวา่ มานี

- ถา้ เป็ นปัญหาเรืองวธิ ีการเพอื ความปลอดภยั แตอ่ ยา่ งเดียว แมค้ ดีจะไม่ตอ้ งหา้ มฎีกาก็ตาม
- ในคดีทีศาลชนั ตน้ ลงโทษตดั สินลงโทษกกั ขงั แทนโทษจาํ คุก หรือเปลียนโทษกกั ขงั แทนคา่ ปรับ

หรือกกั ขงั เกียวกบั การริบทรัพยส์ ิน ถา้ ศาลอุทธรณ์มิไดพ้ พิ ากษากลบั คาํ พพิ ากษาศาลชนั ตน้
- ในคดีทีศาลชนั ตน้ และ ศาลอุทธรณ์ “พพิ ากษายกฟ้ อง”
การยนื ฎีกา
- จะตอ้ งยนื ต่อศาลชนั ตน้ ทีพพิ ากษาคดีนนั ในกาํ หนด 1 เดือน นบั แตว่ นั อ่าน หรือถือวา่ ไดอ้ ่านคาํ

พพิ ากษาหรือคาํ สงั นนั ใหค้ ู่ความฝ่ายทีฏีกาฟัง และใหศ้ าลตอ้ งส่งสาํ เนาฎีกาใหแ้ ก่อีกฝ่ายเพอื
แกป้ ัญหาฎีกาภายใน ภายใน 15 วนั นบั แต่วนั รับสาํ เนาฎีกา
- การพจิ ารณาและพพิ ากษาในศาลฎีกากเ็ ช่นเดียวกนั ในศาลอุทธรณ์ แตใ่ นศาลฎีกากฏหมายหา้ มทาํ
ความเห็นแยง้
- คดีใด ทศี าลฎีกาไดพ้ จิ ารณาพพิ ากษาเสร็จเด็ดขาดแลว้ ยอ่ มถึงทสี ุด จะร้องเรียนเปลียนแปลงไปยงั
ผใู้ ดหรือศาลใดอีกไม่ได้

การบงั คบั คดี

คดีอาญา ซึงศาลไดพ้ จิ ารณาถึงทสี ุดแลว้ ตอ้ งบงั คบั คดีโดยไม่ชกั ชา้ โดยวธิ ีปฏบิ ตั ิดงั นี

- ในคดีถึงทสี ุดโดยศาลลงโทษจาํ คุกหรือกกั ขงั จาํ เลย หากจาํ เลยตอ้ งขงั อยรู่ ะหวา่ งการพจิ ารณา ศาล
จะออกหมายแจง้ โทษเด็ดขาดไปยงั จนท.ราชทณั ฑ์ เพอื ดาํ เนินการจาํ คุกหรือกกั ขงั จาํ เลยตาม
กาํ หนดในคาํ พพิ ากษา

- ในคดีทีถึงทสี ุดโดยศาลพพิ ากษาปรับหรือริบทรพั ยจ์ าํ เลย ศาลเป็นผบู้ งั คบั คดีเองโดยไม่ชกั ชา้ คอื
ใหจ้ าํ เลยเสียค่าปรับต่อเจา้ หนา้ ทศี าล

- ในกรณีคดีถึงทีสุดโดยศาลพพิ ากษาใหค้ ุมประพฤตจิ าํ เลย พนกั งานคุมประพฤตจิ ะดาํ เนินการให้
เป็นไปตามคาํ พพิ ากษา

- ในคดีทถี ึงทีสุด โดยศาลพจิ ารณายกคาํ ฟ้ อง ปล่อยจาํ เลย ศาลจะออกหมายปล่อยแจง้ ใหเ้ จา้ หนา้ ที
ราชทณั ฑป์ ล่อยจาํ เลยทนั ที เวน้ แตถ่ า้ จาํ เลยมีประกนั อยแู่ ลว้ ก็ไม่จาํ เป็นตอ้ งออกหมายปล่อย ศาล
เพยี งแตอ่ ่านคาํ พพิ ากษาใหค้ ูค่ วามฟังเท่านนั

ในคดีทศี าลชนั ตน้ พพิ ากษาประหารชีวติ จาํ เลยหรือจาํ คุกจาํ เลยตลอดชีวติ และไม่มีฝ่ายใดยนื อุทธรณ์

- จะถือวา่ คดีถึงทสี ุดเพอื บงั คบั คดีไม่ได้ ศาลชนั ตน้ จะตอ้ งส่งสาํ นวนคดีนนั ไปใหศ้ าลอุทธรณ์วนิ ิจฉยั
อีกครงั หนึง

- เมือศาลอุทธรณ์พพิ ากษายนื ตามคาํ พพิ ากษาของศาลชนั ตน้ จึงจะถือวา่ คดีถึงทสี ุด

คดีทีจาํ เลยตอ้ งโทษประหารชีวติ

- แมค้ ดีจะถึงทีสุดแลว้ ก็ยงั บงั คบั คดีไม่ได้ คอื นาํ ตวั จาํ เลยไปประหารชีวติ ยงั ไม่ได้ ตอ้ งปฏิบตั ใิ นเรือง
ของพระราชทานอภยั โทษก่อน และหากหญงิ มีครรรภใ์ ดตอ้ งโทษประหารชีวติ ใหร้ อไวจ้ นคลอด
บุตรเสียก่อน แลว้ จึงค่อยประหาร

- บุคคลซึงตอ้ งโทษประหารชีวติ เกิดวกิ ลจริตก่อนถูกประหารชีวติ ใหร้ อการประหารชีวติ ไวก้ ่อน
จนกวา่ จะหาย แต่ถา้ ผวู้ กิ ลจริตนนั หายภายหลงั 1 ปี นบั แต่วนั พพิ ากษาถึงทีสุด ใหล้ ดโทษประหาร
ชีวติ ลงเหลือจาํ คุกตลอดชีวติ

จะเห็นไดว้ า่ การบงั คบั โทษจาํ คุกตลอดชีวติ และโทษประหารชีวติ นนั

- กฏหมายไม่ใหบ้ งั คบั โดยทนั ที เพราะโทษทงั 2 ประการเป็ นโทษหนกั จึงตอ้ งใหม้ ีการกลนั กรองให้
รอบคอบเสียก่อนทจี ะมีการบงั คบั

- โดยเฉพาะอยา่ งยงิ โทษประหาร เป็ นโทษทีรุนแรงทสี ุด หากบงั คบั ใชผ้ ดิ พลาดก็ไม่สามารถแกไ้ ข
อะไรไดอ้ ีก กฏหมายจึงไดก้ าํ หนดใหศ้ าลอุทธรณ์ทาํ การกลนั กรองอีกชนั หนึงก่อน

- นอกจากนนั กรณีจาํ เลยตอ้ งโทษประหารชีวติ กฏหมายก็ยงั กาํ หนดใหม้ ีการชลอการบงั คบั โดยจะ
เอาตวั ไปประหารชีวติ ไดต้ อ่ เมือพน้ กาํ หนด 60 วนั นบั แต่วนั ฟังคาํ พพิ ากษา เพอื ใหโ้ อกาสจาํ เลยได้
ยนื เรืองขอพระราชทานอภยั โทษ ถา้ พระมหากษตั ริย์ ยกเรืองราวนนั เสีย จงึ จะบงั คบั โทษประหาร
ชีวติ

การดาํ เนินคดอี าญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

บุคคลทอี ยใู่ นเขตอาํ นาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง คือ
- รัฐมนตรี
- สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร
- สมาชิกวฒุ ิสภา
- กรรมการป้ องกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ปปช.)
- ขา้ ราชการการเมืองอืน / ผบู้ ริหารทอ้ งถิน
- บุคคลธรรมดาซึงเป็นตวั การ ผใู้ ช้ หรือผสู้ นบั สนุน ในการกระทาํ ความผดิ อาญา หรือกระทาํ

ความผดิ ต่อตาํ แหน่งหนา้ ที หรือทุจริตตอ่ หนา้ ทีตามกฏหมายอืน

ทไี ม่อยู่ คือ ผตู้ รวจการแผน่ ดินของรฐั สภา

การดาํ เนินคดี แยกเป็น 3 กรณี คอื

- การดาํ เนินคดีอาญากบั ผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง
- การพจิ ารณาขอใหท้ รัพยส์ ินตกเป็ นของแผน่ ดิน
- การดาํ เนินคดีตอ่ กรรมการ ป.ป.ช.

การพพิ ากษาคาํ สงั คาํ พพิ ากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมืองเป็ นทสี ุด คอื

- จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไม่ได้

ศาลปกครอง

ศาลปกครอง คือ

- ใช้ระบบไต่สวน
- เป็ นศาลชาํ นญั พเิ ศษทีจดั ตงั ขึน มีอาํ นาจหนา้ ทีพจิ ารณาคดีปกครองหรือเฉพาะทีกฏหมายบญั ญตั ิไว้
- เดิมคดีทุกประเภทรวมทงั คดีปกครองอยใู่ นอาํ นาจของ “ศาลยตุ ธิ รรม”
- จดั ตงั ขนึ ใหม่ตามทบี ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540
- เป็ นส่วนหนึงขององคก์ รตรวจสอบทเี ป็ นศาล ซึงเป็ นองคก์ รทีใชอ้ าํ นาจตุลาการ
- โดยทาํ หนา้ ทพี จิ ารณาความชอบดว้ ยกฏหมายของการใชอ้ าํ นาจของหน่วยงานของรัฐประเภทต่างๆ

และขา้ ราชการ พนีกงาน หรือเจา้ หนา้ ทีของรฐั

คดีทีอยใู่ นอาํ นาจศาลปกครอง คือ

- คดีเจา้ หนา้ ทขี องรัฐออกคาํ สงั โดยมิชอบดว้ ยกฏหมาย
- เจา้ หนา้ ทขี องรัฐใชด้ ุลพนิ ิจโดยมิชอบดว้ ยกฏหมาย
- ขอ้ พพิ าทในสญั ญาสมั ปทาน
- คดีร้องวา่ กฏกระทรวงขดั ต่อพระราชบญั ญตั ิ
- กระทาํ การโดยเป็นการใชด้ ุลยพนิ ิจโดยมิชอบ

ทไี ม่อยู่ คือ คดีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร

ในศาลปกครอง ใชว้ ธิ ีการดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณา แบบ
- แบบไตส่ วน
- โดยใชพ้ ยานเอกสารเพอื ใชใ้ นการพจิ ารณา “เป็นหลกั ”
- คาํ พพิ ากษาของศาลปกครองยอ่ มผกู พนั คู่กรณีใหต้ อ้ งปฏิบตั ิตาม

ผมู้ ีสิทธิฟ้ องคดีต่อศาลปกครอง คอื
- จะตอ้ งเป็นผไู้ ดร้ บั ความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายจากการกระทาํ

หรือ งดเวน้ การกระทาํ ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจา้ หนา้ ทขี องรัฐ
คาํ วา่ “หน่วยงานทางปกครอง” ตาม พรบ.จดั ตงั ศาลปกครอง และ วธิ ีพจิ ารณาคดีปกครอง หมายถึง
- กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการทีเรียกชืออยา่ งอืนและมีฐานะเป็ น กรม

ราชการส่วนภูมิภาค เช่น จงั หวดั อาํ เภอ
ราชการส่วนทอ้ งถิน เช่น เทสบาล รฐั วสิ าหกิจ
หน่วยงานราชการอืนของรัฐ ทีไดร้ ับมอบหมายใหใ้ ชอ้ าํ นาจปกครอง หรือ ไดด้ าํ เนินกิจการ
ทางปกครอง
องคม์ หาชน
หน่วยงานเอกชนทีไดร้ บั มอบหมายใหใ้ ชอ้ าํ นาจ
หน่วยงานอืนของรัฐ
เป็นหน่วยงานของรัฐทีไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่ใช่รฐั วสิ าหกิจ คือ
- ธนาคารแห่งประเทศไทย
- มหาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี
- มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์
- สถาบนั ระบบสาธารณสุข
- สาํ นกั งานพฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยแี ห่งชาติ
- องคก์ ารทหารผา่ นศึก
- สาํ งานคณะกรรมการกาํ กบั หลกั ทรพั ยแ์ ละตลาดหลกั ทรัพย์(กลต.)
องคก์ ารมหาชน
เป็นหน่วยงานประเภทใหม่ในระบบกฏหมายไทย ตงั ขนึ โดยพระราชกฤษฎีกา ออกโยอาศยั ตามความ
ใน พ.ร.บ.องคก์ ารมหาชน พ.ศ. 2542 เช่น
- โรงพยาบาลบา้ นแพว้
- สาํ นกั งานเลขาธิการศาลรฐั ธรรมนูญ

- สาํ งานงานเลขาธิการศาลปกครอง
- สาํ นกั งานเลขาธิการศาลยตุ ธิ รรม
- สาํ นกั งานเลขาธิการคณะกรรมการป้ องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ
- สาํ นกั งานคณธกรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน

หน่วยงานเอกชน

ทีไดร้ ับมอบหมายใหใ้ ชอ้ าํ นาจปกครอง เช่น

- สภาวชิ าชีพทงั หลาย เช่น สภาทนายความ แพทยสภา เป็ นตน้

การฟ้ องคดีปกครอง

- โดยหลกั การฟ้ องคดีตอ่ ศาลปกครอง จะตอ้ งเริมฟ้ องคดีทีศาลปกครองชนั ตน้ ก่อน และคู่กรณี
สามารถอุทธรณ์คาํ วนิ ิจฉยั ตอ่ ศาลปกครองสูงสุดไดห้ ากเขา้ เงอื นไขทกี ฏหมายกาํ หนด

คดีทีสามารถฟ้ องต่อศาลปกครองสูงสุดไดเ้ ลย เช่น

- คดีพพิ าทเกียวกบั คาํ วจิ ิจฉยั ของ “คณะกรรมการวนิ ิจฉยั จอ้ พพิ าท” ซึงเป็นคณธกรรมการทจี ดั ตงั ขนึ
ตามกฏหมายทีมีการจดั องคก์ ร และวธิ ีพจิ ารณาสาํ หรับการวนิ ิจฉยั ชีขาดสิทธิและหนา้ ทตี าม
กฏหมาย ตามทีทปี ระชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดประกาศกาํ หนด

- คดีพพิ าทเกียวกบั ความชอบดว้ ยกฏหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฏทีออกโดยคณธรัฐมนตรี
หรือโดยความเห็นชอบของคณะรฐั มนตรี

- คดีทีมีกฏหมายกาํ หนดใหอ้ ยใู่ นอาํ นาจศาลปกครองสูงสุด
- คดีทีอุทธรณ์คาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ของศาลปกครองชนั ตน้

เรืองทไี ม่อยใู่ นอาํ นาจศาลปกครอง

- การดาํ เนินการเกียวกบั วนิ ยั ทหาร
- การดาํ เนินการของคณะตลุ าการ

- คดีทอี ยใู่ นอาํ นาจของศาลเยาวชนและครอบครวั ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรพั ยส์ ินทาง
ปัญญาและการคา้ ระวา่ งประเทศ ศาลลม้ ละลาย หรือศาลชาํ นญั พเิ ศษอืนๆ

ผมู้ ีสิทธิฟ้ องคดี

- อาจเป็ นประชาชนคนทวั ไป หรืออาจจะเป็ นเจา้ หนา้ ทีของรัฐ หรือ หน่วยงานของรัฐกไ็ ด้
- แตจ่ ะตอ้ งเป็ นกรณีทีไดร้ บั ความเดือดร้อน หรือ เสียหาย หรือ อาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิ

อาจหลีกเลียงได้ อนั เนืองมาจาก
การกระทาํ หรืองดเวน้ การกระทาํ ของ “หน่วยงานทางปกครอง” หรือ “เจา้ หนา้ ทีของรัฐ”
มีขอ้ โตแ้ ยง้ เกียวกบั สญั ญาทางปกครอง
มีกรณีอืนใดทอี ยใู่ นเขตอาํ นาจศาลปกครองตามมาตรา 9 เช่น คดีพพิ าทเกียวกบั เรืองทีมี
กฏหมายกาํ หนดใหอ้ ยใู่ นเขตอาํ นาจศาลปกครอง และการแกไ้ ข หรือ บรรเทาความเดือดร้อน
หรือความเสียหาย หรือยตุ ิขอ้ โตแ้ ยง้

ผมู้ ีสิทธิฟ้ องคดีปกครองไม่จาํ เป็ นตอ้ งเป็ นผถู้ ูกโตแ้ ยง้ สิทธิ เช่น ผมู้ ีสิทธิฟ้ องแพง่ แต่เขาไดร้ ับ
ความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดรอ้ น หรือ เสียหายโดยไม่อาจหลีกเลียงไดก้ ม็ ีสิทธิฟ้ องคดี

เงอื นไขในการฟ้ องคดี

- การตอ้ งปฏิบตั กิ ารตามขนั ตอนการอุทธรณ์ของกฏหมายก่อน
- การยนื ฟ้ องตอ้ งใหถ้ ูกศาลดว้ ย คอื ใหย้ นื ตอ่ ศาลปกครองทมี ีเขตอาํ นาจทีผฟู้ ้ องคดีมีภมู ิลาํ เนา หรือที

มูลคดีเกิคขนั ในเขตศาลปกครองชนั ตน้ นนั
- การฟ้ องภายในอายคุ วาม

คาํ ฟ้ อง

คาํ ฟ้ องตอ้ งทาํ เป็นหนงั สือโดยใชถ้ อ้ ยคาํ สุภาพ และตอ้ งมี

- ชือ ทอี ยู่ ของผฟู้ ้ องคดี
- ชือหน่วยงานทางปกครอง หรือ เจา้ หนา้ ทีของรัฐทีเกียวขอ้ ง อนั เป็ นเหตุแห่งการฟ้ องคดี

- การกระทาํ ทงั หลายทเี ป็ นเหตุแห่งการฟ้ องคดี พรอ้ มทงั ขอ้ เทจ็ จริงหรือพฤติการณ์ตามสมควร
เกียวกบั การกระทาํ ดงั กล่าว

- คาํ ขอของผฟู้ เองคดี
- ลายมือชือของผฟู้ ้ องคดี

คาํ ฟ้ องคดีปกครอง
ไม่มีแบบฟอร์มทีเคร่งครัด
การบรรยายฟ้ องไม่มีระเบยี บแบบแผนทีเคร่งครัด
จะยนื ฟ้ องโดยส่งทางไปรษณียล์ งทะเบยี นก็ได้
การฟ้ องคดี ไม่ตอ้ งเสียค่าธรรมเนียมศาล ยกเวน้ แตก่ ารฟ้ องคดีขอใหส้ งั ใหใ้ ชเ้ งิน หรือ ส่งมอบ
ทรัพยส์ ินอนั สืบเนืองมาจากคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึง (3) หรือ (4) ใหเ้ สียคา่ ธรรมเนียมศาล
ในอตั ราร้อยละของจดุ หกั ของทุนทรัพยแ์ ตไ่ ม่เกิน 200,000 บาท

การหา้ มฟ้ องซอ้ น

- กรณีทีผฟู้ ้ องคดีไดย้ นื คดีทศี าลปกครองแลว้ ตอ่ มาในระหวา่ งคดีนนั อยใู่ นระหวา่ งการพจิ ารณาผู้
ฟ้ องคนเดียวกนั ไดย้ นื คาํ ฟ้ องเรืองเดียวกนั นีตอ่ ศาลปกครองอีก ศาลไม่อาจรับคาํ ฟ้ องเรืองทยี นื ครงั
หลงั ไวพ้ จิ ารณาได้

การหา้ มฟ้ องฟ้ องซาํ

- คดีทีศาลไดม้ ีคาํ พพิ ากษาหรือมีคาํ สงั ชีขาดคดีถึงทสี ุดแลว้ แลว้ คู่กรณีเดียวกนั ทศี าลไดพ้ พิ ากษาหรือ
มีคาํ สงั แลว้ มาฟ้ องคดีต่อศาลอีก โยอาศยํ เหตุอยา่ งเดียวกนั กบั ในคดีก่อนทีศาลพพิ ากษาหรือมีคาํ สงั
แลว้

การหา้ มดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณาซาํ

- การดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณาในศาลเกียวกบั คดีหรือประเดน็ ทีศาลไดว้ นิ ิจฉยั ชีขาดแลว้ เวน้ แต่
เป็ นกรณีทีกฏหมายกาํ หนดไว้

การดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณา

- ใชร้ ะบบไตส่ วน
- การพจิ ารณาโดยหลกั จะใชพ้ ยานเอกสารเป็ นส่วนมาก
- ศาลตอ้ งจดั ใหม้ ีการนงั พจิ ารณาคดีอยา่ งนอ้ ย 1 ครัง

องคค์ ณะพจิ ารณา

- ศาลปกครองชนั ตน้ จะมีตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ อยา่ งนอ้ ย 3 คน
- ศาลปกครองสูงสุด จะมีตุลาการศาลปกครองอยา่ งนอ้ ย 5 คน
การฟ้ องคดี ทอี าจฟ้ องต่อศาลปกครองสูงสุด คือ
- คดีฟ้ องวา่ พระราชกฤษฎีกาขดั ต่อพระราชบญั ญตั ิ
- หรือ ในกรณีฟ้ องวา่ “พระราชกฤษฎีกาไม่ชอบดว้ ยกฏหมาย”

การพพิ ากษาและการบงั คบั คดี

การทาํ คาํ พพิ ากษา

- การทาํ คาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั ศาลปกครอง จะตอ้ งกระทาํ โดยองคค์ ณธตุลาการ โดยคาํ พพิ ากษา
หรือคาํ สงั จะตอ้ งบงั คบั ตามความเห็นของฝ่ ายขา้ งมาก

- ในกรณีทีตุลาการ ในศาลปกครองผใู้ ดมีความเห็นแยง้ ใหท้ าํ ความเห็นแยง้ ไวใ้ นคาํ พพิ ากษาหรือ
คาํ สงั นนั

ผลของคาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั ชีขาดคดีปกครอง มีผลยอ้ นหลงั ไดใ้ นกรณี
- ทศี าลปกครองสงั ใหม้ ีการเพกิ ถอนกฏ หรือ สงั หา้ มการกระทาํ ทงั หมดหรือบางส่วนในกรณีฟ้ องวา่

หน่วยงานทางปกครองหรือเจา้ หน้าทีของรฐั กระทาํ การโดยไม่ชอบดว้ ยกฏหมาย
ความแตกตา่ ง ระหวา่ งหารฟ้ องคดีตอ่ ศาลปกครอง กบั การฟ้ องคดีในศาลยตุ ธิ รรม คือ
- การฟ้ องศาลปกครองอาจฟ้ องทางไปรษณียไ์ ด้

การอุทธรณ์

- การคดั คา้ นคาํ พพิ ากษา หรือ คาํ สงั ศาลปกครองชนั ตน้ ใหย้ นื อุทธรณ์ตอ่ ศาลปกครองชนั ตน้ ทีมีคาํ
พพิ ากษาหรือคาํ สงั ภายใน 30 วนั นบั แต่วนั ทีไดม้ ีคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ถา้ มิไดย้ นื อุทธรณ์ตาม
กาํ หนดเวลา ใหถ้ ือวา่ คดีนนั เป็นอนั ถึงทีสุด

ศาลทหาร

ศาลทหาร

- เป็ นศาลทมี ีอาํ นาจพจิ ารณาคดีทีเกียวขอ้ งกบั วนิ ยั ทหารเป็นหลกั
- มีอาํ นาจพจิ ารณาลงโทษผกู้ ระทาํ ผดิ กฏหมายทหาร หรือกฏหมายอืนในทางอาญาในคดีซึงผกู้ ระทาํ

เป็ นบุคคลทีอยใู่ นอาํ นาจของศาลทหารในขณะกระทาํ ความผดิ และมีคาํ สงั ลงโทษบคุ คลทีกระทาํ
ความผดิ ฐานละเมิดอาํ นาจศาลทหารดว้ ย
- กระบวนการพจิ ารณาในศาลทหาร เป็นไปตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญทหาร พ.ศ. 2498

ศาลทหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

- ศาลทหารในเวลาปกติ
ใหอ้ ยั การทหาร หรือผเู้ สียหายซึงเป็นบคุ คลทีอยใู่ นอาํ นาจศาลทหารมีอาํ นาจเป็ นโจทก์ หาก
ผเู้ สียหายไม่อยใู่ นอาํ นาจศาลทหาร ตอ้ งมอบคดีใหอ้ ยั การทหารเป็ นโจทก์

- ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
อยั การเทา่ นนั มีอาํ นาจเป็นโจทก์

- ศาลอาญาศกึ / ศาลพเิ ศษ
อยั การเท่านนั มีอาํ นาจเป็นโจทก์

ศาลทหารแบง่ ออกเป็น 3 ชนั คือ

- ศาลทหารชนั ตน้ เช่น
ศาลจงั หวดั ทหาร มีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาเฉพาะคดีทีจาํ เลยมียศตาํ กวา่ ชนั สญั ญาบตั ร หรือ
พลเรือนเท่านนั

ศาลมณฑลทหาร มีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาเฉพาะคดีทีจาํ เลยเป็นพลทหาร หรือ มียศตาํ กวา่ ชนั
นายพลเท่านนั ไม่มีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีทีจาํ เลยมียศชนั นายพล
ศาลทหารกรุงเทพ มีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีโดยไม่จาํ กดั ยศของจาํ เลย
- ศาลทหารชนั กลาง (เป็ นศาลชนั อุทธรณ์)
มีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากคดีทีอุทธรณ์คาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ของศาลทหารชนั ตน้
- ศาลทหารสูงสุด ( เป็นศาลฎีกา)
มีอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีอุทธรณ์คาํ พพิ ากษาหรือคาํ สงั ของศาลทหารกลาง

องคค์ ณะตุลาการ

- ศาลทหารชนั ตน้ ประกอบดว้ ย
นายทหารชนั สญั ญาบตั ร 2 นาย และตุลาการพระธรรมนูญ 1 นาย รวมเป็น 3 นาย

- ศาลทหารกลาง ประกอบดว้ ย
นายทหารชนั นายพล 1 หรือ 2 นาย
นายทหารชนั นายพนั นายนาวา หรือ นายนาวาอากาศขึนไป 1 หรือ 2 นาย
ตุลาการพระธรรมนูญ 2 นาย

- ศาลทหารสูงสุด ประกอบดว้ ย
นายทหารชนั นายพล 2 นาย
ตลุ าการพระธรรมนูญ 3 นาย

ในการดาํ เนินกระบวนการพจิ ารณา
- ตุลาการนายเดียวมีอาํ นาจ

ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสงั ใหส้ ่งคนมาจากหรือไปยงั จงั หวดั อืน
ออกคาํ สงั ใดๆซึงมิใช่เป็นไปในทางวนิ ยั ชีขาดขอ้ พพิ าทแห่งคดี
ถา้ ตุลาการนนั เป็น “ตลุ าการพระธรรมนูญ” กม็ ีอาํ นาจไต่สวน หรือ สืบพยานไดด้ ว้ ย
ผู้มีสิทธิฟ้ องคดีในศาลทหาร ได้แก่
- อัยการทหาร

เป็ นโจทก์ฟ้ องได้ทุกคดแี ละทกุ ศาล
- ผู้เสียหาย ภายใต้เงือนไข คอื

ผู้เสียหายเป็ นบุคคลในอาํ นาจศาลทหาร

ความผดิ ทฟี ้ องร้องเกิดในเวลาปกติ
องค์คณะของศาลทหาร แตกต่าง จากศาลพลเรือน คอื
- ต้องมีนายทหารร่วมเป็ นองค์คณะร่วมกบั ตุลาการพระธรรมนูญด้วย
- ศาลทหารใชว้ ธิ ีพจิ ารณาความตามทีบญั ญตั ิไวใ้ น พ.ร.บ.ธรรมนูญทหาร พ.ศ. 2498 เป็นหลกั
- ถา้ วธิ ีพจิ ารณาความใดไม่มีบญั ญตั ไิ วใ้ น พ.ร.บ.ธรรมนูญ พ.ศ. 2498 ก็นาํ วธิ ีพจิ ารณาทีบญั ญตั ิไวใ้ น

ป.ว.อ. มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม แต่ถา้ ป.ว.อ.มิไดบ้ ญั ญตั ิไวโ้ ดยเฉพาะ ก็นาํ บทบญั ญตั ิแห่ง ป.ว.พ.
มาใชบ้ งั คบั เท่าทีจะใชไ้ ด้
- การอุทธรณ์และฎีกา โจทก์ หรือ จาํ เลย จะอุทธรณ์หรือฎีกา ไดภ้ ายใน 15 วนั นบั แต่วนั อ่าน อายุ
ความในการอุทธรณ์และฎีกาจะสนั กวา่ ในศาลพลเรือน
การมีทนายความแกต้ า่ งในศาลทหาร กระทาํ ไดเ้ ป็น 2 กรณี คือ
- การแตง่ ทนาย

คู่ความจดั หาทนายความมาเอง (ในเวลาปกตแิ ตง่ ทนายไดท้ ุกคดี)
- การตงั ทนาย

ศาลทหารหาทนายใหแ้ ก่จาํ เลยตามทีกฏหมายบญั ญตั ิ (ในคดีทมี ีโทษจาํ คุกตงั แต่ 10 ปี ขึนไป)
การโอนคดี
- เมือมีเหตทุ ีอาจเป็ นการขดั ขวางหรือไม่สะดวกหรือไม่อาจดาํ เนินคดีในศาลทหารทอ้ งถินทีมีอาํ นาจ

ถา้ โจทกห์ รือจาํ เลยยนื เรืองราวตอ่ ศาลทหารสูงสุดขอโอนคดีไปยงั ศาลทหารอืน และศาลทหาร
สูงสุดอนุญาตตามคาํ ขอนนั ก็ใหส้ งั โอนคดีไปยงั ศาลทีศาลทหารสูงสุดระบไุ ว้“คาํ สงั ของศาล
ทหารสูงสุดใหเ้ ป็นอนั สินสุด”
คาํ พพิ ากษาของศาลทหาร
- จะยงั ไม่มีผลบงั คบั ทนั ที เมือศาลทหารมีคาํ พพิ ากษาลงโทษแลว้ จะตอ้ งออกหมายแจง้ ให้
ผบู้ งั คบั บญั ชาเป็นผสู้ งั ลงโทษ

การบงั คบั คดีของศาลทหารแตกต่างจากการบงั คบั คดีของศาลพลเรือน หรือไม่
- การบงั คบั คดีของศาลทหารแตกต่างจากการบงั คบั คดีของศาลพลเรือน โดยเมือศาลทหารพพิ ากษา

ลงโทษจาํ เลยแลว้ จะไม่ออกหมายไปยงั เรือนจาํ แตจ่ ะออกหมายไปใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาทหารทราบ
และสงั ลงโทษจาํ เลย

.....................................................................................................................................................................................

หน่วยที 14

กฏหมายกบั ความเป็ นธรรมในสังคม

.....................................................................................................................................................................................

แบบประเมนิ ผล

1. กฏหมายลกั ษณะทไี ม่เป็นธรรมในสงั คม คือ
- กฏหมายทีลา้ สมยั
- การแกก้ ฏหมายทีไม่เป็นธรรม เป็ นหนา้ ทีของประชาชนทกุ คนและทกุ องคก์ รทงั ภาครัฐและเอกชน

2. กฏหมายลา้ สมยั เนืองมาจาก
- เทคโนโลยกี า้ วหนา้ ขนึ ความคดิ ของคนในสงั คมเปลียนไป
- หลกั กฏหมายนนั มีมานานแลว้
- ตน้ ค.ศ. ที 19 คือ “ยคุ ปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรมในประเทศตะวนั ตก”
- ศตวรรษที 20 มีการนาํ ระบบคอมพวิ เตอร์มาใช้

3. กฏหมายทีสร้างความเป็ นธรรมแก่สงั คม คอื
- กฏหมายทีเหมาะสมแก่สภาวการณ์

4. กฏหมายที ไม่เหมาะ กบั สภาวการณ์ปัจจุบนั คอื
- กฏหมายเกียวกบั รถลาก-ลอ้ เลือน
- กฏหมายตามชา้ ง ร.ศ.127
- กฏหมายลกั ษณะพยาน ร.ศ. 113
- กฏหมายการเปรียบเทยี บคดีอาญา พ.ศ. 2481
- ตามพระราชบญั ญตั ิยกเลิกกฏหมายบางฉบบั ทไี ม่เหมาะสมกบั กาลปัจจุบนั พ.ศ. 2546

5. ในการตรากฏหมายใหอ้ าํ นาจดุลพนิ ิจในทางวชิ าการ แบ่งเป็ น 2 ส่วน คือ
- เงือนไขแห่งการใชอ้ าํ นาจ
- ผลในทางกฏหมาย

6. ในบางกรณีกฏหมายใหด้ ุลพนิ ิจไว้ แมม้ ีเงอื นไขเกิดขนึ แต่ก็มิไดบ้ งั คบั วา่ เจา้ หนา้ ทีผนู้ นั จะตอ้ งกระทาํ
การ เช่น
- ในการออกใบอนุญาตจดั ตงั สถานประกอบการอยา่ งใดอยา่ งหนึง พนกั งานเจา้ หนา้ ทผี นู้ นั จะออก
ใบอนุญาตให้ หรือไม่ก็ได้ เนืองจากในบางกรณีกเ็ ป็นการกาํ หนดเงอื นไขในการอนุญาตวา่ ตอ้ ง
คาํ นึงถึงศลี ธรรมอนั ดีของประชาชนหรือประโยชนส์ ่วนรวมของรฐั

7. สาเหตขุ องการมีดุลพนิ ิจในกฏหมาย คอื
- เพอื สร้างความเป็นธรรมแก่คูก่ รณี
- เพอื ผอ่ นคลายความแขง็ กระดา้ งของกฏหมาย
- เพอื ความยดื หยนุ่ ในการอาํ นวยความยตุ ธิ รรม
- เพอื ใหผ้ ใู้ ชก้ ฏหมายสามารถปรบั ใชก้ ฏหมายใหเ้ หมาะสมแก่กรณีได้

8. ในการใชก้ ฏหมาย ควรมีการใชด้ ุลยพนิ ิจบา้ งหรือไม่
- ควร เพราะทาํ ใหส้ ามารถปรบั ใชก้ ฏหมายใหเ้ หมาะสมในแตล่ ะกรณี

9. การใชด้ ุลยพนิ ิจ คอื
- เจา้ หนา้ ทีออกใบอนุญาตเมือกิจการนนั ไม่ขดั ตอ่ ศลี ธรรม
- การออกใบอนุญาตแก่กิจการทีไม่ขดั กฏหมาย
- การลงโทษของศาล
- การเปรียบเทียบปรบั
ข้อทไี ม่ใช่ คอื

การรับแจ้งการดําเนินกจิ การของเอกชน
10. ดุลพนิ ิจในการลงโทษของ ตลุ าการศาล เช่น

- กฏหมายใหอ้ าํ นาจศาลลงโทษจาํ คุก 1-3 ปี ศาลอาจใชด้ ุลพนิ ิจลงโทษ 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี ก็ได้
- หรือหากเป็นโทษสาํ หรับความผดิ ทไี ดก้ ระทาํ โดยประมาท หรือความผดิ ลหุโทษ ศาลจะพพิ ากษา

วา่ ผนู้ นั มีความผดิ ศาลอาจใหร้ อการกาํ หนดโทษไว้ แลว้ ปล่อยตวั ไป เพอื ใหโ้ อกาสผนู้ นั กลบั ตวั
ภายในระยะเวลาทีศาลจะไดก้ าํ หนดแต่ตอ้ งไม่เกิน 5 ปี นบั แตว่ นั ทศี าลพพิ ากษา โดยจะกาํ หนด
เงือนไขเพอื คุมความประพฤตขิ องผนู้ นั ดว้ ยหรือไม่กไ็ ด้
11. แนวทางในการใชด้ ุลยพนิ ิจ ของเจ้าหน้าทขี องรัฐ อาจพบไดจ้ าก

- ตามรัฐธรรมนูญ สาํ หรบั ทุกองคก์ ร
- กฏหมายเฉพาะในเรืองนนั ๆ
- ประมวลกฏหมายอาญา - ประมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์
- แนวทางปฏิบตั ิของเจา้ หนา้ ทใี นเรืองนนั ๆ
12. บคุ คล หรือ องคก์ ร ทีสามารถทบทวนการใช้ดุลพินิจทไี ม่ชอบของเจ้าหน้าทรี ัฐ คือ
- ศาล
- รฐั มนตรี
- นายกรัฐมนตรี
- คณะกรรมการพจิ ารณาอุทธรณ์
13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 กาํ หนดแนวทางในการใชด้ ุลพนิ ิจวใั นมาตรา
- มาตรา 26 ถึง มาตรา 30
14. การใชด้ ุลพนิ ิจในทางปกครอง ไดม้ ีการพฒั นาหลกั กฏหมายปกครองขนึ เพอื ใหก้ ารใชด้ ุลพนิ ิจเป็ นไป
อยา่ งเป็นธรรม เช่น
- หลกั ความเสมอภาค
- หลกั ความไดส้ ดั ส่วน หรือ หลกั ความสมควรแก่เหตุ
15. หากเห็นวา่ เจา้ หนา้ ทใี ชด้ ุลพนิ ิจโดยไม่ชอบ บคุ คลผถู้ ูกกระทบสิทธิสามารถดาํ เนินการไดไ้ ดย
- ฟ้ องศาล
- ขอใหเ้ จา้ หนา้ ทีผนู้ นั พจิ ารณาใหม่
- อุทธรณ์คาํ สงั ไปยงั องคก์ รพจิ ารณาอุทธรณ์
- ร้องเรียนไปยงั ผบู้ งั คบั บญั ชาของเจา้ หนา้ ทนี นั
16. หากเห็นวา่ คาํ พพิ ากษาของศาลไม่ถูกตอ้ ง คูค่ วามสามารถ
- ฏีกาคาํ พพิ ากษา
- อุทธรณ์คาํ พพิ ากษา
17. ผใู้ ชก้ ฏหมายสามารถใชก้ ฏหมายใหเ้ กิดความเป็ นธรรมไดโ้ ดย
- ใชก้ ฏหมายตามเจตนารมณ์ของกฏหมายนนั
18. ผใู้ ชก้ ฏหมายจะสามารถใชก้ ฏหมายไดอ้ ยา่ งเป็ นขึนอยกู่ บั องคป์ ระกอบหลกั 2 ส่วน คือ

- คุณลกั ษณะของตวั ผใู้ ชก้ ฏหมาย
ทีตอ้ งมี “อุดมคติ จรรยา สุจริต และมโนธรรม

- หลกั การใชก้ ฏหมายอยา่ งเป็นธรรม
การใชก้ ฏหมายใหต้ รงกบั เจตนารมณ์
หลกั กฏหมายเพอื ช่วยใหม้ ีการใชก้ ฏหมายอยา่ งเป็ นธรรม

19. สิงทชี ่วยใหก้ ารใชก้ ฏหมายเกิดความเป็นธรรม คอื
- รัฐธรรมนูญ
- ตวั ผใู้ ชก้ ฏหมาย
- เจตนารมณ์ของกฏหมาย
- หลกั กฏหมายทวั ไป เช่น หลกั ตาม ป.พ.พ.

20. การแกไ้ ขกฏหมายไทยในยคุ ทีผา่ น เช่น
- รัชกาลที 1 มีการชาํ ระกฏหมายตราสามดวง
- รชั กาลที 5 มีการปฏิรูปกฏหมาย เนืองจากอิทธิพลของตะวนั ตก

21. สาเหตขุ องการแกไ้ ขกฏหมายเกิดไดจ้ าก
- ความเจริญทางเทคโนโลยี
- การเกิดวกิ ฤตเศรษฐกิจ
- การปฏิรูประบบราชการ
- แนวความคดิ ของสงั คมเปลียนไป

22. เหตุผลของการแกไ้ ขกฏหมาย ตามหลกั การของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 คือ
- การมีส่วนร่วมของประชาชน

23. ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 18 ไดแ้ ก่
- ประหารชีวติ
- จาํ คุก
- กกั ขงั
- ปรับ
- ริบทรัพย์

24. ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 19
- แต่เดิมใหใ้ ชว้ ธิ ี “ใหเ้ อาไปยงิ เสียใหต้ าย” ตอ่ มาเปลียนเป็ น “ใหด้ าํ เนินการดว้ ยวธิ ีการฉีดยาหรือ
สารพษิ ใหต้ าย”

.....................................................................................................................................................................................

15

............................................................................................................................. ....................................................

1. ควา่ “วชิ าชีพ” คือ
- วชิ าทตี อ้ งมีการศึกษาขนั สูง และมีการฝึกอบรมเป็ นพเิ ศษ หรือ เป็ นการประกอบการงานเพอื เลียง
ชีพ โดยอาศยั ความรู้ ความคดิ ทีตอ้ งศกึ ษาอบรมเพอื ใหม้ ีความชาํ นาญ เชียวชาญเป็ นพเิ ศษ เช่น
กฏหมาย
แพทย์
สถาปัตย์
วศิ วกรรม บญั ชี และ ครู เป็นตน้

2. คาํ วา่ “วชิ าชีพ” มีคติ อยู่ 3 ประการ คือ
- เป็นองคก์ าร
- มีการศกึ ษาอบรมในวชิ าการ
- มีเจตนารมณ์เพอื บริการประชาชน
ทงั 3 ประการนี เป็นสาระสาํ คญั ทขี าดเสียไม่ได้ ความคดิ นอกไปจากนีคอื เป็ นการเลียงชีพดว้ ย

3. วชิ าชีพกฏหมาย คอื
- วชิ าชีพ ซึงมีองคก์ ร การศกึ ษาอบรม และ อุดมการณ์เพอื ประชาชน

4. การศึกษากฏหมายในประเทศตา่ งๆการศกึ ษาตอ้ งใชเ้ วลาระยะหนึง เช่น 4 ปี ในมหาวทิ ยาลยั
- ประเทศองั กฤษ
ฝึกงานกบั ทนายความอาวโุ สก่อนทจี ะเป็ นทนายวา่ ความดว้ ยตนเอง
ทนายความ คอื ผทู้ ที าํ หนา้ ทเี ป็ นทปี รึกษากฏหมายเรียกวา่ “SOLICITOR” จะมีหนา้ ทีในการให้
คาํ ปรึกษา ร่างนิตกิ รรมสญั ญาจดั เตรียมคดีเพอื ส่งตอ่ ใหท้ นายความผทู้ ีวา่ ตา่ งแกค้ ดีในศาล

เรียกวา่ “BARRISTER หรือ ADVOCATE” ซึงเป็ นอีกพวกหนึงทีทาํ หนา้ ทีเป็ นทนายความวา่
ความแทนโจทก์ หรือ จาํ เลยในศาล
หนา้ ทกี ารฟ้ องคดีอาญาเป็นของประชาชน ผใู้ ดไม่วา่ จะเป็ นผเู้ สียหายหรือไม่ กเ็ ป็นโจทกฟ์ ้ อง
คดีอาญาได้
- ประเทศสหรฐั อเมริกา
ไม่มีการสอนกฏหมายทีเนตบิ ณั ฑติ ยสภา แตก่ ารสอบตอ้ งเป็นของเนติบณั ฑติ ยสภา และจดั ขึน
โดยความร่วมมือของศาล ก่อนทศี าลจะยอมใหเ้ ป็ นทนายวา่ ความได้
- ประเทศฝรังเศส
ตอ้ งศกึ ษาเพมิ เตมิ โดยเฉพาะในสาขาอาชีพก่อน มีกาํ หนด 2 ปี
ผเู้ สียหายฟ้ องคดีอาญาไม่ได้ เป็ นหนา้ ทขี องอยั การฝ่ายเดียว
- ประเทศไทย
ในปัจจบุ นั มี พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 35-38 บญั ญตั ไิ ว้ สรุปไดว้ า่ ผทู้ จี ะขอจด
ทะเบียนและรับอนุญาตใหเ้ ป็นทนายความไดจ้ ะตอ้ ง
ตอ้ งสาํ เร็จการศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี หรือ อนุปริญญาทางนิตศิ าสตร์ หรือ ประกาศนียบตั รใน
วชิ านิตศิ าสตร์ ซึงเทียบไดไ้ ม่ตาํ กวา่ ปริญญาตรี หรืออนุปริญญา หรือประกาศนียบตั ร ควรเป็ น
ทนายความได้ และเป็นสมาชิกแห่งเนตบิ ณั ฑิตยสภา
ในกรณีทีผยู้ นื คาํ ขอจะจดทะเบียนและรับอนุญาตเป็ นทนายความเป็ นผทู้ ีไม่เคยเป็นทนายความ
หรือไม่เคยดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นผพู้ พิ ากษา ตลุ าการศาลทหาร พนกั งานอยั การ อยั การทหารหรือ
ทนายความตามกฏหมายวา่ ดว้ ยธรรมนูญศาลทหารมาก่อน
คณะกรรมการสภาทนายความจะรับจดทะเบยี นและออกใบอนุญาตใหก้ ็ตอ่ เมือผยู้ นื คาํ ขอได้
ผา่ นการฝึกอบรมมรรยาททนายความ หลกั ปฏบิ ตั เิ บอื งตน้ ในการวา่ ความและประกอบวชิ าชีพ
ทางกฏหมายแลว้
ผเู้ สียหายเป็นโจทกย์ นื ฟ้ องคดีอาญาเองได้
5. การประกอบวชิ าชีพกฏหมาย แบง่ ออกเป็ น 2 ประเภท คือ
- การประกอบวชิ าชีพกฏหมายโดยตรง เช่น

ทนาย อยั การ ผพู้ พิ ากษา
- การประกอบวชิ าชีพกฏหมายโดยทวั ไป เช่น

อาจารย์ นายทหารพระธรรมนูญ ทีปรึกษากฏหมาย นิตกิ ร
6. การประกอบวชิ าชีพกฏหมายโดยตรง คอื

- ผพู้ พิ ากษา
- อยั การ(ทนายแผน่ ดิน)
- ทนายความ ซึงอยภู่ ายใตก้ ารควบคุมของเนตบิ ณั ฑติ ยสภา

ทงั หมดจึงลว้ นเป็นเจา้ หนา้ ทีทีจะขาดฝ่ ายหนึงฝ่ ายใดไม่ได้
7. การประกอบวชิ าชีพกฏหมาย เช่น

- ทปี รึกษากฏหมาย
- นิตกิ รในหา้ งรา้ นบริษทั
- นายทหารพระธรรมนูญ
- ผพู้ พิ ากษาสมทบ
8. องคก์ รทีควบคุมการประกอบวชิ าชีพกฏหมายในประเทศไทย คือ
- เนติบณั ฑติ ยสภา
9. หลกั การของวชิ าชีพกฏหมาย คือ
- การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมและการเป็นผนู้ าํ มตมิ หาชน
10. หากกฏหมายไม่สอดคลอ้ งกบั ความยตุ ิธรรม นกั กฏหมายควรจะปฏบิ ตั ิอยา่ งไร
- ควรแกไ้ ขกฏหมายเขา้ สู่ความยตุ ธิ รรม และหากยงั ไม่อาจแกไ้ ขกฏหมายได้ ก็ตอ้ งใชก้ ฏหมายใหไ้ ด้

ความยตุ ิธรรมมากทีสุด โดยบรรเทาความไม่ยตุ ธิ รรมใหเ้ หลือนอ้ ยทีสุด
11. ผนู้ าํ มตมิ หาชน ตามความหมายของนกั กฏหมาย หมายถึง

- ผนู้ าํ โดยผลของการประกอบวชิ าชีพ และนาํ โดยศรทั ธาทปี ระชาชนมีตอ่ บคุ คลทงั หลาย
12. สาเหตทุ ีนกั ฏหมายมกั จะเป็นผนู้ าํ มตมิ หาชนอยเู่ สมอ เพราะ

- โดยสภาพของงานวชิ าชีพทางกฏหมาย นกั กฏหมายเป็ นคนกลางประสานประโยชนข์ องกลุ่มต่างๆ
ในสงั คม

- ภารกิจของนกั กฏหมายมีส่วนสาํ คญั และมีอิทธิพลในการกาํ หนดนโยบาย และการตดั สินใจของ
วงการธุรกิจเอกชนและกิจการของรฐั

- ความกลา้ ในการแสดงความคิดเห็นต่อมหาชนอยา่ งมีเหตผุ ล
13. SHAO CHUAN LENG กล่าวในหนงั สือ JUSTICE IN COMMUNIST CHINA วา่

- “ทาํ นองเดียวกบั ในประเทศสหภาพโซเวยี ตรุสเซีย นกั กฏหมายจีนไม่ใช่ผสู้ ่งเสริมสิทธิของเอกชน
แตเ่ ป็นพนกั งานส่วนหนึงของรัฐ”

14. ทนายความยอ่ มมีพนั ธะต่อลูกความ อยา่ งไร
- ตอ้ งอุทิศตนเพอื ประโยชนข์ องลูกความ
- ตอ้ งรักษาความลบั ของลูกความ
หนา้ ทีของทนายความ คือ
ซือตรงต่อตวั เอง
ซือตรงต่อลูกความ
ซือตรงตอ่ เพอื นร่วมวชิ าชีพ
ซือตรงตอ่ ชุมชน และซือตรงต่อการอาํ นวยความยตุ ธิ รรม

15. ทนายความ มีหนา้ ทีตอ่ ศาล คอื
- ไม่เสียมสอนพยานใหเ้ บกิ ความเทจ็ หรือ อาํ พรางพยานหลกั ฐานใดๆ

16. ทนายความ มีหนา้ ทตี ่อประชาชน คือ
- คดั คา้ นผทู้ ขี าดคุณสมบตั ิ หรือมีประวตั ิ หรือพฤตกิ ารณ์อนั ไม่เหมาะสมเขา้ มาเป็นผรู้ ่วมวชิ าชีพ

17. การวา่ ความของทนายความ
- ถือวา่ เป็นสญั ญาจา้ งทาํ ของ
- อนั เป็นการบริการทีจาํ เป็นแก่ชุมชนซึงตอ้ งมีเพอื อาํ นวยความยตุ ธิ รรมแก่ประชาชน
- ผลสาํ เร็จของงานนนั คอื การทที นายความไดท้ าํ ไม่ใช่ผลทีจะตอ้ งชนะคดี
- ส่วนค่าตอบแทนนนั แมจ้ าํ เป็นตอ้ งมีแต่ก็มีความสาํ คญั รองลงไป และจะกาํ หนดคา่ ตอบแทนเกิน
สมควรไม่ได้ เพราะเป็ นการขดั ตอ่ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน

18. เหตุทคี วรคาํ นึงในการกาํ หนดคา่ ทนาย คือ
- เวลาและแรงงานทีตอ้ งเสียไป ปัญหาในคดีเป็ นปัญหาใหม่ ความยากและฝีมือทีจาํ เป็ นตอ้ งใช้


Click to View FlipBook Version