- กรณีทีประชาชนถูกธนาคารและสถาบนั การเงนิ เอาเปรียบเรืองสญั ญาต่างๆทที าํ กบั ธนาคารและ
สถาบนั การเงิน จึงมีการแกไ้ ขกฏหมาย พรบ.คมึ ครองผบู้ ริโภค พ.ศ. 2521 เพอื เพมิ เตมิ หมวดที
คุม้ ครองผบู้ ริโภคดา้ นสญั ญา เพอื ใหเ้ กิดความเป็นธรรมแก่ผบู้ ริโภคมากขนึ
การศึกษาประวตั ศิ าสตร์ในเชิงวเิ คราะห์เพอื ใชใ้ นการร่างและปรับปรุงกฏหมาย
- พฒั นาการของกฏหมายแรงงาน
มีมายาวนานประมาณเกือบ 200 ปี
ถือกาํ เนิดมาจากการเรียกร้องของกรรมกรเหมืองถ่านหินในสหรฐั อเมริกา
เป็ นทมี าของกฏหมายแรงงานและกฏหมายวา่ ดว้ ยแรงงานสมั พนั ธ์
4. แนวความคิดทวี า่ “เมือประชาชนมอบอาํ นาจของตนใหร้ ฐั แลว้ รัฐตอ้ งมีหนา้ ทใี นการใชอ้ าํ นาจของรัฐ
เพอื อาํ นวยประโยชน์ และก่อใหเ้ กิดความมนั คง ความผาสุกแก่ประชาชน” ตรงกบั
- ทฤษฎีสญั ญาประชาคม
5. กฏหมายทมี ีความสาํ คญั สูงสุด ในการบริหารราชการแผน่ ดิน คอื
- รฐั ธรรมนูญ
6. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งวชิ านิติศาสตร์กบั รฐั ศาสตร์ นนั เปรียบเทยี บสถานะไดก้ บั
- คู่แฝด
- ศาสตร์ทงั สองศาสตร์ตอ้ งพงึ พาอาศยั กนั คอื รัฐศาสตร์จะสร้างระบบและกลไกในกระบวนการนิติ
บญั ญตั ขิ องรัฐ เพอื ออกกฏหมายใชบ้ งั คบั แก่ประชาชน ในขณะเดียวกนั กฏหมายก็จะเป็นกลไกใน
การเมืองการปกครองทีจะใหอ้ าํ นาจรฐั ในการออกฏกหมายภายใตค้ วามยนิ ยอมของประชาชน
7. กฏหมายกบั เศรษฐศาสตร์ มีความสมั พนั ธก์ นั เพยี งใด
- นาํ หลกั เกณฑใ์ นทางวชิ าเศรษฐศาสตร์มาใชเ้ ป็นหลกั การและเหตุผลในการออกฏกหมาย
- เศรษฐศาสตร์
เป็ นศาสตร์ทอี าศยั กฏหมายในการกาํ หนดทิศทางและควบคุม ดูแลระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ทงั ในระดบั เศรษฐกิจมหภาค คอื ระบบการเงนิ การคลงั ของประเทศ และในระดบั จลุ ภาค คือ
ดูแลใหค้ วามเป็นธรรมระหวา่ งผปู้ ระกอบการ กบั ประชาชนผบู้ ริโภคและบริการ เพอื สรา้ ง
ความเป็นธรรมในสงั คม
- จริงแลว้ ตา่ งลว้ นเป็ นวชิ าทางสงั คมศาสตร์ทมี ีความเชือมโยงกนั กฏหมายก็ตอ้ งอาศยั หลกั การใน
เศรษฐศาสตร์มาประกอบการยกร่างกฏหมาย
- เป็ นวชิ าทวี า่ ดว้ ย การศึกษาพฤตกิ รรมของมนุษย์ การผลิต การจาํ หน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้
สอยสิงของตา่ งๆของชุมชน มีอยู่ 2 สาขา คือ
เศรษฐศาสตร์จุลภาค ดูแลใหป้ ระชาชนไดร้ บั ความเป็นธรรมในการบริโภคสินคา้ และบริการ
เศรษฐศาสตร์มหพั ภาค ดูแลระบบการเงินการคลงั ของประเทศ
8. กฏหมายกบั การกาํ กบั ดูแลระบบเศรษฐกิจ เช่น
- ประมวลรัษฎากร
- พรบ.วา่ ดว้ ยราคาสินคา้ และบริการ พ.ศ.2542
- พรบ.ศลุ กากร พ.ศ. 2469
- พรบ.ป้ องกนั และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
- พรบ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520
- พรบ.สินเชือทอ้ งถิน พ.ศ. 2518
- พรบ.หา้ มเรียกดอกเบยี เกินอตั รา พ.ศ. 2475
9. กฏหมายทีดูแลสภาพคล่องของการเงินของประเทศ
- พระราชบญั ญตั ิธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485
10. วทิ ยาศาสตร์ คือ
- ความรูท้ ีไดโ้ ดยการสงั เกตและคน้ ควา้ จากปรากฏารณ์ธรรมชาติ แลว้ จดั เขา้ เป็นระเบียบ วชิ าการที
คน้ ควา้ ไดห้ ลกั ฐานและเหตผุ ลแลว้ จดั เขา้ เป็นระเบียบ สามารถอธิบายสิงทีเกิดขึนในโลกได้
11. เทคโนโลยี คอื
- วทิ ยาการทนี าํ เอาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์มาใชใ้ หเ้ กิดประโยชนใ์ นทางปฏบิ ตั ิและในทาง
อุตสาหกรรม
12. วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมายถึง
- ความรูท้ ไี ดจ้ ากการสงั เกต ศกึ ษา คน้ ควา้ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แลว้ สรุปผลในการศึกษา คน้ คว้ า่
เพอื นาํ ขอ้ สรุปทไี ดม้ านนั ไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์แก่มนุษย์ ไม่วา่ จะเป็นประโยชน์ตอ่ ตวั มนุษย์ หรือ
เพอื อาํ นวยความสะดวกในดา้ นตา่ งๆในการดาํ รงชีวติ ใหแ้ ก่มนุษย์
- แตใ่ นขณะเดียวกนั การพฒั นาทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี กอ็ าจจะก่อใหเ้ กิดผลกระทบต่อ
สภาวะแวดลอ้ มทางธรรมชาติไดเ้ ช่นกนั เช่น
การทีโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซคาร์บอลไดออกไซดเ์ ป็ นจาํ นวนมากออกไปใน
บรรยากาศรอบๆโลก ก่อใหเ้ กิด “ภาวะเรือนกระจก”
13. กรณีทียงั ไม่มีกฏหมายใด ทจี ะช่วยลดผลกระทบต่อคนไทยและมนุษยชาติ คอื
- ภาวะเรือนกระจก
14. กรณีทเี ป็นการพสิ ูจนห์ ลกั ฐาน ในทางวทิ ยาศาสตร์ คือ
- พสิ ูจนส์ าเหตุการตายของศพทพี บ
15. พลงั งานผสม (HYBRID) หมายถึง
- เครืองยนตท์ มี ีการใชท้ งั นาํ มนั และไฟฟ้ าสลบั กนั
16. กฏหมายมีบทบาทตอ่ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ
- ในดา้ นการควบคุมการศึกษา คน้ ควา้ และพฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใหอ้ ยใู่ นกรอบทีไม่
เป็ นอนั ตรายตอ่ มนุษย์ และอยใู่ นกรอบของศลี ธรรมจรรยา อนั ก่อใหเ้ กิดปัญหาแก่สงั คม
- ในดา้ นการพสิ ูจน์ พยาน หลกั ฐานในคดีความ
17. การออกกฏหมาย เพอื ควบคุม กาํ กบั ดูแลผลกระทบต่อสงั คมอนั อาจเกิดจากวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เช่น
- พรบ.พลงั งานปรมาณูเพอื สนั ติ พ.ศ. 2504
- พรบ.ส่งเสริมและรกั ษาคุณภาพสิงแวดลอ้ มแห่งชาติ พ.ศ. 2535
- พรบ. ยา พ.ศ. 2510
- พรบ.วตั ถุออกฤทธิตอ่ จติ และประสาท พ.ศ. 2518
- พรบ.สิทธิบตั ร พ.ศ. 2522
- พรบ.ลิขสิทธิ พ.ศ. 2537
- พรบ.โรคพษิ สุนขั บา้ พ.ศ.2535
- พรบ.โรคติดตอ่ พ.ศ.2523 เป็นตน้
18. การทีนกั กฏหมายตอ้ งเรียนรู้ศาสตร์อืนๆ นอกเหนือจากวชิ ากฏหมาย เพราะ
- ช่วยทาํ ใหน้ กั กฏหมายเขา้ ใจศาสตร์ตา่ งๆและสามารถใชก้ ฏหมายไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ใหค้ วาม
เป็ นธรรมไดด้ ียงิ ขึน
19. กฏหมายปกครอง
- เป็นกฏหมายทีมีความสาํ คญั รองลงไปจากรฐั ธรรมนูญ
- เป็นกฏหมายหลกั ทใี ชใ้ นการบริหารประเทศหรือบริหารราชการแผน่ ดิน
- เป็ นกฏหมายทีกาํ หนดโครงสรา้ งของการบริหาร โดยใหม้ ีการกระจายอาํ นาจและแบ่งอาํ นาจ
ออกไปเป็น 3 ระดบั คือ
ระดบั บริหารราชการส่วนกลาง
ระดบั การบริหารส่วนภูมิภาค
ระดบั การบริหารส่วนทอ้ งถิน
............................................................................................................................. ....................................................
5
.....................................................................................................................................................................................
1. เหตุที กฏหมายจึงจาํ เป็นตอ้ งมีเหตผุ ลทีดี คือ
- เพอื ใหก้ ฏหมายนนั เป็นทยี อมรบั ของสมาชิกในสงั คม
- มีทีมาจากแนวคิดทางปรัชญั า โดยนกั ปรชั ญาและนกั นิตปิ รัชญา ไดพ้ ยายามพฒั นาแนวความคิดที
เกียวกบั เหตุผลในการตรากฏหมายและการใชก้ ฏหมายมาโดยตลอด เพอื ใหไ้ ดก้ ฏหมายทีดีและเป็น
ธรรมทีสุดแก่สงั คม
2. กฏหมายทีมีการตรา โดยมีเหตผุ ลทีดีมีประโยชน์ คอื
- ทาํ ใหก้ ฏหมายสามารถอาํ นายความเป็ นธรรมไดเ้ หมาะแก่กรณี
3. เหตผุ ลทีดี ในการใชก้ ฏหมาย มีทมี าจากหลกั การใด
- ศีลธรรม
- ปรัชญา
- นิติปรชั ญาตรรกวทิ ยา
4. การใชเ้ หตุผลในทางกฏหมายทดี ี มีคุณลกั ษณะสาํ คญั ประการหนึง คอื
- ความสมเหตสุ มผล ในทาง “ตรรกวทิ ยา” ซึงช่วยใหส้ ามารถตรากฏหมายและนาํ กฏหมายมาใชใ้ น
การแกป้ ัญหาไดต้ รงกบั สภาพปัญหาทีแทจ้ ริง ไม่เบียงเบนไป
5. เหตผุ ลทีดีควรมีลกั ษณะ
- เป็นธรรม
- รับฟังได้
- สมเหตสุ มผล
- มีขอ้ เทจ็ จริงสนบั สนุนทีหนกั แน่น
- ก่อใหเ้ กิดความเป็นธรรมและการยอมรับของบุคคลทเี กียวขอ้ งและสงั คม และแกป้ ัญหาไดต้ รงกบั
สภาพปัญหาทแี ทจ้ ริง ซึงจะทาํ ใหก้ ฏหมายนนั บรรลุวตั ถุประสงคแ์ ละประสบผล
6. การใชก้ ฏหมาย เป็นคาํ กวา้ ง หมายถึง
- การใชก้ ฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร(มีการตคี วาม)
- การใชก้ ฏหมายจารีตประเพณี(ไม่ตอ้ งตคี วาม)
- การใชห้ ลกั กฏหมายทวั ไป (ไม่ตอ้ งตีความ)
มาปรับกบั ขอ้ เทจ็ จริงทเี กิดขึนเพอื หาผลทางกฏหมาย
7. การตคี วามกฏหมาย คอื
- การตี “ถอ้ ยคาํ ” ของกฏหมายใหไ้ ดเ้ ป็น “ขอ้ ความ” ทีจะนาํ ไปวนิ ิจฉยั ขขี าดคดีขอ้ พพิ าท หรือ คอื
การขบคิดคน้ หาจากบญั ญตั ิของกฏหมายโดยวธิ ีใชเ้ หตผุ ลตามหลกั ตรรกวทิ ยาและสามญั สาํ นึก
เพอื ใหไ้ ดม้ าซึง “ขอ้ ความ” ของกฏหมาย ทจี ะนาํ ไปวนิ ิจฉยั คดีพพิ าทไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง คือ เหมาะสม
และเป็ นธรรม
8. แนวความคดิ ทางดา้ นปรชั ญา หมายถึง
- วชิ าทีวา่ ดว้ ยความรูแ้ ละความจริงทมี นุษยไ์ ดพ้ ฒั นาแนวความคดิ นีมาตงั แต่ยคุ โบราณ
9. แนวความคิดทางนิติปรัชญา ทยี งั คงใชอ้ ยใู่ นการใหเ้ หตผุ ลทางกฏหมายในปัจจุบนั คือ
- แนวคิดเกียวกบั หลกั นิตริ ฐั (LEGAL STATE) ซึงปัจจบุ นั มีการใชเ้ หตุผลทางกฏหมายทเี กียวกบั การ
ใชอ้ าํ นาจของเจา้ หนา้ ทขี อรัฐวา่ “เจา้ หนา้ ทีของรัฐ จะใชอ้ าํ นาจในทางทลี ิดรอนสิทธิและเสรีภาพ
ของเอกชนได้ ก็ตอ่ เมือมีกฏหมายใหอ้ าํ นาจไวอ้ ยา่ งชดั แจง้ เทา่ นนั ”
10. หลกั ปรัชญา ช่วยใหก้ ารใชก้ ฏหมายมีเหตผุ ลทีดี คือ
- เป็นเหตผุ ลทีมีความเป็นธรรมตามยคุ สมยั
11. หลกั “ตรรกวทิ ยา” ช่วยใหก้ ฏหมายมีเหตุผลทีดี คอื
- เป็นเหตุผลทมี ีความสมเหตสุ มผล
12. การใชเ้ หตุผลในกฏหมายโดยใชห้ ลกั “ตรรกวทิ ยา” มีความสาํ คญั คอื
- ทาํ ใหเ้ หตผุ ลทยี กขนึ มากล่าวอา้ งมีความสมเหตุสมผล และสามารถแกไ้ ขปัญหาไดต้ รงตามสภาพ
ของปัญหาทแี ทจ้ ริง
13. สุภาษติ กฏหมายโรมนั กล่าววา่
- “ในเรืองของกฏหมายนนั เหตผุ ลของกฏหมายเป็ นวญิ ญาณของกฏหมายโดยแท”้ และ
- “เหตผุ ลในกฏหมายตอ้ งแจ่มแจง้ ดงั แสงตะวนั ”
14. การวเิ คราะห์เหตุผล ของกฏหมายสามารถศกึ ษาได้ จาก
- ผรู้ ่างกฏหมาย
- การอภิปรายในสภา
- บนั ทึกหลกั การและเหตุผล
- รายงานการประชุมพจิ ารณาร่างกฏหมาย
การวเิ คราะห์หาเหตขุ องผรู้ ่างกฏหมาย มีประโยชน์ในการใชเ้ หตผุ ลในกฏหมาย คือ
เพราะจะทาํ ใหว้ นิ ิจฉยั คดีไดต้ รงตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย มิใช่เป็นเหตุผลทผี ใู้ ช้
กฏหมายนึกคิดขึนเอง
การวเิ คราะห์หาเหตผุ ลจากความเป็นธรรมของกฏหมาย สามารถพจิ ารณาไดจ้ าก
ตวั บทบญั ญตั ิของกฏหมายนนั เองตาม “ทฤษฎีอาํ เภอการณ”์ อยา่ งไรกด็ ีในการใชก้ ฏหมาย
นกั กฏหมายส่วนใหญ่มกั พจิ ารณาประกิบกบั เหตุผลของผรู้ ่างกฏหมายและหลกั การตคี วาม
กฏหมายต่างๆดว้ ย ตวั อยา่ งเช่น “การประเมินราคาทีดินที ตาํ หรุ”
เหตผุ ลในกฏหมายทวี เิ คราะห์ได้ สามารถนาํ มาใชไ้ ดเ้ ฉพาะในการพจิ ารณาคดี หรือไม่
ใชไ้ ด้ และไม่เพยี งสามารถใชไ้ ดใ้ นการพจิ ารณาคดีเท่านนั แต่สามารถนาํ ไปใชใ้ นการให้
ความเห็นทางกฏหมายของนกั กฏหมายโดยทวั ไปได้ ตวั อยา่ ง เช่น “การไดร้ ับอนุญาตให้
ก่อสร้างแลว้ มีการละเลยไม่ก่อสร้าง”
15. การคน้ หาเจตนารมณ์ของกฏหมาย ทนี กั กฏหมายส่วนใหญ่เห็นวา่ เป็ นวธิ ีทีดี คือ
- การคน้ หาจากผรู้ ่าง
- การคน้ หาจากตวั กฏหมายนนั เอง
- การคน้ หาจากความเห็นของนกั วชิ าการ
- การคน้ หาจากหลกั การตคี วามกฏหมายทวั ไป
16. การคน้ หาเหตุผลของกฏหมายตาม “ทฤษฎีอาํ เภอการณ์” คอื การหาเหตผุ ล จาก
- ตวั บทบญั ญตั ิของกฏหมายนนั เอง
- เป็ นทฤษฎีทวี า่ ดว้ ย “เจตนารมณ์ของกฏหมาย”
17. การหาเหตผุ ลโดย “ทฤษฎีอาํ เภอจติ ” ไดแ้ ก่
- หาเหตผุ ลจากผรู้ ่างกฏหมาย
18. การศกึ ษารายงานการประชุมสภาในการพจิ ารณาร่างกฏหมาย เป็นการคน้ หาในลกั ษณะ
- เหตผุ ลของผรู้ ่างกฏหมาย
19. การทาํ ความเขา้ ใจกฏหมายจากเนือความของกฏหมาย เป็นการหาเหตุผลในลกั ษณะ
- เหตุผลในตวั กฏหมายนนั เอง
20. การคน้ หาเหตุผลเพอื สร้างความเป็นธรรม ควรพจิ ารณาจากเหตผุ ล
- ผรู้ ่างกฏหมาย กบั ตวั บทกฏหมาย
21. บุคคลทีสามารถใชเ้ หตุผลในทางกฏหมาย คือ
- ทกุ คนทีใชก้ ฏหมาย
22. การใชเ้ หตผุ ลในทางกฏหมายสามารถปรากฏไดใ้ น
- การต่อสูค้ ดี
- คาํ พพิ ากษาของศาล
- บทบญั ญตั ิของกฏหมาย
- การใหค้ วามเห็นทางกฏหมาย
23. การใชเ้ หตุผลในการต่อสูค้ ดี มีหลกั เกณฑเ์ ช่นเดียวกบั การใชเ้ หตุผลในทางกฏหมายอืน หรือไม่
- มีหลกั เกณฑเ์ ดียวกนั เพราะเป็นการใชก้ ฏหมายเพือรักษาสิทธิและเสรีภาพของบคุ คลซึงเป็ นคู่กรณี
จงึ ตอ้ งมีความสมเหตสุ มผล เป็นธรรม และสามารถจงู ใจใหผ้ อู้ ่านคลอ้ ยตาม
24. ในการพจิ ารณาของศาลไทย ศาลตอ้ งผกู พนั ตามแนวคาํ พพิ ากษาในการใชเ้ หตุผลทางกฏหมาย หรือไม่
- ไม่ผกู พนั เพราะประเทศไทยเป็นประเทศในระบบกฏหมายซีวลิ ลอว์ (ระบบประมวลกฏหมาย)จงึ
ไม่จาํ เป็นตอ้ งยดึ แนวคาํ พพิ ากษามาเป็นบรรทดั ฐานในการใชเ้ หตุผลทางกฏหมาย
- อยา่ งไรก็ดี ในทางปฏบิ ตั ิ คาํ พพิ ากษาทมี ีการใชเ้ หตผุ ลทดี ี สมเหตุสมผล และเป็นธรรม สามารถ
นาํ มาเป็นแนวทางในการใชเ้ หตผุ ลในกฏหมายไดใ้ นกรณีทมี ีขอ้ เทจ็ จริงทคี ลา้ ยคลึงกนั
25. การใชเ้ หตผุ ลในการเขยี นคาํ พพิ ากษา ควรคาํ นึงถึงหลกั ในเรือง
- หลกั หรือ ทฤษฎีกฏหมาย
- หลกั การร่างกฏหมาย
- หลกั การตคี วามความกฏหมาย และ การอุดช่องวา่ งกฏหมาย
- หลกั อืนๆ เช่น หลกั ตรรกวทิ ยา สามญั สาํ นึก และศธี รรม
26. การใหเ้ หตผุ ลในการใหค้ วามเห็นทางกฏหมาย ควรคาํ นึงถึงหลกั
- หลกั ศีลธรรม
- หลกั ตรรกวทิ ยา
- หลกั การร่างกฏหมาย
- หลกั หรือทฤษฎีกฏหมาย
27. หลกั กฏหมายใหม่ๆ ในกฏหมายอาญา / วธิ ีพจิ ารณาความอาญา / หลกั พจิ ารณาโดยคนกลาง ตามลาํ ดบั
- หลกั ไม่มีความผดิ โดยไม่มีกฏหมาย ไม่มีโทษโดยไม่มีกฏหมาย
- บคุ คลไดร้ ับการสนั นิษฐานไวก้ ่อนวา่ เป็ นผบู้ ริสุทธิ จนกวา่ จะพสิ ูจนไ์ ดว้ า่ เขาเป็ นผกู้ ระทาํ ความผดิ ”
- ศาล ซึงตอ้ งกระทาํ ตอ่ หนา้ จาํ เลย ตอ้ งเปิ ดเผยและเป็ นธรรม
หลกั กฏหมายมหาชน บกหลกั การของนิตริ ัฐ
ฝ่ายปกครองจะมีอาํ นาจเทา่ ทกี ฏหมายใหอ้ าํ นาจเท่านนั
หลกั กฏหมายเอกชน
เอกชนยอ่ มมีอิสระทีจะกระทาํ การใดๆกไ็ ดต้ ราบเทา่ ทีไม่มีกฏหมายบญั ญตั หิ า้ มไว้
หลกั กฏหมายทวั ไป
มีลกั ษณะกวา้ งกวา่ หลกั กฏหมายธรรมดา กวา้ งกวา่ ตวั บทบญั ญตั ิกฏหมาย
28. เครืองมือทีใชเ้ พอื ช่วยคน้ หาหลกั ฏหมายทวั ไป มีนกั นิตศิ าสตร์ใหค้ วามเห็นไวด้ งั นี
- สุภาษิตกฏหมาย
กรรมเป็ นเครืองชีเจตนา
ความยนิ ยอมไม่ทาํ ใหเ้ ป็ นละเมิด
ผรู้ บั โอนไม่มีสิทธิดีกวา่ ผโู้ อน
ในระหวา่ งผสู้ ุจริตดว้ ยกนั ผปู้ ระมาทเลินเล่อยอ่ มเป็ นผเู้ สียเปรียบ
- การพเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งกฏหมาย
มีขอ้ ดีกวา่ การคน้ หาโดยสุภาษิตกฏหมาย เพราะสุภาษิตกฏหมายอาจใชไ้ ม่ไดก้ บั ระบบ
กฏหมายของไทยก็ได้
- การเปรียบเทยี บหลกั กฏหมายต่างประเทศ
ทาํ ใหไ้ ดห้ ลกั ลาภมิควรได้ ทศี าลถือวา่ เป็ นหลกั กฏหมายทวั ไป ทีนาํ มาใชใ้ นศาลยตุ ธิ รรม
ระหวา่ งประเทศ
- หลกั การตคี วามกฏหมายและอุดช่องวา่ งในกฏหมาย
ถอ้ ยคาํ ทใี ชใ้ นกฏหมายไม่ชดั เจนและแน่นอน กล่าวคือมีถอ้ ยคาํ กาํ กวม หรือมีความหมาย
ไดห้ ลายทาง จึงตอ้ งตีความในกฏหมายหรือแปลความในกฏหมาย
การตคี วามกฏหมาย ของระบบกฏหมาย COMMON LAW จะตา่ งจากระบบ CEVIL LAW
แนวความคดิ หรือ นิตวิ ธิ ี ในการใชแ้ ละตีความกฏหมายลากลกั ษณ์อกั ษร คอื กฏหมายที
เกิดขึนจาก ACT OF PARLIAMENT หรือ STATUTE (ทีรัฐสภาขององั กฤษตราขนึ ) จึงมี
หลกั การตีความทลี กั ษณะพเิ ศษดว้ ยเช่นเดียวกนั โดยยดึ หลกั การตีความเคร่งครัดตามตุว
อกั ษร
หลกั การตีความกฏหมาย จึงเป็นเครืองมือทีสาํ คญั ประการแรกทชี ่วยในการใชเ้ หตผุ ล
ในทางกฏหมาย
29. STATUTE หมายถึง
- กฏหมายทีผา่ นรฐั สภาขององั กฤษ
- เป็ นกฏหมายพเิ ศษเฉพาะเรืองซึงเกิดขนึ เพอื ยกเวน้ หลกั ฏหมาย COMMON LAW (ซึงเป็นหลกั
กฏหมายทวั ไป)
- หลกั การตีความดงั กล่าวจึงมิใช่หลกั การตีความทจี ะสามารถนาํ ไปใชก้ บั หลกั การตีความกฏหมาย
ประเทศอืนๆทอี ยใู่ นระบบ CEVIL LAW ซึงรวมทงั กฏหมายของประเทศไทยดว้ ย
30. หลกั การตคี วามกฏหมายของประเทศภาคพนื ยโุ รปทีอยใู่ นระบบ CEVIL LAW เช่นเดียวกบั ประเทศ
ไทย มีหลกั การตีความสาํ คญั อยู่ 2 ประการ คือ
- หลกั การตีความตามตวั อกั ษร GRAMMATICAL(LITERAL) INTERPRETATION หรือ
TEXTUAL APPROACH
- หลกั การตคี วามตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย LOGICAL INTERPRETATION หรือ PURPOSIVE
APPROACH
โดยหลกั การดงั กล่าวจะไม่ใชว้ ธิ ีพจิ ารณาเฉพาะแตถ่ อ้ ยคาํ ตามตวั อกั ษรก่อน หรือจะไม่ใชว้ ธิ ีหา
ความหมายของถอ้ ยคาํ ตามตวั อกั ษรก่อน จนเมือไม่สามารถทีจะคน้ หาความหมายทีแทจ้ ริงได้ จึงจะ
ไปใชห้ ลกั การตีความทีเป็นเจตนารมณ์ของกฏหมายเหมือนอยา่ งในระบบองั กฤษ
- ในระบบ CEVIL LAW การใชแ้ ละตีความกฏหมายจะกระทาํ โดยการพจิ ารณาถอ้ ยคาํ ตามตวั อกั ษร
ควบคู่ ไปกบั การคน้ หาเจตนารมณ์ของบทบญั ญตั ขิ องกฏหมายไปพรอ้ มๆกนั
31. การตคี วามกฏหมายอาญา
- ตอ้ งตคี วามอยา่ งแคบ อยา่ งเคร่งครัด และไม่ขยายความ
- กล่าวคือ ตอ้ งอ่านและใชก้ ฏหมายเท่าทีกฏหมายบญั ญตั ิไว้ ยงิ ไปกวา่ นนั ในการลงโทษอาญายงั มี
สุภาษิตกฏหมายอีกบทหนึงสนบั สนุนวา่ “การลงโทษทางอาญาจะตอ้ งตีความโดยเคร่งครัด”
การตีความกฏหมายอาญาอยา่ งเคร่งครัด มีขอ้ จาํ กดั อยู่ 3 ประการ คอื
ไม่ไดห้ มายความวา่ จะตอ้ งตีความกฏหมายตามตวั อกั ษรทุกกรณีไป เพราะในกฏหมาย
อาญากเ็ ช่นเดียวกบั กฏหมายอืน คือ ในขนั ตน้ ตอ้ งคาํ นึงถึงเจตนารมณ์ของผบู้ ญั ญตั ิ
กฏหมาย
มิไดห้ มายความวา่ ขอบเขตของกฏหมายอาญาจะจาํ กดั เฉพาะกรณีทีผบู้ ญั ญตั กิ ฏหมาย
กาํ หนดไวเ้ ท่านนั กล่าว คอื หากต่อมามีเหตุการณ์ทีอาจไม่คาดเห็นในขณะทีมีการบญั ญตั ิ
กฏหมายทีเกิดขนึ ก็สามารถนาํ บทบญั ญตั ิทมี ีอยแู่ ลว้ มาใชบ้ งั คบั กบั เหตุการณ์ทีไม่คาดเห็น
ได้ ซึงเป็นหลกั การ “ตคี วามแบบขยายความ” (EXTENSIVE INTERPRETATION)
ไดก้ าํ หนดเป็นหลกั เพอื คุม้ ครองสิทธิของบคุ คล ฉะนนั จึงใหใ้ ชก้ บั กรณีความผดิ และโทษ
เทา่ นนั มิไดร้ วมไปถึงบทบญั ญตั ทิ เี ป็นคุณคา่ ตอ่ ผตู้ อ้ งหา
32. การแตง่ บคุ คลใดเป็นผทู้ รงคุณวฒุ ินนั จะตอ้ งพจิ ารณาถึง
- บคุ คลนนั เป็นการเฉพาะตวั มิใช่ตาํ แหน่งทดี าํ รงอยใู่ นขณะนนั ฉะนนั การแต่งตงั ผทู้ รงคุณวฒุ ิโดย
ใชช้ ือตาํ แหน่ง จึงไม่ตรงกบั ความหมาย(เจตนารมณ์) ของกฏหมาย
33. สญั ญาทางปกครอง หมายถึง
- ความตกลงในการซือขายทดี ินระหวา่ งหน่วยงานของรัฐกบั เอกชนเพอื สรา้ งถนนตามโครงการ อนั
เป็นการจดั ทาํ สาธารณูปโภคทีประชาชนเป็นผใู้ ชแ้ ละไดร้ บั ประโยชนโ์ ดยตรง
34. การทาํ ความเห็นแยง้ มีประโยชน์ คือ
- เป็นการทบทวนคาํ พพิ ากษา หรือ ความเห็นทางกฏหมาย โดยเปิ ดโอกาสใหผ้ ใู้ ชก้ ฏหมายมีการ
พจิ ารณาเรืองนนั ๆ อยา่ งรอบดา้ น และเลือกใชเ้ หตุผลทางกฏหมายทเี ห็นวา่ เหมาะสมและเป็นธรรม
มากทสี ุด
.....................................................................................................................................................................................
6
.....................................................................................................................................................................................
1. การพฒั นาสงั คมจะเกิดผลสาํ เร็จ ตอ้ งอาศยั
- กฏหมาย
2. สิทธิ และ เสรีภาพ ของบคุ คลจะมีอยใู่ นสงั คมไดน้ นั ตอ้ งอาศยั
- กฏหมาย
3. สิงทีทาํ ใหส้ งั คมมีระเบยี บได้ คอื
- คาํ พพิ ากษาของศาล
4. สิทธิมนุษยชน หมายถึง
- สิทธิความเป็นมนุษย์ หรือ สิทธิในความเป็นคน อนั เป็นสิทธิตามธรรมชาตขิ องมนุษยท์ ุกคนทีเกิด
มามีสิทธิตดิ ตวั มาตงั แต่เกิด เช่น สิทธิในร่างกาย ทรพั ยส์ ิน หรือเสรีภาพต่างๆในการดาํ รงชีวติ ความ
เป็ นอยขู่ องบคุ คล
- เป็ นสิทธิทไี ม่สามารถโอนใหแ้ ก่กนั ได้ และไม่มีบุคคล องคก์ ร หรือแมแ้ ตร่ ฐั สามารถล่งละเมิด
ความเป็นมนุษยไ์ ด้
องคร์ วมของสิทธิมนุษยชน ไดแ้ ก่
- สิทธิ
เป็ นประโยชนท์ จี ะพงึ มีพงึ ไดแ้ ก่มนุษยท์ ุกคนตามหลกั ธรรมชาติทเี กิดมา และมีชีวติ รอดอยกู่ าร
ทีมนุษยม์ ีสิทธิตามธรรมชาตินีไม่จาํ ตอ้ งมีกฏหมายรองรับแตอ่ ยา่ งใด
- เสรีภาพ
หมายถึงการทีมนุษยส์ ามารถทาํ อะไรก็ได้ ภายในขอบเขตของศีลธรรมอนั ดีงาม โดยไม่
เบียดเบยี นสงั คม หรือไม่ล่วงลาํ สิทธิของผอู้ ืน
- ศกั ดิศรีความเป็นมนุษย์
หมายถึงมนุษยท์ ุกคนยอ่ มมีคุณคา่ เท่าเทยี มกนั เป็ นสิทธิในการมีชีวติ และมีความมนั คงในการมี
ชีวติ อยอู่ ยา่ งมีศกั ดิศรี
- ความเสมอภาคและการเลือกปฏิบตั ิ
หมายถึงมนุษยต์ อ้ งมีความเท่าเทียมกนั และตอ้ งปฏิบตั ิต่อมนุษยอ์ ยา่ งเดียวกนั
- องคก์ รสหประชาชาติ
ไดม้ ีการจดั ทาํ ปฎิญญาสากลวา่ ดว้ ยสิทธิมนุษยชน และ ซึงสมชั ชาแห่งสหประชาชาตไิ ดล้ งมติ
ยอมรบั และ ประกาศปฏิญญาสากลวา่ ดว้ ยสิทธิมนุษยชน เมือวนั ที 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2491
บญั ญตั ขิ นึ ทงั หมด 30 ขอ้ ดว้ ยกนั โดยชีใหเ้ ห็นวา่ มนุษยต์ อ้ งมีสิทธิและเสรีภาพตา่ งๆไม่วา่ จะ
เป็นสิทธิในตวั บคุ คล สิทธิในทรัพยส์ ิน สิทธิในครอบครวั สิทธิในการถือสญั ชาติ สิทธิในการ
แสดงความคิดเห็น สิทธิในการศกึ ษา ในการครองชีพ ความเสมอภาค เป็นตน้
5. รัฐธรรมนูญไดก้ าํ หนดขอบเขตการใชส้ ิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ วา่
- บคุ คลจะใชส้ ิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพอื ลม้ ลา้ งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มี
พระมหากษตั ริยเ์ ป็นประมุข หรือเพอื ใหไ้ ดม้ าซึงอาํ นาจในการปกครอง โดยวธิ ีการซึงมิไดเ้ ป็นไป
ตามวถิ ีทางทีบญั ญตั ิไวใ้ นรฐั ธรรมนูญมิได้
6. สิทธิของคน หมายความวา่
- ประโยชนท์ จี ะพงึ มีพงึ ไดแ้ ก่ทุกคนตามหลกั ธรรมชาติ
7. รัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจกั รไทย ไดก้ าํ หนดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยไว้ คือ
- เสรีภาพในการวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์
8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ประกาศ ความเป็นมนุษยข์ องชนชาวไทย วา่
- องคก์ รรัฐทกุ องคก์ รทใี ชอ้ าํ นาจตอ้ งคาํ นึงถึงศกั ดิศรีความเป็นมนุษย์ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
9. กฏหมาย ไดพ้ ฒั นาขนึ มาจาก
- ระเบียบทใี ชใ้ นสงั คม
- กฏหมายเป็นสิงจาํ เป็นสาํ หรบั สงั คม ซึงกฏหมายจะตอ้ งเกิดขึนเสมอพร้อมกนั ไปกบั การ
เปลียนแปลงของสงั คม ซึงหากมีการเปลียนแปลงไปในทางชวั ร้าย กฏหมายจะตอ้ งเขา้ ไปควบคุม
ใหส้ งั คมนนั ดี เมือสงั คมไดเ้ ปลียนแปลงไปก็ตอ้ งมีการแกไ้ ขกฏหมายใหท้ นั ตอ่ เหตกุ ารณ์นนั
กฏหมายจงึ ไดอ้ อกมาตามการเปลียนแปลงในสงั คม
- ลกั ษณะของกฏหมายทีดี ตอ้ งบญั ญตั ิโดยคาํ นึงถึงการเปลียนแปลงของสงั คมในอนาคต
10. กฏหมายทตี ราขึน เพอื ประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึงจะเป็ นลกั ษณะกฏหมาย
- กฏหมายทขี าดความชอบธรรม
11. การแกป้ ัญหาในสงั คมตอ้ งอาศยั กฏหมาย เพราะ
- กฏหมายมีสภาพบงั คบั ใช้
12. การทจี ะใหส้ งั คมมีความสงบเรียบรอ้ ยไดต้ อ้ งอาศยั
- กฏหมายเป็นเครืองควบคุม
13. บทบาทสาํ คญั ทีจะสรา้ งความเป็นธรรมใหแ้ ก่สงั คมได้ คอื
- กฏหมาย
14. รัฐจะตอ้ งพฒั นาทางการเมือง อยา่ งไร
- ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทยไดก้ าํ หนดวา่ รฐั ตอ้ งตอ้ งใหม้ ีแผนพฒั นาการเมือง จดั ทาํ
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง ขา้ ราชการ และพนกั งาน
หรือลูกจา้ งอืนของรฐั เพอื ป้ องกนั การทุจริตและประพฤตมิ ิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพใน
การปฏิบตั หิ นา้ ที
15. การทีจะพฒั นาเศรษฐกิจแบบเสรีไดส้ าํ เร็จ ตอ้ ง
- รฐั ตอ้ งแกไ้ ขเปลียนแปลงกฏหมาย
- เพราะหากไม่มีกฏหมายบงั คบั การพฒั นาเศรษฐกิจก็ไม่อาจจะกระทาํ ไดส้ าํ เร็จ และหากกฏหมายใด
ทีมีอยเู่ ป็นการขดั ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจแบบเสรี กต็ อ้ งยกเลิกกฏหมายนนั เสีย หรือ อาจจะมีการ
แกไ้ ขกฏหมายนนั ใหส้ อดคลอ้ งกบั การพฒั นาเศรษฐกิจแบบเสรีกไ็ ด้
16. ตามรฐั ธรรมนูญใหร้ ัฐตอ้ งสนบั สนุนเศรษฐกิจ แบบใด
- แบบเสรี โดยอาศยั กลไกตลาดกาํ กบั ดูแลใหม้ ีการแข่งขนั อยา่ งเป็นธรรม
17. การทีจะเป็นนกั ปกครองบา้ นเมืองทดี ี นกั ปกครองตอ้ งมี
- ธรรมะ
- การพฒั นาคน สมควรจะตอ้ งมีกฏหมายใหม้ ีการพฒั นาทางดา้ นจติ ใจ เพราะตามหลกั ในการดาํ เนิน
ชีวติ และการดาํ รงประเทศ จะตอ้ งอาศยํ จติ ใจของคนเป็นสาํ คญั โดยจะตอ้ งพฒั นาทางจติ ใจของคน
ในสงั คมใหม้ ีธรรมะ หรือ ใหม้ ีคุณธรรม ทาํ แตค่ วามดี เพอื ใหจ้ ิตใจมีความสงบ ก็จะทาํ ใหส้ งั คมมี
ความราบรืน มีความสุข
18. กฏหมายกบั สงั คมยคุ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- การทจี ะพฒั นาวทิ ยาศาสตร์ใหไ้ ปสู่ความสาํ เร็จได้
ตอ้ งอาศยั การตรากฏหมายขึนมาเพอื ใหม้ ีสภาพบงั คบั ได้
1. พรบ.พฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534
2. พรบ.พฒั นาระบบมาตรวทิ ยาแห่งชาติ พ.ศ. 2540
- การทาํ ธุรกรรมทางอีเลคทรอนิกส์ จะเกิดผลเป็นความสาํ เร็จไดต้ อ้ งอาศยั
กฏหมายทีบญั ญตั ิขนึ เพราะจะตอ้ งมีกฏหมายรองรบั
1. พรบ.วา่ ดว้ ยธุรกรรมทางอเลก็ ทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
- กฏหมาย วา่ ดว้ ยการประกอบธุรกิจขอ้ มูลเครดิต
พรบ.การประกอบธุรกิจขอ้ มูลเครดิต พ.ศ.2545
19. กรณีทีจะพฒั นาการวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์ใหป้ ระสบผลสาํ เร็จตอ่ ไปนนั ควรจะตอ้ ง
- มีการเปลียนแปลง แกไ้ ข กฏหมายใหม้ ีผลรองรับความกา้ วหนา้ ในการพฒั นานนั
20. กฏหมายใหค้ วามหมายคาํ วา่ “สิงแวดลอ้ ม” วา่
- สิงต่างๆทีมีลกั ษณะทางกายภาพและชีวภาพทอี ยรู่ อบตวั มนุษยซ์ ึงเกิดขนึ โดยธรรมชาติและสิงที
มนุษยไ์ ดท้ าํ ขึน
21. การทจี ะไม่ใหม้ ีการทาํ ลายสิงแวดลอ้ มใหส้ มั ฤทธิผลได้
ตอ้ งตราเป็นกฏหมายบงั คบั
สิงแวดลอ้ ม ทที าํ การเปลียนแปลงในอนาคตซึงรฐั จะตอ้ งเขา้ ควบคุม หรือใหก้ ระทาํ เพอื ไม่ให้
สงั คมตอ้ งกระทบกระเทือนอีกตอ่ ไป
พรบ.ส่งเสริมและรกั ษาคุณภาพสิงแวดลอม้ แห่งชาติ พ.ศ.2518
มีการปรงั ปรุงใหม่ เป็ น พรบ.ส่งเสริมและรกั ษาคุณภาพสิงแวดลอ้ มแห่งชาติ พ.ศ. 2535
.....................................................................................................................................................................................
หน่วยที 7
การศึกษา ค้นคว้า และวจิ ัยทางนิตศิ าสตร์
.....................................................................................................................................................................................
แบบประเมนิ ผล
1. ในการศึกษาทางนิติศาสตร์ ผเู้ รียนจะตอ้ งมี
- แรงจงู ใจในการเรียนรู้
- การติดตอ่ และร่วมมือกบั เพอื นๆ
- ความเป็นผตู้ ืนตวั
- ความอดทนต่อสิงทีกาํ กวม
ยกเวน้ ....การแข่งขนั ในการเรียนและตอ้ งใหไ้ ดอ้ นั ดบั ตน้ ๆ
2. “ ผเู้ รียนตอ้ งมีความอดทนต่อสิงกาํ กวม ” หมายความวา่
- ตอ้ งคิดในปัญหาตา่ งๆ
- ตอ้ งมีการตีความในเรืองตา่ งๆ
- ตอ้ งอธิบาย และโตแ้ ยง้ ในความคดิ
3. ในการศึกษาทางนิตศิ าสตร์ ผเู้ รียนตอ้ งประเมินสิงทผี เู้ รียนมีความพร้อมอยกู่ ่อนทจี ะศกึ ษา คือ
- ดา้ นกายภาพ
- ดา้ นจติ วทิ ยา
- ดา้ นอารมณ์
- ดา้ นสงั คม และ ดา้ นการเงนิ
4. หลกั สาํ คญั ในการศึกษาทางนิติศาสตร์ใหป้ ระสบผลสาํ เร็จมี 3 ประการ คือ
- ตอ้ งมีความจาํ
- ตอ้ งมีความเขา้ ใจ
- ตอ้ งสามารถนาํ ตวั บทกฏหมายไปใชไ้ ดถ้ ูกตอ้ ง
5. หลกั เกณ์ 4 ประการ เพอื ใหก้ ารใชท้ รัพยากรหรือสิงทผี เู้ รียนมีอยดู่ งั กล่าวเป็ นไปอยา่ งมีประสิทธิผล คอื
- ลาํ ดบั ความสาํ คญั ของสิงทีมีอยู่
- สิงทีมีอยเู่ พอื ความอยรู่ อด
- สิงทมี ีอยทู่ จี าํ กดั ทีสุด คอื เวลา
- ความจาํ เป็นเกียวกบั ตนเอง และการนบั ถือตนเอง
6. คุณสมบตั ขิ องผศู้ กึ ษานิตศิ าสตร์ คอื
- ผเู้ รียนทีชอบใชส้ ญั ชาตญาณ จะมีความอดทนมากกวา่ ตอ่ ความคลุมเครือและสถานการณ์ทซี บั ซอ้ น
ดีวา่ ผเู้ รียนทีชอบใชค้ วามรู้สึก
7. วธิ ีการศึกษา ทางนิตศิ าสตร์ นอกเหนือจากเนน้ ผเู้ รียนเป็นหลกั แลว้ นกั ศึกษาจะตอ้ งมีสือ หรือ เครืองมือ
ในการเรียนเป็นสิงสาํ คญั เช่น
- ตวั บทกฏหมาย มีความสาํ คญั อยา่ งยงิ เพราะประเทศไทยใชก้ ฏหมายระบบ “ประมวลกฏหมาย”
- เอกสารการสอนหรือเอกสารประกอบคาํ บรรยาย
- แบบฝึกปฏิบตั ิ
- คาํ พพิ ากษาศาลฎีกา
- ตาํ รากฏหมาย / วาสารกฏหมายและหนงั สืออืนๆ
- การสอนเสริม / การศึกษาจากเทคโนโลยที ที นั สมยั
8. กฏหมายครอบครัวเรืองอายสุ มรสระหวา่ งชาย-หญงิ ตอ้ งมีอายเุ ท่าใด มีศาสตร์ทเี กียวขอ้ งคือ
- นิติศาสตร์
- เศรษฐศาสตร์
- ประชากรศาสตร์
- ศาสนศาสตร์
- รัฐศาสตร์
9. คาํ วา่ “ประชากรศาสตร์” เกียวขอ้ งกบั เรืองใด
- เป็ นการกาํ หนดอตั ราเพมิ และลดของพลเมือง
10. การศึกษากฏหมายโดยเฉพาะระดบั ปริญญาตรี จะใชร้ ะบบ
- การเรียนรูท้ ีตอ้ งใชก้ ารปฏบิ ตั ิ ทตี อ้ งมีการเผชิญหนา้ เป็นหลกั
- ระดบั บณั ฑิตศกึ ษาอาจไม่มีความจาํ เป็ น เนืองจากการศึกษาจะเนน้ หนกั ในการทาํ วทิ ยานิพนธห์ รือ
การวจิ ยั
11. วธิ ีการศกึ ษาตวั บททีดี จะตอ้ ง
- อ่านแลว้ ขดี เสน้ ใตถ้ อ้ ยคาํ สาํ คญั
- บนั ทกึ ยอ่ ขยายความ
- ศกึ ษาคาํ พพิ ากษาศาลฎีกาทตี คี วามถอ้ ยคาํ ต่างๆ
- ศกึ ษามาตราทีเกียวโยงกนั
การกระทาํ ทไี ม่ควร คอื ทอ่ งจาํ ใหไ้ ดท้ กุ มาตรา จะทาํ ใหต้ อบขอ้ สอบไดท้ ุกปัญหา
12. การเขียนตอบขอ้ สอบแบบอตั นยั วา่ “ขา้ พเจา้ เคยครอบครองปรปักษท์ ีดิน เช่นเดียวกบั การครอบครอง
ในคาํ ถาม” เป็นการตอบที
- ไม่ควรทาํ เพราะเป็ นการเขยี นประสบการณ์ส่วนตวั ประกอบคาํ ตอบ
13. การตอบขอ้ สอบนิตศิ าสตร์ แบบอตั นยั ทีถูกตอ้ ง คอื
- อยา่ เพงิ ตอบในขณะทยี งั ตืนเตน้ .....ทงั หมดมี 11 ขอ้
- ตอ้ งเลือกตอบขอ้ ง่ายเสียก่อน
- การตอบมีควรจะสนั หรือยาวเกินไป
- อยา่ เขียนเรืองส่วนตงั ลงในคาํ ตอบ
- อยา่ ตอบในสิงทไี ม่ไดถ้ าม
- ก่อนตอบควรจะบนั ทึกยอ่ ๆถึงหวั ขอ้ ทจี ะตอบ
14. การศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลจากหอ้ งสมุด น.ศ.สามารถใชบ้ ริการสิงเหล่านี
- ยมื หนงั สือระหวา่ งหอ้ งสมุด
- ใชบ้ ริการหนงั สืออา้ งอิง
- สืบคน้ ขอ้ มูลจากคอมพวิ เตอร์
- ยมื หนงั สือเก่าเพอื ถ่ายเอกสาร
15. การคน้ ควา้ ขม้ ูลจากหอ้ งสมุด น.ศ.สามารถใชบ้ ริการไดจ้ าก
- ใชบ้ ริการหนงั สืออา้ งอิง
- สืบคน้ ขอ้ มูลจากคอมพวิ เตอร์
16. การคน้ ควา้ ขอ้ มูลกฏหมายจากบุคคลอืน คาํ วา่ “บุคคลอืน” หมายถึง
- บุคคลทอี ยนู่ อกวงการกฏหมาย
17. การคน้ ควา้ ขอ้ มูลกฏหมายโดยการสงั เกตแุ ละฝึกปฏิบตั ิเกียวขอ้ งกบั
- ศาลจาํ ลอง
- การฝึกงานในหน่วยงานราชการ
- การฝึกงานในสาํ นกั งานกฏหมาย หรือ การฝึกงานในบริษทั
- สงั เกตจุ ากสถานการณ์ทีเป็นจริง เช่น การสงั เกตวธิ ีพจิ ารณาคดีในศาล
- การเป็นผชู้ ่วยทนายความ
ในเอกสารการสอน ระบุ หวั ขอ้ หลกั ๆ 4 หวั ขอ้ คอื
จากหอ้ งสมุด
จากบุคคลอืน
จากการสงั เกตและฝึกปฏิบตั ิ
จากเครือข่างอินเตอร์เน็ต
18.การสืบค้นข้อมูลกฏหมาย ในเครือข่ายอนิ เตอร์เนต็ มปี ัญหา คอื
- ไม่มแี หล่งข้อมูลทีเพยี งพอ
- ข้อมูลไม่ถูกต้องและขาดความน่าเชือถอื
- ข้อมูลไม่มีการจัดระเบียบ
ดงั นนั การใช้ข้อมูลทีได้จากอนิ เทอร์เน็ต ผู้เรียนจงึ ต้องตรวจสอบความถูกต้อง
ความน่าเชือถอื ของข้อมูลทไี ด้มาก่อนทจี ะนาํ มาใช้ ตัวอย่างเช่น
www.thailandlaw9.com
19. การวจิ ยั หมายถึง
- เป็นกระบวนการคน้ ควา้ ขอ้ เทจ็ จริง
- เป็นกระบวนการหรือการกระทาํ ทีมีระบบระเบียบ
- เป็นการกระทาํ ทีมีจดุ มุ่งหมายทแี น่นอน
- เป็นวธิ ีการหรือกระบวนการในการคน้ ควา้ หรือแสวงหาความรู้ ความเขา้ ใจในปรากฏการณ์ทีเป็น
เป้ าหมายของการศกึ ษา เพอื ใหไ้ ดร้ บั ผลทนี ่าเชือถือหรือมีความเชือมนั
- แตล่ ะศาสตร์ จะมีการวจิ ยั ทีแตกต่างกนั ทงั นี เนืองมาจากศาสตร์แต่ละศาสตร์ประกอบดว้ ยแนวคิด
ทฤษฎี และวธิ ีการศกึ ษาทแี ตกตา่ งกนั
20. การวจิ ยั ทางนิติศาสตร์ หากแบง่ ตามสาขาวชิ าการจะเป็นการวจิ ยั ดา้ นใด
- ดา้ นสงั คมศาสตร์
21. การวจิ บั ทางนิตศิ าสตร์ โดยทวั ไปมี 2 กรณี คือ
- ศกึ ษาจากปัญหากฏหมาย นาํ ขอ้ มูลจากตวั บทกฏหมาย บทความ คาํ พพิ ากษา หลกั ฏหมาย
ตา่ งประเทศ มาเปรียบเทยี บ วเิ คราะห์กบั ปัญหา หรือหวั ขอ้ ทีตงั ขึน โดยไม่ใชว้ ธิ ีทางสถิติ แลว้ สรุป
ลงทา้ ยดว้ ยขอ้ เสนอ
- ศกึ ษาปัญหากฏหมาย โดยไดข้ อ้ มูลจากความจริงโดยธรรมชาติหรือขอ้ มูลปฐมภมู ิ มีการเก็บขอ้ มูล
และวธิ ีการทางสถิติมาวเิ คราะหเ์ พอื ประมาณค่า วเคระ้ ห์ปัญหาทีตงั ขึน แลว้ สรุป
22. การเขยี นรายงานการวจิ ยั ทางนิติศาสตร์มี 5 ขนั ตอน คอื
- วางกรอบปัญหาทีตอ้ งการทาํ วจิ ยั และคน้ หาคาํ สาํ คญั มีกฏเกณฑท์ ีเรียกวา่ TAPP มาใช้ เช่น
T (THING) สิง หรือ วตั ถุทเี กียวขอ้ ง
A ( ACTION) กิจการ หรือ กิจกรรมทสี รา้ งปัญหา
P (PERSON) บุคคลทเี กียวขอ้ ง
P (PLEASE) สถานทที เี กิดขึน
- เขียนบรรยายขอ้ มูล หรือ ขอ้ เทจ็ จริงทีเกียวขอ้ งกบั ปัญหา
- คน้ หาตวั แม่บทกฏหมายและระเบยี บต่างๆทีเกียวขอ้ งทงั หมด
- บรู ณาการกฏหมายกบั ขอ้ มูลหรือขอ้ เทจ็ จริงทีเกียวกบั ปัญหา
- ยอ่ หวั ขอ้ สุดทา้ ย/สรุปและเสนอแนะ
23. การวจิ ยั วา่ “วธิ ีการควบคุมระบบสาํ นวนคดี โดยใชฐ้ านขอ้ มูล หรือแถบรหสั หรือใชม้ ือ วธิ ีการที
สามารถใชป้ ฏิบตั งิ านได้ เป็นประโยชนก์ ารทาํ วจิ ยั เชิงนิติศาสตร์ คอื
- เป็นการเลือกวธิ ีปฏบิ ตั งิ าน
24. การวจิ ยั เหตุผลการเลือนคดีในศาล ทาํ ใหก้ ารพจิ ารณาคดีล่าชา้ ผลการวจิ ยั สามารถนาํ มาใชใ้ นการพฒั นา
วธิ ีการจดั การและตดั สินใจของบุคคล เช่น
- คู่ความ
- ทนายความ
- พนกั งานอยั การ
- ผพู้ พิ ากษา
25. ประโยชน์ทไี ดร้ ับจากการวจิ ยั ทางนิติศาสตร์ คอื
(1) การพฒั นาการทางกฏหมาย ทจี ะมีผลกระทบตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองของ
ประเทศ
(2) เป็ นการถ่ายทอดประสบการณ์จากคนรุ่นหนึงไปยงั อีกรุ่นหนึง ซึงเป็นวธิ ีการทีนกั ฏกหมายจะ
ไดเ้ พมิ พนู วทิ ยาการความรู้ และความสามารถ
(3) ช่วยใหค้ น้ พบทฤษฎี หรือแนวคิดทางกฏหมายใหม่ทีนาํ มาปรับใชก้ บั สภาพสงั คมปัจจุบนั ที
เปลียนแปลงตลอดเวลา
(4) ช่วยในการกาํ หนดนโยบาย หรือหลกั การปฏบิ ตั งิ าน กล่าวคือ ช่วยในการออกฏหมายหากฝ่ า
นิตบิ ญั ญตั ิตอ้ งการกาํ หนดนโยบาย หรือช่วยหน่วยงานกระบวนการยตุ ธิ รรมทงั หมดทตี อ้ งการ
หลกั การปฏบิ ตั งิ านตามกฏหมายดงั กล่าว
(5) ช่วยใหน้ กั กฏหมายเลือกวธิ ีปฏบิ ตั งิ านทีดีทสี ุดและประหยดั กล่าวคอื ช่วยในการตดั สินใจใน
การปฏบิ ตั งิ าน หากมีกรณีทมี ีวธิ ีการปฏิบตั หิ ลายทางเลือก เช่น การวธิ ีการดาํ เนินการควบคุม
ระบบสาํ นวนคดีทมี ีวธิ ีปฏบิ ตั ิหลายทาง อาทิ โดยวธิ ีใชฐ้ านขอ้ มูล หรือโดนวธิ ีใชแ้ ถบรหสั
หรือโดยวธิ ีใชม้ ือ การวจิ ยั สามารถเปรียบเทยี บและไดผ้ ลวา่ วธิ ีการใดทดี ีทีสุด สามารถนาํ มาใช้
ในการปฏิบตั กิ ารได้
(6) ช่วยในการประเมินผลงานทางกฏหมาย เช่น ในการบงั คบั ใชก้ ฏหมาย หน่วยงานทเี ป็ น
ผปู้ ฏิบตั ิงานอาจมีการประเมินวา่ สิงใดเป็ นอุปสรรคหรือขอ้ ขดั ขอ้ งในการบงั คบั ใช้ เมือไดผ้ ล
การศกึ ษาจะเป็ นสิงทชี ่วยใหม้ ีการนาํ เสนอเพอื แกไ้ ข ปรับปรุงกฏหมายต่อไป
(7) ช่วยอกป้ ัญฆาไดอ้ ยา่ งถฏตอ้ งยตุ ิธรรม เช่น การวจิ ยั เหตขุ องการเลือนคดีในศาลทีทาํ ใหก้ าร
พจิ ารณาคดีล่าชา้ ผลการวจิ ยั สามารถนาํ มาใชใ้ นการพฒั นาวธิ ีการจดั การและตดั สินใจของผทู้ ี
เกียวขอ้ ง เช่น ทนายความ ศาล อยั การ เป็นตน้ เพอื ใหก้ ารพจิ ารณาคดีเป็นไปโดยความรวดเร็ว
ถูกตอ้ ง และเกิดความยตุ ธิ รรมแก่ประชาชน
(8) ช่วยในการบริหาร เช่น ในการบริหารสาํ นกั งานทนายความ การบริการหน่วยงานต่างๆ
ผบู้ ริหารทีดีจะทาํ การวจิ ยั และใชผ้ ลการวจิ ยั ทีไดจ้ ากการศึกษามาช่วยในการบริหารจดั การ ทาํ
ใหก้ ารบริหารงานเป็นไปดว้ ยความถูกตอ้ ง รวดเร็ว และเป็นทียอมรบั ของผรู้ ่วมงาน เนืองจาก
การทาํ วจิ ยั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านจะมีสวน่ ร่วมหรือการแสดงออกออกในการรวบรวมการทาํ วจิ ยั ทาํ ให้
เกิดความรูส้ ึกวา่ ตนเองมีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั งิ านนนั ดว้ ย
(9) ช่วยสรา้ งและพฒั นากฏหมาย รวมทงั บงั คบั ใชก้ ฏหมายทีดีและยตุ ธิ รรม ซึงจะนาํ ไปสู่ความ
สงบสุขของสงั คมตอ่ ไป
26. การวจิ ยั หรือทีเรียกวา่ วทิ ยวธิ ี ทีใชใ้ นการทาํ วจิ ยั การวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์ จาํ เป็นตอ้ งอาศยั ขอ้ มูลจาก
- ตวั บทกฏหมาย
- คาํ พพิ ากษา
- ตาํ ราตา่ งๆ
27. วธิ ีการศกึ ษาจากคาํ พพิ ากษาของศาลฎีกา เป็ นสิงสาํ คญั ทยี งั มีความจาํ เป็นเพอื นาํ ไปใชอ้ ธิบายหรือขยาย
ความตวั บทกฏหมาย มีขนั ตอนการศกึ ษา คอื
- ตอ้ งทราบเลขคดีของคาํ พพิ ากษาศาลฎีกา
- ทราบความผดิ หรือขอ้ หาวา่ เป็นฐานความผดิ หรือพพิ าทกนั เรืองอะไร
- อ่านขอ้ เทจ็ จริงโดยอาจยอ่ ขอ้ เทจ็ จริงทีเกียวขอ้ ง หรือ ทาํ เป็นรูปไดอะแกรม
- ตอ้ งทราบวา่ กระบวนการพจิ ารณาในชนั ศาลชนั ตน้ และศาลอุทธรณ์ไดพ้ จิ ารณาพพิ ากษาวา่ อยา่ งไร
อะไรคอื ประเด็นปัญหา ซึงแยกเป็นปัญหาขอ้ กฏหมาย คือ หลกั กฏหมายอะไรทศี าลใช้ หรือศาล
ตีความหลกั กฏหมายทใี ชอ้ ยา่ งไร และปัญหาขอ้ เทจ็ จริงคือขอ้ เทจ็ จริงปรบั ใชก้ บั กฏหมายอยา่ งไร
28. วธิ ีการเขยี นตอบขอ้ สอบอตั นยั
นาย ก. มึนเมาสุราแทบครองสติไม่ได้ พกพาอาวธุ ปื นเขา้ ไปปะทะกบั ผคู้ นทีเบียดเสียดแลว้ เอาปื น
ออกมาถือ ปื นเกิดลนั ขึนไปถูกนาย ข. ถึงแก่ความตาย นาย ก. มีความผดิ อยา่ งไร
ผตู้ อบจะตอ้ งคดิ เพอื ตอบคาํ ถามดงั นี
- ประเด็นในคาํ ถามเป็นเรืองอะไร (ตามตวั อยา่ งเป็นเรืองฆ่าคนตาย)
- มีบทบญั ญตั แิ ห่งกฏหมายบญั ญตั ิในประเด็นเรืองนนั อยา่ งไร
ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 288 ซึงวางหลกั วา่ “ผใู้ ดฆ่าผอู้ ืน ตอ้ งระวางโทษตามทกี ฏหมาย
กาํ หนด”
ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 59 ซึงวางหลกั ไวว้ า่ “บุคคลจะตอ้ งรบั ผดิ ในทางอาญากต็ ่อเมือได้
กระทาํ โดยเจตนา ไดแ้ ก่ การกระทาํ โดยรู้สาํ นึกในการกระทาํ และขณธเดียวกนั ผก็ ระทาํ ประสงคต์ ่อผล
หรือ ยอ่ มเล็งเห็นผลของการกระทาํ นนั ”
- ขอ้ เทจ็ จริงทโี จทยใ์ หม้ าเมือยกมาปรับกบั ขอ้ กฏหมายแลว้ จะมีผลในทางกฏหมายอยา่ งไร
การกระทาํ ตามโจทกจ์ ะผดิ จะผดิ ฐานฆ่าคนตาย กต็ ่อเมือ นาย ก.ไดก้ ระทาํ โดยเจตนา กรณี
ขอ้ เทจ็ จริงทีโจทกใ์ หม้ า นาย ก. กระทาํ การโดยไม่ใยดีวา่ กระสุนปื นจะถูกผใู้ ดหรือไม่ เป็นการกระทาํ ที
ยอ่ มเลง็ เห็นผล จงึ เป็นการกระทาํ โดยเจตนา นาย ก. จงึ มีความฐานฆ่าผอู้ ืน
ดงั นนั วธิ ีการเขยี นตอบขอ้ สอบทผี เู้ รียนควรทราบและเพอื ใชใ้ นการตอบขอ้ สอบทวั ไป คอื
ตอ้ งมีหลกั กฏหมายทีเกียวขอ้ งกบั ปัญหานนั
ตอ้ งวนิ ิจฉยั ปัญหาโดยการปรบั ขอ้ เทจ็ จริงเขา้ กบั หลกั กฏหมาย
สุดทา้ ย คือ การสรุปคาํ ตอบ
......................................................................................................................................................................................
8
.....................................................................................................................................................................................
1. ส่วนสาํ คญั 2 ส่วนของการร่างพระราชบญั ญตั ิ คอื
- หลกั การ และ เหตุผล
2. การบญั ญตั ิกฏหมายขนึ ใชบ้ งั คบั เป็ นพระราชบญั ญตั ิ เป็นอาํ นาจของพระมหากษตั ริยท์ รงบญั ญตั ขิ ึนโดย
คาํ แนะนาํ และยนิ ยอมของรฐั สภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย จะมีผลใชบ้ งั คบั ก็ตอ่ เมือ
- ไดป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว้
- เป็ นกฏหมายทีออกใชบ้ งั คบั อยเู่ ป็ นปกตแิ ละประจาํ
- มีศกั ดิรองจากรฐั ธรรมนูญ
3. พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ
- เป็ นกฏหมายทมี ีศกั ดิรองลงมาจากรฐั ธรรมนูญเช่นกนั
- แตกต่างจากพระราชบญั ญตั ิ ตรงที พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญจะออกเฉพาะเรืองที
รัฐธรรมนูญกาํ หนดไวเ้ ทา่ นนั จะไม่มีการออก พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญในเรืองทวั ๆไปเหมือน
พระราชบญั ญตั ิ
4. พระราชกาํ หนด
- เป็ นกฏหมายทพี ระมหากษตั ริยท์ รงบญั ญตั ิขึนใชบ้ งั คบั โดยคาํ แนะนาํ ของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที
มีความจาํ เป็นเร่งด่วนทสี าํ คญั ตามทรี ฐั ธรรมนูญกาํ หนดไว้ โดยไม่ตอ้ งผา่ นการพจิ ารณาของรัฐสภา
ก่อน เช่น
เมือมีความจาํ เป็นเกียวกบั ความมนั คง
เมือมีความจาํ เป็นเกียวกบั การเงนิ
- การบงั คบั ใชพ้ ระราชกาํ หนด ถา้ สภาผแู้ ทนและวฒุ ิสภาอนุมตั ิพระราชกาํ หนดนนั หรือถา้ วฒุ ิสภา
ไม่อนุมตั ิ และสภาผแู้ ทนยนื ยนั การอนุมตั ดิ ว้ ยคะแนนเสียงมากกวา่ กึงหนึงของจาํ นวนสมาชิก
ทงั หมดทมี ีอยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎร ใหพ้ ระราชกาํ หนดนนั มีผลบงั คบั ใชเ้ ป็นพระราชบญั ญตั ิต่อไป
5. พระราชกฤษฎีกา
- เป็ นกฏหมายทีพระมหากษตั ริยท์ รงตราขึนโดยคาํ แนะนาํ ของคณะรฐั มนตรี
- เป็ นกฏหมายทีฝ่ายบริหารออกโดยอาศยั อาํ นาจแห่งกฏหมายเฉพาะ ซึงอาจเป็นระดบั รฐั ธรรมนูญ
หรือพระราชบญั ญตั กิ ็ได้
6. กฏกระทรวง
- เป็ นกฏหมายทีรัฐมนตรีรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั ิ หรือ พระราชกาํ หนดเป็ นผอู้ อกเพอื
ดาํ เนินการใหเ้ ป็ นไปตามกฏหมายในเรืองนนั ๆ
- เป็ นกฏหมายทีฝ่ายบริหารเป็ นผอู้ อกเช่นเดียวกบั พระราชกฤษฎีกา แตม่ ีรับความสาํ คญั นอ้ ยกวา่ พระ
ราชกฤษฎีกา เพราะพระราชบญั ญตั ิกฤษฎีก่นนั ตอ้ งทูลเกลา้ ถวายพระมหากษตั ริยเ์ พอื ทรงลงพระ
ปรมาภิไธย แต่กฏกระทรวงเป็นระดบั รฐั บาลเท่านนั
7. การเสนอกฏหมาย หมายถึง
- การจดั ใหม้ ีกฏหมายใหม่ทยี งั ไม่เคยมีขึน และยงั หมายถึงการเสนอกฏหมายเพอื แกไ้ ข เปลียนแปลง
กฏหมายทีมีอยใู่ หท้ นั สมยั ยงิ ขนึ แลว้
8. ผมู้ ีอาํ นาจเสนอใหบ้ ญั ญตั พิ ระราชบญั ญตั ิซึงตอ้ งจดั ทาํ ร่างพระราชบญั ญตั ิเสนอตอ่ รฐั สภา คอื
- คณะรฐั มนตรี(ฝ่ายบริหาร)
- สมาชิกผแู้ ทนราษฎร(ฝ่ายนิติบญั ญตั ิ)
- ผมู้ ีสิทธิเลือกตงั เขา้ ชือกนั ไม่นอ้ ยกวา่ 50,000 คน
สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร
- ตอ้ งมีสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกวา่ 20 คน รับรอง
- ถา้ เป็ นร่างพระราชบญั ญตั ิทีเกียวกบั การเงนิ จะเสนอต่อสภาผแู้ ทนราษฎรไดก้ ต็ อ่ เมือมีคาํ รับรอง
ของนายกรัฐมนตรี
ผมู้ ีสิทธิเลือกตงั เขา้ ชือกนั ไม่นอ้ ยกวา่ 50,000 คน
- ตอ้ งเสนอเมือเขา้ ชือกนั ร้องขอตอ่ ประธานรัฐสภา
- ใหร้ ัฐสภาพจิ ารณากฏหมายทเี กียวกบั สิทธิและเสรีภาพของชาชาวไทย หรือทีเกียวกบั นโยบาย
พนื ฐานแห่งรฐั เทา่ นนั
- ไม่มีสิทธิเขา้ ชือเสนอร่างพระราชบญั ญตั อิ ืนๆ และไม่มีอาํ นาจเสนอขอใหร้ ฐั สภาพจิ ารณาร่าง
กฏหมายทเี ป็นพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญและพระราชกาํ หนด
- ทผี า่ นมามีการริเริมเสนอบา้ ง เช่น พรบ.เกษตรกร พ.ศ. ..............
9. นายกรัฐมนตรี ตอ้ งนาํ ร่างพระราชบญั ญตั ทิ สี ู่สภาใหค้ วามเห็นชอบแลว้ ขึนทูลเกลา้ ทูลกระหม่อมถวาย
เพอื ใหพ้ ระมหากษตั ริยท์ รงลงพระปรมาภไิ ธย
- ในระยะเวลา 20 วนั
- เมือพน้ 90 วนั แลว้ มิไดพ้ ระราชทานคนื มา รัฐสภาตอ้ งปรึกษาร่างพระราชบญั ญตั ินนั ใหม่
- ถา้ รฐั สภามีมตยิ นื ตามเดิมดว้ ยคะแนนเสียงไม่นอ้ ยกวา่ 2 ใน 3 ของจาํ นวนสมาชิกทงั หมดทีมีอยู่
ของทงั 2 สภา นายกรฐั มนตรีตอ้ งนาํ ทลู เกลา้ ทลู กระหม่อมถวายอีกครงั หนึง
- หากมิทรงลงพระปรมาภไิ ธยพระราชทานคืนภายใน 30 วนั ใหน้ ายกรฐั มนตรีนาํ พระราชบญั ญตั ิ
นนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบ้ งั คบั เป็นกฏหมายไดเ้ สมือนหนึงวา่ พระมหากษตั ริยไ์ ดท้ รงลง
พระปรมาภิไธยแลว้
10. การเสนอร่างพระราชบญั ญตั ิ ทีถูกตอ้ ง คือ
- การเสนอร่างพระราชบญั ญิตตอ้ งเสนอต่อสภาผแู้ ทนราษฎรก่อน
11. กฏหมายทีออกโดยฝ่ายบริหาร คือ
- พระราชกาํ หนด
12. กฏหมายทอี อกในในกรณีเร่งด่วน คือ
- พระราชกาํ หนด
13. ร่างพระราชบญั ญตั ิใดที พระมหากษตั ริยไ์ ม่ทรงเห็นดว้ ย ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ถา้ รฐั สภาจะยนื ยนั
ตามเดิมตอ้ งมีคะแนนเสียง
- 2 ใน 3 ของจาํ นวนสมาชิกทงั หมดของทงั สองสภา
14. กฏหมายทพี ระมหากษตั ริยท์ รงตราขึนโดยคาํ แนะนาํ ของคณะรัฐมนตรี คือ
- พระราชกาํ หนด
15. การพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญตั ใิ นสภาผแู้ ทนราษฎร ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540
มาตรา 172 จะพจิ ารณาเป็น 3 วาระ คือ
เป็ นการพจิ ารณาในขนั รบั หลกั การ
เป็นการพจิ ารณาเป็นรายมาตรา(ขนั แปรญตั ติ)
เป็ นการพจิ ารณาลงมตวิ า่ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบโดยไม่มีการอภิปราย
การแปรญตั ติ หมายถึง
การทีสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรสามารถเสนอความคดิ เห็น หรือขอ้ แกไ้ ขเพมิ เตมิ ร่างกฏหมาย
ไดต้ ามทีเห็นสมควร
การยนื คาํ ขอ “แปรญตั ติ”
ยนื โดยสมาชิกสภาผแุ้ ทนราษฎรทไี ม่ไดร้ บั แตง่ ตงั ใหเ้ ป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการชุด
นนั จะมีส่วนร่วมในการพจิ ารณาและแกไ้ ขเพมิ เติมร่างกฏหมายดงั กล่าวได้
16. เมือประธานสภา ไดร้ ับร่างกฏหมายและรายงานของคณะกรรมาธิการแลว้ ก็จะบรรจุเขา้ ระเบียบวาระ
การประชุมภายใน
- ภายใน 10 วนั เพอื ใหท้ ปี ระชุมสภาพจิ ารณาต่อไป
- หากมาตราใดไม่มีการแกไ้ ข หรือไม่มีการสงวนคาํ แปรญตั ติ หรือ กรรมาธิการไม่ไดส้ งวน
ความเห็นไวก้ จ็ ะผา่ นการพจิ ารณาไปโดยไม่มีการอภปิ ราย
- หากมาตราใดมีการแกไ้ ข มีผสู้ งวนคาํ แปรญตั ติ หรือกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้ หรือเป็นมาตรา
ทีมีการเพมิ เตมิ เขา้ มาใหม่ ทปี ระชุมจะเปิ ดโอกาสใหม้ ีการอภปิ รายในมาตรานนั โดยใหอ้ ภปิ ราย
เฉพาะถอ้ ยคาํ หรือ ขอ้ ความทมี ีการแกไ้ ขเพมิ เตมิ หรือผแู้ ปรญตั ตสิ งวนคาํ แปรญตั ติ หรือที
กรรมาธิการสงวนความเห็นไว้
- ทงั นี เวน้ แตท่ ปี ระชุมจะลงมติเป็ นอยา่ งอืน เมือพจิ ารณารายมาตราเสร็จแลว้ สภาจะพจิ ารณาทงั ร่าง
เป็ นการสรุปอีกครังหนึง ในการพจิ ารณาครงั นีสมาชิกอาจขอแกไ้ ขถอ้ ยคาํ ได้ แต่จะขอแกไ้ ข
เพมิ เตมิ เนือความไม่ได้ นอกจากเนือความทีเห็นยงั ขดั แยง้ กนั อยู่
17. วฒุ ิสภา จะตอ้ งพจิ ารณาร่างกฏหมาย
- ไม่เกียวกบั การเงินทสี ภาผแู้ ทนราษฎร ใหค้ วามเห็นชอบแลว้ ภายในระยะเวลา 60 วนั
หากถูกยบั ยงั สามารถยกขึนเพอื พจิ ารณาใหม่ไดเ้ มือพน้ 180 วนั
- ทีเกียวกบั การเงิน ตอ้ งพจิ ารณาใหแ้ ลว้ เสร็จภายใน 30 วนั
หากถูกยบั ยงั สามารถยกขึนพจิ ารณาใหม่ไดท้ นั ที
อยา่ งไรก็ตามวฒุ ิสภา อาจมีมตใิ หข้ ยายเวลาในการพจิ ารณาออกไปไดแ้ ต่ตอ้ งไม่เกิน 30 วนั
กาํ หนดเวลาดงั กล่าว หากวฒุ ิสภาพจิ ารณาร่างไม่เสร็จภายในเวลาดงั กล่าว ถือวา่ มีความเห็นชอบใน
ร่างกฏหมายฉบบั นนั แลว้
18. ความสาํ คญั ของบทเฉพาะกาลในกฏหมาย คือ
- เป็ นการเชือมโยงบทกฏหมายเก่า และ กฏหมายใหม่เขา้ ดว้ ยกนั ไม่ใหข้ าดตอน
19. การบญั ญตั กิ ฏหมายตอ้ งคาํ นึงถึงหลกั บางประการ เช่น
- ความถูกตอ้ ง
ถูกวธิ ีการ ถูกแบบ ถูกเนือหา ถูกหลกั ภาษา และตอ้ งเป็ นธรรมแก่ทุกฝ่ ายในสงั คม
- ความแน่นอน
ในถอ้ ยคาํ และขอ้ ความ โดยใหม้ ีความชดั เจน และ รดั กมุ
- ความสมบูรณ์
ไดส้ าระครบถว้ น ครอบคลุม ไม่ขาดตกบกพร่อง สอดคลอ้ งไม่ขดั กนั และเชือมโยงไม่ขาด
ตอน
- ความศกั ดิสิทธิ
กฏหมายทเี ป็นคาํ บงการ ใหใ้ ครทาํ อะไรตอ้ งใหม้ ีสภาพบงั คบั และตอ้ งใหส้ มั ฤทธิผล คอื ให้
ไดผ้ ลบรรลุจุดประสงคใ์ นการตรากฏหมายฉบบั นนั
20. ในการร่างพระราชบญั ญตั ิ หากมีรายละเอียดเป็ นหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ หรือเงือนไขทตี อ้ งปฏบิ ตั ติ าม
พระราชบญั ญตั นิ นั โดยเหมาะสมกบั เวลาหรือสถานที ซึงยงั ไม่อาจกาํ หนดไวใ้ นพระราบญั ญตั ินนั ได้
ควรร่างอยา่ งไร
- ควรร่างใหเ้ ป็นกฏหมายลูกบทอีกชนั หนึง เช่น
ใหต้ ราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ใหอ้ อกเป็นกฏกระทรวง ขอ้ บงั คบั ระเบียบ หรือประกาศ หรือใชร้ ฐั มนตรีผรู้ ักษาการตาม
พระราชบญั ญตั นิ นั หรือคณธกรรมการทีตงั ขนึ ตามพระราชบญั ญตั นิ นั ตามรายละเอียดได้
21. มาตรการบงั คบั (SANCTION) ทจี ะเขียนในกฏหมายเพอื ดาํ เนินการในกรณีทีมีผฝู้ ่าฝืนหรือไม่ปฏิบตั ิ
ตามกฏหมายนนั มีหลายประการ เช่น
- มาตรการทางแพง่ เช่น ไม่รบั รูผ้ ลในกฏหมาย คือ ใหก้ ารกระทาํ นนั เป็ นโมฆะ
- มาตรการตามกฏหมายปกครอง เช่น พกั ใชใ้ บอนุญาต หรือ เพกิ ถอนใบอนุญาต
- มาตรการทางอาญา ใหไ้ ดร้ ับทางอาญา เช่น ประหารชีวติ จาํ คุก ปรบั
22. ในการร่างพระราชบญั ญตั ิ หากมีคาํ ทเี กียวกบั จาํ นวนนบั หรือ ลาํ ดบั ควรใชต้ วั เลขหรือ ตวั หนงั สือ
- ใชไ้ ดท้ งั 2 กรณี เช่น
วนั ที พ.ศ. เช่น ใหไ้ ว้ ณ.วนั ที 20 มกราคม พ.ศ. 2518
วรรคตามมาตรา เช่น “คู่ความตามวรรคหนึง”
......................................................................................................................................................................................
หน่วยที 9
หลกั การใช้กฏหมาย
.....................................................................................................................................................................................
แบบประเมินผล
1. บุคคลทใี ชก้ ฏหมาย คือ
- อยั การ
- ประชาชน
- ผพู้ พิ ากษา
- ทนายความ
2. ภาษาทใี ชใ้ นกฏหมาย คอื
- ภาษาเทคนิค
- ภาษาวชิ าการ
- ภาษาธรรมดา
- ภาษาตา่ งประเทศ
3. กฏหมายเป็นสิงทบี ญั ญตั ิขึนตามหลกั
- วชิ านิตศิ าสตร์ คือ “หลกั การร่างกฏหมาย” เพอื ใชบ้ งั คบั แก่บคุ คลเป็ นการทวั ไป
4. กฏหมายฉบบั ต่างๆทีตราขนึ โดย
- ฝ่ายนิติบญั ญตั ิ คือ
พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญ
พระราชบญั ญตั ิ
ประมวลกฏหมาย
- ฝ่ายบริหาร คอื
พระราชกาํ หนด
พระราชกฤษฎีกา
กฏกระทรวง ประกาศ กฏ ระเบียบ ขอ้ บงั คบั
5. การใชก้ ฏหมาย ( APPLICATION OF LAW) กบั ขอ้ เทจ็ จริง มี 2 ประการ คอื
- การใชก้ ฏหมายในทางทฤษฎี
เป็นเรืองของหลกั วชิ าการเพอื ใชใ้ นการบญั ญตั ิกฏหมาย โดยพจิ ารณาถึงขอบเขตการบงั คบั
ใชก้ ฏหมาย เช่น บคุ คล สถานที และวนั เวลา ทีเกียวขอ้ ง ประเภทและลาํ ดบั ศกั ดิของ
กฏหมาย ตลอดจนอาํ นาจในการตรากฏหมาย
- การใชก้ ฏหมายในทางปฏิบตั ิ
เป็ นเรืองของการใชก้ ฏหมายกบั ขอ้ เทจ็ จริงเฉพาะเรืองในชีวติ ประจาํ วนั
เป็ นเรืองซึงหาหลกั เกณฑไ์ ดย้ าก เพราะบคุ คลทีเกียวขอ้ งทกุ คนต่างเป็นผใู้ ชก้ ฏหมาย
ดว้ ยกนั ทงั สิน ซึงมกั ใชก้ ฏหมายตามความรู้ ความเขา้ ใจของตน
ตวั อยา่ ง
หน่วยงานของรฐั ซึงมีหนา้ ทีดูแลใหม้ ีการปฏบิ ตั ิตามกฏหมายฉบบั หนึง พบวา่ มีการฝ่าฝืนฉบบั
นนั บ่อยครัง จงึ ไดม้ ีการศกึ ษาขอ้ บกพร่องของกฏหมายและเสนอใหม้ ีการแกไ้ ขกฏหมาย เช่นนี
เจา้ หนา้ ทขี องหน่วยงานนนั ตอ้ งใชก้ ฏหมายในทางทฟษกี หรือ ในทางปฏบิ ตั ิ
เจา้ หนา้ ทขี องหน่วยงานนนั ตอ้ งใชก้ ฏหมายทงั ในทางทฤษฎีและปฏิบตั ิ
โดยการจะทราบวา่ มีผฝู้ ่ าฝืนกฏหมายหรือไม่ เป็ นการใชก้ ฏหมายใทางปฏบิ ตั ิ เพราะตอ้ ง
ทราบขอ้ เทจ็ จริงทเี กิดขึน ขอ้ กฏหมายทีจะนาํ มาใช้ จากนนั ตอ้ งปรับขอ้ เทจ็ จริงเขา้ กบั ขอ้
กฏหมายเพอื ใหท้ ราบวา่ มีการฝ่ าฝืนกฏหมายหรือไม่ และยงั มีการใชก้ ฏหมายในทางทฤษฏี
เมือมีการเสนอแกไ้ ขกฏหมาย เพราะตอ้ งมีการพจิ ารณาวา่ กฏหมายนนั ยงั ควรมีขอบเขต
การใชบ้ งั คบั กบั บคุ คล ในเวลา หรือสถานที หรือมีหลกั เกณฑแ์ ละเงือนไขเช่นเดิมหรือไม่
หรือควรจะมีการแกไ้ ขใหม่อยา่ งไร หรือควรยกเลิกกฏหมายนนั เสียก็ได้
6. คาํ ทกี ล่าวถูกตอ้ ง คอื
- การบญั ญตั ิกฏหมายเป็นสิงทมี ีหลกั เกณฑต์ ามหลกั การร่างกฏหมาย
7. ในกฏหมายฉบบั หนึง ตามปกตจิ ะขึนตน้ ดว้ ย
- ชือกฏหมาย
- ลงทา้ ยดว้ ย “เหตผุ ลในการตรากฏหมาย”
8. การใชภ้ าษาในกฏหมาย มีลกั ษณะตา่ งๆ ดงั นี
- การใชภ้ าษาธรรมดา หรือ สามญั เช่น
สามารถหาความหมายไดจ้ ากพจนานุกรมทวั ไป
- การใชภ้ าษากฏหมาย เช่น
ละเมิด
- การใชภ้ าษาเทคนิคหรือภาษาวชิ าการอืน เช่น
ไวรัส ศพั ทท์ างการแพทย์ หรือ ไวรสั ทางศพั ทค์ อมพวิ เตอร์
- การใชค้ าํ นิยามศพั ท์ เช่น
อาวธุ / จาํ หน่าย / สตั วน์ าํ
9. การทจี ะทาํ ความเขา้ ใจในเนือหากฏหมายสาระของกฏหมายฉบบั หนึง ผอู้ ่านควร
- อ่านและทาํ ความเขา้ ใจกฏหมายนนั ทงั ฉบบั
10. ผใู้ ชก้ ฏหมายจาํ เป็นตอ้ งมีการตีความกฏหมาย เมือ
- บทบญั ญตั ไิ ม่มีความชดั เจน
11. เมือตวั บทกฏหมายเกิดความเคลือบคลุมไม่ชดั เจน ผใู้ ชก้ ฏหมายจาํ เป็นตอ้ งแกไ้ ขปัญหา ดว้ ยวธิ ี
- ตคี วามกฏหมาย
- หรือหลกั การอุดช่องวา่ งของกฏหมาย มาช่วยในการหาความหมายของถอ้ ยคาํ เพอื ใหไ้ ดค้ วามหมาย
ทีชดั เจน หรือใหไ้ ดข้ อ้ กฏหมายทีจะนาํ มาใชก้ บั ขอ้ เทจ็ จริงนนั ๆต่อไป
12. การตีความกฏหมาย ( INTERPRETATION OF LAW) คอื
- การคน้ หาความหมายของบทกฏหมายทเี คลือบคลุม ไม่ชดั เจน หรือ อาจแปลความไดห้ ลายนยั เพอื
นาํ กฏหมายมาใชป้ รับกบั ขอ้ เทจ็ จริง
การตคี วามกฏหมาย ตอ้ งอาศยั
- หลกั วชิ า ความรู้หลายแขนง รวมทงั ประสบการณ์และสามญั สาํ นึกดว้ ย อาจแยกไดเ้ ป็ น 2 ประการ
คือ
การตีความตามลายลกั ษณ์อกั ษร
การตคี วามตามเจตนารมณ์
การตคี วามตามลายลกั ษณ์อกั ษร คอื
- การหยงั ทราบความหมายของถอ้ ยคาํ จากตวั อกั ษรของบทกฏหมายนนั เอง โดยวธิ ีการต่างๆ เช่น
การหาความหมายตามธรรมดาของถอ้ ยคาํ การหาความหมายจากภาษาเทคนิค หรือ ภาษาวชิ าการ
หรือ จากความหมายพเิ ศษ
การตคี วามตามเจตนารมณ์ คอื
- การหยงั ทราบความหมายของถอ้ ยคาํ ในบทกฏหมายจากเจตนารมณ์ หรือความมุ่งหมายของ
กฏหมายนนั โดยอาศยั เครืองมือตา่ งๆทงั จากตวั กฏหมายนนั เอง หรือสิงทอี ยภู่ ายนอกกฏหมาย
โดยทวั ไป มกั ใชก้ ารตคี วามทงั 2 ประการประกอบกนั เพอื ช่วยใหห้ ยงั ทราบหรือคน้ หาความหมาย
ของบทบญั ญตั ไิ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสม หรือ เป็นธรรมมากทสี ุด
หากการตีความทงั 2 นนั ขดั แยง้ กนั จึงตอ้ งเอาการตีความตามเจตนารมณ์เป็นใหญ่ เพราะเป็ นการ
ตีความไปในทางไดผ้ ลสมความมุ่งหมายของนกั กฏหมาย
13. เครืองช่วยในการตีความตามเจตนารมณ์ คือ
- คาํ พพิ ากษาของศาล
- ความเห็นของนกั วชิ าการ
- หลกั การตีความกฏหมายทวั ไป
- รายงานการประชุมรัฐสภา
14. ในการหาเจตนารมณ์ของกฏหมายนี ในเบอื งตน้ มีทฤษฎีทเี กียวขอ้ งอยู่ 2 ทฤษฎี คอื
ทฤษฎีอาํ เภอจติ
ทฤษฎีอาํ เภอการณ์
การจะนาํ ทฤษฎีใด ทฤษฎีหนึงมาใชแ้ ตเ่ พยี งอยา่ งเดียวอาจไม่ช่วยใหก้ ารตคี วามกฏหมายมี
ความสมบูรณ์ในทางปฏิบตั จิ ึงมกั ใชท้ งั 2 ทฤษฎีประกอบกนั
15. สาํ หรับประเทศไทย วธิ ีการตคี วามกฏหมาย ตามหลกั วชิ าการ คอื
- การตคี วามตามตวั อกั ษร
- ในทางสากล จะกระทาํ ได้ 2 วธิ ี คอื
ออกกฏหมายขึนมาใหม่เพอื ตคี วามกฏหมายทีมีขอ้ พพิ าท
การตีความตามตวั อกั ษร
16. ปัญหาการตคี วามกฏหมายและช่องวา่ งในกฏหมายเกิดขนึ เมือใด ปัญหาทงั 2 กรณีมีความเกียวขอ้ งกนั
ไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด
- ปัญหาการตีความกฏหมาย เกิดขนึ เมือมีกฏหมายจะนาํ มาปรับใชแ้ ก่ขอ้ เทจ็ จริง แตบ่ ทบญั ญตั ขิ อง
กฏหมายนนั ยงั มีความไม่ชดั เจน กาํ กวม หรือเคลือบคลุม จึงตอ้ งมีการตีความเพอื หาความหมายที
แทจ้ ริง
- ส่วนช่องวา่ งในกฏหมาย เกิดขึน เมือไม่มีบทกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษรจะนาํ มาปรับใชแ้ ก่
ขอ้ เทจ็ จริง
- ปัญหาทงั 2 กรณี อาจมีความเกียวขอ้ งกนั ได้ เพราะบางครงั อาจมีการตคี วามกฏหมายผดิ พลาด โดย
คิดวา่ เกิดช่องวา่ งในกฏหมาย เพราะไม่มีบทกฏหมายจะนาํ มาปรับใช้ แตท่ ีจริงแลว้ มี เพยี งแต่
กฏหมายนนั ไม่ชดั เจนซึงเป็ นปัญหาการตคี วามกฏหมายตามธรรมดา หรือ คิดวา่ สามารถนาํ บท
กฏหมายหนึงมาปรับใชแ้ ก่ขอ้ เทจ็ จริงได้ แต่จริงแลว้ ใชไ้ ม่ได้ และไม่มีบทกฏหมายอืนทีจะนาํ มาใช้
ได้ ซึงเป็นกรณีทเี กิดช่องวา่ งในกฏหมายเป็นตน้
- การตีความกฏหมาย เป็นสิงสาํ คญั ทีจะเป็นตวั บ่งชีวา่ กรณีนนั ๆเกิดปัญหาในลกั ษณะใด และจาํ
นาํ ไปสู่การปรบั ใชก้ ฏหมายแก่ขอ้ เทจ็ จริงทีถูกตอ้ งต่อไป
- ช่องวา่ งในกฏหมาย หมายถึง กรณีทไี ม่มีกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร หรือกฏหมายจารีตประเพณี ที
จะนาํ ไปใชป้ รับขอ้ เทจ็ จริงได้
17. การอุดช่องว่างในกฏหมาย คือ
- การทีไม่มีบทกฏหมายจะยกมาปรบั แกค้ ดีได้ ในทางแพง่ และพาณิชย์ ใหว้ นิ ิจฉยั ตามจารีตประเพณี
แห่งทอ้ งถิน หรือโดยอาศยํ เทียบบทกฏหมายใกลเ้ คยี งอยา่ งยงิ หรือตามหลกั กฏหมายทวั ไป
ตามลาํ ดบั
- การอุดช่องวา่ โดยจารีตประเพณี
เป็ นการพจิ ารณาวา่ ในกรณีทีไม่กฏหมายจะนาํ มาใชบ้ งั คบั นนั ในทอ้ งถินทีเกิดคดีมีจารีต
ประเพณี ซึงหมายถึงสิงทถี ือปฏิบตั ติ ดิ ต่อกนั มาจนเป็นกรอบปฏบิ ตั ิของกลุ่มชนในเรือง
นนั หรือไม่ หากมี ใหว้ นิ ิจฉยั ไปตามนนั
- การอุดช่องวา่ งโดยเทยี บเคยี งกฏหมายใกล้เคยี งอย่างยิง
เป็ นกรณีทีไม่มีทงั กฏหมายและจารีตประเพณีแห่งทอ้ งถินจะนาํ มาใชบ้ งั คบั กใ็ หน้ าํ บท
กฏหมายทบี ญั ญตั ไิ วส้ าํ หรับขอ้ เทจ็ จริงทีใกลเ้ คียงกนั มาใชว้ นิ ิจฉยั แก่คดี
- การอุดช่องวา่ งโดยหลกั กฏหมายทัวไป
เป็ นกรณีทไี ม่มีทงั กฏหมาย จารีตประเพณีแห่งทอ้ งถินและกฏหมายใกลเ้ คยี งยงิ จะนาํ มาใช้
บงั คบั กใ็ หน้ าํ หลกั กฏหมายทวั ไป ไดแ้ ก่ หลกั กฏหมายทไี ดส้ กดั ไดจ้ ากเรืองเฉพาะเรือง
หลายเรือง หลกั กฏหมายทีใชก้ นั จนเป็นหลกั สากล หรือ สุภาษิตกฏหมาย มาใชว้ นิ ิจฉยั
18. สิงทีนาํ มาใชใ้ นการอุดช่องวา่ งของกฏหมายในคดีแพง่ ตามลาํ ดบั คอื
- ใชห้ ลกั จารีตประเพณี หรือบางครังเรียกวา่ “คลองจารีตประเพณีแห่งทอ้ งถิน” (1)
- เทยี บเคียงบทกฏหมายใกลเ้ คียงอยา่ งยงิ (2)
- เทยี บเคยี งตามหลกั กฏหมายทวั ไป(3)
19. จารีตประเพณีทีจะนาํ มาปรบั แก่คดีได้ จะตอ้ งมีลกั ษณะ
- ตอ้ งใชบ้ งั คบั มาเป็นเวลานาน
- ตอ้ งเป็นทียอมรบั และถือตามของมหาชนทวั ไป
- ตอ้ งไม่ขดั หรือแยง้ กบั กฏหมาย
- ตอ้ งไม่ขดั ต่อความสงบเรียบรอ้ ยหรือศลี ธรรมอนั ดีของประชาชน
20. บทกฏหมายใกลเ้ คยี งอยา่ งยงิ หมายถึง
- บทกฏหมายทีบญั ญตั ิไวส้ าํ หรับขอ้ เทจ็ จริงทใี กลเ้ คียงกนั กบั เรืองทีเป็นประเด็นปัญหานนั และตอ้ ง
มีเจตนารมณ์ในอนั ทีจะปรบั แก่คดีนนั ได้
21. การอุดช่องวา่ งโดยใชห้ ลกั กฏหมายทวั ไป หมายถึง
- หลกั กฏหมายทวั ไป มีทีมาไดห้ ลายทาง โดยอาจเป็ นหลกั ฏหมายทีไดส้ กดั ไดจ้ ากเรืองเฉพาะเรือง
หลายเรืองทีบญั ญตํ ิสาํ หรับขอ้ เทจ็ จริงทีคลา้ ยคลึงกนั แลว้ นาํ มาพจิ ารณาเพอื นาํ ไปสู่หลกั เกณฑ์
ทวั ไป เช่น
หลกั กฏหมายทีใชก้ นั จนเป็ นสากล
หลกั กฏหมายของตา่ งประเทศทีเกียวกบั เรืองทีเป็ นคดีนนั
หรือจากสุภาษติ กฏหมาย(ส่วนใหญ่มีทมี าจากกฏหมายโรมนั และเขยี นเป็ นภาษาละตนิ ) ที
ไม่ขดั ต่อกฏหมายลายลกั ษณ์อกั ษร
22. กฏหมายอาญา
- มีหลกั การตีความไวโ้ ดยเฉพาะ ไม่สามารถใชห้ ลกั การอุดช่องวา่ งของกฏหมายในทางแพง่ นีได้
หากไม่มีบทบญั ญตั แิ ห่งกฏหมายมาใชป้ รับแกค้ ดีไดอ้ ยา่ งชดั แจง้ “ศาลตอ้ งยกฟ้ อง” เพราะเป็นกรณี
ทตี อ้ งตคี วามกฏหมายอยา่ งเคร่งครดั เนืองจากเป็นกฏหมายทกี าํ หนดความผดิ และโทษ และจะอุด
ช่องวา่ งใหเ้ กิดผลร้ายแก่ผตู้ อ้ งหา หรือ จาํ เลยไม่ได้
- หรือหากกฏหมายอืนไดก้ าํ หนดวธิ ีอุดช่องวา่ งของกฏหมายไวโ้ ดยเฉพาะ ก็ใหใ้ ชว้ ธิ ีอุดช่องวา่ ง
ตามทกี าํ หนดไวน้ นั
23. กฏหมายอาญา
- ตอ้ งตีความอยา่ งเคร่งครดั
- ยกผลประโยชน์แห่งขอ้ สงสยั ใหแ้ ก่จาํ เลย
- ไม่สามารถตีความ ขยายความใหล้ งโทษผกู้ ระทาํ ผดิ ได
24. ความแตกต่างของการอุดช่องวา่ งในกฏหมายแพง่ และกฏหมายอาญา คอื
- ตามกฏหมายอาฐาจะอุดช่องวา่ งแห่งกฏหมายใหเ้ ป็ นการลงโทษแก่บคุ คล หรือ ใหเ้ ป็ นการลงโทษ
หนกั ขึนไม่ได้
25. การละเมิดอาํ นาจศาล
- ในประมวลกฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาไม่มีบญั ญตั ไิ ว้ สามารถนาํ บทบญั ญตั ขิ องประมวล
กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ มาใชบ้ งั คบั แทนได้
26. หน่วยงานของฝ่ ายบริหาร หากเกิดปัญหาการตคี วามกฏหมายซึงอยใู่ นความรบั ผดิ ชอบ สามารถส่งเรือง
ไปยงั
- คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึงเป็นองคก์ รทปี รึกษากฏหมายของรฐั บาล ตาม พรบ.คณะกรรมการ
กฤษฎีกา พ.ศ. 2522
27. การหยงั ทราบเจตนารมณ์ในการตรากฏหมาย ทีลงประกาศพรอ้ มกบั กฏหมาย สามารถพจิ ารณาจาก
- ชือกฏหมาย
- คาํ ปรารภ หรือ พระราชปรารภของกฏหมาย
- หมายเหตทุ า้ ยกฏหมาย
- ตวั บทบญั ญตั ิของกฏหมาย
28. การแปลความหมายบทบญั ญตั ิของกฏหมาย มีหลกั ในเบืองตน้ คอื
- กระทาํ ไปเพอื ใหไ้ ดค้ วามวา่ บทกฏหมายนนั ใหใ้ ครตอ้ งทาํ อะไร ทีไหน เมือใด อยา่ งไร และถา้ ไม่
ปฏบิ ตั ติ ามจะมีโทษหรือไม่ อยา่ งไร หรือหากทาํ จะไดร้ ับสิทธิประโยชนห์ รือไดร้ ับผลดีอยา่ งไร
- มีหลกั ในเบืองคือ ควรทาํ ความเขา้ ใจภาพรวมของกฏหมาย และหาความหมายของบทบญั ญตั ิราย
มาตรา โดยการอ่านกฏหมายประกอบกนั ทงั ฉบบั มิใช่เฉพาะมาตราใด มาตราหนึง
29. การอดุ ช่องว่างกฏหมาย ในคดแี พ่ง ของไทยนําหลักการมาจาก
- มาตรา 4 แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณชิ ย์ กล่าวคอื “กฏหมายนนั ตอ้ งใชใ้ นบรรดากรณีซึง
ตอ้ งดว้ ยบทบญั ญตั ิใดๆแห่งกฏหมายตามตวั อกั ษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบญั ญตั ินนั ๆ
- เมือไม่มีบทกฏหมายทจี ะยกมาปรับคดีได้ ใหว้ นิ ิจฉยั คดีนนั ตามจารีตประเพณีแห่งทอ้ งถิน ถา้ ไม่มี
จารีตประเพณีเช่นวา่ นนั ใหว้ นิ ิจฉยั คดีอาศยั เทยี บบทกฏหมายทีใกลเ้ คยี งอยา่ งยงิ และถา้ บท
กฏหมายเช่นนนั ก็ไม่มีดว้ ย ใหว้ นิ ิจฉยั ตามหลกั ฏหมายทวั ไป”
30. เมือไม่มีกฏหมายมาปรบั ใชแ้ ก่ขอ้ เทจ็ จริง สิงทีจะนาํ มาปรบั ใช้ คือ
- จารีตประเพณี
31. คาํ กล่าวทถี ูกตอ้ ง คือ
- กฏหมายอาญาตอ้ งตคี วามอยา่ งเคร่งครัด
32. ขอ้ ยกเวน้ ตามกฏหมายระหวา่ งประเทศ มีการยกเวน้ การใชบ้ งั คบั กฏหมายแก่บุคคล เช่น
- ผเู้ ป็นประมุขของรัฐตา่ งประเทศ
- ทตู านุทูตและบริวาร หรือเจา้ หนา้ ทีองคก์ ารระหวา่ งประเทศในบางเรือง
33. การยกเวน้ การใชป้ ระมวลกฏหมายแพง่ และพาณิชย์ วา่ ดว้ ยครอบครวั และมรดก แก่อิสลามิกชน ใช้
ยกเวน้ กบั
- 4 จงั หวดั ชายแดนภาคใต้ คอื สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
34. กรณีการ “ลกั ทรพั ย”์ ประมวลกฏหมายอาญาไดก้ าํ หนดหลกั เกณฑว์ า่ จะตอ้ งมี
- การเอาไป
- ทรัพยข์ องผอู้ ืน
- เจตนา
- โดยทุจริต
35. กรณีทวี ดั
- จะโอนกนั ไดก้ แ็ ต่โดยปฏิบตั ติ ามบทบญั ญตั ิแห่งพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เท่านนั
- ใครจะเอาทีวดั ไปเป็นของตนไม่ได้ ไม่วา่ จะโอนไปโดยนิติกรรม หรือ โดยการแยง่ การครอบครอง
- การทจี าํ เลยเขา้ ไปพาํ นกั อาศยั อยใู่ นทพี พิ าทซ฿งเป็นของวดั แมจ้ ะชา้ นานเท่าใด เจา้ อาวาสกม็ ี
อาํ นาจหา้ มและไล่จาํ เลยได้
โครงสร้างโดยทวั ไปของกฏหมาย คอื
- ชือกฏหมาย
พระราชบญั ญตั มิ หาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช
- คาํ ปรารภและบทอาศยั อาํ นาจ
โดยทเี ป็นการสมควร ใหม้ ี กฏหมายวา่ ดว้ ยมหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช
- วนั เริมใชบ้ งั คบั และขอบเขตการใชบ้ งั คบั กฏหมาย
ส่วนใหญ่แลว้ กฏหมายมกั ตราขนึ เพอื ใชบ้ งั คบั เป็ นการทวั ไป บางกรณีอาจมีการกาํ หนด
ชอบเขตการใชบ้ งั คบั กฏหมายแก่บคุ คล ช่วงเวลา หรือสถานทีหนึงๆตามความจาํ เป็ น หรือ
ความเหมาะสมของสภาพการณ์ในขณะนนั
- คาํ นิยามศพั ท์ หรือ บทวเิ คราะหศ์ พั ท์
เป็ นประโยชนอ์ ยา่ งยงิ แก่การใชก้ ฏหมาย เพราะทาํ ใหก้ ฏหมายมีความชดั เจนวา่ บทบญั ญตั ิ
ทีใชถ้ อ้ ยคาํ นนั มีความหมายเช่นไร เพราะไดม้ ีการกาํ หนดความหมายกนั ไวแ้ ลว้
- เนือหาสาระของกฏหมาย
เป็ นส่วนสาํ คญั ของกฏหมาย เพราะเป็ นบทบญั ญตั ซิ ึงกาํ หนดขอ้ หา้ ม หรือ ขอ้ ปฏบิ ตั ิให้
ผใู้ ดผหู้ นึงตอ้ งปฏบิ ตั ิตาม ซึงผใู้ ชก้ ฏหมายควรตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจวา่ กฏหมายนนั
กาํ หนดใหใ้ ครตอ้ งกระทาํ หรือ หา้ มกระทาํ อยา่ งไร
บทบญั ญตั ิทใี ชบ้ งั คบั แก่กรณีโดยทวั ไป เรียกวา่ “บททวั ไป”
บทบญั ญตั ิทเี ป็นขอ้ ยกเวน้ หรือเป็น “บทเฉพาะ”
- บทกาํ หนดโทษหรือสภาพบงั คบั
เพอื ใหก้ ารบงั คบั ใหเ้ ป็ นไปตามกฏหมายประสบผลและมีประสิทธิภาพ ซึงส่วนใหญเ่ ป็ น
โทษทางอาญา
ทางอาญา เช่น การปรับ หรือจาํ คุก
ทางแพง่ เช่น การกาํ หนดคา่ ปรบั ทางแพง่ หรือการชดใชค้ า่ เสียหาย
ทางปกครอง เช่น การระงบั ใชห้ รือเพดิ ถอนใบอนุญาต หรือการเสียสิทธิบางประการ
- บทเฉพาะกาล
การกาํ หนดวา่ กฏหมายใหม่ประสงคจ์ ะใหก้ ฏเกณฑต์ ามกฏหมายเก่า กิจกรรม องคก์ รหรือ
หน่วยงาน หรือสิทธิประโยชนค์ งอยู่ต่อไปหรือไม่ เพยี งไร หรือกาํ หนดระยะเวลาเพอื ให้
ผเู้ กียวขอ้ งปรับตวั เขา้ กบั การใชก้ ฏหมายใหม่
- ผรู้ ักษาการตามกฏหมายและผลู้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ
ในกฏหมายจะตอ้ งมีการระบุตวั ตวั ผรู้ ักษากฏหมาย เพอื ทาํ หนา้ ทดี ูแลการปฏิบตั ิการให้
เป็ นไปตามกฏหมาย ซึงโดยหลกั จะไดแ้ ก่ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวง หรือหวั หนา้ หน่วยงาน
ทีเกียวขอ้ งกบั กฏหมายนนั
ในกฏหมายระดบั สาํ คญั ซึงตอ้ งทรงพระปรมาภิไธย จะตอ้ งมีผลู้ งนามสนองพระบรมราช
โองการดว้ ย
- ภาคผนวกหรือบญั ชีทา้ ยกฏหมาย
กฏหมายบางฉบบั อาจจาํ เป็ นตอ้ งระบรุ ายละเอียดจาํ นวนมากไม่เหมาะสมทีจะใส่ไวใ้ น
บทบญั ญตั ิ จาํ เป็นตอ้ งแยกออกบญั ญตั ิไวเ้ ป็นภาคผนวกหรือบญั ชีทา้ ยกฏหมาย
ช่วยใหใ้ ชก้ ฏหมายไดส้ ะดวก เพราะแยกใหเ้ ห็นเนือหาในส่วนนนั ไดง้ ่าย และมีความ
สะดวกหากจะมีการแกไ้ ขเพมิ เติม
- เหตผุ ลในการตรากฏหมาย
ในช่วงการเสนอร่างกฏหมาย โดยทวั ไปจะมีการระบุหลกั การและเหตผุ ลในการตรา
กฏหมายไวใ้ นเอกสารนาํ เรียกวา่ “บนั ทกึ หลกั การและเหตุผล” ประกอบร่างกฏหมาย
เมือกฏหมายนนั ไดต้ ราขึนแลว้ ในบางกรณี เช่น พระราชบญั ญตั ิ จะนาํ ส่วนของเหตผุ ลใน
การตรากฏหมายนนั มาพมิ พไ์ วต้ อ่ ทา้ ยกฏหมาย ซึงเรียกวา่ “เหตุผลทา้ ยพระราชบญั ญตั ิ”
ซึงเนือหาส่วนนีมีประโยชนใ์ นการช่วยหาความหมายของบทบญั ญตํ ขิ องกฏหมายในกรณี
ทเี กิดขอ้ สงสยั เพราะทาํ ให้ทราบถึงเจตนารมณ์ของการตรากฏหมายนนั
36. พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(15) บญั ญตั ินิยามคาํ วา่
- รถ หมายถึง ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เวน้ แต่ รภไฟ และ รถราง
37. ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กาํ หนดความหมายคาํ วา่
- ยาน หมายถึง เครืองนาํ ไป พาหนะต่างๆ เช่น รถ เกวยี น เรือ
- ยานพาหนะ หมายถึง เครืองนาํ ไป เครืองขบั ขี ยานต่างๆ มี รถ เรือ
- ขบั หมายถึง บงั คบั ใหเ้ คลือนไป เช่น ขบั รถ ขบั เรือ
- รถเขน็ (โรต)ี
เป็นวสั ดุ อุปกรณ์ และเครืองใชใ้ นการประกอบอาชีพขายโรตี มิใช่ใชด้ ว้ ยเจตนามุ่ง
ประสงคใ์ นอนั ทีจะขนเคลือนบคุ คล หรือ ทรัพยส์ ินใดจากทีแห่งหนึงไปยงั ทีอีกแห่งหนึง
ในลกั ษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ “รถ”
.....................................................................................................................................................................................
10
............................................................................................................................. ....................................................
1. การบงั คบั ใชก้ ฏหมายมีกีประเภท อะไรบา้ ง
- มี 3 ประเภท คือ
ใชบ้ งั คบั กบั เวลา
ใชบ้ งั คบั กบั สถานที
ใชบ้ งั คบั กบั บุคคล
2. หนงั สือราชกิจจานุเบกษา คือ
- หนงั สือทีออกเป็นทางการของทางราชการเกียวขอ้ งกบั การออกกฏหมาย
- หน่วยงานทรี บั ผดิ ชอบในการจดั ทาํ คือ
กลุ่มงานราชกิจจานุเบกษา
สาํ นกั นิตธิ รรม
สาํ นกั เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
3. ในการบงั คบั ใชก้ ฏหมายใหไ้ ดป้ ระสิทธิผลนนั รัฐเองมีหนา้ ทจี ะตอ้ งเตรียมการใหพ้ ร้อม คือ
- ในดา้ นสถานที
- ในดา้ นบุคลากร
- ในดา้ นการประชาสมั พนั ธ์
- ในดา้ นอุปกรณ์
4. “พระราชบญั ญตั ินีใหใ้ ชบ้ งั คบั ตงั แต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตน้ ไป” เป็นเวลาที
กฏหมายบงั คบั ใชใ้ นกรณี
- ในกรณีทวั ไป เช่น พระราชบญั ญตั ิ พระราชกาํ หนด หรือ พระราชกฤษฎีกา
ในกรณีเร่งด่วน เช่น พระราชกาํ หนดต่างๆ ทเี ป็นเรืองทีฉุกเฉิน เร่งด่วน
5. การกาํ หนดเวลาทีกฏหมายใชบ้ งั คบั สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 4 กรณี คือ
- ในกรณีทวั ไป
พระราชบญั ญตั ิ พระราชกาํ หนด หรือ พระราชกฤษฎีกา
- ในกรณีเร่งด่วน
พระราชกาํ หนดต่างๆ ทีเป็นเรืองทฉี ุกเฉิน เร่งด่วน
- กาํ หนดเวลาใหใ้ ชเ้ มือระยะเวลาหนึงล่วงไป
เมือพน้ จากวนั นบั แต่วนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทงั นีเพอื ใหเ้ วลาแก่ทางราชการทีเตรียว
ตวั ใหพ้ รอ้ มในการบงั คบั ใชก้ กฆมายนนั และใหป้ ระชาชนไดเ้ ตรียมศกึ ษาเพอื ปฏิบตั ติ ามได้
ถูกตอ้ ง
- กรณีพเิ ศษ
อาจกาํ หนดให้ พรบ.นนั ใชบ้ งั คบั ในวนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ พรบ.นนั จะ
ใชไ้ ดจ้ ริงในทอ้ งทีใด เวลาใด
6. กรณีกฏหมายมีผลยอ้ นหลงั จะตอ้ ง
- โดยทวั ไปแลว้ กฏหมายจะไม่มีผลยอ้ นหลงั
- มีผลยอ้ นหลงั ไดโ้ ดยทีกฏหมายตอ้ งระบุไวโ้ ดยกฏหมายนนั
- จะออกฏหมายยอ้ นหลงั ใหล้ งโทษบุคคลไม่ได้
- จะออกฏหมายยอ้ นหลงั เพมิ โทษบคุ คลใหส้ ูงขึนไม่ได้
7. คาํ วา่ “ราชอาณาจกั ร” หมายถึง
- พนื ดินประเทศไทย (รวมถึงแม่นาํ ลาํ คลองในประเทศไทยดว้ ย)
- ทะเลอนั เป็นอ่าวไทย (ตาม พรบ.กาํ หนดเขตจงั หวดั ในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502)
- ทะเลห่างจากฝังทีเป็ นดินแดนไทยไม่เกิน 12 ไมลท์ ะเล
- พนื อากาศเหนือ ขอ้ ที1-3
- เรือไทยในทอ้ งทะเลหลวง
- อากาศยานไทย
8. หลกั ดินแดน หมายถึง
- หลกั ดินแดน คือหลกั ทีวา่ กฏหมายของประเทศใด ยอ่ มใชบ้ งั คบั เฉพาะในอาณาเขตของประเทศนนั
- ศาลไทยพพิ ากษาความผดิ ต่อความมนั คงแห่งราชอาณาจกั รไทยไดแ้ มเ้ กิดนอกราชอาณาจกั ร
- ศาลไทยพพิ ากษาความผดิ เกียวกบั การปลอมเงนิ ตราไดแ้ มเ้ กิดนอกราชอาณาจกั ร
- ศาลไทยพพิ ากษาความผดิ ฐานปลน้ ทรพั ย์ ซึงไดก้ ระทาํ ในทะเลหลวงได้
9. กรณีหลกั ดินแดน
- ศาลไทยพพิ ากษาความผดิ ปลน้ ทรพั ย์ ซึงไดก้ ระทาํ ในทะเลหลวงได้
- ศาลไทยพพิ ากษาความผดิ เกียวการปลอมและการแปลงเงนิ ตราไดแ้ มเ้ กิดนอกราชอาณาจกั ร
- ศาลไทยพพิ ากษาความผดิ ต่อความมนั คงแห่งราชอาณาจกั รไดแ้ มเ้ กิดนอกราชอาณาจกั ร
10. ในกฏหมายอาญาไดบ้ ญั ญตั ิขอ้ ยกเวน้ โดยใหอ้ าํ นาจศาลไทยทจี ะพจิ ารณาพพิ ากษาความผดิ ทเี กิดนอก
ราชอาณาจกั รไทย เป็น 2 ประเภท (ตามมาตรา 8 ของประมวลกฏหมายอาญา ) คือ
- เกียวสภาพความผดิ
ความผดิ ต่อความมนั คงแห่งราชอาณาจกั ร
ความผดิ เกียวกบั การปลอมและการแปลงบางมาตรา
ความผดิ ฐานชิงทรัพยแ์ ละฐานปลน้ ทรัพย์ ซึงไดก้ ระทาํ ในทะเลหลวง ตามหลกั ป้ องกนั สากล
- เกียวแก่ผกู้ ระทาํ
เมือคนไทยไปกระทาํ ความผดิ นอกราชอาณาจกั ร
เมือคนต่างดา้ วไปกระทาํ ความผดิ นอกราชอาณาจกั ร และรัฐบาลไทย หรือ คนไทยเป็น
ผเู้ สียหาย
เจา้ พนกั งานของรฐั บาลไทยกระทาํ ความผดิ ต่อตาํ แหน่งหนา้ ทนี อกราชอาณาจกั รเฉพาะบาง
ความผดิ ทงั นี เพราะประเทศไทยเสียหายโดยตรง
11. กฏหมายยกเวน้ ไม่สามารถใชก้ บั บุคคลบางคนหรือบางกลุ่มของบคุ คลเช่นกนั ขอ้ ยกเวน้ มี 2 ประเภท
คือ
- ขอ้ ยกเวน้ ตามกฏหมายไทย
- ขอ้ ยกเวน้ ตามกฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมือง
12. บุคคลทรี ัฐธรรมนูญยกเวน้ ไม่ใหใ้ ชบ้ งั คบั กฏหมาย คือ
- พระมหากษตั ริย์ (เป็นทีเคารพสกั การะ ใครจะล่วงละเมิดฟ้ องร้องพระองคไ์ ม่ได้ วา่ ในทางแพง่
หรือ อาญา)
- สมาชิกวฒุ ิสภา สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร รฐั มนตรี กรรมาธิการ และบคุ คลทปี ระธานสภาฯ
อนุญาตใหแ้ ถลงขอ้ เทจ็ จริง หรือแสดงความคดิ เห็นในสภา ตลอดจนบุคคลผพู้ มิ พร์ ายงานการ
ประชุมตามคาํ สงั ของสภาฯ
เหตุทีกฏหมายใหเ้ อกสิทธิไม่ใหผ้ ใู้ ดฟ้ องบคุ คลดงั กล่าวในขณะปฏบิ ตั หิ นา้ ทีในสภา ก็เพอื แสดง
ความคิดเห็นไดเ้ ตม็ ทีเพอื ประโยชน์ในการพจิ ารณาของสภานนั เอง เวน้ แตก่ ารประชุมนนั จะมีการ
ถ่ายทอดทางวทิ ยกุ ระจายเสียง หรือวทิ ยโุ ทรทศั น์
13. กฏหมายไทย ไม่สามารถใชบ้ งั คบั แก่บุคคล
- ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ
- ทตู และบริวาร
- กองทพั ตา่ งประเทศทีเขา้ มายดึ ครองราชอาณาจกั ร
- บคุ คลทที าํ งานในหน่วยงานองคก์ ารสหประชาชาติ
กฏหมายยอ่ มใชบ้ งั คบั แก่บคุ คล ทอี ยใู่ นอาณาเขตของประเทศนนั ๆ ไม่วา่ บคุ คลนนั จะเป็ นบุคคล
สญั ชาตนิ นั เอง หรือ บคุ คลตา่ งดา้ วกต็ าม
14. บคุ คลทีรัฐธรรมนูญ ใหใ้ ชบ้ งั คบั กฏหมาย ไดแ้ ก่
- ทปี รึกษานายกรัฐมนตรี
15. การเตรียมการบงั คบั ใชก้ ฏหมาย มี 3 ประเภท คือ
- การเตรียมงานดา้ นประชาสมั พนั ธ์
การเตรียมการโดยผา่ นสือตา่ งๆ ไม่วา่ ทางโทรทศั น์ สือสิงพมิ พ์ เพอื ใหบ้ คุ คลตา่ งๆไดท้ ราบ
ขอ้ มูล
- การเตรียมงานดา้ นเจา้ หนา้ ที
การเตรียมการใหเ้ จา้ หนา้ ทีผบู้ งั คบั ใชก้ ฏหมายมีความรู้ ความชาํ นาญ และความเขา้ ใจ เพอื จะ
บงั คบั ใชก้ ฏหมายไดถ้ ูกตอ้ ง
- การเตรียมงานดา้ นสถานทีและอุปกรณ์
การเตรียมสถานทีเพอื ใหเ้ พยี งพอใหเ้ ป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฏหมายเพอื ใหม้ ีประสิทธิภาพ
ในการบงั คบั ใชก้ ฏหมาย
16. การยกเลิกฏหมาย คอื การทาํ ใหก้ ฏหมายนนั สินสุดลง แบ่งเป็ น 2 วธิ ี คือ
- การยกเลิกฏหมายโดยตรง
- การยกเลิกกฏหมายโดยปริยาย
17. การยกเลิกฏหมายโดยตรงทาํ ได้ 3 กรณี วธิ ี
- ตวั กฏหมายนนั เอง กาํ หนดวนั ทียกเลิกกฏหมายนนั ไวอ้ ยา่ งชดั เจน
- ยกเลิกโดยมีกฏหมายใหม่ ซึงมีลกั ษณะอยา่ งเดียวกนั กาํ หนดใหย้ กเลิกไวโ้ ดยตรง การยกเลิกนีอาจ
เป็ นการยกเลิกทงั ฉบบั หรือเป็ นการยกเลิกเฉพาะบางบท บางมาตรากไ็ ด้
- ยกเลิกโดยพระราชบญั ญตั ิ เช่น เมือมีการออกพระราชกาํ หนดในกรณีฉุกเฉินทมี ีความจาํ เป็ น
รีบด่วน อนั มิอาจหลีกเลียงได้ และต่อมาเมือรัฐสภาไม่อนุมตั พิ ระราชกาํ หนดนนั พระราชกาํ หนด
นนั ก็ตกไป
18. การยกเลิกกฏหมาย ทีถูกตอ้ ง คอื
- ไดก้ าํ หนดวนั ยกเลิกกฏหมายไวใ้ นกฏหมายนนั เอง
- ไดอ้ อกกฏหมายใหม่ทมี ีลกั ษณะเช่นเดียวกนั
- เมือพระราชกาํ หนดไม่ไดร้ บั การอนุมตั ิ
- เมือมีกฏหมายใหม่ลกั ษณะพเิ ศษ บญั ญตั ไิ วใ้ นเรืองเดียวกบั กฏหมายเก่าลกั ษณะทวั ไป
ทีไม่ถูกตอ้ ง คอื เมือกฏหมายนนั ไม่ไดใ้ ชน้ านๆ
19. การยกเลิกกฏหมายโดยปริยาย คือ
- เป็ นเรืองทไี ม่มีกฏหมายใหม่บญั ญตั ใิ หย้ กเลิกกฏหมายเก่าโดยชดั แจง้ แตเ่ ป็ นทีเห็นไดว้ า่ กฏหมาย
ใหม่ยอ่ มยกเลิกกฏหมายเก่า และหากประสงคจ์ ะใชก้ ฏหมายเก่าอยกู่ ค็ งไม่บญั ญตั ิกฏหมายใหม่ใน
เรืองเดียวกนั ขึนมาใหม่
กฏหมายใหม่ดีกวา่ กฏหมายเก่า
กฏหมายใหม่ไม่ประสงคจ์ ะใหใ้ ชก้ ฏหมายเก่า
กฏหมายเก่ามีขอ้ ความขดั แยง้ กบั กฏหมายใหม่ ถือวา่ กฏหมายใหม่ยกเลิกกฏหมายเก่าโดย
ปริยาย
การยกเลิกพระราชบญั ญตั ิ หรือ พระราชกาํ หนด ยอ่ มยกเลิกพระรากฤษฎีกาหรือกฏกระทรวงที
ออกโดยอาศยั อาํ นาจแห่งกฏหมายนนั ๆไปในตวั
การเลิกใชร้ ัฐธรรมนูญฉบบั ใดฉบบั หนึงไม่ทาํ ใหพ้ ระราชบญั ญตั ิซึงออกในสมยั ใชร้ ัฐธรรมนูญ
ฉบบั นนั ถูกยกเลิกไปดว้ ย
20. กรณีกฏหมายทีไม่ไดใ้ ชน้ านๆ
- กฏหมายนนั จะเป็นอนั ยกเลิกไปโดยปริยาย เพราะหากไม่ใชก้ ฏหมายนนั มาเป็ นเวลานานหรือไม่
เห็นไดว้ า่ แมก้ ฏหมายจะไม่ไดใ้ ชบ้ งั คบั มานาน อาจเป็ นเพราะไม่มีกรณีทจี ะใชบ้ งั คบั เกิดขึน
กฏหมายนนั กไ็ ม่ถูกยกเลิกไปโดยไม่ไดใ้ ชบ้ งั คบั มานาน เพราะถา้ เกิดกรณีทอี ยใู่ นบงั คบั กฏหมาย
นนั เกิดขนึ เมือใด กจ็ ะใชก้ ฏหมายนนั บงั คบั ไดท้ นั ที
21. เมือยกเลิกพระราชบญั ญตั แิ ลว้ พระราชกฤษฎีกาทีออกโดยอาํ นาจของกฏหมายนนั จะถูกยกเลิกหรือไม่
- พระราชฏฤษฎีกานนั จะถูกยกเลิกไปในตวั ดว้ ย เพราะพระราชบญั ญตั ิเป็ นกฏหมายแม่บท เมือ
กฏหมายแม่บทถูกยกเลิกไปแลว้ พระราชกฤษฎีกาซึงออกมาเพอื จะใหม้ ีการดาํ เนินการใหเ้ ป็น
กฏหมายแม่บทกถ็ ูกยกเลิกไปดว้ ย
.................................................................................... ...............................................................................
หน่วยที 11
กฏหมายเอกชนและกฏหมายมหาชน
.....................................................................................................................................................................................
แบบประเมนิ ผล
1. ในระบบประมวลกฏหมาย (CEVIL LAW SYSTEM) มีการแบ่งกฏหมายออกเป็ น
- กฏหมายเอกชน และ กฏหมายมหาชน
- เป็ นลกั ษณะเด่นของระบบกฏหมายแบบ โรมาโน เยอรมานิก มีประเทศทีอยใู่ นระบบนี เช่น
ฝรงั เศส เยอรมนี และอิตาลี
2. ในสมยั โรมนั มีการแบง่ แยกประเภทออกเป็ นกฏหมายเอกชนและกฏหมายมหาชน หรือไม่
- มีการแบง่ แยก แต่เป็นการแบ่งเพอื จะไม่ตอ้ งศกึ ษากฏหมายเอกชน มีการแบง่ แยกประเภทกฏหมาย
ออกเป็น 3 สาขาใหญ่ คอื
กฏหมายเอกชน
กฏหมายมหาชน
กฏหมายศกั ดิสิทธิ หรือ กฏหมายศาสนา
3. กฏหมายเอกชน (PRIVATE LAW)
- เป็ นกฏหมายทีเกียวขอ้ งกบั ราษฎรทกุ คนในชีวติ ประจาํ วนั
- เป็นกฏหมายทีใชบ้ งั คบั ระหวา่ งเอกชนกบั เอกชน ซึงอยบู่ นพนื ฐานความเทา่ เทยี มของบคุ คล รัฐ
หรือหน่วยงานของรัฐเป็นเพยี งกรรมการ
- หากเป็นคดีในกฏหมายเอกชน เช่น คดีแพง่ คดีพาณิชย์ คดีอาญาธรรมดา องคท์ มี ีอาํ นาจหนา้ ทใี น
การพจิ ารณาพพิ ากษาคดี คอื “ศาลยตุ ธิ รรม” ประเทศส่วนใหญใ่ ช้ “ระบบกล่าวหา”
- ระบบกล่าวหา คือ ใหผ้ กู้ ล่างออา้ งนะสืบ
- ระบบไต่สวน คือ ศาลสามารถลงไปหาขอ้ เทจ็ จริงและพยานหลกั ฐานตา่ งๆไดเ้ อง
4. กฏหมายเอกชน ประกอบดว้ ยกฏหมายสาขายอ่ ยทีสาํ คญั คือ
- กฏหมายแพง่
- กฏหมายพาณิชย์
- กฏหมายอาญา
- กฏหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ และธรรมนูญศาล
- กฏหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล
กฏหมายแพง่ (CEVIL LAW) หมายถึง
- กฏหมายเอกชน ทีกาํ หนดสถานะและนิตสิ มั พนั ธข์ องบคุ คลในฐานะเอกชนทวั ไป ซึงจะครอบคุม
สถานะ(บุคคล ครอบครวั )
สถานะทรพั ยส์ ิน( ทรัพยส์ ิน มรดก)
สถานะหนี (บ่อเกิดแห่งหนี และผลแห่งหนี
- บุคคลในทางการแพง่ หมายถึง
บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กฏหมายบุคคลตามกฏหมายสมยั ใหม่ตงั อยบู่ นพนื ฐานความคิดวา่
มนุษยท์ กุ คนมีศกั ดิศรีเทา่ เทยี มกนั โดยปราศจากการแบ่งชนั วรรณะ
กฏหมายพาณิชย์ ( COMMERCIAL LAW) หมายถึง
- เป็ นกฏหมายเอกชนทีใชบ้ งั คบั กบั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเอกชนในฐานะทเี ป็นผผู้ ลิตและจาํ หน่าย
สินคา้ เป็นปกตธิ ุระ
- ครอบคลุมตงั แตก่ ารตงั องคก์ รธุรกิจ (หา้ งหุน้ ส่วน /บริษทั ) การจดั หาทนุ การทาํ นิตกิ รรมทาง
พาณิชย์ เช่น เช่าทรพั ย์ รวมทงั กิจการอืนๆทเี กียวขอ้ ง เช่น การธนาคาร การคา้ หลกั ทรพั ย์ เป็ นตน้
- ในกฏหมายพาณิชย์ มีขอ้ สงั เกตวา่ บทบาทของจารีตประเพณี และ ธรรมเนียมปฏิบตั ทิ างการคา้ มี
บทบาทคอ่ นขา้ งสาํ คญั
- กฏหมายพาณิชย์ ยงั ประกอบดว้ ยกฏหมายยอ่ ยๆ อีก เช่น
กฏหมายวา่ ดว้ ยการคา้ ทางทะเล
กฏหมายวา่ ดว้ ยการพาณิชยท์ างอากาศ