คณะผู้จัดท ำและบรรณำธิกำร ขออภัยที่มิอำจแจ้งแหล่งที่มำของข้อมูลได้อย่ำงครบถ้วนและ ขอขอบคุณเจ้ำของผลงำนทั้งข้อควำม ภำพ และอื่น ๆ ที่น ำมำใช้ในเอกสำรฉบับนี้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กำรศึกษำโดยรวมของชำติ แม้มิได้มีหนังสือขออนุญำตเป็นลำยลักษณ์อักษรก็ตำม ปีที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๖๖ ผู้จัดพิมพ์ กลุ่มนิเทศ ติดตำมและประเมินผลกำรจัดกำรศึกษำ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน กระทรวงศึกษำธิกำร แบบปก ธัญญำรัตน์ เผือกพันธ์มุข แหล่งเรียนรู้ อารยธรรมทวารวดี เอกสารหมายเลข ๔ / ๒๕๖๖
ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ตระหนักถึงปัญหำในสถำนกำรณ์ ยุคปัจจุบัน ยุคแห่งกำรเปลี่ยนแปลง กำรแสดงออกถึงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน กล้ำคิด กล้ำแสดงออกอย่ำงหลำกหลำยของเด็กและเยำวชนไทยในยุคปัจจุบัน รวมถึงกำรแสดงออก ถึงทัศนคติ ที่ไม่ดีต่อบ้ำนเมือง ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ได้ก ำหนดนโยบำยขับเคลื่อน กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี “รู้รักษ์ประวัติศำสตร์” ขึ้น เพื่อสร้ำงจิตส ำนึกควำมรักชำติ สร้ำง ระเบียบวินัยและกำรปฏิบัติอันดีตำมจำรีตประเพณีของสังคมไทย ที่ควรเริ่มต้นจำกกำรรู้จัก รัก ภำคภูมิใจในสิ่งใกล้ตัว คือ ประวัติศำสตร์ท้องถิ่นในจังหวัดสุพรรณบุรี ด ำเนินกำรขับเคลื่อนกำรศึกษำ ให้สอดคล้องกับนโยบำย และจุดเน้นเร่งด่วนของส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ที่มีนโยบำยส่งเสริมกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ หน้ำที่พลเมือง คุณธรรม จริยธรรม สร้ำงจิตส ำนึกควำม เป็นไทยให้เด็ก และเยำวชนได้มีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับควำมเป็นไทย เรียนรู้วิถีชีวิตควำมเป็นไทย จำกประวัติศำสตร์ชำติไทย ซึ่งกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับรู้ และเข้ำใจร่วมกันว่ำ ชำติไทยมีรำกเหง้ำ และมีพัฒนำกำรที่แสดงถึงกำรต่อสู้ฝ่ำฟันร่วมกันมำยำวนำนของบรรพบุรุษจน สำมำรถด ำรงควำมเป็นชำติไทยไว้ได้ในปัจจุบัน กำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัดสุพรรณบุรี มีจุดมุ่งหมำยเพื่อให้ผู้เรียน เกิดควำมรู้ ควำมเข้ำใจในเนื้อหำประวัติศำสตร์ชำติไทยและวรรณคดีของท้องถิ่น มุ่งพัฒนำทักษะ กำรคิดวิเครำะห์อย่ำงมีเหตุและผล เพื่อให้ผู้เรียนภำคภูมิใจในควำมเป็นมำของชำติไทย และตระหนักถึง ควำมส ำคัญของวิชำประวัติศำสตร์ ซึ่งกำรจัดกำรเรียนรู้อำจจัดได้ทั้งรูปแบบกิจกรรมในห้องเรียนและ กิจกรรมนอกห้องเรียน กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่ำนประสบกำรณ์จริงและเป็นกิจกรรมที่ ผู้เรียนให้ควำมสนใจ ให้ควำมร่วมมือในกำรด ำเนินกิจกรรมเป็นอย่ำงดี คือ กำรเรียนรู้ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ ทำงประวัติศำสตร์และวรรณคดีท้องถิ่น ด้วยกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในกำรนี้ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี รับใส่เกล้ำฯ กระแส พระรำชด ำรัส สมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ พระบรมรำชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงควำม ห่วงใยต่อกำรเรียน กำรสอนวิชำประวัติศำสตร์ชำติไทย ได้ด ำเนินกิจกรรม “กำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ทำงประวัติศำสตร์ในท้องถิ่น ตำมแนวพระรำชด ำริ ฯ ” โดยส่งเสริมให้สถำนศึกษำ ทุกแห่งจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นและวรรณคดี เพื่อแสดงออกถึง ควำมจงรักภักดีต่อสถำบันพระมหำกษัตริย์ และปลูกฝังผู้เรียนให้เกิดควำมรัก และควำมภำคภูมิใจใน ท้องถิ่น และประเทศชำติ จึงได้จัดท ำเอกสำร “คู่มือแนวทำงกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดี จังหวัดสุพรรณบุรีของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี” ค าน า ก
โดยถอดบทเรียนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ทำงประวัติศำสตร์และวรรณคดีของจังหวัด สุพรรณบุรี จำกกำรประชุมเชิงปฏิบัติกำรพัฒนำสำระกำรเรียนรู้ของหลักสูตรกำรศึกษำ โดยผู้บริหำร สถำนศึกษำ ศึกษำนิเทศก์และครูแกนน ำในกำรพัฒนำสำระกำรเรียนรู้และพัฒนำแนวทำงกำรจัดกำร เรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีของจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นแนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้ ประวัติศำสตร์และวรรณคดีของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ด้วยกระบวนกำร จัดกำรเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อันจะส่งผลให้กำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีของจังหวัด สุพรรณบุรี เป็นกำรเรียนรู้ที่มีควำมหมำยแก่ผู้เรียนมำกยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วย เอกสำร จ ำนวน ๔ เล่ม ได้แก่ ๑. เอกสำร “คู่มือแนวทำงกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัดสุพรรณบุรีของ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี” จ ำนวน ๑ เล่ม ๒. เอกสำรประกอบ “คู่มือแนวทำงกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัด สุพรรณบุรีของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี” จ ำนวน ๓ เล่ม ได้แก่ ๒.๑ แหล่งเรียนรู้อำรยธรรมทวำรวดี ๒.๒ แหล่งเรียนรู้กำรกอบกู้เอกรำชของสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช ๒.๓ วรรณคดี ขุนช้ำงขุนแผน หวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ ชุดเอกสำรฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนและผู้ที่สนใจ กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัดสุพรรณบุรีของส ำนักงำนเขตพื้นที่ กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ที่น ำไปสู่กำรเสริมสร้ำงทักษะ สมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ควำมรักและควำมภำคภูมิใจในรำกเหง้ำท้องถิ่นและประเทศชำติ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ข
ค
สารบัญ ง ค าน า ก สารจากผู้อ านวยการ ค สารบัญ ง เรื่อง อำรยธรรมทวำรวดี หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๑ - เรื่อง ประวัติร่องรอยทวำรวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๑ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ - เรื่อง หลักฐำนทำงประวัติศำสตร์ ๑๐ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๓ - เรื่อง กำรเผยแผ่พระพุทธศำสนำในดินแดนสุวรรณภูมิ กับเมืองโบรำณอู่ทอง ๒๙ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๔ - เรื่อง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและภูมิปัญญำในเมืองโบรำณอู่ทอง ๓๗ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๕ -เรื่อง ภูมิศำสตร์และกำรตั้งถิ่นฐำนบริเวณเมืองโบรำณอู่ทอง ๔๓ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๖ -เรื่อง กำรมีส่วนร่วมกำรอนุรักษ์กำรท่องเที่ยว ๕๑ ตัวอย่าง แผนกำรจัดกำรเรียนรู้แบบบูรณำกำร ๖๙ คณะผู้จัดท า ๑๑๑
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ประวัติร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ ม.1/๑ วิเคราะห์ความสำคัญของเวลาในการศึกษาประวัติศาสตร์ ม.1/๒ เทียบศักราชตามระบบต่าง ๆ ที่ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ ม.1/3 นำวิธีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรักความภูมิใจ และธำรงความเป็นไทย ม.1/๑ อธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยก่อนสุโขทัยในดินแดนไทยโดยสังเขป สาระการเรียนรู้ 1. ประวัติร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง 2. การก่อตัวของชุมชนสู่การเป็นรัฐทวารวดี 3. ช่วงเวลากับร่องรอยอารยธรรมทวารวดี 4. อู่ทองกับอารยธรรรมสุวรรณภูมิ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒ ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง การก่อตัวของชุมชนสู่การเป็นรัฐทวารวดี รัฐทวารวดี หรือเมืองในวัฒนธรรมทวารวดีนั้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนในบริเวณภาคกลาง ของประเทศไทยจากการศึกตามหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้ทราบว่าพื้นที่ด้านตะวันตกของภาค กลางตอนล่างของไทยในบริเวณลุ่มแม่น้ำแควน้อย - แเควใหญ่ ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน ซึ่งครอบคลุม พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และพื้นที่ด้านตะวันออกบริเวณลุ่มแม่น้ำบาง ปะกงมีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในสังคมเกษตรกรรมมาตั้งแต่ช่วง 4,000 ปี มาแล้ว และในสมัยยุคโลหะ (2,000 - 3,000 ปีมาแล้ว) ได้มีการขยายตัวของประชากรไปยังพื้นที่ ในบริเวณภาคกลางตอนล่างที่มีพื้นที่ราบลุ่มและมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ครอบคลุมบริเวณตั้งแต่จังหวัด นครสวรรค์ลงไปจดอ่าวไทย เป็นพื้นที่ดินตะกอนจากแม่น้ำ จัดเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากร ด้านการเกษตรกรรมและโลหกรรม (แร่ทองแดงและเหล็ก พบมากที่โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี) นำไปสู่ การรวมตัวกันตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่นของประชากรเชื้อสายมองโกลอยด์ หลายกลุ่มกระจายตัวใน บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลอง - ท่าจีน ลุ่มแม่น้ำลพบุรี- ป่าสัก และลุ่มแม่น้ำบางปะกง โดยมีการติตต่อ แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน และใช้เส้นทางบก - ทางน้ำ รวมทั้งการล่องไปตามลำน้ำและการแล่น เรือเลียบชายฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มี การแลกเปลี่ยนสินค้ากับกลุ่มชนร่วมสมัยในเวียดนาม (แหล่งวัฒนธรรมดองซอน) และรัฐฟูนัน ดังจะ เห็นได้จากความนิยมในการใช้ภาชนะดินเผาลายกดประทับแบบเกล็ดปลา ซึ่งเป็นที่นิยมในหลาย ชุมชนจนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว เช่น ที่บ้านเชียง - อุดรธานี ที่ บ้านโนนนกทา - ขอนแก่น และเขาวงพระจันทร์- ลพบุรี ในขณะเดียวกันก็มีการติดต่อทางการค้ากับ จีนตอนใต้ และได้เริ่มค้าขายกลับกลุ่มประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะอินเดียและกลุ่มประเทศแถบ เมดิเตอร์เรเนียนและเปอร์เซีย ซึ่งปรากฏหลักฐานเด่นชัดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 ดังเช่น ที่แหล่ง โบราณคดีริมแควน้อย บ้านดอนตาเพชร และบ้านเก่า ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-6 มีการเพิ่ม ปริมาณการค้าระหว่างกลุ่มคนบริเวณภาคกลางตอนล่างของไทยกับพ่อค้าจากโลกตะวันตก ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นสินค้าจากอินเดีย โรมัน กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณในเมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองจันเสน และเมืองศรีมโหสถโดยเมืองเหล่านี้ได้มีชาวอินเดียทั้งที่เป็นพ่อค้าและนักบวชทั้งในศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธติดตามเข้ามาตั้งถิ่นฐานและนำเอาคติความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีมาเผยแพร่ จนเป็นที่ศรัทธาของชาวพื้นเมืองจนเสริมสร้างวัฒนธรรมทวารวดีในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทย การรวมตัวกันเป็นรัฐสมัยทวารวดี ซึ่งมีรูปแบบศิลปวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันที่เรียกว่า วัฒนธรรมทวารวดีในราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 16 นั้น เป็นการพัฒนามาจากชุมชนสมัยโบราณที่มี การเปลี่ยนแปลงจากสังคมหมู่บ้านไปสู่สังคมเมือง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 แล้วมีการรวมตัว
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓ กันตั้งถิ่นฐานอย่างมั่นคง มีขอบเขตของชุมชนที่แน่ชัดล้อมรอบด้วยแนวคูน้ำและคันดิน รวมทั้งมี การจัดระบบสังคมและชนชั้นการปกครอง การศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม และ ศิลปกรรมของตนเองภายใต้แม่แบบจากอารยธรรมอินเดีย ลักษณะสำคัญในการก่อตัวของรัฐทวารวดีที่เห็นได้ชัด คือ ความหลากหลาย ทั้งด้านเผ่าพันธุ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และชีวิตความเป็นอยู่ของชนแต่ละกลุ่มที่มารวมตัวกันเป็นประชากรของรัฐ ขณะเดียวกันก็มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนและเพิ่มจำนวนประชากรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เกิดรัฐทวารวดี คือ การรับอารยธรรมอินเดียที่เป็นลักษณะเลือกรับและนำมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรม ท้องถิ่น โดยเฉพาะการรับพุทธศาสนาเข้ามาเป็นแกนหลักของบ้านเมือง จนกลายเป็นศูนย์กลางที่ เชื่อมโยงความหลากหลายทางความคิด และความเชื่อเข้าด้วยกัน เกิดเป็นลักษณะเฉพาะของ ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี นอกจากนี้ พุทธศาสนายังมีส่วนช่วยกำหนดแบบแผนทางการเมืองที่สะท้อนออกมาในรูปของ ระบบกษัตริย์ คือ กษัตริย์มีฐานะเป็นทั้งพระโพธิสัตว์และจักรพรรดิราช ซึ่งเป็นความเชื่อว่ากษัตริย์คือ ผู้ที่ทรงบุญบารมีเทียบเท่าพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม คือ ทานและความกรุณาพัฒนาการ ของคติความเชื่อนี้มีมาตลอดและบรรลุจุดสูงสุดในสมัยสุโขทัย ส่วนความเชื่อว่ากษัตริย์ทรงเป็น จักรพรรดิราช ในคัมภีร์พุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า กษัตริย์ต้องทรงบุญบารมีปฏิบัติตามแนวทางที่เรียกว่า จักรวรรดิวัตร ดังนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นความเชื่อทั้งในระดับรัฐและประชาชน พัฒนาการของรัฐทวารวดี จากเมืองท่าชายฝั่งจนขยายเข้าไปยังภูมิภาคส่วนในมีความ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก ดังปรากฏ ว่าตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 นักเดินเรือตะวันตกสามารถแล่นเรือมายังตะวันออก ผ่านช่อง แคบมะละกา ซึ่งระยะเวลาเดินทางมากกว่าเดิม ทำให้การเดินเรือเลียบฝั่งอ่าวไทยเผชิญกับคู่แข่ง สำคัญ เมื่อบริเวณทะเลชวามีเมืองท่าสำคัญเกิดขึ้นใหม่หลายเมือง ทำให้เมืองท่าสำคัญอย่างรัฐฟูนัน ลดบทบาทลง ขณะที่เมืองอู่ทองในลุ่มแม่น้ำท่าจีน ยังคงมีร่องรอยการเติบโตและมีความสัมพันธ์กับ การเกิดเมืองใหม่ใกล้ฝั่งทะเลอ่าวไทยกว่าเดิม คือเมืองนครปฐม และขยายเครือข่ายเชื่อมโยงกับเมือง คูบัวในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งการเชื่อมโยงของรัฐบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีนนี้ได้เป็นพื้นฐาน สำคัญทางด้านการเกษตรและการค้าของรัฐทวารวดี อันเป็นลักษณะซึ่งอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบ คือ สามารถติดต่อถึงทะเลได้พร้อมกับการขยายตัวเข้าสู่ภูมิภาคส่วนใน ทำให้มีพื้นที่เพาะปลูกอุดม สมบูรณ์เข้าสู่แหล่งทรัพยกรธรรมชาติและของป่า จากข้อมูลในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการก่อตัวของชุมชนสู่การเป็นรัฐทวารวดีนั้น เริ่มมีพัฒนาการของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณภาคกลางตอนล่างด้านตะวันตก ในบริเวณลุ่มแม่น้ำแควน้อย - แควใหญ่ ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง - ท่าจีน และด้านตะวันออก บริเวณลุ่ม แม่น้ำบางปะกง ก่อนที่จะมีการขยายตัวของประชากรกระจายตัวอยู่ในเมืองบริเวณลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ โดยมีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกันภายในทั้งทางวัฒนธรรมและการค้า รวมถึงมีการรับเอาวัฒนธรรม อินเดียเข้ามาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนกลายเป็นวัฒนธรรมเฉพาะ ที่เรียกว่า ทวารวดี
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔ ช่วงเวลากับร่องรอยอารยธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 9 รัฐโบราณแรกรับวัฒนธรรมอินเดียโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางพุทธ ศาสนาได้กำเนิดขึ้นในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย และมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงพุทธ ศตวรรษที่ 11 - 16 นั่นก็คือ “รัฐทวารดี” โดยมีพัฒนาการมาจากชุมชนระดับหมู่บ้านสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งได้ติดต่อค้าขายกับชาวอินเดียและมีการ ผสมผสานทางวัฒนธรรมอินเดียกับท้องถิ่น จนเกิดเป็นวัฒนธรรมทวารวดี จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่ารัฐโบราณในดินแดนไทย เกิดขึ้น ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ราบลุ่ม ลำคลอง ก่อให้เกิดชุมชนที่สัมพันธ์กันตามลุ่มน้ำลำคลอง ซึ่งเป็นพื้นฐานการแพร่ขยายของสังคมและ วัฒนธรรม โดยชุมชนบางแห่งมีเส้นทางออกสู่ทะเลได้ ซึ่งก่อให้เกิดความมั่นคั่งและเติบโตเป็นเมือง เช่น เมืองทวารวดี ทวารวดีนับเป็นแห่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย มีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ 12 - 16 (ประมาณ พ.ศ.1100 - พ.ศ.1600) คำว่า ทวารวดีตีความมาจากชื่อ ในเอกสารจีนราชวงศ์ถัง ได้แก่ บันทึกการเดินทางของภิกษุจีนอี้จิง (I-Tsing) ซึ่งจาริกไปยังอินเดีย ในช่วง พ.ศ. 1214 - พ.ศ. 1238 กล่าวว่า “ทวารวดีอยู่ระหว่าง ศรีเกษตร (พม่าตอนใต้) กับ อีสานปุระ (เขมรสมัยก่อนนครวัด)” ซึ่งหมายความว่า อาณาจักรนี้มีความรุ่งเรืองอยู่ในบริเวณลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้มีการพบหลักฐานสำคัญคือ เหรียญเงินตราจารึก ขุดพบที่พระประโทนเจดีย์และสิงห์บุรี มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤตโบราณว่า “ศรีทวารวตีศวรปุณย” แปลความได้ว่า “การบุญของผู้เป็น ใหญ่แห่งศรีทวารวดี” ทั้งนี้ตามเอกสารตีพิมพ์โดยกรมศิลปากรได้ให้ความหมายว่า “บุญของผู้เป็นเจ้า แห่งทวารวดี” ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า เมืองหลวงของทวารวดีจะต้องอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งใน 5 จุดนี้คือ นครปฐม อยุธยา ลพบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับอาณาจักรทวารวดีนี้มีมานับตั้งแต่ พ.ศ. 2427 เมื่อนายแซม มวล บีล (Samuel Beal) นักประวัติศาสตร์ซาวอังกฤษ ได้สันนิษฐานในหนังสือ Buddhist Records of the Western World ว่าถั่วหลัวปัวตี้ (โตโลโปตี้) ในจดหมายเหตุจีนน่าจะหมายถึง ทวารวดี อย่างไรก็ตามการศึกษาประวัติศาสตร์ทวารวดีเริ่มมีความเด่นชัดขึ้นตามลำดับ ดังนี้ 1. นายลูเนต์ เดอ ลาซองกิแอร์ (Lunet de LA Jonquiere) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ได้ตั้ง ข้อสังเกตใน พ.ศ. 2452 ว่า ร่องรอยของโบราณสถานและโบราณวัตถุเก่าแก่ของอยุธยา ราชบุรี ปราจีนบุรี นครชัยศรี สุพรรณบุรี และลพบุรี แสดงถึงการรับอิทธิพลจากอินเดียแต่ไม่ใช่เป็นแบบเขมร 2. การขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีที่ตำบลพงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ใน พ.ศ. 2470 3. การขุดสำรวจที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และจุลประโทนเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ของนายปีแอร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2482 - 2483 4. การค้นพบชิ้นส่วนจารึกภาษามอญ 2 หลัก อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 12 ที่วัดโพธิ์ ร้าง ใกล้บริเวณพระปฐมเจดีย์ จารึกนี้เป็นบัญชีสิ่งของที่อุทิศถวายแก่วัดคล้ายกับจารึกมอญซึ่งพบที่ เมืองละโว้ แต่จารึกที่วัดโพธิ์ร้างมีอายุเก่าแก่กว่า
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕ 5. การขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีคูบัว จังหวัดราชบุรี 6. การได้ขุดพบลานเงิน ซึ่งมีอักขระปัลลวะจารึกคำภาษาสันสกฤตว่า “ศรีทวารวตีศวรปุณย” ซึ่งแปลว่า “การบุญของผู้เป็นใหญ่แห่งศรีทวารวดี” ใน พ.ศ. 2506 ภายหลัง พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา ได้พบจารึกภาษาสันสกฤตซึ่งมีคำว่าศรีทวารวดีอยู่ ค่อนข้างมาก เช่น การขุดสำรวจที่แหล่งโบราณคดีคอกช้างดินทางด้านใต้ของเมืองเก่าอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ในพ.ศ. 2509 ได้มีการพบเหรียญเงินตราของสมัยทวารวดีจำนวนมากอัดแน่นในกระปุก ดินเผา บนเหรียญเหล่านี้มีคำจารึกว่า “ศรีทวารวตีศวร ปุณย” เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ใน พ.ศ. 2535 นักโบราณคดียังได้พบเหรียญเงินซึ่งเป็นของทวารวดีที่ดงคอน อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท อีกด้วย อย่างไรก็ตามในการศึกษาเรื่องราวของอาณาจักรทวารวดีสามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับ ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ 1. เรื่องของรัฐที่เอกสารจีนโบราณเรียกว่าทวารวดี และหลักฐานต้นจารึกเรียกว่าศรีทวารวดี รัฐนี้ไม่เพียงแต่มีอำนาจทางการเมือง แต่ยังมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการผลิต เหรียญตราออกมาใช้ และมีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม เช่น ปรากฏหลักฐานด้านโบราณสถานและ โบราณวัตถุ ทั้งนี้จากหลักฐานต่าง ๆ สามารถสันนิษฐานได้ว่าอาณาจักรทวารวดีได้เคยสร้างเอกภาพ ทางการเมืองในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ระยะเวลาหนึ่ง 2. วัฒนธรรมทวารวดี นักประวัติศาสตร์ให้ความหมายของวัฒนธรรมทวารวดีว่า ลักษณะ เด่นของวัฒนธรรมพุทธเถรวาทซึ่งแผ่จากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันตกของประเทศ ไทยไปยังภาคอีสานและภาคเหนือ เนื่องจากมีหลักฐานด้านโบราณคดียืนยันว่าลักษณะร่วมทาง วัฒนธรรมที่กำหนดเรียกว่า ทวารวดี มีพัฒนาการที่เก่าแก่ต่อเนื่อง มาก่อนปรากฏเรื่องราวของ อาณาจักรทวารวดีในเอกสารจีนโบราณ อู่ทองกับอารยธรรรมสุวรรณภูมิ อู่ทองเมืองโบราณ ต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ อารยธรรมสุวรรณภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สันนิษฐานได้ว่า เคยเป็นเมืองหลวง ของอาณาจักรทวาราวดีและเป็นศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก่อนจะหลอมรวมเป็นชาติไทยในปัจจุบัน เมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จากการศึกษาภาพถ่ายทาง อากาศพบว่าเมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ตั้งอยู่ริมลำน้ำจระเข้สามพัน ผัง เมืองเป็นรูปวงรีทอดตัวไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดความ กว้างประมาณ 1 กิโลเมตร และยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีระดับความสูงของพื้นที่ตัวเมือง จาก ระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 6 เมตร จากการศึกษาทางโบราณคดีเท่าที่ผ่านมาทราบว่า เมือง โบราณอู่ทองมีมนุษย์อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปี มาแล้ว โดยได้ พบหลักฐานประเภทขวาน หินขัด ลูกปัด ภาชนะดินเผา เหล็กในสำหรับปั่นด้าย ขวานสำริด ฉมวก หอก และเครื่องมือเครื่องใช้โลหะอื่นๆ อีกมากมาย ชุมชนในสมัยนี้เป็นชุมชนในสังคมเกษตรกรรม
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖ เนื่องจากสภาพที่ตั้งชุมชนเป็นเขตที่ราบขั้นบันไดต่ำ และที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำให้สามารถทำการ เพาะปลูกได้ผลดี จนชุมชนตั้งหลักแหล่งได้อย่างถาวร ประกอบกับสามารถติดต่อกับชายฝั่งทะเลได้ สะดวก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชุมชนโบราณในบริเวณเมืองอู่ทองสามารถพัฒนาสภาพสังคมและ เศรษฐกิจ จนขยายตัวเข้าสู่สังคมเมืองได้เมืองโบราณอู่ทองได้มีการอาศัยมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถ พัฒนาตนเองจากสังคมเกษตรกรรมในระดับหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง (Urban society) ซึ่งมีความ เจริญและมีความซับซ้อนทางสังคมมากขึ้น และกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมเมืองหนึ่งใน ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากหลักฐานประเภทโบราณวัตถุสถานที่พบในช่วงเวลาดังกล่าว ทราบว่าเมือง โบราณอู่ทอง ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบโพ้นทะเล โดยเฉพาะอินเดีย จนทำให้นักวิชาการ หลายท่านเชื่อว่า เมืองโบราณอู่ทอง อาจจะเป็นเมือง “สุวรรณภูมิ” ที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่ง พระโสณะเถระและพระอุตระเถระมาเผยแผ่พุทธศาสนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 3 จากการที่มีการรับ อิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียอย่างมาก จนทำให้ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-12 ได้เกิดวัฒนธรรมที่ ผสมผสานกันระหว่างรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นกับวัฒนธรรมที่มาจากกลุ่มชนภายนอก วัฒนธรรมนี้มี จุดเด่นอยู่ที่รูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะตัว มีการใช้ภาษามอญร่วมกัน และการนับถือ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก วัฒนธรรมทวารวดีเชื่อกันว่ามี ศูนย์กลางความเจริญตั้งอยู่บริเวณเขต ที่ราบภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งมีเมืองเมืองหลัก ได้แก่ เมืองนครชัยศรี(นครปฐม) เมืองคูบัว (ราชบุรี) และเมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) ในอดีตเมืองโบราณอู่ทองได้ปรากฏแนวป้อมก่อด้วยศิลาแลง แต่ปัจจุบันสิ้นสภาพและถูกไถ ปรับที่เป็นถนนหมดแล้ว ทางด้านตะวันออกของเมือง (บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออู่ทอง และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง แต่เดิมเป็นแนวปราการ เช่นกัน ภายหลังแนวป้อมกำแพงที่ว่านี้ถูกรื้อ ทำลายออกไป เพื่อก่อสร้างถนนมาลัยแมน ปัจจุบันคูน้ำและกำแพงที่ว่านี้ถูกรื้อทำลาย และบุกรุกถม ที่ดินจนตื้นเขินและขาดหายไปเป็นช่วงๆ ซึ่งจะเห็นแนวชัดเจนและมีน้ำขังตลอดปีเฉพาะด้านทิศ ตะวันออกเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์เป็นที่เก็บกักน้ำ สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค ทางด้านทิศตะวันตก เฉียงใต้ของตัวเมืองอู่ทอง ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร มีแนวสิ่งก่อสร้างด้วยดิน ที่น่าสนใจอีก 2 จุด คือ แนวคันดินเป็นทางยาวคดเคี้ยว เรียกกันว่า “ถนนท้าวอู่ทอง” ด้วยเหตุที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่า เป็นถนนโบราณของเมืองแห่งนี้จุดหนึ่ง และกลุ่มแนวคันดินรูปโค้งเกือกม้า ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขา คอก ที่เรียกกันว่า “คอกช้างดิน” เพราะเชื่อกันว่าเป็นเพนียดดินสำหรับคล้องช้างในสมัยโบราณ โบราณสถานแห่งนี้ ฝ่ายวิชาการ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ ดำเนินการขุดศึกษาทางโบราณคดีแล้ว ผลการขุดชี้ให้เห็นว่า บริเวณนี้เป็นเขตเทวสถานในศาสนา พราหมณ์ ไศวนิกาย ด้านตะวันออกซึ่งพื้นที่ลาดต่ำลงจนถึงแม่น้ำท่าจีน และต่อเนื่องไปจนถึงบริเวณ ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีหลักฐานแสดงว่า เป็นทะเลมาก่อน ข้อมูลบนภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็น แนวของแม่น้ำจระเข้สามพันไหลผ่านตัวเมืองอู่ทองไปทางเหนือ แล้วอ้อมมาทางตะวันออก ซึ่งมีร่อง น้ำเปิดกว้างเป็นปากแม่น้ำซึ่งกำหนดให้เป็นแนวชายฝั่งทะเลเดิม ตรงส่วนที่บรรจบกับคลองสองพี่น้อง ซึ่งต่อเชื่อมมาจากแม่น้ำท่าว้า นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นร่องรอยของคลองเก่าขุดขึ้นเป็นแนวตรงยาว ประมาณ 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองอู่ทองจนถึงบริเวณวัดม่วงซึ่งคาดว่าจะเป็นชายฝั่ง หรืออาจเป็นร่อง น้ำกว้างจากฝั่งทะเลลึกเข้ามาในแผ่นดิน ยังได้พบร่องรอยคลองอีก 2 แนว เชื่อมต่อจากแนวคลองแรก
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗ มาทางใต้จนถึงคลองบางบอน ซึ่งทำให้เชื่อว่าเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทะเลมีผลทำให้มี การขุดคลองใหม่ลงมาทางใต้ เพื่อเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและเมืองชายฝั่งทะเลถอยห่างออกไปมาก คลองเหล่านี้ก็เลิกใช้ไปในที่สุด การศึกษาการต่อเชื่อมของลำน้ำจระเข้สามพัน และแนวคูคันดินที่บ้านดอนทอง และบ้าน จรเข้สามพัน คูคันดินดังกล่าว ปรากฏให้เห็นชัดบนถนนมาลัยแมน ร่องรอยที่ปรากฏให้เห็นบน ภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐานชัดเจนว่าคลองจระเข้สามพันนั้นแต่เดิมไหลผ่านมาทางเส้นทางที่ผ่าน เมืองอู่ทอง แต่ต่อมาทางน้ำได้เปลี่ยนทางเดินลงมาทางใต้ตามแนวคลองหางตลาด การขุดคูคันดินกั้น น้ำที่ทางตะวันออกของบ้านดอนทองดังกล่าวได้บังคับให้น้ำไหลกลับมาทางแนวแม่น้ำจระเข้สามพันที่ ไหลผ่านเมืองอู่ทองตามเดิม การขุดกั้นดินคาดว่าคงจะทำขึ้นภายหลังที่แม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน ดังจะ เห็นได้จากการมีคันดินรอบชุมชนแบบเหลี่ยมมุมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 340 x 340 เมตร สร้างขึ้น ทางด้านตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณรับน้ำได้จากคูคลองดังกล่าวและการสร้างคูคันดินบริเวณเมืองอู่ทอง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ การ เปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเดินของแม่น้ำจระเข้สามพัน และการ เปลี่ยนแปลงแนวคลองในการติดต่อกับภายนอกทางฝั่งทะเลของเมืองอู่ทอง และเป็นร่องรอยที่แสดง ให้เห็นถึงความพยายามของคนเมืองอู่ทองในอดีต ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เป็นผลมาจากการถอยตัว ของน้ำทะเล และเมื่อทะเลถอยออกไปมากขึ้นจนไม่สะดวก หรือเกินกว่าจะแก้ไขได้ เมืองอู่ทองก็หมด ความสำคัญในราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 พร้อม ๆ กับการสิ้นสุดลงของยุคสมัยทวารวดี ซึ่งต่อมา เมืองโบราณอู่ทองก็ถูกทิ้งร้างไปในราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยเมืองสุพรรณบุรีเจริญขึ้นมาแทนที่ ดังที่ ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน การดำเนินงานอนุรักษ์โบราณสถาน และแหล่งโบราณคดีในเขตเมืองโบราณอู่ทอง หลังจากที่ เมืองโบราณอู่ทองได้ร้างไปเมื่อในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองโบราณอู่ทองก็ลดความสำคัญลงไป จน เมื่อ พ.ศ. 2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จสำรวจเมืองโบราณ อู่ทอง และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองโบราณอู่ทองจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วในวงวิชาการ เมืองโบราณอู่ทองจึงได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง ในฐานะเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง ของประเทศไทย เมืองโบราณอู่ทองนั้นเริ่มมีการสนใจทำการศึกษาทางด้านโบราณคดีตั้งแต่ครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรีในปี พ.ศ. 2446 ท่านได้ทรงเสด็จไป ยังเมืองโบราณอู่ทองและได้ทรงนิพนธ์รายละเอียดถึงสภาพของเมืองโบราณอู่ทองที่ท่านทรงได้ ทอดพระเนตรเห็นในขณะนั้นไว้ในรายงานเสด็จตรวจเมืองสุพรรณบุรี หลังจากนั้นได้มีนักวิชาการ ชาวต่างชาติได้เข้ามาศึกษาอย่างต่อเนื่อง เมืองโบราณอู่ทองจึงได้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยมีการขุด แต่งโบราณสถานอย่างเป็นระบบในช่วงปี พ.ศ.2504-2509 ดําเนินงานโดยนายสมศักดิ์ รัตนกุล และมี ศาสตราจารย์ของ บัวเซอลิเย่ร์ (Jean Boisselier) ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ศิลปะภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เป็นผู้คอยให้คำปรึกษา เพราะในช่วงเวลานั้นพื้นที่ภายใน เมืองโบราณอู่ทองเริ่มมีผู้เข้ามาเช่าพื้นที่อยู่อาศัยและเริ่มมีผู้บุกรุกเข้ามาลักลอบขุดหาโบราณวัตถุตาม โบราณสถานและพื้นที่ใกล้เคียง ทางกรมศิลปากรจึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาก่อนพื้นที่ในเขตเมืองโบราณ อู่ทองจะเสียหายจากการบุกรุก
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘ หลังจากที่ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเสด็จไปยังเมืองโบราณอู่ทอง เมื่อปี พ.ศ. 2446 และได้ทรงบันทึกและวินิจฉัยเรื่องเมืองอู่ทองไว้ในพระนิพนธ์ เรื่องนิทานโบราณคดีซึ่ง ทรงสันนิษฐานว่าเมืองโบราณอู่ทองอาจจะเป็นเมืองที่พระเจ้าอู่ทอง (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1) เคย ครองราชย์อยู่ก่อน เนื่องจากพบซากกําแพงเมือง คูน้ำ และเนินดินเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพบ พระพุทธรูปแบบทวารวดีเหมือนที่จังหวัดนครปฐม และเงินตราสังข์ที่เชื่อว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมือง ขนาดใหญ่มาก่อน จึงทำให้นักโบราณคดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้รู้จักและสนใจเข้ามา ทำการศึกษาทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทองโดยมีการดําเนินงานเกี่ยวกับทางโบราณคดี ทั้งภายในเมือง และบริเวณใกล้เคียงกับเมืองโบราณอู่ทองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้ ปี พ.ศ. 2478 ควอริช เวลส์ (Quaritch Wales) นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้เดินทางเข้ามา เพื่อทำการสํารวจและขุดศึกษาที่เจดีย์หมายเลข 3 แต่ไม่สามารถขุดค้นจนเสร็จสิ้นได้ ด้วยสภาพภูมิ ประเทศไม่อํานวย ผลจากการศึกษาที่ได้ในครั้งนั้นทำให้ ควอริช เวลส์ สันนิษฐานว่า รอยต่อช่วงยุค สมัยเมืองอู่ทอง อาจเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งสุดท้ายที่ชาวทวารวดีอพยพหลบหนีการโจมตีของขอม ต่อนครปฐม ราชธานีของอาณาจักรทวารวดีในยุคนั้น อู่ทองคงอ่อนน้อมให้แก่ขอม ปี พ.ศ. 2502 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล อาจารย์ประจำคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัย ศิลปากร ในขณะนั้น ได้นํานักศึกษาคณะโบราณคดีมาทำการขุดค้นศึกษาซาก และทรงให้ความเห็น เกี่ยวกับโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดในครั้งโบราณสถานที่เมืองโบราณอู่ทองนี้ว่า ศิลปะของโบราณวัตถุ ที่พบซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนปูนปั้นประดับศาสนสถาน มีรูปแบบศิลปะแบบทวารวดีมาจนถึงแบบ ศิลปะอู่ทองช่วงแรก ๆ และได้ทรงสันนิษฐานว่าศิลปะคุปตะที่มาจากอินเดียนั้น น่าจะเจริญขึ้นที่เมือง นครปฐมโบราณก่อน แล้วจึงแพร่ต่อมายังเมืองโบราณอู่ทอง ที่มีรูปแบบศิลปะที่ลักษณะเป็นแบบ พื้นเมืองแล้ว ซึ่งต่างจากเมืองนครปฐมโบราณที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับศิลปะคุปตะมากกว่า ปี พ.ศ.2504-พ.ศ.2509 กรมศิลปากรโดย นายสมศักดิ์ รัตนกุล ภัณฑารักษ์ประจำหน่วย ศิลปากรที่ 2 อู่ทองได้ดำเนินการขุดแหล่งโบราณสถานในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง และขุดแหล่ง โบราณสถานทางด้านทิศเหนือของคอกช้างดินหมายเลข 5 ได้พบหลักฐานที่สำคัญมากมาย ซึ่งได้เชิญ ให้ ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอริเยร์ ให้คอยเป็นผู้ให้คำแนะนําปรึกษาในการดำเนินการขุดค้นศึกษา ทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทองและในปี พ.ศ.2408 ศาสตราจารย์ ฌอง บัวเซอริเยร์ ได้เขียนบทความ และกล่าวถึงความสำคัญของเมืองโบราณอู่ทอง จากผลการขุดค้นว่า เมืองโบราณอู่ทองนั้นน่าจะเป็น เมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดีเพราะมีความสำคัญและมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์และได้เปรียบเทียบโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นกับโบราณวัตถุที่พบในจังหวัด ปราจีนบุรี และที่ออกแก้ว ประเทศเวียดนามที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรฟูนัน ทำให้เห็น ว่าเมืองโบราณอู่ทองเจริญต่อเนื่องมาโดยไม่ขาดตอนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงพุทธศตวรรษ ที่ 17-18 ก่อนที่จะทิ้งเมืองอย่างกระทันหัน เพราะภัยธรรมชาติหรือเหตุอื่นๆ เพื่อไปสร้างเมืองใหม่ที่ สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. 2508-2509 วัตสัน (W. Watson) กับ ลูฟส์ (H.E. Loffs) ทําการขุดศึกษาที่บ้าน ท่าม่วง ใกล้กับเมืองโบราณอู่ทอง พบว่าบริเวณเมืองอู่ทองมีความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม ตั้งแต่สมัย ฟูนันมาจนถึงสมัยทวารวดี ซึ่งไม่พบที่เมืองออกแก้วก่อนการขยายตัวของวัฒนธรรมฟูนัน และมี วัฒนธรรมในช่วงปลายสมัยหินใหม่และยุคโลหะอยู่ก่อนแล้ว
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๙ ปี พ.ศ. 2508 ปรีชา กาญจนาคม อาจารย์ประจําคณะโบราณคดี นํานักศึกษาภาควิชา โบราณคดีออกฝึกงานภาคปฏิบัติ ประจำปีการศึกษา พ.ศ. 2508 ที่อำเภออู่ทอง ซึ่งศาสตราจารย์ ฌอง บวส เซอริเยร์ ได้ดําเนินงานให้กับทางกรมศิลปากรอยู่ที่เมืองอู่ทองด้วยในขณะนั้น จึงได้ให้ คำแนะนําในการปฏิบัติงานแก่นักศึกษาและได้ทำการขุดศึกษาที่เนินดินนอกเมืองอู่ทอง ห่างจากเจดีย์ หมายเลข 1 (วัดปราสาทร้าง) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปประมาณ 400 เมตร ผลการขุด ค้นพบโบราณวัตถุที่คาดว่าเป็นของใช้ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ขวานหินขัดที่มีลักษณะ คล้ายกับที่พบ ตำบลบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงเศษภาชนะดินเผาที่พบแสดงให้เห็นว่า บริเวณ ที่ทําการขุดค้นนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ก่อนที่จะมีอาณาจักรทวารวดี
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๐ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ ม.๒/๑ ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในลักษณะต่าง ๆ ม.๒/๒ วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ ม.2/3 เห็นความสำคัญของการตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ สาระการเรียนรู้ 1. วิธีการทางประวัติศาสตร์ 2. โบราณสถานที่สำคัญ 3. โบราณวัตถุที่สำคัญ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๑ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์มีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ 1. การกำหนดหัวเรื่องที่ต้องการจะศึกษา การศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ควรเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายเพื่อให้ทราบ จุดประสงค์การศึกษาให้แน่ชัด ซึ่งเราจำเป็นจะต้องตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการศึกษาและใช้การอ่าน การ สังเกต ในการตอบคำถาม นอกจากนี้ก็ควรต้องมีความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ให้มากเพียงพอ เพื่อที่จะสามารถตอบได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร 2. การรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมหลักฐานที่ต้องการศึกษา มีทั้งที่เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรและหลักฐานที่ไม่ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกได้เป็น “หลักฐานชั้นต้นหรือ หลักฐานปฐมภูมิ” กับ “หลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ” ดังต่อไปนี้ 1) หลักฐานชั้นต้น (Primary Sources) เป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น ๆ โดยตรง เช่น หลักฐานทางราชการ ประกาศ สุนทรพจน์ บันทึกความทรงจำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้เห็นเหตุการณ์ วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ หรือภาพถ่าย เป็นต้น 2) หลักฐานชั้นรอง (Secondary Sources) เป็นหลักฐานที่ทำขึ้นจากหลักฐานชั้นต้น บุคคล ที่สร้างขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง แต่ได้รับรู้โดยผ่านบุคคลหรือผลงานอื่น ด้วยเหตุนี้ หลักฐานชั้นต้นจึงมีความสำคัญมากกว่าหลักฐานชั้นรอง อย่างไรก็ตาม หลักฐานชั้นรองจะเป็นตัวช่วย ในการอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และเป็นตัวช่วยที่จะนำไปสู่หลักฐานข้อมูลอื่นๆ การค้นคว้า เรื่องราวในประวัติศาสตร์ควรมองให้รอบด้านและระมัดระวังเนื่องจากหลักฐานทุกประเภทมีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกัน 3. การประเมินคุณค่าของหลักฐานที่ได้มา ก่อนจะนำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามาได้มาศึกษา จะต้องมีการประเมินคุณค่า ของหลักฐานนั้นเสียก่อน ว่าเป็นหลักฐานที่แท้จริงหรือไม่เพียงใด โดยการประเมินคุณค่าของหลักฐาน นี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “การวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์” ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี ได้แก่ 1) การประเมินคุณค่าภายนอกหรือวิพากษ์วิธีภายนอก คือ การประเมินคุณค่าของหลักฐาน จากลักษณะภายนอก และเนื่องจากบางครั้งหลักฐานอาจมีการปลอมแปลงให้ผิดไปจากความเป็นจริง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้า ดังนั้น การประเมินข้อเท็จจริงของเอกสารจึงเป็นสิ่ง สำคัญ โดยการประเมินวิธีภายนอกจะพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏภายนอกเป็นหลัก เช่น การพิจารณา เนื้อกระดาษ ที่สามารถบ่งบอกได้ว่ามีที่มาจากชาติไหน เป็นต้น 2) การประเมินคุณค่าภายในหรือวิพากษ์วิธีภายใน คือ การประเมินคุณค่าของหลักฐานโดย อาศัยข้อมูลภายในหลักฐานนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น “ชื่อบุคคล” “สถานที่” หรือ “เหตุการณ์” ยกตัวอย่าง เช่น หากในหลักฐานเชื่อกันว่าเป็นหลักฐานสมัยสุโขทัย แต่เนื้อหาภายในมีการกล่าวถึงสหรัฐอเมริกา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๒ ก็ควรตั้งข้อสงสัยว่าหลักฐานนั้นอาจไม่ใช่หลักฐานสมัยสุโขทัยจริง เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกายัง ไม่เข้ามาในสมัยสุโขทัย 4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล หลังจากแน่ใจแล้วว่าหลักฐานนั้นเป็นของแท้ และให้ข้อมูลที่เป็นจริงตามประวัติศาสตร์ ผู้ ศึกษาก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้นสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด หรือข้อมูลนั้น ๆ มีจุดมุ่งหมายเบื้องต้นอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นจึงนำเอาข้อมูลทั้งหลายมาแบ่งหมวดหมู่ตามความ เหมาะสม เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินงานขั้นต่อไป ขั้นตอนต่อไป คือ การพยายามหาความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆ และตีความข้อมูลนั้นๆ ว่า มีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ยังคงถูกซ่อนและไม่กล่าวถึงอีกบ้าง รวมไปถึงการพิจารณาด้วยว่า ข้อมูลที่ได้มา นั้นกล่าวเกินจริงไปหรือไม่ ซึ่งผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบ เป็นกลาง รอบรู้ หรือมีจินตนาการ เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ หรือจัดหมวดหมู่ได้อย่าง เป็นระบบ 5. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอข้อมูล หลังจากดำเนินขั้นตอนมาตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ก็จะมาจบลงที่การเรียบเรียง หรือการ นำเสนอ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่จะขมวดเอาข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน และนำเสนอให้ตรงกับประเด็นหัวเรื่อง ที่สงสัย รวมไปถึงการสืบหาความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อจำลองเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ให้กลับมาใหม่อีกครั้ง สำหรับขั้นตอนการนำเสนอ ผู้ศึกษาจะต้องอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุมีผล และมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะ เพื่อนำทางให้ผู้ที่ สนใจคนอื่น ๆ ได้ศึกษาต่อไป โบราณสถานที่สำคัญ กลุ่มที่ 1 โบราณสถานภายในเมืองโบราณอู่ทอง มี 4 แห่ง - เจดีย์หมายเลข 3 ห่างจากคูเมืองด้านทิศตะวันตก ลักษณะเป็นเจดีย์จัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 4 ริมคูเมืองด้านทิศใต้ ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว - วิหารหมายเลข 5 ริมคูเมืองด้านใต้ ห่างจากถนนมาลัยแมน ประมาณ 150 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นซากของวิหาร - เจดีย์หมายเลข 8 ด้านหลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว กลุ่มที่ 2 โบราณสถานรอบเมืองโบราณอู่ทอง มี 6 แห่ง - เจดีย์หมายเลข 1 อยู่นอกคูเมืองทางตะวันออกริมน้ำจรเข้สามพัน ลักษณะเป็นเจดีย์ สี่เหลี่ยมจตุรัส - เจดีย์หมายเลข 2 อยู่นอกคูเมืองด้านเหนือ ตรงข้ามกับสำนักงานที่ดินอำเภออู่ทอง ลักษณะ เป็น องค์เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 6 ริมคูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๓ - เจดีย์หมายเลข 7 อยู่นอกคันคูเมืองด้านตะวันออก ริมถนนมาลัยแมน หน้าพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง ได้ถูกทำลายไปขณะก่อสร้างทางหลวงสายมาลัยแมน - เจดีย์หมายเลข 13 อยู่นอกคูเมืองไปทางทิศตะวันตก ห่างจากคูเมืองไปประมาณ 200 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม - เจดีย์หมายเลข 14 ริมคูเมืองด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามเจดีย์หมายเลข 3 เจดีย์หมายเลข 13 กลุ่มที่ 3 โบราณสถานทางด้านทิศตะวันออกเมืองโบราณอู่ทอง มี 1 แห่ง - โบราณสถานกลางท้องนา ตั้งอยู่กลางท้องนาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง อู่ทอง ลักษณะเป็นเนินโบราณสถาน กลุ่มที่ 4 โบราณสถานทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโบราณอู่ทอง มี 3 แห่ง - คันดินโบราณ ตั้งอยู่ระหว่างเขาโกปิดทองและเขาตาเก้า ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของเมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเป็นคันดินโบราณทอดตัวยาวตามแนวทิศเหนือ - ใต้ ระหว่างเขาโกปิด ทองและเขาตาเก้า - เจดีย์บนยอดเขาดีสลัก ตั้งอยู่บนยอดเขาดีสลัก ลักษณะเป็นเนินโบราณ์สถานก่อด้วยอิฐ ผสมก้อนปูน - เจดีย์บนยอดเขาพระ ตั้งอยู่บนเขาพระ ห่างจากเขาดีสลักไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะเป็นซากเจดีย์สมัยอยุธยา เจดีย์บนยอดเขาพระ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๔ กลุ่มที่ 5 โบราณสถานเชิงเขาทางด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง มี 10 แห่ง - เจดีย์หมายเลข 9 ตั้งอยู่เชิงเขาพระ ห่างจากเมืองโบราณอู่ทองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส - วิหารทางด้านทิศตะวันตกของเจดีย์หมายเลข 9 ห่างจากเจดีย์หมายเลข 9 ออกไปด้านทิศ ตะวันตกประมาณ 12 เมตร - เจดีย์บนยอดเขาพระ ตั้งอยู่บนยอดเขาพระ ลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาพระ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ เขาพระ ลักษณะเป็นเนินโบราณสถาน - เจดีย์หมายเลข 10 ตั้งอยู่เชิงเขาพระห่างจากเจดีย์หมายเลข 9 ออกไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลม - เจดีย์ทางทิศตะวันออกของเจดีย์หมายเลข 10 ห่างจากเจดีย์หมายเลข ไปทางทิศตะวันตอ อกประมาณ 10 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม - เจดีย์หมายเลข 11 ตั้งอยู่เชิงเขาทำเทียม ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 12 ตั้งอยู่เชิงเขาทำเทียม ห่างจากเจดีย์หมายเลข 11 มาทางทิศตะวันออก ประมาณ 500 เมตร - เจดีย์สมัยทวารวดีบนเขาทำเทียม ตั้งอยู่บนเขาทำเทียมในจุดที่สูงที่สุด ลักษณะเป็นเนิน โบราณสถานเตี้ย ๆ - โบราณสถานสมัยอยุธยาบนเขาทำเทียม ตั้งอยู่บนเขาทำเทียมห่างจากเจดีย์ สมัยทวารวดี ออกมาทางทิศตะวันออกประมาณ 50 เมตร ลักษณะเป็นกลุ่มโบราณสถานสมัยอยุธยา เจดีย์หมายเลข 10 เจดีย์หมายเลข 11 กลุ่มที่ 6 โบราณสถานในกลุ่มคอกช้างดิน อยู่บริเวณเขาคอกทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองอู่ทอง ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างด้วยดินที่เรียกกัน ว่าคอกช้างดิน มีจำนวน 4 แห่ง ลักษณะคล้ายอ่างเก็บน้ำ หรือบ่อน้ำมีคันดินรูปร่าง และลักษณะที่มี ขนาดใหญ่ทำให้ดูคล้ายคอกขังช้าง เดิมเชื่อว่าเป็นเพนียด คล้องช้าง แต่หลักฐานจากการศึกษาทาง โบราณคดี สามารถสรุปได้ว่า คอกช้างดินทั้ง 4 แห่งนี้ น่าจะใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ หรือเป็น สระน้ำศักดิ์สิทธิ์
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๕ กลุ่มที่ 7 โบราณสถานทางด้านทิศใต้ของเมือง “ถนนท้าวอู่ทอง” อยู่ทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของเมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเป็นโบราณสถานที่เป็นคันดิน เรียกกันว่า "ถนนท้าวอู่ทอง" คัน ดินหรือท้าวอู่ทองนี้เชื่อกันว่าเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนโบราณทางซีก ตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โบราณวัตถุที่สำคัญ แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร เลขทะเบียน ๖๕/๒๕๐๙ ขนาด กว้าง ๒๐ ซม. สูง ๑๖ ซม. ศิลปะ อินเดียแบบอมราวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ (หรือราว ๑,๖0๐-๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุ ๓ องค์ ยืนอุ้มบาตร ครองจีวรคลุม จีวรมีลักษณะเป็นริ้ว แสดงถึง อิทธิพลศิลปะอมราวดีของอินเดีย สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับศาสนสถาน หมายเหตุ ถือเป็นโบราณวัตถุอิทธิพลศิลปะอินเดียที่เก่าที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๖ ชิ้นส่วนปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรก เลขทะเบียน ๖๖/๒๕๐๙ ขนาด กว้าง ๑๗ ซม. สูง ๑๖.๕ ซม. ศิลปะ อินเดียแบบอมราวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ (หรือราว ๑,๖0๐-๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรก ชำรุด เหลือเฉพาะส่วนฐาน เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับ ขัดสมาธิไขว้พระบาทหลวมๆ แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอมราวดีของอินเดีย พระหัตถ์ทั้งสองวาง ประสานกันที่พระเพลา ด้านล่างเป็นขนดนาค ๓ ชั้นซ้อนกัน แผ่นดินเผารูปเทวดาเหาะ เลขทะเบียน ๓๘/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๓๖ ซม. ยาว ๓๐ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (หรือราว ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นดินเผาทำเป็นภาพนูนต่ำรูปบุคคลเอียงตัวทำท่าเหาะ ยกแขนและขาข้างขวาไปด้านหลัง ขาซ้าย ยื่นไปทางด้านหน้า สวมเครื่องประดับศีรษะแสดงถึงความเป็นบุคคลชั้นสูง ซึ่งน่าจะหมายถึง เทวดา มีสายคาดเอว พันรอบตัวโดยขมวดเป็นปม มีแถบผ้าพลิ้วไปทางด้านหลังคล้ายกับศิลปะอินเดีย แบบคุปตะ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๗ ปูนปั้นพระพุทธรูปปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ เลขทะเบียน ๒๒๗/๒๕๐๙ ขนาด สูง ๓๒ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐-๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ นิยมเรียกพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นในท่าแสดงธรรม โดยพระอังคุต (นิ้วหัวแม่มือ) และพระดัชนี (นิ้วชี้) จรดกันเป็นวงกลมว่า “ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์” ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์ตอนที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ ภายหลังจากทรงเทศนาโปรดพระพุทธ มารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในช่วงเข้าพรรษา (ทั้งนี้คติในการสร้างพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้ เดิมคง หมายถึงการแสดงธรรมของพระพุทธองค์) พระพุทธรูปองค์นี้ทำด้วยปูนปั้น มีลักษณะพระพักตร์แบบ พื้นเมือง ครองจีวรห่มคลุม พระหัตถ์ ทั้งสองข้างทำปางแสดงธรรม สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับ ตกแต่งศาสนสถาน แผ่นดินเผาภาพกินรี เลขทะเบียน ๗๙/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๒๓ ซม. สูง ๒๓.๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑0 - ๑๒ (หรือราว ๑,๔๐๐ - ๑,๖๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นดินเผาภาพกินรีสวมเครื่องประดับศีรษะ อยู่ในท่าเคลื่อนไหว ยกมือขวาและขาซ้ายขึ้น ไปด้านหลัง เนื่องจากแผ่นภาพชิ้นนี้ค่อนข้างลบเลือนและบางส่วนแตกชำรุดไป จึงไม่สามารถทราบ รายละเอียดที่แน่ชัด นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่าลำตัว และขา น่าจะเป็นลักษณะของสิงห์ มากกว่านกจึงอาจจะเป็นสิงห์ที่มีหน้าเป็นคนซึ่งเป็นภาพที่นิยมทำกันแพร่หลายในอินเดียภาคเหนือ สมัยราชวงศ์คุปตะ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๘ พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ (ปัทม : ดอกบัว/ปาณิ : ผู้ถือ) เลขทะเบียน ๒๔๗/๒๕๐๙ ขนาด กว้าง ๖ ซม. สูง ๒๓.๕ ซม. ศิลปะ ศรีวิชัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ (หรือราว ๑,๑๐๐-๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ประติมากรรมสำริดหล่อเป็นรูปพระโพธิสัตว์ ปัทมปาณิหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่ง เป็นพระโพธิสัตว์องค์สำคัญในศาสนาพุทธลัทธิมหายานประจำยุคปัจจุบัน ประทับยืนบนฐานทรงกลม เกล้าพระเกศาสูง มีรูปพระอมิตาภะปางสมาธิอยู่ที่หน้ามวยผม พระหัตถ์ขวาถือลูกประคำ พระหัตถ์ ซ้ายถือก้านดอกบัวและคนโทน้ำ มีสายธุรำ (ยัซโญปวีต พาดคล้องที่พระอังสาซ้าย) สิงห์สำริด เลขทะเบียน ๑๘/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๕.๕ ซม. สูง ๑๐.๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ สิงโตเป็นสัตว์สำคัญที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ ปรากฏสัตว์ดังกล่าว อยู่ในธรรมชาติสิงโตสำริดชิ้นนี้เป็นของหาได้ยากนอกจากจะมีขนาดเล็กและหล่อ ด้วยโลหะสำริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติถือเป็นโบราณวัตถุ ชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๑๙ เครื่องประดับทองคำรูปกินรี เลขทะเบียน ๒๗๕/๒๕๐๙ ขนาด กว้าง ๑.๓ ซม. สูง ๑.๙ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ (หรือราว ๑,๖๐๐-๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ด้านหลังเครื่องประดับทำเป็นห่วงกลม (คล้ายตุ้มหู) ด้านหน้าทำเป็นรูปบุคคลมีหน้าเป็น มนุษย์สวมตุ้มหูทรงกลม มีผมเป็นมวย ลำตัวมีขนปกคลุม ขาคล้ายสัตว์ประเภทนก (สันนิษฐานว่าเป็น รูปกินรี) เครื่องประดับทองคำรูปหน้าบุคคล (ยักษ์) เลขทะเบียน ๒๗๔/๒๕๐๙ ขนาด กว้าง ๑.๑ ซม. สูง ๑.๙ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ (หรือราว ๑,๖๐๐ - ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ เครื่องประดับทองคำรูปใบหน้าบุคคล (ยักษ์) ด้านหลังทำเป็นห่วงกลม ด้านหน้าทำเป็นรูป บุคคลสวมเครื่องประดับศีรษะเป็นช่อแหลมมีขอบกระบังหน้าเป็นสันนูน ตาโปน คิ้วหนาจมูกใหญ่งุ้ม แก้มป่องปากอ้ากว้างเห็นฟันแลบลิ้นออกมา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๐ เครื่องประดับทองคำ (ลูกปัด) เลขทะเบียน ๒/๒๕๑๓ ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ (หรือราว ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ลูกปัดทองคำขนาดเล็กรูปทรงกลมพร้อมจี้ทองคำฝังพลอย ตัวจี้เป็นรูปวงกลมมีรัศมี โดยรอบขอบทำเป็นลายเม็ดไข่ปลา ตรงกลางมีพลอยสีขาวประดับ ลูกปัดที่พบในเมืองโบราณอู่ทอง ส่วนมากอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี มีทั้งทำจากหินมีค่า แก้ว ดินเผา และทองคำ ลูกปัดเหล่านี้ นอกจากความสวยงามแล้วยังแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีในการทำ และเป็นหลักฐานแสดงการติดต่อ ค้าขายกับชาวต่างชาติอีกด้วย เศียรพระพุทธรูปทองคำ เลขทะเบียน ๗๖/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๔ ซม. สูง ๕.๓ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ส่วนของพระเศียรพระพุทธรูปขนาดเล็กพระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตร ปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม พระกรรณยาวเรียว พระพักตร์แสดงความมีเมตตา แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีลาย ละเอียดคมชัดแสดงถึงความชำนาญของช่างทองสมัยนั้น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๑ ตราดินเผารูปสัญลักษณ์ทางศาสนาประกอบอักษรจารึก เลขทะเบียน ๓/๒๕๒๐ ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔.๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ตราดินเผาทรงกลมแบ่งเป็น ๒ ส่วน ด้านบนเป็นภาพวัว ตรีศูล ครุฑ (หรือหงส์) โดยเรียง จากซ้ายไปขวา ด้านล่างเป็นตัวอักษร ๑ แถว เป็นอักษรอินเดียแบบปัลลวะภาษาสันสกฤต หมายถึง เทพตรีมูรติ คือพระศิวะ หรือพระอิศวร พระพรหมพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ โดยภาพสัตว์และ สัญลักษณ์ด้านบนอาจหมายถึงพาหนะและศาสตราวุธของพระศิวะและพระวิษณุ ตราดินเผารูปสิงห์ เลขทะเบียน ๒๘/๒๕๐๔ ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๒ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นดินเผาทรงกลม ด้านหน้าตรงกลางทำเป็นรูปสิงห์ยืนหันด้านข้างชันขาหน้าขึ้นตั้งตรง ส่วนขาหลังทั้งคู่งอเล็กน้อย ภาพของสิงห์ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับสิงห์ที่ปรากฏบนพุทธบัลลังก์สมัย อมราวดีของอินเดีย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ - ๘
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๒ เหรียญกษาปณ์โรมัน เลขทะเบียน ๓0๖/๒๕๐๙ ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ ซม. ลักษณะ ด้านหน้ามีรูปพระพักตร์ด้านข้างของจักรพรรดิชีซาร์ วิคโตรินุส สวมมงกุฎยอดแหลมเป็น แฉก มีตัวอักษรล้อมรอบอยู่ริมขอบเหรียญ IMP CVICTORINUS PF AUG ซึ่งเป็นคำย่อของ Emperor Caesar Victorinus Pius Felix Auguste แปลว่าจักรพรรดิซีซาร์วิคโตรินุส ศรัทธา ความสุข เป็น สง่า ส่วนด้านหลังของเหรียญ เป็นรูปเทพอาธีนาสำหรับจักรพรรดิวิคโตรินฺสนั้นเป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรโรมัน ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๘๑๒ – ๘๑๔ เหรียญเงินจารึก "ศรีทวารวดี ศวรปุณย" เลขทะเบียน ๑๕/๒๕๔๑ ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๗ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (หรือราว ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ เหรียญโลหะ (เงิน) ทรงกลม ด้านหนึ่งมีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตสองบรรทัดอ่าน ได้ความว่า “ศรีทวารวติ ศวรปุณย” ซึ่งแปลว่า “การบุณย์แห่งพระเจ้าศรีทวารวดี” ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นลวดลายรูปแม่โคกับลูกโคในลักษณะหันด้านข้าง ซึ่งภาพของแม่โคนั้นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง อำนาจด้านการผลิตของธรรมชาติที่อาจจะมีความสัมพันธ์กับคติของการบูชาคชลักษมีเทพีแห่งโชค ลาภและความอุดมสมบูรณ์
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๓ จารึกแผ่นทองแดง เลขทะเบียน ๒๕๑/๒๕๐๙ ขนาด กว้าง ๒๘ ซม. ยาว ๔๒ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีที่ผ่านมา) ลักษณะ เป็นแผ่นจารึกรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีอักษรจารึก ๖ บรรทัด เป็นอักษรปัลลวะ ภาษา สันสกฤต อ่านและแปลโดยอาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ คำแปล พระเจ้าศรีหรรษวรม เป็นพระราชนัดดา ของพระเจ้าศรีอีศานวรม ผู้ทรงพระเกียรติอันแผ่ไปทั่วได้รับสิงหเสนะมาโดยลำดับพระองค์ได้ส่งสีวิกา อันประดับด้วยรัตนะเป็นต้น พร้อมด้วยฟ้อนรำและดนตรี เป็นอาทิเป็นทักษิณาถวายแด่พระศรีมัตอัม ราตเกศวร และภายหลัง ท้าวเธอได้ของควรแก่การอุปกรณ์อันประเสริฐ และหมู่คนมีความสามารถใน การฟ้อนรำและขับร้อง เป็นต้นแด่พระศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์ศรีธาเรศวร ธรรมจักรพร้อมแท่นและเสา เลขทะเบียน ๖๐ - ๖๒/๒๕๐๖ ขนาด ธรรมจักรเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๑ ซม. สูง ๑๓๐ ซม. แท่น กว้าง ๔๘ ซม. ยาว ๕๐ ซม. สูง ๓๘ ซม. เสา เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๕ ซม. สูง ๒๘๐ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (หรือราว ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ธรรมจักรศิลาทรงกลม ฉลุซี่ล้อโปรง ที่ฐานมีลายกลีบบัวบาน ขอบของธรรมจักรสลักเป็น ลายวงกลมสลับสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน พบร่วมกับบัลลังก์หรือแท่นรองธรรมจักรรูปสี่เหลี่ยม และมีเสา ตั้งเป็นแท่งหินรูปแปดเหลี่ยม หัวเสาสลักเป็นลายพวงอุบะ ด้านล่างของเสาสลักเป็นลายกลีบบัวอยู่ เหนือรูปหงส์กางปีกภายในกรอบสี่เหลี่ยม
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๔ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา เลขทะเบียน ๒๒/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๙๕ ซม. สูง ๑๕๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ (หรือราว ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นหินสลักนูนสูงภาพพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางซ้อนขวาทับ ซ้ายบนพระเพลา ด้านล่างตรงกึ่งกลางสลักเป็นภาพวงธรรมจักรมีรูปกวางหมอบด้านข้าง หมายถึง การแสดงธรรมครั้งแรก (ปฐมเทศนา) ของพระพุทธองค์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทั้งนี้ลักษณะแบบ ภาพสลักดังกล่าว แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียอย่างแท้จริง พระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรม (วิตรรกะมุทรา) เลขทะเบียน ๕๕/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๙.๕ ซม. สูง ๓๒ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว ) ลักษณะ พระพุทธรูปสำริด ยืน พระบาทชิดกัน พระหัตถ์ยกขึ้นระดับพระอุระในท่าแสดงธรรม (วิตรรกะ) ทั้งสองพระหัตถ์ ลักษณะพระพักตร์ค่อนข้างกลมพระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกโด่งใหญ่ พระโอษฐ์อมยิ้ม พระกรรณยาวเกือบจรดบ่าเม็ดพระศกเป็นตุ่มเล็ก ด้านหลังพระเศียร มีประภามณฑลเป็นวงโค้ง มีขอบนอกประดับลายคล้ายเปลวเพลิง ครองจีวรห่มคลุมแนบพระองค์
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๕ พระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิ เลขทะเบียน ๖๙/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๓๐ ซม. สูง ๔๓.๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นพระพิมพ์ภาพพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งคู่วางซ้อนขวา ทับช้าย บนพระเพลา ครองจีวรห่มเฉียง ปรากฏชายผ้าที่ด้านหน้าพระเพลา (ลักษณะเช่นนี้ไม่เคย ปรากฏในศิลปะทวารวดี แต่พบมากในพระพุทธรูปแบบอิทธิพลศิลปะปาละของอินเดีย) พระพุทธรูป ดินเผาแบบนี้พบในเมืองโบราณอู่ทองหลายองค์เข้าใจว่าใช้กดประทับจากแม่พิมพ์เดียวกันเพื่อใช้ใน การประดับศาสนสถาน พระพิมพ์แสดงภาพพุทธประวัติ ตอน “มหาปาฏิหาริย์” เลขทะเบียน ๖๔/๒๕๑๑ ขนาด กว้าง ๑๑ ซม. สูง ๑ ๔ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (หรือราว ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ พระพิมพ์ดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิบน บัลลังก์ดอกบัว บริเวณด้านล่างของบัลลังก์มีรูปบุคคลยืนประคองก้านดอกบัว มีรูปบุคคล ๒ คน นั่ง ขนาบอยู่และมีบุคคล (โพธิ์สัตว์และเทวดา) ยืนเรียงกัน ที่มุมด้านบนสุดทั้งสองข้างทำรูปบุคคลอยู่ใน วงกลม (เข้าใจว่าคงหมายถึงพระอาทิตย์และพระจันทร์) ซึ่งนักวิชาการบางท่านตีความว่าน่าจะเป็น ภาพตอนแสดง มหาปาฏิหาริย์ตามคัมภีร์ทิวยาทานหนึ่งในคัมภีร์อวทานของนิกายสรรวาสติวาส (นิกายหินยานที่ใช้คัมภีร์ภาษาสันสกฤต) ทางด้านหลังของแผ่นพระพิมพ์ชิ้นนี้มีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต เป็นข้อความคาถา เย ธัมมา ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่นิยมจารึกไว้ด้านหลังพระ พิมพ์สมัยทวารวดี
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๖ พระพิมพ์ดินเผา (ภาพพระอรหันต์สาวก) เลขทะเบียน ๖๔/๒๕๐๖ ขนาด กว้าง ๖.๓ ซม. สูง ๑๐.๒ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (หรือราว ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ พระพิมพ์ดินเผารูปพระสาวก พบจากการขุดแต่งเจดีย์ หมายเลข ๑๑ เป็นรูปพระภิกษุ นั่งขัดสมาธิราบในท่าสมาธิ ครองจีวรห่มเฉียงไม่มีรัศมี สิ่งสำคัญคือด้านหลังองค์พระพิมพ์ มีจารึก อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อ่านได้ว่า สาริปุตโต ซึ่งเป็นชื่อพระอัครสาวกองค์สำคัญของ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน แท่ง (จุก) ดินเผารูปคชลักษมี ขนาด กว้าง ๘ ซม. สูง ๘ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แท่งดินเผาทรงกลม ด้านล่างทำเป็นลายกลีบบัวด้านบนตรงกลางทำเป็นรูปเทวีประทับนั่ง พระหัตถ์ ทั้งสองข้างถือก้านดอกบัวตูมระดับพระอุร ด้านข้างสันนิษฐานว่าเป็นรูปช้างชูงวงถือหม้อน้ำ เพื่อรดน้ำอภิเษกให้กับเทวีที่อยู่ตรงกลางภาพลักษณะนี้เรียกกันว่า “คชลักษมี” หรือ “อภิเษกศรี” ซึ่ง หมายถึงการรดน้ำอภิเษกแก่พระนางลักษมีศักติของพระวิษณุ อันเป็นการแสดงถึงความมีโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ตลอดจนเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตทั้งปวง เป็นความเชื่อของศาสนาฮินดู
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๗ ตุ๊กตาดินเผารูปคนจูงลิง เลขทะเบียน ๘๒/๒๕๐๒ ขนาด กว้าง ๔.๕ ซม. สูง ๘.๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ตุ๊กตาดินเผารูปบุคคลยืนตรง ด้านหน้ามีลิง ๑ ตัว นั่งเกาะขา มือซ้ายของบุคคลดังกล่าวถือ กิ่งไม้ แนบกับต้นขา ส่วนมือขวา ถือปลายเชือกผูกล่ามคอลิงเอาไว้บุคคลดังกล่าวสวมเครื่องประดับที่ คอและกำไลข้อมือหลายวงช้อนกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าศีรษะของประติมากรรมดังกล่าวมักหักออก จากลำตัว ทำให้นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าประติมากรรมเหล่านี้ อาจปั้นขึ้นเพื่อใช้ในการสะเดาะ เคราะห์ก็เป็นได้ ศีรษะบุคคลต่างชาติ เลขทะเบียน ๒๕๖/๒๕๐๕ ขนาด กว้าง 11.5 ซม. สูง 20 ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (หรือราว ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ ทำด้วยปูนปั้น หันด้านข้าง สวมหมวกทรงกรวยแหลม ลักษณะคล้ายหมวกของชาวอาหรับ หรือชาวตะวันออกกลางสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปของพ่อค้าที่เดินทางค้าขายระหว่างตะวันออกกลาง กับดินแดนแถบนี้
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๘ แผ่นดินเผารูปบุคคลสวมสร้อยคอและตุ้มหู เลขทะเบียน ๓๐/๒๕๔๓ ขนาด กว้าง ๒๔ ซม. สูง ๒๖ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ (หรือราว ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะ แผ่นดินเผาทำเป็นรูปบุคคล มือทั้งสองยื่นออกมาเกาะขอบฐานด้านหน้า บุคคลดังกล่าวสวม ตุ้มหูทรงกลม (คล้ายตุ้มหูที่พบมากในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีทั่วไป) และยังสวมสร้อยคอที่ คล้ายคลึงกับลูกปัดและเครื่องประดับที่พบในเขตเมืองโบราณอู่ทองด้วย แผ่นดินเผาภาพบุคคลฟ้อนรำ เลขทะเบียน ๒๙/๒๕๔๓ ขนาด กว้าง ๑๖ ซม. สูง ๕๑ ซม. ศิลปะ ทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีที่ผ่านมา) ลักษณะ เป็นแผ่นดินเผาแบบนูนต่ำ ทำเป็นรูปบุคคลยืนเอียงสะโพกในท่าฟ้อนรำ ขาซ้ายเหยียดตรง ส่วนขาขวา งอแยกออกไปด้านข้าง แขนขวายกงอเป็นวงเข้ามาชิดใบหู แขนซ้ายเหยียดโค้งพาดกลาง ลำตัวปลายมือชี้ลงเบื้องล่าง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ศีรษะสวมศิราภรณ์ทรง สามเหลี่ยมคล้ายใบไม้ตั้งขึ้น สวมตุ้มหูและสร้อยคอ นุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นเป็นริ้วมีชายผ้า ๒ ชั้นห้อย ตกลงมาด้านหน้า
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๒๙ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิกับเมืองโบราณอู่ทอง สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถ ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ ม 3/1 วิเคราะห์เรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผลตามวิธีการ ทางประวัติศาสตร์ ม 3/2 ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาเรื่องราวต่างๆที่ตนเองสนใจ สาระการเรียนรู้ 1. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ กับเมืองโบราณอู่ทอง 2. ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ 3. ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๐ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิกับเมืองโบราณอู่ทอง ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ เมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่รุ่งเรืองในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี คือ เมืองอู่ทอง มี ลักษณะตัวเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำและคันดิน มีศาสนสถานทางพุทธศาสนาตั้งอยู่ภายในและภายนอก เมือง ถือได้ว่าเป็นเมืองโบราณแห่งหนึ่งในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เจริญขึ้นจาก การติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอก โดยเฉพาะอินเดีย และมีพัฒนาการทางสังคมที่ก้าวหน้า เช่น การ ใช้ตัวอักษรและภาษา การใช้ระบบเงินตราแลกเปลี่ยนสินค้า ระบบการปกครอง คติความเชื่อทาง ศาสนา รวมไปถึงความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ฯลฯ เมืองอู่ทอง ในเอกสารชมพูทวีป (อินเดีย) กับลังกาทวีป (ลังกา) เรียก “สุวรรณภูม” ส่วน เอกสารจีนเรียก “จินหลิน” ล้วนมีความหมายเหมือนกันคือ ดินแดนทอง ตรงกับชื่อในตำนานว่า อู่ ทอง ที่ตั้งเมืองอู่ทองอยู่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน โดยมีเส้นทางน้ำเชื่อมโยงเข้า ด้วยกัน คือลำน้ำทวน กับ ลำน้ำจระเข้สามพัน เมืองโบราณอู่ทองแห่งนี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยของชุมชน มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตอนปลาย อายุราว ๒,๕๐๐ – ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ได้พบ เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา แวปั่นด้ายดิน เผา เป็นต้น ต่อมาได้พัฒนาตนเองสู่สังคมเมืองสมัยประวัติศาสตร์ ทำการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป มีบทบาทเป็น ศูนย์กลางทางการค้า และเมืองท่าร่วมสมัยกับเมืองออกแก้วของประเทศเวียดนาม ได้พบลูกปัดแก้ว และเหรียญกษาปณ์ เหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิคโตรินุส เป็นต้น ได้รับรูปแบบทางศาสนาศิลปกรรม แบบอมราวดีจากอินเดีย ได้พบประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ ๓ องค์อุ้มบาตร และพระพุทธรูป ปูนปั้นนาคปรกศิลปะแบบอมราวดี เมืองโบราณอู่ทองได้มีการอาศัยมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาตนเองจากสังคม เกษตรกรรมในระดับหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง (Urban society) ซึ่งมีความเจริญ และมีความซับซ้อน ทางสังคมมากขึ้น และกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมเมืองหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จาก หลักฐานประเภทโบราณวัตถุสถานที่พบในช่วงเวลาดังกล่าว ทราบว่าเมืองโบราณอู่ทอง ได้มีการ ติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบโพ้นทะเล โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งจากการที่มีการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรม ของอินเดียอย่างมาก จนทำให้ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 - 12 ได้เกิดวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่าง รูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นกับวัฒนธรรมที่มาจากกลุ่มชนภายนอก วัฒนธรรมนี้มีจุดเด่นอยู่ที่รูปแบบ ทางศิลปกรรมเฉพาะตัว มีการใช้ภาษามอญร่วมกัน และการนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก วัฒนธรรมทวารวดีเชื่อกันว่ามีศูนย์กลางความเจริญตั้งอยู่บริเวณเขตที่ราบภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งมีเมืองหลัก ได้แก่ เมืองนครชัยศรี(นครปฐม) เมืองคูบัว (ราชบุรี) และเมืองอู่ทอง สำหรับความเป็นมาของอู่ทอง หัวใจแห่งสุวรรณภูมินั้น เกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 4 อินเดีย มีพระมหาราชที่ยิ่งใหญ่ พระนามว่า พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของโลก ได้ส่ง สมณทูตไปเผยแผ่ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางบกทางทะเล และหนึ่งในสมณทูตเหล่านั้น คือ พระโสณะ เถระและพระอุตระเถระ ที่เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิทางทะเล ซึ่งบริเวณที่เข้ามานั้น จากหลักฐาน เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา แวปั่นด้ายดินเผา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๑ ทางโบราณคดีและตำแหน่งภูมิศาสตร์น่าจะอยู่บริเวณที่เรียกว่า แหลมทอง ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรไทย ต่อคาบสมุทรมลายู ซึ่งก็คือ บริเวณตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่จังหวัดปัตตานีขึ้นมาจนถึง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยนั่นเอง ทั้งนี้ ด้วยลักษณะของเมืองอู่ทอง อาทิ ที่ตั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ค้นพบ ทำให้อาจารย์ ศรีศักร สันนิษฐานว่า จากหลักฐานการบันทึกของนักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์หลายคนทำให้คิดเลย เถิดไปว่า เส้นทางคมนาคมข้ามคาบสมุทรนี้คือสถานที่ที่สมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางเข้า มาเผยแผ่ศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่พม่า-มอญ เชื่อว่ามาขึ้นที่เมืองสะเทิมและหงสาว ดีของมอญอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่พบเห็นโบราณวัตถุใดในเขตเมืองสะเทิมและเมืองเมาะตะมะที่มีอายุ เท่ากันกับพบที่ดอนตาเพชรและอู่ทอง อีกทั้งตำแหน่งเมืองมอญของพม่านี้ก็อยู่เหนือขึ้นมาจาก เส้นทางเดินเรือทะเลที่จะต้องข้ามคาบสมุทร ยิ่งดูไปถึงเรื่องหลักฐานของวัฒนธรรม ที่สืบเนื่องจาก สุวรรณภูมิมาจนถึงยุคต้นประวัติศาสตร์เช่นสมัยศรีเกษตรและทวารวดีแล้วก็ไม่พบอะไร ต่างกับทาง บริเวณเมืองอู่ทองและเมืองอื่นๆ ในฝั่งอ่าวไทยที่พบคติในการสร้างธรรมจักรที่มีรูปกวางหมอบ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดี ในพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ทีเดียวแต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเมืองอู่ทอง พบแท่งศิลาจารึกภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” เข้าใจว่าพบแถวเขาที่อยู่ทางทิศเหนือของเมือง ซึ่งคำ ว่า “ปุษยคีรี” นี้เป็นชื่อเมืองและสถานที่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างพระสถูปบรรจุ พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าในอินเดียอีกด้วย จากที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีเหตุผลสนับสนุนจากนักวิชาการท่านอื่นๆ ดังนี้ - ศาสตราจารย์ ฌอง บัวเซอลีเยร์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส เชื่อว่าเมืองอู่ทองน่าจะเป็นราช ธานีแห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งพระสมณฑูตเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในดินแดนแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๗๐ - พ.ศ. ๓๑๑ - นายพอล วิทลีย์ เชื่อว่าเมืองจินหลิน ตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทอง เป็นรัฐสุดท้ายที่พระเจ้าฟันมัน แห่งอาณาจักรฟูนันปราบได้ ในพุทธศตวรรษที่ ๙ เมื่ออาณาจักรฟูนันล่มสลายลงในปลายพุทธ ศตวรรษที่ ๑๑ รัฐทวารวดี ได้เจริญขึ้นมาแทนที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และรุ่งเรืองสูงสุดใน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ จากบันทึกของพระภิกษุจีน เหี้ยนจัง ยืนยันการมีตัวตนของอาณาจักร ทวารวดี มีเมืองอู่ทองเป็นเมืองหลวง และศูนย์กลางทางศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และวัฒนธรรม ทวารวดี ประชาชนนับถือศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทเป็นหลัก ใช้ภาษามอญ ยึดถือคติทางศาสนา รูปแบบศิลปะคุปตะจากอินเดีย เป็นต้น ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ พิพิธภัณฑ์อู่ทอง เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัตถุและแหล่งเรียนรู้อารยธรรมทวารวดีชั้นดี ที่มี ความเชื่อมโยงกับ “เมืองโบราณอู่ทอง” หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองไทยที่ปัจจุบันเป็น ส่วนหนึ่งของอำเภออู่ทอง ราวพุทธศตวรรษที่ 8 - 10 วัฒนธรรมอินเดียที่รุ่งโรจน์ในยุคนั้นได้แผ่ขยายเข้ามาในดินแดน สุวรรณภูมิปรากฏอย่างชัดเจนในอู่ทอง มีการค้นพบหลักฐานที่แสดงถึงการนับถือพระพุทธศาสนา การใช้ภาษาและตัวอักษรแบบ “ปัลลวะ” เป็นต้น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๒ วัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามาจากภายนอกได้มาผสมผสานกับวัฒนธรรมภายในของท้องถิ่น เกิดเป็น “วัฒนธรรมทวารวดี” ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุควัฒนธรรมสมัย แรกสุดของเมืองไทย มีหลักฐานการสร้างตัวเมืองเป็นผังรูปวงรี กว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ยาว ประมาณ 2 กิโลเมตร มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ เมืองอู่ทองยุคนี้มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในฐานะเมืองท่า ศูนย์กลางการค้า โดย นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเมืองอู่ทองมีความสำคัญมากถึงขนาดเคยเป็นเมืองหลวงรุ่นแรกของอาณาจัก ทวารวดีเลยทีเดียว เพราะมีการค้นพบเหรียญเงินจำนวนหลายเหรียญจารึกคำว่า “ศฺรีทฺวารวตี ศฺวร ปุณฺยะ” ที่แปลว่า “พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญ อันประเสริฐ” หรือแปลว่า “การบุณย์ของพระเจ้าศรี ทวารวดี” ที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงต่อข้อสันนิษฐานว่า เมืองหลวงหรือศูนย์กลางของ อาณาจักรทวารวดีน่าจะอยู่ที่เมืองอู่ทอง นอกจากเมืองท่า เมืองหลวงแล้ว อู่ทองยังเป็นดินแดนศูนย์กลางทางพุทธศาสนาแห่งสุวรรณ ภูมิ และเป็นจุดที่พระพุทธศาสนาเดินทางเข้ามาประดิษฐานเป็นแห่งแรกของเมืองไทย โดยมีข้อ สันนิษฐานว่า “พระโสณะ”เถระและ“พระอุตตระ”เถระ 2 ผู้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดน สุวรรณภูมิ(หลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 300 ปี) ได้เข้ามาสร้างวัดพุทธแห่งแรกขึ้นใน เมืองอู่ทอง สำหรับจุดสร้างวัดพุทธแห่งแรกที่เป็นวัดแห่งแรกของไทยอยู่บนยอดเขาของ “วัดเขาทำ เทียม” ในปัจจุบัน ซึ่งมีการค้นพบร่องรอยการใช้เพิงผาถ้ำบนยอดเขาเป็นที่พำนักของ พระอัครสาวก ทั้ง 2 และค้นพบโบราณวัตถุเป็นก้อนหินสลักคำจารึกว่า “ปุษยคีรี” ที่หมายถึงภูเขาแห่งดอกไม้ และ ค้นพบธรรมจักรศิลาที่สมบูรณ์ที่สุดในเมืองไทยที่วัดแห่งนี้เช่นกัน (ศิลปวัตถุทั้ง 2 ชิ้นปัจจุบันจัดแสดง อยู่ในพิพิธภัณฑ์อู่ทอง) ภาพเหรียญเงินโบราณ มีข้อความจารึกเป็นภาษาสันสกฤต ว่า “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” (แปลว่า บุญของพระผู้เป็นเจ้าแห่งทวารวดี) ที่พบในบริเวณแถบจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และลพบุรี
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๓ (แถว บนสุด-จากซ้ายไปขวา) ภิกษุอุ้มบาตรทำด้วยดินเผา แสดงการรับอิทธิพลพุทธศาสนา เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ พบที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี (แถวล่าง-จากซ้ายไปขวา) บาตรดินเผาใส่ เหรียญกษาปณ์รูปสังข์ พบที่ คอกช้างดิน เมืองอู่ทอง (แถว 2 จากซ้ายไปขวา) คนชาติภาษาต่างๆ ที่เดินทางเข้ามาแลกเปลี่ยนค้าขายสิ่งของกับ ภูมิภาคสุวรรณภูมิสืบเนื่องถึงสมัยหลังๆ มีหลักฐานปูนปั้นรูปหน้าคนชาติภาษา พบทั่วไปตั้งแต่เมืองอู่ ทอง จ.สุพรรณบุรี, เมืองนครชัยศรี จ.นครปฐม, และที่เมืองคูบัว จ.ราชบุรี (แถว 3) ตะเกียงโรมัน พบที่ ต.พงตึก จ.กาญจนบุรี บนเส้นทางเมืองอู่ทอง (แถว ล่างสุด-จากซ้ายไปขวา) เหรียญโรมัน พบที่เมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี (ภาพ ขวา) นายบรรหาร ศิลปอาชา แนะนำแนวทาง “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนา แหล่งน้ำลำคลอง” บริเวณคูน้ำคันดิน เมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2552
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๔ ภาพธรรมจักรตั้งบนเสาหิน (เสาอโศก) ทำจำลองเหมือนครั้งพระเจ้าอโศก จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ภาพธรรมจักร, เสา, แท่น ทั้งหมดสลักจากหินปูน พบที่ (เจดีย์หมายเลข 11) เมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี อายุราวหลัง พ.ศ.1000 เลียนแบบสัญลักษณ์พุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก (บางทีเรียก “เสาอโศก”) ซึ่งมีอายุระหว่าง พ.ศ.270-312 (ห่างกันมากกว่า 500 ปี แต่เฉพาะ ธรรมจักรยังสืบเนื่องความเชื่อถึงปัจจุบัน) ทั้งนี้เพื่อ (1) ยกย่องพระราชาเมืองอู่ทองขณะนั้นเป็น “ธรรมโศกราช” หรือ “ธรรมราชา” เทียบ พระเจ้าอโศก และ (2) เสาอโศกในศาสนาพุทธสืบเนื่อง หินตั้งในศาสนาผีเชื่อมฟ้ากับดิน เสมือนหนทางสื่อสารขึ้นฟ้าเพื่อรวมพลังกับผีฟ้า ผีแถนตามความเชื่อ เรื่องขวัญที่มาก่อนหลายพันปีแล้ว (ภาพทั้งหมดจากห้องแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง โดย “แม่กิมหลิน” พฤศจิกายน 2563)
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๕ ปัจจุบันโบราณวัตถุที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันยาวนานนั้นได้ถูกเก็บรักษาและเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สถานที่สำคัญที่คนรุ่นหลังสามารถที่จะเข้าไปศึกษา เรียนรู้เรื่องราวในอดีตผ่านข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ที่ได้ผ่านกาลเวลามาพร้อมๆ กับความมีชีวิตของ เมืองโบราณอู่ทอง ที่ทำให้เกิดการค้นหาความหมายของอดีต แม้ว่างานวิจัยจะสิ้นสุดลงแต่ทว่าสำหรับ คนรุ่นหลังแล้วยังคงต้องมีคำถามที่จะต้องเรียนรู้หาคำตอบกันต่อไป เพราะอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มี ชีวิตและความเคลื่อนไหวของผู้คน มิใช่เพียงแค่ชื่อในตำนาน ความเจริญรุ่งเรืองหลังได้รับอิทธิพลจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนา - ด้านการศึกษา ประชาชนได้สนใจศึกษาพุทธศาสนามากขึ้นตามลำดับ ได้มีการจัดตั้งสมาคม มูลนิธิทางพุทธศาสนาเพื่อการศึกษามากมาย มีการจัดตั้งชมรมพุทธศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยและ สถาบันการศึกษาต่างๆ ส่วนการศึกษาของพระสงฆ์ได้มีการยกระดับมาตรฐานการศึกษา เช่นยกระดับ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัยได้เปิดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ในระดับปริญญา ตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก มีการจัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญ ระดับประถมปลาย และ ม.๑ ถึง ม.๖ มีการจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรก ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย เพื่อเปิดการสอนพุทธศาสนาแก่เด็กและเยาวชน จนได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ - ด้านการเผยแผ่ ได้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศไทยได้มีองค์กรเผยแผ่ธรรมในแต่ละจังหวัด โดยได้จัดตั้งพุทธสมาคมประจำจังหวัดขึ้น ส่วน พระสงฆ์ได้มีบทบาทในการเผยแผ่มากขึ้น โดยใช้สื่อของรัฐ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเอาวิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาภาคบังคับแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตั้งแต่ ม. ๑ ถึง ม. ๖ พระสงฆ์จึงได้มีบทบาทในการเข้าไปสอนในโรงเรียนต่างๆ มีการประยุกต์การเผยแผ่ธรรมะใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น การบรรยาย ปาฐกถา และเขียนหนังสืออธิบายพุทธธรรมมากขึ้น ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ เช่น มีพระเถระนักปราชญ์ชาวไทยในยุคนี้ ได้แก่ ท่านพุทธทาสภิกขุ และพระ ธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้น ในต่างประเทศได้มีการสร้างวัดไทยในต่างประเทศหลายวัด เช่น วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นวัดไทยแห่งแรกในต่างประเทศ ต่อจากนั้นได้มีการสร้างวัดไทยใน ประเทศตะวันตก คือ วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน นับเป็นวัดไทยวัดแรกในประเทศตะวันตก มีการ สร้างวัดแห่งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอเนีย ชื่อว่า วัดไทยลอสแอง เจลิส นอกจากนั้นได้มีองค์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศของคณะสงฆ์ไทย ได้จัดให้มีการ อบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศขึ้นประจำทุกปี เพื่อส่งไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะทางตะวันตก - ด้านพิธีกรรม ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีต่าง ๆ ที่เป็นพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ ให้เป็นพิธีของรัฐบาล เรียกว่า “รัฐพิธี” โดยให้กรม กระทรวงต่างๆ เป็นผู้จัด จัดให้มีงานส่งเสริม พระพุทธศาสนาช่วงวันวิสาขบูชาของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนพระองค์ในพิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๖ - ด้านวรรณกรรม ได้มีวรรณกรรมทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมาย มีปราชญ์ทางพุทธศาสนา เกิดขึ้นหลายรูป จึงได้เกิดวรรณกรรมทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรองมากมายหลายเล่ม เช่น พุทธ ประวัติจากพระโอษฐ์ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ หนังสือ พุทธธรรม ของ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๗ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาในเมืองโบราณอู่ทอง สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๒ เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และ การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและ สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น ม.4-6/1 วิเคราะห์อิทธิพลของอารยธรรมโบราณ และการติดต่อระหว่างโลกตะวันตกกับ โลกตะวันออกที่มีผลต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของโลก สาระการเรียนรู้ 1. การค้าขายกับชุมชนภายในและภายนอก 2. การรับวัฒนธรรมภายนอก 3. พัฒนาการภูมิปัญญา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๘ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาในเมืองโบราณอู่ทอง 1. การค้าขายกับชุมชนภายในและภายนอก จากทำเลที่ตั้งของอาณาจักรทวารวดีที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพ เกษตรกรรม การทำนาจึงถือเป็นอาชีพหลัก โดยนิยมทำนาในบริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำลำคลอง สันนิษฐานว่ามีการใช้แรงงานสัตว์ (วัว) มาช่วยในการไถนา เนื่องจากจารึกภาษามอญทวารวดียุคต้น ได้กล่าวถึงการทำบุญถวายวัตถุสิ่งของแก่ศาสนา สัตว์ที่อยู่ในรายการของถวาย คือ วัว แสดงว่าวัวเป็น สัตว์ที่นิยมใช้กันในสังคมทวารวดียุคต้น นอกจากนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ ยังกำหนดให้รัฐทวารวดีเป็น ดินแดนที่เปิดออกสู่ทะเล โดยอยู่ในเส้นทางการคมนาคมติดต่อกับภูมิภาคส่วนในของลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยาทุกด้าน จึงทำให้ทวารวดีมีฐานะเป็นเมืองทำการค้าที่สำคัญ ทั้งการค้ากับต่างชาติทางทะเล และการค้ากับเมืองต่างๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปตอนใน โดยเราจะพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรือง ในการค้ากับต่างชาติของสังคมสมัยทวารวดีดังเช่น ภาพปูนปั้นและดินเผาของพ่อค้าชาวต่างชาติ มี ลักษณะคล้ายซาวอาหรับหรือชาวตะวันออกกลาง การค้าทางทะเลเป็นส่วนสำคัญของโลกการค้า ที่มีเป้าหมายการเดินทางเพื่อแสวงโชคทาง การค้า สมัยก่อนมี ๒ แห่ง คือสุวรรณภูมิ (บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และอีกแห่งหนึ่ง คือ ตัมพรปาณีทวีป (เกาะศรีลังกา) ในชาดกของพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการเดินทางมาค้าขายของนัก แสวงโชคที่เดินทางเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิดังเช่น มหาชนกชาดก กล่าวถึงชายผู้หนึ่งนำสินค้า ของตนใส่เรือลำนั้นจุคนและเพื่อนไปค้าขายทางเรือยังสุวรรณภูมิ และสุโสรณีชาดก กล่าวถึงชายผู้ หนึ่งเดินทางไปยังหมู่บ้านใกล้ประตูเมืองพาราณสี เพื่อจะเดินทางต่อไปยังเมืองภรุกัจฉะ และได้พบ เพื่อนพ่อค้าอื่นซึ่งจะเดินทางจากที่นี่ไปยังสุวรรณภูมินอกจากสุวรรณภูมิจะเป็นแหล่งการค้าซึ่งเป็น จุดหมายสำคัญของเหล่าพ่อค้านานาชาติแล้ว เส้นทางการเดินเรือของโลกการค้าเก่า ยังเป็นปัจจัยที่ ทำให้เมืองท่าในย่านนี้ร่ำรวยในทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะเส้นทางเดินเรือติดต่อระหว่างมหาสมุทร อินเดียกับน่านน้ำทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ต้องผ่านช่องแคบมะละกาหรือช่องแคบซุนดา การค้าที่ครอบคลุมอ่าวไทยและบริเวณคาบสมุทรตอนบนและตอนล่าง ทำให้เกิดชุมชนและเมืองท่า ใหญ่น้อยหนาแน่น ด้วยเหตุนี้บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (โบราณ) และบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โขงจึงมีการค้าคับคั่ง เนื่องด้วยที่ตั้งของเมืองอู่ทองอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณระหว่างโลกตะวันตก คือ อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ กับโลกตะวันออก คือ จีนและเวียดนาม อู่ทองจึงเป็นศูนย์กลางการ ติดต่อทางทะเลไปยังบ้านเมืองทางตะวันออกบริเวณปากแม่น้ำโขง เลยขึ้นไปตามชายฝั่งทะเลของ เวียดนามยังเมืองท่าทางตอนใต้ของจีนในมณฑลกวางตุ้งและกวางสี ลักษณะของเรือที่ใช้เป็นยานพาหนะในสมัยนั้น น่าจะเป็นเรือใบเสาเดียว ดังเช่น รูปเรือสำเภา บนตราประทับที่พบที่นครปฐม รูปแบบของเรือมีลักษณะใกลัเคียงกับเรือของอินเดียในช่วงพุทธ ศตวรรษที่ ๑๑ ในระยะเวลาดังกล่าว การเดินเรืออยู่ในมือของพ่อค้าชาวอินเดีย และนักเดินทาง เหล่านี้คงนำเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย การเดินเรือในยุคนี้เนื่องจากเรือมีขนาดเล็ก คงเป็นการเดินเรือแล่นเลียบชายฝั่งทะเลไปยังเมืองท่า ต่างๆนอกจากการค้าทางทะเลแล้ว อู่ทองยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบก ที่ผ่านลุ่มน้ำ เจ้าพระยาทางซีกตะวันออกเข้าลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ไปยังที่ราบสูงโคราชในลุ่มน้ำมูล-ชี และแม่น้ำโขง ด้วยการเป็นเมืองชุมทางการค้าเมืองอู่ทองจึงพบหลักฐานของผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทาง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๓๙ วัฒนธรรมและศาสนา ดร. ผาสุข อินทราวุธ ได้อธิบายถึงการค้าของเมืองอู่ทองในช่วงนี้ไว้ว่า อู่ทอง มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับอินเดียสมัยราชวงศ์โมริยะ-คุงคะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๓ - ๕ สินค้าจากอินเดียส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทลูกปัด ทำด้วยหินคาร์ เนเลียน (Carnelian) หินอะเกต (Agate) ทั้งแบบเรียบและแบบที่ตกแต่งโดยการสกัดผิวและฝังสี (Etched Beads) และในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ - ๙ ตรงกับสมัยราชวงศ์กุษาณะ คุปตะของอินเดีย เป็นช่วงที่อินเดียติดต่อค้าขายกับโรมัน และมีการตั้งถิ่นฐานของชาวโรมันในอินเดียด้วย จึงพบสินค้า ของอินเดีย โรมัน และสินค้าแบบอินโด - โรมัน (สินค้าที่เลียนแบบสินค้าโรมัน) โบราณวัตถุที่พบที่ เมืองอู่ทองซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองท่าที่มีความสัมพันธ์กับนานาชาติ จากที่กล่าวมา เราจะเห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของชุมชนในรัฐทวารวดีเกิดจาก รูปแบบทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ด้านควบคู่กันไป คือ เศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม การเพาะปลูกข้าวซึ่งเป็น เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อยังชีพ และเศรษฐกิจแบบการค้าบริเวณชายฝั่ง เนื่องจากความพร้อมใน ด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีทำเลติดต่อกับทะเล ทวารวดีจึงเป็นรัฐที่มีฐานะเป็นศูนย์กลางทางการค้า ที่สำคัญในดินแดนสุวรรณภูมิ 2. การรับวัฒนธรรมภายนอก ภาพผู้หญิงที่ขูดขีดจารลงบนภาชนะสำริด ลักษณะเป็นผู้หญิงแบบอินเดีย รวมทั้งรูปช้างและสิงห์ที่ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดีย เครื่องประดับที่เรียกว่า “ลิง-ลิง-โอ” (Ling-Ling-O) คือเป็นตุ้มหูที่ทำเป็นรูปสัตว์ ๒ หัว หรือตุ้มหูรูปวงกลมมีปุ่มยื่นออกมา ๓ ด้าน มีทั้งหินสีเขียวคล้ายหยกและหินสีส้มจำพวกคาร์เนเลียน เครื่องประดับแบบนี้เป็นของที่พบมากตามชุมชนของชาวทะเลในเวียดนามและตามเกาะต่างๆ ใน ท้องถิ่นทะเลจีน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของอู่ทองและเพื่อนบ้านทางด้านตะวันออก ลูกปัด ที่เมืองอู่ทองมีการค้นพบลูกปัดจำนวนมากทั้งลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว และลูกปัดทองคำ ลูกปัด มีความหมายหลายประการ คือ เป็นเครื่องประดับแสดงฐานะทางสังคม เป็นเครื่องหมายของ อำนาจ เป็นเครื่องรางของขลัง ใช้ป้องกัน ผีร้ายและอำนาจเหนือธรรมชาติและเป็นของมีค่าที่ใช้ แลกเปลี่ยนเสมือนเงินตรา ลูกปัดหินมีทั้งที่ทำด้วยหินควอตซ์ (Quartz) หินคาร์เนเลี่ยน หินอะเกต หินออนนิกซ์ (Onyx) และหินคาลซิโดนี (Chalcedony) ทั้งแบบเรียบ และแบบที่ตกแต่งด้วยการฝังสี ลูกปัดแก้วมีทั้งลูกปัด แก้วสีเดียว และลูกปัดแก้วหลายสี ลูกปัดแก้วสีเดียวคงเป็นของที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะอินเดีย เนื่องจากมีการติดต่อ ค้าขายมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ สมัยราชวงศ์โมริยะ ซึ่งเป็นช่วงที่อินเดียผลิตลูกปัดแก้วส่งเป็น สินค้าออก และอีกส่วนหนึ่งผลิตโดยชาวพื้นเมือง ลูกปัดแก้วหลายสีที่นิยมเรียกกันว่า “ลูกปัดโรมัน” ทั้งแบบที่มีแถบสีหลายสีสลับกัน (Striped beads) และแบบที่เรียกว่าลูกปัดมีตา (Eye beads) ลูกปัดโรมันมีแหล่งผลิตอยู่แถบทะเล เมดิเตอร์เรเนียนในกรีก โรมัน และเปอร์เซีย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ - ๕ อินเดียทำการค้ากับโลก ตะวันตกลูกปัดแก้วหลายสีจึงหลั่งไหล เข้ามายังเมืองท่าของอินเดีย และถูกส่งต่อมายังเมืองท่าต่างๆ ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองออกแก้วในเวียดนาม เป็นต้น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๐ เหรียญกษาปณ์โรมันสมัยจักรพรรดิวิดโตรินุส ด้านหน้าเหรียญกษาปณ์เป็นรูปพระพักตร์จักรพรรดิซีซาร์วิดโตรินฺส (Caesar Victorinus) กษัตริย์ของอาณาจักรโรมันซึ่งครองราชย์ในช่วง พ.ศ. ๘๑๒ - ๘๑๔ ด้านหลังเป็นรูปเทพีอาธีน่า (Athena) เทพีแห่งสติปัญญาและสงคราม เหรียญนี้อาจเป็นของพ่อค้าที่เดินทางมาจากซีกโลก ตะวันตกเข้ามาทำการค้าในดินแดนแถบนี้ ตราประทับ (Seals) คือ วัตถุที่ใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล กลุ่มคน หรือสถาบันต่างๆเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง การค้าขาย ตราประทับเป็นเครื่องหมายแทนหรือ ประกอบการ ลงนามในเอกสารสำคัญการใช้ตราประทับนี้เป็นการรับเอาวัฒนธรรมจากอินเดียซึ่ง รับมาจากเปอร์เซียอีกทอดหนึ่ง ตราประทับดินเผาที่พบที่อู่ทองเป็นรูปสิงห์ มีลักษณะคล้ายกับสิงห์ของศิลปะอินเดียสมัย อมราวดีราวพุทธศตวรรษที่ ๖ - ๘ ตราประทับรูปวัว ตรีตูล ครุฑ (หงส์ อาจหมายถึงเทพตรีมูรติ) ท้าว กุเวร หม้อปูรณฆฎะ กวาง ฯลฯ ตราประทับไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในการติดต่อค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญเกี่ยวกับ ระบบความเชื่อด้วยตราประทับดินเผารูปคชลักษมี (ช้างซูงวงรดน้ำแด่พระลักษมีชายาของพระวิษณุ) รูปเทพกุเวร (เทพแห่งความมั่งคั่ง) เป็นเครื่องรางที่พ่อค้าชาวอินเดียพกติดตัวเมื่อเดินทางไปค้าขายยัง ต่างแดน เพื่อป้องกันภยันตราย และเพื่อโชคลาภในการค้าขายตามความเชื่อในศาสนาฮินดู แผ่นดินเผารูปเทวดาเหาะและแผ่นดินเผารูปกินรีงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงศิลปะ อินเดียสมัยคุปตะ ปูนปั้นรูปศีรษะบุคคลต่างชาติรูปบุคคลสวมหมวกทรงกรวยแหลมคล้ายกับหมวกของชาว อาหรับหรือชาวตะวันออกกลาง อาจเป็นพ่อค้าที่เดินทางค้าขายระหว่างตะวันออกกลางกับดินแดน แถบนี้ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพ่อค้าเปอร์เซีย (Persia) หรือพ่อค้าชาวซิเถียน (Scythians) ซึ่งมีถิ่น ฐานอยู่ทางตะวันตกของอินเดียปูนปั้นบุคคลลักษณะเช่นนี้มีการค้นพบที่เมืองคูบัว ราชบุรีด้วยเช่นกัน ตุ๊กตาดินเผารูปคนจูงลิง ทำเป็นรูปบุคคลยืน ตรงมือซ้ายถือกิ่งไม้แนบกับต้นขา มือขวาถือ เชือก ที่ด้านปลายลิงเอาไว้ เป็นที่น่าสังเกตว่าศีรษะมักหักออกจากลำตัว สันนิษฐานว่าประติมากรรม เหล่านี้อาจใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับการสะเดาะเคราะห์ ลูกเต๋า ที่พบที่เมืองอู่ทองมีทั้งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำจากกระดูกและงาสัตว์ ใช้สำหรับเล่น กีฬา และการพนัน จากลักษณะของลูกเต๋า เป็นลูกเต๋าที่ใช้ในอินเดียตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึง สมัยคุปตะ จากโบราณวัตถุที่พบในเขตเมืองอู่ทองแสดงให้เห็นว่า อู่ทองเป็นเมืองท่า แหล่งทำการค้ากับ ดินแดนต่างๆ ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนค้าขายที่เชื่อมโยงโลก ตะวันตกกับโลกตะวันออก แต่ในช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อู่ทองลดบทบาทและความสำคัญใน ฐานะเมืองท่าลง เนื่องจาก 1) เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ การทับถมของดินโคลนตะกอนรอบๆ บริเวณอ่าวไทย ทำให้เมืองอู่ทองอยู่ลึกเข้ามายังดินแดนตอนใน
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๑ ๒) เส้นทางการเดินเรือใหม่ที่ผ่านช่องแคบมะละกา ลดทอนความสำคัญของเมืองท่าการค้า เดิม ทำให้ อู่ทองอยู่นอกเส้นทางการค้า ๓) วิทยาการทางการเดินเรือเจริญก้าวหน้าขึ้น จีนคิดค้นเข็มทิศได้ ประกอบกับเทคโนโลยี การต่อเรือก้าวหน้าขึ้นเรือสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง ๗๐๐ คน มีความยาว ๒๐๐ ฟุต และสูงจาก ระดับน้ำทะเล ๒๐ - ๓๐ ฟุต จึงไม่จำเป็นต้องเดินเรือเลียบชายฝั่งเหมือนในอดีต เมื่ออู่ทองลดบทบาทการเป็นเมืองท่า เมืองนครชัยศรีและเมืองคูบัวที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล มากกว่าจึงเจริญขึ้นมาแทนที่ 3. พัฒนาการของภูมิปัญญา การบริหารจัดการน้ำ ศาสตราจารย์ฌอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier) ซึ่งเคยทำการขุดคันที่เมืองอู่ทองได้เสนอ ว่า เมืองอู่ทองถูกทิ้งร้างไปเพราะอ่างเก็บน้ำและเขื่อนกั้นน้ำพัง ทำให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมตัวเมือง ในขณะที่ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สันนิษฐานว่า เมืองอู่ทองเกิดกันดารน้ำและมีโรค ระบาด จึงต้องทิ้งเมืองไปสร้างเมืองใหม่จากแนวคิดทฤษฎีทั้งสองที่แม้จะขัดแย้งกัน แต่ก็แสดงให้เห็น ว่าน้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของผู้คนในบ้านเมืองถ้าน้ำมากไปจนเกิดน้ำท่วม จะส่งผลต่อวิถีชีวิตและทำ ให้พืชผลเสียหาย แต่ถ้าน้ำน้อยเกินไปก็เกิดผลเสีย ทำให้ผู้คนขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค และ อาจเกิดโรคระบาดได้ เมืองอู่ทองมีการจัดการบริหารน้ำที่ดี นับแต่ชัยภูมิที่ตั้งของเมืองและสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับการ จัดการน้ำ ทั้งคูเมืองทำนบกั้นน้ำ หรือถนนท้าวอู่ทอง และอ่างเก็บน้ำคอกช้างดิน สิ่งก่อสร้างต่างๆ เหล่านี้ ล้วนช่วยให้ชาวอู่ทองกักเก็บรักษาน้ำไว้ได้ และสามารถระบายน้ำออกเมื่อมีน้ำมากเกินไป ชัยภูมิที่ตั้งของเมือง ด้วยตั้งอยู่ที่ลาดลงมาจากด้านตะวันตกไปทางด้านตะวันออก ลงอยู่บน ชายขอบที่ที่ราบลุ่มของแม่น้ำจรเข้สามพัน น้ำที่ไหลลงมาจากทิวเขาถือเป็นน้ำจากฟ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ นำมาเป็นน้ำอุปโภค และบริโภคของชาวเมือง คูเมือง ของเมืองอู่ทองกว้างราว ๒๐ เมตร โดยคูน้ำทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่สูงจะลึกและ แคบเพื่อรองรับน้ำจากภูเขาให้ไหลไปตามคู ส่วนคูเมืองทางตะวันออกซึ่งเป็นที่ต่ำมีขนาดกว้าง เพื่อกัก เก็บน้ำไว้ ให้ได้มากที่สุด ถ้าปริมาณน้ำมากเกินไป โดยเฉพาะในฤดูฝน ก็สามารถระบายน้ำลงสู่ที่ราบ ต่ำตรงมุมคูเมืองด้านใต้ ลงสู่ลำน้ำจรเข้สามพัน ทำนบกั้นน้ำ แนวคันดินนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนท้าวอู่ทอง” เป็นแนวดันดินยาวคล้ายถนน ไม่ใช่เป็นเส้นทางคมนาคม แต่เป็นสิ่งก่อสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ในการชลประทานกั้นน้ำ กักน้ำ และชัก น้ำ ให้สัมพันธ์กับสภาพของพื้นที่แนวคันดินมีอยู่ ๒ แห่ง แห่งแรกอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ เมือง ห่างไปราว ๕ กิโลเมตร ทอดตัวยาวไปตามแนวทิศเหนือถึงใต้ ระหว่างภูเขาโถปิดทองกับภูเขาตา แก้วเป็นทำนบคล้ายฝ่ายน้ำล้นเพื่อชะลอน้ำที่ไหลจากห้วยหิน และห้วยตายังไม่ให้ไหลลงสู่ที่ราบทาง ตะวันออกอย่างรวดเร็ว และแบ่งน้ำไปตามลำห้วยเพื่อไปหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่ราบ แนวดันดินมีอยู่ ๒ แห่ง แห่งแรกอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือของเมือง ห่างไปราว ๕ กิโลเมตร ทอดตัวยาวไป ตามแนวทิศเหนือถึงใต้ ระหว่างภูเขาโถปิดทอง กับภูเขาตาแก้วเป็นทำนบคล้ายฝ่ายน้ำ ล้น เพื่อชะลอน้ำที่ไหลจากห้วยหิน และห้วยตายังไม่ให้ไหลลงสู่ที่ราบทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว และ แบ่งน้ำไปตามลำห้วย เพื่อไปหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่ราบด้านล่าง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๒ แนวคันดินอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอู่ทอง ห่างไปราว ๕ กิโลเมตรเช่นกัน อยู่ ใกล้ๆ กับคอกช้างดินที่เป็นถิ่นที่อยู่ของชุมชนชาวฮินดูแนวคันดินนี้ช่วยชะลอน้ำเพื่อการเกษตรของ พื้นที่ราบทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจรเข้สามพัน นำน้ำเข้าไปกักเก็บไว้ในหนองบัวซึ่งเป็นหนองน้ำ ขนาดใหญ่ และชะลอไม่ให้น้ำไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นแนวทำนบของเมืองอู่ทอง จึงเป็นประโยชน์ในการเกษตร และการอุปโภคบริโภคของ ผู้คน และชุมชนในที่ราบลุ่มนอกเมืองอู่ทอง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ภูมิศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๒ เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และ การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและ สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น ม.4-6/1 วิเคราะห์อิทธิพลของอารยธรรมโบราณ และการติดต่อระหว่างโลกตะวันตกกับ โลกตะวันออกที่มีผลต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของโลก สาระการเรียนรู้ 1. กำเนิดเมืองอู่ทอง 2. ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และปัจจัยการตั้งถิ่นฐาน 3. หลักฐานยืนยันการตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง