The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1 ทวารวดี (123) ฉบับเผยแพร่ 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ห้องสมุด สุพรรณ 3, 2023-10-31 01:01:19

1 ทวารวดี (123) ฉบับเผยแพร่ 2566

1 ทวารวดี (123) ฉบับเผยแพร่ 2566

Keywords: ประวัติศาสตร์

สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๔ ภูมิศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง กำเนิดเมืองอู่ทอง เมืองอู่ทองตั้งอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ ยุคสำริด และยุคเหล็ก เพราะพบหลักฐานทั้งขวานหินขัด ภาชนะดินเผา ขวานสำริด เครื่องมือเครื่องใช้ ลูกปัด ฯลฯ จัดเป็นชุมชนเกษตรกรรม จากที่ตั้งซึ่งสามารถติดต่อ ชายฝั่งทะเลได้สะดวก จึงมีการพัฒนาจากชุมชนหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง คำว่า "อู่ทอง" นั้น พ้องกับพระนามของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนา กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามเมื่อปี พ.ศ. 1893 เมื่อครั้งสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการเมืองอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 2446 ทรงนำเรื่องเมืองอู่ทองไปเชื่อมโยงกับตำนานและ พงศาวดารว่า เมืองอู่ทองแห่งนี้เป็นเมืองที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เคยครองมาก่อน แต่เกิดกันดาร น้ำและโรคระบาด จึงทิ้งเมืองอพยพ พาผู้คนมาสร้างเมืองใหม่ที่อยุธยา เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่าในปี พ.ศ. 2451 ได้ทรงมีพระ ราชหัตถเลขาเรื่องพระเจ้าอู่ทอง ไว้ว่า “อู่ทองที่หนีห่า ไม่ใช่อู่ทองที่ไปเป็นเจ้าแผ่นดินที่กรุงเก่าเป็นอู่ ทององค์อื่น อู่ทองมีหลายองค์เป็นตำแหน่งเจ้า...” นอกจากนี้ในเขตวัดวังพระธาตุ เมืองไตรตรึงษ์ จังหวัดกำแพงเพชร มีนิทานเล่าสืบกันมาว่า ท้าวแสนปมไปได้กับพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ จึง ถูกขับไล่ออกจากเมืองเดือดร้อนถึงพระนนท์ต้องนำกลองวิเศษมาให้ และสามารถขอพรได้ 3 ประการ ประการแรก ท้าวแสนปมขอพรให้ผิวหนังที่เป็นปุ่มปมหายไปจนหมดสิ้น มีรูปลักษณ์ที่งดงาม ประการ ที่สอง ขอให้สร้างเมืองให้ตนเองปกครอง เมืองนั้นมีชื่อว่า “เมืองเทพนคร” และเมื่อท้าวแสนปม ปกครองบ้านเมืองมีพระนามว่า พระเจ้าศิริชัยเชียงแสน และประการสุดท้ายขอ “อู่” (เปล) ที่ทำด้วย ทองคำให้พระโอรสใช้เป็นที่บรรทม พระโอรสจึงได้นามว่า "อู่ทอง" พระโอรสองค์นี้ได้ครองราชสมบัติ สืบต่อมา มีนามว่า พระเจ้าอู่ทอง ต่อมาเมืองเทพนครเกิดกันดารน้ำและโรคระบาด ผู้คนล้มตาย จน ต้องอพยพพาผู้คนมาสร้างเมืองใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งข้อสันนิษฐานว่า พระเจ้าอู่ทององค์นี้คือ พระเจ้า อู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ที่พาผู้คนหนีโรคระบาดมาสร้างกรุงศรีอยุธยา แต่ข้อสันนิษฐาน ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอด้วยเหตุผลที่ว่าในระหว่างที่ผู้คนเจ็บป่วย การเดินทางอพยพย้ายถิ่นคง เป็นไปได้ยาก และจากการตรวจสอบชั้นดินในระยะหลังพบหลักฐานว่า เมืองอู่ทองถูกทิ้งร้างไปราว พุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ก่อนการประสูติของพระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาราว 200 ปี จาก จดหมายเหตุวันวลิต ในเรื่อง “เจ้าอู่” นี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า เรื่องของ “เจ้าอู่” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากบ้านเมืองชายทะเลของจีนตอนใต้ กับ หัวเมืองชายทะเลทางตอนใต้ของไทย ทั้งปัตตานี นครศรีธรรมราช กุยบุรี และเพชรบุรี ตำแหน่งของ เมืองท่าเหล่านี้ตั้งอยู่บนเส้นทาง ข้ามคาบสมุทร จากฝั่งทะเลตะวันออกในอ่าวไทยข้ามไปยังฝั่งทะเล ตะวันตกในทะเลอันดามันทั้งสิ้น การเข้ามาทางทะเลของคนกลุ่มใหม่จากจีนตอนใต้โดยการนำของ ผู้นำทางวัฒนธรรมที่มีนามว่า “เจ้าอู่” นี้ คงเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 ชื่อ “อู่ทอง” เป็นชื่อที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสถานที่และโบราณสถานตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในภาคกลางและภาคใต้ เช่น เมืองท้าวอู่ทอง ถนนท้าวอู่ทอง เป็นต้น จากเรื่องราวในตำนาน เมืองอู่ ทองก็คือเมืองท้าวอู่ทองนั่นเอง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๕ อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางด้านเอกสาร โบราณวัตถุ และการตรวจสอบชั้นดินทางวิทยาศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าเมืองอู่ทองไม่ได้เป็นเมืองของพระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา แต่เป็นเมือง สำคัญเก่าแก่ที่มีพัฒนาการจากถิ่นที่อยู่ของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แล้วเติบโตขึ้นเป็นเมือง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 8 – 12 จากนั้นได้ลดบทบาท ความสำคัญลง จนพุทธศตวรรษที่ 17 ก็ทิ้งร้างไป ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อู่ทองเป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีพัฒนาการมาจากชุมชน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และเติบโตขึ้นเป็นเมืองท่าการค้าที่เชื่อมโลกตะวันตก และตะวันออกของ ดินแดนสุวรรณภูมิด้วย ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่สามารถติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ ได้สะดวก ทั้งทาง บกและทางน้ำ เมืองอู่ทองมีผังเป็นรูปวงรีทอดตัวยาวไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึงตะวันตก เฉียงใต้ มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ คูเมืองกว้างราว 20 เมตร มีรูปแบบไม่สม่ำเสมอ เพราะต้อง สัมพันธ์กับระดับความสูงของพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ และระบายน้ำ ตัวเมืองอู่ทองตั้งอยู่บนชายขอบที่สูง ที่ลาดลงมาจากแนวเทือกเขาทางด้านทิศตะวันตก ประกอบด้วย เขาทุ่งดินดำ เขาพุทอง เขาตาแก้ว เขาโถปิดทอง เขาพระ เขาพุหางนาค (เรียกตามลำ น้ำที่มีพุหรือตาน้ำอยู่ที่เขาแห่งนี้ ลักษณะคดเคี้ยวเหมือนพญานาค จึงเรียกว่าพุหางนาค) เขาทำเทียม (ในวรรคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน เรียกว่า เขาธรรมเธียร หรือชาวบ้านเรียกว่า เขาคำเทียม หรือ เขาถ้ำ เทียมสวรรค์) และเขารางกะปิด แนวทิวเขาเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดน้ำกินน้ำใช้ ของเมือง เมืองอู่ทองมีความกว้างราว 700 เมตร ยาวราว 1,650 เมตร เนื้อที่ทั้งหมดราว 976 ไร่ ภายในเมืองและนอกเมืองในรัศมีราว 10 กิโลเมตร พบโบราณสถานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่ง ปัจจุบันเหลือแต่ซากฐานอาคาร ด้านหน้าเมืองเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำจรเข้สามพัน มีชุมชนกระจายอยู่ ตามริมลำน้ำ แม่น้ำจระเข้สามพัน นอกจากเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญแล้ว ยังเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ กินน้ำใช้ของเมือง ที่รองรับน้ำซึ่งไหลลงจากแนวเทือกเขาทางด้านตะวันตกของตัวเมือง อันเป็นแหล่ง ต้นน้ำหลายสายที่ไหลลงสู่เมือง นอกจากนี้บนเขาเหล่านี้ ยังเป็นแหล่งชุมชนและที่ตั้งของศาสนสถาน ในทางพุทธศาสนา เช่น เขาดีสลัก เขาพระ เป็นต้น เมืองอู่ทองปรากฏศาสนสถานอยู่ภายในตัวเมืองราว 20 กว่าแห่ง และรอบๆ เมืองในรัศมี ราว 10 กิโลเมตร มีโบราณสถานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าเป็นท้องถิ่นที่มีเมืองเป็น ศูนย์กลาง ด้านหน้าเมือง เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำจรเข้สามพัน ทางตะวันออกของลำน้ำเป็นที่ราบสูง และ ทางด้านตะวันตกเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีชุมชนกระจายอยู่ตามลำน้ำ ด้านหลังเมือง ซึ่งอยู่บนที่ลาดจากภูเขา (นอกเมืองไปทางทิศเหนือ) มีแหล่งชุมชนและศาสน สถานกระจายกันอยู่ โดยเฉพาะบนเขาและถ้ำ เช่น เขาพระ ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมือง มีเจดีย์บนเขา ตีนเขามีวิหารและพบโบราณสถานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เขาดีสลัก ที่มีรอยพระพุทธ บาท ศิลปะสมัยทวารวดี ตอนปลายประดิษฐานอยู่ เป็นเขาที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณ จาก เมืองอู่ทองไปยังชุมชนโบราณบริเวณ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเก่าในเขตสิงห์บุรี อ่างทอง และชัยนาท


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๖ ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นอกเมืองอู่ทองราว 5 กิโลเมตร ระหว่างเขาตาแก้วกับเขาโถปิดทอง มี แนวคันดินที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนท้าวอู่ทอง” แนวคันดินดังกล่าวยาวคล้ายถนนแต่ไม่ใช่เป็นเส้นทาง คมนาคม เป็นทำนบที่ใช้ในการจัดการน้ำของเมืองอู่ทอง ทำนบดังกล่าวเป็นเหมือนฝ่ายน้ำล้น เพื่อ ช่วยในการชะลอน้ำที่ไหล จากห้วยหินและห้วยตายัง ไม่ให้ไหลลงสู่ที่ราบทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว และยังช่วยแบ่งน้ำ ไปตามลำห้วยต่างๆ เพื่อหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่ราบทางตอนล่างอีกด้วย ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอู่ทอง เป็นถิ่นที่อยู่ของชุมชนที่นับถือศาสนาฮินดูพบกลุ่ม โบราณสถานที่เรียกว่า “คอกช้างดิน” บริเวณเชิงเขาคอก มีการค้นพบซากเทวาลัยทั้งใหญ่และเล็ก รวมทั้งประติมากรรมของศาสนาฮินดู ชาวฮินดูที่อาศัยอยู่น่าจะเป็นพวกพ่อค้า นักเดินทางมากกว่า พวกเกษตรกร ชาวฮินดูที่คอกช้างดินอาศัยน้ำที่ไหลลงมาจากเขาคอก ซึ่งถือว่าเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ น้ำที่ ไหลลงมาจึงเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค ตลอดจนทำพิธีกรรม อ่างเก็บน้ำที่คอกช้างดิน เป็นแอ่งรับน้ำขนาดใหญ่ ที่ก่อคันดินยกขอบล้อมรอบมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน รวมทั้งตั้งอยู่บน พื้นที่ที่ต่างระดับ ลดหลั่นกัน ใกล้กับทางน้ำที่ไหลลงมาจากเขาคอก โบราณวัตถุและโบราณสถานที่ค้นพบเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นชุมชนฮินดูก็คือ ซาก เทวาลัย ทั้งใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วไป อ่างเก็บน้ำของที่นี่เรียกว่า คอกช้างดิน รองรับน้ำจากเขา คอก ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์กับศาสนสถานของชุมชน เป็นน้ำที่ใช้ในการประกอบ พิธีกรรม อุปโภคและบริโภค วัตถุเคารพที่พบในพื้นที่คือ มุขลึงค์ (ศิวลึงค์ ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะสลักอยู่ด้านหน้า เป็นศิวลึงค์ที่มีส่วนรุทรภาค เพียงส่วนเดียว) ซึ่งเป็นที่นิยมของศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ ราวพุทธ ศตวรรษที่ 12 มุขลึงค์แบบนี้พบตามแหล่งโบราณคดีสมัยฟูนันถึงเจนละ ในบริเวณปากแม่น้ำโขง รวมทั้งเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรม ณ เทวสถาน เช่น ขัน เชิงเทียน หม้อมีพวย เป็นต้น ที่คอกช้างดิน พบไหบรรจุเหรียญเงินตราขนาดเล็กคล้ายเกล็ดปลาเงิน เหรียญทำเป็น ลวดลายมงคล เช่น รูปสังข์ ศรีวัตสะ จามร ขอช้างปลา พระอาทิตย์ พระจันทร์ หม้อน้ำ ฯลฯ เหรียญ โบราณเหล่านี้คงสร้างขึ้นตามคตินิยมอินเดียแสดงสัญลักษณ์ถึงความรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ สำหรับแร่ เงินที่ทำเหรียญกษาปณ์นั้น อาจนำมาจากรัฐฉานที่อยู่ทางตอนเหนือของพม่า ด้านตะวันออกของเมืองเป็นพื้นที่ลาดต่ำเรื่อยลงมาจนถึงแม่น้ำสุพรรณบุรี และต่อไปจนถึงที่ ราบต่ำน้ำท่วมถึงมีหลักฐานว่าเคยเป็นชายฝั่งทะเลเดิม ประกอบกับด้านหน้าเมืองอู่ทองเป็นบริเวณที่ แม่น้ำจรเข้สามพันสบกับแม่น้ำท่าว้า เกิดเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ คือ แม่น้ำสองพี่น้องที่ไหลไปสมทบกับ แม่น้ำสุพรรณบุรี ด้วยแม่น้ำมีขนาดใหญ่เรือสินค้าจากนานาชาติจึงสามารถแล่นเข้าถึงหน้าเมืองอู่ทอง ได้


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๗ ภูมิศาสตร์และปัจจัยการตั้งถิ่นฐาน เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ที่เจริญขึ้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 (ประมาณ 1,200 - 1,400 ปีมาแล้ว) ตั้งอยู่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีการวาง ผังเมืองโดยการขุดคูน้ำและมีคันดินล้อม รอบคล้ายรูปวงรีวางตัวตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือ - ตะวันตกเฉียงใต้ คูเมืองด้านทิศตะวันออกเชื่อมกับแม่น้ำจรเข้สามพันที่ไหลมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมกับแม่น้ำท่าจีนเพื่อออกสู่ทะเล ที่อ่าวไทยได้ ด้านทิศตะวันตกมีเทือกเขาทอดตัว ยาวในแนวเหนือ-ใต้ ได้แก่ เขาตาก้าว เขาโกปิดทอง เขาพระ เขารางกะปิด และเขาคอก และมีลำน้ำพุ หางนาคที่รองรับน้ำจากเทือกเขาลงมาเชื่อมกับคูเมืองอู่ทอง เมืองโบราณอู่ทองอยู่ในพื้นที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานอย่างมาก เนื่องจากอยู่บริเวณที่ราบเชิง เขา ที่มีลำน้ำจากเทือกเขาไหลลงมาหล่อเลี้ยงคูเมืองและใช้ในการอุปโภค บริโภค ทั้งยังสามารถผันน้ำ จากคูเมืองไหลลงแม่น้ำจรเข้สามพันในยามที่น้ำหลาก นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเกี่ยวกับระบบการ จัดการน้ำ โดยการทำคันดินบังคับน้ำที่บริเวณระหว่างเขาตาแก้วและเขาโกปิดทอง และการทำคันดิน เป็นที่เก็บน้ำ ตรงบริเวณเขาคอก เรียกว่าโบราณสถานคอกช้างดิน ในอดีตเคยมีข้อสันนิษฐานว่าเมืองโบราณอู่ทองเจริญขึ้นได้จากการเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล โบราณสมัยทวารวดี แต่ปัจจุบันมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์พบว่าชายฝั่งทะเล โบราณสมัยทวารวดี ไม่ได้อยู่เหนือกว่าพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองโบราณ อู่ทองเจริญขึ้นเป็นเมืองท่าการค้าและศูนย์กลางศาสนาคือ แม่น้ำจรเข้สามพัน ที่เป็นเส้นทางคมนาคม สำคัญ หลักฐานเกี่ยวกับการเป็นเมืองท่าคือ โบราณวัตถุที่สัมพันธ์กับต่างประเทศจากดินแดน ห่างไกล ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก พบทั้งโบราณวัตถุที่มีอายุในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย เรื่อยมาจนถึงโบราณวัตถุที่มีอายุร่วมสมัยกันกับทวารวดี เช่น ลูกปัดหินคาร์เนเลียนและหินอาเกตที่มี แหล่งผลิตอยู่ในประเทศอินเดีย เครื่องประดับแบบลิง ลิงโอ เหรียญโรมัน เหรียญอาหรับ ชิ้นส่วน เครื่องถ้วยเปอร์เซีย ไหเคลือบสีเขียวสมัยราชวงศ์ถัง ปูนปั้นรูปศีรษะชาวต่างชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเกี่ยวกับศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ทั้งไศวนิกาย (นับถือพระ ศิวะ) และไวษณพนิกาย (นับถือพระวิษณุ) ที่ล้วนมีรูปแบบและคติการสร้างที่สัมพันธ์กับอินเดีย แสดง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๘ ให้เห็นว่าเมืองโบราณ อู่ทองเป็นศูนย์กลางแรกเริ่มการรับอิทธิพลทางศาสนาจากอินเดีย ก่อนที่จะมี พัฒนาการทางศิลปะมาเป็นรูปแบบที่เอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่เรียกว่า “ศิลปะทวารวดี” การเสื่อมความสำคัญลงของเมืองโบราณอู่ทอง สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 16 เนื่องจากช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 พบหลักฐานในวัฒนธรรมเขมรกระจายอยู่หลายพื้นที่ใน สุพรรณบุรี แต่ไม่พบหลักฐานเหล่านั้นจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งน่าจะมีผลมาจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพได้เปลี่ยนแปลงไป


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๔๙ หลักฐานยืนยันการตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน ตั้งอยู่เชิงเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาคอก นอกคูเมือง โบราณอู่ทอง ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1.5 กิโลเมตร พบโบราณสถานทั้งหมด 20 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างเป็นคันดิน และ โบราณสถานที่สร้างด้วยโครงสร้างอิฐศิลาแลง และหิน กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินที่สร้างเป็นคันดินมีทั้งหมด 4 แห่ง ลักษณะเป็นคันดินคล้ายอ่าง เก็บน้ำเดิมเชื่อว่าเป็นคอกขังช้าง หรือเพนียดคล้องช้าง แต่ปัจจุบันพบหลักฐานจากการดำเนินงานทาง โบราณคดี ที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข 3 เมื่อปี พ.ศ. 2544 พบว่าสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำที่ ไหลมาจากเขาคอกทางทิศเหนือ โบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐ ศิลาแลง และอิฐ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาคอก ปัจจุบันปรากฏ เป็นเนินดิน แบ่งเป็นกลุ่มได้ 16 กลุ่ม ส่วนมากยังไม่ได้ขุดศึกษา โบราณสถานคอกช้างดินที่สร้างด้วย อิฐ ศิลาแลง และอิฐซึ่งผ่านการดำเนินงานทางโบราณคดีมาแล้ว และพบหลักฐานที่สำคัญ มีดังนี้ • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 5 ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. 2509 โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ เอกมุขลึงค์ • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 6 ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ ขันสำริด เชิงเทียนสำริด ตุ้มเหล็ก และแท่งเหล็ก เป็นต้น • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 7 ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ ภาชนะดินเผาบรรจุแท่งเงินตัดเหรียญเงินมีจารึก “ศรีทวารดี ศวรปุณยะ” เหรียญเงินมีสัญลักษณ์มงคล (รูปหอยสังข์ รูปศรีวัตสะ รูปพระอาทิตย์) ชิ้นส่วนหัวงูดินเผา เครื่องถ้วย จีน เคลือบสีเขียวสมัยราชวงศ์ถัง เป็นต้น • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 13 ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. 2544 โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ แผ่นเหล็กคล้าย ใบมีดเหล็ก แหวนสำริด แม่พิมพ์หรือเบ้าหลอมดินเผา เป็นต้น • โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข 18 ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. 2509 โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ กระปุกดินเผาบรรจุเหรียญเงิน เป็นต้น โบราณวัตถุที่สำคัญมี ดังนี้ • ชิ้นส่วนภาชนะมีพวย เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินส่วนปาก คอ และบ่ามีพวยหนึ่งข้าง สันนิษฐานว่าเป็นภาชนะสำหรับใช้สรงน้ำในพิธีกรรม โบราณวัตถุชิ้นนี้พบจากโบราณสถานคอกช้าง ดิน หมายเลข 3 • ศิวลึงค์ เป็นศิวลึงค์ที่ทำจากหินขนาดสูง เพียง 18.5 เซนติเมตร ส่วนฐานเป็น แท่งสี่เหลี่ยม ส่วนปลายเป็นแท่งกลมมน เนื่องจากเป็นศิวลึงค์ขนาดเล็กจึงสันนิษฐานว่าอาจไม่ใช่ศิวลึงค์ประจำ ศาสนสถาน แต่สามารถพกพาเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมหรือบูชาได้ • ภาชนะดินเผาบรรจุเหรียญเงินตราสังข์ เป็นภาชนะดินเผา ส่วนลำตัวคล้ายบาตรพระ ส่วนคอแคบสูง ภายในบรรจุเหรียญ เงินตราสังข์เต็มกระปุก พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 18


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๐ • ขัน เป็นขันสำริดทรงกระบอก เนื้อหนาผิวไม่สม่ำเสมอ สันนิษฐานว่าขึ้นรูปด้วยการตี และ เป็นเครื่องใช้ในพิธีกรรม โบราณวัตถุชิ้นนี้พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 6 • เชิงเทียน เป็นเชิงเทียนสำริด สันนิษฐานว่าขึ้น รูปด้วยการตี และเป็นเครื่องใช้ ในพิธีกรรม พบจากโบราณสถาน คอกช้างดิน หมายเลข 6 • ตุ้มเหล็กเป็นตุ้มเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมู สภาพไม่สมบูรณ์ มีสนิมกินทั้งชิ้น ไม่ทราบลักษณะ การใช้งาน แต่สันนิษฐานว่าเป็นตุ้มถ่วงชั่งน้ำหนัก พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 6 • แท่งเหล็ก เป็นแท่งเหล็กเรียวยาวสภาพไม่สมบูรณ์ มีสนิม ไม่ทราบลักษณะ การใช้งานแต่ สันนิษฐานว่าเป็นคานที่ใช้กับเครื่องชั่งน้ำหนัก เนื่องจากพบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 6 ใกล้กับตุ้มเหล็ก • ใบมีด เป็นแผ่นเหล็กแบนยาว ด้านหนึ่งบางกว่าอีกด้าน คล้ายกับใบมีด มีสนิมเกาะทั้งแผ่น พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 13 • แหวน เป็นเส้นลวดขดเกลียวเป็นเส้น และขดเป็นวงแหวน ไม่ทราบ ลักษณะการใช้งานที่ แท้จริง สันนิษฐานว่าอาจเป็นของใช้ในพิธีกรรม พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 13 • เบ้าหลอมเป็นแผ่นดินเผา มีหลุมตรงกลาง สันนิษฐานว่าเป็นเบ้าหลอมหรือ แม่พิมพ์ พบ จากโบราณสถาน คอกช้างดิน หมายเลข 13 โบราณสถานคอกช้างดิน มีทั้งส่วนที่คันดินสำหรับกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และส่วน ที่เป็นอาคารศาสนสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เนื่องจากพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นรูปเคารพใน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไศวนิกาย สัมพันธ์กับการเลือกใช้ภูเขาเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเปรียบเสมือนเขา ไกรลาศ ที่ประทับของพระศิวะ พื้นที่บริเวณคอกช้างดินจึงน่าจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำ พิธีกรรมของพราหมณ์ในไศวนิกาย


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การมีส่วนร่วม การอนุรักษ์การท่องเที่ยว สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจ และธำรงความเป็นไทย ม.4 – 6/3 วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมความสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย ซึ่งมี ผลต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ม.4 – 6/5 วางแผนกำหนดแนวทางและการมีส่วนร่วมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย และ วัฒนธรรมไทย สาระการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของประชาสังคมในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๒ การมีส่วนร่วมของประชาสังคม ชุมชนในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณอู่ทอง ได้รับการยกระดับเมืองโบราณให้เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวตามมติ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2555 โดยได้รับการส่งเสริมจากองค์การบริหาร การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนตระหนัก ถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตของชุมชนอันเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นผ่านกิจกรรมที่ นักท่องเที่ยวได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ รวมไปถึงการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีโอกาสได้ร่วมรับ ผลประโยชน์ไปด้วยกัน ผ่านการร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมปฏิบัติร่วมรับผิดชอบด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของประชาสังคมในการบริหารการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผลการวิจัยในส่วนร่วมของ เมืองโบราณอู่ทอง พบว่า ประชาชน ชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวกลุ่มภาคประชาสังคม ชมรมส่งเสริมการ ท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองโบราณทวารวดีอู่ทอง มีส่วนร่วมอย่างจำกัด คือ มีส่วนร่วมในบางเรื่องเท่านั้น การดำเนินการพัฒนาในเมืองโบราณอู่ทองส่วนใหญ่ยังขับเคลื่อนโดยหน่วยงานภาครัฐ และ อพท. เป็นหลักตามแผนแม่บทของ อพท. ซึ่งประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมจัดทำแผนแม่บทเท่าที่ควร แต่ หน่วยงาน อพท. ก็ได้ดำเนินการเป็นตัวกลาง ในการประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชน และ กลุ่มต่างๆ เข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนเมืองโบราณ อู่ทอง โดยเฉพาะในการประชุมประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ในการจัดทำโครงการหรือ กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว พยายามผลักดันให้ชุมชนสามารถจัดการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง เพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืนตรงตามความต้องการของชุมชนโดยที่ อพท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นฝ่ายสนับสนุนจัดการองค์ความรู้ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาในชุมชนให้ชุมชนนำมาเป็นอัตลักษณ์ ใน การจัดการท่องเที่ยว สนับสนุนงบประมาณในการยกระดับสินค้า ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาในชุมชนให้เกิด ความสร้างสรรค์ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้สามารถดำเนินการจัดการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองได้อย่างมี ประสิทธิภาพและยั่งยืนตลอดไป (สันติ พัฒน์พันธุ์, 2561) จะเห็นได้ว่าองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) คือ หน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกของชุมชน องค์กรอิสระ และหน่วยงานราชการ ดังนั้นการศึกษาการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่เมืองโบราณอู่ ทอง ร่วมทั้งเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา และขจัดข้อกำจัดในการมีส่วนร่วมของสมาชิกในพื้นที่ จึง จำเป็นจะต้องศึกษาจากจุดเริ่มต้นของการประสานความร่วมมือ ซึ่งหมายถึง สำนักงานพื้นที่พิเศษ เมืองโบราณอู่ทอง (อพท.7) รู้จัก อพท.7 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เป็นองค์การ มหาชน มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในการประสานงานให้เกิด การบูรณาการการบริหารการพัฒนาพื้นที่ที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า โดยมีความคล่องตัว และรวดเร็วในการดำเนินงานมากกว่าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการ บริหารการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว จัดตั้งขึ้นตาม ความในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอยางยั่งยืน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546 อพท. ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองโบราณอู่ทองให้เป็นแหล่ง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๓ ประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อกำเนิดชนชาติไทย และศิลปวัฒนธรรมทาง ประวัติศาสตร์ของชนชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง (อพท.7) เมืองโบราณอู่ทอง และเขตพัฒนาการ ท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางสิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงาน ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การ มหาชน) มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการพื้นที่พิเศษประเภทประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เมืองโบราณอู่ทองและพื้นที่ ขยายผล เป็นเมืองสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อให้ การดำเนินการของสำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 บรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงกำหนดนโยบายการ จัดการอย่างยั่งยืน ดังนี้ (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, 2565) สำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 มุ่งพัฒนาบริหารจัดการ และรณรงค์ให้พื้นที่พิเศษดังกล่าวดำเนิน กิจกรรมภายใต้หลักการความยั่งยืน (Sustainability) โดยครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ เศรษฐกิจ โดยกำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อให้สามารถบรรลุนโยบายข้างต้น ดังนี้ ด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรรณรงค์ให้บุคลากรในองค์กร ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการจัดงานลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม องค์กรให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านความยั่งยืนในการจัดงานร่วมกับห่วง โซ่อุปทาน (Supply Chain) และชุมชน ด้านเศรษฐกิจ องค์กรสนับสนุนใช้สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการจากชุมชน หรือผู้ประกอบการ ในพื้นที่เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน สำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 (พื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง) มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บนพื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิม” การมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง ด้วยชุมชนเมืองโบราณอู่ทองมีจุดเด่นเป็นที่ประจักษ์คือ เป็นแหล่งรวมของชาติพันธุ์ต่างๆ ตามที่มีหลักฐานและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยชาวไทยพื้นถิ่น ชาวบ้านทั่วไป ซึ่งมี วิถีความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และได้มีการรับหรือถ่ายทอดวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์ ลักษณะทางวัฒนธรรมของคนไทยพื้นบ้านที่ยังคงเห็นได้ คือ รูปแบบของเรือน ที่อยู่อาศัย การแต่งกาย และประเพณีเกี่ยวกับชีวิตต่างๆ ตั้งแต่ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด การบวชพระ การแต่งงานและงานศพ คนไทยพื้นถิ่นในเมืองโบราณอู่ทองนับถือพระพุทธศาสนา และส่วนใหญ่มี อาชีพทำนา ศูนย์กลางสำคัญของชุมชนคือ วัด อันเป็นที่ประกอบ งานบุญ และงานรื่นเริงต่างๆ ลาวครั่ง ชาวไทยเชื้อสายลาวครั่งเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากถิ่นเดิมในประเทศลาว มีเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรรมที่โดดเด่นในการแต่งกาย โดยเฉพาะผ้านุ่งของสตรีที่ทอจากผ้าฝ้ายและไหมย้อมด้วย ครั่งเป็นสีแดง ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นที่มาของชื่อลาวครั่งที่เรียกกันในปัจจุบัน ประเพณีสำคัญของ ชุมชนเชื้อสายลาวครั่ง คือ ประเพณีไหว้หอเจ้านาย ประเพณียกธงวันสงกรานต์


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๔ ลาวเวียง เป็นคนไทยเชื้อสายลาวที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเขตเมืองเวียงจันทร์ของประเทศลาว ได้ อพยพเข้ามายังประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ กบฏเจ้าอนุวงศ์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวตียกกองทัพไปดีเมืองเวียงจันทร์และได้กวาด ต้อนครัวลาวเวียงจันทร์ลงมาแล้วให้ตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆ ชาวลาวเวียงมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็น เอกลักษณ์แตกต่างไปจากกลุ่มคนเชื้อสายอื่นๆ ทั้งในลักษณะของบ้านเรือน การแต่งกาย และ ประเพณี ในปัจจุบันวัฒนธรรมของลาวเวียง ได้ผสมผสานกับวัฒนธรรมภายนอก และเปลี่ยนแปลงไป จากเดิม แต่ยังคงมีสิ่งที่แสดงความเป็นลาวเวียง เช่น การเล่นเพลงแคน การแห่บั้งไฟการมีส่วนร่วม ของสมาชิกในชุมชน เมืองโบราณอู่ทองซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก เช่น วัฒนธรรมการตั้งบ้านเรือนของคนลาวครั่ง และลาวเวียง ซึ่งมักมีความใกล้ชิดกับญาติข้างแม่อยู่มาก เป็นเพราะพ่อแม่ตั้งบ้านเรือนในละแวกบ้านของตายาย ขนาดของครอบครัวมีทั้งครอบครัวเดี่ยว และ ครอบครัวขยาย วัฒนธรรมลาวโซ่ง และจีนจะมีลักษณะเป็นแบบครอบครัวขยายทางฝ่ายชาย การเริ่ม ครอบครัวขยายของลาวโซ่งเมื่อภายหลังการสมรสฝ่ายชายจะอยู่ช่วยทำมาหากินร่วมกับครอบครัวเดิม ของฝ่ายหญิงระยะหนึ่งซึ่งอาจเป็นปี ก่อนที่จะนำภรรยากลับมาเป็นสมาชิกครอบครัวขยายของฝ่าย ตน แต่ธรรมเนียมจีนเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงต้องย้ายไปอยู่บ้านสามีตลอดไป ลาวโซ่งมีพื้นฐานทาง วัฒนธรรมจากสังคมไทดำ ซึ่งมีการแบ่งผู้คนออกเป็น 2 พวก คือ พวกเจ้า หรือผู้ท้าว และพวกคน ธรรมดา หรือผู้น้อย ซึ่งผู้ท้าวก็คือชนชั้นปกครอง ส่วนผู้น้อยได้แก่สามัญชนทั่วไป จะเห็นได้ว่าจากการ หลากหลายทางชาติพันธุ์ของคนในชุมชนเมืองโบราณอู่ทองนั้น ทำให้เกิดความโดดเด่นทางวัฒนธรรม ที่มีการผสมผสานและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งคนในชุมชนต่างเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมแต่ละ กลุ่มจึงจัดประเพณีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 5 ชนเผ่าอู่ทอง ได้แก่ ไทยพื้นถิ่น ไทยจีน ไทยเวียง ไทยทรง ดำ และลาวครั่ง แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเขตเมืองโบราณอู่ทอง และพื้นที่รอบนอกเมืองโบราณอู่ทอง ที่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ทางด้านความเชื่อ ภาษา และ วัฒนธรรมของแต่ละชาติพันธุ์ ชุมชนเมืองโบราณอู่ทองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะโดดเด่นเชิง ประวัติศาสตร์ อารยธรรมทวารดี รวมถึงวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมที่ผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตามความโดดเด่นจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ดังกล่าวทำให้ความร่วมมือต่าง ๆ มี ข้อจำกัดหลายประการ ดังนั้นสมาชิกทุกคนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่ากลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตาม จะต้อง ตระหนักถึงความสำคัญ และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การอนุรักษ์อัตลักษณ์ พัฒนาพื้นที่ที่ตนอาศัย อยู่ และถ่ายทอดความเป็นสมาชิกของชุมชนที่ดีให้แก่คนรุ่นต่อไป การมีส่วนร่วมโดยเครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น ชุมชนในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ได้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ใน ชุมชนมาใช้ในการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการ พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า เพิ่มมูลค่าสินค้าสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเดิมให้มีประสิทธิผลและยั่งยืนโดยเฉพาะการมุ่งเน้นการ อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการท่องเที่ยวจาก ชุมชน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจในคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมของ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๕ พื้นที่ท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง โดยผ่านประสบการณ์ตรงร่วมกับเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของวัฒนธรรม และ ส่งเสริมการผลิตสินค้าในชุมชนท้องถิ่นเมืองโบราณอู่ทองป้อนสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการ ของนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวเมืองโบราณอู่ทอง โดยมีภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ดังนี้ (สันติ พัฒน์พันธุ์, 2561) ภูมิปัญญาด้านเกษตรอินทรีย์สู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน ชุมชนบ้านดงเย็น แหล่งท่องเที่ยวที่มีอากาศเย็นที่สุดในตำบลอู่ทอง และมีชั้นดินและหินที่ เหมาะสมที่จะทำการเกษตรได้เป็นอย่างดี ลักษณะดินมีหินขี้นกยูง (คล้ายหินภูเขาไฟ) ในดินจำนวน มาก หินเป็นรูพรุน เหมาะแก่การปลูกพืช เป็นต้นแบบชุมชนอนุรักษ์วิถีการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมี ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นตัวเอกที่พิเศษมากกว่าที่อื่นๆ เพราะนอกจากจะเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบแล้ว ข้าวไรซ์เบอรี่ที่ผานการกะเทาะเปลือกแล้วจะถูกคัดแยกด้วยมือ เพื่อคัดเมล็ดข้าวที่เสียออก หมู่บ้าน ดงเย็นเป็นหมู่บ้านของชาวลาวครั่ง โดยชาวลาวครั่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน จากประเทศลาว ในแถบหลวงพระบางและมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยูในเทือกเขาที่ชื่อว่า ภูคัง จนเพี้ยน มาเป็นลาวครั่ง เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ชาวลาวกลุ่มใหญ่ ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาในสยาม และกระจายตัวอาศัยอยูในภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคเหนือ จากนั้นพอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวลาวครั่งก็ได้อพยพจากนครปฐมมาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภออู่ทอง อย่างเช่นในปัจจุบัน โดยวิถีชีวิตชุมชนมีการทำนา ทำไร่ ปลูกผักปลอดสารพิษใช้แนวคิดแบบเกษตร อินทรีย์ เดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่หน่วยงาน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน (อพท.) ได้เล็งเห็นศักยภาพของ ทางชุมชนจึงได้เข้ามาสนับสนุนและสร้างองค์ความรู้ให้คนในชุมชนจนกลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิง เกษตรอินทรีย์และมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดงเย็นเป็นเครือข่ายการปลูกพืชผลทางการเกษตร โดยไม่ใช้สารเคมี ใช้น้ำหมักตามธรรมชาติ มีทั้งผักสดและผลไม้ ซึ่งเป็นการเกษตรแบบพึ่งตนเอง จึง ทำให้ที่นี่มีพืชผักมาบริโภคกินตลอดทั้งปี แผนภาพที่ 6.1 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรดงเย็น ภูมิปัญญาการทำลูกปัดโบราณ สู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน ชุมชนบ้านโคกเป็นหมู่บ้านมีเรื่องเล่าและวิถีชีวิตแบบฉบับลาวครั่งดั้งเดิม ซึ่ง“ลาวครั่ง”คือ ชาวลาวที่มาจากแถบภูคัง (เทือกเขาแถบหลวงพระบาง) ในประเทศลาว จึงถูกเรียกว่าลาวภูคัง ก่อนที่ จะเพี้ยนมาเป็นลาวครั่งชื่อในปัจจุบันนี้ สิ่งที่เห็นและสิ่งที่รู้สึกเมื่อได้ไปถึงที่ชุมชนแห่งนี้ คือ วิถีชีวิตที่


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๖ ชาวบ้านยังคงสืบทอดประเพณีวิถีวัฒนธรรมอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย บ้านเรือน ภาษา และสำเนียงในการพูดก็จะเป็นภาษาลาวผสมสำเนียงสุพรรณที่ฟังแล้วดูไพเราะ ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่น่า หลงใหลของบ้านโคกคือ ความเชื่อความศรัทธาในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่ชาวบ้านให้ ความสำคัญ และยังคงเคารพตามธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัดในการนับถือ “ผี” ซึ่งจะมี 2 แบบด้วยกัน คือผีเทวดาและผีเจ้านาย ผีเทวดา คือ รุกขเทวดาที่คุ้มครองบ้านเมืองตั้งแต่สมัยอยู่หลวง พระบาง ส่วนผีเจ้านายตามความเชื่อของชาวบ้านโคก คือ ผีบรรพบุรุษที่ล่วงลับที่คอยมาช่วยปกปักษ์ รักษาหมู่บ้านและชาวบ้าน ซึ่งที่บ้านโคกก็จะมีหอเจ้านายที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านโคกที่ ชาวบ้าน ให้ความเคารพเสมือนกับเป็นวัดที่พวกเราชาวพุทธนิยมไปกราบไหว้ และเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ซึ่งการไปกราบไหว้ที่หอเจ้านายเพื่อความเป็นสิริมงคล แผนภาพที่ 6.2 กิจกรรมร้อยลูกปัดทวารวดี ชุมชนบ้านโคก ภูมิปัญญาท้องถิ่นลูกปัดโบราณ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เมืองโบราณอู่ทอง นอกจากจะปรากฏคูน้ำคันดินที่แสดงให้เห็นว่าเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ ในยุคทวารวดี และพบโบราณวัตถุ เช่น ธรรมจักรศิลาที่แสดงให้เห็นอิทธิพลของพุทธศาสนาแล้ว ยัง พบลูกปัดอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่นๆ เช่น อินเดีย อาหรับ และโรมัน ลูกปัดทวารวดี จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพื้นที่อำเภออู่ทองเป็นวัตถุพยานที่ แสดงให้เห็นความมั่งคั่งในอดีต ในช่วง พ.ศ.2510 เป็นยุคเริ่มต้นของการค้นพบลูกปัดหลากสีในอู่ ทอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขุดค้นหาลูกปัดทั่วพื้นที่อำเภออู่ทอง ครั้งใหญ่ ลูกปัดที่ค้นพบนั้นมีจุดเด่น คือ สีสันสดใส มีความเหนียวไม่แตกง่าย นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ ของลูกปัดทวารวดีและชื่นชมความงามของลูกปัดอู่ทองโบราณ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ลูกกำปัดทวารวดี เครื่องประดับของคนโบราณในเขตพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะ สวยงามและมีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากที่พบในแหล่งอื่นในสมัยทวารวดีด้วยกัน แต่เนื่องจากปัจจุบัน ลูกกำปัดที่สามารถขุดพบในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทองได้ลดน้อยลง จนแทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้ว อพท. สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง (สพพ.7) จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวตาม รอยลูกกำปัดทวารวดีขึ้น เข้ามาส่งเสริมกิจกรรมให้มีการเรียนรู้การร้อยลูกปัดการผลิตลูกปัดแก้ว


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๗ เลียนแบบลูกปัดทวารดีของอู่ทอง เพื่อเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยการนำเอา ภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมมาแนะนำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กับความเป็นมาและความสำคัญของ ลูกปัดทวารวดีแม้เราไม่สามารถผลิตลูกปัดได้อย่างแบบเดิม แต่การลงมือทดลองทำและเรียนรู้การ ผลิตลูกปัดโดยมีลูกปัดดั้งเดิมเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์การทำลูกปัด จึงเปิดโอกาส ให้ นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความสำคัญ ความประณีต และความงามของงานศิลปะจากอดีตผ่านศักยภาพ ของตนเอง แผนภาพที่ 6.3 ลูกกำปัดทวารวดี ภูมิปัญญาการทำยาดมยาหม่องสมุนไพรโบราณ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การทำยาดมยาหม่องสมุนไพรโบราณ ณ บ้านสองพี่น้อง อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี เป็นภูมิ ปัญญาพื้นบ้านต้นตำรับที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของป้าต้อย เครือวัลย์ คล้ายจินดา ผู้สืบสานต่อยา ดมหัวโตป้าต้อย สูตรยาหม่องมีการพัฒนาขึ้นมาจนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ยอมรับจาก ผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศต่อมาได้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแจงพัฒนา กิจกรรมการ ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนต้นแจงพัฒนาเป็นการที่นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ขั้นตอนการทำ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรคู่ครัวเรือน น้ำมันเหลือง ยาดมสมุนไพร ยาหม่องตำรับโบราณ พร้อมทั้งได้ลงมือ ทำระบายสีหัวยาดม ตุ๊กตาหัวโตซึ่งได้นำแบบมาจากใบหน้าของบุคคล ในสมัยทวารวดีที่จัดแสดงอยู่ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ด้วยผลงานที่ออกมาจึงถือเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ ที่สามารถทำ ยาดมสมุนไพรไว้ใช้เองได้ ถือได้ว่ายาดมขวดนี้จะมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกให้นำกลับไปเป็นของที่ระลึก แผนภาพที่ 6.4 ยาดมหัวโตป้าต้อย


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๘ ภูมิปัญญาเหรียญเงินจารึก “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ”สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทวารวดี มาจากคำว่า โถโลโปตีหรือโกโลโปตี (Tolopoti) สันนิษฐานว่าเป็นชื่อของอาณาจักร และกลุ่มเมืองโบราณรวมถึงโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา และมีอายุตั้งแต่ ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 16 หลักฐานทางโบราณคดีที่พบล้วนแล้วแต่แสดง ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และศิลปกรรม เช่น เทคนิคตัดศิลาแลง การสกัดหิน ประติมากรรม การหล่อสำริด การหลอมแก้ว ทำลูกปัดฯลฯ เหรียญทวารวดี ที่ค้นพบจากโบราณสถานของเมือง อู่ทอง สุพรรณบุรี เป็นโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ผ่านการค้าขายทางไกล และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความมั่นคงในทาง การค้าและบทบาทที่สำคัญทางศาสนา การค้นพบธรรมจักรหิน ลูกปัด และเหรียญทวารวดี ทำให้คน อู่ทองตระหนักรู้ถึงความยิ่งใหญ่ในภูมิหลังประวัติศาสตร์ของตน และเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงตนเองเข้ากับ ความรุ่งเรืองของพื้นที่ในอดีตแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โรงหล่อวิเชียร ในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งมีสมศักดิ์ กลิ่นจันทร์ และปชาธิมน กลิ่นจันทร์ เจ้าของโรงหล่อ นอกจากจะรับหล่อพระพุทธรูป หรือรูปเคารพอื่นๆ เป็นอาชีพหลักแล้ว ได้ริเริ่มกิจกรรมการหล่อเหรียญแบบเหรียญทวารวดีจาก ต้นแบบของเหรียญที่พบจากแหล่งโบราณคดีของเมืองอู่ทองขึ้น เพื่อสืบต่อคุณค่าและภูมิปัญญาของ เหรียญทวารวดี นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะเหรียญชนิดต่างๆ แผนภาพที่ 6.5 เหรียญแบบเหรียญทวารวดี โรงหล่อวิเชียร การอนุรักษ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นทางโบราณคดีของเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณอู่ทองเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีวัฒนธรรมทวารวดีปรากฏเด่นชัดในตั้งแต่พุทธ ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา โดยหลักฐานที่ปรากฎทั้งในรูปโบราณสถานและโบราณวัตถุ ส่วนใหญ่จะ เป็นหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ดังนี้ (ประดิพัทธุ์ เลิศรุจิดำรงกุล, 2563) 1. แหล่งโบราณสถานที่สำคัญของเมืองโบราณอู่ทอง โบราณสถานในบริเวณเมืองโบราณอู่ ทองและพื้นที่โดยรอบจากจากการขุดคันของสรุปได้เป็น 7 กลุ่ม คือ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๕๙ แผนภาพที่ 6.6 แผนผังพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง กลุ่มที่ 1 โบราณสถานภายในเมืองโบราณอู่ทอง มี 4 แห่ง - เจดีย์หมายเลข 3 ห่างจากคูเมืองด้านทิศตะวันตก ลักษณะเป็นเจดีย์จัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 4 ริมคูเมืองด้านทิศใต้ ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว - วิหารหมายเลข 5 ริมคูเมืองด้านใต้ ห่างจากถนนมาลัยแมน ประมาณ 150 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นซากของวิหาร - เจดีย์หมายเลข 8 ด้านหลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว กลุ่มที่ 2 โบราณสถานรอบเมืองโบราณอู่ทอง มี 6 แห่ง - เจดีย์หมายเลข 1 อยู่นอกคูเมืองทางตะวันออกริมน้ำจรเข้สามพัน ลักษณะเป็นเจดีย์ สี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 2 อยู่นอกคูเมืองด้านเหนือ ตรงข้ามกับสำนักงานที่ดินอำเภออู่ทอง ลักษณะ เป็นองค์เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 6 ริมคูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปแล้ว - เจดีย์หมายเลข 7 อยู่นอกคันคูเมืองด้านตะวันออก ริมถนนมาลัยแมน หน้าพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง ได้ถูกทำลายไปขณะก่อสร้างทางหลวงสายมาลัยแมน - เจดีย์หมายเลข 13 อยู่นอกคูเมืองไปทางทิศตะวันตก ห่างจากคูเมืองไปประมาณ 200 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม - เจดีย์หมายเลข 14 ริมคูเมืองด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามเจดีย์หมายเลข 3


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๐ กลุ่มที่ 3 โบราณสถานทางด้านทิศตะวันออกเมืองโบราณอู่ทอง มี 1 แห่ง - โบราณสถานกลางท้องนา ตั้งอยู่กลางท้องนาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอู่ ทอง ลักษณะเป็นเนินโบราณสถาน กลุ่มที่ 4 โบราณสถานทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโบราณอู่ทอง มี 3 แห่ง - คันดินโบราณ ตั้งอยู่ระหว่างเขาโกปิดทองและเขาตาเก้า ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของเมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเป็นคันดินโบราณทอดตัวยาวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ระหว่างเขาโกปิด ทองและเขาตาเก้า - เจดีย์บนยอดเขาดีสลัก ตั้งอยู่บนยอดเขาดีสลัก ลักษณะเป็นเนินโบราณสถานก่อด้วยอิฐ ผสมก้อนปูน - เจดีย์บนยอดเขาพระ ตั้งอยู่บนเขาพระ ห่างจากเขาดีสลักไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะเป็นซากเจดีย์สมัยอยุธยา กลุ่มที่ 5 โบราณสถานเชิงเขาทางด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง มี 10 แห่ง - เจดีย์หมายเลข 9 ตั้งอยู่เชิงเขาพระ ห่างจากเมืองโบราณอู่ทองไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 3 กิโลเมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส - วิหารทางด้านทิศตะวันตกของเจดีย์หมายเลข 9 ห่างจากเจดีย์หมายเลข 9 ออกไปด้านทิศ ตะวันตกประมาณ 12 เมตร - เจดีย์บนยอดเขาพระ ตั้งอยู่บนยอดเขาพระ ลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาพระ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ เขาพระ ลักษณะเป็นเนินโบราณสถาน - เจดีย์หมายเลข 10 ตั้งอยู่เชิงเขาพระห่างจากเจดีย์หมายเลข 9 ออกไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลม - เจดีย์ทางทิศตะวันออกของเจดีย์หมายเลข 10 ห่างจากเจดีย์หมายเลข ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 10 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม - เจดีย์หมายเลข 11 ตั้งอยู่เชิงเขาทำเทียม ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส - เจดีย์หมายเลข 12 ตั้งอยู่เชิงเขาทำเทียม ห่างจากเจดีย์หมายเลข 11 มาทางทิศตะวันออก ประมาณ 500 เมตร - เจดีย์สมัยทวารวดีบนเขาทำเทียม ตั้งอยู่บนเขาทำเทียมในจุดที่สูงที่สุด ลักษณะเป็นเนิน โบราณสถานเตี้ย ๆ - โบราณสถานสมัยอยุธยาบนเขาทำเทียม ตั้งอยู่บนเขาทำเทียมห่างจากเจดีย์ สมัยทวารวดี ออกมาทางทิศตะวันออกประมาณ 50 เมตร ลักษณะเป็นกลุ่มโบราณสถานสมัยอยุธยา กลุ่มที่ 6 โบราณสถานในกลุ่มคอกช้างดิน อยู่บริเวณเขาคอกทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง อู่ทอง ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างด้วยดินที่เรียกกันว่าคอก ช้างดิน มีจำนวน 4 แห่ง ลักษณะคล้ายอ่างเก็บน้ำ หรือบ่อน้ำมีคันดินรูปร่างและลักษณะที่มีขนาด ใหญ่ทำให้ดูคล้ายคอกขังช้าง เดิมเชื่อว่าเป็นเพนียดคล้องช้าง แต่หลักฐานจากการศึกษาทางโบราณคดี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๑ สามารถสรุปได้ว่า คอกช้างดินทั้ง 4 แห่งนี้ น่าจะใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ หรือเป็นสระน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ กลุ่มที่ 7 โบราณสถานทางด้านทิศใต้ของเมือง “ถนนท้าวอู่ทอง” อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ เมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะเป็นโบราณสถานที่เป็นคันดิน เรียกกันว่า “ถนนท้าวอู่ทอง” คันดินหรือ ท้าวอู่ทองนี้เชื่อกันว่าเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนโบราณทางซีกตะวันตกของ แม่น้ำเจ้าพระยา 2. โบราณวัตถุที่สำคัญของเมืองโบราณอู่ทอง - ธรรมจักรพร้อมแท่นและเสา พบจากการขุดแต่งเจดีย์ หมายเลข 11 อายุประมาณพุทธ ศตวรรษที่ 12 - 13 แผนภาพที่ 6.7 ธรรมจักร และขาตั้ง โบราณวัตถุชิ้นสำคัญนี้ ถือเป็นโบราณวัตถุที่ขุดพบในสภาพที่สมบูรณ์ ซึ่งคนในชุมชนเมือง โบราณอู่ทองส่วนใหญ่เห็นความสำคัญ และเชื่อโยงถึงอัตลักษณ์ที่แสดงถึงการนับถือศาสนาพุทธของ ชุมชนเมืองโบราณอู่ทอง - ประติมากรรมดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร แสดงถึงอิทธิพลศิลปกรรมสมัยอมราวดีของ อินเดีย แผนภาพที่ 6.8 ประติมากรรมดินเผารูปพุทธสาวก 3 องค์ถือบาตร - เอกมุขลึงค์ พบจากการขุดแต่งโบราณสถานคอกช้างดิน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะ อินเดียสมัยคุปตะ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๒ แผนภาพที่ 6.9 เอกมุขลึงค์ - จารึกบนแผ่นทองแดง เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พบในเขตเมืองโบราณอู่ทอง แผนภาพที่ 6.10 จารึกบนแผ่นทองแดง - จารึกบนเหรียญเงินสมัยทวารวดี พบจากการขุดค้นภายในพื้นที่โบราณสถานคอกช้างดิน นับเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าและความสำคัญเป็นอย่างมากต่อวงการประวัติศาสตร์โบราณคดีที่สำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่พบเหรียญเงินมีจารึกสมัยทวารวดี ด้านหนึ่งของเหรียญมีอักษรจารึก 2 บรรทัด เป็นอักษรปัลลวะ บรรทัดที่ 1 ศฺรีทฺวารวตี บรรทัดที่ 2 ศฺวรปุณฺยะ แปลว่า การบุณย์แห่งพระเจ้าศรีทวารวดี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๓ แผนภาพที่ 6.11 จารึกบนเหรียญเงินสมัยทวารวดี - ประติมากรรมแผ่นดินเผารูปบุคคลสวมสร้อยคอและตุ้มหู ที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะการแต่ง กายและการใช้เครื่องประดับ คือ การสวมตุ้มหู และสวมสร้อยคอที่คล้ายกับลูกปัดและเครื่องประดับที่ พบในเขตเมืองโบราณอู่ทอง แผนภาพที่ 6.12 ประติมากรรมแผ่นดินเผารูปบุคคลสวมสร้อยคอและตุ้มหู - ลูกปัดโบราณ ซึ่งพบโดยทั่วไปในเมืองโบราณอู่ทอง แผนภาพที่ 6.13 ลูกปัดโบราณ จากโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของเมืองอู่ทองข้างต้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจาก อินเดีย ซึ่งชนพื้นเมืองที่อู่ทองรับวัฒนธรรมจากอินเดียมาปรับเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยใช้รูปแบบ ศิลปกรรม ของอินเดียสมัยคุปตะ และหลังคุปตะเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๔ ศาสนาพุทธ จากหลักฐานที่เป็นธรรมจักร พระพุทธรูป รอยพระพุทธบาท นอกจากนั้นยังมีการนับถือ ศาสนาพราหมณ์ควบคู่กันไป จากหลักฐานการพบประติมากรรมรูปพระศิวะและศิวลึงค์ ซึ่ง โบราณวัตถุชิ้นสำคัญต่างๆ เหล่านี้เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมถึงเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของเมืองโบราณ อู่ทองในอารยธรรมทวารวดี หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณอู่ทองได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข 1 2 3 5 9 10 11 12 13 โบราณสถานคอกช้างดิน และถนน ท้าวอู่ทอง นอกจากนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ได้เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบ บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง สมัยก่อน ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทวารวดี เช่น ขวานหินขัด ลูกปัด ภาชนะดินเผา แวดินเผาสำหรับปั่นด้าย และเครื่องมือเครื่องใช้โลหะอื่นๆ อีกมากมาย พระพิมพ์ พระพุทธรูปรูปพระโพธิสัตว์และปูนปั้น จารึกตราประทับ เหรียญกษาปณ์โรมัน เศียรพระพุทธรูป ทองคำ ธรรมจักรพร้อมแท่นและเสาศิลา เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองใน ช่วงพุทธศตวรรมที่ 12 - 16 แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ทองจึงมีคุณค่าควรแก่การศึกษาและการอนุรักษ์ ศิลปกรรมวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ต่อไป ผลจากการบูรณะโบราณสถานในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ทำให้ โบราณสถานได้รับการพัฒนา เช่น การปรับปรุงและพัฒนาพุทธสถานวัดเขาดีสลักได้มีการจัดสร้าง มณฑปครอบรอยพระพุทธบาทและปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ นอกจากนี้การบูรณะและพัฒนา ทำให้เกิดแหล่งรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุ ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ซึ่งเป็น ประโยชน์ต่อการศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตของสังคมในอดีตได้อย่างดี ดังนั้นเมืองโบราณอู่ทองจึงเป็น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สะท้อนรากฐานของวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี (จุฑามาศ คงสวัสดิ์, 2550) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ประวัติการก่อตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พ.ศ.2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม พระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ตรวจราชการเมือง สุพรรณบุรี และเสด็จสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องเมืองอู่ทองในรายงานเสด็จตรวจ ราชการเมืองสุพรรณบุรีและทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนิทานโบราณคดี พ.ศ.2476 ราชบัณฑิตยสภาได้เริ่มทำการสำรวจทำแผนผังเมืองโบราณอู่ทองโดยสังเขป ซึ่ง ปรากฏว่าเป็นเมืองโบราณสำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแห่งหนึ่ง พ.ศ. 2502 กรมศิลปากรได้จัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ขึ้นเป็นอาคารชั่วคราว เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ได้จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองโบราณอู่ทอง พ.ศ. 2504 กรมศิลปากรทำการสำรวจขุดแต่งโบราณสถานที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในเมือง โบราณอู่ทองเพิ่มเติม พบโบราณวัตถุสมัยทวารดีจำนวนมาก พ.ศ. 2507-2509 ศาตราจารย์ช็อง บวสเซลีเย่ร์ (M.JeanBoisselier) ผู้เชี่ยวชาญด้าน โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ชาวฝรั่งเศส และหัวหน้าหน่วยศิลปากรใน ขณะนั้น ได้ทำการสำรวจขุดแต่งโบราณสถานในเมืองอู่ทอง และศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีกับเมือง โบราณอู่ทอง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๕ พ.ศ.2508 - 2509 กรมศิลปากรได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองขึ้นเป็น การถาวร เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อดำเนินการแล้ว เสร็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 การติดต่อ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ถนนมาลัยแมน ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 72160 โทรศัพท์/โทรสาร 035-551021 การเดินทาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ตั้งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภออู่ทอง บนถนนมาลัยแมน อำเภอ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากจังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 30 กิโลเมตร เวลาเปิด-ปิด วันเวลาทำการ : วันพุธ-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 9.00 น.-16.00 น. ปิด : วันจันทร์-วันอังคาร ค่าเข้าชม ค่าธรรมเนียมเข้าชมชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 150 บาท หมายเหตุยกเว้นค่าธรรมเนียม นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ พระภิกษุ สามเณร และนักบวช ใน ศาสนา ต่างๆและผู้สูงอายุ เกิน 60 ปี ค่าพิกัด GPS 14.372751, 99.891264 แผนภาพที่ 6.14 แผนที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เว็บไซต์ http://www.suphan.biz/UtongMuseum.htm


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๖ แผนภาพที่ 6.15 เว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ชื่อเต็มภาษาไทย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (Public Organization) (DASTA) ความหมายของโลโก้ อพท. แผนภาพที่ 6.16 โลโก้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) โลโก้ อพท. ตั้งใจออกแบบให้ดูคล้ายตัวอักษรภาษาอังกฤษ “own” ที่หมายถึงความเป็น เจ้าของและการมีส่วนร่วม สีเขียวและสีน้ำหนักต่างที่คล้ายสีหลัก ส่วนที่เป็นตัวอักษร โดยไล่น้ำหนัก บริเวณตัวอักษร ทั้งนี้การเลือกใช้โทนสีเขียวเพื่อสื่อความเป็นตัวแทนของความสมดุล เป็นความ สมบูรณ์แบบระหว่าง 2 องค์ประกอบหลัก คือ “ความสามัคคี” และ “ความยั่งยืน” ภายใต้เป้าหมาย


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๗ หลักที่จะผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการมุ่งมั่นพัฒนาให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วม ในการเป็นเจ้าของร่วมกัน วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างชุมชนแห่งความสุข” พันธกิจ 1. พัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2. พัฒนาการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน 3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน 4. บูรณาการร่วมกับทุกภาคีเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การติดต่อ 118/1 อาคารทิปโก้ ชั้น 30-31 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0 2357 3580-7, 0 2357 3590, 0 2357 3592 โทรสาร 0 2357 3596 (ชั้น 30), 0 2357 3599 (ชั้น 31) อีเมล [email protected] , [email protected] การเดินทาง แผนภาพที่ 6.17 แผนที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เว็บไซต์https://www.dasta.or.th/th# แผนภาพที่ 6.18 เว็บไซต์องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๘ เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, 2545. กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, 2545. จุฑามาศ คงสวัสดิ์, “การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2550). ธรรมะไทย.(2559). พระพุทธศาสนาในประเทศไทย. สืบค้น 20 มกราคม 2566, จาก http://www.dhammathai.org/thailand/thailand.php ประดิพัทธุ์ เลิศรุจิดำรงกุล, “แนวทางการจัดการต้นแบบศูนย์ข้อมูลเพื่อการศึกษาและท่องเที่ยว ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี” (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารศิลปะ และวัฒนธรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 2563). ปิ่น บุตรี. (2556). ธรรมจักรศิลาทวารวดีสมบูรณ์สุดในไทย ของดีที่พิพิธภัณฑ์อู่ทอง. สืบค้น 16 มกราคม 2566, จาก https://mgronline.com/travel/detail/9560000078345 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, เข้าถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2565, เข้าถึงได้จาก http://www.suphan.biz/UtongMuseum.html. วิยะดา ทองมิตร. (2559). เมืองทองของการค้าและแหล่งสืบสานพุทธศาสนาแห่งสุวรรณภูมิ. เมืองโบราณ, ปีที่ 42 (ฉบับที่ 3), 14-24. ศรีศักร วัลลิโภดม. (2559). อู่ทอง นครรัฐเมืองท่าสมัยฟูนัน. เมืองโบราณ, ปีที่ 42 (ฉบับที่ 3), 25-33. สันติ พัฒน์พันธุ์, “การมีส่วนร่วมของประชาสังคมในการบริหารการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดย ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, 2561). สุจิตต์ วงษ์เทศ. อู่ทอง ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2556. ___________. (2563, 19 พฤศจิกายน). ศาสนา-การเมือง สนองอำนาจรัฐ เวรทำกรรมแต่ง คน ไม่เท่ากัน. มติชน, น.7. สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม. (2552). เมืองอู่ทอง ศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าที่สุดในประเทศไทย. สืบค้น 16 มกราคม 2566, จาก https://travel.kapook.com/view6912.html สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง(อพท.๗).(2556). เมืองโบราณอู่ทอง. สืบค้น 16 มกราคม 2566, จาก http://www3.dasta.or.th/dastaarea7/th/515/516/item/122-122 สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง(อพท.๗).(2556). อู่ทอง เมืองโบราณ แห่งสุวรรณทวีป. สืบค้น 16 มกราคม 2566, จากhttps://www3.dasta.or.th/ dastaarea7/en/component/k2/item/208


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๖๙ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๐ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง เวลาและการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ บูรณาการหน่วยที่ ๑ เรื่อง ประวัติร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ชื่อวิชา ประวัติศาสตร์ รหัสวิชา ส๒๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เวลา ๖ ชั่วโมง ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ ตัวชี้วัด ส ๔.๑ ม.๑/๑ วิเคราะห์ความสำคัญของเวลาในการศึกษาประวัติศาสตร์ ส ๔.๑ ม.๑/๒ เทียบศักราชตามระบบต่าง ๆ ที่ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ ส ๔.๑ ม.๑/๓ นำวิธีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ส ๔.๓ ม.๑/๑ อธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยก่อนสุโขทัยในดินแดนไทยโดยสังเขป ๒. สาระสำคัญ เวลา ช่วงเวลา และการเทียบศักราชตามระบบต่างๆ มีความสำคัญต่อการศึกษา ประวัติศาสตร์ ทำให้เห็นความสัมพันธ์ และความสำคัญของอดีตที่มีต่อปัจจุบันและอนาคต ๓. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑) ความสำคัญของเวลาและช่วงเวลาสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ ๒) ความสัมพันธ์และความสำคัญของอดีตที่มีต่อปัจจุบันและอนาคต ๔. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : อภิปรายกลุ่มและนำเสนอสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง ความสามารถในการคิด : วิเคราะห์ประเด็นและสร้างสื่อนำเสนอ งานได้ สอดคล้องกับหัวข้อเรื่อง ความสามารถในการแก้ปัญหา : แนวทางการศึกษาค้นคว้าและ มีไหว พริบในนำเสนอและตอบคำถาม ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : คัดเลือกวิธีการ สร้างสื่อและนำเสนอ โดยใช้เทคโนโลยีสอดคล้องกับหัวข้อ เรื่อง ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๑ ๕. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ๖. จุดประสงค์การเรียนรู้ (K,P,A) ๖.๑ บอกความหมายและวิเคราะห์ความสำคัญของเวลาในการศึกษาประวัติศาสตร์ได้ (K) ๖.๒ เทียบศักราชตามระบบต่าง ๆ ที่ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ (K) ๖.๓ นำวิธีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ (P) ๖.๔ บอกเล่าเรื่องราวการก่อตัวของชุมชนสู่การเป็นรัฐทวารวดีจากภาพและใช้ภาษาของ ตนเองที่เข้าใจง่าย ชัดเจน (K, A) ๖.๕ เห็นคุณค่าความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชุมชน (A) ๗. ชิ้นงาน/ภาระงาน ๑. แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๒. ใบงานไทม์ไลน์ (Timeline) ร่องรอยทวารวดีมีที่ไหนบ้าง ๓. ใบกิจกรรมปริศนาอักษรไขว้อู่ทองดินแดนอารยธรรมทวารวดี ๔. จัดทำสื่อและนำเสนองานที่สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องอย่างน้อย ๑ ชิ้นงาน เรื่องเล่าทวารวดีสู่ สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๕. รายงานการสืบค้นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่นักเรียนสนใจ (นักเรียนศึกษาค้นคว้า สร้างสื่อนำเสนองาน และอภิปรายกลุ่ม เกี่ยวกับการไปทัศนศึกษาเรียนรู้พิพิธภัณฑสถาน อู่ทอง) - แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๘. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กิจกรรมที่ ๑ ความสำคัญของเวลาและช่วงเวลา วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Method : 5E) เวลา ๑ ชั่วโมง ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน คละกันตามความสามารถ 2. ครูแจกภาพแสดงเหตุการณ์หรือร่องรอยที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ให้นักเรียนกลุ่มละ 1 ภาพ แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันพิจารณาภาพที่กลุ่มของตนได้รับ ได้แก่ - ธรรมจักรและกวางหมอบ - เศียรพระพุทธรูปทวารวดี - พระพุทธรูปสมัยทวารวดี - เหรียญเงินที่ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม ปรากฏอักษรปัลลวะ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๒ - เมืองโบราณ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม ฯลฯ ๓. นักเรียนในกลุ่มร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับภาพที่กลุ่มได้รับ และช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลที่แสดง ถึงร่องรอย ความเจริญในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ โดยใช้คำถาม เช่น - ภาพนี้มีความสำคัญในด้านใด - หลักฐานนี้สร้างขึ้นในช่วงสมัยใด - เป็นหลักฐานประเภทใด - ได้รับอิทธิพลมาจากที่ใด ฯลฯ ๔. ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามเป็นรายกลุ่ม โดยครูเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องและอธิบายเพิ่มเติม ขั้นที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore) นักเรียนแต่ละกลุ่มจับคู่กันเป็น 2 คู่ ให้แต่ละคู่ร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง ความสำคัญของเวลา และช่วงเวลา จากหนังสือเรียน หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ แล้วร่วมกันสรุป สาระสำคัญของเรื่องที่ศึกษา ผลัดกันซักถามข้อสงสัยและอธิบายจนมีความเข้าใจชัดเจนตรงกัน ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้(Explain) 1. นักเรียนแต่ละคู่ผลัดกันอธิบายความรู้ที่ได้จากการศึกษาให้เพื่อนอีกคู่หนึ่งฟัง ผลัดกัน ซักถามข้อสงสัยและ ผลัดกันอธิบายจนทุกคนมีความเข้าใจชัดเจนตรงกัน 2. ครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของเวลาและช่วงเวลา ให้นักเรียนฟังเพิ่มเติม เพื่อให้ นักเรียนมี ความรู้ความเข้าใจชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขั้นที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand) นักเรียนแต่ละคนทำใบงานที่ 1.1 เรื่อง ความสำคัญของเวลาและช่วงเวลา เสร็จแล้วนำส่งครู ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจสอบผลงานของนักเรียนจากการทำใบงานที่ 1.1 2. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง ความสำคัญของเวลาและช่วงเวลา กิจกรรมที่ 2 การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีสอนแบบกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เวลา ๑ ชั่วโมง ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน ๑. ครูให้นักเรียนกลุ่มเดิม ร่วมกันอภิปรายในหัวข้อ “เพราะเหตุใด จึงต้องมีการแบ่งยุคสมัย ทางประวัติศาสตร์” โดยครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็น ๒. ครูสุ่มนักเรียน 2-3 กลุ่ม ออกมานำเสนอผลการอภิปรายที่หน้าชั้นเรียน แล้วให้ตัวแทน นักเรียนกลุ่มอื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปได้นำเสนอเพิ่มเติม


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๓ ๓. ครูให้นักเรียนชมคลิปวีดีโอ เรื่อง ประวัติความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี ขั้นที่ 2 จัดการเรียนรู้ ๑. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มจับคู่กันเป็น 2 คู่ ให้แต่ละคู่ร่วมกันศึกษาความรู้จากคลิปตัวอย่าง และนำมาวิเคราะห์กับเรื่องการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ จากหนังสือเรียน หนังสือ ค้นคว้าเพิ่มเติม ห้องสมุดและแหล่งข้อมูลสารสนเทศ ในหัวข้อที่กำหนดให้ ดังนี้ - คู่ที่ 1 ศึกษาความรู้เรื่อง การแบ่งช่วงเวลาตามแบบสากล - คู่ที่ 2 ศึกษาความรู้เรื่อง การแบ่งช่วงเวลาตามแบบไทย 2. นักเรียนแต่ละคู่นำความรู้ที่ได้จากการศึกษามาอธิบายให้เพื่อนอีกคู่หนึ่งฟัง ผลัดกันซักถาม ข้อสงสัยและอธิบายจนทุกคนมีความเข้าใจชัดเจนตรงกัน 3. ครูอธิบายความรู้เรื่อง การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ให้นักเรียนฟังเพิ่มเติม เพื่อให้ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจชัดเจนมากยิ่งขึ้น 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันทำใบงานที่ 1.2 เรื่อง การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เมื่อทำ เสร็จแล้วช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องและเติมเต็มคำตอบให้สมบูรณ์ ๕. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษา ใบความรู้เสริม ประวัติร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง หัวข้อช่วงเวลากับร่องรอยอารยธรรมทวารวดีจากนั้นให้แต่ละกลุ่มแข่งขันกันค้นหาข้อมูล คำศัพท์สำคัญจากใบกิจกรรม ปริศนาอักษรไขว้อู่ทองดินแดนอารยธรรมทวารวดี ๖. นักเรียนและครูร่วมกันเฉลยข้อมูลคำศัพท์สำคัญจากใบกิจกรรม ปริศนาอักษรไขว้อู่ทอง ดินแดนอารยธรรมทวารวดี จากนั้นให้ครูอธิบายเพิ่มเติมและยกตัวอย่างประกอบ ขั้นที่ 3 สรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้ 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ 2. ครูแนะนำให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ ด้านอื่นๆ ต่อไป ขั้นที่ 4 วัดและประเมินผล ครูประเมินผลนักเรียนจากการทำใบงานที่ 1.2 กิจกรรมที่ 3 ตัวอย่างการใช้เวลา ช่วงเวลา ยุคสมัยและศักราชในหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ วิธีสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง เวลา ๑ ชั่วโมง ขั้นที่ 1 เตรียม 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการใช้เวลา ช่วงเวลา ยุคสมัย และศักราชใน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ 2. ครูอธิบายวิธีการศึกษากรณีตัวอย่างให้นักเรียนเข้าใจ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๔ ขั้นที่ 2 เสนอกรณีตัวอย่าง ครูให้นักเรียนกลุ่มเดิมร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง ตัวอย่างศักราชในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และตัวอย่างการใช้เวลา ช่วงเวลา และยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย จากหนังสือ เรียน (นักเรียนฝึกคิดคำนวณช่วงระยะเวลาที่ปรากฏร่องรอยของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเภทต่างๆ โดยนำมาเทียบกับศักราชในรูปแบบต่างๆ) ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์ตัวอย่างศักราชในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และตัวอย่าง การใช้เวลา ช่วงเวลา และยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย ขั้นที่ 4 สรุป นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง ตัวอย่างศักราชในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และ ตัวอย่างการใช้เวลา ช่วงเวลา และยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย ขั้นที่ 5 ประเมินผล 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันทำใบงานที่ 1.3 เรื่อง การใช้ศักราชในหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ไทยเมื่อทำเสร็จแล้วช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องและเติมเต็มคำตอบให้ สมบูรณ์ 2. ครูและนักเรียนช่วยกันเฉลยคำตอบในใบงานที่ 1.3 กิจกรรมที่ 4 ตัวอย่างการใช้เวลา ช่วงเวลา ยุคสมัยและศักราชในหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ วิธีสอนแบบกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เวลา ๑ ชั่วโมง ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน ครูนำบัตรแสดงอักษรย่อของศักราชระบบต่างๆ มาให้นักเรียนดู แล้วให้นักเรียนช่วยกันบอกคำ เต็ม โดยครูเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง ขั้นที่ 2 จัดการเรียนรู้ 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง ที่มาของศักราชระบบต่างๆ จากหนังสือเรียน หนังสือค้นคว้า เพิ่มเติม ห้องสมุด และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันทำใบงานที่ 1.4 เรื่อง ที่มาของศักราช เมื่อทำเสร็จแล้วช่วยกัน ตรวจสอบความถูกต้องและเติมเต็มคำตอบให้สมบูรณ์ ขั้นที่ 3 สรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้ 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง ที่มาของศักราชระบบต่างๆ 2. ครูแนะนำให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ ต่อไป


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๕ ขั้นที่ 4 วัดและประเมินผล ครูประเมินผลนักเรียนจากการทำใบงานที่ 1.4 กิจกรรมที่ 5 การเปรียบเทียบศักราชแบบต่างๆ วิธีสอนตามรูปแบบ โมเดลซิปปา (CIPPA Model) เวลา 2 ชั่วโมง ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้เดิม 1. ครูให้นักเรียนกลุ่มเดิมจับคู่กันเป็น 2 คู่ แล้วให้แต่ละคู่ส่งตัวแทนออกมาจับสลากบัตรคำ แสดงศักราชตามระบบต่างๆ 2. นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับศักราชที่คู่ของตนจับสลากได้ แล้วนำมาวางให้ตรง กับภาพหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ และเหตุการณ์สำคัญตามช่วงเวลา 3. ครูสุ่มนักเรียนแต่ละคู่ออกมานำเสนอผลการอภิปรายที่หน้าชั้นเรียน ขั้นที่ 2 แสวงหาความรู้ใหม่ นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง การเปรียบเทียบศักราช จากหนังสือเรียน หนังสือ ค้นคว้าเพิ่มเติม ห้องสมุด และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ ในประเด็นที่กำหนด ขั้นที่ 3 ศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม นักเรียนแต่ละคู่นำความรู้เดิมและความรู้ใหม่ที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาเชื่อมโยงกันในการทำใบงานที่ 1.5 เรื่อง การเปรียบเทียบศักราชแบบต่างๆ แล้วร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของผลงานในใบ งาน หากมีข้อบกพร่องให้ช่วยกันแก้ไขและเติมเต็มคำตอบให้สมบูรณ์ ขั้นที่ 4 แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม นักเรียนแต่ละคู่นำความรู้ที่ได้จากการศึกษา และจากการทำใบงานที่ 1.5 มาเล่าให้เพื่อนอีกคู่ หนึ่งฟัง ผลัดกันซักถามข้อสงสัยและผลัดกันอธิบายจนทุกคนมีความเข้าใจชัดเจนตรงกัน ขั้นที่ 5 สรุปและจัดระเบียบความรู้ 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของผลงานในใบงานที่ 1.5 แล้วสรุปเป็น คำตอบ ของกลุ่ม 2. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง การเปรียบเทียบศักราชแบบต่างๆ ขั้นที่ 6 ปฏิบัติและ/หรือแสดงผลงาน นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 1.5 หน้าชั้นเรียน โดยครูและเพื่อนกลุ่ม อื่นร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๖ ขั้นที่ 7 ประยุกต์ใช้ความรู้ ๑. ครูให้นักเรียนนำความรู้เกี่ยวกับการเปรียบเทียบศักราชแบบต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ใน การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไทย หรือของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต่อไป ๒. ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทำรายงานการสืบค้นเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ไทยที่สนใจ โดยให้ครอบคลุมประเด็นตามที่กำหนด ๓. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 และแบบทดสอบ เรื่อง ร่องรอย ทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง เพื่อประเมินผลระดับการศึกษาเปรียบเทียบหลังเรียน-ก่อนเรียน ๔. ตัวแทนนักเรียน จำนวน ๓ คน บอกคุณค่าของจากการศึกษาเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๔. เกณฑ์การประเมินผล รายการประเมิน คำอธิบายระดับคุณภาพ / ระดับคะแนน ดีมาก (๔) ดี (๓) พอใช้ (๒) ปรับปรุง (๑) 1. การวิเคราะห์ ความสำคัญของ เวลาในการศึกษา ประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ความสำคัญ ของเวลาในการศึกษา ประวัติศาสตร์ได้ ถูกต้อง ละเอียด ชัดเจน วิเคราะห์ ความสำคัญของเวลา ในการศึกษา ประวัติศาสตร์ได้ ถูกต้อง ชัดเจนเป็น ส่วนใหญ่ วิเคราะห์ ความสำคัญของเวลา ในการศึกษา ประวัติศาสตร์ได้ ถูกต้อง ชัดเจนเป็น บางส่วน วิเคราะห์ ความสำคัญของเวลา ในการศึกษา ประวัติศาสตร์ได้ ถูกต้อง เพียงส่วน น้อย และไม่ชัดเจน 2.การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์และ ความสำคัญของ เหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีผลต่อปัจจุบัน และอนาคต วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และความสำคัญของ เหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีผลต่อปัจจุบันและ อนาคตได้ถูกต้อง ละเอียด ชัดเจน วิเคราะห์ ความสัมพันธ์และ ความสำคัญของ เหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีผลต่อปัจจุบันและ อนาคตได้ถูกต้อง ชัดเจน เป็นส่วนใหญ่ วิเคราะห์ ความสัมพันธ์และ ความสำคัญของ เหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีผลต่อปัจจุบันและ อนาคตได้ถูกต้อง ชัดเจน เป็นบางส่วน วิเคราะห์ ความสัมพันธ์และ ความสำคัญของ เหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ไทย ที่มีผลต่อปัจจุบันและ อนาคตได้ถูกต้อง เพียงส่วนน้อย และไม่ ชัดเจน 3.การยกตัวอย่าง และเปรียบเทียบ ศักราชแบบต่างๆ ยกตัวอย่างและ เปรียบเทียบศักราช แบบต่างๆ ได้ ถูกต้องทั้ง 5 แบบ ยกตัวอย่างและ เปรียบเทียบศักราช แบบต่างๆ ได้ ถูกต้อง 4 แบบ ยกตัวอย่างและ เปรียบเทียบศักราช แบบต่างๆ ได้ ถูกต้อง 2-3 แบบ ยกตัวอย่างและ เปรียบเทียบศักราช แบบต่างๆ ได้ ถูกต้อง 1 แบบ ๓. แบบทดสอบก่อน เรียน - หลังเรียน ได้คะแนนร้อยละ๘๐ ได้คะแนน ร้อยละ๗๐ ได้คะแนน ร้อยละ๖๐ ต่ำกว่าร้อยละ๕๐


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๗ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ๑๖-๒๐ ๑๓-๑๕ ๑๒-๑๐ ๙-๐ ระดับคุณภาพ ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง ๙. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ ๙.๑ สื่อการเรียนรู้ ๑) หนังสือเรียน ประวัติศาสตร์ ม.๑ ๒) แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ ม.๑ ๓) หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม - วินัย พงศ์ศรีเพียร. ๒๕๔๔. วันวาร กาลเวลา แลนานาศักราช. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ. ๔) บัตรคำ ๕) บัตรภาพ ๖) ใบงานที่ ๑.๑ เรื่อง ความสำคัญของเวลาและช่วงเวลา ๗) ใบงานที่ ๑.๒ เรื่อง การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ๘) ใบงานที่ ๑.๓ เรื่อง การใช้ศักราชในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย ๙) ใบงานที่ ๑.๔ เรื่อง ที่มาของศักราช ๑๐) ใบงานที่ ๑.๕ เรื่อง การเปรียบเทียบศักราชแบบต่างๆ ๙.๒ แหล่งการเรียนรู้ ๑) ห้องสมุด ๒) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ - http://www.aksorn.com/LC/Hist/M1/01 - http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge-detail.php?mul... - http://th.wikipedia.org/wiki/ศักราช - http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ศักราช - http://www.dol.go.th/landdoc/index.php?option=com_content ๑๐. การวัดและการประเมินผล ๑. การประเมินก่อนเรียน ๑.๑ แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๒. การประเมินระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๒.๑ ไทม์ไลน์ (Timeline) ใบงาน ร่องรอยทวารวดีมีที่ไหนบ้างใบงาน ร่องรอยทวารวดีมี ที่ไหนบ้าง ๒.๒ ใบกิจกรรมปริศนาอักษรไขว้อู่ทองดินแดนอารยธรรมทวารวดี ๒.๓ รายงานการนำเสนอหน้าชั้นเรียน เรื่องเล่าทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๘ ๓. การประเมินเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมการเรียนรู้ ๓.๑ แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ๔. การประเมินชิ้นงาน / ภาวะงาน (รวบยอด) - ประเมินแผ่นพับ เรื่อง ประวัติร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอารย ๑๑. บันทึกผลหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการจัดการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................................................. ... ............................................................................................................................. ................................... ปัญหา/อุปสรรค ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................... ................................. .................................................................................................. .............................................................. ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................................................... . ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ.....................................................ครูผู้สอน ( ) ........../............../............


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๗๙ แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยที่ ๑ คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. เวลามีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ อย่างไร ก. ใช้พิจารณาว่าเหตุการณ์นั้นเป็น ประวัติศาสตร์หรือไม่ ข. ใช้ในการลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ค. ใช้บอกรายละเอียดเหตุการณ์ที่สำคัญ ง. ใช้หาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ 2. การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์มีประโยชน์ อย่างไร ก. ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวในอดีตได้ดีขึ้น ข. ทำให้ศึกษาเรื่องราวในอดีตได้สะดวกขึ้น ค. ทำให้เรื่องราวในอดีตเป็นจริงขึ้นมาก กว่าเดิม ง. ทำให้ประหยัดเวลาการทำงานของนัก ประวัติศาสตร์ 3. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. พ.ศ. 1 เริ่มใช้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ข. ร.ศ. 1 เท่ากับ พ.ศ. 2411 (ปีที่รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์) ค. การนับศักราชแบบรัตนโกสินทร์ศกเริ่มใช้ใน สมัยรัชกาลที่ 5 ง. พงศาวดารไทยสมัยอยุธยาใช้การนับแบบ พุทธศักราช 4. ศักราชแบบใดที่เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดและเป็น ศักราชสากล ก. ฮิจเราะห์ศักราช ข. พุทธศักราช ค. มหาศักราช ง. คริสต์ศักราช 5. ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) เป็นการนับศักราชที่ เกี่ยวข้องกับศาสนาใด ก. คริสต์ศาสนา ข. ศาสนาอิสลาม ค. พระพุทธศาสนา ง. ศาสนาพราหมณ์- ฮินดู 6. เราทราบได้อย่างไรว่า พ.ศ. 2555 ตรงกับ ค.ศ. 2012 ก. นำ 543 มาลบ เพราะพระพุทธเจ้า สิ้นพระชนม์ ก่อนพระเยซู 543 ปี ข. ไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน แต่ทราบเพราะเข้าใจ กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ค. นำ 543 มาลบ เพราะ ค.ศ. ช้ากว่า พ.ศ. อยู่ 543 ปี ง. นำ 543 มาลบ เพราะนักประวัติศาสตร์ กำหนดไว้ 7. “ศักราช 895 มะเส็งศก สมเด็จพระบรมราชา หน่อพุทธางกูรเจ้านฤพาน จึงสมเด็จพระราชกุมาร ได้เสวยราชสมบัติ” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ใด ก. 2076 ข. 2017 ค. 1516 ง. 1438 8. หลักเกณฑ์สำคัญในการแบ่งยุคสมัยเป็นสมัยก่อน ประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์คืออะไร ก. การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย ข. การปกครองด้วยระบบกษัตริย์ ค. การประดิษฐ์ตัวอักษร ง. การตั้งบ้านเรือน 9. มนุษย์ที่ยังเร่ร่อนอาศัยอยู่ตามเพิงผา ใช้เครื่องมือ หินแบบง่ายๆ เป็นมนุษย์ยุคใด ก. ยุคโลหะ ข. ยุคหินเก่า ค. ยุคหินใหม่ ง. ยุคหินกลาง 10. การแบ่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นยุคหินและยุค โลหะ มีหลักเกณฑ์ในการแบ่งอย่างไร ก. เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ข. การตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ ค. ภาษาพูดและภาษาเขียน ง. รูปร่างหน้าตาของมนุษย์ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๐ บัตรภาพ ภาพพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ภาพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก แห่งราชอาณาจักรไทย ภาพน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2485 ภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสรัสเซีย ภาพวาดแสดงสงครามยุทธหัตถี ภาพวาดแสดงเหตุการณ์คณะราชทูตไทย นำโดยออกญา โกษาธิบดี (ปาน) เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่ง ฝรั่งเศส


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๑ เมืองโบราณอู่ทอง ธรรมจักรและกวางหมอบ อาณาจักรอยุธยา ประกาศอิสรภาพ อักษรปัลลวะ ประกาศอิสรภาพ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๒ (Timeline) : ................................................ ........................................ ........................................... ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................ ........................................ ........................................... ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................ ........................................ ........................................... ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................ ........................................ ........................................... ................................................................. ................................................................. ................................................................. ................................................................. ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๓ : ๑…………………………………………............................................................................................................................ ๒…………………………………………............................................................................................................................ ๓…………………………………………............................................................................................................................ ๔…………………………………………............................................................................................................................ ๕…………………………………………............................................................................................................................ ๖…………………………………………............................................................................................................................ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๔ แบบทดสอบก่อนเรียน ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน ๒๐ ข้อ เวลา ๒๐ นาที จำนวน ๒๐ คะแนน ------------------------------------------------------------------------ ๑. ศิลปกรรมของอาณาจักรทราวดีได้รับอิทธิพลจากชนชาติใด ก.อินเดีย ข.จีน ค.กัมพูชา ง.ลาว ๒. มีการสันนิษฐานว่าอาณาจักรทวารวดีมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดใด ก.สุพรรณบุรี ข.กาญจนบุรี ค.ระยอง ง.อุดรธานี ๓. ชุมชนโบราณสมัยทวารวดีมักมีการตั้งถิ่นฐานในลักษณะภูมิประเทศแบบใด ก.ที่ราบเชิงเขา ข.ที่ราบสูง ค.ที่ราบลุ่ม ง.ที่ราบลูกฟูก ๔. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปกรรมของผู้คนสมัยทราวดี ก.ความงามของธรรมชาติ ข.ความเจริญของบ้านเมือง ค.ความต้องการของกษัตริย์ ง.ศาสนาและความคิดความเชื่อ ๕. อาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากที่ใด ก. พม่า ข. จีน ค. เขมร ง. อินเดีย ๖. ข้อใดคือพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอาณาจักรทราวดี ก.รับราชการ ข.การประกอบอุตสาหกรรม ค.การเกษตรกรรม ง.พาณิชยกรรมและบริก ๗. เมืองในวัฒนธรรมทราวดีมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรโลหกรรมพบมากที่โคกสำโรง จังหวัดลพบุรีคือแร่ใด ก. แร่ทองแดงและเหล็ก ข. แร่แมงกานีสและทองคำ ค. แร่ทองแดงและทองคำ ง. แร่เหล็กและแร่ถ่านหิน ๘. อาณาจักรทวารวดีมีการปกครองแบบใด ก.ระบอบเผด็จการ ข.ระบอบประชาธิปไตย ค.พ่อปกครองลูก ง.แบบเทวราชา ๙. ทวาราวดีเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย มีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ (ประมาณพ.ศ ๑,๑๐๐ - พ.ศ ๑๖๐๐) สันนิษฐานว่ามีความเจริญรุ่งเรือง มากที่สุดบริเวณใด ก. ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ข. ลุ่มแม่น้ำปิง ค. ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ง. ลุ่มแม่น้ำยม ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๕ ๑๐. โบราณวัตถุที่ค้นพบมากที่สุดในสมัยทวารวดีคืออะไร ก ธรรมจักร ข เครื่องประดับ ค ภาชนะดินเผา ง เหรียญโบราณ ๑๑. ทำไมรัฐทวารวดีมีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติ ก.ความต้องการของป่าจากพ่อค้าชาวต่างชาติ ข.การมีเส้นทางน้ำเชื่อมต่อทางทะเลในเมืองโบราณสมัยทวารวดี ค.ความต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีจากพ่อค้าต่างชาติ ง.ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ๑๒. สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ชุมชนโบราณในบริเวณเมืองอู่ทองสามารถพัฒนาสภาพสังคมและ เศรษฐกิจจนขยายตัวเข้าสู่สังคมเมืองได้ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. มีการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบโพ้นทะเล โดยเฉพาะอินเดีย ข. พัฒนาตนเองจากสังคมเกษตรกรรมในระดับหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง ค. เป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ง. ถูกทุกข้อ ๑๓. กลุ่มแนวคันดินรูปโค้งเกือกม้าซึ่งตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขาคอก เชื่อกันว่าเป็นเพนียดดินสำหรับ คล้องช้างในสมัยโบราณ โบราณสถานแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร ก. เนินดินนอก ข. ถนนท้าวอู่ทอง ค. แนวคูคันดิน ง. คอกช้างดิน ๑๔. ข้อใดถูกต้อง ผู้ริเริ่มสำรวจเมืองโบราณอู่ทองและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของเมือง โบราณอู่ทองจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วในวงวิชาการ ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะเป็นแหล่ง โบราณคดีที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ก. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ง. สมมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ๑๕. นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าเมืองโบราณอู่ทองอาจจะเป็นเมืองสุวรรณภูมิที่พระเจ้าอโศก มหาราชได้ส่งพระธรรมทูตเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ ผู้ที่เข้ามายัง ดินแดนสุวรรณภูมิคือท่านใด ก. พระมัชฌิมเถระ ข. พระมหาธรรมรักขติเถระ ค. พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ ง. พระมหินเถระ ๑๖. นักเรียนสามารถนำเรื่องอาณาจักรทวารวดีที่ได้ศึกษาไปมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างไร ก. เต้าฮวยใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาเป็นแนวทางในการขโมยของโบราณ ข. เต้าหู้ไปเที่ยวโบราณสถานโดยไม่ขีดเขียนฝาผนังและไม่แตะต้องโบราณวัตถุ ค. แบมแบมประดิษฐ์คิดค้นโบราณวัตถุให้เหมือนในสมัยทราวดี ง. ลิซ่าพยายามช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมโดยการอยู่เฉยๆ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๖ ๑๗. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอาณาจักรทวารวดี ก. มีชาวจีนเป็นประชากรส่วนใหญ่ ข. นิยมสร้างปราสาทหินไว้กลางเมือง ค. ล่มสลายเนื่องจากถูกล้านนาโจมตี ง. มีเส้นทางออกสู่ทะเลสามารถติดต่อค้าขายกับต่างประเทศได้ ๑๘. ทวารวดีนับถือศาสนาใด ก. พระพุทธศาสนา ข. ศาสนาคริสต์ ค. ศาสนาอิสลาม ง. ไม่มีข้อใดถูก ๑๙. การขุดสำรวจที่แหล่งโบราณคดีคอกช้างดินทางด้านใต้ของเมืองเก่าอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี มีการพบเหรียญเงินตราของสมัยทวารวดีจำนวนมากในกระปุกดินเผา บนเหรียญเหล่านี้มีคำจารึก ว่าอะไร ก. ศรีทวารวตีศวร ปุณย ข. ถั่วหลัวปัวตี้ (โตโลโปตี้) ค. ทวาราวดีผู้เป็นใหญ่ ง. จักรวรรดิวัตร ๒๐. สาเหตุใดที่ทำให้อาณาจักรทวารวดีเสื่อมลง ก. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ ข. การโจมตีของขอมและภัยธรรมชาติหรือเหตุอื่นๆ ค. พระเจ้าราเชนโจฬะที่ ๑ แห่งอาณาจักรโจฬะโจมตีอาณาจักร ง. การตกเป็นประเทศราชของกัมพูชา ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๗ แบบทดสอบหลังเรียน ประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน ๒๐ ข้อ เวลา ๒๐ นาที จำนวน ๒๐ คะแนน ------------------------------------------------------------------------ ๑. ข้อใดถูกต้อง ผู้ริเริ่มสำรวจเมืองโบราณอู่ทองและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของเมือง โบราณอู่ทองจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วในวงวิชาการ ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะเป็นแหล่ง โบราณคดีที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ก. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ง. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ๒. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปกรรมของผู้คนสมัยทวารวดี ก.ความงามของธรรมชาติ ข.ความเจริญของบ้านเมือง ค.ความต้องการของกษัตริย์ ง.ศาสนาและความคิดความเชื่อ ๓. ศิลปกรรมของอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลจากชนชาติใด ก.อินเดีย ข.จีน ค.กัมพูชา ง.ลาว ๔. มีการสันนิษฐานว่าอาณาจักรทวารวดีมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดใด ก.สุพรรณบุรี ข.กาญจนบุรี ค.ระยอง ง.อุดรธานี ๕. อาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากที่ใด ก. พม่า ข. จีน ค. เขมร ง. อินเดีย ๖. นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าเมืองโบราณอู่ทองอาจจะเป็นเมืองสุวรรณภูมิที่พระเจ้าอโศก มหาราชได้ส่งพระธรรมทูตเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ ผู้ที่เข้ามายัง ดินแดนสุวรรณภูมิคือท่านใด ก. พระมัชฌิมเถระ ข. พระมหาธรรมรักขติเถระ ค. พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ ง. พระมหินเถระ ๗. ทวารวดีเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย มีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ (ประมาณพ.ศ ๑,๑๐๐ - พ.ศ ๑๖๐๐) สันนิษฐานว่ามีความเจริญรุ่งเรือง มากที่สุดบริเวณใด ก. ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ข. ลุ่มแม่น้ำปิง ค. ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ง. ลุ่มแม่น้ำยม ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๘ ๘. ชุมชนโบราณสมัยทวารวดีมักมีการตั้งถิ่นฐานในลักษณะภูมิประเทศแบบใด ก.ที่ราบเชิงเขา ข.ที่ราบสูง ค.ที่ราบลุ่ม ง.ที่ราบลูกฟูก ๙. อาณาจักรทวารวดีมีการปกครองแบบใด ก.ระบอบเผด็จการ ข.ระบอบประชาธิปไตย ค.พ่อปกครองลูก ง.แบบเทวราชา ๑๐. เมืองในวัฒนธรรมทวารวดีมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรโลหกรรมพบมากที่โคก สำโรงจังหวัดลพบุรีคือแร่ใด ก. แร่ทองแดงและเหล็ก ข. แร่แมงกานีสและทองคำ ค. แร่ทองแดงและทองคำ ง. แร่เหล็กและแร่ถ่านหิน ๑๑. กลุ่มแนวคันดินรูปโค้งเกือกม้าซึ่งตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขาคอก เชื่อกันว่าเป็นเพนียดดินสำหรับ คล้องช้างในสมัยโบราณ โบราณสถานแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร ก. เนินดินนอก ข. ถนนท้าวอู่ทอง ค. แนวคูคันดิน ง. คอกช้างดิน ๑๒. ทำไมรัฐทวารวดีมีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติ ก.ความต้องการของป่าจากพ่อค้าชาวต่างชาติ ข.การมีเส้นทางน้ำเชื่อมต่อทางทะเลในเมืองโบราณสมัยทวารวดี ค.ความต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีจากพ่อค้าต่างชาติ ง.ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ๑๓. ข้อใดคือพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอาณาจักรทราวดี ก.รับราชการ ข.การประกอบอุตสาหกรรม ค.การเกษตรกรรม ง.พาณิชยกรรมและบริก ๑๔. สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ชุมชนโบราณในบริเวณเมืองอู่ทองสามารถพัฒนาสภาพสังคมและ เศรษฐกิจจนขยายตัวเข้าสู่สังคมเมืองได้ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. มีการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบโพ้นทะเล โดยเฉพาะอินเดีย ข. พัฒนาตนเองจากสังคมเกษตรกรรมในระดับหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง ค. เป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ง. ถูกทุกข้อ ๑๕. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอาณาจักรทวารวดี ก. มีชาวจีนเป็นประชากรส่วนใหญ่ ข. นิยมสร้างปราสาทหินไว้กลางเมือง ค. ล่มสลายเนื่องจากถูกล้านนาโจมตี ง. มีเส้นทางออกสู่ทะเลสามารถติดต่อค้าขายกับต่างประเทศได้ ๑๖. โบราณวัตถุที่ค้นพบมากที่สุดในสมัยทวารวดีคืออะไร ก ธรรมจักร ข เครื่องประดับ ค ภาชนะดินเผา ง เหรียญโบราณ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๘๙ ๑๗. สาเหตุใดที่ทำให้อาณาจักรทวารวดีเสื่อมลง ก.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ ข.การโจมตีของขอมและภัยธรรมชาติหรือเหตุอื่นๆ ค.พระเจ้าราเชนโจฬะที่ ๑ แห่งอาณาจักรโจฬะโจมตีอาณาจักร ง.การตกเป็นประเทศราชของกัมพูชา ๑๘. นักเรียนสามารถนำเรื่องอาณาจักรทวารวดีที่ได้ศึกษาไปมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างไร ก. เต้าฮวยใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาเป็นแนวทางในการขโมยของโบราณ ข. เต้าหู้ไปเที่ยวโบราณสถานโดยไม่ขีดเขียนฝาผนังและไม่แตะต้องโบราณวัตถุ ค. แบมแบมประดิษฐ์คิดค้นโบราณวัตถุให้เหมือนในสมัยทวารวดี ง. ลิซ่าพยายามช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมโดยการอยู่เฉยๆ ๑๙. การขุดสำรวจที่แหล่งโบราณคดีคอกช้างดินทางด้านใต้ของเมืองเก่าอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี มีการพบเหรียญเงินตราของสมัยทราวดีจำนวนมากในกระปุกดินเผา บนเหรียญเหล่านี้มีคำจารึก ว่าอะไร ก. ศรีทวารวตีศวร ปุณย ข. ถั่วหลัวปัวตี้ (โตโลโปตี้) ค. ทวาราวดีผู้เป็นใหญ่ ง. จักรวรรดิวัตร ๒๐. ทวารวดีนับถือศาสนาใด ก. พระพุทธศาสนา ข. ศาสนาคริสต์ ค. ศาสนาอิสลาม ง. ไม่มีข้อใดถูก ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๙๐ เฉลยใบงาน เรื่อง อู่ทองดินแดนอารยธรรมทวารวดี ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๙๑ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน ๑. ๒. ๓. ค ๔. ๕. ๖. ค ๗. ๘. ๙. ค ๑๐. ค ๑๑. ข ๑๒. ๑๓. ๑๔. ๑๕. ค ๑๖. ๑๗. ๑๘. ๑๙. ๒๐. ข เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ค ๗. ค ๘. ค ๙. ๑๐. ก ๑๑. ง ๑๒. ข ๑๓. ค ๑๔. ง ๑๕. ง ๑๖. ค ๑๗. ข ๑๘. ง ๑๙. ๒๐. ก เฉลยแบบทดสอบประวัติศาสตร์ร่องรอยทวารวดีสู่สุพรรณบุรีศรีอู่ทอง ชั้นม.๑ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๙๒ แบบบันทึกผลการประเมินการเรียนรู้ ด้านความรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่......... ที่ ชื่อ – สกุล ใบงาน ใบกิจกรรม แบบทดสอบก่อน เรียน แบบทดสอบหลัง เรียน คะแนนที่ได้ ร้อยละ ผลการประเมิน ๑๐ ๑๐ ๒๐ ๒๐ ผ่าน ไม่ผ่าน ผลการประเมิน นักเรียนทั้งหมด......................คน ผ่าน จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ...................... ไม่ผ่าน จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ...................... ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ( ....................................... ) ตำแหน่ง ครูโรงเรียน.............................. ***หมายเหตุ ๑. ใบงานและใบกิจกรรม นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ต้องได้ ๗ คะแนนขึ้นไป ๒. แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์หลังเรียนต้องได้ ๑๕ คะแนนขึ้นไป ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี ๙๓ แบบบันทึกผลการประเมินการเรียนรู้ ด้านทักษะ/กระบวนการ แผนการจัดการเรียนรู้ที่............. ที่ ชื่อ – สกุล ใช้ทักษะ ให้เหตุผล การเชื่อมโยง การสื่อสาร เฉลี่ย ระดับคุณภาพ ผลการประเมิน ๔ ๔ ๔ ๔ ผ่าน ไม่ผ่าน ผลการประเมิน นักเรียนทั้งหมด......................คน ได้ระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ...................... ได้ระดับพอใช้ จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ...................... ได้ระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ...................... ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ( .......................................... ) ตำแหน่ง ครูโรงเรียน.............................. ุป ณฑ ป ะ ษะ/ ะ ค่ ฉ ย ๓.๖๗ - ๔.๐๐ ไ ้ คุณ ม =16-20 ค แ ค่ ฉ ย ๒.๓๔ - ๓.๐๐ ไ ้ คุณ =15-13 ค แ ค่ ฉ ย ๑.๖๗ - ๒.๓๓ ไ ้ คุณ ใช้ =12-10 ค แ ค่ ฉ ย ๑.๐๐ - ๑.๖๖ ไ ้ คุณ ุ =9-0 ค แ ณฑ ป ะ ษะ/ ะ ๔ ม ยถึ คุณ ม ๓ ม ยถึ คุณ ๒ ม ยถึ คุณ ใช้ ๑ ม ยถึ คุณ ุ ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการวรรณคดีท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี


Click to View FlipBook Version