The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2.เล่มสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฉบับเผยแพร่ 131

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ห้องสมุด สุพรรณ 3, 2023-10-31 01:04:42

2.เล่มสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฉบับเผยแพร่ 131

2.เล่มสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฉบับเผยแพร่ 131

Keywords: พระนเรศวร

คณะผู้จัดท ำและบรรณำธิกำร ขออภัยที่มิอำจแจ้งแหล่งที่มำของข้อมูลได้อย่ำงครบถ้วนและ ขอขอบคุณเจ้ำของผลงำนทั้งข้อควำม ภำพ และอื่น ๆ ที่น ำมำใช้ในเอกสำรฉบับนี้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กำรศึกษำโดยรวมของชำติ แม้มิได้มีหนังสือขออนุญำตเป็นลำยลักษณ์อักษรก็ตำม ปีที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๖๖ ผู้จัดพิมพ์ กลุ่มนิเทศ ติดตำมและประเมินผลกำรจัดกำรศึกษำ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน กระทรวงศึกษำธิกำร แบบปก ธัญญำรัตน์ เผือกพันธ์มุข การกอบกู้เอกราชของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เอกสารหมายเลข ๕ / ๒๕๖๖


ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ตระหนักถึงปัญหำในสถำนกำรณ์ ยุคปัจจุบัน ยุคแห่งกำรเปลี่ยนแปลง กำรแสดงออกถึงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน กล้ำคิด กล้ำแสดงออกอย่ำงหลำกหลำยของเด็กและเยำวชนไทยในยุคปัจจุบัน รวมถึงกำรแสดงออก ถึงทัศนคติ ที่ไม่ดีต่อบ้ำนเมือง ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ได้ก ำหนดนโยบำยขับเคลื่อน กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี “รู้รักษ์ประวัติศำสตร์” ขึ้น เพื่อสร้ำงจิตส ำนึกควำมรักชำติ สร้ำง ระเบียบวินัยและกำรปฏิบัติอันดีตำมจำรีตประเพณีของสังคมไทย ที่ควรเริ่มต้นจำกกำรรู้จัก รัก ภำคภูมิใจในสิ่งใกล้ตัว คือ ประวัติศำสตร์ท้องถิ่นในจังหวัดสุพรรณบุรี ด ำเนินกำรขับเคลื่อนกำรศึกษำ ให้สอดคล้องกับนโยบำย และจุดเน้นเร่งด่วนของส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ที่มีนโยบำยส่งเสริมกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ หน้ำที่พลเมือง คุณธรรม จริยธรรม สร้ำงจิตส ำนึกควำม เป็นไทยให้เด็ก และเยำวชนได้มีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับควำมเป็นไทย เรียนรู้วิถีชีวิตควำมเป็นไทย จำกประวัติศำสตร์ชำติไทย ซึ่งกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับรู้ และเข้ำใจร่วมกันว่ำ ชำติไทยมีรำกเหง้ำ และมีพัฒนำกำรที่แสดงถึงกำรต่อสู้ฝ่ำฟันร่วมกันมำยำวนำนของบรรพบุรุษจน สำมำรถด ำรงควำมเป็นชำติไทยไว้ได้ในปัจจุบัน กำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัดสุพรรณบุรี มีจุดมุ่งหมำยเพื่อให้ผู้เรียน เกิดควำมรู้ ควำมเข้ำใจในเนื้อหำประวัติศำสตร์ชำติไทยและวรรณคดีของท้องถิ่น มุ่งพัฒนำทักษะ กำรคิดวิเครำะห์อย่ำงมีเหตุและผล เพื่อให้ผู้เรียนภำคภูมิใจในควำมเป็นมำของชำติไทย และตระหนักถึง ควำมส ำคัญของวิชำประวัติศำสตร์ ซึ่งกำรจัดกำรเรียนรู้อำจจัดได้ทั้งรูปแบบกิจกรรมในห้องเรียนและ กิจกรรมนอกห้องเรียน กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่ำนประสบกำรณ์จริงและเป็นกิจกรรมที่ ผู้เรียนให้ควำมสนใจ ให้ควำมร่วมมือในกำรด ำเนินกิจกรรมเป็นอย่ำงดี คือ กำรเรียนรู้ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ ทำงประวัติศำสตร์และวรรณคดีท้องถิ่น ด้วยกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในกำรนี้ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี รับใส่เกล้ำฯ กระแส พระรำชด ำรัส สมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ พระบรมรำชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงควำม ห่วงใยต่อกำรเรียน กำรสอนวิชำประวัติศำสตร์ชำติไทย ได้ด ำเนินกิจกรรม “กำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ทำงประวัติศำสตร์ในท้องถิ่น ตำมแนวพระรำชด ำริ ฯ ” โดยส่งเสริมให้สถำนศึกษำ ทุกแห่งจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นและวรรณคดี เพื่อแสดงออกถึง ควำมจงรักภักดีต่อสถำบันพระมหำกษัตริย์ และปลูกฝังผู้เรียนให้เกิดควำมรัก และควำมภำคภูมิใจใน ท้องถิ่น และประเทศชำติ จึงได้จัดท ำเอกสำร “คู่มือแนวทำงกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดี จังหวัดสุพรรณบุรีของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี” ค าน า ก


โดยถอดบทเรียนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ผ่ำนแหล่งเรียนรู้ทำงประวัติศำสตร์และวรรณคดีของจังหวัด สุพรรณบุรี จำกกำรประชุมเชิงปฏิบัติกำรพัฒนำสำระกำรเรียนรู้ของหลักสูตรกำรศึกษำ โดยผู้บริหำร สถำนศึกษำ ศึกษำนิเทศก์และครูแกนน ำในกำรพัฒนำสำระกำรเรียนรู้และพัฒนำแนวทำงกำรจัดกำร เรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีของจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นแนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้ ประวัติศำสตร์และวรรณคดีของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ด้วยกระบวนกำร จัดกำรเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อันจะส่งผลให้กำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีของจังหวัด สุพรรณบุรี เป็นกำรเรียนรู้ที่มีควำมหมำยแก่ผู้เรียนมำกยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วย เอกสำร จ ำนวน ๔ เล่ม ได้แก่ ๑. เอกสำร “คู่มือแนวทำงกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัดสุพรรณบุรีของ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี” จ ำนวน ๑ เล่ม ๒. เอกสำรประกอบ “คู่มือแนวทำงกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัด สุพรรณบุรีของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี” จ ำนวน ๓ เล่ม ได้แก่ ๒.๑ แหล่งเรียนรู้อำรยธรรมทวำรวดี ๒.๒ แหล่งเรียนรู้กำรกอบกู้เอกรำชของสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช ๒.๓ วรรณคดี ขุนช้ำงขุนแผน หวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ ชุดเอกสำรฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนและผู้ที่สนใจ กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์และวรรณคดีจังหวัดสุพรรณบุรีของส ำนักงำนเขตพื้นที่ กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ที่น ำไปสู่กำรเสริมสร้ำงทักษะ สมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ควำมรักและควำมภำคภูมิใจในรำกเหง้ำท้องถิ่นและประเทศชำติ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสุพรรณบุรี ข



สารบัญ ง ค าน า ก สารจากผู้อ านวยการ ค สารบัญ ง เรื่อง กำรกอบกู้เอกรำชของสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช ๑ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหำรำชกษัตริย์นักรบผู้กอบกู้เอกรำช ๑ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง มหำวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช ๑๑ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง ดอนเจดีย์ศรีอนุสรณ์ ๒๗ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๔ เรื่อง ควำมส ำคัญของเวลำและยุคสมัยทำงประวัติศำสตร์ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๕ เรื่อง มรดกทำงภูมิปัญญำจำกสงครำมยุทธหัตถี หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๖ เรื่อง กำรมีส่วนร่วมในกำรอนุรักษ์ประวัติศำสตร์ท้องถิ่น ตัวอย่าง แผนกำรจัดกำรเรียนรู้แบบบูรณำกำร คณะผู้จัดท า ๔๒ ๕๓ ๗๓ ๘๓ ๑๑๙


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช : กษัตริย์นักรบผู้กอบกู้เอกราช สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐานและตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็น ระบบ ม.1/1 วิเคราะห์ความสำคัญของเวลาในการศึกษาประวัติศาสตร์ ม.1/2 เทียบศักราชตามระบบต่าง ๆ ที่ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ ม.1/3 นำวิธีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สาระการเรียนรู้ 1. ปฐมบทของผู้สร้างชาติ 2. องค์ประกันหงสาวดี 3. การประกาศอิสรภาพ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 2 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช : กษัตริย์นักรบผู้กอบกู้เอกราช ความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ.1893 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจทาง การเมืองการปกครอง โดยรวมแคว้นสุพรรณภูมิ ซึ่งเป็นแคว้นสำคัญของคนไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนล่างด้านตะวันตกและแคว้นละโว้ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมทางด้านตะวันออกเข้า ด้วยกัน กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรสำคัญที่คงความเป็นราชธานียาวนานถึง 417 ปี (พ.ศ.1893 - 2310) มีกษัตริย์ปกครองอาณาจักร 33 พระองค์5 ราชวงศ์ มีพระมหากษัตริย์ที่ได้รับสมัญญานาม ว่ามหาราชอยู่ 2 พระองค์ คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ปกครองและผู้นำของสังคม ทรงดูแลคุ้มครอง ประชาชน ทรงจัดระเบียบการปกครอง ออกกฎหมายควบคุมกำลังไพร่พล ส่งเสริมการค้าทั้งภายใน และภายนอกประเทศ และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สร้างและปฏิสังขรณ์วัด ศาสนวัตถุและ ศาสนสถานอื่นๆ เพื่อให้เป็นศูนย์รวมศิลปะและวัฒนธรรม เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมของผู้คนและ เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ในยามสงครามเมื่ออาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเผชิญภัยคุกคามจากภายนอก พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นจอมทัพด้วยพระปรีชาสามารถ ดังที่จะได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 18 ราชวงศ์สุโขทัย ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เป็น ผู้นำจอมทัพที่เข้มแข็งอันเป็นวิถีแห่งวีรบุรุษ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั้น ได้แก่พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์และฉบับวันวลิตที่เขียนขึ้นในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ก้าวชีวิตแห่งภูมิหลังอิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพจากพม่าในการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า พระองค์ดำ ทรงเป็นพระราชโอรส ในสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สุโขทัยและพระวิสุทธิกษัตริย์ (พระสวัสดิราช) ราชธิดาของสมเด็จพระศรีสุริโยไทกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ประสูติเมื่อ พ.ศ.๒๐9๘ ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก เมื่อครั้งพระราชบิดาทรงเป็นอุปราชครองเมือง พิษณุโลก มีพระเชษฐภคินีองค์หนึ่งพระนาม พระสุพรรณกัลยา และพระอนุชา พระเอกาทศรถ (พระองค์ขาว) ร่วมสายเลือด พระนามของพระองค์ปรากฏในลายลักษณ์อักษรหลายฉบับ เช่น พระนเรศวรราชาธิราช, พระนเรศ, องค์ดำ ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระนาม นเรศวร ได้มาจากที่ใด แต่ สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เพี้ยนมาจาก สมเด็จพระนเรศ - วรราชาธิราช เป็น สมเด็จพระนเรศวรนั้นเอง พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๒5 กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๓๓ สิริรวมการครองราชย์ สมบัติ ๑๕ปีเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘ รวมพระชนมพรรษา ๕0 พรรษา ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่และความกล้าหาญของพระองค์มีอยู่ในสายเลือด เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 3 ที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองอาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักร อยุธยา สายเลือดแห่งนักสู้และการปกครองที่สืบทอดมาจากสายเลือดจึงส่งผลให้พระองค์เป็น พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เพื่อที่จะปลดปล่อยอาณาจักรของตนให้เป็นเอกราชจากเหล่าศัตรูที่รายรอบอยู่ทั่วทิศทั้ง เหนือและใต้ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงปกป้องและแผ่ขยายขอบอาณาจักรของสยามประเทศอย่าง เข้มแข็ง ดังปรากฎในจดหมายเหตุของปีเตอร์ วิลเลียมสัน ฟลอริส (Peter Williamson Floris) ว่า “...นี่คือเรื่องราวย่อๆ เกี่ยวกับความพินาศลงของอาณาจักรพะโค ในขณะที่ราชอาณาจักร สยามฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากได้เสื่อมโทรมลงไปมากเพราะ พะโคได้เข้ามาเป็นเจ้าเข้าครอง พระองค์ดำทรงปราบปรามกัมพูชา, ล้านช้าง, เชียงใหม่, นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ตะนาวศรี, รวมทั้งแว่นแคว้นและอาณาจักรอื่นๆ เข้าไว้ในอำนาจ. ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๑๔๘ พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ ลง โดยมิได้มีพระราชโอรส พระองค์ทรงมีพระสติปัญญาล้ำเลิศ...” พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : องค์ประกันหงสาวดี บ่มเพาะพระปรีชาญาณ เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงประทับที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก จนเมื่อพระชนม์มายุได้ 8 พรรษา พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่ามาสู้รบกับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระ มหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยาและพระมหาธรรมราชาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก ได้ร่วมมือต่อสู้ ป้องกันอาณาจักรอย่างเต็มกำลังความสามารถจนข้าศึกเข้ามาสู้รบไม่ได้ กองทัพพม่าจึงตั้งกองทัพล้อม เมืองจนภายในกรุงศรีอยุธยาขาดแคลนเสบียงอาหารและเกิดโรคระบาด ส่งผลให้สมเด็จพระมหา จักรพรรดิยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนองใน พ.ศ. ๒๑๐๗ ภายหลังสงคราม พระเจ้าบุรงนองเรียกค่าเสียหายตามความต้องการและเล็งมายังบุคคล สำคัญที่จะเป็นตัวประกันได้เป็นอย่างดี นั่นคือสมเด็จพระนเรศวร โดยขณะนั้นทรงมีพระชันษาได้ เพียง ๘ พรรษา จึงทำให้สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดี โดยพระองค์ได้อยู่ ร่วมกับเจ้านายเชื้อพระวงศ์พระเจ้าหงสาวดี ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันหลายพระองค์ พร้อมกับ เชื้อพระวงศ์จากประเทศราชต่างๆ ที่มาเป็นตัวประกันเช่นเดียวกัน สั่งสมวิชาเพื่อการหวนคืน ขณะอยู่เมืองพม่า พระนเรศวรได้ศึกษาเรียนรู้นิสัยใจคอของขุนนางพม่า ทั้งศึกษาภาษาและ ยุทธศาสตร์แบบแผนการรบอันทันสมัยในเวลานั้นของพม่าจนเกิดความชำนาญ ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่งสำหรับการอ่านความคิดเพื่อหาหนทางในการต่อสู้กับพม่าภายหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จกลับ กรุงศรีอยุธยาพระองค์จะทรงนำยุทธศาสตร์การรบอันทันสมัยแบบใหม่ที่ได้เรียนรู้จากพม่านี้ มาฝึกให้กับเหล่าทหารของอยุธยา เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแบบแผนวิธีการรบ และสามารถ ต่อกรยุทธศาสตร์ของพม่าได้


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 4 นอกจากนั้นเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรทรงประทับอยู่เมืองพม่าได้สร้างความ ทรงจำไว้ในแผ่นดินพม่าและเกียรติยศตราตรึงไว้แก่แผ่นดินอยุธยา ถึงลักษณะอุปนิสัยที่กล้าหาญ รักชาติบ้านเมืองเป็นนักรบที่มีความสามารถและห่วงใยทุกข์สุขของราษฎร ดังปรากฏเป็นเรื่องเล่าขาน รุ่นสู่รุ่นสืบต่อเรื่อยมา เช่น การชนไก่ ดังปรากฏความว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่กรุงหงสาวดี ทรงชนไก่กับมังสามเกียด เมื่อไก่ของ พระองค์ได้รับชัยชนะมังสามเกียดจึงว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งนัก” เมื่อได้ยินเช่นนั้นสมเด็จพระนเรศวร ทรงตอบกลับไปว่า “ไก่เชลยตัวนี้จะพนันเอาเมืองก็ยังได้”ลักษณะที่กล้าหาญของพระองค์จึงเป็นเรื่อง ที่ได้รับการกล่าวขานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นตัวประกันที่พม่าและกลับมาปกครองแผ่นดิน อยุธยา ตลอดช่วงเวลาที่สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นองค์ประกัน สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่าง พม่าและอยุธยาดูเหมือนจะราบรื่นและเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ในเมื่อพม่ามีตัวประกันเป็นถึงพระราชโอรส แห่งกรุงศรีอยุธยา ทว่าสถานการณ์กลับผิดแปลกออกไป เมื่อใน พ.ศ. ๒1๑๑ พระเจ้าบุเรงนองได้ทรง ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง สาเหตุของสงครามครั้งนี้เกิดจากการที่สมเด็จพระมหินทราธิราช ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาต่อจากสมเด็จพระมหาจักพรรดิผู้เป็นพระราชบิดา ได้วางแผนสมคบคิดทุรยศ ร่วมกับพระเจ้าไชยเชษฐากษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง โดยออกอุบายให้ไปโจมตี เมืองพิษณุโลกเพื่อหวังหาเหตุประทุษร้ายสมเด็จพระมหาธรรมราชา แต่เหตุการณ์กลับพลิกตาลปัตร เมื่อพระเจ้าบุเรงนองทรงทราบความดังนั้น จึงทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในเวลานั้นสมเด็จพระ มหาธรรมราชาผู้ครองเมืองพิษณุโลกถือเป็นเมืองที่อยู่ใต้อาณัติการปกครองดูแลของอาณาจักรหงสาวดี พระเจ้าบุเรงนองจึงทรงนำทัพมาล้อมและตีกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายยับเยินทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียกรุง ให้แก่พม่าครั้งที่ 1 ในพ.ศ. ๒๑๑๒ ถึงขนาดกองทัพของพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งอาณาจักรล้านช้าง หลีกหนีพระราชอำนาจของพระเจ้าบุเรงนองลงไปตั้งเมืองเวียงจันทน์ใหม่ เมื่อพระเจ้าบุเรงนองทรงตีได้กรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงสถาปนาสมเด็จพระมหาธรรมราชาขึ้นเป็น กษัตริย์สู่การครองกรุงศรีอยุธยาในฐานะเจ้าประเทศราช และได้นำตัวสมเด็จพระมหินทราธิราช เชื้อพระวงศ์และขุนนางสำคัญๆ กวาดต้อนไปยังหงสาวดี ภายหลังจากที่พระมหาธรรมราชาได้ขึ้น ครองราชย์กรุงศรีอยุธยาแล้วพระองค์ได้ทรงขอสมเด็จพระนเรศวรกลับมาช่วยราชการบ้านเมืองและ ได้ส่งพระสุพรรณกัลยาราชบุตรีไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดีแทน พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : จากองค์ประกันสู่พระมหาอุปราช ครั้นสมเด็จพระนเรศวรกลับมาจากการเป็นเชลยศึกแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรง อบรมสั่งสอนพระองค์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจในหน้าที่ที่ต้องพึงปฏิบัติ ทั้งในด้านการเมือง การปกครองและการศึกสงคราม สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงมั่นพระทัยในพระปรีชาสามารถของ พระราชโอรส จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศเป็นพระมหาอุปราช และยังมีพระบรมราช


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 5 โองการให้เสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญฝ่ายเหนือ ในพ.ศ. ๒๑๑๔ โดยมี พระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษา ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาครองเมืองพิษณุโลก พระองค์ทรงเริ่มรวบรวมกำลังคน และฝึกฝนเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ๆ มาไว้เพื่อเป็นกำลังของบ้านเมืองมากมาย ในด้านการเมือง พระองค์ทรง จัดระเบียบการปกครองให้เป็นเหมือนกรุงศรีอยุธยา เมืองพิษณุโลกจึงมีความก้าวหน้าและพัฒนาได้ ก้าวไกล ทางด้านการทหารที่มีกำลังเข้มแข็ง ทำให้บรรดาหัวเมืองต่างๆ พากันยกย่องชื่นชมใน พระปรีชาสามารถของพระองค์จึงส่งลูกหลานมาฝึกอาวุธและฝึกวิชาทหาร เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า อุปราชแห่งเมืองพิษณุโลกองค์นี้จะสามารถเตรียมกอบกู้เอกราชคืนสู่แผ่นดินได้ ขณะสมเด็จพระนเรศวร ดำรงตำแหน่งมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก พระองค์ทรง ประกอบ พระราชกรณียกิจที่มีความสำคัญ เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญและพระอัจฉริยภาพในด้าน การรบไว้มากมายจนในที่สุดส่งผลให้สร้างความหวาดเกรงให้แก่กษัตริย์พม่าว่าจะเป็นภัยแก่อนาคตใน ที่สุดโดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้ พ.ศ. ๒๑๒๓ นักพระสัฏฐาผู้ครองกรุงละแวก ส่งพระยาจีนจันตุนำกองทัพเรือมาโจมตีเมือง เพชรบุรีแต่พระยาจีนจันตุกระทำการล้มเหลวและเกรงอาญาโทษจากนักพระสัฏฐา จึงได้ขอสวามิภักดิ์ ต่อพระมหาธรรมราชา เพื่อสอดแนมความเป็นไปในกรุงศรีอยุธยาและนำกลับไปรายงานต่อนักพระสัฏฐา เพื่อลบล้างความผิดเดิม โดยในปีต่อมาพระยาจีนจันตุหนีลงเรือสำเภากลับกรุงละแวก เมื่อสมเด็จ พระนเรศวรทรงทราบข่าวว่าพระยาจีนจันตุเอาใจออกห่างต่อกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้ทรงเรือขับไล่ ตามยิงเรือสำเภาไปจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เรือสำเภาออกน้ำลึกพร้อมกับกระแสลมเป็นใจ จึงทำให้กองทัพพระนเรศวรตามเรือพระยาจีนจันตุไปไม่ทัน พ.ศ. ๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองรับสั่งให้เจ้าเมืองประเทศที่พระเจ้าบุเรงนองเคยได้ทรงชุบเลี้ยง นำทัพไปปราบกบฏ ซึ่งได้แก่สมเด็จพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยาและพระสังกทัตแห่งตองอูต้องการ ให้พระมหาอุปราชมังชัยสิงห์ผู้ป็นราชบุตรออกแสดงฝีมือในครั้งนี้ด้วย แต่ทัพของพระมหาอุปราช และพระสังกทัตไม่สามารถปราบกบฏได้ มีเพียงสมเด็จพระนเรศวรเท่านั้นที่ทรงยกทัพไปตีเมืองคัง โดยปลอมเป็นไทยใหญ่และลักลอบไปสำรวจภูมิประเทศของเมืองคังก่อน จากนั้นพระองค์แบ่งทัพ ออกเป็นสองกองเพื่อเข้าโจมตีโดยให้ทัพหน้าเป็นทัพลวง ทัพจริงโจมตีด้านหลัง ในที่สุดก็จับตัว เจ้าฟ้าเงี้ยวเมืองกังได้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ วิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมเพื่อการปฏิรูป สถานการณ์ต่างๆ ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประสบพบเจอมาตั้งแต่เยาว์วัยจวบจนพระองค์ ก้าวขึ้นมาปกครองบ้านเมืองและดูแลเมืองพิษณุโลก ในฐานะองค์สมเด็จพระมหาอุปราช ไม่ว่าอันด้วย เกิดจากการเรียนรู้ ฝึกฝนและประสบการณ์ ช่วยทำให้สมเด็จพระนเรศวรสามารถตกผลึกองค์ความรู้ ที่สั่งสมนำมาใช้แก้ไขข้อบกพร่องของบ้านเมืองอันเกิดจากระบบต่างๆ เช่น การสงคราม การผูก สัมพันธมิตร ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุปัจจัยแห่งจากสูญเสียอิสรภาพ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 6 ประสบการณ์ในขณะทรงพระเยาว์ของพระองค์ เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดอีกช่วงหนึ่งใน การแสวงหาความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งการประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงสั่งสม ประสบการณ์การเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ครั้งเป็นตัวประกันที่ประเทศพม่าและเสด็จกลับกรุงศรี อยุธยา ตลอดจนเมื่อกลับมาดำรงฐานะอุปราชเมืองพิษณุโลก เป็นช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นของพระองค์ที่มานะพยายามในการสั่งสมความรู้ ทั้งจากการเรียนและประสบการณ์ที่ พระองค์ได้พบเห็นเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เช่น ทรงเห็นศึกสงครามมาแต่เยาว์วัย ทรงได้ยินได้ฟังถึง การวางแผนของการรบของเหล่าทหารและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทรงตระหนักถึงความสำคัญในกำลังอาวุธ และเสบียงอาหารอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนการได้ดำรงตำแหน่งอุปราชก็เป็นเครื่องช่วยสั่งสม ประสบการณ์ทั้งความพ่ายแพ้และชัยชนะ ประสบการณ์เหล่านี้จึงมีส่วนหล่อหลอมลักษณะอุปนิสัย แห่งการเป็นนักรบทั้งด้วยพระสติปัญญาอันชาญฉลาดเฉียบคม ลึกซึ้ง กล้าหาญเด็ดเดี่ยวในเชิง การวางแผนการรบ และวางกลอุบายต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : การประกาศอิสรภาพ พระนเรศวรผู้นำแห่งอิสรภาพของปวงชน ความเจ็บปวดรวดร้าวที่จะต้องเผชิญความสูญเสียทั้งบ้านเมือง ญาติพี่น้อง วงศ์ตระกูล ฐานันดรศักดิ์อาณาประชาราษฎร์ อิสรภาพ ตลอดจนต้องจากบ้านจากเมืองไปอาศัยอยู่ต่างแดน พระองค์จึงต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่บรรพบุรุษก่อไว้ ทั้งนี้ ด้วยความที่พระองค์ต้อง เติบโตท่ามกลางอริราชศัตรูจึงถูกหล่อหลอมให้มีความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวต่อการก้าวผ่านขวากหนาม ทั้งปวง สมเด็จพระนเรศวรจึงมีสภาวะความเป็นผู้นำในระดับสูง กระทั่งพระองค์ได้เสด็จกลับกรุงศรี อยุธยาเพื่อช่วยเหลือราชการของพระราชบิดา สมเด็จพระนเรศวรก็ยังคงสามารถแสดงศักยภาพความ เป็นผู้นำอย่างมากจนสามารถนำพาชาติบ้านเมืองสู่อิสรภาพ ตีเมืองคังและประกาศอิสรภาพ ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าอังวะคิดจะตีตัวออกห่างจากหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่าองค์ใหม่จึงเกณฑ์ทัพประเทศราชให้ไปช่วยปราบ โดยการเกณฑ์ทัพ คราวนี้มีอุบายแฝงอยู่คือ พระเจ้านันทบุเรงต้องการให้พระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีกำจัดพระนเรศวร ทิ้งเสียระหว่างการเดินทาง โดยวางแผนให้พระยาเกียรติและพระยาราม ร่วมมือกับพระองค์กำจัด สมเด็จพระนเรศวร ทว่าด้วยพระเดชพระคุณเมื่อครั้งอดีตที่สมเด็จพระนเรศวรมีต่อพระยาเกียรติ และพระยาราม อีกทั้งต่างก็เคยเป็นศิษย์ของพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งพระมหาเถรคันฉ่องมีภูมิหลังเป็น มอญที่เกลียดชังพม่าอยู่แล้ว จึงพยายามเกลี้ยกล่อมแม่ทัพทั้งสองมิให้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระมหา อุปราชาแห่งหงสาวดี เมื่อพระนเรศวรนำทัพมาถึงเมืองแครง พระมหาเถรคันฉ่องก็รีบทูลแผนของพม่าให้ทรงทราบ โดยทันทีสมเด็จพระนเรศวรจึงพินิจพิจารณาแล้วว่าหากปล่อยไปสู่ภายภาคหน้า คงมีเหตุปองร้าย เช่นนี้อีกพระองค์จึงตัดสินพระทัยประกาศเอกราชจากพม่าเสีย โดยทรงทำพิธีหลั่งน้ำประกาศ อิสรภาพ เมื่อ พ.ศ.2127 แล้วนำผู้คนกลับกรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบข่าวฝ่ายพม่าจึงยกทัพออกติดตาม


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 7 โดยทัพหน้าอยู่ในการควบคุมของสุรกรรมาได้ติดตามมาจนถึงแม่น้ำสะโตง ก็พบทัพของสมเด็จ พระนเรศวรตั้งมั่นอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นกองทัพพม่ายกทัพมาทัน พระองค์ทรงประทับพระแสงปืนต้นยิงข้ามแม่น้ำถูกสุรกรรมาฟุบลงกับคอช้างขาดใจตาย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทัพพม่าต้องถอยร่นกลับหงสาวดีไป การประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวร มิได้เป็นเพียงการปลดปล่อยอาณาประชาราษฎร์ ของพระองค์ ทางกายจากการควบคุมพม่าเท่านั้น หากแต่เป็นการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณและ ปัญญาด้วยกล่าวคือ การที่ตกอยู่ภายใต้การควบกคุมของพม่ามิได้เป็นการขาดอิสรภาพทางค้าน รูปธรรมเท่านั้น แต่ถูกครอบงำทางปัญญาการคิดการอ่านต่างๆ การประกาศอิสรภาพของพระองค์ จึงถือเป็นการปลดแอกทางปัญญา ให้อิสรภาพทางความคิดแก่ปวงชนชาวไทย การกระทำที่กล้าหาญของพระองค์ในครั้งนี้ได้เริ่มตั้งแต่ทราบถึงแผนการที่จะลอบปลง พระชนม์ชีพพระองค์ของพระเจ้านันทบุเรง จนนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญ คือการประกาศเอกราชของ พระองค์ที่ทำให้คนไทยไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ พร้อมทั้งการดำเนินการในการปราบปราม และปกป้องอาณาจักรอย่างเต็มกำลัง เพื่อที่จะนำเอาอิสรภาพมาสู่ชาวไทยอย่างแท้จริง ย่อมสะท้อน ให้เห็นถึงแนวคิดที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนออกมา จากการประกาศอิสรภาพ ผลของวีรกรรมและวิริยะอุตสาหะที่ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพอย่างแท้จริงได้ ดำรงและสืบต่อเนื่องมาเพื่อสร้างความสงบสุขอย่างถาวรแก่ปวงชนชาวไทย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความสำเร็จจากการสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ ตามเส้นทางที่สำคัญในชีวิตของพระองค์ คือชัยชนะที่พระองค์มีในคราวศึกตีเมืองลุมและเมืองคังที่ พระองค์ทรงวางแผน โดยอาศัยกลยุทธ์และความรู้ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการรบเพื่อที่จะเอาชนะ การป้องกันที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะแนวคิดที่สำคัญเรื่องของการเรียนรู้ภายในภายนอก เข้าใจถึงจุดอ่อน และจุดแข็งของตนเองและฝ่ายตรงข้าม สิ่งเหล่านี้ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงกรอบแนวคิด กระบวนทัศน์ ในเชิงศึกแบบใหม่ ที่แตกต่างจากบุคคลอื่น จนนำมาสู่ความสำเร็จ คือการประกาศอิสรภาพนำไทยมา สู่ความเป็นไทในที่สุด ดำรงรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพ : กรุงศรีอยุธยาหลังสงครามยุทธหัตถี เมื่อสมเด็จพระนเรศวรสามารถเรียกคืนมาซึ่งเอกราชด้วยการประกาศอิสรภาพแล้ว พระองค์ จึงพยายามที่จะรักษาอิสรภาพไว้ให้ได้อย่างสุดกำลัง แม้ว่าจะถูกพม่ายกทัพมาต่อกรอยู่หลายครั้ง หลายคราวแต่ก็ไม่สามารถกระทำได้ ด้วยวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนเรศวรที่ปรับข้อบกพร่องในระบบ เก่าของกรุงศรีอยุธยาเสียใหม่ และหลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะ เหนือพระมหาอุปราชา ส่งผลดีต่ออาณาจักรกรุงศรีอยุธยาคือ 1. พม่ามีความเกรงกลัวสมเด็จพระนเรศวร ไม่กล้ามาก่อสงครามกับไทยอีกเลยตลอดรัชกาล ของพระองค์ 2. กิตติศัพท์ความกล้าหาญ ความมีอัจฉริยะด้านการรบ การวางแผนยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ในการรบเลื่องลือไปยังประเทศและหัวเมืองน้อยใหญ่ จึงทำให้เป็นที่เกรงขามไม่มีเมืองหรือประเทศใด มารุกราน


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 8 3. พระบารมีแผ่ไพศาล สามารถขยายดินแดนออกไปได้กว้างไกล ทั้งที่ไปตีได้เพิ่มเติมและ ส่วนที่ขอมาอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร 4. เป็นโอกาสอันดีงามที่ว่างเว้นจากศึกสงครามและกลับมาพัฒนาบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์ จิตรกรรมฝาผนังภาพวาดที่วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่มาของภาพจาก : https://www.silpa-mag.com/history/article_61300


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 9 จิตรกรรมฝาผนังภาพวาดที่วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 10 เอกสารอ้างอิง วศิน ปัญญาวธุตระกูล. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช “มหากษัตริย์ชาตินักรบผู้กอบกู้เอกราช แผ่นดิน”.เข้าถึง เมื่อ 4 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จาก https://www.personnel.nu.ac.th/home/images / data/file/hrm/2560/01/document/02.pdf


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 11 หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง มหาวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มาตรฐานและตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็น ระบบ ม.2/1 ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในลักษณะต่าง ๆ ม.2/2 วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ ม.2/3 เห็นความสำคัญของการตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ สาระการเรียนรู้ 1. การศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ 2. พ.ศ.2135 สงครามยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี 3. พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 12 การศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาเรื่องราวในอดีตว่าเกิดอะไร ทำไมจึงเกิด มีสาเหตุ อะไรบ้างและมีผลตามมาอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการศึกษารายละเอียดทุกแง่มุมจนถึงความคิด ความรู้สึก ของผู้ก่อเหตุการณ์นั้นๆ การศึกษาประวัติศาสตร์จึงเป็นการศึกษาเหตุการณ์ ตัวบุคคล ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมของมนุษย์ผู้สร้างเหตุการณ์ขึ้น โดยการศึกษาประวัติศาสตร์ต้องเป็น การศึกษาที่มีความลุ่มลึกมากกว่าการศึกษาแต่เพียงว่าอดีตคืออะไร เหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร เท่านั้น ต้องมีการศึกษาบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ วัฒนธรรมของบุคคลนั้นๆ ประกอบด้วย รวมทั้งต้องศึกษาลึกซึ้งถึงชีวิตจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดลึกไปจนถึงวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญใน การกำหนดให้มนุษย์คิด รู้สึกและแสดงพฤติกรรมจนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น ประวัติศาสตร์ (History) มาจากคำในภาษากรีกว่า “Historia” มีความหมายว่า การไต่สวน หรือค้นคว้าส่วนคำว่าประวัติศาสตร์ เกิดจากการสมาสคำศัพท์ภาษาบาลี “ประวัติ” ซึ่งหมายถึง เรื่องราวความเป็นไป และคำศัพท์ภาษาสันสกฤต “ศาสตร์” แปลว่า ความรู้สำหรับศัพท์ “ประวัติศาสตร์” ในภาษาไทยได้รับพระราชทานบัญญัติศัพท์จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เพื่อเทียบเคียงกับคำว่า History และเพื่อให้มีความหมายครอบคลุมมากกว่าคำว่า “พงศาวดาร” (Chronicle) ที่ใช้กันมาแต่เดิม ประวัติศาสตร์จึงเป็น “ศาสตร์” แขนงหนึ่งและเป็นที่ ยอมรับเช่นเดียวกับศาสตร์อื่นๆ กล่าวโดยสรุป “ประวัติศาสตร์” คือการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เรื่องราวของมนุษย์ในอดีตเพื่อให้เข้าใจพื้นฐานของมนุษย์ วิวัฒนาการของมนุษย์และสังคม รวมทั้ง ความสำเร็จและข้อผิดพลาดของมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์และแก้ปัญหาของสังคม ปัจจุบัน วิชาประวัติศาสตร์ จัดอยู่ในศาสตร์บริสุทธิ์คือให้ความรู้ในทางทฤษฎี และไม่มีประโยชน์ทาง ปฏิบัติและไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติโดยตรง แต่เป็นศาสตร์ที่ให้ความรู้ ความจำเป็นแก่ศาสตร์ ประยุกต์หลายอย่างและให้ความรู้ที่จำเป็นแก่ศาสตร์บริสุทธิ์ด้วยกัน เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ทุกแขนง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์คือ ร่องรอยกระทำ คำพูด การเขียน การประดิษฐ์ การอาศัยอยู่ ของมนุษย์ ความรู้สึก ประเพณี การปฏิบัติของมนุษย์ที่อาจตกตะกอนซ่อนเร้นอยู่ในความคิด โลกทัศน์ ความรู้สึก หรืออาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้ทิ้งร่องรอยเหลือไว้ซึ่งอาจอยู่ในธรรมชาติและ วัฒนธรรมของมนุษย์นั่นเอง ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การจำแนกประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำได้หลายลักษณะแล้วแต่ว่าจะใช้อะไร เป็นเกณฑ์ เช่น จำแนกตามยุคสมัย - หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ ร่องรอยการกระทำของมนุษย์ตั้งแต่ช่วงสมัยที่ยังไม่มี ตัวอักษรใช้ประวัติศาสตร์ เช่น โครงกระดูก เมล็ดพืช เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 13 - หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์คือ ร่องรอยการกระทำของมนุษย์ในสมัยที่รู้จักการใช้ตัวอักษร แล้ว เช่น จารึก ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ และรวมถึงสิ่งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น รูปเคารพ ซากโบราณสถาน จำแนกตามลักษณะ - หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือ หลักฐานจำพวกจารึกในแผ่นศิลา แผ่นโลหะ ใบงาน รวมถึง อักษรตัวเขียนตัวพิมพ์ในแผ่นกระดาษหรือวัสดุอื่น เช่น จารึก ตำนาน พงศาวดาร หนังสือพิมพ์ หนังสือประวัติศาสตร์ - หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือ หลักฐานที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปกรรม คำบอกเล่า ทั้งของสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ จำแนกตามความสำคัญ - หลักฐานชั้นต้น (ปฐมภูมิ) คือ หลักฐานที่บันทึกไว้โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์หรือรู้เห็น เหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง (ร่วมสมัย) รวมทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สร้างขึ้นในยุคสมัยนั้น เช่น จารึก ตำนาน - หลักฐานชั้นรอง (ทุติยภูมิ) คือ หลักฐานที่ผู้บันทึกรับทราบเหตุการณ์มาจากคำบอกเล่าหรือ ข้อเขียนของผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร 1. จารึก (จาร) เป็นการสลักตัวอักษรลงบนแผ่นหิน (ศิลาจารึก) หรือจารลงบนแผ่นทองคำ (จารึกลานทอง) หรือจารลงบนใบลาน (หนังสือใบลาน) ศิลาจารึกเก่าแก่ที่สุดในดินแดนประเทศไทย จารึกด้วยอักษรปัลลวะของอินเดียโบราณพบที่ปราสาทเขาน้อย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว 2. พงศาวดาร เป็นการจดบันทึกเรื่องราวของพระมหากษัตริย์โดยเขียนลงสมุดไทย เริ่มมี มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เป็นพงศาวดาร เก่าแก่ที่สุดที่พบ เขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 3. ตำนาน เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยวาจา ต่อมาได้นำมาจดบันทึกเป็นลายลักษณ์ อักษร ในภายหลังเรื่องราวจึงมักมีความผิดเพี้ยนไปจากเดิม เช่น ตำนานสิงหนวัติ ตำนานจามเทวีวงศ์ 4. จดหมายเหตุ เป็นบันทึกคล้ายกับพงศาวดาร แต่จะบันทึกครั้งละเหตุการณ์เดียวและเป็น บันทึกร่วมสมัย คือ ผู้เขียนจะจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ โดยบอกวัน เดือนปีที่เกิดเหตุการณ์และสอดแทรกความคิดเห็นของตนลงไป 5. หนังสือราชการ เป็นเอกสารเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือการปกครอง ใบบอก คือ รายงานจากหัวเมืองมายังส่วนกลาง สารตรา คือ หนังสือของสนาบดีไปถึงเจ้าเมือง ศุภอักษร คือ หนังสือจากเจ้าเมืองประเทศราช 6. เอกสารส่วนบุคคล เป็นบันทึกเหตุการณ์ในอดีตที่ผู้บันทึกมีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมอยู่ใน เหตุการณ์นั้นด้วย จึงถือเป็นหลักฐานชั้นต้น เช่น ความทรงจำของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกพระยาทรงสุรเดช ไกลบ้าน


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 14 7. วรรณกรรม งานเขียนวรรณกรรมในอดีตจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพบ้านเมือง ในยุคสมัยนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง ทำให้มองเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของผู้คนในสมัยโบราณ 8. กฎหมาย เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การปกครอง รวมถึงสภาพสังคม วัฒนธรรมและจารีตประเพณีของบ้านเมืองในอดีต 9. หนังสือพิมพ์วารสาร จัดเป็นหลักฐานประเกทลายลักษณ์อักษรซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายที่ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ และความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง 10. ชีวประวัติ เป็นหนังสือที่เล่าถึงประวัติชีวประวัติและผลงานของบุคคล ตลอดจน เหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของบุคคลนั้น 11. งานเขียนและงานวิจัย เป็นผลงานทางประวัติศาสตร์ที่ได้จากการวิเคราะห์ตีความ หลักฐานอย่างเป็นระบบด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดแนวคิด ข้อคิดเห็นใหม่ๆ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร 1. หลักฐานทางโบราณคดี คือ ร่องรอยที่เป็นวัตถุที่เกี่ยวช้องกับมนุษย์ในอดีต เป็นสิ่งที่ มนุษย์โบราณสร้างไว้ได้แก่ ๑) หลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น เครื่องปั้นดินเผาพบที่บ้านนาดี หม้อสามขาพบที่บ้านเก่า หินทุบเปลือกไม้พบที่ถ้ำเบื้อง ๒) หลักฐานทางโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ เช่น ตะเกียงโรมันสำริดพบที่เมืองโบราณพงตึก ประติมากรรมดินเผาภิกษุ ๓ รูปถือบาตรพบที่เมืองอู่ทอง 2. หลักฐานทางด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เช่น พระบรมธาตุไชยา ประติมากรรม เช่น พระพุทธชินราช จิตรกรรม เช่น จิตรกรรมฝาผนัง เตมียชาดกกุมาร 3. หลักฐานทางด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และเพลงพื้นบ้าน เป็นศิลปะที่ถ่ายทอดต่อๆ กันมา จากอดีต 4. หลักฐานประเภทคำบอกเล่า ชีวประวัติของบุคคลสำคัญ ประวัติสถานที่ เรื่องราวของ เหตุการณ์ต่างๆ หลักฐานนี้เหมาะสำหรับใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 5. หลักฐานประเภทโสตทัศน์ได้แก่ ภาพถ่าย ฟิล์มสไลด์ แถบบันทึกเสียง แถบวิดีทัศน์ ภาพยนตร์ แผนที่ แผนผัง โปสเตอร์ ไมโครฟิล์ม สื่อคอมพิวเตอร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์เป็นกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์หนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราว ของมนุษย์ในอดีตให้มีความสมบูรณ์ น่าเชื่อถือ และตรงกับสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ให้มากที่สุด โดยศึกษาจากหลักฐานทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ผ่านการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และประเมินค่าของหลักฐาน การเลือกสรรและจัดความสัมพันธ์ของข้อมูล และการเรียบเรียง นำเสนอค้นคว้า หรือการสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจในเหตุการณ์ปัจจุบัน และสามารถ คาดการณ์ไปถึงอนาคตได้อย่างมีเหตุผล


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 15 ความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ มีปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คืออดีตที่มีการฟื้นหรือจำลองขึ้นมา ใหม่นั้นมีความถูกต้อง สมบูรณ์ และเชื่อถือได้เพียงใด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่ เป็นลายลักษณ์อักษรที่นำมาใช้เป็นข้อมูลนั้นมีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด เพราะเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์มีอยู่มากมายเกินกว่าที่จะศึกษาหรือจดจำได้หมด แต่หลักฐานที่ใช้เป็นข้อมูลอาจมี บางส่วน ดังนั้น วิธีการทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ศึกษา ประวัติศาสตร์ หรือผู้ฝึกฝนทางประวัติศาสตร์จะได้นำไปใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ไม่ลำเอียง และเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ วิธีการทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) หมายถึง กระบวนการศึกษาเรื่องราวของ สังคมมนุษย์ในอดีตจากร่องรอยหลักฐาน โดยใช้เหตุผลในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หลักฐานอย่างเป็นระบบ เป็นการทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มีความน่าเชื่อถือ และ มีความถูกต้องเป็นความจริงหรือใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด เพราะได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ ๑ กำหนดหัวข้อ ใช้การตั้งคำถามเพื่อกำหนดขอบเขตของการศึกษา คำถามที่ใช้ เช่น อะไร (What), เมื่อไหร่ (When), ที่ไหน (Where), ทำไม (Why), อย่างไร (How) ขั้นที่ ๒ รวบรวมหลักฐาน เป็นขั้นที่ต้องหาหลักฐานทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อและคำถามที่กำหนด โดยพยายาม รวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ให้ครอบคลุม ขั้นที่ ๓ ประเมินหลักฐาน/วิพากษ์วิธี ภายนอก เป็นการตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าหลักฐานนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เป็น หลักฐานประเภทใด (อายุของหลักฐาน / ใครเป็นผู้สร้างขึ้น / จุดมุงหมายในการสร้าง) ภายใน เป็นการประเมินคุณค่าของหลักฐานโดยพิจารณาว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด ดังนี้ (เทียบเคียงกับหลักฐานอื่น / การสร้างมีอคติหรือไม่) ขั้นที่ ๔ วิเคราะห์/ตีความ เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเพราะเป็นการรวบรวมหลักฐานที่ผ่านการวิพากษ์แล้วมาประมวล เป็นเรื่องราว พร้อมอธิบายว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นสำคัญและมีความสัมพันธ์อย่างไร มีเหตุผลสอดคล้อง ต่อเนื่องกันอย่างไร ผู้ศึกษาต้องพยายามลำดับเหตุการณ์ด้วยเส้นเวลาเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงตาม มิติของเวลา ขั้นที่ ๕ เรียบเรียง/นำเสนอ เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยนำเสนอในหลายรูปแบบ เช่น บทความ รายงาน โครงงาน การจัด นิทรรศการ การอภิปรายซึ่งถือเป็นการแสดงข้อเท็จจริงที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ ตามวิธีการทาง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 16 ประวัติศาสตร์มาแล้ว จำเป็นต้องอาศัยศิลปะและทักษะทางภาษาเป็นสำคัญเพื่อให้สาธารณชนรับฟัง และวิพากษ์ผลงานที่นำเสนอ การศึกษาหลักฐานประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ โครงงานทางประวัดิศาสตร์ หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สิบค้น เรื่องราวในอดีตในสังคมมนุษย์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ตามความสนใจและตาม ศักยภาพของตน โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดประเด็นศึกษา คำถามที่ใช้ในการศึกษา - สนธิสัญญาเบาว์ริงคืออะไร และทำไมรัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงต้องทำสนธิสัญญา เบาว์ริงกับอังกฤษและประเทศอื่น - สนธิสัญญาเบาว์ริงก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญอย่างไร - วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เกิดชิ้นที่ไหน และเกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาเบาว์ริงอย่างไร - รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอย่างไร 2. การรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างหลักฐานที่เกี่ยวข้อง - พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 และพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๕ - งานวิจัยเรื่อง การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึง สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม) - ปริญญานิพนธ์เรื่อง สิทธิสภาพานอกอาณาเขตประเทศมหาอำนาจในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว - ราชอาณาจักรและราษฎรสยามของเซอร์จอห์น เบาว์ริง ๓. การประเมินหลักฐาน ประเมินภายนอก - หลักฐานชั้นต้นมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด หรือหากเป็นหลักฐานชั้นรองที่น่าเชื่อถือ เช่น ผลงานวิจัยปริญญานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ ประเมินภายใน - ประเมินความนำเชื่อถือของหลักฐานจากการเทียบเคียงและอ้างอิงข้อมูลรวมกับหลักฐาน ชิ้นอื่น ๔. การวิเคราะห์/ตีความ ผู้ศึกษานำหลักฐานมาเชื่อมโยงให้เห็นภาพรวมของข้อมูล เช่น นำสาระของสนธิสัญญาเบาว์ ริงไปเชื่อมโยงกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการปฏิรูปการ ปกครอง เพื่อตอบคำถามว่าทำไมไทยจึงต้องปฏิรูปประเทศ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 17 ๕. การนำเสนอข้อมูล นำเสนอข้อมูลจากการศึกษามาเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้เรื่อง สนธิสัญญาเบาว์ริงตามกรอบ ประเด็นศึกษาของโครงงาน ดังนี้ 1) มูลเหตุของการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง 2) ผลที่เกิดจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง 3) การแก้ปัญหาที่เกิดจากสนธิสัญญาเบาว์ริง 4) ผลกระทบที่เกิดจากการแก้ปัญหาที่เกิดจากสนธิสัญญาเบาว์ริง : การเสียดินแดน 5) สรุป-วิเคราะห์ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงในภาพรวม


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 18 พ.ศ.2135 สงครามยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี สงครามยุทธหัตถี ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรงโปรดให้พระมหาอุปราชามังสามเกียด นำกองทัพทหาร สองแสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบจึงทรง เตรียมไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมกไปสุพรรณบุรีข้ามน้ำตรงท่าท้าวอู่ทอง และตั้งค่ายหลวงบริเวณทุ่งหนองสาหร่าย เช้าของวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2135 ซึ่งตรงกับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้วหรือ เคยผ่านสงครามชนช้างชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตาม พม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์และจาตุรงคบาทเท่านั้นที่ติดตามไปทัน สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าท้าว พระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อม ข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึง ไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า “พระเจ้าพี่ เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้ เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปจะไม่มีพระเจ้า แผ่นดินที่ได้ทำยุทธหัตถีแล้ว” พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพ เสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรง เบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลัก สมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บน คอช้าง ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ได้บันทึกเกี่ยวกับสงครามยุทธหัตถีไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างชื่อพระยาไชยานุภาพ เสด็จออกรบที่ตำบลหนองสาหร่าย ขณะที่ชนช้าง กันนั้นพระองค์ทรงถูกยิงที่พระหัตถ์ข้างขวาและกล่าวไว้เพียงสั้นๆ ว่า พระมหาอุปราชาขาดคอช้าง ตาย ฉบับวันวลิตบันทึกไว้ว่า เมื่อทั้งสองพระองค์เผชิญหน้ากันก็ขับช้างเข้าหากันประหนึ่งเสียสติ ทิ้งกองทหารไว้ข้างหลัง ช้างของพระนเรศวรตัวเล็กกว่าใช้งวงฟาดช้างของพระมหาอุปราชาที่ตัวใหญ่ กว่า เสียงช้างศึกทำให้พระมหาอุปราชาตกพระทัย พระนเรศวรจึงใช้โอกาสนั้นเอาขอข้างฟาดที่หัว และทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาจนตกคอช้างตาย ฉบับหมอบลัดเลบันทึกไว้ว่า ฝุ่นตลบจนมองไม่เห็นว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายใด เมื่อฝุ่นสงบลงพระนเรศวร ก็เจอช้างของพระมหาอุปราชา พระองค์ก็ทรงไสช้างตรงเข้าหา ฝ่ายทหารหงสาวดีก็ระดมยิงพระองค์


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 19 แต่ไม่โดน พระนเรศวรจึงตรัสเรียกพระมหาอุปราชาให้ออกมาทำยุทธหัตถีกัน เมื่อเข้าชนช้างกันนั้น พระมหาอุปราชาได้ทีก็ฟันพระนเรศวร แต่ไปโดนพระมาลาแทนอันเป็นที่มาของพระมาลาเบี่ยงและ เมื่อได้ทีของพระนเรศวร พระองค์ก็ทรงใช้พระแสงพลพ่ายฟันพระอังสะขวาของพระมหาอุปราชา คำให้การชาวกรุงเก่าบันทึกไว้โดยสรุป ดังนี้ พระนเรศวรไสช้างออกไปหน้าทัพแล้วท้าทาย พระมหาอุปราชาให้ทำยุทธหัตถี พระมหาอุปราชาตกลง เมื่อสัญญาณของการทำยุทธหัตถีเริ่มขึ้น พระมหาอุปราชาขว้างจักรใส่พระนเรศวรแต่ทรงหลบได้ทัน หลังจากนั้นทั้ง 2 พระองค์ก็ทำยุทธหัตถีกัน พระมหาอุปราชาใช้พระแสงของ้าวฟันพระนเรศวรแต่ทรงหลบทันจึงไปโดนพระมาลา ช้างทรง พระนเรศวรถอยหลังไปจนเจอจอมปลวกแห่งหนึ่งในป่าพุทรา จึงเอาเท้ายันจอมปลวกนั้นไว้เมื่อได้ จังหวะจึงเอางาแทงช้างของพระมหาอุปราชา เมื่อช้างของพระมหาอุปราชาเบนหนึ พระนเรศวรจึงใช้ พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่กับคอช้าง ซึ่งก่อนหน้าที่พระมหา อุปราชาจะทำศึกนั้น พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงผู้เป็นพระบิดาก็ทรงเตือนว่าพระนเรศวรนั้น เป็นผู้มี บุญมาก เนื่องจากครั้งหนึ่งที่พระเจ้าหงสาวดีทรงเรียกให้พระนเรศวรเข้าเฝ้านั้น เมื่อพระนเรศวรมาถึง ก็เกิดเหตุให้พระราชมณเฑียรนั้นสั่นไหว หลักฐานที่บันทึกเกี่ยวกับสงครามยุทธหัตถีได้กล่าวตรงกันคือพระมหาอุปราชาทรง สิ้นพระชนม์ในการรบครั้งนี้ จนทำให้กองทัพหงสาวดีต้องถอยทัพกลับไปโดยไม่อาจเอาชนะกรุงศรี อยุธยาได้ หลังจากสงครามครั้งนั้นจบลง หงสาวดีก็ไม่ได้ยกทัพมาโจมตีกรุงศรีอยุธยาตลอดรัชกาล สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอีกเลย


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 20 ตัวอย่างสื่อวิดีทัศน์ที่เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สื่อวิดีทัศน์เรื่องประกาศอิสรภาพสู่ยุทธหัตถี เดอะไดอารี่บันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทย สื่อวิดีทัศน์เรื่องทำความรู้จักยุทธหัตถี ใน 3 นาที สื่อวิดีทัศน์เรื่องภูมิปัญญาไทย ยุทธหัตถี วีรกรรมแห่งเกียรติยศ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 21 สื่อวิดีทัศน์เรื่องเพลงพระนเรศวรมหาราช สื่อวิดีทัศน์เรื่องเพลงดอนเจดีย์ สื่อวิดีทัศน์เรื่องเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่ไหน


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 22 สื่อวิดีทัศน์เรื่องเพลงเลือดไทย สื่อวิดีทัศน์เรื่องเพลงเลือดไทย


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 23 พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระอัจฉริยภาพการสงคราม : พลังทางปัญญาเพื่อสันติสุขที่ถาวรของคนไทย เมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ พลังใน การสร้างสรรค์และพลังของปัญญาที่เกิดจากสั่งสมจากการเรียนรู้อิสรภาพทางปัญญาที่เกิดจากการ หลุดพ้นจากการครอบงำของพม่า ดังที่พระองค์ได้แสดงออกถึง การปกครองเพื่อความผาสุกของสยาม ประเทศ การบริหารและการจัดการในกิจการสงคราม พาณิชยกิจรากฐานแห่งพระราชอำนาจ พระอัจฉริยภาพทางการทหาร พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตมิได้ดำรงตำแหน่งแต่เพียงผู้ปกครองดินแดนในอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นแม่ทัพนำกำลังออกต่อสู้ศัตรูในยามศึกสงคราม เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติ บ้านเมืองอีกด้วย สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นทั้งแม่ทัพและเสนาธิการที่ปรีชาสามารถ ได้ทรงนำทัพไป รบครั้งแรกขณะพระชนมายุ ๒๖ พรรษา ในคราวยกทัพไปปราบเมืองคังร่วมกับทัพจากเมืองต่างๆ ของพม่า ครั้งนั้นทัพไทยตีเมืองคังได้ประสบชัยชนะอย่างงดงาม ด้วยทรงใช้ยุทธวิธีรูปแบบใหม่ที่ทรง ฝึกหัดให้กับทหารในสังกัดที่ทรงคัดเลือกและจัดตั้งขึ้นด้วยพระองค์เอง กลวิธีการยุทธสำคัญคือ การเดินทัพเส้นนอกและการเดินทัพเส้นใน และวิธีการรบแบบกองโจร การเดินทัพเส้นนอก เป็นยุทธวิธีพื้นฐานในการรบที่นิยมใช้กันทั่วไป ใช้วิธีเดินทัพเข้าหา ข้าศึกจากหลายทิศทางเพื่อให้ข้าศึกเกิดความพะว้าพะวังในการตั้งรับกลวิธีการยุทธนี้จำเป็นต้องมี การติดต่อสื่อสารที่ดีระหว่างผู้คนในกระบวนทัพ เพื่อประโยชน์ในการประสานการรบที่มีประสิทธิภาพ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงนำวิธีการเดินทัพเส้นนอกมาใช้ในคราวเสด็จยกทัพไปตีเมืองกัมพูชา พ.ศ. ๒๑๓๖ โดยแบ่งทัพไปตีเขมรถึง ๓ ทางด้วยกัน คือ เมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และเมือง บันทายมาศ ก่อนจะรวมกาลังเข้าตีเมืองละแวกซึ่งเป็นราชธานีของกัมพูชา โดยทัพกรุงศรีอยุธยาตั้ง ล้อมเมืองละแวกอยู่เป็นเวลา ๓ เดือน การเดินทัพเส้นใน ด้วยพระปรีชาล้ำเลิศในการรบ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงริเริ่มกลยุทธ์ใน การรบใหม่เพื่อแก้ยุทธวิธีการเดินทัพเส้นนอกซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ การเดินทัพเส้นใน เพื่อสู้ศึกที่ยกมา จากหลายทิศทาง หัวใจของกลยุทธนี้คือ การแยกกำลังฝ่ายข้าศึกไม่ให้สามารถรวมกำลังได้ โดยโจมตี ข้าศึกที่จะสร้างความเสียหายให้ได้มากที่สุดก่อน แล้วจึงทำลายกำลังส่วนที่เหลือ ในการตีแต่ละครั้ง ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและโจมตีข้าศึกให้แตกหักในคราวเดียว การดำเนินกลยุทธแบบนี้ต้องอาศัย การบุกด้วยความรวดเร็วและสกัดกั้นการถอนทัพของศัตรูให้ได้การรบจึงจะได้ผลสูงสุด สมเด็จพระ นเรศวรทรงเชี่ยวชาญกลวิธีนี้อย่างดีเยี่ยม การรบแบบกองโจร กลวิธีการยุทธอีกแบบหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดปราน และ นำมาใช้เป็นผลสำเร็จแทบทุกครั้งคือ ยุทธวิธีการรบแบบกองโจร ทรงคัดเลือกผู้ที่ชำนาญในภูมิ ประเทศมาปฏิบัติการรบและจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อทำการตีโฉบฉวยรบกวนรังควานไม่ให้ศัตรู ได้อยู่อย่างสงบ ตัดเส้นทางการคมนาคมขนส่งและลำเลียง ทำลายกำลังลาดตระเวนของฝ่ายตรงข้าม แต่หน่วยทหารนี้มีหลักที่ต้องยึดปฏิบัติคือ หลีกเลี่ยงการปะทะกับกองทัพที่มีกำลังเหนือกว่า สมเด็จ พระนเรศวรทรงใช้วิธีการรบแบบกองโจร เป็นยุทธวิธีหลักในการสู้ศึกพม่า พระองค์ทรงจัดให้หน่วย เคลื่อนที่เร็วออกตีโฉบฉวย ก่อกวนทัพพม่าที่พระเจ้านันทบุเรงเป็นแม่ทัพใหญ่ ทรงนำกำลังทหารออก


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 24 ตีปล้นค่ายพม่าด้วยพระองค์เองอยู่หลายครั้ง เช่น ปล้นเผาค่ายพระยานครและปล้นค่ายทัพหลวงของ พระเจ้านันทบุเรง การรบแบบกองโจรนี้เองเป็นผลให้ข้าศึกเกิดความระส่ำระสาย ทหารเสียขวัญ กำลังใจและเกิดความท้อแท้จนไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ การปกครองเพื่อความผาสุกของสยามประเทศ ภายหลังจากการประกาศอิสรภาพและขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แล้วนั้น สมเด็จพระนเรศวรทรงแน่พระทัยว่าพม่าจะต้องยกทัพใหญ่มารุกรานไทยอีกเป็นแน่ พระองค์ ทรงได้นำแนวทางการสู้รบที่ได้เรียนรู้และสั่งสมมาเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ทางด้านการรบเพื่อรับมือ พม่า โดยทรงเตรียมเสบียงและรวบรวมกาลังพลจากหัวเมืองเหนือมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยาเพื่อให้มีกำลัง มากขึ้น ในพ.ศ. ๒๑๒๗ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหลายอพยพผู้คนพร้อมด้วย เสบียงอาหารไปตั้งหลักอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา พร้อมกันนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดให้สร้างวัง ใหม่ เรียกว่าพระราชวังจันทรเกษม ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรที่กรุงศรีอยุธยา ซึ่ง แนวความคิดดังกล่าวส่งผลให้ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรได้มีการยกเลิกตำแหน่งอุปราชครองหัวเมือง เหนือและได้แต่งตั้งขุนนางท้องถิ่นขึ้นมาปกครองแทน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากกำลังคนของ กรุงศรีอยุธยามีน้อยไม่เพียงพอต่อการรับศึกจากพม่า หากได้กำลังคนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือไปไว้กำลัง ก็จะมีมากเป็นการรวมศูนย์กำลังทางทหารและพระองค์ทรงต้องการให้จุดปะทะศึกเป็นพื้นที่รอบๆ กรุงศรีอยุธยาเพื่อสะดวกแก่การส่งกำลังบำรุงในการทำศึกกับพม่าและไม่ต้องการให้พม่าได้กำลังคน และเสบียงจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ดังกล่าวประสบผลสำเร็จในสงครามกับพม่าช่วง พ.ศ. ๒๑๒๘ - ๒๑๓๐ กล่าวคือ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการทำศึกกับพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาพสิม หรือการรบกับพระเจ้านันทบุเรง กองทัพพม่าไม่สามารถเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยาได้ แต่กลับเป็นฝ่าย กองทัพของอยุธยาภายใต้การนำทัพของสมเด็จพระนเรศวรที่สามารถนำทหารออกตอบโต้การปิดล้อม ของกองทัพพม่า จนสามารถตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่กับพระยาพสิมแตกพ่าย ในการสงครามในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงสร้างวีรกรรมสำคัญ ๒ เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์แรกสมเด็จพระนเรศวรถูก ลักไวทามูนายทหารพม่านำไพร่พลเข้าล้อมพระองค์ไว้ โดยลักไวทามูได้เข้าไปจับพระองค์ สมเด็จพระ นเรศวรทรงใช้พระแสงทวนแทงลักไวทามู เหตุการณ์ที่ ๒ พระองค์นำทัพบุกเข้าถึงกำแพงค่ายของ พระเจ้านันทบุเรงด้วยการคาบพระแสงดาบปีนค่ายข้าศึกอย่างกล้าหาญจนภายหลังพระแสงดาบนั้น ได้รับสมญานามว่า “พระแสงดาบคาบค่าย” ส่งผลให้ในที่สุดกองทัพพระเจ้านันทบุเรงยกทัพกลับใน พ.ศ. ๒๑๓๐ เหตุการณ์การสู้รบและพระอัจฉริยภาพของพระองค์สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่ดำเนิน นโยบายทางการปกครองในรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านยุทธศาสตร์การรบ ผลจากวีรกรรมของพระองค์ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความเข้มแข็ง สามารถชนะและป้องกันขอบอาณา เขตของราชอาณาจักรสยามได้ยาวนานสืบมา


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 25 พระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์ นอกเหนือจากพระปรีชาสามารถด้านการรบอันเป็นที่เลื่องลือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์ โดยทรงสามารถตรัสได้หลายภาษา ดังที่พงศาวดารฉบับ วันวลิต ได้กล่าวไว้ว่า “...พระองค์ตรัสถามราชทูตต่างๆ ว่า รู้ภาษาไทย ภาษามอญและภาษาพราหมณ์บ้างหรือไม่ ถ้าหากว่ารู้ภาษาใดภาษาหนึ่ง ก็ต้องกราบบังคมทูลด้วยภาษานั้นโดยตรง ถ้าหากว่าไม่รู้ ก็โปรดฯ ให้ ขุนนางไทยคนใดคนหนึ่งเป็นล่าม แล้วจึงตรัสกับราชทูต ทรงคาดโทษล่ามว่า ถ้าหากว่าแปลเปลี่ยน ประโยคหรือเนื้อความที่ไม่ถูกต้อง จะมีโทษถึงตาย ช่าวต่างประเทศในสมัยนั้นได้รับความนับถือเป็น อันดี และข้าราชการก็นำของกำนัลมาให้เพื่อมิให้ชาวต่างประเทศไปกราบทูลฟ้องร้องตนต่อสมเด็จ พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชการทั้งปวงนั้นเกรงพระเดชพระเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก เมื่อมีพระราชโองการให้หาเข้า ไปเฝ้า ก็จัดการเรื่องบ้านเรือนของตนให้เรียบร้อยเหมือนกับคนที่รู้ตัวว่าตาย เพราะเมื่อเข้าเฝ้าแล้ว ก็เกรงกลัวอยู่เสมอว่าจะไม่ได้กลับบ้าน...” ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่า นอกจากภาษาไทยแล้ว ยังสามารถตรัสภาษามอญและพม่า ได้ จากการที่ทรงเคยประทับเป็นองค์ประกันอยู่ที่หงสาวดี ประเทศพม่า ส่วนภาษาที่วันวลิต เรียกว่า ภาษาพรามหณ์นั้นอาจจะเป็นภาษาสันสกฤตหรือภาษาบาลี พระปรีชาสามารถด้านการปกครองบ้านเมือง แม้ทรงกำศึกสงครามอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังทรงเป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จึงทรง เสด็จประพาสเยี่ยมเยือนราษฏรด้วย ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ วันวลิต กล่าวไว้ว่า “...บางครั้งในยามค่ำคืนในเวลาใดก็ได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะเสด็จทางท้องน้ำด้วยเรือเล็ก แล้วพายขึ้นลงตามลำแม่น้ำ นอกจากนั้นก็ยังเสด็จออกไปในท้องถนนบางเวลา โดยไม่มีผู้ใดรู้ มีผู้โดย เสด็จเพียงคนสองคนเพื่อทรงฟังคำโจษจันต่างๆ และเพื่อทรงทราบว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์หรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อพระองค์...” วันวลิต ยังบันทึกอีกว่า มีเรื่องเล่าว่า ในคืนวันหนึ่ง ได้เสด็จอยู่ในเรือเล็กลำแม่น้ำ ขณะนั้น เกิดพายุใหญ่ฝนตกหนัก ยังไม่สามารถเสด็จกลับพระราชวังได้ จึงได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นยัง กระท่อมหลังหนึ่ง ซึ่งมีหญิงชราที่ยากจนอาศัยอยู่ หญิงชรานั้นเห็นพระองค์แม้ไม่รู้จักว่าเป็นพระ นเรศวร ก็ยังต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จากการที่หญิงชรานั้นได้มีอุปการะแด่พระองค์ในคืนนั้น ครั้งเมื่อ เสด็จกลับในวันรุ่งขึ้น ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้เอาเรือกันยาบุษบก ซึ่งเทียบเท่ากับเรือพระที่นั่งของ สมเด็จพระราชชนนี หรือพระอัครมเหสี ให้รับเอาหญิงชราคนนั้นมายังพระราชวัง แล้วทรงอุปการะ เลี้ยงดูประดุจว่าเป็นพระราชมารดาที่แท้จริง แม้เมื่อหญิงชรานั้นถึงแก่กรรมลงก็ยังได้พระราชทาน เพลิงศพเช่นเดียวกับพระบรมศพพระราชชนนี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 26 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ.คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์: ประวัติศาสตร์ไทยจะ เรียนจะสอนกันอย่างไร.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา กรมการศาสนา,2553. ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.ดร. สอนประวัติศาสตร์ให้เด็กมีความสุข สนุกคิด.นนทบุรี : บริษัทสหมิตรพริ้นติ้ง พับลิสชิ่ง จำกัด,2553. เสทื้อน ศุภโสภณ.สมเด็จพระนเรศวรมหาวีรราชเจ้า.กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ One World,2557. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา แนวการสอนประวัติศาสตร์ : ประวัติศาสตร์ไทย หลากหลาย วิธีเรียน. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.2558. วิบูล วิจิตรวาทการ.นพ.ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช.กรุงเทพ : สร้างสรรค์บุ๊ค.2549 พีรทรัพย์ วิชิตรัชนีกร.ประวัติศาสตร์นอกกรอบ : รายา อาบี ตำนานที่ไม่ได้เล่าของสมเด็จพระ นเรศวร.เข้าถึงเมื่อ 5 มกราคม 2566.เข้าถึงได้จาก https://www.gqthailand.com/culture/article/netflix-cunk-on-earth-2023 วศิน ปัญญาวธุตระกูล. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช “มหากษัตริย์ชาตินักรบผู้กอบกู้เอกราช แผ่นดิน”.เข้าถึง เมื่อ 4 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จาก https://www.personnel.nu.ac.th/home/images/data/ file/hrm /2560/01/document/02.pdf


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 27 หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง ดอนเจดีย์ศรีอนุสรณ์ สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาตรฐานและตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็น ระบบ ม.3/1 วิเคราะห์เรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผลตามวิธีการทาง ประวัติศาสตร์ ม.3/2 ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาเรื่องราวที่ตนสนใจ สาระการเรียนรู้ 1. การค้นพบและการบูรณะปฏิสังขรณ์อนุสรณ์ดอนเจดีย์ 2. บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ 2.1 สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2.2 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 2.3 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 2.4 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2.5 พระสุนทรบุรี (อี้ กรรณสูต) 2.6 นายตรี อมาตยกุล


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 28 การค้นพบและการบูรณปฏิสังขรณ์อนุสรณ์ดอนเจดีย์ สงครามยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2135 จวบจนถึงการริเริ่มสืบหาพระเจดีย์ในปี พ.ศ.2456 จากเนื้อความในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ที่แสดงเกี่ยวกับการกระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี เกี่ยวกับการค้นพบพระเจดีย์ดังต่อไปนี้ ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวว่า ศักราช 954 มะโรงศก วันศุกร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 12 อุปราชายกมาแต่หงสา ครั้งถึง เดือนยี่ มหาอุปราชายกมาถึงเมืองสุพรรณบุรี แต่ตั้งทัพที่ตำบลตระพังกรุวันอาทิตย์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่ เพลารุ่งแล้ว 4 นาฬิกา 2 บาท เสด็จพยุหยาตราโดยชลมารคฟันไม้ข่มนามที่ตำบลหล่ม พลี ตั้งทัพชัยที่ตำบลม่วงหวาน ณ วันพุธ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนยี่ เพลารุ่งแล้ว 2 นาฬิกา 9 บาท เสด็จพยุหยาตราโดยทางสถลมารค อนึ่งเมื่อใกล้รุ่ง ขึ้นวัน 12 ค่ำนั้น เห็นพระสารีริกธาตุ ปาฏิหาริย์ไปโดยทางซึ่งจะเสด็จไปนั้น เถิงวันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ เพลารุ่งแล้ว 5 นาฬิกา 3 บาท เสด็จทรงช้างต้นพระยาไชยานุภาพ เสด็จออกรบมหาอุปราชา ตำบลหนองสาหร่าย ครั้งนั้น มิให้ตามฤกษ์ และฝ่าฤกษ์หน่อยหนึ่งและเมื่อได้ชนช้างมหาอุปราชานั้น สมเด็จพระนารายณ์ บพิตรเป็นเจ้า ต้องเป็นพระหัตถ์ข้างขวาหน่อยหนึ่ง อนึ่งเมื่อมหาอุปราชา ช้างออกมายืนอยู่นั้น หมวกมหาอุปราชาใส่อยู่นั้นตกลงถึงแผ่นดินและเอาคืนใส่เล่าครั้นนั้นมหาอุปราชาคอตายในที่นั้น และช้างต้นพระยาไชยานุภาพ ซึ่งทรงชนด้วยช้างมหาอุปราชาและมีชัยชำนะนั้น พระราชทานให้ ชื่อ เจ้าพระยาปราบหงสา ( “การค้นพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชา มีเกี่ยวข้องกับตัวฉันอยู่บ้าง และเหตุที่ค้นพบก็อยู่ข้างแปลกประหลาด จึงจะเล่าไว้ในนิทานเรื่องนี้ด้วย เรื่องสมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงทำยุทธหัตถีคือขี่ช้างชนกันตัวต่อตัวกับพระมหาอุปราชา เมืองหงสาวดี ฟันพระมหาอุปราชาสิ้นชีพบนคอช้าง มีชัยชนะอย่างมหัศจรรย์ และได้ทรงสร้าง พระเจดีย์ไว้ตรงที่ทรงชนช้างองค์หนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่เลื่องลือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรฯ สืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ หาปรากฏว่ามีใครได้เคยเห็นหรือรู้ว่า พระเจดีย์องค์นั้นอยู่ที่ตรงไหนไม่มีแต่ชื่อเรียกกันว่า “พระเจดีย์” หนังสือเก่าที่กล่าวถึงพระเจดีย์ ยุทธหัตถีก็มีแต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงชนะยุทธหัตถีแล้ว “ตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถานสวมศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตำบลตระพังตรุ” เพียงเท่านี้ แต่ฉันรู้มาตั้งแต่ในรัชกาลที่ 5 ว่าสมเด็จพระนเรศวรฯ มิได้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์นั้น สวมศพพระมหาอุปราชาอย่างว่าในหนังสือพระราชพงศาวดาร เพราะในหนังสือพงศาวดารพม่า ซึ่งพระไพรสณฑ์สาลารักษ์ (อองเทียน) ซึ่งกรมป่าไม้แปลจากภาษาพม่าให้ฉันอ่าน ว่าครั้งนั้นพวก พม่าเชิญพระศพพระมหาอุปราชากลับไปเมืองหงสาวดี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 29 แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารขาดความอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุและหลักฐานปรากฏอยู่ ว่าสมเด็จพระพนรัตน์ได้ทูลแนะนำให้สมเด็จพระนเรศวรฯ เฉลิมพระเกียรติที่มีชัยชนะครั้งนั้น ด้วยบำเพ็ญพระราชกุศลตามเยี่ยงอย่างพระเจ้าทุฎฐคามนี ที่ชาวลังกานับถือว่าเป็นวีระมหาราช สมเด็จพระนเรศวรฯ จึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถีขึ้นตรงที่ชนช้างองค์หนึ่ง แล้ว ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง ขึ้นที่วัดพระยาไทย อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายขวา จึงมักเรียกกันว่า “วัดป่าแก้ว” ตรงนามเดิมของพระสงฆ์คณะนั้น เหตุที่สร้างพระเจดีย์รู้มาแล้วแต่ ในรัชกาลที่ ว่าเป็นดังเล่ามา เป็นแค่ยังไม่รู้ว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่ไหนเท่านั้น เหตุที่จะพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีนั้นก็อยู่ข้างแปลกประหลาดดูเหมือนจะเป็นในปีแรก รัชกาลที่ 6 พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาลลักษมณ์) เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ช่วย เที่ยวหาหนังสือไทยฉบับเขียนของเก่าอันกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมืองให้หอสมุดสำหรับพระนคร วันหนึ่งไปเห็นยายแก่ที่บ้านแห่งหนึ่งกำลังรวบรวมเอาสมุดไทยลงใส่กระชุ พระยาปริยัติฯ ขออ่าน ดูหนังสือในสมุดเหล่านั้น เห็นเป็นหนังสือพงศาวดารอยู่เล่มหนึ่ง จึงขอยายแก่เอามาส่งให้ฉันที่หอ พระสมุดฯ ฉันเห็นเป็นสมุดของเก่าเขียนตัวบรรจงด้วยเส้นรง พอเปิดออกอ่านก็ประหลาดใจ ด้วยขึ้นต้นมีบานแพนกว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชตรัสสั่งให้รวบรวมจดหมายเหตุต่างๆ แต่ง หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้ เมื่อ ณ วันพุธ เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จุลศักราช 1042 (พ.ศ.2223) แปลกกับหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ ที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ ฉันจึงให้ เรียกว่า “พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ให้มา ต่อมาฉันอ่านหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ไปถึงตอนสมเด็จพระนเรศวรฯ ชนช้างว่า พระมหาอุปราชามาตั้งประชุมทัพอยู่ที่ตำบลตะพังตรุ แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระ นเรศวรฯ ที่ตำบลหนองสาหร่าย พอเห็นอย่างนั้นฉันนึกขึ้นว่าได้เค้าจะค้นพระเจดีย์ยุทธหัตถีแล้ว รอจนพระยาสุพรรณฯ (อี้ กรรณสูตร)เข้ามากรุงเทพฯ ฉันเล่าเรื่องพระเจดีย์ยุทธหัตถีให้ฟัง แล้ว สั่งให้ไปสืบดูว่าตำบลชื่อหนองสาหร่ายในแขวงเมืองสุพรรณบุรี ยังมีหรือไม่ ถ้าให้พระยาสุพรรณฯ ออกไปเองถึงตำบลนั้น สืบถามดูว่ามีพระเจดีย์โบราณอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งแห่งใดบ้าง พระยาสุพรรณฯ ออกไปสืบอยู่ไม่ถึงเดือนก็มีรายงานบอกมาว่าตำบลหนองสาหร่ายนั้น ยังมีอยู่ใกล้กับลำน้ำท่าคอย ทางทิศตะวันตกเมืองสุพรรณบุรีฯ (คือลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจระเข้ สามพันที่ตั้งเมืองอู่ทองนั่นเอง แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล) พระยาสุพรรณฯ ได้ออกไปที่ตำบลนั้น สืบถามถึงพระเจดีย์โบราณ พวกชาวบ้านบอกว่ามีอยู่ในป่าตรงที่เรียกกันว่า “ดอนพระเจดีย์” องค์หนึ่ง พระยาสุพรรณฯ ถามต่อไปว่าพระเจดีย์ของใครสร้างไว้ รู้หรือไม่ พวกชาวบ้านตอบว่าไม่ รู้ใครสร้าง เป็นแต่ผู้หลักผู้ใหญ่บอกเล่าสืบมาว่า “พระนเรศวรฯ กับพระนารายณ์ชนช้างกันที่ ตรงนั้น” ก็เป็นอันได้เรื่องที่สั่งให้ไปสืบ พระยาสุพรรณฯ จึงให้พวกชาวบ้านพาไปยังดอน พระเจดีย์


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 30 การบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ สงครามยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2135 จวบจนถึงการริเริ่มสืบหาพระเจดีย์ในปี พ.ศ.2456 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จมาสักการะพระเจดีย์ แล้วทรงรับสั่งให้กรมศิลปากรออกแบบ ฟื้นฟู บูรณะ แต่ยังติดขัดด้วยงบประมาณจึงหยุกชะงักลง ไป 10 พ.ย. 2493 จอมพลผิน ชุณหวัณ ริเริ่มโครงการบูรณะอนุสรณ์ดอนเจดีย์อีกครั้ง เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ระลึกถึงบรรพชนที่เสียสละเลือดเนื้อปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดย มอบหมายให้กรมการศาสนาเป็นผู้ค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับเจดีย์ยุทธหัตถี 25 มี.ค. 2495 คณะกรรมการบูรณะอนุสรณ์ดอนเจดีย์ เห็นชอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ ออกแบบสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบ เป็นรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึก ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ วันที่ 25 ธันวาคม 2501 เมื่อแรกไปถึงไม่เห็นมีพระเจดีย์อยู่ที่ไหน เพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมพระเจดีย์มิดหมดทั้งองค์ จนผู้นำ ทางเข้าไปถางเป็นช่องให้มองดู จึงแลเห็นอิฐที่ก่อฐานรู้ว่าพระเจดีย์อยู่ตรงนั้น ถ้าไม่รู้จากชาวบ้าน ไปก่อน ถึงใครจะเดินผ่านไปใกล้ๆ ก็เห็นจะไม่รู้ว่ามีพระเจดีย์อยู่ตรงนั้น ฉันนึกว่าคงเป็นเพราะ เหตุนั้นเอง จึงไม่รู้กันว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถียังมีอยู่ เลยหายไปกว่า 100 ปี พระยาสุพรรณฯ ระดมคนให้ช่วยกันตัดต้นไม้ที่ปกคลุมออกหมดแล้วให้ช่างฉายรูปพระเจดีย์ส่งมาให้ฉันด้วยกันกับ รายงาน สังเกตดูเป็นพระเจดีย์มีฐานทักษิณเป็น 4 เหลี่ยม 3 ชั้น ขนาดฐานทักษิณชั้นล่าง กว้าง ราว 8 วา แต่องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณชั้นที่ 3 ขึ้นไปหักพังหมดแล้ว รูปสัณฐานจะเป็น อย่างไรรู้ไม่ได้ ประมาณขนาดสูงของพระเจดีย์เมื่อยังบริบูรณ์เห็นจะราวเท่าๆ กับพระปรางค์ที่วัด ราชบูรณะในกรุงเทพฯ พอฉันเห็นรายงานกับรูปฉายที่พระยาสุพรรณฯ ส่งมาก็สิ้นสงสัย รู้ว่าพบพระเจดีย์ยุทธ หัตถีเป็นแน่แล้ว มีความยินดีแทบเนื้อเต้น รีบนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระปิติโสมนัสตรัสว่า พระเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมพระ เกียรติของเมืองไทยสำคัญอย่างยิ่งแห่งหนึ่งถึงอยู่ไกลไปลำบากก็จะเสด็จไปสักการะบูชา จึงทรง พระราชอุตสาหะเสด็จไป เมื่อพ.ศ.2456 ด้วยประการฉะนี้”


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 31 บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเจดีย์ยุทธหัตถี 1. สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ที่มาของภาพ : http://www.longlivethekingshop.com/product/ สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม 2566 6 พ.ค.2496 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ คณะกรรมการบูรณะ อนุสาวรีย์ ดอนเจดีย์ เห็นชอบกับรูปแบบเจดีย์ที่คณะกรรมการพิจารณารูปแบบเจดีย์นำเสนอ คือ รูปแบบเจดีย์แบบ ลังกา ตามแบบเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา ขนาดฐาน ๓๖ เมตร สูงจากพื้นถึง ยอด ๖๖ เมตร โดยมีมติให้กรมศิลปากร ดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2497 25 ม.ค. 2502 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในหลวงรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ได้เสด็จไปดำเนินการบวงสรวง และ เปิดพระ บรมรูปอนุสาววรีย์ ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 32 สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระนิพนธ์ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นบทประพันธ์ ประเภทลิลิต ประพันธ์ขึ้นโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และพระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์เพื่อสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในวาระงานพระราช พิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยตะเลงในที่นี้ หมายถึง มอญ แต่ในลิลิตตะเลงพ่าย กล่าวถึงการรบระหว่างไทยกับพม่า ลิลิตตะเลงพ่ายนี้ได้รับความบันดาลพระทัยมาจากวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถเรื่องยวนพ่าย ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงเลือกวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรในการทำ สงครามยุทธหัตถีมีชัยต่อพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดีใน พ.ศ.2135 มาเป็นเนื้อเรื่อง เช่นเดียวกับ ยวนพ่ายซึ่งเป็นเรื่องวีรกรรมของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ทรงทำสงครามมีชัยต่อพระเจ้าติโลก ราชแห่งราชอาณาจักรล้านนาและทรงตั้งชื่อเรื่องว่า“ตะเลงพ่าย” ซึ่งมีความหมายว่า “มอญแพ้” เลียนแบบ” “ยวนพ่าย” ซึ่งแปลว่า ชาวโยนกหรือล้านนาแพ้ บทประพันธ์ลิลิตตะเลงพ่าย ตอนที่ ๑ อาเศียรวาท ศรีสวัสดิเดชะ ชนะราชอรินทร์ ยินพระยศเกริกเกรียง เพียงพกแผ่นฟากฟ้า หล้าล่มเลื่องชัยเชวง เกรงพระเกียรติระย่อ ฝ่อใจห้าวบมิหาญ ลาญใจแกล้วบมิกล้า บค้าอาตม์ออกรงค์ บคงอาตม์ออกฤทธิ์ ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ไท้ทุกเขตทุกด้าว น้าวมกุฎมานบ น้อมพิภพมานอบ มอบบัวบาทวิบุล อดุลยานุภาพ ปราบดัสกรแกลนกลัว หัวหั่นหายกายกลาด ดาษเต็มท่งเต็มดอน พม่ามอญพ่ายหนี ศรีอโยธยารมเยศ พิเศษสุขบำเทิง สำเริงราชสถาน สำราญราชสถิต พิพิธโภคสมบัติ พิพัฒน์โภคสมบูรณ์ พูนพิภพดับ เข็ญ เย็นพิภพดับทุกข์ สนุกสบสีมา ส่ำเสนานอบเกล้า ส่ำสนมเฝ้าฝ่ายใน ส่ำพลไกรเกริกหาญ ส่ำพล สารสินธพ สบศาสตราศรเพลิง เถลิงพระเกียรติฟุ้งฟ้า ลือตรลบแหล่งหล้า โลกล้วนสดุดี ๏ บุญเจ้าจอมภพพื้น แผ่นสยาม แสยงพระยศยินขาม ขาดแกล้ว พระฤทธิ์ดังฤทธิ์ราม รอนราพณ์ แลฤๅ ราญอริราชแผ้ว แผกแพ้ทุกภาย ๏ ไพรินทรนาศเพี้ยง พลมาร พระดั่งองค์อวตาร แต่กี้ แสนเศิกห่อนหาญราญ รอฤทธิ์ พระฤๅ ดาลตระดกเดชลี้ ประลาตหล้าแหล่งสถาน


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 33 ๏ เสร็จเสวยศวรรเยศอ้าง ไอยศูรย์ สรวงฤๅ เย็นพระยศปูนเดือน เด่นฟ้า เกษมสุขส่องสมบูรณ์ บานทวีป สว่างทุกข์ทุกธเรศหล้า แหล่งล้วนสรรเสริญ ฯลฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มาของภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2566 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จทางสถลมารคโดยกระบวนเสือ ป่าและเหล่าข้าราชบริพารจากพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2456 ถึงองค์พระสถูปเจดีย์ยุทธหัตถีในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2456 และทรงประกอบพระราชพิธี บวงสรวงสมโภชองค์พระสถูปเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2456 และเสด็จกลับวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2456 การนำกระบวนเสือป่าและเหล่าข้าราชบริพารมายังองค์พระสถูปเจดีย์ยุทธหัตถีในครั้งนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสือป่าและลูกเสือเดินเวียนเทียนรอบเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อครบรอบแล้ว ต้นเสียงจะร้อง “โห่” นําและผู้รับจะร้องรับคําว่า “ฮิ้ว” ตาม แต่ปรากฏว่าร้องรับกันไม่พร้อมเพรียง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 34 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้คนทั้งหมดเข้าแถวหันหน้าสู่เจดีย์ยุทธหัตถี แล้วมี กระแสพระราชดํารัสความว่า “ในวันอันเป็นมหามงคลฤกษ์ ที่เราเหล่านักรบทั้งหลาย ผู้สืบเชื้อสายต่อจากบรรพบุรุษเผ่าไทย ของเรา ได้มีโอกาสมาสู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเกียรติประวัตินี้ เราขอถือว่าเวลานี้ เสมือนเราทั้งหลาย ได้มาชุมนุมเพื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีคุณ ต่อชาติไทย ฉะนั้น เราจึงขอนําคําว่า มีชัยนี้มาใช้เป็นปฐมฤกษ์ บัดนี้ เราขอให้ทุกท่านที่มาร่วมชุมนุม กันอยู่ ณ ที่นี้ จงเปล่งเสียงไชโยตามเราเป็นการกล่าวสดุดี จงพร้อมเพรียงกันเถิด” 2. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 แห่งราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินมายังพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวร มหาราช ณ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2495 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงพระ สถูปเจดีย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2502 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสรณ์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (อนุสรณ์ดอนเจดีย์) ครั้งที่ 3 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2510 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งที่ 4 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2517 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระ กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (เมื่อครั้งทรงดำรงพระราช อิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี) และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี( เมื่อครั้งทรงดำรง พระอิสรยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี) มาทรงบำเพ็ญพระราช กุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมทั้งพระราชทานธงประจำรุ่น ธงชาติ และพระบรม ฉายาลักษณ์ฉลองพระองค์ชุดลูกเสือ แก่ลูกเสือชาวบ้านในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 5 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2520 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระ กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (เมื่อครั้งทรงดำรงพระราช อิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี) และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ( เมื่อครั้งทรงดำรง พระอิสรยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี) มาทรงบำเพ็ญพระราช กุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 35 ภาพจากนิทรรศการพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 36


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 37 ที่มาของภาพ : ภาพจากนิทรรศการพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 38 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่มาของภาพ : http://www.dla.go.th/upload/ebook/column/2012/5/2002_5006.pdf สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม 2566 พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม และเป็นองค์ต้นราช สกุลดิศกุล ทรงดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการทหารและพลเรือน เช่น เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้บัญชาการ ทหารบก อธิบดีกรมศึกษาธิการ (ตำแหน่งเทียบเท่าเสนาบดี) องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร นายกราชบัณฑิตยสภาองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ อภิรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังทรงพระปรีชาสามารถในด้านการศึกษา การปกครอง การต่างประเทศ การสาธารณสุข หลักรัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรม ทรงได้รับพระสมัญญานามเป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” ทรงเป็นองค์ผู้อำนวยการก่อตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียน เทพศิรินทร์โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2505 ที่ประชุมใหญ่ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ได้ประกาศถวายสดุดีให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของ


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 39 โลกคนแรกของประเทศไทย และวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็นวันดำรงราชานุภาพ กำหนด ขึ้นเพื่อเป็นการถวายความรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณเป็นอเนกอนันต์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และบุคคลสำคัญของโลกคนแรก ของประเทศไทย ทรงเป็นผู้ริเริ่มค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยสืบค้นจากข้อมูล เอกสารจากพระราชพงศาวดารและสั่งให้พระยาสุพรรณ (อี้ กรรณสูตร) ให้ออกไปสืบดูด้วยตนเอง และพระยาสุพรรณ ก็รายงานว่ามีตำบลหนองสาหร่ายใกล้กับลำน้ำท่าคอย ทางทิศตะวันตกเมือง สุพรรณ จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาพระเจดีย์โบราณ ที่ชาวบ้านเรียกว่า“ดอนพระเจดีย์” 3. พระสุนทรบุรี (อี้ กรรณสูต) ที่มาของภาพ : Facebook ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองสุพรรณ สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2566 พระยาสุนทรบุรีศรีพิชัยสงคราม เดิมชื่อนายฮะอี้ หรือ อี้ นามสกุล กรรณสูต เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๕ ที่บ้านท่าตลาด มณฑลนครไชยศรี ต่อมาในปี ๒๔๓๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หลวงบรรหารนิกรกิจ (อี้) ด้วยความขยันและซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดี เป็นอย่างสูง จึงได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น นายอำเภอตลาดใหม่ (ปัจจุบันคืออำเภอสามพราน) ซึ่ง


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 40 เป็นนายอำเภอคนแรก ด้วยความสามารถในการบริหารราชการเพียง ๓ ปี ก็ได้ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่า ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ต่อมาท่านได้ค้นพบเจดีย์ยุทธหัตถีที่ ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงชนช้างชนะพระมหาอุปราชา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงโปรดเกล้าเลื่อนยศให้เป็นพระยาสุนทรสงคราม (อี้) พร้อมทั้งพระราชทานนามสกุลว่า “กรรณสูต” ต่อมาในปี ๒๔๖๖ ได้เลื่อนชั้นเป็น พระยาสุนทรบุรีศรี พิชัยสงคราม (อี้) สมัยท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ดำเนินการขุดพบพระผง สุพรรณ ที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พร้อมวัตถุโบราณแผ่นจารทองคำของล้ำค่าประวัติศาสตร์จำนวน มาก ท่านพระยาอี้ได้นำพระผงสุพรรณส่วนหนึ่ง ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวและรัชกาลที่ ๖ วีดีทัศน์การสำรวจซากเจดีย์ยุทธหัตถี 12 เมษายน พ.ศ.2495 โดย นายตรี อมาตยกุล หัวหน้ากองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร อณุกรรมการฟื้นฟูบูรณะอนุสรณ์ดอนเจดีย์


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 41 เอกสารอ้างอิง องค์ความรู้จากหอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์. เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2566 เข้าถึงได้จาก https://www.finearts.go.th/storage/contents/2021/04/detail_file/ Yw6hPLheJaAnfQTX33b6z8x7OHfs8ZxwoB0Cdc6K.pdf ลิลิตตะเลงพ่าย.เข้าถึงเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ลิลิตตะเลงพ่าย ตรี อมาตยกุล. เรื่องจังหวัดสุพรรณบุรีและเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพหลวงอรรถวาทประวิธี ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร 3 กุมภาพันธ์ 2517. กรมศิลปากร. นิทรรศการพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช.


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 42 หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔ เรื่อง ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาตรฐานและตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็น ระบบ ม.4-6/1 ตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการ เปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ สาระการเรียนรู้ 1. ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ 2. เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรในสงครามยุทธหัตถี 3. การเสด็จบวงสรวงองค์พระเจดีย์ของรัชกาลที่ 6


สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 43 ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ คำว่า “ประวัติศาสตร์” บัญญัตีโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพื่อใช้แทนคำว่า History ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง การศึกษาเรื่องราวหรือประสบการณ์ของ มนุษย์ในอดีตจากหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องทุกด้านที่มนุษย์ได้ทำ ได้คิด ได้สร้างสรรค์ และ การกระทำนั้นส่งผลต่อมนุษย์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน บิดาประวัติศาสตร์โลก เฮโรโดตัส (Herodotus ๕oo B.C.) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกผู้เขียน “The Histories” บันทึกสงครามกรีก-เปอร์เซีย บิดาประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. ๒๔๐๕-๒๔๘๖) พระราช โอรสในรัชกาลที่ ๔ ผู้วางรากฐานกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพระนิพนธ์ตำราด้าน ประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก บิดาประวัติศาสตร์ตะวันออก ซือ หม่า เชียน (Sima Qian ๑๔๐-๘๓ B.C.) นักบันทึก ประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ผู้เขียนพงศาวดาร “สื่อจี้” บันทึกประวัติศาสตร์จีนกว่า ๓,๐๐๐ ปี ความสำคัญของเวลา เวลาในประวัติศาสตร์ คือ อดีตที่มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงถึงปัจจุบัน ซึ่งปรากฏใน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจเหตุการณในอดีตแล้ว ยังมีความสำคัญ ดังนี้ 1. การลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์อาศัย “ศักราช” ที่ปรากฏอยู่ใน หลักฐานมาเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อใช้สืบสาวได้ว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน – หลัง ๒. การเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์บอกพัฒนาการของชนชาติหรือสิ่งต่างๆ บอก รากฐานที่มาของสิ่งนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงอดีตจนถึงปัจจุบันของชาตินั้นได้ ๓. การสร้างความต่อเนื่องของเหตุการณ์ในอดีต ข้อมูลที่พบในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ช่วยให้ผู้ศึกษามองเห็นความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากช่วงเวลาหนึ่งไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่ง และ สามารถเข้าใจภาพรวมของเหตุการณ์ได้. การเปรียบเทียบเหตุการณ์ร่วมสมัยในประวัติศาสตร์ การศึกษาในลักษณะนี้ต้องเปรียบเทียบกับดินแดนที่อยู่ร่วมสมัยกัน เช่น สมัยธนบุรี (ค.ศ. ๑๗๖๗ - ๑๗๘๒) เป็นช่วงเดียวกับเหตุการณ์การปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ.๑๗๓๖) ศักราช (era) ศักราช (era) หมายถึง อายุเวลาที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยยึดถือเอาเหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็นจุดเริ่มต้น แล้วนับเวลาเป็นปีเรียงตามลำดับติดต่อกันมา • พุทธศักราช - Buddhist Era ใช้อักษรย่อว่า พ.ศ. - B.E. เป็นศักราชที่นิยมใช้ในหมู่พุทธศาสนิกชน ซึ่งมีวิธีการนับ ๒ แบบ ได้แก่ แบบไทย >> เริ่มนับเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วครบ ๑ ปี ใช้ในไทย ลาว กัมพูชา แบบลังกา >> เริ่มนับทันทีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน (ใช้ในศรีลังกา อินเดีย พม่า)


Click to View FlipBook Version