สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 44 สันนิษฐานว่าเข้ามาดินแดนไทยในสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระเถระเข้ามาเผยแผ่ พระพุทธศาสนาแต่ปรากฏหลักฐานการใช้ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และใช้อย่างเป็น ทางการในสมัยรัชกาลที่ ๖ • คริสต์ศักราช - Christian Era ใช้อักษรย่อว่า ค.ศ. - C.E. หรือ A.D. ย่อมาจาก Anno Domini แปลว่า ปีแห่งพระผู้เป็นเจ้า ส่วนปีก่อนคริสต์ศักราช ใช้คำว่า B.C. ย่อมาจาก Before Christ คริสต์ศักราชถือเป็นศักราชสากล โดยเริ่มนับในปีที่พระเยซูประสูติ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๕๔๔ • ฮิจเราะห์ศักราช - Hijrah Era ใช้อักษรย่อว่า ฮ.ศ. - H.E. โดยคำว่า "ฮิจเราะห์" (อาหรับ) แปลว่า การอพยพ อิจเราะห์ ศักราชเป็นศักราชของผู้นับถือศาสนาอิสลาม โดยเริ่มนับในปีที่นบีมูฮัมหมัดพาชาวมุสลิมอพยพจาก นครเมกะไปยังนครเมดินา **เป็นศักราชที่นับแบบจันทรคติ • มหาศักราช - Shaka Era ใช้อักษรย่อว่า ม.ศ. ผู้ก่อตั้งคือ พระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะของอินเดีย ไทยรับมหา ศักราชมาจากเขมร (เขมรรับมาจากอินเดีย) โดยนิยมใช้ในการคำนวณทางโหราศาสตร์และใช้ระบุ เวลาในจารึก ตำนานช่วงก่อนสุโขทัยและสมัยสุโขทัยซึ่งมหาศักราชมักบอกแค่ตัวเลขและต่อท้ายด้วย ปีนักษัตร เช่น ๑๒๐๔ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหง หาใครใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้ จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ ที่มา : ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ จารึกพ่อขุนรามคำแหง หน้า ๓๖ • จุลศักราช ใช้อักษรย่อว่า จ.ศ. ผู้ก่อตั้งคือ กษัตริย์พม่าสมัยก่อนพุกามในปี พ.ศ. ๑๑๘๒ ไทยใช้จุล ศักราชในการคำนวณทางโหราศาสตร์ ใช้บอกบีในจารึก ตำนาน จดหมายเหตุ พงศาวดาร และ เอกสารราชการ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยจุลศักราชมักบอกปีนักษัตรควบคู่กันและ นิยมบอกด้วยว่าเป็นศักราชที่ลงท้ายด้วยเลขอะไร เช่น ศักราช ๗๑๒ ขาลศก วัน ๖ ฯ ๕ ค่ำเวลารุ่ง แล้วนาฬิกาบาทแรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา ที่มา : พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐฯ หน้า ๕ • รัตนโกสินทรศก ใช้อักษรย่อว่า ร.ศ. ผู้ก่อตั้งคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โดย ให้เริ่มนับปี ร.ศ.๑ ในปีที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ไทยประกาศใช้รัตนโกสินทร์ ศกเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ร.ศ. ๑๐๘ จนถึง ร.ศ. ๑๓๑ เช่น ไกลบ้าน พระราชหัตถเลขาใ น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล เมื่อเสด็จไป ประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๒๖
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 45 การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทยนั้นใช้หลักเกณฑ์เดียวกับเกณฑ์การแบ่งยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์สากล คือ กำหนดให้สมัยประวัติศาสตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษร ขึ้นมาใช้ โดยในดินแดนไทยพบหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุด คือ จารึกปราสาทเขาน้อย ที่ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นอักษรปัลลวะของอินเดียโบราณ ดังนั้น การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย จึงแบ่งได้เป็น ๒ ยุคสมัยใหญ่ ๆ คือ ๑. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นช่วงที่มนุษย์ยังไม่มีการใช้ตัวอักษร ๒. สมัยประวัติศาสตร์ เป็นช่วงที่มนุษย์มีการใช้ตัวอักษรแล้ว สมัยก่อนประวัติศาสตร์ • ยุคหินเก่า - มีอายุประมาณ ๗๐๐,00๐ - ๑๐,๐00 ปีมาแล้ว - อยู่รวมกันเป็นครอบครัวขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในถ้ำหรือเพิงผาเร่ร่อนตามฝูงสัตว์ เก็บ พืชผลธรรมชาติ - ค้นพบเครื่องมือหินกรวดกะเทาะทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ สำหรับสับ ตัด ขุด - แหล่งโบราณคดีที่พบ ได้แก่ บ้านแม่ทะ (ลำปาง) ผาบุ้ง (เชียงใหม่) บ้านเก่า (กาญจนบุรี) • ยุคหินใหม่ - มีอายุประมาณ ๑0,000 - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว - ตั้งหลักแหล่งถาวรบริเวณใกล้แม่น้ำ เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ทำเครื่องปั้นดินเผา ฝังศพ - ค้นพบเครื่องมือหินขัด ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา หลุมฝังศพ เครื่องประดับจาก กระดูกสัตว์ - แหล่งโบราณคดีที่พบ ได้แก่ บ้านเก่า (กาญจนบุรี) บ้านเชียง (อุดรธานี)บ้านโนนนกทา (ขอนแก่น) • ยุคสำริด -อายุประมาณ ๔,000 - ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว - อาศัยอยู่เป็นชุมชนใหญ่ขึ้น รู้จักถลุงแร่และนำแร่มาผสมทำโลหะสำริด (ทองแดง+ดีบุก) - ค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริดและเครื่องประดับ - แหล่งโบราณคดีที่พบ ได้แก่ บ้านโคกพลับ (ราชบุรี) บ้านเชียงและบ้านนาดี (อุดรธานี) • ยุคเหล็ก - มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว - อยู่รวมกันเป็นเมือง รู้จักการถลุงเหล็กและนำมาใช้ประโยชน์มีพิธีกรรมตามความเชื่อ มีการติดต่อค้าขายกับต่างแดน
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 46 - ค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากเหล็กซึ่งแข็งแกร่งมากกว่าสำริด - แหล่งโบราณคดีที่พบ ได้แก่ บ้านเชียง (อุดรธานี) บ้านใหม่ชัยมงคล (นครสวรรค์) บ้านดอนตาเพชร (กาญจนบุรี) เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในสงครามยุทธหัตถี พ.ศ.2135 พระมหาอุปราชายกกองทัพออกจากเมืองหงสาวดี เมื่อวันพุธเดือนอ้าย แรม ๗ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ เดินกองทัพเข้าแดนเมืองไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ มาถึงเมืองกาญจนบุรีไม่เห็นมี ใครต่อสู้ก็ยกเลยมาเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันมาถึงบ้านพนมทวนเวลาบ่ายเกิดลมเวรัมภาเวียนเป็น กงจักรพัดมาถูกเศวตฉัตรคชาธารบนหลังช้างหักทบลง พระมหาอุปราชาหวั่นพระหฤทัยให้โหรทำนาย โหรทูลว่าเหตุเช่นนั้นถ้าเกิดเวลาเช้าเป็นนิมิตร้ายนัก แต่ถ้าเกิดเวลาเย็นกลับเป็นมงคลนิมิต เห็นว่าคง จะมีชัยชนะข้าศึกที่ฉัตรหักนั้นสังหรณ์ว่าพระราชบิดาจะมอบเวนราชสมบัติพระราชทานให้เจริญ พระเกียรติยศถึงได้ราชาฉัตร พระมหาอุปราชาได้ทรงฟังคำทำนายก็ไม่สังหรณ์ว่าพระราชบิดาจะมอบ เวนราชสมบัติพระราชทานให้เจริญพระเกียรติยศถึงได้ราชาฉัตร พระมหาอุปราชาได้ทรงฟังคำทำนาย ก็ไม่คลายระเวงภัย ตรงนี้ในลิลิตตะเลงพ่าย กรมสมเด็จพระปรมาคลายระเวงภัย ตรงนี้ในลิลิตตะเลง พ่าย กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงแต่งโคลงเป็นคำพระมหาอุปราชาครวญถึงพระบิดาน่าสงสาร ออกจากบ้านพนมทวนให้ยกพลมาตั้งประชุมทัพที่บ้านตะพังตรุเดี๋ยวนี้ก็ยังมีรอยค่ายเกลื่อน ไปในแถวนั้น สังเกตดูรอยค่ายดูเหมือนจะให้ทัพหน้ามาตั้งที่ตำบลบ้านโค่ง แล้วให้นายทหารชื่อ สมิง จอครานคนหนึ่ง สมิงเป่อคนหนึ่ง สมิงซ่าม่วนคนหนึ่ง คุมทหารม้าแยกย้ายกันไปสอดแนมว่าจะมี กองทัพไทยออกไปคอยต่อสู้ที่ไหนบ้างฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรพระชันษา ได้๓๗ ปี เสวยราชย์ได้ ๓ ปี ทรงประมาณการตั้งแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปเมื่อปีขาล ว่าคง จะว่างศึกหงสาวดีไปหลายปี เพราะข้าศึกเสียรี้พลพาหนะมาก คงจะต้องหากำลังเพิ่มเติมอยู่นานวัน ในปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้นหมายจะเสด็จไปตีเมืองละแวก ราชธานีของประเทศกัมพูชา ตัดกำลัง เขมร มิให้มาทำร้ายซ้ำเติมในเวลามีศึกหงสาวดีได้เหมือนแต่ก่อน จึงตรัสให้เกณฑ์คนเข้ากองทัพ จะยกไปในกลางเดือนยี่ แต่พอถึงเดือนอ้ายได้รับใบบอกเมืองกาญจนบุรี สืบได้ข่าวว่าเมืองหงสาวดี เตรียมกองทัพจะยกมาอีกในปีนั้น สมเด็จพระนรศวรก็ตรัสสั่งให้เร่งเรียกรี้พลพาหนะ และให้ย้ายที่ ประชุมทัพจากบางขวดในชานพระนคร ไปตั้งที่ทุ่งป่าโมกแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ อันอยู่ร่วมทางที่ ข้าศึกจะยกมาทั้งทางด่านพระเจดีย์สามองค์และทางเมืองเหนือ ตรัสสั่งให้หัวเมืองตามทางที่ข้าศึกจะ ยกมา เตรียมตัวให้ครอบครัวพลเมืองหลบไปอยู่เสียในป่า และให้พระยาราชบุรีจัดพลเป็นกองโจรแยก ย้ายกันไปซุ่มคอยตีตัดลำเลียงเสบียงอาหารและรื้อสะพานทำลายทางข้างหลังกองทัพข้าศึก และจัด กองทัพหน้าให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพ พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตรยกไปตั้งขัดตา ทัพรับข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอยแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี พอได้ข่าวว่าข้าศึกยกเข้ามาถึงเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จออกจากพระนครเมื่อวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือนยี่ ทรงเรือ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 47 ไปแวะทำพิธีตัดไม้ข่มนามที่ทุ่งลุมพลี แล้วเสด็จไปตั้งทัพชัย ณ ตำบลมะม่วงหวาน ใกล้ทุ่งป่าโมก พักจัดกระบวนทัพอยู่ ๓ วัน เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่ที่พลับพลาตำบลมะม่วงหวานนั้น คืนหนึ่งทรงพระสุบินไป ว่าน้ำท่วมมาแต่ทางทิศตะวันตก พระองค์ทรงลุยน้ำไปพบจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้ต่อสู้กัน ทรงประหาร จระเข้นั้นตายด้วยฝีพระหัตถ์ พระโหราธิบดีทูลพยากรณ์ว่าพระสุบินเป็นมงคลนิมิต เสด็จไปจะได้รบ กับข้าศึกถึงตัวต่อตัว และพระองค์จะมีชัยชนะ ก็ทรงยินดี ถึงเดือนยี่ขึ้น ๑๒ ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จยกกองทัพหลวงออก จากบ้านมะม่วงหวาน กองทัพไทยที่ยกไปครั้งนั้นมีจำนวนพล ๑00,000 คน เดินบกจากทุ่งป่าโมกไป ยังเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้ ข้ามลำแม่น้ำสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทองไปถึงที่ตั้งค่ายหลวงตำบลหนอง สาหร่ายใกล้ลำน้ำท่าคอยเมื่อขึ้น ๑๔ ค่ำเดือนยี่นั้น เมื่อก่อนเสด็จไปถึง คงตรัสสั่งให้กองทัพพระยาศรี ไสยณรงค์ซึ่งเป็นทัพหน้า รุกออกไปตั้งที่ตำบลดอนระฆัง รอยค่ายยังมีปรากฏอยู่ที่นั่น ฝ่ายกองทหารม้าของพวกหงสาวดีที่เที่ยวเล็ดลอดสอดแนมเข้ามาได้จนถึงบางกระทิงใกล้บ้าน ผักไห่ในแขวงจังหวัดพระนคร สืบรู้ว่าสมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปยังเมือง สุพรรณบุรีมีจำนวนพลราวแสนเศษ ก็รีบกลับไปทูลพระมหาอุปราชาซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลตะพังตรุ ห่างกับที่กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ตั้งอยู่ระยะทางเดินราววันหนึ่ง พระมหาอุปราชาทราบว่าจำนวน พลของสมเด็จพระนเรศวรที่ยกไปน้อยกว่า ปรึกษากับแม่ทัพนายกองผู้ใหญ่ เห็นว่าควรจะเอากำลัง มากเข้าทุ่มเทตีเสียให้แตกฉาน แล้วรีบติดตามตีกระหน่ำเข้าไปอย่าให้มีเวลาตั้งตัวต่อสู้ ก็เห็นจะได้ พระนครศรีอยุธยาโดยง่าย จึงให้ยกกองทัพออกจากตะพังตรุเห็นจะราวในวันกลางเดือนยี่ ใกล้ๆ กับ วันที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปถึงหนองสาหร่าย หมายจะมาตีกองทัพไทย ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเมื่อเสด็จไปถึงหนองสาหร่าย ทรงทราบว่ามีพวกทหารม้าข้าศึกมา สอดแนมอยู่ใกล้ ๆ ก็ทรงคาดว่าคงได้รบกับข้าศึกในวันสองวันนั้น เพราะทัพทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันนัก แล้ว จึงทรงจัดทัพเป็นกระบวนเบญจเสนา ๕ ทัพ ทัพที่ ๑ กองหน้า ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ พระยาพิชัยรณฤทธิเป็นปีกขวา พระยาวิชิตณรงค์เป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๒ กองเกียกกาย ให้พระยาเทพอรชุนเป็นนายทัพ พระยาพิชัยสงครามเป็นปีกขวา พระยารามกำแหงเป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๓ กองหลวง สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นจอมพลพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถราชอนุชา เจ้าพระยาเสนาเป็นปีกขวา เจ้าพระยาจักรีเป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๔ กองยกกระบัตร ให้พระยาพระคลังเป็นนายทัพ พระราชสงครามเป็นปีกขวา พระรามรณภพเป็นปีกซ้าย
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 48 ทัพที่ ๕ กองหลัง ให้พระยาท้ายน้ำเป็นนายทัพ หลวงหฤทัยเป็นปีกขวา หลวงอภัยสุรินทร์ เป็นปีกซ้าย พิเคราะห์ตามที่ปรากฎในหนังสือพงศาวดาร ดูเหมือนการรบครั้งนี้แต่แรกสมเด็จพระนเรศวร ตั้งพระราชหฤทัยจะตั้งรับให้ข้าศึกตีก่อน เพราะทรงทราบว่าข้าศึกมีกำลังมากกว่ากองทัพไทยที่ยกไป ครั้นวันแรมค่ำ ๑ เดือนยี่ พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่าให้ไปสอดแนมเห็นข้าศึกยกกองทัพ ใหญ่พ้นบ้านจระเข้สามพันมาแล้วจึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวงเตรียมตัวรบในวันรุ่งขึ้นแรม ๒ ค่ำเดือน แล้วสั่งไปยังพระยาศรีไสยณรงค์ว่าให้ลาดตระเวนดู พอรู้ว่ากระบวนข้าศึกยกมาอย่างไรแล้วให้ถอยมา ผังภาพแสดงการเคลื่อนที่เข้าหากันของไทยกับพม่าในมหายุทธสงครามยุทธหัตถี พ.ศ. ๒๑๓๕
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 49 การเสด็จบวงสรวงองค์พระเจดีย์ของรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เรื่องพระเจดีย์ยุทธ หัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี ซึ่งได้กล่าวถึงตอนการค้นพบและ บูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ยุทธหัตถีในสมัยของรัชกาลที่ 6 ดังต่อไปนี้ เหตุที่จะพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีนั้นก็อยู่ข้างแปลกประหลาด ดูเหมือนจะเป็นในปีแรก รัชกาลที่ ๖ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาลลักษมณ์) เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ช่วยเที่ยว หาหนังสือไทยฉบับเขียนของเก่าอันกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมืองให้หอพระสมุดสำหรับพระนคร วันหนึ่งไปเห็นยายแก่ที่บ้านแห่งหนึ่งกำลังรวบรวมเอาสมุดไทยลงใส่กระชุถามว่าจะเอาไปไหน แกบอกว่าจะเอาไปเผาไฟทำสมุกสำหรับลงรัก พระยาปริยัติฯ ขออ่านดูหนังสือในสมุดเหล่านั้น เห็น เป็นหนังสือเรื่องพงศาวดารอยู่เล่มหนึ่ง จึงขอยายแก่เอามาส่งให้ฉันที่หอพระสมุดฯ ฉันเห็นเป็นสมุด ของเก่าเขียนตัวบรรจงด้วยเส้นรง (มิใช่หรดาลที่ชอบใช้กันในชั้นหลัง) พอเปิดออกอ่านก็ประหลาดใจ ด้วยขึ้นต้นมีบานแพนกว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชตรัสสั่งให้รวบรวมจดหมายเหตุต่างๆ แต่ง หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนั้น เมื่อ ณ วันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอก จุลศักราช ๑๐๔๒ (พ.ศ. ๒๒๒๓) แปลกกับหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ ที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ ฉันจึงให้เรียกว่า “พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ” เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ผู้ได้มา ต่อมาฉันอ่านหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ เทียบกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม สังเกตได้ว่าฉบับหลวงประเสริฐฯ แต่งก่อน ผู้แต่งฉบับพิมพ์ 2 เล่ม คัดเอาความไปลงตรงๆ คำก็มี เอา ความไปแต่งเพิ่มเติมให้พิสดารขึ้นก็มี แก้ศักราชคลาดเคลื่อนไปกี่มี แต่งแทรกลงใหม่ก็มี บางแห่งเรื่อง ที่กล่าวในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ แตกต่างกันกับที่กล่าวในฉบับพิมพ์ ๒ เล่มก็มี เมื่อฉันอ่าน ไปถึงตอนสมเด็จพระนเรศวรฯ ชนช้าง เห็นในฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่าพระมหาอุปราชามาตั้งประชุม ทัพอยู่ที่ตำบลตระพังตรุ แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ แรม ๒ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๙๕๔ (พ.ศ. ๒๑๓๕) พอเห็นอย่างนั้นฉันนึกขึ้นว่าได้เค้าจะค้น พระเจดีย์ยุทธหัตถีอีกแล้ว รอจนพระยาสุพรรณฯ (อี้ กรรณสูตร ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาสุนทรบุรีฯ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี) เข้ามากรุงเทพฯ ฉันเล่าเรื่องพระเจดีย์ยุทธหัตถีให้ฟัง แล้วสั่งให้ไป สืบดูว่าตำบลชื่อหนองสาหร่ายในแขวงเมืองสุพรรณฯ ยังมีหรือไม่ ถ้ามีให้พระยาสุพรรณฯ ออกไปเอง ถึงตำบลนั้น สืบถามดูว่ามีพระเจดีย์โบราณอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งแห่งใดบ้าง พระยาสุพรรณฯ ออกไปสืบอยู่ไม่ถึงเดือนก็มีรายงานบอกมาว่าตำบลหนองสาหร่ายนั้น ยังมีอยู่ใกล้กับลำน้ำท่าคอย ทางทิศตะวันตกเมืองสุพรรณฯ (คือลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจระเข้สามพัน ที่ตั้งเมืองอู่ทองนั่นเอง แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล) พระยาสุพรรณฯได้ออกไปที่ตำบลนั้น สืบถามถึงพระ เจดีย์โบราณ พวกชาวบ้านบอกว่ามีอยู่ในป่าตรงที่เรียกกันว่า “ดอนพระเจดีย์” องค์หนึ่ง พระยา สุพรรณฯ ถามต่อไปว่าเป็นพระเจดีย์ของใครสร้างไว้ รู้หรือไม่พวกชาวบ้านตอบว่าไม่รู้ว่าใครสร้าง เป็น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 50 แต่ผู้หลักผู้ใหญ่บอกเล่าสืบมาว่า “พระนเรศวรฯ กับพระนารายณ์ชนช้างกันที่ตรงนั้น” ก็เป็นอันได้ เรื่องที่สั่งให้ไปสืบ พระยาสุพรรณฯ จึงให้พวกชาวบ้านพาไปยังดอนพระเจดีย์ เมื่อแรกไปถึงไม่เห็นมีพระเจดีย์อยู่ที่ไหน เพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมพระเจตีย์มิดหมดทั้ง องค์ จนผู้นำทางเข้าไปถางเป็นช่องให้มองดู จึงแลเห็นอิฐที่ก่อฐานรู้ว่าพระเจตีย์อยู่ตรงนั้น ถ้าไม่รู้จาก ชาวบ้านไปก่อน ถึงใครจะเดินผ่านไปใกล้ๆ ก็เห็นจะไม่รู้ว่ามีพระเจดีย์อยู่ตรงนั้น ฉันนึกว่าคงเป็น เพราะเหตุนั้นเอง จึงไม่รู้กันว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถียังมีอยู่ เลยหายไปกว่า ๑๐๐ ปี พระยาสุพรรณฯ ระดมคนให้ช่วยกันตัดต้นไม้ที่ปกคลุมออกหมด แล้วให้ช่างฉายรูปพระเจดีย์ส่งมาให้ฉันด้วยกันกับ รายงานสังเกตดูเป็นพระเจดีย์มีฐานทักษิณเป็น ๔ เหลี่ยม ๓ ชั้น ขนาดฐานทักษิณชั้นล่างกว้างราว ๘ วา แต่องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณชั้นที่ ๓ ขึ้นไปหักพังเสียหมดแล้ว รูปสัณฐานจะเป็นอย่างไรรู้ไม่ได้ ประมาณขนาดสูงของพระเจดีย์เมื่อยังบริบูรณ์เห็นจะราวเท่าๆ กับพระปรางค์ที่วัดราชบูรณะใน กรุงเทพฯ พอฉันเห็นรายงานกับรูปฉายที่พระยาสุพรรณฯ ส่งมาก็สิ้นสงสัย รู้ว่าพบพระเจดีย์ยุทธ หัตถีเป็นแน่แล้ว มีความยินดีแทบเนื้อเต้น รีบนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระปีติโสมนัสตรัสว่า พระเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมเกียรติของ เมืองไทยสำคัญอย่างยิ่งแห่งหนึ่งถึงอยู่ไกลไปลำบากก็จะเสด็จไปสักการบูชา จึงทรงพระราช อุตสาหะเสด็จไป เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ด้วยประการฉะนี้ ระยะทางเสด็จทางสถลมารคแต่เมืองนครปฐม ไปเมืองอู่ทองและเมืองสุพรรณบุรี ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีดังต่อไปนี้ วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม เสด็จจากพระราชวังสนามจันทร์ เมืองนครปฐม ประทับร้อนบ้านบางกระทุ่ม ระยะทาง ๓๙๓ เส้น ประทับแรมเมืองกำแพงแสนระยะทาง ๑๗๕ เส้น รวมระยะทาง ๕๖๘ เส้น วันพุธที่ ๒๑ มกราคม เสด็จจากเมืองกำแพงแสน ประทับร้อนหนองตัดสาก ระยะทาง ๔๐๑ เส้น ประทับแรม บ้านบ่อสุพรรณ ระยะทาง ๓๐๕ เส้น รวมระยะทาง ๗๐๖ เส้น วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม พักที่บ้านบ่อสุพรรณ วัน ๑ วันศุกร์ที่ ๒๓ มกราคม เสด็จจากบ้านบ่อสุพรรณ ประทับร้อนบ้านตระพังตรุ ระยะทาง ๑๒๕ เส้น ประทับแรม บ้านดอนมะขาม ระยะทาง ๒๗๔ เส้นรวมระยะทาง ๓๙๙ เส้น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 51 วันเสาร์ที่ ๒๔ มกราคม เสด็จจากบ้านดอนมะขาม ประทับร้อนบ้านจระเข้สามพัน ระยะทาง ๔๑๑ เส้น ประทับ แรมเมือง อู่ทอง ระยะทาง ๑๔๐ เส้น รวมระยะทาง ๕๕๑ เส้น วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม พักที่เมืองอู่ทอง วัน ๑ วันจันทร์ที่ ๒๖ มกราคม เสด็จจากเมืองอู่ทอง ประทับร้อนห้วยด้วนระยะทาง ๑๙๐ เส้น ประทับแรมบ้านโข้ง ระยะทาง ๓๒๐ เส้น รวมระยะทาง ๕๑๐ เส้น วันอังคารที่ ๒๗ มกราคม เสด็จจากบ้านโข้ง ประทับร้อนดอนระฆัง ระยะทาง ๓๐๐ เส้น ประทับแรมดอนพระเจดีย์ ระยะทาง ๑๙๕ เส้น รวมระยะทาง ๔๙๕ เส้น วันพุธที่ ๒๘ มกราคม พักที่ดอนพระเจดีย์ วัน ๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม เสด็จกลับจากดอนพระเจดีย์ ประทับร้อนที่ดอนระฆัง ระยะทาง ๑๙๕ เสัน ประทับแรม บ้านโข้ง ระยะทาง ๓00 เส้น รวมระยะทาง ๔๙๕ เสัน วันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม เสด็จจากบ้านโข้ง ประทับรัอนหัวยด้วน ระยะทาง ๓๒๐ เล้น ประทับแรมเมืองอู่ทอง ระยะทาง ๑๙0 เส้น รวมระยะทาง ๕๑๐ เส้น วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม เสด็จจากเมืองอู่ทอง ประทับร้อนบ้านจระเข้สามพัน ระยะทาง ๑๔๐ เส้น ประทับแรม บ้านวังไซ ระยะทาง ๕๕๙ เส้น รวมระยะทาง ๕๙๙ เส้น วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ เสด็จจากบ้านวังไซ ประทับร้อนดอนตาเพชร ระยะทาง ๒๐๑ เส้น ประทับแรมบ้านทวน ระยะทาง ๒๐๕ เส้น รวมระยะทาง ๔o๖ เส้น วันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ เสด็จจากบ้านทวน ประทับร้อนบ้านหนองขาว ระยะทาง ๓๐๓ เส้น ประทับแรมเมือง กาญจนบุรี ระยะทาง ๓๐๕ เส้น รวมระยะทาง ๖๐๘ เส้น วันอังคารที่ ๓ กุมภาพันธ์ เสด็จทางชลมารคจากเมืองกาญจนบุรี ประทับแรมบ้านโป่ง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 52 การเสด็จไปสักการะบวงสรวงครั้งนี้ทรงเสด็จออกจากพระราชวังสนามจันทร์พร้อมด้วยเสือ ป่ารักษาพระองค์ กองหลวง กองราบ และกองผสม และลูกเสือโรงเรียนมหาดเล็กเสือป่า มณฑลนคร ชัยศรี และขบวนติดตามอื่นๆ รวม 400 คนเศษเพื่อเป็นการถวายสดุดีรำลึกแด่ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรอย่างสมพระเกียรติทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าทหารเสือป่าและลูกเสือใช้ คําว่า “ไชโย” เป็นครั้งแรกเนื่องในพระราชพิธีบวงสรวงและสังเวยดวงพระวิญญาณสมเด็จพระ นเรศวรมหาราช ณ เจดีย์ยุทธหัตถี อําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ซึ่งในวันนั้น เมื่อประกอบพระราชพิธีบวงสรวงเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสือป่าและลูกเสือเดินเวียนเทียนรอบเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อครบรอบแล้วต้นเสียงจะร้อง “โห่” นําและผู้รับจะร้องรับคําว่า “ฮิ้ว” ตาม แต่ปรากฏว่าร้องรับกัน ไม่พร้อมเพรียง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้คนทั้งหมดเข้าแถวหันหน้าสู่เจดีย์ ยุทธหัตถี แล้วมีกระแสพระราชดํารัสความว่า “ในวันอันเป็นมหามงคลฤกษ์ ที่เราเหล่านักรบทั้งหลาย ผู้สืบเชื้อสายต่อจากบรรพบุรุษ เผ่าไทยของเรา ได้มีโอกาสมาสู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเกียรติประวัตินี้ เราขอถือว่าเวลานี้ เสมือนเรา ทั้งหลายได้มาชุมนุมเพื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ที่มีคุณต่อชาติไทย ฉะนั้น เราจึงขอนําคําว่า มีชัยนี้มาใช้เป็นปฐมฤกษ์ บัดนี้ เราขอให้ ทุกท่านที่มาร่วมชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงเปล่งเสียงไชโยตามเราเป็นการกล่าวสดุดี จงพร้อมเพรียงกัน เถิด” เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ.คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์: ประวัติศาสตร์ไทยจะ เรียนจะสอนกันอย่างไร.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา กรมการศาสนา,2553. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน,พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2547.
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 53 หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕ เรื่อง มรดกทางภูมิปัญญาจากสงครามยุทธหัตถี สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มาตรฐานและตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็น ระบบ ม.4-6/2 สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างเป็น ระบบ สาระการเรียนรู้ 1. การอนุรักษณ์กระบี่กระบองศิลปะการป้องกันตัวของไทย 2. ชัยชนะจากการชนไก่สู่กีฬาพื้นบ้าน 3. พิธีกรรม ความเชื่อ การบวงสรวงและการบูชา 4. 18 มกราคม วันกองทัพไทย
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 54 การอนุรักษ์กระบี่กระบองศิลปะการป้องกันตัวของไทย ชาติไทยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน มีการต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินหลายครั้ง พระ บรมเดซานุภาพของพระมหากษัตริย์ ความกล้าหาญชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทย ได้ร่วมกันธำรง รักษาเอกราชและสร้างศักดิ์ศรีของชาติไทยด้วยภูมิปัญญามาตราบจนปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ไทย และคนไทยครั้งอดีตกาล ปกป้องรักษาชาติด้วยการต่อสู้ที่ใช้อาวุธ การ ต่อสู้ด้วยมือเปล่า วิชาการต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต เพื่อรักษาชาติ มีปรากฏสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งปฐม บรมมหากษัตริย์ อาวุธที่ใช้ต่อสู้ในสมัยโบราณนั้นมีหลายชนิด อาทิเช่น กระบี่ ดาบ โล่ เขน หอก แหลน หลาว ทวน พลอง ง้าว และอื่นๆ อีกหลายอย่างเท่าที่จะหาได้ และด้วยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ด้วยเหตุที่ชนชาติไทย ต้องต่อสู้เพื่อรักษาบ้านเมืองมาตั้งแต่ครั้งย้ายเมืองจากสุโขทัย มาจนถึง อาณาจักรศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ต้องฝึกฝนการสู้รบแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ด้วย ต้องรักษาชาติ รักษาแผ่นดิน คนไทยทุกคนทั้งชายหญิงศึกษาฝึกปรือการต่อสู้ทั้งด้วยมือเปล่าและการ ใช้อาวุธ เพื่อป้องกันการรุกราน ศาสตร์และศิลปะการต่อสู้ของไทยจึงปรากฏในจิตวิญญาณของคน ไทยทุกคน แม้บ้านเมืองสงบจากภาวะสงครามก็ยังคงศึกษาฝึกฝนศาสตร์และศิลปะการต่อสู้ไว้ ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อให้มีการฝึกซ้อมอาวุธเพื่อเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จึงเกิดกีฬาชนิดหนึ่งขึ้นมามีการ แข่งขัน โดยการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธที่จำลองมาจากอาวุธจริง และตั้งชื่อกีฬาชนิดนั้นว่า “กระบี่ กระบอง” กีฬากระบี่กระบองเป็นกีฬาที่จำลองการรบด้วยอาวุธไทยโบราณ โดยดัดแปลงนำหวายมา จำลองเป็นกระบี่ ดาบ ง้าว พลอง ฯลฯ นำหนังหรือหวายมาทำเป็น โล่ เขน ดั้ง ฯลฯ แล้วจัดมาตีเล่น กัน หรือแข่งข้นกันเป็นคู่ๆ เหมือนสู้กันในสนามรบ โดยการฝึกหัดเป็นฝ่ายรุก และฝ่ายรับ ฝ่ายใด พลาดท่าเสียทีก็ต้องเจ็บตัว เพราะผู้เล่นมิได้สวมเกราะป้องกันตัวแม้แต่น้อย จึงเป็นกีฬาที่ฝึกกายและ ใจอย่างดีเลิศ ปัจจุบันกระบี่กระบองได้กลายเป็นศิลปะการกีฬาประจำชาติไทยอย่างหนึ่ง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 55 ในการฝึกนี้จะยึดหลัก 3 ประการ คือ 1. อบรมน้ำใจให้กล้าหาญอยู่เสมอ ไม่ครั่นคร้ามต่อภยันตรายทั้งปวง 2. บำรุงกายบำรุงใจให้แข็งแกร่งมั่นคงอยู่เสมอ พร้อมที่จะเผชิญต่อดวามยากลำบากอัน เกี่ยวกับการรบได้ทุกเมื่อ 3. อบรมและฝึกฝนตนให้แม่นยำชำนาญในวิทยาการอันเกี่ยวกับการรบโดยเฉพาะ การเล่นกระบี่กระบอง ประกอบด้วย สนาม สนามกระบี่กระบองควรเป็นสนามพื้นราบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ 16 เมตร กว้างประมาณ 8 เมตร และถ้าอยู่ในร่มควรเป็นที่ว่างจากพื้นสนามขึ้นไปไม่น้อยกว่า 4 เมตร เครื่องกระบี่กระบอง 1. เครื่องไม้รำ ได้แก่เครื่องกระบี่กระบองซึ่งจำลองจากอาวุธจริง มุ่งเน้น ความงดงาม ทำขึ้นเพื่อไว้ใช้แสดงการรำ เพื่อแสดงความงามของเครื่องอาวุธ และท่ารำ 2. เครื่องไม้ตีได้แก่เครื่องกระบี่กระบองซึ่งจำลองจากอาวุธจริง โดยมากทำจาก หวาย เพื่อให้มีน้ำหนักพอเหมาะ มุ่งเน้นความเหนียวและแข็งแรงไม่แตกหักง่าย เพื่อใช้ในการตี หลังจากการแสดงรำไหว้ครู ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า เครื่องอาวุธที่ใช้ในการเล่นกระบี่กระบอง เป็นอาวุธที่จำลองมา จากอาวุธจริงทั้งสิ้น เครื่องกระบี่กระบองที่จะอธิบายต่อไปนี้ จะแยกเป็นลักษณะของอาวุธจริง ลักษณะ จำลองมาเป็นเครื่องไม้รำ และลักษณะจำลองมาเป็นเครื่องไม้ตี 1. กระบี่ กระบี่จริง มีลักษณะแบนตรง และปลายแหลม ยาวประมาณ 90 ซม. ทำด้วยเหล็ก ใช้สำหรับฟันและแทง น้ำหนักไม่สู้มาก พอเหมาะสำหรับถือมือเดียว โดยมากมักทำให้พอเหมาะกับ มือผู้ใช้เพื่อจะได้ใช้ได้คล่องและถนัดมือ กระบี่รำ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกระบี่จริง ยาวประมาณ 100 ซม. โดยมากตัว กระบี่ทำด้วยหวายเทศใหญ่กว่าหัวแม่มือเล็กน้อย ส่วนปลายเล็กเรียว และถักด้วยเชือกเส้นเล็กๆ โดยรอบ แล้วลงรักปิดทอง ด้ามถักและหุ้มด้วยกำมะหยี่ โกร่งทำด้วยหนังทึบทั้งแผ่นลงรักปิดทอง ซึ่ง เขียนลวดลายไทย เช่น ลายเทพพนม หรือลายลดน้ำ เป็นต้น กระบี่รำนี้บางทีเขาก็ทำด้วยไม้ แล้ว ประดับด้วยกระจกชิ้นเล็กๆ เป็นลวดลายตลอดอัน กระบี่ตี ทำเช่นเดียวกันกับกระบี่รำทุกประการ ส่วนตอนที่ถักและโกร่งทำด้วยรักโดย ตลอด การที่ทำด้วยหวายเทศนี้ก็เพราะหวายชนิดนี้เบาและเหนียวดีมากแต่ถ้าหวายเทศหาไม่ได้จริงๆ แล้วจะใช้หวายโปร่งแทนก็ได้ แต่ไม่ดีเท่า เพื่อให้กีฬานี้สนุกสนานเผ็ดร้อนยิ่งขึ้นจึงมีคณะ กระบี่กระบอง หลายคณะจัดทำกระบี่รบขึ้นเป็นพิเศษ คือ ตัว ด้าม และโกร่งยังคงเหมือนเดิม แต่ส่วนปลายของตัว กระบี่ต่อด้วยหนังควายที่ควั่นไว้เป็นเกลียวแล้วถักหุ้มด้วยเชือกเส้นเล็กๆ แล้วทาด้วยรัก ปลายกระบี่ก็ จะโอนอ่อนไปมาดุจแซ่ ผู้เล่นจะต้องตั้งรับให้ดี ถ้าผู้เล่นรับลึกให้ถูกตรงปลายหวายเข้า ปลายแส้ก็จะ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 56 ตวัดไปถูกตัว และถ้ารับตรงปลายแส้ แส้ก็จะรับไว้ไม่อยู่ จะหลุดเลื่อนไปโดนตัวจนได้ ผู้ที่จะเล่นแบบนี้ ต้องรู้จักอดทนต่อความเจ็บปวด 2. ดาบ ดาบจริง เป็นอาวุธใช้สำหรับฟันและแทง ตัวด้ามทำด้วยเหล็กอย่างดี มีรูปแบนและ โค้งตอนปลายเล็กน้อย โดยทั่ว ๆ ไปของดาบนั้นตอนโคนเล็กแล้วค่อยๆ ใหญ่ขึ้นตามลำดับตรงกลาง จะป่องและใหญ่แล้วค่อย ๆ เล็กลงจนปลายแหลม ยาวประมาณ 90 ชม. น้ำหนักส่วนมากไปตกอยู่ ตอนปลาย ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้เป็นการเพิ่มกำลังในเวลาฟัน ส่วนต่างๆ ของดาบก็มี ตัวดาบ กะบัง ดาบและฝักดาบ ดาบรำ มีลักษณะคล้ายดาบจริง แต่ปลายตัด ทำด้วยไม้เบาๆ แล้วลงรักปิดทองหรือ ประดับด้วยกระจกเล็กๆ เพื่อความสวยงาม ดาบตี มีลักษณะคล้ายดาบรำ แต่โดยมากมักทำด้วยหวายโปร่ง เพราะมีคุณสมบัติ พิเศษ คือเบาและเหนียว ไม่นิยมใช้หวายเทศ เพราะมีขนาดเล็กเกินไป 3. ง้าว ง้าวจริง เป็นอาวุธสำาหรับฟันและแทง ตัวง้าวทำด้วยเหล็กอย่างดี มีรูปแบนและโค้ง ตอนปลายเล็กน้อย ยาวประมาณ 220 ซม. ใช้ต่อสู้ในระยะไกลเพราะมีด้ามยาวมาก นอกจากจะใช้ ต่อสู้กันบนพื้นดินแล้ว เขามักสู้กันบนหลังช้าง ซึ่งเติมขอเข้าไปที่โคนตัวง้าวสำหรับใช้บังคับช้างที่เรา เรียกกันว่า “ของ้าว” ง้าวประกอบด้วย ตัวง่าว ด้ามง้าว และกะบังง้าว ง้าวรำ มีลักษณะเช่นเดียวกับง้าวจริง แต่ทำให้งดงามขึ้นง้าวตี คล้ายกับง้าวรำ ทำ ด้วยหวายโปร่ง ตัวง้าวโดยมากจะหุ้มด้วยผ้าหนาๆ หรือสักหลาด เพื่อมิให้เจ็บปวดมากในเวลาฟันถูก ผู้เล่น 4. พลองหรือสี่ศอก พลองจริง เป็นอาวุธใช้สำหรับตี เป็นท่อนกลมยาว 4 ตอก ใหญ่เท่ากันตลอดด้ามทำ ด้วยไม้หรือ โลหะก็มี เวลาใช้ให้จับตรงกลางแล้วใช้ดีได้ทั้ง 2 ด้าน พลองรำ ลักษณะคล้ายพลองจริง โดยมากทำด้วยรากไทรย้อย เพราะมีคุณสมบัติ ตรง เบา เหนียว เลือกเอาที่มีลายสวย ๆ ขัดให้ขึ้นเงา ตอนปลายหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่ ผ้ายกหรือผ้าแพร สวยๆ พลองตี ใช้รากไทรย้อยทำเช่นกัน แต่ไม่สวยเท่าไม้รำ ตอนปลายหุ้มด้วยสักหลาด 5. ดั้ง ดั้ง เป็นเครื่องป้องกันอาวุธชนิดหนึ่ง ใช้คู่กับดาบ ใช้ป้องกันเวลาข้าศึกฟันหรือแทง มาเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวๆ โด้ง กว้างประมาณ 15 ซม. ยาวประมาณ 100 ซม. ทำด้วยหนังสัตว์หรือ หวาย หรือไม้ปนกัน ประกอบด้วยตัวดั้งและมือถือ 6. เขน เป็นเครื่องป้องกันตัวใช้คู่กับดาบ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบนๆ ทำด้วยหนังดิบ ด้านนอกมักลงรักปิดทอง ทำลายสวยงาม ด้านในมีมือถือเช่นเดียวกับดั้ง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 57 7. โล่ห์ เป็นอาวุธป้องกันตัว มีลักษณะกลม ตรงกลางนูนคล้ายกะทะ ทำด้วยหนังสัตว์ดิบ หรือหวายสานหรือโลหะ ด้านในมีห่วงติดอยู่ 2 ห่วง ห่วงหนึ่งใช้สำหรับสอดแขนเข้าไป อีกห่วงหนึ่งใช้ สำหรับจับกำให้แน่น โล่ห์นี้ใช้คู่กับดาบ 8. ไม้สั้น ใช้สวมเข้ากับแขนท่อนปลายทั้งสองเวลาสู้กับพลอง เป็นท่อนไม้ไทรยาวประมาณ 45 ชม. กว้างและสูงประมาณ 7 ซม. ด้านในทำโค้งเพื่อติดแนบกับแขนท่อนปลายตั้งแต่มือขึ้นไปถึง ข้อศอก ถ้าผู้เล่นไม้สั้นมีฝีมือดีก็จะสามารถเอาชนะพลองได้ 9. เครื่องดนตรีประกอบการเล่น การมีเครื่องดนตรีประกอบการแสดงกระบี่กระบองและมวยไทยนี้ เราได้รับอิทธิพล มาจากพวกแขกชวา โดยพวกแขกชวาจะใช้เครื่องดนตรีบรรเลงประกอบการเล่น กริช หอกซัด และ มวย เครื่องดนตรีที่ใช้ก็มี “ปีชวาและกลองแขก” เท่านั้น เมื่อไทยเราเห็นดีจึงนำมาใช้บ้าง แต่ได้เพิ่ม ฉิ่งเข้าไป ซึ่งช่วยให้ดนตรีฟังสนุกสนานและเร้าใจขึ้น ฉะนั้นเครื่องดนตรีประกอบการเล่นกระบี่กระบองทั้งหมดจึงมี 1. ปีชวา 2. กลองแขกตัวผู้ (เสียงสูง) 3. กลองแขกตัวเมีย (เสียงต่ำ) ๔. ฉิ่งจับจังหวะ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 58 10. เครื่องแต่งกายของผู้เล่นกระบี่กระบอง ในสมัยโบราณ นักกระบี่กระบองแต่งตัวแบบนักรบ คือสวมเสื้อยันต์ ไม่มีแขนเสื้อ กางเกงขา กว้างยาวครึ่งน่อง ต่อมาในสมัยกลางเปลี่ยนจากกางเกงขากว้างมาเป็นนุ่งผ้าแบบเขมร ซึ่งไม่สะดวก แก่ผู้เล่นนัก เพราะเวลารำจะยกแข้งยกขาได้ไม่ถนัดนัก ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาแต่งกายแบบนักกีฬา ทั่วไป คือใส่กางเกงขาสั้นส่วนเสื้อนั้นจะมีแขนหรือไม่มีแขนก็ได้สิ่งสำคัญที่สุดในจำนวนเครื่องแต่งกาย ทั้งหมด ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้ คือ “มงคล”
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 59 มงคล คือสายสิญจน์เส้นเล็กๆ หลายเส้น มารวมขวั้นเป็นเส้นเดียว ใหญ่กว่าหัวแม่มือ เล็กน้อย ยาวพอขดรอบศีรษะของผู้ใหญ่ได้แล้วรวบปลายทั้งสองข้างเข้าไว้ด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อขดเข้า แล้วจะมีรูปร่างคล้ายไข่ เพื่อความมั่นคงถาวรเขามักหุ้มด้วยผ้าตลอดอัน โดยปล่อยปลายทั้ง 2 ยื่น ออกมาพอสมควรเหมือนไส้หัวเทียนขี้ผึ้ง มงคลนี้จะนำเข้าประกอบพิธีทางพุทธศาสนาก่อนที่จะสวม ให้ผู้เล่น ผู้เล่นกระบี่กระบองทุกคนจะสวมมงคลไว้บนศีรษะ เพื่อเป็นศิริมงคลและสร้างกำลังใจให้แก่ ตัวเอง บางคณะอาจารย์จะเป็นผู้สวมมงคลให้แก่นักกระบี่กระบอง ประวัติความเป็นมาของการเล่นกระบี่กระบอง จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของการเล่นกระบี่กระบองนี้ ไม่พบได้ว่าเริ่มมีมา เมื่อใด ใครเป็นผู้ริเริ่ม ท่านอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ปรมาจารย์กระบี่กระบอง ได้กล่าวไว้ เมื่อครั้งท่านเขียนตำรากระบี่กระบองว่า “เป็นที่น่าเสียดายมาก ที่ไม่สามารถสืบเอาความจริงมาอ้างอิงในที่นี้ได้ว่ากระบี่ กระบองนี้ได้เริ่มมีกันมาตั้งแต่ครั้งไหนและใครเป็นผู้ต้นคิด ได้พยามยามค้นคว้าจากหอพระสมุด แห่งชาตินานนักหนาแล้ว ก็ไม่สมประสงค์ ได้ไต่ถามท่านผู้ที่เป็นหนอนหนังสือก็ไม่ได้ความ จะพึ่งพา ท่านครูบาอาจารย์กระบี่กระบองรุ่นเก่าๆ ก็ไม่ได้เรื่องเพราะท่านเหล่านี่ได้เคยเรียนและได้เคยสอนแต่ ในทางปฏิบัติอย่างเดียว มิได้ห่วงใยในอันที่จะสั่งสอนในทางทฤษฎีเลย ฉะนั้นศิษย์จึงขาดความรู้ใน ด้านนี้กันเสียสิ้น แต่เนื่องด้วยไทยเราเป็นนักรบมาแต่โบราณกาล กระบี่กระบองซึ่งเป็นเกมของนักรบ ก็น่าจะได้ริเล่นกันเป็นเวลานานมาแล้ว” แต่ที่สามารถอ้างอิงได้ด้วยเอกสาร คงมีปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “อิเหนา” ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ความตอนหนึ่งว่า เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาทรงเพลิดเฉิดฉัน ตรัสแก่ระเด่นมนตรีพลัน วันนี้เราสุขสำราญ จะรำเล่นให้เป็นสถาพร ถวายกรเทวาในสถาน เจ้าจัดกิดาหยันอันชำนาญ กับทหารซวามลายู ให้รำโล่ห์ ดั้ง ทวนตี ตามกริชกระบี่เป็นคู่คู่ แต่ล้วนเจนจัดสันทัดครู จะได้ดูสำราญบานใจ และในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงสนพระทัย ในกีฬาการต่อสู้ และทรงศึกษาฝึกฝนทั้งมวยไทย และการใช้อาวุธชนิดต่างๆ จากที่ทรงโปรดในกีฬา ชนิดนี้จึงทรงสะท้อนไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “อิเหนา” ไว้เช่นกัน ความว่า เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาปรีเปรมเกษมสันต์ เห็นอิเหนาเข้ามาบังคมคัล จึงปราศัยไปพลันทันที ได้ยินเขาระบือลือเล่า ว่าเจ้าชำนาญการกระบี่ ท่าทางทำนองคล่องดี วันนี้จงรำให้น้าดู แล้วให้เสนากิดาหยัน จัดกันขึ้นตีทีละคู่ ทั้งโล่ห์ดั้งดาบเชลยมลายู จะได้ดูเล่นเป็นขวัญตา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 60 ต่อมาในรัซกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานกระบี่กระบอง เป็นพิเศษ ถึงกับโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ด้วยกันทรงหัดกระบี่กระบองจนครบ วง และเมื่อปีขาล พุทธศักราช 2409 เป็นปีที่กำหนดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชเป็นสามเณรตามพระราชประเพณี ครั้นเมื่อทรงผนวชแล้ว โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ แต่งพระองค์อย่างราชกุมารเพื่อเล่นกระบี่กระบองเป็นการสมโภชที่หน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม การเล่นกระบี่กระบองคงเริ่มฟักตัวเป็นการใหญ่ในแผ่นดินนี้เอง เพราะตามปรกติเมื่อพระ เจ้าอยู่หัวทรงโปรดกีฬาอะไร กีฬาชนิดนั้นก็ย่อมเจริญและเฟื่องฟู ประชาชนพลเมืองจึงให้ความสนใจ การเล่นกระบี่กระบองในยุคนี้ตามเจ้านายไปด้วย ฉะนั้น กระบี่กระบองจึงเล่นกันแพร่หลายในงาน สมโภชต่างๆ เช่น งานโกนจุก งานบวชนาค งานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า ฯลฯ เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 4 ทรงเล่นกระบี่กระบองเป็นกันหลายพระองค์ เช่นนี้ เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงกีฬาชนิดนี้เป็นในครั้งนั้นด้วย พระองค์เองเหมือนกัน เพราะตามหลักฐานปรากฏว่าพระองค์ได้เคยทรงศึกษาวิชามวย และวิชากระบี่ กระบอง ฟันดาบ กับหลวงมลโยธานุโยค ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเล่นกระบี่กระบองเป็นได้ ในรัชกาล ของพระองค์ จึงโปรดให้มีการตีกระบี่กระบองและซกมวยไทยหน้าพระที่นั่งในงานสมโภชอยู่เสมอ ทั้ง พระองค์ยังโปรดเสด็จทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลแก่ผู้ที่แสดงและแข็งขัน ฉะนั้นกระบี่ กระบองจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันมากมายในสมัยนั้น และอาจนับได้ว่าเป็นครั้งที่รุ่งเรืองที่สุดของการเล่น กระบี่กระบอง จนเกิดสำนักและคณะกระบี่กระบองขึ้นมากมาย ครั้นถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ ความครึกครื้นในการเล่นกระบี่กระบองลดน้อยลง ถึงแม้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงฝักใฝ่ในวิชานาฏศิลป์และทรงเข้าพระทัยในศิลปะของ วิชากระบี่กระบองก็ตาม แต่ก็ไม่ทรงโปรดปรานมากเท่ากับพระราชบิดาของพระองค์ แต่ถึงกระนั้นก็ ยังมีการจัดกีฬาชนิดนี้ขึ้นถวายเพื่อให้ทอดพระเนตรบ้างเป็นบางครั้งคราว เช่นในปีพุทธศักราช 2460 และปีพุทธศักราช 2462 กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการแสดงกระบี่กระบองขึ้นถวาย ทอดพระเนตร เนื่องในงานกรีฑาประจำปีที่สนามหน้าสามัคยาจารย์สมาคม และต่อมาในสมัยรัชกาล ที่ 7 กระบี่กระบองก็ค่อยๆ หมดไปๆ จนซบเซาลง จนเมื่อครั้งท่านอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้ฟื้นฟูศาสตร์กระบี่กระบองโดยบรรจุ วิซากระบี่กระบองไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนพลศึกษากลาง เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นการสืบทอดภูมิ ปัญญานี้ไว้ในระบบการศึกษา จนสามารถสืบทอดมาได้จนถึงปัจจุบัน ดังที่ท่านกล่าวในตำรากระบี่ กระบองของท่านไว้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้เล่าเรียนวิชานี้มาตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กยังรักใคร่ในศิลปะ ชนิดนี้อยู่เสมอเมื่อยิ่งได้แลเห็นต่างชาติเขาภาคภูมิใจในศิลปะประจำชาติของเขาเช่น ชาติเยอรมัน และญี่ปุ่นเขายกย่อการฟันดาบของเขาว่าเป็นเลิศ พยายามสงวนและเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่โลก มากเพียงใดก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าจะบูชาวิชากระบี่กระบองของไทยไว้เหนือสิ่งใด ๆ มากขึ้นเพียงนั้น ใน โอกาสที่ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนพลศึกษากลาง ข้าพเจ้าได้ลองเริ่มสั่งสอนนักเรียนพล ศึกษากลางขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2478 ทดลองสอนอยู่ 1 ปี ได้ผลดีเป็นที่พึ่งพอใจของท่าน ผู้ใหญ่จึงได้กำหนดวิชากระบี่กระบองเข้าไว้ในหลักสูตรของประโยคผู้สอนพลศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2479
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 61 นับแต่นั้นมาได้มีผู้เล่าเรียนสำเร็จและสอบได้ นักเรียนพลศึกษาทั้ง 117 คนนี้ เมื่อเล่าเรียนสำเร็จวิชา ประโยคผู้สอนพลศึกษาแล้ว โดยมากก็ไปรับราชการเป็นครูสอนวิชาพลศึกษาอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่ว ประเทศ ได้พยายามนำวิชากระบี่กระบองไปเผยแพร่ได้มากต่อมากแล้ว รู้สึกว่าเป็นที่สนใจของ ประชาชนชาวไทยเป็นอันมากได้รับการต้อนรับเป็นอันดี ขณะนี้กำลังมีเพิ่มอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เต็มไป ด้วยความหวังว่า ศิลปะของชาติชิ้นนี้นอกจากจะไม่สูญหายไปเสียจากโลกแล้ว คงจะเจริญก้าวหน้า เอาไว้อวดหรือแสดงความเป็นมหาอำนาจได้อย่างหนึ่งในอนาคต” จากการศึกษาวิจัยของสุจิตรา สุคนธทรัพย์ เรื่อง การวิเคราะห์คุณลักษณะไทย คุณค่าและ กระบวนการถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย : กระบี่กระบอง ศึกษาคุณลักษณะไทยใน ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย พบลักษณะที่เป็นองค์รวมของคุณลักษณะ 2 ประการ คือ • ด้านคุณสมบัติส่วนตัว ประกอบด้วย ความกตัญญูกตเวทีที่พบได้ในแบบแผน การเรียน คือ การยกครู การไหว้ครูและความกตัญญูกตเวที ที่พบได้ในแบบแผนการ แสดง คือ การแสดงการถวายบังคมเพื่อถวายความจงรักภักดีในพระมหากษัตริย์ (เข้าใจว่าคงสืบเนื่องมาจากในครั้งก่อนการแสดงกระบี่กระบองจะแสดงถวายหน้า พระที่นั่ง เพื่อการทอดพระเนตร) และเพื่อรำลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ การแสดงรำ ไหว้ครู ความวิริยะ หมายถึงความบากบั่นพากเพียร ความกล้าหาญ อันเป็น คุณสมบัติสำคัญของผู้ศึกษาวิชากระบี่กระบอง ซึ่งพบได้จากแผนการเรียน ขันติหมายถึงความอดทนและเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง • ด้านการดำเนินชีวิต ประกอบด้วยความสามัคคีและมีพรหมวิหารสี่ และพบคุณค่า ในกระบี่กระบอง ประกอบด้วย คุณค่าในตัววิชา คือ ใช้ในการแสดงการต่อสู้ป้องกันตัว คุณค่าในตัวผู้เรียน คือ ทำให้เกิดความภูมิใจในความเป็นไทย รักชาติ มีสติ มีไหวพริบมีสมรรถภาพทางจิตและสมรรถภาพทางกายดี คุณค่าในสังคม คือ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ทำให้เกิดความมี วินัยในสังคม และ การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน นอกจากนี้ยังแสดงคุณค่าในเชิงคุณวิทยา ได้แก่ คุณค่าทางจริยะ หรือการปฏิบัติตน ในสังคมและคุณค่าทางสุนทรียะ ได้แก่ ความงามในส่วนของเครื่องอาวุธ ท่วงท่าแสดง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 62 วิดีทัศน์การแสดง กระบี่กระบอง พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของนักเรียนโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี (ที่มา: https://fb.watch/iWGqd0ulaX/) ชัยชนะจากการชนไก่สู่กีฬาพื้นบ้าน ไก่ชน คือไก่สายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งไก่พื้นเมืองอาจมีการแบ่งเป็นประเภททั่วไปได้ 2 ลักษณะ คือ การเลี้ยงไว้เพื่อประกวดการต่อสู้และความสวยงาม กับการเลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคเนื้อเป็นอาหาร ไก่ชนไทยเป็นสัตว์เลี้ยงที่ผูกพันกับสังคมทุกชนชั้นมาแต่โบราณ สำหรับไก่ชนของกษัตริย์นั้นยังไม่มีการพบประวัติว่าได้รับพระราชทานยศฐาบรรดาศักดิ์ เช่นเดียวกับช้างก็ตาม แต่ไก่ชนเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสดงถึงศักดิ์ศรีที่ควรหวงแหน เพราะเรื่องราวใน วรรณคดีไทยก็ปรากฏอยู่แล้วบ้าง และตำนานวีรกษัตริย์ในที่ต่างๆ ก็ปรากฏแม้แต่คัมภีร์ในทางศาสนา ก็มีและพบเรื่องราวของไก่ชนที่บอกถึงความนิยมของการประกวดการต่อสู้ของไก่พื้นเมืองสายพันธุ์ ต่างๆ ในภูมิภาคต่างๆ การชนไก่ (บ้างเรียกตีไก่) เป็นกีฬาที่มนุษย์คิดขึ้น โดยใช้สัตว์เป็นตัวแทนของตนในการ แข่งขันต่อสู้ จนเป็นที่นิยมกันทั่วไป และก็เหมือนกีฬาประเภทอื่นๆ ที่บางครั้งก็มีเรื่องของการเดิมพัน, การพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการสันนิษฐานว่าคนไทยรู้จักการชนไก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคง อ้างอิงจากเรื่องเล่าไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรที่ว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นตัวประกัน อยู่ที่กรุงหงสาวดี เคยชนไก่ชนะพระมหาอุปราชา จนเกิดการปะทะคารมระหว่างทั้ง 2 พระองค์ขึ้น ในตำราสมุดข่อยโบราณระบุไว้ว่า ไก่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำไปตีกับไก่เหลือง ดอกหมากหางดำของมังสามเกียดหรือมังกะยอชะวามหาอุปราชา หลานหลวงพระเจ้าบุเรงนองใน พม่า เมื่อครั้งที่พระองค์ต้องไปประทับอยู่พม่าด้วยเหตุเพราะทรงขันอาสาไปเป็นตัวประกันนั้น เป็นไก่ สายพันธุ์เหลืองหางขาว ที่มีถิ่นกำเนิดจากตำบลบ้านกร่าง (ชื่อเดิมบ้านหัวเท) อำเภอเมือง จังหวัด พิษณุโลก ซึ่งเป็นเมืองพระราชบิดาของพระองค์ผลการตีไก่ครั้งนั้นปรากฏว่า ไก่พระมหาอุปราชา คอหักดิ้นพรวดพราดพ่ายแพ้แก่ไก่เหลืองหางขาวของสมเด็จพระนเรศวร ทำให้พระมหาอุปราชาทรง อับอาย กล่าวแก้ว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ” สมเด็จพระนเรศวรได้กล่าวโต้ไปทันทีว่า “ไก่เชลย ตัวนี้อย่าว่าแต่จะดีกันอย่างกีฬาในวังเหมือนวันนี้เลยตีพนันเอาเมืองกันยังได้” ต่างองค์ต่างไม่พอ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 63 พระทัยในคำตรัส จากพระดำรัสในวันนั้น (พ.ศ. 2121) ทำให้พระมหาอุปราชาตระหนักได้ว่าสมเด็จ พระนเรศวรทรงเป็นอันตรายต่อประเทศพม่าแน่ถ้าปล่อยไว้ จึงคิดหาทางกำจัดตลอด และเมื่อความ ทราบถึงสมเด็จพระนเรศวร พระองค์จึงทรงประกาศอิสรภาพและกอบกู้เอกราชจากพม่า จะเห็นได้ว่า ไก่เหลืองหางขาวหรือที่ชาวบ้านหัวเทในอดีตเรียกว่าไก่เจ้าเลี้ยง มีส่วนช่วยกอบกู้บ้านเมือง ปัจจุบันยังมีภาพเขียนเก่าแก่แสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ที่วิหารวัด สุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวร ทรงเล่นชนไก่กับพระมหาอุปราช ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดสุวรรณดาราราม ด้วยเหตุแห่งความภูมิใจในสมบัติอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์ชาติไทย และมีความภูมิใจที่ได้ เรียกไก่สายพันธุ์นี้ว่า ไก่เหลืองหางขาวสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ ไก่ชนพระนเรศวร (Naresuan fighting cock) เมื่อกล่าวถึงไก่สกุลสูง และเป็นที่ยอมรับของผู้คนในวงการไก่ว่าเป็นยอด ไก่ชนต้องนึกถึงไก่สายพันธุ์เหลืองหางขาวสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยไก่สายพันธุ์นี้เป็นไก่ที่มี อุดมทัศนีย์ที่งคงามมีรูปร่างสูงระหงคอยาว กิริยาท่าทางสง่างาม ปราดเปรียว ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบท ใด ทั้งการยืน เดิน วิ่งหรือกระพือปีก ตลอดจนการขัน จะมีท่าทางระมัดระวังตัวตลอดเวลา กล่าวคือ เวลายืน ยืนเต็มเท้า ข้อเท้าตรง ปีกยก ปลายหางจรดพื้น เวลาเดินย่างเท้าชันและกำนิ้วทั้งหมด เวลา เหยียบเท้าจะแบนิ้วทั้งหมด การวิ่ง วิ่งด้วยปลายนิ้ว เป็นไก่ที่ชอบกระพือปีกตลอดเวลา และตีปีกแรง ขันเสียงดังกังวานกระชากกระชั้นทำให้เป็นที่เกรงกลัวต่อคู่ต่อสู้ เป็นไก่ชั้นเชิงแปดกระบวนท่า คือ ขี่ กอด ทับ มัด สาด เท้าบ่า หน้าคอ และม้าล่อ รวมทั้งการมีกระบวนเชิงหลอกล่อให้คู่ต่อสู้หลงทาง แล้วเข้าทำ ไก่สายพันธุ์เหลืองหางขาวมีอยู่ทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่ที่นับเป็นไก่เหลืองหางขาวของสมเด็จ พระนเรศวรมีเพียง 3 เฉดสี คือ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 64 1. สีเหลืองแก่ (สีทองคำ) เรียกเหลืองใหญ่พระเจ้า 5 พระองค์ เป็นพญาไก่สุดยอดของไก่ทั้ง ปวง 2. สีเหลืองอ่อน (สีทองทา) เรียกเหลืองรวกพระเจ้า 5 พระองค์ 3. สีเหลืองอ่อน (สีทองเปลว) เรียกเหลืองดอกโสนพระเจ้า 5 พระองค์ ที่เหลืออีก 3 สาย พันธุ์เข้าใจว่าเป็นไก่เหลืองหางขาวที่กลายพันธุ์มาจากไก่เหลืองหางขาวสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกอบด้วย - สายพันธ์เหลืองเถา เหมือนไก่เหลืองหางขาวพระเจ้า 5 พระองค์ ต่างกันตรง สร้อยคอหลังและขนปีก - ไก่เหลืองทับทิมสีเหลืองแก่ไม่มีจุดพระเจ้า 5 พระองค์ แต่มีจุดขาวอมเหลืองอยู่ที่ สร้อยคอและสร้อยปีกของไก่เป็นสีลายคล้ายสีทับทิม - ไก่เหลืองธรรมดา ไม่มีจุดพระเจ้า 5 พระองค์ สำหรับลักษณะที่ปรากฏที่นับเป็นลักษณะเด่นของไก่เหลืองหางขาวสมเด็จพระนเรศวร มหาราชนั้นนอกจากเป็นไก่ที่มีรูปร่างงดงามแล้ว ยังเป็นไก่มงคล ตามตำราโบราณเรียก ไก่พระเจ้า ๕ พระองค์ มงคล 9 ประการ มีอุดมทัศนีย์ที่พิเศษไปจากไก่เหลืองหางขาวอื่นๆ ลักษณะดังกล่าว ประกอบด้วย 1. มีหย่อมกระประแป้ง ขาวแซมดำ 5 หย่อม ที่หัว 1 หย่อม หัวปีก 2 หย่อม ข้อขา 2 หย่อม รวมเป็น 5 หย่อม ซึ่งตำราโบราณถือว่าเป็นหย่อมเทพรักษา จึงเรียกว่า พระเจ้า 5 พระองค์ 2. มีมงคล 9 ประการ เป็นไก่ที่มีทวารทั้ง 9 ขาวปลอด คือ มีปาก 1 จมูก 2 ตา 2 หู 2 ก้น 1 เพศ 1 รวมเป็น 9 เป็นสุดยอดของไก่มีมหาอุด และมงคล 9 ประการ 3. สีขนพื้นตัวล่างสีดำสนิท ส่วนสีขนส่วนที่เรียกว่าสร้อย ทั้งสร้อยคอ สร้อยปีก และสร้อย ระย้ามีสีเหลือง 4. หางจะดกเป็นฟ่อนขาว หางพัดจะมีจุดขาวทุกเส้น หางกะลวยคู่กลางจะขาวปลอด หางรับ อื่น ๆ สีขาวปลายดำ 5. หน้าแหลมเกลี้ยงเกลา และกลมกลึง แบบหน้านกยูง 6. หงอนมีสีแดงสดใส หงอนเล็ก หน้าหงอนบาง กลางหงอนสูง ท้ายหงอนปิดกอดรัด กระหม่อม ภาพไก่เหลืองหางขาวสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ ไก่ชนพระนเรศวร
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 65 สื่อวิดีทัศน์เกี่ยวกับไก่เหลืองหางขาวสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรื่อง สารคดีจารึกรอยไทย ตอน ไก่ชนพระนเรศวร (ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=W8CQH5iRdsQ) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีการเลี้ยงไก่เหลืองหางขาวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันมาก ขึ้นด้วยเหตุผลต่างกัน ส่วนใหญ่เป็นการทำฟาร์มเพื่อเศรษฐกิจเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดและ ราคาสูงมาก แต่เนื่องด้วยผู้เลี้ยงขาดความรู้ เรื่องการผสมพันธุ์ให้ลักษณะที่ดีคงอยู่ หรือบางครั้งปล่อย ให้มีการผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้ไก่เหลืองหางขาวพระเจ้า 5 พระองค์มงคล 9 ประการเกือบสูญพันธุ์ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองขึ้น เพื่อดึงสายพันธุ์กลับมา ในปัจจุบันยังมีการจัดประกวดไก่พื้นเมืองในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย เพื่อให้การอนุรักษ์ สายพันธุ์ไก่ชนที่ดีให้คงอยู่และยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน รวมถึงเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความ หวงแหนในสมบัติอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้สายพันธุ์ไก่เหลืองหางขาว 5 พระองค์ มงคล 9 ประการ ให้คงอยู่คู่เมืองสังคมไทยตลอดไป ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างการจัดประกวดไก่พื้นเมืองที่จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อส่งเสริมให้ชุมชน ร่วมกันอนุรักษ์ไก่พื้นเมือง สร้างรายได้ให้กับชุมชนและตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2560 โดยมีนายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ.สุพรรณบุรีและนายวิทยา บุณยพัชรินทร์ ประธานจัดงาน พร้อมด้วยนายจุมพฎ หิรัญรัตนากร นายกเทศมนตรีตำบลเดิมบาง ร่วมแถลงข่าวการ ประกวดไก่พื้นเมือง ที่ลานพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยนายบุญชู จันทร์สุวรรณ กล่าวว่า การเลี้ยงไก่เป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนมีรายได้ โดยไก่ของไทยได้รับความสนใจจากต่างประเทศ มีการนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของไทยไปเลี้ยงและนำ กลับมาประกวด นอกจากนี้ การเลี้ยงไก่ไทยพื้นเมืองถือเป็นเรื่องของการเลี้ยงเพื่อเสริมดวง เสริมโชค วาสนา บางรายเลี้ยงสะสมคล้ายกับการเลี้ยงปลาสวยงามของญี่ปุ่น ขณะที่นายวิทยา บุณยพัชรินทร์ กล่าวว่า การส่งเสริมเกษตรกรหรือชาวบ้านหันมาสนใจการ เลี้ยงไก่สวยงาม ท้องถิ่นพร้อมให้การสนับสนุนมอบพันธุ์ไก่ให้ชาวบ้านนำกลับไปเลี้ยง ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีถึง 14 สายพันธุ์โดยเฉพาะไก่เหลือหางขาว หรือไก่สมเด็จพระนเรศวร เป็นการ ประกาศศักดาให้คนรุ่นใหม่ทราบประวัติความเป็นมาและขอย้ำว่าการเลี้ยงไก่สวยงาม มิใช่การเลี้ยง เพื่อตีกัน แต่ทำเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 66 ภาพการประกวดไก่พื้นเมือง ที่ลานพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี พิธีกรรม ความเชื่อ การบวงสรวงและการบูชา พลังอันเข้มแข็ง...ด้วยจิตศรัทธาต่อองค์ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” มิใช่แค่ช่วงใด ช่วงหนึ่งเท่านั้น หากแต่มีการสืบสานกันมายาวนานกว่า 4 ศตวรรษ จะเห็นได้ตามชายแดนไม่ว่าจะ เป็นด้านทิศใดก็มี “อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ” ประดิษฐานให้สักการะเป็นขวัญและกำลังใจแก่ เจ้าหน้าที่ผู้รักษาอธิปไตยของชาติ หรือแม้แต่ตามศาสนสถานทั่วๆไปก็ยังสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระ นเรศวรฯ เพื่อรวมศรัทธาสามัคคีจิตให้เป็นพลังสู่ความสำเร็จ อย่างเช่น อุทยานพระพิฆเนศนครนายก นอกจากองค์พระพิฆเนศเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ตั้งเด่นเป็นประธานอุทยานฯแล้วยังมีอนุสาวรีย์ 3 มหาราช คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ (ต้นราชวงศ์จักรี) สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ (กู้เอกราชครั้งที่ 2) และ สมเด็จพระนเรศวรฯ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 67 กล่าวกันว่า “องค์พระนเรศวรฯ” นั้นมีพลังอันศักดิ์สิทธิ์ในด้านความรักและสามัคคี หากมีไว้ กราบไหว้บูชาในแต่ละบ้านจะเป็นการเตือนสติในพลังความรักชาติ ความสามัคคีของคนในชาติเป็น อย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ชะงัดนักแต่ก็จะช่วยบรรเทาผ่อนหนักให้เป็นเบาคลี่คลายลงไปได้ไม่มากก็น้อย สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีความเชื่อความศรัทธาต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็จะมากราบ ไหว้ ขอพร หรือขอพระราชทานสิ่งต่างๆ ตามที่ตนได้ประสงค์ไว้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1. “ขอพระราชทาน (ขอให้ขายที่ดินได้สำเร็จ)” อาชีพ - ข้าราชการเกษียณอายุ จุดประสงค์ - แก้บนเรื่องขายที่ดินสำเร็จตามคำขอ (บนคือขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย) ก่อน เพลวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ คุณทองมั่น ยอดบัวขาว วัย ๖๗ ปี อดีตข้าราชการระดับ กรม ชลประทานประจำอยู่เขื่อนเพชรบุรีในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีแยกมาจากเชขื่อนแก่ง กระจาน ซึ่งเกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ พร้อมคุณนวลลออง ภรรยาวัยใกล้เคียงกันและบุตรหลานได้ เดินทางเข้ามายังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหนึ่งก็ช่วยกันจัดเรียงเครื่องหรือ สิ่งของไหว้บวงสรวงบนโต๊ะประกอบด้วยหมู่ ๒ ตัว (หัวและอื่นๆ ), ไก่ต้ม ๒ ตัว, และเหล้าขาว ๒ ไห เป็นที่เรียบร้อย คุณทองมั่นจึงจุดธูป ๙ ดอก กล่าวคำขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องบวงสรวง แก่พ่อสมเด็จ เสร็จสิ้นก็ว่าจ้าง “ทิดกบ” ซึ่งเป็นผู้รับจ้างจัดการแสดงดีไก่ชนดังได้เคยเสนอเรื่องใน หนังสือ “พระเจดีย์ยุทธหัตถี ดอนเจดีย์ ๒” ปีก่อนให้เตรียมไก่ ๒ คู่และสังเวียนเอาไว้ใกล้กับโต๊ะที่ จัดวางของดังกล่าว เมื่อคุณทองมั่นได้จุดธูปกล่าวคำถวายการแสดงดีไก่ชน ๒ คู่ เป็นไก่ไทยกับพม่าคู่ หนึ่งแลเป็นไก่ไทยกับไทยคู่หนึ่งเพื่อพระองค์ทอดพระเนตรแล้วความรู้สึกสบายใจจึงแสดงออกมาบน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสทันทีแต่ทว่าไก่ทั้งคู่จะตีกันได้สำเร็จก็ต้องตั้งสังเวียนหลายครั้งเพราะว่าเจ้า หลานชายตัวบึก อ่านออกเสียงว่า “บึ้ก” ล้มสังเวียนจะเข้าไปตีด้วยไก่ชน โดยทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป ตามที่ท่านได้กราบบังคมทูลพระกรุณา (บอก) บนกับพ่อสมเด็จไว้ทุกประการ ในระหว่างการนั่งรอคอยธูปไหม้ไฟหมดอยู่นั้น คุณทองมั่น จึงบอกเล่าเรื่องราวสั้นๆ ให้ว่า ท่านเกิดและโตอยู่บ้านใกล้กับวัดวังน้ำเย็น ต.มะขามล้ม อ. สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี จบชั้น ม.ศ. ๖ (เทียบเท่า ปวช. ปัจจุบัน) จากโรงเรียนการช่างสุพรรณบุรี หรือโรงเรียนเทคนิค (วิทยาลัยเทคนิคฯ ปัจจุบัน) สอบบรรจุเข้ารับราชการชั้นจัตวาในกรมชลประทานประจำเขตเพชรบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ และได้ศึกษาอบรมเพิ่มเติมอีกภายหลังซึ่งท่านได้รับราชการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาฯ มาตลอดเกือบ ๒6 ปี โดยเแต่งงานมีลูก ๔ คน ซึ่งเติบโตกันหมดแล้ว จนกระทั่งเกษียณอายุ ต่อมา ท่านคิดว่าจะขายที่สวน ๑๖ ไร่ เขต อ.ชะอำ (โบราณเรียกว่า ชำอำ หรือ ชะอาน) จ.เพชรบุรี เนื่องจาก อยากจะพักผ่อนใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านพัก ต. เขาใหญ่ ใกล้กันพอดีมีสหายผู้หนึ่งแนะนำให้มากราบ ไหว้ขอพระราชทาน (ขอ) กับพ่อสมเด็จ ณ ดอนเจดีย์ ท่านจึงเดินทางมาขอบนดังกล่าวต่อมาประมาณ กลางปีพ.ศ. ๒๕๕๔ มีคนมาซื้อที่ดินทั้งหมดท่านได้รับเงินมาเป็นจำนวน ๕ ล้านบาท ครั้นเมื่อมีโอกาส พร้อมแล้วก็เดินทางจาก อ.ชะอำ มาแก้บนตามที่บอกกล่าวกับพ่อสมเด็จไว้ดังที่เห็นวันนี้ คุณทองมั่น พูดจบจึงขอตัวไปกราบบังคมทูลพระกรุณา (บอก) นำเอาสิ่งของที่ไหว้ถวายเสร็จแล้วไปดื่มกินเป็นสิริ มงคลต่อไปโดยก่อนที่ท่านจะขึ้นรถยนต์กลับได้กล่าวอีกว่า “ทุกวันนี้หลังจากกราบไหว้พระรัตนตรัย
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 68 แล้วก็จะกราบถวายบังคมพ่อสมเด็จแลในหลวงและ พระราชินีด้วยความเคารพศรัทธาแลจะ ปฏิบัติจนวันตาย อีกทั้งหากได้กลับมายังบ้าน อ.สองพี่น้องก็จะเดินทางมาอนุสรณ์ดอนเจดีย์อีก” ๒. “การขอพระราชทาน (ขอ) มากเกินไปจะไม่สำเร็จ” อาชีพ - รับจ้าง จุดประสงค์ - ไหว้สักการะและรำแก้บน เช้าวันหนึ่งในเดือนเมษายนปีก่อน มีสาวใหญ่ได้มานั่งพักอยู่บนระเบียงหินอ่อนด้านหน้า พระบรมรูปทรงช้างใกล้บันไดทางทิศใต้ด้วยใบหน้าสดชื่นในมือก็ถือพวงมาลัยดอกไม้สดและธูปเธอนั่ง นิ่งเฉย เนื่องจากขณะนั้นมีบรรดาผู้คนกำลังกราบไหว้สักการะพ่อสมเด็จอยู่หลายคนสักครู่หนึ่งจึงลุก ขึ้นไปจุดธูปและนั่งลงบนพื้นกราบไหว้ทูลเกล้าฯถวายพวงมาลัยเสร็จ ผู้เขียนจึงขออนุญาตสัมภาษณ์ และถ่ายรูปซึ่งเธอก็มิขัดข้องพร้อมกับบอกเล่าด้วยอาการยิ้มแย้มแลน้ำเสียงเสมือนผู้ชายเหน่อๆ ว่าเธอชื่อ “คุณน้ำค้าง” อายุ ๓๘ ปี อาชีพรับจ้างมีฐานะยากจน มิมีความรู้ พักอยู่ใน ต.ทะเลบก อ.ดอนเจดีย์ แต่งงานและมีลูกชายวัย ๑๖ ปีคนหนึ่งได้ทำงานแล้ว ตัวเธอนั้นยึดต่อพระพุทธศาสนาแล เคารพนับถือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ่อสมเด็จ) มากจึงมากราบไหว้ฯ ประจำครั้นตอนค่ำ วันที่ ๑๑ เมษายน เด็กหญิงวัยขวบหนึ่ง ซึ่งเธอรับจ้างแม่เด็กเลี้ยงดูเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมากะทันหันด้วย ความซุกซนตามภาษาเด็กน้อยโดยมีอาการมิสู้ดีจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลดอนเจดีย์ให้อยู่ในความดูแล ของแพทย์และพยาบาลทันที วันรุ่งขึ้นคุณน้ำค้างได้เดินทางมาดอนเจดีย์ซึ่งคราวนี้มิได้เข้าไปในโรงพยาบาล แต่มากราบ ไหว้พ่อสมเด็จขอพระราชทาน (ขอ)ให้เด็กหญิงดังกล่าวหายป่วยโดยเธอกราบบังคมทูลพระกรุณา (บอก) บนว่า “หากเด็กหายป่วยแล้วลูกจะขอถวายพวงมาลัยพวงหนึ่งและเดินรำวงรอบพระบรม รูปทรงช้าง ๓ รอบเจ้าคะ” พอกล่าวเสร็จก็เดินไปยังโรงพยาบาลซึ่งต่อมาอีกไม่กี่ชั่วโมงจึงได้รับ อนุญาตให้นำตัวเด็กหญิงผู้นั้นออกจากโรงพยาบาลโดยเด็กมีอาการดีขึ้นมากผิดกับคืนก่อนหน้ามือเป็น หลังมือและเมื่อจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นจำนวนไม่มากแล้วก็นำเด็กกลับบ้านทะเลบกอย่าง หมดความกังวลใจ ซึ่งขณะนั่งรถผ่านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้วางเด็ก ลงที่ตักแลยกมือทั้งสองขึ้นพนมไหว้พ่อสมเด็จด้วยความศรัทธา อีก ๖ วันต่อมาเมื่อเด็กหายป่วยเป็นปกติแล้วเธอจึงเดินทางมากราบไหว้แก้บนดังกล่าวโดย คำพูดของเธอต่อไปนี้ทำเอาผู้เขียนต้องบันทึกจดจำไว้เพราะว่าเสมือนความคิดตนเองกล่าวคือ หลังจากเธอได้ลงจากบันไดมาเดินรำวงแบบไม่มีเสียงเพลงทักขิณาวัฏรอบพระบรมรูปทรงช้างครบ ๓ รอบ ท่ามกลางสายตาผู้คนหลายคู่แล้วเธอก็มานั่งพักบนระเบียงและบอกทิ้งท้ายด้วยเสียงเหน่อๆ คล้ายผู้ชายว่า “วาจาคนเรามีสัจจะ มีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อลั่นคำไหน? ก็ต้องคำนั้น บนเหล้าขวด หนึ่ง ก็ต้องขวดหนึ่ง ยามมาไหว้ขอเหมือนกันถวายพวงมาลัยพวงหนึ่งจะขอให้รวยเป็นหมื่นเป็น แสนแล้วท่าน (พระองค์) จะเอาที่ไหน มาให้กันนัก ขอมากเกินไปจะไม่สำเร็จ” ผู้เขียนฟังจบจึง บอกขอบคุณพร้อมทั้งกล่าวว่า “หากหนังสือเล่มนี้พิมพ์เสร็จจะนำไปให้ที่บ้านทะเลบกนะครับ” จากนั้นก็หันหลังเดินออกมาแต่ในใจอดคิดไม่ได้ว่าสงสัยอาจจะไม่ใช่คุณน้ำค้างกระมังเพราะมองหน้า ขณะนั้นเสมือนชายนักรบโบราณจัง
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 69 ๓. “จับคนร้ายตัวจริงได้สำเร็จ” อาชีพ - รับจ้าง จุดประสงค์ - แก้บนเมื่อพ้นจากข้อกล่าวหา เช้าวันที่ ๑ สิงหาคม ปีก่อนมีชายหญิงคู่หนึ่งขี่รถจักรยานยนต์มาจอดและถือสิ่งของ (เครื่อง) ไหว้ฯ มายังบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ่อสมเด็จ) พร้อมทั้งจัดวาง เครื่องไหว้ฯ เป็นไก่ต้ม ๓ ตัวและ เหล้าขาว ๓ ขวด บนโต๊ะหน้าพระบรมรูปทรงช้างจากนั้นฝ่ายชายก็ จุดธูป ๘ ดอก ไหว้ทูลเกล้าฯถวายสิ่งของดังกล่าวแด่พ่อสมเด็จโดยระหว่างการรอคอยเวลาถวายอยู่ นั้นผู้เขียนจึงขออนุญาตสัมภาษณ์ ทั้งคู่ก็ยินดีซึ่งทำให้ทราบว่าผู้ชายชื่อ “คุณแสงเมือง วงษ์สุวรรณ” อายุ ๔๐ ปีเศษ ภรรยาชื่อว่า “คุณแมว” อายุ ๓๐ ปีเศษ ทั้งคู่ประกอบอาชีพรับจ้างมีบ้านพักอยู่ใน เขต ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ได้มาไหว้แก้บนวันนี้เพราะว่าเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ตอน เช้าวันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบคนนั่งรถปิกอัพมาที่บ้านพร้อมทั้งแสดงหมายจับคดีอาญาในข้อหา ขับรถยนต์ชนคนตาย เขต อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทองและหลบหนีการจับกุม เหตุเกิดเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๔ โดยระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า “นายแสงมือง วงศ์สุวรรณ” เมื่อเขาเจอหมายจับแบบนี้ก็ถึงกับอึ้งยืน นิ่งไปด้วยความตกใจหันมามองหน้าคนบ้าน (เมีย) ที่ยืนอยู่เคียงกัน คิดอยู่ในใจว่าตัวเรามิเคยขับ รถยนต์ไปชนใคร ตายและเรื่องก็เกิดมาถึง ๒๑ ปีแล้วตอนปีนั้นทำงานอยู่แถวๆ นี้มีพยานยืนยันต้อง เกิดมีความสับสนเป็นแน่เพราะว่าเคยไปทำบัตรประชาชนที่อำเภอปลัดเขา กดคอมพิวเตอร์ดูปรากฏ ว่ามีชื่อ “นายแสงมือง วงศ์สุวรรณ” หลายคนยังจำได้ดี ครั้นพอตั้งสติขึ้นได้แล้วจึงกล่าวปฏิเสธไปว่า “ตนเองบริสุทธิ์” พร้อมทั้งโทรศัพท์ติดต่อไปหากำนัน ต.หนองสาหร่าย ให้ช่วยมาเป็นพยานรับรอง ด้วย เมื่อกำนันเดินทางมาถึงก็เจรจาขอตัวเขาไว้ก่อนตามเหตุผลเรื่องชื่อดังกล่าวเพื่อให้ทางตำรวจ ตรวจสอบอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง หากพ้นกำหนดวันที่รับรองจะนำตัวไปส่งให้ที่สถานีตำรวจ ดอนเจดีย์ทันที โดยทางนายร้อยเวรก็ไม่ขัดข้องเพื่อให้ความยุดิธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือว่าที่จำเลย ตามหมายพร้อมทั้งทำบันทึกการจับกุมไว้ ต่อมาเมื่อตำรวจกลับไปแล้วเวลาเที่ยงวัน คุณแสงเมืองจึงจุดรูปกลางแจ้งยืนหันหน้าพนมมือ ไหว้ไปทางทิศพระเจดีย์ยุทธหัตถีและได้กราบบังคมทูลพระกรุณา (บอก) บนกับพ่อสมเด็จว่า “ขอให้ ตำรวจจับคนร้ายตัวจริงได้ในเร็ววันด้วยเทอญ ลูกจะขอถวายไก่ต้ม ๓ ตัว เหล้าขาว ๓ ขวด เป็น การแก้บน เพราะว่าลูกไม่ค่อยมีเงินทำมาหากินพอเลี้ยงครอบครัว หากไปเป็นความกับพวกขาอีก จะลำบากมากครับ” และแล้วคำอธิษฐานก็เป็นความจริงขึ้นมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองลพบุรี ประสานงานร่วมกับตำรวจดอนเจดีย์สามารถจับตัวนายแสงเมือง วงศ์สุวรรณ คนร้ายตัวจริงได้โดย บังเอิญอย่างมิน่าเชื่อ หลังจากที่เขาไหว้ฯ บนผ่านไปเพียง ๓ วัน ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เนื่องจาก ในประเทศไทยมีผู้ชายใช้ชื่อ “แสงเมือง วงศ์สุวรรณ” อยู่หลายคนนั่นเอง คุณแสงเมืองกล่าวให้ฟัง อย่างจริงจังโดยเรื่องนี้เป็นไปดังคำสอนของพ่อสมเด็จที่ว่า “จงมีความศรัทธา เมื่อศรัทธามากแล้วจะ กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ ที่ไหน? มีความศักดิ์สิทธิ์ที่นั่นจะเกิดปาฏิหาริย์” และก่อนจะจากกันขณะ ผู้เขียนกล่าวขอบคุณนั้นได้สังเกตเห็นว่าเขาคล้องเหรียญพ่อสมเด็จไว้ที่คอซึ่ง แบะเสื้อให้ผู้คนได้แล เห็นชัดเจนด้วยความศรัทธามาก
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 70 ๔. “ด้วยความศรัทธา” อาชีพ - ค้าขาย จุดประสงค์ - ไหว้สักการะประจำเดือน ต้นเดือนสิงหาคม ปีก่อน ในยามเช้ามีบรรดาผู้คนต่างเดินทางเข้ามากราบไหว้พ่อสมเด็จเป็น จำนวนไม่น้อยหนึ่งในจำนวนนี้คือ “คุณฉวีวรรณ แย้มพงษ์” และ “คุณเพ็ญสุข ล้อมวงศ์” วัย ๔0 ปี เศษ ทั้งคู่เป็นคนบ้านดอนเจดีย์ประกอบอาชีพค้าขายอาหารตามที่ผู้ซื้อจะสั่งอยู่ในบริเวณตลาดใกล้กับ เมืองไทยประกันชีวิตโดยทุก ๆ เดือนจะเดินทางมาขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายอาหารคาวหวาน แด่พระองค์แต่ช่วงนี้มิมีน้ำจัณฑ์เพราะว่าเป็นฤดูพรรษาตามคติแต่ครั้งโบราณซึ่งทุกครั้งจะกราบบังคม ทูลพระกรุณา (บอก) กับพระองค์ว่า “ขอให้ลูกโชคดี ทำมาค้าขึ้น” สังเกตว่าขณะจัดวางเครื่องไหว้ฯ ดังกล่าวจะไม่สวมรองเท้าแสดงถึงว่ามากด้วยความศรัทธาโดยได้รับการปลูกฝังมาจากบรรพบุรุษที่ ปฏิบัติเยี่ยงนั้น 18 มกราคม วันกองทัพไทย วันกองทัพไทย เป็นวันที่ระลึกในวาระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับ พระมหาอุปราชาของพม่า โดยถือเอา วันที่ 18 มกราคม ของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ตามการ คำนวณจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่ระบุว่า พระองค์กระทำยุทธหัตถี ในวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 954 คำนวณได้ ตรงกับวันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2135 (บางตำรา ว่า ปีพุทธศักราช 2136) เดิมกระทรวงกลาโหมได้กำหนดให้วันที่ 8 เมษายนของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ต่อมาในปี พุทธศักราช 2523 ได้เปลี่ยนโดยให้ถือเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทย ตามมติของ คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันกองทัพไทยและวัน สถาปนากระทรวงกลาโหม 13 มิถุนายน 2513 ต่อมาในภายหลัง ได้มีนักประวัติศาสตร์หลายท่าน ได้ตรวจสอบและพบว่าวันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ตรงกับวันที่ 25 มกราคม แต่ น่าจะตรงกับวันที่ 18 มกราคม ปีดังกล่าว ทางราชการยังคงถือเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพ ไทยต่อไป จนกระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ ตามที่ กระทรวงกลาโหมเสนอ ให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันกองทัพไทยจากวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี เป็น วันที่ 18 มกราคม ของทุกปี และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม (ตามประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย ลง 23 สิงหาคม 2549) ในปัจจุบัน วันที่ 18 จึงถือเป็น “วันยุทธหัตถี” “วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หรือ “วันกองทัพไทย” ประวัติวันกองทัพไทย ในปี พุทธศักราช 2135 พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสอง แสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวร ทรงทราบว่าพม่าจะยก ทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมก ไปสุพรรณบุรี ข้าม น้ำตรงท่าท้าวอู่ทอง และตั้งค่ายหลวง บริเวณหนองสาหร่าย เช้าของวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 71 ปีมะโรง พุทธศักราช 2135 สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือ ช้างมีงาที่ได้รับ การฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้ว หรือเคยผ่านสงครามชนช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างที่กำลัง ตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่า หลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์และ จาตุรงค์บาทเท่านั้นที่ติดตามไปทัน สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรง พระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าเท้าพระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึง กลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรง เห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึก จึงไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า “เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม ขอเชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกัน ให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภาย หน้าที่จะชนช้างอย่างเราไม่มีอีกแล้ว” พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่าพลายพัทธกอ เข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพชน พลายพัทธกอเสียหลักสมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะ ขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้าเมืองจาปะรีเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่าแพ้แน่แล้วจึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพหลวง ไทยตามมาช่วยทัน จึงรับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเลย พระแสงของ้าวที่สมเด็จพระนเรศวรทรงพระ ประหารพระมหาอุปราชาครั้งนั้น ได้นามต่อมาว่า “พระแสงแสนพลพ่าย” และพระมาลาที่ถูกฟัน ปรากฏนามว่า “พระมาลาเบี่ยง” นับเป็นเครื่องมงคลราชูปโภคมาจนบัดนี้ ส่วนช้างศึกที่ชนะก็ได้รับ พระราชทานชื่อว่า “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” สื่อวิดิทัศน์เรื่อง ตำนานวันกองทัพไทย (ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=vP9W92XTThM)
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 72 เอกสารอ้างอิง เกรียงไกร ก่อเกียรติตระกูล. อนุรักษ์ไก่พื้นเมือง อุดมทัศนีย์ สร้างอาชีพสร้างรายได้ชุมชน. เข้าถึง เมื่อ 7 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จาก https://chonnabotnews.blogspot.com/2017/09/blog-post_29.html?m=1 คนไกล วงนอก. ชนไก่ กีฬาพื้นบ้านที่เล่ากันว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงชนะพระมหาอุปราช. เข้าถึง เมื่อ 7 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จาก https://www.silpamag.com/history/article_61300 ดาวัลย์ ฉิมภู่. ไก่สายพันธุ์เหลืองหางขววสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. เข้าถึงเมื่อ 6 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จากhttps://ph01.tcithaijo.org/index.php/psru/article/view/17397/15628 บุปผา ปลื้มสำราญ. กระบี่กระบองศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย-ภูมิปัญญาไทยคู่ชาติไทย. เข้าถึงเมื่อ 6 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จาก http://kidsd.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1760/8/chapter9.pdf เพิ่มผล ศิริศักดิ์. พระเจดีย์ยุทธหัตถี ดอนเจดีย์ ๓. กรุงเทพมหานคร: บรรณศิลป์ พริ้นติ้ง, ๒๕๕๖. วัฒนพล มัจฉา. สุพรรณประกวดไก่พื้นเมือง สร้างรายได้ตอบโจทย์ไทยแลนด์4.0. เข้าถึงเมื่อ 6 มกราคม 2566. เข้าถึงได้จาก https://d.dailynews.co.th/article/601307/
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 73 หน่วยการเรียนรู้ที่ ๖ เรื่อง การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาตรฐานและตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทยวัฒนธรรมภูมิปัญญาไทย มีความภูมิใจ และธำรง ความเป็นไทย ม.4-6/3 วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมความสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทยซึ่งมี ผลต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ม.4-6/5 วางแผนกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรม สาระการเรียนรู้ 1. ลักษณะทางกายภาพของพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ 2. อนุสรณ์สถานแห่งความภาคภูมิใจ 3. งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 74 ลักษณะทางกายภาพของพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่ ณ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ตั้งเป็นที่ดอน สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 13 เมตร ซึ่งสูงกว่าบริเวณที่ลุ่ม โดยรอบถึง 1 - 3 เมตร ครอบคลุมบริเวณที่พบหลักฐานทางโบราณคดีซากพระสถูปเจดีย์และพื้นที่ ของส่วนราชการ รวมถึงพื้นที่สาธารณประโยชน์อื่น ๆ ที่เป็นผลมาจากการวางผังบริเวณการใช้ที่ดิน ของกรมศิลปากรและกรมโยธาธิการ พ.ศ. 2502 ในอาณาบริเวณพระบรมราชานุสรณ์ ประกอบไป ด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในสงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 และองค์เจดีย์ยุทธหัตถีทรงลังกาที่สร้างครอบ ซากเจดีย์องค์เดิม เมื่อพ.ศ. 2502 ในการออกแบบวางผังบริเวณครั้งแรกกรมศิลปากรได้กำหนดการ ใช้ที่ดิน ในขอบเขตรวม 376 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถาน เขตอนุสรณ์สถาน พื้นที่นันทนาการ พื้นที่ตั้งหน่วยงานราชการและวัด พร้อมกำหนดการก่อสร้างถนนทางหลวงเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเมือง สุพรรณบุรีและโดยรอบจากโครงผังบริเวณดอนเจดีย์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ออกแบบ โดยกรมศิลปากร เขียนโดยกองผังเมือง กรมโยธาเทศบาล มาตราส่วน 1 : 2,000 ระบุวันที่ 19 สิงหาคม 2498 แสดงการใช้ที่ดิน บนพื้นที่รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 376 ไร่ กำหนดถนนหลักกว้าง 30 เมตรรอบโครงการด้านทิศ ใต้และตะวันตก มีถนนกว้าง 15 เมตรพร้อมคูน้ำขนานตลอดแนวถนนทางทิศเหนือและตะวันออก กำหนดจุดทางเข้าหลักทางทิศตะวันตกสู่บริเวณพระบรมราชานุเสาวรีย์โดยตรง ทางเข้าย่อยอื่น สู่ที่จอดรถ วัดและส่วนที่พักข้าราชการ การใช้ที่ดินแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ได้แก่ พื้นที่ส่วน พระบรมราชานุเสาวรีย์ ซึ่งอยู่ใจกลางเป็นพื้นที่สำคัญหลัก (core zone) และบริเวณโดยรอบ จากการ วิเคราะห์รูปแบบและการใช้ที่ดินสามารถตีความแนวคิดได้ ดังนี้ บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ กายภาพ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน คือ 1. องค์พระเจดีย์ทรงลังกาสร้างครอบซากอิฐเจดีย์องค์เดิมไว้ เจดีย์มีฐานกว้าง 36 เมตร ความสูงถึงยอด 66 เมตร กรมศิลปากรดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2497 แล้ว เสร็จเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2500 2. พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก ขนาดเท่าครึ่งของ พระองค์จริง หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์กว้าง 2.90 เมตร ยาว 5.45 เมตร สูง 7.00 เมตร โดย กรมศิลปากรมอบหมายให้ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบและอำนวยการสร้างแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2501 แล้วนำขึ้นประดิษฐานบนฐานด้านหน้าองค์พระเจดีย์ด้านทิศ ตะวันตก ห่างจากฐานพระเจดีย์ออกมาประมาณ 20 เมตร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราช ชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินบวงสรวง และประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ทั้งสองพระองค์ประกอบวางตัวทำให้เกิดแกนหลักแนวตะวันออก -
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 75 ตะวันตก พระบรมราชานุสรณ์ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินรูปวงกลม โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่องค์พระเจดีย์รัศมี 150 เมตร ใช้เส้นทางสัญจรกว้าง 15 เมตร เป็นเส้นรอบรูปกำหนดเขตที่ดินเป็นพื้นที่เว้นว่าง ผังแสดงการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่โดยรอบพระบรมราชานุสรณ์ กายภาพ องค์ประกอบอันได้แก่ กลุ่มอาคาร โครงข่ายถนน - ที่จอดรถ พื้นที่เว้นว่าง มีการ วางตัวใน 2 ลักษณะ คือ จัดเรียงตามเส้นรอบวงกลมที่มีรัศมีออกจากส่วนพระบรมราชานุสรณ์และ จัดเรียงในแกนหลักตะวันออก – ตะวันตกซี่งทำมุมฉากกับแกนรองเหนือ - ใต้ สามารถจำแนกผัง ออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ 1. พื้นที่ส่วนทิศตะวันตกรอบพระบรมราชานุสรณ์ ใช้การวางตัวตามรัศมีวงกลม แสดง ความสำคัญและมุมมองที่ให้ความสำคัญกับส่วนองค์พระเจดีย์ใช้แกนทิศเป็นรองเสริมในบางจุด - ทิศเหนือเป็นที่ตั้งของส่วนงานราชการและที่พักข้าราขการ - ทิศตะวันออกหรือด้านหลังของพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นที่เว้นว่างปลูกต้นไม้และ เชื่อมต่อสู่พื้นที่วัด - ทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำโบราณที่มีมาแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ถูกขยายเป็นแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น และเป็นที่โล่งเตรียมไว้สำหรับตั้งร้านค้า โรงเรียนสตรี และ โรงเรียนชาย - ทิศตะวันตกซึ่งเป็นด้านหน้าของพระบรมราชานุสาวรีย์ ใช้เป็นแกนนำสายตาและ พื้นที่ลานโล่งเพื่อประกอบพิธีถวายสักการะ มีระยะถอยร่นห่างออกจากพระราชานุสาวรีย์เป็นระยะ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 76 ประมาณ 100 เมตร เพื่อให้เกิดระยะมองที่สง่างามของทั้งสององค์ประกอบหลัก รวมถึงเป็นพื้นที่ สาธารณะแก่ประชาชน 2. พื้นที่ส่วนทิศตะวันออก ใช้การวางตัวตามแกนสมมาตร เป็นพื้นที่วัด โดยมีพระ อุโบสถซึ่งหันหน้าสู่ทิศตะวันออกเป็นประธานอยู่ตรงกลาง อนุสรณ์สถานแห่งความภาคภูมิใจ พื้นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานดอนเจดีย์ มีฐานะเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ (place of memory, lieu de memoire) จากประวัติของการค้นพบและการก่อร่างกำเนิดพื้นที่จากตำนานสงครามยุทธ หัตถี พ.ศ. 2135 เมื่อวิเคราะห์คุณค่าของตำนานและความเชื่อ ที่เป็นจุดกำเนิดของสถานที่ (place) พบว่าบริเวณที่พบซากเจดีย์ยุทธหัตถีแห่งนี้มีนัยยะสำคัญจากการมีอยู่ของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับ ต้องไม่ได้ (intangible cultural heritage) ในรูปแบบของ “individuals recognize as part of their cultural heritage” ที่สืบต่อจากยุคสู่ยุค จากประวัติของการค้นพบเจดีย์ยุทธหัตถี จะเห็นว่า การนำประวัติศาสตร์ และ “ความทรงจำร่วม” (collective memory “la memoire collective”) มาใช้เป็นกุศโลบายในการกำหนดทัศนคติของสังคม การเมืองและการปกครอง เปลี่ยนพื้นที่ในเชิง ตำนานมาเป็นพื้นที่ที่มีหลักฐานจับต้องได้เชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี อีกทั้ง “สถานที่” แห่งนี้ยังผ่านกระบวนการทำให้มีความสำคัญมากขึ้น จากการที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคพร้อมด้วยเสือป่าหลวง รักษาพระองค์ เสือป่ามณฑลนครไชยศรีและลูกเสือหลวงโรงเรียนมหาดเล็ก รวมกว่า 400 คน ระหว่างวันที่ 20 ถึง 27 มกราคม พ.ศ.2456 เพื่อไปทำพิธีบวงสรวงและสมโภชพระเจดีย์ ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2456 โดยมีบรรดา เสือป่า ลูกเสือ ตำรวจ ทหารเข้าร่วมในพิธี พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชากองผสมด้วยพระองค์เองในพิธีคราวนี้ (ราชกิจจานุเบกษา, 2456, น.2839 - 2860) เหล่านี้เป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์เชื่อมโยงถึง ระบบการปกครองแบบกษัตริย์เป็นพระประมุขและสื่อถึงพระบรมราโชบายชาตินิยมของยุคสมัยนั้น การศึกษาพบข้อสังเกตว่าการเชิดชูเกียรติของบุคคลในประวัติศาสตร์ การจุดกระแสความคิดเรื่อง กษัตริย์และชาตินิยมนี้จะเป็นเงื่อนไขของจุดประสงค์หลักในการกำหนดกายภาพ สร้างเอกลักษณ์ (identity) ที่สำคัญของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้จากนิยามของสภาการโบราณสถานในกฎบัตรสากลแห่งเมืองเวนิส ชี้ให้เห็น ความสำคัญของแหล่งที่ตั้ง (setting) ที่ทำให้เกิดอนุสรณ์เพื่อ “ระลึกถึง” เหตุการณ์สำคัญในทาง ประวัติศาสตร์ อันมีผลต่อวัฒนธรรมของการสร้างความศรัทธาในความเป็นชาติและสถาบัน พระมหากษัตริย์สืบเนื่องต่อมา จนมาถึงการสร้างตัวแทนการระลึกถึงที่เป็นรูปเคารพ หลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน พ.ศ.2478 ต่อมา พ.ศ.2495 โครงการ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผ่านการอนุมัติให้สร้างขึ้นด้วยงบประมาณเบื้องต้น 3 ล้านบาท จากรัฐบาลและสภากลาโหม ร่วมกับเงินบริจาคของประชาชน เป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 77 ในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับพื้นที่ อันเป็นทั้งแหล่งโบราณคดี (archeology site) แหล่ง ประวัติศาสตร์ (historical site) โบราณสถาน (monument) ให้กลายเป็นอนุสรณ์สถาน (memorial) หรือสถานที่แห่งความทรงจำ (place of memory) การเปลี่ยนโฉมจากพื้นที่ "แหล่ง" (site) ที่ ประกอบไปด้วยกายภาพของซากพระเจดีย์และหลักฐานสิ่งของเครื่องใช้ในการสงคราม รวมถึง เรื่องราวที่ระบุให้เชื่อว่าเป็นจุดเกิดเหตุยุทธหัตถี มาสู่การเป็นพระบรมราชานุสรณ์ฯ เป็นการเปลี่ยน “ซากอารยธรรม” (dead monument) ให้เป็น “อนุสรณ์ที่ยังใช้ประโยชน์” (living monument ขณะที่คุณค่าของความเป็นโบราณสถานในการเป็นตัวแทนของสังคมวัฒนธรรมในอดีต ยังสามารถมี ประโยชน์ใช้สอยใหม่ทางด้านจิตใจ การสืบต่อทางวัฒนธรรม ความคิดและความเชื่อได้ต่อไป อีกนัยหนึ่ง ในการก่อสร้างพระบรมราชานุสรณ์ฯ เป็นการเปลี่ยน “อดีต” ระดับตำนาน มาสู่การสร้าง “ประวัติศาสตร์” ให้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในระดับกลุ่มคนในชาติ เกิดเป็น กระบวนทัศน์ ( paradigm) เพื่อยกระดับความจดจำ (memory) ให้เป็นความทรงจำแห่งชาติ (national memory) - แนวคิดการจัดสร้างอนุสรณ์สถานดอนเจดีย์ มุ่งเน้นการสร้างอนุสรณ์สถานควบคู่ไปกับการตั้งรากฐานใหม่ของชุมชน ใช้ที่ดินตอบสนอง กิจกรรมของการอยู่อาศัยและการหาเลี้ยงชีพ รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตำบล ตั้งสถานที่ ราชการที่เอื้อต่อการปกครองท้องถิ่นและที่อยู่อาศัยสวัสดิการข้าราชการ โรงเรียน ตลาด สาธารณูปโภคและสาธารณูปการทางหลวงตัดใหม่และระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเอื้อให้เกิด การขยายตัวของชุมชนเกิดใหม่ในอนาคตบนพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ให้ส่วนอนุสรณ์สถานอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดังนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างชาติ องค์ประกอบที่เป็นตัวแทนของศาสนา ในผังบริเวณ พ.ศ. 2498 และภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ.2512 พบการใช้ที่ดินในอัตราส่วนหนึ่งในสามของผังบริเวณรวม อุทิศให้เป็นวัดในบวรพุทธ ศาสนา ดังที่กล่าวไปแล้วว่าตามประเพณีไทยการสร้างวัดและเจดีย์อาจมีเป้าหมายเรื่องการสร้างบุญ เหมือนกัน แต่ประสงค์ของการสร้างวัดแห่งนี้อาจต่างกับการสร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถี เพราะมิใช่เป็น ตัวแทนของอดีต แต่เป็นการมองมุ่งไปยังประโยชน์สาธารณะในอนาคต องค์ประกอบที่เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ ถูกจัดวางไว้ในส่วนศูนย์กลางผัง การออกแบบและจัดวางมีนัยยะยกให้เป็นสิ่งสำคัญ เป็นผู้นำ การตั้งรูปเสมือนของกษัตริย์ผู้เป็น ตำนาน เป็นการเชิดชูให้กษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นแบบอย่างของความกล้าหาญ ตำแหน่งจัด วางที่หันหน้าไปยังทิศทางมุ่งสู่เขตแดนไทย - พม่า เสมือนการเผชิญกับข้าศึกอย่างสง่างาม หนักแน่น มั่นคง และการปกป้องคุ้มครองประชาชนคนไทยที่อยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้เจดีย์ที่อยู่เบื้องหลังเปรียบ เป็นแรงสนับสนุนการกระทำนั้น
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 78 หลังจากการเปิดอนุสรณ์สถาน การมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจน ยกระดับเป็นอำเภอดอนเจดีย์ในปัจจุบัน อนุสรณ์สถานถูกปรับให้รองรับบทบาทของการเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ มีการจัดกิจกรรมที่ระลึกประจำปี คืองานแสดงแสงสี เสียง มีผลดีต่อเศรษฐกิจ มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ครั้งล่าสุด เมื่อ พ.ศ. 2563 โดยการปรับผังพื้น วงกลมให้มีรูปทรงกลมชัดเจนขึ้น พร้อมทั้งออกแบบองค์ประกอบภูมิทัศน์ลานด้านหน้าและรอบพระ บรมราชานุสาวรีย์เพิ่มพื้นที่สีเขียวจัดการพื้นที่สำหรับสักการะให้เป็นสัดเป็นส่วน และเพิ่มกิจกรรม ส่วนพิพิธภัณฑ์ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อผู้มาเยือน ทำให้ยังคงรักษาภาพจำและบรรยากาศของ ความน่าเลื่อมใสศรัทธาและความสง่างามเอาไว้ใด้ การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นี้เป็นไปเพื่อการรักษา อนุรักษ์ และเชิดชูคุณค่าแก่องค์พระบรมราชานุสาวรีย์ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและ ผู้มาสักการะ ภาพผังบริเวณก่อนการปรับปรุงภูมิทัศน์สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2563
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 79 งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ 18 มกราคม ปี พ.ศ. 2135 องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำสงครามยุทธหัตถี และมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี"เจดีย์ยุทธหัตถี"อนุสรณ์สถานแห่งความเป็นไทย เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย เมื่อกว่า 400 ปีที่ผ่านมา ถึงเวลาที่คนไทยทั้งชาติ จะแสดง พลังไปร่วมกันเทิดพระเกียรติ “พระองค์ดำ” และรำลึกถึงพระมหาวีรกรรมของ “องค์สมเด็จพระ นเรศวรมหาราช” ณ สถานที่จริงแห่งประวัติศาสตร์ จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับหน่วยงานในภาครัฐและเอกชน กำหนดจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ และงานกาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี เพื่อเชิดชูวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวร มหาราช โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย และร่วมรำลึกถึงสมเด็จพระนเรศวร มหาราชที่สามารถกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยมีความเป็นอิสระมาจนทุกวันนี้ กิจกรรมภายในงาน ประกอบไปด้วย พิธีบวงสรวงและถวายราชสักการะสมเด็จพระ นเรศวรมหาราช สมเด็จพระสุพรรณกัลยาและสมเด็จพระเอกาทศรถ กิจกรรมการแสดงแสง สี เสียง สงครามยุทธหัตถี นิทรรศการศาสตร์พระราชา การออกร้านนิทรรศการ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของแต่ละอำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี การออกร้านธารากาชาด เฮฮาพาโชค และกิจกรรมอื่นๆ อีก มากมาย ตัวอย่างกิจกรรมภายในงาน ประจำปี 2566 วันที่ 18 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2566 17 ม.ค. 66 ซ้อมใหญ่ 18 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี ลิเกอดิเทพ ฟ้ารุ่ง 19 ม.ค. 66 ประกวดแตรวง 20 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี การแสดงโขน 21 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี การแสดงโปงลาง 22 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี วงดนตรี รร.กาญจนา 23 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี วงปี่พาทย์ 24 ม.ค. 66 การเดินผ้าไทยชมรมแม่บ้าน 25 ม.ค. 66 การประกวดธิดาดอนเจดีย์ 26 ม.ค. 66 การขับร้องเพลงลูกทุ่ง 27 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี ขับร้องเพลงลูกทุ่ง 28 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี วงดนตรีกองทัพบก 29 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี วงดุริยางค์โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย 30 ม.ค. 66 ประกวดรำวงสุพรรณ 31 ม.ค. 66 การแสดงยุทธหัตถี การแสดงชาติพันธุ์ 1 ก.พ. 66 การแสดงยุทธหัตถี และการแสดงพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 80 การแสดงยุทธหัตถีประกอบแสงและเสียง บัตรราคา 100 บาททุกที่นั่ง (ไม่ระบุ เลขที่นั่ง) รอบการแสดงยุทธหัตถีทั้ง 10 รอบ จัดแสดงในเวลา 19.30 - 21.00 น. ภาพป้ายประชาสัมพันธ์งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ประจำปี 2566 การแสดงยุทธหัตถีประกอบแสงและเสียงฉากสมเด็จพระนเรศวรทรงเล่นชนไก่ กับพระมหาอุปราช
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 81 ภาพการแสดงยุทธหัตถีประกอบแสงและเสียง ฉากพระแสงดาบคาบค่าย ภาพการแสดงยุทธหัตถีประกอบแสงและเสียง ฉากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี วิดีทัศน์การแสดงยุทธหัตถีประกอบแสงและเสียง งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ประจำปี 2566 อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี (ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=YSPt9Px2ChA)
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 82 เอกสารอ้างอิง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่), งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ และงานกาชาดจังหวัด สุพรรณบุรี ประจำปี 2566, เข้าถึงเมื่อ ๔ มกราคม 256๖, เข้าถึงได้จาก https://www.thailandfestival.org/content/3346. จุฑามาศ คงสวัสดิ์, “การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2550). ประดิพัทธุ์ เลิศรุจิดำรงกุล, “แนวทางการจัดการต้นแบบศูนย์ข้อมูลเพื่อการศึกษาและท่องเที่ยว ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี” (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารศิลปะ และวัฒนธรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 2563). พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, เข้าถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2565, เข้าถึงได้จาก http://www.suphan.biz/UtongMuseum.html. สันติ พัฒน์พันธุ์, “การมีส่วนร่วมของประชาสังคมในการบริหารการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดย ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, 2561). องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), ความเป็นมา ของสำนักงานพื้นที่พิเศษ 7, เข้าถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2565, เข้าถึงได้จาก https://www.dasta.or.th/ th/article/494. องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน),งานอนุสรณ์ ดอนเจดีย์, เข้าถึงเมื่อ ๔ มกราคม 256๖, เข้าถึงได้จากhttp://www.suphan.biz/ donjaedeelightandsound.htm. องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน),การแสดงยุทธ หัตถีประกอบแสงและเสียง งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ประจำปี 2566 อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี, เข้าถึงเมื่อ ๔ มกราคม 256๖, เข้าถึงได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=YSPt9Px2ChA
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 83 ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 84 - ตัวอย่าง - แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ประวัติความเป็นมาของกระบี่กระบอง บูรณาการหน่วยที่ 5 เรื่อง การกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน มรดกทางภูมิปัญญาจากสงครามยุทธหัตถี ชื่อวิชา กระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา เวลา 1 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา พ.3.2 รักการออกกำลังกาย การเล่นเกมและการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขันและชื่นชม ในสุนทรียภาพของการกีฬา ตัวชี้วัด พ.3.1 ม.2/1 นำผลการปฏิบัติตนเกี่ยวกับทักษะกลไกและทักษะการเคลื่อนไหว ในการเล่นกีฬา จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายมาสรุปเป็นวิธีที่เหมาะสมในบริบทของตนเอง พ. 3.2 ม.2/3 มีวินัย ปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อตกลงในการเล่นกีฬาที่เลือก 2. สาระสำคัญ/แนวคิดหลักของการจัดการเรียนรู้ กระบี่กระบอง เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวและเป็นการแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมของ ชาติไทยที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก แสดงให้เห็นความเป็นไทยอย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายของผู้ แสดง กลยุทธ์ในการใช้ลูกไม้ต่าง ๆ วิชากระบี่กระบองเป็นวิชาที่มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่ในสมัย โบราณกาล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ป้องกันตนเองและป้องกันประเทศ จนถึงปัจจุบันนี้กระบี่กระบอง จัดเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งในด้านการออกกำลังกายและการส่งเสริมสุขภาพ ร่างกายที่ดี อีกทั้งยังสามารถนำเอาทักษะวิชากระบี่กระบองมาช่วยป้องกันตนเองในยามคับขันอีกด้วย นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุรายวิชากระบี่กระบอง ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2518 ผู้เรียนจึง ควรศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของกระบี่กระบอง ประโยชน์และคุณค่าของการฝึกกระบี่กระบอง และที่สำคัญยิ่งคือการฝึกให้เกิดความปลอดภัย
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 85 3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การนำผลการปฏิบัติตนเกี่ยวกับทักษะกลไกและทักษะการเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาจาก แหล่งข้อมูลที่หลากหลายมาสรุปเป็นวิธีที่เหมาะสมในบริบทของตนเองในการเล่นกีฬา วินัยในการฝึกและการเล่นกีฬา ตามกฎ กติกาและข้อตกลง 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์(สามารถเพิ่มเติมได้) 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. รักความเป็นไทย 6. จุดประสงค์การเรียนรู้(K,P,A) ความรู้(Knowledge) - นักเรียนมีความรู้ความเข้าในในเรื่องของความเป็นมาของกระบี่กระบอง เห็นความสำคัญ ในการเรียนวิชากระบี่กระบอง เห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ของวิชากระบี่กระบอง รู้มารยาทของผู้เล่น และผู้ดูกระบี่กระบองที่ดี รู้ถึงวิธีการดูแลรักษาอุปกรณ์กระบี่กระบอง และการปฏิบัติเพื่อความ ปลอดภัยในการเล่นกระบี่กระบอง ทักษะ/กระบวนการ (Practice) - นักเรียนได้นำผลการปฏิบัติตนเกี่ยวกับทักษะกลไกและทักษะการเคลื่อนไหวในการเล่น กีฬาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายมาสรุปเป็นวิธีที่เหมาะสมในบริบทของตนเองในการเล่นกีฬา ทัศนคติ (Attitude) - เห็นคุณค่าในการสืบสานวัฒนธรรมของชาติไทยให้คงอยู่ และสานต่อตลอดไป - นักเรียนมีวินัยในการฝึกและการเล่นกีฬา ตามกฎ กติกาและข้อตกลง 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน ให้นักเรียนทำการศึกษาใบความรู้วิชากระบี่กระบอง ที่ครูเตรียมไว้ให้ แล้วช่วยกันนำเสนอ ตามเรื่องที่ตนเองได้ทำการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 86 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ขั้นที่ 1 เตรียมความพร้อม 1. ชี้แจงรายวิชากระบี่กระบอง ทำความตกลงกับนักเรียน เรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนและวิธีการวัดผล 2. นักเรียนทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อดูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับวิชากระบี่กระบอง ขั้นที่ 2 ขั้นอธิบายพร้อมสาธิต 3. นักเรียนดูวีดิทัศน์ฉากในการฝึกการต่อสู้กันของทหารกองทัพไทย ในภาพยนตร์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชและวีดีทัศน์การแสดงกระบี่กระบอง ครูสรุปถึงศิลปะการต่อสู้กันในวีดีทัศน์ เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญในการใช้กระบี่กระบอง ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติ 4. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มทำการศึกษาใบความรู้วิชากระบี่กระบอง ที่ ครูเตรียมไว้ให้ ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ศึกษาเรื่อง ประวัติความเป็นมาของกระบี่กระบอง กลุ่มที่ 2 ศึกษาเรื่อง ประโยชน์ของกระบี่กระบอง กลุ่มที่ 3 ศึกษาเรื่อง การดูแลรักษาอุปกรณ์กระบี่กระบอง กลุ่มที่ 4 ศึกษาเรื่อง มารยาทของผู้เล่น และผู้ดูการเล่นกระบี่กระบอง กลุ่มที่ 5 ศึกษาเรื่อง ความปลอดภัยในการเล่นกระบี่กระบอง 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันนำเสนอตามเรื่องที่ตนเองได้ทำการศึกษา ครูช่วยเพิ่มเติม ใน เรื่องที่นักเรียนยังนำเสนอได้ไม่ครอบคลุม ขั้นที่ 4 ขั้นนำไปใช้ 6. นักเรียนดูวีดิทัศน์ฉากในการทำการต่อสู้กันของกองทัพไทยกับกองทัพพม่า ในภาพยนตร์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 7. นักเรียนดูภาพอุปกรณ์กีฬากระบี่กระบอง ได้แก่ ส่วนประกอบของกระบี่ กระบี่รำ กระบี่ตี ส่วนประกอบของดาบ ดาบรำ ดาบตี มงคล เครื่องดนตรี (ปี่ชวา กลองแขก ฉิ่ง) 8. ครูสาธิตวิธีการดูแลรักษาอุปกรณ์กีฬากระบี่กระบองและเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 87 ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป 9. นักเรียนและครูช่วยกันสรุปถึงความสำคัญในการเรียนรู้วิชากระบี่กระบอง และสอดแทรก ปลูกฝังให้นักเรียนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดจนบรรพบุรุษที่ ได้เสียสละชีวิตเพื่อกอบกู้เอกราชของชาติไทยเราคืนมา 10. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เรื่องประวัติกระบี่กระบอง 9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้ 1. ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง 2. วีดิทัศน์ เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และวีดิทัศน์ การแสดงกระบี่กระบอง 3. อุปกรณ์เครื่องฉายวีดิทัศน์ 4. อุปกรณ์กีฬากระบี่กระบอง ได้แก่ ส่วนประกอบของกระบี่ กระบี่รำ กระบี่ตี ส่วนประกอบ ของดาบ ดาบรำ ดาบตี มงคล เครื่องดนตรี (ปี่ชวา กลองแขก ฉิ่ง) 10. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1. วิธีการวัดและประเมินผล 1.1ใช้แบบทดสอบ เรื่อง ประวัติความเป็นมากระบี่กระบอง 1.2สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม 2. เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผล 2.1 แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง ประวัติความเป็นมากระบี่กระบอง 2.2 แบบประเมินความสนใจและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม 3. เกณฑ์การวัดและประเมินผล 3.1 นักเรียนทุกคนทดสอบหลังเรียนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ70 3.2 นักเรียนผ่านการประเมินในด้านความสนใจและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม ระดับผ่านเกณฑ์
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 88 11.บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ ผลการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ .... ............................................................................................................................. ................................... ปัญหา/อุปสรรค ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ แนวทางแก้ไข ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ครูผู้สอน....................................................................... (................................................................) วันที่บันทึก.............................................
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 89 - ตัวอย่าง – แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง กฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ บูรณาการหน่วยที่ ๑ เรื่อง มรดกทางภูมิปัญญาจากสงครามยุทธหัตถี ชื่อวิชา คณิตศาสตร์ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ เวลา 1 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็นและนำไปใช้ ตัวชี้วัดที่ 1 เข้าใจและใช้หลักการบวกและการคูณ การเรียงสับเปลี่ยนและการจัดหมู่ในการ แก้ปัญหา มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย ตัวชี้วัดที่ 2 วิเคราะห์ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย 2. สาระสำคัญ/แนวคิดหลักของการจัดการเรียนรู้ 1) กฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ โดยกฎการคูณเป็นการทำงานอย่างหนึ่งตั้งแต่เริ่มจน เสร็จงาน มีk ขั้นตอนต่อเนื่องกัน กฎข้อที่ 1 (กฎการคูณ) ถ้าต้องการทำงานสองอย่างโดยที่งานอย่างแรกทำได้ n1 วิธี และ ในแต่ละวิธีที่เลือกทำงานอย่างแรกนี้มีวิธีทำงานอย่างที่สองได้ n2 วิธีจำนวนวิธีที่จะเลือกทำงานทั้ง สองอย่างเท่ากับ n1 n2 วิธี 2) ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3) 18 มกราคม วันกองทัพไทย 3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง • หลักการนับเบื้องต้น 1. หลักการคูณ 2. การเขียนแผนภาพต้นไม้ • บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทยในด้านต่างๆ เช่น การ ป้องกันและรักษาเอกราชของชาติการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 90 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. ใฝ่เรียนรู้ 4. มุ่งมั่นในการทำงาน 5. รักความเป็นไทย 6. จุดประสงค์การเรียนรู้(K,P,A) ด้านความรู้(K) 1. แก้โจทย์ปัญหาโดยใช้กฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ 2. แก้โจทย์ปัญหาโดยใช้แผนภาพต้นไม้อย่างง่ายได้ ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) 1. การให้เหตุผล 2. ทักษะการแก้ปัญหา 3. การสื่อสาร 4. การเชื่อมโยงหลักการความรู้ทางคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ด้านคุณลักษณะ (A) 1. ความรับผิดชอบ 2. มีระเบียบวินัย 3. ทำงานเป็นระบบรอบคอบ 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้กฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับและแผนภาพ ต้นไม้ 2. ใบงาน “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์นักรบของแผ่นดินไทย” 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กระบวนการเรียนรู้ รูปแบบการสอนแบบซิปป้า (CIPPA MODEL) ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เมื่อนักเรียนเรียนจบแล้ว นักเรียนจะต้องสามารถ แก้โจทย์ปัญหาโดยใช้กฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับและแผนภาพต้นไม้ อย่างง่ายได้
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 91 1. ขั้นทบทวนความรู้เดิม 1. ครูสนทนากับนักเรียนทบทวนความรู้เกี่ยวกับผลคูณคาร์ทีเชียนโดยใช้การ ถาม – ตอบ พร้อมทั้งยกตัวอย่าง ดังนี้ กำหนดให้ A = {a, b, c} , n(A) = ๓ B = {x, y} , n(B) = ๒ A B = {(a, x), (a, y), (b, x), (b, y), (c, x), (c, y)} n(A B) = ๖ n(A B) = n(A) n(B) เลือกสมาชิกในเซต A ครั้งละตัวได้ ๓ วิธี เลือกสมาชิกในเซต B ครั้งละตัว ได้ ๒ วิธี ดังนั้น จำนวนวิธีทั้งหมดที่จะเลือกสมาชิกในเซต A แล้วเลือกสมาชิกในเซต B เท่ากับ ๓ ๒ = ๖ วิธี ซึ่งอาจเขียนแผนภาพต้นไม้ช่วยในการคิดได้ดังนี้ A B ผลลัพธ์ x (a, x) a y (a, y) x (b, x) b y (b, y) x (c, x) c y (c, y) 2. ขั้นแสวงหาความรู้ใหม่ 2.1 ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน โดยแต่ละกลุ่มคละความสามารถให้มี นักเรียนกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อนอยู่ด้วยกัน 2.2 ครูเขียนโจทย์บนกระดาน แล้วให้นักเรียนช่วยกันหาคำตอบ ดังนี้ 1. นักเรียนมีกางเกง 2 ตัว คือ กางเกงขาสั้นและกางเกงขายาว และมีเสื้อ 3 ตัว คือ เสื้อสีแดง, สีเขียว และสีขาว จงหาวิธีที่นักเรียนจะเลือกเสื้อและกางเกงมาใส่เป็นชุดที่ แตกต่างกัน
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 92 2. นักเรียนคนหนึ่งเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนโดยรถประจำทางได้ 4 สาย และเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้านโดยรถประจำทางได้ 3 สาย จงหาว่านักเรียนคนนี้เดินทางไป โรงเรียนและกลับบ้านในแต่ละวันได้กี่วิธี 3. นักเรียนศึกษาตัวอย่างในสื่อเพาเวอร์พอยท์ เรื่อง กฎการนับเบื้องต้น 3. ขั้นทำความเข้าใจข้อมูลใหม่/เชื่อมโยงความรู้เดิม ครูให้นักเรียนตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมารับใบความรู้ที่ 1 แล้วร่วมกันอภิปราย เกี่ยวกับกฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ กฎข้อที่ 1 โดยครูเดินดูและตอบปัญหาของนักเรียนอย่าง ใกล้ชิด 4. ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนในกลุ่ม 4.1 ให้นักเรียนแต่ละคนนำเสนอความรู้ได้ในกลุ่มของตนเอง โดยสรุปกฎเกณฑ์ เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ กฎข้อที่ 1 ให้เพื่อนฟัง 4.2 ให้นักเรียนสนทนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มแล้วช่วยกันสรุป ความหมายของกฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ กฎข้อที่ 1 เป็นความรู้ของกลุ่มตนเอง 5. สรุปและจัดระเบียบความรู้ 5.1 สุ่มตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานหน้าชั้นเรียน 5.2 ครูนำสนทนา อภิปราย แล้วช่วยกันสรุปกฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ กฎข้อที่ 1 เป็นความรู้ของห้องเรียน 6. ขั้นแสดงผลงาน 6.1 นำผลงานที่สรุปเป็นความรู้ของชั้นเรียน สรุปให้นักเรียนได้เข้าใจตรงกัน อีกครั้งหนึ่ง โดยครูช่วยเสริมในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ 6.2 นำผลงานของห้องเรียนมาติดบอร์ดเพื่อแสดงผลงาน 7. ประยุกต์ใช้ความรู้ 7.1 ครูแจกแบบฝึกทักษะที่ 1 ให้นักเรียนแต่ละคนได้ลงมือฝึกปฏิบัติ เพื่อ ทดสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียน 7.2 ครูให้นักเรียนแลกเปลี่ยนกันตรวจคำตอบตามแบบเฉลยแบบฝึกทักษะที่ 1 และครูบันทึกผลคะแนนที่ได้ 7.3 กิจกรรมเสริมบูรณาการความรู้ ครูให้นักเรียนชมภาพประวัติศาสตร์การ ก่อตั้งพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จากนั้นครูเปิดประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า นักเรียนเคยไป เที่ยวและรู้จักประวัติความเป็นมาของพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ซึ่งเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อยก ย่องเทิดทูนองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือไม่ จากนั้นศึกษาใบงาน “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์นักรบของแผ่นดินไทย” 7.4 ครูแจกคำถามชวนคิด ให้นักเรียนทุกกลุ่มร่วมกันระดมความคิดและหลอมรวม ทุกความคิดมาเป็นคำตอบของกลุ่มและส่งตัวแทนมาพูดนำเสนอแลกเปลี่ยนกัน 7.5 ครูนำนักเรียนร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้(โดยสรุปทั้งคณิตศาสตร์และ บูรณาการประวัติศาสตร์) เพื่อเชื่อมโยงต่อเนื่องเนื้อหาในชั่วโมงต่อไป
สำนักงานเขตพื้นท ี่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุร ี 93 9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ 1. ใบความรู้ที่ 1 2. แบบฝึกทักษะที่ 1 3. เฉลยแบบฝึกทักษะที่ 1 แหล่งการเรียนรู้เพิ่มเติม 1. ห้องสมุดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. ห้องสมุดโรงเรียน 3. ห้องคอมพิวเตอร์ 4. ห้องสมุดประชาชน 10. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1. สิ่งที่ต้องการวัด 1.1 ด้านความรู้ 1.2 ด้านทักษะ 1.3 ด้านคุณลักษณะ 2. เครื่องมือที่ใช้วัด 2.1 แบบประเมินความรู้ 2.2 แบบประเมินทักษะ 2.3 แบบประเมินคุณลักษณะ 3. วิธีวัด 3.1 ตรวจผลงาน 3.2 สังเกตพฤติกรรมและตรวจผลงาน 3.3 สังเกตพฤติกรรม 4. เกณฑ์การประเมิน 4.1 นักเรียนทำแบบฝึกทักษะผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 4.2 นักเรียนมีทักษะทางคณิตศาสตร์ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 4.3 นักเรียนมีคุณลักษณะผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 5. หลักฐานการเรียนรู้ 5.1 ใบความรู้ที่ 1 5.2 แบบฝึกทักษะที่ 1 5.3 แบบประเมินด้านความรู้ 5.4 แบบประเมินทักษะ 5.5 แบบประเมินคุณลักษณะ. 5.6 ใบงาน “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์นักรบของแผ่นดินไทย” 5.7 ใบคำถามชวนคิด