1464. คนมักจะพัฒนาวิธีการทำงาน และพัฒนาตนเองอยู่เสมอผู้บังคับบัญชาจะไม่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด แต่จะส่งเสริมให้รู้จักควบคุมตนเองหรือของกลุ่มมากขึ้น ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันจากความเชื่อที่แตกต่างกันทำให้เกิดระบบการบริหารที่แตกต่างกันระหว่างระบบที่เน้นการควบคุมกับระบบที่ค7อนข้างให้อิสรภาพ4. อูชิ (Ouchi) ชาวญี่ปุVนได้เสนอ ทฤษฎี Z (Z Theory) (William G.Ouchi) ศาสตราจารย*แห7งมหาวิทยาลัย UXLA (I of California Los Angeles) ทฤษฎีนี้รวมเอาหลักการของทฤษฎี X, Y เข้าด้วยกัน แนวความคิดก็คือ องค์การต้องมีหลักเกณฑ์ที่ควบคุมมนุษย์แต่มนุษย์ก็รักความเป็นอิสระ และมีความต้องการหน้าที่ของผู้บริหารจึงต้องปรับเป้าหมายขององค์การให้สอด คล้องกับเป้าหมายของบุคคลในองค์การ มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ คือ1. การทำให้ปรัชญาที่กำหนดไว้บรรลุ2. การพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทางานอย่างมีประสิทธิภาพ3. การให้ความไว้วางใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา4. การให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเดมมิ่ง (Deming, 1986, p. 125) กล่าวว่า กระบวนการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา หมายถึง การจัดการอย่างมีคุณภาพ เป็นกระบวนการที่มีการดาเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลผลิต และบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยหลักการที่เรียกว่า วงจรเดมมิ่ง (DemingCycle) หรือวงจรคุณภาพ (PDCA) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้1. การวางแผน (Plan) คือ กำหนดสาเหตุของปัญหา จากนั้นวางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือทดสอบเพื่อการปรับปรุงให้ดีขึ้น2. การปฏิบัติตามแผน (Do) คือ การปฏิบัติตามแผนหรือทดลองปฏิบัติ เป็นการนำร่องในส่วนย่อย3. การตรวจสอบ (Check) คือ ตรวจสอบเพื่อทราบว่าบรรลุผลตามแผนหรือหากมีสิ่งใดที่ทำผิดพลาดหรือได้เรียนรู้อะไรมาแล้วบ้าง4. การปรับปรุงแก้ไข (Act) คือ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง หากบรรลุผลเป็นที่น่าพอใจหรือหากผลการปฏิบัติไม่เป็นไปตามแผน ใหทำซ้ำวงจรโดยใชการเรียนรูจากการกระทำในวงจรที่ได้ปฏิบัติไปแล้วธัชชัย จิตรนันท์ (2558, หน้า 47-51) กล่าวว่า กระบวนการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา หมายถึง การบริหารและการจัดการมักจะเป็นคำที่ใช้เรียกแทนกันได้ แต่ในความเป็นจริงการบริหารจะเน้นในเรื่องของการจัดการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการนานโยบายไปปฏิบัติโดยมักจะใช้กับการบริหารในหน่วยงานของรัฐ ส่วนการจัดการจะใช้ในงานที่เกี่ยวกับภาคเอกชนวิวัฒนาการของทฤษฎีการบริหาร แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1471. กลุ่มคลาสสิก (Classical Organizational Thought) ผู้ที่คิดค้นทฤษฎีนี้ คือ เฟรดเดอร์ริค เทเลอร์ (Frederick Taylor) ซึ่งได้รับการยกย7องว่า เป็นบิดาของทฤษฎีบริหารกลุ่มคลาสสิก โดยมีความเชื่อว่า เขาสามารถวางหลักเกณฑ์ให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพได้ต่อมา เออวิคและกูลิค (Urwick & Gulick) ได้ทำการวิจัยพบว่าพฤติกรรมของผู้บริหารจะประกอบด้วยหลักที่นิยมเรียกกันว่า POSDCoRB2. กลุ่มมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation Approach) ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงจุดอ7อนของกลุ่มทฤษฎีคลาสสิก โดยได้มีการทดลองที่กำหนดสมมติฐานว่า “มีความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพและปริมาณของแสงสว่างกับประสิทธิภาพของงาน” จากผลการทดลอง 3 ครั้ง พบว่าผลผลิตของคนงานไม่มีความสัมพันธ์กับสภาพของแสงสว่างและมีตัวแปรหลายตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ระหว่างการทดลอง ต่อมาได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อตรวจสอบผลการทดลองที่โรงงานไฟฟ้าฮาวทอน(Hawthorne Plant) โดยตั้งสมมติฐานว่า สิ่งแวดล้อมทางกายภาพของการทำงานมีความสัมพันธ์กับผลผลิตที่ได้รับผลการทดลองพบว่า พฤติกรรมการทางานของพนักงาน ไม่ได้เกิดจากมาตรฐานงานที่องค์การกาหนด พนักงานรวมตัวกันเป็นโครงสร้างสังคมกลุ่มย่อย อันประกอบด้วยปทัสถาน (Norms)ค่านิยม (Value) และจิตใจ (Sentiments) ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน3. กลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science Approach) ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นโดยการผสมผสานระหว่างสอง ทฤษฎีแรก ผนวกกับหลักการทางด้านจิตวิทยา สังคมวิทยาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ เป็นกลุ่มทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมทางสังคมหรือพฤติกรรมของกลุ่มย่อยที่เหมาะสมกับโครงสร้างการบริหารงานรูปแบบ ซึ่งอาจต้องใช้ศาสตร์การบริหารที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา หรืออื่นๆ ศาสตร์เหล่านี้จัดได้ว่า เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อพฤติกรรมกลุ่มย่อย ส่งผลต่อพฤติกรรมการทางานและประสิทธิภาพประสิทธิผลของงานในองค์การ4. กลุ่มทฤษฎีระบบ (A System View) ทฤษฎีการบริหารในปัจจุบันได้พยายามให้ความสำคัญกับระบบ กล่าวคือ มีปัจจัยป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต(Output) ที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน กลุ่มทฤษฎีระบบแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ4.1 ระบบปิด (ระบบเหตุผล) เชื่อว่า องค์การเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้การทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ แนวคิดนี้มีการตัดสินใจ แก้ปัญหาตามเหตุผลบนฐานของกฎเกณฑ์ ระเบียบที่ตั้งไว้ เน้นความสนใจเฉพาะภายในระบบขององค์กร4.2 ระบบเปิด เชื่อว่า องค์การมีศักยภาพที่จะได้รับข้อมูลย้อนกลับ เพื่อนำข้อมูลย้อนกลับมาปรับปรุงส่วนต่างๆ ของระบบ คือ ปัจจัยป้อน กระบวนการ และผลผลิตโดยองค์การที่อยู่รอดคือ องค์การที่ปรับตัวได้สมดุลกับสิ่งแวดล้อม และเป็นองค์การเปิด เน้นความสนใจระบบทั้งในและนอกองค์การ
148รูปแบบกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบ หมายถึงการกำหนดองค์ประกอบและการจัดองค์ประกอบของระบบให้มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อนาไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดซึ่งการสร้างระบบหรือจัดระบบ ควรมีขั้นตอนดังนี้1. การกำหนดจุดมุ่งหมายของระบบ2. การศึกษาหลักการ/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง3. การศึกษาสภาพการณ์และปัญหาที่เกี่ยวข้อง4. การกำหนดองค์ประกอบของระบบ5. การจัดกลุ่มองค์ประกอบของระบบ6. การจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ7. การจัดผังระบบ8. การทดลองใช้ระบบ9. การประเมินระบบ10. การปรับปรุงระบบการคิดอย่างเป็นระบบแบบโยนิโสมนสิการ เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาของบุคคลให้ใช้ความคิดอย่างถูกวิธี เป็นขั้นที่เริ่มใช้ความคิดของตนเองอย่างเป็นอิสระ ในระบบการศึกษาอบรมโยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้ความคิดให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระบบรู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ไม่มองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างตื้นๆ ผิวเผิน เป็นขั้นสำคัญในการสร้างปัญญา ทำให้ทุกคนช่วยตนเองได้ มีวิธีคิดอยู่ 10 วิธี ดังนี้1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ3. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์หรือวิธีคิดแบบรู้เท7าทันธรรมดา4. วิธีคิดแบบอริยสัจหรือคิดแบบแก้ปัญหา4.1 คิดตามเหตุผล4.2 คิดตรงจุด5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์6. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก7. วิธีคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม8. วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม9. วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน
14910. วิธีคิดแบบวิภัชวาทความคิดเชิงระบบ (System Thinking) หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีระบบมีเหตุมีผลทาให้ผลของการคิด หรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ววิธีการคิดอย่างมีระบบ จะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห7งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้นๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยึดหลักให้พนักงานภายในองค์กร ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห7งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทำให้เกิดการเรียนรู้จากตัวเองของพนักงานแต่ละคน เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning) หลักการคิดหรือการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ประกอบไปด้วย1. กำหนดประเด็นปัญหาให้ถูกต้อง อาจกำหนดได้เป็นปัญหาหลักและปัญหา รอง2. ระบุตัวแปรทั้งหมดที่ทำให้เกิดปัญหา3. กำหนดวิธีแก้ไขหรือพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้อาจมีมากกว่า 1 วิธี4. เปรียบเทียบวิธีแก้ไข แต่ละวิธี และประเมินดูว่าวิธีการใดสามารถจะนำไปสู่การปฏิบัติได้และจะนำไปสู่การบรรลุผลตามเป้าหมาย5. เลือกวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด6. นำไปทดลองปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม7. ติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด8. แก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดที่พกพร่องในวิธีการปฏิบัติงาน9. กำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน10. สั่งการให้พนักงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กาหนดอย่างเคร่งครัดแนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดที่เป็นองค์รวมเป็นการมองโลกด้วยการสังเคราะห์(Synthetic Science) ต่างจากทัศนะทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์แบบจักรกลของ นิวตันที่มองโลกด้วยการวิเคราะห์อย่างแยกส่วน (Analytic Science)ซึ่งมี 3 ทฤษฎีที่คล้ายกันพัฒนาต่อยอดกันมาอย่างแยกกันไม่ออก ได้แก่1. ทฤษฎีระบบ (Systemic Theory) ได้รับการพัฒนามาก่อน จากพื้นฐานวิชา Cybernetic กลศาสตร์การควบคุมกลไก หนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษของ เป็นการมองอย่าง System Theory ที่ชัดเจน2. ทฤษฎีไรระเบียบ (Chaos Theory) ตัวอย่างที่โด่งดังของทฤษฎีนี้คือ“ผลกระทบ ผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect” กล่าวคือ ผีเสื้อใหญ่ตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือสาเหตุเบื้องต้นเพียงนิดเดียวในเงื่อนไขที่เหมาะสม สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
150อย่างใหญ่หลวงได้ ทฤษฎีความซับซ้อน(Complexity Theory) ลักษณะที่สำคัญของระบบซับซ้อน คือ การผุดบังเกิด (Emergence) ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติของระบบรวมที่แตกต่างไปจากผลรวมของส่วนประกอบย่อยทั้งหมด เช่น สมองมีเซลล์สมองนับล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ไม่มีคุณสมบัติที่จาอะไรได้ แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบสมองสามารถมีความจำได้ เป็นต้น นี่เรียกว่าการผุดบังเกิด3. ทฤษฎีระบบหรือการคิดอย่างกระบวนระบบ (Systemic Thinking)เป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวม เป็นพื้นฐานของทั้ง 3 ทฤษฎี มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ คือ3.1 ระบบใหญ่ไม่ใช7ผลรวมของส่วนประกอบย่อย แต่เป็นคุณภาพใหม่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย ซึ่งไม่สามารถเข้าใจจากการแยกศึกษาทีละส่วนประกอบได้3.2 ระบบมีโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ (Hierarchy) เช่น คนประกอบด้วยส่วนย่อย คือ เซลล์ที่รวมกันเป็นระบบ แต่คนก็เป็นองค์ประกอบย่อยของระบบนิเวศ ระบบซับซ้อนจะซ้อนกันเป็นชั้น และทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ท่าน ติช นัท ฮันจึงตอบว่า กระดาษหนึ่งแผ7นที่ใหดูนั้น มองเห็นดวงอาทิตย์และก้อนเมฆในกระดาษนั้นด้วย3.3 การจะเข้าใจระบบนั้นต้องมองบริบท (Context) หรือปัจจัยแวดล้อมโดยรอบด้วย โดยเฉพาะระบบเปิด ที่มีชีวิตนั้น ไม่อาจมองเป็นเส้นตรงได้ ต้องมองอย่างเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันทั้งหมด3.4 ต้องเข้าใจความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ (Feedback) การจะเข้าใจปรากฏการณ์ใดต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง3.5 การย้ายวิธีคิดแบบโครงสร้าง (Structure) มาสู่กระบวนการ(Process) ถ้าประยุกต์ใช้ในเชิงสังคม การมองแบบโครงสร้างเราจะเห็นกรอบอันเข้มแข็ง ยากจะเปลี่ยนแปลงแต่ถ้าหันมามอง กระบวนการ เราจะเห็นจุดอ7อน ช7องทางของความสัมพันธ์ที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนได้จากแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า กระบวนการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา หมายถึง ระบบกระบวนการ วิธีการบริหารสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ สามารถนำรูปแบบวิธีการที่เหมาะสมไปปรับใช้และปฏิบัติได้จริงในการขับเคลื่อนหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งต้องคำนึงถึงบริบทและความเหมาะสมขององค์กรนั้นๆ โดยการยึดหลักระบบงานความสัมพันธ์ของคนและพฤติกรรมขององค์การเป็นหลัก ที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการปรับประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพสิ่งแวดล้อม2.แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำภาวะผู้นำเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้บริหารที่จะทำให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ผู้บริหารกำหนดไว้ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ ดังต่อไปนี้
151โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมผู้นำ (Behavioral Theories)ผู้คิดค้นทฤษฎี ได้แก่๑. Ralph Stogdill และคณะ มหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ ๒. Rensis Likert และคณะ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ๓. Blake and Mouton's Managerial Gridเน้นสิ่งที่ผู้นำ “ทำ” มากกว่า “เป็น” อะไรโดยกำเนิด ช่วยให้สามารถพัฒนาภาวะผู้นำได้ในทุกคน ไม่จำกัดว่าใครจะ “เกิดมาเป็นผู้นำ” หรือไม่ ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของผู้นำที่ส่งผลต่อผลงานและความพึงพอใจของผู้ตาม เช่น การสื่อสารแบบสองทาง การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการจูงใจ สามารถประยุกต์ใช้กับการบริหารสถานศึกษาได้โดยตรงผู้บริหารสถานศึกษาสามารถเรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมภาวะผู้นำ เช่น การเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตย การให้ความไว้วางใจ การสร้างแรงจูงใจ ฯลฯ มีตัวอย่างการศึกษาและแนวคิดจากนักวิชาการหลายคนรองรับ เช่น แนวคิดของ Lewin, Likert, และ McGregor ซึ่งช่วยให้มีกรอบการประเมินและปรับปรุงพฤติกรรมผู้นำได้อย่างชัดเจน ๑. ความหมายของภาวะผู้นำจีราภา ประพันธ์พัฒน์ (2560, หน้า 23) ได้กล่าวความหมาย ภาวะผู้นำ หมายถึงคุณลักษณะความสามารถ พฤติกรรมหรือกระบวนการที่บุคคลใช้ชี้นำ หรือมีอิทธิพลจูงใจให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเต็มใจให้บรรลุเป้าหมายที่องค์กรวางไว้พิมลพรรณ เพชรสมบัติ (2560, หน้า 23) ได้กล่าวความหมาย ภาวะผู้นำ(Leadership) หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลโดยผู้นำเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สามารถเกิดความร่วมมือจากสมาชิกกลุ่มร่วมมือกันปฏิบัติงานจนสำเร็จบรรลุผลตามต้องการ และการที่ภาวะผู้นำมีลักษณะที่ซับซ้อนในลักษณะของกระบวนการของความสัมพันธ์และการใช้อิทธิพลต่อพฤติกรรมชองบุคคลอื่นเสาวลักษณ์ พิมพ์สายทอง (2562, หน้า 26) ได้กล่าวความหมาย ภาวะผู้นำ หมายถึงความสามารถของบุคคลที่สามารถใช้อิทธิพล จูงใจหรือ โน้มน้าวบุคคลอื่นให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกระตือรือร้นและเต็มใจ สามารถปฏิบัติงานเพื่อไปสู่ จุดหมายที่กำหนดไว้ได้สำเร็จวัชรพงศ์ ทัศนบรรจง (2563, หน้า 15) ได้กล่าวความหมาย ภาวะผู้นำ หมายถึงกระบวนการที่ผู้นำใช้ศิลปะ ความสามารถ อิทธิพล ในการจูงใจ โดยถ่ายทอดแนวคิดในการนำไปสู่การให้คนในองค์กร ร่วมกันปฏิบัติงานหรือกระทำการใดๆ ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กร
152มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจากการศึกษาความหมายของภาวะผู้นำที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำ หมายถึงพฤติกรรมการชี้นำของผู้บริหารให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ร่วมกันให้สำเร็จ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในการสั่งการและการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี2. ความสำคัญของภาวะผู้นำความสำเร็จของสถานศึกษาเกิดจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบตามแบบแผนงานที่วางไว้ซึ่งผู้ที่ต้องมีคุณสมบัติด้านภาวะผู้นำสูงเพื่อผลักดันและควบคุมให้สถานศึกษาดำเนินงานอย่างเป็นระบบก็คือผู้บริหารสถานศึกษา ดังนั้นภาวะผู้นำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำ ดังต่อไปนี้ณิรดา เวชญาลักษณ์ (2560, หน้า 8) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำ คือ บุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งโดยสมาชิกภายในองค์กรที่มีบทบาทในการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเป้าประสงค์ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างมากที่จะทำให้งานสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่ที่ตัวผู้นำ และการใช้ภาวะผู้นำ ในการสร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้ผู้อื่นได้คิดและแสดงออกมาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรเป็นสำคัญสุพัตรา ภูนาวัง (2562, หน้า 23) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ค้นหาข้อมูลของแต่ละบุคคล ในหน่วยงานได้อย่างลึกซึ่ง เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกันผู้นำที่ดีจะต้องเป็นผู้รู้จักเข้าถึงธรรมชาติพื้นฐานของบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงานของตน เป็นนักสื่อสารที่ดีกับผู้ร่วมงานและสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆ และแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ให้ลุล่วงไปด้วยดี อีกทั้งสามารถทำให้ผู้ร่วมงานเต็มใจที่จะร่วมมือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มกำลังความสามารถและมีประสิทธิภาพระพีพร ภูแล7นดี (2562, หน้า 27) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความ ล้มเหลวขององค์กร เพราะผู้นำมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจให้บุคคลอื่นปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุตามเป้าหมายขององค์การและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานของผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติส่วนตัวในการเป็นผู้นำของแต่ละคนที่จะแสดงออก เช่น เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย* โปร7งใส มีความฉลาด รอบรู้ และสร้างบรรยากาศในองค์การให้เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงาน มีศิลปะในการบริหารคน ซึ่งผลของการกระทำของภาวะผู้นำดังที่ได้กล่าวมาจะทำให้ผู้ร่วมงานเกิดความพึงพอใจในการทำงานจากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารซึ่งผู้บริหารจะต้องทำให้ผู้ร่วมงานสามารถปฏิบัติตามไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งผู้บริหารจะต้องคำนึงการสร้างแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ คอยประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้ร่วมงานและลดความขัดแย้งในองค์กร ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำที่ดีจะต้องเป็นผู้
153ที่มีความอดทนต่อความยากลำบากต่ออุปสรรคต่างๆ และสามารถนำพาให้ผู้ร่วมงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพผู้วิจัยสรุปว่า จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีบทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสรุปได้ว่า บทบาทภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา คือ พฤติกรรมของผู้บริหารที่แสดงออกมาตามบทบาทหน้าที่ได้รับมอบหมาย โดยการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มกำลังเต็มความสามารถ เพื่อให้สถานศึกษาดำเนินไปตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่กำหนด๓. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมใช้ทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรม (Diffusion of Innovation Theory) โดย Everett M. Rogers (1962) ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้คือ Everett M. Rogers (เอเวอเรตต์ เอ็ม. รอเจอร์ส)แนวคิดหลักของทฤษฎีนี้คือ “นวัตกรรม” หมายถึง แนวความคิดใหม่ (New Idea) หรือความรู้ วิธีปฏิบัติ หรือวัตถุประสงค์ที่ปัจเจกบุคคลรับรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่ แม้ว่าแนวคิดนั้นอาจถูกใช้งานหรือค้นพบมาก่อนแล้ว แต่ถ้าบุคคลใดรับรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับตน ก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในบริบทนี้ คือ การที่ผู้นำสามารถนำแนวคิดใหม่ ๆ หรือวิธีการใหม่ ๆ มาเผยแพร่และขับเคลื่อนองค์กรให้ยอมรับและนำไปใช้จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นผู้นำต้องมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ กระตุ้น และนำทางบุคลากรให้เปิดรับและนำแนวคิดใหม่ไปปฏิบัติจริง เพื่อสร้างมูลค่าและประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กรความหมายของนวัตกรรมเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมให้สถานศึกษาดำเนินงานอย่างเป็นระบบก็คือนวัตกรรม การบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงทฤษฎีและความหมายของนวัตกรรมไว้ดังนี้จีราภา ประพันธ์พัฒน์ (2560, หน้า 35) ได้กล่าวว่า นวัตกรรม หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการ ที่นำมาปรับใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการเพื่อให้งานที่ปฏิบัติอยู่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือได้สิ่งใหม่ๆปวีณา กันถิน (2560, หน้า 23) ได้กล่าวว่า นวัตกรรม หมายถึง ความใหม่ สิ่งใหม่ๆหรือการพัฒนาของเก่าให้ใหม่ขึ้น ซึ่งอาจจะอยูในรูปของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ แนวคิดใหม่ วิธีการใหม่กระบวนการใหม่ เป็นต้น ภายใต้ความรู้ ประสบการณ์ทักษะ ความชำนาญของบุคคลหรือองค์กรที่นอกเหนือจากงานที่ทำประจำอยู่อรพิน อิ่มรัตน์ (2561, หน้า 14) ได้กล่าวว่า นวัตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ๆ ที่อาจเป็น ความคิด วิธีการ หรือกระบวนการ ใหม่ที่อยู่ภายใต้ ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ ความชำนาญของบุคคลหรือทักษะที่ทำให้เกิด ความคิดใหม่ วิธีการใหม่ และกระบวนการใหม่ในการทำงาน
154ยินดี ฮานาฟ (2562, หน้า 13) ได้กล่าวว่า ความหมายของนวัตกรรม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่โดยการนำทฤษฎี หลักการมาใช้โดยตรง หรือมาปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการซึ่งนวัตกรรมจะต้องมีความแตกต่าง อย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การดำเนินงานเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ภายใต้ความรู้ประสบการณ์ ทักษะความชำนาญ เป็นต้นจากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า นวัตกรรม หมายถึง การออกแบบสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีการคิดค้นมาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในรูปแบบวิธีคิดกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานขององค์กรนั้นมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการ โดยนำทฤษฎีหรือหลักการมาใช้ร่วมกับทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ความหมายของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมภารกิจหลักของผู้บริหารสถานศึกษานอกจากจะต้องวางระบบแผนการปฏิบัติงานแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสถานศึกษา โดยการใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือเพื่อให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการจะสร้างนวัตกรรมขึ้นมาได้นั้นต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารสถานศึกษาก่อนเป็นอันแรก โดยมีนักวิชาการ นักการศึกษาและงานวิจัยได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมไว้หลากหลาย ดังนี้:ณิชาภา สุนทรไชย (2561) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ ผู้นำที่มี ความคิดแนวใหม่กล้าคิด กล้าทำในสิ่งใหม่ๆ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมให้ครูบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียน มีความคิดและความรู้ใหม่ๆ โดยร่วมมือกับองค์กรภายนอกและภายในเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องอรพิน อิ่มรัตน์ (2561, หน้า 15) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม หมายถึงพฤติกรรม คุณลักษณะและบทบาทที่มี อิทธิพลต่อการขับเคลื่อนบุคลากรทางการศึกษาให้คิดค้นแนวทางการพัฒนางาน เกิดนวัตกรรมในองค์การ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาสถานศึกษาวัชรพงศ์ ทัศนบรรจง (2563, หน้า 17) ได้กล่าวว่า ผู้นำเชิงนวัตกรรม หมายถึง ผู้นำที่มีความสามารถ ในการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการแก้ไขปัญหาขององค์กร เป็นผู้ที่มีความสามารถในการเข้าทำให้ บุคลากรทางการศึกษาในองค์กรสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา และทำให้องค์กรขับเคลื่อนโดยใช้แนวทางการดำเนินงาน ใหม่ๆ โดยการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาฐิตินันท์ นันทะศรี และคนอื่นๆ (2563) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นพฤติกรรมของผู้บริหาร สถานศึกษาในการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งนวัตกรรมการจัดการนวัตกรรมการทำงาน และนวัตกรรมการนำ โดยจูงใจให้ผู้บริหารการศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาทางการศึกษา นำความรู้ทักษะ กระบวนการหรือวิธีการต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการบริหารและการจัดการศึกษา โดยมีพฤติกรรมในด้านต่างๆดังนี้ ด้านการมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิง
155นวัตกรรมด้านการมีทักษะการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านการแสดงบทบาทและหน้าที่เชิงนวัตกรรม และด้านการมีบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรมกลิดดอน (Gliddon, 2006) ได้กล่าวว่า ผู้นำนวัตกรรมเป็นปรัชญาและเทคนิคที่ผสมผสานรูปแบบความ เป็นผู้นำที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อพนักงานในการผลิตความคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ บทบาทสำคัญในการปฏิบัติของการเป็นผู้นำนวัตกรรมนั้นผู้นำนวัตกรรมจะต้องสามารถสนับสนุน ความสำเร็จของภารกิจหรือวิสัยทัศน์ขององค์การด้วยเทคโนโลยีใหม่และกระบวนการก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรในการคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่และรับมือกับการแข7งขันที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องชาร์มา (Sharma, 2008) ได้กล่าวว่า ความหมายและลักษณะสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม หมายถึง กระบวนการสร้างอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานสามารถปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการบริหารจัดการแบบยืดหยุ7นทั้งงานและคนให้สอดคล้องกัน เพื่อบรรลุตามวิสัยทัศน์และแข7งขันได้ (Flexible and Competitive) ซึ่งผู้บริหารจะบริหารจัดการโดยเน้นวิสัยทัศน์ พันธกิจ การสร้างความเชื่อถือ การสื่อสารความตระหนักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจัดการความเสี่ยงและการพัฒนาทักษะผู้ร่วมงานให้เกิดความชำนาญไวส์ และ เลเกอร์ (Wiss & Legrand, 2011, อ้างถึงใน สุกัญญา แช่มช้อย, 2561)ได้กล่าวว่า ผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ ผู้นำที่มีความสามารถในการเข้าถึงปัญหาหรือโอกาสที่สลับซับซ้อนและค้นพบแนวทางในการดำเนินการใหม่ๆ หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องมีความฉลาดทางนวัตกรรม เพื่อช่วยให้สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริงได้ดีขึ้นและช่วยให้เกิดนวัตกรรมในองค์การมากขึ้นอีกด้วยฮอร์ธ (Horth, 2014) ได้กล่าวว่า นิยามของคำว่าภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม หมายถึงพฤติกรรมการทำงานของผู้นำที่สามารถนำความคิดใหม่ๆ มาใช้ในการนำองค์การสู่การเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายหรือใช้ในการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่บนพื้นฐานความร่วมมือร่วมแรงกันเพื่อองค์การอาชิกุร (Ashiqur, 2016, p. 208) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ การใช้พลังอำนาจของตนเพื่อสร้างกระบวนการส่งเสริมนวัตกรรม โดยการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การที่ช่วยผลักดันให้เกิดนวัตกรรม รวมถึงการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ*เพื่อใช้เป็นแนวทางอันก7อให้เกิดสร้างความไว้วางใจและสร้างแรงผลักดันให้กับพนักงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากการศึกษาแนวคิดของนักวิชาการผู้วิจัยจึงได้สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมหมายถึง องค์ประกอบของผู้บริหารเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในการบริหารงานหรือการดำเนินงานในสถานศึกษาอย่างเป็นที่ประจักษ์ มี 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม2) การมีมิตรสัมพันธ์ 3) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 4) การมีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม 5) การบริหารจัดการความเสี่ยง 6) การสร้าง
156บรรยากาศแห7งองค์การ 7) การมีกลยุทธ*เชิงนวัตกรรมและ 8) การมีบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรม 9) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ10) การมีคุณธรรม จริยธรรมและตรวจสอบได้ จากการศึกษาแนวคิดของนักวิชาการผู้วิจัยจึงได้สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม หมายถึง องค์ประกอบของผู้บริหารเพื่อสร้างสรรค์ นวัตกรรมในการบริหารงานหรือการดำเนินงาน ในสถานศึกษาอย่างเป็นที่ประจักษ์ มี 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม 2) การมีมิตรสัมพันธ์ 3) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 4) การมีความคิดสร้างสรรค์ เชิงนวัตกรรม 5) การบริหารจัดการความเสี่ยง 6) การสร้างบรรยากาศแห่งองค์การ 7) การมีกลยุทธ์เชิงนวัตกรรม และ 8) การมีบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรม 9) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ10) การมีคุณธรรม จริยธรรมและตรวจสอบได้๒. ความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมการที่ผู้นำมีความสามารถเชิงนวัตกรรมจะส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะช่วยสร้างคุณค7าให้แก่องค์การและประเทศชาติ ทั้งนี้มีนักวิชาการได้กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมไว้ดังต่อไปนี้ กุลชลี จงเจริญ กุลชลี จงเจริญ (2561, หน้า 7) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมได้แก่1. ช่วยกระตุ้นให้บุคคลเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงาน2. มีจุดเน้นหรือเป้าหมายร่วมกันในการปฏิบัติงาน3. เกิดสัมพันธภาพที่ดีภายในกลุ7ม เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันในการทำงาน4. สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถปฏิบัติงานไปสู่วิสัยทัศน์ขององค์การ5. ผู้บริหารสามารถกำหนดทิศทางขององค์การอย่างมีกลยุทธ*เชิงนวัตกรรมเพื่อการได้เปรียบในเชิงของการแข7งขันและในเชิงของคุณภาพของผลผลิต6. ช่วยในการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีการในเชิงสร้างสรรค์อย่างมีกลยุทธ์อรพิน อิ่มรัตน์ (2561, หน้า 16-17) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมช่วยให้ผู้นำสามารถกำหนดทิศทางขององค์การอย่างมีกลยุทธ์เชิงนวัตกรรม ผู้นำสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถปฏิบัติงานไปสู่วิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ บุคลากรทางการศึกษามีความร่วมมือร่วมใจในการทำงานคาร์เมลิ และคนอื่นๆ (Carmeli, et al., 2010) ได้ศึกษาถึงความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่มีต่อองค์การ ดังนี้1. สามารถกระตุ้นให้บุคคลเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อการปฏิบัติงาน
1572. สามารถสะท้อนการประเมินผลการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ตามได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน3. ทำให้บุคลากรทางการศึกษาในองค์การมีจุดเน้นหรือเป้าหมายร่วมกันในการปฏิบัติงาน4. ทำให้บุคลากรทางการศึกษาในองค์การเกิดสัมพันธภาพที่ดีภายในกลุ7ม5. ทำให้บุคลากรทางการศึกษาในองค์การเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันในการทำงานโลว์เดอร์ (Loader, 2016, อ้างถึงใน กุลชลี จงเจริญ, 2561) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมได้แก่1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้นำจะสามารถกำหนดทิศทางขององค์การอย่างมีกลยุทธ*เชิงนวัตกรรม เพื่อการได้เปรียบในเชิงของการแข7งขันและในเชิงของคุณภาพของผลผลิต2. บุคลากรทางการศึกษาในองค์การจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน มีความเชื่อใจระหว่างกัน3. บุคลากรทางการศึกษาในองค์การจะได้รับการสื่อสารที่ชัดเจนในกระบวนการและขั้นตอน และสามารถมองเห็นเป้าหมายในเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นจริงที่สามารถปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายได้4. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้นำจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถปฏิบัติงานไปสู่วิสัยทัศน์ขององค์การได้5. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์การที่เน้นการสร้างนวัตกรรมได้จากการศึกษาความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสามารถสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความสำคัญต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถกำหนดทิศทางในการบริหารสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและมีความเป็นรูปธรรม โดยการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาใช้ในการบริหารสถานศึกษาหรือการดำเนินงานด้านต่างๆของสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาสถานศึกษาผู้วิจัยสรุปว่า จากการศึกษาความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสามารถสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความสำคัญต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถกำหนดทิศทางในการบริหารสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและมีความเป็นรูปธรรม โดยการสร้างสรรค์ นวัตกรรมมาใช้ในการบริหารสถานศึกษาหรือการดำเนินงานดำนต่างๆ ของสถานศึกษาไปสูญเปล่าหมายหรือจุดประสงค์ ที่ตั้งไว้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาสถานศึกษา
158๓. บทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรมบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรมต้องมีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ดังนั้นบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรมจึงมีความสำคัญมากซึ่งมีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรมไว้ดังต่อไปนี กุลชลี จงเจริญ (2561, หน้า 26) ได้กล่าวว่า บทบาทของผู้บริหารในการใช้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในการบริหาร ต้องมีบทบาท ดังนี้ กำหนดทิศทาง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกลยุทธ์ในการสร้างวัฒนธรรมที่ชัดเจน สร้างวัฒนธรรมองค์การเชิงนวัตกรรมภายในองค์การ ให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมสร้างองค์การให้เป็นองค์การแห7งการเรียนรู้ รวมทั้ง ให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการศึกษาในองค์การ ขจัดอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษา จัดหาทรัพยากรที่เพียงพอกำหนดภาระงานที่เหมาะสม ให้เสรีภาพในการทำงาน และมีการทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกันอรพิน อิ่มรัตน์ (2561, หน้า 30) ได้กล่าวว่า บทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ เป็นผู้กำหนดทิศทางวัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิสัยทัศน์และกลยุทธ*ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมในการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการเป็นองค์การแห7งการเรียนรูอนุสรา สุวรรณวงศ์ (2561) ได้กล่าวว่า บทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรม ว่าควรมีบทบาทดังต่อไปนี้1. ผู้บริหารมีบทบาทในการกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้นวัตกรรมเป็นฐาน ซึ่งนวัตกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ*การพัฒนาสถานศึกษาที่บุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะต้องร่วมกันบริหารจัดการเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้ผู้บริหารจะต้องชี้แจงให้บุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจตรงกันว่าการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เช่น เทคนิคการสอนแบบใหม่ การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ การพัฒนากิจกรรมเสริมการเรียนรู้เป็นต้น จะเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าทางวิชาชีพและสามารถนำผลงานดังกล่าวประกอบการขอวิทยฐานะของครูให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น2. ผู้บริหารมีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้ครูสามารถออกแบบแผนงานหรือโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นกลุ7มสาระการเรียนรู้จะต้องมีนวัตกรรมประจำกลุ่มอย่างน้อย 1 ชิ้น/ป•การศึกษา หรือคณะกรรมการระดับชั้นเรียน จะต้องมีนวัตกรรมร่วมกันอย่างน้อย 1 ชิ้น/ ภาคเรียน เป็นต้น โดยการประเมินการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดเชิงนวัตกรรมจะเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของบุคลากรทางการศึกษาและสถานศึกษาอันเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการพัฒนาสถานศึกษาและแผนการยกระดับสมรรถนะเฉพาะทางสำหรับครูในลำดับต่อไป41
1593. ผู้บริหารมีบทบาทในการสนับสนุนสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานแบบต่างคนต่างทำนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ ซึ่งส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลของผู้เรียนผู้บริหารควรสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานของครูที่มุ7งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Leaning &Sharing) เน้นการทำงานแบบร่วมมือ (Collaboration) ที่ไม่จำกัดเพียงแค7ครูภายในกลุ7มสาระการเรียนรู้เดียวกันหรือครูในระดับชั้นเดียวกันเท7านั้น แต่จะเป็นการร่วมเรียนรู้และร่วมมือกันของครูและบุคลากรทางการศึกษา ทุกคนในสถานศึกษาในลักษณะของเครือข่ายการเรียนรู้ครูนวัตกรรม(Teacher Innovation Network: TIN) ที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดที่หลากหลายของครูที่มาจากกลุ7มสาระการเรียนรู้หรือระดับชั้นต่างๆ โดยผู้บริหารจะต้องจัดสรรเวลาและสถานที่เพื่อให้ครูได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการทั้งนี้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริหารทราบว่าครูท่าน ใดต้องการสนับสนุนด้านใดเพื่อให้การปฏิบัติงานนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม4. ผู้บริหารมีบทบาทในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสนับสนุนการพัฒนาของสถานศึกษาโดยส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา สร้างความร่วมมือกับนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้บริหารจะต้องประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนร่วมกันพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่มีส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิผลจากการศึกษาบทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรมสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นผู้นำในการกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาใช้ในการบริหารสถานศึกษาหรือการดำเนินงานด้านต่างๆ ของสถานศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาและเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่ดีในสถานศึกษา๔. คุณลักษณะของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมการที่สถานศึกษาจะประสบความสำเร็จไปในทางทิศทางเดียวกันได้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีนักวิชาการและนักการศึกษาได้กล่าวถึงคุณลักษณะของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมไว้ดังนี้ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี (2561, หน้า 435-436) กล่าวถึง คุณลักษณะของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมต้องประกอบด้วย คุณลักษณะ 5 ประการ ได้แก่1. ด้านการจัดการความเสี่ยง2. ด้านการแสดงออกซึ่งความสนใจใคร7รู้ ผู้นำมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ423. ด้านการนำอย่างกล้าหาญ เน้นการทำงานเชิงรุกและนำทีมและองค์การด้วยความเชื่อมัน4. ด้านการแสวงหาโอกาส ชอบริเริ่มและต้องการสร้างความสำเร็จด้วยตนเอง
1605. ด้านการคงไว้ซึ่งมุมมองกลยุทธ* แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ถ7องแท้ต่อแนวโน้มในการแข่งขันและสามารถนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ได้วัชรพงศ์ ทัศนบรรจง (2563, หน้า 27) ได้กล่าวว่า ลักษณะของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ ผู้นำเชิงนวัตกรรมมีลักษณะเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชามีการมีพัฒนาตนเอง โดยการในนวัตกรรมเข้ามาใชเทนยา (Tanya, 2010) ได้กล่าวว่า การปฏิบัติงานของผู้นำเชิงนวัตกรรม ได้แก่1. สร้างสิ่งใหม่ที่ท้าทายและสร้างสรรค์ (Embrace the Challenge)432. ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ผ่านการร่วมมือแบบทีมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสวงหาความรู้ (Drive Change though Collective Creativity and Knowledge)3. สร้างวัฒนธรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Shape the Culture)4. สร้างระบบการเรียนรู้ที่เป็นมืออาชีพ (Establish a Professional Learning system) คือ การสร้างระบบการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม5. การตัดสินใจและจัดระบบการทำงาน (Decide and Systematize) ผู้นำเชิงนวัตกรรมต้องสร้างพิมพ*เขียวในการพัฒนาวิชาชีพ กลยุทธ* วิธีการและทรัพยากร เน้นการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษานำไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเอง6. ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐาน(Ensure Digital Access and Infrastructure) ต้องให้ครู และนักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านสื่อและโลกออนไลน์บล็อกจากเว็บไซต์ต่างๆ สภาพแวดล้อมเสมือนโดยวางให้เป็นรากฐานที่สำคัญ7. ความรับผิดชอบความต้องการ (Demand Accountability) เป็นการแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่และผลงานต่อเป้าหมายที่กำหนดไว้การต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียเพราะเป็นการให้โอกาสการสร้างนวัตกรรมภายในองค์การเวเบิร์ก (Weberg, 2013) ได้กล่าวว่า คุณลักษณะ 7 ประการของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ได้แก่1. การขยายขอบเขต (Boundary Spanning) เป็นลักษณะที่ผู้นำสามารถพาทีมให้มีความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงในองค์การ สมาชิกในทีมมีการเชื่อมต่อกันทั้งภายในและภายนอก ค้นหาข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจและบูรณาการในด้านการใช้นวัตกรรม2. บริหารความเสี่ยง (Risk Taking) ผู้บริหารสามารถพาองค์การทดลองใช้นวัตกรรมใหม่ๆ บนภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน3. วิสัยทัศน์ (Visioning) เป็นผู้มีความสามารถในการมองการณ์ไกล พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลง
1614. การใช้ประโยชน์จากโอกาส (Leveraging Opportunity) เป็นคุณลักษณะที่บุคคลพยายามในการค้นหาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในทุกโอกาส5. การปรับตัว (Adaptation) เป็นคุณลักษณะของการปรับตัวเพื่อยอมรับการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในองค์การ6. การประสานงานในด้านข้อมูล (Coordination of Information Flow)เป็นความสามารถในการประสานเครือข่ายข้อมูลภายในองค์การ7. การอำนวยความสะดวก (Facilitation) เป็นคุณลักษณะของผู้นำที่อำนวยความสะดวกในด้านทรัพยากรเพื่อการสร้างนวัตกรรมจากการศึกษาคุณลักษณะของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสามารถสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเป็นผู้นำ มีความกล้าแสดงออก เป็นผู้มีกัลยาณมิตรที่ดีและเป็นผู้มีคุณธรรม๕. องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ผู้บริหารต้องแสดงออกถึงการปฏิบัติงานด้วยความเป็นผู้นำเชิงนวัตกรรม มีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ไว้ดังต่อไปนกุญยภัทร์ษร โทพา (2559) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมี 6 องค์ประกอบดังนี้1. ให้อำนาจกับสมาชิกของทีม หมายถึง การกระจายอำนาจจากผู้นำ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จที่ดีเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบทุกด้าน เพราะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้มีส่วนร่วมเห็นคุณค่าของนวัตกรรมที่ได้ร่วมกนสร้างสรรค์นั้น และยังทำให้รู้สึกดีว่าตนมีคุณค่าที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ มีความรักศรัทธาในผลงาน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพ และศักยภาพยิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยตรง2. ให้ความสำคัญและสนับสนุนทรัพยากรกับสมาชิกของทีม หมายถึง ผู้นำให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมโดยการระดมความคิดของพนักงานรวมทั้งการสนับสนุน ทรัพยากรจากผู้นำเพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นเกราะป้องกันทีมในการทำงานและเพื่อส่งเสริมให้ เกิดนวัตกรรมขึ้นภายในหน่วยงาน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เวลาแก่พนักงานในองค์การสามารถ ปรึกษาหารือในการพัฒนาระบบงานใหม่ๆ เสมอ3. สามารถมีอิทธิพลต่อผู้มีส่วนได้เสียหลัก หมายถึง ผู้นำที่สามารถสร้างแรงจูงใจโดยให้คำชมเชย รางวัลแก่พนักงานในองค์การเมื่อเกิดนวัตกรรมใหม่ มีความอดทนและมี วิธีการที่เหมาะสมในการจัดการความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากพนักงานภายในองค์การ4. มีความเชี่ยวชาญและการประยุกต์ใช้หลักการของการทำงาน หมายถึง ผู้นำมีความรู้ความเชี่ยวชาญในภารกิจหลักที่องค์การรับผิดชอบ สามารถประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี
1625. การพัฒนากลยุทธ์ กำหนดเป้าหมายและเชื่อมโยงกับกิจกรรมต่างๆ หมายถึงผู้นำที่สามารถใช้จินตนาการสร้างสรรค์นวัตกรรม หาคำตอบที่เป็นไปได้ และเป็นที่ยอมรับได้โดยสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายของนวัตกรรมกับความต้องการของผู้บริโภค ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม6. มีความสามารถในการปรับตัวและยอมรับความคิดใหม่ๆ หมายถึง ผู้นำที่เป็นคนช7างคิด ช่างสังเกต ช่างสงสัย ชอบวิเคราะห์ค้นคว้า ทดลอง สังเคราะห์เพื่อหาคำตอบหรือทางเลือกที่ดีที่สุด รู้จักเชื่อมโยงความคิด กล้าลงมือปฏิบัติ ไม่กลัวความล้มเหลว รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เข้าใจความต้องการของผู้อื่นปวีณา กันถิน (2560, หน้า 40) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มี 6 องค์ประกอบ ดังนี้1. ด้านการมีวิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนแปลง หมายถึง ระดับการปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษาที่แสดงออก ในการมุ7งเน้นการสร้างวิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายที่ได้วางไว้2. การมีส่วนร่วมในการทำงานและทำงานเป็นทีม หมายถึง ระดับการปฏิบัติของผู้บริหารในการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการเปิดโอกาสให้ครูได้มีส่วนร่วมในการทำงานของครูภายในโรงเรียน3. การสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรทางการศึกษา หมายถึง ระดับการปฏิบัติของผู้บริหารที่แสดงออกถึงการสร้างขวัญและกำลังใจ เพื่อส่งเสริมการทำงานของครูให้ดีขึ้น หรือดีขึ้นกว่าเดิม4. การคิดสร้างสรรค์หมายถึง ระดับการปฏิบัติของผู้บริหารที่แสดงออกถึงรูปแบบหรือทางเลือกใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานของครูและการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาสู่การพัฒนาตนเอง และเปลี่ยนแปลงระบบวิธีการทำงาน5. การสร้างบรรยากาศแห่งการส่งเสริมองค์กรนวัตกรรมและเทคโนโลยี หมายถึงระดับการปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของครูภายในสถานศึกษา และต่อสภาวะแวดล้อมในการทำงาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่องค์กรนวัตกรรม6. การมีคุณธรรมจริยธรรม หมายถึง ระดับการปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษาที่มุ่งหวังให้มีความถูกต้อง โปร7งใส มีหน้าที่ปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นในโรงเรียนวิทยากร ยาสิงห์ทอง และกนกอร สมปราชญ* (2560, หน้า 238) ได้กล่าวว่าองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบดังนี้1. การทำงานเป็นทีม2. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้3. การจัดการความรู้4. การมีอิทธิพลและการโน้มน้าว
1635. การสอนงานและการเป็นที่ปรึกษา6. ความคิดสร้างสรรค์7. การสร้างวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล8. ความกล้าเสี่ยงณิชาภา สุนทรไชย (2561) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้1. การมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม หมายถึง พฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่แสวงหาความคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน สามารถมองปัญหาได้หลายมุมมอง58มองปัญหาให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองและครูเข้าใจสิ่งแวดล้อมได้ดีและเปิดโอกาส รับฟังผู้อื่นประกอบด้วย1.1 มีจินตนาการ1.2 การยืดหยุ7นปรับตัว1.3 การมีส่วนร่วมของคนในทีม2. การมีวิสัยทัศน์นวัตกรรม หมายถึง การสร้างภาพอนาคตที่มุ่งหวังไว้ให้ประสบความสำเร็จ สามารกำหนดบทบาทองค์การได้อย่างชัด รับฟังความคิดเห็น เข้าใจถึงบริบทของโรงเรียน ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษายอมรับและเชื่อถือเต็มใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประกอบด้วย2.1 การสร้างวิสัยทัศน์นวัตกรรม2.2 การเผยแพร7วิสัยทัศน์นวัตกรรม2.3 การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์นวัตกรรม3. การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรมของผู้บริหารแสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ให้ครูยอมรับ เชื่อถือในวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้น กระตุ้น จูงใจให้ครูทำงาน ผู้บริหารมีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลทาให้ผู้ตามเห็นคุณค7าของตัวเอง ประกอบด้วย3.1 การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์3.2 การสร้างแรงบันดาลใจ3.3 ความเป็นปัจเจกบุคคล3.4 การกระตุ้นทางปัญญา4. การมีความกล้าเสี่ยงต่อนวัตกรรม หมายถึง พฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน มีความต้องการที่จะบริหารงานในสภาวะใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อตัวผู้นำ ผู้ตามและองค์การ เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ตามในการทำงานและสร้างแรงผลักดันให้ผู้ตามทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และผู้นำต้องเป็นแบบอย่างและมีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ เพื่อที่จะพาองค์การไปสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย
1644.1 การกล้าเปลี่ยนแปลง4.2 การมีความกล้าท้าทาย4.3 การมีความรับผิดชอบ5. การมีกลยุทธ์นวัตกรรม หมายถึง หมายถึงพฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่แสดงออกถึงการมีวิสัยทัศน์มองการไกลในอนาคตถึงมุมมองในการทำนายอนาคตอย่างมีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถในการวางแผนกลยุทธ*หรือกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อนำองค์การไปสู่วิสัยทัศน์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งวัดได้จากองค์ประกอบย่อย5.1 การกำหนดทิศทางขององค์การ5.2 การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ5.3 การควบคุมและประเมินกลยุทธ*ภิรญา สายศิริสุข (2561, หน้า 6-7) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ได้แก่1. การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงออกมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ2. การคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงออกถึงรูปแบบหรือทางเลือกใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการทำงานของครู บุคลากรทางการศึกษาทางการศึกษา3. การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของครูภายในโรงเรียน4. การมีจริยธรรมและตรวจสอบได้ หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษามุ่งหวังให้มีความถูกต้อง มีเสรีภาพในขอบเขตของมโนธรรม มีหน้าที่ปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคมทั้งนี้เพื่อก7อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสถานที่ศึกษา5. การบริหารความเสี่ยง หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาบริหารเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบเชิงลบต่อการบรรลุเป้าหมายหรือภารกิจขององค์การ โดยควบคุมกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงานต่างๆ6. บรรยากาศแห7งองค์การนวัตกรรม หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษามีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของครู บุคลากรทางการศึกษาทางการศึกษาภายในสถานศึกษาต่อสภาวะแวดล้อมในการทำงานฐิตินันท์ นันทะศรี และคนอื่นๆ (2563) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย องค์ประกอบหลัก 5 ด้าน คือ1. ด้านการมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม
1652. การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม3. การมีทักษะการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม4. การแสดงบทบาท หน้าที่เชิงนวัตกรรม5. การมีบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรมจอร์จ (George, 2012) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของผู้นำเชิงนวัตกรรมซึ่งสามารถสรุปได้ว่าองค์ประกอบของผู้นำเชิงนวัตกรรมประกอบด้วย1. การสร้างความท้าทายโดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน (Embrace the Challenge)602. การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ7านกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วม (Drive Change through Collective Creativity and Knowledge)3. การสร้างวัฒนธรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Shape the Culture)4. การสร้างชุมชนแห7งการเรียนรู้ (Professional Learning Communities)5. การตัดสินใจและวางแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบ (Decide and Systematize)6. ความสามารถเข้าถึงดิจิตอลและโครงสร้างพื้นฐาน (ensure digital access and Infrastructure)7. ความรับผิดชอบของผู้บริหาร (Accountability)มิลเลอร์, คลอกเกียร์ และเดปเพน (Miller, Klokgiers & Deppen, 2012) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของผู้นำเชิงนวัตกรรมประกอบด้วย1. การสร้างแรงจูงใจของผู้บริหาร (executive motivation)2. การสร้างแรงจูงใจสำหรับบุคลากรทางการศึกษา3. การให้โอกาสบุคลากรทางการศึกษาแสดงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ เมตคาล์ฟและแรบบินส* (Metcalf & Rabbins, 2012) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มี 5 ข้อดังนี้คือ1. มีลักษณะของผู้นำ (Leader Type)2. มีมุมมองในการพัฒนา (Development Perspective)3. มีความยืดหยุ่น (Resilience)4. มีการวิเคราะห์สถานการณ์ (Situational Analysis)5. มีพฤติกรรมความเป็นผู้นำ (Leadership Behaviors)พาเทล (Patel, 2012) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของผู้นำเชิงนวัตกรรมซึ่งสามารถสรุป ได้ว่า องค์ประกอบของผู้นำเชิงนวัตกรรมประกอบด้วย
1661. มีความตระหนักถึงรูปแบบ (Recognizing Pattern)2. มีวิสัยทัศน์ และความสามารถในการมองอนาคต และคาดการณ์ได้อย่างรอบคอบ (Predicting)3. สามารถตั้งคำถาม4. มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Mastering)5. ยอมรับความผิดพลาดและนำมาปรับปรุงงานใหม่ (Experimental)6. ตัดสินใจ (Deciding)7. สร้างเครือข่าย (Network)8. มีความเพียร (Persistence)9. ประสานงาน (Coordinating)10. มองโลกในแง7ดี (Optimistic)ดีเดอริก (Diederick, 2013) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่1. การชี้นำและเพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน2. การรับรู้และให้คุณค7าในความทุ7มเทของพนักงาน3. การมีอิทธิพลต่อผู้มีส่วนได้เสีย4. การมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคนิค5. การพัฒนาด้านกลยุทธ์6. การตั้งเป้าหมายในการดำเนินงาน7. การปรับตัวและยอมรับแนวคิดใหม่8. การประเมินโอกาสทางการค้าวูย (Wooi, 2013) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมี 5 องค์ประกอบ ดังนี้1. มีวิสัยทัศน์ หมายถึง ความสามารถในการมองอนาคต และคาดการณ์ไว้อย่างรอบคอบ รอบด้านและเป็นขั้นเป็นตอน2. มีการสร้างเครือข่ายและการทำงานเป็นทีม หมายถึง ให้ความสำคัญและสนับสนุนสมาชิกของทีม หมายถึง ผู้นำให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมโดยการระดมความคิดของพนักงาน รวมทั้งการสนับสนุนทรัพยากรจากผู้นำเพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นเกราะป้องกันทีมในการทำงานและเพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมขึ้นภายในหน่วยงาน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เวลาแก่ พนักงานในองค์การสามารถปรึกษาหารือในการพัฒนาระบบงานใหม่ๆ เสมอ3. ความเชื่อในการเปลี่ยนแปลง หมายถึง สามารถเชื่อมโยงความอยากรู้อยากเห็นไปยังการเปลี่ยนแปลงเพราะทุกสิ่งทุกอยางมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
1674. การมีความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การกระจายอำนาจจากผู้นำ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จที่ดีเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบทุกด้าน เพราะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ร่วมกันมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำให้ผู้มีส่วนร่วม เห็นคุณค7าของนวัตกรรมที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์นั้น และยังทำให้รู้สึกดีว่า ตนมีคุณค7าที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ มีความรักศรัทธาในผลงาน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพ และศักยภาพยิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข7งขันโดยตรง625. มีกลยุทธ์ หมายถึง กำหนดเป้าหมายและเชื่อมโยงกับกิจกรรมต่างๆ ผู้นำที่สามารถใช้จินตนาการสร้างสรรค์นวัตกรรม หาคำตอบที่เป็นไปได้และเป็นที่ยอมรับได้ โดยสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายของนวัตกรรมกับความต้องการของผู้บริโภค ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมฮอร์ธ (Horth, 2014) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่1. วิธีการนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการมีภาวะผู้นำ (Innovative Approach to Leadership) คือ การที่ผู้นำคิดหาวิธีการใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิมเพื่อนำไปสู่วิธีการบริหารงานแบบใหม่ และคิดหาวิธีการใหม่ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนางานบนพื้นฐานของการเข้าถึงข้อมูลหรือการคาดการณ์ในเชิงวิสัยทัศน์ วิธีการนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้จะนำมาซึ่งการมีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม2. ภาวะผู้นำสำหรับนวัตกรรม (Leadership for Innovation) ผู้นำจะต้องเรียนรู้วิธีการสร้างบรรยากาศองค์การเพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาในองค์การสามารถประยุกต์ใช้ความคิดเชิงนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสินค้าและการบริการใหม่ๆ ภาวะผู้นำสำหรับนวัตกรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม (Culture of Innovation) ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรทางการศึกษามีกระบวนการคิดที่แตกต่างและทำงานด้วยวิธีการใหม่ๆ ในการเผชิญสิ่งที่ท้าทาย เช่น การทำงานท7ามกลางทรัพยากรที่ขาดแคลน หรือการทำงานเพื่อความอยู่รอดท7ามกลางการแข่งขัน เป็นต้นมาร*แชล (Marcelle, 2019) ได้กล่าวว่า ผู้บริหารจะต้องสร้างความร่วมมือกับ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีองค์ประกอบดังนี้1. การนำสู่การเรียนรู้ (Leading to Learn) เป็นการกำหนดทิศทางโครงสร้างองค์กรและวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมเรียนรู้ด้วยการเล็งเห็นคุณค่าของนวัตกรรมเป็นสำคัญ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้นวัตกรรม ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพ รับฟyงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และมีมารยาทในการทำงานร่วมกัน สนับสนุนให้บุคลากรทางการศึกษาแสวงหาความรู้ใหม่ๆ นำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้
1682. การนำสู่การคิด (Leading to Think) เป็นความสามารถในการคิดริเริ่ม คิดสิ่งใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบ หลายแง7มุม คิดนอกกรอบ สร้างทางเลือกใหม่เพื่อหาแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนการดำเนินงาน สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาและส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียนโดยอาศัยเทคโนโลยีและสารสนเทศที่เหมาะสมประกอบการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนให้ประยุกต์ใช้วิธีการใหม่ๆ ตามบริบทองค์กร3. การนำสู่การเปลี่ยนแปลง (Leading to Change) เป็นการมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารการศึกษา กำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจ กลยุทธ์ เป้าหมายที่ชัดเจน กว้างไกล แปลกใหม่ สอดคล้องกับสภาพองค์กร โดยมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากสภาพปัจจุบันไปสู่การสร้างนวัตกรรมในองค์กร สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ ทุกสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง มีความตื่นตัวอยู่เสมอ สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ยอมรับและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสถานศึกษาในอนาคต4. การนำสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม (Leading to Innovate) เป็นการมีความรู้และทักษะในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการเพื่อให้บุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจ ยอมรับ และนำไปสู่การปฏิบัติสอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กร สนับสนุนให้มีการพัฒนาคุณภาพและการสร้างนวัตกรรมพัฒนาระบบบริหารจัดการถ่ายทอดเผยแพร7ความรู้ไปยังหน่วยงานอื่นผู้วิจัยสรุปได้ว่า จากการศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับองค์ประกอบของผู้นำเชิงนวัตกรรม ของนักวิจัยและนักวิชาการที่กล่าวมานั้น ผู้วิจัยได้ทำการสังเคราะห์เพื่อกำหนดองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ดังตารางที่ 1 จากตารางที่ 1 ผลการสังเคราะห์องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่จะใช้เป็นกรอบในการวิจัยในการศึกษา พิจารณาค่าความถี่ตั้งแต่ 12 ขึ้นไป โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ซึ่งสังเคราะห์ได้ 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม 2) การมีมิตรสัมพันธ์และการทำงานเป็นทีม 3) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 4) การมีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม 5) การบริหารจัดการความเสี่ยง 6) การสร้างบรรยากาศแห่งองค์การ 7) การมีกลยุทธ์เชิงนวัตกรรม และ 8) การมีบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรม และจากการศึกษาพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 17 ท่าน พบว่ามีองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมเพิ่มอีก 2 องค์ประกอบ คือ 9) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 10) การมีคุณธรรม จริยธรรมและตรวจสอบได้
169การนำมาใช้ของผู้วิจัย1. ใช้เป็นกรอบแนวคิดทางทฤษฎี (Theoretical Framework)ผู้วิจัยได้นำแนวคิดและทฤษฎี เช่น:- ทฤษฎีการบริหารแบบคลาสสิก (Fayol, Weber, Taylor)- แนวคิดภาวะผู้นำของ Stogdill, Likert และ Tannenbaum & Schmidt- ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรมของ Rogers- แนวคิดภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของนักวิชาการไทย เช่น ชัยเสฏฐ์ พรหมศรีมาสังเคราะห์รวมกัน เพื่อใช้เป็น “กรอบแนวคิด” สำหรับศึกษาองค์ประกอบ และลักษณะของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งกรอบแนวคิดนี้ช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดขอบเขตของการศึกษาได้ชัดเจน และเน้นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการเป็นผู้นำเชิงนวัตกรรม2. ใช้เป็นพื้นฐานในการสร้างเครื่องมือวิจัยองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ผู้วิจัยนำมาจากทฤษฎี เช่น:- วิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม- ความคิดสร้างสรรค์- การบริหารความเสี่ยง- การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ฯลฯ
170แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2วิทยานิพนธ์ของ ออระญา ปะภาวะเตเสนอต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษามิถุนายน 2564ทฤษฎีการบริหารเชิงกระบวนการ (Process Theory of Administration)เป็นทฤษฎีหลักที่อธิบายการบริหารว่าเป็น “กระบวนการ” ที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน มีการดำเนินการอย่างมีระบบ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหตุผลที่ทฤษฎีนี้เหมาะสมที่สุด:ครอบคลุมแนวคิดของนักวิชาการทุกท่าน ที่กล่าวถึงการบริหารว่าเป็น \"กระบวนการ\" ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย เช่น การวางแผน การดำเนินงาน การควบคุม และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมตอบโจทย์ทั้งด้านโครงสร้าง แนวทาง และเป้าหมาย ของการบริหารการศึกษา โดยเน้นขั้นตอนการบริหาร เช่น:การวางแผน (Planning)การจัดองค์กร (Organizing)การสั่งการหรือการนำ (Leading/Directing)การควบคุม (Controlling)สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของสถานศึกษาได้จริง และเป็นพื้นฐานของการบริหารสมัยใหม่หลายแนวทาง เช่น MBO, TQM, BSC เป็นต้นตรงกับนิยามสรุป ของการบริหารการศึกษาที่คุณกล่าวไว้ตอนท้าย ว่าเป็น “กระบวนการที่กลุ่มบุคคลดำเนินการร่วมกันในสถานศึกษา โดยอาศัยกระบวนการต่าง ๆ และทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาไปตามเป้าหมาย”องค์ประกอบหลักของทฤษฎีการบริหารเชิงกระบวนการองค์ประกอบ คำอธิบายPlanning (การวางแผน) กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และแนวทางในการดำเนินงานOrganizing (การจัดองค์การ) จัดโครงสร้าง กำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรในองค์กรLeading (การนำหรือสั่งการ) กระตุ้น ส่งเสริม ประสานงานให้บุคลากรดำเนินการไปสู่เป้าหมาย
171Controlling (การควบคุม) ตรวจสอบ ประเมิน และปรับปรุงผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนการประยุกต์ใช้ในบริบทการบริหารการศึกษาการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาการจัดองค์กรภายในโรงเรียนการบริหารงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากรการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการเรียนการสอนการสร้างระบบความร่วมมือในโรงเรียนและชุมชนการบริหารการศึกษา” จากนักวิชาการแต่ละท่านที่กล่าวถึงในข้อความของคุณ โดยเรียงตามลำดับปีพุทธศักราชที่อ้างอิง:การบริหารสถานศึกษาความหมายของการบริหารสถานศึกษา มีผู้ให้ความหมายของการบริหารสถานศึกษาไว้ต่าง ๆ ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2531) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับแนวคิดหลักในการบริหารสถานศึกษา ไว้ดังนี้1. โรงเรียนเป็นหน่วยงานทางการศึกษาระดับปฏิบัติการที่สำคัญที่สุดและผลการจัดการประถมศึกษาจะเป็นเช่นใดนั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานของสถานศึกษา2. ภารกิจหลักของโรงเรียน คือ การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนบรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ในหลักสูตร นั่นคือคุณภาพที่พึงประสงค์ทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกกลุ่มประสบการณ์ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และสุขภาพอนามัยที่ดี3. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อคุณภาพการประถมศึกษามีหลายอย่าง เช่น ระบบการบริหาร ผู้บริหารโรงเรียน และผู้ปกครองนักเรียน ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ผู้บริหารโรงเรียน4. การที่ผู้บริหารโรงเรียนจะประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติงานได้นั้นย่อมต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ คุณธรรม และคุณลักษณะที่ดีของผู้บริหาร ผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ คือ ผู้บริหารที่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนการสอนจนบรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้5. การบริหารโรงเรียนจะบรรลุผลสำเร็จตามจุดหมายของหลักสูตรได้ดีนั้นย่อมต้องอาศัยการบริหารงานอย่างน้อย 6 งาน คือ งานวิชาการ งานบุคลากร งานกิจการนักเรียน งานธุรการและการเงิน งานอาคารสถานที่ และงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
1726. ทรัพยากรในการบริหารโรงเรียนทั้ง 4 อย่าง คือ บุคลากร เงิน วัสดุ อุปกรณ์และระบบการจัดการนั้น ทรัพยากรด้านบุคลากรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ดังนั้นในการบริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่องานและต่อบุคลากรไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะได้งานและให้บุคคลที่ทำงาน ทำงานอย่างมีความสุข7. การบริหารงานทั้ง 6 งานของโรงเรียนจะเป็นไปได้ย่อมต้องอาศัยกระบวนการบริหารอย่างน้อย 4 ขั้นตอน คือ7.1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการของโรงเรียน7.2 การวางแผน7.3 การดำเนินการตามแผน (การกำกับ ติดตาม และนิเทศ ฯลฯ)7.4 การประเมินผล8. การบริหารงานในโรงเรียนจะเป็นไปโดยราบรื่นและได้ผลดียิ่งขึ้น ถ้าผู้บริหารโรงเรียนได้ใช้แนวทางและเทคนิควิธีต่าง ๆ ประกอบ เช่น8.1 การบริหารโดยยึดผลที่เกิดขึ้นต่อนักเรียนเป็นสำคัญ8.2 การบริหารโดยให้บุคลากรมีส่วนร่วม เช่น การใช้กระบวนการกลุ่มการให้กลุ่มมีโอกาสแก้ปัญหาหรือปรับปรุงงานในหน้าที่ความรับผิดชอบด้วยตัวเอง ฯลฯ8.3 การตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างมีระบบ8.4 มนุษย์สัมพันธ์ในโรงเรียน8.5 ภาวะผู้นำในโรงเรียน9. ทักษะในการบริหารประกอบด้วย ทักษะด้านเทคนิควิธี ด้านมนุษย์สัมพันธ์และด้านความคิดรวบยอดของหน่วยงานบังอร จันกรม (2552) ได้ให้ความหมายของการบริหารสถานศึกษา หมายถึง กระบวนการที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ร่วมกันปฏิบัติเพื่อเป็นการพัฒนากระบวนการทำงานให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่โรงเรียนตั้งไว้ ประกอบด้วยการบริหาร 4 ด้าน คือ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนและผลผลิตของโรงเรียน คือนักเรียนที่สำเร็จออกไปให้เป็นที่ยอมรับจากภายนอกและภายในอย่างแท้จริงสมคิด มาวงศ์ (2554) ได้ให้ความหมายของการบริหารสถานศึกษา หมายถึงการดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในทุกด้าน ที่เกิดจากบุคลากรหลาย ๆ คน ร่วมมือกันบริหารจัดการ โดยใช้กระบวนการทางการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยวิธีการจัดการองค์การที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาหรือหน่วยงานแต่ละแห่งสรุป การบริหาสถานศึกษา หมายถึง กระบวนการที่บุคคลหลายฝ่ายร่วมมือกันดำเนินการจัดกิจกรรมโดยใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหาร เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ และ
173มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเป้าหมายของสถานศึกษาความสำคัญของการบริหารสถานศึกษามีนักวิชาการได้กล่าวถึง ความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา ไว้ดังนี้ยุทธนา ชุดท้องม้วน (2550) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารสถานศึกษาไว้ว่า การบริหารสถานศึกษานั้นเป็นงานที่ต้องใช้ความรอบคอบให้มากยิ่งขึ้น เพราะสิ่งสำคัญผู้บริหารนั้นจะต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ พร้อมประสบการณ์ ซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้ กิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนนักเรียนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กระบวนการบริหารการศึกษาคือการวางแผนหรือวางโครงการอย่างกว้าง ๆ ซึ่งจะต้องเรียงลำดับถึงความสำคัญก่อนหลังมีงานอะไรบ้างที่จะต้องปฏิบัติ ในขณะเดียวกันควรวางแผนวิธีปฏิบัติพร้อมด้วยวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติงานนั้น ๆ ก่อนลงมือปฏิบัติการ การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการวางแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยการประสานงานกันระหว่างเพื่อนร่วมงานให้มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน การมอบภาระหน้าที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมอบให้คนที่ทำหน้าที่มีความรับผิดชอบสูงและเป็นคนที่เข้าใจงานได้อย่างดียิ่ง คำสั่งที่ลงมานั้นสามารถสนองได้อย่างเต็มที่สุชิน เรืองบุญส่ง (2551) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา ไว้ว่า การบริหารการศึกษามีความจำเป็น เพราะต้องการคนที่ได้รับการฝึกฝนเฉพาะด้านที่มีความรู้ความเข้าใจ ความช านาญมาดูแลรับผิดชอบ เนื่องจากสังคมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การบริหารการศึกษาจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละยุคสมัย ปัจจุบันโลกก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้หรือเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ความรู้จึงเป็นเครื่องมือจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในสังคมสมัยใหม่นี้ความรู้ที่ทันสมัยที่เหมาะสมกับสถานการณ์จะช่วยแก้ปัญหาได้ และนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นพลังสำคัญสำหรับการอยู่รอดและพัฒนา ทั้งสำหรับ บุคคลและสำหรับสังคมประเทศชาติโดยรวมอรทัย แสงทอง (2552) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา ไว้ว่า การบริหารสถานศึกษาเป็นกิจกรรมทางการศึกษาที่จะต้องทำเป็นกระบวนการโดยกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นั่นก็คือการพัฒนาสมาชิกหรือผู้รับบริการทางการศึกษาให้เป็นผู้มีคุณภาพที่สังคมต้องการ และเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องสามารถนำองค์กรให้อยู่รอด ต้องกำหนดแผนงานงานวิธีการตลอดจนขั้นตอนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานไว้อย่างมีระบบ โดยพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐที่มีไม่มากนักด้วยความประหยัด ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ทั้งคน เงิน เวลาและทรัพย์สินอย่างอื่น เพราะถ้าระบบบริหารภายในสถานศึกษาไม่ดีจะกระทบกระเทือนต่อส่วนอื่น ๆ ของหน่วยงานได้ ดังนั้นความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการบริหารสถานศึกษาจึงขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นสำคัญปรัชญา เวสารัชช์ (2554) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา ไว้ว่า การบริหารการศึกษาเป็นการบริหารจัดการที่มีระบบและมีการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องมีบุคคลและหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าร่วมดำเนินการ
174มีรูปแบบ ขั้นตอน กติกาและวิธีการดำเนินการ มีทรัพยากรสนับสนุน และมีกระบวนการประเมินผลการศึกษาเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ ซึ่งการศึกษาส่งผลกระทบและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม วิทยาการและเทคโนโลยีที่จำเป็นในการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคม ยิ่งการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆเป็นไปอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจาการพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารใหม่ ๆ พัฒนาการเหล่านี้ย่อมท้าทายต่อการบริหารการศึกษา ดังนั้นการบริหารการศึกษาจึงมีความสำคัญที่ต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ร่วมกันของสังคม ต้องนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของมนุษย์อย่างแท้จริง ตรงตามเป้าหมายร่วมกัน รวมทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสมคิด มาวงศ์ (2554) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา ไว้ว่าการบริหารสถานศึกษานั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการพัฒนาบุคคล พัฒนาสังคมหรือการพัฒนาประเทศชาตินั้นต้องการคนที่ได้รับการฝึกฝน พัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในด้าน ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรม เนื่องจากสังคมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โลกก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ความรู้จึงเป็นข้อมูลจำเป็นที่ขาดไม่ได้ การบริหารการศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการปรับเปลี่ยนพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย ความรู้ที่ทันสมัยที่เหมาะสมกับสถานการณ์จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ การพัฒนาการบริหารการศึกษาอย่างต่อเนื่องจึงเปรียบเสมือนขุมพลังสำหรับการอยู่รอดและการพัฒนา ทั้งสำหรับบุคคล สังคม และประเทศชาติโดยรวม จากที่ได้นำเสนอข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษามีความสำคัญเพราะเป็นกระบวนการทำงานโดยกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้นั่นคือการพัฒนาสมาชิกหรือผู้รับบริการทางการศึกษาให้เป็นผู้มีคุณภาพที่สังคมต้องการซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องให้สถานศึกษาอยู่รอด โดยต้องกำหนดแผนงานวิธีการ ตลอดจนขั้นตอนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานไว้อย่างมีระบบ ใช้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลอย่างประหยัด ใช้ทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งสิ้นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษาปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546) ได้ให้แนวคิดว่ากระบวนการบริหารการศึกษาเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์การ ประกอบ 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Planning)การจัดองค์การ (Organizing) การนำ (Leading) การควบคุม (Controlling)สุพจน์ พันธ์ชูเพชร (2548) ได้กล่าวถึงกระบวนการในการบริหารงาน ซึ่งได้เสนอ กระบวนการบริหารไว้ 7 ประการ เรียกย่อ ๆ ว่า “POSDCORB” โดยมีกระบวนการบริหาร ดังนี้1. การวางแผน (Planning) หมายถึง การวางแนวทางในการปฏิบัติงานตลอดจนวิธีการปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน2. การจัดหน่วยงาน (Organizing) หมายถึง การจัดโครงสร้างอำนาจหน้าที่การแบ่งส่วนงาน การจัดสายงาน
1753. การจัดตัวบุคคล (Staffing) หมายถึง การบริหารงานด้านบุคลากร อันได้แก่ การจัดอัตรากำลัง การสรรหา การรักษาสภาพการทำงาน การควบคุมการปฏิบัติงาน4. การอำนวยการ (Direction) หมายถึง การดำเนินการในการตัดสินใจและสั่งการในกิจการต่าง ๆ ให้ดำเนินไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ทั้งในลักษณะทั่ว ๆ ไป และในลักษณะเฉพาะ ตลอดจนการให้คำแนะนำและการควบคุมการปฏิบัติงาน5. การประสานงาน (Coordinating) การร่วมมือในการปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆให้ประสานสอดคล้องกันและกลมกลืนกัน6. การรายงาน (Reporting) หมายถึง การรายงานผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานให้ผู้บริหารและสมาชิกของหน่วยงานได้ทราบความเคลื่อนไหว และความก้าวหน้าของกิจการในหน่วยงาน7. ให้แนวคิดงบประมาณ (Budgeting) หมายถึง การควบคุมการใช้จ่ายให้รอบคอบและรัดกุมรวมถึงการจัดสรรงบประมาณ การทำบัญชีพระธรรมโกศาจารย์ (2549) ให้แนวคิดถึงการบริหารเป็นวิธีการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยผู้อื่น (Getting things done through other people) และกล่าวว่า หน้าที่ของผู้บริหารเป็นกรอบในการพิจารณาของผู้บริหารให้สำเร็จมี 5 ประการ ตามคำย่อภาษาอังกฤษว่า “POSDC” ดังนี้ คือ1. P คือ Planning หมายถึง การวางแผน เป็นการกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อความสำเร็จที่จะตามมาในอนาคต ผู้บริหารที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เพื่อกำหนดทิศทางขององค์กร2. O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทำและการกระจายอำนาจ3. S คือ Staffing หมายถึง งานบุคลากร เป็นการสรรหาบุคลากรใหม่ การพัฒนาบุคลากรและการใช้คนให้เหมาะสมกับงาน4. D คือ Directing หมายถึง การอำนายการ เป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิดการดำเนินการตามแผน ผู้บริหารต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและต้องมีภาวะผู้นำ5. C คือ Controlling หมายถึง การกำกับดูแล เป็นการควบคุมคุณภาพของการปฏิบัติงานภายในองค์กร รวมทั้งกระบวนการแก้ปัญหาภายในองค์กรสมคิด มาวงศ์ (2554) ได้สรุปว่า กระบวนการบริหารการศึกษา คือ แนวทางเทคนิคหรือวิธีการ ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการหลัก ๆ คือ การวางแผน การจัดองค์การ การอำนวยการประสานงาน การควบคุมงาน การตัดสินใจ การจัดคนเข้าทำงาน การจัดสรรทรัพยากรการติดต่อสื่อสาร การประเมินผล และการปรับปรุง รวมทั้งการกระตุ้นหรือการจูงใจที่ผู้บริหารนำมาใช้ในการปฏิบัติภารกิจการบริหารการศึกษาให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมาย
176และวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนั้นหัวใจหลักของผู้บริหารจำเป็นต้องทราบกระบวนการทางการบริหาร และต้องมีทักษะในการใช้กระบวนการทางการบริหารทุกขั้นตอนอย่างมีแนวคิดและความเหมาะสมจากที่ได้นำเสนอข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นกระบวนการทางสังคมที่ผู้บริหารใช้สำหรับตัดสินใจ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ โดยนำทรัพยากรมาใช้อย่างประหยัด โดยการดำเนินการดังกล่าวนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่อให้บุคคลต่าง ๆ เกิดความร่วมมือกันในการปฏิบัติงานซึ่งกระบวนการบริหารดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นภารกิจของผู้บริหารต้องปฏิบัติ ตามลำดับขั้นตอนให้เป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อองค์กรการบริหารสถานศึกษา:ใช้ทฤษฎี POSDCORBชื่อทฤษฎี:ทฤษฎี POSDCORB (พอส-ดี-คอร์บ)ผู้พัฒนา: Luther Gulick และ Urwick (ในยุคของ Classical Management Theory)องค์ประกอบหลักของ POSDCORB:อักษรย่อ ความหมาย (ภาษาอังกฤษ) ความหมาย (ภาษาไทย)P Planning การวางแผนO Organizing การจัดองค์กรS Staffing การบริหารงานบุคลากรD Directing การอำนวยการCO Coordinating การประสานงานR Reporting การรายงานB Budgeting การจัดทำงบประมาณเหตุผลที่ทฤษฎี POSDCORB เหมาะสมที่สุดในฐานะ “ทฤษฎีหลักเดียว”สอดคล้องกับ โครงสร้างกระบวนการบริหารสถานศึกษา ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแนวทางของ สพฐ.ครอบคลุม ทุกหน้าที่หลักของผู้บริหารสถานศึกษา เช่น วางแผน ควบคุม นำ ทรัพยากร ประเมินผล ฯลฯสามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาในเอกสารที่คุณให้มาได้ทุกมิติ เช่น:แนวคิด 4 ขั้นตอนของ สพฐ. (ศึกษา – วางแผน – ดำเนินการ – ประเมินผล)แนวคิด 7 ขั้นของ สุพจน์ พันธ์ชูเพชร (POSDCORB)แนวคิดของพระธรรมโกศาจารย์ (POSDC)
177ใช้ได้กับทุกมิติของการบริหารโรงเรียน: วิชาการ บุคลากร งบประมาณ อาคารสถานที่ และความสัมพันธ์กับชุมชนเป็น “ทฤษฎีเชิงระบบ” ที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้ต่อเนื่องการประยุกต์ใช้ POSDCORB กับบริบทโรงเรียนองค์ประกอบ ตัวอย่างในสถานศึกษาPlanning การวางแผนพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนOrganizing การจัดโครงสร้างฝ่ายในโรงเรียน เช่น กลุ่มงานต่าง ๆStaffing การสรรหา/บรรจุ/พัฒนา ครูและบุคลากรDirecting การสั่งการ ประชุม ชี้แจง นำพาองค์กรCoordinating การประสานงานระหว่างฝ่าย เช่น กลุ่มบริหาร/ชุมชนReporting การจัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์หรือประเมินคุณภาพBudgeting การบริหารแผนการใช้เงิน/ของบ/ตรวจสอบกระบวนการบริหารสถานศึกษากระบวนการบริหารสถานศึกษา ได้มีการกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ดังนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 39 กำหนดว่า สถานศึกษาและส่วนราชการตามมาตรา 34 (2) มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ๆ โดยให้มีผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ 1. การบริหารกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมายกฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการและของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ2. ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษารวมทั้งควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ3. เป็นผู้แทนของสถานศึกษาหรือส่วนราชการในกิจการทั่วไป รวมทั้งการจัดทำนิติกรรมสัญญาในราชการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการได้รับตามที่ได้รับมอบอำนาจ4. จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา5. อำนาจหน้าที่ในการอนุมัติประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรของสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด6. การปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการปลัดกระทรวง เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการ
178คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งงานอื่นที่กระทรวงมอบหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 39 ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณการบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง มาตรา 40 ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา และสถานศึกษาอาชีวศึกษาของแต่ละสถานศึกษาเพื่อำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทน ผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์ หรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสถานศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2531) ได้ระบุว่าการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ เช่น กระบวนการบริหาร ทักษะ และเทคนิควิธีการต่าง ๆ เป็นต้น ในส่วนของกระบวนการบริหารนั้นจะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ2. วางแผน3. ดำเนินการตามแผน4. ประเมินผลศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ ในการบริหารงานใด ๆ นั้น การศึกษาสภาพปัจจุบันจะทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการกับความพร้อมในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญยิ่งสำหรับการวางแผนบริหารสถานศึกษาสภาพปัจจุบัน หมายถึง สภาพที่เป็นจริง กำลังเป็นอยู่ หรือดำเนินการอยู่ในขณะนั้น ปัญหา หมายถึง ผลที่ปรากฏซึ่งไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือต้องการให้เป็น ความต้องการ หมายถึง ระดับความคาดหวังหรือจุดสุดท้ายของงานที่แสดงระดับผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์การวางแผน หมายถึง การคิดหรือกำหนดทางเลือกในการดำเนินการ หรือการแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างประหยัดและได้ประโยชน์สูงสุด การวางแผนเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการบริหารสถานศึกษา ซึ่งต่อจากขั้นตอนการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ เป็นที่ยอมรับกันว่าการบริหารโดยใช้แผนมีความสำคัญและทำให้มีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพการดำเนินงานตามแผน เป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการบริหารหากไม่มีการปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ แผนที่วางไว้ก็จะเสียเปล่า
179การประเมินผล เมื่อมีการดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนดในแผน/โครงการ แล้วผู้บริหารจำเป็นต้องจัดให้มีการประเมินผล เพื่อให้ทราบว่าการปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จหรือไม่เพียงใด การประเมินผลจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการบริหารกล่าวโดยสรุป จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และทัศนะของส่วนราชการ กระบวนการบริหารสถานศึกษาเป็นกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่างที่บุคคล องค์คณะบุคคลร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อจัดระบบให้หน่วยงานหรือองค์กร สามารถดำเนินกิจการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เป้าหมาย ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการ โดยมีกระบวนการบริหารเป็นแนวทางการประสานกิจกรรมเพื่อำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพความหมายของภาวะผู้นำ (Leadership)ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นบุคคลสำคัญอย่างมากของสถานศึกษา ซึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร สถานศึกษาต้องมีคือภาวะผู้นำ โดยมีนักวิชาการศึกษาได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ ไว้ดังนี้ธีระ รุญเจริญ (2550) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำคือคุณสมบัติ เช่น สติปัญญา ความดีงาม ความรู้ ความสามารถของบุคคลที่ชักนำให้คนทั้งหลายมาประสานกันและพากันไปสู่จุดมุ่งหมายที่ดีงามเนตร์พัณณา ยาวิราช (2550) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถในการบังคับบัญชาผู้อื่น โดยได้รับการยอมรับและยกย่องจากบุคคลอื่นเป็นผู้ทำให้บุคคลอื่นไว้วางใจและให้ความร่วมมือ ความเป็นผู้นำเป็นผู้มีหน้าที่ในการอำนวยการหรือสั่งการบังคับบัญชาประสานงานโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ (Authority) เพื่อกิจการงานบรรลุสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการภารดี อนันต์นาวี (2551) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการและสถานการณ์ที่บุคคลหนึ่งเป็นที่ยอมรับให้เป็นผู้นำกลุ่มและมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่มบุคคลนั้น สมาชิกในกลุ่มเชื่อว่ามีความสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่กลุ่มเผชิญอยู่ได้โดยอาศัยอำนาจหน้าที่หรือการกระทำของผู้นำในการชักจูงหรือชี้นำบุคคลอื่นให้ปฏิบัติงานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ (2551) ได้ให้ความหมาย ภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการที่ผู้นำช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้รับรู้ว่า อะไรคือความสำคัญให้ภาพความเป็นจริงขององค์การแก่ผู้อื่นช่วยให้มองเห็นทิศทางและจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจนภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกสันติ บุญภิรมย์ (2552) ได้ให้ความหมายว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ศิลปะของบุคคลคนหนึ่งที่สามารถโน้มน้าวให้บุคคลคนหนึ่งหรือบุคคลหลายคนได้แสดงพฤติกรรมของตนเองตามที่ผู้นำประสงค์ ภายใต้สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของส่วนรวมหรือของผู้นำได้อย่างไม่มีเงื่อนไข
180ธนกร โพธิ์นิยม และราณี อิสิชัยกุล (2553) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการที่บุคคลหนึ่งสร้างอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นหรือผู้ตาม เพื่อปฏิบัติกิจกรรมให้เกิดผลสำเร็จ25ตามเป้าหมายที่องค์กรวางเอาไว้ ความเป็นผู้นำจะเกิดขึ้นได้ต้องมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้นำ 2) ผู้ตาม 3) การสื่อความหมาย 4) สถานการณ์สัมมนา รธนิธย์ (2553) ได้ให้ความหมายว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง การใช้อิทธิพล หรือตำแหน่งโดยการจูงใจให้บุคคลหรือกลุ่มปฏิบัติตามความคิดเห็น ความต้องการของตนด้วย วิโรจน์ สารรัตนะ (2555) ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นกระบวนการที่ทำให้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุจุดหมายขององค์การสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ศิลปะหรือกระบวนของบุคคลคนหนึ่งที่สามารถโน้มน้าวกระตุ้นหรือใช้อิทธิพลจูงใจผู้ร่วมงานมาประสานกัน เพื่อให้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ด้วยความเต็มใจ เพื่อการบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการยอมรับและยกย่องจากผู้ร่วมงานความสำคัญของภาวะผู้นำภาวะผู้นำ ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์การ เพราะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ มีผลกระทบต่อบุคคลและทรัพยากรอื่นภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นผู้วางแผน ควบคุม ดูแล ชี้นำผู้ใต้บังคับบัญชา โดยใช้ทักษะความรู้ความสามารถทั้งการแสดงออกซึ่งภาวะผู้นำเพื่อให้เกิดผลสำเร็จของงานตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสุธรรม ธรรมทัศนานนท์ (2554) ได้สรุปว่า กระแสสภาพการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริหารการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) เนื่องจากจะต้องมีสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย หลายระดับ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน เพื่อผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่พึงประสงค์ ซึ่งในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมและยุคแห่งการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดอำนาจหน้าที่การบริหารและจัดการศึกษาของรัฐและในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) มีกรอบแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ได้แก่ 1) การกระจายอำนาจ การบริหารและการจัดการศึกษาให้สถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา 2) พัฒนาระบบบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมและมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ 3) พัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
1814) พัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเอกชนและทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษาและสนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ให้มากขึ้น และ 5) พัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ (แผนพัฒนาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559)26 ชาญชัย อาจินสมาจาร (2555) ได้อธิบายถึงภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งจะนำความสำเร็จ ความมีประสิทธิภาพ และความมีประสิทธิผลมาสู่โรงเรียนนั้น ๆ ดังนั้น กระบวนทัศน์ใหม่ภาวะผู้นำแบบใหม่ (New Leadership Paradigm) เป็นการมุ่งเน้นให้ผู้บริหารทุกระดับและทุกหน่วยงานจะต้องใช้ทักษะแบบใหม่ในการบริหารงานและทุ่มเทเวลาในการบริหารงาน หมายถึง การปฏิรูปตนเองให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง(สุวัฒน์ จุลสุวรรณ์, 2554) ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นรูปแบบของผู้นำยุคใหม่ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับสังคมปัจจุบันสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำจะมีลักษณะเด่นที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อองค์การเป็นผู้นำที่ไม่ใช้แรงจูงใจทางวัตถุ เพื่อมีอิทธิพลเหนือผู้ตามแต่พยายามทำให้กิจกรรมต่าง ๆที่ทำมีความหมายเชิงคุณค่า สร้างความเข้าใจและความรู้สึกร่วมของผู้ตาม ผู้นำจะเน้นที่ความมีประสิทธิผล (Effectiveness) ของงานคุณลักษณะของผู้นำที่ดีลักษณะของผู้นำที่ดีนั้น มีนักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงไว้มากมาย แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าไม่มีบุคคลใดที่จะมีลักษณะของผู้นำที่ดีไปทั้งหมด และผู้นำแต่ละคนก็ไม่จำเป็นว่าจะมีคุณลักษณะของผู้นำที่ดีเหมือนกัน เพราะสถานการณ์ เวลา สถานที่ และลักษณะขององค์การของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป และยังขึ้นอยู่กับลักษณะอุปนิสัยใจคอ และวิธีการของแต่ละคนอีกด้วยBass (1985) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ ประกอบด้วยลักษณะ 4 ประการ คือ 1. ความมีบารมี (Charismatic)2. การดลใจ (Inspiration)3. การกระตุ้นการใช้ปัญญา (Intellectual Stimulation)4. การมุ่งสัมพันธ์เป็นรายบุคคล (Individualized Consideration)Ward (2005) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้นำควรมีคุณลักษณะ 6 ประการ ดังนี้ 1. มีวิสัยทัศน์ ผู้นำสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ได้อย่างชัดเจนและกระจายวิสัยทัศน์ให้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้เรียนรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจนถูกต้อง2. มีความเชื่อว่าองค์กรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญผู้นำมีปรัชญา ความเชื่อว่าองค์กรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญจึงต้องนำองค์กรไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้ โดยจัดสภาพบรรยากาศ ให้ทุกคนได้ศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
1823. เน้นคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ ผู้นำให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จัดการฝึกอบรมตามความต้องการและความจำเป็น ให้ขวัญกำลังใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงศักยภาพอย่างเต็มกำลังความสามารถ4. เป็นผู้ที่มีการสื่อสารและนักฟังที่ดี ผู้นำหลักการสื่อสารที่มีประสิทธิผลคำนึงถึงข้อมูลข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กรเข้าใจและยอมรับความคิดเห็นของบุคลากร และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะตลอดเวลา5. ปฏิบัติงานให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติงานเน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินผลและรายงานความก้าวหน้า เพื่อพัฒนางานไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ6. ใช้หลักการบริหารความเสี่ยงการบริหารจัดการมีความยืดหยุ่น และไม่เคร่งครัดจนเกินไป ในบางครั้งเปิดโอกาสให้ปฏิบัติงานเกินกรอบหรือนโยบายได้ถ้างานนั้นสามารถพัฒนางานในหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผู้นำยุคใหม่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ จากการบริหารสู่ภาวะผู้นำโดยใช้หลักการ 7 ประการของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดังนี้หลักการที่ 1 : หลักการ “ทำให้เป็นเรื่องง่าย” (Principle of Simplification)หลักการที่ 2 : หลักการ “การจูงใจ” (Principle of Motivation)หลักการที่ 3 : หลักการ “การเอื้ออำนวยความสะดวก” (Principle of Facilitation)หลักการที่ 4 : หลักการแห่ง “การริเริ่มสิ่งใหม่” (Principle of Innovation)หลักการที่ 5 : หลักการ “ด้านการขับเคลื่อน” (Principle of Mobilization)หลักการที่ 6 : หลักการเตรียมความพร้อม (Principle of Preparation)หลักการที่ 7 : หลักการแห่ง “การสิ้นสุด” (Principle of Determination)Fullan (2006) ได้กล่าวถึงความเป็นภาวะผู้นำควรมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้1. สร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational) เป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจชี้นำและทำให้ผู้ตามเห็นตามวิสัยทัศน์ หรือมีการกำหนดเป้าหมายและภารกิจร่วมกัน2. มีอิทธิพลต่อผู้อื่น (Influence) เป็นผู้ที่มีอิทธิพลและเป็นเป็นผู้ที่ดึงดูดใจผู้ตามให้เข้าร่วมกลุ่มในการทำงาน และสร้างเครือข่ายในการช่วยเหลือสนับสนุนมีความสามารถในการสื่อสาร โดยการใช้คำพูดหว่านล้อมชักจูงและทำให้คนคล้อยตามได้3. การพัฒนาผู้อื่น (Developing Others) ผู้นำที่มีความสามารถในการพัฒนาความสามารถของผู้อื่น มีความเข้าใจเป้าหมายจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้อื่น สามารถให้ข้อมูลป้อนกลับในเชิงสร้างสรรค์
1834. เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง (Change Catalyst) เป็นผู้ที่สามารถรู้ได้ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีอุปสรรคจะมีวิธีการปฏิบัติที่จะเอาชนะอุปสรรคที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง เพื่อำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว5. การบริหารจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ผู้ที่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งได้ดี กล้าเผชิญหน้ากับข้อขัดแย้งและมีความสามารถในการหาข้อตกลงร่วมกันเมื่อเกิดความขัดแย้ง6. สร้างสายใยแห่งความผูกพัน (Building Bonds) ผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องรู้จักสร้างสายใยแห่งความผูกพัน เข้าใจในความแตกต่างของบุคคล มีความสามารถในการสร้างความเชื่อใจให้กับผู้ตาม รวมทั้งการสร้างความสามัคคีในองค์การ7. สร้างการทำงานเป็นทีมและความร่วมมือในการทำงาน (Teamwork and Collaboration) เป็นผู้ที่รู้จักการทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกัน มีการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรในการทำงาน สร้างจิตวิญญาณในการทำงานเป็นกลุ่มอรุณ รักธรรม (2542) ที่ได้อธิบายถึงผู้นำที่ดีว่า ควรประกอบด้วยลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. ความรู้ คือ จะต้องเป็นผู้ที่รอบรู้ ยิ่งรอบรู้มากเพียงใด ฐานะแห่งความเป็นผู้นำก็จะยิ่งมั่นคงมากขึ้นเพียงนั้น2. ความริเริ่ม คือ ความต้องการที่จะปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยไม่ต้องมีคำสั่งและแสดงข้อคิดเห็นที่จะแก้ไขสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นหรือเจริญขึ้น เป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่ผู้นำจะต้องมีและในการที่จะริเริ่มทำอะไรทุกอย่างจะต้อง “คิดก่อนทำเสมอ”3. ความกล้าหาญ คือ ลักษณะอาการที่ไม่กลัวต่ออันตราย ความลำบากหรือความเจ็บปวดใด ๆ โดยสามารถควบคุมความกลัวไว้ได้ 4. ความเด็ดขาด คือ ความสามารถที่จะตัดสินตกลงใจได้ทันที เมื่อตกลงสั่งการใด ๆ โดยสามารถควบคุมความกลัวไว้ได้5. ความแนบเนียน คือ ความสามารถที่จะติดต่อเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับ ผู้อื่นด้วยกิริยาอาการและวาจาที่ถูกต้องเหมาะสม โดยไม่ทำให้ผู้ที่เราติดต่อด้วยนั้นเกิดความกระด้างกระเดื่องหรือไม่พอใจแก่ตนได้6. ความยุติธรรม คือ การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามความยุติธรรม และศีลธรรม วางตนเป็นกลาง ไม่เอนเอียงในการที่จะให้เกิดประโยชน์ หรือเป็นโทษต่อผู้หนึ่งผู้ใด ความยุติธรรมที่กล่าวถึงนี้ คือ ความเที่ยงธรรมนั่นเอง7. ท่าทาง คือ การแสดงออกซึ่งรูปร่างลักษณะของร่างกายที่ต้องประสงค์ มีกิริยาอาการและเครื่องแต่งกายที่ถูกต้องเหมาะสม8. ความอดทน คือ ความสามารถของร่างกายและความคิดจิตใจที่จะอดทนต่อ การปฏิบัติกิจกรรมหรือหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ที่สมเหตุสมผลต่อเนื่องและบรรลุสำเร็จได้29
1849. ความกระตือรือร้น คือ การมีใจจดจ่อที่ดีและมีความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ หรือกิจการที่ต้องปฏิบัติอยู่เสมอ10. ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นการข่มหรือบังคับความโลภ ความหลง และความอยากได้ของตนเอง เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมาและไม่ทำร้ายผู้อื่น11. ความตื่นตัว คือ ความระมัดระวัง ความสุขุมรอบคอบ ความไม่ประมาทไม่ยืดยาด ทำอะไรทันทีทันควัน และมีความว่องไวปราดเปรียวอยู่เสมอ หรือไม่เป็นคนใจลอยหรือหลับใน12. ดุลพินิจ คือ อำนาจแห่งความคิดที่สามารถจะพิจารณาสิ่งต่าง ๆหรือเหตุต่าง ๆ อย่างถูกต้อง โดยชั่งน้ำหนักเหตุผลนั้น ๆ และสรุปเป็นข้อลงความเห็นหรือข้อตกลงใจอันเฉียบแหลมได้13. ความสงบเสงี่ยม คือ ความไม่หยิ่งยโส ไม่จองหอง และไม่มีความจูงใจในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล14. ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ความเมตตาปราณี ความกรุณา ความสงสาร และความเห็นผู้อื่น และในลักษณะที่ไม่เสียผลประโยชน์ของส่วนรวม15. ความจงรักภักดี คือ สภาพหรือคุณสมบัติประจำตัวของการเป็นบุคคลที่ ซื่อสัตย์สุจริตและซื่อตรงต่อผู้อื่น ต่อหน้าที่ต่อรัฐ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความจงรักภักดีต่อหมู่และคณะส่วนรวม16. การสังคมดี คือ การมีบุคลิกภาพที่เข้ากับสังคมได้อย่างถูกต้อง หรือปรับตัวเองให้คบค้าสมาคมกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างถูกต้องแนบเนียน17. การบังคับตัวเอง คือ การบังคับจิตใจโดยผ่านทางอารมณ์ ซึ่งรับมาจากประสาททั้งห้า เพื่อไม่ให้แสดงออกถึงกิริยาอาการต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมแก่ผู้อื่นได้วิจิตร วรุตบงกูร และสุพิชญา ธีระกุล (2553) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงไว้ 5 ประการ คือ 1. ความเป็นผู้นำ (Leadership) คือ มีอิทธิพลในตนเองสูงกว่าอิทธิพลอื่น ๆ ของบุคคลนกลุ่มและสามารถชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานได้ คุณสมบัติด้านนี้ประกอบด้วยลักษณะต่าง ๆ คือ มีความร่าเริงแจ่มใส และอดทน สามารถตัดสินใจและจูงใจคนมีความรับผิดชอบฉลาดและไหวพริบดี มีความอุตสาหะวิริยะ ความเสียสละ มีบุคลิกภาพดีและมีความเป็นประชาธิปไตย2. มีมนุษยสัมพันธ์ (Human Relationship) ผู้บริหารจะต้องทำงานร่วมกับบุคคลอื่นทั้งนอกและในโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งประกอบไปด้วย 30 ลักษณะที่สำคัญ คือ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความเสมอต้นเสมอปลาย ยกย่องชมเชย รับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่นมีความยืดหยุ่น เปิดเผย เป็นกันเอง3. มีความรู้และประสบการณ์ (Knowledge and Experience) เป็นคุณสมบัติที่ เกี่ยวกับงานในอาชีพของผู้บริหาร โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่สำคัญยิ่ง เช่น มีความรู้และประสบการณ์ มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของงานและรู้เท่าทันเหตุการณ์
1854. มีคุณธรรมสูง (Virtue) คุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้บริหารให้มีพฤติกรรมแต่สิ่งที่ดีงาม ได้แก่ มีความยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความจงรักภักดีและมีศีลธรรม5. มีสุขภาพดี (Healthy) คือ มีสุขภาพทางกายและสุขภาพทางใจดี สุขภาพจะ เป็นเครื่องสร้างเสริมการปฏิบัติให้ถูกต้องและสม่ำเสมอจากการศึกษาแนวคิดจากนักวิชาการหลายท่านสรุปได้ว่า คุณลักษณะของภาวะผู้นำจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติกรรมของผู้บริหารและผู้นำที่มีคุณภาพและนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งได้แก่มีบุคลิกภาพด้านร่างกายดี ด้านจิตใจดี ด้านสังคมดี คือ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม เห็นประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน มีคุณลักษณะด้านวิชาการ มีด้านประสบการณ์ของผู้บริหาร คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพของผู้บริหาร คุณลักษณะด้านความสามารถในการปฏิบัติงานมีความเชื่อมั่นและความเคารพในความคิดเห็นของตนและผู้อื่น มีความรอบรู้ความสามารถในงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ มีความคิดริเริ่มและสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความคิดริเริ่มด้วยมีความเสียสละ มีความกระตือรือร้นและเข้าสังคมได้ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความกล้าในการตัดสินใจ มีความสมานไมตรีและสร้างสามัคคีกับผู้ร่วมงานมีดุลยพินิจมั่นคงและรอบคอบ มีความจงรักภักดีต่องานและผู้ร่วมงาน มีความเป็นผู้นำ มีบารมี การดลใจ กระตุ้นการใช้ปัญญา การมุ่งสัมพันธ์เป็นรายบุคคล ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำจะใช้การจูงใจให้ผู้ตามเกิดการเพิ่มความพยายามในการทำงานมากขึ้นกว่าปกติทฤษฎีภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (Transformational Leadership Theory)ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ คือ แนวคิดการเป็นผู้นำที่ มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงและยกระดับ แรงจูงใจ ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้ตาม เพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ในระดับสูงกว่าเดิม ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม และองค์กรผู้นำแบบนี้จะ สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาและเสริมพลัง แก่ผู้ตาม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และมีจิตสำนึกต่อเป้าหมายส่วนรวมผู้พัฒนาทฤษฎีเสนอครั้งแรกโดย James MacGregor Burns (1978)พัฒนาอย่างชัดเจนโดย Bernard M. Bass (1985)แนวคิดสำคัญผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพจะ ไม่เน้นอำนาจจากตำแหน่ง แต่เน้น “อิทธิพล” และ “ความไว้วางใจ” มีเป้าหมายในการพัฒนา “ผู้ตาม” ให้เติบโตขึ้น และสามารถทำงานได้เกินความคาดหวังของตนเอง ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับองค์กร และวัฒนธรรมองค์กรองค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (ตาม Bass)องค์ประกอบ ความหมาย1. อิทธิพลโดยอุดมคติ (Idealized Influence) ผู้นำเป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรม และเป็นที่เคารพนับถือ
1862. แรงบันดาลใจ (Inspirational Motivation) สร้างแรงจูงใจผ่านวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และเป้าหมายที่ท้าทาย3. การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation) ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การริเริ่มสร้างสรรค์ และเปิดรับแนวคิดใหม่4. การพิจารณาเป็นรายบุคคล (Individualized Consideration) ใส่ใจความต้องการของผู้ตามแต่ละคน ให้คำปรึกษา และพัฒนาเขาอย่างเหมาะสมจุดเด่นของทฤษฎีเหมาะกับการบริหารองค์กรในยุคที่มี การเปลี่ยนแปลงสูง มุ่งเน้น การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ส่งเสริม จริยธรรม และความเป็นผู้นำด้วยหัวใจ เชื่อมโยงระหว่าง วิสัยทัศน์ ผู้นำ และการปฏิบัติการประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใช้ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ จะสามารถ กระตุ้นครูให้มีเป้าหมายร่วม พัฒนาความสามารถของครูปลูกฝังคุณธรรมในการจัดการเรียนรู้พัฒนาโรงเรียนให้มีวิสัยทัศน์และคุณภาพอย่างต่อเนื่องมีนักทฤษฎีทั้งหลายพยายามศึกษาว่าผู้นำนั้นควรจะมีลักษณะอย่างไร และเขาได้ตั้งข้อสังเกตไว้และสร้างเป็นทฤษฎีขึ้น แต่ละทฤษฎีจะมีมโนทัศน์ (Concept) แตกต่างกันไปซึ่ง เทื้อน ทองแก้ว (2542) ได้จำแนกทฤษฎีของผู้นำไว้ดังนี้ฮอกจ์ และจอห์นสัน (Hodg and Johnson, 1970) มีทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเป็นผู้นำอยู่ 4 แบบ คือ1. ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำ (The Traits Theory) ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จ จะมีคุณลักษณะของบุคลิกภาพหรือคุณสมบัติพิเศษซึ่งเกื้อกูลให้ประสบความสำเร็จ เช่น ผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักมีร่างกายสูง2. ทฤษฎีทาสถานการณ์ (The Situations Theory) ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บน สมมติฐานที่ว่า บุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งก็เพราะเกิดจากลักษณะของกลุ่มที่เขาเป็นผู้นำ3. ทฤษฎีการเป็นผู้ตาม (The Fellowship Theory) ทฤษฎีนี้เป็นการขยายทฤษฎีของคุณลักษณะของผู้นำ โดยถือว่าการศึกษาการเป็นผู้ตามเป็นการศึกษาการเป็นผู้นำโดยทางอ้อม ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า เครื่องชี้บ่งคุณภาพของผู้นำก็คือ คุณภาพผู้ตาม ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะประเมินผลคุณค่าของผู้นำก็คือ การวิเคราะห์ผู้ตาม4. ทฤษฎีของผลรวม (The Eclectic Theory) ทฤษฎีนี้เป็นผลรวมของทฤษฎีทั้งหลาย เป็นการนำเอาคำอธิบายจากทฤษฎีต่าง ๆ มารวมกัน เพื่อที่จะพยายามอธิบายการเป็นผู้นำ ตัวอย่างเช่น ความสามรถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งสำหรับครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาและครูใหญ่โรงเรียนมัธยมศึกษา Stogdill (1974) ได้สรุปทฤษฎีของการเป็นผู้นำ ไว้ดังนี้
1871. ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ (Great–Man Theories) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้นำมีลักษณะพิเศษ บางประการที่ผู้ตามไม่มี หรือถ้าผู้นำและผู้ตามต่างก็มีลักษณะพิเศษบางประการด้วยกัน ผู้นำจะมีลักษณะพิเศษเหนือกว่า หรือมากกว่าผู้ตามลักษณะพิเศษเหล่านี้อาจจะรวมถึงพลังกาย พลังสมอง และพลังศีลธรรมที่สืบเนื่องมาจากพันธุกรรม2. ทฤษฎีสิ่งแวดล้อม (Environmental Theories) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การที่บุคคลคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอยู่กับสภาวะแวดล้อมตามกาละและเทศะ กล่าวคือ ผู้นำจะเป็นผู้สามารถแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งได้ยามวิกฤต เช่น สงคราม เป็นต้น ทฤษฎีนี้เชื่อว่าภาวะผู้นำจะสืบเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง สภาพแวดล้อมก่อให้เกิดภาวะผู้นำในยุคและสมัยหนึ่ง3. ทฤษฎีบุคคลและสถานการณ์ (Personal–Situational Theories) ทฤษฎีนี้เป็นการนำเอาทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่มาผนวกกับทฤษฎีสภาพแวดล้อม โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่าภาวะผู้นำสืบเนื่องมาจากลักษณะการของผู้นำเอง ลักษณะของกลุ่มผู้ตาม และลักษณะของสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้นำและผู้ตาม4. ทฤษฎีปฏิกิริยาโต้ตอบ–ความคาดหวัง (Interaction–Expectation Theories) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าภาวะผู้นำเกิดจากปฏิกิริยาโต้ตอบและความคาดหวังระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ฉะนั้นผู้ที่จะมาผู้นำในกลุ่มจะต้องสามารถริเริ่ม และดูแลโครงสร้างของปฏิกิริยาโต้ตอบของสมาชิก ในกลุ่ม และจะต้องสามารถตอบสนองความคาดหวังของสมาชิกในกลุ่มได้5. ทฤษฎีมนุษยนิยม (Humanistic Theories) ทฤษฎีนี้มุ่งที่จะพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิผล และมีความเป็นปึกแผ่น โดยธรรมชาตินั้นองค์กรมักจะคอยควบคุมสมาชิกให้มีพฤติกรรมที่จะส่งเสริมให้องค์กรมีประสิทธิผลและเป็นปึกแผ่น ฉะนั้นหน้าที่ของผู้นำก็คือจะต้องพยายามทำให้บุคคลในองค์กรมีความเป็นอิสระเสรี เพื่อที่จะปฏิบัติงานสนองความต้องการของตนเองและความต้องการขององค์กร ผู้นำที่ดีจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความคาดหวัง ค่านิยมและทักษะในการติดต่อกับผู้ที่ตนเข้าไปมีปฏิกิริยาโต้ตอบด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป้าหมายของภาวะผู้นำก็คือเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานและน้ำใจจากผู้ตามในเวลาเดียวกัน6. ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Exchange Theories) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าการที่ผู้ตามนิยมหรือคล้อยตามผู้นำก็เพราะว่าทั้งสองฝ่าย “สัญญา” ที่จะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ กล่าวคือ การที่สมาชิกคนหนึ่งคนใดในกลุ่มได้รับการยกย่องหรือแต่งตั้งให้เป็นผู้นำนั้น นอกจากจะทำให้ผู้นั้นมีความรู้สึกว่าตนได้รับรางวัลและผลประโยชน์แล้วยังทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ มีความพึงพอใจและยอมรับผู้นำคนนั้น อย่างไรก็ดีหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียประโยชน์ หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จนทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจะอดทนต่อไปได้อีกแล้ว ภาวะผู้นำก็จะหมดความสำคัญลง ทฤษฎีผู้นำที่นำเสนอนี้ล้วนมีความแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละทฤษฎีมีจุดเด่นและวิธีการเฉพาะตัว ผู้นำจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการใช้ภาวะผู้นำในหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อำหน้าที่ให้เกดประสิทธิภาพในการทำงาน
188ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ (Great-man Theory) ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่า คนบางคนเกิดมาเพื่อการเป็นผู้นำโดยเฉพาะในขณะที่คนบางคนก็เกิดมาเพื่อที่จะเป็นผู้ตามได้เช่นกัน คนที่มีความเชื่อเช่นนั้น หมายความว่า บุคคลดังกล่าวเขามีพรสวรรค์การเป็นผู้นำมาแต่กำเนิด โดยที่ไม่ต้องได้รับการอบรมหรือศึกษาเล่าเรียนในเรื่องการเป็นผู้นำมาก่อนก็สามารถเป็นผู้นำได้ดี สามารถทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสศรัทธาได้จากบุคลิกภาพของตนเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ฮิตเลอร์ ผู้นำประเทศเยอรมันในสมัยสงคราโลกครั้งที่ 2 เขาสามารถกำหนดชะตาชีวิตของสังคมไปในทางหนึ่งทางใดที่ตนปารถนาได้ หรือพระเจ้านโบเลียน โบนาปาร์ดก็เช่นเดียวกัน บุคคลดังกล่าวมีลักษณะของความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในตนเอง จึงทำให้เขามีพลังอำนาจที่จะนำตนไปสู่ความเป็นผู้นำประเทศได้ทฤษฎีที่กล่าวถึงลักษณะของบุคคล (Traits Theory) ทฤษฎีนี้มีความเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ผู้นำประสบความสำเร็จนั้นคือ ลักษณะบุคลิกภาพของการเป็นผู้นำที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้น บุคลิกภาพของการเป็นผู้นำมิได้มีอยู่ในคนทุกคนแต่จะอยู่เฉพาะบุคคลที่เป็นผู้นำเท่านั้น ทฤษฎีนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายในสมัยก่อน โดยเฉพาะหมอดูมักจะนำมาทายบุคลิกลักษณะของคน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถกำหนดลักษณะบุคลิกภาพของผู้นำลงไปได้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร จากการศึกษาและสังเกตผู้นำทั้งหลาย มักพบว่าผู้นำมีลักษณะที่ผู้นำควรมี ได้แก่ มีสติปัญญาดีมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพิ่งตนเองได้ มีเหตุผล มีใจกว้าง มีความสุขุมรอบคอบ สามารถมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้กว้างไกลหลายแง่มุม และมีมนุษยธรรม เป็นต้นทฤษฎีสถานการณ์ (Situational Theory) ทฤษฎีนี้เน้นเรื่องสภาพแวดล้อมและแรงผลักดันภายนอกเป็นตัวกำหนดผู้นำ ฉะนั้นการเป็นผู้นำในทฤษฎีนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของสังคมในขณะนั้นว่าเขาต้องการเป็นผู้นำที่มีบุคลิกลักษณะอย่างไร เช่น ต้องการผู้นำที่มีความเข้มแข็งเด็ดขาดเข้ามาควบคุมเหตุการณ์ของกลุ่มคนที่มีการต่อต้านหรือไม่อยู่ในความสงบ สับสนวุ่นวายเข้ามาควบคุมให้กลุ่มคนสงบเรียบร้อย หรืออาจจะต้องการผู้นำที่มีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงเพื่อเรียกร้องให้ปะชาชนมารวมพลังในการทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง การเลือกผู้นำดังกล่าวสังคมเป็นผู้พิจารณาสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมในการเป็นผู้นำของสถานการณ์ต่าง ๆ โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ สติปัญญาและลักษณะของบุคลิกภาพเป็นสำคัญ ดังนั้นสถานการณ์ต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดความเป็นผู้นำของบุคคลทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ (Interactional Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การเป็นผู้นำเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคลิกภาพของผู้นำ หมายความว่า การเป็นผู้นำนั้นไม่ได้ถูกกำหนดมาด้วยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น หากแต่ถูกกำหนดด้วยปัจจัยต่าง ๆ หลาย ๆ ปัจจัยมารวมกัน ได้แก่ ลักษณะของบุคคล สถานการณ์ ธรรมชาติของกลุ่ม ทัศนคติ ค่านิยม การรับรู้เป้าหมาย รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ของสมาชิกกลุ่มที่มีต่อตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งทฤษฎีวิถีทางสู่เป้าหมาย (Path-goal Theory) ทฤษฎีนี้เน้นถึงพฤติกรรมของผู้นำที่มีต่อกลุ่มว่า ผู้นำสามารถนำสมาชิกไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จหรือไม่ ถ้าสามารถนำสมาชิกไปสู่เหมายได้สำเร็จ สมาชิกจะยอมรับและศรัทธาแต่ถ้าไม่สำเร็จสมาชิกก็ไม่ยอมรับ หมายความว่าผู้นำในลักษณะนี้
189ต้องพยายามทำตนให้สมาชิกพอใจ โดยคำนึงถึงประโยชน์ตอบแทนที่สมาชกควรจะได้ ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำ คือ การให้คำแนะนำ การสอน การให้สิ่งจูงใจในการทำงาน การช่วยแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของสมาชิก และพฤติกรรมของผู้ที่นำไปสู่การยอมรับของสมาชิก อาจแบ่งได้เป็น 4 ลักษณะพฤติกรรม คือ1. การให้การสนับสนุน ได้แก่ กลุ่มของพฤติกรรมที่มุ่งสร้างมนุษยสัมพันธ์กับสมาชิก เช่น การพูดคุยกันอย่างฉันท์มิตร มีบรรยากาศที่อบอุ่น ให้ความสนใจในทุกข์สุขของสมาชิกมีท่าทีเป็นกันเอง เป็นต้น2. พฤติกรรมแบบชี้นำ เป็นพฤติกรรมที่มุ่งชี้แนะแนวทาง ให้คำแนะนำถึงขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำงาน หรือข้อสงสัยต่าง ๆ ที่สมาชิกไม้เข้าใจ พฤติกรรมลักษณะนี้ใช้มากในสถานการณ์ของการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ3. การเข้าไปมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ผู้ลงไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของกลุ่มซึ่งมีบทบาททั้งผู้นำและสมาชิกคนหนึ่ง ตลอดจนการร่วมกันแก้ปัญหาต่าง ๆ กับสมาชิกร่วมกันออกความคิดเห็น และนำข้อคิดเห็นของกลลุ่มมาพิจารณาในการตัดสินใจ4. พฤติกรรมมุ่งหมายความสำเร็จ ได้แก่ พฤติกรรมที่ผู้นำตั้งเป้าหมายการทำงานของสมาชิกไว้สูงที่ท้าทายความสามารถของสมาชิก เห็นความเป็นเลิศของงาน และให้ความมั่นใจแก่สมาชิกว่า เขาสามารถทำงานไปสู่มาตรฐานระดับสูงได้ผู้นำจะใช้พฤติกรรมแบบไหนขึ้นอยู่กับลักษณะของสถานการณ์ และลักษณะของสมาชิกซึ่งเป็นความสามารถของผู้นำที่จะนำมาใช้ ถ้าสมาชิกมีความสารถสูง มีความรับผิดชอบดีพฤติกรรมที่ควรนำมาใช้ในสมาชิกกลุ่มนี้ อาจจะเป็นพฤติกรรมแบบสนับสนุน หรือแบบมุ่งหมายผลสำเร็จหรือสถานการณ์นั้นเป็นสถานการณ์ที่คลุมเครือยากแก่การเข้าใจพฤติกรรม ผู้นำก็ควรใช้พฤติกรรมแบบชี้นำให้สมาชิกเข้าใจ เป็นต้นสุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ (2551) ได้สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีภาวะผู้นำแบบเปลี่ยน สภาพว่าแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่มีการศึกษาวิจัยมากในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ได้แก่ ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (Transformational Leadership) จากชื่อของทฤษฎีนี้ได้บ่งบอกถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือการแปรสภาพในตัวบุคคล โดยผู้นำจะมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเรื่อง ค่านิยมคุณธรรมมาตรฐานและการมองการณ์ไกลไปในอนาคต ผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพจะให้ความสำคัญต่อการประเมิน เพื่อทราบถึงระดับแรงจูงใจของผู้ตามแล้วพยายามหาแนวทางตอบสนอง ความต้องการและปฏิบัติต่อผู้ตามด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยสาระของทฤษฎีแล้วภาวะผู้นำแบบ เปลี่ยนสภาพจะกว้างขวางครอบคลุมแนวคิดของภาวะผู้นำโดยเสน่หา ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์รวมถึงภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพึงเป็นทฤษฎีภาวะผู้นำที่สามารถใช้ในการ อธิบายกระบวนการอิทธิพลได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับจุลภาคระหว่างผู้นำและผู้ตามรายบุคคล ไปจนถึงระดับมหภาค ระหว่างผู้นำกับบุคลากรทั้งองค์กร ตลอดทั้งระบบ วัฒนธรรม แม้ว่าโดยบทบาทหลักของผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ คือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขึ้นในองค์การก็ตามแต่ตลอดเส้นทางของกระบวนการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวผู้นำกับผู้ตามะผูกพันต่อกันอย่างมั่นคง ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพได้รับการยอมรับว่ามีความสอดคล้องกับสถานการณ์
190ของโลกในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจากคุณลักษณะของผู้นำที่ดีตามแนวคิดของนักวิชาการทางการบริหารดังกล่าวข้างต้นพอสรุปได้ว่า ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ดี มีปฏิภาณไหวพริบดี มีบุคลิกภาพดี มีความคิดริเริ่มและรู้จักปรับปรุงแก้ไข มีความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจ มีความเข้าบุคคลทั่วไป และเข้ากับสังคมได้ดีมีมนุษยสัมพันธ์ดี ประสานงานได้ดี มีความเชื่อมั่นในตนเอง และยอมรับนับถือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นและมีความยุติธรรม จึงจะสามารถพัฒนาองค์การให้ไปสู่ความสำเร็จได้ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลความสำคัญของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลสภาพการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปของโลกดิจิทัล โดยเฉพาะในส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารสถานศึกษา ได้แก่ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา หากผู้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงขาดความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ และไม่ได้จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมแก่ผู้เรียนจะทำให้ผู้เรียนขาดความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจะต้องสามารถอำนวยการ สนับสนุน ส่งเสริม และเข้าร่วมการแข่งขันขั้นสูง ท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ (Globalization) ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนการแข่งขันเพื่อสร้างข้อได้เปรียบ และความมุ่งมั่นของสังคมโลก ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ผู้นำเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ผู้บริหารหรือผู้นำที่มีภาวะผู้นำยุคดิจิทัลสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของงานในองค์การสูงขึ้นได้ พัฒนาการและความสำคัญนี้ตามทัศนะของนักทฤษฎีและนักวิชาการ ดังนี้Wilson (2013) ได้ให้ทัศนะว่า ปัจจุบันเป็นสังคมโลกใหม่ สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงบริบทของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล การให้ผู้บริหารยอมรับเทคโนโลยีนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสถานศึกษาที่มีความซับซ้อน และท้าทายหลากหลายเหตุผล ผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตามทัศนะของภาวะผู้นำยุคดิจิทัล(Digital era leadership) หากพิจารณาตามบทบาทหน้าที่ (function) เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความเป็นสังคมความรู้ใหม่ (New knowledge society) จะต้องประกอบด้วย1. ทักษะการสร้างความตระหนัก (awareness building) ถึงความสำคัญของ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ต่อการช่วยให้บรรลุความสำเร็จ2. ทักษะการระดมทรัพยากร (resource mobilizing kills) เพื่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) อย่างหลากหลาย
1913. ทักษะเชิงปฏิบัติการ (operational skills) มีกิจกรรมการบริหาร การจัดการ และการใช้งานด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)4. ภาวะผู้นำเชิงโครงสร้าง (structural leadership) การปฏิวัติสารสนเทศไม่เป็นเพียงแค่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) แต่ยังเป็นการเคลื่อนตัวไปสู่รูปแบบใหม่ของการกระจายสังคมดิจิทัลด้วย ทำให้ต้องมีทักษะภาวะผู้นำเชิงโครงสร้างด้วยGardner (2006) ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาใหม่ยุคดิจิทัล ก็คือการจัดการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้ผลจริง ๆ และเงื่อนไขในโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่การศึกษาในระบบที่ใช้อยู่นั้น ยังคงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโลกในอดีตมากกว่าการเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตที่เป็นไปได้ ผู้เรียนที่ประสบผลสำเร็จจะต้องคิดได้อย่างสร้างสรรค์และอย่างอิสระ สามารถประยุกต์กลยุทธ์ของการเรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้และการที่จะยืนหยัดอยู่ในโลกอนาคตได้อย่างมีความสุขทั้งในการดำเนินชีวิต และหน้าที่การงานจะต้องมีการปรับตัวให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความสอดคล้องกับผู้นำหรือผู้บริหารในยุคการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต ภาวะผู้นำต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ และความจำเป็นในศตวรรษนี้ ประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญ (Disciplined mind) การสังเคราะห์ (Synthesizing mind) การสร้างสรรค์ (Creative mind) ความเคารพ (Respectful mind) และจริยธรรม (Ethical mind) รัตติภรณ์ จงวิศาล (2556) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในโลกโลกาภิวัตน์ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหาร และสิ่งที่ต้องการของสังคมในยุคปัจจุบัน คือ ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผลสูงมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้น และเอื้ออำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ และการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการจะนำการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่เป้าหมายสิ่งที่ดีกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองก่อน และจะต้องกระตุ้นให้ผู้อื่นมีการเปลี่ยนแปลงตาม เพื่อจะนำผู้อื่นไปสู่เป้าหมายของยุคดิจิทัลที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ที่หลากหลายสุกัญญา แช่มช้อย (2560) กล่าวว่า จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลนั้น ผู้บริหารสถานศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจบริบทของสถานศึกษาในยุคนี้ที่สภาพแวดล้อมภายนอก (External Environment) ได้เข้ามามีผลกระทบต่อการบริหารสถานศึกษามากมาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เป็นทั้งปัจจัยเอื้อ และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมของสถานศึกษาในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนถึงว่าบริบทของสถานศึกษายุคดิจิทัลนั้น ดูจะเป็นสิ่งธรรมดามากที่ผู้เรียนและครูรุ่นใหม่จะเป็นผู้ที่มีทักษะการใช้เทคโนโลยีได้เป็นอย่างดีซึ่งจะมีความแตกต่างจากครูรุ่นเก่าและผู้บริหารสถานศึกษาหลาย ๆ คน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการจัดการเรียนรู้ของครูและผู้เรียน พวกเขายังต้องการผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ โดยนำไปกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ พันธกิจ
192และจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาของสถานศึกษา (Schrum and Levin, 2009) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี (Technology Leadership) รวมทั้งการนำองค์การให้สามารถพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลลัพธ์ของสถานศึกษา และในที่สุดองค์การจะมุ่งไปสู่การเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมซึ่งก็คือภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกล่าวโดยสรุป ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเป็นความรับผิดชอบของผู้นำที่มีภาวะผู้นำ และเป็นที่ต้องการของสังคมในยุคปัจจุบัน มีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้น และเอื้ออำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคนและการปฏิบัติงานไปในทางที่ดีขึ้น และผู้นำจะต้องสามารถเปลี่ยนแปลงความต้องการที่ตอบสนองและแนวทางให้องค์การประสบความสำเร็จ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมองค์ประกอบของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลจากการเปลี่ยนแปลงบริบทของสถานศึกษาในยุคปัจจุบัน สิ่งสำคัญก็คือ ผู้นำจะต้องมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน และมีคุณลักษณะสำคัญของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลจากหลักคิด ทัศนะของนักวิชาการดังนี้Gardner (2006) ศาสตราจารย์ทางด้านการศึกษาและจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นผู้มีผลงานการเขียนเกี่ยวกับด้านการศึกษามากมายโดยผลงานเขียนที่โด่งดัง และมีผลต่อวงการศึกษามากมาย โดยผลงานเขียนที่โด่งดังและมีผลต่อวงการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็คือ แนวคิดพหุปัญญา (Multiple intelligences)ที่ได้กล่าวถึงในหนังสือ Frames of Mind โดยแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญาเป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือ ผู้บริหารหรือผู้นำจะต้องสามารถปรับตัวเองให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องมีคุณลักษณะที่มีองค์ประกอบสำคัญ และจำเป็นในศตวรรษนี้ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย1. ความเชี่ยวชาญ (Disciplined mind) ความเชี่ยวชาญในการคิดเกี่ยวกับวิทยาการสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการรู้คิดที่แยกออกไปตามลักษณะเฉพาะของสาขาวิชา หรือตามภาระหน้าที่ของอาชีพหนึ่ง ๆ ที่มีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการพัฒนาทักษะและความเข้าใจมีวินัยในตนเองสูง หากปราศจากความเชี่ยวชาญในทางใดทางหนึ่งแล้ว ก็เสมือนถูกกำหนดให้อยู่ในการควบคุมของคนอื่น2. การสังเคราะห์ (Synthesizing mind) ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง นำมาทำความเข้าใจและประเมินข้อมูลโดยปราศจากอคติและผสมผสานให้กลายเป็นสารสนเทศใหม่ที่มีความหมายต่อตัวผู้สังเคราะห์ และผู้อื่น3. การสร้างสรรค์ (Creative mind) เป็นความสามารถที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ จิตสร้างสรรค์จึงต้องล้ำหน้ากว่าคอมพิวเตอร์ หรือหุ่นยนต์ที่ซับซ้อนที่สุดอย่างน้อยหนึ่งก้าวและองค์ประกอบสำคัญ คือ3.1 ความคิดริเริ่ม (Originality)
1933.2 ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) 3.3 ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) 3.4 ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) 4. ความเคารพ (Respectful mind) การมองเห็นคุณค่าและความสำคัญการตระหนักในความดีงามอันมีอยู่ในตัวคนอื่น และในสิ่งอื่นแล้วปฏิบัติต่อบุคคลนั้นด้วยความจริงใจ5. จริยธรรม (Ethical mind) พฤติกรรมหรือการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ จากสภาพจริงที่เป็นกุศล เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้การบริหารสถานศึกษาดำเนินไปด้วยความราบรื่น ทำให้ผู้ร่วมงานอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขSieber, Kaganer และ Zamora (2013) ได้ให้ทัศนะภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของนักบริหารสถานศึกษา ต้องมีคุณลักษณะต่าง ๆ ดังนี้1. พัฒนาความคล่องทางดิจิทัล (Become digitally fluent) ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญต่อการเข้าสู่โลกดิจิทัล ตระหนักถึงความจำเป็นความคล่องตัวทางดิจิทัล และการบูรณาการความคิดเชิงดิจิทัล เข้าสู่การบริหารจัดการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสถานศึกษาประจำวัน2. พัฒนาความสามารถใหม่ ๆ (Develop new capabilities) กระตุ้นให้นักบริหาร ครู อาจารย์ ได้พัฒนาสมรรถนะทางดิจิทัล เพราะยิ่งนักบริหาร ครู อาจารย์ มีความสามารถทางดิจิทัลก็จะยิ่งเพิ่มพูนศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้มีคุณค่ากับสถานศึกษาได้3. เต็มใจทดลอง (Willingness to experiment) ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ การใช้สื่อออนไลน์ มัลติมีเดีย (Multimedia) เช่น ทวิตเตอร์เพื่อรับรู้อารมณ์สาธารณะ เพื่อรักษามาตรฐานลูกค้า และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยความคล่องแคล่ว กระบวนการที่รวดเร็ว และความเต็มใจที่จะทำการทดลองสิ่งใหม่4. ทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสังคมยุคปัจจุบัน และมีผลกระทบ ต่อการศึกษาและธุรกิจ ผู้นำจะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง เชิงพฤติกรรม เศรษฐกิจ สังคม อันเป็นผลมาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี และผลกระทบที่มีต่อวงการศึกษาและธุรกิจ ทั้งในระดับองค์การและระดับตัวบุคคล5. ส่งเสริมสภาพแวดล้อมแบบรวมพลัง (Promote collaborative environments) ไม่ปล่อยให้หน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศแยกออกโดดเดี่ยวหรือปล่อยให้เป็นไปอย่างไม่มีความหมาย ดิจิทัลจะต้องแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนขององค์การ และมีผลกระทบต่อทุกห่วงโซ่ของคุณค่า เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ขององค์การ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีสารสนเทศก็ช่วยส่งเสริมพลังให้นักบริหาร ครู อาจารย์ บริหารงานเป็นไปตามเป้าหมายของสถานศึกษาด้วย ส่งเสริมการนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เสริมเข้ากับเครือข่ายของสถานศึกษา และการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครือข่ายมัลติมีเดีย (Multi-media) อย่างกว้างขวาง เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมการทำงานแบบรวมพลังด้วยความเป็นทีม
1946. ไม่ก้าวทันเฉพาะเทคโนโลยี แต่ต้องมีสารสนเทศที่ดีและเป็นปัจจุบันด้วย (use the information, not just the technology) มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารงาน Sheninger (2014) ได้นำเสนอเสาหลักของภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล (The Pillars of Digital Leadership) ซึ่งก็คือแนวทางการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสถานศึกษายุคดิจิทัลที่สำคัญ ๆ ประกอบด้วย การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับนักบริหารสถานศึกษา ดังนี้1. การสื่อสาร (Communication) การดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านทางช่องทางในการสื่อสาร ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ต่าง ๆ มีความหลากหลายที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และเป็นช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เช่น เว็บไซต์ (Website) เฟชบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นต้น2. การประชาสัมพันธ์ (Public relations) การบอกเล่าเรื่องราวของเราเอง ของหน่วยงานองค์การในเรื่องต่าง ๆ เน้นผู้บริหารสถานศึกษาต้องสามารถกำหนดรูปแบบที่เป็นรากฐานในการประชาสัมพันธ์เชิงบวก โดยผ่านการใช้เครื่องมือสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) 3. การสร้างภาพลักษณ์ (Branding) ในโลกของธุรกิจจะต้องสร้างภาพลักษณ์ขององค์การหรือแบรนด์ และผลกระทบต่อผู้บริโภค สำหรับสถานศึกษาจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ให้ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในยุคปัจจุบันและในอนาคต ให้เกิดความมั่นใจ4. การพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ (Professional growth or development) ด้วยการเรียนรู้สื่อสังคมออนไลน์ (Social media) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ได้เอง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการการเรียนรู้ที่หลากหลาย การจัดหาทรัพยากร การเข้าถึงความรู้ การรับความคิดเห็น การติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญ และภาวะผู้นำโดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาความรู้ของผู้บริหารมืออาชีพ5. การปรับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับพื้นที่การเรียนรู้ และสภาพแวดล้อม (Re-envisioning learning spaces and environments) เมื่อผู้บริหารสถานศึกษาเข้าใจบทบาทหลักการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสถานศึกษาแล้ว การเริ่มด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนขั้นตอนต่อไปคือ การปรับสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนต่อการพัฒนาทักษะที่จำเป็นและมีความสอดคล้องกับโลกแห่งความจริง โดยผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับ สุชาติ บางวิเศษ และศักดินาภรณ์ นันที (2560) ในบทความวิจัยเรื่อง ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ผู้บริหารฐานะเป็นผู้นำองค์การจะต้องมีภาวะผู้นำในการกำหนดแผนกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การ และปรับสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่น ห้องสมุดอัตโนมัติห้องเรียนอัจฉริยะ สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา
195Wilson (2013) ได้ให้ทัศนะถึง ลักษณะส่วนบุคคล (Individual attributes) สำหรับภาวะผู้นำยุคดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย1) ความยืดหยุ่น (Flexible) 2) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptable) 3) ความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญา (Intellectual curiosity) และ 4) ความหิวกระหายต่อความรู้ใหม่ (Hunger for new knowledge) โดยต้องเข้าใจว่าภาวะผู้นำไม่ใช่สิ่งคงที่ (tatic) แต่เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะมีการเกิดขึ้นใหม่ของนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องการทัศนคติ ทักษะ และความรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา เช่นกันสุกัญญา แช่มช้อย (2560) กล่าวว่า สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลนั้นจะต้องมีลักษณะที่สำคัญของภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี ดังนี้1. ผู้บริหารสถานศึกษาควรจะเรียนรู้การจัดการและใช้เทคโนโลยี2. ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมั่นใจว่าครูและบุคลากรเป็นบุคคลที่พร้อมจะเรียนรู้3. ผู้บริหารสถานศึกษาควรจะมีวิสัยทัศน์ด้านบทบาทการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสถานศึกษา4. ผู้บริหารสถานศึกษาควรจะวัดและประเมินบทบาทการเป็นนักวิชาการและการบริหารการใช้เทคโนโลยีโดยการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีนั้นจึงหมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ และการจัดการในสถานศึกษา โดยมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำในการส่งเสริมให้ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องนำเทคโนโลยีมาบูรณาการใช้ในการจัดการศึกษาและการทำงานภายในสถานศึกษา ได้อย่างสอดคล้องกับสภาพบริบทและความต้องการของผู้เรียน ครู และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และส่งเสริมให้ครูและผู้เรียนมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีความรอบรู้ และรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรมในการใช้สื่อและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมInternational Society for Technology in Education (ISTE) (2009) กล่าวว่า การบูรณาการการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานชาติด้านการใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ว่าประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้1. การมีวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership) ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจ สามารถนำมาพัฒนาและการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดยการแลกเปลี่ยนหรือถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการบูรณาการเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความเป็นเลิศและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในองค์การ2. การสร้าวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัล (Digital Age Learning Culture) ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสร้างสรรค์พลวัตในการใช้เทคโนโลยีให้เป็นปกติ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกดิจิทัลในองค์การ โดยจัดและส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการเรียนรู้ดังกล่าวอย่างทั่วถึง