The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่ม 1 ทฤษฎีและหลักของการการบริหารการศึกษายุคใหม่ ทฤษฎี หลักการ แนวคิด เพิ่มเติมแล้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tanpongmit, 2025-12-01 04:18:42

กลุ่ม 1 ทฤษฎีและหลักของการการบริหารการศึกษายุคใหม่ ทฤษฎี หลักการ แนวคิด เพิ่มเติมแล้ว

กลุ่ม 1 ทฤษฎีและหลักของการการบริหารการศึกษายุคใหม่ ทฤษฎี หลักการ แนวคิด เพิ่มเติมแล้ว

96เข้ารหัสข้อมูล การจัดการสิทธิ์ผู้ใช้ และระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคลากรและปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง3. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (Data Analytics for Decision Making)การใช้ข้อมูลบุคลากรในระบบเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (insight) ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในระดับบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนกำลังคน การพัฒนาศักยภาพ การสรรหาบุคลากร การประเมินผลการทำงาน หรือการจัดสรรทรัพยากร การวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยทำให้การบริหารงานมีความแม่นยำและลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ4. การปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ระบบ HRIM ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเทคโนโลยีและนโยบายการบริหารทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของบุคลากรและองค์กรได้อย่างรวดเร็ว5. ความเป็นมาตรฐานและความสอดคล้อง (Standardization & Integration)การบริหารข้อมูลบุคลากรต้องดำเนินไปตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความสอดคล้องในการใช้งานทั้งในระดับองค์กรและเชื่อมโยงกับระบบสารสนเทศอื่น ๆ เช่น ระบบการเงิน ระบบบริหารงานทั่วไป หรือระบบประเมินผล การทำงานแบบบูรณาการนี้ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างราบรื่นและลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเป้าหมาย (Goals)1.เพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องในการจัดการข้อมูลบุคลากรระบบ HRIM มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดเก็บและจัดการข้อมูลบุคลากรอย่างเป็นระบบ ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล และทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อสนับสนุนการบริหารงานบุคคลอย่างแม่นยำและรวดเร็ว2.สนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้วยข้อมูลเชิงลึกการวิเคราะห์ข้อมูลบุคลากรอย่างลึกซึ้งและถูกต้องช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนและตัดสินใจในด้านต่าง ๆ เช่น การสรรหา การพัฒนา การประเมินผล และการบริหารกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์องค์กร3.ลดขั้นตอนและเวลาการบริหารงานบุคลากรแบบเดิม ๆ ที่ใช้เอกสารและระบบแมนนวลการใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยลดภาระงานเอกสารที่ต้องทำด้วยมือ และกระบวนการที่ซับซ้อน ทำให้งานบริหารบุคลากรทำได้รวดเร็วขึ้น ลดความล่าช้า และลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานแบบแมนนวล


974.ส่งเสริมความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ระบบที่ดีต้องสามารถให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้บริหาร ครู และบุคลากร เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างโปร่งใสและสะดวก ส่งเสริมการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร5.พัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรให้รองรับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมในอนาคต เนื่องจากบริบทขององค์กรและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบ HRIM ต้องถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นและสามารถปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รองรับแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์รูปแบบใหม่และนวัตกรรมในอนาคตการประยุกต์สู่สถานศึกษา (Application in Educational Institutions)1..การจัดเก็บและจัดการข้อมูลครูและบุคลากร- ใช้ระบบ HRIS (Human Resource Information System) ในการจัดเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการทำงาน ผลการประเมิน ทักษะ และการอบรมของครูและบุคลากร เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนและอัพเดตตลอดเวลา- บันทึกข้อมูลการลางาน การขออนุญาต และเวลาการทำงานผ่านระบบออนไลน์ ลดการใช้เอกสารและเพิ่มความสะดวกในการจัดการ2.การบริหารการสรรหาและพัฒนาบุคลากร- วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบเพื่อประเมินความต้องการบุคลากรในแต่ละช่วงเวลาและวางแผนการสรรหาที่มีประสิทธิภาพ- ติดตามผลการพัฒนาวิชาชีพของครู ผ่านระบบประเมินและบันทึกข้อมูลการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนพัฒนาบุคลากรอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของสถานศึกษา3.การบริหารผลการปฏิบัติงานและประเมินผล- ใช้ระบบสนับสนุนการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อลดความลำเอียงและเพิ่มความน่าเชื่อถือ- นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงคุณภาพการสอนและประสิทธิภาพของครู รวมทั้งใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการผู้เรียน4.การสื่อสารและความร่วมมือ- สร้างช่องทางการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัลที่ให้ครู บุคลากร และผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และประกาศสำคัญได้ในที่เดียวกันอย่างรวดเร็ว- ส่งเสริมการประสานงานและการทำงานเป็นทีมผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันการสื่อสารที่ใช้งานง่าย


985.การวางแผนและบริหารงานเชิงกลยุทธ์- ใช้ข้อมูลเชิงสถิติและรายงานวิเคราะห์จากระบบ เพื่อสนับสนุนการวางแผนกำลังคน การจัดสรรงบประมาณ และการบริหารทรัพยากรทั้งหมดของสถานศึกษาในภาพรวม- ช่วยให้การตัดสินใจในระดับบริหารมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงและข้อมูลที่อัพเดตล่าสุดการบริหารประสิทธิภาพ (Performance Management)แนวคิด (Concept) การบริหารประสิทธิภาพหมายถึงกระบวนการบริหารที่มุ่งเน้นการจัดการและพัฒนาผลงานของบุคลากรและองค์รวมขององค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ โดยใช้วิธีการวางแผน การติดตามผล การประเมิน และการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง (Aguinis, 2013) กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับการบริหารประสิทธิภาพเน้นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร รวมถึงการสร้างกรอบการทำงานที่ทำให้บุคลากรเห็นความสำคัญของหน้าที่และความรับผิดชอบต่องานที่ทำอย่างชัดเจน การบริหารประสิทธิภาพยังเน้นการใช้ข้อมูลและผลลัพธ์จากการประเมินมาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงงานและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การโค้ช และการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ การบริหารประสิทธิภาพยังช่วยลดความสูญเสียและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ไม่เป็นระบบ หรือขาดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ รวมถึงส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีความรับผิดชอบและการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิผล กระบวนการนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและท้าทายทางธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนการบริหารประสิทธิภาพคือการผสมผสานระหว่างการตั้งเป้าหมาย การประเมินผล และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์กรที่มีสมรรถนะสูงและพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันหลักการ (Principles) ของการบริหารประสิทธิภาพ1. การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน (Clear Goal Setting)การตั้งเป้าหมายเป็นกุญแจสำคัญของการบริหารประสิทธิภาพ โดยเป้าหมายควรมีความชัดเจน สามารถวัดผลได้ และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ รวมถึงควรมี


99ความท้าทายที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรมีแรงจูงใจในการทำงานและมุ่งมั่นสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ การกำหนดเป้าหมายที่ดีจะช่วยให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจทิศทางและบทบาทของตนเองอย่างชัดเจน2. การสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Continuous Communication)การบริหารประสิทธิภาพต้องมีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและเปิดกว้างระหว่างผู้บริหารและบุคลากร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงาน ปัญหา และข้อเสนอแนะต่าง ๆ การสื่อสารที่ดีช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการทำงาน และสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทีม3. การประเมินผลอย่างเป็นระบบ (Systematic Evaluation)การประเมินผลต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบและยุติธรรม โดยใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานที่ชัดเจนและเหมาะสมกับลักษณะงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรมีความโปร่งใสในกระบวนการประเมินและเปิดโอกาสให้บุคลากรได้แสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการประเมิน4. การให้คำแนะนำและพัฒนา (Coaching and Development)หลังจากประเมินผลแล้ว ควรมีการให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์และช่วยพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยอาจใช้วิธีการโค้ช การฝึกอบรม หรือมอบหมายงานที่ท้าทายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนในส่วนนี้ช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจและทำให้บุคลากรรู้สึกมีคุณค่าในองค์กร5. การใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุง (Performance Improvement) ข้อมูลจากการประเมินผลไม่ควรหยุดอยู่แค่การวัดผล แต่ต้องถูกนำมาใช้ในการวางแผนและดำเนินมาตรการปรับปรุงงานอย่างจริงจัง เช่น การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การจัดสรรทรัพยากร หรือการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมของบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในระดับบุคคลและองค์กรอย่างยั่งยืนเป้าหมาย (Goals) ของการบริหารประสิทธิภาพ1.เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการปฏิบัติงานในองค์กร มุ่งเน้นให้บุคลากรทุกคนทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มคุณภาพของงานที่ออกมา ทำให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดผลลัพธ์สูงสุด2.สร้างความชัดเจนในการคาดหวังผลการทำงานและหน้าที่ของบุคลากร กำหนดบทบาท หน้าที่ และเป้าหมายของแต่ละบุคคลให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร และจะถูกวัดอย่างไร ซึ่งช่วยลดความสับสนและเพิ่มความมุ่งมั่นในการทำงาน3.ส่งเสริมการสื่อสารและการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดเป้าหมายและประเมินผล รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะระหว่างบุคลากรและผู้บริหาร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและความรู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมาย


1004.พัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทั้งทางวิชาชีพและทักษะทั่วไป เพื่อเพิ่มศักยภาพและความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหรือความท้าทายใหม่ ๆ ในองค์กร5.เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบในระบบการบริหารงาน ใช้กระบวนการบริหารที่ชัดเจน มีมาตรฐาน และเปิดเผยผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างบุคลากรและผู้บริหาร ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่มีความรับผิดชอบ6.ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์อย่างมีประสิทธิผล นำข้อมูลและผลการบริหารประสิทธิภาพมาสนับสนุนการวางแผนกลยุทธ์และการดำเนินงานในภาพรวม เพื่อให้ทุกภาคส่วนขององค์กรร่วมมือกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ได้อย่างสำเร็จและยั่งยืนการประยุกต์สู่สถานศึกษา (Application in Educational Institutions)ด้าน แนวทางการประยุกต์ใช้การตั้งเป้าหมายการสอนกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนและวัดผลได้ เช่น คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพ หรือสมรรถนะต่าง ๆ ที่นักเรียนควรได้รับ ครูและผู้บริหารควรมีความเข้าใจตรงกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันการติดตามผลการสอนใช้วิธีการหลากหลายในการติดตามประสิทธิภาพการสอน เช่น การวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน การสังเกตพฤติกรรมและวิธีการสอนของครู รวมถึงการใช้แบบสอบถามความพึงพอใจจากนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการสอนอย่างต่อเนื่องการประเมินผลบุคลากรใช้แบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ยึดตามเกณฑ์มาตรฐานและเป้าหมายของสถานศึกษา เช่น การประเมินจากผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน และนักเรียน (360-degree feedback) เพื่อให้ครูและบุคลากรได้รับข้อมูลย้อนกลับที่ชัดเจนและตรงประเด็นการพัฒนาวิชาชีพครูออกแบบและจัดโปรแกรมอบรมที่สอดคล้องกับผลการประเมินและความต้องการของครู เช่น การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู และการสนับสนุนให้ครูเข้าร่วมสัมมนาหรือศึกษาดูงาน เพื่อพัฒนาทักษะและแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่เน้นผลสัมฤทธิ์ สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในผลงานของบุคลากรผ่านการให้กำลังใจและรางวัลที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างครูการใช้เทคโนโลยีนำระบบสารสนเทศ เช่น ระบบติดตามผลการเรียนรู้ (Learning Management System -LMS) และระบบประเมินผลออนไลน์ มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลการเรียนการสอนและผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันและเข้าถึงได้ง่าย ช่วยให้การตัดสินใจบริหารมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น


101การประยุกต์ใช้หลักการบริหารประสิทธิภาพในสถานศึกษาจะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและเพิ่มศักยภาพของครูและบุคลากร ทำให้บรรลุเป้าหมายทางการศึกษาที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิผลครับ หากต้องการตัวอย่างหรือข้อมูลเสริมเพิ่มเติม แจ้งได้เลยนะครับ!งานวิจัยบางส่วนที่ผู้เรียนศึกษา1. ชื่อเรื่องวิจัยภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6FORMATIVE LEADERSHIP OF ADMINISTRATORS AND ACADEMIC AFFAIRS ADMINISTRATION IN SCHOOL UNDER SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 62. ศึกษาบทที่ 2 เรื่องทฤษฎีที่ใช้แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ คือ ความสามารถของผู้นำในการผลักดันให้ผู้ร่วมงานร่วมกันปฏิบัติงาน ให้บรรลุเป้าหมายที่ดีงามที่กำหนดไว้ ด้วยการคิดต่าง คิดเชิงสร้างและพัฒนา คิดเป็นประโยชน์ ขยายพื้นที่ความคิด คิดหลากหลายทางมิติ คิดบวก คิดแก้ปัญหา รวมทั้งคิด รับผิดชอบอย่างเป็นจริงและปฏิบัติได้ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการในการสร้างความเป็นผู้นำที่มีความคิด เชิงสร้างสรรค์ เป็นความคิดที่แปลกใหม่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งเป็นความสามารถในการ มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการหรือ วิธีการใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ ทั้งนี้ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาถือเป็นพฤติกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทฤษฎีที่ใช้1. ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของ แอช และ เพอร์ซาล (Ash and Persall)ทฤษฎีที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ได้รับการพัฒนามาจากแอช และ เพอร์ซาล (Ash and Persall) บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “ในโรงเรียนหนึ่งอาจมีผู้นำได้หลายคน ซึ่งแสดงบทบาท การใช้ภาวะผู้นำในลักษณะต่าง ๆ มากมาย บทบาทภาวะผู้นำจึงมิได้จำเพาะเจาะจงแต่ผู้บริหาร เท่านั้น” ซึ่งหน้าที่ของผู้บริหารคือการสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ครู อาจารย์ และบุคลากร เพื่อเป็น การสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้ได้พัฒนาตนเองไปสู่การเป็นผู้นำเชิงสร้างสรรค์ แนวคิดนี้ยังมองว่า “ครูคือผู้นำ” (Teacher as leaders) โดยมี ครูใหญ่ เป็นผู้นำของผู้นำ (Leader of leader) อีกทอด หนึ่ง โดยหน้าที่สำคัญของผู้บริหารจึงไม่เพียงแต่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การส่งเสริมการเรียนรู้ของครูอาจารย์และบุคลากรซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของโรงเรียนด้วย การเป็นผู้นำเชิง


102สร้างสรรค์ (The formative leader) นั้นจำเป็นจะต้องอาศัยทักษะการเอื้ออำนวยความสะดวกอยู่ใน ระดับสูง ทั้งนี้เพราะสาระที่เป็นภารกิจหลักของทฤษฎีนี้ ได้แก่1.1 การทำงานแบบทีมในการสืบ เสาะหาความรู้ (Team inquiry) หมายถึง บุคลากรจะต้องเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ทั้งทางตรงหรือ ทางอ้อม ผู้บริหารจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกแนะนำและให้ความช่วยเหลือ เท่าที่จำเป็น ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ ได้แก่ การสำรวจ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ มีการบริหารแบบ ทีมงาน แสดงออกด้วยการรับฟัง1.2 การร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaborative problem solving) หมายถึง การแก้ปัญหาร่วมกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป โดยนำผลประโยชน์ที่ต้องการเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด การคิดเพื่อหาทางออก มากกว่าการประนีประนอม กับทุกฝ่าย ซึ่งการแก้ปัญหามีวิธีการและทางออก มากกว่าหนึ่งทางที่สามารถนำทุกฝ่ายไปสู่จุดที่พอใจ และ ได้รับผลประโยชน์สูงสุด1.3 การจินตนาการ ภาพอนาคตที่ควรเป็น (Imaging Future Possibilities) หมายถึง การมีมุมมองเป็นจินตภาพที่มองไป ข้างหน้า หรือมองไปในอนาคต อาจจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ หรือกระบวนการทำงานที่เป็นรูปแบบ ใหม่ ช่วยให้ผู้บริหารได้มีแนวทางในการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น1.4 การตรวจสอบความเชื่อร่วมกัน (Examining shared beliefs) หมายถึง การที่ผู้บริหารโรงเรียนมี การสร้างความเชื่อถือไว้วางใจให้กับสมาชิกในองค์กร ด้วยการยึดการบริหารสากล เช่น คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความยุติธรรม ความเป็นกลาง ความกล้าหาญ ความอดทน ความมีวินัย ความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการบริหาร เป็นแม่แบบที่ดี ยอมรับข้อผิดพลาดของ สมาชิกในองค์กร และให้เกียรติผู้อื่น เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้แสดงความคิดเห็น รับฟังปัญหาและให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม1.5 การใช้คำถาม (Asking questions) หมายถึง กลวิธีการถามคำถามที่ เป็นเครื่องมือสำหรับกระตุ้นให้บุคลากรตอบคำถามโดยใช้กระบวนการคิดค้นคว้าด้วยตนเอง โดยการตั้งคำถามและตอบคำถาม เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดค้นคว้าหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหา และสรุปแนวคิดได้ด้วยตนเอง เป็นการพัฒนาความคิดในระดับสูง และความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากร1.6 การรวบรวมวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล (Collecting analyzing and Interpreting data) หมายถึง การนำข้อมูลที่ทำเป็นรายงานสรุปผลไว้แล้วมาวิเคราะห์แปลความหมาย โดยการ เปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานกิจกรรมอื่นที่ดำเนินคล้ายกันในรอบระยะเวลาเดียวกัน เพื่อให้ฝ่ายบริหารเข้าใจถึงผลการดำเนินงาน และนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนงานในอนาคตเพื่อให้การ ทำงานเกิดประสิทธิภาพบรรลุตามเป้าหมายขององค์กร Ash and Persall, The principle as Chief Leaning Officer: The New Work of Formative Leadership, (Birmingham: Stamford University Birmingham, 2007)


1032. ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของ สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ไว้ว่า ในยุคเศรษฐกิจ สารสนเทศ องค์กรที่จะประสบผลสำเร็จจะต้องมีการดำเนินงานโดยใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge Based Organizational Management) ต้องปรับตัวให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง (Learning Organizational) ต้องสร้างความท้าทายให้กับผู้นำในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ต้องเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้าและผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมใหม่โดยทำให้ ทุกคนสามารถแสดงภาวะผู้นำได้อย่างกว้างขวาง ทั่วทั้งโรงเรียนจะเต็มไปด้วยผู้นำที่สร้างความมี ประสิทธิภาพโดยการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม สร้างความสำนึกในความ รับผิดชอบ ร่วมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ที่เสี่ยง มุ่งปฏิบัติงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะที่จำเป็นต่อการ ดำเนินชีวิตในอนาคต สอดคล้องกับแนวทาง 3R 7C ที่สำคัญ คือทักษะด้านการคิดริเริ่มสร้างสรรค์สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์, “รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24”, วารสารการบริหารการปกครอง ปีที่ 5 ฉบับ ที่ 2 (กรกฎาคม -ธันวาคม) (2559)3. ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพของ ไพฑูรย์ สินลารัตน์การที่ผู้นำทั้งผู้นำโดยทั่วไปและผู้นำทางการศึกษาของไทยจะต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและ เข้าใจปัญหาของสังคมไทยได้อย่างดีและเชื่อมโยงการศึกษากับสังคมไทยนั้นจำเป็นจะต้องมีภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์จะเป็นลักษณะของผู้นำที่มีการแสดงพฤติกรรมที่ตอบสนอง เชิงจินตนาการโดยการคิดไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนในสถานการณ์ต่าง ๆ และประเด็นต่าง ๆ ที่ท้าทาย ซึ่งสถานศึกษาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) มีเป้าหมายหลักคือการ เรียนรู้ของนักเรียนจัดกิจกรรมการเรียนให้กับนักเรียนได้มีโอกาสขยายความรู้ความสามารถอย่าง สร้างสรรค์และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทักษะของผู้นำเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพมี4 ลักษณะ ได้แก่ 1. การคิดวิเคราะห์ (Critical Mind) คือ การมองแล้วแก้ไขและรู้ซึ้งถึงประเด็นทาง สังคมไทยและสังคมโลก ผู้นำรุ่นใหม่จะต้องวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ในสังคมไทยและสังคม โลกได้ว่า อะไรคือปัญหา อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น 2. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Mind) ผู้บริหารควรทำตนเองและองค์กรให้เกิดการสร้างสรรค์ เมื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์คนอื่น ไม่ได้คิดอะไรใหม่ๆ ไปจากเดิม ในฐานะผู้บริหารหรือ ผู้นำก็ไม่เพียงพอ เราก็ต้องเดินตามคนอื่นเรื่อยไปและต้องมีแนวทางของเราเองบ้าง 3. การคิดผลิตภาพ (Productive Mind) คือผู้นำต้องมีการพัฒนาความคิดใหม่ให้เกิดผลงานเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และ 4. การคิดรับผิดชอบ (Responsible Mind) เป็นการแสดงถึงการเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ไม่ว่าผู้บริหารจะเป็นแบบไหนก็ตาม สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ความ


104รับผิดชอบ ต้องอยู่ใน ฐานของคุณธรรมเป็นหลัก ความรับผิดชอบต่อตัวเองในฐานะผู้บริหาร รับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบ ต่อประเทศชาติและทิศทางของโลกในอนาคตไพฑูรย์ สินลารัตน์, ความเป็นผู้นำทางการศึกษา (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2561)ธีระ รุญเจริญ และคณะ (2554) กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ว่าเป็นลักษณะหรือพฤติกรรมในการนำบุคคลอื่น และการประสานงานด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงจูงใจ สร้างบรรยากาศ โดยการคิดนอกกรอบ โดยวิธีการใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ การสร้างวัฒนธรรมใหม่ และการปรับปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ ของโรงเรียน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่กำหนด ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2554) กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพ (Creative & Productive Leadership) ว่าเป็นภาวะผู้นำใหม่ (New leadership) ผู้นำรุ่นใหม่ ต้องคิดใหม่ และต้องมีผลงานจากการคิดนั้น คือจะต้องมีผลงานจากการมองในเชิงของ จิตคิดวิเคราะห์ (Critical mind) การเปลี่ยนแปลง (Transformation) และจินตนาการ (Imaginary) ไปพร้อมกัน กิตติ์กาญจน์ ปฏิพันธ์ (2555) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เป็นการ ตอบสนองเชิงจินตนาการ และการนำบุคคลอื่น ๆ ด้วยแนวทางใหม่หรือวิธีการใหม่ ๆ อย่างท้าทาย และยืดหยุ่น และที่สำคัญภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ยังเป็นผู้สร้างสภาพ แวดล้อม หรือส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และสนับสนุนให้ผู้อื่นได้มีความสร้างสรรค์พัฒนวงศ์ ดอกไม้ (2560) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เป็น กระบวนการค้นหา คิดค้นแนวทางใหม่ หรือวิธีการใหม่ของผู้นำในการนำผู้ตามอย่างมีอิทธิพล ด้วยการกระตุ้น ประสาน สร้างโอกาส และแสวงหาหนทางหรือวิธีการเปลี่ยนแปลงที่แปลก ใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ตามได้คิดริเริ่ม สร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์การ แห่งความสำเร็จNanus (1990) กล่าวถึง ภาวะผู้นำแห่งอนาคตหรือภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ (FutureCreative leadership) ว่าเป็นการใช้เป้าหมายที่มีทิศทางที่ชัดเจน (Signposts) ค่านิยมเกี่ยวกับความเข้าใจและการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Values) และกรอบในการทำงาน (Frameworks) เป็นศิลปะที่ใช้ความพยายามและความฉลาดทางการคิดPuccio and others (2007) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เป็นการที่ผู้นำ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อบุคคล บริบท และผลลัพธ์ โดยผ่านรูปแบบการคิดสร้างสรรค์ ที่ประยุกต์ใช้ในการเผชิญและแก้ปัญหาที่แปลกใหม่ คลุมเครือซับซ้อนRenshaw (2016) อธิบายว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการตระหนักถึงความสำคัญของวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน ด้วยการสร้างโอกาสต่าง ๆ แก่บุคคลอื่นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กร


105แพรดาว สนองผัน (2557) ได้กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องประกอบด้วยทักษะ 11 ทักษะ คือ บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นหน้าที่ในการบริหารสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามตำแหน่งที่ ดำรงอยู่มีนักวิชาการให้ทัศนะด้านบทบาทยุคใหม่ที่ผู้บริหารสถานศึกษาควรนำไปใช้ประโยชน์ มีรายละเอียด ดังนี้ The Wallace Foundation (2012) เป็นมูลนิธิให้ทุนสนับสนุนโครงการส่งเสริมความ เป็นผู้นำการศึกษาใน 24 รัฐ ของประเทศสหรัฐอเมริกา เสนอแนวทางสำหรับผู้บริหาร สถานศึกษาที่มีประสิทธิผล ควรนำไปใช้ มี 5 ประการ ดังนี้1. การสร้างวิสัยทัศน์เพื่อความสำเร็จทางวิชาการสำหรับนักเรียน ( Shaping a vision of academic success for all students) การนำวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และมีส่วนร่วมของบุคลากรในการ มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้บรรลุผลตามเป้าหมาย2. สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นเพื่อการศึกษา (Creating a climate hospitable to education)ผู้บริหาร ต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับผู้เรียน และบุคคลภายนอก เพราะโรงเรียนเป็นศูนย์กลางทางการเรียนและกิจกรรมบรรยากาศมีความสำคัญที่เอื้อต่อ การเรียนการสอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน3. การปลูกฝังภาวะผู้นำให้กับบุคคลอื่น (Cultivating leadership in others) ทั้งครูในโรงเรียนถือว่า ทรัพยากรสำคัญในการบริหาร การสร้างให้ครูเป็นผู้นำทางวิชาการจะส่งผลให้โรงเรียนมีการพัฒนาไปสู่คุณภาพ และมีมาตรฐานทางการศึกษา4. การปรับปรุงการเรียนการสอน (Improving instruction) ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลจะมุ่งทำงานด้วย ความเอาใจใส่ในการปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมุ่งถึงคุณภาพการสอน และให้บรรลุผลสำเร็จตามความ คาดหวังของผู้เรียน และผู้ปกครอง5. การบริหารจัดการกับคน ข้อมูล และกระบวนการ (Managing people, data and processes) ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทั้งครูบุคลากร และผู้เรียน รวมทั้งการนำข้อมูลมาใช้ ประโยชน์ต่อการพัฒนาสารสนเทศเพื่อการบริหารและกระบวนการบริหาร จากความหมายที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ หมายถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมของผู้นำที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ การมีความยืดหยุ่นและการกระตุ้นหรือจูงใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สามารถ กำหนดความสำเร็จ เพื่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร และให้เป็นองค์การแห่งความสำเร็จในอนาคตวิมล จันทร์แก้ว (2555) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษา เป็นความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาในการที่จะนำองค์การไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้


106กาญจนา ศิลา (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษา เป็นพฤติกรรมในการแสดงออกของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีศิลปะ ที่สามารถ ตอบสนองความต้องการของบุคลากรเป็นอันดับแรกในด้านการคิด ความสนใจ ความต้องการ หรือพฤติกรรมของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลในองค์การให้หันไปในทิศ ทางเดียวกันพนัส ถิ่นวัน (2556) กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาว่า เป็นความสามารถของผู้บริหารที่มีต่อวิธีการใช้อิทธิพล ความรู้ความสามารถเทคนิควิธีการแบบใหม่ ในการโน้มน้าว ชักนำและจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชา โดยใช้ความพยายาม กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างสัมฤทธิผล ซึ่งสามารถนำมาใช้กับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมมณฑาทิพย์ เสยยงคะ (2556) กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษาว่า เป็นผู้นำที่มีคุณลักษณะเป็นบุคคลที่มีจินตนาการ มีความยืดหยุ่น มีวิสัยทัศน์ และมีความคิดริเริ่มสุภาพ ฤทธิ์บำรุง (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นความสามารถในการจูงใจ หรือนำบุคคลอื่น อย่างมีวิสัยทัศน์ กระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดการทดลอง ทำให้บุคลากรสามารถคิดนอกกรอบ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ หาแนวทางใหม่ ๆ ในการบริการ และการสื่อสารภายในองค์กร สามารถ ปรับตัวและปรับกระบวนการทำงานในองค์กรให้มีความง่าย คล่องตัว และยืดหยุ่นกับ สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้นAsh and Persall (2010) อธิบายว่า ผู้นำแบบสร้างสรรค์ในฐานะเป็นหัวหน้า สูงสุดด้านการเรียนรู้ของโรงเรียน (The Principal as Chief Learning Officer of School: CLO) จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิชาการ เป็นแบบอย่างทางวิชาการเปิดกว้างสู่การเรียนรู้ และศึกษาค้นคว้าความรู้ใหม่ ๆ ในอนาคต สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และสร้าง วัฒนธรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นในโรงเรียนHarris (2015) กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ว่าเป็นรูปแบบของภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการ ที่จะต้องทำงานหลักคือประสานกับบุคคลที่มีความ แตกต่างกัน ทั้งการคิดและวิธีการคิด เป็นภาวะผู้นำที่พัฒนาความสามารถและพัฒนาศักยภาพ ของบุคคลทุกคนในองค์การให้มีความคิดสร้างสรรค์ มุ่งมั่นในงาน ได้รับการสนับสนุนและได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นภาวะผู้นำที่ปราศจากอัตตา เพื่อสร้างองค์การแบบใหม่ที่มีความท้า ทายมากกว่าแบบเดิมที่เป็นอยู่Stoll and Temperley (2011) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นจินตนาการ และความคิดที่ตอบสนองต่อโอกาสและประเด็นปัญหาที่ท้าทาย หรือปัญหาที่ยับยั้งการเรียนรู้ในทุกระดับ เป็นมุมมอง การคิด และทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป เพื่อที่จะปรับปรุงโอกาสในชีวิต ผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์จะวางเงื่อนไข ส่งเสริม สภาพแวดล้อมที่เอื้อและให้โอกาสบุคคลอื่นได้มีความคิดสร้างสรรค์


107Droske (2014) กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ว่าเป็นภาวะผู้นำที่ส่งเสริม (Encourages) มุ่งมั่นในงาน (Captures) การบ่มเพาะการทำงาน (Cultivates) และ การดำเนินการที่ไม่ธรรมดา (Implements atypical) มีกลยุทธ์และการ แก้ปัญหาเชิงจินตนาการ สามารถผลิตสิ่งแปลกใหม่ (Produce uncommon) และนำองค์การ ไปสู่สิ่งใหม่อยู่เสมอVeld and Verhart (2014) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้นำที่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคต สามารถสร้างอนาคต ด้วยการวางรากฐานที่ มั่นคงในปัจจุบัน มีความรู้เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รับรู้และใช้ให้เกิดประโยชน์กับ ความสามารถของผู้ตาม ไม่เพียงแค่ส่งแรงกระตุ้น แต่จะให้คำตอบที่ชัดเจนต่อผู้ตามหรือคนรอบข้าง จากความหมายที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ความสามารถหรือพฤติกรรมของผู้บริหารด้วยการกระตุ้นหรือจูงใจ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้พัฒนาความสามารถและศักยภาพในการทำงาน โดยการนำผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความรู้ แนวทาง เทคนิคหรือวิธีการแบบใหม่ เพื่อส่งเสริม กระตุ้น ความคิดสร้างสรรค์ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้พัฒนาความสามารถและพัฒนาศักยภาพ ให้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กรไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2558) ได้กล่าวในหนังสือชื่อ ผู้นำเชิงสร้างสรรค์ และผลิตภาพว่าลักษณะของผู้นำเชิงสร้างสรรค์ มี 10 ลักษณะดังต่อไปนี้ คือ 1) มีการวิเคราะห์เป้าหมายภายใต้กรอบของสังคมไทย หลังจากนั้นต้อง 2) สร้างแรงจูงใจในกลุ่มให้เขา มีแรงจูงใจที่จะทำ 3) ใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นตัวนำ และต้องนำอย่าง 4) เข้าใจวัฒนธรรม และ มี 5) การวางกลยุทธ์ 6) ต้องสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร 7) ให้บุคลากรในหน่วยงานมีอำนาจ ในการตัดสินใจ 8) สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน 9) ไม่ยอมแพ้ และ10) ยึดหลักความสำเร็จของงาน คือความสำเร็จของพวกเรานเรศ บุญช่วย (2559) ได้นำผลงาน การศึกษาค้นคว้าของ Kenneth A. Longman เกี่ยวกับคุณลักษณะสำคัญของนักสร้างสรรค์มากล่าว ไว้น่าสนใจ 5 ประการ คือ 1. มีความอยากรู้อยากเห็น เป็นคุณสมบัติพื้นฐานสำคัญที่นักสร้างสรรค์ เป็นผู้สนใจ ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวทุกเรื่อง ชอบแสวงหาความรู้ ชอบอ่าน ชอบเปิดรับต่อสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเป็น การสะสมวัตถุดิบสำหรับงานสร้างสรรค์ และนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ2. มีจินตนาการเป็นคุณสมบัติติดตัวที่จะช่วยให้นักสร้างสรรค์สามารถพัฒนาสิ่งใหม่ ช่วยให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ที่นำไปสู่ส่วนประสมอย่างใหม่หรือรูปแบบใหม่ 3. เข้าถึงความรู้สึกของผู้อื่นเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสื่อสารและ การโฆษณานักโฆษณาที่สามารถเอาใจของตนเองไปรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ จะมีความสามารถในการเอาความรู้สึกของผู้อื่นมา


108เป็นความรู้สึกของตนเองได้ดี คุณสมบัตินี้สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานสื่อสารของตนได้เป็นอย่างดี 4. มีความกระตือรือร้นเป็นคุณสมบัติสำคัญของนักสร้างสรรค์เพราะควากระตือรือร้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นหล่อหลอมกับจินตนาการทำให้นักสร้างสรรค์ แสวงหาลู่ทางใหม่ ๆ หรือความสัมพันธ์ใหม่ ๆ 5. มีลักษณะคล่องตัวและรับแนวทางใหม่ ๆ นักสร้างสรรค์จะมีลักษณะยอมรับ ความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ ไม่ติดยึดอยู่กับความเคยชินเก่า ๆ สำหรับในสถานศึกษานั้น ระบุว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) การ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับประเด็นที่สำคัญ 2) การให้อำนาจในการทำงานแก่ทุกฝ่าย 3) การยอมรับการเปลี่ยนแปลง และ 4) การอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานเช่นเดียวกับ Robert (2006) ได้ระบุถึงภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ด้านที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ของผู้บริหารสถานศึกษาว่า ผู้นำสถานศึกษาที่ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยหลักสำคัญ 4 ประการ คือการตัดสินใจในกรณีต่าง ๆ นั้นจะต้องเป็นไปเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการวิเคราะห์ อย่างถี่ถ้วน มีการฝึกฝนและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และต้องเป็นไปด้วยความเฉลียวฉลาดและ มีชั้นเชิงผู้นำในสถานศึกษาจำเป็นต้องมองให้เห็นถึงความต้องการของบรรดาครูและบุคลากร ทางการศึกษาทั้งหลาย รวมถึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นและแสดง วิสัยทัศน์ได้อย่างเต็มที่ในลักษณะการเพิ่มพลังอำนาจ ที่สำคัญจะต้ององสามารถนำพาให้พวก เขาร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดีของสถานศึกษาได้อย่างสร้างสรรค์นั่นเองสุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ (2559) ได้กล่าวถึง หลักการของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ดังนี้ 1. การเรียนรู้แบบทีม การคิดอย่างหวังผล และการร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ควรนำมาใช้แทนกลไกการควบคุม การตัดสินใจจากเบื้องบน ตลอดจนการบังคับสั่งการให้ทำแบบเดียวกัน 2. ควรมีมุมองครูว่าเป็นผู้นำและครูใหญ่ของโรงเรียนเป็นผู้นำของผู้นำ โดยผู้นำทั้งหลายเหล่านี้ต้องมีทักษะการตั้งคำถามที่เหมาะสม (คำถามที่ได้คำตอบที่ลุ่มลึก) มากกว่าการแสดงตนว่าเป็นผู้รอบรู้คำตอบของทุกคำถาม3. ความสัมพันธ์ของการปฏิบัติงานควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไว้วางใจต่อกันผู้นำ จะต้องไม่มีทัศนะว่าครูและนักเรียนขอบหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ (ทำนองทฤษฎี X ของMcGregor) แต่มีหน้าที่ช่วยให้คนเหล่านี้มีความกล้าต่อการปฏิบัติสิ่งใหม่ ๆ 4. ผู้นำควรปรับเปลี่ยนทัศนะจาก “ให้ทุกคนทำตามที่สั่งและยึดหลักทำแบบเดียวกัน” ไปเป็นกระตุ้นให้กำลังใจและสนับสนุนความคิดริเริ่มและค้นคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ของครู 5. ผู้นำควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญของคน และต่อกระบวนการมากกว่างานเอกสารและงานธุรการประจำ 6. ผู้นำควรเน้นถึงความสำคัญของลูกค้าและยึดหลักการให้บริการ ทฤษฎีนี้ถือว่าครู และบุคลากรคือลูกค้าโดยตรงของครูใหญ่ ดังนั้นหน้าที่สำคัญที่สุดของครูใหญ่ก็คือการ ให้บริการแก่ลูกค้าของตน


1097. ผู้นำควรสร้างเครือข่ายให้เกิดการสื่อสารแบบสองทางมากกว่าการกำหนด ช่องทางไหลของสารสนเทศเพียงทิศทางเดียว การเป็นผู้นำแบบสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัย ความเอาใจใส่ใกล้ชิด 8. การปรากฏตัวอยู่กับงาน และอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้าของตน ผู้นำควรใช้หลักนิเทศ ภายในแบบแวะเวียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วทั้งโรงเรียนและชุมชนที่ล้อมรอบโรงเรียนเพื่อไป รับฟัง สอบถามและเรียนรู้ สร้างสัมพันธภาพ และไปเสาะหาแนวทางที่เป็นไปได้ในเรื่องต่าง ๆ 9. ผู้นำแบบสร้างสรรค์ จะกระจายอำนาจการตัดสินใจแก่บุคคลผู้ปฏิบัติงานต่าง ๆ ของโรงเรียนและจะทำหน้าที่ปกป้องคนเหล่านี้เมื่อมีการแทรกแซงการทำงานจากภายนอก 10. ผู้นำแบบสร้างสรรค์ต้องมีความสามารถสูงในการปฏิบัติภารกิจอยู่ท่ามกลาง สภาวะแวดล้อมที่ไม่แน่นอน เป็นผู้เรียนรู้การบริหารความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ หน่วยงานได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นและเป็นผู้ที่ไม่ยึดติดกับสถานภาพเดิมที่เป็นอยู่ ของโรงเรียนจากคุณลักษณะของผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่กล่าวมาสรุปได้ว่า คุณลักษณะของผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ เป็นผู้มีความรู้ (Knowledge) จะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้และมีข้อมูลในเรื่อง ที่เป็นประเด็น ปัญหา เพราะการแก้ปัญหาของผู้นำต้องอาศัยความรู้ในเรื่องนั้น ผู้มีความอยาก รู้อยากเห็น เป็นคุณสมบัติพื้นฐานสำคัญที่นักสร้างสรรค์ เป็นผู้สนใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทุกเรื่อง ชอบแสวงหาความรู้ ชอบอ่าน ชอบเปิดรับต่อสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเป็นการสะสมวัตถุดิบ สำหรับงานสร้างสรรค์ และนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ ๆองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ผู้บริหารสถานศึกษาต่างก็มีเป้หมายที่จะพัฒนาสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ แต่จะ ดำเนินการหรือบริหารจัดการด้วยวิธีการใดนั้นก็ล้วนมีความแตกต่างกันไป สิ่งที่จะช่วยเสริม ศักยภาพในตัวของผู้บริหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นก็คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร สถานศึกษานั้นเอง ส่วนภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นแนวทาง สำหรับผู้บริหารในการนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพบริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่งและ จากการศึกษาตำรา เอกสารและงานวิจัยพบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ได้มี นักวิชาการหลากหลายท่านได้ทำการศึกษา ซึ่งขอเสนอไว้ ดังนี้ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2558) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย 1) มีทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) เป็นผู้นำการคิดเปลี่ยนแปลง และ 3) มีจิตนาการ กิตติ์กาญจน์ ปฏิพันธ์ (2557) ได้วิจัยเรื่องโมเดลสมการโครงสร้าง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ได้สรุปองค์ประกอบของภาวะ ผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ได้ 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. จินตนาการ (imagination) หมายถึง การแสดงออกของผู้บริหารสถานศึกษา อาชีวศึกษาถึงการมีความคิดเชิงสร้างสรรค์ มีอารมณ์ขันในการทางานและมีสติปัญญาในการ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์


1102. ความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง การแสดงออกของผู้บริหารสถานศึกษา อาชีวศึกษาถึงการคิดหาคาตอบได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือความคุ้นเคย การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ และการเปิดกว้างรับความคิดใหม่ ๆ อย่างอิสระ 3. วิสัยทัศน์ (Vision) หมายถึง การแสดงออกของผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ถึงการมองภาพในอนาคตที่เป็นไปได้นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศดวงแข ขำนอก (2559) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ มีจำนวน 4 องค์ประกอบ คือ 1) วิสัยทัศน์ 2) ความยืดหยุ่น 3) จินตนาการ และ 4) การแก้ปัญหาMungkasem (2015) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ สำหรับผู้บริหาร พบว่า คุณลักษณะของผู้ที่มีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) การมีความเป็นผู้นำ 2) การมีวิสัยทัศน์ 3) การทำงานเป็นทีม 4) การมี ทัศนคติด้านบวก และ 5) การมีความสามารถในการปรับตัวChernin (2010) ผู้อำนวยการ FOX ใน Los Angeles และทำงานในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้สรุปองค์ประกอบเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ไว้ในบทความ ชื่อ “Creative Leadership: Strength of Ideas the Power of The Imagination ไว้ว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เกี่ยวกับความสามารถติดต่อประสานงานทั้ง เกี่ยวกับตนเองและเกี่ยวกับทีมงาน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ 1) แรงบันดาลใจ (Inspire) 2) วิสัยทัศน์ (Vision) และ 3) จินตนาการ (Imagination)Bennis (2012) ได้สรุปไว้ว่าองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์จะเกี่ยวข้องกับ คน เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจในการบริหารจัดการระบบ โครงสร้าง กระบวนการ การควบคุมซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1) วิสัยทัศน์ (Vision) 2) ความไว้วางใจ (Trust) 3) การมุ่งความสำเร็จ (Success) และ 4) ความยืดหยุ่น (Flexibility)Sousa (2013) ได้สรุปองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบ ไปด้วย 1) สติปัญญา 2) ความยืดหยุ่น 3) แรงจูงใจ และ 4) การแก้ปัญหาKatz (2010) ได้สรุปองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ไว้ในหนังสือ Managing Creativity and Innovation ไว้ว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบ ไปด้วย 1) ความชำนาญ (Expertise) 2) ความยืดหยุ่น (Flexibility) 3) จินตนาการ (Imagination) และ 4) แรงจูงใจ (Motivation)Parker and Begnaud (2014) ได้สรุปทัศนะเกี่ยวกับคุณลักษณะของภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ไว้ในหนังสือชื่อว่า “Developing Creative Leadership” ซึ่งได้สรุปคุณลักษณะ ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ไว้ 3 ประการ ดังนี้ 1) วิสัยทัศน์ (Vision) 2) ความยืดหยุ่น (Flexibility) และ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving Ability)


111Abdul (2010) ได้กล่าวไว้ว่าองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) ความมีวิสัยทัศน์สำหรับองค์กร 2) กล้าเสี่ยง 3) มีความสามารถในการแก้ปัญหา 4) มีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจ และ 5) มีความโปร่งใส3. การนำมาใช้ของผู้วิจัยจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้วิจัยมีความ สนใจแนวคิด ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ของ แอช และ เพอร์ซาล (Ash and Persall) ด้วย ผู้วิจัยเห็นว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้บริหารสถานศึกษา โดยนำมาเป็นแนวทางการพัฒนา คุณลักษณะของผู้นำให้ประสบความสำเร็จ และถือว่าเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เพื่อทำให้ สถานศึกษาบรรลุเป้าหมาย การนำ ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา ช่วยส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาศัยแนวคิดและทักษะการบริหารที่เน้น “การคิดสร้างสรรค์” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ซึ่งผู้บริหารสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายด้าน ดังนี้1. การพัฒนาวิสัยทัศน์และนโยบายของโรงเรียนภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ช่วยให้ผู้บริหาร กำหนดทิศทางของโรงเรียนอย่างมีจินตนาการ มองเห็นภาพอนาคต และออกแบบแนวทางที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงแนวทางนำไปใช้:• สร้างวิสัยทัศน์ที่เน้นความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมหรือสมรรถนะของผู้เรียน• วางนโยบายการเรียนรู้ดิจิทัล การเรียนรู้แบบบูรณาการ• กำหนดแนวทางที่เน้นความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนร่วมออกแบบอนาคต2. การจัดการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์ผู้บริหารมีบทบาทสนับสนุนครูให้จัดการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์แนวทางนำไปใช้:• สนับสนุนให้ใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น Active Learning, AI, เกมการศึกษา• กระตุ้นให้ครูคิดกิจกรรมใหม่ ๆ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เช่น PBL (Project-based learning), การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ• จัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างครู เช่น “ครูต้นแบบนวัตกรรม”3. การบริหารคนและบุคลากรภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารคนด้วยแนวคิดใหม่แนวทางนำไปใช้:• เปิดพื้นที่ให้ครูเสนอไอเดียใหม่ ๆ และนำไปทดลองใช้


112• สนับสนุนการพัฒนาครูแบบหลากหลาย เช่น เวิร์กช็อป, PLC, online course• ใช้แนวทางจูงใจ เช่น การชื่นชมผลงาน การให้โอกาสแสดงศักยภาพ หรือระบบแรงจูงใจแบบสร้างสรรค์4. การบริหารเชิงระบบด้วยแนวคิดใหม่นำหลักคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาระบบบริหารงานให้ยืดหยุ่นและทันสมัยแนวทางนำไปใช้:• ปรับกระบวนการบริหารให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบเอกสารออนไลน์, e-office• แก้ปัญหาโดยใช้แนวทางที่แตกต่าง เช่น การระดมสมอง หรือการใช้ Design Thinking• ออกแบบกระบวนการทำงานที่ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน แต่เพิ่มประสิทธิภาพ5. การพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนแนวทางนำไปใช้:• มีทักษะคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่น• มีโอกาสแสดงความสามารถ เช่น แข่งขันสิ่งประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ• ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ท้าทายและสนุก เช่น Startup Day, Maker Space, โครงงานคุณธรรม6. การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือผู้บริหารใช้ภาวะผู้นำสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงเครือข่ายแนวทางนำไปใช้:• ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น มหาวิทยาลัย, ภาคธุรกิจ, ชุมชน• จัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดนิทรรศการเปิดบ้าน• ใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสาร เปิดเผยผลการดำเนินงานของโรงเรียนอย่างสร้างสรรค์7. การประกันคุณภาพและสร้างนวัตกรรมองค์กรผู้บริหารใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนการประกันคุณภาพจาก “เอกสาร” สู่ “การพัฒนา”แนวทางนำไปใช้:• ปรับรูปแบบ SAR ให้แสดงผลลัพธ์ที่เกิดจริง และมีนวัตกรรมเด่น• พัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็น Best Practice ของโรงเรียน• สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนา เช่น ทีมพัฒนาโรงเรียน นวัตกรรมครูสรุป :ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ (Creative Leadership) เป็นรูปแบบการนำที่เน้นการ คิดนอกกรอบ สร้างนวัตกรรม และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์จะสามารถ


113ขับเคลื่อนองค์กรการศึกษาให้เติบโต พัฒนา และตอบสนองต่อโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร คือ หัวใจของการเปลี่ยนผ่านสถานศึกษาให้พร้อมสู่อนาคต โดยเน้นการเปิดกว้างทางความคิด ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และพัฒนาทุกภาคส่วนในโรงเรียนให้มีชีวิตชีวาและมีคุณภาพ ช่วยให้โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ที่มีการเรียนรู้ พัฒนา และเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล และสามารถสร้างคุณภาพให้กับผู้เรียน ครู และชุมชนโดยรอบได้อย่างแท้จริง


1141. ชื่อเรื่องวิจัยภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4ADMINISTRATORS' ETHICAL LEADERSHIP AFFECTING DESIRED CHARACTERISTICS OF STUDENTS UNDER NAKHON SITHAMMARAT PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 42. ศึกษาบทที่ 2 เรื่องทฤษฎีที่ใช้แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership) คือ การที่ผู้นำแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม และส่งเสริมให้ผู้ตามปฏิบัติตามด้วย โดยการกระทำและการสื่อสารที่โปร่งใส, เป็นธรรม, และมีความรับผิดชอบต่อสังคมทฤษฎีที่ใช้1. ทฤษฎีจริยศาสตร์ของ ARISTOTLE หมายถึง คุณลักษณะที่ปัจเจกชนทั้งหลายอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข และเข้าถึงสภาวะของความสุข (state of well-bing) คุณธรรมอันเกิดจากพุทธิปัญญา (intellectual virtue)- ได้รับจากการสั่งสอนโดยตรงคุณธรรมอันเกิดจากศีลธรรมจริยธรรม (moral virtue)- ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นั้นจำเป็นจะต้องประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างถูกต้องจากแนวคิดทฤษฎีจริยศาสตร์ของ Aristotle เพื่อนำมาพิจารณาในด้านของภาวะผู้นำ กล่าวได้ว่าผู้นำควรจะต้องมีคุณธรรม จริยธรรรม ทั้งคุณธรรมเชิงพุทธิปัญญา และคุณธรรมเชิงศีลธรรม จริยธรรม เพื่อจะสามารถนำบุคคลในองค์กรอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขผู้นำต้องยึดสายกลาง มีความดี ทั้งคิดดีและทำดีมีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์และเชื่อว่าคุณธรรม จริยธรรมเป็นเรื่องที่สามารถปลูกฝัง อบรม สั่งสอนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ทั้งของตนเองและบุคคลอื่นๆ ในองค์การได้ (กันยมาส ชูจีน 2559)


1152. ทฤษฎีอัตนิยม (EGOISM) มีพื้นฐานมาจากอัตนิยมเชิงจิตวิทยา (Psychological egoism) ที่เน้นการยึดตนเองเป็นหลักหรือยึดประโยชน์ ส่วนตนเป็นสำคัญ หรือยึดประโยชน์ ส่วนตนเป็นสำคัญการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ทุกคนล้วนแต่เป็นไปเพื่อก่อประโยชน์แก่ตนเอง ทั้งสิ้น เป้าหมายของการกระทำทุกอย่างอยู่ที่สิ่งเดียวคือ ผลดีแก่ผู้กระทำ ไม่มีใครทำอะไรที่ไม่เพิ่มพูนประโยชน์ ให้แก่ตัวเองไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทุกคนทำในสิ่งที่ชอบที่สุดและหลีกหนีสิ่งที่ตนเกลียดที่สุดเท่าที่จะทำได้\"ดี\" เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกสิ่งที่ตนชอบและปรารถนา \"ชั่ว\" เป็น เพียงคำที่ใช้เรียกสิ่งที่ตนหลีกหนีในสภาพธรรมชาติมนุษย์ต่อสู้แข่งขันกันเพื่อตนเองเสมอผู้บริหาร ในฐานะตัวแทนของคนจำนวนมากหรือทำหน้าที่ประสานประโยชน์ของคนส่วนมาก จะต้องตระหนักเสมอว่าแม้ว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่การเห็นแก่ประโยชน์นั้นถือว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมด้วย ดังนั้น การตัดสินใจต้องยึดถือประโยชน์ขององค์กร นอกจากนี้ การยึดถือตนเองเป็นสำคัญ นั้น เมื่อต้องตัดสินใจร่วมกับกัน ก็ต้องพิจารณาความคิดเห็นของเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย หากเสียงส่วนใหญ่ ยึดถือตนเองเป็นสำคัญและก่อประโยชน์แก่มหาชนก็สามามารถยอมรับได้ (จำเริญรัตน์ เจือจันทร์,2559)3. ทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยมเชิงการกระทำ (Act Utilitarianism ) (John Stuart Mil) หลักทฤษฎีพื้นฐานทางจริยธรรม คือ การกระทำทั้งหลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในเมื่อเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดควาบสุข และการกระทำจะเป็นสิ่งผิดถ้าจะก่อให้เกิดสิ่งตรงข้ามกับความสุขคำว่าสุข หมายถึง เกิดความพึงพอใจและปราศจาศทุกข์ คำว่าไม่มีความสุข (อสุข) ได้แก่ ความทุกข์และขาดเสียซึ่งความสุข ทฤษฎีนี้เป็นกิจกรรมที่มนุษย์ พยายามทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดและพยายามตัดสินการกระทำว่าดีหรือชั่ว โดยถือเอาการกระทำที่ให้ความสุขมากที่สุดแก่คนจำนวนวนมากที่สุด ถือว่าเป็นการกระทำดี (จำเริญรัตน์ เจือจันทร์ ,2558)4. ทฤษฎีอรรรถประโยชน์นิยมเชิงกฎระเบียบ (Rule Utilitarianism) (Jeremy Bentham (1748-1832) ทฤษฎีที่เน้นประโยชน์ของกฎระเบียบหรือจรรยาบรรณทั้งมวลหรือระบบที่เป็นกฎระเบียบ ทฤษฎีนี้มุ่งหมายว่าการกระทำที่ถูกต้องหรือการกระทำที่ผิดของปัจเจกบุคคล ถูกกำหนดตัดสินโดยการอ้างกฎระเบียบกติกาทางศีลธรรรม หรือระบบที่เป็นกฎระเบียบนั้นถือว่ามีประโยชน์สูงสุดนักจริยศาสตร์เห็นว่าทฤษฎีนี้สามารถขยายออกไปเป็นหลักจรรยาบรรณที่สังคมยอมรับ เพราะคนในสังคมต้องยึดถือปฏิบัติร่วมกัน เป็นกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและนำไปสู่การได้รับประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยหลักการว่า การกระทำที่ถูกต้อง คือ การกระทำที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ ของสังคมที่วางไว้และการกระทำตามกฎเกณฑ์นั้นได้รับการยอมรับโดยทั่วไป


116(ธัญมัย แฉลมเขตต, สมชาย เทพแสง และสมบูรณ บูรศิริรักษ, ภาวะผูนำเชิงจริยธรรม คุณลักษณะที่ควรสงเสริมสำหรับครู, วารสารการบริหารหารศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนคริทรทรวิโรฒ, ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๒๒ (มกราคม ๒๕๕๘), หนา ๗๑ – ๘๐.)5. ทฤษฎีปรัตถนิยม (Altruism) (August Comte) การกระทำที่ถูกต้องคือการ กระทำเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นแนวคิดที่มีมานานในศาสนาต่างๆ คำว่า Altruism มีขึ้นในศตวรรษที่19 โดย August Comte และถือใช้กันเรื่อยมาในฐานะคำตรงข้ามกับ Egoism ก่อนหน้าที่จะใช้คำอื่นๆ ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้ เช่น คำว่าความปรารถนาดี น้ำใจ ความรัก หรือความเมตตากรณาการกระทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงถึงประโยชน์ตนเอง อาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของคน หรือกลุ่มอื่นๆได้ ดังนั้นการคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้อื่นต้อนต้องกระทำอย่างรอบคอบโดยให้ครอบคลุม ถึงประโยชน์ของทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วย(ธีรพัฒน เพชรศรีจันทร , “ ภาวะผูนำเชิงจริยธรรมของผูบริหารสถานศึกษาที่สงผลตอความผูกพัน(ตอองคการของขาราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐในจังหวัดอุทัยธานี” ,วิทยานิพนธการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย; มหาวิทยาราชภัฏนครปฐม, ๒๕๖๒), หนา ง.6. ทฤษฎีจริยธรรมของ Kant (Kant's Moral Theory) การปฏิบัติตามหลักจริยธรรม เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะเป็นเจตนาที่ดีที่เกิดจากการตั้งใจจริง หรือเป็นมูลเหตุจงใจที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง การกระทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งสากล โดยเริ่มเหตุจูงใจที่ดีเป็นเงื่อนไขให้เกิดการกระทำดีและผลจาก การกระทำนั้นก็จะเป็นผลดีหลัก 3 ประการ คือ1) การกระทำจะต้องเกิดมาจากพับธกรณี เพื่อที่จะให้เกิดความมีค่าทางศีลธรรมจริยธรรม2) คุณค่าทางศีลธรรม จริยธรรม ของการกระทำขึ้นอยู่กับการที่ได้ทำมากกว่าความสำเร็จตาม วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมาย3) พันธกรณี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกระทำที่ทำโดยให้ความเคารพต่อกฎระเบียบหรือกฎหมาย(Beauchamp & Bowie, 1993)7. ทฤษฎีจริยธรรมของ (Kohlberg) การปฏิบัติตามหลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะเป็นเจตนาที่ดีที่เกิดจากการตั้งใจจริง หรือเป็นมูลเหตุจงใจที่ทำไมสิ่งที่ถูกต้อง การกระทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งสากล โดยเริ่มเหตุจูงใจที่ดีเป็นเงื่อนไขให้เกิดการกระทำดีและผลจาก การกระทำนั้นก็จะเป็นผลดีหลัก 3 ประการ คือ 1) การกระทำจะต้องเกิดมาจากพันธกรณี เพื่อที่จะให้เกิดความมีค่าทางศีลธรรมจริยธรรม 2) คุณค่าทางศีลธรรม จริยธรรม ของ


117การกระทำขึ้นอยู่กับการที่ได้ทำมากกว่าความสำเร็จตาม วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมาย 3) พันธกรณี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกระทำที่ทำโดยให้ความเคารพต่อกฎระเบียบหรือกฎหมาย(Beauchamp & Bowie, 1993)8. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรม ในส่วนของพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งแสดงออกโดยแรงผลักดันจากพลังของจิต ที่ประกอบด้วย Id Ego และ Superego ซึ่งสามารถอธิบายไว้ดังนี้ (นรา สมประสงค์, 2558) Id เป็นพลังที่ประกอบด้วยปฏิกิริยาสะท้อนของร่างกาย เป็นพลังผลักดันพื้นฐานการสร้างมโนภาพและการรับรู้ในเป้าหมายของ Id เป็นส่วนที่ทำให้บุคคลเกิดความสุข ความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ ld จะทำงานโดยไม่รับรู้ในระเบียบและกฎเกณฑ์ของสังคมหรือโลกภายนอกแต่จะรับรู้เฉพาะในโลกของตนเอง Ego เป็นพลังผลักดันพฤติกรรมที่ติดต่อกับโลกภายนอก โดยใช้การรับรู้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับความเป็นจริง เพื่อหาวิธีการตอบสนองความต้องการความปรารถนาหรือความเพลิดเพลินพึงพอใจให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่เอาแต่ใจตนเอง หรือเข้าข้างตนเอง รู้จักใช้เหตุผลและพิจารณาอย่างเป็นกลางSuperego เป็นพฤติกรรมแสดขอออกที่เป็นส่วนของคุณธรรม จริยธรรรมความดี เป็นตัวแทนของศีลธรรม จรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมปทัสถานของสังคม ซึ่งบุคคลได้รับการถ่ายกอดมาจากการอบรมเบี้ยเลี้ยงดูสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ ศาสนา และกระบวนการทางสังคม Superegoเป็นพลังผลักดันที่หักห้ามความต้องการหรือสัญชาตญาณของเตือนให้ Ego ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ตามปทัสถานของมโนธรรม(นรา สมประสงค์, 2558)9. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura การเรียนรู้ที่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น สังเกตผลการกระทำของผู้อื่น การเลียนแบบจากตัวแบบที่เป็นบุคคล สื่อ หรือ เหตุการณ์ต่างๆ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จะควบคุมการเปลี่ยนแปลงอย่างไรการเรียนรู้กางสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากการ แสดงพฤติกรรมของผู้อื่น ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวแบบ (Model) ตัวแบบที่มีอิทธิพลจะมีลักษณะเกี่ยวข้องกับผู้เลียนแบบเช่น ความเป็นพวกเดียวกัน ความน่าเชื่อถือ หรือความตรงกัน การเรียนรู้ทางสังคม (โกศล มีคุณ, 2560)สรุปทฤษฎีที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีจริยธรรมและภาวะผู้นำโดยทฤษฎีจริยธรรมนั้นประกอบด้วย ทฤษฎีจริยศาสตร์ของ Aristotle ทฤษฎีอัตนิยม ทฤษฎีอัตถประโยชน์นิยมเชิงการกระทำ ทฤษฎีประโยชน์น์นิยม


118เชิงกฎระเบียบทฤษฎีปรัตถนิยม ทฤษฎีจริยธรรมของ Kant ทฤษฎีจริยธรรมของ Kohlberg กฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freund กฤษฎีการเรียบรู้ทางสังคมของ Banduraและแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมตามหลักคำสอนในศาสนาเพ็ญศิริ สมเรือน (2560) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม หมายถึง พฤติกรรมหรือบุคลิกลักษณะของผู้บริหารที่แสดงออกถึงการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแสดงออกถึงความไว้วางใจความยุติธรรม และการเอาใจใส่อย่างทั่วถึงด้วยความเต็มใจ รวมถึงการแสดงออกถึงการตัดสินใจต่อปัญหา หรือการดำเนินงานด้วยความมีสติจากจิตสานึกของการมีคุณธรรมจริยธรรมประชุม โพธิกุล (2560) ได้กล่าวว่า ความเป็นผู้นำทางด้านจริยธรรม หมายถึงการที่ผู้นำปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง (Reality) ผู้นำด้านจริยธรรมเกี่ยวข้องกับความยุติธรรมความเสบอภาค ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบและพันธกิจสุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ (2559) ได้กล่าวว่า ผู้นำจริยธรรม (Ethical Leadership)คือ คือ ผู้นำที่สามารถจูงใจให้ผู้ตามมองไกลไปกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวไปที่เพื่อประโยชน์ขององค์การ หรือเพื่อส่วนรวมแทน ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับคุณธรรรมของผู้ตามให้สูงขึ้นกันยมาส ชูจีน (2559) กระบวนการหรือสภาวะหรือศักยภาพของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลหรือกลุ่ม ด้วยพฤติกรรมการแสดงออกด้านความประพฤติ ที่ถูกต้องทางศีลธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย ยุติธรรมและดี เป็นกระบวนการที่แสดงออกถึงค่านิยมที่ดี มีความกล้าหาญที่จะยึดมั่นค่านิยมนั้น การตัดสินใจมีคุณธรรมและจริยธรรมโดยยึดมั่นในเป้าหมายทางจริยธรรม มีการกำหนด มาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจน การให้ผลตอบแทนและการลงโทษที่มีมาตรฐานในการปฏิบัติ คำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรและสังคมเป็นหลัก ทำให้เกิดการยอมรับและศรัทธาของผู้อื่น และนำไปสู่การยกระดับจริยธรรมของผู้นำและผู้ตามให้สูงขึ้นMorialty (2018) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่า เปรียบเสมือนการเปลี่ยนสภาพ(transformation) ทั้งผู้นำและผู้ตาม ตามกระบวนการของภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง (transformational leadership) ในท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งจริยธรรมในการยกระดับความประพฤติ (conduct) และการดลใจทางจริยธรรม (ethical aspiration) ของผู้นำ นอกจากนี้ผลวัด (dynamic)องภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม จะทำให้ทั้งผู้นำและผู้ตามบรรลุถึงผลสูงสุดและเกิดการยอมรับ ชื่นชมและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอีกด้วย เป้าหมายของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมดไม่ใช่สิ่งของ


119Shaprio and Stefkovich (2017) ได้กล่าวว่า แนวคิดในการพิจารณาความยุติธรรมของสังคม (just communityว่ามีข้อบ่งชี้จากการสอนของโรงเรียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการของค่านิยมสากลด้านความยุติธรรม (justice) ความเสมอภาค (equity)และการยอมรับนับนับถือในเสรีภาพ (respect for liberty)จากแนวคิดดังกล่าวSergiovanni (2018) ได้พัฒนาสู่ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม โดย เซอร์กล่าวว่า ภาวะผู้นำในบริบทของการจัดการศึกษา เป็นสิ่งที่ผู้นำทางการศึกษาต้องถือเป็นภาระรับผิดชอบใส่ใจดูแลใกล้ชิด(stewardship)โดยผู้นำควรเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งต่อความผาสุก (welfare) ของโรงเรียนและชุมชนโดยมิใช่เฉพาะแต่ครู นักเรียนเท่านั้นแต่ต้องเอาใจใส่ต่อโรงเรียนและชุมชนในฐานะที่เป็นครอบครัวอีกด้วยSergiovanni ได้แบ่งแยกประเภทของภาวะผู้นำโดยยึดตามแหล่งที่มา ได้แก่1. ภาวะผู้นำเชิงระบบบราชการ (Bureaucratic leadership) เป็นภาวะผู้นำที่ต้องอ้างอิงกับคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อกำหนด ภาระงานความคาดหวังและผลลัพธ์จากระบวนการกำกับติดตามและควบคุม ดังนั้นภาวะผู้นำเชิงระบบ(bureaucratic leadership) จึงครอบคลุมเพียงพัฒนาการขั้นต่ำสุด (lowest stage) ของการพัฒนาจริยธรรม2. ภาวะผู้นำเชิงจิตวิทยา (Psychological leadership) เป็นภาวะผู้นำที่มีฐานอำนาจ จากแรงจูงใจและทักษะเชิงมนุษยสัมพันธ์(human relation skills) คล้ายคลึงกับภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (transactionalleadership) มุ่งเน้นการควบคุมและสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การให้รางวัลย่อมได้รับผลตอบแทน3. ภาวะผู้นำเชิงเหตุผล - เทคนิค (Rational-technical leadership) เป็นภาวะผู้นำที่ยึดหลักอำนาจของผู้นำตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสังคมวิทยา เซอร์จิโอ วานนิ เห็นว่า การจัดการเรียนการสอน และการเรียนรู้ในโรงเรียนส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมที่มีความซับซ้อนของกระบวนการมากเกินไป ควรอ้างอิงกระบวนการการทางวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น นอกจากนี้การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นลักษณะเฉพาะมากเกินไปจะไม่สามารถเชื่อมต่อไปยังผลลัพธ์ที่มีมาตรฐานของผู้เรียนและไม่นำไปสู่การสร้างภาวะผู้นำเชิงเหตุผล-เทคนิค4. ภาวะผู้นำเชิงวิชาชีพ (Professional leadership) ภาวะผู้นำดังกล่าวเกิดจากแรงขับที่มีอิทธิพล (driving force)ของการปฏิบัติงาน โดยผู้นำที่มีความเชื่อมั่นในมาตรฐานการปฏิบัติงานและบรรทัดฐานทางวิชาชีพ(professional norms) จะมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ตาม


1205. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical leadership) เป็นภาวะผู้นำที่ เซอร์จิโอวาน นิกล่าวอ้างจากงานวิจัยว่า สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ตลอดจนตอบสนองต่อหน้าที่และภาระงานยึดส่วนรวมที่ยืนอยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนบุคคลจากแนวคิดภาวะผู้นำของเซอร์จิโอวานนิ ทั้ง 5 โมเดล สามารถนำมาเปรียบเทียบกับภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactional leadership) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของแรงจูงใจและความต้องการภายนอกและภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง(Transformational leadership) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของพัฒนาการทางจริยธรรม แรงจูงใจและความต้องการภายใน Sergiovanni (2018)สรุปความหมายภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติของผู้นำ เพื่อให้เกิดการยอมรับและศรัทธาจากผู้เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงผลสำเร็จและเป้าหมายขององค์กรความหมายภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสรุปว่าพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่แสดงออกด้วยความเหมาะสมในด้านความประพฤติและการสื่อสารอันจะนำไปสู่การยอมรับ และเกิดความศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้มีผลต่อการปฏิบัติงานหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้วยความเต็มใจ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพสุเทพ พงศ์ศรีรีวัฒน์ (2550) ได้กล่าวว่า คุณลักษณะของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่าเป็นการแสดงออกเชิงศีลธรรมของผู้นำนอกจากสามารถมองเห็นได้จากการประพฤติปฏิบัติปกติประจำวันแล้ว ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่างๆ และโครงสร้างขององค์การ เช่น การสร้างโรงเรียนให้เป็นสถาบันแห่งคุณธรรมจริยธรรม (ethical institution) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนอย่างมีจริยธรรมภารัตติกรณ์ จงวิศาล (2556) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นคุณลักษณะพฤติกรรม ความสามารถ และกระบวนการที่ปฏิสัมพันธ์ หรือวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคล กลุ่มคนสามารถสร้าง1) แรงบันดาลใจ2) ความเคารพ


1213) ยอมรับ4) ความพยายาม5) การอุทิศตัว ใช้ความสามารถอย่างดีที่สุดเพื่อให้บรรลุสำเร็จตามเป้าหมายภานุพงศ์ ธนูสาร (2555) ได้กล่าวว่า คุณลักษณะของบุคคลที่มี ภาวะผู้นำเขินเชิงคุณธรรม จริยธรรม คือ ผู้นำประพฤติปฏิบัติ เป็นผู้มีศีลธรรรมแบบอย่างที่ดีของผู้มีคุณธรรม แก่คนทั่วไป ควรมีทักษะเชิงเทคนิคและเชิงความรู้ความคิด โดยจะต้องมีความรู้เชิงวิชาชีพความสามารถในการบริหารและการจัดการองค์กร มีความสามารถในการกำหนดนโยบายที่ดี มีทักษะในการมอบหมายงานมีทักษะในการเรียนรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้ตาม สร้างแรงจูงใจที่ดีในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาFREEMAN & STEWART (2016)1) มีวาทศิลป์ในการสร้างค่านิยมขององค์กร2) มุ่งความสำเร็จขององค์กรมากกว่าความต้องการส่วนบุคคล3) ค้นหาและพัฒนาบุคคลที่ดีที่สุด4) สร้างบทสนทนาทางจริยธรรมและค่านิยมที่คงทน5) สร้างกลไกในการคัดค้าน6) ใจกว้างยอมรับค่านิยมอื่น ๆ7) สร้างคำถามยากๆและเกิดจินตนาการ8) รู้จักข้อจำกัด ของค่านิยมและหลักการจริยธรรมที่ยึดถือ9) วางกรอบปฏิบัติทางจริยธรรม10) ส่งเสริมค่านิยมพื้นฐานและความถูกต้องตามกฎหมายของสังคมรุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2558) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่าผู้นำคุณธรรมจริยธรรมในการบริหารงานย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและวิชาชีพและต่อสังคมหลายประการคือ1. ทำให้ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในการบริหารงาน อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความมันคงในการประกอบวิชาชีพ2. ทำให้ได้รับคำยกย่องสรรเสริญ และเป็นที่เคารพของผู้ใต้บังคับบัญชา


1223. ทำให้มีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ไร้ภยันตรายใดๆ เพราะแวดล้อมไปด้วยบุคคลที่ให้ความรักและนับถือ4. ครอบครัวมีความอบอุ่นและมั่นคงเป็นแบบอย่างที่ดีของครอบครัว ผู้ใต้บังคับบัญชาและสังคมทั่วไป5. ทำให้องค์กรหรือหน่วยงานของตนได้รับความร่วมมือ สนับสนุนช่วยเหลือจากประชาชน ชุมชน ในการพัฒนาอย่างเต็มทีศุภลักษณ์ สุพรรณปราการ (2558) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่า ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจและมีแนวทางในการปฏิบัติ โดยคำนึงถึงคุณค่าทางจริยธรรม ศีลธรรมอันดีงามการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารโรงเรียน เป็นแบบอย่างที่ดี จึงสามารถส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ร่วมงานมีคุณธรร มจริยธรรมที่เหมาะสมโดยตรงรัตติกรณ์ จงวิศาล (2561) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่าผู้บริหารที่มีจริยธรรมมักจะได้รับการรับรู้ว่าเป็นผู้นำที่มุ่งคน มากกว่าผู้ที่เป็นกลางทางจริยธรรม ผู้นำที่มีจริยธรรมถูกมองว่าเป็นผู้นำตัวอย่างของการปฏิบัติจริยธรรม พวกเขาจึงเป็นพวกที่มักจะทำสิ่งที่ถูกต้อง และมีความชื่อสัตย์ ไว้ใจได้ว่าเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เป็นคนดี มีการติดต่อสื่อสารที่เปิดเผย และเป็นผู้ฟังที่มีความเคารพผู้อื่น พวกเขาจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพล เป็นผู้ที่ให้แรงบันดาลใจ กล้าหาญและเข้มแข็ง พวกเขาจะกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติ ให้แรงเสริมกับความประพฤติทางจริยธรรมใช้รางวัลและการลงโทษเพื่อให้คนยึดถือและปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมพิพัฒน์ นนทนาธรณ์(2558) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่า คุณสมบัติของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ช่วยในการทำงาน ซึ่งผู้นำจะต้องมีในอุปนิสัยทางจริยธรรมที่เข้มแข็ง ๗ ประการคือ1. คุณลักษณะส่วนตัวที่เข้มแข็ง เป็นผู้นำที่มีหลักเหตุผลทางจริยธรรมมากกว่าเป็นคนที่มีศีลธรรม ในการแก้ปัญหาขัดแย้งด้านจริยธรรม จำต้องมีทักษะความฉฉลาดทางจริยธรรม ซึ่งจะต้องมีเหตุผลทางจริยธรรมในการตัดสินใจปัญหาทางด้านจริยธรรมต่าง ๆ2. ความกระตือรือร้นในการทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งนี้เป็นเสมือนกาวที่ยึดแนวคิดจริยธรรมเข้าด้วยกัน การมีความกระตือรือร้นในการทำสิ่งที่ถูกต้องแสดงถึงลักษณะของบุคคลที่ไม่เพียงพอแต่แสดงถึงความสำคัญของพฤติกรรมจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความยินดีที่จะเผชิญความท้าทายและการตัดสินใจที่ยากเย็น4. คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้นำเชิงจริยธรรมต้องมีความรับผิดชอบต่อการสร้างสมดุลของผลประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้มันใจว่าองค์การจะเล่นบทบาทพลเมืององค์การได้ดีที่สุด


1235. ตัวแบบสำหรับค่านิยมองค์การ ถ้าผู้นำเชิงจริยธรรมไม่แสดงบทบาทที่จะเป็นแบบอย่างถึงค่านิยมขององค์การแล้ว ค่านิยมองค์การที่สื่อสารไปยังพนักงาน ค่านิยมองค์การที่สื่อสารไปยังพนักงานก็จะเป็นเพียงลมปากที่พ่นออกมาเท่านั้น การเป็นแบบอย่างของผู้นำเชิงจริยธรรมจึงส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติทางจริยธรรมในองค์การได้อย่างจริงจัง6. การตัดสินใจอย่างโปร่งใสและแข็งขัน ความโปร่งใสจะส่งเสริมการเปิดเผยเสร็ภาพในการแสดงความคิดเห็น และความสามารถในการตั้งคำถามต่อการกระทำและส่งเสริมผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียให้เรียนรู้และให้ข้อเสนอแนะต่อสิ่งที่องค์การจะกระทำ7. ผู้จัดการที่มีความสามารถในการมองภาพรวมของวัฒนธรรมจริยธรรมและมองจริยธรรมเป็นองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ของการตัดสินใจเช่นเดียวกันการตลาด การผลิต การเงิน เป็นต้นสรุปคุณลักษณะสำคัญของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ที่ดีเป็นการแสดงพฤติกรรมของผู้นำในการดำเนินคุณลักษณะภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารชีวิตประจำวันทั้งส่วนตัวและในหน้าที่การบริหารงานจะต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลของจริยธรรมสิ่งที่ผู้นำคิดพูดและทำ ต้องสอดคล้องกัน ทุกคนจึงจะเต็มใจที่จะปฏิบัติตามด้วยความชอบธรรมดีงาม มุ่งประโยชน์และความสุขต่อส่วนรวมและเป็น ที่ยอมรับของสังคการสังเคราะห์องค์ประกอบเชิงจริยธรรมหลักการภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม สุทธิพงษ์ ทะกอง (2560) ภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมจริยธรรม มีองค์ประกอบสำคัญทั้งหมด 4 องค์ประกอบได้แก่1) การเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม จริยธรรม2) ความยุติธรรม3) ความซื่อสัตย์4) ความเมตตาเอื้ออาทรหนูไกร มาเชค (2559)ได้สรุปองค์ประกอบหลักของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่ามี 5 องค์ประกอบ ได้แก่1) ความไว้วางใจ2) ความรับผิดชอบ3) ความเคารพ


1244) ความเป็นพลเมืองดี5) ความยุติธรรมNorthouse (2013)เสนอหลักการของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมว่ามี 5 ประการ ได้แก่1) ความเคารพผู้อื่น2) การรเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นหรือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่3) ความยุติธรรม4) ความซื่อสัตย์5) การเอาใจใส่ต่อประโยชน์ของผู้อื่นKalshoven et al (2011)1) ความยุติธรรม (fairness)2) ความร่วมมือทางอำนาจ (power sharing)3) ความชัดเจนตามหน้าที่(role clarification)4) การมุ่งเน้นคน (people-orientation)5) การแนะนำเชิงจริยธรรม(ethical guidance)6) เกี่ยวกับความยั่งยืน (concern for sustainability)7) ความซื่อสัตย์ (integrity)สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2543) และนักวิชาการอีกหลายท่าน 1. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบ การพัฒนาจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย นโยบายของสถาบันการศึกษาเพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการสอน2. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบในการจัดวางตัวบุคคล เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา3. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบในการจัดสรรเวลาและสถานที่เพื่อประโยชน์ของการสอน4. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบในการจัดหาจัดให้มีวัตถุอุปกรณ์และอาคารสถานที่เพื่อประโยชน์ของการศึกษาอย่างสูงสุด


1255. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบส่งเสริมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนบรรลุเป้าหมาย6. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันการศึกษากับชุมชนเพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษา7. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบโปรแกรมการอบรม เพื่อปรับปรุงการเรียน8. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบในการประเมิน ความต้องการของโรงเรียน3. การนำมาใช้ของผู้วิจัยภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา คือ การบริหารจัดการโรงเรียนด้วยคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม และยึดมั่นในความถูกต้อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ครู นักเรียน และบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งสามารถนำหลักการดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนได้ ดังนี้1. การเป็นแบบอย่างทางจริยธรรม (Moral Modeling)ผู้บริหารต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในด้านความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ การมีวินัย และความเมตตา เพื่อให้นักเรียนซึมซับพฤติกรรมและแนวคิดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการเป็นพลเมืองดีของสังคมแนวทางนำไปใช้:• ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูและบุคลากรยึดมั่นในคุณธรรม• จัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมเพื่อปลูกฝังค่านิยม เช่น กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมคุณธรรม2. การบริหารแบบโปร่งใสและยุติธรรมภาวะผู้นำที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี นักเรียนจึงเรียนรู้ที่จะเคารพกฎกติกา และซึมซับคุณลักษณะที่ควรมี เช่น ความยุติธรรม การเคารพสิทธิของผู้อื่นแนวทางนำไปใช้:• ใช้ระบบตรวจสอบการบริหารจัดการภายในโรงเรียน• เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น3. ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันในสังคม


126ผู้นำเชิงจริยธรรมจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของบุคคลในโรงเรียน โดยเน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกันอย่างปลอดภัยและเป็นมิตร ซึ่งช่วยส่งเสริมคุณลักษณะเรื่อง “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”แนวทางนำไปใช้:• จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ เช่น สัปดาห์คุณธรรม ค่ายคุณธรรม• ส่งเสริมให้มีพื้นที่พูดคุยระหว่างนักเรียนและครูอย่างเท่าเทียม4. การพัฒนาครูและบุคลากรให้เป็นผู้ส่งเสริมคุณธรรมผู้บริหารเชิงจริยธรรมจะสนับสนุนการพัฒนาครูให้มีทักษะในการเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นผู้ถ่ายทอดคุณธรรมอย่างมีประสิทธิภาพแนวทางนำไปใช้:• จัดอบรมหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการสอนคุณธรรม• สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เน้นคุณธรรมเป็นฐาน5. การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผู้บริหารสามารถบูรณาการหลักจริยธรรมลงไปในกิจกรรมของโรงเรียน เพื่อให้การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์เกิดขึ้นจริงในนักเรียน เช่น ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้แนวทางนำไปใช้:• จัดกิจกรรมสะท้อนคุณลักษณะ เช่น กิจกรรม “เด็กดีศรีโรงเรียน”• ประเมินผลพฤติกรรมตามตัวชี้วัดของคุณลักษณะอันพึงประสงค์สรุป:การนำภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาไปใช้ สามารถส่งเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการเป็นต้นแบบที่ดี การจัดการอย่างโปร่งใส การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียน และการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมและคุณธรรม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางวิชาการและจิตใจ


1271. ชื่อเรื่องวิจัย ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครTransformational Leadership of Administrators Affecting the Effectiveness of Schools under the Auspices of Bangkok Metropolitan Administration2. ศึกษาบทที่ 2 เรื่องทฤษฎีที่ใช้2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำผู้นำและภาวะผู้นำเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ที่หลายคนปรารถนา ถือได้ ว่าเป็นบุคคลมีความสำคัญที่สุดกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวในองค์กร เป็นผู้ประสานความ ต้องการของบุคคล งาน การมอบหมายงานและความต้องการของบุคคล การมอบหมายงานและความ ต้องการขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร นักวิชาการได้ให้ความหมาย ของภาวะผู้นำไว้แตกต่างกัน ดังนี้ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (2550) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ความสามารถในการจูงใจ โน้มน้าวให้บุคคลอื่นประพฤติปฏิบัติตามในสิ่งที่ผู้นำวางวัตถุประสงค์ไว้วิเชียร วิทยอุดม (2550) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ลักษณะหรือคุณสมบัติของบุคคล ที่ช่วยส่งเสริมในด้านการดำเนินการของหมู่คณะให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2551) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง ความสามารถที่ผู้ใช้อำนาจ ที่มีในการชักจูงให้กลุ่มมุ่งไปสู่วัตถุประสงค์ตามที่ต้องการธร สุนทรายุทธ (2551) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง อำนาจหรืออิทธิพลเหนือบุคคล แสดงอำนาจต่อผู้บริหาร เช่น ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ บุคลิกภาพและอื่นๆ ที่มีอำนาจ เหนือบุคคลนั้นๆอำนาจดังกล่าวจะเกิดการยอมรับของสมาชิก เปลี่ยนแปลงสถานการณ์นำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย เกิดการกระตุ้นภายในกลุ่ม สามารถชลธนวรรณ ศรียพงษ์ (2553) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ เป็นกระบวนการควบคุมหรือประสานงานให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงพรสวัสดิ์ ศิรศาตนันทน์ (2555) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ เป็นการแสดงออกทางภาวะผู้นำ ที่ไม่จำเป็นต้องคงตัวตลอดเวลา เพราะภาวะผู้นำจะมาหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะผู้ตามและสถานการณ์ ในขณะนั้น ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ผู้ตามที่แตกต่างกัน ผู้นำอาจจะต้องแสดงภาวะผู้นำ ที่แตกต่างกันหรือในสถานการณ์หนึ่งบุคคลหนึ่งอาจแสดงภาวะผู้นำ เมื่ออยู่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง บุคคลนั้นอาจอยู่ในฐานะผู้ตามก็ได้ราชบัณฑิตยสถาน (2555) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง คุณลักษณะบารมี คุณธรรม ความ เชี่ยวชาญและประสบการณ์ของบุคคลหรือตำแหน่งที่มีอิทธิพลเชิงสร้างสรรค์ต่อผู้อื่น ทำให้เกิดความ ร่วมมือยินยอมโดยใช้การบริหารการเปลี่ยนแปลงและดำเนินกิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่มหรือองค์กร


128กาญจนา ศิลา (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการที่บุคคลใช้อำนาจหรืออิทธิพลจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้วิโรจน์ สารรัตนะ (2557) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง สภาพหรือการแสดงออกของ บุคคลที่เป็นผู้นำที่มีพื้นฐานความคิดเพื่อบรรลุความสำเร็จด้วยคนอื่น และฐานความคิดเพื่อการ แลกเปลี่ยนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าสัมฤทธิ์ กางเพ็ง (2557) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการของอิทธิพลต่อบุคคลอื่นให้มี พฤติกรรมไปในทิศทางที่ต้องการ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้รวิษฎา ถิรวัชรภูวดล (2559) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือ บุคคลที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่นในกลุ่ม เป็นผู้ที่มีความสามารถในการจูงใจ มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม มีความรับผิดชอบใน หน้าที่ ช่วยเหลือส่งเสริม เห็นอกเห็นใจผู้ร่วมงาน ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน มีความพากเพียร อดทน กล้าตัดสินใจ สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งบกพร่องต่างๆอยู่เสมอBass (1994) ให้แนวคิดว่า ภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการในการมีอิทธิพล ต่อกิจกรรมกลุ่มเหนือความคาดหวังFiedler (1998) ให้แนวคิดว่า ภาวะผู้นำ คือ กระบวนการที่ใช้ควบคุมหรือประสานงาน ต่างๆ ให้ภารกิจของกลุ่มสำเร็จลุล่วงดังนั้น ภาวะผู้นำเป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลที่มีความสามารถในการให้บุคคลอื่นแสดง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ องค์การที่กำหนดไว้2.2 ทฤษฎีภาวะผู้นำทฤษฎีภาวะผู้นำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารงานต่างๆในทุกองค์กร โดยมี นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นำ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2551) ได้ศึกษาทฤษฎีภาวะผู้นำของเพลโต ซีซาร์ นักปราชญ์คน สำคัญได้มีการพูดถึงผู้นำในอุดมคติด้านต่างๆ และนักวิชาการแต่ละคนต่างศึกษาผู้นำไปตามแง่มุม ที่ตนเองถนัดหรือสนใจ แต่การศึกษาในยุคก่อนไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์และรวบรวมข้อมูล อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งถึงช่วงต่อระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 กับต้นศตวรรษที่ 20 จึงได้เริ่ม มีความสนใจที่จะศึกษาถึงแนวความคิดเรื่องภาวะผู้นำอย่างเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ดังนี้1) ลักษณะเฉพาะของผู้นำ (Trait theory) เป็นแนวคิดเรื่องของผู้นำและภาวะผู้นำอย่าง เป็นระบบ มีความเชื่อว่าผู้นำที่ดีจะมีคุณสมบัติเฉพาะที่ต่างกับบุคคลทั่วไป หรือเกิดขึ้นมาเพื่อจะเป็น ผู้นำหรือปกครองผู้อื่น


1292) ทฤษฎีพฤติกรรม (Behavioral theory) เป็นแนวคิดที่ศึกษาพฤติกรรมการแสดงออก ผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผล3) ทฤษฎีสถานการณ์ (Situational theory) ศึกษาความสำคัญของปัจจัยแวดล้อมที่มี ผลต่อการแสดงออกของผู้นำ โดยผู้นำจะต้องแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ สถานการณ์ กล่าวว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษแต่บางครั้งวีรบุรุษก็ต้องสร้างสถานการณ์ธร สุนทรายุทธ (2551) ได้ศึกษาทฤษฎีภาวะผู้นำ และได้นำเสนอไว้ ดังนี้1) ทฤษฎีผู้นำเชิงคุณลักษณะ (Trait theories of leadership) แนวความคิดนี้เชื่อกันว่า คนเป็นผู้นำจะมีคุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ ภาวะอารมณ์และจิตใจ ความต้องการ แรงขับ และค่านิยมที่แตกต่างกับคนที่ไม่เป็นผู้นำ โดยคุณลักษณะที่มักพบในตัวผู้นำ ได้แก่ ความมีพลังและ ความทะเยอทะยาน ความต้องการนำผู้อื่น ความซื่อสัตย์ มีจริยธรรม ยึดมั่นหลักการ ความเชื่อมั่น ในตนเอง ความเฉลียวฉลาด และความรอบรู้ในงาน อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อประกันว่าคุณลักษณะ อย่างใดอย่างหนึ่งมีผลต่อความสำเร็จของผู้นำเสมอไป2) ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรม (Behavioral theories of leadership) การเป็นผู้นำที่มี ประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องมีพฤติกรรรม ทักษะ และเจตคติที่เหมาะสม โดยจำแนกพฤติกรรมที่ผู้นำใช้ ในการบริหารงานออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ พฤติกรรมที่มุ่งงานกับพฤติกรรมที่มุ่งคน และจากพฤติกรรม ทั้งสองด้านสามารถจำแนกออกเป็นแบบของผู้นำได้หลายแบบ ผู้นำแต่ละแบบจะมีความเชื่อและ มุมมองต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่แตกต่างกัน แต่เชื่อกันว่า แบบของผู้นำที่มีประสิทธิผลสูงสุดมีพฤติกรรม ที่มุ่งงานและมุ่งคนสูงทั้งสองด้าน3) ทฤษฎีผู้นำเชิงสถานการณ์ (Contingency theories of leadership) แนวความคิดนี้ เชื่อว่าแม้คุณลักษณะของผู้นำก็ดี พฤติกรรมซึ่งสะท้อนออกมาในแบบของผู้นำก็ดี จะมีผลต่อความ มีประสิทธิผลของผู้นำก็ตาม แต่สถานการณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ ของผู้นำ ได้มีผู้เสนอแนวคิดทฤษฎีในด้านนี้ขึ้นหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีสถานการณ์ของ Fiedler ซึ่งเน้นการจับคู่ระหว่างแบบภาวะผู้นำกับตัวแปรเฉพาะทางสถานการณ์ กล่าวคือ ต้องปรับเงื่อนไข ของสถานการณ์ให้สอดคล้องกับแบบภาวะผู้นำ ส่วนทฤษฎีวิถีทาง เป้าหมายจะเน้นความสัมพันธ์ ระหว่างแบบผู้นำกับลักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชาและลักษณะของงาน เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับความคาดหวังของผู้ใต้บังคับบัญชา กล่าวคือ คนเหล่านี้จะเกิดแรงจูงใจก็ต่อเมื่อตน เชื่อว่ามีความสามารถ พอที่จะทำงานนั้นได้ หรือเมื่อเชื่อว่าการใช้ความพยายามของตนในการทำงานจะประสบความสำเร็จ แน่นอนหรือได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ดังนั้น ผู้นำจึงต้องใช้แบบผู้นำที่เหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจการ ขจัดอุปสรรคขัดขวาง ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือต่างๆ แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา จนเกิด ความพึงพอใจในงานและมั่นใจต่อผลสำเร็จที่เกิดขึ้น


1304) ทฤษฎีผู้นำเชิงความสามารถพิเศษ (Charismatic theories of leadership) แนวความคิด นี้เชื่อกันว่า ผู้นำเป็นผู้มีความสามารถในการทำงานมากหรือความสามารถในการทำนายเหตุการณ์ใน อนาคตได้อย่างถูกต้อง มีความสามารถด้านวาทะในการจูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามเลื่อมใสศรัทธา เป็น แบบอย่างในการวางตนได้เหมาะสม มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและรู้จักสร้างบริบทที่เหมาะสมในการทำให้ วิสัยทัศน์ของตนสอดคล้องกับความต้องการของผู้ตาม ผู้ตามจึงรู้สึกไว้วางใจและผูกพันทั้งต่อตัวผู้นำ และต่อวิสัยทัศน์ของผู้นำ5) ทฤษฎีผู้นำเชิงปฏิรูป (Transformational theories of leadership) แนวความคิดนี้เชื่อกันว่า ผู้นำเชิงปฏิรูปจะมุ่งการกระทำต่างๆที่ให้เกิดการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงที่ดีใหม่ๆและการสร้าง ความมีชีวิตชีวาใหม่ให้แก่องค์กร มีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ การมุ่งความสัมพันธ์กับผู้ตามเป็นรายบุคคล การสร้างแรงดลใจแก่ผู้ตามและการกระตุ้นการใช้ปัญญา ผู้นำเชิงปฏิรูปจึงแตกต่างกับทฤษฎีภาวะ ผู้นำอื่นๆที่มุ่งเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยน โดยเมื่อผู้ตามปฏิบัติภารกิจสำเร็จก็จะได้รับผลตอบแทน ผู้นำเชิงปฏิรูปจึงมีแนวโน้มด้านความมีประสิทธิผลสูงและเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันจอมพงศ์ มงคลวนิช (2555) ได้กล่าวว่า ทฤษฎีภาวะผู้นำ สามารถแบ่งตามระยะ การพัฒนาแบ่งได้เป็น 4ระยะ คือ1) ทฤษฎีคุณลักษณะภาวะผู้นำ แนวคิดหลักมาจากทฤษฎีมหาบุรุษที่เชื่อว่า ภาวะผู้นำ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดมาโดยกำเนิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่สามารถพัฒนาได้2) ทฤษฎีพฤติกรรมผู้นำ แนวคิดหลักคือ พิจารณาสิ่งที่ผู้นำปฏิบัติและเห็นว่าผู้นำและ ผู้ตามต่างมีอิทธิพลต่อกัน3) ทฤษฎีตามสถานการณ์ แนวคิดหลักคือ ความสำเร็จของผู้นำหรือผู้บริหารขึ้นอยู่กับ สิ่งแวดล้อม รูปแบบภาวะผู้นำควรปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ และ4) ทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แนวคิดหลักคือ ผู้นำเชิงปฏิรูปต้องมีการสร้างแรงจูงใจ และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตตามบริบทที่เปลี่ยนไป พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้ตาม และพัฒนาผู้ตามขึ้นอยู่กับผู้นำเพื่อให้งานประสบความสำเร็จและต่อเนื่องมากที่สุดรวิษฎา ถิรวัชรภูวดล (2559) ได้เสนอว่า ทฤษฎีภาวะผู้นำเป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ พฤติกรรมและลักษณะผู้นำแบบต่างๆดังนี้คือ1) ทฤษฎีผู้นำเชิงคุณลักษณะ2) ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรม3) ทฤษฎีผู้นำเชิงสถานการณ์4) ทฤษฎีผู้นำเชิงความสามารถพิเศษ


1315) ทฤษฎีผู้นำเชิงปฏิรูปผู้นำต้องเลือกที่จะแสดงพฤติกรรมหรือภาวะผู้นำมาปฏิบัติอย่างเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัด ของสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อที่จะนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายของหมู่คณะได้ตาม ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพกล่าวโดยสรุป แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีภาวะผู้นำ สามารถแบ่งได้ 5 กลุ่มทฤษฎี คือ 1) ทฤษฎีผู้นำเชิงคุณลักษณะ 2) ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรม 3) ทฤษฎีผู้นำเชิงสถานการณ์ 4) ทฤษฎี ผู้นำเชิงความสามารถพิเศษ 5) ทฤษฎีผู้นำเชิงปฏิรูป ซึ่งภาวะผู้นำสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ ความสำเร็จของผู้นำหรือผู้บริหารขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม ผู้นำที่ดีจึงควรสามารถปรับเปลี่ยนการคิด การตัดสินใจ การบริหารตามสถานการณ์หรือผู้นำ ต้องเลือกที่จะแสดงพฤติกรรม นำภาวะผู้นำมาปฏิบัติอย่างเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้ทีมงานหรือผู้ตาม สามารถทำงานต่างๆให้บรรลุเป้าหมาย ได้ตาม ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะ2.3 ความสำคัญของภาวะผู้นำพิมพ์อร สดเอี่ยม (2552) กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำว่าเป็นปัจจัยสำคัญ อย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโรงเรียน เป็นสิ่งที่แสดงถึงคุณภาพของโรงเรียน ที่ดำเนินการ โดยผ่านเครือข่ายบุคคลและตามบทบาทหน้าที่ขององค์กร ภาวะผู้นำเป็นความสามารถ ในการริเริ่มโครงสร้าง เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับส่วนรวม มีการร่วมคิดและร่วมรับผิดชอบ เป็นคุณลักษณะของผู้นำที่พยายามให้เหตุผล เพื่อให้ผู้ตามยินยอมทำตามผลของการปฏิบัติงานของ องค์กรเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำศักดิ์ ขุ่นกลาง (2552) กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำ คือ การทำให้สมาชิก ในองค์กรเกิดความศรัทธา ให้การยอมรับ พร้อมที่จะปฏิบัติกิจกรรมให้ประสบความสำเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้เกิดความพอใจของเพื่อนร่วมงานสราญรัตน์ จันทะมล (2553) กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำใน 3 ประเด็น คือ1) ผู้บริหารจะต้องตระหนักว่าการจูงใจภาวะผู้นำเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา ทักษะภาวะผู้นำ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหารมีความเติบโตก้าวหน้าหากต้องประสบผลสำเร็จก็จะต้องพัฒนา ทักษะภาวะผู้นำ 2) ภาวะผู้นำของผู้บริหารมีผลต่อความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานว่าจะดีหรือไม่ดี 3) คนเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารเพื่อความสำเร็จ หากไม่มุ่งพัฒนาคน ไม่มุ่งพัฒนาภาวะผู้นำ แม้มี เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด ก็ไม่อาจเติบโตก้าวหน้าได้จะเห็นได้ชัดว่าภาวะผู้นำมีความสำคัญและ จำเป็นต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน ความอยู่รอด ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ องค์กร


132กาญจนา ศิลา (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำมีผลกระทบต่อผู้ร่วมงาน องค์กรสิ่งแวดล้อม ในอันที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพหรือความล้มเหลว เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ผู้บริหารพึงมี ผู้ที่มีภาวะ ผู้นำจะเป็นผู้สร้างบรรยากาศการทำงาน ทำให้กลุ่มคนรวมตัวกันได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ร่วมงาน มีความพึงพอใจในการทำงานเป็นทีม ซึ่งส่งผลให้องค์กรประสบความสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้วรัญญา ทิวาวงษ์ (2558) กล่าวว่า ความสำคัญของภาวะผู้นำจะต้องผ่านกระบวนการ หรือกิจกรรมต่างๆ ภาวะผู้นำมีความสำคัญในการคิดกลวิธี หรืออุบายที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นในองค์กร ผู้นำต้องอาศัยหลักการและความสามารถในการตัดสินใจเพื่อนำองค์กรให้บรรลุ สู่จุดมุ่งหมายWright and Noe-(1996) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กร เพราะจะเพิ่มเสริมความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว งานของภาวะผู้นำจึงไม่ใช่เป็นการดำเนินงาน ตามกรอบงานประจำ แต่จะเป็นการดำเนินงานให้เกิดผลที่สร้างสรรค์ต่อองค์กร ใช้แนวคิดหรือทฤษฎี ใหม่เพื่อพัฒนาองค์กรภายใต้สถานการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงกล่าวโดยสรุป องค์กรจะมีประสิทธิภาพต้องขึ้นกับผู้นำ โดยผู้นำต้องมีการพัฒนาตนเอง ต้องอาศัยหลักการและความสามารถในการตัดสินใจการร่วมคิดและร่วมรับผิดชอบ เป็นผู้สร้าง บรรยากาศการทำงาน ทำให้กลุ่มคนรวมตัวกันได้ ส่งผลให้สมาชิกในองค์กรเกิดความศรัทธา ให้การ ยอมรับ พร้อมที่จะปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ภาวะผู้นำจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การ บริหารมีความเติบโต ก้าวหน้าเพื่อนำองค์กรให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายและมีประสิทธิภาพ2.4 แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้วิจัยจะนำเสนอเกี่ยวกับ ความหมาย ความสำคัญ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดังรายละเอียดต่อไปนี้Bass (1985) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้นำที่ทำให้ผู้ตามอยู่เหนือกว่า ความสนใจในตนเอง ผ่านทางการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทาง ปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ผู้นำจะยกระดับวุฒิภาวะและอุดมการณ์ของผู้ตามที่ เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์การบรรลุแห่งตนและองค์กรูที่ดีBass and Avolio (1994) กล่าว ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง กระบวนการที่ผู้ นำเปลี่ยนแปลงความพยายามของผู้ตามใหสูงขึ้นจากความพยายามที่คาดหวังเป็นผลให้ปฏิบัติงานเกิน ความคาดหวัง โดยผู้แสดงบทบาททำให้ผู้ตามมีความรูสึกไววางใจ ยินดี จงรักภักดี และนับถือ ทำให้ผู้ ตามกลายเป็นผู้มีศักยภาพ เป็นนักพัฒนา เป็นผู้เสริมแรงไดด้วยตนเอง ซึ่งผู้นำจะต้องยกระดับความรู สึกความสำนึกของผู้ตาม ให้ความสำคัญและ


133คุณค่าของผลลัพธ์ขององค์การ และวิธีการที่จะบรรลุถึง ผลลัพธ์ที่ต้องการองการ ทำให้ผู้ตามไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนแต่อุทิศเพื่อองค์การกระทรวงศึกษาธิการ (2550) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง การให้ ความสำคัญของผู้ร่วมงานและผู้ตาม ให้มองเห็นงานในแง่มุมใหม่ โดยมีการสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา หรือการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดยผู้นำจะยกระดับวุฒิภาวะและ อุดมการณ์ของผู้ตาม กระตุ้นชี้นำ และมีส่ว นร่วมในการพัฒนาความสามารถของผู้ตามและผู้ร่วมงาน ไปสู่ระดับความสามารถที่สูงขึ้น มีศักยภาพมากขึ้นนำไปสู่การบรรลุถึงผลงานที่สูงขึ้นวรกัญญาพิไล แกระหัน (2550) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ลักษณะ ของผู้บริหารโรงเรียนที่สามารถจูงใจให้บุคคลปฏิบัติงานเกินกว่าความคาดหวังปกติ มุ่งไปที่ภาระงานอย่างกว้างด้วยความสนใจที่เกิดขึ้นภายในตน และมุ่งให้บรรลุความต้องการในระดับสูง ประกอบด้วย แบบอย่างของพฤติกรรมการสร้างแรงบันดาลใจ ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ การมุ่งความสัมพันธ์ในฐานะ เอกบุคคล การกระตุ้นการใช้ปัญญา และการดำรงไว้ซึ่งอำนาจส่วนบุคคลศศิพิมพ์ อร่ามพิบูลกิจ (2550) กล่าวว่าภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง มีความสามารถทำให้บุคคล กลุ่ม และองค์กรเห็นคล้อยตามแนวความคิดของตนและส่งผลให้ผู้อื่นเกิด เปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีปฏิบัติตามได้ไผท แถบเงิน (2552) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรมของผู้นำ องค์กร ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถแสดง พลังแห่งความมุ่งมั่น จริงจัง จริงใจ เต็มศักยภาพของแต่ละคน มุ่งหวังให้ได้ผลการปฏิบัติงานที่มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระดับสูงชญาดา พันธ์ยาว (2553)กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ระดับพฤติกรรม ที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการจัดการหรือการทำงานโดยการเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนแปลง พัฒนา ความสามารถของผู้ร่วมงานสู่ระดับที่ดีขึ้น มีศักยภาพมากขึ้นซึ่งกระบวนการผู้นำที่มีอิทธิพล ต่อผู้ร่วมงานจะประกอบด้วยพฤติกรรมเฉพาะ 4ประการ คือ ด้านการสร้างบารมี ด้านการสร้างแรง บันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลผกาพรรณ์ เชื้อเมืองพาน (2553)กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรม หรือกระบวนการที่ผู้นำ ใช้การปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานในการสร้างความร่วมมือ สร้างแรงจูงใจของ ผู้ร่วมงานให้สูงขึ้น จนส่งผลให้ผู้ร่วมงานตระหนักถึงความสำาคัญ และรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงและ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น


134สุจิตราภรณ์ สำเภาอินทร์ (2553)กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรมการบริหารองค์กรของผู้บริหาร ที่ทำให้ผู้ร่วมงานสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็ม ความสามารถมากกว่าที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้องค์กรมีการพัฒนาทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมขวัญตา เกื้อกูลรัตน์ (2554) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ระดับ พฤติกรรมของผู้บริหารให้เห็นในการจัดการหรือการทำงานที่เป็นกระบวนการ เปลี่ยนแปลงความ พยายามของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้นกว่าความพยายามที่คาดหวัง เป็นผลให้การปฏิบัติงานเกิดความ คาดหวัง พัฒนาความสามารถและศักยภาพไปสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยผู้บริหารแสดงบทบาททำให้ ผู้ร่วมงานรู้สึกไว้วางใจ ตระหนักรู้ภารกิจและวิสัยทัศน์ มีความจงรักภักดีและจูงใจผู้ร่วมงาน ให้มองไกลเกินกว่าความสนใจของตน ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุประสิทธิผลขององค์กรวัชระพงษ์ แพร่หลาย (2554) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึงการแสดง พฤติกรรมของผู้นำที่สามารถเป็นผู้เปลี่ยนแปลงผู้ร่วมงานและผู้ตาม ทำให้ผู้ร่วมงานและผู้ตามมอง ตนเองและมองงานในแง่มุมใหม่ๆ ทำให้เกิดการตระหนักรู้ ในเรื่องวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์กา พัฒนาความสามารถของผู้ร่วมงานและผู้ตามไปสู่ระดับความสามารถที่สูงขึ้นและมีศักยภาพมากขึ้น ชักนำผู้ร่วมงานและผู้ตามมองไกลเกินกว่าความสนใจของเฉพาะตนเพื่อไปสู่จุดที่ดีทั้งของตนเอง ผู้อื่นและสังคมเทวา ตั้งวานิชกพงษ์ (2555) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ระดับ พฤติกรรมของผู้บริหารที่แสดงให้เห็นในการจัดการหรือการทำงานที่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง กระตุ้นความพยายามของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้นกว่าความพยายามที่คาดหวัง เป็นผลให้การปฏิบัติงานเกิน กว่าความคาดหวัง พัฒนาความสามารถของผู้ร่วมงานไปสู่ระดับที่สูงขึ้นและมีศักยภาพมากขึ้นโดย ผู้บริหารแสดงบทบาท ทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกไว้วางไว้ มีความจงรักภักดี และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานมองไกลเกินกว่าความสนใจของตนเอง เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ขององค์กรมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ตระหนักรู้ในภารกิจและวิสัยทัศน์จิตรา ทรัพย์โสม (2556) กล่าวว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ผู้ซึ่งสามารถนำมาเพื่อการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ ทัศนคติ การริเริ่มและความรวดเร็วในการดำเนินงานของผู้นำ ให้มีวุฒิภาวะที่สมบูรณ์ถ่ายทอด โน้มน้าวความคิดกระตุ้นทางด้านความคิดต่างๆให้กับผู้ตามอย่างเป็น ระบบและต่อเนื่องเพื่อให้การทำงานเกินเป้าหมายที่ต้องการทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นอีกด้วยรัตติกรณ์ จงวิศาล (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ระดับพฤติกรรม ที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการจัดการหรือการทำงานเป็นกระบวนการ ที่ผู้นำมีอิทธิพลต่อผู้ร่วมงาน โดย การเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนแปลงความพยายามของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้นกว่าความพยายามที่คาดหวัง พัฒนาความสามารถของผู้ร่วมงานไปสู่ระดับที่สูงขึ้นและมีศักยภาพมากขึ้น ทำให้เกิดการตระหนักรู้ใน ภารกิจและพัฒนาความสามารถของผู้ร่วมงาน


135ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น และมีศักยภาพมากขึ้น ทำให้เกิดการ ตระหนักรู้ในภารกิจและวิสัยทัศน์ของกลุ่ม จูงใจให้ผู้ร่วมงานมองไกลเกินกว่าความสนใจของพวกเขา ไปสู่ประโยชน์ของกลุ่มหรือสังคมเอกวุฒิ ไกรมาก (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นพฤติกรรมของผู้นำ ที่แสดงออกถึงการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการจัดการหรือการทำงานที่เป็นกระบวนการ เพื่อกระตุ้นค วามพยายามของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้นกว่าที่คาดหวัง พัฒนาความสามารถ และศักยภาพไปสู่ระดับที่ สูงขึ้น ซึ่งผู้นำต้องแสดงบทบาทให้ผู้ร่วมงานไว้วางใจ ตระหนักในภารกิจและวิสัยทัศน์ มีความ จงรักภักดี และจูงใจให้ผู้ร่วมงานมองการณ์ไกลกว่าความสนใจของตนเองนภัสนันท์ เบิกสีใส (2557) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรม ที่ผู้บริหารแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นในการบริหารงานหรือการปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการ ที่ผู้บริหารกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้มีความต้องการ และมีความพึงพอใจมากกว่าที่มีอยู่ โดยจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชามองให้ไกลกว่าความสนใจของตนเองไปสู่ประโยชน์ของสถานศึกษา เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ผู้บริหารต้องแสดงวิสัยทัศน์ ไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความมุ่งมั่นและ ทุ่มเทในการปฏิบัติงานตามภารกิจ กล้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง สร้างเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงาน มีการส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายและสร้างสรรค์ สามารถวิเคราะห์ ปัญหาโดยใช้เหตุผลและข้อมูลหลักฐาน มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล และมี เทคนิคในการมอบหมายงานที่ดีวีโรจน์ นามโส (2557) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง คุณสมบัติของผู้นำที่มุ่ง เปลี่ยนแปลงสถานศึกษาให้ดีขึ้น ด้วยการพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถของผู้ร่วมงานและผู้ตามใน การเปลี่ยนแปลงด้วยวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของสถานศึกษา โดยการเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนแปลง ความพยายามของผู้ร่วมงานในภารกิจและวิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายสูงกว่าปกติวิจักษณ์ สุวรรณเจริญ (2558) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรมหรือความสามารถในการบริหารของผู้บริหาร ที่จะนำพาให้ผู้ร่วมงานมีความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างเต็มความสามารถมากกว่าที่ตั้งไว้แต่ต้น ส่งผลให้องค์กรได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมของประเทศและของโลกGriffith (2004) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรมของผู้นำ ที่ดำเนินการเหนือความคาดหวังปกติ โดยการถ่ายโอนความรู้สึกต่อพันธกิจ การกระตุ้นประสบการณ์ เรียนรู้ การดลใจให้ใช้วิธีการใหม่Lunenburg and Irby (2006) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรม ของผู้นำที่กระตุ้นจูงใจผู้ได้บังคับบัญชาให้กระทำมากกว่าที่คาดหวังไว้


136Yukl (2010) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง การสร้างความผูกพันต่อจุดประสงค์ขององค์กรและเพิ่มพลังอำนาจให้แก่ผู้ตาม เพื่อที่จะทำให้ประสบความสำเร็จตาม จุดประสงค์Northhouse (2013) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง หมายถึง กระบวนการ เปลี่ยนแปลงตัวบุคคลจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรม มาตรฐาน และเป้าหมายในระยะยาว รวมไปถึงเป็นกระบวนการกระตุ้นแรงจูงใจของผู้ตาม การตอบสนองความต้องการและการดูแลผู้ตามในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันกล่าวโดยสรุป ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้องค์กรประสบ ผลสำเร็จโดยเฉพาะผู้นำที่ทำงานท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง โดยมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน รวมทั้งการสร้างวินัยในตนเองในการวางแผนและประเมินการทำงาน กำหนดผลสำเร็จของงาน สร้าง ความมั่นใจในคุณค่าของงาน มีการยกย่องชมเชยและทำให้เกิดการยอมรับและดำเนินการบริหารงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ SIT2.5 ความสำคัญของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ที่มีความความสำคัญต่อการบริหารการจัดองค์การอย่างยิ่ง เพราะ ผู้นำที่มีทักษะการบริหารงานทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และสร้าง ความเข้มแข็งให้เกิดกับองค์การ จนทำให้องค์ การประสบความสำเร็จ ดังนั้นผู้นำการเปลี่ยนแปลง จึง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารองค์การ ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงดังนี้เสน่ห์ จุ้ยโต (2552) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสำคัญต่อองค์กร ดังนี้1) เป็นส่วนที่ดึงดูดความรู้ และความสามารถในตัวผู้บริหารออกมาใช้ ถึงแม้ว่าผู้บริหาร จะมีความรู้ และประสบการณ์มากเพียงใดก็ตาม ถ้าหากขาดภาวะผู้นำแล้ว ความสามารถดังกล่าว จะไม่ถูกน้าออกมาใช้ เพราะไม่สามารถกระตุ้นหรือชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตาม และปฏิบัติงานให้บรรลุ เป้าหมายตามที่ตั้งไว้2) ประสานความขัดแย้งในหน่วยงาน หากผู้บริหารมีภาวะผู้นำจะสามารถประสานหรือช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มได้ จะทำให้องค์กรเกิดเอกภาพเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน3) โน้มน้าวจูงใจให้บุคลากรทุ่มเทความรู้ ความสามารถให้แก่องค์กร และส่งผลให้ บุคลากรในองค์กรเกิดการยอมรับศรัทธา และเชื่อมั่นในการบริหารองค์กรของผู้นำ4) เป็นหลักยึดให้แก่บุคลากรเมื่อเผชิญกับภาวะคับขัน ภาวะผู้นำของผู้บริหารจึงเป็นสิ่ง สำคัญให้บุคคลได้ยึดเหนี่ยว พึ่งพิง และร่วมมือช่วยเหลือกัน5) สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศ และความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน


137เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2553) กล่าวว่า ความสำคัญที่ผู้นำจะต้องมีภาวะผู้นำการ เปลี่ยนแปลง คือ การเปลี่ยนแปลงองค์กรจากสภาพปัจจุบันอย่างมีระบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ องค์กรที่กำหนดไว้ในอนาคตโดยมีการวางแผนดำเนินงานการสนับสนุนให้สมาชิกในองค์กร เกิดการปรับตัวยอมรับวิธีการใหม่ มาปฏิบัติใช้ในองค์กรให้ได้ประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้นกุลชลี จงเจริญ (2556) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการบริหารงานสู่ความสำเร็จ ซึ่งหากผู้บริหารได้รับการพัฒนาภาวะผู้นำอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตามและปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งตัดสินใจที่จะ เปลี่ยนแปลงสภาพต่างๆในองค์กร เพื่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กรที่รับผิดชอบ ไปสู่ความสําเร็จเอกวุฒิ ไกรมาก (2558) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ การดำเนินงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สูงสุด ตามภารกิจขององค์กรทำให้บุคลากรมีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความสุขในการทำงาน ขององค์กรไม่มีความขัดแย้งองค์กร สามารถปฏิบัติหรือดำเนินภารกิจได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของ สภาวะแวดล้อมตามบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมรวิษฎา ถิรวัชรภูวดล (2559) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยสำคัญในการ บริหาร ผู้บริหารทางการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี คุณลักษณะ มีความสามารถ เป็นผู้ริเริ่ม สร้างสรรค์ เป็นผู้นำทางการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้มุ่งพัฒนา บุคลากรและพัฒนาตนเองเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายDinham (2005) กล่าวว่า ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผล ต้องมีคุณลักษณะของบุคคลในการ ทำงานร่วมกับบุคคลและกลุ่มบุคคลในการเปลี่ยนแปลงการสอนการเรียนรู้และผู้นำจำเป็นต้องเข้าใจ ถึงธรรมชาติของมนุษย์หากต้องการประสบความสำเร็จในการบริหารกล่าวโดยสรุป ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสำคัญหลายประการ เนื่องจากภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดความรู้ความสามารถต่าง ๆ ในตัวผู้บริหารออกมาใช้ในการ บริหารงานในองค์กร เพื่อกระตุ้นหรือชักจูงให้ผู้อื่นให้คล้อยตามและปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่วาง ไว้ ช่วยประสานความขัดแย้งต่าง ๆ ภายในหน่วยงานหรือองค์โดยการชักจูง ประนีประนอม หรือประสานประโยชน์เพื่อให้บุคคลต่าง ๆ ในหน่วยงานมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และร่วมกันฟันฝ่า อุปสรรคเพื่อให้หน่วยงานมีความเจริญก้าวหน้า2.6 องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้


138Bass and Avolio (1994) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็น กระบวนการที่ผู้นำมีอิทธิพลต่อผู้ร่วมงานและผู้ตาม โดยมีองค์ประกอบ 4 ประการ ดังนี้1) การสร้างบารมี2) การสร้างแรงบันดาลใจ3) การกระตุ้นทางปัญญา4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลธีระ รุญเจริญ (2550) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย1) การเป็นแบบอย่างของพฤติกรรม2) การสร้างแรงดลใจ3) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์4) การมุ่งมั่นสัมพันธ์เป็นรายคน5) การกระตุ้นการใช้ปัญญา6) การดำรงไว้ซึ่งอำนาจระหว่างบุคคลสิริรักษ์ นักดนตรี (2554) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็น กระบวนการที่ผู้บริหารโรงเรียนมีอิทธิพลต่อครูโดยจะกระทำผ่านองค์ประกอบพฤติกรรมเฉพาะ 4 ประการ คือ1) การสร้างบารมี2) การสร้างแรงบันดาลใจ3) การกระตุ้นทางปัญญา4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคลเล็ก นักเบศร์ (2555) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มี องค์ประกอบอยู่ 5 ประการ ดังนี้1) การสร้างและการสื่อสาร2) วิสัยทัศน์3) การสร้างบารมี การกระตุ้นทางปัญญา4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล5) การสร้างแรงบันดาลใจรวิษฎา ถิรวัชรภูวดล (2559) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีองค์ประกอบอยู่ 5ประการ คือ


1391) การเป็นแบบอย่างที่เหมาะสม2) การกระตุ้นทางปัญญา3) การสร้างบารมี4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล5) การสร้างแรงบันดาลใจHouse (1977) กล่าวว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย1) มีความมั่นใจในตัวเอง2) เป็นแบบอย่างแก่ลูกน้อง3) สร้างความประทับใจในความสามารถและความสำเร็จ4) มีเป้าหมายที่เป็นอุดมการณ์อย่างชัดเจน5) มีความคาดหวังสูงมีความมั่นใจว่าผู้ตามสามารถทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย6) สร้างแรงจูงใจในการทำให้พันธกิจบรรลุเป้าหมายSchieltz (2019) กล่าวว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่1) การสร้างบารมี (Idealized Influence of leaders)2) การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational motivation)3) การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual stimulation)4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualized)Calhoun (2004) ได้ทำการวิจัย เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การใช้ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ ผู้อำนวยการในโรงเรียนรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการระบบเทคโนโลยี การศึกษาครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะระบุยุทธศาสตร์การใช้ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนที่ประสบ ความสำเร็จ ในการบูรณาการระบบเทคโนโลยีตามความเข้าใจของผู้อำนวยการโรงเรียนรัฐบาลประจำ อำเภอในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ยังต้องการที่จะระบุระดับความเข้าใจ และการเล็งเห็นถึง ความสำคัญของการใช้ระบบเทคโนโลยีของผู้อำนวยการอีกด้วย วิธีการดำเนินการวิจัย เริ่มจากการ ออกแบบสอบถามเพื่อทำการสำรวจผู้อำนวยการจำนวน 16 โรงเรียนแล้วสรุปคำตอบออกมาใน รูปแบบการพรรณนา ต่อจากนั้นจึงทำการศึกษาในเชิงลึกโดยการใช้แบบสัมภาษณ์กับผู้อำนวยการ จากจำนวน 6 โรงเรียน การออกแบบเครื่องมือในการวิจัยทั้ง 2 แบบนี้มีการกำหนดรูปแบบภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงไว้ 7 อย่าง ได้แก่ วิสัยทัศน์ การกระจายวิสัยทัศน์การกระจายความเป็นผู้นำ การ วางแผนกลยุทธ์หรือการคิดเชิงระบบ ความเข้าใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลง การกล้าเสียงหรือกล้า เผชิญกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการกระตุ้น การดลใจ การเป็นแบบอย่างและการนำผู้อื่น ซึ่ง ผลการวิจัยพบว่า ผู้อำนวยการมีการใช้


140ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้ง 7 อย่าง เพียงแต่ อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน ข้อค้นพบในเชิงลึกพบว่า วิสัยทัศน์ การกล้าเสี่ยงหรือการกล้าเผชิญกับ สถานการณ์ปัจจุบัน และการกระตุ้น การดลใจ การเป็นแบบอย่างและการนำผู้อื่น เป็น 3 กลยุทธ์ ที่ ผู้อำนวยการเห็นว่าสำคัญมากและใช้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังค้นพบอีกว่า ผู้อำนวยการทุกคนต่าง ตระหนักในทักษะหรือความสามารถในการใช้ระบบเทคโนโลยีเพียงแต่ไม่ต้องถึงกับจะต้องเป็น ผู้เชี่ยวชาญเสียเอง และผลจากการวิจัยพบว่าผู้อำนวยการส่วนใหญ่ สามารถใช้เทคโนโลยีระดับการ รับส่งข้อมูลข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้เป็นอย่างดีWirth (2004) ได้ศึกษา เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำตนเองและการริเริ่มการ เปลี่ยนแปลงตนเอง และความเป็นไปได้ในการเสริมพลังบุคลากรสำหรับการปฏิบัติในการ เปลี่ยนแปลงขององค์กรอย่างฉับพลัน เป็นการศึกษาเพื่อทดสอบสมมติฐานในเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างภาวะผู้นำตนเองและการริเริ่มการเปลี่ยนแปลงตนเอง และความเป็นไปได้ในการเสริมพลัง บุคลากรสำหรับการปฏิบัติในการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอย่างกะทันหัน ผลการวิจัยพบว่า ที่กล่าวมา มีความสัมพันธ์กัน จากงานวิจัยนี้เป็นการสร้างรากฐานสำหรับการศึกษาในครั้งต่อไป ถึงการศึกษา ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอาจจะกระตุ้นไปถึงการแสวงหาการกำหนดเป้าหมายของตนเองให้ เชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร นอกจากนี้ความรู้ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำตนเอง และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนถึงการเสริมพลังอำนาจให้กับบุคลากรสามารถเป็นพื้นฐาน สำหรับโปรแกรมการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาบุคลากร ที่อาจจะตอบสนองโลกแห่งการเรียนรู้ที่ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในชีวิตประจำวันของคนในสมัยปัจจุบันได้มากขึ้นBernard (2006) ได้ทำวิจัยเรื่อง การทบทวนภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลง กรณีศึกษา ภาวะผู้นำที่ประสบความสำเร็จและผลกระทบในการเปลี่ยนสภาพโรงเรียนเป็นกรณีศึกษาโรงเรียนฟี ลิกฮอล์ท (Felix Holt School) โดยวิธีการเก็บข้อมูลจากรายงานขององค์กรรับรองมาตรฐานและการ ประกันคุณภาพแห่งชาติ (Ofsted) และเอกสารประเภทอื่นๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 ถึง ค.ศ. 2003 จากการศึกษากรณีศึกษาของโรงเรียนฟิลิกฮอล์ท ได้ข้อค้นพบว่าโรงเรียนฟิลิกฮอล์ท สามารถเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิมได้อย่างแตกต่างดูได้จากในระยะเวลา 12 ปีของการขับเคลื่อนโดยภาวะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีจำนวนเปอร์เซ็นต์ของนักเรียนที่สอบผ่านข้อสอบมาตรฐานแห่งชาติในระดับA Levelเพิ่มจาก 20% เป็น 50% และมีจำนวนนักเรียนสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 2 ถึง 3 เท่า เนื่องมาจากคุณลักษณะภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศและวัฒนธรรมของการ ทำงานขององค์กร3. การนำมาใช้ของผู้วิจัย


141จากการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังกล่าวข้างต้น ภาวะผู้นำการ เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สามารถเห็นได้จากตัวของผู้นำเป็น ผู้เปลี่ยนแปลง มีความตระหนักรู้ในเรื่องวิสัยทัศน์และภารกิจของทีมและองค์กร พัฒนาความสามารถ โดยภาพรวมของผู้นำจะเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะที่โดดเด่น ดังนี้คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ หรือการสร้างบารมี การสร้างแรงบันดาลใจการกระตุ้นการใช้ปัญญา การคำนึงถึงปัจเจกบุคคล ผู้นำ จะค้นหาและยกระดับความต้องการของผู้ตามให้สูงขึ้นและโน้มน้าวใจผู้ตามให้มุ่งมั่นปฏิบัติงาน ทำให้ ผู้ตามเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนแปลงพัฒนาความสามารถไปสู่ระดับที่ดีขึ้น มีศักยภาพมากขึ้นส่งผลให้ องค์กรได้รับการพัฒนาเท่าพันการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสามารถจูงใจให้ครูผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จบรรลุเป้าหมายขององค์กรชื่อวิจัย การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ผู้วิจัย มนต์ธิชา ฉัตรอักษรานนท์วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษความหมายทฤษฎีการบริหารการศึกษา2. จากการศึกษาบทที่ ๒ ทฤษฎีที่ใช้ คือทฤษฎีการบริหารการศึกษาทฤษฎีเป็นแนวความคิดหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์มีการทดสอบและการสังเกตจนเป็นที่แน่ใจ และเป็นข้อสรุปอย่างกว้างที่พรรณนาและอธิบายพฤติกรรมการบริหารองค์กรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ถ้าทฤษฎีได้รับการพิสูจน์บ่อยๆ ก็จะกลายเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีเป็นแนวความคิดที่มีเหตุผลและสามารถนำไปประยุกต์ และปฏิบัติได้ ทฤษฎีมีบทบาทในการให้ คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทั่วไปและชี้แนะการวิจัยในเรื่องนั้นๆ ได้มีผู้กล่าวถึงกระบวนการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาไว้ดังนี้ผู้คิดค้นทฤษฎีองค์การแบบคลาสสิก เป็นกลุ่มแนวคิดที่พัฒนาโดย:๑. Frederick W. Taylor (การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์)๒. Henri Fayol (การบริหารทั่วไป)๓. Max Weber (ระบบราชการ)ซึ่งเป็น สามเสาหลักของทฤษฎีองค์การแบบคลาสสิก ในช่วงปี 1887–1945 โดยกล่าวถึงรายละเอียดแนวคิดต่าง ๆ ของแต่ละคนครบถ้วน เช่น


142การแบ่งงาน สายบังคับบัญชา ความเชื่อว่าประสิทธิภาพมาจากโครงสร้างที่เป็นระบบ การควบคุมผ่านกฎระเบียบ ฯลฯ มีนักวิชาการและนักคิดหลายท่านที่ให้ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา ไว้อย่างชัดเจน โดยสามารถสรุปบุคคลสำคัญที่ให้แนวคิดเหล่านี้ได้ดังนี้:อรุณี ทองนพคุณ (2558 หน้า 9) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับหลักการทฤษฎีทางด้านการบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคล หลายคนร่วมมือกันดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนประชาชนหรือสมาชิกของสังคมในทุกๆ ด้าน เช่น ความสามารถเจตคติ พฤติกรรม ค่านิยมหรือคุณธรรมในด้านสังคมการเมืองเศรษฐกิจ เพื่อให้บุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกที่ดีและมีประสิทธิภาพของสังคมโดยกระบวนการทั้งที่เป็นระเบียบ แบบแผนและไม่เป็นระเบียบแบบแผน จันทรา อิ่มในบุญ (2559, หน้า 9) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับหลักการทฤษฎีทางด้านการบริหาร หมายถึง การดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในทุกด้านที่เกิดจากบุคลากรหลายๆ คนในองค์กรร่วมมือกันบริหารจัดการ โดยใช้กระบวนการทางการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยวิธีการจัดการ องค์การที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาหรือหน่วยงานแต่ละแห่งเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทั้งความรู้ความคิด ความสามารถและความเป็นคนดีHoy & Miskel (2008) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับหลักการทฤษฎีทางด้านการบริหาร หมายถึง กระบวนการที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ด้วยองค์ประกอบหลายประการ เช่น การตัดสินใจ องค์กรแรงจูงใจ ภาวะผู้นำ โดยการบริหารต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาและสภาพการณ์ ที่เกิดขึ้น Schneider & Burton (2008)ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับหลักการทฤษฎีทางด้านการบริหาร หมายถึง หัวใจขององค์ความรู้หลายภาคส่วน ทั้งในเชิงมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร15 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีสัมพันธภาพกับการบริหารจัดการ การวางแผน การจัดทำโครงการ การจัดวางระเบียบปฏิบัติการเงิน การบุคลากร การจัด หาอุปกรณ์ การบริหารเวลา การสื่อสารในทุกระดับและมีความเกี่ยวข้องกันในเชิง “ระบบ” มากกว่า “ตัวบุคคล””จากความหมายหลักการทฤษฎีการบริหารดังกล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักการทฤษฎีทางด้านการบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่กลุ่มคนหลายคนร่วมมือกันดำเนินการวางแผนหรือ โดยใช้กระบวนการทางความรู้ความคิด ความสามารถ และการบริหารอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคนและองค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพภาวิดา ธาราศรีสุทธิ (2556, หน้า 11-16) ได้ให้ความหมาย กระบวนการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา หมายถึง แนวความคิดหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์มีการทดสอบและการสังเกต จนเป็นที่แน่ใจ ทฤษฎีเป็นเซท (Set) ของมโนทัศน์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันเป็นข้อสรุปอย่างกว้างที่พรรณนาและอธิบายพฤติ


143กรรมการบริหารองค์กรการทางศึกษาอย่างเป็นระบบ ถ้าทฤษฎีได้รับการพิสูจน์บ่อยๆ ก็จะกลายเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีเป็นแนวความคิดที่มีเหตุผลและสามารถนำไปประยุกต์ และปฏิบัติได้ ทฤษฎีมีบทบาทในการให้คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏทั่วไปและชี้แนะการวิจัย ยุคทฤษฎีการบริหารสามารถแบ่งแยกย่อยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 ระหว่าง ค.ศ. 1887-1945 ยุคนักทฤษฎีการบริหารสมัยดั้งเดิม (The Classical Organization Theory) แบ่งย่อยเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้1. กลุ่มการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ของเทย์เลอร์ (Scientific Management) ของเฟรดเดอริก เทย์เลอร์ (Frederick Taylor) ความมุ่งหมายสูงสุดของแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือจัดการบริหารธุรกิจหรือโรงงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เทย์เลอร์ (Taylor)มองคนงานแต่ละคนเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่สามารถปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิตขององค์การได้เจ้าของตารับ “The One Best Way” คือประสิทธิภาพของการทางานสูงสุดจะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ 3 อย่าง คือ1.1 เลือกคนที่มีความสามารถสูงสุด (Selection)1.2 ฝึกอบบรมคนงานให้ถูกวิธี (Training)1.3 หาสิ่งจูงใจให้เกิดกำลังใจในการทำงาน (Motivation)เทย์เลอร์ ก็คือ ผลผลิตของยุคอุตสาหกรรมในงานวิจัยเรื่อง “Time and Motion Studies” เวลาและการเคลื่อนไหว เชื่อว่ามีวิธีการการทางวิทยาศาสตร์ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์เพียงวิธีเดียว ที่ดีที่สุด เขาเชื่อในวิธีแบ่งงานกันทำ ผู้ปฏิบัติระดับล่างต้องรับผิดชอบต่อ ระดับบน เทย์เลอร์ เสนอ ระบบการจ้างงาน (จ่ายเงิน) บนพื้นฐานการสร้างแรงจูงใจ สรุปหลักวิทยาศาสตร์ของเทย์เลอร์สรุปง่ายๆ ประกอบด้วย 3 หลักการ ดังนี้1. การแบ่งงาน (Division of Labors)2. การควบคุมดูแลบังคับบัญชาตามสายงาน (Hierarchy)3. การจ่ายค่าจ้างเพื่อสร้างแรงจูงใจ (Incentive Payment)2. กลุ่มการบริหารจัดการ (Administration Management) หรือ ทฤษฎีบริหารองค์การอย่างเป็นทางการ (Formal Organization Theory) ของฟาโยล* (Fayol) บิดาของทฤษฎีการปฏิบัติการและการจัดการตามหลักบริหาร ทั้งฟาโยล์และเทย์เลอร์ (Fayol & Taylor)จะเน้นตัวบุคลปฏิบัติงาน + วิธีการทางาน ได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแต่ก็ไม่มองด้าน“จิตวิทยา” ฟาโยล์ (Fayol) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องหลักเกี่ยวกับการบริหารทั่วไป 14 ประการ แต่ลักษณะที่สำคัญ มีดังนี้2.1 หลักการทำงานเฉพาะทาง (Specialization) คือการแบ่งงานให้เกิดความชำนาญเฉพาะทาง2.2 หลักสายบังคับบัญชา เริ่มจากบังคับบัญชาสูงสุดสู่ระดับต่ำสุด2.3 หลักเอกภาพของบังคับบัญชา (Unity of Command)


1442.4 หลักขอบข่ายของการควบคุมดูแล (Span of Control) ผู้ดูแลหนึ่งคนต่อ 6 คนที่จะอยู่ใต้การดูแลจึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด2.5 การสื่อสารแนวดิ่ง (Vertical Communication) การสื่อสารโดยตรงจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง2.6 หลักการแบ่งระดับการบังคับบัญชาให้น้อยที่สุด คือ ไม่ควรมีสายบังคับบัญชายืดยาว หลายระดับมากเกินไป2.7 หลักการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างสายบังคับบัญชาและสายเสนาธิการ (Line and Staff Division)3. ทฤษฎีบริหารองค์การในระบบราชการ (Bureaucracy) มาจากแนวคิดของแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ที่กล่าวถึงหลักการบริหารราชการประกอบด้วย3.1 หลักของฐานอำนาจจากกฎหมาย3.2 การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่ต้องยึดระเบียบกฎเกณฑ์3.3 การแบ่งงานตามความชำนาญการเฉพาะทาง3.4 การแบ่งงานไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัว3.5 มีระบบความมั่นคงในอาชีพอย่างไรก็ตามระบบราชการก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งในด้านข้อเสียคือ สายบังคับบัญชายืดยาวการทำงานต้องอ้างอิงกฎระเบียบ จึงชักช้าไม่ทันการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันเรียกว่า ระบบ “Red Tape” ในด้านข้อดี คือ ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก การบังคับบัญชา การเลื่อนขั้นตำแหน่งที่มีระบบระเบียบ แต่ในปัจจุบันระบบราชการกำลังถูกแทรกแซงทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ทำให้เริ่มมีปัญหาระยะที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1945-1958 ยุคทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์ (HumanRelation) ฟอร์เล็ต (Follette) ได้นำเอาจิตวิทยามาใช้และได้เสนอการแก้ปัญหาความขัดแย้ง(Conflict) ไว้ 3 แนวทาง ดังนี้1. Domination คือ ใช้อำนาจอีกฝ่ายสยบลง คือให้อีกฝ่ายแพ้ให้ได้ไม่ดีนัก2. Compromise คือ คนละครึ่งทาง เพื่อให้เหตุการณ์สงบโดยประนีประนอม3. Integration คือ การหาแนวทางไม่มีใครเสียหน้าได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง(ชนะ ชนะ)นอกจากนี้ ฟอร์เล็ต (Follette) ให้ทัศนะน่าฟังว่า “การเกิดความขัดแย้งในหน่วยงาน เป็นความพกพร่องของการบริหาร” การวิจัยหรือการทดลองฮอร์ทอร์น (HawthonExperiment) ที่เมโย (Mayo) กับคณะทำการวิจัยเริ่มที่ข้อสมมติฐานว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนงาน มีการค้นพบจากการทดลองคือมีการสร้างกลุ่มแบบไม่เป็นทางการในองค์การ ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ที่ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์ มีความสำคัญมากซึ่งผลการศึกษาทดลองของเมโยและคณะ สรุปได้ดังนี้1. คนเป็นสิ่งมีชีวิต จิตใจ ขวัญ กำลังใจ และความพึงพอใจเป็นเรื่องสำคัญในการทำงาน2. เงินไม่ใช7สิ่งล7อใจที่สำคัญแต่เพียงอย่างเดียว รางวัลทางจิตใจมีผลต่อการจูงใจในการทำงานไม่น้อยกว่าเงิน


1453. การทำงานขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางสังคมมากกว่าสภาพแวดล้อมทางกายภาพคับที่อยู่ได้คับใจอยู่อยากข้อคิดที่สำคัญ การตอบสนองคน ด้านความต้องการศักดิ์ศรีการยกย7องจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทางานจากแนวคิด “มนุษย์สัมพันธ์”ระยะที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1958-ปัจจุบัน ยุคการใช้ทฤษฎีการบริหาร(Administrative Theory) หรือการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science Approach)ยึดหลักระบบงาน + ความสัมพันธ์ของคน + พฤติกรรมขององค์การ ซึ่งมีแนวคิด หลักการ ทฤษฎีที่หลายๆ คนได้แสดงไว้ดังต่อไปนี้1. เชสเตอร์ ไอ บาร์นาร์ด (Chester I Barnard) เขียนหนังสือชื่อ The Function of The Executive ที่กล่าวถึงงานในหน้าที่ของผู้บริหารโดยให้ความสำคัญต่อบุคคลระบบของความร่วมมือองค์การ และเป้าหมายขององค์การ กับความต้องการของบุคคลในองค์การต้องสมดุลกัน2. ทฤษฎีของมาสโลว์ ว่าด้วยการจัดอันดับขั้นของความต้องการของมนุษย์(Maslow-Hierarchy of Needs) เป็นเรื่องแรงจูงใจแบ่งความต้องการของมนุษย์ตั้งแต่ความต้องการด้านกายภาพ ความต้องการด้านความปลอดภัยความต้องการด้านสังคม ความต้องการด้านการเคารพ-นับถือ และประการสุดท้าย คือ การบรรลุศักยภาพของตนเอง (Self-Actualization) คือมีโอกาสได้พัฒนาตนเองถึงขั้นสูงสุดจากการทำงาน แต่ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการสนองตอบตามลาดับขั้น3. ทฤษฎี X ทฤษฎี Y ของแมคกรีกอร์ (Douglas MC Gregor Theory X,Theory Y) เขาได้เสนอแนวคิดการบริหารอยู่บนพื้นฐานของข้อสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ต่างกัน ทฤษฎี X (The Traditional View of Direction and Control) ทฤษฎีนี้เกิดข้อสมติฐานดังนี้1. คนไม่อยากทำงาน และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ2. คนไม่ทะเยอทะยาน และไม่คิดริเริ่ม ชอบให้การสั่ง3. คนเห็นแก่ตนเองมากกว่าองค์การ4. คนมักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง5. คนมักโง่ และหลอกง่ายผลการมองธรรมชาติของมนุษย์เช่นนี้การบริหารจัดการจึงเน้นการใช้เงินวัตถุ เป็นเครื่องล7อใจ เน้นการควบคุม การสั่งการ เป็นต้นทฤษฎี Y (The Integration of Individual and Organization Goal)ทฤษฎีข้อนี้เกิดจากข้อสมติฐานดังนี้1. คนจะให้ความร่วมมือ สนับสนุน รับผิดชอบ ขยัน2. คนไม่เกียจคร้านและไว้วางใจได้3. คนมีความคิดริเริ่มทำงานถ้าได้รับการจูงใจอย่างถูกต้อง


Click to View FlipBook Version