The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการแปลฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Setthawut Pasuan, 2026-02-26 00:07:44

คู่มือการแปลฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย

คู่มือการแปลฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย

1 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร


2คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย คู่มือการแปลฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยสถาบันพระไตรปิฎกศึกษาISBN :บรรณาธิการ : พระธรรมวชิรปัญญาจารย์,รศ.ดร., พระมหาสมเดช ตปสีโล,ดร., พระมหาอภัย ิตวีริโย,ดร. พระมหาเสฏฐวุฒิ วชิราโณ,ดร., พระมหานพรัตน์ อภิชฺชโว, นางสาวศิรินภา กองวัสกุลณี, ดร.สันทัด จันทร์ทาทอง, ดร.ธนสิทธิ์ ฉัตรสุวรรณ, นางสาวกนกอร ล�้ำเลิศ **************************ผู้พิสูจน์อักษร : พระมหาสุรศักดิ์ ขนฺติธมฺโม,ดร.ผู้รวบรวม : พระมหาเสฏฐวุฒิ วชิราโณ,ดร. จัดรูปเล่ม : นายทศพร ศรีค�ำออกแบบปก : นายทศพร ศรีค�ำพิมพ์ครั้งที่ ๑ : ๒๕๖๘ จ�ำนวนพิมพ์ : ๑,๐๐๐ เล่มจัดพิมพ์โดย : สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗๙ หมู่ ๑ ต�ำบลล�ำไทร อ�ำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๑๗๐ โทรศัพท์ ๐๙๒ - ๗๕๒ - ๖๓๓๓ เว๊บไซต์ : https://tisi.mcu.ac.th/ เฟซบุ๊ค : https://www.facebook.com/tipitakamcu พิมพ์ที่ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗๙ หมู่ ๑ ต�ำบลล�ำไทร อ�ำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๑๗๐ โทรศัพท์ ๐๓๕ ๒๔๘ ๐๐๐ ต่อ ๘๕๕๕ - ๘๕๕๙ โทรสาร ๐๓๕ ๒๔๘ ๕๔๕


3 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจรค�ำน�ำคัมภีร์ฎีกา เป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีความส�ำคัญล�ำดับที่สาม รองจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา ท�ำหน้าที่อธิบาย ขยายความและให้เหตุผลประกอบเนื้อหาของคัมภีร์ชั้นต้น ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าถึงความหมายลึกซึ้งของพระธรรมวินัยได้อย่างถูกต้องรอบด้าน การศึกษาฎีกาจึงเสมือนการเปิดประตูสู ่ความเข้าใจที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ประกอบต่าง ๆอย่างไรก็ตาม ด้วยภาษาบาลีที่ซับซ้อนและการอ้างอิงคัมภีร์จ�ำนวนมาก การศึกษาและการแปลฎีกาให้ถูกต้องจึงไม่ใช่เรื่องง่าย คู่มือที่มีหลักการและแนวทางชัดเจนจึงมีความจ�ำเป็น เพื่อช่วยให้นิสิต นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป สามารถเรียนรู้คัมภีร์ฎีกาได้อย่างมั่นใจและเป็นระบบหนังสือ คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เล่มนี้จัดท�ำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาฎีกา ทั้งด้านหลักการ วิธีการและตัวอย่างการแปล โดยเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ช่วยให้เข้าใจโครงสร้าง องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของฎีกากับคัมภีร์ชั้นอื่น ๆสามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย และการท�ำงานวิชาการได้อย่างเหมาะสมหนังสือคู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เล่มนี้แบ่งเป็น ๓ บท คือ บทที่ ๑ การแปลคัมภีร์ฎีกา อธิบายที่มา บทบาท และคุณค่าในฐานะคัมภีร์ส�ำคัญล�ำดับที่สามของพระพุทธศาสนา


4  บทที่ ๒ วิธีการแปลคัมภีร์ฎีกา คู่มือการแปลฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย น�ำเสนอขั้นตอน เทคนิคและการวิเคราะห์ข้อความบาลี พร้อมการอ้างอิงคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง บทที่ ๓ ตัวอย่างการแปลฎีกาเป็นภาษาไทย น�ำเสนอตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางฝึกฝนและประยุกต์ใช้ในการแปลจริงสถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตระหนักถึงความส�ำคัญของการสืบสานการศึกษาคัมภีร์ฎีกาจึงได้จัดท�ำหนังสือเล่มนี้ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือทางวิชาการ สนับสนุนการเรียนการสอนและการวิจัย ตลอดจนเพื่อธ�ำรงรักษามรดกธรรมอันล�้ำค่าให้คงอยู่และเกิดประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและสังคมโดยส่วนรวมสถาบันพระไตรปิฎกศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


5 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจรสารบัญคู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยบทที่ ๑คัมภีร์ฎีกาคัมภีร์ฎีกา ...................................................................................... ๑๑.๑ คัมภีร์ฎีกา .................................................................... ๓๑.๒ คัมภีร์ฎีกา ๒ ลักษณะ ...............................................๑๔บทที่ ๒การแปลและวิธีการแปลคัมภีร์ฎีกาการแปลและวิธีการแปลคัมภีร์ฎีกา..................................................๑๙๒.๑ การแปลคัมภีร์ฎีกา.......................................................๒๐๒.๑.๑ การแปลตามรูปของภาษา ................................๒๑๒.๑.๒ การแปลตามความหมาย ..................................๒๒๒.๒ วิธีการแปลคัมภีร์ฎีกา...................................................๒๓๒.๒.๑ การแปลบทตั้ง.....................................................๒๔๒.๒.๒ การแปลบทขยาย................................................๒๘๒.๒.๓ การแปลบทไข......................................................๓๓๒.๒.๔ การแปลบทอธิบายความ.....................................๓๕๒.๒.๕ การแปลบทวิเคราะห์...........................................๓๗๒.๒.๖ การแปลบทวินิจฉัย ...........................................๓๙๒.๒.๗ การแปลข้อมูลอ้างอิง...........................................๔๑


6 บทที่ ๓ คู่มือการแปลฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๓๐๐ ตัวอย่างการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๓๐๐ ตัวอย่างการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย.............๔๕๓.๑ สารัตถทีปนีฎีกา ภาค ๑.............................................๔๖๓.๒ สีลขันธวรรคฎีกา .......................................................๗๒๓.๓ ธัมมสังคณีมูลฎีกา.........................................................๙๗ภาคผนวกตัวอย่างส�ำนวนการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย.........๑๒๑


1 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจรบทที่ ๑ คัมภีร์ฎีกาการศึกษาพระพุทธพจน์ให้เกิดเข้าใจแจ่มแจ้ง กว้างขวาง และลึกซึ้ง จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยคัมภีร์ต่าง ๆ ที่พระคันถรจนาจารย์ได้รวบรวมรจนาเป็นคัมภีร์ส�ำหรับอธิบายพระพุทธพจน์นั้น ๆ ซึ่งนักปราชญ์ได้จัดล�ำดับชั้นไว้ต่าง ๆ กัน ตามความส�ำคัญของแต่ละคัมภีร์ ดังนี้


2 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๑. พระไตรปิฎก หมายถึงพระไตรปิฎกฉบับบาลี๒. อรรถกถา หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎก๓. มูลฎีกา, ฎีกา หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายอรรถกถา๔. อนุฎีกา หมายถึงคัมภีร์อธิบายมูลฎีกา๕. คันถันตระ หมายถึงคัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก อรรถกถามูลฎีกา, ฎีกา อนุฎีกา ๖. คันฐี หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายข้อความที่ยาก ๆ ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ และพระฎีกาจารย์มิได้อธิบายไว้๗. โยชนา หมายถึงคัมภีร์ที่แสดงความหมายของค�ำศัพท์ และบอกวิธีการสัมพันธ์ค�ำศัพท์ไว้๘. สัททาวิเสส หมายถึงคัมภีร์ที่แสดงถึงความเป็นมาของค�ำศัพท์ไว้ตามแนวแห่งนิรุตติศาสตร์๙. คัมภีร์แปล หมายถึงคัมภีร์พุทธศาสน์ต่างที่ได้รับการแปล มีพระไตรปิฎกแปลเป็นต้นคัมภีร์เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาพระพุทธพจน์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถา หากเกิดความไม่เข้าใจในบทข้อความ หรือเนื้อหานั้น ๆ ขึ้นมา ก็จ�ำเป็นต้องอาศัยคัมภีร์ชั้นตติยภูมิ คือ คัมภีร์ฎีกาที่เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกและอรรถกถาโดยตรงมาเป็นคู่มือประกอบ อนึ่ง คัมภีร์ฎีกานั้นมีจ�ำนวนมาก บางคัมภีร์เป็นการอธิบายความในอรรถกถาพระไตรปิฎกโดยตรง แต่บางคัมภีร์รจนาขึ้นเพื่ออธิบายปกิณณกเทศนาบางตอนเท่านั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจคัมภีร์ฎีกาชัดเจนยิ่งขึ้น จะได้กล่าวถึงความเป็นมาและประเภทของคัมภีร์ฎีกา ดังต่อไปนี้


3 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๑.๑ คัมภีร์ฎีกา คัมภีร์ฎีกา เป็นคัมภีร์ส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่พระฎีกาจารย์รจนาขึ้นเพื่ออธิบายความในคัมภีร์อรรถกถาเป็นหลัก จัดเป็นข้อมูลชั้นตติยภูมิ รองลงมาจากคัมภีร์อรรถกถา (ชั้นทุติยภูมิ) และพระไตรปิฎก (ปฐมภูมิ) แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑) ปุราณฎีกา หรือมูลฎีกา คัมภีร์ฎีกาที่รจนาไว้แต่เดิม ๒) อภินวฎีกา คัมภีร์ฎีกาที่รจนาขึ้นใหม่ ๓) อนุฎีกา คัมภีร์ฎีกาที่รจนาขึ้นเพื่ออธิบายมูลฎีกา ทั้งหมดมีต้นก�ำเนิดและพัฒนาการต่อเนื่องจากคัมภีร์อรรถกถาที่ขยายความพระไตรปิฎก เริ่มมีการรจนาขึ้นครั้งแรกในประเทศศรีลังกา และยุคที่มีฎีกาเกิดขึ้นมากอยู่ระหว่างปีพ.ศ. ๑๔๐๐ - ๑๘๐๐ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุ จุดประสงค์หลักของการแต่งคัมภีร์ฎีกา คือ น�ำค�ำบางค�ำหรือข้อความบางข้อความในอรรถกถา ที่ผู้แต่งเห็นว่ายังเข้าใจยาก มาอธิบายขยายความเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้น ไม่ได้อธิบายความในอรรถกถาทั้งหมด บางแห่งยังได้น�ำค�ำบางค�ำในพระไตรปิฎกหรือฎีกาอื่น ๆ ที่ไม่มีปรากฏในอรรถกถา มาอธิบายขยายความเพิ่มเติมอีกด้วยคัมภีร์ฎีกาแบ่งตามอรรถกถาพระไตรปิฎก มี ๓ ประการ คือ ๑. ฎีกาพระวินัย มี ๑๘ คัมภีร์ คือ๑) สารัตถทีปนีฎีกา พระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๒) วิมติวิโนทนีฎีกา พระมหากัสสปเถระ เป็นผู้รจนา ๓) วชิรพุทธิฎีกา พระวชิรพุทธิเถระ เป็นผู้รจนา


4 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๔) กังขาวิตรณีฎีกา พระพุทธนาคเถระ เป็นผู้รจนา ๕) วินยสังคหฎีกา พระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา ๖) ขุททสิกขาฎีกา พระเรวตเถระ เป็นผู้รจนา ๗) ขุททสิกขาฎีกา พระธรรมสิริเถระ เป็นผู้รจนา ๘) มูลสิกขาฎีกาคัมภีร์เก่า พระวิมลสารเถระ เป็นผู้รจนา๙) มูลสิกขาฎีกา พระวาจิสสรเถระ เป็นผู้รจนา ๑๐) วินยวิมติจเฉทฎีกา พระสมันตคุณสารเถระ เป็นผู้รจนา ๑๑) วินยวินิจฉยฎีกา พระวาจิสสรเถระ เป็นผู้รจนา ๑๒) อุตตรวินิจฉยฎีกา พระมหาอุปติสสเถระ เป็นผู้รจนา ๑๓) อุตตรวินิจฉยฎีกา พระวาจิสสรเถระ เป็นผู้รจนา ๑๔) วินยัตถสารสันทีปนีฎีกา พระมหาอุปติสสเถระ เป็นผู้รจนา ๑๕) สุมังคลปสาทนีฎีกา พระสังฆรักขิตเถระ เป็นผู้รจนา ๑๖) ลีนัตถปกาสนาฎีกา พระเรวตเถระ เป็นผู้รจนา๑๗) วินยาลังการฎีกา พระมุนินทโฆสเถระ เป็นผู้รจนา ๑๘) สีมาลังการฎีกา พระสัทธัมมโชติปาลเถระ เป็นผู้รจนา ๒. ฎีกาพระสูตร ๖๕ คัมภีร์๑) สีลักขันธวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา ทีฆนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา ๒) มหาวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา ทีฆนิกายฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา


5 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๓) ปาฏิกวัคควณัณนา ลีนัตถปกาสนา ทีฆนิกายฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔) ปาเถยยวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา ทีฆนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕) มูลปัณณาสกวัณณนา ลีนัตถปกาสนา มัชฌิมนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๖) มัชฌิมปัณณาสกวัณณนา ลีนัตถปกาสนา มัชฌิมนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๗) อุปริปัณณาสกวัณณนา ลีนัตถปกาสนา มัชฌิมนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๘) สคาถาวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา สังยุตตนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๙) นิทานวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา สังยุตตนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๐) ขันธวารวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา สํยุตฺตนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๑) สฬายตนวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา สํยุตฺตนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๒) มหาวารวัคควัณณนา ลีนัตถปกาสนา สํยุตฺตนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๓) เอกกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา


6 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๑๔) ทุกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา ๑๕) ติกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๖) จตุกกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๗) ปัญจกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๘) ฉักกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๙) สัตตกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๒๐) อัฐกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๒๑) นวกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๒๒) ทสกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๒๓) เอกาทสกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อังคุตตรนิกายฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๒๔) เอกกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกา พระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา


7 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒๕) ทุกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๒๖) ติกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๒๗) จตุกกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๒๘) ปัญจกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๒๙) ฉักกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๓๐) สัตตกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๓๑) อัฐกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๓๒) นวกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๓๓) ทสกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๓๔) เอกาทสกนิปาตวัณณนา สารัตถมัญชูสา อังคุตตรนิกายฎีกาพระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๓๕) เอกกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา


8 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๓๖) ทุกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๓๗) ติกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๓๘) จตุกกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๓๙) ปัญจกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๐) ฉักกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๑) สัตตกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๒) อัฐกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๓) นวกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๔) ทสกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๕) เอกาทสกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๖) ทฺวาทสกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา


9 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๔๗) เตรสกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๘) ปกิณณกนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๔๙) วีสตินิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๐) ติงสนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๑) จัตตาีสนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๒) ปัญญาสนิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๓) สัฐินิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๔) สัตตตินิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๕) อสีตินิปาตวัณณนา ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกา พระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๖) มหานิปาตวัณณนา (ทสชาติ) ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๕๗) มหานิปาตวัณณนา (เวสสันตรชาตก) ลีนัตถปกาสินี ชาตกฎีกาพระธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา


10 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๕๘) มธุรัตถปกาสินี มิลินทปัญหาฎีกา พระติปาติเถระ เป็นผู้รจนา ๕๙) เนตติปกรณฎีกา พระญาณาภิวังสเถระ เป็นผู้รจนา๖๐) รตนวี เนตติปกรณฎีกา ไม่ปรากฏผู้รจนา๖๑) เนตติวิภาวนา เนตติปกรณฎีกา (เนตติวิภาวินี) พระสัทธรรมปาละมหาธรรมราชคุรุ เป็นผู้รจนา๖๒) สีลักขันธวัคควัณณนา สาธุวิลาสินี ทีฆนิกายนวฎีกา พระญาณาภิวังสเถระ เป็นผู้รจนา๖๓) ธัมมปทมหาฎีกา พระวรสัมโพธิมหาเถระเป็นผู้รจนา๖๔) ปรมัตถมัญชูสา วิสุทธิมัคคมหาฎีกา พระธรรมปาลเถระเป็นผู้รจนา ๖๕) สังเขปัตถโชตนี วิสุทธิมัคคจูฬฎีกา ไม่ปรากฏผู้แต่ง ๓. ฎีกาพระอภิธรรม ๓๘ คัมภีร์๑) ธัมมสังคณิวัณณนา ลีนัตถโชตนา อภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๒) วิภังควัณณนา ลีนัตถโชตนา อภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๓) ธาตุกถาวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถโชตนา อภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๔) ปุคคลปัญญัติวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถโชตนาอภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา


11 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๕) กถาวตฺถุวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถโชตนา อภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๖) ยมกวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถโชตนา อภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๗) ปัฐานวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถโชตนา อภิธัมมมูลฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๘) มธุสารัตถทีปนี อภิธัมมฎีกา พระอานันทเถระ เป็นผู้รจนา๙) ปรมัตถวิภูสนี ธาตุกถาฎีกา พระมหาติโลกครุ เป็นผู้รจนา๑๐) ธัมมสังคณิวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๑) วิภังควัณณนา ลีนัตถปกาสินี อภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๒) ธาตุกถาวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถปกาสินีอภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๓) ปุคคลปัญญัติวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถปกาสินีอภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๔) กถาวัตถุวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถปกาสินีอภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๕) ยมกวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา๑๖) ปัฐานวัณณนา ปัญจปกรณวัณณนา ลีนัตถปกาสินี อภิธัมมอนุฎีกา พระจุลลธรรมปาลเถระ เป็นผู้รจนา


12 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๑๗) มธุสารัตถทีปนี สัตตัปปกรณาภิธัมมฎีกา พระพุทธจุฬาภาติกเถระ เป็นผู้รจนา๑๘) มาติกาวัณณนา “หลวง” ฎีกา ไม่ปรากฏผู้รจนา๑๙) อภิธัมมาวตารโปราณฎีกา พระสารีบุตรเถระ เป็นผู้รจนา๒๐) อภิธัมมัตถวิกาสนี อภิธัมมาวตารฎีกา พระสุมังคลาจารย์เป็นผู้รจนา๒๑) อภิธัมมัตถวิภาวนี อภิธัมมัตถสังคหฎีกา พระสุมังคลาจารย์เป็นผู้รจนา๒๒) ปรมัตถมัญชูสา อภิธัมมัตถสังคหอนุฎีกา พระนววิมลพุทธิเป็นผู้รจนา๒๓) มณิสารมัญชูสา อภิธัมมัตถสังคหนวฎีกา พระอริยวังสะ เป็นผู้รจนา๒๔) สังเขปวัณณนา อภิธัมมัตถสังคหฎีกา พระโชตปาละ เป็นผู้รจนา๒๕) อเผคคุสารัตถทีปนี อภิธัมมัตถสังคหจูฬฎีกา พระมหาสุวัณณทีปเถระ เป็นผู้รจนา๒๖) มุขมัตตกถา ปรมัตถวินิจฉัยโปราณฎีกา ไม่ปรากฏผู้รจนา๒๗) ปรมัตถวินิจฉัยฎีกา ไม่ปรากฏผู้รจนา๒๘) เขมปกรณฎีกา พระวาจิสสระ เป็นผู้รจนา๒๙) ลีนัตถปกาสินี นามรูปปริจเฉทโปราณฎีกา พระวาจิสสระเป็นผู้รจนา


13 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๓๐) อภิธัมมาวตารลีนัตถทีปนี ไม่ปรากฏผู้รจนา๓๑) อภิธัมมัตถสังคหลีนัตถทีปนี ไม่ปรากฏผู้รจนา๓๒) มณีปทีป ติกมาติกาวัณณนา พระอริยวังสะ เป็นผู้รจนา๓๓) มาติกาทีปนี มาติกาวัณณนา พระสัทธรรมโชติปาละ เป็นผู้รจนา๓๔) มาติกาสรูปวิภาวนี มาติกาอัตถวิคคหวัณณนา ไม่ปรากฏผู้รจนา ๓๕) ฉายารามปกรณ มาติกาวัณณนา ไม่ปรากฏผู้รจนา๓๖) สัจจสังเขปปกรณฎีกา พระวาจิสสระ เป็นผู้รจนา๓๗) อภิธัมมัตถสังคหสรูปฎีกา พระอนุรุทธาจารย์ เป็นผู้รจนา๓๘) ภูมิสังคหะ พระธรรมรังษี เป็นผู้รจนา


14 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๑.๒ คัมภีร์ฎีกา ๒ ลักษณะ คัมภีร์ฎีกานั้น เมื่อแบ่งตามหน้าที่ในการอธิบายความคัมภีร์อรรถกถาแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้๑) คัมภีร์ฎีกาที่เป็นการอธิบายความของคัมภีร์อรรถกถา๒) คัมภีร์ฎีกาที่เป็นการอธิบายความของคัมภีร์คันถตระบางเล่มคัมภีร์ฎีกาที่เป็นการอธิบายความของคัมภีร์อรรถกถานั้นยังแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑) คัมภีร์ฎีกาที่เป็นการอธิบายความของวิตถารอรรถกถา มี ๓ประเภท ได้แก่ (๑) ฎีกาของวินัยอรรถกถา ประกอบด้วยวชิรพุทธิฎีกา สารัตถทีปนีฎีกา วิมติวิโนทนีฎีกา กังขาวิตรณีปุราณฎีกา กังขาวิตรณีอภินวฎีกา (๒) ฎีกาสุตตันตอรรถกถา ประกอบด้วยทีฆนิกายฎีกา มัชฌิมนิกายฎีกา สังยุตตนิกายฎีกา อังคุตตรนิกายฎีกา ขุททกนิกายฎีกา (๓) ฎีกาของอภิธรรมอรรถกถา ประกอบด้วย ธัมมสังคณีมูลฎีกา วิภังคมูลฎีกา ปัญจปกรณมูลฎีกา ธัมมสังคณีอนุฎีกา วิภังคอนุฎีกา ปัญจปกรณอนุฎีกา มณิทีปฎีกา มธุสารัตถทีปนีฎีกา๒) คัมภีร์ฎีกาที่เป็นการอธิบายความของสังเขปอรรถกถา มี ๓ ประเภท ได้แก่ (๑) ฎีกาของสังเขปอรรถถาฝ่ายพระวินัย ประกอบด้วยวินยาลังการฏีกา วินยวินิจฉยฎีกา อุตตรวินิจฉยฎีกา ขุททกสิกขาปุราณฏีกา ขุททกสิกขาอภินวฎีกา มูล


15 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจรสิกขาฎีกา (๒) ฎีกาของสังเขปอรรถกถาฝ่ายพระสูตร หรือปกรณวิเสส ประกอบด้วยธัมมบทมหาฎีกา มังคลัตถทีปนีฎีกา วิสุทธิมัคคมหาฎีกา วิสุทธิมัคคจูฬฎีกา เนตติปุราณฎีกาเนตติอภินวฎีกา เนตติวิภาวนีฎีกา มิลินฺทปญฺหฏีกา (๓) ฎีกาของสังเขปอรรถกถาฝ่ายพระอภิธรรม ประกอบด้วยอภิธัมมาวตารปุราณฎีกา อภิธัมมาวตารอภินวฎีกา อภิธัมมัตถสังคหปุราณฎีกา อภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกา คัมภีร์ฏีกา ทั้ง ๒ ประเภทนี้ นับเป็นฏีกาของพระไตรปิฎกและอรรถกถาโดยตรง ส่วนคัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา แต่เป็นคัมภีร์ที่อาศัยข้อความจากพระไตรปิฎกบ้าง อรรถกถาบ้าง ฎีกาบ้าง แล้วรจนาขึ้นเป็นเอกเทศ จัดอยู่ในประเภทคัมภีร์คันถตระ อาจแบ่งออกได้ ๓ ประเภท คือ ๑) คัมภีร์ที่แสดงถึงพุทธจริยาของพระพุทธเจ้า ตัวอย่างเช่นคัมภีร์ชินาลังการะ คัมภีร์ชินจริต คัมภีร์ชินมหานิทาน คัมภีร์พุทธจริต คัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา เป็นต้น ๒) คัมภีร์ที่แสดงถึงนิยตโพธิสัตว์ เช่น คัมภีร์อนาคตวังศ์ คัมภีร์อนาคตวังสอรรถกถา คัมภีร์โสตัตตกีนิทาน เป็นต้น๓) คัมภีร์ที่แสดงถึงการบังเกิดขึ้นของสิ่งต่าง ๆ มีจักวาล ทวีป มนุษย์ เป็นต้น เช่น คัมภีร์โลกบัญญัติ คัมภีร์จักวาฬทีปนีคัมภีร์โลกทีปนี เป็นต้น คัมภีร์เหล่านี้ แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก อรรถกถา โดยตรง แต่ก็มีคัมภีร์อธิบายความมากบ้าง น้อยบ้าง ตามสมควรแก่คัมภีร์


16 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยและเรียกคัมภีร์อธิบายความเหล่านั้นว่า คัมภีร์ฎีกา ซึ่งล้วนรจนาขึ้นมาด้วยก�ำลังแห่งความวิริยะอุตสาหะ ของพุทธบุตรผู้มีปัญญาอย่างประเสริฐ และรจนาขึ้นไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่อนุชนผู้ปรารถนาจะเข้าถึงพระพุทธพจน์อย่างถูกต้อง และเพื่อความด�ำรงอยู่แห่งพระสัทธรรมของพระผู้มีพระภาคอย่างแท้จริงคัมภีร์ฎีกาดังกล่าวมานั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ด�ำเนินการปริวรรตเป็นบาลีอักษรไทยและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแล้ว โดยส่วนมาก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๕๑ มีจ�ำนวนทั้งสิ้น ๔๕ คัมภีร์ ๔๘ เล่ม ประกอบด้วย ๑. ฎีกาพระวินัยปิฎก ๑๑ คัมภีร์ ๑๑ เล่ม๑. วชิรพุทฺธิฏีกา ๑ เล่ม๒. สารตฺถทีปนีฏีกา ๓ เล่ม๓. วิมติวิโนทนีฏีกา ๒ เล่ม๔. กงฺขาวิตรณีปุราณฏีกา ๕. กงฺขาวิตรณีอภินวฏีกา ๖. วินยาลงฺการฏีกา ๒ เล่ม๗. วินยวินิจฺฉยฏีกา ๘. อุตฺตรวินิจฺฉยฏีกา ๙. ขุทฺทสิกฺขาปุราณฏีกา ๑๐. ขุทฺทสิกฺขาอภินวฏีกา ๑ เล่ม๑๑. มูลสิกฺขาฏีกา ๑ เล่ม๒ เล่ม


17 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒. ฎีกาพระสุตตันตปิฎก ๑๐ คัมภีร์ ๑๔ เล่ม๑. ทีฆนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสินี สีลกฺขนฺธวคฺคฏีกา ๑ เล่ม๒. ทีฆนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสินี มหาวคฺคฏีกา ๑ เล่ม๓. ทีฆนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสินี ปาฏิกวคฺคฏีกา ๑ เล่ม๔. ทีฆนิกาย สาธุวิลาสินี สีลกฺขนฺธวคฺคอภินวฏีกา ๒ เล่ม๕. มชฺฌิมนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสินี มูลปณฺณาสกฏีกา ๒ เล่ม๖. มชฺฌิมนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสินีมชฺฌิมปณฺณาสกฏีกา ๗. มชฺฌิมนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสินี อุปริปณฺณาสกฏีกา ๘. สํยุตฺตนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสีนิ สํยุตฺตฏีกา ๒ เล่ม๙. องฺคุตฺตรนิกาย สารมญฺชูสา องฺคุตฺตรฏีกา ๓ เล่ม๑๐. ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทมหาฏีกา ๑ เล่ม๓. ฎีกาพระอภิธรรม ๑๘ คัมภีร์ ๑๗ เล่ม๑. อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณีมูลฏีกา ๒. อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณีอนุฏีกา ๓. อภิธมฺมปิฏก วิภงฺคมูลฏีกา ๔. อภิธมฺมปิฏก วิภงฺคอนุฏีกา ๕. อภิธมฺมปิฏก ปญฺจปกรณมูลฏีกา๖. อภิธมฺมปิฏก ปญฺจปกรณอนุฏีก ๗. มธุสารตฺถทีปนีฏีกา ๒ เล่ม๘. อภิธมฺมาวตารปุราณฏีกา ๙. อภิธมฺมาวตารอภินวฏีกา ๑ เล่ม๑ เล่ม๑ เล่ม๑ เล่ม๒ เล่ม


18 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๑๐. อภิธมฺมตฺถสงฺคหทีปนีฏีกา ๑ เล่ม๑๑. อภิธมฺมตฺถสงคหฎีกา๑๒. อภิธมฺมตฺถวิภาวินีฎีกา ๑ เล่ม๑๓. สงฺเขปวณฺณนาฎีกา ๑๔. มณิทีปฏีกา ๒ เล่ม๑๕. มธุสารตฺถทีปนีฏีกา ๒ เล่ม๑๖. มณิสารมญฺชูสาฏีกา ๒ เล่ม๑๗. อภิธมฺมสงฺคหทีปนีฏีกา ๑ เล่ม๑๘. ปรมตฺถทีปนีสงฺคหมหาฏีกา ๑ เล่ม๔. ฎีกาปกรณวิเสส ๖ คัมภีร์ ๖ เล่ม๑. เนตฺติฏีกา ๒. เนตติวิภาวินี ๑ เล่ม๓. วิสุทฺธิมคฺคมหาฏีกา ๒ เล่ม๔. มิลินฺทฏีกา ๑ เล่ม๕. ชินาลังการฏีกา ๑ เล่ม๖. นมกฺการฏีกา ๑ เล่ม


19 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจรบทที่ ๒การแปลและวิธีการแปลคัมภีร์ฎีกาคัมภีร์ฎีกา ซึ่งเป็นคัมภีร์ส�ำคัญอย่างหนึ่งทางพระพุทธศาสนา ที่พระฎีกาจารย์ทั้งหลายรจนาขึ้น เพื่ออธิบายความในคัมภีร์อรรถกถาเป็นหลัก จัดเป็นข้อมูลชั้นตติยภูมิ รองลงมาจากคัมภีร์อรรถกถา (ชั้นทุติยภูมิ) และพระไตรปิฎก (ปฐมภูมิ) นั้น มีการแปลและวิธีการแปลที่ผู้มุ่งจะแปลพึงรู้จักไว้เป็นนัย ดังต่อไปนี้


20 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๒.๑ การแปลคัมภีร์ฎีกาคัมภีร์ฎีกาส่วนใหญ่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ด�ำเนินการจัดพิมพ์และเผยแพร่นั้น ยังคงอยู่ในรูปภาษาบาลีเป็นหลัก ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยนั้นยังมีจ�ำนวนน้อย อีกทั้งยังขาดรูปแบบการแปลที่เป็นเอกภาพ รวมถึงการจะแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ผู้แปลจะต้องอาศัยสติ ปัญญา ความวิริยะ อุตสาหะอย่างมาก เพราะคัมภีร์ฎีกา มีลักษณะเป็นบทตั้ง บทขยาย บทไข บทอธิบายความ บทวิเคราะห์ บทวินิจฉัย และข้อมูลอ้างอิง ดังนั้น เพื่อให้มีรูปแบบการแปลที่ชัดเจน จึงควรท�ำความเข้าใจหลักการแปลคัมภีร์ฎีกาให้ดี ให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันความผิดพลาด คลาดเคลื่อนในการแปลดังกล่าว ซึ่งการแปลคัมภีร์ฎีกา อาจแบ่งได้ ๒ แบบ คือ


21 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๑.๑ การแปลตามรูปของภาษา เป็นการแปลที่ตรงตัวตามอักษร ที่พยายามรักษาความหมายและโครงสร้างของต้นฉบับไว้มากที่สุด โดยมุ่งเน้นความถูกต้องแม่นย�ำเป็นหลัก หากในภาษาฉบับแปลไม่มีความหมายที่ตรงตามอักษรต้นฉบับ ผู้แปลอาจแปลทับศัพท์เพื่อรักษาเนื้อความเดิมไว้ได้ การแปลลักษณะนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างและการใช้ค�ำเพื่อให้เป็นไปตามหลักการใช้ภาษาของภาษาฉบับแปลก็ได้ ตัวอย่างเช่น- พุทฺโธ แปลว่า พระพุทธเจ้า- ปุริโส แปลว่า บุรุษ- อุปคโต แปลว่า เข้าถึงแล้ว - ภิกฺขุสํโฆ แปลว่า หมู่แห่งภิกษุ- รชฺชํ กาเรสิ แปลว่า ยังบุคคลให้กระท�ำแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา- อญฺาว สญฺา ภวิสฺสติ อญฺโ อตฺตา แปลว่า สัญญาเป็นอย่างอื่นแท้ อัตตาก็เป็นอย่างอื่น


22 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๒.๑.๒ การแปลตามความหมาย เป็นการแปลที่ไม่ได้มุ่งรักษาโครงสร้างตามความหมาย หรือรูปแบบของต้นฉบับอย่างเคร่งครัด มีการโยกย้ายขยายความ สรุปความ หรือตัดทอนรายละเอียดที่เห็นว่าไม่จ�ำเป็น โดยมุ่งเน้นให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจง่ายซึ่งอาจมีการอธิบายเสริมความหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยก็ได้ ตัวอย่างเช่น- พุทฺโธ แปลว่า ผู้รู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดด้วยพระองค์เองและทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม- ปุริโส แปลว่า ผู้ชาย, ผู้ท�ำหทัยของมารดาบิดาของตนให้เต็ม- อุปคโต แปลว่า บรรลุ- ภิกฺขุสํโฆ แปลว่า ภิกษุสงฆ์- รชฺชํ กาเรสิ แปลว่า ครองราชสมบัติ- อญฺาว สญฺา ภวิสฺสติ อญฺโ อตฺตาแปลว่า สัญญากับอัตตา ก็เป็นคนละอย่างกันการแปลทั้ง ๒ รูปแบบนี้ มีความจ�ำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการแปลให้มีความแม่นย�ำและสละสลวยมากที่สุด การแปลแม้จะสละสลวยก็ไม่ถือว่าสมบูรณ์หากเนื้อความนั้นผิดไปจากความหมายเดิม ส่วนการแปลที่เนื้อหาดีแต่ไม่สละสลวยถือว่าดีกว่า เพราะผู้อ่านสามารถได้รับเนื้อหาจากต้นฉบับได้ตรงตามเนื้อหาเดิมนั่นเอง


23 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๒ วิธีการแปลคัมภีร์ฎีกาคัมภีร์ฎีกา ประกอบด้วยโครงสร้างหลัก คือ บทตั้ง บทขยายบทไข บทอธิบายความ บทวิเคราะห์ บทวินิจฉัย และข้อมูลอ้างอิง นอกนั้นก็มักจะเป็นข้อความธรรมดาตามรูปแบบประโยคในภาษาบาลีทั่วไปการจะแปลคัมภีร์ฎีกาได้ถูกต้อง ผู้แปลจะต้องท�ำความเข้าใจในวิธีการแปลบทดังกล่าวใช้ดีเสียก่อน ซึ่งมีวิธีการแปลดังต่อไปนี้


24 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๒.๒.๑ การแปลบทตั้งบทตั้ง คือ ค�ำที่มีลักษณะเป็นอุทเทส มาติกา สังเขปะ (หัวข้อ)วิเสสยะ (ค�ำที่ถูกขยาย) นิทัสเสตัพพะ (ค�ำที่ถูกแสดง และวิธี (ค�ำที่ถูกแสดงก่อน) มักเป็นค�ำที่อยู่ในคัมภีร์ชั้นต้น ที่ท่านน�ำมาตั้งบท เพื่อที่จะอธิบายรูปศัพท์ หรืออธิบายความหมายของศัพท์ บทตั้งนี้ เรียกว่าวิวริยะ หรือสังวัณเณตัพพะ แปลว่า ค�ำที่ท่านยกมาอธิบาย มีวิธีการแปลดังนี้ ๑) บทตั้งที่ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ นิยมแปลว่า “ที่ชื่อว่า”ตัวอย่างเช่น - วินโยติ วินยสฺส ปริยาปุณนํ.1แปลว่า ที่ชื่อว่า วินัย (วินโย) ได้แก่ การเรียนพระวินัย- ตตฺถ สีลกถาติ จาริตฺตวาริตฺตาทิวเสน สีลวิตฺถารกถา.2แปลว่า บรรดาค�ำเหล่านั้น ที่ชื่อว่า เรื่องศีล (สีลกถา) ได้แก่ ถ้อยค�ำพรรณนาเรื่องศีลโดยพิสดาร ด้วยอ�ำนาจจาริตศีลและวาริตศีลเป็นต้น๑ สารตฺถ.ฏีกา (บาลี) ๑/-/๒๔๐๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๐


25 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร- โปราณาติ อฏฺกถาจริยา.1แปลว่า ที่ชื่อว่า พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย (โปราณา) ได้แก่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย๒) บทตั้งนอกจากนามที่ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ จะมีบทเดียวหรือหลายบทก็ตาม นิยมแปลว่า “คำว่า” ตัวอย่างเช่น - พุทฺธภาวนฺติ สมฺมาสมฺโพธึ.แปลว่า ค�ำว่า ความเป็นพุทธะ (พุทฺธภาวํ) ได้แก่ พระสัมมาสัมโพธิญาณ- สมยํ อวิโลเมนฺโตติ สิทฺธนฺตมวิโรเธนฺโต.2แปลว่า ค�ำว่า ไม่คัดค้านลัทธิ (สมยํ อวิโลเมนฺโต) ได้แก่ ไม่ท�ำที่สุดบทที่ส�ำเร็จให้ผิดพลาด- เยน สมฺผํ ปลปตีติ เยน ปลาปสงฺขาเตนนิรตฺถกวจเนน สุขํ หิตฺ จ ผลติ วิทรติ วินาเสตีติ“สมฺผนฺ\"ติ ลทฺธนามํ อตฺตโน ปเรสฺ จ อนุปการกํ ยํ กิฺ จิ ปลปติ.3แปลว่า ค�ำว่า เป็นเหตุให้เจรจาเพ้อเจ้อ (เยน สมฺผํ ปลปติ)ความว่า เป็นเหตุให้เจรจาค�ำใดค�ำหนึ่งอันไม่เป็นอุปการะ๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๑/๕๗๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๙๓ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๙/๑๔๕


26 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยแก่ตนและแก่ชนเหล่าอื่น อันได้ชื่อว่า “เพ้อเจ้อ” เพราะมีความหมายว่า ผลาญ คือ ท�ำลาย ได้แก่ ท�ำความสุขและความเกื้อกูลให้พินาศ ด้วยค�ำที่ไร้ประโยชน์ กล่าวคือการพูดเหลวไหล๓) บทตั้งที่เป็นคาถา นิยมแปลว่า “คำที่เป็นคาถาว่า” ตัวอย่างเช่น - นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธาติ ภเวน ภวนฺตรํ วินาติ ภวนิกนฺติภาเวน สํสิพฺพติ, สตณฺหสฺเสว วาอายตึ ปุนพฺภวภาวโต ผเลน สทฺธึ กมฺมํ วินาติสํสิพฺพตีติ วานนฺติ สงฺขฺยํ คตาย ตณฺหาย นิกฺขนฺตํ นิพฺพานํ ตตฺถ ตสฺสา สพฺพโส อภาวโต. ตํ นิพฺพานํ ปน สนฺตปณีตนิปุณสิวเขมาทินา สพฺพากาเรนปรมนฺติ วทนฺติ พุทฺธา.1แปลว่า ค�ำอันเป็นพระคาถาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสว่า นิพพานเป็นบรมสุข (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)ความว่า พระนิพพาน ชื่อว่าออกไปแล้ว จากตัณหาที่ถึงการนับว่า วานะ เพราะอรรถว่า ร้อยรัด คือเย็บไว้พร้อมซึ่งภพอื่นด้วยภพ โดยภาวะที่เป็นภวนิกันติ(ความติดใจในภพ) หรือเพราะอรรถว่า ร้อยรัด คือเย็บไว้พร้อม ซึ่งกรรมกับด้วยผล เพราะความที่สัตว์ผู้มีตัณหาเท่านั้นจะ๑ สารตฺถ.ฏีกา (บาลี) ๑/๑๘/๕๔๗


27 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจรเป็นผู้มีภพใหม่ต่อไป เพราะตัณหานั้นไม่มีโดยประการทั้งปวงในนิพพานนั้น ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวนิพพานว่า ยอดเยี่ยมโดยอาการทั้งปวง มีความสงบประณีต ละเอียด ควรซ่องเสพ และเป็นแดนเกษม- น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตีติ โย อธิวาสนขนฺติ-รหิตตฺตา ปรํ อุปฆาเตติ พาธติ วิหึสติ, โสปพฺพชิโต นาม น โหติ ปพฺพาเชตพฺพธมฺมสฺสอปพฺพาชนโต.1แปลว่า ค�ำที่เป็นพระคาถาว่า ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต (น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี) ความว่า บุคคลเข้าไปท�ำร้ายคือเบียดเบียนท�ำให้ผู้อื่นล�ำบาก เพราะความเป็นผู้เว้นจากอธิวาสนขันติ บุคคลนั้นหาชื่อว่าเป็นบรรพชิตไม่ เพราะไม่ขับธรรมที่ควรจะขับออกไป- สพฺพา โอภาสยํ ทิสาติ ทสปิ ทิสา ปภาเสนฺโตจนฺโท วิย, สูริโย วิย จ เอโกภาสํ เอกาโลกํ กโรนฺโตติ คาถาย อตฺโถ.2แปลว่า ค�ำอันเป็นพระคาถาว่า เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ (สพฺพา โอภาสยํ ทิสา) ความว่า ยังทิศแม้ทั้ง ๑๐ให้สว่าง คือท�ำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน เหมือนดวงจันทร์และเหมือนดวงอาทิตย์๑ สารตฺถ.ฏีกา (บาลี) ๑/๑๘/๕๔๗-๕๔๘๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๒๕๐/๓๓๓


28 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย๒.๒.๒ การแปลบทขยายบทขยาย คือ ค�ำที่ท่านอธิบาย มีลักษณะเป็น นิทเทส (ค�ำแสดง)ปททภาชนีย์ (ค�ำอธิบายรูปศัพท์) วิตถาระ (ค�ำขยายความ) วิเสสนะ(ค�ำชี้เฉพาะ) นิทัสสนาการะ (ค�ำแสดงความหมาย) และอนุวาทะ(ค�ำภายหลัง) บทขยายนี้ จะมาคู่กันกับบทตั้งเสมอ บทขยายนี้ เรียกว่า วิวรณะ หรือ สังวรรณนา แปลว่า การอธิบายความ มีวิธีการแปลดังนี้๑) บทขยายบทเดียว นิยมแปลว่า “คือ” ตัวอย่างเช่น - ตโตติ อฏฺกถาโต.1 แปลว่า ค�ำว่า จากนั้น (ตโต) คือ จากอรรถกถา- มหาชนนฺติ พหุชนํ.2แปลว่า ค�ำว่า มหาชน (มหาชนํ) คือ ชนจ�ำนวนมาก- อนุตฺตรนฺติ อุตฺตรรหิตํ โลกุตฺตรนฺติ อตฺโถ.3แปลว่า ค�ำว่า ยอดเยี่ยม (อนุตฺตรํ) คือ เว้นจากธรรมอันสูงสุดอธิบายว่า สูงสุดในโลก๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๙๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๘๓ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๒


29 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒) บทขยาย ๒-๓ บท นิยมแปลว่า “ได้แก่” ตัวอย่างเช่น - สุวิหตนฺตราโยติ สุฏฺุ วิหตนฺตราโย.1แปลว่า ค�ำว่า ผู้ปลอดจากอันตราย (สุวิหตนฺตราโย) ได้แก่ ผู้ขจัดอันตรายได้แล้วอย่างดี- จริยาวิธานสหิโตติ ราคจริตาทีนํ สภาวาทิวิธาเนนสหิโต.2 แปลว่า ค�ำว่า ประกอบด้วยวิธีที่คล้อยตามจริยา (จริยาวิธานสหิโต) ได้แก่ ประกอบด้วยวิธีมีการพิจารณาสภาวะเป็นต้นส�ำหรับผู้มีราคจริตเป็นต้น- เภสชฺชมตฺตาติ อปฺปกํ เภสชฺชํ.3แปลว่า ค�ำว่า ยาถ่าย (เภสชฺชมตฺตา) ได้แก่ ยาประมาณเล็กน้อย๓) บทขยาย ๔ บทขึ้นไป นิยมแปลว่า “ความว่า” ตัวอย่างเช่น - ธมฺมนฺติ ยถานุสิฏฺํ ปฏิปชฺชมาเน อปายโต จ,สสารโต ํ จ อปตมาเน กตฺวา ธารยตีติ ธมฺโม.๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๗๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๑๓ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๘


30 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยแปลว่า ค�ำว่า พระธรรม (ธมฺมํ) ความว่า สภาพที่ชื่อว่าธรรมเพราะมีความหมายว่า ด�ำรงคนที่ปฏิบัติตามค�ำสั่งสอนไม่ให้ตกไปทางอบายและทางสงสาร- ทิฏฺโสีติ อิทานิ มยา สพฺพฺุ ตาณํ ปฏิวิชฺฌนฺเตนทิฏฺโ อสิ.1แปลว่า ค�ำว่า เราพบท่านแล้ว (ทิฏฺโสิ) ความว่า บัดนี้ เราตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณได้พบท่านแล้ว- อตฺตตฺถปรตฺถาทิเภเทติ โย ตํ สุตฺตํ สชฺฌายติสุณาติ วาเจติ จินฺเตติ เทเสติ จ, สุตฺเตนสงฺคหิโต สีลาทิอตฺโถ ตสฺสาปิ โหติ, เตน ปรสฺสสาเธตพฺพโต ปรสฺสาปิ โหตีติ ตทุภยํ ตํ สุตฺตํ สูเจติ ทีเปติ.2แปลว่า ค�ำว่า มีประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นเป็นต้น (อตฺตตฺถปรตฺถาทิเภเท) ความว่า ผู้ใดสาธยาย คือ ฟัง กล่าว คิดและแสดงพระสูตรนั้น ประโยชน์มีศีลเป็นต้น ที่พระเถระรวบรวมไว้แล้วด้วยพระสูตรนั้นย่อมมีแม้แก่ผู้นั้น ด้วยเหตุนั้นประโยชน์มีศีลเป็นต้นก็ย่อมมีแม้แก่ผู้อื่นได้ เพราะท�ำผู้อื่นให้ยินดี เพราะเหตุนั้น พระสูตรนั้นจึงบ่ง คือแสดงประโยชน์ทั้ง ๒ ประการนั้น๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๓๐๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๓๑


31 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๔) บทขยาย ที่อธิบายบทตั้งที่เป็นกิริยาอาขยาต หรือกิริยากิตก์ นิยมแปลว่า “แปลว่า” ตัวอย่างเช่น - วนฺเทติ ปณมามิ โถเมมิ วา1 แปลว่า ค�ำว่า ขอกราบไหว้ (วนฺเท) แปลว่า ขอนอบน้อม หรือชมเชย- อุปคโตติ ปตฺโต2แปลว่า คำว่า เข้าถึง (อุปคโต) แปลว่า บรรลุ- ปสวตีติ ผลติ.3แปลว่า ค�ำว่า เผล็ดผล (ปสวติ) แปลว่า ย่อมออกผล๕) บทขยาย ที่อธิบายบทตั้งที่เป็นนิบาต อุปสัค และวิภัตติ เป็นต้น นิยมแปลว่า “เป็น” ตัวอย่างเช่น- “อพฺภุคฺคโต”ติ เอตฺถ อภีติ อุปสคฺโค อิตฺถมฺภูตาขฺยานตฺถโชตโก.4แปลว่า ศัพท์ว่า อภิ ในค�ำว่า อพฺภุคฺคโต นี้ เป็นอุปสรรค ส่องเนื้อความที่บอกว่ามีอยู่อย่างนี้๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๒๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๒๓ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๓๓๔ ที.สี.ฏีกา. (บาลี) -/๑๕๗/๒๖๒


32 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย- ยถาติ โอปมฺมตฺเถ นิปาโต.1แปลว่า ศัพท์ว่า ยถา เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่าเปรียบเทียบ- ชมฺพุทีปสฺสาติ กรเณ สามิวจนํ.2แปลว่า ค�ำว่า ชมฺพุทีปสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ๖) บทขยาย ที่อธิบายบทตั้งที่เป็นสนธิ นิยมแปลว่า “ตัดบทเป็น” ตัวอย่างเช่น - มุทุกา โข ตฺยายนฺติ มุทุกา โข เต อยํ.3แปลว่า ค�ำว่า มุทุกา โข ตฺยายํ ตัดบทเป็น มุทุกา โข เต อยํ- ตตฺถ ยมฺปิ ตฺยาหนฺติ ยมฺปิ เต อหํ.4แปลว่า บรรดาค�ำเหล่านั้น ค�ำว่า ยมฺปิ ตฺยาหํ ตัดบทเป็น ยมฺปิเต อหํ - ตฺยาหนฺติ เต อหํ.5แปลว่า ค�ำว่า ตฺยาหํ ตัดบทเป็น เต อหํ๑ ที.สี.ฏีกา. (บาลี) -/๑๑/๔๑๒ ที.สี.ฏีกา. (บาลี) -/๖/๗๔๓ สารตฺถ.ฏีกา (บาลี) ๑/-/๔๓๔ วินย.ฏีกา (บาลี) ๒/๕/๒๗๕๕ ที.ม.ฏีกา (บาลี) -/๓๓/๔๑


33 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๒.๓ การแปลบทไขบทไข คือ การอธิบายความหมายของศัพท์ที่มาในคัมภีร์ชั้นต้น ไปหาศัพท์ที่ไม่ได้มาในคัมภีร์ชั้นต้น ซึ่งเป็นไวพจน์ของกันและกัน อันจะท�ำให้เข้าใจความหมายของศัพท์นั้น ๆ มากยิ่งขึ้น มีวิธีการแปลบทไขดังนี้๑) นิยมแปลไขครั้งแรก แปลว่า “คือ” ตัวอย่างเช่น - อเสฏฺจริยนฺติ อเสฏฺานํ หีนานํ.1 แปลว่า ค�ำว่า ความประพฤติไม่ประเสริฐ (อเสฏฺจริยํ) ได้แก่ความประพฤติของบุคคลผู้ไม่ประเสริฐสุด คือ ผู้เลวทราม- สทฺธา อยติ ปวตฺตติ เอตฺถาติ สทฺธาโย, สทฺธาโยเอว สทฺธายิโกแปลว่า ศรัทธาด�ำเนินไป คือ เป็นไปในผู้นี้ เพราะเหตุนั้น ผู้นี้จึงชื่อว่ามีศรัทธาเป็นไป (สัทธายะ) ผู้มีศรัทธาเป็นไปนั่นเองชื่อว่าผู้น่าศรัทธา (สัทธายิกะ)๒) นิยมแปลไขครั้งที่ ๒ แปลว่า “ได้แก่” ตัวอย่างเช่น - อเสฏฺํ วา ลามกํ นิหีนํ วุตฺตึ, เมถุนนฺติ อตฺโถ.2แปลว่า อีกอย่างหนึ่ง ความประพฤติที่ไม่ประเสริฐสุด คือ ลามก๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๘/๑๔๒๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๘/๑๔๒


34 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยได้แก่ เลวทราม อธิบายว่า เมถุน- เยน สมฺผํ ปลปตีติ เยน ปลาปสงฺขาเตนนิรตฺถกวจเนน สุขํ หิตฺ จ ผลติ วิทรติ วินาเสตีติ“สมฺผนฺ”ติ ลทฺธนามํ อตฺตโน ปเรสฺ จ อนุปการกํ ยํ กิฺ จิ ปลปติ.1แปลว่า ค�ำว่า เป็นเหตุให้เจรจาเพ้อเจ้อ (เยน สมฺผํ ปลปติ)ความว่า เป็นเหตุให้เจรจาค�ำใดค�ำหนึ่งอันไม่เป็นอุปการะแก่ตนและแก่ชนเหล่าอื่น อันได้ชื่อว่า “เพ้อเจ้อ” เพราะมีความหมายว่า ผลาญ คือ ท�ำลาย ได้แก่ ท�ำความสุขและความเกื้อกูลให้พินาศ ด้วยค�ำที่ไร้ประโยชน์ กล่าวคือการพูดเหลวไหล๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๙/๑๔๕


35 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๒.๔ การแปลบทอธิบายความบทอธิบายความ คือ บทที่อธิบายบทตั้งและบทขยายต่อไปอีก มักมีค�ำว่า อตฺโถ, อธิปาโย, หรือ วุตฺตํ โหติ มาเป็นตัวเปิดบทขยาย นิยมแปลว่า “มีอธิบายว่า, มีค�ำที่ท่านอธิบายไว้ว่า, มีค�ำที่ท่านกล่าวไว้ว่า หรือมีค�ำที่ท่านแก้ไว้ว่า” ตัวอย่างเช่น- สนฺติปฏิสฺสวกมฺมนฺติ เทวตายาจนาย ยา สนฺติปฏิกตฺตพฺพา, ตสฺสา ปฏิฺาปฏิสฺสวกมฺมกรณํ,สนฺติยา อายาจนปฺปโยโคติ อตฺโถ.1แปลว่า ค�ำว่า ทำพิธีบนบานและสัญญาว่าจะแก้บน (สนฺติ-ปฏิสฺสวกมฺมํ) ได้แก่ การกระท�ำพิธีกรรม คือการให้สัญญาและการแก้บน เพื่อการบนบานที่ตนต้องท�ำคืนด้วยการอ้อนวอนขอเทวดา อธิบายว่า การประกอบการอ้อนวอนขอเพื่อการบนบาน- อิธาติ อิมิสฺสา อฏฺกถายํ. น วิจารยิสฺสามิ,ปุนรุตฺติภาวโตติ อธิปฺปาโย.2แปลว่า ค�ำว่า ใน...นี้ (อิธ) ได้แก่ ในอรรถกถานี้ มีอธิบายว่าข้าพเจ้าจะไม่เขียนไว้อีก เพราะเป็นการกล่าวซ�้ำซ้อน๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๒๗/๑๕๙๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๑


36 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย- ยฺ จาหนฺติ เอตฺถ ยนฺติ ยสฺมา, เยน การเณนาติวุตฺตํ โหติ.1แปลว่า ค�ำว่า ยํ ในค�ำนี้ว่า ยญฺจาหํ ได้แก่ ยสฺมา มีค�ำอธิบายว่าเพราะเหตุใด๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๖


37 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๒.๕ การแปลบทวิเคราะห์บทวิเคราะห์ คือ การน�ำค�ำศัพท์ในคัมภีร์ชั้นต้น มาอธิบายโดยการตั้งวิเคราะห์ ตามหลักไวยากรณ์ เพื่อให้ความหมายที่ชัดเจน กรณีที่ไม่มีข้อความระบุชัดเจน ผู้แปลจะต้องใช้ดุลพินิจว่าเป็นบทวิเคราะห์หรือไม่ หากเป็นบทวิเคราะห์ อยํ วิคฺคโห โหติ หรือ อยํ วิคฺคโหเวทิตพฺโพ เข้ามา นิยมแปลว่า “มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ หรือ บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ดังต่อไปนี้” ตัวอย่างเช่น - ตตฺถ (อยํ วิคฺคโห โหติ) กิรตีติ กรุณา, ปรทุกฺขํ วิกฺขิปติ, อปเนตีติ อตฺโถ.1แปลว่า ในค�ำว่า กรุณาสีตลหทยํ นั้น มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ธรรมชาติ ชื่อว่ากรุณา เพราะมีความหมายว่า ถ่ายถอนอธิบายว่า ก�ำจัด คือ ปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์อื่นให้หมดไป- สุตฺตนิกฺเขปาติอาทีสุ (อยํ วิคฺคโห โหติ) นิกฺขิปนํ นิกฺเขโป, สุตฺตสฺส นิกฺเขโป สุตฺตสฺส กถนํ สุตฺตนิกฺเขโป, สุตฺตเทสนาติ อตฺโถ.2แปลว่า ในค�ำว่า สุตฺตนิกฺเขปา เป็นต้น มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ การยกขึ้นแสดง ชื่อว่านิกเขปะ การยกขึ้นแสดงพระสูตร คือการกล่าวพระสูตร ชื่อว่าสุตตนิกเขปะ อธิบายว่า สุตตเทศนา๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๕/๖๙


38 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยข้อสังเกต: การแปลรูปวิเคราะห์ สามารถแปลได้เป็น ๒ แบบ คือ ๑) แปลออก นิยมแปลจากรูปวิเคราะห์ออกไปหารูปสำเร็จ นิยมแปล อิติ-ศัพท์ว่า “เหตุนั้น” เสมอ ตัวอย่างเช่น - กรุณาย สีตลํ หทยมสฺสาติ กรุณาสีตลหทโย.1แปลว่า พระหฤทัยที่มีความเยือกเย็นด้วยกรุณาของพระสุคตนั้น มีอยู่ เหตุนั้น พระสุคตนั้น จึงทรงพระนามว่า มีพระหฤทัยเยือกเย็นด้วยพระกรุณา (กรุณาสีตลหทโย)๒) แปลเข้า นิยมแปลจากรูปสำเร็จไปหารูปวิเคราะห์ โดยเพิ่มคำว่า “วิคฺคเหน” มาเปิด อิติ-ศัพท์ นิยมแปลว่า “เพราะมีความหมายว่า, เพราะวิเคราะห์ว่า, หรือเพราะว่า”ตัวอย่างเช่น- ปชานาตีติ ปฺา, ยถาสภาวํ ปกาเรหิ ปฏิวิชฺฌตีติอตฺโถ.2แปลว่า ธรรมชาติ ชื่อว่าปัญญา เพราะมีความหมายว่า รู้ทั่วถึงอธิบายว่า แทงตลอดสภาวะตามความเป็นจริงโดยประการต่าง ๆ๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๓๒ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๔


39 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๒.๖ การแปลบทวินิจฉัย บทวินิจฉัย คือ ข้อความที่เจาะจงลงไปว่า ค�ำบาลีนั้น มีบริบทอย่างไร อาจมีตัวอย่างประกอบในการวินิจฉัยค�ำบาลีนั้น ๆ ด้วย บางครั้งก็มีบทว่า วินิจฺฉโย มาก�ำกับบทนั้น ๆ หากไม่มี ผู้แปลจะต้องใช้ดุลพินิจว่า ข้อความนั้นเป็นการอธิบายความปกติ หรือเป็นบทวินิจฉัย หากเป็นบทวินิจฉัย จะต้องเพิ่มบทว่า อยํ วินิจฺฉโย โหติ หรือ อยํ วินิจฺฉโยเวทิตพฺโพ เข้ามา นิยมแปลว่า “มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ หรือ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้” ตัวอย่างเช่น- วิตฺถาเรตพฺพนฺติ เอตฺถาปิ (อยํ วินฺจฉโย โหติ)“สตฺถา ติฏฺติ, นิมฺมิโต จงฺกมติ วา นิสีทติ วาเสยฺยํ วา กปฺเปตี”ติอาทินา จตูสุ อิริยาปเถสุเอเกกมูลกา สตฺถุวเสน จตฺตาโร, นิมฺมิตวเสนจตฺตาโรติ สพฺเพว อฏฺ วาเร วิตฺถาเรตพฺพํ.1แปลว่า แม้ในค�ำนี้ว่า พึงให้พิสดาร (วิตฺถาเรตพฺพํ) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ว่า บัณฑิตพึงให้พิสดารทั้งหมด ๘ วาระเลยทีเดียว คือด้วยอ�ำนาจพระศาสดา ๔ วาระ ด้วยอ�ำนาจพระศาสดาที่ทรงเนรมิต ๔ วาระ มีมูลแต่ละมูลใน ๔อิริยาบถ โดยนัยเป็นต้นว่า “พระศาสดาประทับยืน พระศาสดาที่ทรงเนรมิต ย่อมจงกรมบ้าง ประทับนั่งบ้าง ส�ำเร็จสีหไสยาสน์บ้าง”๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๗/๗๘


40 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย- อวิชฺชาย สงฺขารานํ ปจฺจยฏฺโติ เอตฺถาปิ (อยํ วินิจฺฉโย เวทิตพฺโพ) น อวิชฺชา สงฺขารานํ ปจฺจโยน โหติ, น จ อวิชฺชํ วินา สงฺขารา อุปฺปชฺชนฺติ.ยา ยา อวิชฺชา เยสํ เยสํ สงฺขารานํ ยถา ยถาปจฺจโย โหติ, อยํ อวิชฺชาย สงฺขารานํ ปจฺจยฏฺโ,ปจฺจยภาโวติ อตฺโถ.1แปลว่า แม้ในค�ำนี้ว่า การเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลายเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย (อวิชฺชาย สงฺขารานํ ปจฺจยฏฺโฐ)พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อวิชชาไม่เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายก็หามิได้ และเว้นอวิชชาเสียแล้ว สังขารทั้งหลายก็เกิดขึ้นไม่ได้ อธิบายว่า มีอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย โดยประการที่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารเป็นความหมาย คือ ภาวะที่อวิชชานี้เป็นปัจจัย๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/๗/๑๓๑


41 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร๒.๒.๗ การแปลข้อมูลอ้างอิงข้อมูลอ้างอิง คือ แหล่งข้อมูลที่พระฎีกาจารย์ได้น�ำมาจากที่ต่าง ๆรวมทั้งมติของพระเถระที่มีความเห็นต่างๆ ในบริบทนั้น มาอ้างอิงไว้ในการแต่งคัมภีร์ของท่าน ข้อสังเกตในการแปลข้อมูลอ้างอิงนั้น คือ มีการระบุแหลงที่มา หรือมีการอ้างอิงมาประกอบในข้อความนั้น ๆ ด้วย มักประกอบด้วยบาลีว่า“วุตฺตญฺเหตํ เตน วุตฺตํ” เป็นต้น นิยมแปลว่า “สมจริงดัง.... ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว...” ตัวอย่างเช่น - จิรฏฺิตตฺถนฺติ จิรฏฺิติอตฺถ,ํ จิรกาลฏฺิติยาติ อตฺโถ.อิทฺ หิ อตฺถปฺปกาสนํ อวิปรีตพฺยฺ ชนสุนิกฺเขปสฺสอตฺถสุนยสฺส จ อุปายภาวโต สทฺธมฺมสฺส จิรฏฺิติยาสวตฺตติ. ํ วุตฺตฺ เหต ํภควตา –“เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สทฺธมฺมสฺส ิติยาอสมฺโมสาย อนนฺตรธานาย สวตฺตนฺติ. ํ กตเม เทฺวสุนิกฺขตฺตฺ จ ปทพฺยฺ ชนํ, อตฺโถ จ สุนีโต”ติ.1แปลว่า ค�ำว่า เพื่อความตั้งมั่นตลอดกาลนาน (จิรฏฺตตฺถํ) ได้แก่มีความด�ำรงอยู่นาน เป็นเป้าหมาย อธิบายว่า เพื่อความด�ำรงมั่นสิ้นกาลนาน เพราะว่า การประกาศเนื้อความนี้๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๒๐


42 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยย่อมเป็นไปเพื่อความด�ำรงอยู่สิ้นกาลนานแห่งพระสัทธรรมโดยเป็นอุบายแห่งการสืบทอดพยัญชนะอันไม่ผิดเพี้ยนไว้อย่างดี และแห่งการสืบทอดขยายอรรถอย่างดี สมจริงดังพระด�ำรัสนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า:-“ธรรม ๒ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความด�ำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม ธรรม ๒ ประการอะไรบ้าง คือ ๑. บทพยัญชนะที่สืบทอดกันมาดี ๒.อรรถที่สืบทอดขยายความดี”- จิตฺตีกตาทิภาโว วา รตนฏฺโ. วุตฺตฺ เหตํ – “จิตฺตีกตํ มหคฺฆฺ จ, อตุลํ ทุลฺลภทสฺสนํ; อโนมสตฺตปริโภคํ, รตนํ เตน วุจฺจตี”ติ.1แปลว่า อีกประการหนึ่ง ภาวะคือความเป็นผู้ท�ำความย�ำเกรงเป็นต้น ชื่อว่าเป็นความหมายของรัตนะ สมจริงดังค�ำนี้ที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า:-“วัตถุใดท�ำให้เกิดความย�ำเกรง มีค่ามากชั่งไม่ได้หาดูได้ยาก เป็นของใช้ของสัตว์ผู้ไม่ต�่ำทราม” ด้วยเหตุนั้นวัตถุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า แก้ว” ๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๑๗


43 สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา มจร- อชฺฌาสโย อาสโยว อตฺถโต ทิฏฺิ, าณฺ จ.วุตฺตฺ เจตํ “สสฺสตุจฺเฉททิฏฺิ จ, ขนฺติ เจวานุโลมิเก; ยถาภูตฺ จ ยํ าณํ, เอตํ อาสยสทฺทิตนฺ”ติ.1แปลว่า อาสยะนั่นเอง ชื่อว่าอัธยาศัย เมื่อว่าโดยความหมาย ได้แก่ทิฏฐิและญาณ สมจริงดังค�ำนี้ที่พระฎีกาจารย์กล่าวไว้ว่า:-“ธรรมชาต ๔ ประการนี้ คือ (๑) สัสสตทิฏฐิ(๒) อุจเฉททิฏฐิ (๓) อนุโลมิกขันติญาณ และ (๔) ยถาภูตญาณ เรียกว่า อาสยะ”๑ ที.สี.ฏีกา (บาลี) -/-/๓๔


44 คู่มือการแปลคัมภีร์ฎีกาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย


Click to View FlipBook Version