The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

6011011030004
นายนิติพัทธ์ สถาปิตานนท์
โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paruenatsang, 2022-02-22 06:39:08

นิติพัทธ์ สถาปิตานนท์

6011011030004
นายนิติพัทธ์ สถาปิตานนท์
โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

24

จากความหมายของชดุ ฝกสรปุ ไดวา ชุดฝกเปนการออกแบบใหผเู รยี นโดยใชส่ือประกอบการสอน หรือ
เปนกจิ กรรมที่ชวยเสริมทกั ษะตางๆไดดขี น้ึ ใหผเู รียนไดกระทำดวยตนเอง เพือ่ ฝกฝนเน้ือหาตาง ๆ ท่ีไดเรยี นไป
แลวไดเขาใจดขี ึ้น และเกดิ ความชำนาญ จนสามารถทำและนำไปใชไดโดยอัตโนมัติหลงั จากท่ีไดเรียนบทเรยี น
แลว ทั้งในการแกปญหาระหวางเรยี นและในสถานการณอ่ืน ๆ ในชวี ติ ประจำวันได

2.4.2 ความสำคัญของชดุ ฝกทักษะ
การท่ีครูจะชวยใหนกั เรียนมีทกั ษะในการวาดใบหนาพระและนางแลวนน้ั นอกจากการจัดกจิ กรรมการ
เรยี นทีเ่ หมาะสมแลว ก็ควรสรางชุดฝกเพือ่ ชวยเหลอื และแกไขปญหาในการวาด ชุดฝกจึงมคี วามสำคญั ตอ การ
เรียนการสอนอยางมาก ดังนั้นจึงไดกลาวความสำคญั ของชุดฝกทักษะไวดังน้ี
จริ พันธ จันจินะ (2548 : หนา 33) ไดสรปุ ความสำคญั ของชดุ ฝกไววา ชดุ ฝกเปนสือ่ การสอนท่สี รางขึ้น
เพ่อื ฝกทักษะ เปนการทบทวนความเขาใจในเร่อื งทีไ่ ดเรยี นไปแลว ครสู วนมากใชชดุ ฝกหดั ในหนังสอื เรียน แต
หนังสือเรียนอาจมีชดุ ฝกไมเพยี งพอ หรอื ไมมีเลย จงึ เปนหนาท่ีของครูผสู อนท่ีจะตองสรางชดุ ฝกใหเหมาะสม
กบั เรอ่ื งทสี่ อน เพ่ือใหนักเรียนเกิดทกั ษะและความเขาใจมากข้นึ โดยมคี วามชำนาญ แมนยำในเน้อื หาสาระใน
บทเรียนนั้นๆ
ทศพร ตาดสวุ รรณ (2550 : หนา 38) กลาวถงึ ความสำคัญของชุดฝกหดั วา ชดุ ฝกที่ครูนำมาเปน
เคร่ืองมอื ในการสอนจะชวยพัฒนาทกั ษะตางๆ ใหดียง่ิ ขึน้ ชวยเหลือใหนักเรียนไดเขยี นคำศพั ทไดถูกตอง
วมิ ลรัตน สุนทรโรจน (2551 : หนา 111) ไดกลาวถึงความสำคญั ของชุดฝกหดั วา ชดุ ฝกเปนวธิ กี าร
สอนทส่ี นุกอีกวิธีหนึง่ คือ การใหนกั เรียนไดทำชดุ ฝกหัดมากๆ ส่ิงทจ่ี ะชวยใหพฒั นาการเรยี นรใู นเนอ้ื หาวชิ าไดดี
ขน้ึ คือชุดฝกเพราะนกั เรยี นมโี อกาสนำ ความรทู เ่ี รียนมาแลวมาฝกใหเกดิ ความเขาใจกวางขวางย่ิงขึน้
ความสำคญั ของชดุ ฝก ที่นักการศกึ ษาตางๆ ไดกลาวไวพอสรุปไดวา ชดุ ฝกเสริมทักษะมีความจำเปนตอ
กิจกรรม การเรียนการสอน เปนส่อื และอุปกรณอยางหน่ึงในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ซึง่ ครสู ามารถ
นำไปประกอบการเรียนการสอนไดเปนอยางดี เน่อื งจากชดุ ฝกจะชวยให นักเรียนเขาใจบทเรยี น ไดพัฒนา
ทักษะดานตาง ๆ ดงั น้ันชดุ ฝกทักษะคณิตศาสตร จึงมีความสำคญั ตอการเรยี นรูของนกั เรียน ทำใหนกั เรยี น
เรียนรูไดดีย่งิ ขน้ึ
สมชัย ไชยกลุ (2526 : 31) ไดกลาววาชุดฝกทักษะมีความสาํ คญั ตอการสอนวชิ าคอมพวิ เตอร มาก
เพราะการทําสิง่ ใดท่จี องการใหเกดิ ความชํานาญก็ตองทําส่งิ นัน้ ใหบอยครง้ั การเรียน คอมพิวเตอรก็เชนกัน ส่ิงท่ี
ชวยใหทักษะคอมพวิ เตอรดขี ้ึนกค็ อื ชุดฝกทักษะ

25

2.4.3 ทฤษฎแี ละแนวคดิ ในการสรางชุดฝกทกั ษะ
การสรางชุดฝกใหมีประสทิ ธิภาพ สำหรบั นำไปใชในการจัดการเรยี น การสอนส่ิงท่ผี สู รางตองคำนงึ ถงึ
คอื หลักจติ วิทยาที่นำมาใชในการสรางชุดฝกใหมี ความเหมาะสมกบั ความสนใจและความสามารถของผูเรียน
ตลอดจนความแตกตางระหวางบคุ คล ซง่ึ มีผวู จิ ยั ไดกลาวถงึ หลักจติ วทิ ยาท่ีนำมาใชในการสรางชุดฝก ดังน้ี
กศุ ยา แสงเดช (2545 : หนา 13) ไดกลาวถงึ หลักการสรางชุดฝกไววา
1. ระลกึ อยเู สมอวาผเู รยี นตองศึกษาเนือ้ หากอนใชชุดฝก
2. ในแตละชดุ ฝกอาจมเี นือ้ หาสรปุ ยอหรอื หลกั เกณฑใหผเู รยี นไดศึกษาทบทวนกอน
3. ควรสรางชดุ ฝกใหครอบคลมุ เนื้อหาและจุดประสงคท่ีตองการ ไมยาก งายจนเกนิ ไป
4. คำนงึ ถึงหลักจิตวิทยาการเรยี นรูของนกั เรยี น ใหเหมาะสมกับวุฒภิ าวะและความแตกตางของ

ผเู รียน
5. ควรศึกษาแนวทางการสรางชดุ ฝกใหเขาใจกอนการสรางชุดฝก อาจนำหลักการของคนอื่น

นำทฤษฏีการเรยี นรขู องนกั การศกึ ษาหรือนกั จิตวทิ ยามาประยกุ ตใชเหมาะสมกบั เนื้อหา
6. ใชหลักการเรยี นรู เชน นักเรียนตองเขาใจเปาหมายท่ีฝก
7. การฝกหดั ตองทำโดยจำเพาะเจาะจงเฉพาะอยาง ถามแี บบจะทำไดงาย
8. ไมควรใชเวลานานเกินไปจนนาเบื่อ ควรใชเกมหรอื อุปกรณชวย
9. วธิ ีฝกนักเรยี นควรใชวิธีทเี่ ปนระเบยี บ รวดเรว็ ยนยอ ครูควรตื่นตัว ฉบั ไว กระตนุ ใหนกั เรียนพรอม

ที่จะทำตามขจดั สง่ิ ท่ีลาชาตาง ๆ
10. ระดับความยากงายตองเหมาะสมกบั นกั เรยี น
11. เวลาทีใ่ ชในการฝกหดั ระยะแรก ๆ ควรสนั้ ๆ แลวคอยขยายเวลาใหมากขนึ้
12. ตองมีการฝกหัดเปนรายบุคคลหรือเฉพาะกลุม เพราะแตละคนมีจดุ ออนตางกนั
13. ควรใหนักเรยี นทราบความกาวหนาในการทำชุดฝกหดั ซ่ึงจะเปนการจงู ใจที่ดีเมื่อนักเรียนฝกหดั

แลวตองนำไปใชแลวตดิ ตามผล
วงเดอื น แสงผงึ้ (2548 : หนา 57-58) ไดกลาววา หลักจิตวทิ ยาทคี่ วรนำมาใชในการสรางชดุ ฝกทกั ษะ
คือ ทฤษฎีการเรียนรู ไดแก
1. หลักการใกลชิด (Contiguity) คือการใชสิง่ เราและการตอบสนอง ทเ่ี กิดข้ึนในเวลาใกลเคียงกนั จะ
สรางความพึงพอใจแกนกั เรยี น
2. การฝก (Practice) คอื การใหผเู รยี นทำซำ้ ๆ เพ่ือชวยสรางความรู ความเขาใจท่ีแมนยำ
3. กฎแหงผล (Law of effect) คอื การใหผูเรยี นไดทราบผลการทำงานของตนเองดวยการเฉลย
คำตอบให จะทำใหผเู รยี นไดทราบถงึ ความบกพรองเพ่ือปรบั ปรงุ แกไขและเปนการสรางความพอใจใหแก
ผูเรียน

26

4. การจงู ใจ (Motivation) คือการเรียงลำดับชุดฝกจากชดุ ฝกท่ีงาย ๆ และส้นั ไปสชู ดุ ฝกท่ียาวและ
ยาก ควรมภี าพประกอบและมีหลายรส หลายรปู แบบ

5. ความแตกตาง (Individual different) ครูควรคำนงึ อยเู สมอวานกั เรียน แตละคนมีความรู ความ
ถนัด ความสามารถ และความสนใจทางภาษาตางกัน ดังน้ันจึงไมควรคาดหวังท่ีจะใหนกั เรียนทกุ คนทำ
เหมอื นกันหมด แตกค็ วรพยายามจดั ระบบการ เรยี นการสอนและจัดกิจกรรมเพ่ือใหนกั เรียนไดเรียนรูเกิดความ
เจรญิ งอกงามใหมากทีส่ ุด เทาท่จี ะมากได

6. การเรียนรูโดยการฝกฝนตามกฎการเรยี นรู (Law of exercise) Thondike เก่ียวกับกฎแหงการ
ฝกหัด การเรยี นรูจะเกิดขึ้นไดดีตอเมอ่ื ใหมกี ารฝกฝนหรือกระทำซำ้ ๆ ถาผูเรยี นไดฝกฝนไดทำชดุ ฝกหัด ไดใช
ทักษะทางภาษามากเทาใด ก็จะชวยให มที ักษะดมี ากข้นึ เทานั้น

7. การสรางเสริมกำลงั ใจ (Reinforcement) การเสริมกำลังในทางบวก จะเปนส่ือชวยใหนักเรยี น
ทราบวาส่ิงทีต่ นแสดงออกไปนน้ั ถกู ตอง เม่ือนกั เรียนทราบวา ตนทำไดถกู ตองก็จะเกดิ ความภาคภูมิใจและ
พยายามทำกจิ กรรมตาง ๆ ใหดยี ิง่ ขึ้น

ชูจิตร วรเชษฐ (2548 : หนา 36) กลาวไววา ตองยึดหลักตามทฤษฎกี ารเรยี นรูทางจิตวิทยา ดังนี้
1. ความแตกตางระหวางบุคคล (Law of exercise) ตองคำนึงถงึ อยเู สมอวานกั เรยี นแตละคนมคี วามรู
ความถนัด ความสามารถ ความสนใจแตกตางกัน ในการสรางชุดฝกทกั ษะ จงึ ควรพิจารณาใหเหมาะสม ไมงาย
เกนิ ไปสำหรบั เด็กเกงและไมยากเกินไปสำหรับเด็กออน ในการสรางชดุ ฝกทักษะ ควรมีท้งั เปนรายกลมุ และ
รายบคุ คล การฝกเปนกลุมควรใหเด็กเกงคละกับเดก็ ออนเพื่อใหเดก็ เกงชวยเหลอื เด็กออน
2. การเรียนโดยการฝกฝน (Law of exercise) Thorndike ไดกลาวไววา การเรยี นจะเกดิ ข้นึ ไดอกี ก็
ตอเมอ่ื ไดมกี ารฝกฝนหรอื การกระทำซำ้ ๆ ฉะน้นั ในการสราง ชุดฝกทักษะจึงควรสรางเพือ่ ใหนกั เรียนไดฝกฝน
ในเรือ่ งหนง่ึ ๆ ซ้ำกันหลายครั้ง โดยชุดฝกทกั ษะมลี ักษณะหลายรูปแบบ เพือ่ ไมใหเกดิ ความเบื่อหนายอนั จะ
สงผลทำให
3. กฎแหงผล (Law of effect) เม่ือนกั เรยี นไดเรยี นไปแลว นักเรียนยอมตองการทราบผลการเรียน
ของตนเองวาเปนอยางไร เมื่อใหนักเรียนทำชุดฝกทกั ษะหรอื ใหทำงานใดๆ จงึ ควรเฉลยหรือตรวจเพ่อื ให
นกั เรยี นทราบผลโดยเร็ว ฉะน้ันชุดฝกทกั ษะที่สรางขึ้นควรมคี ำเฉลย เพ่ือใหนกั เรยี นสามารถทราบผล โดยเรว็
หรือนกั เรียนสามารถตรวจคำตอบไดเอง เพ่ือจะไดรูขอบกพรองตนเอง
4. แรงจูงใจ (Motivation) ในการจะสรางชุดฝกทกั ษะที่นาสนใจเพ่อื เปน การสรางแรงจงู ใจใหเด็ก
อยากทำ จงึ ควรจัดทำชุดฝกจากงายไปหายาก เพอ่ื เปดโอกาสให นกั เรียนพบกับความสำเรจ็ และอยากทท่ี ำ
ชุดฝกทักษะตอไป นอกจากนี้ชุดฝกทักษะควรเปนแบบสั้นๆ เพ่อื ไมใหนกั เรียนเบื่อหนาย ควรมีหลายรปู แบบไม
ซำ้ ซากอาจเปนรูปแบบของเกม กจิ กรรมในสถานการณตาง ๆ ทแี่ ปลกใหม นาสนใจและสนกุ สนานเหมาะสม
กับวัยและความตองการของเด็ก

27

กมล ชูกล่นิ (2550 : หนา 33-34) ไดศึกษาจติ วิทยาที่เก่ียวกบั การเรยี นการสอน ซง่ึ สามารถนำมาใช
ในการสรางชุดฝกทกั ษะไดดังตอไปน้ี

1. ความแตกตางระหวางบุคคล (Individual differential) ควรคำนึงถงึ เสมอวา นักเรยี นแตละคนมี
ความรคู วามถนดั ความสามารถและความสนใจแตกตางกัน ดงั น้ันในการสรางชดุ ฝกทักษะจึงควรพจิ ารณาถงึ
ความเหมาะสม คอื ไมงายเกนิ ไปสำหรบั เด็กเกงและไมยากเกนิ ไปสำหรบั เด็กออน เพือ่ ใหเดก็ เกงชวยเหลือเด็ก
ออน

2. การเรียนรูโดยการฝกฝน (Law of exercise) Thorndike กลาวไววา การเรยี นรูจะเกิดขนึ้ ไดดกี ็
ตอเมอื่ มีการฝกหดั หรอื กระทำซ้ำๆ ฉะน้ันในการสรางชดุ ฝกทักษะ จงึ ควรสรางเพื่อใหนกั เรียนไดฝกฝนในเร่อื ง
หน่งึ ๆ ซ้ำๆ กนั หลายครั้ง โดยชดุ ฝกทักษะมีหลายรูปแบบเพอ่ื ไมใหนกั เรียนเกิดความเบื่อหนายอันจะสงผลทำ
ความสนใจ ในการฝกลดลงและไมเกดิ การเรยี นรูเทาที่ควร

3. กฎแหงผล (Law of effect) คอื การใหนกั เรยี นทราบผลการเรียนของตน การเฉลยคำตอบให
นกั เรยี นทราบผลการทำงานไดอยางรวดเรว็ ซ่งึ เปนการสรางความพอใจใหแกนกั เรยี น

4. การจูงใจผเู รยี น (Motivation) ไดแก การเรยี งลำดบั จากงายไปหายากและเนือ้ เรอื่ งทนี่ ำมาสราง
เปนชดุ ฝก ควรมหี ลายรปู แบบและควรมีภาพประกอบ เพื่อเราความสนใจของนกั เรยี นมากขนึ้

Morry (ทศพร ตาดสวุ รรณ, 2550 : หนา 49 อางอิงมา จาก Morry, 1995 : หนา 168-169) ได
กลาวถงึ การเราความสนใจและสรางทศั นคติทีด่ ีตอการเขียนสะกดคำไว ดังนี้

1. เลอื กคำที่มปี ระโยชนจรงิ ๆ
2. เลือกเรียนเฉพาะคำทใี่ ชทดลอง แลวนกั เรียนเขียนสะกดผิด
3. สนบั สนุนใหมีนิสยั ทางการเรียนทดี่ แี ละมปี ระสทิ ธภิ าพ
4. แสดงใหนักเรยี นทราบวา เขาไดรบั ผลสำเร็จทางการเรียนและมีความกาวหนาเสมอ
5. เลอื กใชเนือ้ หาทน่ี าสนใจ
จากหลกั การจิตวทิ ยาท่ีนำมาใชในการสรางชดุ ฝกดงั กลาว สรปุ ไดวา การเขาใจจติ วิทยาในเร่ืองตาง ๆ
จะทำใหผูเรียนเกดิ การเรียนรูสงู สดุ ซึ่งประกอบดวย ความพรอม แรงจงู ใจและการฝกรวมทั้งหลกั ทฤษฎขี อง
ธอรนไดค (Throndike) คือ กฎแหงผล กฎแหงการฝกหัด กฎแหงความพอใจ และหลกั ทฤษฎขี องสกนิ เนอร
(Skinner) คือ การวางเงอื่ นไขและการเสริมแรง ซึ่งการสรางชดุ ฝกใหมีความนาสนใจเหมาะสมกบั วยั
ความสามารถและความถนดั ของนกั เรยี น เพือ่ ใหนกั เรียนมีความพอใจทีจ่ ะเรียนรูและประสบความสำเรจ็ ใน
การเรยี น

28

2.4.4 ลกั ษณะทด่ี ีของชุดฝก
กุศยา แสงเดช (2546 : หนา 6) ไดกลาววาเปนชุดฝกท่ีดี ควรมีลกั ษณะ ดังนี้
1. เก่ยี วของกบั เรือ่ งที่เรียนมาแลว
2. เหมาะสมกับระดับช้ันหรอื วัยของผเู รียน
3. มีคำช้ีแจงสนั้ ๆ เพือ่ ใหเขาใจงาย
4. ทีเ่ วลาทเ่ี หมาะสม
5. มีสง่ิ ทน่ี าสนใจและทาทายใหแสดงความสามารถ
6. ควรมีขอแนะนำการใช
7. มใี หเลือกตอบอยางจำกดั และตอบอยางเสรี
8. ถาเปนชุดฝกท่ตี องการใหผเู รียนไดศกึ ษาดวยตนเองชดุ ฝกหัดควรมีหลายรปู แบบ
9. ควรใชสำนวนภาษางายๆ ฝกใหคดิ และสนุกสนาน
คำรน ลอมในเมือง และรุงฟา ลอมในเมือง (2546 : หนา 1) ไดกลาวถึง ลกั ษณะของชุดฝกทดี่ วี า
ชุดฝกเปนวตั กรรมสวนหน่งึ ท่ีครูสรางขึ้น เพ่ือใหเดก็ ไดทำหลงั จากการเรียนการสอนเสร็จส้ินแลวเปนการชวย
ใหเดก็ เกดิ ความรู ความเขาใจ ความชำนาญและเกิดความคงทนในการเรียนรจู ึงควรมลี กั ษณะทีด่ ีประกอบดวย
1. มีจำนวนแบบในการทำหลากหลายและมากพอในการใหเด็กทำจนเกิดทกั ษะการเรยี นรู
2. ควรออกแบบไดนาสนใจเด็กอยากจะทำ เชน มีภาวการณตกี รอบใหสวยงาม
3. สอดคลองกบั เน้ือหาและกจิ กรรมการเรียนการสอน
4. ควรมลี ำดบั การเรยี นรูในการทำงานงายๆ ไปสูแบบยากขึ้น
5. คำนงึ ถงึ จิตวิทยาการเรียนรตู ามวัยของเด็ก
6. สนองความแตกตางระหวางบคุ คล โดยเด็กทเี่ รียนเกงควรมชี ุดฝกเสริมทกั ษะใหทำเพยี งพอ สวน
เด็กที่ไมเกง กพ็ อท่จี ะทำใหเด็กมีความรูความเขาใจพอทจ่ี ะผานเกณฑได
7. ชุดฝกไมควรสรางเพียงขอสอบอยางเดียว แตควรครอบคลุมถงึ ลกั ษณะของกิจกรรมสอดคลองอยู
ดวย
8. ชดุ ฝกควรเสรมิ สรางความคิดรเิ ร่ิมสรางสรรค ใหเดก็ ไดใชความคิดใหมากกวาการจดจำ
สุจินดา พัชรภิญโญ (2548 : หนา 57) ไดกลาวถงึ ลักษณะชดุ ฝกทดี่ ไี ววา ชดุ ฝกจะตองเรยี งลำดบั จาก
งายไปหายาก มคี ำสัง่ และคำอธบิ ายชัดเจน มเี นอื้ หารปู แบบท่ีนาสนใจซง่ึ จะตองอาศยั หลกั จิตวทิ ยา เพ่ือไมให
นักเรียนเบื่อหนายในการเรียนและนักเรยี นสามารถนำสิง่ ทเี่ รยี นไปใชประโยชนไดจริงในชวี ิตประจำวนั
Daccanay and Donald (ทศพร ตาดสุวรรณ,2550 : หนา 42 อางถงึ ใน Dacanay and Donald,
1963 : หนา 306) ไดกลาวถงึ ลกั ษณะของชดุ ฝกไวดังน้ี
1. บทเรยี นทกุ เรื่องควรใหนักเรยี นไดมีโอกาสฝกมากอนจะเรยี นในเรือ่ งตอไป

29

2. การฝกแตละคร้งั ควรฝกแบบเดยี ว
3. ฝกโครงสรางใหมกบั สิ่งทเี่ รียนมาแลว
4. สิ่งทฝ่ี กแตละคร้งั ควรเปนแบบส้ัน ๆ
5. ประโยคหรือเนื้อหาในชุดฝกควรเกี่ยวของกับชีวติ ประจำ
6. ชดุ ฝกควรใหนกั เรียนไดใชความคดิ ดวย
7. ชุดฝกควรมีหลายๆ แบบเพ่ือไมใหนกั เรยี นเกดิ ความเบื่อหนาย
8. การฝกควรฝกในสงิ่ ที่สามารถนำไปใชในชีวิตประจำวันได
กาญจนา แจงตรง (2550, หนา 29) กลาวถึงลักษณะชดุ ฝกทักษะทด่ี ีไววา ชุดฝกที่ดแี ละมี
ประสิทธิภาพชวยทำใหนกั เรยี นประสบผลสำเร็จในการฝกทักษะ เปรยี บเสมือนผูชวยคนสำคญั ทำใหครู
ประหยดั เวลาและแรงงาน ทำใหผเู รยี นพฒั นาตนเอง ตามความสามารถมคี วามมั่นใจในการเรยี น ชวยลดความ
ตงึ เครียดเกิดความสนุกสนานในขณะเรียน

วิมลรัตน สนุ ทรโรจน (2551, หนา 112) ลักษณะของชุดฝกทกั ษะชดุ ฝกทดี่ ี ประกอบดวยส่ิงตอไปนี้
1. เปนส่งิ ที่นักเรียนเรยี นมาแลว

2. เหมาะสมกับระดบั วัยหรอื ความสามารถของผูเรยี น

3. มีคำชแ้ี จงสน้ั ๆ ทีช่ วยใหนักเรียนเขาใจวธิ ีทำไดงาย

4. ใชเวลาท่ีเหมาะสม คือ ไมนานเกินไป

5. เปนส่ิงที่นาสนใจและทาทายใหนักเรียนไดแสดงความสามารถ

6. เปดโอกาสใหนักเรยี นเลือกตอบท้ังแบบตอบอยางจำกัดและตอบอยางเสรี

7. มีคำสัง่ หรอื ตัวอยางชดุ ฝกที่ไมยาวเกินไปและไมยากแกการเขาใจ

8. ควรมีหลายรูปแบบมคี วามหมายแกนักเรียนท่ีทำชุดฝก

9. ใชหลักจิตวิทยา

10. ใชสำนวนภาษาทีเ่ ขาใจงาย

11. ฝกใหคิดไดเรว็ และสนกุ สนาน

12. ปลุกความสนใจและเราใจ

13. เหมาะสมกบั วยั และความสามารถ

30

14. สามารถศกึ ษาดวยตนเองได

จากการศึกษาคนควาเอกสารขางตน สรปุ ไดวา ชดุ ฝกที่ดีน้ันจะตองนึกถึง องคประกอบหลาย ๆ ดาน

ใหมรี ปู แบบที่นาสนใจ ใชชุดฝกสน้ั ๆ ตามลำดบั ความยากงาย ตรงตามเนือ้ หาเหมาะสมกับวยั ความสามารถ
เวลา ความสนใจและสภาพปญหาของผเู รียน

2.4.5 หลักการสรางชดุ

หลักการสรางชุดฝก สง่ิ หน่ึงท่ีผูสรางตองคำนงึ ถงึ คอื หลกั จิตวิทยา เพอ่ื ใหสอดคลองกบั ความสนใจ จงู
ใจและความสามารถของเดก็ ความแตกตางระหวางบคุ คลตลอดจนพัฒนาการของเด็ก ซงึ่ มนี ักวิชาการไดกลาว
ไวหลายทาน ดงั น้ี

ขนษิ ฐา ทองแจม และคณะ (2548 : หนา 14) ไดกลาวไววา หลักในการสรางชดุ ฝกควรศึกษาปญหา
และตั้งจดุ ประสงคในการฝกทีแ่ นนอนวาจะฝกในดานใด มกี ารกำหนดเวลาที่เหมาะสม โดยคำนึงถงึ ความ
แตกตางหรอื ความสนใจของผฝู ก กจิ กรรมในการฝกควรเปนกิจกรรมส้ันๆ มีรปู แบบทีน่ าสนใจ ทาทาย
ความสามารถ ในการสรางชุดฝกควรมีการทดลองใชเพอื่ หาขอบกพรอง แลวนำมาแกไขกอนนำไปใชจริง

สุนรี ตั น บดสันเทยี ะ (2548 : หนา 47) สรุปวาการสรางชุดฝกตองคำนึงถงึ ความแตกตางระหวาง
บุคคล เรียงลำดบั จากงายไปหายาก ควรมหี ลายแบบ มีคำส่ังและคำชแี้ จงส้ันๆ รดั กุมเขาใจงายเปนชดุ ฝกส้ันๆ
งายๆ มีความเหมาะสมกบั วัยของผูเรียน และความสามารถของผูเรียน ทาทายใหนกั เรียนใชความสามารถ และ
ฝกดวยตนเอง ใชภาพประกอบเพอ่ื ดึงดูดความสนใจและยั่วยุใหตดิ ตาม มีการประเมินผลขณะฝกเพอ่ื ทราบ
ความกาวหนามคี วามคงทนและมีความหมาย

วงศเดอื น แสงผ้ึง (2548 : หนา 55) ไดเสนอหลักในการสรางชุดฝกไววา
1. ใชหลักการเรียนรู เชน นักเรียนตองเขาใจเปาหมายทฝี่ ก
2. การฝกหดั ตองทำโดยจำเพาะเจาะจงเฉพาะอยาง
3. ไมควรใชเวลานานเกินไปจนนาเบื่อ ควรใชเกมหรืออปุ กรณชวย
4. วธิ ีฝกนักเรียนควรใชวธิ ีท่เี ปนระเบยี บ รวดเรว็ ยนยอ ครูควรต่นื ตวั ฉับไว กระตุนใหนักเรียนพรอม
ทจ่ี ะทำตาม ขจดั สงิ่ ที่ลาชาตางๆ
5. ระดับความยากงายตองเหมาะสมกบั นักเรียน
6. เวลาทใ่ี ชในการฝกหดั ระยะแรกๆ ควรสัน้ ๆ แลวคอยขยายเวลาใหมากขน้ึ
7. ตองมีการฝกหัดเปนรายบคุ คล หรือเฉพาะกลุม เพราะแตละคนมีจุดออนตางกัน
8. ควรใหนกั เรียนทราบความกาวหนาในการทำชดุ ฝกหัดซงึ่ จะเปนการจูงใจทด่ี ี

31

9. เมือ่ นกั เรยี นฝกหัดแลวตองนำไปใชแลวติดตามผล

2.4.6 ประโยชนของชุดฝกทกั ษะ
นลิ าภรณ ธรรมวิเศษ (2546 : หนา 13) กลาวถึงประโยชนของชดุ ฝกไววา ชดุ ฝกทีด่ ีและมี
ประสิทธิภาพ ชวยทำใหนักเรยี นประสบผลสำเร็จในการฝกทักษะ ทางภาษา โดยเฉพาะการเขียนเปนอยางดี
ชดุ ฝกท่ดี ีเปรยี บเสมือนผชู วยที่สำคัญของครู ทำใหครลู ดภาระการสอนลงได ทำใหนักเรยี นสามารถพัฒนา
ตนเองไดอยางเตม็ ท่ี และเพิ่มความมั่นใจในการเรยี นไดเปนอยางดี
พรพรหม อัตตวฒั นากลุ (2547 : หนา 23) ไดกลาวถึงประโยชนของ ชดุ ฝกไววาชุดฝกทักษะเปน
เคร่ืองมอื จำเปนตอการฝกทกั ษะพฒั นาความสามารถในการ แกปญหาทางคณิตศาสตรของนักเรยี นและการฝก
แตละทักษะนั้นควรมหี ลายแบบเพ่อื นักเรียนจะไดไมเบอ่ื และนอกจากน้ชี ดุ ฝกทักษะยังมปี ระโยชนสำหรับครใู น
การสอนทำใหทราบพัฒนาการทางทกั ษะนน้ั ๆ ของเดก็ และเห็นขอบกพรองในการเรยี น เพอื่ จะไดแกไข
ปรับปรงุ ไดทันทวงที ชวยทำใหผูเรียนประสบผลสำเรจ็ ในการเรยี นไดดี
สุจนิ ดา พชั รภญิ โญ (2548 : หนา 56) ไดกลาวถงึ ประโยชนของชดุ ฝกไววา ชุดฝกมีความสำคญั และ
ประโยชนในการชวยสงเสรมิ ประสิทธภิ าพทางการเรยี นของนักเรียน และพฒั นาความชำนาญใหเกดิ แกผูเรยี น
ดวยจากประโยชนของชุดฝก สรปุ ไดวาชดุ ฝกมีความสำคัญและมปี ระโยชนท่ีจะชวยใหนักเรียนไดพฒั นา
ความสามารถของตนเอง อยางสมบูรณ
สุนรี ตั น บดสันเทยี ะ (2548 : หนา 42) สรุปวาชุดฝกทักษะมีประโยชนตอ นักเรยี นและครู ประโยชน
ทน่ี ักเรียนไดรบั ไดแก นกั เรียนจะไดรับประสบการณตรงจากการ ลงมอื ปฏบิ ตั ิดวยตนเอง ไดฝกทกั ษะอยางเต็ม
ความสามารถของแตละบุคคลทบทวนความรู ความเขาใจในบทเรยี นมากข้นึ ประโยชนตอครู คอื ชวยลดภาระ
ของครู ประหยดั เวลา แรงงานและคาใชจายชวยใหครูพบจุดเดนจดุ บกพรองเฉพาะดานของนกั เรียนแตละคน
เพอ่ื ครูจะไดนำไปปรบั ปรุงแกไขตอไป
วิมลรัตน สุนทรวโิ รจน (2551 : หนา 111) ไดกลาวถึงประโยชนของชดุ ฝกทกั ษะไวดังนี้
1. ทำใหนกั เรยี นเขาใจบทเรียนไดดยี ิง่ ขึน้
2. ทำใหครทู ราบความเขาใจของนักเรียนที่มีตอการเรียน
3. ครูไดแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนเพอ่ื ชวยใหนักเรียน เรยี นไดดีทส่ี ดุ ตามความสามรถ
ของตนเอง
4. ฝกใหนักเรยี นมคี วามเชอื่ มั่นและสามารถประเมินผลงานของตนเองได
5. ฝกใหนกั เรียนไดทำงานดวยตนเอง
6. ฝกใหนักเรียนมคี วามรบั ผิดชอบตองานท่ีไดรับมอบหมาย
7. คำนึงถงึ ความแตกตางระหวางบุคคล โดยเปดโอกาสใหนักเรียนได ฝกทักษะของตนเองโดยไมตอง
คำนงึ ถงึ เวลาหรือความกดดนั อื่นๆ

32

8. ชดุ ฝกทกั ษะชวยเสริมใหใชทักษะทางภาษาไดถูกตอง ลกั ษณะการฝกทจี่ ะชวยใหเกิดผลดังกลาว
ไดแก ฝกทนั ทีหลังจากเรยี นเน้ือหา ฝกซ้ำๆในเร่ืองท่เี รยี น

จากประโยชนและความสำคญั ของชุดฝกมคี วามจำเปนตอกิจกรรมการเรยี นการสอน จงึ ถือไดวาชดุ ฝก
เปนส่ือและอปุ กรณอยางหนง่ึ ของการจัดกิจกรรมการเรยี น การสอน ซึ่งครูสามารถนำไปประกอบการเรยี นการ
สอนไดเปนอยางดี ชุดฝกที่ดีนั้นตองชวยใหนกั เรียนเขาใจบทเรียนไดดยี ิ่งขึ้นและชวยเสริมสรางทักษะภาษาไทย
ใหคงทน ทำใหนักเรียนเห็นความกาวหนาของตนเอง รวมทั้งชวยใหครูทราบขอบกพรองของนกั เรยี น

จากท่กี ลาวมาขางตนสรุปไดวา หลักในการสรางชุดฝกหดั จะตองเรม่ิ ตนจากการศกึ ษาปญหาจาก
การศึกษาวเิ คราะหสภาพปญหาการเรียนการสอนตามปกติ ทค่ี รผู ูสอนไดดำเนนิ การอยแู ลวกลบั มาศกึ ษา
วิเคราะหเนื้อหาและตัวผูเรียนโดยละเอยี ด ถึงสภาพปญหาที่พบมสี าเหตุมาจากอะไร และยังมขี อบกพรองสวน
ใดบางทีจ่ ะตองใช หลกั การสอนอยางไร เมือ่ ไดขอมูลชดั เจนแลวจงึ นำมาศึกษารปู แบบการสรางชุดฝกทักษะ
ใหสัมพันธกบั ปญหาทีพ่ บและระดบั ความสามารถของผูเรียน และนำชดุ ฝกทีส่ รางเสร็จแลวนำไปใหผูเชีย่ วชาญ
ตรวจสอบความเท่ียงตรงของเนอ้ื หาแลวนำไปทดลองใช และปรับปรุงแกไขใหสมบรู ณ มปี ระสทิ ธิภาพตาม
เกณฑทีก่ ำหนด หลังจากนน้ั จึงนำไปใชจรงิ และเผยแพรได

33

บทที่ 3
ระเบยี บการวจิ ยั

การวิจยั เร่อื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุน
กระบอกวัดนายโรง สำหรบั ชมุ นมุ ศิลปะโรงเรยี นมัธยมวัดนายโรง ในครัง้ น้ผี ูวจิ ัยไดดำเนนิ ตามข้ันตอนดังน้ี

3.1 ประชากรและกลุมตัวอยาง
3.2 เคร่ืองมอื ท่ีใชในการวจิ ัย
3.3 การสรางเครื่องมอื ในการวิจยั
3.4 การเก็บรวบรวมขอมูล
3.5 การวิเคราะหขอมูล
3.6 สถติ ิที่ใชในการวเิ คราะหขอมูล

3.1 ประชากรและกลมุ ตัวอยาง
ประชากรทใ่ี ชในการศึกษาครง้ั น้ี คอื นักเรียนชุมนุมศลิ ปะโรงเรียนมธั ยมวัดนายโรง ภาคเรียนท่ี 2

ปการศกึ ษา 2564 จำนวน 32 คน
กลุมตวั อยางทใี่ ชในการวิจยั ไดแก นักเรยี นชุมนมุ ศลิ ปะ จำนวน 15 คน โรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง

โดยใชวิธเี ลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

3.2 เคร่อื งมือทใี่ ชในการวิจยั
ผวู จิ ัยไดดำเนินการสรางเครื่องมือ ตามขน้ั ตอนดงั ตอไปนี้
3.2.1 ชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนาหุนกระบอกวัด
นายโรง สำหรับชุมนมุ ศิลปะโรงเรยี นวัดนายโรง เพ่อื สงเสรมิ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและ
หนานาง
3.2.2 แบบประเมินทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหนุ
กระบอกวัดนายโรง สำหรับชมุ นุมศลิ ปะโรงเรียนวดั นายโรง

3.3 การสรางเครื่องมอื ในการวจิ ัย
3.3.1 ชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหนุ กระบอกวัด

นายโรง สำหรบั ชมุ นมุ ศิลปะโรงเรยี นวดั นายโรง เพื่อสงเสรมิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง
1. ศกึ ษาหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนมัธยมวัด

นายโรง วิชาชมุ นุมศิลปะ โดยศกึ ษาจากตวั ชว้ี ดั คำอธบิ ายรายวชิ า และโครงสรางรายวชิ า

34

2. ศกึ ษาลกั ษณะใบหนาพระและหนานาง หุนกระบอกวัดนายโรง

3. ศึกษาหลกั การข้ันตอนพ้ืนฐานวิธีการเขียนภาพใบหนาพระและหนานางของ อาจารยเศรษฐมนั ตร

กาณจนกุล จากหนังสอื ชดุ พระ นาง ยกั ษ ลงิ

4. ศกึ ษาและวิเคราะหเนอื้ หา วิชาชุมนมุ ศิลปะ นำมาสรางชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและ

หนานางแบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง เพอ่ื สงเสรมิ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระ

และหนานาง จำนวน 7 เรอ่ื ง รวมทงั้ หมด 7 ช่ัวโมง ไวดงั นี้

แบบฝกทักษะการเรียนรูที่ 1 วธิ กี ารวาดตา จำนวน 1 แผน 1 ชว่ั โมง

แบบฝกทักษะการเรยี นรทู ี่ 2 วิธีการวาดจมกู จำนวน 1 แผน 1 ชว่ั โมง

แบบฝกทักษะการเรยี นรทู ี่ 3 วิธกี ารวาดปาก จำนวน 1 แผน 1 ชวั่ โมง

แบบฝกทกั ษะการเรียนรทู ่ี 4 วิธกี ารวาดหู จำนวน 1 แผน 1 ช่วั โมง

แบบฝกทกั ษะการเรียนรทู ี่ 5 วิธีการวาดสัดสวนหนาพระดานตรง จำนวน 1 แผน 1 ชวั่ โมง

แบบฝกทกั ษะการเรียนรทู ี่ 6 วิธีการวาดสัดสวนหนานางดานตรง จำนวน 1 แผน 1 ช่ัวโมง

แบบทดสอบหลงั เรยี น เร่ือง วาดภาพใบหนาพระและหนานาง จำนวน 1 แผน 1 ชั่วโมง

5. นำชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวัด

นายโรง เพ่ือสงเสรมิ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ท่สี รางขน้ึ ใหอาจารยท่ีปรึกษาพิจารณเน้ือหา

และกจิ กรรมการเรยี นรูวามคี วามสอดคลองตามจุดประสงคการเรยี นรหู รือไม รวมถงึ ตรวจสอบความถูกตอง

ของเนอ้ื หาและกิจกรรมการเรียนรู เพอื่ ใหเกดิ การปรบั ปรุงแกไขตามคำแนะนำของอาจารยทีป่ รกึ ษา

6. นำชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวัด

นายโรง เพื่อสงเสริมทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง เสนอใหกับผูเช่ียวชาญ 3 ทาน เพอ่ื ตรวจสอบ

องคประกอบ ความถกู ตองในสวนตางๆ และความเทย่ี งตรงของเนื้อหา

ผศ.ดร ปฤณตั นัจนฤตย อาจารยทน่ี ิเทศก

มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

นางสาว พรรณธร โภคสุวรรณ คุณครพู ีเ่ ลย้ี ง

โรงเรยี นมธั ยมวดั นายโรง

นายชานนท คนประดิษฐ คุณครปู ระจำวิชาศลิ ปะ (ทัศนศลิ ป)

โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

จากน้ันนำขอมลู ทร่ี วบรวมจากความคิดเห็นของผูเชยี่ วชาญมาคำนวณหาคาดัชนีความ

สอดคลอง (IOC) โดยมีการใหคะแนนความคิดเห็นในการพจิ ารณา ดังนี้

+1 หมายถงึ แนใจวาชดุ แบบฝกนีม้ ีความสอดคลองกบั ตวั ชี้วัด

35

0 หมายถงึ ไมแนใจวาชดุ แบบฝกนีม้ ีความสอดคลองกบั ตวั ชี้วดั
-1 หมายถงึ แนใจวาชดุ แบบฝกนไ้ี มมีความสอดคลองกบั ตัวชีว้ ดั
ชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพืน้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวัด
นายโรง เพอ่ื สงเสริมทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง เกณฑคา IOC เทากับ 0.67-1.00
7. นำชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวัด
นายโรง เพ่อื สงเสริมทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ปรับปรงุ แกไขตามคำแนะนำของทุกฝาย และ
นำชดุ กจิ กรรมไปใชกบั กลุมตัวอยาง

3.3.2 แบบประเมินทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุน

กระบอกวัดนายโรง

1.ผูวิจยั ไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของและการสรางแบบประเมินทางศิลปะ โดยพิจารณา

คุณภาพของการปฏิบัติกิจกรรมศิลปะโดยเทยี บเปนคะแนน ดังน้ี

ชวงคะแนน ระดบั คุณภาพ

17-20 ดมี าก

13-16 ดี

9-12 พอใช

ตำ่ กวาหรือเทากับ 8 ควรปรบั ปรงุ

2. สรางแบบประเมนิ ทงั้ หมด 6 หวั ขอ โดยมเี กณฑประเมินดงั น้ี
-ตามีลักษณะโตคลายตากวาง
-จมูกมีลกั ษณะคลายปากนกแกว
-ปากกระจบั
-คว้ิ โกงเหมือนคันสร
-ใบหโู คงสวยงาม
-สัดสวนใบหนามคี วามเหมาะสมพอดี

ตารางท่ี 3.3.2 แบบเกณฑการประเมนิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบน
พืน้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรง

36

3. นำแบบประเมนิ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพนื้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวดั

นายโรง เสนอใหกบั ผเู ชยี่ วชาญ 3 ทาน เพ่ือตรวจสอบองคประกอบ ความถูกตองในสวนตางๆ และความ

เที่ยงตรงของเน้ือหา

ผศ.ดร ปฤณตั นัจนฤตย อาจารยท่ีนิเทศก

มหาวิทยาลัยสวนดุสติ

นางสาว พรรณธร โภคสุวรรณ คณุ ครูพเ่ี ลย้ี ง

โรงเรียนมัธยมวดั นายโรง

นายชานนท คนประดิษฐ คุณครปู ระจำวิชาศลิ ปะ (ทัศนศิลป)

โรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรง

จากน้ันนำขอมูลท่รี วบรวมจากความคดิ เห็นของผูเชย่ี วชาญมาคำนวณหาคาดชั นคี วามสอดคลอง

(IOC) โดยมีการใหคะแนนความคิดเหน็ ในการพิจารณา ดังนี้

+1 หมายถึง แนใจวาเกณฑการประเมินนสี้ อดคลองกบั ทกั ษะการวาดภาพ

ใบหนาพระและหนานาง

0 หมายถึง ไมแนใจวาเกณฑการประเมินนีส้ อดคลองกับทักษะการวาดภาพ

ใบหนาพระและหนานาง

-1 หมายถึง แนใจวาเกณฑการประเมินน้ีไมสอดคลองกบั ทักษะการวาดภาพ

ใบหนาพระและหนานาง

แบบประเมินทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานางมีเกณฑคา IOC เทากบั 0.67-1.00

37

4 นำแบบประเมนิ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนาหนุ
กระบอกวดั นายโรง ปรบั ปรุงแกไขตามคำแนะนำของทกุ ฝาย และนำไปใชประเมนิ นักเรียนกับกลมุ ตวั อยาง

3.4 การเก็บรวบรวมขอมลู
การวิจัยในคร้งั น้ี เปนการวจิ ัยเชงิ ทดลอง (Experiment Research) ในงานวิจยั การพัฒนาแบบฝก

วาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนุมศิลปะ
โรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรง ภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2564

3.4.1 ชีแ้ จงใหนกั เรียนทราบถึงวธิ ีการเรยี นรู วชิ าชมุ นมุ ศิลปะ โดยใชชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนา
พระและหนานางแบบแยกสวนบนพนื้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง
3.4.2 เร่มิ ใชชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพ้นื ฐานใบหนาหุน
กระบอกวัดนายโรง
3.4.3 ครผู สู อนประเมนิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพืน้ ฐานใบหนา
หุนกระบอกวัดนายโรง
3.4.4 รวบรวมขอมูลท้งั หมดนำไปประมวลผลเพือ่ แปลผลและวิเคราะหขอมูล

3.5 การวิเคราะหขอมูล
การวจิ ยั คร้ังนี้ ผูวจิ ัยไดวเิ คราะหขอมูลดงั น้ี
3.5.1 ผวู จิ ัยนำคะแนนจากแบบทดสอบและผลงานศิลปะของนกั เรียนกลุมตวั อยาง จำนวน 20 คน

ทง้ั หมดนว้ี ิเคราะหโดยใชสถติ พิ ื้นฐาน ไดแก คารอยละ คาเฉล่ีย สวนเบีย่ งเบนมาตรฐานและหาคา T-test
3.5.2 ประมวลผลโดยใชโปรแกรมสำเร็จรปู แปลผลและวิเคราะหขอมลู
3.5.3 อภิปรายโดยใชตารางและการพรรณนา

3.6 สถิติท่ีใชในการวเิ คราะหขอมลู
การวจิ ัยครั้งน้ี ผูวิจัยใชสถิตใิ นการวิเคราะหขอมลู ดงั นี้

3.6.1 หาคาความเทีย่ งตรงของเคร่ืองมือ จากการคำนวณความสอดคลองระหวาง ขอสอบแบบฝกทกั ษะ
และเกณฑการประเมินผลงาน กบั จุดประสงคโดยใชสตู ร (บญุ เชิด ภญิ โญ อนันตพงษ. 2545 : 95)

IOC = σோ

เมือ่ IOC แทน ดชั นีความสอดคลองระหวางแบบฝกทกั ษะและเกณฑการ

ประเมนิ ผลงาน กบั จุดประสงคการเรียนรู ตามความคิดเห็นของผูเชยี่ วชาญ

38

σ ܴ แทน ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผเู ช่ยี วชาญแตละคน
ܰ แทน จำนวนผเู ช่ียวชาญ

3.6.2 หาคะแนนเฉล่ีย โดยการคำนวณจากสตู ร (ลวน สายยศ; และองั คณา สายยศ. 2538)

ܺത = σ௫


เมือ่ ‫ݔ‬ҧ แทน คะแนนเฉลี่ยของนกั เรียนทัง้ ชั้นเรียน

σ ‫ ݔ‬แทน ผลรวมคะแนนของนกั เรยี นท้งั ช้ันเรียน

ܰ แทน จำนวนนกั เรียนทัง้ ชัน้ เรียน

3.6.3 คาความเบยี่ งเบนมาตรฐาน คำนวณจากสูตรของกลั ยา วานชิ ยบญั ชา (2545:38)

S.D. =ඥσሺ௡௫ିିଵഥ࢞ሻଶ หรือ S.D = ඥே σ ௫మିሺσ ௫ሻଶ
ேሺ௡ିଵሻ

เมือ่ S.D. แทน คาความเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนของกลุมตวั อยาง
N แทน จำนวนนกั เรยี นกลมุ ตัวอยาง

σ ‫ݔ‬ଶ แทน ผลรวมของคะแนนแตละตวั ยกกำลงั สอง
‫ݔ‬ଶ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลงั สอง

3.6.4 สถิติสำหรับเปรียบเทยี บกับทดสอบสมมติฐานใชในการวจิ ัยเชิงปริมาณทัว่ ไปโดยใชในการ
ทดสอบสมมติฐานหรอื เกีย่ วเนื่องกบั การทดสอบ เชน การหาความกาวหนาของผลการเรยี นรู การ เปรยี บเทียบ
ความแตกตางของผลการเรยี นรูของขอมูล 2 ชุด ไมวาจะเปนขอมลู กลมุ เดยี วทวี่ ดั ครง้ั เดียว และ 2 ครง้ั หรอื
ขอมูลเปรยี บเทียบระหวาง 2 กลุม ในกรณีท่เี ปนงานวจิ ยั ชั้นเรยี นทมี่ กี ลุมตวั อยางขนาดเล็ก มีการ pretest
และ posttest เปรยี บเทียบความแตกตางของผลการเรยี นรกู อนและหลงั เรยี น หรือทดสอบสมมติฐานการวิจัย
โดยใช สถติ ิทดสอบที t – test แบบ dependence มสี ูตรดังน้ี

– ൌ σ஽ ; df = n-1

ට೙ σ ీమషሺσ ీሻ;

೙షభ

39

เมอื่ t แทนคาสถติ ทิ ใี่ ชในการพิจารณาใน t – distribution
D แทน ผลตางระหวางคะแนนในแตละคู
n แทน จำนวนคูท้งั หมด
σ ‫ ܦ‬แทน ผลรวมท้ังหมดของผลตางของคะแนนกอนและหลังการทดลอง
σ ‫ܦ‬ଶ แทน ผลรวมยกกำลังสองของผลตางของคะแนนกอนและหลงั การทดลอง
t แทน คาสถิติทใี่ ชพจิ ารณา t-distribution
x แทน มีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05

เมือ่ คำนวณคา t ไดจากสตู รแลวใหนำไปเปรียบเทยี บกบั คา t ไดจากการเปดตารางการแจกแจง แบบ
t ท่ีระดบั นัยสำคญั ตาง ๆ จากภาคผนวก โดยมีแนวทางการแปลความหมาย ดงั นี้ (ปรับปรุงจาก พชิ ติ ฤทธิ์
จรญู , 2561, น. 219)

1. ถาคา t ทคี่ ำนวณไดมคี านอยกวาคา t ท่ไี ดจากตารางการแจกแจงแบบ t แปลความไดวาผล การ
เรียนรูของนักเรียนกอนเรียนและหลังการเรียนจากนวัตกรรม ไมแตกตางกัน หรอื แตกตางกันอยาง ไมมนี ัยยะ
สำคญั หรืออธบิ ายไดวา ผลการเรยี นของนักเรยี นทัง้ กอนและหลังการเรยี นใกลเคียงพอ ๆ กนั

2. ถาคา t ที่คำนวณได มีคามากกวาหรอื เทากับ คา t ท่ไี ดจากตารางการแจกแจงแบบ t แปล ความ
ไดวา ผลการเรยี นรูของนักเรยี นกอนเรยี นและหลังการเรยี นจากนวัตกรรม แตกตางกันอยางมี นัยสำคญั ทาง
สถติ ิทร่ี ะดบั D....... (ระดับนยั สำคัญ D ทกี่ ำหนดไว) หรอื ผลการเรียนรขู องนักเรยี นหลงั การ เรยี นสงู กวากอน
เรยี นอยางมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั ......

3.7 เกณฑในการแปลผลการวิเคราะหขอมลู
เมือ่ นำผลของขอมลู มาวเิ คราะห โดยใชการเปรียบเทียบผลตาง ซึ่งผวู ิจยั ไดกำหนดคะแนนเต็มของผลง

งานคือ 10 คะแนน จงึ มีการแปลคา ดังนี้

3.7.1 เกณฑการตดั สินคุณภาพผลงานทั้งกอนและหลังทำการวิจยั

ชวงคะแนน ระดับคุณภาพ

17-20 ดมี าก

13-16 ดี

9-12 พอใช

ต่ำกวาหรือเทากับ 8 ควรปรบั ปรุง

40

3.7.2 เกณฑการเปรียบเทียบผลตางของคะแนนกอนและหลังทำการวิจัย

ผลตางคะแนน ความหมาย
นอยกวาหรือเทากบั 0 นกั เรยี นไมมีการพัฒนาทกั ษะการวาดใบหนาพระและหนานาง

1-2 คะแนน นักเรียนมที ักษะการวาดใบหนาพระและหนานาง

3-4 คะแนน นกั เรียนมีทักษะการวาดใบหนาพระและหนานาง
5 คะแนน-ข้ึนไป นกั เรียนมที ักษะการวาดใบหนาพระและหนานาง

41

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหขอมูล

การวิจยั เร่อื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุน
กระบอกวดั นายโรง สำหรบั ชมุ นุมศิลปะโรงเรียนมธั ยมวัดนายโรง ผวู ิจัยไดทำการวิเคราะหขอมูลตาม
วัตถุประสงคของการวจิ ยั แบงเปน 3 ตอน โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี
ตอนท่ี 1 คะแนนผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนักเรยี นกอนการวิจยั และระดบั คุณภาพ
ตอนที่ 2 คะแนนผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรยี นหลังการวจิ ยั และระดบั คุณภาพ
ตอนท่ี 3 ผลการเปรยี บเทยี บผลตางของคะแนนผลงานประตมิ ากรรมกอนและหลังการทำวจิ ัย
ตอนท่ี 4 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนใชแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบน
พ้นื ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรงกอนและหลงั เรยี น

ตางรางที่ 4.1 คะแนนผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนักเรียนกอนการวจิ ัยและระดับคุณภาพ

นกั เรียนคนที่ คะแนนการวจิ ยั ระดับคณุ ภาพ

(20)

1 13 ดี

2 12 พอใช

3 9 พอใช

4 11 พอใช

5 10 พอใช

6 11 พอใช

7 14 ดี

8 12 พอใช

9 11 พอใช

10 10 พอใช

11 9 พอใช

12 13 ดี

13 10 พอใช

14 13 ดี

15 12 พอใช

คะแนนเฉลย่ี 11.33 พอใช

42

จากตารางท่ี 1 พบวา คะแนนเฉล่ยี ผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรียนกอนการวิจัย
ได 12.6 คะแนน และอยใู นระดบั คณุ ภาพ พอใช

ตางรางท่ี 4.2 คะแนนผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนักเรียนหลงั การวจิ ัยและระดับคุณภาพ

นกั เรียนคนท่ี คะแนนหลงั วจิ ัย ระดับคณุ ภาพ

(20)

1 16 ดี

2 15 ดี

3 16 ดี

4 14 ดี

5 17 ดีมาก

6 17 ดีมาก

7 19 ดีมาก

8 14 ดี

9 14 ดี

10 15 ดี

11 15 ดี

12 16 ดี

13 17 ดมี าก

14 18 ดมี าก

15 16 ดี

คะแนนเฉล่ีย 15.93 ดี

จากตารางที่ 2 พบวา คะแนนเฉล่ยี ผลงานประตมิ ากรรมของนกั เรียนหลงั การวิจยั ได 15.93 คะแนน
แลอยูในระดบั คณุ ภาพดี

43

ตารางที่ 4.3 ผลการเปรียบเทียบผลตางของคะแนนผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางกอนและหลงั

ทำการวิจัย

นักเรียนคน คะแนนกอน ระดบั คะแนนหลัง ระดบั ผลตางของ D² เกณฑ
ท่ี วจิ ัย คณุ ภาพ วิจัย คณุ ภาพ คะแนน เปาหมาย

(20) (20) (D) ของการวจิ ยั

1 13 ดี 16 ดี 3 9 ผานเกณฑ

2 12 พอใช 15 ดี 3 9 ผานเกณฑ

3 9 พอใช 16 ดี 7 49 ผานเกณฑ

4 11 พอใช 14 ดี 3 9 ผานเกณฑ

5 10 พอใช 17 ดมี าก 7 49 ผานเกณฑ

6 11 พอใช 17 ดีมาก 6 36 ผานเกณฑ

7 14 ดี 19 ดีมาก 5 25 ผานเกณฑ

8 12 พอใช 14 ดี 2 4 ผานเกณฑ

9 11 พอใช 14 ดี 3 9 ผานเกณฑ

10 10 พอใช 15 ดี 5 25 ผานเกณฑ

11 9 พอใช 15 ดี 6 36 ผานเกณฑ

12 13 ดี 16 ดี 3 9 ผานเกณฑ

13 10 พอใช 17 ดมี าก 7 49 ผานเกณฑ

14 13 ดี 18 ดีมาก 5 25 ผานเกณฑ

15 12 พอใช 16 ดี 4 16 ผานเกณฑ

รวม 170 - 239 - 69 359 -

คาเฉล่ยี รวม 11.33 พอใช 15.93 ดี 4.60 23.9 ผานเกณฑ

(࢞ഥ)

S.D. 1.54 - 1.48 - - - -

จากตารางท่ี 4.3 แสดงผลคะแนนจากการทำแบบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนกอนเรยี นและหลงั เรียน
ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง เรอ่ื งแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบน
พ้ืนฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง พบวาคะแนนการทำกิจกรรมดานทักษะกอนเรียนมคี าเฉลีย่

(ഥ࢞ =11.33) และการทำกิจกรรมหลังเรียนดานทกั ษะการข้ึนรปู ที่มีคาเฉลย่ี (࢞ഥ =15.93) โดยคะแนนกจิ กรรม
หลังเรียนดานทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานางมีคาเฉล่ยี เพิม่ ขึน้ หลังจากการทำกิจกรรมเฉลยี่ 4.60
ถอื วาอยูในเกณฑท่ีดี

44

– ൌ σ஽

ට೙ σ ీమషሺσ ీሻ;

೙షభ

– ൌ ଺ଽ – ൌ ଺ଽ = 10.34*

ටభఱሺయఱవሻషሺలవሻ; ଺Ǥ଺଻

భర

จากตารางที่ 4.4 คา t ทคี่ ำนวณได (10.34) มคี ามากกวา t จากตาราง (1.76) แสดงวาหลงั การทำ

กจิ กรรมมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสงู กวากอนเขารวมกจิ กรรมอยางนยั สำคญั ทางสถิติ ระดับ 0.05 นำเสนอผล
การวเิ คราะหขอมูลดงั ตารางที่ 4

ตารางที่ 4 ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใชแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง

แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรงกอนและหลงั เรยี น

การทดลอง คะแนน

N เตม็ (࢞ഥ) D ෍ࡰ ෍ ۲; T

กอนการเรยี น 15 20 11.33
หลงั การเรยี น 15 20 15.93 4.60 69 359 10.34*

จากตารางที่ 4.4 พบวาหลงั การเรียน เร่อื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยก
สวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนมุ ศิลปะโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง นกั เรยี นมี

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นดานทกั ษะจากการทำกจิ กรรมมีคาเฉลีย่ ‫ݔ‬ҧ สูงข้นึ เทากบั 15.93 คะแนน มีคะแนน
ความกาวหนาเฉล่ีย (D) เทากับ 4.60 มีคา t เทากับ 10.34 สงู กอนการเรยี นอยางมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ
0.05 แสดงวาการเรียนเร่อื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนา
หนุ กระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนุมศิลปะโรงเรียนมธั ยมวัดนายโรง ทำใหนักเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
สงู ข้ึน

45

บทที่ 5
สรปุ อภิปรายผล และขอเสนอแนะ
การวจิ ัยเรอ่ื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหนุ
กระบอกวัดนายโรง สำหรบั ชมุ นมุ ศลิ ปะโรงเรยี นมธั ยมวดั นายโรง ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2564 มี
วัตถปุ ระสงคเพือ่ พฒั นาทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนักเรยี นชุมนมุ ศิลปะ ประชากรทใ่ี ชใน
การศึกษา ไดแก นักเรียนชุมนมุ ศิลปะ โรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรง ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2564 จำนวน 15
คน เครื่องมือทีใ่ ชในการวิจัย ไดแก ชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพ้ืนฐาน
ใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง เพอ่ื สงเสริมทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง จำนวน 7 เรอ่ื ง รวม
ทง้ั หมด 7 ชว่ั โมง และเกณฑการประเมินผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานาง โดยนำผลงานวาดภาพ
ใบหนาพระและหนานางของนกั เรียนแตละคน (กอนทำการวจิ ัย) และผลงานวาดภาพใบหนาพระและนาง
แบบแยกสวนบนพนื้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรง (หลังทำการวิจยั ) มาประเมินตามเกณฑทกี่ ำหนด
เพือ่ ใหคะแนนแลวนำคะแนนมาเปรียบเทียบหาผลตาง หาคาเฉล่ียของคะแนนรวมทั้งช้ันเรียนและหาคา t-test
กอนและหลงั ทำการทดลอง แลวจึงนำเสนอขอมลู ในรูปแบบตารางประกอบการบรรยาย

สรปุ ผลการศกึ ษา
จากการใชแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นาย

โรง โรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง ผลการศกึ ษาสรปุ ไดวา คาเฉลีย่ ผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของ
นักเรียนกอนการวจิ ัยได 11.33 คะแนน และอยูในระดับคุณภาพ พอใช และเมอื่ ทำการวิจัยแลวพบวา คาเฉล่ีย
ผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรยี นหลงั การวจิ ัยได 15.93 คะแนน และอยูในระดบั คณุ ภาพ
ดี เมื่อเปรยี บเทียบผลตางของคะแนนประติมากรรมกอนและหลงั ทำการวจิ ยั พบวา นักเรียนแตละคนท่มี ี
ผลตางมากกวา 3 คะแนน (ผานเกณฑ) จำนวน 14 คน มีผลตางนอยกวา 3 คะแนน 1 คน แตอยูในระดับ
คุณภาพ ดี เมื่อพจิ ารณาแลวพบวา สาเหตทุ ่ผี ลตางนอยกวา 3 คะแนน กอนทำการวจิ ัยนักเรยี นมคี ะแนน
เกณฑอยูในระดับคณุ ภาพ พอใช แตหลงั ทำการวจิ ยั แลวมพี ัฒนาการข้นึ ถงึ ผลตางจะนอยกวา 3 คะแนน แตก็
อยใู นเกณฑระดบั คณุ ภาพ ดี สวนคาเฉลยี่ ผลตางรวมของคะแนนผลงานประติมากรรมทงั้ 15 คน มคี าเทากบั
4.60 คะแนน ซ่งึ อยูในเกณฑระดบั คุณภาพ ดแี ละผานเกณฑตามเปาหมายของการวจิ ัย แสดงวานกั เรียนมี
ทักษะการข้ึนรูปประติมากรรมเพิ่มมากข้นึ

อภปิ รายผล
การวิจยั เรื่อง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุน

กระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนุมศลิ ปะโรงเรยี นมัธยมวัดนายโรง พบวานักเรยี นมีทกั ษะในการวาดภาพใบหนา

46

พระและหนานางมากขนึ้ ผลงานการวาดภาพใบหนาพระและหนานางหลังการวจิ ัยของนกั เรียนแตละคนสวน
ใหญอยูในระดบั คุณภาพ ดี และผลตางรวมของคะแนนผลงานประตมิ ากรรมท้ัง 15 คน ถือวาบรรลตุ าม
เปาหมายของการวจิ ัย นักเรียนที่มปี ญหาในการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง สามารถพฒั นาตนเองให
สามารถการวาดภาพใบหนาพระและหนานางได เมอ่ื ใชแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบน
พน้ื ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง

ภาคผนวก ก 47
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก
ภาคผนวก ค
ภาคผนวก ง รายนามผเู ชย่ี วชาญ
ภาคผนวก จ เครอื่ งที่ใชในการวิจัย
ภาคผนวก ฉ - ชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยก
สวนบนพ้นื ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง จำนวน 7
เรือ่ ง รวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง ไวดงั น้ี

แบบฝกทกั ษะการเรยี นรูที่ 1 วิธกี ารวาดตา
แบบฝกทักษะการเรยี นรูที่ 2 วธิ ีการวาดจมกู
แบบฝกทกั ษะการเรยี นรูท่ี 3 วิธกี ารวาดปาก
แบบฝกทกั ษะการเรยี นรทู ี่ 4 วิธีการวาดหู
แบบฝกทักษะการเรียนรูท่ี 5 วิธกี ารวาดสดั สวนหนาพระดานตรง
แบบฝกทกั ษะการเรียนรทู ี่ 6 วธิ ีการวาดสัดสวนหนานางดานตรง
แบบทดสอบหลังเรียน เร่อื ง วาดภาพใบหนาพระและหนานาง

- เกณฑการประเมนิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนา
นางแบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรง
เคร่อื งมอื ตรวจสอบคณุ ภาพหาคาความเทย่ี งตรง (IOC)

-เครื่องมือตวั ท่ี 1 ชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพ้นื ฐาน
ใบหนาหนุ กระบอกวดั นายโรง สำหรับชมุ นุมศลิ ปะ
โรงเรยี นมัธยมวดั นายโรง

-เครอ่ื งมือตัวท่ี 2 แบบประเมนิ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

ตัวอยางผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรียนกอน
ทำวิจยั
ตัวอยางผลงานฝกการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพน้ื ฐาน
ใบหนาหนุ กระบอกวัดนายโรง ของนกั เรยี นชุมนุมศลิ ปะ
ตัวอยางผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนักเรยี นหลงั
ทำวิจัย

48

ภาคผนวก ก

รายนามผเู ชยี่ วชาญ

1. ผศ.ดร. ปฤณตั นจั นฤตย อาจารยนเิ ทศก
2. นางสาวพรรณธณ โภคสุวรรณ คุณครพู ี่เลย้ี ง
กลุมสาระการเรยี นรูศลิ ปะ
3. นายชานน คนประดษิ ฐ โรงเรียนมัธยมวดั นายโรง
คณุ ครูประจำวิชาทศั นศลิ ป
กลมุ สาระการเรยี นรศู ิลปะ
โรงเรยี นมัธยมวดั นายโรง

49

ภาคผนวก ข

เครือ่ งทใ่ี ชในการวจิ ัย
ชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยก

สวนบนพ้นื ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง
จำนวน 7 เรื่อง รวมทงั้ หมด 7 ชวั่ โมง

และเกณฑการประเมนิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

50

แบบฝกทกั ษะการเรยี นรูท่ี 1 วธิ ีการวาดตา
คำช้ีแจง : ใหนักเรียนฝกเขียนภาพตามตนฉบบั ทก่ี ำหนดใหในแตละข้นั ตอน

ชื่อ.............................................................นามสกุล..............................................ชนั้ .................เลขท่.ี ...........

51

แบบฝกทักษะการเรียนรูท่ี 2 วธิ ีการวาดจมกู
คำช้แี จง : ใหนกั เรียนฝกเขยี นภาพตามตนฉบับท่กี ำหนดใหในแตละขัน้ ตอน

ชอื่ .............................................................นามสกลุ ..............................................ชัน้ .................เลขท.ี่ ...........

52

แบบฝกทกั ษะการเรียนรูที่ 3 วธิ กี ารวาดปาก
คำช้แี จง : ใหนักเรยี นฝกเขียนภาพตามตนฉบบั ท่กี ำหนดใหในแตละขัน้ ตอน

ชื่อ.............................................................นามสกุล..............................................ชัน้ .................เลขท.ี่ ...........

53

แบบฝกทักษะการเรยี นรทู ่ี 4 วธิ กี ารวาดหู
คำช้ีแจง : ใหนักเรียนฝกเขียนภาพตามตนฉบับท่กี ำหนดใหในแตละขัน้ ตอน

ชื่อ.............................................................นามสกุล..............................................ชัน้ .................เลขท.ี่ ...........

54

แบบฝกทักษะการเรยี นรูที่ 5 วธิ กี ารวาดสัดสวนหนาพระดานตรง
คำช้แี จง : ใหนกั เรียนฝกวาดภาพใบหนาตวั พระตามตนฉบับท่ีกำหนด

ช่อื .............................................................นามสกลุ ..............................................ชน้ั .................เลขท.ี่ ...........

55

แบบฝกทักษะการเรยี นรทู ่ี 6 วธิ กี ารวาดสดั สวนหนานางดานตรง
คำช้แี จง : ใหนกั เรียนฝกวาดภาพใบหนาตัวนางตามตนฉบับท่ีกำหนด

ช่อื .............................................................นามสกุล..............................................ชั้น.................เลขท.ี่ ...........

56

แบบทดสอบหลังเรยี น เร่ือง วาดภาพใบหนาพระและหนานาง
คำช้ีแจง : ใหนักเรียนวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

ชอ่ื .............................................................นามสกุล..............................................ชน้ั .................เลขท่.ี ...........

57

เกณฑการประเมนิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

แบบประเมินทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุนกระบอกวัด

นายโรง

ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพนื้ ฐาน

ใบหนาหนุ กระบอกวัดนายโรง รวม หมายเหตุ

เรื่อง “วาดภาพใบหนาพระและหนานาง”

ลำดบั ท่ี ชอื่ -นามสกุล ตามีลักษณะโตคลายตากวาง
จมูกมีลักษณะคลายปากนกแกว

ปากกระ ัจบ
้ิควโกงเหมือน ัคนสร
ใบหูโคงสวยงาม
สัดสวนใบหนามีความเหมาะสมพอ ีด

4 4 4 2 2 4 20
1
2
3

เกณฑการประเมินทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุน
กระบอกวดั นายโรง

1. ไดคะแนน 1-8 คะแนน = ปรับปรงุ
2. ไดคะแนน 9-12 คะแนน = พอใช
3. ไดคะแนน 13-16 คะแนน = ดี
4. ไดคะแนน 17-20 คะแนน = ดีมาก

58

ภาคผนวก ค

เครอื่ งมอื ตรวจสอบคณุ ภาพหาคาความเท่ียงตรง (IOC)

เคร่ืองมอื ตวั ที่ 1 ชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพื้นฐาน
ใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง สำหรบั ชมุ นุมศลิ ปะ
โรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง

เคร่อื งมือตวั ที่ 2 แบบประเมินทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

59

การหาคาความเทีย่ งตรงเครื่องมือ (IOC)

“เคร่อื งมือตวั ท่ี 1 ชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง
สำหรับชุมนมุ ศิลปะโรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรง”

ประกอบงานวิจยั การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุน
กระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนมุ ศิลปะโรงเรยี นมธั ยมวดั นายโรงวัตถปุ ระสงคของ
งานวจิ ัย 1. เพื่อออกแบบชุดแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุน

กระบอกวดั นายโรง
2. เพ่ือนำชุดแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพนื้ ฐานใบหนาหุนกระบอก

วดั นายโรง นำไปกบั นักเรียนชุมนมุ ศลิ ปะ โรงเรยี นมัธยมวดั นายโรง
คำชี้แจง กรุณาใสเครื่องหมาย ในเนอื้ หาโดยใหเกณฑการพจิ ารณา ดงั นี้

ใหคะแนน +1 ถาแนใจวาชุดแบบฝกน้ีมคี วามสอดคลองกบั ตวั ชีว้ ัด
ใหคะแนน 0 ถาแนใจวาชุดแบบฝกน้มี ีความสอดคลองกับตัวชีว้ ดั
ใหคะแนน -1 ถาแนใจวาชุดแบบฝกนไี้ มมีความสอดคลองกับตัวชี้วดั

เนอ้ื หา +1 0 -1 หมายเหตุ
1.ดานประโยชน
-ชดุ แบบฝกวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนา
หนุ กระบอกวดั นายโรง สามารถพัฒนาทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนา
นาง สำหรับนักเรยี นชมุ นมุ ศลิ ปะได
2.ดานกจิ กรรมการเรยี นการสอน
-ชุดแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนา
หุนกระบอกวัดนายโรง สอดคลองกับสาระการเรยี นรแู ละตวั ช้ีวัด สำหรับ
นกั เรยี นชมุ นมุ ศลิ ปะตรงตามหลักสูตรแกนกลางขนั้ พื้นฐานป พ.ศ.2551

-ขัน้ ตอนพน้ื ฐานวธิ ีการวาดภาพใบหนาพระและนางนาง สอดคลองกับ
หลักการของอาจารย เศรษฐมนั ตร กาญจนกุล และนำมาปรับใชใหเขากบั
ลักษณะใบหนาหนุ กระบอกวัดนายโรง
3.ดานเน้อื หาสาระ
-เน้อื หามคี วามเหมาะสมกบั ผเู รยี น
-ระยะเวลาในการจดั กิจกรรมเหมาะสมกับเน้ือหา
4.ดานการวดั และการประเมินผล
-เกณฑทีใ่ ชวัดและประเมนิ ผลสอดคลองตรงตามจดุ ประสงคของ

แผนการสอน
ขอเสนอแนะ.........................................................................................................................................................

60

การหาคาความเทยี่ งตรงเครื่องมือ (IOC)
“เคร่อื งมือตวั ที่ 2 แบบประเมนิ ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพนื้ ฐาน

ใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง สำหรบั ชมุ นมุ ศิลปะโรงเรียนมัธยมวดั นายโรง”
ประกอบงานวิจยั การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุน
กระบอกวดั นายโรง สำหรับชุมนุมศิลปะโรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรง
วัตถุประสงคของงานวจิ ัย

1. เพอื่ ออกแบบประเมนิ ทักษะการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพืน้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวดั
นายโรง
2. เพือ่ นำแบบประเมินทักษะการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพืน้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นาย
โรงไปทดลองใชกบั นกั เรียนชมุ นุมศลิ ปะ โรงเรยี น มธั ยมวัดนายโรง
คำชี้แจง กรุณาใสเครื่องหมาย ในเน้ือหาโดยใหเกณฑการพิจารณา ดงั นี้
ใหคะแนน +1 ถาแนใจวาเกณฑการประเมนิ นสี้ อดคลองกับทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง
ใหคะแนน 0 ถาแนใจวาเกณฑการประเมินนส้ี อดคลองกบั ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง
ใหคะแนน -1 ถาแนใจวาเกณฑการประเมนิ น้ีไมสอดคลองกบั ทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

เน้ือหา +1 0 -1 หมายเหตุ
1.ตามีลกั ษณะโตคลายตากวาง

2.จมูกมีลักษณะคลายปากนกแกว
3.ปากกระจบั
4.คว้ิ โกงเหมือนคันสร
5.ใบหูโคงสวยงาม

6.สดั สวนใบหนามีความเหมาะสมพอดี

ขอเสนอแนะ.........................................................................................................................................................

61

ภาคผนวก ง

ตวั อยางผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรยี นกอนทำวิจยั

62

63

ภาคผนวก จ

ตวั อยางผลงานฝกการวาดภาพใบหนา แบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนาหุนกระบอก
วัดนายโรง ของนักเรยี นชมุ นุมศลิ ปะ

64

65

66

67

ภาคผนวก ฉ

ตัวอยางผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรยี นหลงั ทำวิจยั

68

69

บรรณานกุ รม

นงคนชุ ไพรพิบลู ยกิจ. (2541). หนุ กระบอก. กรงุ เทพฯ: บริษทั เอส.ที.พ.ี เวลิ ด มีเดีย จำกดั
ยูร กมลเสรรีรตั น. (2540). หนุ กระบอกคุณยาย. กรงุ เทพฯ: บริษัทสำนักพิมพไทยวฒั นาพานชิ จำกัด
อาจารยเศรษฐมนั ตร กาญจนกุล. (2535). เสนสายลายไทย ชุด พระ นาง ยักษ ลิง. กรุงเทพฯ:

Mild Publishing
อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล. (2535). สัดสวนตวั ละคร. กรงุ เทพฯ: สายสงสขุ ภายใจ บรษิ ัทบคุ ไทม จำกัด
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสตู รแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ:

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
จกั รพนั ธ โปษยะกฤต. (2529). หุนไทย. กรงุ เทพฯ: สำนักงานเลขาธกิ าร คณะกรรมการแหงชาตวิ าดวย

การศกึ ษาสหประชาชาติ
นรศิ รานวุ ัดตวิ งศ, สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา, และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจาบรม

วงศเธอ กรมพระยา. (2515). สาสนสมเด็จเลม 9, พิมพครัง้ ที่ 2. พระนคร: องคการคาคุรุสภา
ศกั ดา ปนเหนงเพชร. (2522). หุนกระบอก. กรงุ เทพฯ: โครงการเผยแพรเอกลกั ษณไทยกระทรงศึกษาธิการ
กุศยา แสงเดช. (2545). แบบฝก : คมู อื การพฒั นาส่ือการเรียนการสอนที่เนนผูเรยี นเปนสำคญั ระดับ

ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: แมค็ .
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. (2540). การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน. นนทบุรี:

โรงพิมพมหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช
กิดานันท มลที อง. (2540). การพัฒนาชุดฝกทกั ษะวชิ าคณติ ศาสตร. สมการ ช้นั ประถมศึกษาปที่ 3.

นครพนม,
ปตณิ ญา ตอยอด. (2542). การพัฒนาแบบฝกเสริมทกั ษะที่มีประสิทธิภาพ. ทศนยิ ม วชิ าคณิตศาสตร ชัน้

ประถมศึกษาปที่ 4
นางก่งิ ดาว วิกยานนท. (2559). การสงเสริมศกั ยภาพของนักเรยี นท่ีมีความสามารถพเิ ศษดานศลิ ปะการวาด

ภาพ (ออนไลน). (อางอิงเมอ่ื วันท่ี 10 กุมภาพนั ธ 2565). จาก
http://www.atc.ac.th/ATCWeb/FileATC/.pdf

70

ประวัติยอผวู จิ ยั

ชื่อ – นามสกลุ นายนติ พิ ัทธ สถาปตานนท

วนั /เดอื น/ปเกดิ 31 ตุลาคม 2540

เบอรโทรทีส่ ามารถตดิ ตอได 098-896-0111

E-mail [email protected]

ประวัติการศึกษา สำเร็จการศกึ ษาระดับประถมศกึ ษาปท่ี 1-4 โรงเรียนสุพรรณภูมิ

อ.เมอื ง จังหวดั สุพรรณบุรี ปการศึกษา 2550

สำเร็จการศึกษาระดบั ประถมศึกษาปท่ี 5-6 โรงเรยี น ภ.ป.ร ราช

วทิ ยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ ปการศกึ ษา 2552

สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย โรงเรียน ภ.ป.ร ราช

วทิ ยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ ปการศึกษา 2558

71


Click to View FlipBook Version