The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

6011011030004
นายนิติพัทธ์ สถาปิตานนท์
โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paruenatsang, 2022-02-22 06:39:08

นิติพัทธ์ สถาปิตานนท์

6011011030004
นายนิติพัทธ์ สถาปิตานนท์
โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

กจิ กรรมโรงเรียนมัธยมวดั นายโรง ประจำปการศกึ ษา 2564

ตามแผนยุทธศาสตรเพ่อื พฒั นาโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ระยะเวลา 12 ป (พ.ศ.2561 - 2573)
กิจกรรม การชมการแสดง การสรางสรรคทางศิลปะและวัฒนธรรม

โครงการ โครงการ พฒั นาทกั ษะและคุณลกั ษณะสำหรบั การดำรงชวี ิตในศตวรรษท่ี 21
ภาคเรยี นท่ี 1-2 ปการศึกษา 2564

สอดคลองประเดน็ ยทุ ธศาสตรโรงเรยี นมัธยมวัดนายโรง ขอที่ 3
สนองกลยุทธตามแผนยทุ ธศาสตรเพือ่ พัฒนาโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ขอที่ 3

สอดคลองมาตรฐานการศึกษาโรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรง มาตรฐานที่ 1 ขอที่ 1.1 – 1.2
สนองกลยทุ ธของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ขอ

ท่ี 1.2 3.1 4.1 4.2 5.2
สนองพระบรมราโชบายดานการศกึ ษา ดานที่ 1 ขอที่ 1

ผรู ับผดิ ชอบ หัวหนากลุมสาระการเรียนรศู ลิ ปะ
กลุมบรหิ ารทรี่ ับผิดชอบ กลมุ บรหิ ารวชิ าการ

ระยะเวลาดำเนนิ การ พฤศจกิ ายน 2564 – ธนั วาคม 2564

1. หลักการและเหตผุ ล
กลมุ สาระการเรยี นรูศิลปะ เปนกลุมการเรยี นรูสาระทม่ี งุ เนนการพฒั นาศกั ยภาพ

ผเู รยี นและสงเสริมใหมคี วามคดิ ริเริม่ สรางสรรค มีจนิ ตนาการทางศลิ ปะ ช่ืนชมความ
งาม สุนทรียภาพ ความมคี ุณคา ซึ่งมผี ลตอคุณภาพชวี ติ มนษุ ย ดังนั้นกจิ กรรมศลิ ปะสามารถ
นำไปใชในการพฒั นาผเู รยี นโดยตรงทงั้ ดานรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ และ
สังคม ตลอดจนนำไปสูการพฒั นาส่ิงแวดลอม สงเสรมิ ใหผเู รียนมคี วามเช่ือมนั่ ในตนเอง และ
แสดงออกในเชิงสรางสรรค พัฒนากระบวนการรบั รทู างศลิ ปะ การเห็นภาพรวม การสงั เกต
รายละเอียด สามารถคนพบศักยภาพของตนเอง อันเปนพื้นฐานในการศึกษาตอหรอื ประกอบ

อาชีพไดดวยการมคี วามรับผดิ ชอบ มรี ะเบียบวินยั สามารถทำงานรวมกันไดอยางมคี วามสขุ
ศิลปะชวยเสรมิ สรางใหชีวติ มนษุ ยเปล่ยี นแปลงไปในทางทดี่ ีขน้ึ ชวยใหมีจิตใจทง่ี ดงาม สมาธทิ ่ี
แนวแน สุขภาพกายและสขุ ภาพจิตมีความสมดุลเปนรากฐานของการพัฒนาชวี ติ ทสี่ มบูรณ เปด
โอกาสใหแสดงออกอยางอสิ ระ มีจนิ ตนาการ มสี นุ ทรยี ภาพ และเหน็ คุณคาของศลิ ปวัฒนธรรม
ไทยและสากล

โรงเรยี นมธั ยมวัดนายโรงไดสงเสรมิ ศักยภาพพฒั นาใหผเู รยี นไดรบั ความรูและทักษะทาง
ศลิ ปะ กลุมสาระศิลปะจงึ เลง็ เห็นความสำคัญโดยใหการนิเทศความรูทางศลิ ปะและเชญิ วิทยากร
ทางดานศิลปะ เพอ่ื พัฒนาตามมาตรฐานการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานใหแกบคุ ลากร/และผเู รียนไดอยางมี
ประสทิ ธภิ าพ

2. วตั ถปุ ระสงคของกิจกรรม
2.1 ใหผเู รียนไดพัฒนาศกั ยภาพและความรคู วามสามารถดานศิลปะ
2.2 ใหผูเรยี นรบั การสงเสรมิ ดานความคิดสรางสรรค ไดรบั การถายทอดความรูและทักษะดาน

ศลิ ปะ อยางมปี ระสิทธิภาพ
2.3 เพ่อื นกั เรียนสามารถนำความรูไปประยุกตใชไดจริงในชีวิตประจำวัน
2.4 เพ่อื ใหนักเรียนเรียนรู รกั ษาศลิ ปะวัฒนธรรมไทยท่ีเปนมรดกทางปญญาทีม่ คี ณุ คา

3. เปาหมายของกจิ กรรม
3.1 เปาหมายเชงิ ปรมิ าณ

เชงิ ปรมิ าณ (ผลผลติ (Outputs) : ระบจุ ำนวน ผลงานทเี่ กดิ ขึน้ หลงั จากดำเนนิ การเสรจ็ )
1. ผเู รยี นรอยละ 90 ไดรับความรูดานศลิ ปะ
2. ผูเรียนไดรับการนิเทศความรูความเขาใจดานศิลปะ
3. ผูเรียนมคี วามสามารถทางดานศิลปะมากขึน้
เชงิ คณุ ภาพ (ผลลัพธ (Outcomes) : ระบถุ งึ คณุ ภาพทีไ่ ด ผลประโยชน ทีเ่ กิดขึน้ จาก

ผลผลิต)
1 .ผูเรียนและบคุ ลากรมีความรูและพัฒนาความสามารถดานศิลปะไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. ผเู รยี นสรางชือ่ เสยี งใหกับโรงเรยี นเพ่ิมมากขึ้น
3. ผเู รียนศึกษาตอทางดานศลิ ปะเพ่มิ มากขึน้

4. วธิ ีดำเนินการ

งบประมาณ (บาท) ระยะเวลา ผรู บั ผดิ ชอ

ขั้นตอนการ คาตอบแท คาใช คา คา รวม ดำเนินกา บ
ดำเนนิ การ น สอย วัสดุ ครุภณั ร



1.กจิ กรรม ㍲ ㍲ ㍲ ㍲ 50,000 ๑ พ.ย. นางสาว
สงเสรมิ ㍲ ๖๔ พรรณธร
ศักยภาพ
ผูเรยี นทีม่ ี ถึง โภค
๕ พ.ย. สุวรรณ
ความสามารถ
ดานศิลปะ ๖๔ นาย ชา
-ประชมุ นนท กลุ
วางแผนกจิ
กรรรม ประดิษฐ
กำหนดขัน้ ตอน
-จัดซอื้ วัสดุ ㍲㍲ ㍲ 70,000 1 พ.ย. นางสาว
อปุ กรณ การ 64 พรรณธร
เรียนการสอน ถงึ
-สรุปรวบรวม
ผลงาน
นักเรยี น
-แสดงผลงาน
-สรปุ
ประเมนิ ผล
และปรับปรุง

แกไข

2.กิจกรรม
สงเสริม

ศิลปะวฒั นธร 5 พ.ย. โภค
รมทองถิ่น 64 สวุ รรณ
-ละครนอก นาย ชา
-หุนกระบอก นนท กุล
-ประชมุ ประดษิ ฐ
วางแผนกิจ
กรรรม ㍲ ㍲ ㍲ ㍲ 10,000 1 พ.ย. นางสาว
กำหนดข้นั ตอน 64 พรรณธร
-จัดซื้อวสั ดุ ถงึ โภค
อุปกรณ การ
เรยี นการสอน 5 พ.ย. สุวรรณ
-สรุปรวบรวม 64 นาย ชา
ผลงาน นนท กุล
นักเรียน ประดษิ ฐ
-แสดงผลงาน
-สรุปประไขเมิน
ผลและ
ปรับปรงุ แก

3.กจิ กรรม
ศึกษาแหลง

เรยี นรู
ภายนอก อาทิ
เชน หอศิลป
แหลงเรยี นรู

ทองถ่ิน
-ประชุม
วางแผน
กำหนดข้นั ตอน

-ดำเนนิ การตาม ㍲ ㍲ ㍲ ㍲ 10,000 ๑ พ.ย. นางสาว
แผนงาน ๖๔ พรรณธร
-สรปุ ถงึ โภค
ประเมินผล ๕ พ.ย. สวุ รรณ
๖๔ นาย ชา
และปรับปรงุ นนท กุล
แกไข x,xxx.xx x,xxx.x x,xxx.x x,xxx.x 140,00 ประดิษฐ
xx x 0
4.กิจกรรม NR
Art

Exhibition
จัดแสดงงาน
ศิลปะภายใน

โรงเรียน
- ประชมุ
วางแผน
- กำหนด
ขน้ั ตอน
- คัดเลือก

ผลงาน
- รวบรวม

ผลงาน
นักเรียน
- แสดงผลงาน
และจัด
กิจกรรม

รวม

5. งบประมาณในการดำเนนิ กิจกรรม รวมจำนวน x,xxx.xx บาท
จำแนกตามรายการใชจายและแหลงงบประมาณไดดงั น้ี

แหลงงบประมาณ

รายการวสั ดุ–อุปกรณ / อุดหนุน เรยี น รายได สวัสดกิ าร สมาคม รวม
กิจกรรม รายหัว ฟรี สถานศึกษา ฯ
15 ป

กิจกรรมสงเสรมิ ศักยภาพ ㍲ 50,000

ผเู รียนที่มีความสามารถ
ดานศิลปะ วัสดุ อปุ กรณ

สำหรบั การเรยี นการสอน

กจิ กรรมสงเสรมิ ㍲ 70,000

ศิลปะวัฒนธรรมทองถิน่

ละครนอกและการทำ
หวั โขนวสั ดุ อปุ กรณ

สำหรับการเรียนการสอน

กิจกรรมศึกษาแหลง ㍲ 10,000

เรียนรูภายนอก อาทิ เชน
หอศิลปแหลงเรยี นรู

ทองถ่นิ

กิจกรรม NR Art ㍲ 10,000
Exhibition

รวม 140,000

6. สถานทดี่ ำเนนิ การ
สถานที่ดำเนินการ โรงเรยี นมธั ยมวดั นายโรง และหนวยงานท่เี กีย่ วของ

7. หนวยงานทีเ่ กย่ี วของ
หอศลิ ปะวฒั นธรรมรวมสมยั Moca
วัดนายโรง

8. การวัดและประเมนิ ผลกิจกรรม

ตัวชว้ี ดั ความสำเร็จ เกณฑ เคร่อื งมือ

ผลผลติ (Outputs)
1. ผเู รียนรอยละ 90 ไดรบั ความรู . -รอยละ 90 ของผูเรียนมี .ผลสัมฤทธ์ิ

ดานศิลปะ กิจกรรมสรางสรรคผลงานศลิ ปะ ทางการเรยี น
2. ผูเรียนไดรบั การนเิ ทศความรู -ประเมินผล

ความเขาใจดานศลิ ปะ ผลสัมฤทธิข์ อง
3. ผเู รยี นมีความสามารถทางดาน กจิ กรรม

ศิลปะมากขึน้

ผลลัพธ (Outcomes) -แบบประเมิน
1 .ผูเรยี นและบคุ ลากรมคี วามรแู ละ ผูเรยี นและบคุ ลากรรวม

พฒั นาความสามารถดานศลิ ปะไดอยาง กจิ กรรมพัฒนางานดานศิลปะ ความพึงพอใจ
มปี ระสทิ ธภิ าพ อยางมปี ระสิทธภิ าพ

2. ผูเรยี นสรางชอื่ เสยี งใหกับ
โรงเรยี นเพมิ่ มากขึน้

3. ผูเรยี นศึกษาตอทางดานศลิ ปะ
เพมิ่ มากขนึ้

ลงชอ่ื ..............................................ผูเสนอ ลงช่ือ .........................................ผูเห็นชอบ
กิจกรรม กิจกรรม

(นางสาว ลกั ขณา เพ่มิ กุศล) (นายสมโภช พวงเจริญ)
หัวหนากลมุ สาระการเรยี นรศู ลิ ปะ ผชู วยผอู ำนวยการ
กลมุ บริหารวชิ าการ

ลงชอื่ ........................................................... ผอู นมุ ัตกิ จิ กรรม
(นายเจนการณ เพยี งปราชญ)

ผอู ำนวยการโรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง





รายงานการวิจยั ในช้นั เรยี น
เร่อื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพน้ื ฐานใบหนาหนุ

กระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนุมศิลปะโรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง

โดย
นายนิติพัทธ สถาปตานนท

รายงานวจิ ัยในช้ันเรยี นฉบับนีเ้ ปนสวนหนึง่ ของการศกึ ษา
รายวชิ า 1005811 การปฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษาในสาขาวชิ าเฉพาะ 2

หลกั สตู รศกึ ษาศาสตรบัณฑติ สาขาวิชาศิลปศึกษา
คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวิทยาลยั สวนดุสติ

ปการศกึ ษา 2564



ช่อื เร่อื งวิจัย การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุน
กระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนุมศลิ ปะโรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง
ช่ือผวู ิจยั
การศึกษา นิติพัทธ สถาปตานนท

ศึกษาศาสตรบัณฑติ (ศลิ ปศึกษา)

บทคัดยอ
การวจิ ัยน้ีมวี ัตถปุ ระสงคเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ของนกั เรียนชุมนุม
ศลิ ปะ โรงเรยี นมธั ยมวดั นายโณง ประชากรท่ีใชในการศกึ ษา ไดแก นักเรียนทเี่ รยี นวิชาชุมนมุ ศิลปะ ภาคเรียน
ท่ี 2 ปการศึกษา 2564 จำนวน 15 คน เครอ่ื งมือทใี่ ชในการวิจยั ไดแก ชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระ
และหนานางแบบแยกสวนบนพืน้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง เพ่อื สงเสริมทักษะการวาดภาพใบหนา
พระและหนานาง จำนวน 7 เรือ่ ง รวมท้งั หมด 7 ชวั่ โมง และเกณฑการประเมนิ ผลงานวาดภาพใบหนาพระ
และหนานาง วิเคราะหขอมลู โดยการ นำผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางของนกั เรียนแตละคน
(กอนทำการวจิ ัย) และผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานาง (หลังทำการวิจยั ) มาประเมนิ ตามเกณฑท่ี
กำหนดเพอื่ ใหคะแนนแลวนำคะแนนมาเปรียบเทียบหาผลตาง หาคาเฉลีย่ ของคะแนนรวมท้งั ชั้นเรียน แลวจงึ
นำเสนอขอมลู ใน รูปแบบตารางประกอบการบรรยาย
ผลการศึกษาวิจยั พบวาหลังจากการใชแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบน
พืน้ ฐานใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง คะแนนเฉล่ยี ผลงานประติมากรรมของนักเรียนกอนการ วจิ ยั ได 11.33
คะแนน และอยใู นระดับคณุ ภาพ ดี และเมอ่ื ทำการวิจยั แลวพบวา คะแนนเฉลีย่ ผลงานการวาดภาพใบหนา
พระและหนานางของนกั เรียนหลังการวจิ ยั ได 15.93 คะแนน และอยูในระดับคณุ ภาพ ดมี าก และเมือ่
เปรียบเทียบผลตางของคะแนนผลงานการวาดภาพใบหนาพระและหนานางกอนและหลงั ทำการวจิ ยั พบวา
สวนคาเฉลยี่ ผลตางรวมของคะแนนผลงานการวาดภาพใบหนาพระและหนานางท้ังชน้ั เรียนมีคาเทากบั 4.60
คะแนน ซึง่ ผานเกณฑตามเปาหมายของการวจิ ัย แสดงวานักเรยี นมีทักษะในการขึ้นรปู ประตมิ ากรรมเพิม่ มาก
ขึ้น



กติ ติกรรมประกาศ
การวจิ ยั เร่อื ง การพัฒนาแบบฝกวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุนกระบอกวัด
นายโรง สำหรับชมุ นุมศลิ ปะโรงเรยี นมัธยมวัดนายโรง สำเร็จลงไดดวยความอนเุ คราะหจาก นางสาวพรรณธร
โภคสุวรรณ คณุ ครูพเี่ ลีย้ ง และคณุ ครชู านนท คนประดิษฐ คณุ ครูกลุมสาระการเรยี นรูศิลปะ โรงเรยี นมธั ยมวัด
นายโรง และ ผศ.ดร.ปฤณัต นจั นฤตย อาจารยนิเทศก ทีไ่ ดใหคำแนะนำ คำปรกึ ษา และเปนผูแนะแนวทางใน
การเขียน งานวจิ ยั แกไขจดุ บกพรองตางๆดวยความเอาใจใส ตลอดจนถงึ องคความรแู ละกระบวนการในการ
ทำ วิจยั เพอ่ื แกไขปญหาในชนั้ เรยี น พรอมทัง้ ใหขอคดิ เห็นทเี่ ปนประโยชนตอการปรับปรุงงานวจิ ัยให สมบูรณ
ยง่ิ ขึ้น ผูวจิ ัยจึงขอขอบพระคุณเปนอยางสงู มา ณ โอกาสน้ี

ขอขอบคณุ ผูเชย่ี วชาญทุกทานทีไ่ ดกรณุ าเสยี สละเวลาเพื่อให คำแนะนำและชวยตรวจสอบเครอื่ งมอื ท่ี
ใชในการศกึ ษา เพอ่ื ใหผวู จิ ยั ไดทำวจิ ัยเร่อื งนี้เสร็จอยางสมบรู ณ

ขอขอบใจนักเรียนชุมนุมศิลปะ ภาคเรยี นที่ 2 ปการศึกษา 2564 โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ท้ัง 15 คน
ทใ่ี หความรวมมือในดานการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนและสรางผลงานวาดภาพใบหนาพระและหนานางได
เปนอยางดี

ขอขอบคุณ ผูบรหิ ารและเพ่ือนนักศึกษาฝกประสบการณวิชาชพี ครูที่คอยเปนกำลังใจใหซงึ่ กนั และกัน
และ ใหคำปรึกษา คำแนะนำในการทำวจิ ัยครั้งน้ี

ขอขอบพระคุณ คณุ พูลสวสั ด์ิ สถาปตานนท และคุณพดั สนี พรมรส บิดามารดาของผูวิจยั และ
ครอบครัว ของผูวจิ ัยท่คี อยใหกำลงั ใจแกผูวจิ ยั อยางดีย่งิ เสมอมา และอกี หลายๆ ทานทไ่ี มไดกลาวนามในท่ีนี้ท่ี
ได กรุณาใหคำแนะนำ ชวยเหลือมาโดยตลอด ผูวิจัยจึงขอขอบพระคณุ ทุกทานทกุ ฝายอยางสงู มา ณ โอกาสน้ี
ผวู จิ ยั หวงั เปนอยางยิง่ วางานวิจยั เร่อื งน้จี ะเปนประโยชนในทางวิชาการแกผทู ีเ่ ก่ยี วของและผูสนใจตอไป

นายนติ พิ ัทธ สถาปตานนท

12 กมุ ภาพันธ 2565

สารบัญ ค

เรื่อง หนา
บทคดั ยอ ก
กติ ติกรรมประกาศ ข
สารบญั ค
บทท่ี 1 บทนำ 1
1
ทมี่ าแบะความสำคัญ 1
วตั ถุประสงค 2
ขอบเขตการวจิ ัย 2
นิยามคำศัพท 3
ประโยชนที่คาดวาจะไดรบั 3
กรอบแนวคิด 4
บทท่ี 2 ทฤษฎีที่เกยี่ วของ 5
หลักสตู รแกนกลางขั้นพน้ื ฐาน กลมุ สาระการเรียนรูศิลปะ 10
หนุ กระบอก 10
15
-ประวตั คิ วามเปนมาของหุนกระบอก 15
-ลักษณะของหนุ กระบอก 17
-หุนกระบอกวัดนายโรง
รูปแบบขน้ั ตอนพน้ื ฐานวธิ ีการเขยี นภาพใบหนาพระและหนานาง 23
ของอาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกลุ 33
ชุดฝกทักษะ 33
บทท่ี 3 ระเบียบการวจิ ัย 33
ประชากรและกลุมตัวอยาง 33
เครอ่ื งมือท่ีใชในการวิจยั 37
การสรางเคร่อื งมอในการวจิ ัย 37
การเกบ็ รวบรวมขอมลู 37
การวิเคราะหขอมูล 39
สถิติท่ใี ชในการวิเคราะหขอมูล 41
เกณฑในการแปลผลวิเคราะหขอมูล
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหขอมลู

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ ง
สรปุ ผลการศกึ ษา
อภิปรายผล 45
45
ภาคผนวก 45
ภาคผนวก ก 47
ภาคผนวก ข 48
ภาคผนวก ค 49
ภาคผนวก ง 58
ภาคผนวก จ 61
ภาคผนวก ฉ 63
67
บรรณานกุ รม 69
ประวตั ิยอผวู ิจัย 70

1

บทที่ 1

บทนำ

ทมี่ าและความสำคัญ

จากการที่ผูวจิ ยั ไดฝกประสบการณการสอน ในปการศกึ ษา 2564 ที่โรงเรยี นมัธยมวัดนายโรง ซงึ่ ผวู จิ ยั

ไดจดั ทำแบบทดสอบกอนกลางภาค เรอื่ ง การวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ซงึ่ เปนหนึ่งในเนื้อหาตาม

โครงสรางหลักสูตรการเรยี นการสอนวิชา ชุมนุมศิลปะ อกี ทัง้ เปนขอสอบในการวัดผลกลางภาค โดยผลการ

ทดสอบพบวานักเรียนวิชาชมุ นมุ ศลิ ปะมที กั ษะพื้นฐานในการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ทีเ่ ปน

สวนประกอบบนใบหนา ในสวนของ หู ตา คิว้ จมูกและใบหนาคอนขางนอย ดังน้ันผูวจิ ัยจึงเกดิ ความสนใจ

เก่ียวกับการพฒั นาแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพ้นื ฐานใบหนาหุนกระบอก

วดั นายโรง สำหรับชุมนุมศลิ ปะโรงเรยี นวดั นายโรง จึงไดทำการศกึ ษาหลกั ข้ันตอนพ้ืนฐานวธิ กี ารเขยี นภาพหนา

พระและหนานาง จากหนังสือเสนสายลายไทย ชดุ พระ นาง ลงิ ยกั ษ ของอาจารยเศรษฐมนั ตร กาญจนกลุ และ

หนาหนุ กระบอกตนแบบท่ีเกบ็ รักษาที่วัดนายโรง ซง่ึ ผูวจิ ัยไดทำการเก็บขอมูลเปนภาพถายหนุ กระบอกวัดนาย

โรง พบวาหลกั ข้ันตอนพ้ืนฐานวิธกี ารเขียนภาพใบหนาพระและหนานางของอาจารยเศรษฐมนั ตร กาณจนกุล

และ หนุ กระบอกตนแบบทเ่ี กบ็ รักษาทีว่ ัดนายโรง สามารถเปนตนแบบหลักขนั้ ตอนพื้นฐานการสอนท่ีนาสนใจ

และเหมาะสมกบั การนำไปพฒั นาแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพ้นื ฐาน

ใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรง สำหรบั วิชาชุมนุมศิลปะโรงเรียนวดั นายโรง

จากเหตผุ ลที่กลาวมาขางตน ผวู ิจัยจงึ ไดทำการพัฒนาแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนา

นางแบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรง ของนกั เรยี นวชิ า ชุมนุมศลิ ปะโรงเรยี นมัธยมวัดนาย

โรง เพอื่ พฒั นาทักษะพนื้ ฐานการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ในสวนของ หู ตา ควิ้ จมูก และนำไปใชใน

การวาดใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรงในการเรียนการสอนตอไป.

วตั ถปุ ระสงคของการวิจยั

1. เพอื่ ศกึ ษาแนวคดิ /ทฤษฎี ดงั น้ี

1.1 ขนั้ ตอนพืน้ ฐานวธิ ีการเขียนภาพใบหนาพระและหนานางของ อาจารยเศรษฐมันตร กาณจนกลุ

1.2 หนุ กระบอกตนแบบทีว่ ัดนายโรง

1.3 ชดุ แบบฝก

1.4 หลักสูตรแกนกลางข้นั พ้ืนฐาน

2. เพือ่ พัฒนาแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานางแบบแยกสวนบนพืน้ ฐานใบหนาหนุ

กระบอกวัดนายโรง สำหรบั วิชาชมุ นมุ ศิลปะโรงเรยี นวดั นายโรง

3. เพอื่ นำชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุน

กระบอกวดั นายโรง นำไปใชกับนักเรยี นวิชา ชมุ นุมศิลปะโรงเรยี นวดั นายโรง

2

4. เพอื่ ศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนรูดานทกั ษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

ขอบเขตการวิจัย
1. ขอบเขตเนื้อหา
1.1 รปู แบบการจดั การเรยี นรูขัน้ ตอนพ้ืนฐานวิธีการเขยี นภาพใบหนาพระและหนานางของ
อาจารยเศรษฐมนั ตร กาณจนกุล
1.2 หุนกระบอกตนแบบทวี่ ดั นายโรง
1.3 การออกแบบชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง

2. ขอบเขตประชากร
2.1 ประชากร
2.1.1. ประชากรในการวิจยั คอื นกั เรียนชมุ นุมศลิ ปะ โรงเรียนมธั ยมวัดนายโรง ในภาค
เรียนปท่ี 2 ปการศึกษา 2564 จำนวน 32 คน
2.2 กลมุ ตวั อยาง
2.2.1. กลมุ ตวั อยางในการศกึ ษาไดมาจากการเลือกแบบเจาะจง นักเรยี นชมุ นมุ ศิลปะ
โรงเรียนมัธยมวดั นายโรง ในภาคเรียนปท่ี 2 ปการศึกษา 2564 จำนวน 15 คน

3.ขอบเขตตัวแปรท่ศี ึกษา
ตัวแปรทศ่ี ึกษา ประกอบไปดวย
ตวั แปรตน คือ ชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง แบบแยกสวนบนพนื้ ฐาน
ใบหนาหุนกระบอกวัดนายโรง สำหรับชุมนมุ ศิลปะโรงเรียนวัดนายโรง
ตวั แปรตาม คือ ทักษะการวาดภาพใบหนาพระและหนานาง ของนักเรียนชมุ นุมศลิ ปะ
โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

นยิ ามศพั ทเฉพาะ

1.ใบหนาตัวพระและตวั นาง เปนหนงึ่ ในการเขยี นภาพหนามนษุ ย ชาย หญงิ รวมถงึ อากัปกริ ยิ าทาทาง
ตาง ทง้ั ดานหนาตรง ดานเส้ยี วและดานหนาเผล ในหมวดนารีของหมวดหมูศลิ ปะไทยโบราณทัง้ 4 หมวด

2. ชุดฝกทักษะ หมายถงึ งานหรอื กจิ กรรมที่ครูสรางข้ึนโดยมีรูปแบบกจิ กรรมหลากหลาย มี
จุดมุงหมายเพ่ือฝกใหนักเรยี นมีความรูความเขาใจบทเรยี นไดดีย่ิงขึน้ และชวยฝกทักษะตางๆใหผูเรียน เกดิ การ
เรยี นรูอยางแทจรงิ อาจใหนักเรยี นทำชุดฝกทกั ษะขณะเรียนหรอื หลังจากจบบทเรยี นไปแลวกไ็ ด

3

3. หนุ กระบอก เปนหนุ ทีเ่ กิดข้ึนในสมยั รัชกาลที่ ๕ โดยเลียนแบบมาจากหุนจีนไหหลำ ดังปรากฏใน
หนงั สอื สาสนสมเด็จ ซึง่ นพิ นธโดยสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเดจ็ พระเจา
บรมวงศเธอเจาฟากรมพระยานรศิ รานุวัดตวิ งศ บันทึกวาหนุ ชนดิ นีเ้ กิดในแถบเมืองเหนือคือ สโุ ขทยั อุตรดิตถ
นครสวรรค โดยนายเหนงเมอื งสุโขทยั ไดเห็นหุนจนี ไหหลำ จึงคิดประดิษฐหุนเปนแบบไทยเลนทั่วไป จนเปนท่ี
นยิ มในแถบน้นั

ลักษณะของหุนกระบอกเปนหุนคร่งึ ตวั มสี วนประกอบสำคัญ ไดแก ศรี ษะหุน ซึ่งทำเปนตวั ละคร
ตางๆ เชน พระ นาง ยักษ ลิง มอื หุน เปนลักษณะของมอื ท่ีตั้งวงรำเหมือนมือละครรำ ถาเปนตัวพระ ยักษ ลงิ
มักทำมอื ขวาในลักษณะกำสำหรบั ถืออาวุธ มอื ซายต้ังวงรำ สวนตวั นาง มกั นยิ มทำทาต้ังวงทงั้ สองขาง มอื หุน
จะตอไมยาวลงมาเรียกวา ไมตะเกียบ สำหรบั จับเชิดหุนใหรายรำลำตวั ของหุนจะทำดวยกระบอกไมไผ หรอื
วสั ดอุ ่ืน ไหลหนุ ทำดวยไมหรือวัสดอุ ่ืน เส้อื หนุ ทำเปนถงุ คลมุ จากไหลหุนปดลงมาคร่งึ ตัว และมกี ารปกเย็บเส้ือ
หุนใหงดงามตามลักษณะของตวั ละคร ตัวพระมีอินทรธนู กรองคอ ตวั นางมผี าหมนาง กรองคอ ตัวตลกและตวั
อืน่ ๆ มักเปนถงุ ผาท่มี ีสีสนั ตามตวั ละครทเี่ ห็นวางดงาม

ประโยชนทค่ี าดวาจะไดรบั
1. ไดชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพื้นฐานใบหนาหุนกระบอกวดั
นายโรง สำหรบั ชมุ นมุ ศลิ ปะโรงเรียนวดั นายโรง
2. นักเรยี นชมุ นมุ ศลิ ปะ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง มที ักษะการวาดภาพใบหนาพระและนางเพ่ิมขึ้น
โดยใชชุดแบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและนาง แบบแยกสวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุนกระบอกวัด
นายโรง

กรอบแนวคิด ตวั แปรตน ตวั แปรตาม

1.รูปแบบข้นั ตอนพื้นฐานวิธีการเขยี นภาพใบหนาพระ -ชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนา -ทักษะการวาดภาพ
และหนานางของ อาจารยเศรษฐมันตร กาณจนกลุ พระและหนานาง แบบแยก ใบหนาพระและหนานาง
2.หนุ กระบอกตนแบบท่วี ดั นายโรง สวนบนพ้ืนฐานใบหนาหุน ของนกั เรยี นชุมนมุ ศิลปะ
2.ออกแบบชดุ แบบฝกการวาดภาพใบหนาพระและนาง กระบอกวัดนายโรง สำหรับ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง
3.หลักสตู รแกนกลางขน้ั พื้นฐาน ชมุ นมุ ศิลปะโรงเรียนวัดนายโรง

4

บทท่ี 2
ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วของ

ในงานวจิ ัยคร้งั น้ี ผวู ิจยั ไดศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวของและไดนำเสนอตามหวั ขอดังตอไปน้ี
2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน กลุมสาระการเรยี นรวู ชิ าศิลปะ

2.1.1 ความสำคญั ของการเรียนรูศลิ ปะ
2.1.2 การเรียนรูกลมุ สาระการเรยี นรูศลิ ปะ
2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู
2.1.4 คุณภาพผเู รียน
2.1.5 ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรูแกนกลาง
2.2 หนุ กระบอก
2.2.1 ประวตั ิความเปนมาของหนุ กระบอก
2.2.2 ลกั ษณะของหุนกระบอก
2.2.2 หุนกระบอกวดั นายโรง

-ลักษณะใบหนาหุนกระบอกวดั นายโรง
2.3 รปู แบบข้ันตอนพ้นื ฐานวธิ กี ารเขยี นภาพใบหนาพระและหนานางของ

อาจารย เศรษฐมันตร กาญจนกุล
2.3.1 วธิ ีการเขยี นตา
-วิธีการเขยี นตาแบบตกทองชางหรือบางชางเรียกเสนหยอนสำเภา
-วิธกี ารเขียนตาแบบลานนา รูปแบบเอกลกั ษณของศลิ ปะทางเหนือ
2.3.2 วธิ ีการเขยี นปากดานตรง
2.3.3 วธิ กี ารเขียนหูพระและนางดานตรง
2.3.4 สดั สวนหนาพระและหนานางดานตรง

2.4 ชดุ ฝกทกั ษะ
2.4.1 ความหมายของชุดฝกทักษะ
2.4.2 ความสำคญั ของชุดฝกทัษะ
2.4.3 ทฤษฎีและแนวคดิ ในการสรางชุดฝกทกั ษะ
2.4.4 ลักษณะทด่ี ขี องชุดฝกทกั ษะ
2.4.5 หลกั การสรางชุดฝก
2.4.6 ประโยชนของชุดฝก

5

2.1 หลักสตู รการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรยี นรวู ชิ าศลิ ปะ
หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุมสาระการเรียนรูศิลปะเปนกลุมสาระที่ชวย

พัฒนาใหผูเรียนมีความคิดริเริ่มสรางสรรค มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมี
คุณคา ซึ่งมีผลตอคุณภาพชวี ิตมนุษย กิจกรรมทางศิลปะชวยพัฒนาผูเรียนทั้งดานรางกาย จิตใจ สติปญญา
อารมณ สงั คม ตลอดจน การนาํ ไปสูการพัฒนาส่งิ แวดลอม สงเสรมิ ใหผูเรยี นมีความเชอ่ื ม่ันในตนเอง อันเปน
พืน้ ฐาน ในการศึกษาตอหรอื ประกอบอาชพี ได

รูและเขาใจการใชทัศนธาตุ รปู ราง รปู ทรง พื้นผิว สี แสงเงา มที กั ษะพน้ื ฐานในการใช วัสดุอุปกรณ
ถายทอดความคิด อารมณ ความรูสึก สามารถใชหลักการจัดขนาด สัดสวน ความสมดุล น้ำหนัก แสงเงา
ตลอดจนการใชสีคูตรงขามที่เหมาะสมในการสรางงานทัศนศิลป ๒ มิติ ๓ มิติ เชน งานส่อื ผสม งานวาดภาพ
ระบายสี งานปน งานพิมพภาพ รวมทั้งสามารถ สรางแผนภาพ แผนผัง และภาพประกอบเพื่อถายทอด
ความคดิ จินตนาการเปนเร่ืองราวเกยี่ วกบั เหตุการณตาง ๆ และสามารถเปรยี บเทยี บความแตกตางระหวางงาน
ทัศนศิลปที่สรางสรรค ดวยวัสดุอุปกรณและวิธีการที่แตกตางกัน เขาใจปญหาในการจัดองคประกอบศิลป
หลักการลด และเพิ่มในงานปน การสื่อความหมายในงานทัศนศิลปของตน รูวิธีการปรับปรุงงานใหดีข้ึน
ตลอดจน รูและเขาใจคณุ คาของงานทัศนศลิ ปท่มี ผี ลตอชีวิตของคนในสงั คม

2.1.1 ความสำคัญของการเรียนรูศลิ ปะ

กลุมสาระการเรียนรูศิลปะเปนกลุมสาระที่ชวยพัฒนาใหผูเรียนมีความคิดริเริ่มสรางสรรค มี
จนิ ตนาการทางศลิ ปะ ช่ืนชมความงาม มีสนุ ทรียภาพ ความมคี ุณคา ซง่ึ มีผลตอคณุ ภาพชวี ิตมนุษย กิจกรรม
ทางศลิ ปะชวยพัฒนาผูเรยี นทง้ั ดานรางกาย จติ ใจ สตปิ ญญา อารมณ สังคม ตลอดจน การนาํ ไปสูการพัฒนา
ส่ิงแวดลอม สงเสรมิ ใหผูเรยี นมีความเช่ือม่นั ในตนเอง อนั เปนพืน้ ฐาน ในการศึกษาตอหรือประกอบอาชีพได

2.1.2 การเรียนรูกลุมสาระการเรยี นรูศลิ ปะ

กลุมสาระการเรียนรูศิลปะมุงพัฒนาใหผูเรยี นเกิดความรูความเขาใจ มีทักษะวธิ ีการทางศิลปะ เกิด
ความซาบซงึ้ ในคณุ คาของศลิ ปะ เปดโอกาสใหผูเรยี นแสดงออกอยางอิสระในศิลปะแขนงตาง ๆ ประกอบดวย
สาระสําคัญ คือ

x ทัศนศิลป มีความรูความเขาใจองคประกอบศิลป ทัศนธาตุ สรางและนําเสนอผลงาน ทาง
ทัศนศิลปจากจินตนาการ โดยสามารถใชอุปกรณที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใชเทคนิค
วธิ ีการ ของศลิ ปนในการสรางงานไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ วิเคราะห วพิ ากษ วิจารณคุณคา
งานทัศนศิลป เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศิลป ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็น

6

คณุ คางานศิลปะท่ีเปนมรดก ทางวฒั นธรรม ภูมิปญญาทองถ่นิ ภูมปิ ญญาไทยและสากล ช่ืน
ชม ประยกุ ตใชในชีวติ ประจาํ วนั

x ดนตรี มีความรูความเขาใจองคประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรอี ยางสรางสรรค วเิ คราะห
วิพากษ วจิ ารณคณุ คาดนตรี ถายทอดความรสู ึก ทางดนตรีอยางอิสระ ช่ืนชมและประยกุ ตใช
ในชีวิตประจําวนั เขาใจความสัมพันธระหวางดนตรี ประวัติศาสตร และวฒั นธรรม เห็นคุณคา
ดนตรี ทเี่ ปนมรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปญญาทองถิน่ ภมู ิปญญาไทย และสากล รองเพลง และ
เลนดนตรี ในรูปแบบตาง ๆ แสดงความคิดเห็นเกีย่ วกับเสียงดนตรี แสดงความรูสกึ ทีม่ ีตอ
ดนตรีในเชงิ สุนทรยี ะ เขาใจความสัมพันธระหวางดนตรีกบั ประเพณวี ฒั นธรรม และเหตกุ ารณ
ในประวัตศิ าสตร

x นาฏศิลป มีความรูความเขาใจองคประกอบนาฏศลิ ป แสดงออกทางนาฏศิลป อยาง
สรางสรรค ใชศพั ทเบื้องตนทางนาฏศลิ ป วิเคราะหวพิ ากษ วจิ ารณคณุ คานาฏศิลป ถายทอด
ความรูสึก ความคดิ อยางอสิ ระ สรางสรรคการเคลอื่ นไหวในรปู แบบตาง ๆ ประยุกตใช
นาฏศลิ ป ในชวี ิตประจําวัน เขาใจความสมั พันธระหวางนาฏศิลปกับประวัติศาสตร วฒั นธรรม
เห็นคุณคา ของนาฏศิลปที่เปนมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ิปญญาทองถน่ิ ภมู ปิ ญญาไทย และ
สากล

2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู
สาระท่ี 1 ทศั นศิลป
มาตรฐาน ศ 1.1 สรางสรรคงานทัศนศลิ ปตามจินตนาการ และความคดิ สรางสรรค วิเคราะห
วิพากษ วิจารณคุณคางานทัศนศลิ ป ถายทอดความรูสึก ความคดิ ตองาน
ศิลปะอยางอสิ ระ ช่นื ชม และประยุกตใชในชวี ิตประจําวนั
มาตรฐาน ศ 1.2 เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศลิ ป ประวัติศาสตร และวฒั นธรรม เหน็
คณุ คางาน ทัศนศลิ ปท่เี ปนมรดกทางวัฒนธรรม ภูมปิ ญญาทองถ่ิน ภมู ิ
ปญญาไทย และสากล
สาระท่ี 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.1 เขาใจและแสดงออกทางดนตรีอยางสรางสรรค วิเคราะห วิพากษวจิ ารณ
คณุ คา ดนตรี ถายทอดความรูสึก ความคดิ ตอดนตรอี ยางอสิ ระ ชน่ื ชม และ
ประยกุ ตใช ในชวี ิตประจําวัน
มาตรฐาน ศ 2.2 เขาใจความสัมพนั ธระหวางดนตรี ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็นคณุ คา
ของดนตรี ที่ เปนมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ญญาทองถ่นิ ภูมปิ ญญาไทย
และสากล

7

สาระที่ 3 นาฏศิลป
มาตรฐาน ศ 3.1 เขาใจ และแสดงออกทางนาฏศิลปอยางสรางสรรค วเิ คราะห

วพิ ากษวจิ ารณคณุ คา นาฏศลิ ปถายทอดความรูสึก ความคิดอยางอิสระ ชื่น
ชม และประยกุ ตใช ในชีวิตประจาํ วัน
มาตรฐาน ศ 3.2 เขาใจความสมั พนั ธระหวางนาฏศิลป ประวตั ิศาสตรและวฒั นธรรม เหน็
คุณคา ของนาฏศิลปทเี่ ปนมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ญญาทองถนิ่ ภูมิ
ปญญาไทยและสากล

2.1.4 คณุ ภาพผเู รยี น
จบช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี ๓
x รูและเขาใจเรือ่ งทัศนธาตแุ ละหลักการออกแบบและเทคนิคทีห่ ลากหลายในการสรางงาน
ทศั นศิลป ๒ มติ ิ และ ๓ มิติ เพือ่ สอื่ ความหมายและเร่อื งราวตาง ๆ ไดอยางมีคุณภาพ วเิ คราะหรูปแบบเนื้อหา
และประเมนิ คุณคางานทัศนศิลปของตนเองและผอู ืน่ สามารถเลือกงานทัศนศลิ ปโดยใชเกณฑท่ีกำหนดขน้ึ
อยางเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ กราฟกในการนำเสนอขอมูลและมคี วามรู ทกั ษะท่จี ำเปน
ดานอาชพี ทเ่ี กี่ยวของกันกับงานทศั นศิลป
x รแู ละเขาใจการเปล่ียนแปลงและพฒั นาการของงานทศั นศิลปของชาติและทองถิ่นแตละยคุ สมยั
เหน็ คณุ คางานทศั นศิลปท่ีสะทอนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทยี บงานทัศนศิลปท่ีมาจากยคุ สมยั และ
วัฒนธรรมตาง ๆ
x รแู ละเขาใจถึงความแตกตางทางดานเสียง องคประกอบ อารมณ ความรูสกึ ของบทเพลงจาก
วัฒนธรรมตาง ๆ มีทกั ษะในการรอง บรรเลงเครื่องดนตรี ทง้ั เดย่ี วและเปนวงโดยเนนเทคนิคการรองบรรเลง
อยางมีคุณภาพ มที กั ษะในการสรางสรรคบทเพลงอยางงาย อานเขยี นโนตในบันไดเสียงที่มีเครื่องหมาย แปลง
เสยี งเบอื้ งตนได รแู ละเขาใจถงึ ปจจยั ทีม่ ผี ลตอรูปแบบของผลงานทางดนตรี องคประกอบของผลงานดานดนตรี
กับศลิ ปะแขนงอ่ืน แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณความรสู ึกท่ีมีตอบทเพลง สามารถนำเสนอบทเพลงที่
ช่ืนชอบไดอยางมีเหตผุ ล มีทักษะในการประเมนิ คณุ ภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รูถงึ อาชพี ตาง ๆ ท่ี
เกย่ี วของกับดนตรีและบทบาทของดนตรใี นธุรกิจบันเทงิ เขาใจถงึ อทิ ธพิ ลของดนตรที มี่ ีตอบุคคลและสังคม
x รแู ละเขาใจที่มา ความสัมพันธ อทิ ธิพลและบทบาทของดนตรีแตละวัฒนธรรมในยคุ สมัยตาง ๆ
วเิ คราะหปจจัยที่ทำใหงานดนตรไี ดรับการยอมรบั
x รูและเขาใจการใชนาฏยศัพทหรอื ศัพททางการละครในการแปลความและส่อื สารผานการแสดง
รวมทงั้ พัฒนารปู แบบการแสดง สามารถใชเกณฑงาย ๆ ในการพจิ ารณาคณุ ภาพการแสดง วจิ ารณเปรยี บเทียบ

8

งานนาฏศลิ ป โดยใชความรูเร่ืององคประกอบทางนาฏศลิ ปรวมจัดการแสดง นำแนวคดิ ของการแสดงไปปรับ
ใชในชวี ติ ประจำวนั

x รูและเขาใจประเภทละครไทยในแตละยุคสมยั ปจจัยท่ีมีผลตอการเปลย่ี นแปลงของนาฏศิลปไทย
นาฏศิลปพ้ืนบาน ละครไทย และละครพืน้ บาน เปรยี บเทียบลกั ษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศลิ ปจาก
วฒั นธรรมตาง ๆ รวมท้งั สามารถออกแบบและสรางสรรคอุปกรณเคร่ืองแตงกายในการแสดงนาฏศลิ ปและ
ละคร มีความเขาใจ ความสำคัญ บทบาทของนาฏศลิ ปและละครในชวี ติ ประจำวัน

2.1.5 ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรูแกนกลาง
ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรแู กนกลาง
สาระที่ ๑ ทศั นศิลป
มาตรฐาน ศ ๑.๑ สรางสรรคงานทัศนศิลปตามจินตนาการ และความคิดสรางสรรค วเิ คราะห

วิพากษ วิจารณคุณคางานทัศนศิลป ถายทอดความรูสกึ ความคดิ ตองานศลิ ปะอยางอิสระ ชน่ื ชม และประยกุ ตใช
ในชีวิตประจำวัน

ม.๓ ๑. บรรยายส่งิ แวดลอม และงานทศั นศิลป x ทัศนธาตุ หลกั การออกแบบในส่งิ แวดลอม
ที่เลือกมาโดยใชความรเู ร่อื งทศั นธาตุ และงานทศั นศิลป
และหลกั การออกแบบ

๒. ระบุ และบรรยายเทคนิค วิธีการ x เทคนิควธิ ีการของศิลปนในการสรางงาน
ของศลิ ปนในการสรางงาน ทัศนศลิ ป ทัศนศลิ ป

๓. วเิ คราะห และบรรยายวธิ กี ารใช ทัศน x วธิ ีการใชทัศนธาตแุ ละหลักการออกแบบใน
ธาตุ และหลกั การออกแบบในการสราง การสรางงานทศั นศลิ ป
งานทัศนศิลปของตนเอง

ใหมคี ุณภาพ

๔. มีทกั ษะในการสรางงานทัศนศลิ ป x การสรางงานทศั นศลิ ปทงั้ ไทยและสากล
อยางนอย ๓ ประเภท

9

ชั้น ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแกนกลาง

ม.๓ ๕. มีทกั ษะในการผสมผสานวสั ดุตาง ๆ x การใชหลกั การออกแบบในการสรางงาน
ในการสรางงานทัศนศิลปโดยใชหลักการ ส่ือผสม
ออกแบบ

๖. สรางงานทัศนศิลป ทงั้ ๒ มิติ และ x การสรางงานทัศนศิลปแบบ ๒ มิติ และ ๓ มติ ิ
๓ มติ ิ เพื่อถายทอดประสบการณและ เพอ่ื ถายทอดประสบการณ และจนิ ตนาการ
จินตนาการ

๗. สรางสรรคงานทัศนศิลปสอื่ x การประยกุ ตใชทศั นธาตุและหลักการ
ความหมายเปนเรือ่ งราว โดยประยุกตใช ออกแบบสรางงานทัศนศลิ ป
ทศั นธาตุ และหลกั การออกแบบ

๘. วเิ คราะหและอภิปรายรปู แบบ เน้ือหา x การวเิ คราะหรูปแบบ เน้ือหา และคณุ คา
และคณุ คาในงานทศั นศลิ ป ของ ในงานทัศนศลิ ป

ตนเอง และผอู ่ืน หรือของศิลปน

๙. สรางสรรคงานทัศนศิลปเพ่ือบรรยาย x การใชเทคนิค วธิ ีการท่หี ลากหลาย
เหตกุ ารณตาง ๆ โดยใชเทคนิค สรางงานทัศนศิลปเพื่อสือ่ ความหมาย
ที่หลากหลาย

๑๐. ระบุอาชีพที่เก่ยี วของกบั งาน x การประกอบอาชีพทางทัศนศลิ ป
ทัศนศลิ ปและทกั ษะทจี่ ำเปนในการ

ประกอบอาชพี น้ัน ๆ

๑๑. เลือกงานทัศนศลิ ปโดยใชเกณฑ x การจัดนทิ รรศการ
ท่กี ำหนดข้ึนอยางเหมาะสม และนำไป

จัดนทิ รรศการ

สาระที่ ๑ ทศั นศิลป
มาตรฐาน ศ ๑.๒ เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศิลป ประวตั ิศาสตร และ
วัฒนธรรม เหน็ คณุ คางานทัศนศิลปที่เปนมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิ
ปญญาทองถิ่น ภูมปิ ญญาไทย และสากล

ม.๓ ๑. ศกึ ษาและอภิปรายเกี่ยวกับงานทัศนศิลป x งานทศั นศลิ ปกับการสะทอนคณุ คา
ที่สะทอนคุณคาของวัฒนธรรม
ของวัฒนธรรม

10

๒. เปรียบเทยี บความแตกตางของ x ความแตกตางของงานทศั นศิลปในแตละ
งานทศั นศิลปในแตละยคุ สมยั ยคุ สมยั ของวฒั นธรรมไทยและสากล
ของวัฒนธรรมไทยและสากล

2.2 หุนกระบอก

2.2.1 ประวัตหิ ุนกระบอก
กำเนดิ หนุ กระบอกตลอดจนความเปนมาของการเลนหุนการะบอกปนเครอื่ งมหรสพในประเทศไทยนั้น
มีหลักฐานระบุไวอยางชัดเจนวา ไดรับอิทธิพลมาจากหุนของจีนแบบหนึ่งที่เรียกวา “หุนไหหลำ” แตนำมา
ประยกุ ตดดั แปลงใหเหมาะแกความนยิ มของคนไทย เปนหนุ ทเ่ี กิดข้ึนในสมยั รชั กาลท่ี 5 นาจะเกิดขึ้นเปนคร้ัง
แรกในบรเิ วณหัวเมืองทางภาคเหนอื เริ่มตง้ั แต นครสวรรค พษิ ณโุ ลก และอตุ รดิตถ

หนุ กระบอกนายเหนง
หุนกระบอกท่ีเลนกันในยุคแรกทางหัวเมืองเหนือสันนิษฐานวา เริ่มมาจาก นายเหนง ดังปรากฎเปน
หลกั ฐานลายลกั ษณอกั ษรที่ระบุไวอยางชัดเจน น้ันคอื หนงั สือ “สาสนสมเดจ็ ” ลายพระหตั ถในสมเด็จพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ และสมเดจ็ ฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดตวิ งศ ซึ่งทง้ั สองพระองค

ทรงใชเวลาวางโตตอบวิจารณ ความวา
“จะทูลเลยไปถึงเรอ่ื งหุนกระบอกเพราะเรื่องประวัตเิ กย่ี วของกบั ตวั หมอมฉนั มากอยู
เมื่อพ.ศ. ๒๔๓๕ ปท่กี ระหมอมเขาวาการกระทรวงมหาดไทยถึงเดือนตถุ าคม หมอมฉันข้ึน
ไปตรวจหวั มอื งเหนือ ครน้ั นนั้ ลูกชายกลางอิทธิดำรง (นองรองจลุ ดศิ ) อายุไดสัก ๕ ขวบ คดิ
หมอมฉนั จงึ ตามไปดวย หมอมราชวงศเถาะ (เปนทหารมหาดเลก็ อยูกอนทานคงรูจกั ) รับ

อาสาเปนพี่เล้ียง เมอื่ ไปถึงเมอื งอตุ รดดิ ถั สามเณรรณชัยเวลานน้ั เปนพระยาสโุ ขทยั ใหหนุ
กระบอกมาเลนใหดู ไดเห็นเปนครงั้ แรก แกเลาใหฟงวาหุนกระบอกเกิดขน้ึ ท่ีเมอื งสไุ ขทัย
ดวยคนข้ียาชอื่ "เหนง" ซ่ึงเทย่ี วอาศัยอยูตามวัด เหน็ หนุ จนี ไหหลำ จึงเอาอยางมาคิดทำเปน
หุนไทย และคดิ กระบวนรองตามรอยหุนไหหลำ มีคนชอบจึงเทยี่ วเลนหากิน ลูกชายกลาง

หมอมฉนั ไดเห็นหนุ ชอบเปนกำลงั สามเณรรณชขั จึงไปขอมาใหตวั หน่ึง แตเวลาเดนิ ทาง
หมอมฉนั ใหเขาทำวอปาใหเธอนั่ง กเ็ ลนเชดิ หนุ เร่ือยมากับคุณเถาะตลอดทาง"

ประวัติของ นายเหนง จากคำบอกเลาของ นางบุญชวย เปรมบุญ ซ่งึ เปนหลานของนายหนงกลาววา
นายหนงไมใชคนข้ีขาดังที่ปรากฎในสาสนสมด็จ นายเหนงเดมิ เปนคนหมบู านบางมะฝอ อำเภอโกรกพระ
จังหวัดนครสวรรค ทมี่ ีชอื่ วา เหนง เน่ืองจากวา นายเหนงเปนคนมีศีรษะลาน เปนผทู ี่มคี วามสามารถทางการ

แกะสลกั เขียนรูป ทั้งยังสามารถแกะหนาบันได เน่ืองจากกระทำผิดกฎหมาขรับจางแกะแมพิมพเหรียญเงิน
ปลอม มีโทยถงึ ข้นั ดอกเก็บมือ ดวยความกลัวจึงหลบหนีอาญาลงไปทางใต และ ไดเห็นการแสดงหุนจีนไหหลำ
เกิดตดิ ใจจงึ คิดแกะหวั หุนข้ึนเปนหุนไทย แตทำตัวหนุ เลยี นแบบจีนไทหลำ คอื มีกระบอกเปนแกน

11

หุนกระบอกนายเหนงในตอนแรกใชวัสดุทีไ่ มคอยจะคงทนนกั โดยใชหวั มันเทศมาแกะเปนหวั หนุ แทน
พอหัวหุนเนาเสยี ก็แกะขึน้ ใหมไดทันที นายเหนงท้ังรองและเชิดหุนน้ี ตอมานายเหนงไดสรางคณะหนุ กระบอก
ข้ึนท่เี มอื งสุโขทัย และมชี อื่ เสียงมาก ไมสามารถสบี ทราบไดวานายเหนงมาอยสู ุไขทัยเมื่อใด นอกจากน้ี นาย
เหนงขังมเี พ่อื นชื่อ ตาดดั ซึ่งเคยไปเชดิ หุนกระบอกอยกู บั นายเหนงพกั หนึ่ง ตอมาจงึ ตั้งคณะหุนของตัวเรยี กวา
หนุ ตาดัด ทเ่ี มอื งพิจิตร นายเหนงมลี กู สามคนซงึ่ รบั ชวงเลนหนุ ตอ คอื สนุ กุล เปลอ้ื ง ท้งั สามคนยึดอาชีพแสดง
หุนกระบอกมาโดยตลอดหลังจาก พ่ีสาวท้ังสองคนเสียชวี ติ นางเปลอ้ื ง จงึ ชัายมาเลนหุนที่ปากน้ำโพ มผี สู บื
ทอดตอมาคอื นางบญุ ชวยผเู ปนลูก และตกทอดตอกนั มาสูรุนหลานคือ นางเชวง ออนละมาย ซง่ึ ปจจุบนั ยงั ทำ
การแสดงหุนอยทู ่ีจงั หวัดนครสวรรค ลักษณะหุนของ นายเหนง มศี รี ษะหุนแกะดวยไมเนอื้ เบา เครือ่ ง

ภาพลักษณะของหุนกระบอกนายเหนง ที่สืบทอดมาจนถึง นางเชวง ออนละมาย ในปจจบุ ัน

หุนกระบอกหมอนราชวงศเถาะ
หนุ กระบอกคณะหมอมราชวงศเถาะบคุ คลสำคัญอีกทานหน่ึงทท่ี ำใหหุนกระบอกไดรับการบันทกึ เปน
หลักฐาน อีกท้ังยังสันนิษฐานวาเปนหุนกระบอกคณะแรกของกรุงเทพฯ แมวาการเลนหุนกระบอกจะมีมาแลว
ตามหัวเมือง เนอ่ื งจากในป พ .ศ.2435 สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไป
ตรวจราชการเมืองเหนือ หมอมราชวงศเถาะไดตามเสด็จดวยในฐานะ พระพเี่ ลี้ยงพระโอรส ของเสดจ็ ในกรม
เม่ือไดมี โอกาสพบหนุ กระบอกทางหัวเมอื งเหนือ จงึ ไดนำแบบอยางมาสรางหุน ทำใหเกิดหนุ คณะคณุ เถาะขนึ้
หนุ กระบอกของหมอมราชวงศเถาะ หรือท่เี รยี กวา “หุนคุณเถาะ” เปนหุนกระบอกทท่ี ำขึ้นในป
พ.ศ. 2436 ซง่ึ ถือเปนหุนกระบอกคณะแรกของกรงุ เทพฯ และเปนท่ีรูจักรำ่ ลือกันในสมัยนั้น เพราะถึงแมวาหุน
กระบอกตามหัวเมอื งจะมีเลนกนั กอนหน้ำนแี้ ลว แตหนุ หมอมราชวงศเถาะ ก็เปนของใหมสำหรับคนใน
กรงุ เทพฯ อกี ทงั้ คงจะสรางตัวหุนและฉากประกอบการแสดงไดงคงามกวาหุนท่ีเลนตาม หวั เมือง คนทว่ั ไปจงึ
นิยมดกู นั มาก เปนเหตุใหเกดิ หุนกระบอกคณะอ่ืนๆตามมาอีกหลายคณะในยุคเดยี วกัน
หมอมราชวงศเถาะ ยังเคยสรางหุนกระบอกถวาย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอเจาฟาอัษฎางคเดชาวุธ
กรมหลวงนครราชสีมา เมือ่ ยงั ทรงพระเยาว ซึง่ เปนท่ี โปรดปรานและถูกพระทัยเปนอยางมาก ในสวนของการ

12

เชิดหุน คนเชดิ หุนในคณะของ หมอมราชวงศเถาะ คือ แมเคลือบ ผูมชี ือ่ เสยี งในดานการเชิดหุนทม่ี คี วามออน
ชอย งคงาม และขบั รองไดอยางไพเราะปรากฏในสาสนสมเดจ็ วา "เร่ืองหุนกระบอก เรยี กวาหุนคุณเถาะนั้น
เกลากระหมอมทราบดี คนเลนกท็ ราบวาช่อื นางเคลือบ”

นอกจากแมเคลือบแลวก็ยังมี นายเปยก ประเสริฐกลุ ผูท่มี ชี ่ือเสยี งมากท่สี ดุ คนหนึง่ ในวงการหนุ ไทย
แตเดิมเปนเด็กในบานของ หมอมราชวงศเถาะ ทำหนาท่ีคุมเครื่องโขนและเปนผเู ชิดหนุ คนสำคญั อีกคนหนึง่
ตอมา นายเปยก ผนู ้ีไดตัง้ คณะหนุ ของตนเองข้ึนมา ซึง่ จะกลาวประวัติคณะหนุ กระบอกของนายเปยกในหัวขอ
ตอไป หมอมราชวงศเถาะมีภรรยาชอื่ คุณทิพย เปนผดู แู ลและจัดการทุกสงิ่ ทุกอยางในคณะ เม่อื คุณทพิ ขถึงแก
กรรม กิจการการแสดงหนุ ของคณุ เถาะก็เร่มิ ซบเซาลง จนตองยกเลกิ กิจการและไดขายหุนกระบอกทุกตัวไป
หลงั จากเลกิ เลนหุนไมนานหมอมราชวงศเถาะกถ็ งึ แกกรรม

หนุ กระบอกนายเปยก ประเสริญกุล
หุนกระบอกคณะนายเปยก ประเสริฐกลุ หุนกระบอกคณะนายเปยก เกิดข้ึนหลงั จากคณะหนุ ของ
หมอมราชวงศเถาะ หรืออาจกลาวไดวา เปนหุนกระบอกทีแ่ ตกแขนงออกมาจากคณะหนุ หมอมราชวงศเถาะ
"นายเปยกผกู อตง้ั คณะ เกดิ เม่ือ พ.ศ. 2420 ดันสมยั รัชกาลที่ 5 บานเกดิ อยูขางวดั เสาประโคน หรือ วดั ดุสติ ตา
รามเชิงสะพานพระปนเกลาในปจจบุ ัน พอชือ่ นยุ แมชือ่ อิ่ม เดมิ เปนเด็ก คมุ เคร่ืองโขน หมอมราชวงศเถาะ
ตัง้ แตยงั ไมไดสรางหนุ และมญี าติผพู ี่ทีเ่ ปนคนเชิดหุนอยใู นคณะช่อื วา "เเมเคลอื บ" หลังจากการกอตง้ั คณะหุน
หมอมราชวงศเถาะ แลว นายเปยกจงึ เร่ิมหัดเชิดหุนจนเปน โดยเรม่ิ จากการเชิดหุนตวั ตลกกอน และจึงคอยๆ
หัดการเชิดหุนตวั พระ นาง และยกั ษตามลำดบั กลาวไดวานาย เปยก เชดิ หนุ ไดดีตั้งแตอายุ 16 ปเทานั้น ซ่ึงถือ
วาอายยุ งั นอย การแสดงหุนคร้ังแรกท่ีพระราชวงั บางปะอนิ ในงานเฉลมิ พระชนมพรรยา พระบาทสมเด็จ พระ
จลุ จอมเกลาเจาอยหู ัว เม่อื ป พ.ศ. 2436 มกี ารเลนหนุ เร่อื ง ขุนชาง ขุนแผน ตอน แตงงานพระไวย “นายเปยก
ไดเชดิ หนุ ขุนชางซึ่งเปนตัวตลกปรากฏวาบทเจราจาเปนที่ตองพระทัยพระเจาอยหู วั และขาราชบรพิ ารทีต่ าม
เสด็จ จงึ พระราชทานเงนิ 1 ถงุ เปนรางวัลพิเศษสำหรบั บทตลก” “ใครมีงาน หาหนุ คณุ เถาะไปเลน มกั กำชบั วา
ตองเอานายเปยกไปเชดิ ดวย”
ในป พ .ศ.2440 นายเปยกไดแตงานมคี รอบครวั กับ "เเมมิง่ " ผูเคยเปนละครของพระองคเจาเฉิดโฉมฯ
พระธิดาในพระบาทสมเดจ็ พระปนเกลาเจาอยูหัว นายเปยกจงึ คิดสรางหนุ กระบอกขน้ึ เปนของคนเอง เม่ือป
พ.ศ.2442 ซึง่ ในขณะนัน้ นายเปยกมอี ายไุ ด 22 ป และไดคิดสรางหุนกระบอกเพ่อื ใชแสดงเองดังความวา

“แรกทเี่ ร่ิมสรางหนุ ตอง "แอบ"สรางมิใหคณุ เถาะผเู ปนเจานายทราบ ดวยคนแตกอน
ถือวาเปนการแขง็ ขอหรือ "ตัง้ ตน" เอาใจออกหางเจานาย อยางไรก็ตามเม่ือคณุ เถาะ
เหน็ วานายเปยกมคี วามตั้งใจจรงิ และรักในอาชพี และศลิ ปะการเลนหุนกระบอก ถงึ แม
จะดาวาในระยะแรก แตกอ็ นุโมทนาและนยิ มยนิ ดี”

ดวยเหตนุ ีห้ ุนคณะนายเปยกจึงเปนหุนคณะเกดิ ใหม ที่แตกสายมาจากหุนกระบอกของหมอมราชวงศ
เถาะ และรวมสมยั เดยี วกับหนุ กระบอกทุกคณะท่ีเกิดขน้ึ ภายหลงั เชน หุนพระองค

13

นายเปยก ประเสริฐกลุ ผกู อต้ังคณะหุนกระบอกนายเปยก
การสรางหนุ กระบอกชดุ แรกของนายเปยก ตามคำบอกเลาของ ครูขน้ึ สกุลแกวบุตรสาวของนายเปยก
เลาวา
“ผูสรางหุนชุดแรกนั้นมดี วยกัน 2 คน คือ ครูมณี เปนสตรแี ละเปนชางปน ครูศิริ เปนชางทำ
หวั โขนท่ีมีชอ่ื เสียงมาก ศีรษะหนุ กระบอกของนายเปยก ที่เปนหวั พระ หวั นาง หัวพราหมณ
เกสร หวั กุมาร หวั อศุ เรน ท่เี ปนหนาแบบละครถวนเปนฝมอื ของครูมณที งั้ สิ้น หวั หนุ ฝมอื ครู
ใชวัสดทุ ี่เปนกระดาษ ขางในกะโหลกกลวง ใชขี้ผง้ึ ผสมชนั ปนแตงแลวจึงปดกระดาษเขยี นสี
อกี ทัง้ มีลักษณะเปนหนาอยางมนุษข ไมทำหนาทรงมะตูมแบบอยางโบราณ สวนศรี ษะ
หนุ ทคี่ รูสิริสรางนั้นมี ศีรษะพระ ษี รวมท้ังหวั ยกั ษและหวั ลงิ ใชวสั ดทุ ่เี ปนไมสักแกะเปน
สวนหัวและปนแตงดวยรัก ปดกระดาษเขียนสี สวนเสอ้ื หุนและมอื ของหนุ นัน้ แมมิง่ ภรรยา
ของนายเปยกเปนผสู รางขึ้นเอง มือหุนของคณะนายเปยกมือขวาของตัวพระท่ถี ืออาวธุ แกะ
ดวยไม แตมอื ชายทต่ี ้งั วงรำทำดวยหนงั คือใชหนงั วัวหรือควายทข่ี ูดขนออกส้ิน แลวมาแชน้ำ
อยูหลายอาทิตข จนหนงั นุม จงึ เอามาตัดเปนรปู มือมีน้วิ จึงเอาลวดพันจนงอ เหมือนมอื กำลังรำ
นำไปตากแดดใหคงท่ี เมื่อแกะลวดออกแลวปดกระดาบทาสฝี นุ สีขาว”

หนุ กระบอกชุดแรกของ นายเปยก ใชเชดิ มาได 15 ป คือ พ.ศ. 2457 นายเปยก รูสกึ วาหนุ มขี นาดเลก็
เกินไปทำใหผูชมทอ่ี ยูไกลมองเห็นไมชัด ดงั นั้นเขาจงึ สรางหุนขึ้นใหมอีกชุดเรียกวา "หุนละครเลก็ " มแี ขนและ
ขาเหมอื นละครจริง และนำออกแสดงหลังจากสงครามโลกครั้งท่ี 2 สงบ หนุ กระบอกชุดแรกจึงถูกเกบ็ ไวไมได
ถูกนำออกมาแสดงอกี เลย จนกระทั่งป พ.ศ. 2495 ในรายการของสถานีโทรทศั น หนุ กระบอกชุดแรกของ
นายเปยก ไดถกู นำออกมาแสดงอีกคร้ังโดยเลนเร่อื ง พระอภยั มณี เปนตอนยาว และตอมาในป พ.ศ. 2509 ก็
ไดกลับไปแสดงทางโทรทัศนอีกครัง้ ในทองเรื่องเดมิ หลังจากนายเปยก ประเสริฐกุล ถงึ แกกรรม ในป พ.ศ.
2502 หนุ กระบอกคณะนายเปยกไดอยใู นความดูแลของบตุ รสาวคือ น.ส. หวา ประเสริฐกลุ (พ่ีสาวของครูช้ืน
สกุลแกว) และตกอยูในความดแู ลของครูข้ึน สกุลแกว หลังจาก น.ส. หวา ถงึ แกกรรม จนถงึ ป พ.ศ. 2519

14

ครชู ื้นไดขายหุนกระบอกชุดแรกใหแก จกั รพันธุ โปษยกฤต ซ่ึงเขาไดนำหุนเหลานน้ั มาซอมแซม อีกทั้งยังสราง
ตวั หุนเพิม่ เตมิ ขน้ึ อีก ตอมาจกั รพันธุไดนำหมุ ชุดนอ้ี อกแสดง เรือ่ งพระอภยั มมี ตอนหนีผีเส้ือสมุทร ในวันที่ 18
กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ซ่งึ นับไดวาเปนการเกิดหุนกระบอกจักรพันธุ โปษยกฤต และคณะข้ึน

หุนกระบอกของคณุ ยายชน้ื สกุลแกว

รวมหนุ กระบอกจำนวนเกือบคร่ึงรอยของคณะนายเปยก ประเสรฐิ กุล

หุนกระบอกพระ ษี หุนกระบอกรนุ แรกของคณะเปยก

15

หนุ กระบอกนายโรง (ตวั พระ) คณะนายเปยก
2.2.2 ลกั ษณะของหุนกระบอก
หุนกระบอกท่ีใชแสดงในปจจุบันสันนิษฐานวาสรางข้ึนโดยอาศยั กรรมวิธีการสรางหุนกระบอกตาม
แบบหุนซึ่งหมอมราชวงศเถาะ พยคั ฆเสนา ไดคิดประดิษฐดัดแปลงขึน้ กลาวคือ ประกอบดวยสวนสำคญั 4 สวน
ดวยกัน ไดแก ศีรษะหุน ลำตวั มือและเส้ือผาเครื่องประดับตางๆ ในจำนวนสวนประกอบของหุนกระบอกนั้น
สวนทเ่ี ลยี นแบบอวัยวะของคนจรงิ ๆมีเพียงสวนศีรษะและมือท้ังสองขางเทานั้น สวนลำตวั จะใชกระบอกไมไผ
ทงั้ ปลองสวมต้ังแตคอลงมา เราจงึ เรียกหนุ แบบน้ีวา “หุนกระบอก”
2.2.3 หุนกระบอกวดั นายโรง
หนุ กระบอกวัดนายโรงน้นั เปนหุนกระบอกละครนอก ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑหุนละครนอกที่
วดั นายโรง ซึ่งในปจจุบันยังไมมีหลักฐานลายลกั ษณอกั ษรทรี่ ะบไุ ดชัดเจนวาถกู สรางขึน้ ในสมยั ใด แตเดมิ วัด
นายโรงถกู สรางข้ึนโดย “ทานเจากรับ” เปนบุคคลทีค่ วามสำคญั ในทางประวัตศิ าสตรทางการละครของกรุง
รัตนโกสินทร
เจากรับ เกิดเมือ่ พ.ศ. 2349 ตรงกบั ปขาล ในรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดจฬุ าโลก
รัชกาลท่ี 1 ท่ชี มุ ชนหลงั วัดระฆังโฆสิตาราม เปนบตุ รนายถิน และนางกุ ซึ่งทานเจากรับเปนเจาโรงละนอกมี
ชอ่ื เสียงโดงดังในสมยั รชั กาลที่ 3-4 เลนละครจนมีฐานะร่ำรวย แลวนำเงนิ มาซอื้ ที่สรางวัดประจำตระกลู ของ
ตนเอง ตั้งชอ่ื วา วดั นายโรง ซง่ึ หมายถงึ วดั ทกี่ อสรางข้นึ โดยเจาของโรงละคร
ดังนั้นผวู ิจัยจึงไดทำการลงพื้นทเ่ี ก็บภาพถายและสบื หาขอมูลเกย่ี วกบั หุนกระบอกวัดนายโรงจาก
ชาวบานบริเวณยานบางบำหรแุ ละเจาอาวาสวัดนายโรง แตก็ยงั ไมสามารถสันนิษฐานขอมูลทร่ี ะบุชดั เจนไดวา
หุนกระบอกวัดนายโรงนนั้ ถูกสรางข้ึนจากใครในสมัยใด

16

ลักษณะใบหนาหนุ กระบอกวดั นายโรง

17

2.3 รูปแบบขัน้ ตอนพนื้ ฐานวธิ กี ารเขียนภาพใบหนาพระและหนานางของ อาจารย
เศรษฐมนั ตร กาญจนกลุ
ผูวจิ ัยตองการทจ่ี ะศึกษาวิธีการในการวาดใบหนาหุนกระบอกหนาพระและหนานาง จมูก ปาก ตา คว้ิ

หู ซึ่งเปนสวนประกอบสำคัญสวนหนง่ึ ในการประดษิ ฐศีรษะของหนุ กระบอก จงึ จำเปนตองมีหลกั การรปู แบบ
ขนั้ ตอนพน้ื ฐานในการวาดใบหนาพระและหนานางดานอัดหรือดานตรงใหถกู ตองตามหลกั ศิลปะไทย และ
นำมาปรับใชใหเขากบั การวาดใบหนาหนุ กระบอกหนาพระและหนานางเพ่ือที่จะสามารถนำไปใชไดจรงิ

ดังน้ันผูวิจยั จงึ ไดนำหลกั การจากหนังสอื พนื้ ฐานวิธีการเขียนภาพ ชุด พระ นาง ลิง ยักษ ของอาจารย
เศรษฐมันตร กาญจนกุล ซ่ึงเปนวธิ กี ารเขยี นใบหนามนุษยในหมวดนารหี นึ่งในหมวดศิลปะไทยโบราณ ไวดงั น้ี

2.3.1 วธิ ีการเขียนตา

ท่มี า : หนังสือ ชดุ พระ นาง ลิง ยกั ษ, อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล (2535 : หนา 14)

18

วิธีเขียนตาแบบตกทองชางหรอื บางชางเรยี กวา เสนหยอยสำเภา

วธิ ีเขยี นตาแบบตกทองชางหรือบางชางเรยี กวา เสนหยอยสำเภา
ท่ีมา : หนังสอื ชดุ พระ นาง ลิง ยกั ษ, อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล (2535 : หนา 15)

19

วิธีการตาเขยี นแบบลานนา เปนรูปแบบที่เปนเอกลักษณของศิลปะทางภาคเหนือ

วิธกี ารตาเขยี นแบบลานนา เปนรปู แบบท่ีเปนเอกลักษณของศิลปะทางภาคเหนือ
ที่มา : หนงั สอื ชดุ พระ นาง ลงิ ยกั ษ, อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล (2535 : หนา 15)

20

2.3.2 วธิ กี ารเขยี นปากดานอัด (ดานตรง)

ท่มี า : หนังสอื ชดุ พระ นาง ลงิ ยักษ, อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล (2535 : หนา 18)

21

2.3.3 วธิ กี ารเขียนหูพระและนางดานอัด (ดานตรง)

ที่มา : หนงั สอื ชดุ พระ นาง ลิง ยกั ษ, อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล (2535 : หนา 19)

22

2.3.4 สดั สวนหนาพระและหนานางดานอัด (ดานตรง)
หมายเลขทง้ั หมดอธิบายได ดงั น้ี
1.เชงิ ผม
2.ควิ้
3.ตา
4.ปกจมูก
5.ปาก
6.กง่ึ ปลายคาง
7.ปลายคาง
8.เสนก่ึงกลาง

ทีม่ า : หนังสอื ชดุ พระ นาง ลงิ ยักษ, อาจารยเศรษฐมันตร กาญจนกุล (2535 : หนา 25)

23

2.4 ชดุ ฝกทกั ษะ
2.4.1 ความหมายของชุดฝกทักษะ
ราชบณั ฑิตยสถาน (2546 : หนา 641) ไดใหความหมายของชุดฝกไววา หมายถึงแบบฝกหดั หรือชดุ

การสอนทเี่ ปนแบบฝกท่ใี ชเปนตวั อยาง ปญหาหรือคำสั่งท่ีตั้งข้นึ ใหนกั ศกึ ษาฝกตอบ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาประถมแหงชาติ (2540: หนา147) ไดใหความหมายของชุดฝก ไว

วาเปนส่ือการสอนประเภทหนึง่ สำหรบั นักศึกษาปฏบิ ตั เิ พ่ือใหเกดิ ความรูความเขาใจและมีทกั ษะเพิม่ ขนึ้ สวน
ใหญชุดฝกทักษะจะอยทู ายบทเรยี นของหนังสือเรยี น

สุจินดา พัชรภิญโญ (2548 : หนา 55) ไดใหความหมายของชุดฝกวา การจัดกิจกรรมการเรยี นการ
สอน โดยใชชดุ ฝกประกอบการเรยี นการสอน สามารถชวยใหนักเรยี นเกิดการเรียนรไู ดและยังสงเสริมใหผเู รียน
เกิดทักษะในการปฏิบัติจนสามารถ นำไปใชไดจรงิ ในชวี ิตประจำวัน

วิมลรัตน สนุ ทรโรจน (2551 : หนา 111) ใหความหมายของชุดฝกวา ชดุ ฝกหรือชดุ ฝกเสริมทักษะ
เปนสื่อการเรยี นประเภทหน่ึงที่เปนสวนเพิ่มเติมหรือเสรมิ สำหรับใหนกั เรียนฝกปฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหเกิดความรู ความ
เขาใจและทกั ษะเพม่ิ ขึ้น สวนใหญ หนงั สอื เรยี นจะมชี ดุ ฝกหัดอยทู ายบทเรียนในบางวิชาชุดฝกปฏบิ ัติ

ชัยยงค พรหมวงศ (2537 : หนา 490) กลาวถึง ความหมายของแบบฝกปฏิบตั ิวา แบบฝกปฏบิ ัติ
หมายถึง สิ่งท่นี กั ศึกษาตองใชควบคูไปกับการเรยี น มลี ักษณะเปนแบบฝกที่ครอบคลุมกิจกรรมท่ผี เู รียนพงึ
กระทำจะแยกเปนแตละหนวยหรือรวมเปนเลมก็ได

พรพรหม อตั ตวัฒนากุล (2547 : หนา 18) ไดใหความหมายของชดุ ฝกไววา ชุดฝก คือ สงิ่ ท่ผี สู อนมอบ
ใหผเู รยี นกระทำพ่อื ฝกฝนเนอื้ หาตางๆ เพอื่ ใหเกดิ ความชำนาญและสามารถนำไปแกปญหาได

ปรชี า ชางขวญั ยนื และคณะ (2543 : หนา 130) กลาวถึง ความหมายของแบบฝกปฏิบัติวา แบบฝก
ปฏิบัติ คอื หนงั สือทผ่ี ูเรียนใชควบคไู ปกับตาํ ราเรยี น หรอื อาจจะใชเปนคูมอื สำหรบั การศกึ ษา ควบคูไปกับสอื่
อื่นๆท่ที าํ หนาที่แทนครหู รือตาํ รา

พรชัย ผาดไทสง (2545 : หนา 31) กลาวถงึ ชุดฝกหมายถึง สื่อการสอนท่ีใชในการประกอบการสอน
โดยใหนักศกึ ษาเปนผลู งมือปฏบิ ตั ิกิจกรรมเองชวยใหนกั ศึกษามพี ัฒนาการในการเรียนรู ทักษะที่เพิ่มขน้ึ และ
นกั ศกึ ษาเรียนรูอยางสนุกสนาน

พิทกั ษ (2552 : หนา 1) กลาววา ชุดฝกทกั ษะหมายถงึ ส่อื การเรียนการสอนชนิดหนึง่ ทมี่ ุงใหผูเรียน
ไดทบทวนความเขาใจและพฒั นาทักษะ ตลอดจนเจตคติเรอื่ งใดเรื่องหน่ึง ทำใหผเู รียนมีความชดั เจนแมนยาํ
และเกดิ ความชาํ นาญในการปฏบิ ัตมิ ากขึ้น ทง้ั นี้โดยมีการวางแผนการฝกทกั ษะไวอยางเปนระบบ

ทศพร ตาดสุวรรณ (2550 : หนา 37) ไดกลาวถึงความหมายของชุดฝก ไววา ชดุ ฝกเปนชดุ ฝกที่ครูจดั
ข้นึ ใหแกนักเรยี นเพื่อใหนกั เรียนไดมที ักษะเพม่ิ เติมโดยการ จัดกิจกรรมอยางใดอยางหนึ่งดวยความสนใจ
หลังจากทีน่ กั เรียนไดเรียนรเู รือ่ งน้ัน ๆ มา บางแลว


Click to View FlipBook Version