The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 104 ไกรษร สีบุญลาด, 2024-01-25 22:05:15

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหา โดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การ เรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ผู้วิจัย นายไกรษร สีบุญลาด โครงงานทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ชื่อวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหาโดย ใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การ เรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ชื่อผู้วิจัย นายไกรษร สีบุญลาด อาจาร์ที่ปรึกษา ผศ.นิพล สังสุทธิ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดย ใช้การเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหาโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาความพึง พอใจของ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา จำนวน 27 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบและแบบสอบถาม สถิติใน การวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และPaired –samples Test ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ที่เรียนกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน google classroom เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 84 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ที่เรียนกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน google classroom เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด


Abstract This research aims to: 1 ) compare the effectiveness before and after learning using the academic course on website development, which addresses problem-solving through Google Classroom in teaching activities related to website creation for 6thgrade high school students; 2) assess the satisfaction of 6th-grade high school students learning through Google Classroom in activities related to website creation. The sample group consists of 2 7 students from the 1st semester of the academic year 2566 at Srinwilai Vitthaya School, selected through purposive sampling. Research tools include tests, questionnaires, and statistical analysis tools such as percentages, averages, standard deviations, and paired-samples tests. The research findings indicate that: 1. Students in the 6th grade at Srinwilai Vitthaya School, participating in learning activities through Google Classroom on website creation, showed an 84% increase in knowledge. 2. 6th-grade students at Srinwilai Vitthaya School, engaging in learning activities through Google Classroom on website creation, expressed the highest level of satisfaction.


กิตติกรรมประกาศ โครงงานทางด้านคอมพิวเตอร์ศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ด้วยความกรุณาและ ความช่วยเหลืออย่างดีจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิพล สังสุทธิอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ที่กรุณาให้ คำปรึกษาแนะนำ และตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างละเอียดจนสมบูรณ์ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็น ประโยชน์และดูแลให้กำลังใจแก่ผู้ศึกษาด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งใน ความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ นางสาวทิพวัลย์ ศรีบุลม นางสาวกาญจนา ศรีโสภา และนายศุภชัย ยินไธ สง ครูคอมพิวเตอร์โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ที่คอยให้คำแนะนำและตรวจแก้ไขข้อบกพร่อง ผู้ศึกษา รู้สึก ซาบซึ้งในความกรุณา และขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อ การทำการศึกษาในครั้งนี้ อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครู โรงเรียนศรีวิไลวิทยา อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดลองใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา และขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาครั้งนี้และ ขอขอบคุณทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีประจำปีงบประมาณ 2566 เหนือสิ่งอื่นใดผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา เป็นอย่างสูง ที่เป็นผู้ให้ชีวิตให้ กำลังใจ สนับสนุนทุนทรัพย์ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวทุกคนที่ได้ช่วยให้กำลังใจกับผู้ศึกษา เสมอ มา คุณและ ประโยชน์ใด ๆ ที่อาจเกิดจากศึกษาฉบับนี้ผู้ศึกษาขออุทิศเพื่อบูชาแด่บิดา มารดา และผู้มี พระคุณสูงสุด ครูอาจารย์ที่ให้ปัญญา และผู้มีพระคุณทุกท่าน นายไกรษร สีบุญลาด


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก ABSTRACT ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ช สารบัญรูปภาพ ฌ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 2 ขอบเขตของการศึกษา 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 10 ความหมายและความสำคัญของสื่อออนไลน์ 13 ความหมายของ Google Classroom 14 การเรียนการสอนผ่าน Google Classroom 15 ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ 17 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 22 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา 25 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 25 แบบแผนการทดลอง 26 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 26 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 27 วิธีดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 33


สารบัญ (ต่อ) หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล 34 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 35 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 42 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 42 ขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 43 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 45 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 45 สมมติฐานของการศึกษา 45 วิธีดำเนินการศึกษา 45 สรุปผลการศึกษา 46 อภิปรายผล 47 ข้อเสนอแนะ 49 บรรณานุกรม 50 บรรณานุกรม (ต่อ) 51 บรรณานุกรม (ต่อ) 52 ภาคผนวก 54 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 55 ภาคผนวก ข แบบแระเมินและผลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 99 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 120 ภาคผนวก ง ภาพเก็บรวบรวมข้อมูล 126 ภาคผนวก ฉ หนังสือราชการและรายชื่อผู้เชียวชาญ 129 ประวัติผู้ศึกษา 131


สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 2.1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 11 ตารางที่ 3.1 รูปแบบการวิจัย The Single Group, Pretest - Posttest Design 23 ตารางที่ 3.2 โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้สื่อการเรียนรู้ 25 ตารางที่ 3.3 กำหนดการทดลอง 29 ตารางที่ 4.1 ผลการวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ 38 ตารางที่ 4.2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน 39 ตารางที่ ข.1 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 103 ตารางที่ข.2 ผลการวิเคราะห์หาค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ทางการเรียน 105 ตารางที่ข.3 ผลการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 107 ตารางที่ข.4 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถามความพึงพอใจ 111 ตารางที่ค.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลัง เรียน 115 ตารางที่ค.2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลัง เรียน 117 ตารางที่ค.3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้Google Classroom 119


สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพที่ก.1 หน้าต่างของ Google Classroom 90 ภาพที่ก.2 เนื้อหาและชิ้นงานใร Google Classroom 90 ภาพที่ก.3 หน้าต่างชิ้นงานของ Google Classroom 91 ภาพที่ก.4 จำนวนนักเรียนที่เข้าใช้งาน Google Classroom 91 ภาพที่ก.5 จำนวนนักเรียนที่เข้าทำงานใน Google Classroom 92 ภาพที่ ง.1 ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน 121 ภาพที่ ง.2 อธิบายวิธีการเข้าใช้งาน Google Classroom 121 ภาพที่ ง.3 นักเรียนเข้าใช้งาน Google Classroom 122 ภาพที่ ง.4 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน 122


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสำคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมี ความสามารถที่จะเสาะแสวงหาความรู้ในยุคสมัยที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมมาก ขึ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรักษาข้อมูลนักเรียนของฝ่ายทะเบียน การคิด คำนวณ ผลการเรียน การเบิก - จ่ายพัสดุ เป็นเครื่องมือช่วยในการผลิตสื่อการเรียนการสอนของครู การเรียน โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อกลางในการถาม-ตอบ การเรียนผ่านระบบดาวเทียม ของ โครงการไกลกังวล การเรียนทางเว็บไซต์ (E - Learning) การเรียนทางโทรศัพท์มือถือที่สามารถ ทำให้ นักเรียนสามารถเรียนได้โดยไม่ต้องมาพบครู เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อส่งเสริมให้เรียนได้พัฒนาตาม ศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต (กรมวิชาการ, 2543 : 1-2) วิชาคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิชาที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศด้าน การศึกษาของประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า สาเหตุที่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์และความคงทนในการเรียนรู้ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่ำนั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ผู้สอนไม่เน้นกระบวนการให้ นักเรียนปฏิบัติจริง ผู้สอนส่วนใหญ่ ยังยึดหนังสือเรียนแทนหลักสูตร มิได้ถือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ธรรมเกียรติ กันอริ, 2543 : 96-99) และด้วยวิชาคอมพิวเตอร์ในเรื่องฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี สื่อสารข้อมูลต้องอาศัยการศึกษาจากอุปกรณ์จริงซึ่งบางอุปกรณ์ไม่สามารถนำมาให้นักเรียนศึกษา ได้ จากของจริง นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่ ใช้วิธีสอนแบบเดียวกัน ในเวลา เท่ากันกับ นักเรียนทุกคน เป็นการยากที่จะให้นักเรียนทุกคนบรรลุวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ได้ เพราะนักเรียน แต่ละคนย่อมมีความแตกต่าง นักเรียนที่มีความถนัดสูงและมีพื้นฐานในการเรียนรู้มา เป็นอย่างดีจะ เรียนรู้ได้เร็ว ส่วนนักเรียนที่มีความถนัดต่ำและมีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอก็จะเรียน ไม่ทันเพื่อน (โรงเรียนบ้านตลุกข่อยน้ำ, 2549 : 5) การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยนำเทคโนโลยี Google Apps for Education มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน สามารถ


2 สร้างความปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน รวมถึงระบบการส่งและจัดเก็บผลงานต่างๆ ผู้วิจัยได้ ศึกษา Google Classroom เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน อันจะส่งผลให้การ เรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดการเรียนรู้ จากความสำคัญและสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะใช้ Google Classroom เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางนำเทคโนโลยี Google Apps for Education มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหาโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้าง เว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 สมมติฐานของการวิจัย 1.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหา โดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน 2.ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับพึงพอใจ มาก


3 ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1.ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ปี การศึกษา 2566 จำนวน 4 ห้อง นักเรียนทั้งหมด 154 คน 2.ตัวแปรที่ใช้ 2.1 ตัวแปรต้น คือ การใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.2 ตัวแปรตาม มี 2 ตัวแปร ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 2.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้เรียนโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3.ขอบเขตด้านเนื้อหา ได้แก่ เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาการสร้าง เว็บไซต์ 1 รหัสวิชา ว30293 ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกจากหลายสำนักพิมพ์เพื่อให้มีเนื้อหา สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 6 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีโครงสร้าง ของบทเรียนที่เหมาะสมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง พื้นฐานการ ใช้ Google site ซึ่งประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จานวน 5 แผน คือ 3.1 ส่วนประกอบของโปรแกรม Google site


4 3.2 การสร้าง Site 3.3 การใส่ข้อความและรูปภาพในเว็บเพจ 3.4 การแทรกไฟล์มัลติมีเดียลงในเว็บเพจ 3.5 การใส่แผนที่บนเว็บเพจ 4.ขอบเขตด้านเวลา การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลาทดลอง สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ รวม 6 ชั่วโมง โดยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน ดำเนินการสอนแผนละ 2 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. Google Classroom หมายถึง บริการของ Google App for Education ที่เป็นชุด เครื่องมือ เพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานที่ให้บริการฟรี ประกอบด้วย Gmail, เอกสาร และไดรฟ์ได้รับ การออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครูสามารถทำ สำเนาของ Google เอกสารสำหรับนักเรียนแต่ละคนได้ โดยอัติโนมัติ เป็นเครื่องมือให้ผู้สอนได้สามารถใช้ประโยชน์ ในการสั่งงานและเก็บรวบรวมผลงานต่าง ๆ ของผู้เรียน อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนสามารถส่งงานได้ทันทีผ่านทาง ออนไลน์ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถทางสติปัญญาของนักเรียนแต่ละ คนในการ เรียนรู้วิชาวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 รหัสวิชา ว30293 โดยจำแนกพฤติกรรมที่พึงประสงค์ใน ด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้และการวิเคราะห์ ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ รหัสวิชา ว30293 ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น 3. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อ สภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ ซึ่งผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ พึง พอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย พึงพอใจน้อยที่สุด ตามลำดับ


5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยการนำ google classroom มาใช้ใน เรื่อง การ เรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. เป็นประโยชน์สำหรับครูที่จะนำไปใช้พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3. ได้รู้วิธีการใช้ google classroom ในการจัดการเรียนการในรูปแบบต่างๆ 4. เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการเรียนในรายวิชาอื่นๆ ต่อไป


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหาโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนำเสนอต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 3. ความหมายและความสำคัญของสื่อออนไลน์ 4. ความหมายของ Google Classroom 5. การเรียนการสอนผ่าน Google Classroom 6. ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของ ชาติให้ เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมือง ไทย และ เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มี ความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตนาที่จำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ และ การศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าผู้คนสามารถเรียนรู้และ พัฒนาตนเองได้ เต็มตามศักยภาพ


7 2. หลักการ 2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐาน การ เรียนรู้เป็นเป้าหมาย สำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อประชาชนทั่วไป เพราะถือว่าเป็นหลักการที่ ประชาชนทุก คนควรมีโอกาสได้รับอย่างเสมอภาค ควรได้รับหลักสูตรการศึกษาที่มีคุณภาพ 2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ซึ่งให้มีสังคมมีส่วนร่วมใน การจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนและความต้องการของท้องถิ่น 2.4 เป็นหลักสูตรทางการศึกษาที่มีโครงสร้างทางการศึกษาในแบบยืดหยุ่นในทุก ด้าน 2.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 3. จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อผู้เรียนได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 3.1 มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึ่งประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มี วินัย 3.2 มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร คิด แก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยี และมี ทักษะชีวิต 3.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และการรักการออกกำลัง กาย 3.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่น ในวิถีชีวิต


8 3.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สร้างสิ่งที่ดีงาม ในสังคม 4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ใน การใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ และทัศนะของตนเองเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก เหตุผลและความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 4.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 4.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ไขปัญหาและ อุปสรรคได้ อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ ผู้เรียน เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี มี การ แสวงหาความรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา ประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจอย่าง มี ประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตนเองและสังคม 4.4 ความสามารถการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไป ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการ ได้อยู่ ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้ง นั้นได้อย่างเหมาะสม การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคม สภาพแวดล้อม และการ รู้จัก หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึ่งประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 4.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือกเทคโนโลยีต่าง ๆ และรู้จักการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเอง และสังคม ในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเหมาะสม


9 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียน เป็น ผู้ที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนนั้นสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมี ความสุข ใน ฐานะที่เป็นพลเมืองไทยและพลโลก มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการดังนี้ 5.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์: ผู้เรียนตระหนักถึงความรักชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ 5.2 ซื่อสัตย์สุจริต: ผู้เรียนมีความซื่อสัตย์สุจริต 5.3 มีวินัย: ผู้เรียนปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ของสถานศึกษา 5.4 ใฝ่เรียนรู้: ผู้เรียนมีความตั้งใจในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ 5.5 อยู่อย่างพอเพียง: ผู้เรียนตระหนักถึงการใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง 5.6 มุ่งมั่นในการทำงาน: ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 5.7 รักความเป็นไทย: ผู้เรียนอนุรักษ์และส่งเสริมความเป็นไทย 5.8 มีจิตสาธารณะ: ผู้เรียนมีจิตสาธารณะต่อผู้อื่นเสมอ 6. มาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย สำคัญ ของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้จะระบุสิ่งที่ผู้เรียนนั้นควรพึงรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ เมื่อได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้มาตรฐานการเรียนรู้เป็น กลไกสำคัญของการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้สะท้อนให้ทราบ ว่า ผู้เรียนต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อ การประกันคุณภาพการศึกษา โดยระบบการประเมินคุณภาพภายนอก รวมไปถึงการทดสอบ ระดับเขต พื้นที่การศึกษาและการทดสอบระดับชาติ และยังมีการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวว่า เป็น สิ่งสำคัญที่จะช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพที่ มาตรฐานการ เรียนรู้กำหนด


10 7. ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนแต่ละดับชั้น ซึ่ง สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการ กำหนด เนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัด ประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน 7.1 ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับ การศึกษาภาค บังคับ 7.2 ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น หลักสูตรได้มีการกำหนดรหัสกำกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเพื่อความเข้าใจ ดังนี้ ว 4.2 ม. 1/1 ม. 1/1 หมายถึง ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4/1 หมายถึง สาระที่ 4 มาตรฐานข้อที่ 1 ว หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ สืบเสาะหาความรู้ และปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำ กิจกรรม ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้ 1. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.1 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ


11 มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของ สิ่งมีชีวิตการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์ และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของ พืชที่ทำงานสัมพันธ์กันรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการ ถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่มีผลต่อชีวิต ความ หลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 1.2 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและ ธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของ แรงที่กระทำ ต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลง และการถ่าย โอนพลังงาน ปฏิกิริยาระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฎการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 1.3 สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการคิด และวิวัฒนาการ ของเอกภพกาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิกิริยาสัมพันธ์ภายในระบบ สุริยะที่ส่งผลต่อ สิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ


12 มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบ โลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลม ฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 1.4 สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการ ดำรงชีวิตในสังคมที่มี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ สิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหา ที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม 2. ผลการเรียนรู้ สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง อย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม


13 ตารางที่ 2.1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ความหมายและความสำคัญของสื่อออนไลน์ สื่อสังคม (Social Media) สองคำที่สังคมเรียกติดปาก ซึ่งมีความหมายเดียวกัน ใน บทความ นี้ผู้เขียนเลือกใช้คำว่า “สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Online)” มีผู้ให้ความหมาย สื่อ สังคม ออนไลน์ ไว้มากมาย ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้บัญญัติคำ ว่า “Social Media” ไว้ว่า “สื่อสังคม” หมายถึงสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่าน อินเทอร์เน็ตได้ สื่อเหล่านี้เป็นของบริษัทต่างๆ ให้บริการผ่านเว็บไซต์ของตน เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ไฮไฟฟ์ (Hi5) (อ่านว่า ไฮ-ไฟ) ทวิตเตอร์ (Twitter) วิกิพีเดีย (Wikipedia) ฯลฯ นาวิก นำเสียง (2554) ได้ให้คำจำกัดความของ สื่อสังคมออนไลน์ว่า เป็นที่ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวแทนในการสนทนา โดยได้มี ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.6 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ นำเสนอและแบ่งปันข้อมูล อย่าง ปลอดภัย มีจริยธรรม และวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี สารสนเทศที่มีผลต่อ การดำเนิน ชีวิต อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม • การนำเสนอและแบ่งปันข้อมูล เช่น การเขียนบล็อก อัปโหลดวิดีโอ ภาพ อินโฟกราฟิก • การนำเสนอและแบ่งปันข้อมูลอย่างปลอดภัย เช่น ระมัด ระวังผลกระทบที่ตามมาเมื่อมีการแบ่งปัน ข้อมูลหรือเผยแพร่ ข้อมูล ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อ ตนเองและผู้อื่น • จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ • เทคโนโลยีเกิดใหม่ แนวโน้มในอนาคต การ เปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยี • นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิต ประจําวัน อาชีพเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการดำเนิน ชีวิต อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม


14 การ จัดแบ่งประเภทของสื่อสังคมออนไลน์ ออกเป็นหลายประเภท เช่น ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ (Publish) ที่มี Wikipedia, Blogger เป็นต้น ประเภทสื่อแลกเปลี่ยน (Share) ที่มีYouTube Flickr SlideShare เป็น ต้น ประเภทสื่อสนทนา (Discuss) ที่มี MSN Skype GoogleTalk เป็นต้น แสงเดือน ผ่องพุฒ (2556) ให้ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ เทคโนโลยี เว็บ 2.0 เป็นเครื่องมือที่ทำงานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ อนุญาตให้ แต่ละบุคคลเข้าถึง แลกเปลี่ยน สร้างเนื้อหา และสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ ร่วมถึงการเข้าร่วม เครือข่าย ออนไลน์ต่างๆ การสื่อสารเป็นแบบสองทาง เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม (2557) ให้ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นสื่อดิจิตอลหรือ ซอฟแวร์ที่ทำงานบนพื้นฐานของระบบเว็บไซต์เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม เป็นการนำ เรื่องราวต่างๆ เหตุการณ์ ประสบการณ์ รูปภาพวิดีโอ รวมทั้งการพูดคุยต่างๆ แบ่งปันให้คนที่อยู่ใน สังคมเดียวกันได้รับรู้ วิกิพีเดีย กล่าวโดยสรุป สื่อสังคมออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีเว็บ 2.0 เป็นเครื่องมือที่ทำงาน บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และอุปกรณ์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยน การแบ่งปันเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่าง บุคคล สองคน หรือกลุ่มบุคคลในลักษณะของการเข้าร่วมในเครือข่ายออนไลน์เดียวกัน ความหมายของ Google Classroom Google Classroom เปิดให้บริการสำหรับทุกคน ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้อาจารย์สร้าง และ เก็บงานโดยไม่ต้องใช้กระดาษ และยังสามารถช่วยประหยัดเวลา เช่น ความสามารถในการทํา สำเนาของ Google ให้กับนักศึกษาแต่ละคน นอกจากนี้ยังสร้างโฟลเดอร์สำหรับแต่ละกันและแต่ละ คนเพื่อความ เป็นระเบียบของข้อมูล นักศึกษาสามารถติดตามงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายว่ามีอะไร ครบกำหนดบ้าง อาจารย์สามารถติดตามการทำงานของนักศึกษาได้ว่าใครยังไม่เสร็จ และอาจารย์ยัง สามารถแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับงานและให้คะแนนกับงานที่นักศึกษาส่งมาได้อย่างรวดเร็ว วิธีการ เข้า Class แต่ละครั้งก็ ไม่ยุ่งยาก อาจารย์สามารถเพิ่มนักศึกษาได้โดยตรง หรือแคแชร์รหัสเพื่อให้ นักศึกษาเข้าห้องเรียนได้ การ ตั้งค่ารหัสใช้เวลาเพียงแค่ครู่เดียว ประโยชน์ของการใช้งาน Google Classroom จะช่วยให้ ประหยัดเวลา ตรวจงานได้ง่ายมากขึ้นเป็นระเบียบ และปลอดภัยเพราะ Classroom จะไม่นําเนื้อหา หรือข้อมูลของนักศึกษาไปโฆษณา


15 Google Classroom เป็นแอปพลิเคชันที่ง่ายต่อการใช้งานฟังก์ชันไม่ซับซ้อน เมนูไม่ยุ่งยาก รองรับได้หลากหลายอุปกรณ์ ช่วยประหยัดเวลาในการศึกษาเรียนรู้ ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่จำกัด ว่า ต้อง อยู่ในห้องเรียน ผู้เรียนสามารถใช้เวลาว่างเข้าไปทบทวนหรือศึกษาได้ด้วยตัวเอง การเรียนการสอนผ่าน Google Classroom เอกวิทย์สิทธิวะ และวรชนันท์ ชูทอง (2558) Google Classroom เป็นหนึ่งใน Google Apps for Education ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานที่ให้บริการฟรี ได้รับการ ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครูสร้างและเก็บงานได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษ มีคุณลักษณะที่ช่วย ประหยัดเวลา เช่น สามารถทำสำเนาของ Google สำหรับแต่ละงานและนักเรียนแต่ เอกสารสำหรับ นักเรียนแต่ละคนได้โดยระบบจะสร้างโฟลเดอร์ ละคนเพื่อช่วยจัดระเบียบให้ทุกคน ซึ่งนักเรียน สามารถติดตามว่ามีอะไรครบกำหนดบ้างใน หน้างาน และเริ่มทำงานได้ ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว ครูสามารถดูว่าใครทำงานเสร็จ หรือยังไม่ เสร็จได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนสามารถให้ความคิดเห็น โดยตรงและให้คะแนนได้แบบทันทีใน Google Classroom 1.ประโยชน์ของระบบ Google Classroom สำหรับชั้นเรียน 1.1 เตรียมการได้ง่าย ผู้สอนสามารถเพิ่มนักเรียนได้โดยตรงหรือแชร์รหัส เพื่อให้ นักเรียนเข้าชั้นเรียนได้การตั้งค่าใช้เวลาเพียงครู่เดียว 1.2 ประหยัดเวลากระบวนการมอบหมายงานเรียบง่ายไม่สิ้นเปลืองกระดาษ ทำให้ ผู้สอนทราบผลตรวจและให้เกรดงานได้ในที่เดียวกัน 1.3 ช่วยจัดระเบียบนักเรียนสามารถดูงานทั้งหมดของตนเองได้ในหน้างาน และ เนื้อหาสำหรับชั้นเรียนทั้งหมดจะจัดเก็บอยู่ในโฟลเดอร์ภายใน Google Drive โดยอัตโนมัติ 1.4 ช่วยให้การสื่อสารกันได้ดีขึ้น เนื่องจากใน Google Classroom ทำให้ผู้สอนส่ง ประกาศ และเริ่มการพูดคุยในชั้นเรียนได้ทันที นักเรียนสามารถแชร์แหล่งข้อมูลกัน หรือตอบ คำถามใน Google Classroom ได้ 1.5 ประหยัดและปลอดภัย เช่นเดียวกับบริการอื่นใน Google Apps for Education กล่าวคือ Google Classroom ไม่มีโฆษณา ไม่ใช้เนื้อหาหรือข้อมูลของนักเรียน ในการโฆษณา และ ให้บริการฟรี สําหรับสถานศึกษา 2.การใช้งาน Google Classroom มีขั้นตอนในการใช้งานตามกระบวนการดังต่อไปนี้


16 2.1 เริ่มต้นใช้งาน 2.2 การสร้างและการจัดการชั้นเรียน 2.3 การสร้างและการให้คะแนนงาน อภิรมย์ สุวรรณชาติ (2559) ได้ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนที่ทําการใช้งาน Google Classroom ดังนี้ 1. เขตพื้นที่การศึกษา Clarks town Central (CCSD) มีนักเรียนประมาณ 8,600 คน ทาง ตอนใต้ของนิวยอร์ก Clarks town สนับสนุนบรรยากาศโรงเรียนขนาดเล็ก การมีส่วนร่วมของ ชุมชน และการมุ่งเน้นส่วนตัวบุคคลซึ่งได้มีการใช้ Google Classroom นักการศึกษาและทีมงานได้ ชี้ให้เห็น ประโยชน์สำคัญ 2 ประการ คือ นักเรียนมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น และชั้นเรียนมีการจัดระเบียบ ยิ่งขึ้น Google Classroom ผู้สอนสามารถมอบหมายและติดตามงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น และยังช่วย ให้งาน ของนักเรียนได้รับการจัดระเบียบดีขึ้นมีเครื่องมือและแอปพลิเคชั่นสําหรับการทํางาน ร่วมกันอย่างยิ่ง ใช้งานง่ายและแจกจ่ายงานง่ายอีกด้วย 2. วิทยาลัย Warwickshire College Group (WCG) ตั้งอยู่ที่ Midlands ในสหราชอาณาจักร ให้การศึกษาระดับวิทยาลัยระยะเวลา 2 ปี แก่ผู้ที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนที่จะตัดสินใจเลือก สาขาวิชาที่จะศึกษาต่อไป 1 ใน 6 วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีนักศึกษามากกว่า 15,500 คน และ มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,700 คน ได้มีการใช้ Google Classroom ประยุกต์ใช้ร่วมกับ Google Apps for Education กับนักศึกษาในทุกวิทยาเขต ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษาและอาจารย์กว่า 4,000 คน มีการใช้งาน Google Apps อย่างจริงจังทุกวัน 3. มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ได้เริ่มใช้งาน Google Apps for Education โดยเริ่มที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งก่อตั้งขึ้น ในปี พ.ศ. 2509 เป็นสถาบันที่ ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมีนักศึกษา ประมาณ 43,500 คน มีอาจารย์ เจ้าหน้าที่ 12,000 คน และศิษย์เก่า จำนวนกว่า 100,000 คน มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็น มหาวิทยาลัย แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมมือกับ Google โดยใช้งาน Gmail, Google Sites, Google Calendar และใช้ Google Doc สำหรับ การทำงานร่วมกันในเอกสารผ่านระบบลง ชื่อเข้าใช้ใน ระบบเดียว เพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งล่าสุดมีการนำเอา Google Apps for Education มาใช้เพื่อ การเรียนการสอน และได้เริ่มต้นนำเอานวัตกรรมพัฒนาต่อยอดเพื่อการเรียน การสอนและการ บริหารจัดการในรูปของวีดีทัศน์ผ่านช่อง KKU's Youtube Channel


17 4. โรงเรียนวัดนายโรง เป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง โรงเรียนเริ่มใช้ Google Apps for Education กับการเรียนการสอนในปี 2555 โดยให้นักเรียน อาจารย์ และบุคลากรใช้อีเมล์ของ Google ภายใต้โดเมนของโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้ครู ทุกคนมีเว็บไซต์การเรียนการสอนเป็นของตนเอง โดยสร้างจาก Google site ซึ่งได้ประโยชน์ 2 ส่วน ได้แก่ ให้ครูเป็นผู้สร้างเนื้อหาให้กับนักเรียนไทย และนักเรียนสามารถศึกษาได้ทุกที่ไม่เฉพาะ แต่ ห้องเรียน เป็นการเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้และมีการใส่สื่อภายนอก เช่น YouTube จากการศึกษาการใช้ Google Classroom เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน สรุปได้ว่า Google Classroom เป็นระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์ที่มีบริการที่หลากหลาย เช่น Gmail Google Drive, Google Docs, Google Calendar, Google Site, Google Form เป็นต้น ครอบคลุมการจัดการ เรียนรู้ที่ หลากหลาย อีกทั้งไม่มีค่าใช้จ่าย จึงได้มีมหาวิทยาลัย และโรงเรียนในประเทศไทยหลายแห่ง เริ่มน ระบบ Google Classroom เข้ามาใช้บริหาร จัดการชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นการพัฒนาทั้ง ครูผู้สอนและผู้เรียนไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังตอบสนองวิสัยทัศน์ของกระทรวงศึกษาธิการในการ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ 1. ความหมายของความพึงพอใจ กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ (2550) ได้กล่าวถึง ความหมายของความพึงพอใจว่า สิ่งที่ควรจะเป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคล อีก รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับอาจจะมากหรือ น้อย ก็ได้และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็เมื่อได้สิ่งนั้น สามารถตอบสนองความต้องการ หรือทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ก็จะเกิดความรู้สึกบวก เป็นความรู้สึก ที่พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสิ่งนั้นสร้างความรู้สึกผิดหวัง ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบเป็น ความรู้สึกไม่พึงพอใจ สมบัตร บารมี (2551) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิด จาก ทัศนคติทางด้านบวกที่มีทฤษฎีต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกของปัจเจก บุคคล


18 จิราพร กำจัดทุกข์ (2552) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็น การยอมรับ ความรู้สึกที่ยินดีความรู้สึกชอบในการได้รับการบริการหรือได้รับการตอบสนองตามความ คาดหวังหรือความต้องการที่บุคคลนั้นได้ตั้งไว้ สรุปได้ว่า ความหมายของความพึงพอใจ คือความรู้สึกนึกคิด หรือ ทัศนคติของ บุคคลที่มี ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดี หรือในด้านบวกและด้านลบ ซึ่งจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อสิ่ง นั้น สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้น 2. การวัดความพึงพอใจ สาโรจน์ ไสยสมบัติ (2534) ความพึงพอใจเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการ จัดการเรียนรู้ประกอบกับระดับ ความรู้สึกของนักเรียนดังนั้นในการวัด ความพึงพอใจในการเรียนรู้ กระทำได้หลายวิธี ต่อไปนี้ 2.1 การใช้แบบสอบถามซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง 2.2 การสัมภาษณ์ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องอาศัย เทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้ สัมภาษณ์ที่ จะจูงใจให้ผู้ตอบคำถามตามข้อเท็จจริง 2.3 การสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมทั้ง ก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ขณะปฏิบัติ กิจกรรมและ หลังการปฏิบัติกิจกรรมจะเห็นได้ว่าการวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้สามารถที่จะวัดได้ หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ สะดวกความเหมาะสม ตลอดจนจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายของการวัด ด้วยจึงจะส่งผลให้การวัดนั้น มีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ Stromborg (1984) การวัดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการนั้น จะวัดในเรื่องใดย่อม แตกต่าง กันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่จะศึกษา แต่มีวิธีที่นิยมใช้กันดังนี้ 1. การสัมภาษณ์ วิธีนี้ผู้ศึกษาจะมี แบบสัมภาษณ์ที่มีคำถาม ซึ่งได้รับการ ทดสอบหาความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่นแล้ว ทำการ สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างข้อดีของวิธีนี้คือสัมภาษณ์อธิบายคำถามให้ผู้ตอบเข้าใจได้สามารถใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างตามทฤษฎีเขียนหนังสือไม่ได้แต่มีข้อเสียคือ การสัมภาษณ์ต้องใช้เวลามาก และอาจมี ข้อผิดพลาดในการสื่อความหมาย 2. การใช้แบบสอบถาม เป็นวิธีที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุดมีลักษณะเป็น คำถาม ที่ได้ทดสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น ข้อดีของวิธีนี้ คือ ได้คำตอบที่มีความหมาย แน่นอน มีความสะดวกรวดเร็วในการสำรวจสามารถใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มี ขนาดใหญ่ ข้อเสียคือ ผู้ตอบต้องสามารถอ่านออกเขียนได้และมีความสามารถในการคิดเป็น ความพึงพอใจเป็นสภาวะที่มี


19 ความต่อเนื่องไม่สามารถบอกจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดของความพึงพอใจได้ แบบสอบถามจึงนิยมสร้าง แบบมาตรอันดับ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนและผลการเรียนจะมีความสัมพันธ์กันใน ทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัตินั้น ทำให้ผู้เรียนได้รับการตอบสนองความต้องการ ทางด้าน ร่างกายและจิตใจซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงใด นั่น คือสิ่งที่ ครูผู้สอนจะคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในการเสริมสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้กับ ผู้เรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและทักษะทางวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมองด้าน ต่าง ๆ ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จำกัดความ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวล ประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ใน ด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถ สมอง ของบุคคลว่าเรียนรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไหร่ ตลอดจนที่เกิดจาก การ เรียนรู้ การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้ง ความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย กูด (Good, 1993) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ การทำให้สำเร็จ หรือ ประสิทธิภาพทางด้านการกระทำที่กำหนดให้ หรือในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ่งความรู้ การพัฒนาทักษะในการเรียน ซึ่งอาจจะพิจารณาคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้หรือทั้งสองอย่าง


20 สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายความว่า ความสำเร็จ ความสามารถของบุคคล ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ ตลอดจนค่านิยม ความเห็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก ผ่าน กระบวนการเรียนการสอน การฝึกฝนอบรมมาแล้ว 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2553) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ คือ แบบทดสอบที่ ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ เป็นผลจากการเรียนรู้เนื้อหาสาระตาม จุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้น โดยทั่วไปจะวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาที่เรียนในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อาจจำแนกได้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) แบบทดสอบอิงเกณฑ์ หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามจุดประสงค์ เชิง พฤติกรรมมีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์ สำหรับใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้หรือไม่ การวัดตรงตามจุดประสงค์ เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในประเภทนี้ 2) แบบทดสอบอิงกลุ่ม หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัดให้ ครอบคลุม หลักสูตร จึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรความสามารถในการจำแนกของผู้สอบตาม ความเก่ง อ่อน ได้เป็นอย่างดี เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผล การสอบ อาศัยคะแนนมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นคะแนนที่สามารถให้ความหมายแสดงถึง สถานภาพ ความสามารถ ของบุคคลนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ สมนึก ภัททิยธนี (2553) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน คือ แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองที่ผู้เรียนรับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างและแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทำหน้าที่วัดผล ผู้เรียน คือ การเขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตนได้สอน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูผู้สอน สร้างขึ้น และมีหลากหลายแบบรูปแบบนิยมใช้ มี 6 แบบ 1) ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay Test) 2) ข้อสอบแบบกาถูก - ผิด (True - False Test) 3) ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion Test) 4) ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test)


21 5) ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test) 6) ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ เครื่องมือที่ใช้วัดความรู้ ความสามารถของผู้เรียน ตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทราบถึงความรู้ ความสามารถ สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนมาแล้ว แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นเองและแบบทดสอบมาตรฐาน การทดสอบในโรงเรียนโดยทั่วไปผู้สอนจะ เป็นผู้สร้างแบบทดสอบเอง แบบทดสอบที่นิยมใช้คือ แบบทดสอบอิงเกณฑ์และแบบทดสอบอิงกลุ่ม 3. ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบที่ดีมีคุณภาพย่อมทำให้ผลการวัดที่ได้มีความถูกต้องตามหลักการวัดผล การศึกษา คุณภาพของเครื่องมือถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ประสาท เนืองเฉลิม (2560) กล่าวถึงคุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดีไว้ดังนี้ 3.1 ความเที่ยงตรง (Validity) การวัดในสิ่งที่ต้องการจะวัดได้อย่างถูกต้อง 3.2 ความเชื่อมั่น (Reliability) การวัดที่ให้ผลแน่นอน สม่ำเสมอคงเส้นคง วา จากการได้มา ของคะแนน คะแนนที่วัดได้จากผู้สอบไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ให้ผลคงเดิม ถึงแม้จะมีการวัด ซ้ำอีก ผลที่ได้ก็ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 3.3 ความเป็นปรนัย (Objectivity) ความชัดเจนของข้อคำถามที่ทำให้ ผู้ตอบเกิดความ เข้าใจในความหมายได้อย่างถูกต้องตรงกัน การตรวจให้คะแนนตรงกันไม่ว่าจะเป็น ใครตรวจ ให้คะแนนก็ตาม และคะแนนที่ได้ก็สามารถแปลความหมายได้ตรงกัน 3.4 อำนาจจำแนก (Discrimination) ความสามารถในการจำแนกบุคคลที่ มีคุณลักษณะ หรือความสามารถแตกต่างกันออกจากกันได้ 3.5 ความยาก (Difficulty) คุณลักษณะของข้อสอบไม่ยากหรือง่าย จนเกินไป 3.6 วัดอย่างลึกซึ้ง (Searching) ลักษณะของคำถามต้องวัดได้ครอบคลุม พฤติกรรมจากสิ่งที่ ต้องการวัด ไม่เป็นคำถามที่วัดเพียงแค่ความรู้ความจำเท่านั้น


22 3.7 ความยุติธรรม (Fair) ลักษณะคำถามที่ไม่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่งได้เปรียบใน การตอบคำถามมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง 3.8 จำเพาะเจาะจง (Definite) ลักษณะคำถามจะต้องไม่ถามไปในหลาย แง่มุม หรือหลาย ประเด็นของคำถามในข้อเดียวกัน 3.9 มีประสิทธิภาพ (Efficiency) สามารถนำไปใช้ประโยชน์และ ประหยัดเวลา 3.10 มีการจูงใจให้ตอบ (Exemplary) ทำได้โดยเรียงข้อสอบข้อง่ายไว้ตอน แรกแล้วค่อย เพิ่มความยากขึ้นในข้อถัด ๆ ไปซึ่งรูปแบบการจัดพิมพ์ข้อสอบควรจัดวางเป็นระบบ และ ดูสวยงาม อาจใช้ภาพหรือแผนผังประกอบคำถามเพื่อเร้าความสนใจของผู้ตอบ สรุปได้ว่า ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี ควรมีลักษณะ ดังนี้ต้องมีความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความเป็นปรนัย จำแนกความสามารถของบุคคล ไม่ยาก เกินไป วัดได้ครอบคลุมพฤติกรรม ยุติธรรม จำเพาะเจาะจง มีประสิทธิภาพและมีการจูงใจให้ตอบ แอนิเมชัน เรื่อง ความปลอดภัยทางดิจิทัล จะเป็นไปได้ของโครงการ โดยใช้วิธีการ เรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ n ̅S.D t Sig คะแนนหลังเรียน 2 12.50 .707 25 0.02 มีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 จากตาราง 4 พบว่านักศึกษาที่เรียนโดยใช้วิธีการเรียนแบบ เพื่อนช่วยเพื่อน มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ( ̅= 12.50) ส่วนเบี่ยงเบนตราฐาน (S.D= .707)อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยสรุปผลการวิจัย ของผู้วิจัยไว้ดังนี้ อภิรักษ์ ทูลธรรม (2559, บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา เรื่อง ความพึงพอใจระบบบริการ จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ Moodle และ Google Classroom ในบทบาทของผู้สอน โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาระบบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ Moodle และ Google Classroom เพื่อเปรียบเทียบการใช้งานของ Moodle และ Google Classroom และเพื่อเปรียบเทียบความพึง พอใจที่มีต่อการใช้งานระบบการจัดการการเรียนการสอนออนไลน์ Moodle และ Google Classroom ในบทบาทของผู้สอนกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้ Moodle และ


23 Google Classroom ในบทบาทของผู้สอนของมหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 40 คน สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้มีความพึง พอใจในการใช้งาน Moodle และ Google Classroom อยู่ในระดับมาก พรศักดิ์ หอมสุวรรณและคณะ (2560) ศึกษาระดับความพึงพอใจระบบการจัดการเรียนการ สอนแบบออนไลน์ผ่านกูเกิ้ลคลาสรูมภายในวิทยาลัยเทคนิคอุตสาหกรรมยานยนต์ การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ผ่านกูเกิ้ลคลาสรูม เพื่อหาระดับความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งาน ระบบการจัดการ เรียนการสอนผ่านกูเกิ้ลคลาสรูมทั้ง 3 บทบาท ประกอบด้วย ผู้เรียน จำนวน 50 คน ผู้สอนจำนวน 10 ท่าน และผู้บริหาร 5 ท่าน โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยแบบประเมินความพึงพอใจ ระบบการจัดการเรียน การสอนแบบออนไลน์ผ่านกูเกิ้ลคลาสรูม สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการ สอนผ่านกูเกิ้ลคลาส รูมในระดับมาก (X= 4.32, S.D.= 0.63) ผู้สอนมีความพึงพอใจในการจัดการ เรียนการสอนผ่านกูเกิ้ล คลาสรูมในระดับมาก (x = 4.61, S.D.= 0.55) และผู้บริหารมีความพึงพอใจ ในการจัดการเรียนการ สอนผ่านกูเกิ้ลคลาสรูมในระดับมาก (X = 4.27, S.D.= 0.65) สาวิตรี สิงหาดและคณะ (2561) ศึกษาผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล ต่อการจัดการเรียนการสอนผ่าน Google Classroom ในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางการ พยาบาลการวิจัยเชิงทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง เรียน จากการเรียนผ่าน Google Classroom เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน และศึกษา ความพึง พอใจของนักศึกษาจากการจัดการเรียนการสอนผ่าน Google Classroomโดยการเลือก ตัวอย่างแบบ เจาะจง คือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ลงทะเบียน เรียนในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางการพยาบาล จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก บทเรียนรายวิชา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลและวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คาร์อยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมติฐานโดยวิธีกาที (paired samples t-test) ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลหลังเรียนโดยใช้ Google Classroom เป็น เครื่องมือสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และความพึงพอใจ ของนักศึกษา พยาบาลจากการเรียนโดยใช้ Google Classroom เป็นเครื่องมืออยู่ในระดับมากที่สุด


24 ธนวรรณ เจริญนาน, สิริยุพิน ศุภ์ธนัชภัคชนา และปริญญา ทองสอน. (2562). ผลการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom เรื่อง การสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยไมโครซอฟท์ เพาเวอร์พ้อย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อหา ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom เรื่อง การสร้างสรรค์ ชิ้นงาน ด้วยไมโครซอฟท์เพาเวอร์พ้อย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom เรื่อง การสร้างสรรค์ ชิ้นงาน ด้วยไมโครซอฟท์เพาเวอร์พ้อย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ ด้วย Google Classroom เรื่อง การสร้างสรรค์ชิ้นงาน ด้วยไมโครซอฟท์เพาเวอร์พ้อย กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/6 โรงเรียนดาราสมุทร จำนวน 52 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการทดสอบคือ ค่าร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าที (t-test) ผลการทดสอบพบว่า 1) การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom เรื่องการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ด้วยไมโครซอฟท์ เพาเวอร์พ้อย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ81.79/89.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐานประสิทธิภาพ 80/80 2) คะแนนการเรียน ด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom เรื่อง การสร้างสรรค์ชิ้นงาน ด้วย ไมโครซอฟท์เพาเวอร์พ้อย หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google Classroom เรื่อง การสร้างสรรค์ชิ้นงาน ด้วยไมโครซอฟท์เพาเวอร์พ้อ ยอยู่ในระดับมาก


25 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา การพัฒนาการใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียน สร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามลำดับดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 5. วิธีดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ตำบลศรีวิไล อำเภอ ศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 4 ห้อง นักเรียนทั้งหมด 154 คน 2.กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิไลวิทยา ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


26 แบบแผนการทดลอง ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Design) โดยใช้แบบวิจัย The Single Group Pretest - Posttest Design (Fitz-Gibbon,1987 : 113) ดังตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 รูปแบบการวิจัย The Single Group, Pretest - Posttest Design วัดก่อนการทดลอง จัดกระทำตามโปรแกรม วัดหลังการทดลอง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการศึกษา T1 แทน วัดก่อนการทดลอง X แทน จัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน T2 แทน วัดหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง การใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียน สร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1.1 เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ 1.2 Google classroom 1.3 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล


27 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างเว็ปไซต์ซึ่งเป็น แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การใช้ Google classroom ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มี ลักษณะเป็นแบบประเมินแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. การใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้าง เว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การสร้างและหาคุณภาพการใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีขั้นตอนดังนี้ 1.1 การวิเคราะห์(A : Analysis) 1.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง 2560 ) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1.1.2 ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับชั้น มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 1.1.3 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับ คำอธิบายรายวิชาและจุดประสงค์การเรียนรู้ในหลักสูตร และวิเคราะห์เนื้อหา 1.1.4 ศึกษาหลักการ วิธีการ ทฤษฎี และเทคนิควิธีการสร้างบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน จากตำรา เอกสารต่าง ๆ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำไปปรึกษาอาจารย์ที่ ปรึกษาตรวจและเห็นชอบจึงดำเนินการขั้นต่อไป 1.2 การออกแบบ (D : Design) 1.2.1 เขียนผังงาน (Flowchart) ภาพรวมของบทเรียน 1.2.3 ศึกษาโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา


28 1.2.4 ออกแบบเนื้อหาที่ใช้สอน 1.3 การพัฒนา (D : Development) หลังจากได้รับคำเสนอแนะจากอาจารย์ที่ ปรึกษาแล้ว ผู้ศึกษาได้พัฒนาการใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามที่ออกแบบไว้ แล้วนำเสนอต่อกรรมการ พิจารณาโครงงานวิจัย จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบคุณภาพบทเรียน โดยใช้แบบประเมิน 5 ระดับ จำนวน 18 ข้อและนำมาปรับปรุงแก้ไข้ตามคำแนะนำ 1.4 การทดลองใช้ (I : Implementation) 1.4.1 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง ประกอบการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งไม่นับรวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน รายละเอียดดังตารางที่ 3.2 ตารางที่ 3.2 โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้สื่อการเรียนรู้ แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ หัวข้อเรื่องในการจัดการเรียนรู้ เวลา (นาที) - ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน 30 1 ส่วนประกอบของโปรแกรม Google site 48 2 การสร้าง Site 48 3 การใส่ข้อความและรูปภาพในเว็บเพจ 48 4 การแทรกไฟล์มัลติมีเดียลงในเว็บเพจ 48 5 การใส่แผนที่บนเว็บเพจ 48 - ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 30 1.4.2 หลังจากผู้ศึกษาสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้นำไปให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินความเหมาะสมของการเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหาโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในด้านต่าง ๆ และตรวจสอบประเมินความ


29 สอดคล้องขององค์ประกอบในแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ซึ่งมีรายนามผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 1.4.2.1 นางสาวทิพวัลย์ ศรีบุลม 1.4.2.2 นางสาวกาญจนา ศรีโสภา 1.4.2.3 นายศุภชัย ยินไธสง 1.4.3 ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของ องค์ประกอบในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สูตรการค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) กำหนดเกณฑ์การพิจารณา ไว้ดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน - 1 1.4.4 นำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ มาวิเคราะห์หาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ ทั้ง 3 แผน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เป็นรายข้ออยู่ระหว่าง 0.83 และปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ตามข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของ ผู้เชี่ยวชาญ 1.4.5 จัดเตรียมสื่อการเรียนรู้และจัดพิมพ์แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำไปทดลอง ใช้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1.4.5.1 ทดลองใช้รายบุคคล นำสื่อการเรียนรู้ไปทดลองใช้ กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ศรีวิไลวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาบึงกาฬ ในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ใน ระดับ เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 1 คน โดยดำเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลองแล้วบันทึก ข้อบกพร่องเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุง 1.4.5.2 การทดลองใช้กลุ่มย่อย นำสื่อที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ กับ กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ศรีวิไลวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาบึง กาฬ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีผล การเรียนอยู่ในระดับ เก่ง จำนวน 3 คน ปานกลาง จำนวน 4 คน อ่อน จำนวน 3 คน โดยดำเนินการ ทดลองตามแบบแผนการ และบันทึกข้อบกพร่องเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงอีกครั้ง 1.4.5 การประเมินผล (E : Evaluation) ดำเนินการทดลองภาคสนามกับนักเรียน กลุ่มตัวอย่างตามแบบแผนการทดลอง และประเมินผลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ตาม


30 วัตถุประสงค์ของการศึกษา ได้แก่ การหาประสิทธิภาพ การหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ดัชนีประสิทธิผล และความพึงพอใจ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบย่อย 2.1 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2.2 ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง 2560 ) 2.3 วิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเพื่อ กำหนดจำนวนข้อสอบที่ต้องการจริง 2.4 เขียนแบบทดสอบฉบับร่าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ 2.5 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้มีความ เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 2.6 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประเมิน เพื่อตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบ กับจุดประสงค์การเรียนรู้ซึ่งมีรายนามผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 2.6.1 นางสาวทิพวัลย์ ศรีบุลม 2.6.2 นางสาวกาญจนา ศรีโสภา 2.6.3 นายศุภชัย ยินไธสง มีเงื่อนไขการประเมินความสอดคล้อง ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.7 นำแบบทดสอบที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ข้อมูลหาดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเลือกข้อสอบที่มีค่า (IOC) เท่ากับ 0.5 ขึ้นไป ซึ่งมีแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ จำนวน 30 ข้อ และมี แบบทดสอบ ผ่านเกณฑ์ จำนวน 30 ข้อ 2.8 นำข้อสอบที่ได้รับการประเมินจากเชี่ยวชาญ มาตรวจสอบปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง แล้วจึงนำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้น นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ศรีวิไลวิทยา


31 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาบึงกาฬ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 7 คน ที่เคยเรียนเนื้อหาผ่านมาแล้ว เพื่อหาคุณภาพแบบทดสอบ 2.9 นำกระดาษคำตอบของนักเรียนที่ทำแบบทดสอบมาตรวจให้คะแนน ให้ข้อถูก 1 คะแนน ข้อผิดหรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน หลังจากตรวจกระดาษคำตอบได้รวบรวมคะแนนแล้วนำมา วิเคราะห์หาคุณภาพข้อสอบดังนี้ 2.9.1 วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย วิเคราะห์จากสัดส่วนของจำนวนผู้ที่ตอบ ข้อสอบได้ถูกต้องต่อจำนวนผู้ที่ตอบข้อสอบทั้งหมด 2.9.2 วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ โดยวิธีของ Brennan จากนั้น คัดเลือก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นรายข้อที่มีค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.52 – 0.79 และข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.20 – 0.50 จำนวน 20 ข้อ 2.9.3 นำข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ ตามวิธีของของโลเวทท์ (Lovett) ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 แล้วจัดพิมพ์สำเนาข้อสอบ เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 3. แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อ การใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การสร้างและหาคุณภาพแบบสอบถามความพึงพอใจมีต่อ การใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มี ขั้นตอนดังนี้ 3.1 ศึกษาทฤษฎีการวัดความพึงพอใจ เกณฑ์การวัดความพึงพอใจ/เจตคติและการสร้าง แบบสอบถาม 3.2 สร้างแบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบประเมินแบบประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบประเมินของลิเคิร์ท (Likert) และกำหนดเกณฑ์การวัดความพึงพอใจ/เจตคติแบ่งระดับ ความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 5 = พอใจมากที่สุด, 4 = พอใจมาก, 3 = พอใจปานกลาง, 2 = พอใจน้อย และ 1 = พอใจน้อยที่สุด จำนวน 18 ข้อคำถาม 3.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ Google classroom ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ สร้างขึ้น เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบประเมินความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity)


32 ภาษาที่ใช้ และการประเมินที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกับการประเมินแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากนั้นนำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยกำหนดเกณฑ์การ พิจารณา คือ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน - 1 3.4 นำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) เป็นรายข้อ พบว่า มีข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป จำนวน 18 ข้อ 3.5 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การใช้ Google classroom ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไป ทดลองใช้กับนักเรียนในขั้นตอนการทดลองใช้กลุ่มย่อย จำนวน 7 คน 3.6 นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณหาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ ใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation) ทดสอบความสัมพันธ์กันที่ = .05 (หางเดียว) พบข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนกสูง กว่าค่าในตาราง Critical Values of Pearson Product Moment Correlation Coefficients จำนวน 18 ข้อ จึงคัดเลือกไว้ จำนวน 15 ข้อ ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.52 – 0.70 3.7 นำคะแนนของข้อคำถามที่ผ่านการวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ตามจำนวนที่ คัดเลือกไว้ คือ 15 ข้อ มาคำนวณหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ ตามวิธีของ ครอนบาค (Cronbach) คือ สัมประสิทธิ์แอลฟา ( a- Coefficient) โดยเกณฑ์การหาค่าความเชื่อมั่นกำหนดไว้ที่ 0.70 ขึ้นไป พบว่าได้ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.81 3.8 จัดพิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป


33 วิธีดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลอง โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้สื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ซึ่งได้กำหนดวันและเวลาการ ทดลอง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 รายละเอียดดังตารางที่ 3.3 ตารางที่ 3.3 กำหนดการทดลอง แผนการ จัดการ เรียนรู้ที่ หัวข้อเรื่องในการจัดการเรียนรู้ เวลา (นาที) วัน/เดือน/ปี ที่ดำเนินการ - ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกเรียน 30 7/ส.ค./2566 1 ส่วนประกอบของโปรแกรม Google site 48 7/ส.ค./2566 2 การสร้าง Site 48 14/ส.ค./2566 3 การใส่ข้อความและรูปภาพในเว็บเพจ 48 14/ส.ค./2566 4 การแทรกไฟล์มัลติมีเดียลงในเว็บเพจ 48 21/ส.ค./2566 5 การใส่แผนที่บนเว็บเพจ 48 21/ส.ค./2566 - ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 30 28/ส.ค./2566 สรุปขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pretest) จำนวน 20 ข้อ กับกลุ่มตัวอย่าง ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาที 2. เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการเรียนรู้ครบทุกหัวข้อ ผู้ศึกษาให้กลุ่มตัวอย่าง ทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาทีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ


34 เรียนครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และหาค่าดัชนี ประสิทธิผล 3. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ Google classroom ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอบถาม นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง และชี้แจงทำความเข้าใจขั้นตอนการตอบแบบสอบถามอย่างละเอียด โดยผู้ ศึกษาให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด และเมื่อกลุ่มตัวอย่างส่งแบบสอบถามคืน ผู้ศึกษาได้ตรวจสอบ ความถูกต้องและความครบถ้วนของการตอบ โดยหากพบว่าไม่ถูกต้องและครบถ้วน ผู้ศึกษาให้กลุ่ม ตัวอย่างตอบใหม่อีกครั้ง 4. รวบรวมข้อมูลไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบค่าที (ttest) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples) 2. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกำหนดเกณฑ์การวัดความพึงพอใจ ไว้ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด


35 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1.1 ร้อยละ (Percentage) เลขเปอร์เซนต์ 100 × จำนวนทั้งหมด 1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรดังนี้ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มี 2 สูตร สูตรที่ 1 S.D. = √ (−̅)2 −1 สูตรที่ 2 S.D. = √ ∑2−(∑)2 (−1) เมื่อ S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X คือ ข้อมูล (ตัวที่ 1,2,3,...,n ) ̅คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต n คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด หมายเหตุ ในกรณีที่ ̅เป็นทศนิยมทำให้เกิดความยุ่งยากในการคำนวณจึงควร เลือกใช้สูตรที่ 2


36 1.4 ความแปรปรวน ใช้สูตร Sample Variance ( 2 ) 2 = ∑(−̅) 2 −1 2 = คือความแปรปรวน ความแปรปรวนจะวัดเป็นหน่วยยกกำลังสอง แทนที่จุดข้อมูลในชุดข้อมูล 1 หมายถึง รวม จะบอกคุณให้คำนวณพจน์ไปนี้สำหรับค่าแต่ละค่าของ แล้วบวกมันเข้าด้วยกัน ̅คือค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n คือจำนวนสมาชิกของข้อมูล 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 2.1 การประเมินความสอดคล้อง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยการหาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ใช้สูตรดังนี้ IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2.2การหาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใช้สูตรดังนี้ N R p = f Ru Rl r − =


37 เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 2.3 การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของเบรนแนน (BERNNAN) ใช้สูตรดังนี้ = 1 − 2 เมื่อ B แทน ค่าอำนาจแนกของข้อสอบ U แทน จำนวนผู้รอบรู้ (หรือสอบไม่ผ่ายเกณฑ์) ตอบถูก L แทน จำนวนผู้ไม่รอบรู้ ( หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ ) ตอบถูก 1แทน จำนวนผู้รอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ 2 จำนวนผู้ไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ 2.4การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรของ ของโลเวทท์ (Lovett) = 1 − −∑ 2 (−1)(−)2 แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑ์ แทน คะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคน


38 k แทน จำนวนข้อสอบทั้งฉบับ c แทน คะแนนเกณฑ์หรือจุดตัดของแบบทดสอบ 2.5 การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามเป็นรายข้อ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total correlation) ใช้สูตรดังนี้ × − ∑∑ √[∑ 2 − (∑) 2][ ∑ 2 − ( ) 2] เมื่อ r แทน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม n แทน จำนวนคน แทน ผลรวมของคะแนนรายข้อ แทน ผลรวมของคะแนนรวมทุกข้อ แทน ผลรวมของผลคูณระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม ทุกข้อของทุกคน 2 แทน ผลรวมของคะแนนรายข้อแต่ละตัวยกกำลังสอง 2 แทน ผลรวมของคะแนนรวมทุกข้อแต่ละตัวยกกำลังสอง


39 2.6 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามตามวิธีของ ครอนบาค (Cronbach) สัมประสิทธิ์แอลฟา ( - Coefficient) − − = 2 2 i S S 1 n 1 n α เมื่อ a แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด/แบบประเมิน n แทน จำนวนข้อของแบบวัด/แบบประเมินทั้งฉบับ 2 Si แทน ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ 2 S แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ประกอบด้วย 3.1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ สถิติทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples) ใช้สูตร ดังนี้ (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1


40 3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index: E.I.) โดยวิเคราะห์จาก คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเมื่อเทียบกับคะแนนเต็มตามวิธีการของกูดแมน (Goodman) เฟรส เซอร์ (Fletchers) และชไนเดอร์ (Schneider) ดัชนีประสิทธิผล = ร้อยละของผลรวมคะแนน − ร้อยละของผลรวมคะแนนก่อนเรียน 100 − ร้อยละของผลรวมคะแนนก่อนเรียน ⅈ = 2 0 0 ⁄ − 1 0 0 ⁄ 100 − 1 0 0 ⁄ 2 0 0 ⁄ แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน 1 0 0 ⁄ แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน 3.3 วิเคราะห์ความพึงพอใจโดยใช้สถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มี 2 สูตร สูตรที่ 1 S.D. = √ (−̅)2 −1 สูตรที่ 2 S.D. = √ ∑2−(∑)2 (−1) เมื่อ S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


41 X คือ ข้อมูล (ตัวที่ 1,2,3,...,n ) ̅คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต n คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด


42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างเว็บไซต์ 1 ที่แก้ปัญหาโดยใช้ Google classroom ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การเรียนสร้างเว็บไซต์ ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษากําหนดความหมายของสัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จํานวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ̅แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) E1 แทน ประสิทธิภาพกระบวนการจากการทําแบบทดสอบระหว่างเรียน E2 แทน ประสิทธิภาพผลลัพธ์จากการทําแบบทดสอบหลังเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t แทน สถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสําคัญ ∑ แทน ผลรวม df แทน ระดับความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom) * แทน นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Click to View FlipBook Version