[ก] การขอขมากรรม และ บทสวดมนต์พิเศษ ๕ พระสูตร ส านักปฏิบัติธรรมแม่ ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์
[ข] ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชี ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์ ๑. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์ดอยสะเก็ด ๑ เชียงใหม่ "ถึงพระสัทธรรม น ำสู่พระนิพพำน" ๓๒ หมู่ที่ ๓ ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ๕o๒๒. โทร. ๑๕๓ - ๔๙๔ - ๘๒๓ ๒. ส านักปฏิบัติธรมแม่ชื่อมรีรักษ์ดอยสะเก็ด ๒ เชียงใหม่ "ท้องถิ่นบุญ หนุนแท้แม่อุบลศรี" ๑๑๒ หมู่ที่ ๑๑ ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ๕o๒๒. โทร. ๐๘๑ - ๙๙๓ - ๙๙๓๓ ๓. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ช็อมรีรักษ์ล าพูน "เพิ่มพูน กตัญญู สู่อริยมรรค" ๔๙ หมู่ที่ ๓ ต.ริมปิง อ.เมือง จ.ล ำพูน ๕๑๐๐๐ โทร. ๐๔๓ - ๔๐๐ - ๕๐๗, ๐๘๑ - ๔๔๒ - ๔๖๙๔ ๔. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ช็อมรีรักษ์ไตรนุสรณ์สกลนคร "พรพุทธะมหำกตัญญู คูโลกำ" ๑๗๔ หมู่ที่ ๒ ต.วัฒนำ อ.ส่องดำว จ.สกลนคร ๔๗๑๙๐ โทร. ๐๖๑ - ๔๖๐ – ๙๐๐๙
[ค] ๕. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์ค าหลวงสกลนคร "พรล ำเลิศ เชิดชูคู่แผ่นดิน" ๑๗๖ หมู่ที่ ๒ ต.วัฒนำ อ.ส่องดำว จ.สกลนคร ๔๗๑๙๐ โทร. ๐๖๑ - ๔๖๐ - ๙๐๐๙ ๖. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์พนัสนิคมชลบุรี "พร ๔ ประกำร เบิกบำนหฤหรรษ์" ๑๒๔ หมู่ที่ ๘ ต.หนองเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ๒๐๑๔๐ โทร. ๐๙๔ -๖๔๔-๙๙๙๗, ๑๙๓ - ๙๔๙ - ๘๙๙๔ ๗. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์ทุ่งโพธิ์ปราจีนบุรี "ถิ่นดี มีพลัง ตั งจิตคู่ สู่แดนธรรม" ๑๐๔ หมู่ที่ ๑๑ ต.นำดี อ.นำดี จ.ปรำจีนบุรี ๒๔๒๒๐ โทร. ๐๘๑ - ๗๓๖ - ๓๑๔๑ ๘.ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์สุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ "ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสำ ค่ำอนันต์" ๒๙ ถ.สุริยรำช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ๓๒๐๐ โทร. ๑๔๔ - ๕๑๕ – ๙๕๙
[ง] ๙. ส านักปฏิบัติธรรมแม่อมรีรักษ์สุราษฎร์ธานี "เมืองคนดี จึงสุขสดใส" ๑๐๔ หมู่ที่ ๓ ต.ท่ำสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุรำษฎร์ธำนี ๘๔๑๓๐ โทร. ๐๘๑ - ๘๒๕ - ๕๕๕๐ , ๐๙๓ - ๙๔๙ - ๘๙๙๔ ๑๐. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์สิงหนครสงขลา "ปัญญำเลิศ เทิดกตัญญู" ๑๔/๑๔ หมู่ที่ ๒ ต.ซิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลำ ๙๐๒๘๐ โทร. ๐๗๔ - ๓๓๑ - ๙๓๓, ๐๘๑ - ๙๙๐ - ๖๐๐๘ ๑๑. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ช็อมรีรักษ์กาญจนบุรี "ศรีสยำม งำมมิตรไมตรี" ๑๒๙ หมู่ที่ ๘ ต.แก่งเสี ยน อ.เมือง จ.กำญจนบุรี ๗๑๐๐ โทร. ๐๘๑ - ๓๐๒ - ๓๓๒๙, ๐๓๔ - ๕๒๐ - ๙๐๙ ๑๒. ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์กว้านพะเยา "พระสันพัญญเจ้ำ ประทำนพร" ๑๖๙ หมู่ที่ ๘ ต.บ้ำนตุ่น อ.เมืองพะเยำ จ.พะเยำ ๕๖๐๐๐ โทร. ๐๙๓ - ๐๔๙ - ๑๐๙๒, ๐๘๑ - ๓๔๓ – ๑๐๐๑
[จ] อาจริยบูชา หนังสือกำรขอขมำกรรม และบทสวดมนต์พิเศษ ๕ พระสูตรนี ได้รับเมตตำ ธรรมจำกท่ำนแม่ชีอำจำรย์อมรี ศรีดำรักษ์ ได้เมตตำกรุณำเรียบเรียงให้ และได้ ปรำรภธรรมขยำยควำมหมำยให้เข้ำใจ ชี แนะปรับปรุงแก้ไขโดยอธิบำยเพิ่มเติม เพื่อควำมสะดวกในกำรขอขมำกรรมช ำระจิต และกำรสวดมนต์ ณ ส ำนักปฏิบัติ ธรรมแม่ชี ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์ในโอกำสวันคล้ำยวันเกิดอำยุครบ ๗๙ ปี ของ ท่ำนแม่ชีอำจำรย์อมรี ศรีดำรักษ์ วันจันทร์ที่ ๒๕ ตุลำคม พ.ศ. ๒๕๖๔ คณะศิษยำนุศิษย์กรำบขออนุญำต ขอโอกำส น้อมถวำยมุทิตำ สักกำระ ด้วยกำร รวมน ำใจกัน จัดพิมพ์หนังสือกำรขอขมำกรรม และบทสวดมนต์พิเศษ ๕ พระสูตรนี ถวำยไว้เป็นศำสนสมบัติอ ำนวยควำมสะดวกในศำสนกิจ ณ ส ำนักปฏิบัติธรรมแม่ชี ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์และน้อมถวำยท่ำนอำจำรย์เพื่อเป็นอำจริยบูชำกตัญญูบูชำ ในพระคุณที่ท่ำนอำจำรย์ได้มีเมตตำ อบรมสั่งสอนวิชำ
[ฉ] วิปัสสนำกัมมัฏฐำน ตำมหลักแห่งมหำสติปัฏฐำน ๔ ให้ควำมอนุเครำะห์เอื อเฟื้อ เอื ออ ำนวยให้ได้รับกำรปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องทั งค ำสอนค ำชี แนะแนวทำง กำรขอ ขมำกรรมช ำระจิต กำรเจริญบทสวดมนต์ ๕ พระสูตร เพื่อพัฒนำและยกภพภูมิจิต ของตนเอง ซึ่งปรำกฎผลแจ้งชัด เป็นที่ประจักษ์ใจได้อย่ำงชัดเจนเสมอมำขอน้อม กรำบขอบพระคุณในเมตตำธรรมอันสูงยิ่งของท่ำนแม่ชีอำจำรย์อมรี ศรีดำรักษ์ ที่ได้ มีเมตตำอนุญำต รูปภำพ "มหำพุทธกตัญญูเจดีย์" มำเป็นภำพปกด้ำนหน้ำ และ "วิหารแดนธรรม" มำเป็นภำพปกด้ำนหลัง เพื่อเป็นแรงกตัญญูต่อผู้ให้ในกำรณ์แห่ง เวลำทั งมวล สร้ำงถวำยพระผู้มีพระภำคเจ้ำพระองค์ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขออนุโมทนำกับศรัทธำเจ้ำภำพคณะศิษยำนุศิษย์ และญำติธรรม กัลยำณมิตรทุกท่ำน ที่ได้ร่วมกันสร้ำงถวำยหนังสือกำรขอขมำกรรม และบทสวด มนต์พิเศษ พระสูตร (เล่มเล็กปกอ่อน) ในครั งนี พิมพ์จ ำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม และ ได้เพิ่มควำมแข็งแรงของหนังสือโดยกำรเย็บกี่ปกอ่อนขอขอบคุณและอนุโมทนำบุญ กับคณะผู้จัดท ำหนังสือเล่มนี ที่ได้เสียสละเวลำ ก ำลังทรัพย์และเป็นธุระในกำร จัดพิมพ์
[ช] กำรประสำนงำนกับศรัทธำเจ้ำภำพและโรงพิมพ์ ตลอดทั งกำรตรวจทำน แก้ไข จน หนังสือเสร็จเรียบร้อยตำมที่ปรำกฎ ด้วยอำนุภำพแห่งคุณพระรัตนตรัย รวมทั งเมตตำบำรมีที่ท่ำนอำจำรย์ได้ กระท ำบ ำเพ็ญแล้ว และด้วยพลังอำนุภำพควำมบริสุทธิ์ที่เกิดจำกกุศลสัมมำปฏิบัติ ในกำรขอขมำกรรมช ำระจิตและกำรเจริญบทสวดมนต์ ๕ พระสูตรจงเป็นพลว ปัจจัยเกื อหนุนอภิบำลรักษำ ท่านแม่ชีอาจารย์อมรีศรีดารักษ์ให้ปรำศจำก ภยันตรำยและโรคำพำธทั งหลำยทั งปวงพร้อมทั งเจริญด้วย อำยุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ คณะศิษยำนุศิษย์ ส ำนักปฏิบัติธรรมแม่ชื่อมรีรักษ์ ทั ง ๑๒ แห่ง ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์ ๒๕ ตุลำคม ๒๕๖๔
[ซ] วัตถุประสงค์ของการขอขมากรรม และการสวดมนต์ ๔ พระสูตร การขอขมากรรม เป็นกำรช ำระจิตในสิ่งที่เรำเคยท ำวิบำกแรงกรรมที่ผ่ำนม ยำวนำน นับตั งแต่อุบัติขึ นเป็นพลังชีวิตในสังสำรวัฏ โดยเฉพำะกำรล่วงละเมิดศีล ซึ่งจิตเป็นตัวที่ก่อกรรมท ำเข็ญ จิตเก็บสะสมกรรมและกิเลสที่ ตัวนั นท ำไว้เอง โดย เฉพำะที่น่ำพิศวงยิ่งนัก ก็คือ กรรมอะไรที่ไม่ดีที่ตัวเองท ำเอง ซึ่งไม่น่ำจะเก็บสิ่งที่ไม ดีนั นไว้ แต่ก็จ ำต้องสั่งสมเองไว้ทั งหมด และจะไม่สูญหำยไปไหน แม้จะช้ำนำนปำน ใด ก็ไม่มีกำรเสื่อมคลำย เมื่อได้ช่องสบโอกำสเหมำะเมื่อใด เป็นต้องได้รับผลกรรม เมื่อนั น ดังนั นจึงต้องช ำระจิต ให้ท ำที่จิต และต้องท ำให้สะอำดหมดจด "ช าระจิตให้ บริสุทธิ์" เป็นจิตตวิสุทธิ ตำมหลักค ำสอนในพระโอวำทปำฏิโมกข์ว่ำ สจิตฺตปริ โยทปน (สะจิตตะปะริโยทะปะนัง) ซึ่งเป็นค ำสอนของพระพุทธเจ้ำทั งหลำย โดย กำรขอขมำกรรม เพื่อให้วิบำกแรงกรรมอ่อนตัว และตกล่วงไป จะได้ส ำรวมระวัง และไม่ล่วงเกินอีกต่อไป เมื่อจิตสะอำด พลังสัมมำทิฏฐิก็บังเกิดขึ นในจิตตั งจิตใหม่ เพื่อท ำคุณงำมควำมดี เหมือนภำชนะเก่ำที่มีอำหำรเสกปรก ทอำหำรเก่ำออก ท ำ ควำมสะอำด แล้วเอำอำหำรใหม่ใส่เข้ำไป
[ฌ] เมื่อขอขมาช าระจิตแล้ว ให้เจริญบทสวดมนต์๔ พระสูตร ให้อำนุภำพพระสัทธรรมพระพุทธองค์รองรับ ให้บุญส ำเร็จพระสัทธรรมของพระ พุทธองค์ ต้องนอบน้อมให้ถึงด้วยควำมรู้สึกที่หนักแน่นมั่นคง พลังธรรมจะ ขับเคลื่อนโดยลักษณะธรรมชำติฉันใด อำนุภำพอำนิสงส์มีอยู่ในเหตุกำรณ์ต่ำงๆ พระสัทธรรมพระพุทธองค์ไม่เฉพำะเจำะจงเป็นผู้นั นผู้นี ทั งโลกทั งจักรวำล การเจริญบทสวดมนต์ ๕ พระสูตร เริ่มด้วยบทถวำยพรพระหลังจำกนั น จึง เจริญบทสวดมนต์ ๕ พระสูตร ตำมล ำดับ ดังนี พระปริตตมงคล พระธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง พระอนัตตลักขณสุตตัง พระอาทิตตปริยายสุตตัง และพระอภิธรรม ด้วยเหตุว่ำ พระปริตรตมงคล คือ พระพุทธมนต์อันประมวลจำกพระด ำรัส ตรัสสอนพุทธบริษัท ขององค์พระบรมศำสดำสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ดังนั นจึงมีพลำนุ ภำพและควำมมหัศจรรย์เป็นอย่ำงมำก โดยสำมำรถคุ้มครองป้องกันภัยและรองรับ กำรช ำระศีล ซึ่งศีลเป็นเบื องต้นของควำมดีทั งหลำย ดุจดังแผ่นดินรองรับกำรอุบัติ ขึ นของทุกสิ่งทุกอย่ำง พระปริตตมงคลในบทต่ำงๆ จะกล่ำวถึงกำรรักษำศีล เช่น
[ญ] โมรปริตตัง กล่ำวถึงนกยูงทองท ำควำมนอบน้อมในพระอำทิตย์ และ พรำหมณ์ผู้รักษำศีลประพฤติธรรม เพื่อควำมหลุดพัน โพชมังคปริตตัง กล่ำวถึงกำรขออำนุภำพสัจจะ ควำมจริง ๔ ประกำร คือ ๑. ธรรม คือ โพชฌงค์ ๗ อันได้แก่ สติ, ธัมมวิจยะ, วิริยะ,ปีติ, ปัสสัทธิ, สมำธิ และอุเบกขำ ๒. ครำวหนึ่งพระมหำโมคคัลลำนะ และพระมหำกัสสปะอำพำธหนัก พอได้ ฟังโพชฌงค์ ๗ ก็หำยจำกอำกำรอำพำธจริง ๓. สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้ำประชวร พระจุนทะสำธยำยโพชฌงค์ ๗ ให้สดับ ก็ ทรงหำยประชวรจริง ๔. อำพำธของผู้ทรงคุณทั ง ๓ หำยไป ไม่กลับเป็นอีก ดุจกิเลสที่ละแล้ว ไม่ กลับก ำเริบอีกจริง ด้วยสัจจะควำมจริง ๔ ประกำรนี ขอควำมสวัสดีจงเกิดมีแก่ ข้ำพเจ้ำ (โพชฌงคปริตร อำนุภำพในกำรป้องกันและรักษำโรคภัยไข้เจ็บ) อาฏานาฏิยปริตตัง สมเด็จพระญำณสังวร สมเด็จพระสังฆรำชสกลมหำ สังฆปริณำยก ทรงบรรยำย อาฎานาฏิยสูตร ไว้ว่ำ "สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภำคประทับอยู่บนภูเขำชื่อว่ำคิชฌกูฏในกรุงรำชคฤห์ ในครั งนั น ท้ำวมหำรำชทั งสี่ ผู้เป็นโลกบำล ได้เข้ำไปฝ้ำในเวลำกลำงวัน เมื่อ ปฐมยำมล่วงไปแล้ว พร้อมกับพวก
[ฎ] เสนำทั งหลำย ท้ำวเวสวัณมหำรำชได้กรำบทูลพระผู้มีพระภำคเจ้ำว่ำ บรรดำยักษ์ ทั งหลำยที่เป็นพวกมีอ ำนำจมำกก็มี มีอ ำนำจปำนกลำงก็มี มีอ ำนำจน้อยก็มี ไม่ เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภำคเจ้ำก็มีอยู่ที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภำคเจ้ำก็มีอยู่ ที่ไม่ เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภำคเจ้ำ ก็เพรำะโดยมำกพระผู้มีพระภำคเจ้ำ ได้ทรงแสดง ธรรมเพื่อให้เว้นจำกปำณำติบำตทรงแสดงธรรมเพื่อให้เว้นจำกอุทินนำทำน ทรง แสดงธรรมเพื่อให้เว้นจำกกำมมิจฉำจำร ทรงแสดงธรรมเพื่อให้เว้นจำกมุสำวำท ทรงแสดงธรรมเพื่อให้เว้นจำกน ำเมำคือสุรำเมรัย อันเป็นฐำนแห่งควำมประมำท แต่ ว่ำพวกยักษ์โดยมำก ไม่เว้นจำกปำณำติบำตเป็นต้น จึงไม่เป็นที่ชอบใจไม่เป็นที่ พอใจของพวกยักษ์เหล่ำนั น สำวกทั งหลำยของพระผู้มีพระภำคเจ้ำมีอยู่ที่เข้ำไปอยู่ ในป่ำ และบรรดำยักษ์ทั งหลำยที่มีปกติอยู่ในป่ำนั น พวกที่ไม่เลื่อมใสในปำพจน์ คือ ในพระธรรมวินัยหรือในพุทธศำสนำของพระผู้มีพระภำคเจ้ำนี ก็มี ฉะนั น ก็ขอให้พระผู้มีพระภำคเจ้ำได้ทรงอนุเครำะห์ ทรงรับฟัง รักขำ (รักษำ) เครื่องรักษำหรือปริตร เครื่องป้องกันอันชื่อว่ำ "อำฎำนำฏิย" เพื่อควำมเลื่อมใสของ บรรดำยักษ์ทั งหลำยเหล่ำนั น เพื่อคุ้มครองรักษำ เพื่อควำมไม่ต้องถูกเบียดเบียน เพื่อควำมอยู่ผำสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบำสก อุบำสิกำทั งหลำย ดังนี
[ฏ] นัตถิ เม น้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เพื่อให้เกิดชัยมงคลจะเป็นกำร กล่ำวถึง พระพุทธเจ้ำที่เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ พระธรรมที่เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ พระสงฆ์ที่เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ และด้วยควำมสัตย์นี ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่ำน ยังกิญจิ รตนัง น้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นรัตนะที่มีพลำนุภำพ สูงสุดกว่ำรัตนะทั งมวลในโลก เพื่อให้เกิดควำมสวัสดีมงคล โดยในบทนี จะกล่ำวถึง ว่ำบรรดำรัตนะอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งที่มีอยู่มำกมำยในโลกนี จะหำรัตนะเสมอด้วย พระพุทธเจ้ำ พระธรรมเจ้ำ พระสงมเจ้ำ หำมีไม่ สักกัต์วา ป้องกันโรคภัยไข้ จะระงับโรคภัยไข้เจ็บทั งอำยุก็จะยืนยำว ผู้ใดสวด เจริญอยู่เป็นนิจ นอกจำกจะปรำศจำกโรคภัยไข้เจ็บรบกวนแล้ว ยังแคล้วคลำดจำก ภัยต่ำงๆ มังคลสุตตัง บทสวดมนต์ มังคะละสุตตัง หรือ มงคลสูตรพระสูตรที่ กล่ำวถึงสิ่งที่ท ำให้เกิดมงคลแก่ชีวิต ๓๘ ประกำร นิยมสวดเพื่อให้เกิดสิริมงคลใน ชีวิต ใจควำมโดยย่อของบทสวดมนต์ มังคะละสุตตัง หรือมงคลสูตร กล่ำวถึงข้อ สงสัยของเหล่ำมนุษย์และเทวดำทั งหลำยที่ถกเถียงกันมำเป็นเวลำอันยำวนำนถึงสิ่ง ที่เป็นมงคลอันสูงสุดของชีวิต จำกปัญหำดังกล่ำวท้ำวสักกะเทวรำชจึงแนะน ำให้ เทวดำเหล่ำนั นน ำปัญหำข้อสงสัยไปกรำบทูลถำมพระผู้มีพระภำคเจ้ำ
[ฐ] พระพุทธองค์จึงทรงตรัสแสดงถึงสิ่งอันเป็นมงคล อันสูงสุดในพระพุทธศำสนำไว้ ๓๘ ประกำร คือ กำรไม่คบคนพำล, กำรคบแต่บัณฑิต, กำรบูชำคนที่ควรบูชำ, กำร อยู่ในประเทศอันสมควร,ควำมเป็นผู้มีบุญอันกระท ำไว้แล้วในกำลก่อน, กำรตั งตน ไว้โดยชอบธรรม, ควำมเป็นผู้ได้ฟังมำก, กำรมีศิลปศำสตร์, กำรเป็นผู้มีระเบียบวินัย ดี, กำรพูดแต่วำจำที่ดี, กำรบ ำรุงมำรดำบิดำ,กำรสงเครำะห์บุตร, กำรสงเครำะห์ ภรรยำ, กำรเป็นผู้ท ำงำนไม่คั่งค้ำง,กำรให้ทำน, กำรประพฤติธรรม, กำรสงเครำะห์ ญำติ, กำรท ำงำนที่ปรำศจำกโทษ, กำรงดเว้นจำกบำป (ควำมชั่ว), กำรละเว้นจำก กำรดื่มน ำเมำ, กำรไม่ประมำทในธรรมทั งหลำย, กำรมีสัมมำคำรวะ (ควำมเคำรพ), กำรอ่อนน้อมถ่อมตน (ไม่จองหอง), มีควำมสันโดษยินดีด้วยของอันมีอยู่, ควำม กตัญญู คือ เป็นผู้รู้อุปกำระอันชนอื่นท ำแล้วแก่ตน, กำรฟังธรรมตำมกำลเวลำ, มี ควำมอดทน, ควำมเป็นผู้ว่ำง่ำย, กำรได้พบเห็นสมณะ ผู้สงบจำกกิเลส, กำรสนทนำ ธรรมตำมกำลเวลำ,มีควำมเพียรเผำกิเลส, กำรประพฤติพรหมจรรย์ (กำรประพฤติ อย่ำงพรหม),กำรเห็นอริยสัจทั งหลำย, กำรกระท ำพระนิพพำนให้แจ้ง, จิตไม่ หวั่นไหวในโลกธรรมทั ง ๘, จิตไม่เศร้ำโศก, จิตปรำศจำกธุลี คือ กิเลส, จิตถึงควำม เกษม
[ฑ] รัตนสุตตัง คือ พระสูตรที่ว่ำด้วยรัตนะ ต ำนำนรัตนสูตร เกิดในสมัยพุทธกำล ปัดเป๋ำเภทภัยทั ง ๓ ประกำร แห่งกรุงเวสำลี(นครหลวงแห่งแคว้นวัชชี) ยุติลง ๓ เภทภัย คือ ทุกขภิกขภัยประกำรหนึ่ง เกิดภำวะข้ำวยำกเพรำะฝนแล้งติดต่อกัน หลำยปี ท ำไร่ท ำนำไม่ได้ผลผลิตเพียงพอ พวกอมนุษย์ เข้ำมำรบกวนท ำร้ำยผู้คน ประกำรหนึ่ง และอหิวำตกโรคระบำดช ำเติมอีกประกำรหนึ่งเหล่ำนี ล้วนท ำให้ ประชำชนอดอยำก ถึงขั นล้มตำยกันจ ำนวนมำกด้วยอ ำนำจแห่งพระปริตร คือ รัตน สูตร สรรพอุปัทวันตรำยภัยพิบัติสงบหำย วัฏฏกปริตตัง กล่ำวถึงนกคุ้มไฟซึ่งก ำลังเป็นตัวอ่อน อำศัยกำรตั งจิตร ำลึกถึง ก ำลังของศีลและสัจจะ ดับไฟป่ำที่ก ำลังคุกคำม กรณียเมตตสุตตัง กล่ำวถึงหมวด ๓ แห่งสิกขำบท หรือ ไตรสิกขำ คือ ศีล สมำธิ ปัญญำ ที่ภิกษุควรกระท ำบ ำเพ็ญ กรณียเมตตสุตตัง ใช้สวดเป็นพระปริตร เพื่อป้องกันคุ้มครองภยันตรำยต่ำงๆ ว่ำด้วยกำรเจริญเมตตำ และกำรปฏิบัติหน้ำที่ของตนเพื่อเจริญธรรมน ำไปสู่กำร บรรลุมรรคผลท้ำยที่สุด
[ฒ] ขันธปริตตคาถา เป็นคำถำป้องกันภัยต่ำง ๆ เจริญเมตตำไม่เบียดเบียน ก็ เพรำะรักษำศีล เพรำะศีลเป็นแม่บทของควำมดีทั งหลำย และเป็นสิ่งที่ปกป้องผอง ภัย อุณหิสสวิชัย ผู้ใดมำถึงพระพุทธเจ้ำ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั นย่อมชนะได้ซึ่งควำมร้อน อุณหัสส คือ ควำมร้อนอันเกิดแก่ตน มีทั งภำยในและ ภำยนอก (ภำยใน คือ กิเลส) วิชัย คือ ควำมชนะ ผู้ที่มำน้อมเอำสรณะทั งสำมนี เป็น ที่พึ่งแล้ว ย่อมจะชนะควำมร้อนเหล่ำนั นไปได้หมดทุกอย่ำง จะเว้นห่ำงจำกอันตรำย ทั งหลำย คือ อำชญำของพระรำชำ เสือสำง นำคยำพิษ ภูตผี ปีศำจ หำกว่ำยังไม่ถึง ครำวถึงกำลที่จักตำยแล้ว ก็จักพันไปได้จำกควำมตำย ด้วยอ ำนำจพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ที่ตนน้อมเอำเป็นสรณะที่พึ่งที่นับถือนั น โอวาทปาฏิโมกข์หลักค ำสอนส ำคัญในพระพุทธศำสนำหรือค ำสอนอันเป็น หัวใจของพระพุทธศำสนำ ได้แก่ พระพุทธพจน์๓ คำถำกึ่ง ที่พระพุทธเจ้ำตรัสแก่ พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมำย ณ พระเวฬุวนำรำม ใกล้ กรุงรำชคฤห์แคว้นมคธ ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เรำเรียกกันว่ำ วันมำฆบูชำหลังจำก พระพุทธเจ้ำตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน
[ณ] อภัยปริตรตัง กล่ำวถึง กำรขออำนุภำพแห่งพระรัตนตรัยช่วยบ ำบัดปัดเป่ำ ลำงร้ำย อันเกิดจำกเสียงนกที่ท ำให้ไม่สบำยใจ บำปเครำะห์ ฝันร้ำย และสิ่งอันเป็น อัปมงคลทั งหลำยทั งปวง ให้พินำศไป ดังนั น กำรเจริญพระปริตรตมงคล จึงแทนพระวินัยในพระไตรปิฎก คือ ศีล หรือสิกขำบท ซึ่งมีอยู่ ๒๑.๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง เป็น ปฐมเทศนำที่พระพุทธเจ้ำแสดงต่อปัญจวัคคีย์ และประกำศแก่ชำวโลกทั่วจักรวำล ถึง " ที่สุด ๒ ขั วที่บรรพชิต ไม่ควรเสพ คือ กำรทรมำนตน และกำรเสพกำม" ได้ตรัส ถึงควำมจริงอันประเสริฐแท้จริงไม่ใช่อะไรอื่น คือ "ทุกข์" นั่นเองพร้อมทั งแสดงเหตุ และควำมดับแห่งทุกข์นั น มรรคำสูควำมดับทุกข์ ตรัสชี ว่ำควรท ำเช่นไรกับอริยสัจ ดังกล่ำว ซึ่งพระพุทธองค์ทรงกระท ำ และได้ส ำเร็จในกิจทั งปวงนั นแล้ว ทรงเป็น องค์บรมครูของโลกของเทวดำ มำร และพรหม ดังนั นจึงเป็นพระสูตรที่ยิ่งใหญ่ เพรำะเป็นกำรแสดงธรรมครั งแรก และเป็นไปเพื่อควำมหลุดพ้นพระธัมมจักกัปปวัต ตนสุตตัง แทนพระสูตรในพระไตรปิฎก พระสูตร คือ พระสุตันตปิฎก เป็นที่รวมของพระพุทธพจน์เกี่ยวกับ พระธรรม เทศนำ เนื อหำสำระประกอบด้วยบุคคล เวลำและสถำนที่ ซึ่งมีอยู่ใน ๒๑,๐๐๐ พระ ธรรมขันธ์
[ด] พระอนัตตลักขณสุตตัง พระสูตรที่แสดงลักษณะ คือ เครื่องก ำหนดหมำยว่ำ เป็นอนัตตำเป็นพระสูตรที่มีควำมส ำคัญที่สุดพระสูตรหนึ่ง หลังจำกที่สมเด็จพุทธ สัพพัญญูสัมมำสัมพุทธเจ้ำได้ทรงแสดงพระสูตรนี แล้ว บังเกิดพระอรหันต์ในบวร พระพุทธศำสนำพร้อมกันทั ง ๕ รูป ซึ่งพระสูตรนี มีใจควำมเกี่ยวกับ ควำมไมใช่ ตัวตนของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่ำ ขันธ์ ๕ นั่นเอง จุดมุ่งหมำยควำมส ำคัญของพระสูตรนี ก็เพื่อชี ให้เห็นถึงควำมเป็นอนัตตำของ สรรพสิ่ง ให้เล็งเห็นว่ำขันธ์ ๕ นั น ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีควำมแปรปรวนไปเป็น ธรรมดำ ไม่ควรที่จะเห็นโดยส ำคัญด้วยตัณหำ มำนะ ทิฏฐิว่ำ นั่นเป็นของเรำ นั่น เป็นเรำนั่นเป็นตัวตนของเรำ อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่สมเด็จพุทธสัพพัญญูสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ทรง แสดง ณ ป้ำอิสิปตนมฤคทำยวัน เมืองพำรำณสี หรือในเขตเมืองสำรนำถ ประเทศ อินเดียในปัจจุบันเมื่อพระชนมำยุได้ ๓๕ พรรษำ หลังจำกที่พระพุทธองค์ได้แสดงปฐมเทศนำ คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ใน วันขึ น ๑๕ ค่ ำ เดือน ๘ ล ำดับนั น ท่ำนพระอัญญำโกณฑัญญะบรรลุโสดำบัน และ ในวันต่อๆ มำ
[ต] คือ ในระหว่ำงวันแรม ๑ ค่ ำ - วันแรม ๔ ค่ ำ เดือน ๘ ทรงแสดง "ปกิณณกเทศนา" ยังผลให้พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหำนำมะพระอัสสชิ บรรลุโสดำบัน ตำมล ำดับ และได้รับเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทำเป็นที่เรียบร้อยแล้วครั นเมื่อถึงวันแรม ๕ ค่ ำ เดือน ๘ ได้ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร นี ต่อพระภิกษุปัญจวัดคีย์ ด้วยพระสูตรนี บันดำลให้พระ อริยสงฆ์สำวกทั ง ๕ รูปได้บรรลุพระนิพพำนเป็นพระอรหันตสำวกขึ นในโลกเป็นครั ง แรก ความเข้าใจในอนัตตามีคุณค่าส าคัญทางจริยธรรม ขั้นต้น ทางด้านตัณหา ช่วยลดทอนควำมเห็นแก่ตนมิให้ท ำกำรต่ำงๆ โดย ยึดถือแต่ประโยชน์ตนเป็นประมำณ ท ำให้มองเห็นประโยชน์ในวงกว้ำง ที่ไม่มีตัวตน มำเป็นเครื่องกีดกั นจ ำกัด ขั้นกลาง ทางด้านทิฏฐิท ำให้จิตใจกว้ำงขวำงขึ น สำมำรถเข้ำไปเกี่ยวข้อง พิจำรณำ และจัดกำรกับปัญหำและเรื่องรำวต่ำงๆ โดยไม่เอำตัวตน ควำมอยำกของ ตน ตลอดจนควำมเห็น ควำมยึดมั่นถือมั่นของตนเข้ำไปขัด
[ถ] ขั้นสูง การรู้หลักอนัตตา คือ กำรรู้สิ่งทั งหลำยตำมที่มันเป็นอย่ำงแท้จริง คือ รู้หลักควำมจริงของธรรมชำติถึงที่สุด ควำมรู้สมบูรณ์ถึงขั นนี ท ำให้สลัดควำมยึดมั่น ถือมั่นเสียได้ ถึงควำมหลุดพ้น บรรลุอิสรภำพโดยสมบูรณ์ อันเป็นจุดหมำยของพุทธ ธรรมกล่ำวโดยทั่วไป หลักอนัตตตา พร้อมทั ง หลักอนิจจตา และ หลักทุกขตา เป็นเครื่องยืนยันควำมถูกต้องแท้จริงของหลักจริยธรรมอื่นๆ โดยเฉพำะหลักกรรม และหลักกำรปฏิบัติเพื่อควำมหลุดพ้น เช่น เพรำะสิ่งทั งหลำยไม่มีตัวตน ควำม เป็นไปในรูปแห่งกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์สืบต่อเนื่องอำศัยกันจึงเป็นไปได้ กรรมจึงมีได้ และเพรำะสิ่งทั งหลำยไม่มีตัวตน ควำมหลุดพ้นจึงมีได้ ดังนี เป็นต้น อนัตตลักขณสูตร เป็นพระพุทธมนต์ที่ทรงคุณพิเศษ ด้วยเนื อหำและ ควำมหมำย ในศำสนพิธีได้รับยกขึ นเป็นพระพุทธมนต์ที่นิยมให้สวดในงำน ทักษิณำ นุปทำน ท ำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วันงำนอวมงคลเริ่มเมื่อรัชสมัยพระบำทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๕ กำรเจริญพระพุทธมนต์ คือ กำรสำธยำยมนต์ในงำนมงคล เช่น งำนท ำบุญวัน เกิด ท ำบุญแต่งำน ท ำบุญขึ นบ้ำนใหม่ เป็นต้น
[ท] เรียกว่ำ เจริญพระพุทธมนต์ บทที่นิยมใช้ คือ บทพระปริตตมงคลบทพระธัมมจัก กัปปวัตตนสุตตัง และบทมหำสมัยสูตรฯ กำรสวดพระพุทธมนต์ คือ กำรสวดมนต์ เป็นพิธีสงฆ์ในงำนอวมงคล บทที่ประเพณีนิยมใช้สวด คือ บทพระอภิธรรม บทอนัตตลักขณสุตตัง บทอำทิตตปริยำยสุตตัง และบทธัมมนิยำมสุตตังฯ อาหิตตปริยายสูตร พระธรรมเทศนำกัณฑ์ที่ ๔ ขององค์สมเด็จพระสัมมำสัม พุทธเจ้ำ ที่เทศน์โปรดชฎิล ๓ พี่น้อง คือ อุรุเวลำกัสสปะ นทีกัสสปะ คยำกัสสะและ บริวำรอีก ๑,๐๐๐ ซึ่งนับถือลัทธิบูชำไฟ เพรำะเชื่อว่ำ ไฟซึ่งมีควำมร้อนจะเผำกิเลส ในตัวให้หมดไปกลำยเป็นพระอรหันต์ได้ ค ำว่ำ "อาทิตตะ" ต. เต่ำ สะกดค ำนี แปลว่ำ "จุดไฟ หรือไฟลุก หรือไหม้ไฟ" ต่ำงจำกค ำว่ำ "อำทิจจะ" จ.จำน สะกด "อำทิจจะ"แปลว่ำ ดวงอำทิตย์หรือพระ อำทิตย์ "ปริยาย" แปลว่ำ "ทำงปฏิบัติ หรือวิธีปฏิบัติ กำรอภิปรำยกำรสอน" ส่วน "สูตร" คือ "ค ำสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง"ค ำแปลโดยรวม ของ "อำทิตตปริยำยสูตร" คือ "วิธีปฏิบัติเรื่องไฟลุกไหม้" เมื่อไฟลุกไหม้แล้วจะท ำยังไง?
[ธ] อาทิตตปริยายสูตร เป็นพระสูตรที่มีเนื้อหาแสดงถึงความรุ่มร้อนของจิตใจ (อินทรีย์ ๕) ด้วยอ ำนำจของกิเลส เปรียบได้กับควำมร้อนของไฟที่ลุกโพลงอยู่ ดังนั น จึงได้ชื่อว่ำ อำทิตตปริยำยสูตรแสดงให้เห็นว่ำควำมร้อนที่แท้จริง คือ ควำม ร้อนจำกภำยใน แต่ทว่ำควำมสุขหรือควำมทุกข์ร้อนจำกกิเลสทั งปวงล้วนนั นก็เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยง คือตั งอยู่ไม่ได้ตลอดไป ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือ น่ำเบื่อหน่ำยในควำมผัน แปร พระสูตรนี จึงเป็นพระสูตรส ำคัญในพระพุทธศำสนำอำนิสงส์เมื่อสวดบทนี และ พิจำรณำตำมจะท ำให้เรำคลำยควำมร้อนในจิตใจของเรำไปได้เป็นสุขในใจ ใช้สวด เมื่อเวลำที่จิตใจร้อนรนและฟุ้งซ่ำนเพื่อให้เกิดสติ พระอภิธรรม คือ ๑ ใน ๓ ของพระไตรปิฎก เป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ พระพุทธเจ้ำตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ด้วยกำรปฏิบัติด้วยจิตอันเป็นธำตุรู้ รู้แจ้งใน ธรรมชำติที่แท้จริงของจิต และธรรมชำติของธรรมทั งปวง พระพุทธองค์ทรงแสดง พระอภิธรรมโปรดพระมำรดำซึ่งสิ นพระชนม์แล้วไปบังเกิดเป็น สันดุสิตเทวรำชพุทธ มำรดร ณ สวรรค์ชั นดุสิต ด้วยทรงเห็นว่ำไม่มี สิ่งใด ทรงทดแทนคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระมำรดำได้ เท่ำกับกำรแสดงพระอภิธรรม พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ นไปบนสวรรค์ ชั นดำวดึงส์ ประทับ ณ บัณฑุกัมพลอำสน์ท้ำวสหัสนัยเทวรำช ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ชั นดำวดึงส์ จึงทูลเชิญ
[น] พุทธมำรดำเทวบุตร จำกสวรรค์ชั นดุสิต ลงมำสดับพระอภิธรรมในสวรรค์ชั น ดำวดึงส์พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอันยิ่งใหญ่โปรดพุทธมำรด และเหล่ำทวยเทพ จตุรำลักษณ์น้อยใหญ่เทวดำและพรหมแเปดแสนโกฏิ บรรลุโสดำปัตติผล เนื อหำ ของพระอภิธรรมที่ทรงแสดงไว้กล่ำวถึง จิต เจตสิก รูป และนิพพำนไตรลักษณ์ ขันธ์ ๕ พระอภิธรรมจึงเป็นสุดยอดของพระธรรมค ำสอนเป็นอมตะธรรม เป็นธรรมอัน ประเสริฐที่มีอยู่จริง ปรำศจำกสมมุติเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศำสนำ เข้ำใจ ธรรมชำติของชีวิตใน เรื่อง กรรมและผลของกรรม ภพภูมิ และกำรเวียนว่ำยตำย เกิด โดยควำมเป็นจริงแล้วพระอภิธรรมสวดให้ผู้อยู่ได้ฟัง และตระหนักถึงคุณค่ำ ของกำรมีชีวิต ซึ่งมีอยู่ ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ธรรมนิยามสูตร พระพุทธศำสนำสอนหลักควำมจริงว่ำ สิ่งทั งหลำยทั งปวงไม่ว่ำจะเป็นคนสัตว์ หรือสิ่งของ เป็นรูปธรรมหรือนำมธรรม เป็นวัตถุหรือเป็นเรื่องจิตใจ ไม่ว่ำชีวิตหรือ โลกที่แวดล้อมอยู่ก็ตำมทั งหมดล้วนเป็นไปตำมธรรมดำแห่งเหตุปัจจัย เป็นเรื่องของ ปัจจัยสัมพันธ์ ธรรมดำที่ว่ำนี มองด้วยสำยตำของมนุษย์ เรียกว่ำ กฎธรรมชาติเรียก ในภำษำบำลีว่ำ "นิยาม"
[บ] ธรรมนิยำม แปลว่ำก ำหนดแน่นอนแห่งธรรมดำ,กฎธรรมชำติ ควำมจริงที่มี อยู่ กฎแห่งควำมสัมพันธ์ในควำมเป็นไปตำมเหตุปัจจัย โดยเฉพำะที่เรียกว่ำ ควำม เป็นไปตำมธรรมดำ ซึ่งพระพุทธเจ้ำทรงค้นพบ แล้วทรงน ำมำแสดงชี แจง อธิบำยให้ คนทั งหลำยได้รู้ตำม มี ๓ พระบำลี ดังนี ๑. สพุเพ สงขารา อนิจุจา สังขำรทั งปวงไม่เที่ยง ๒. สพุเพ สงขารา ทุกฺขา สังขำรทั งปวงเป็นทุกข์(คงทนอยู่มิได้) ๓. สพุเพ ธมุมา อนตุตา ธรรมทั งปวงเป็นอนัตตำ (มิใช่เป็นตน) ลักษณะทั ง ๓ นี มีแก่สิ่งทั งหลำย เป็นสำมัญเสมอเหมือนกัน สังขารทั้งปวง คือ ทุกอย่างที่เป็นสังขตธรรม (ธรรมที่ถูกปรุงแต่ง สภำวะที่เกิดจำกปัจจัยปรุงแต่ง ขึ น ทั งรูปธรรมและนำมธรรม มีชีวิตหรือไร้ชีวิต อยู่ในจิตใจหรือเป็นวัตถุภำยนอกก็ ตำม) เป็นสังขำร ล้วนไม่เที่ยง คงทนอยู่มิได้เสมอเหมือนกันทั งหมด ธรรมทั้งปวง คือ สังขตธรรม หมายถึง สังขาร และอสังขตธรรม หมายถึง วิสังขาร (ธรรมทั ง ปวง หมำยถึง สภำวะหรือสภำพทุกอย่ำงที่เป็นธรรม ไม่มีขีดคั่นจ ำกัด ไม่ว่ำธรรมที่ ถูกปัจจัยปรุงแต่งและสภำวะที่ไม่เกิดจำกปัจจัยปรุงแต่ง หมำยถึง นิพพำน) ก็ล้วน มิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั งสิ น
[ป] ต านานธรรมนิยามสูตร สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภำคเจ้ำ เสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันมหำวิหำร ซึ่ง ท่ำนอนำถบิณฑิกเศรษฐีสร้ำงถวำย ใกล้พระนครสำวัตถี ทรงประทำนโอวำทำนุ สำสนีแก่บรรดำพุทธบริษัท ให้มั่นอยู่ในสุปฏิบัติเป็นนิจกำล วันหนึ่งได้ตรัสธรรม นิยำมสูตรแก่บรรดำภิกษุที่มำประชุมรับพระโอวำทอยู่พร้อม กันว่ำภิกษุทั งหลำย พระตถำคตเจ้ำจะบังเกิดขึ นก็ตำม หรือ จะยังไม่บังเกิดขึ นก็ตำม สภาวธรรม คือ ความไม่เที่ยงของสังขารทั้งมวล สภาวธรรม คือ ความเป็นทุกข์ของสังขารทั้งมวล เป็นธรรมริติคือ มีประจ ำอยู่แล้วในโลกนี เป็นธรรมนิยาม คือ เป็นธรรมก ำหนด แน่นอนแห่งธรรมดำ กฎธรรมชำติ แม้พระตถำคตก็ตรัสรู้สภำวธรรมทั งมวลนั น ทั ง เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ยังได้ตรัสบอกได้แสดงให้พุทธบริษัทเกิดญำณรู้ทั่วถึงในสภำวธรรม เหล่ำนั น และได้ยกธรรมนั น ไว้ในธรรมที่พุทธบริษัทควรพิจำรณำเป็นประกำรแรก ตถำคตได้เปิดเผยสภำวธรรมนั น ให้แจ่มแจ้งแก่พุทธบริษัท ได้จ ำแนกออกไว้อย่ำงถี่ ถ้วน ท ำให้พุทธบริษัทเห็นตำมได้ง่ำยว่ำ สภาวธรรม คือ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นี เป็นควำมย่อในธรรมนิยำมสูตร
[ผ] ธรรมนิยำมสูตร เป็นสูตรที่ส ำคัญ นิยมสวดในพิธีท ำบุญงำนศพ และงำน ท ำบุญอุทิศให้แก่ผู้วำยชนม์ทั่วไป ติลักขณาทิคาถา เป็นบทสวดต่อจำกธรรมนิยำมสูตร คือ ติลักขณำทิคำถำ เป็นคำถำที่แสดงถึงธรรมปฏิบัติในส่วนวิปัสสนำที่พระศำสดำได้ยกมำสอนแก่ พระภิกษุ เมื่อท่ำนน ำไปปฏิบัติเป็นธรรมวิปัสสนำ ก็ย่อมเห็นทุกข์ในสำมัญญ ลักษณะ ที่สุดจิตของท่ำนก็เบื่อหน่ำยในขันธ์ที่เห็น น ำให้ทำงเดินตำมมรรคมีองค์ ๘ จนตรัสรู้ได้ในที่สุด ปัจฉิมพุทโรวาท ก่อนที่พระผู้มีพระภำคเจ้ำจะเสด็จปรินิพพำน คือ ช่วงเวลำ ภำยหลังจำกทรงโปรดสุภัททะปริพำชกแล้ว ได้ตรัสบอกพระอำนนท์ว่ำ "ดูก่อน อานนห์ ธรรมและวินัยใด เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลายธรรมและ วินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว" พระผู้มีพระภำคเจ้ำตรัสพระโอวำทครั งสุดท้ำยว่ำ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเดือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงท าความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" หลังจำกนั น ก็ไม่ตรัสอะไร อีก จนเสด็จปรินิพพำนวันขึ น ๑๕ ค่ ำ เดือน ๖ หรือวันเพ็ญ เดือนวิสำขะ ภำยใต้ต้น สำละทั งคู่
[ฝ] ดังนั น กำรขอขมำกรรม และกำรเจริญบทสวดมนต์ ทั ง ๕ พระสูตร จึงเป็น กำรช ำระจิต ช ำระศีลของตน เป็นพลังรองรับกำรตั งจิตใหม่ ในกำรพัฒนำตนเอง โดยก ำลังของพระไตรปิฎกเป็นกำรเปล่งเสียงด้วยควำมเลื่อมใส เป็นมนต์วำจำ เป็น ภำษำที่เป็นธำตุรู้ รู้ทุกสิ่งทุกอย่ำงตำมควำมเป็นจริง เป็นพลังที่ผ่ำนอุปสรรค ทั งหลำย เป็นพลังที่ส ำเร็จในกิจทั งปวง เป็นพลังที่ปกป้องผองภัยสำมำรถสื่อและ รวมพลังธรรมชำติ และพลังควำมดีของผู้ที่กระท ำไว้มำกแล้วในกำลเวลำอันไกล โพ้น และสื่อถึงอำนุภำพแห่งรัตนะทั งสำมได้ นอกจำกนี กำรขอขมำกรรมและสวดมนต์ ๕ พระสูตร ยังเป็นพลังขับเคลื่อน ท ำให้โรคต่ำงๆ ที่เกิดจำกแรงกรรมในอดีต ที่ได้กระท ำไว้แล้วส่งผล เช่น ผู้ป่วยอัลไซ เมอร์ ได้ขอขมำกรรม และสวดมนต์ ๕ พระสูตร จิตได้รับกำรช ำระ พลังดีจำกมหำ กุศลที่เกิดขึ น บ ำบัดเยียวยำ อำกำรจะบรรเทำเบำบำง และหำยเป็นปกติผู้ป่วยโรค จิต หรือที่มีภำวะอำกำรทำงจิต แทนที่จะปล่อยให้จมอยู่กับควำมซึมเศร้ำ หวำดกลัว หรือพูดเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่ำน วุ่นวำยในลักษณะต่ำงๆ ได้ขอขมำกรรมสวดมนต์ 2 พระ สูตรอย่ำงต่อเนื่องพลังดีที่เติมเข้ำไปเป็นพลังรักษำ ช่วยช ำระชะล้ำงท ำให้จิตสงบมี สติสร่ำงคลำยทุเลำเบำบำงและหำยเป็นปกติได้กำรสวดมนต์และ
[พ] กำรช ำระจิตนั น สำมำรถท ำได้ทุกเวลำ ไม่ว่ำที่ไหนเมื่อไหร่ เพื่อเป็นกำรสร้ำง ควำมคุ้นเคยให้แก่จิต ให้จิตนั นมีพลัง ไม่หมกมุ่นติดหล่มกับสภำวธรรมนั นนำน ความหมายของการยกพานขอขมากรรม และการสวดมนต์ ๔ พระสูตร การยกพานขอขมากรรม โดยวัตรปฏิบัติของส ำนักปฏิบัติธรรมแม่ชี ในเครือ มูลนิธิอมรีรักษ์ มีขั นตอนดังต่อไปนี ๑. บูชำพระรัตนตรัย ๒. (ถวำยพำน ๓) อำรำธนำศีล ๓. ปุพพภำคนมกำร พุทธำนุสสติ ธัมมำนุสสติ สังมำนุสสติ ๔. (ยกพำน ๕) ตั งนะโม ๓ จบ ขอขมำพระรัตนตรัย ๕. (ยกพำน ๒) ตั งนะโม ๓ จบ ขอขมำครูอำจำรย์ พาน ๓ ใช้ในกำรอำรำธนำศีล ผู้ขอขมำจะยกพำน ๓ ประกอบด้วย ธูป ๓ ดอก, เทียน ๓ เล่ม, ดอกไม้ ๓ ดอก หมำยถึง กำย วำจำ ใจ (ศีล คือ ควำมปกติของ กำย วำจำและใจ) พานแก้ว ๕ โกฐาก ใช้ขอขมำพระรัตนตรัย ประกอบด้วย ธูป ๕ ดอก, เทียน ๕ เล่ม, ดอกไม้ ๕ ดอก, แก้ว ๕ โกฐำก คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดำ มำรดำ คุณครูบำอำจำรย์
[ฟ] พระคุณทั ง ๕ ประกำรนี เป็นสิ่งที่บุคคลไม่พึงล่วงเกิน แต่บุคคลอำศัยสิ่งใดมัก ล่วงเกินสิ่งนั น อำศัยแผ่นดินก็ล่วงเกินแผ่นดินอำศัยพ่อแม่ก็ล่วงเกินพ่อแม่ จึงต้อง ยกพำนขอขมำช ำระจิต พาน ๑๒ ใช้ขอขมำคุณของแผ่นดิน คุณของชีวิต คุณของกำรให้ก ำเนิดจำก ธรรมชำติ สรรพสิ่งทั งหลำย รวมถึงวิชำควำมรู้ประกอบด้วยธูป ๑๒ ดอก, เทียน ๑๒ เล่ม, ดอกไม้ ๑๒ ดอก พาน ๒ ใช้ขอขมำครูอำจำรย์ใช้ ธูป ๒ ดอก เทียน ๒ เล่ม ดอกไม้ ๒ ดอก หมำยถึง กำยกับใจ หรือขอขมำต่อนำม - รูปปรมัตถ์ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมลงเป็น "การช าระจิตให้บริสุทธิ์" นี เป็นค ำสอนของพระพุทธเจ้ำทั งหลำย เพรำะฉะนั นกำร ขอขมำยกพำนแก้ว ๕ โกฐำก ด้วยจิตที่ตรงเต็มและนอบน้อม ในพระรัตนตรัย เท่ำกับว่ำ
[ภ] ได้ขอขมาพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อย่างเป็น รูปธรรม การเจริญบทสวดมนต์ ๕ พระสูตร ที่ได้ประโยชน์สูงสุด คือ ๑๐๙ จบ เรียกว่า ๑ ยก ๑๐๙ จบ มาจากคุณพระรัตนตรัย และรวมทั ้งตัวผู้สวดเอง ได้แก่ พระพุทธคุณมี ๕๖ พระธรรมคุณมี ๓๘ พระสังฆคุณมี ๑๔ และรวมผู้สวดอีก ๑ รวมเป็น ๑๐๙ ควรสวดติดต่อกันและต่อเนื่อง จึงจะเป็นพลังขับเคลื่อนในสิ่งที่ตั ้ง จิตไว้ให้ปรากฏ การต้องมีพานดอกไม้รูป เทียน เป็นการตั ้งใจท าให้แก่ตนเองอย่าง หนักแน่นมั่นคงและชัดเจนไม่เลื่อนลอยเพ้อเจ้ออาศัยดอกไม้ ธูป เทียนเป็นสื่อ เน้นตอกย ้า ให้มีสติระลึกรู้จดจ่อเป็นอุบายที่จะให้จิตมารวม ณ เบื ้องหน้าที่ก าลัง กระท า เพื่อให้เกิดพลัง ให้ได้พลังรวมเป็นวิสุทธิ บูชาหรือตั ้งจิตอธิษฐานจะให้ได้ พลังผลส าเร็จถ้าไม่มีดอกไม้ธูปเทียน ก็ใช้มือประนมสิบนิ ้วไว้ระหว่างอกให้รวม พลังจิตไว้ที่มือประนมเป็นดอกบัวตูม ผูกความรู้สึกในการกระท า เป็นสัญญากับ ตัวเอง พร้อมที่จะตั ้งจิตรวมพลัง ให้เกิดพลังชัดเจน อธิษฐานส าเร็จได้ จุดส าคัญ คือ ปลุกตัวเองให้อยู่กับ
[ม] ปัจจุบันดีที่สุด อยู่กับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ก าลังท า มีสติระลึกรู้แล้วก็มีมือ ยก มือสิบนิ ้วประนมรวมพลังจิต จะตั ้งส่วนไหนอย่างไร ถ้ารวมได้แบบเต็มปรี่ก็ส าเร็จ ได้เร็วอย่างนี ้ แต่ต้องเป็นทางสัมมาทิฏฐิ เกิดคุณเกิดประโยชน์ ยกตัวอย่าง เหมือนเราก าลังจะใส่บาตร เราก็ใช้มือยกของที่จะใส่บาตร ตั ้ง จิตอธิษฐาน ก าลังจะถวายทานก็แตะของที่มีณ เบื ้องหน้า แล้วก็รวมพลังจิตให้ อยู่กับการกระท าที่เป็นปัจจุบันขณะการให้จัดพานดอกไม้ ธูป เทียน การยกสิบ นิ ้วประนมเป็นรูปดอกบัวตูม การใช้มือแตะ หรือยกของอธิษฐานก่อนถวายทาน พร้ อมกับมีสติระลึกรู้ ขณะที่ท า ล้วนเป็นอุบายส าคัญที่จะรวมพลังจิตตน ให้เกิด พลังดีผลักดันขับเคลื่อนผ่องใสปลอดภัยยังประโยชน์สุขทุกประการ
๑ ค ำบูชำพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมำสัมพุทโธ ภะคะวำ, พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ ชอบได้โดยพระองค์เอง พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวำเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้บิกบาน. (กรำบ) ส์วำกขำโต ภะคะวะตำ ธัมโม, พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว; ธัมมัง นะมัสสำมิ. ข้าพเจ้านมัสการ พระธรรม. (กรำบ)
๒ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สำวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว สังฆัง นะมำมิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์. (กรำบ ๓ ครั้ง)
๓ อำรำธนำศีล ๕ (ถวายพาน ๓ แล้วกราบพร้อมกัน) มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ,ปัญจะสีลำนิ ยำจำมะ, ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระณนะ สะหะ,ปัญจะ สีลำนิ ยำจำมะ, ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ,ปัญจะ สีลำนิ ยำจำมะ, (ถ้าคนเดียวว่า อะหัง แทน มะยัง และว่า ยำจำมิแทน ยำจำมะ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ, นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ, นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ.
๔ พุทธัง สะระณัง คัจฉำมิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ. ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉำมิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ, ทุติยัมปี สังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ. ตะติยัมปี พุทธัง สะระณัง คัจฉำมิ, ตะติยัมปี ธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ, ตะติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ. พระสงฆ์กล่าวว่า "ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง" (ถึงสรณะเสร็จแล้ว) พึงรับว่า "อำมะ ภันเต" (ขอรับ เจ้าข้า)
๕ ศีล ๕ ๑. ปำณำติปำตำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๒. อะทินนำทำนำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๓. กำเมสุ มิจฉำจำรำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๔. มุสำวำทำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๕. สุรำเมระยะมัชชะปะมำทัฏฐำนำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ. อิมำนิ ปัญจะ สิกขำปะทำนิ สะมำทิยำมิ. (ว่ำ ๓ ครั้ง) (สมาทานศีลด้วยตนเอง กราบรับศีล ๓ ครั้ง)
๖ พระสงฆ์กล่ำวสรุปว่ำ สีเลนะ สุคะติง ยันติ, ไปสู่สุคติได้ด้วยเพราะศีล; (พึงกล่าวรับพร้อมกันว่า สาธุ.) สีเลนะ โภคะสัมปะทำ, ได้ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์เพราะศีล (พึงกล่าวรับพร้อมกันว่า สาธุ.) สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ถึงพระนิพพานได้ด้วยเพราะศีล; ตัส์มำ สีลัง วิโสธะเย. เพราะฉะนั้น พึงช าระศีลให้ บริสุทธิ์หมดจดโดยถ้วนหน้ากันเทอญ. (พึงกล่าวรับพร้อมกันว่า สาธุ.) (กราบรับศีล ๓ ครั้ง)
๗ อำรำธนำศีล ๘ (ถวายพาน ๓ แล้วกราบพร้อมกัน) มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลำนิ ยำจำมะ, ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลำนิ ยำจำมะ, ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลำนิ ยำจำมะ. (ถ้าคนเดียวว่า อะหัง แทน มะยัง และว่า ยาจามิ แทน ยาจามะ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ, นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ, นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ.
๘ พุทธัง สะระณัง คัจฉำมิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ. ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉำมิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ, ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ. ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉำมิ, ตะติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ, ตะติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ. พระสงฆ์กล่าวว่า "ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง" (ถึงสรณะเสร็จแล้ว) พึงรับว่า "อำมะ ภันเต" (ขอรับ / เจ้าข้า)
๙ ศีล ๘ ๑. ปำณำติปำตำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๒. อะทินนำทำนำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ต. อะพรัห์มะจะริยำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๔. มุสำวำทำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๔. สุรำเมระยะมัชชะปะมำทัฏฐำนำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๖. วิกำละโภชะนำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ,
๑๐ ๗. นัจจะ คีตะ วำทิตะ วิสูกะ ทัสสะนำ, มำลำคันธะ วิเลปะนะ ธำระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐำนำ เวระมณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ, ๘. อุจจำสะยะนะ มะหำสะยะนำ เวระมะณี, สิกขำปะทัง สะมำทิยำมิ. อิมำนิ อัฏฐะ สิกขำปะทำนิ สะมำทิยำมิ. (ว่ำ ๓ ครั้ง) (สมาทานศีลด้วยตนเอง กราบรับศีล ๓ ครั้ง)
๑๑ ปุพพภำคนมกำร (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภำคะนะมะกำรัง กะโรมะ เส) เชิญเถิด เราทั้งหลาย, ท าความนอบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้น, แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ, นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมำสัมพุทธัสสะ, นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น; อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส; สัมมำสัมพุทธัสสะ. ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
๑๒ (๑. พุทธำนุสสติ) (หันทะ มะยัง พุทธำนุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) เชิญเถิด เราทั้งหลาย, ท าความระลึกถึงพระพุทธเจ้าเถิด. ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล์ยำโณ กิตติสัทโท อัพภคคะโต, ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า; อิติปิ โส ภะคะวำ, เพราะเหตุอย่างนี้ๆ, พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น; อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส; สัมมำสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง วิชชำจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ; สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี;
๑๓ โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง: อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสำระถิ, เป็นผู้สามารถ ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า; สัตถำ เทวะมะนุสสำนัง, เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม; ภะคะวำติ. เป็นผู้มีความจ าเริญจ าแนกธรรมสั่งสอน สัตว์ดังนี้. (หมอบกราบ แล้วสวด) กำเยนะ วำจำยะ วะ เจตะสำ วำ, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี: พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยำ ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระท า แล้วในพระพุทธเจ้า;
๑๔ พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น กำลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ. เพื่อส ารวมระวังในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป (๒. ธัมมำนุสสติ) (หันทะ มะยัง ธัมมำนุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) เชิญเถิด เราทั้งหลาย, ท าความระลึกถึงพระธรรมเถิด. ส์วำกขำโต ภะคะวะตำ ธัมโม, พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว; สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง; อะกำลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จ ากัดกาล;
๑๕ เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า, ท่านจงมาดูเถิด; โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหีติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้. (หมอบกราบ แล้วสวด) กำเยนะ วำจำยะ วะ เจตะสำ วำ, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี; ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยำ ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระท า แล้วในพระธรรม; ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น; กำลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. เพื่อส ารวมระวังในพระธรรม ในกาลต่อไป.
๑๖ ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ; จัตตำริ ปุริสะยุคำนิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลำ, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ; เอสะ ภะคะวะโต สำวะกะสังโม, นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า; อำหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาน ามาบูชา; ปำหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ; ทักขิเณยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน; อัญชะลีกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรท าอัญชลี: อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสำติ. เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นใด ยิ่งกว่า ดังนี้.
๑๗ (หมอบกรำบ แล้วสวด) กำเยนะ วำจำยะ วะ เจตะสำ วำ, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี; สังเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยำ ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระท าแล้วในพระสงฆ์; สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น; กำลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. เพื่อส ารวมระวังในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป. (กรำบ ๓ ครั้ง)
๑๙ ค ำขอขมำพระรัตนตรัย (ยกพาน ๕ - ตั้งนะโม ๓ จบ) ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง. ข้าพเจ้า (ระบุชื่อ-สกุลของผู้ขอชมา) ขอเป็นตัวแทนทายาทชาติตระกูลมนุษย์ทุก เชื้อชาติศาสนาตระกูลที่ได้อาศัย การอุ้มชูเลี้ยงดู ในสังสารวัฏกาลก่อน ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกภพทุกชาติ และทายาทชาติตระกูล.................ได้น้อมน าพานดอกไม้ธูป เทียน อันเป็นพานแก้วทั้งห้าประการนี้ เพื่อกราบขอขมาสักการะ ต่อองค์สมเด็จพุทธ สัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ที่อุบัติขึ้นแล้วในโลก และผู้ทรงคุณ ทั้งหลาย กราบขอขมาต่อพระธรรมและธรรมชาติที่มีมาในโลก ในจักรวาลอัน ยาวนานกาลก่อน กราบขอขมาต่อพระสงฆ์ พระเถรานุเถระทุก
๒๐ ผู้ทรงคุณ พระเดชพระคุณท่านพระพรหมมงคลพระอัคคมหา (พระอาจารย์ทอง สิ ริมงุคโล)กัมมัฏฐานาจริยะ ท่านแม่ชีอาจารย์อมรี ศรีดารักษ์คุณบิดามารดา ผู้ให้ ก าเนิดก่อเกิดกายเนื้อ ทุกภพ ทุกชาติ คุณครูบาอาจารย์ บรรพบุรุษ บุพการีผู้มี พระคุณ ผู้มีอุปการคุณ ผู้มีบุญคุณทุกๆ ท่าน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จะอยู่ในฐานะใด ก็ตาม บุคคลใดก็ดี แม้อยู่ในทิศทั้ง ๔ คณะแม่ชี โยดี ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ศรัทธา ญาติธรรมกัลยาณมิตรคณะพ่อช่างแม่ช่าง ขอขมาต่อผืนแผ่นดินที่รองรับพระ สัทธรรม ตลอดจนศรัทธาผู้น้อมถวายผืนแผ่นดินอารามวัตถุ เสนาสนะ กุฏิที่พัก และปัจจัย ๔ ณ ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชีทุ่งเสี้ยว ส านักปฏิบัติธรรมแม่ชีทั้ง ๑๒ แห่ง ในเครือมูลนิธิอมรีรักษ์และวัดมหาปิฎกธรรมาราม รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร
๒๑ จะอยู่ในภพภูมิสรรพสัตว์ สรรพวิญญาณ สรรพเทพเทวดา ทุกภพทุกภูมิ กราบขอขมา ผู้เกี่ยวข้องโยงใยในสังสารวัฏ ไม่มีจ ากัด ไม่มีประมาณ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมในพระสัทธรรมล้ าเลิศ แห่งองค์สมเด็จพุทธสัพพัญญู สัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มหาสติปัฏฐาน อันบังเกิดแล้วในรูปนี้กายนี้ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ เป็นผู้เกี่ยวข้องครอบครองยาวนานในสังสารวัฏ อันประกอบด้วย อัตถิ อิมัส์มิง กำเย มีอยู่ในกายนี้ เกสำ ผม ตะโจ หนัง โลมำ ขน มังสัง เนื้อ นะขำ เล็บ นะหำรู เอ็น ทันตำ ฟัน อัฏฐิ กระดูก