The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานผลการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงโรงเรียนสตรีนครสวรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jiraphatclub123, 2022-03-04 03:56:08

รายงานผลการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงโรงเรียนสตรีนครสวรรค์

รายงานผลการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงโรงเรียนสตรีนครสวรรค์

1

รายงานผลการดาเนนิ งาน
โครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านข้นั สูง
ด้วยเทคนคิ บันได ๖ ขัน้ สคู่ วามสาเร็จในการจบั ใจความสาคญั
ประจาภาคเรียนที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔

โดย
ครกู ลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย

โรงเรยี นสตรนี ครสวรรค์ อาเภอเมืองนครสวรรค์ จงั หวดั นครสวรรค์

สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษานครสวรรค์
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน



คานา
รายงานผลการดาเนินงานโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านข้ันสูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ข้ัน
สู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญฉบับนี้ เป็นการรวบรวมผลการดาเนินงานตามสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ที่ดาเนินตามนโยบายของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๔ ผู้จัดทาได้รวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม
กิจกรรมและสรุปผลการดาเนินกิจกรรม ทั้งน้ีเพ่ือเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เก่ียวข้องในการวางแผน
พัฒนาการดาเนนิ งานต่อไป
คณะผู้จัดทาขอขอบคุณคณะผู้บริหาร คณะครูท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ตอบแบบสอบถาม
ทกุ คน ท่ีให้การสนบั สนุนในการดาเนินกิจกรรมสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประเมินผล
การดาเนินโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ขั้น สู่ความสาเร็จในการ
จับใจความสาคัญฉบับนี้ จะสามารถเป็นข้อมูลในการพัฒนาทางด้านการอ่านของนักเรียนโรงเรียนสตรี
นครสวรรค์อย่างเตม็ รปู แบบต่อไป

คณะครูกลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
โรงเรยี นสตรีนครสวรรค์
ผจู้ ดั ทา

สารบญั ข

บทท่ี 1 บทนำ หน้า
ความเปน็ มาและความสาคญั ๑
วตั ถปุ ระสงค์ ๑
เป้าหมาย ๑
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ๒
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั ๒

บทท่ี 2 เอกสำรและงำนวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง ๓
หลักและแนวคิดเกยี่ วกับเทคนคิ บันได ๖ ข้นั ๓

บทท่ี 3 วิธกี ำรดำเนนิ งำน ๘
ขน้ั วางแผนการดาเนนิ งาน (Plan) ๘
ขนั้ ลงมอื ปฏบิ ัติงาน (Do) ๘
ขั้นตรวจสอบ (Check) ๙
ขั้นปรบั ปรุงแก้ไข (Act) ๑๐
๑๐
บทท่ี 4 ผลกำรดำเนนิ กำรและวเิ ครำะห์ข้อมลู ๑๒
ผลการจดั กิจกรรมตามนโยบาย ๑๒
๑๒
บทท่ี 5 สรุปผล และข้อเสนอแนะ ๑๓
วตั ถุประสงค์ ๑๓
เป้าหมาย ๑๓
เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ๑๔
สรุปผลการดาเนนิ การ ๑๕
ข้อเสนอแนะ ๑๖
๑๐๗
บรรณำนุกรม ๑๔๖
ภำคผนวก ๒๖๖
๒๗๓
- แผนการจัดการเรยี นรูร้ ะดับชน้ั
- แบบทดสอบวัดความสามารถก่อนเรียนหลงั เรียน
- ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของแตล่ ะระดับช้นั
- ภาพการดาเนนิ การ
- คณะผู้จดั ทา



บทท่ี 1

บทนำ

1.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคัญ

การอ่านมคี วามสาคัญและจาเปน็ อย่างย่ิงในสงั คมปัจจุบนั เพราะการอ่านช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์
ความรู้และความคิด บุคคลท่ีมีสมรรถนะการอ่านอย่างแท้จริงย่อมสามารถนาประสบการณ์ ความรู้และ
ความคิดไปใช้ประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านและการวิเคราะห์
งานเขียนประเภทต่าง ๆ จากท้ังส่ือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นอกจากเป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญ
อย่างย่ิงต่อความสาเร็จในการเรียนการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพของนักเรียนในอนาคตแล้ว ยังเป็น
ปัจจัยท่ีสาคัญท่ีจะช่วยให้ทุก ๆ คนสามารถดารงชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างรู้เท่าทัน และ
สามารถพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพสามารถมีส่วนร่วมและเป็นสมาชิกในสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่าง
สมบูรณ์ แต่พบว่าจากผลการทดสอบต่าง ๆ อาทิการวัดและประเมินผลความสามารถในการอ่านและ
การเขยี นของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาพบว่ายังมีนักเรียนจานวนหนึ่งที่มีผลการประเมิน
การรู้เรื่องการอ่านอยู่ในระดับปรับปรุงสาหรับการประเมินระดับนานาชาติคือ การประเมินความฉลาดรู้
เร่ืองการอ่าน (Reading Literacy) ของนักเรียนไทยในโครงการ PISA (Programmefor International
Student Assessment) พบว่า สมรรถนะความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนไทยยังอยู่ในระดับต่าเม่ือ
เทียบกับกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development)
ด้วยความสาคัญของการอ่านที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการดาเนินชีวิตของผู้เรียนดังกล่าว สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยสถาบันภาษาไทยสานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษามีการ
พัฒนาสมรรถนะการอ่านให้กับผู้เรียน โดยนาข้อสอบมาตรฐานได้รับการเผยแพร่และนามาเพ่ิมเติมเทคนิค
การอ่านเพื่อหาคาตอบของข้อสอบดังกล่าว เพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เทคนิคการอ่าน ทั้งการอ่าน
จบั ใจความสาคญั การอ่านเพ่ือวิเคราะห์รวมไปถงึ การนาความรู้จากการอ่านไปใช้ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ทั้งใน
การเรียนและการทาข้อสอบที่เก่ียวข้องในด้านการอ่านต่อไป โดยการดาเนินการขับเคล่ือนในระดับ
สานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาร่วมกบั เครอื ขา่ ยมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ เพื่อนาไปสู่การพัฒนาสมรรถนะการอ่าน
ให้กับผู้เรียนต่อไป โดยการขับเคล่ือนดังกล่าวจะเป็นการให้ครูผู้สอนนาความรู้ที่ได้รับจากการอบรม
สมรรถนะการอ่านขั้นสูงไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนหรือนอกเวลาเรียนให้
เหมาะสมกับสภาพและบริบทของตนเอง ทั้งนี้ เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการอ่านสาหรับ
การเรียนในระดับช้ันที่สูงขึ้น รวมทั้งยังรวมไปถึงการเตรียมความพร้อมสาหรับผู้เรียนในการประเมินต่าง ๆ
ท่เี กย่ี วขอ้ งในดา้ นการอา่ นตอ่ ไป

คณะผู้จดั ทาจงึ ได้จดั ทารายงานผลการดาเนินงานโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านข้ันสูงด้วย
เทคนิคบันได ๖ ขั้น สู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญ ในโรงเรียนสตรีนครสวรรค์ตามนโนยายและ
ความคาดหวังดังกล่าวอนั จะส่งผลใหเ้ กิดผลคณุ ภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

1.2 วตั ถุประสงค์
1. เพอื่ พัฒนาความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั เทคนิควิธีการพฒั นาสมรรถนะการอ่านขัน้ สูงด้วยเทคนคิ

บันได ๖ ข้ันสูค่ วามสาเร็จในการจับใจความสาคัญสาหรบั นักเรยี นระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑-๖



2. เพอ่ื ให้นักเรียนได้รบั การพัฒนาสมรรถนะการอา่ นข้ันสูงด้วยเทคนิคบนั ได ๖ ขั้น
สคู่ วามสาเร็จในการจับใจความสาคญั

3. เพ่อื ประเมินความพึงพอใจการพฒั นาสมรรถนะการอา่ นขัน้ สูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ข้ัน
สคู่ วามสาเรจ็ ในการจบั ใจความสาคญั

1.3 เปำ้ หมำย
เชิงปรมิ ำณ
1. นักเรียนร้อยละ ๘๐ ข้ึนไปสามารถจับใจความดว้ ยเทคนคิ บันได ๖ ขน้ั ได้
2. นกั เรียนร้อยละ ๑๐๐ ไดร้ ับการพฒั นาสมรรถนะการอ่านขัน้ สงู ดว้ ยเทคนิคบนั ได ๖ ขัน้

สู่ความสาเรจ็ ในการจับใจความสาคัญ
3. นักเรยี นมคี วามพึงพอใจการพฒั นาสมรรถนะการอา่ นข้ันสูงดว้ ยเทคนคิ บนั ได ๖ ขน้ั

สคู่ วามสาเรจ็ ในการจบั ใจความสาคัญระดบั ๓ ข้นึ ไป
เชิงคุณภำพ
1. นักเรียนสามารถจบั ใจความดว้ ยเทคนิคบันได ๖ ข้ันได้ในระดับดีขึ้นไป
2. นกั เรียนไดร้ ับการพฒั นาสมรรถนะการอา่ นขัน้ สูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ขน้ั สคู่ วามสาเร็จในการ

จับใจความสาคัญในระดบั ดีเย่ียม
3. นกั เรียนมีความพงึ พอใจการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงดว้ ยเทคนคิ บนั ได ๖ ขัน้

สคู่ วามสาเร็จในการจบั ใจความสาคัญระดบั มากขึ้นไป

1.4 เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นกำรเก็บรวบรวมข้อมูล
เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ในคร้ังนี้
1. แผนการจัดการเรียนรเู้ รื่องการอ่านจับใจความสาคัญดว้ ยเทคนคิ บนั ได ๖ ข้นั
2. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการอา่ นจับใจความสาคญั ด้วยเทคนิคบันได ๖ ข้นั
3. แบบประเมินความพึงพอใจการเรยี นรูเ้ รอ่ื งการอ่านจับใจความสาคญั ดว้ ยเทคนคิ บนั ได ๖ ขัน้

1.5 ประโยชน์ทีค่ ำดว่ำจะได้รับ
1. ครกู ลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยมีแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขน้ั สูง
2. ครูผ้สู อนภาษาไทยสามารถออกแบบและจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ พ่อื พฒั นาสมรรถนะการอา่ น

ขนั้ สงู ของผูเ้ รยี นได้
๓. ผูเ้ รยี นมีสมรรถนะการอ่านขน้ั สงู และสามารถนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้



บทท่ี 2

เอกสำรทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

การจับใจความสาคัญเป็นทักษะพ้ืนฐานที่ผู้เรียนจาเป็นต้องมีเพื่อท่ีจะสามารถรับสารผ่านการอ่าน
หรือการฟังได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตรงประเด็น นอกจากน้ีการจับใจความสาคัญได้อย่างแม่นยายังช่วย
ให้ผู้รับสารสามารถใช้ทักษะทางภาษาขั้นสูงยิ่งข้ึน กล่าวคือ สามารถนาใจความสาคัญจากสิ่งท่ีได้อ่านหรือ
สิ่งทไี่ ด้ฟงั มาวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่า และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ การจับใจความสาคัญจึงเป็นส่ิง
สาคญั ทีผ่ ู้เรยี นควรศึกษาและหมั่นฝกึ ฝนให้เกดิ ความชานาญเพื่อประโยชน์ในการศกึ ษาและการทางานอ่ืน ๆ
ตอ่ ไป

1. ลักษณะของข้อควำมในแตล่ ะย่อหน้ำ
ธรรมชาติของการเขยี นน้นั การน าเสนอความคิดหรอื ความรู้ในงานเขียนมักปรากฏในรปู แบบ

ยอ่ หน้าหลายยอ่ หนา้ ทม่ี ีเน้ือความตอ่ เน่ืองกนั ผูเ้ รียนจงึ ควรทราบก่อนวา่ ในหนึ่งยอ่ หนา้ น้ันมีองค์ประกอบ
ลักษณะใดบา้ งเพ่ือจะช่วยให้ค้นหาใจความสาคัญของแต่ละยอ่ หนา้ ได้ง่ายข้ึนในย่อหนา้ หน่งึ นั้นจะมีลักษณะ
ขอ้ ความทีแ่ ตกต่างกัน อาจแบง่ ออกเปน็ ๒ ลกั ษณะใหญ่ ๆ คอื ใจความสาคญั และส่วนขยายใจความสาคญั

๑.๑ ใจความสาคัญหรือความคดิ หลัก (main idea) คือข้อความท่ีเป็นแก่นของเนื้อหาท่ีมีสาระ
ครอบคลุมเนื้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหรือในเร่ืองนั้น ๆ ใจความสาคัญนี้อาจปรากฏเป็นประโยค เรียกว่า
ประโยคใจความสาคัญ สามารถเห็นได้ชดั เจนท่ตี ้นยอ่ หนา้ หรอื ท้ายยอ่ หน้า หรือกลางย่อหน้า หรือปรากฏที่
ตน้ และท้ายย่อหน้า หรอื อาจไมป่ รากฏประโยคใจความสาคญั ให้เหน็ ชดั เจนแตแ่ ฝงอยู่ในเน้ือความ

๑.๒ ส่วนขยายใจความสาคญั หรือพลความ อาจแบง่ ได้เปน็ ๒ ประเภท คือ
๑.๒.๑ ใจความรองหรือความคดิ รอง (major supporting details) คือ ขอ้ ความที่เป็น

ส่วนขยายหรอื สนบั สนุนใจความสาคญั เพอื่ ให้เกดิ ความกระจ่างทาให้เกิดความสมเหตสุ มผล ทาใหใ้ จความ
สาคญั ชดั เจนข้ึน

๑.๒.๒ รายละเอยี ด (minor supporting details) คอื ข้อความที่เป็นสว่ นขยายใจความ
รองหรอื ใจความสาคัญใหช้ ดั เจนยิ่งขนึ้ รายละเอยี ดนน้ั อาจเป็นการยกตวั อยา่ ง การเปรียบเทียบ สถติ ิตวั เลข
การอ้างองิ คากลา่ วของบุคคล และรายละเอียดอ่นื ๆ ทเ่ี สรมิ ความเข้ามา

2. วธิ กี ำรอ่านจบั ใจความสาคญั
การอ่านจับใจความสาคัญเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่านหนังสือและเป็นหัวใจของการอ่าน

(ถนอมวงศ์ ล้ายอดมรรคผล, ๒๕๖๑, น.๗๖) เพราะถ้าจับใจความสาคัญไม่ได้ก็ย่อมไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน
หากต้องใช้ประโยชน์จากการอ่านนั้นก็ต้องกลับมาอ่านกันใหม่ ทาให้เสียเวลา การอ่านจับใจความสาคัญมี
แนวทางปฏิบัตดิ งั น้ี



๒.๑ อ่านเรอ่ื งเพ่ือทาความเข้าใจภาพรวมของเนอื้ หาทั้งหมด
ผู้อ่านต้องอ่านเรื่องที่จะจับใจความสาคัญต้ังแต่ต้นจนจบ เพ่ือทาความเข้าใจและได้

ภาพรวมของเน้ือหาของเรื่องที่อ่านอย่างคร่าว ๆ โดยในขณะท่ีอ่านควรต้ังคาถามและพิจารณาว่าผู้เขียน
กาลังสื่อเรื่องอะไรใคร ทาอะไร เม่ือไร ท่ีไหน ด้วยเหตุผลใด และอย่างไร หากเร่ืองนั้นมีชื่อเรื่องก็ให้
พิจารณาตง้ั แตช่ อ่ื เรอื่ งเพราะโดยท่ัวไปชื่อเร่ืองมักจะสอดคลอ้ งกับใจความสาคัญหรือความคิดหลัก หรือช่วย
แสดงให้เหน็ ถงึ จุดสนใจของเรื่อง

๒.๒ พิจารณาหาคาสาคัญ (key words) ของเน้ือหาในแต่ละย่อหนา้
คาสาคญั (key words) เปน็ คาทีก่ าหนดเป้าหมายเพ่อื นาไปสู่ใจความสาคญั หรือความคดิ

หลักของเร่ืองท่ีอา่ น ในแต่ละย่อหน้านัน้ อาจมคี าสาคญั มากกวา่ หนง่ึ คา แต่เมือ่ นาคาเหล่านัน้ มาเชื่อมโยง
สรา้ งความสัมพนั ธ์ให้เกิดข้นึ ก็สามารถทราบถึงใจความสาคัญหรอื ความคิดหลกั ของเร่ืองที่อา่ นได้ลักษณะ
ของคาสาคญั ธรรมชาติของการเขยี นนน้ั ผูเ้ ขียนมิได้มกี ารกาหนดตาแหน่งที่ตงั้ ของคาสาคัญ ผ้อู ่านสามารถ
จะสังเกตคาสาคัญไดโ้ ดยอาศัยหลัก ดังนี้

(๑) เปน็ คา กล่มุ คา หรอื ประโยคที่เขียนเหมือนกนั สอ่ื ความหมายเหมือนกนั ปรากฏซ้า ๆ
ตง้ั แตต่ ้นจนจบ

(๒) เป็นคา กลุม่ คา หรือประโยคท่เี ขยี นต่างกัน แต่สื่อความหมายเหมอื นกนั ปรากฏซา้ ๆ
ตัง้ แต่ต้นจนจบ

๒.๓ ตดั สว่ นขยายใจความสาคญั ทิง้
ธรรมชาติของการเขียนนั้น การนาเสนอความคิดหรือความรู้ในงานเขียน ผู้เขียนไม่ได้

เสนอแต่ใจความสาคัญออกมาอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือ ผู้เขียนไม่ได้กล่าวตรง ๆ ว่า เร่ืองที่เขียนน้ันมี
ใจความสาคัญอย่างไร แต่จะถูกห้อมล้อมด้วยบริบทซึ่งในโครงสร้างของการเขียนก็คือ การขยายความ
อาจแสดงอยใู่ นลกั ษณะการใหค้ าจากัดความ การอธบิ ายให้รายละเอียด การให้เหตุผล การยกตัวอย่าง หรือ
การเปรียบเทียบก็ได้ดังนั้นหน้าท่ีของผู้อ่านก็คือต้องแยกใจความสาคัญออกจากข้อความที่เป็นส่วนขยาย
ใจความสาคัญออกมาให้ได้

ลกั ษณะการขยายความ
๒.๓.๑ การให้คาจากัดความ การขยายความลักษณะน้เี ปน็ การอธบิ ายความหมายของคา
หรอื ส่งิ ใดสง่ิ หนึง่ ในเนื้อเรื่องเพือ่ ให้ผู้อา่ นเข้าใจตรงกนั นอกจากนีย้ งั รวมถงึ การอธบิ ายขอบเขตของ
ความหมายของเร่ืองด้วย การขยายความลกั ษณะน้อี าจจะมีการยกตัวอย่างประกอบด้วย
๒.๓.๒ การอธิบายให้รายละเอียด การขยายความลักษณะนี้จะใช้เม่ือต้องการแจกแจงสิ่ง
ใดสิ่งหน่ึง อธิบายลักษณะหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ของส่ิงใดส่ิงหนึ่ง หรือแสดงขั้นตอน กระบวนการ
บรรยายเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะขยายโดยอธิบายให้รายละเอียด หรืออธิบายให้รายละเอียด
พร้อมยกตัวอย่างก็ได้การอธิบายให้รายละเอียดนี้นิยมใช้คาเชื่อม “คือ” “กล่าวคือ” เพ่ือแสดงให้ทราบว่า
ข้อความที่อย่หู ลังคาเช่อื มดงั กล่าวเปน็ การอธิบายใหร้ ายละเอียด



๒.๓.๓ การให้เหตุผล การขยายความลักษณะน้ีใช้เขียนให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตาม การขยาย
ความดว้ ยวธิ ีน้ีทาไดห้ ลายวิธี อาจเสนอความคิดท่เี ปน็ ข้อสรุปและตามด้วยขอ้ สนับสนุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผล
หรอื หลักฐานโดยการยกตวั อยา่ ง หรือเสนอผลลัพธ์เพ่ือให้ผู้อ่านตระหนักแล้วตามด้วยสาเหตุต่าง ๆ ท่ีทาให้
เกิดผลน้ันการขยายความดว้ ยการใหเ้ หตผุ ลนม้ี กั จะปรากฏการใช้คาเช่อื มแสดงเหตุผล “จึง” และ “เพราะ”
ซ่ึงมีลักษณะโครงสร้างคือ เหตุ + “จึง” + ผล และ ผล + “เพราะ” + เหตุ ส่วนที่เป็นใจความสาคัญ คือ
สว่ นท่ีแสดงผล

๒.๓.๔ การยกตัวอย่าง การขยายความลักษณะน้ีมักจะใช้ร่วมกับวิธีอ่ืน เช่น การให้คา
จากัดความการอธิบายให้รายละเอียด หรือจะใช้วิธีการยกตัวอย่างแต่เพียงอย่างเดียวโดยการยกตัวอย่าง
หลาย ๆ ตวั อยา่ งแล้วจงึ สรปุ ท้ายยอ่ หน้าด้วยประโยคใจความสาคญั การยกตวั อย่างน้ีนิยมใช้คาเช่ือม “เช่น”
“ได้แก”่ เพ่ือแสดงใหท้ ราบว่า ข้อความทีอ่ ยูห่ ลังคาเชอื่ มดังกลา่ วเปน็ การยกตัวอยา่ ง

๒.๓.๕ การเปรยี บเทยี บ การขยายความลกั ษณะน้จี ะใชเ้ ขียนเพือ่ เปรียบเทยี บในลักษณะ
ข้อเท็จจรงิ ท่สี ามารถพิสจู นไ์ ด้ โดยอาจมีจดุ มงุ่ หมายเปรยี บเทยี บความเหมือนกนั หรือความแตกต่างกนั
โดยกาหนดประเด็นท่ีเหมือนกันหรือแตกต่างกันว่ามีอะไรบ้าง แล้วจึงเปรียบเทียบไปทีละประเด็น เพ่ือให้
ผอู้ า่ นเข้าใจเรื่องท่ยี กมาเปรยี บเทยี บได้ชัดเจนในด้านความเหมือนกันหรือความแตกต่างกัน หรืออาจใช้การ
ยกเร่ืองราวเป็นอุทาหรณ์ขึ้นมาก่อนแล้วจึงสรุปประเด็นความคิดสาคัญที่จะเสนอ หรือการเขียนอุปมา
เปรียบเทียบส่ิงท่ีมีคุณสมบัติอย่างเดียวกันเพื่อให้ความคิดสาคัญชัดเจนข้ึน การขยายความด้วยการ
เปรียบเทียบน้ีจะมีลักษณะโครงสร้างคือ ตัวตั้ง + คาเช่ือมแสดง การเปรียบเทียบ + ตัวเปรียบ ส่วนท่ีเป็น
ใจความสาคญั คอื ส่วนท่ีแสดงตัวตง้ั

๒.๔ เติมคาเชื่อมส่วนขยายใจความสาคัญ เพ่ือตัดส่วนขยายใจความสาคัญท้ิงแนวทางปฏิบัติ
ของการอา่ นจับใจความสาคญั ในข้อ ๒.๓ ข้างต้นนน้ั ผูเ้ รียนสามารถพิจารณาตัดส่วนขยายใจความสาคัญใน
ยอ่ หนา้ ไดง้ า่ ย โดยสงั เกตจากคาเช่อื มแสดงส่วนขยายใจความสาคัญ หากทว่าในบางคร้ังผู้เขียนอาจจะเรียบ
เรยี งข้อความในย่อหน้าโดยไม่ใช้คาเชื่อมก็ได้ ดังนั้นหากต้องการจะจับใจความสาคัญผู้เรียนจาเป็นต้องเติม
คาเชื่อมส่วนขยายใจความสาคัญ เพื่อตัดส่วนขยายใจความสาคัญทิ้งคาเช่ือมท่ีนิยมเติมในข้อความในย่อ
หน้า ไดแ้ ก่ กลา่ วคือ เช่น จงึ เพราะ

๒.๕ สังเกตคาหรือกลุ่มคาแสดงความขัดแย้งหรือตรงข้ามกันท่ีปรากฏในย่อหน้าปกติแล้ว
ข้อความหรือประโยคแต่ละประโยคที่เรียงต่อกันในย่อหน้านั้นจะมีเนื้อหาเก่ียวโยง ต่อเน่ืองสัมพันธ์กัน
การลาดับความคิดและการเช่ือมโยงความคิดเป็นไปอย่างมีระเบียบ ชัดเจน “ประดุจนามะลิแต่ละดอกมา
ร้อยเป็นวงรอบจนเปน็ พวงมาลยั ทีเ่ ป็นระเบียบสวยงาม ทาให้ผู้อ่านสามารถติดตามเน้ือเร่ืองได้ง่ายไม่สับสน
วกวน อา่ นแล้วได้เน้ือความท่ีสมบรู ณแ์ จม่ แจง้ ” (ราตรี ธนั วารชร, ๒๕๔๒, น.๘๒) วธิ ีหน่ึงท่ีทาให้ยอ่ หนา้ เกิด
การเชอ่ื มโยง คือ การใชค้ าหรือกลุ่มคาเปน็ เครอื่ งเช่ือมความคาหรอื กลุ่มคาท่ีเป็นเครื่องเชื่อมในย่อหน้านั้นมี
หลายลักษณะ แต่มีคาหรือกลุ่มคาลักษณะหนึ่งท่ีช่วยให้ จับใจความสาคัญได้ง่ายขึ้น คือ คาหรือกลุ่มคา
แสดงความขัดแย้งหรอื ตรงขา้ มกนั เช่น แต่ ทวา่ แต่หาก แตว่ ่า แตท่ วา่ อยา่ งไรกด็ ี ในทางตรงข้าม ในทาง



กลับกัน ถึงแม้...แต่ ฯลฯ เพราะใจความสาคัญท่ีผู้เขียนต้องการส่ือในย่อหน้านั้นอาจอยู่หลังคาหรือกลุ่มคา
ดังกลา่ ว

๒.๖ หากย่อหน้านั้นไม่ปรากฏประโยคใจความสาคัญ ต้องพิจารณาเน้ือความในบริบทอื่น ๆ
โดยเฉพาะขอ้ ความในยอ่ หนา้ กอ่ นและหลงั โดยนาใจความสาคัญหรอื ความคดิ หลกั ทก่ี ระจายอยู่ในย่อหน้า
นั้น นามาประมวลและเรียบเรยี งให้เป็นประโยคใจความสาคัญดว้ ยสานวนภาษาของตนเอง

3. สง่ิ ทค่ี วรคำนึงในกำรจบั ใจควำมสำคญั
การจับใจความสาคญั นนั้ แม้จะมีหลักและวิธกี ารดังกลา่ วแลว้ แตท่ กุ ครั้งทจี่ บั ใจความสาคญั

ควรคานงึ ถึงประเด็นตา่ ง ๆ ดังน้ี (ฐิตริ ตั น์ ลดาวัลย์, ๒๕๕๖, น.๕๖ - ๕๗)
๓.๑ วัตถปุ ระสงค์
การจับใจความสาคญั ควรวเิ คราะห์ทุกครัง้ ว่า ผเู้ ขยี นมวี ตั ถุประสงค์อยา่ งไรในการส่งสาร

โดยเฉพาะการจบั ใจความสาคัญจากการอ่านในย่อหน้าที่ไม่ปรากฏรูปประโยคใจความสาคญั เพราะจะทาให้
เข้าใจสารนนั้ มากข้นึ ทาใหจ้ บั ใจความสาคัญได้อยา่ งถูกต้อง

๓.๒ ประเภทของสาร
การจบั ใจความสาคญั ของสารแตล่ ะประเภทมคี วามแตกต่างกนั เชน่ หากจบั ใจความ

สาคญั จากข่าวหรือบนั เทิงคดีตา่ ง ๆ เช่น นวนิยาย เร่อื งสนั้ บทละคร การจบั ใจความสาคญั จะเปน็ ลักษณะ
การจับใจความรวมของทั้งเรื่อง ไม่จาเปน็ ต้องจับใจความทลี ะย่อหนา้ หากเนื้อหาสาระมีความยาวมากก็ควร
จับใจความเปน็ ตอน ๆ แลว้ จึงนามาประมวลเป็นใจความสาคญั ของเร่ือง

๓.๓ วธิ กี ารเขยี นของผูเ้ ขียน
ปกติแล้วในหน่ึงย่อหน้าจะมีใจความสาคญั ประการเดียว แต่ผู้เขียนบางคนอาจเขียนยอ่ หนา้

โดยมใี จความสาคัญมากกวา่ หน่งึ ข้อความ หรือเขยี นเปน็ ย่อหน้าสั้น ๆ โดยแตล่ ะบรรทัดจะมีใจความสาคญั



หรอื ไม่กไ็ ด้ การจบั ใจความสาคญั ลกั ษณะนี้ควรจบั ใจความสาคญั รวมทั้งเร่ืองการจับใจความสาคัญเป็นเร่อื ง
ที่ผเู้ รยี นตอ้ งศึกษาและฝกึ ฝน โดยต้องเข้าใจวิธีการจบั ใจความสาคญั เข้าใจสารท่ีได้รบั ตลอดจนวตั ถุประสงค์
ของผ้เู ขียน การจับใจความสาคญั จึงจะบรรลุผล ช่วยให้ผูอ้ า่ นเข้าใจเนื้อหาและความคดิ ของผเู้ ขยี น ซง่ึ จะ
เป็นประโยชน์ในการอ่านขน้ั สูง คือ การอ่านวิเคราะห์และตีความตอ่ ไป



บทที่ 3

วิธดี ำเนนิ กำร

รายงานผลการจดั กิจกรรมตามโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอา่ นข้นั สงู ดว้ ยเทคนคิ บันได ๖ ขั้น
สูค่ วามสาเร็จในการจับใจความสาคัญ ประจาปกี ารศึกษา ๒๕๖๔ คณะผู้จดั ทาได้นาวงจรคุณภาพของเดม่ิง
PDCA มาใชใ้ นการดาเนนิ การ 4 ขั้นตอนดงั นี้

1. ข้ันวางแผนการดาเนินงาน (Plan)
2. ขั้นลงมอื ปฏบิ ัติงาน (Do)
3. ข้นั ตรวจสอบ (Check)
4. ขนั้ ปรบั ปรงุ แกไ้ ข (Act)

1. ขนั้ วำงแผนกำรดำเนนิ งำน (Plan)
ขั้นตอนน้ีเปน็ การวางแผนการดาเนินการโดยมีขั้นตอน ดงั น้ี
1.1 จัด PLC กบั ครูกลมุ่ สาระการเรียนรู้เพ่ือขยายผล
1.2 กาหนดเป้าหมายและระดบั ความสาเร็จของงาน
1.3 กาหนดผรู้ ับผดิ ชอบหลกั เพอ่ื การวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะหว์ ธิ กี ารกระบวนการ

2. ข้นั ลงมือปฏิบัติงำน (Do)
การปฏิบตั ิงานตามแผนงานท่ีวางไว้โดยมีขน้ั ตอนในการดาเนินงาน ดงั นี้
2.1 จัด PLC ครูในกลมุ่ สาระในแตล่ ะระดบั ชนั้
2.2 ครแู ต่ละระดบั ช้ันดาเนนิ การออกแบบแผนการจดั การเรียนรู้
๒.๓ ดาเนนิ การจดั การเรยี นการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

3. ขน้ั ตรวจสอบ (Check)
๓.๑ นเิ ทศติดตามการดาเนินงานของครูผ้สู อนในแตล่ ะระดับ
๓.๒ รวบรวบข้อมลู และผลการจดั การเรยี นรู้
๓.๓ ทา PLC วเิ คราะห์ปัญหาและอปุ สรรค
3.๔ ดาเนินการประเมนิ ผลการจัดกจิ กรรมตามโครงการการพฒั นาสมรรถนะการอ่านขัน้ สูงดว้ ย

เทคนคิ บนั ได ๖ ข้นั ส่คู วามสาเร็จในการจับใจความสาคญั โดยใชแ้ บบบนั ทึกผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น และ
แบบประเมินความพึงพอใจ

3.๕ ขอ้ มูลท่เี ป็นมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating cale) ใชว้ ธิ แี จกแจงความถ่ี หาคา่ เฉล่ยี X และ
ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) ทัง้ ในรายข้อและภาพรวมเทียบกับเกณฑ์ ดงั น้ี (บุญชม ศรีสะอาด, 2545)



4.51 - 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสม/การปฏบิ ตั ิอยู่ในระดับมากที่สดุ
3.51 - 4.50 หมายถงึ มีความเหมาะสม/การปฏิบตั ิอยูใ่ นระดับมาก
2.51 - 3.50 หมายถงึ มคี วามเหมาะสม/การปฏิบัติอยใู่ นระดับปานกลาง
1.51 - 2.50 หมายถงึ มีความเหมาะสม/การปฏบิ ตั ิอยใู่ นระดบั นอ้ ย
1.00 - 1.50 หมายถงึ มคี วามเหมาะสม/การปฏบิ ตั ิอยูใ่ นระดบั นอ้ ยท่ีสุด
3.๕ สถิติทใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. คา่ เฉลย่ี (Arithmetic: X)
2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.)
3.๖ รายงานผลการดาเนนิ งานต่อผบู้ รหิ ารและบุคลากรโรงเรียนสตรนี ครสวรรค์

4. ขั้นปรับปรงุ แก้ไข (Act)
ครูกลุ่มสาระภาษาไทยร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษาสรุปผลการดาเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และ

ข้อเสนอแนะกลุ่มงานผู้รับผิดชอบจึงได้นาสารสนเทศท่ีได้มาปรับปรุง พัฒนาการงานให้มีประสิทธิภาพ
มากย่ิงขน้ึ

๑๐

บทที่ 4

ผลกำรดำเนนิ กำรและวิเครำะห์ข้อมูล

ผลการจัดกิจกรรมตามโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ขั้น
สู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญ ภาคเรียนที่ ๒ ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๔ สามารถสรุปตามขั้นตอน
ในการดาเนินงาน ดังน้ี

๑. ขนั้ วำงแผนกำรดำเนนิ งำน (Plan)
ข้ันตอนนี้เป็นการวางแผนการดาเนินการโดยมีข้ันตอน พบว่า การประชุมปรึกษาร่วมกัน

ระหว่างหัวหน้างาน/หัวหน้ากลุ่มสาระฯ แล้วขยายผลสู่คณะครูทุกคนได้รับความร่วมมือและสนับสนุนการ
ทาโครงการเปน็ อย่างดี และนาเสนอผู้บริหารเพ่ือพิจารณาเห็นชอบโครงการได้รับการอนุมัติโครงการ จึงได้
ดาเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมตามความเหมาะสม แล้วสร้างความ
เข้าใจกับนักเรียนเพื่อกาหนดแนวทางในการดาเนินการ ติดต่อประสานงานเตรียมความพร้อม กาหนด
ระยะเวลาในการดาเนนิ การ และวิธปี ระเมินผล ตามลาดบั

๒. ข้นั ลงมือปฏิบตั งิ ำน (Do)
การปฏิบตั ิงานตามแผนงานที่วางไว้โดยมีข้ันตอนในการดาเนินงาน พบว่า ได้รับความเห็นชอบ

จากผู้บริหาร และผลการดาเนินการตามโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงด้วยเทคนิคบันได
๖ ข้ัน สู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญในระหว่างภาคเรียนท่ี ๒ ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๔ โดยมี
กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียนทุกคน พบว่า กิจกรรมดังกล่าวนักเรียนและครูให้
ความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรมด้วยดีทาให้ผลสัมฤทธ์ิหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตลอดจนผู้เข้าร่วม
กจิ กรรมใหค้ วามสนใจอย่ใู นระดับมากทส่ี ุด

๓. ขนั้ ตรวจสอบ (Check)
การประเมนิ ผลการจัดกิจกรรมตามโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขน้ั สูงด้วยเทคนิค

บนั ได ๖ ข้ัน ส่คู วามสาเร็จในการจับใจความสาคัญโดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจ พบว่า วิเคราะหข์ อ้ มูล
โดยการหาค่าเฉลยี่ (X) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากแบบสอบถาม โดยแปลความหมาย
ดังตอ่ ไปน้ี

4.51 - 5.00 หมายความว่า ระดับความคิดเห็น ในระดบั มากทีส่ ุด
3.51 – 4.50 หมายความวา่ ระดบั ความคิดเหน็ ในระดับ มาก
2.51 - 3.50 หมายความว่า ระดบั ความคดิ เห็น ในระดบั ปานกลาง
1.51 - 2.50 หมายความวา่ ระดบั ความคดิ เห็น ในระดับ พอใช้
1.00 - 1.50 หมายความว่า ระดับความคิดเห็น ในระดบั ปรบั ปรุง
วเิ คราะห์ข้อมลู จากแบบประเมนิ ได้ผลการประเมนิ ดังนี้

๑๑

ขอ้ ที่ รำยกำร (X) (S.D) ระดับความคดิ เหน็
1 การเตรียมความพร้อมของครูผสู้ อน ๔.๗๐ ๐.๗๐ มากทส่ี ุด
2 เทคนคิ วิธีการสอนในการอา่ นจับใจความสาคญั ๔.๕๗ ๐.๗๙ มากทส่ี ดุ
3 ความเหมาะของระยะเวลา ๔.๖๑ ๐.๗๒ มากท่สี ดุ
4 ความร้ทู ไ่ี ดจ้ ากกจิ กรรม ๔.๖๕ ๐.๖๕ มากทสี่ ดุ
5 ความเขา้ ใจในการนาไปใช้ ๔.๖๑ ๐.๖๖ มากที่สุด
6 การมีสว่ นรว่ มในการจัดกจิ กรรม ๔.๕๗ ๐.๗๓ มากทส่ี ุด
7 การนาความรทู้ ี่ได้ไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ๔.๗๐ ๐.๕๖ มากที่สุด
8 ความประทับใจในการจดั กิจกรรม ๔.๖๕ ๐.๕๗ มากทส่ี ุด
9 ความสนกุ สนานที่ไดจ้ ากการจัดกจิ กรรม ๔.๕๗ ๐.๗๓ มากทีส่ ุด
10 ต้องการให้จัดกิจกรรมเช่นน้ีอีก ๔.๗๐ ๐.๖๓ มากท่สี ดุ
๔.๖๓ ๐.๐๖ มากที่สดุ
เฉลยี่

จากตาราง พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามมคี วามพงึ พอใจโดยเรียงลาดับความพอใจจากมากทุกสุดไป
นอ้ ยท่ีสุด ดงั นี้ผตู้ อบแบบสอบถามมีความพึงพอใจมากทสี่ ดุ คอื นาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
(X=๔.๗๐ ,S.D.=๐.๕๖) รองลงมาคือต้องการให้จัดกิจกรรมเช่นน้ีอีก (X=๔.๗๐ ,S.D. =๐.๖๓) น้อยท่ีสุด
คือเทคนิควธิ กี ารสอนในการอา่ นจับใจความสาคัญ (X=๔.๕๗ ,S.D. =๐.๗๙) ตามลาดบั

๔. ขน้ั ปรับปรุงแก้ไข (Act)
เมื่อประเมินผลแล้วจึงได้จัดทาสรุปผลการดาเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะกลุ่ม

งานผรู้ ับผดิ ชอบและไดน้ าสารสนเทศที่ได้นาเสนอต่อผู้บริหารและเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบและ

นาผลการทาเนินงานมากปรบั ปรงุ พัฒนาการงานให้มปี ระสทิ ธิภาพมากย่ิงข้ึน

๑๒

บทที่ 5
สรุปผล และข้อเสนอแนะ

ผลการจดั กิจกรรม ตามโครงการการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขน้ั สูงดว้ ยเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั
สคู่ วามสาเรจ็ ในการจบั ใจความสาคัญได้ผลสรุปดังน้ี

1. วตั ถุประสงค์
2. เปา้ หมาย
3. เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
๔. สรุปผลการดาเนนิ การ
๕. ข้อเสนอแนะ

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั เทคนิควธิ ีการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขน้ั สูงดว้ ยเทคนคิ

บนั ได ๖ ขัน้ สู่ความสาเรจ็ ในการจับใจความสาคัญสาหรับนักเรียนระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๑-๖
2. เพื่อใหน้ ักเรยี นได้รับการพัฒนาสมรรถนะการอ่านข้ันสูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ข้ัน

สู่ความสาเร็จในการจบั ใจความสาคญั
3. เพอ่ื ประเมนิ ความพึงพอใจการพัฒนาสมรรถนะการอา่ นขนั้ สูงดว้ ยเทคนิคบันได ๖ ข้ัน

สคู่ วามสาเรจ็ ในการจับใจความสาคญั

เป้าหมาย
เชงิ ปรมิ ำณ
1. นักเรียนรอ้ ยละ ๘๐ ขึน้ ไปสามารถจบั ใจความด้วยเทคนคิ บนั ได ๖ ขนั้ ได้
2. นักเรียนร้อยละ ๑๐๐ ไดร้ ับการพฒั นาสมรรถนะการอ่านขน้ั สงู ดว้ ยเทคนิคบนั ได ๖ ข้ัน

สคู่ วามสาเร็จในการจับใจความสาคญั
3. นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจการพฒั นาสมรรถนะการอ่านขั้นสงู ด้วยเทคนคิ บันได ๖ ขัน้

สคู่ วามสาเรจ็ ในการจับใจความสาคัญระดับ ๓ ข้นึ ไป
เชิงคณุ ภำพ
1. นักเรยี นสามารถจับใจความดว้ ยเทคนคิ บนั ได ๖ ขนั้ ได้ในระดบั ดีขน้ึ ไป
2. นกั เรียนไดร้ ับการพฒั นาสมรรถนะการอา่ นข้นั สูงด้วยเทคนคิ บันได ๖ ขั้น ส่คู วามสาเร็จในการ

จับใจความสาคัญในระดบั ดีเย่ียม
3. นกั เรียนมคี วามพงึ พอใจการพฒั นาสมรรถนะการอา่ นขั้นสูงด้วยเทคนคิ บนั ได ๖ ขัน้

สูค่ วามสาเรจ็ ในการจับใจความสาคญั ระดบั มากขน้ึ ไป

๑๓

เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เคร่อื งมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในครง้ั นี้
1. แผนการจัดการเรียนร้เู รื่องการอา่ นจับใจความสาคัญด้วยเทคนคิ บนั ได ๖ ขั้น
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นเรื่องการอ่านจับใจความสาคัญด้วยเทคนคิ บันได ๖ ข้นั
3. แบบประเมินความพงึ พอใจการเรียนร้เู รือ่ งการอ่านจับใจความสาคญั ดว้ ยเทคนิคบันได ๖ ขั้น

สรุปผลการดาเนนิ การ
ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยร้อยละ ๑๐๐ มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับเทคนิควิธีการพัฒนา

สมรรถนะการอ่านขั้นสูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ข้ันสู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญสาหรับนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ในระดับดีเยี่ยม นักเรียนได้รับการพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงด้วย
เทคนิคบันได ๖ ขั้น สู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญ ร้อยละ ๑๐๐ ตลอดจนมีความพึงพอใจ
การพัฒนาสมรรถนะการอ่านข้ันสูงด้วยเทคนิคบันได ๖ ข้ัน สู่ความสาเร็จในการจับใจความสาคัญในระดับ
มากที่สุด ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคนิคดังกล่าวนั้นเป็นผลดีแก่การนาไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี จาก
การดาเนินการ พบว่า นักเรียนโรงเรียนสตรีนครสวรรค์มีผลสัมฤทธ์ิเปรียบเทียบทักษะการอ่าน
จับใจความด้วยเทคนิคบันได ๖ ขั้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซ่ึงสะท้อนได้ว่าเทคนิคการอ่านหรือทักษะ
การจับใจความเป็นส่ิงที่จาเป็นอันก่อให้เกิดการเข้าใจในสารท่ีส่ือได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงประเด็น
ซง่ึ เม่อื นักเรยี นสามารถอ่านจับใจความได้อย่างแม่นยาแล้วนักเรยี นจะสามารถนาใจความสาคัญที่นักเรียนได้
จากการอ่านและการฟังน้ันมาวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่า และนามาใช้ในชีวิตประจาวันได้ อย่างมี
ประสิทธภิ าพ

ขอ้ เสนอแนะ
๑. ครูควรมีการตรวจสอบสือ่ กอ่ นใชจ้ รงิ เพ่ือความถูกต้อง
๒. พัฒนาเนอื้ หาที่อา่ นใหม้ ีความยาวมากยง่ิ ขึ้นในการพฒั นานกั เรยี น
๓. ครูผ้สู อนควรมกี ารประชุมเพือ่ พัฒนาร่วมกนั

๑๔

บรรณานกุ รม

ฐิติรัตน์ ลดาวัลย,์ ม.ล. (๒๕๕๖). “กำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคญั ” กำรใช้ภำษำไทย. (พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๕).
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ คณะศลิ ปศาสตร์ ภาควชิ าภาษาไทย. หนา้ ๔๗ - ๕๘.

ดาวรตั น์ ชูทรพั ย.์ (๒๕๔๗). หนึ่งร้อยพันผสำน. กรงุ เทพมหานคร : บริษทั นิพลฟลิ ์ม จากดั .
ถนอมวงศ์ ล้ายอดมรรคผล. (๒๕๖๑). การอ่านใหเ้ ก่ง (พิมพ์ครง้ั ท่ี ๑๗). นนทบรุ :ี ภาพพิมพ์.
รตั นา ชาฤทธิ์. (๒๕๔๖). “มูลสถำนแห่งรำชวงศ์,” ภำษำไทยวนั น้ี เล่ม ๗. กรุงเทพมหานคร :

โรงพมิ พ์คุรุสภาลาดพร้าว, หน้า ๑๗๑ - ๑๗๓.
ราตรี ธนั วารชร. (๒๕๔๒). “กำรเขยี นย่อหน้ำ,” กำรใช้ภำษำไทย ๑. (พมิ พค์ ร้งั ที่ ๓).

มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ คณะศลิ ปศาสตร์ ภาควชิ าภาษาไทย. หนา้ ๗๕ - ๙๕.
ส.พลายน้อย. (๒๕๖๐). เกิดในเรือ. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์คา.

๑๕

ภาคผนวก
- แผนกำรจดั กำรเรียนรูร้ ะดบั ช้นั
- แบบทดสอบกอ่ นเรียนหลังเรียน
- ผลสมั ฤทธิท์ ำงกำรเรยี นของแต่ละระดับชั้น
- ภำพกิจกรรม

๑๖

แผนการจดั การเรยี นรู้
ระดับช้ัน

๑๗

แผนการจดั การเรียนรู้
การอ่านขัน้ สงู

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๑

ครูผู้สอน
นางสาวนิอร ไชยสุนทร
นางสาวสจุ ิตรา กล่ันทอง

โรงเรียนสตรนี ครสวรรค์
อาเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวดั นครสวรรค์
สังกดั สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษานครสวรรค์

๑๘

แผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ี่......๑.......
หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ ๗ เรื่อง...............นทิ ำนพื้นบำ้ น..................
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้..........ภำษำไทย........................รหสั วชิ ำ...ท๒๑๑๐๒........รำยวิชำ......ภำษำไทยพน้ื ฐำน
ชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี............๑...........ภำคเรยี นท.่ี ............๒..............ปกี ำรศึกษำ..........๒๕๖๔..........................
เรอื่ ง........................ใจควำมนั้นสำคญั ไฉน.....................................เวลำ.........๓........ชวั่ โมง

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.1 ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคดิ เพ่อื นาไปใชต้ ดั สินใจแก้ปญั หาในการ

ดาเนินชีวติ และมนี ิสยั รกั การอา่ น
ตัวชว้ี ดั ท1.1 ม.3/3 ระบใุ จความสาคญั และรายละเอยี ดของข้อมลู ท่ีสนับสนนุ จากเรือ่ งที่อ่าน

๒. จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
๒.๑ ควำมรู้ (Knowledge)
๑) อธิบายความรูค้ วามเข้าใจวธิ ีการอา่ นจบั ใจความสาคัญ โดยใช้เทคนคิ บันได 6 ขน้ั
(บันไดข้ันท่ี 1 – 2 ได)้
๒.๒ ทกั ษะกระบวนกำร (Practice)
๑) ระบุใจความสาคัญจากเร่ืองท่อี า่ นสาคญั โดยใชเ้ ทคนคิ บนั ได 6 ขนั้ (บันไดข้นั ที่ 1 - 2) ได้

๓. สำระสำคญั
การจับใจความสาคัญเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการอ่าน เพื่อสามารถอ่านเร่ืองนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว

ตรงประเด็น สามารถนาใจความสาคัญท่ีอ่านมาวิเคราะห์ ประเมินค่าและนาไปใช้ประโยชน์ท้ังในด้านการเรียนและใน
ชวี ิตประจาวนั
๔. สำระกำรเรยี นรู้

๔.๑ ดำ้ นควำมรู้
- ใจความสาคญั และสว่ นขยายใจความสาคญั หรอื พลความ
- วิธกี ารอา่ นจับใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได 6 ข้นั
ข้นั ท่ี ๑ การอา่ นเรื่องใหจ้ บ ต้ังคาถาม 5W1H
ขั้นท่ี ๒ การหาคาสาคัญ (Key Words)

๔.๒ ดำ้ นทักษะ/กระบวนกำร
-

๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
๑) ความสามารถในการส่อื สาร
๒) ความสามารถในการคดิ

๖. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๑) ใฝ่เรียนรู้
๒) มคี วามรับผิดชอบ
๓) มุ่งม่ันในการทางาน

๗. ภำระงำน/ชนิ้ งำน
ชวั่ โมงท่ี ๑ แบบทดสอบกอ่ นเรียนเรอ่ื ง การอ่านจับใจความสาคัญตามเทคนิคบนั ได 6 ขนั้
ช่วั โมงท่ี ๒ ใบงาน “หาคาปริศนา”

๘. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ ช่วั โมงที่ ๑
๑) นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความสาคญั ตามเทคนิคบันได 6 ข้ัน

(๓๐ นาท)ี
ขนั้ สร้างความสนใจ
๒) นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายสรุปคาตอบจากคาถามกระตนุ้ ความคิด
การจับใจความสาคญั ตอ้ งใชท้ ักษะใดบ้าง

๑๙

ข้ันสารวจและคน้ ควา้
๓) นักเรียนศึกษาเรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บันได 6 ข้ัน จากสอื่ Power Point
ข้ันสรุป
๔) ครูสรุปความร้โู ดยภาพรวมเรอ่ื ง การอ่านจับใจความสาคญั ตามเทคนคิ บนั ได 6 ขน้ั
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ ชัว่ โมงที่ ๒ – ๓
ข้ันสรา้ งความสนใจ
๑) นักเรียนดูอา่ นนิทาน เรอ่ื ง เต่ากบั นกอินทรีย์ แล้วตอบคาถามกระตุ้นความคดิ ดังน้ี

๑.๑ ตวั ละครในเรือ่ งมสี ตั วช์ นิดใดบา้ ง (Who)
(แนวคาตอบ : เต่า นกอินทรยี ์)

๑.๒ สัตวใ์ นเร่อื งทาอะไร (What)
(แนวคาตอบ : เตา่ ขอให้นกอินทรีย์พาบนิ ขึน้ ไปบนท้องฟา้ )
(แนวคาตอบ : นกอนิ ทรีย์ ปลอ่ ยเต่าใหต้ กลงพ้นื ดินจนเต่าถงึ แกค่ วามตาย)

๑.๓ เหตกุ ารณ์ในเรอ่ื งเกดิ ขึ้นช่วงเวลาใด (When)
(แนวคาตอบ : เวลากลางวัน)

๑.๔ เหตุการณ์ในเรอื่ งเกดิ ข้นึ ทีไ่ หน (Where)
(แนวคาตอบ : ในป่า)

๑.๕ สตั วใ์ นเรอ่ื งรสู้ กึ อยา่ งไรกบั การกระทาของตนเอง (How)
(แนวคาตอบ : นกอินทรียเ์ สยี ใจทีใ่ ช้อารมณช์ ่ัววบู ทาใหเ้ ตา่ ถึงแกค่ วามตาย)

๒) นกั เรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายสรปุ คาตอบจากคาถามกระตุ้นความคดิ แลว้ ครกู ล่าวเช่ือมโยง
เขา้ สูบ่ ทเรยี นเร่อื งการอ่านจบั ใจความสาคัญ

ข้นั สารวจและค้นควา้
๓) นกั เรียนศกึ ษาเรอ่ื งใจความสาคัญและสว่ นขยายใจความสาคญั หรือพลความ จากแหลง่ เรยี นรู้
อนิ เทอรเ์ น็ตตามความสนใจ พร้อมทง้ั ร่วมกันอภิปรายสรุปข้อค้นพบตามประเดน็ ดังน้ี
๓.1 ลักษณะของใจความสาคัญ
๓.2 ลักษณะของสว่ นขยายใจความสาคัญ
๔) นกั เรยี นศึกษาเร่อื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บนั ได 6 ขัน้ จากสอ่ื Power Point
แลว้ ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เกยี่ วกบั วธิ ีการอ่านจับใจความสาคัญตามเทคนิคบันได 6 ขน้ั ดังนี้
๔.1 ขน้ั ท่ี 1 การอา่ นเรอ่ื งให้จบ ตงั้ คาถาม 5W1H
๔.2 ขั้นท่ี 2 การหาคาสาคญั (Key Words)
๕) นกั เรียนอา่ นนิทานพ้นื บ้านเรือ่ งสงั ขท์ อง และทาใบงาน “หาคาปริศนา” จากประเด็นต่อไปน้ี

๕.๑ บคุ คลทก่ี ลา่ วถึงในเรื่องมใี ครบา้ ง (Who)
๕.๒ บคุ คลในแหล่งข่าวทาอะไร (What)
๕.๓ เพราะเหตุใดบุคคลในแหล่งขา่ วจงึ ทาเชน่ นน้ั (Why)
๕.๔ เหตุการณใ์ นแหล่งขา่ วเกิดขน้ึ เมอื่ ไร (When)
๕.๕ เหตุการณใ์ นแหลง่ ข่าวเกิดข้ึนทไ่ี หน (Where)
๕.๖ เหตุการณใ์ นแหลง่ ข่าวเปน็ อย่างไร (How)
๕.๗ แหล่งข่าวนี้มคี า กลมุ่ คา หรอื ประโยคที่เขียนและส่ือความหมายเหมือนกันปรากฏซ้า ๆ ต้ังแต่ต้นจนจบ
เรอ่ื งคาใดบา้ ง
๕.๘ แหล่งข่าวน้ีมีคา กลุ่มคาหรือประโยคที่เขียนต่างกัน แต่ส่ือความหมายเหมือนกัน ปรากฏ
ซ้า ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเร่ืองคาใดบ้าง
ข้ันสรปุ

๖) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสรุปวิธี การอ่านจับใจความสาคัญตา มเทคนิคบันได 6 ขั้ น
แล้วนกั เรียน บันทกึ ลงในสมุดตามประเด็นดงั น้ี

๖.1 เทคนคิ บันไดขั้นที่ 1 การอ่านเร่ืองให้จบ ตัง้ คาถาม 5W1H
๖.2 เทคนคิ บันไดข้นั ที่ 2 การหาคาสาคญั (Key Words)
๙. ส่ือ อุปกรณ์ และแหล่งกำรเรยี นรู้

๑. ส่อื Power Point การอ่านจับใจความสาคญั ตามเทคนคิ บันได 6 ข้นั ๒๐
๒. อนิ เตอร์เน็ต
๓. หนงั สอื เรยี นวรรณคดแี ละวรรณกรรม ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๑ เกณฑ์กำรวัด
๔. ใบงาน “หาคาปริศนา”
๑๐. กำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ รอ้ ยละ 60
ผา่ นเกณฑ์
เป้ำหมำย หลกั ฐำน วธิ วี ัด เครื่องมือวดั
ตัวช้วี ดั สมุดวิชาภาษาไทย รอ้ ยละ 60
๑. นักเรยี นมคี วามรู้ การตรวจสมดุ วชิ า แบบประเมินสรุป ผ่านเกณฑ์
ความเข้าใจวธิ ีการอ่าน ใบงาน ภาษาไทย สาระสาคญั
จบั ใจความสาคัญ โดยใช้ หาคาปรศิ นา ระดบั คณุ ภาพ
เทคนิคบันได 6 ขนั้ (บนั ได ตรวจใบงาน เฉลยใบงาน “ด”ี
ข้นั ที่ 1 - 2) (K) หาคาปริศนา หาคาปริศนา
ผ่านเกณฑ์
๒. นักเรียนสามารถระบุ ระดบั คณุ ภาพ
ใจความสาคญั จากเร่อื ง ที่
อา่ น โดยใช้เทคนคิ บนั ได 6 “ด”ี
ขนั้ ผา่ นเกณฑ์
(บันไดขั้นท่ี 1 - 2) (P)

สมรรถนะสำคัญ ผลงาน ผลการ การประเมนิ แบบประเมิน
๑) ความสามารถในการสื่อสาร ทดสอบและ สมรรถนะสาคัญ สมรรถนะสาคัญ
๒) ความสามารถในการคิด พฤติกรรมนกั เรยี น นกั เรียนรายบคุ คล นกั เรยี นรายบุคคล

คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ผลงาน ผลการ การประเมนิ แบบประเมนิ
๑) ใฝเ่ รยี นรู้ ทดสอบและ คุณลักษณะอันพงึ คุณลักษณะอัน
๒) มคี วามรบั ผดิ ชอบ พฤตกิ รรมนักเรียน ประสงคน์ กั เรยี น พงึ ประสงคน์ ักเรยี น
๓) มงุ่ ม่นั ในการทางาน
รายบุคคล รายบุคคล

๒๑

๑๑. บนั ทกึ ผลกำรจดั กำรเรยี นรู้
๑๑.๑ ดา้ นจดุ เดน่ /จดุ ด้อยของนกั เรยี น

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

๑๑.๒ แนวทางแก้ไขจุดด้อย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปญั หำอปุ สรรค/ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ลงช่อื .................................................ครผู ู้สอน
(........................................)

.................../............................../..............

๑๓. ควำมคดิ เห็นของหวั หนำ้ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ .......................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์

.................../................./................

๒๒

ใบงำน หำคำปริศนำ

๑ บคุ คลท่กี ลา่ วถึงในเรื่องมใี ครบา้ ง (Who)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๒ บุคคลในแหลง่ ข่าวทาอะไร (What)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๓ เพราะเหตใุ ดบคุ คลในแหล่งขา่ วจึงทาเช่นนน้ั (Why)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๔ เหตุการณใ์ นแหล่งขา่ วเกดิ ขนึ้ เม่ือไร (When)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๕ เหตุการณใ์ นแหล่งขา่ วเกิดขึน้ ทีไ่ หน (Where)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๖ เหตกุ ารณใ์ นแหลง่ ขา่ วเป็นอยา่ งไร (How)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๗ แหลง่ ข่าวนม้ี ีคา กลุม่ คา หรอื ประโยคทีเ่ ขยี นและส่ือความหมายเหมือนกันปรากฏซ้า ๆ ตง้ั แตต่ ้นจนจบเร่ืองคาใดบา้ ง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๘ แหล่งขา่ วนม้ี ีคา กล่มุ คาหรือประโยคที่เขยี นต่างกัน แต่ส่อื ความหมายเหมอื นกัน ปรากฏซ้า ๆ ตงั้ แต่ตน้ จนจบเรื่องคา
ใดบา้ ง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๒๓

แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี......๒.......
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๗ เรื่อง...............นทิ ำนพ้ืนบำ้ น..................
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้..........ภำษำไทย........................รหสั วิชำ...ท๒๑๑๐๒........รำยวิชำ......ภำษำไทยพน้ื ฐำน
ชน้ั มัธยมศึกษำปที ี่............๑...........ภำคเรยี นท.่ี ............๒..............ปกี ำรศึกษำ..........๒๕๖๔..........................
เร่ือง....................ใจควำมสำคัญของนทิ ำนพ้ืนบำ้ น ๑................................เวลำ.........๒........ช่วั โมง

๑. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๑.1 ใชก้ ระบวนการอา่ นสรา้ งความรู้และความคดิ เพือ่ นาไปใชต้ ัดสนิ ใจแกป้ ญั หาในการ

ดาเนินชีวติ และมีนสิ ยั รกั การอ่าน
ตวั ชีว้ ัด ท1.1 ม.3/3 ระบุใจความสาคัญและรายละเอียดของข้อมูลทส่ี นบั สนุนจากเร่ืองทอ่ี า่ น

๒. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
๒.๑ ควำมรู้ (Knowledge)
๑) อธบิ ายความรูค้ วามเขา้ ใจวิธกี ารอา่ นจบั ใจความสาคญั โดยใชเ้ ทคนิคบันได 6 ขนั้
(บนั ไดข้ันท่ี ๓ – ๔) ได้
๒.๒ ทักษะกระบวนกำร (Practice)
๑) ระบุใจความสาคญั จากเรอ่ื งทอี่ า่ นสาคญั โดยใชเ้ ทคนคิ บันได 6 ขั้น (บันไดขั้นท่ี ๓ – ๔) ได้

๓. สำระสำคญั
การจับใจความสาคัญเป็นพ้ืนฐานเบ้ืองต้นของการอ่าน เพ่ือสามารถอ่านเรื่องน้ันๆได้อย่างรวดเร็ว

ตรงประเด็น สามารถนาใจความสาคัญท่ีอ่านมาวิเคราะห์ ประเมินค่าและนาไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนและใน
ชีวิตประจาวนั
๔. สำระกำรเรยี นรู้

๔.๑ ดำ้ นควำมรู้
- ใจความสาคัญและส่วนขยายใจความสาคญั หรอื พลความ
- วธิ กี ารอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได 6 ข้นั
ขนั้ ที่ ๓ การตัดส่วนขยายใจความสาคญั
ขน้ั ที่ ๔ การเติมคาเชอ่ื มหาส่วนขยายใจความสาคัญ

๔.๒ ดำ้ นทักษะ/กระบวนกำร
-

๕. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น
๑) ความสามารถในการสอื่ สาร
๒) ความสามารถในการคดิ

๖. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๑) ใฝเ่ รยี นรู้
๒) มีความรบั ผดิ ชอบ
๓) ม่งุ มั่นในการทางาน

๗. ภำระงำน/ชิ้นงำน
แบบฝกึ หัด เรือ่ งนทิ านจระเข้สามพนั

๘. กจิ กรรมกำรเรียนรู้ ช่วั โมงท่ี ๔ – ๕
๑) นักเรียนร่วมกนั ยกตัวอยา่ งนิทานพน้ื บา้ นท่ตี นเองเคยอา่ น
ขั้นสร้างความสนใจ
๒) ตัวแทนนกั เรยี น (ตามความสมคั รใจ) เลา่ นิทานพื้นบา้ นให้เพ่ือนร่วมช้ันเรียนฟงั
๓) นกั เรียนและครรู ว่ มกนั สรปุ ใจความสาคญั ของนทิ านพ้นื บา้ นโดยใชเ้ ทคนิค บนั ได ข้นั ที่ ๑ และ ๒
ข้นั สารวจและคน้ คว้า
๔) นกั เรยี นศกึ ษาเรอื่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บันได 6 ข้นั จากส่ือ Power Point

๒๔

แลว้ ครอู ธบิ ายเพ่ิมเตมิ เกี่ยวกับวธิ กี ารอา่ นจับใจความสาคัญตามเทคนคิ บันได 6 ขน้ั ดังน้ี
๓.๑ ข้ันท่ี ๓ การตัดส่วนขยายใจความสาคญั
๓.๒ ขั้นท่ี ๔ การเตมิ คาเชอื่ มหาส่วนขยายใจความสาคัญ

๕) นักเรียนอา่ นนทิ นเรือ่ งจระเข้สามพนั และทาแบบฝกึ หดั ตามประเด็นต่อไปนี้
- จากเรือ่ งท่อี า่ นขอ้ ความใดเป็นส่วนขยายใจความสาคญั ของเร่อื ง
- จากเรือ่ งท่อี า่ นสามารถเติมคาเช่อื มเพอื่ หาใจความสาคัญได้หรอื ไม่
หากเติมได/้ สามารถเติมคาเชอ่ื มใดไดบ้ า้ ง

ขน้ั สรุป
๖) นักเรยี นและครรู ่วมกนั อภปิ รายคาตอบของแบบฝึกหัด เรอ่ื งนิทานจระเข้สามพัน
๗) ครแู ละนักเรยี นสรปุ ความรู้เรื่องการอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได 6 ขั้น ขัน้ ดงั น้ี

๖.๑ ขัน้ ท่ี ๓ การตัดส่วนขยายใจความสาคญั
๖.๒ ขนั้ ท่ี ๔ การเตมิ คาเชื่อมหาส่วนขยายใจความสาคัญ
๙. ส่ือ อปุ กรณ์ และแหล่งกำรเรยี นรู้
๑. สื่อ Power Point การอา่ นจับใจความสาคญั ตามเทคนคิ บันได 6 ขั้น
๒. อินเตอรเ์ นต็
๓. หนงั สอื เรยี นวรรณคดแี ละวรรณกรรม ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๑
๑๐. กำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้

เปำ้ หมำย หลกั ฐำน วิธีวัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ำรวดั

ตวั ชีว้ ดั สมดุ วิชาภาษาไทย การตรวจสมดุ วิชา แบบประเมนิ สรปุ รอ้ ยละ 60
๑. นักเรยี นมคี วามรู้ ภาษาไทย สาระสาคญั ผ่านเกณฑ์
ความเขา้ ใจวิธกี ารอา่ น จับ
ใจความสาคญั โดยใช้ แบบฝกึ หดั ตรวจใบงาน เฉลยแบบฝึกหดั ร้อยละ 60
เทคนิคบันได 6 ขั้น (บนั ได นิทานจระเขส้ ามพนั แบบฝึกหัด นิทานจระเขส้ ามพัน ผา่ นเกณฑ์
ขน้ั ที่ ๓ – ๔) (K) นิทานจระเขส้ ามพัน
แบบประเมิน ระดับคณุ ภาพ “ด”ี
๒. นักเรียนสามารถระบุ ผลงาน ผลการ การประเมนิ สมรรถนะสาคญั ผา่ นเกณฑ์
ใจความสาคญั จากเรือ่ ง ที่ ทดสอบและพฤติกรรม สมรรถนะสาคญั นกั เรยี นรายบุคคล
อา่ น โดยใชเ้ ทคนคิ บันได 6 นกั เรยี นรายบุคคล แบบประเมิน ระดบั คณุ ภาพ “ด”ี
ขน้ั นักเรยี น คณุ ลักษณะอนั ผ่านเกณฑ์
(บันไดข้ันท่ี 1 - 2) (P) การประเมนิ พึงประสงค์นกั เรยี น
ผลงาน ผลการ คณุ ลักษณะอนั พงึ
สมรรถนะสำคัญ ทดสอบและพฤตกิ รรม ประสงคน์ กั เรยี น รายบุคคล
๑) ความสามารถในการส่อื สาร
๒) ความสามารถในการคิด นักเรียน รายบุคคล

คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๑) ใฝ่เรยี นรู้
๒) มคี วามรับผดิ ชอบ
๓) มุ่งมน่ั ในการทางาน

๒๕

๑๑. บนั ทกึ ผลกำรจดั กำรเรยี นรู้
๑๑.๑ ดา้ นจดุ เด่น/จดุ ด้อยของนักเรียน

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

๑๑.๒ แนวทางแกไ้ ขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปัญหำอุปสรรค/ขอ้ เสนอแนะอื่นๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ .................................................ครผู สู้ อน
(........................................)

.................../............................../..............

๑๓. ควำมคิดเห็นของหัวหนำ้ กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ.................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์

.................../................./................

๒๖

วันหนึง่ สองสามีภรรยาไดเ้ ดินทางไปพบเพอื่ นชาวประมงผ้เู ลี้ยงลูกจระเข้ไว้ตวั หน่งึ ขอซ้ือลกู จระเข้
จากเพ่ือนชาวประมงผนู้ ัน้ ในราคา 3,000 เบี้ย…เมอื่ จา่ ยเงินกนั เป็นท่เี รียบร้อยแลว้ สองสามภี รรยาก็นาลูก
จระเข้ดงั กลา่ วไปเลย้ี งไวใ้ นบ่อขุดขา้ งบา้ นของตน

ต่อมาจระเขน้ ้ีกเ็ จรญิ เติบโตขึ้นทกุ วนั จนสองสามีภรรยาไม่สามารถจะหาอาหารมาใหจ้ ระเข้กนิ ได้
จงึ ตดั สนิ ใจปลอ่ ยจระเข้ลงไปหากินทใ่ี นแมน่ ้าหน้าบา้ น…จระเขต้ ัวน้ันเมื่อไปหาอาหารกินจนอมิ่ หนาสาราญ
แล้ว ก็จะกลับมานอนอยูใ่ ตส้ ะพานท่านา้ ของสองสามภี รรยาเป็นประจา

ตอ่ มาจระเข้ตัวนนั้ ก็เตบิ โตขึน้ ทุกวนั จนสามารถกนิ คนได้…แตส่ ามภี รรยาค่นู ั้นกห็ าอาหารมา
เพ่มิ เติมให้กนิ อยูเ่ สมอ…ขณะที่จระเข้ตวั น้ันกาลงั นอนอยูใ่ ต้สะพานท่านา้ …จะเป็นดว้ ยมนั หิวอาหารหรอื
อยากลิม้ รสเนื้อมนุษย์ขนึ้ มา…พอชายสามเี ดนิ ลงมาท่าน้า เจ้าจระเข้ก็คาบเอาชายผู้เคยเล้ียงมันมาลงไปกิน
เสียในน้า

ฝ่ายภรรยาเหน็ เหตกุ ารณ์เช่นนน้ั ก็ไมส่ ามารถชว่ ยเหลอื สามีได้ นางเสียใจและโกรธจระเข้ตัวนั้นมาก
ถงึ กับร้องออกไปว่า “เมื่อกนิ ผวั ของข้ำแล้วก็จงมำกินข้ำผู้เปน็ เมียเสยี ด้วยซิ จะไดต้ ำยไปด้วยกัน” นาง
ยังดา่ จระเข้อยู่ไม่ขาดปาก ในท่ีสดุ ก็ถูกจระเข้คาบเอาไปกินเสยี อีกคนหน่งึ

ตอ่ มาชาวบา้ นในแถบนนั้ ทราบเรือ่ งทจ่ี ระเข้สังหารสองสามีภรรยาผู้หาเล้ียงมนั มาต้ังแตเ่ ล็กๆ…จงึ
เรยี กจระเข้ตัวน้ันว่า “จระเข้สามพัน” ซง่ึ หมายถึงราคาที่สามีภรรยาซ้ือมาจากเพอ่ื นชาวประมงเปน็ มูลคา่
3,000 เบี้ย และแมน่ ้าท่ีจระเข้ตัวนั้นอาศยั อย่ชู าวบ้านเลยเรียกชอ่ื ว่า “แมน่ ำ้ จระเขส้ ำมพัน” อยู่
จนกระทั่งปจั จบุ ันน้ี

๑. จากเรอ่ื งท่อี า่ นขอ้ ความใดเป็นสว่ นขยายใจความสาคญั ของเร่อื ง

……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

๒. จากเรอื่ งทีอ่ า่ นสามารถเติมคาเชือ่ มเพ่อื หาใจความสาคญั ได้หรือไม่ หากเตมิ ได/้ สามารถเตมิ คาเชอ่ื มใดไดบ้ ้าง

……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

๒๗

แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี......๓.......
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๗ เรื่อง...............นทิ ำนพื้นบำ้ น..................
กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้..........ภำษำไทย........................รหสั วชิ ำ...ท๒๑๑๐๒........รำยวิชำ......ภำษำไทยพนื้ ฐำน
ชน้ั มัธยมศึกษำปที ่ี............๑...........ภำคเรยี นท.ี่ ............๒..............ปกี ำรศึกษำ..........๒๕๖๔..........................
เรือ่ ง....................ใจควำมสำคญั ของนทิ ำนพ้ืนบำ้ น ๒................................เวลำ.........๒........ชว่ั โมง

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพือ่ นาไปใช้ตัดสินใจแกป้ ญั หาในการ

ดาเนินชวี ิต และมีนิสยั รกั การอ่าน
ตัวช้ีวดั ท1.1 ม.3/3 ระบใุ จความสาคัญและรายละเอยี ดของข้อมลู ทส่ี นับสนุนจากเร่อื งท่ีอา่ น

๒. จุดประสงค์กำรเรยี นรู้
๒.๑ ควำมรู้ (Knowledge)
๑) อธิบายความรู้ความเข้าใจวิธกี ารอ่านจบั ใจความสาคญั โดยใช้เทคนคิ บนั ได 6 ขั้น
(บนั ไดขัน้ ที่ ๕ – ๖) ได้
๒.๒ ทกั ษะกระบวนกำร (Practice)
๑) ระบุใจความสาคญั จากเรอื่ งทอ่ี า่ นสาคญั โดยใช้เทคนคิ บันได 6 ข้นั (บนั ไดขน้ั ท่ี ๕ – ๖) ได้

๓. สำระสำคัญ
การจับใจความสาคัญเป็นพ้ืนฐานเบ้ืองต้นของการอ่าน เพ่ือสามารถอ่านเรื่องน้ันๆได้อย่างรวดเร็ว

ตรงประเด็น สามารถนาใจความสาคัญที่อ่านมาวิเคราะห์ ประเมินค่าและนาไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนและใน
ชวี ติ ประจาวนั
๔. สำระกำรเรียนรู้

๔.๑ ด้ำนควำมรู้
- ใจความสาคัญและส่วนขยายใจความสาคญั หรอื พลความ
- วธิ กี ารอา่ นจับใจความสาคญั ตามเทคนคิ บนั ได 6 ข้ัน
ขัน้ ท่ี ๕ การสงั เกตคาเชอื่ ม แสดงความขัดแยง้
ขนั้ ที่ ๖ การหาใจความสาคัญได้ทกุ บทอ่าน

๔.๒ ด้ำนทกั ษะ/กระบวนกำร
-

๕. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
๑) ความสามารถในการสื่อสาร
๒) ความสามารถในการคดิ

๖. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
๑) ใฝเ่ รียนรู้
๒) มีความรบั ผิดชอบ
๓) มงุ่ มัน่ ในการทางาน

๗. ภำระงำน/ชน้ิ งำน
แบบฝกึ หดั เรื่องนิทานจระเข้สามพนั

๘. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ ชวั่ โมงท่ี ๖

๒๘

ขั้นสรา้ งความสนใจ
๑) นักเรยี นและครรู ่วมกนั ทบทวนสรปุ ใจความสาคญั ของนทิ านพ้นื บ้านโดยใช้เทคนิคบนั ได ขน้ั ที่ ๓ และ ๔

๑.๑ ข้นั ท่ี ๓ การตดั สว่ นขยายใจความสาคญั
๑.๒ ขนั้ ที่ ๔ การเตมิ คาเช่อื มหาสว่ นขยายใจความสาคญั
ข้ันสารวจและค้นควา้
๓) นักเรยี นศกึ ษาเรอ่ื ง การอ่านจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บันได 6 ขน้ั จากสื่อ Power Point
แลว้ ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั วธิ กี ารอ่านจบั ใจความสาคัญตามเทคนิคบนั ได 6 ข้ันดงั น้ี
๓.๑ ขั้นที่ ๕ การสังเกตคาเชือ่ ม แสดงความขดั แย้ง
๓.๒ ข้ันท่ี ๖ การหาใจความสาคญั ไดท้ กุ บทอ่าน
๔) นักเรียนอา่ นนทิ านพ้ืนบ้านประเภทนทิ านมุขตลก เรือ่ งศรธี นญชัย
๕) นกั เรยี นรว่ มกนั หาใจความสาคญั โดยใช้เทคนคิ บันไดของเรื่อง โดยใชเ้ ทคนคิ บนั ได ๖ ขนั้
(ขนั้ ที่ ๑ – ๕)
- ยกตัวอยา่ งใจความสาคัญของแต่ละยอ่ หน้า ขัน้ ท่ี 1 การอ่านเรือ่ งใหจ้ บ ตั้งคาถาม 5W1H
- ยกตวั อย่างคาสาคญั ในแตล่ ะยอ่ หน้าขัน้ ท่ี 2 การหาคาสาคญั (Key Words)
- ยกตัวอย่างคาขยายใจความสาคญั ในแต่ละยอ่ หนา้ (ขัน้ ที่ ๓ การตดั ส่วนขยายใจความสาคัญ)
- ยกตวั อย่างย่อหน้าทส่ี ามารถเตมิ คาเช่อื มเพื่อหาใจความสาคญั (ขั้นท่ี ๔ การเตมิ คาเชื่อมหาสว่ นขยาย
ใจความสาคญั )
- คาเชอื่ มที่แสดงความขัดแยง้ ในเร่อื งมคี าใดบา้ ง (ขัน้ ที่ ๕ การสังเกตคาเช่อื ม แสดงความขดั แย้ง)
ขั้นสรุป
๖) นักเรียนและครรู ว่ มกันสรุปใจความสาคญั จากเร่อื งศรีธนญชัย (ข้นั ที่ ๖ การหาใจความสาคัญ
ได้ทุกบทอา่ น)
๗) ครูและนกั เรียนสรปุ ความร้เู รือ่ งการอ่านจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได 6
ชว่ั โมงที่ ๗
๑) นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรยี น การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บนั ได 6 ขน้ั (เวลา ๓๐ นาที)
๒) นักเรียนและครรู ่วมกันสรุปความรู้เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บนั ได 6 ขัน้
๙. ส่ือ อุปกรณ์ และแหลง่ กำรเรยี นรู้
๑. สื่อ Power Point การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนคิ บนั ได 6 ข้ัน
๒. อินเตอรเ์ นต็
๓. หนงั สือเรยี นวรรณคดแี ละวรรณกรรม ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑

๒๙

๑๐. กำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรียนรู้

เป้ำหมำย หลกั ฐำน วิธวี ดั เครอื่ งมอื วดั เกณฑก์ ำรวัด
ตวั ชีว้ ัด
๑. นกั เรียนมคี วามรู้ สมุดวิชาภาษาไทย การตรวจสมดุ วิชา แบบประเมินสรุป รอ้ ยละ 60
ความเขา้ ใจวธิ กี ารอา่ น ภาษาไทย สาระสาคญั ผา่ นเกณฑ์
จบั ใจความสาคัญ โดยใช้
เทคนคิ บนั ได 6 ขน้ั แบบฝึกหดั ตรวจใบงาน เฉลยแบบฝึกหัด รอ้ ยละ 60
(บนั ไดขนั้ ท่ี ๓ – ๔) (K) นทิ านเร่อื งศรีธนญชัย แบบฝึกหัด นทิ านเรอ่ื งศรีธนญชัย ผา่ นเกณฑ์
๒. นักเรยี นสามารถระบุ นทิ านเร่อื งศรธี นญชยั
ใจความสาคญั จากเร่ือง ระดับคณุ ภาพ
ท่ีอ่าน โดยใช้เทคนิค ผลงาน ผลการ การประเมินสมรรถนะ แบบประเมินสมรรถนะ “ด”ี
บันได 6 ข้นั สาคญั นกั เรียน
(บนั ไดขั้นที่ 1 - 2) (P) ทดสอบและพฤตกิ รรม สาคญั นักเรียน รายบคุ คล ผ่านเกณฑ์
สมรรถนะสำคัญ ระดับคณุ ภาพ
๑) ความสามารถในการ นักเรยี น รายบคุ คล
สอ่ื สาร “ด”ี
๒) ความสามารถในการคิด ผลงาน ผลการ การประเมนิ คณุ ลกั ษณะ แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ทดสอบและพฤตกิ รรม อันพึงประสงค์นกั เรยี น คณุ ลกั ษณะอัน พงึ
๑) ใฝ่เรยี นรู้
๒) มีความรับผดิ ชอบ นกั เรียน รายบคุ คล ประสงคน์ กั เรยี น
๓) มุ่งมน่ั ในการทางาน รายบุคคล

๓๐

๑๑. บันทกึ ผลกำรจดั กำรเรยี นรู้
๑๑.๑ ด้านจดุ เด่น/จดุ ด้อยของนกั เรียน

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

๑๑.๒ แนวทางแกไ้ ขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปญั หำอปุ สรรค/ข้อเสนอแนะอืน่ ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ .................................................ครผู ู้สอน
(........................................)

.................../............................../..............

๑๓. ควำมคิดเห็นของหวั หนำ้ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื .................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์

.................../................./................

๓๑

ครงั้ หนึ่งยังมีสองสามภี รรยาอยูก่ นิ ด้วยกันมาอยา่ งมคี วามสุขเปน็ เวลา หลายปี แตก่ ลบั ยังไม่มีบุตร
นางเหราผเู้ ป็นภรรยาจงึ ปรกึ ษากบั นายนันทา สามีของตนว่าจะไปบนบานศาลกล่าวเพ่ือขอทายาทไวส้ ืบ
สกุล ในคา่ คนื น้ัน นางเหราฝันว่าได้เหน็ พระจนั ทร์ลอยเดน่ อยูต่ รงหนา้ ได้ควา้ เอามาถอื ไว้ พลันนางศรกี ต็ กใจ
ตนื่ รบี ปลุกสามี เลา่ ความฝนั ใหฟ้ งั รงุ่ เช้านางได้ไปหาทา่ นสมภารท่วี ัดหมายใหช้ ่วยทานายฝนั บงั เอญิ ท่าน
สมภารออกไปฉนั เพลนอกวดั สามเณรซงึ่ เป็นผู้เฝ้ากุฏิจงึ ทานายใหเ้ องวา่ นางจะให้กาเนดิ บตุ รชาย และเมื่อ
โตขนึ้ เขาผู้นนั้ จะไดเ้ ป็นยอดตลกหลวงผ้มู ชี อื่ เสียง นางเหราดีใจรบี กลับไปบอกนายนันทาสามี ครั้นทา่ น
สมภารกลับมาได้ฟังเร่ืองราวจากสามเณรก็ดบุ อกวา่ ทานายผิด เพราะลกู ของเขาจะเป็นผมู้ สี ตปิ ญั ญาเฉลียว
ฉลาดเหนอื คนท้ังปวงตา่ งหาก

เมอ่ื ครบกาหนดคลอดนางเหรา กบั นายนันทา กไ็ ดต้ ้ังช่อื ลูกว่าศรีธนญชยั ซง่ึ เปน็ เด็กท่ชี ่างพูดชา่ ง
เจรจา เมื่อศรธี นญชยั โตข้ึนกเ็ ป็นหนมุ่ รปู งามไดพ้ บรักกับศรีนวล โดยทฝี่ า่ ยพอ่ กบั แมข่ องนางศรนี วลไม่ค่อย
ชอบศรีธนญชยั นัก จงึ เรียกค่าสนิ สอดศรีนวลไวแ้ สนแพง แต่ด้วยความฉลาดแกมโกงบวกกับการเป็นนัก
ตคี วามทฉ่ี ลาดหลักแหลม ศรีธนญชยั จงึ ไดศ้ รนี วลมาเปน็ ภรรยา ศรีธนญชัยไดฉ้ ายาว่า ตลกหลวง บวกกบั
ภูมิปัญญาแบบไทย ๆ ที่ใชค้ วามไดเ้ ปรียบเสียเปรยี บโดยไม่คานึงถึงกฎเกณฑ์กติกา แต่อาศยั เพยี งว่าใครไหว
พริบดกี ว่าก็ได้ไป ศรธี นญชัยเปน็ ผู้มีช่อื เสียงเลือ่ งลือทางด้านสตปิ ัญญา แต่ทาไมนะทาไม เขาจึงกลบั ไม่ใช่
คนนา่ คบหา ความฉลาดของเขา ไม่ได้ทาใหค้ นช่นื ชมเขา ปฏิภาณและไหวพรบิ น้ัน ทาใหเ้ ขารอดปลอดภัย
มาได้อยา่ งไรกนั ชีวติ ศรีธนญชัยมที ้งั ด้านดคี ือร้จู กั ใช้ปญั ญา แตอ่ กี ด้านหน่งึ ใช้ความฉลาดของตนเอาเปรยี บ
คนอ่ืน ไม่นึกถึงความผิดชอบชั่วดี สุดทา้ ยต้องรบั กรรมทก่ี ่อไว้

๓๒

แผนการจัดการเรยี นรู้
การอ่านข้ันสูง

ระดับช้นั มัธยมศึกษาปีที่ ๒

ครผู ู้สอน
นางสาวกมลพร เชือ้ จนี
นางสาวพรรนิษา ศรีหุ่น
นางสาวจนิ ตนา จ่ันเรอื ง

โรงเรยี นสตรนี ครสวรรค์
อาเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวดั นครสวรรค์
สังกัดสานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษานครสวรรค์

๓๓

แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ่ี 20

หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ี่ 7 เรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยรำพึงในปำ่ ชำ้

กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย รหัสวชิ ำ ท๒๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน ๔

ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ่ี ๒ ภำคเรยี นที่ ๒

ชื่อหนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมเปน็ มำและเนอื้ เรือ่ ง เวลำ ๒ ชว่ั โมง

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคดิ เพื่อนาไปใช้ตดั สินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชีวิต
และมนี สิ ยั รกั การอา่ น

ตัวชวี้ ัด
ม.๒/๒ จับใจความสาคญั สรปุ ความ และอธบิ ายรายละเอยี ดจากเรอ่ื งที่อ่าน
ม.๒/๘ มมี ารยาทในการอา่ น
๒. จุดประสงค์กำรเรยี นรู้
จบั ใจความสาคัญ สรปุ ความ และอธบิ ายรายละเอยี ดจากการอา่ นเรอ่ื งกลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าช้า ได้
๓. สำระสำคัญ (ควำมคิดรวบยอด)
การอ่านเร่อื ง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าชา้ จะตอ้ งศึกษาความเป็นมาและประวตั ผิ ้แู ตง่ รวมท้ัง
การจบั ใจความสาคญั สรุปความ และอธบิ ายรายละเอียดจากเรอ่ื งท่ีอา่ น
๔. สำระกำรเรยี นรู้ (วเิ ครำะห์จำกตวั ช้วี ัดทัง้ หมดของหนว่ ยฯ)
๔.๑ ด้ำนควำมรู้

- การอ่านจับใจความจากเรือ่ งท่ีอ่าน
๔.๒ ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร

- ทกั ษะการทางานกลมุ่
- ทักษะการอา่ นจบั ใจความ
๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร
๒) ความสามารถในการคดิ
๖. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
๑) มีวนิ ยั
๒) ใฝ่เรยี นรู้
๓) มุ่งม่นั ในการทางาน
๗. ภำระงำน/ช้นิ งำน
- การพดู สรปุ ความรู้ เรอ่ื ง ความเป็นมาและเนอื้ เรอ่ื ง
๘. กิจกรรมกำรเรียนรู้
ชั่วโมงที่ ๑
ขัน้ นำเขำ้ สบู่ ทเรียน
๑. ครใู หน้ กั เรียนแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับความรักและความผกู พนั ระหว่างคนท่ยี ังมชี ีวติ อยู่กับคนทเี่ สยี ชวี ติ ไป
แล้ว
๒. ครสู งั เกตการแสดงความคิดเหน็ ของนกั เรียน

๓๔

ขน้ั สอน
๓. ครแู บง่ นักเรยี นเปน็ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๔ คน คละกนั ตามความ สามารถ คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน
๔. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกันศกึ ษาความรเู้ ร่อื ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในปา่ ชา้ จากหนงั สอื เรยี น ตามประเดน็ ที่

ครูกาหนด ดงั นี้
๑) ความเป็นมาและประวตั ผิ แู้ ตง่
๒) ลักษณะคาประพนั ธแ์ ละเรือ่ งยอ่

๕. นกั เรยี น และครรู ่วมกันสรุปความเป็นมา และประวัตผิ แู้ ต่งเร่ือง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าช้า
๖. ครมู อบหมายให้นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ กลับไปถอดคาประพันธ์ เรอื่ ง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในปา่ ชา้ เพ่อื มา
นาเสนอหน้าชนั้ เรียนในชว่ั โมงถดั ไป
ชว่ั โมงที่ ๒
ข้ันนำเขำ้ สู่บทเรยี น
๗. ตวั แทนนักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ (กลมุ่ เดิม) ออกมานาเสนอถอดคาประพนั ธ์ กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าช้า ทกี่ ลมุ่
ตนไดร้ ับมอบหมาย หน้าชัน้ เรยี น
๘. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั อภปิ รายการถอดคาประพันธ์ของนกั เรยี นที่นาเสนอวา่ ถกู ตอ้ งหรอื ไม่
ขั้นสรุป
๙. นักเรียนร่วมกนั สรปุ ความเนือ้ เรื่อง กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ช้า
๙. ส่ือ อุปกรณ์ และแหล่งกำรเรยี นรู้
๑) หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.๒
๑๐. กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรียนรู้

เปำ้ หมำย หลักฐำน วิธวี ัด เครอื่ งมือวดั เกณฑก์ ำรวัด
ม.๒/๒ จับใจความสาคญั สรปุ ความ ร้อยละ ๖๐
และอธบิ ายรายละเอยี ดจากเรือ่ งท่ี การนาเสนอ ประเมินการนาเสนอ แบบประเมิน ผา่ นเกณฑ์
อ่าน การนาเสนอ
ม.๒/๘ มมี ารยาทในการอา่ น ระดับคณุ ภาพดี
สมรรถนะสำคญั ผลงาน ผลการ การประเมนิ แบบประเมิน ผา่ นเกณฑ์
๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร คณุ ลกั ษณะ
๒) ความสามารถในการคดิ ทดสอบและพฤติกรรม คุณลกั ษณะสมรรถนะ สมรรถนะ ระดับคณุ ภาพดี
ผ่านเกณฑ์
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ นักเรียน สาคญั สาคญั
๑) มีวนิ ยั
๒) ใฝเ่ รยี นรู้ ผลงาน ผลการ การประเมิน แบบประเมนิ
๓) มงุ่ ม่ันในการทางาน ทดสอบและพฤติกรรม คณุ ลกั ษณะอันพงึ คุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค์
นกั เรยี น ประสงค์

๓๕

๑๑. บนั ทึกผลกำรจดั กำรเรียนรู้
๑๑.๑ ด้ำนจุดเดน่ /จุดดอ้ ยของนักเรียน

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

๑๑.๒ แนวทำงแกไ้ ขจดุ ดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปัญหำอุปสรรค/ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ

......................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................ครผู ู้สอน

(…………………………………..)
.................../............................../..............

๑๓. ควำมคดิ เห็นของหัวหนำ้ กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้

......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์

.................../................./...................

๓๖

แผนกำรจัดกำรเรยี นรูท้ ี่ 21

หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ 7 เรอื่ ง กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในป่ำช้ำ

กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ ภำษำไทย รหสั วิชำ ท๒๒๑๐๒ รำยวชิ ำ ภำษำไทยพืน้ ฐำน ๔

ช้ันมัธยมศกึ ษำปีที่ ๒ ภำคเรยี นท่ี ๒

ช่ือหน่วยกำรเรียนรู้ สรุปเนื้อหำและคำศัพท์ เวลำ ๒ ชว่ั โมง

๑. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้

มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความร้แู ละความคดิ เพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการ

ดาเนินชีวติ และมนี สิ ัยรกั การอ่าน

ตวั ช้ีวดั

ม.๒/๑ อา่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถูกต้อง

ม.๒/๒ จับใจความสาคญั สรุปความ และอธิบายรายละเอยี ดจากเรอ่ื งท่อี ่าน

มาตรฐานการเรยี นรู้ ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เห็น วจิ ารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คณุ ค่า

และนามาประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ได้จรงิ

ตวั ชี้วดั

ม.๒/๑ สรุปเนื้อหาวรรณคดแี ละวรรณกรรมที่อ่านในระดบั ที่ยากขน้ึ

๒. จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้

๑. อา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยกรองเรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้า ได้

๒. สรปุ เน้ือหาและอธบิ ายความหมายของคาศพั ทต์ า่ งๆ ในเรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าช้า ได้

๓. สำระสำคัญ (ควำมคิดรวบยอด)

การอ่านเร่อื ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในปา่ ชา้ จะตอ้ งสรปุ เน้อื หาจากเรอื่ งทอ่ี า่ น และจาเปน็ ต้องรู้คาศพั ท์ทปี่ รากฏ

อย่ใู นเรื่อง เพอื่ ความเข้าใจเน้อื หาของเรอ่ื ง

๔. สำระกำรเรียนรู้ (วิเครำะห์จำกตัวช้วี ดั ทง้ั หมดของหน่วยฯ)

๔.๑ ด้ำนควำมรู้

- การสรุปเน้ือหาและอธบิ ายคาศัพท์

- การอ่านออกเสยี ง ประกอบด้วย บทรอ้ ยกรอง เชน่ กลอนสุภาพ

๔.๒ ดำ้ นทักษะ/กระบวนกำร

- ทกั ษะการทางานกลมุ่

- ทกั ษะการอ่านจบั ใจความ

๕. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน

๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร

๒) ความสามารถในการคดิ

๖. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

๑) มวี ินัย

๒) ใฝเ่ รยี นรู้

๓) มุ่งมน่ั ในการทางาน

๗. ภำระงำน/ชน้ิ งำน

- ใบงาน เร่ือง สรปุ เนอ้ื หาและคาศพั ทเ์ ร่ือง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าชา้
- จับใจความสาคญั ของเรื่อง โดยใช้แบบบนั ทกึ การเรียนรแู้ บบบนั ได ๖ ข้ัน

๓๗

๘. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ชว่ั โมงที่ ๑
ขั้นนำเข้ำสู่บทเรยี น

๑. ครูซกั ถามนักเรยี นเกย่ี วกับเรือ่ ง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าชา้ โดยตัง้ คาถามดังตอ่ ไปนี้
- เร่อื ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในปา่ ชา้ มคี วามเป็นมาอย่างไร
- เร่ือง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในปา่ ชา้ มบี รรยากาศอย่างไร
- ถา้ จะอา่ นออกเสยี งเร่ือง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในปา่ ชา้ มวี ธิ อี า่ นอยา่ งไร

๒. ครสู งั เกตการตอบคาถามของนกั เรียน แลว้ อธบิ ายเพ่ิมเติม
ขน้ั สอน

๓. ครแู บ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลมุ่ ละ ๔-๕ คน คละกันตามความสามารถ คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน
๔. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั ศกึ ษา กลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าชา้ โดยใช้เทคนคิ การเรยี นรแู้ บบ “บันได ๖ ข้นั ”
เพ่อื ศึกษาเน้อื หา และคาศัพท์ของเร่ือง โดยบนั ทกึ ลงแบบบนั ทกึ การเรียนรแู้ บบบนั ได ๖ ขน้ั

เทคนคิ การเรยี นรแู้ บบ บนั ได ๖ ข้นึ มขี นั้ ตอน ดังน้ี
ขั้นท่ี ๑ อา่ นเรอื่ งใหจ้ บแลว้ ต้งั คาถาม
ขน้ั ท่ี ๒ หาคาสาคญั
ข้ันที่ ๓ ตัดส่วนขยายใจความสาคญั
ชัว่ โมงที่ ๒
ขัน้ ที่ ๔ เตมิ คาเช่อื มหาสว่ นขยายใจความสาคญั
ขัน้ ท่ี ๕ สังเกตคาเชอ่ื มแสดงความขดั แย้ง
ขนั้ ท่ี ๖ หาใจความสาคญั ได้ทกุ บทอา่ น
๕. นักเรยี นทกุ คนทาใบงาน เรอ่ื ง สรปุ เน้ือหาและคาศัพท์เรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ชา้ เสรจ็ แลว้
ตรวจสอบความเรยี บรอ้ ย
ขัน้ สรุป
๖. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกันอภปิ รายและสรุปเน้ือหาและคาศัพทเ์ รอื่ ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่าช้า แล้ว
บันทกึ ลงในสมุดของแตล่ ะคน
๙. ส่ือ อปุ กรณ์ และแหล่งกำรเรยี นรู้
๑) หนังสือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๒
๒) แบบบนั ทกึ การเรียนรแู้ บบบันได ๖ ข้นั
๓) ใบงาน เร่อื ง สรปุ เน้ือหาและคาศัพทเ์ รือ่ ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในปา่ ช้า

๑๐. กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้

เปา้ หมาย หลกั ฐาน วธิ ีวัด เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การวดั

ม.๒/๑ อ่านออกเสยี งบทรอ้ ย

แกว้ และบทร้อยกรองได้ถกู ตอ้ ง

ม.๒/๒ จบั ใจความสาคญั สรปุ

ความ และอธบิ ายรายละเอยี ด ใบงาน ตรวจใบงาน ใบงาน รอ้ ยละ ๖๐ ผ่าน
จากเร่อื งทอ่ี ่าน สังเกต เกณฑ์

ม.๒/๑ สรปุ เนือ้ หาวรรณคดีและ

วรรณกรรมที่ยากข้นึ

๓๘

เป้าหมาย หลกั ฐาน วธิ ีวดั เครอ่ื งมือวัด เกณฑ์การวัด
สมรรถนะสาคญั
๑) ความสามารถในการส่ือสาร ผลงาน ผลการ การประเมินคณุ ลักษณะ แบบประเมิน ระดบั คณุ ภาพดี
๒) ความสามารถในการคดิ ทดสอบและพฤติกรรม สมรรถนะสาคญั คุณลักษณะ ผ่านเกณฑ์
สมรรถนะสาคัญ
นกั เรยี น ระดบั คณุ ภาพดี
แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ผลงาน ผลการ การประเมนิ คณุ ลกั ษณะ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ
๑) มวี นิ ยั ทดสอบและพฤติกรรม อันพงึ ประสงค์
๒) ใฝเ่ รยี นรู้ ประสงค์
๓) มุ่งม่ันในการทางาน นักเรียน

๑๑. บันทกึ ผลกำรจัดกำรเรยี นรู้
๑๑.๑ ด้ำนจดุ เดน่ /จุดดอ้ ยของนักเรยี น

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

๑๑.๒ แนวทำงแก้ไขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปัญหำอุปสรรค/ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ

......................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................ครผู ู้สอน

(………………………………….)
.................../............................../..............

๑๓. ควำมคดิ เหน็ ของหัวหนำ้ กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้

......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์

.................../................./...................

๓๙

แบบบันทกึ การอ่านการเรียนรู้แบบ “บนั ได ๖ ขั้น”
เร่ือง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในปา่ ช้า

ขั้นท่ี ๑ อา่ นเรื่องใหจ้ บ แลว้ ตง้ั คาถาม (อา่ นเรอ่ื งเพอื่ ทาความเข้าใจภาพรวมเนอื้ หาทง้ั หมดอยา่ งคร่าวๆ โดยขณะอ่านตอ้ ง
ต้ังคาถามและพิจารณาวา่ ผู้เขยี นตอ้ งการส่ืออะไร)

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขัน้ ที่ ๒ หำคำสำคัญ (พิจารณาหาคาสาคญั ของเนอ้ื หาแตล่ ะยอ่ หน้า มคี าสาคญั ได้มากกว่าหน่ึงคา)

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขน้ั ท่ี ๓ ตดั สว่ นขยำยใจควำมสำคัญท้งิ (การใหค้ าจากดั ความ การอธิบายให้รายละเอยี ด การให้เหตผุ ล การยกตัวอย่าง
การเปรยี บเทียบ)

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ข้ันท่ี ๔ เติมคำเช่อื มหำสว่ นขยำยใจควำมสำคญั (คาเชื่อมทีน่ ยิ มเติมในข้อความในยอ่ หนา้ ไดแ้ ก่ กล่าวคือ เช่น จงึ
เพราะ)

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขั้นที่ ๕ สังเกตคำเช่อื มแสดงควำมขดั แย้ง (กลุ่มคาแสดงความขดั แย้งหรือตรงกนั ขา้ ม เช่น แต่ ทว่า แตห่ าก แต่วา่ แต่
ทว่า อยา่ งไรกด็ ี ในทางตรงขา้ ม ในทางกลบั กัน ถงึ แม้...แต่ ฯลฯ)

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขั้นท่ี ๖ หำใจควำมสำคัญไดท้ กุ บทอำ่ น (นาใจความสาคัญแตล่ ะยอ่ หน้ามาเรยี บเรยี งเปน็ ประโยคใจความสาคญั ดว้ ย
สานวนภาษาของตนเอง

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ชอื่ ...............................................................................................................ชัน้ ......................เลขท่.ี .....................

๔๐

ใบงำน
สรุปเน้ือหำและคำศพั ท์
เร่อื ง กลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในปำ่ ช้ำ

คำชี้แจง ใหน้ ักเรียนศกึ ษาเร่อื ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในปา่ ช้า แล้วอธิบายประเด็นตอ่ ไปนี้

๑. สาระสาคัญของเรอ่ื ง

....................................................................................................................................................................
. ....................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

.........................................๒........ร..ปู ..แ..บ...บ..ค...า.ป...ร..ะ..พ..นั...ธ..์ ..............................................................................................
.

๓. รปู แบบการดาเนนิ เร่อื ง
..................................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................ ............................................
........................................................................................................................................... ............................................
.........................................................................................................................................................................................
.

๔. โครงเรอื่ ง
............................................................................................
............................................................................................
............................................................................................
............................................................................................

............................................................................................

๔๑

๕. ตัวละคร
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
....

๖. ฉาก
.....................................................................................................................

....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................

๗. กลวธิ กี ารแตง่ .................
...........................................................................................

........................................................................................................................
........................................................................................................................
........................................................................................................................
............

๘. การใช้ภาษา ..
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

๔๒

แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ่ี 22

หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี 7 เรอื่ ง กลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่ำชำ้

กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ ภำษำไทย รหสั วชิ ำ ท๒๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน ๔

ชั้นมธั ยมศึกษำปที ี่ ๒ ภำคเรยี นที่ ๒

ชอ่ื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ กำรอธิบำยคุณค่ำและสรปุ ข้อคดิ เวลำ ๒ ชัว่ โมง

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้ ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรแู้ ละความคิดเพ่ือนาไปใชต้ ดั สินใจ

แกป้ ญั หาในการดาเนินชีวิตและมีนิสยั รกั การอา่ น

ตัวช้วี ัด

ม. ๒/๒ จบั ใจความสาคญั สรปุ ความ และอธิบายรายละเอียดจากเรอื่ งท่อี า่ น

มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุฯค่า

และนามาประยุกตใ์ ช้ในชีวิตไดจ้ รงิ

ตัวชีว้ ัด

ม. ๒/๒ วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถ่ินทอ่ี ่าน พรอ้ มยกเหตผุ ลประกอบ

ม. ๒/๓ อธิบายคณุ คา่ ของวรรณคดแี ละวรรณกรรมที่อา่ น

ม. ๒/๔ สรุปความรแู้ ละข้อคิดจากการอา่ นไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ จริง

๒. จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้

๑. อธิบายคณุ ค่าทีไ่ ดจ้ ากการอ่านเร่ือง กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ช้า ได้

๒. สรปุ ความรแู้ ละขอ้ คดิ ที่ไดจ้ ากการอ่านเรอ่ื ง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าชา้ ได้

๓. นาความรู้และขอ้ คดิ ทไี่ ดจ้ ากการอ่านไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ จริงได้

๓. สำระสำคญั (ควำมคดิ รวบยอด)

การอา่ นเร่อื ง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในปา่ ช้า จะต้องวิเคราะหว์ ิจารณ์ อธิบายคณุ ค่าและสรุปขอ้ คิดจากเรอื่ งทอี่ ่าน

แล้วสามารถนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ ได้

๔. สำระกำรเรียนรู้ (วเิ ครำะหจ์ ำกตวั ชี้วดั ทัง้ หมดของหน่วยฯ)

๔.๑ ด้ำนควำมรู้

- การวเิ คราะหค์ ุณค่าจากวรรณคดี

๔.๒ ด้ำนทกั ษะ/กระบวนกำร

- ทกั ษะการทางานกลมุ่
- ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์

๕. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน

๑) ความสามารถในการส่อื สาร

๒) ความสามารถในการคดิ

๓) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

๖. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

๑) มวี นิ ยั

๒) ใฝ่เรยี นรู้

๓) มุ่งมั่นในการทางาน

๔๓

๗. ภำระงำน/ชิ้นงำน
- บนั ทกึ การอา่ นวเิ คราะห์ คณุ ค่า และขอ้ คิดจากเร่อื ง โดยใช้การอา่ นแบบบนั ได ๖ ขน้ั
- ใบงาน เรอื่ ง คุณค่าและขอ้ คดิ เรอื่ ง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าช้า

๘. กิจกรรมกำรเรยี นรู้
ชั่วโมงที่ ๑
ขัน้ นำเข้ำสู่บทเรียน

๑. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สนทนาความรู้เรื่อง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในปา่ ชา้ จากการใช้การเรียนรูแ้ บบบนั ได ๖
ขั้น เพือ่ ทบทวนความรู้เดิมของนักเรยี น
ขัน้ สอน

๓. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ จับคกู่ นั เปน็ 2 คู่ ใหแ้ ตล่ ะคู่ร่วมกนั ศึกษาความรแู้ ละวิเคราะหว์ ิจารณเ์ ร่ือง คุณคา่ และ
ขอ้ คิดจากเรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในปา่ ชา้

หวั ข้อที่ ๑ คณุ ค่าดา้ นเนื้อหา
หวั ขอ้ ที่ ๒ คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
จากหนงั สอื เรยี น หนา้ ๑๕๐- ๑๕๔ แล้วร่วมกันสรุปสาระในแตล่ ะหวั ข้อ ลงในแบบบันทกึ การอา่ นบนั ได ๖ ขนั้ เป็น
รายบคุ คล
ชว่ั โมงที่ ๒
๔. นกั เรยี นแต่ละคู่ (คู่เดมิ ) ศกึ ษาความรู้และวเิ คราะห์วจิ ารณ์เรอื่ ง คณุ คา่ และข้อคดิ จากเรอื่ ง กลอนดอกสร้อย
ราพงึ ในป่าชา้ (ต่อจากชัว่ โงที่แลว้ )
หัวขอ้ ที่ ๓ คุณคา่ ด้านสังคม
หวั ขอ้ ที่ ๔ ขอ้ คดิ ท่ีสามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจาวัน
จากหนงั สอื เรยี น หน้า ๑๕๕- ๑๕๗ แล้วรว่ มกนั สรุปสาระในแตล่ ะหวั ข้อ ลงในแบบบนั ทกึ การอา่ นบันได ๖ ข้ัน เปน็
รายบคุ คล
๕. นักเรียนแตล่ ะคู่รวมกลุม่ เดมิ (๔ คน) ผลดั กันนาความรู้
ที่ไดจ้ ากการศกึ ษามาอธิบายใหเ้ พือ่ นอีกคหู่ นง่ึ ฟัง ผลดั กันซักถามขอ้ สงสยั และอธิบายจนทุกคนมคี วามเข้าใจชดั เจนตรงกนั
แลว้ สรปุ เป็นองค์ความรขู้ องกลุ่ม
ขั้นสรปุ
๖. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ช่วยกันทาใบงาน เรอ่ื ง คณุ คา่ และข้อคิดเรอื่ ง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่าชา้ เสรจ็ แลว้
ตรวจสอบความถกู ต้อง กอ่ นนาสง่ ครตู รวจ
๗. ครูตรวจสอบผลการทาใบงาน ของนกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่
๘. นกั เรยี นร่วมกันสรปุ ความรูเ้ รื่อง คุณคา่ และขอ้ คดิ เรื่อง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่าชา้
๙. สอ่ื อปุ กรณ์ และแหลง่ กำรเรยี นรู้
๑) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๒
๒) แบบบันทึกการเรยี นรูแ้ บบบันได ๖ ขั้น
๓) ใบงาน เรือ่ ง คณุ คา่ และขอ้ คดิ เรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ชา้

๑๐. กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ ๔๔

เป้าหมาย หลกั ฐาน วธิ ีวดั เครื่องมอื วัด เกณฑ์การวัด

ม. ๒/๒ จับใจความสาคญั สรปุ ความ ตรวจใบงาน ใบงาน ร้อยละ ๖๐
สงั เกต ผ่านเกณฑ์
และอธิบายรายละเอียดจากเรอื่ งท่ี แบบประเมนิ
การประเมนิ คณุ ลักษณะ ระดบั คณุ ภาพดี
อ่าน คณุ ลกั ษณะสมรรถนะ สมรรถนะสาคญั ผ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ
ม. ๒/๒ วเิ คราะห์และวจิ ารณ์ สาคญั คุณลกั ษณะอนั พึง ระดับคณุ ภาพดี
การประเมนิ ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรม คณุ ลักษณะอนั พงึ
ประสงค์
ท้องถ่ินที่อ่าน พร้อมยกเหตุผล ใบงาน

ประกอบ

ม. ๒/๓ อธบิ ายคณุ คา่ ของวรรณคดี

และวรรณกรรมท่อี ่าน

ม.๒/๔ สรุปความรู้และข้อคดิ จาก

การอ่านไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ

สมรรถนะสาคัญ ผลงาน ผลการ
๑) ความสามารถในการส่ือสาร ทดสอบและ
๒) ความสามารถในการคดิ พฤติกรรมนักเรยี น
๓) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ผลงาน ผลการ
๑) มวี นิ ัย ทดสอบและ
๒) ใฝ่เรยี นรู้ พฤตกิ รรมนักเรยี น
๓) ม่งุ มั่นในการทางาน

๔๕

๑๑. บันทกึ ผลกำรจดั กำรเรยี นรู้
๑๑.๑ ดำ้ นจุดเด่น/จุดด้อยของนักเรยี น

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

๑๑.๒ แนวทำงแกไ้ ขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปญั หำอปุ สรรค/ขอ้ เสนอแนะอื่นๆ

......................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................ครผู ู้สอน

(…………………………………….)
.................../............................../..............

๑๓. ควำมคิดเหน็ ของหัวหน้ำกลุม่ สำระกำรเรยี นรู้

......................................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์

.................../................./...................

๔๖

แบบบันทึกการอ่านการเรียนรู้แบบ “บนั ได ๖ ขั้น”
เรอื่ ง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าชา้

ขั้นท่ี ๑ อ่านเร่ืองให้จบ แล้วต้ังคาถาม (อา่ นเร่อื งเพือ่ ทาความเขา้ ใจภาพรวมเนอื้ หาท้งั หมดอย่างครา่ วๆ โดยขณะอา่ นตอ้ ง
ต้งั คาถามและพจิ ารณาวา่ ผู้เขียนตอ้ งการส่อื อะไร)
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขน้ั ที่ ๒ หำคำสำคัญ (พจิ ารณาหาคาสาคญั ของเนอื้ หาแต่ละย่อหนา้ มีคาสาคญั ไดม้ ากกว่าหนง่ึ คา)
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขน้ั ที่ ๓ ตัดส่วนขยำยใจควำมสำคญั ทงิ้ (การใหค้ าจากดั ความ การอธบิ ายให้รายละเอียด การใหเ้ หตผุ ล การยกตัวอย่าง
การเปรยี บเทียบ)
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขั้นที่ ๔ เติมคำเช่ือมหำส่วนขยำยใจควำมสำคญั (คาเช่อื มที่นยิ มเติมในข้อความในย่อหนา้ ไดแ้ ก่ กล่าวคือ เชน่ จึง
เพราะ)
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขนั้ ท่ี ๕ สังเกตคำเชือ่ มแสดงควำมขัดแยง้ (กลุม่ คาแสดงความขดั แย้งหรอื ตรงกันขา้ ม เชน่ แต่ ทว่า แตห่ าก แต่วา่ แต่
ทวา่ อยา่ งไรก็ดี ในทางตรงขา้ ม ในทางกลบั กัน ถงึ แม.้ ..แต่ ฯลฯ)
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ขั้นท่ี ๖ หำใจควำมสำคัญไดท้ ุกบทอำ่ น (นาใจความสาคัญแตล่ ะยอ่ หนา้ มาเรยี บเรยี งเป็นประโยคใจความสาคญั ดว้ ย
สานวนภาษาของตนเอง
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................

ชอ่ื ...............................................................................................................ช้ัน......................เลขที่......................

๔๗

ใบงำน
คุณคำ่ และข้อคดิ เรอ่ื ง
เร่ือง กลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่ำชำ้

ตอนที่ ๑ ใหน้ ักเรยี นพจิ ารณาบทประพนั ธท์ ก่ี าหนด แล้ววเิ คราะห์วา่ สะทอ้ นในเรอ่ื งใดบา้ ง
คำชแ้ี จง
ก. สะท้อนควำมเชอ่ื ของคนในสงั คมไทย
๑. ข. สะทอ้ นภำพวถิ ีชีวติ ของคนในชนบท
ค. สะท้อนควำมเรียบงำ่ ยของชีวติ
ง. สะท้อนสจั ธรรมของชวี ิต

ตัวเอย๋ ตวั ทะยาน อยา่ บนั ดาลดลใจใหใ้ ฝฝ่ นั
ดถู ูกกิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกันอันชน่ื บาน
เขาเป็นสุขเรยี บเรยี บเงียบสงดั มีปวัตน์เปน็ ไปไมว่ ติ ถาร
ขออยา่ ได้เยย้ เยาะพูดเราะราน ดหู มิ่นการเปน็ อยเู่ พอ่ื นตเู อย

๒. นกเอ๋ยนกแสก จบั จอ้ งร้องแจก๊ เพยี งแถกขวญั
อยูบ่ นยอดหอระฆงั บงั แสงจันทร์ มีเถาวลั ยร์ ุงรังถึงหลังคา

๓. สกุลเอย๋ สกลุ สงู ชกั จงู จิตฟูชศู ักดศ์ิ รี
อานาจนาความสง่าอ่าอนิ ทรยี ์ ความงามนาใหม้ ไี มตรกี นั
ความร่ารวยอวยสขุ ให้ทกุ อยา่ ง เหลา่ นตี้ า่ งรอตายทาลายขนั ธ์
วถิ ีแหง่ เกยี รติยศท้ังหมดนั้น แตล่ ้วนผันมาประจบหลมุ ศพเอ๋ย

๔. วงั เอย๋ วงั เวง หงา่ งเหง่ง! ย่าค่าระฆงั ขาน
ฝงู ววั ควายผ้ายลาทวิ ากาล ค่อยคอ่ ยผ่านท้องทุ่งมงุ่ ถนิ่ ตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลบั ตะวันลับอับแสงทกุ แหง่ หน
ทงิ้ ทุง่ ใหม้ ืดมัวทวั่ มณฑล และทงิ้ ตนตเู ปลย่ี วอยเู่ ดียวเอย


Click to View FlipBook Version