๔๘
ตอนที่ ๒
คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
เรอ่ื ง กลอนดอกสร้อยราพงึ ในป่าชา้ ใหข้ ้อคดิ เร่อื งใดบ้าง และสามารถนาไปเป็นแนวทางในการประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ
จริงไดอ้ ย่างไร
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ชือ่ ...............................................................................................................ชน้ั ......................เลขท่.ี .....................
๔๙
แผนการจดั การเรียนรู้
การอ่านขน้ั สูง
ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
ครูผสู้ อน
นางสาวจริ าพัชร ไผ่วุฒิพันธ์
นายปิยะ อา่ สุพรรณ
โรงเรียนสตรนี ครสวรรค์
อาเภอเมอื งนครสวรรค์ จงั หวัดนครสวรรค์
สงั กดั สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษานครสวรรค์
๕๐
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑
กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย รหสั วิชา ท ๒๓๑๐๒ รายวชิ าภาษาไทยพ้ืนฐาน ๖
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๓ เรยี นรู้การใชภ้ าษา เร่อื ง การอ่านจบั ใจความสาคัญ เวลา ๒ ชั่วโมง
๑. มาตรฐานการเรยี นรู้
ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความรูค้ วามคดิ เพือ่ นาไปใชต้ ดั สินใจ แก้ปญั หาในการดาเนนิ ชีวิตและมนี สิ ยั รกั
การอา่ น
ตวั ชวี้ ดั
ท ๑.๑ ม.๓/๓ ระบใุ จความสาคัญและรายละเอยี ดของขอ้ มูลทีส่ นับสนุนจากเรื่องทอ่ี า่ น
ม.๓/๑๐ มมี ารยาทในการอ่าน
๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
๒.๑ ด้านความรู้
นักเรียนมีความรู้ความเขา้ ใจการอ่านจบั ใจความสาคญั ด้วยเทคนิคบันได ๖ ขนั้
๒.๒ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ
นักเรียนระบุใจความสาคญั จากเรือ่ งที่อา่ นดว้ ยเทคนคิ บนั ได ๖ ขั้น
๒.๓ ด้านคณุ ลกั ษณะ
นักเรยี นมีมารยาทและมเี จตคตทิ ดี่ ตี อ่ การอา่ น
๓. สาระสาคัญ
การอ่านจบั ใจความเปน็ ความคดิ สาคัญหลกั ของข้อความหรือเร่อื งที่อ่าน เป็นข้อความท่ีคลุมข้อความอ่ืน ๆ ในย่อ
หนา้ หนึ่ง ๆ ไว้ทง้ั หมด ซง่ึ เปน็ แกน่ ของย่อหน้านั้นอันเป็นทักษะที่จาเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาค้นหาความรู้และพัฒนาชีวิต
ซ่ึงจะทาให้เกิดความรู้แล้วยังก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้แนวคิดในการดาเนินชีวิตเพื่อให้เกิดการอ่านอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
๔. สาระการเรียนรู้
การอา่ นจบั ใจความจากส่อื ต่าง ๆ โดยตอ้ งศกึ ษาถึงวธิ กี ารและการจับใจความด้วยเทคนคิ บนั ได ๖ ขนั้
๕ . สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
๑. ความสามารถในการสอื่ สาร
๒. ความสามารถในการคดิ
- ทักษะการจับใจความ
- ทกั ษะการสรปุ ลงความคดิ เห็น
๓. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
๖. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. มุ่งมน่ั ในการทางาน
๓. รักความเป็นไทย
๗. ภาระงาน/ชิน้ งาน
นกั เรยี นทาใบงาน
๕๑
๘. กจิ กรรมการเรียนรู้
วธิ ีสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)
ชวั่ โมงที่ ๑
ขั้นท่ี ๑ กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
๑.๑ นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น
๑.๒ ครอู า่ นขอ้ ความสั้น ๆ ดังน้ี “ประเทศไทยได้ช่อื ว่าเป็นผู้ผลติ และส่งออกอัญมณแี ละเครื่องประดับท่ี
สาคัญประเทศหน่ึงของโลก อันเนอื่ งมาจากความมฝี มี ือในการเจยี ระไนไดว้ ิจติ รงดงามเป็นท่ยี อมรับในตลาดตา่ งประเทศ
นอกจากนไ้ี ทยยังมีฝมี อื ในการประดษิ ฐ์เครื่องประดับไดท้ ัดเทยี มกบั ผู้ผลิตชนั้ นาของโลก จึงเปน็ ผลให้ไดร้ บั ความไว้วางใจจาก
ผู้ค้าอญั มณแี ละเครอื่ งประดบั นานาชาติสง่ อญั มณเี ขา้ มาเจยี ระไนทป่ี ระเทศไทยเปน็ จานวนมาก”
๑.๓ นักเรยี นช่วยกันหาคาตอบโดยการคิดตอ่ ไปโดยใช้คาถามว่า “ใคร ทาอะไร ที่ไหน เม่อื ไร อยา่ งไร”
๑.๔ นักเรียนช่วยกันหาคาสาคัญ (กลุ่มคาหรอื คาซา้ ๆ ที่ปรากฏ) ที่เกิดขนึ้ ในข้อความท่ีครอู า่ น
๑.๕ นกั เรียนและครชู ่วยกนั สรุปคาตอบจากคาถามทค่ี รูใหฝ้ ึกทักษะการคิด เพ่ือเช่ือมโยงเข้ากบั เรื่องการ
อา่ นจับใจความสาคัญ
ขนั้ ที่ ๒ สารวจค้นหา (Explore)
นกั เรียนศึกษาความรู้เรอ่ื งการอ่านจับใจความจากหนงั สือเรยี น และสื่ออ่ืน ๆ เช่นอินเทอร์เนต็
เพอื่ ให้
นกั เรยี นเกดิ ความเข้าใจในเนื้อหา
ขน้ั ท่ี ๓ อธิบายความรู้ (Explain)
นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปหลกั การอา่ นจับใจความ จากน้นั ครูอธบิ ายวิธีการอา่ นจับใจความสาคญั ดว้ ยเทคนิค
บันได ๖ ข้ันให้นักเรียนเหน็ แนวทางเพอ่ื สร้างแนวทางการอ่านจับใจความสาคญั ในทุกบทอ่าน ดงั น้ี
บนั ไดขน้ั ท่ี ๑ อา่ นเร่ืองให้จบแล้วตั้งคาถาม
บันไดขน้ั ที่ ๒ หาคาสาคญั
บันไดขน้ั ที่ ๓ ตดั ส่วนขยายใจความสาคญั
บนั ไดขั้นที่ ๔ เติมคาเชอ่ื มหาส่วนขยายใจความสาคญั
บนั ไดขน้ั ท่ี ๕ สงั เกตคาเช่อื มแสดงความขดั แย้ง
บนั ไดข้นั ที่ ๖ หาใจความสาคัญไดท้ ุกบทอา่ น
ช่วั โมงที่ ๒
ข้ันที่ ๔ ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
นักเรยี นฝกึ อ่านจับใจความสาคญั จากส่ือเพาเวอรพ์ อยทท์ ่ีครูเตรียมไว้ ซงึ่ เปน็ บทอ่านเพ่อื ให้นกั เรยี น
ไดล้ องฝกึ คดิ จับใจความสาคัญตามเทคนิคบันได ๖ ข้นั ที่ไดเ้ รยี นรูก้ อ่ นหน้าแล้วเพอ่ื สร้างความเข้าใจและสามารถจบั ใจความ
ได้ทุกบทอ่าน
ขั้นที่ ๕ ตรวจสอบผล (Evaluate)
นกั เรยี นทาใบงานเพอ่ื ฝึกทักษะการอ่านจับใจความด้วยเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ จากนนั้ รว่ มกนั เฉลย
คาตอบเพ่ือใหเ้ กดิ ความเข้าใจอีกคร้ัง
๕๒
๙. สือ่ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้
๑. แบบทดสอบก่อนเรียน
๒. หนังสอื เรียนภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใชภ้ าษา ม.๓
๓. ส่อื เพาเวอรพ์ อยทเ์ รอ่ื งการอ่านขั้นสูง
๔. ใบงานเร่อื งการอา่ นจบั ใจความสาคญั ดว้ ยเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้
๑๐. การวัดและประเมนิ ผล
เป้าหมาย วิธีวัด เครื่องมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ
ตวั ชี้วดั ๑. นกั เรียนตอบคาถาม ๑. แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพ ๓ ขึน้ ไป
๑. นกั เรยี นมีความรู้ความ ระหว่างเรยี น ๒. ครตู รวจใบงานนักเรยี น ผา่ นเกณฑ์
เขา้ ใจการอา่ นจับใจความ ๒. นักเรียนทาใบงานเรอ่ื งการ
สาคญั ดว้ ยเทคนิคบนั ได อ่านจบั ใจความสาคญั ดว้ ย แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดับคณุ ภาพดขี ึน้ ไป
๖ ขั้น (K) เทคนคิ บนั ได ๖ ขน้ั ผา่ นเกณฑ์
๒. นกั เรยี นระบุใจความสาคญั แบบประเมนิ คุณลักษณะอัน
จากเรอื่ งทอี่ ่านดว้ ยเทคนคิ สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพดขี ึ้นไป
บันได ๖ ข้ัน (P) ผ่านเกณฑ์
๓. นกั เรียนมีมารยาทและมี สังเกตพฤติกรรมรายบคุ คล
เจตคติทดี่ ตี อ่ การอ่าน
(A)
สมรรถนะสาคญั
๑. ความสามารถในการ
สอื่ สาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการใช้
ทักษะชีวิต
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. มุ่งมั่นใน
การทางาน
๓. รกั ความเปน็ ไทย
๕๓
๑๑. บันทกึ ผลการจัดการเรียนรู้
ผลการจัดการเรียนรู้
๑๑.๑ ด้านจดุ เด่น/จดุ ดอ้ ยของนกั เรียน
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๑.๒ แนวทางแก้ไขจุดด้อย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปญั หาอปุ สรรค/ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................ครผู ้สู อน
(...............................................)
.................../............................../.......................
๑๓. ความเห็นของหวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
..............................................................................................................................................................................……………………
………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................หวั หนา้ กลุ่มสาระ
(นางกมลพร เพชรพงษ)์
.................../............................../.......................
๕๔
ใบงาน เรอื่ ง การอ่านจบั ใจความสาคัญด้วยเทคนิคบันได ๖ ขนั้
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นหำใจควำมสำคญั จำกบทอำ่ นตอ่ ไปนดี้ ้วยเทคนคิ บนั ได ๖ ข้นั
๑. “พระอาทิตย์เปน็ ดวงดาวดวงใหญ่ มคี วามรอ้ นจัดจนลกุ เปน็ ไฟ มีเส้นผา่ ศูนย์กลางยางประมาณลา้ นไมล์ และอย่หู า่ งจาก
โลกเราประมาณ ๑๐๐ ล้านไมล์ โดยรอบดวงอาทิตย์มีบรรยากาศซึ่งร้อนจัดอย่างย่ิง มีอุณหภูมิแตกต่างกันที่สูงสุดถึง
๑๐,๐๐๐ องศาฟาเรนไฮต์ บรรยากาศมีกา๊ ซและละอองน้าเช่นเดียวกับท่ีโลกเรามอี ยู่”
คำสำคญั .................................................................................................................................................
ใจควำมสำคัญ........................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
๒. “การอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่ทุกคนสามารถปฏิบัติร่วมกันได้ท้ังในโรงเรียนและท่ีบ้าน ทรัพยากรธรรมชาติ
เป็นสว่ นหน่งึ ท่ีสรา้ งบรรยากาศให้โรงเรยี น สงั คม หรือชุมชน ร่มรื่น และยังช่วยสร้างบรรยากาศให้กับโลกเรา การอนุรักษ์
สง่ิ แวดลอ้ มจึงเปน็ สิ่งที่ทุกคนในสังคมตอ้ งช่วยเหลือกนั กจิ กรรมทเี่ ราปฏบิ ัตริ ่วมกนั ได้ เช่น การปลูกต้นไม้ การประหยัดน้า
การประหยดั ไฟ การไมท่ ิ้งส่ิงของลงคคู ลองหรือแม่น้า การใช้วัสดุที่ใช้ส่ิงของจากธรรมชาติทาอย่างประหยัด ก็นับได้ว่าเรา
เปน็ นักอนุรกั ษส์ ิง่ แวดลอ้ มคนหนึ่งเชน่ กัน”
คำสำคญั .................................................................................................................................................
ใจควำมสำคญั ........................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
๓. “การเตรียมพื้นสาหรับเขียนภาพฝาผนังปูน ผนังโบสถ์จะเขียนภาพต้องโบกปูนช้ันนอกสุดด้วยปูนขาวผสมกับน้าอ้อย
โบกให้เรียบ ปัจจุบันใช้ปูนซีเมนต์ผสมปูนขาว ผนังปูนมีความเค็มของปูน ถ้าเขียนสีลงไปอาจทาให้สีเสื่อมคุณภาพหรือสี
เปลี่ยนไปจากเดิม คนไทยจึงต้องล้างผนังปูนให้หมดความเค็ม โดยใช้ใบขี้เหล็กต้มแล้วเอาน้ามาชะล้างหลาย ๆ ครั้ง วิธี
ทดสอบว่าปนู หมดความเคม็ นน้ั ใชแ้ ว่นขม้ินสดถูบนผิวปูน ถ้ารอยที่ถูเป็นสีแดงแสดงว่าปูนยังเค็มอยู่ ถ้ารอยท่ีถูเป็นสีเหลือ
ขมนิ้ แสดงวา่ ปูนหมดความเคม็ แล้วเขียนภาพได้”
คำสำคญั .................................................................................................................................................
ใจควำมสำคญั ........................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
๔. “คนท่ีทามาหากินสุจริตย่อมทาให้สังคมเป็นสุข คาว่า สุจริต คือการทาในสิ่งท่ีถูกต้องไม่ผิดศีลธรรม
เมือ่ คนเราทามาหากินสุจริต ไม่คดโกงผู้อื่นก็ย่อมทาให้คนในสังคมไม่เดือดร้อน เพราะคนไม่คดโกงกันไม่เอารัดเอาเปรียบ
กัน แตถ่ า้ คนทางานในทางทุจรติ เชน่ ลักขโมย คดโกงผู้อน่ื ผคู้ นในสังคมก็จะเดือดร้อน สังคมก็ไมส่ งบสขุ ”
คำสำคญั .................................................................................................................................................
ใจควำมสำคัญ........................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
๕๕
๕. “ป่าไม้จะช่วยป้องกันน้าฝนขณะฝนตกมิให้กัดเซาะซะพาดินผิวหน้า และช่วยรักษาความสมบูรณ์และ
ความชมุ่ ช้ืนไม่ใชเ้ สอ่ื มสูญไป ส่วนเศษไม้ ใบไม้ ท่ีทับถมผุพังบนผิวดินนั้นก็จะช่วยดูดซับน้าฝน ทาให้น้ามีโอกาสไหลซึมลง
ไปเกบ็ สะสมอย่ใู นดินได้มาก แลว้ จึงคอ่ ยไหลระบายออกจากดินลงสูล่ าธาร และลาห้วยอย่างสมา่ เสมอตลอดเวลา ดังน้ันป่า
ไมจ้ งึ มีความสาคญั ทจี่ ะชว่ ยให้ลานา้ ลาธารมนี ้าไหลตลอดทง้ั ปี”
คำสำคัญ.................................................................................................................................................
ใจควำมสำคญั ........................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๕๖
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๒
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย รหัสวิชา ท ๒๓๑๐๒ รายวชิ าภาษาไทยพืน้ ฐาน ๖
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓ ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๓ เรยี นรู้การใชภ้ าษา เรอื่ ง การอ่านจบั ใจความสาคัญจากสอ่ื เวลา ๒ ช่ัวโมง
๑. มาตรฐานการเรียนรู้
ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรูค้ วามคดิ เพอื่ นาไปใชต้ ดั สนิ ใจ แกป้ ัญหาในการดาเนินชวี ติ และมีนิสยั รัก
การอา่ น
ตวั ช้ีวดั
ท ๑.๑ ม.๓/๓ ระบใุ จความสาคัญและรายละเอียดของขอ้ มูลที่สนับสนนุ จากเร่อื งท่ีอ่าน
ม.๓/๑๐ มีมารยาทในการอ่าน
๒. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๒.๑ ด้านความรู้
นักเรียนบอกหลกั การอา่ นจบั ใจความสาคญั ดว้ ยเทคนิคบนั ได ๖ ขัน้
๒.๒ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ
นักเรยี นระบใุ จความสาคญั จากเรอ่ื งที่อา่ นดว้ ยเทคนคิ บันได ๖ ข้ัน ไดท้ ุกบทอา่ น
๒.๓ ด้านคุณลกั ษณะ
นักเรียนมีมารยาทและมีเจตคตทิ ่ีดตี ่อการอ่าน
๓. สาระสาคัญ
การอ่านจบั ใจความเป็นความคิดสาคญั หลักของข้อความหรอื เร่ืองที่อ่าน เป็นข้อความที่คลุมข้อความอ่ืน ๆ ในย่อ
หน้าหนง่ึ ๆ ไว้ทัง้ หมด ซงึ่ เป็นแก่นของยอ่ หน้านั้นอันเป็นทักษะที่จาเป็นอย่างย่ิงต่อการศึกษาค้นหาความรู้และพัฒนาชีวิต
ซ่ึงจะทาให้เกิดความรู้แล้วยังก่อให้เกิดความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ได้แนวคิดในการดาเนินชีวิตเพื่อให้เกิดการอ่านอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
๔. สาระการเรยี นรู้
การอา่ นจบั ใจความจากสื่อต่าง ๆ โดยตอ้ งศกึ ษาถงึ วิธีการและการจบั ใจความด้วยเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้
๕ . สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
๑. ความสามารถในการส่อื สาร
๒. ความสามารถในการคดิ
- ทักษะการอ่านจับใจความสาคัญ
- ทกั ษะการสรปุ ลงความคดิ เหน็
๓. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
๖. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๑. ใฝ่เรยี นรู้
๒. มงุ่ ม่ันในการทางาน
๓. รักความเปน็ ไทย
๕๗
๗. ภาระงาน/ชิ้นงาน
นกั เรยี นสรุปใจความสาคญั จากเรือ่ งพรอ้ มนาเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน
๘. กจิ กรรมการเรียนรู้
วิธสี อนแบบ สบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)
ชัว่ โมงที่ ๑
ขน้ั ท่ี ๑ กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
๑.๑ นักเรยี นอา่ นเรอ่ื งที่ครเู ตรยี มไว้ ดงั น้ี “การใช้ยานตั ถ์ุวิธีแรก คือ ใช้สอดเข้าไปอดุ ไว้ในจมูก การจะใช้ยา
สอดต้องบดยาให้เป็นผงและทาเปน็ ครมี หรอื เปน็ กอ้ น หรอื อาจใชผ้ า้ ขาวบางห่อตัวยาไว้ (หรอื อาจทาเป็นยานา้ ใช้สาลีชบุ แล้ว
สอดเข้าไปในจมูก การสอดยาเข้าโพรงจมกู มีผลในการฆา่ เช้อื ละลายเสมหะและแก้บวม ท่ีสาคัญมักใช้กับอาการปวดศีรษะและ
เป็นโรคท่ีจมกู ขณะเดียวกันกใ็ ช้แก้โรคมาลาเรยี และโรคดีซา่ นกไ็ ด้ วธิ ที ่ีสองคือ การสดู เข้าจมกู เป็นการสูดเอายาผงเข้าไป ทา
ใหต้ วั ยาติดอยู่กบั สารเหลวในจมกู เป็นวธิ ีรักษาเย่อื จมกู ทดี่ ี เนอ่ื งจากตัวยาท่ีใชว้ ธิ ีสดู เข้าไปน้ีมกั มีส่วนผสมของเครื่องหอม ซ่ึงมี
ผลตอ่ การกระตุน้ เยอื่ จมกู ดังนัน้ จึงอาจจามได้ ส่วนการดม คือ การบดยากใหเ้ ปน็ ผง แล้วตม้ หรือตาหรือเผาเพื่อใหเ้ กดิ กลนิ่
เปน็ วิธีรักษาด้วยกลิน่
ถา้ เปรียบเทียบกับการสดู แลว้ การดมเพยี งต้องการกลิน่ ไมท่ าใหจ้ าม วิธีดมกลิน่ เหมาะกับเดก็ เล็กหรอื ทารกมากกว่าวิธีอนื่ ”
ตามเวลาที่กาหนดจานวน ๒ รอบ
๑.๒ นกั เรียนช่วยกันหาคาตอบโดยการคดิ ตอ่ ไปโดยใช้คาถามวา่ “ใคร ทาอะไร ทไ่ี หน เมอ่ื ไร อยา่ งไร”
๑.๓ นกั เรยี นช่วยกนั หาคาสาคัญ (กล่มุ คาหรอื คาซา้ ๆ ท่ีปรากฏ) ท่ีเกิดขน้ึ ในข้อความทีค่ รอู า่ น ซ่งึ จะได้
คาตอบคอื “ยานัตถ์ุ และ การใช้”
๑.๔ นกั เรียนและครชู ่วยกนั สรุปคาตอบจากคาถามที่ครูใหฝ้ กึ ทกั ษะการคิด เพ่ือเช่ือมโยงเขา้ กับเรอ่ื งการ
อ่านจับใจความสาคัญ ซ่ึงได้คาตอบใจความสาคญั คอื “การใชย้ านัตถ์มุ ี ๓ วธิ ี คือ การใช้สอดเขา้ ไปอุดไว้ในจมกู การสดู เขา้ จมกู
และการดม”
ขัน้ ที่ ๒ สารวจคน้ หา (Explore)
นกั เรยี นร่วมกันทาใบงาน “จับใจไขความ” ด้วยเทคนิคบันได ๖ ขน้ั จากท่ีครูเตรียมไวใ้ ห้
ขัน้ ที่ ๓ อธิบายความรู้ (Explain)
นักเรียนและครรู ว่ มกนั เฉลยแบบฝกึ หดั ทนี่ กั เรยี นได้ฝึกทักษะโดยการนาบันได ๖ ขั้นมาวิเคราะหเ์ พอ่ื หาใจความ
สาคัญร่วมกนั
บนั ไดขน้ั ที่ ๑ อา่ นเร่ืองให้จบแลว้ ตง้ั คาถาม
บันไดขั้นที่ ๒ หาคาสาคญั
บนั ไดขน้ั ท่ี ๓ ตดั สว่ นขยายใจความสาคญั
บนั ไดขนั้ ท่ี ๔ เตมิ คาเชื่อมหาส่วนขยายใจความสาคัญ
บันไดขัน้ ที่ ๕ สงั เกตคาเช่อื มแสดงความขัดแยง้
บนั ไดขั้นที่ ๖ หาใจความสาคัญไดท้ กุ บทอา่ น
ช่ัวโมงที่ ๒
ขั้นที่ ๔ ขยายความเข้าใจ (Expand)
นกั เรยี นร่วมกันฝึกหาใจความสาคญั จากสอื่ เพาเวอรพ์ อยทโ์ ดยเปน็ เรื่องท่ีมีเนอื้ หามากขน้ึ โดยครอู ธบิ ายให้
นักเรียนอยา่ งชดั เจนเป็นการทบทวนความรู้ทีเ่ รยี นมา
๕๘
ขัน้ ท่ี ๕ ตรวจสอบผล (Evaluate)
นักเรียนร่วมกนั สรปุ ความรู้จากเร่ืองการอ่านจบั ใจความด้วยเทคนิคบนั ได ๖ ข้นั พรอ้ มท้ังบนั ทกึ
ความรลู้ งสมดุ และทาแบบทดสอบหลังเรียนเพ่ือเปรียบเทียบผลการเรยี นรทู้ ง้ั ก่อนและหลงั เพ่ือนาสู่การ
พัฒนาการอา่ นต่อไป
๙. สื่อ อุปกรณ์ และแหลง่ การเรียนรู้
๑. สอื่ เพาเวอร์พอยทก์ ารอา่ นข้นั สูง
๒. ใบงาน เรื่อง “จบั ใจไขความ”
๑๐. การวัดและประเมนิ ผล
เปา้ หมาย วิธวี ัด เครื่องมือวดั เกณฑ์การประเมนิ
ตัวช้ีวดั ๑. นกั เรียนตอบคาถาม ๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพ ๓ ขนึ้ ไป
๑.นกั เรยี นบอกหลกั การอา่ นจับ ระหวา่ งเรยี น ๒. แบบประเมนิ การ ผ่านเกณฑ์
ใจความสาคญั ๒. นกั เรียนสรปุ ใจความจาก จบั ใจความ
ด้วยเทคนคิ บันได ๖ ขัน้ สารคดีชวี ประวัติบคุ คลท่ี ระดบั คณุ ภาพดขี นึ้ ไป
(K) นกั เรียนสนใจ แบบสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
๒. นักเรยี นระบุใจความสาคัญ
จากเร่ืองที่อ่านดว้ ยเทคนิคบันได สงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คล แบบประเมนิ คุณลักษณะอัน ระดับคณุ ภาพดีขน้ึ ไป
๖ ขั้น พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์
ได้ทุกบทอ่าน (P) สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๓. นกั เรยี นมมี ารยาทและมีเจต
คติทีด่ ีต่อการอา่ น (A)
สมรรถนะสาคัญ
๑.ความสามารถในการสอ่ื สาร
๒.ความสามารถในการคดิ
๓.ความสามารถในการใช้ทกั ษะ
ชวี ติ
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. ม่งุ มนั่ ในการทางาน
๓. รกั ความเป็นไทย
๕๙
๑๑. บนั ทกึ ผลการจดั การเรียนรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้
๑๑.๑ ด้านจดุ เดน่ /จดุ ด้อยของนักเรียน
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๑.๒ แนวทางแก้ไขจดุ ดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒. ปญั หาอปุ สรรค/ข้อเสนอแนะอนื่ ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................ครผู ้สู อน
(.............................................)
.................../............................../.......................
๑๓. ความเหน็ ของหวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
……………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระ
(นางกมลพร เพชรพงษ)์
.................../............................../.......................
๖๐
ใบงาน เร่อื ง “จับใจไขความ”
คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนหำใจควำมสำคัญจำกบทอ่ำนต่อไปน้ดี ้วยเทคนิคบันได ๖ ข้นั
๑. เมืองไทยของเรานับเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วท่ดี งึ ดดู ใจทีส่ ุดแหง่ หนง่ึ ของโลก ดว้ ยความมงั่ คั่งในศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ
อนั งดงามตระการตานบั จากปา่ เขาอนั เขียวชอมุ่ ชมุ่ ช้นื ในภาคเหนือ อันเปน็ ตน้ กาเนดิ ของสายน้าตก แม่น้า ลาธาร ลงไปจน
หาดทรายชายทะเลภาคใต้ ซ่งึ เตม็ ไปดว้ ยหมูเ่ กาะและโลกใตท้ ะเลทแี่ สนสวย แหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เหล่านี้เองคือ
ปัจจัยให้เกิดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตลอดจนการท่องเท่ียวผจญภัยที่ไม่สมบุกสมบันจนเกินไปนัก หลากหลาย
มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเท่ียว ศึกษาชีวิตวัฒนธรรม การเดินป่าศึกษาพรรณไม้ ดูนกและสัตว์ป่า การข่ี
จักรยานท่องเท่ยี ว การลอ่ งแก่ง เหล่าน้เี ปน็ วถิ ีการท่องเท่ยี วรูปแบบใหมท่ ่จี ะนาเราเข้าไปถงึ ชีวิตวฒั นธรรมและธรรมชาติได้
อย่างแทจ้ ริง ทัง้ นเ้ี พือ่ ให้จดุ หมายแห่งการท่องเที่ยวบรรลุสู่เป้าหมายของการรักษาธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของเราต่อไป
อย่างยั่งยนื
ใจควำมสำคัญ........................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๒. นา้ มนั จากโรงงานอตุ สาหกรรมก็มสี ่วนทาความเสยี หายต่อส่ิงแวดล้อม หากใช้น้ามันโดยขาดความระมัดระวัง เช่น การ
เทน้ามันหลอ่ ล่นื ทใ่ี ชแ้ ล้วลงในน้า ตลอดจนการทาความสะอาดโรงงาน น้าท้ิงจากโรงงานอุตสาหกรรมท่ีปล่อยลงแม่น้าลา
คลองเช่นนี้จะมีคราบน้ามันลอยเป็นฝา ทาให้ก๊าซออกซิเจนในอากาศไม่สามารถจะละลายลงในน้า มีผลทาให้ส่ิงมีชีวิตท่ี
อาศัยอยู่ในน้าขาดออกซิเจน ยิ่งกว่าน้ันถ้ามีคราบน้ามันคลุมผิวน้า แสงแดดส่องลอดลงไปใต้น้าไม่ได้ ทาให้พืชในน้าบาง
ชนิดไม่สามารถสร้างอาหารและเจริญเติบโต แล้วยังมีผลเสียต่อเนื่องทาให้สัตว์น้าตายด้วย เพราะพืชเล็ก ๆ ในน้าซ่ึงเป็น
อาหารของสตั ว์ตายเพราะนา้ เสีย
ใจควำมสำคญั ........................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๓. การดูนก และดผู ีเสอื้ ถอื วา่ เป็นกิจกรรมทอ่ งเท่ยี วเชิงอนรุ ักษ์ท่ีกาลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากการท่ีจะได้
พบเหน็ อิริยาบถตา่ ง ๆ สสี ัน ชนดิ หรือแม้กระท่งั การคน้ พบชนดิ ท่ีหายากของนกและผีเส้ือแลว้ กจิ กรรมการดูนกหรือผีเสื้อ
ยงั เปน็ เครื่องมอื ใหค้ นได้เฝ้ามองธรรมชาติอย่างเข้าใจ เห็นถึงความเก่ียวโยงและสัมพันธ์กันของธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติ
หลายแห่งเหมาะสาหรบั กิจกรรมดงั กล่าว เช่น อุทยานแหง่ ชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติ
ดอยอินทนนท์ ในพ้ืนที่อุทยานแห่งชาติเหล่าน้ีมีเส้นทางดูนกและผีเสื้อท่ีเหมาะสมแตกต่างกันไป หรือบางครั้งอาจจะใช้
เส้นทางเดยี วกันทากจิ กรรมท้ังสองอยา่ งก็ได้
ใจควำมสำคัญ........................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๖๑
ตัวอยำ่ งสอ่ื เพำเวอรพ์ อยท์
๖๒
๖๓
๖๔
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้
กำรอำ่ นข้นั สงู
ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษำปที ี่ ๔
ครผู สู้ อน
นำงจนั ทร์เพญ็ ช่ำงเภำ
นำงสำวอมั พวนั บุญชว่ ยเจรญิ
นำงปริณย์ ำวำท เจรญิ โชติกำญจน์
โรงเรียนสตรีนครสวรรค์
อำเภอเมอื งนครสวรรค์ จังหวดั นครสวรรค์
สงั กดั สำนักงำนเขตพื้นทก่ี ำรศกึ ษำมัธยมศึกษำนครสวรรค์
๖๕
แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ่ี ๖
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย รหสั วชิ ำ ท๓๑๑๐๒ รำยวิชำภำษำไทยพ้ืนฐำน ๒
ช้ันมัธยมศกึ ษำปที ่ี ๔ ภำคเรียนที่ ๒ ปกี ำรศกึ ษำ ๒๕๖๔
หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ ๒ ภมู ิปญั ญำส่ือสำร บูรณำกำรกำรอ่ำนจับใจควำมสำคญั เวลำเรียน ๒ ช่วั โมง
..............................................................................................................................................................................
๑.มำตรฐำนกำรเรยี นรู/้ ตัวชวี้ ัด
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความร้แู ละความคดิ เพ่อื นาไปใช้ตัดสนิ ใจ
แกป้ ัญหาในการดาเนินชีวิต และมนี สิ ยั รักการอ่าน
ตัวชี้วัด
ม.๔- ๖/๔ คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเร่ืองที่อ่าน และประเมินคา่ เพ่อื นาความรู้ ความคิดไปใช้ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาใน
การดาเนินชีวติ
๒.จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
๑. นกั เรียนมีความรคู้ วามเข้าใจ สามารถอธบิ ายหลักในการคาดคะเนเหตกุ ารณจ์ ากเรือ่ งที่อา่ น
ไดถ้ กู ตอ้ ง
๒. นกั เรยี นสามารถ คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเร่อื งทอี่ า่ น และประเมินคา่ เพอื่ นาความรู้ ความคดิ ไปใชต้ ดั สินใจ
แกป้ ัญหาในการดาเนนิ ชวี ิตได้อย่างถกู ตอ้ ง
๓. นกั เรยี นสามารถประเมินคา่ เพ่ือนาความรู้ ความคดิ ไปใชต้ ดั สนิ ใจแก้ปญั หาในการดาเนินชีวิตได้อยา่ งเหมาะสม
๓.สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด
การอา่ นเปน็ ทักษะในการรบั สารซึ่งเปน็ ส่ิงจาเป็นในชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในการศึกษาหาความรู้ การ
อา่ นทาให้เราทราบเหตกุ ารณค์ วามร้สู กึ นกึ คดิ ของอดีตและปัจจุบนั ทราบปญั หา เพม่ิ พูนสติปญั ญา และทาใหเ้ กิดความ
เพลิดเพลนิ ซึง่ ในการอ่านเหล่าน้ตี อ้ งฝกึ ฝนจนเกดิ ทักษะจะทาใหเ้ ข้าใจขอ้ ความที่อ่านไดเ้ ปน็ อย่างดี
ปัจจบุ นั สือ่ การอา่ นมจี านวนมากมายทงั้ ในด้านรูปแบบและเนื้อหาการทจ่ี ะอ่านสื่อแตล่ ะชนดิ ให้ไดผ้ ล ผอู้ ่านตอ้ ง
แยกแยะการอ่านออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยใช้วธิ กี ารอ่านทเ่ี หมาะสมกับเนอื้ หาเหลา่ นนั้ ผูท้ ปี่ ระสบความสาเรจ็ ในการอ่าน
มกั มีความรู้เก่ยี วกับเรื่องของการอ่าน
๔.สำระกำรเรียนรู้
๔.๑ ด้ำนควำมรู้
- ความหมาย และ ความสาคญั ของการอ่านจับใจความสาคญั
๔.๒ ด้ำนทกั ษะ/กระบวนกำร
- การนาความรู้ ความคิดไปใชต้ ดั สนิ ใจแก้ปญั หาในการดาเนินชวี ติ
๕.สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๒ ความสามารถในการคดิ
๖.คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๑ ใฝ่เรยี นรู้
๒ ม่งุ ม่ันในการทางาน
๓ รกั ความเป็นไทย
๗.ชน้ิ งำน/ภำระงำน
ใบงาน เรือ่ ง การอ่านจับใจความสาคญั
๖๖
๘.กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ชั่วโมงท่ี ๑
ขั้นนำเข้ำสบู่ ทเรียน
๑. ครสู นทนากับนกั เรยี นเรือ่ งความสาคญั ของการอา่ นและการอ่านจับใจความสาคัญ
๒. ครูการแจง้ จุดประสงคเ์ รียนรู้
๓. นักเรยี นทาแบบทดสอบ กอ่ นเรียน จานวน ๓๐ ขอ้
ข้นั สอน สอนโดยใชก้ ระบวนการบนั ได ๖ ขัน้
ขั้นที่ ๑ อา่ นเรือ่ งใหจ้ บแล้วตัง้ คาถาม
ใหน้ ักเรียนอ่านเรอื่ งจากภาพกราฟิกโฆษณาท่ีครนู ามา แลว้ ตง้ั คาถามสั้นๆ
ขั้นท่ี ๒ หาคาสาคญั
นกั เรยี นฝึกหาคาสาคญั ภาพกราฟกิ ที่ครนู ามา
ข้ันท่ี ๓ ตัดส่วนขยายใจความสาคัญ
นักเรียนฝึกตดั สว่ นขายออกจากประโยคในกราฟกิ แลว้ ทดลองอา่ นดวู ่าใจความสาคญั ยงั เหมือนเดมิ
หรอื ไม่
ขน้ั ท่ี ๔ เตมิ คาเช่อื ม หาสว่ นขยายใจความสาคญั
ใหน้ ักเรียนนาใจความสาคญั ทีต่ ดั สว่ นขยายออกแลว้ มาเรยี บเรียงและเตมิ คาเชื่อมใหส้ อดคลอ้ งกนั
เพื่อใหไ้ ดใ้ จความสละสลวย
ขั้นที่ ๕ สังเกตคาเขื่อมแสดงความขัดแย้ง
ใหน้ กั เรียนสงั เกตคาเช่ือมจากข้อความทีเรียบเรยี ง และ ทดลองเพ่ิมคาเชื่อมทแ่ี สดงงความขดั แย้งเพื่อ
หาความเปน็ ไปได้ และ ตรวจสอบความเขา้
ขัน้ ท่ี ๖ หาใจความสาคัญ
สรุปใจความสาคญั จากขอ้ ความในกราฟกิ ท่ีครใู ช้เป็นส่ือการอา่ นจบั ใจความสาคญั
ขั้นสรปุ
ครแู ละนกั เรียนสรุปความสาคญั และวธิ กี ารอ่านจบั ใจความสาคัญโดยใชบ้ นั ได ๖ ขนั้
ชัว่ โมงท่ี ๒
ข้ันนำเข้ำสู่บทเรียน
ทบทวนเรอ่ื งการอ่านจบั ใจความสาคญั โดยใช้กระบวนการบันได ๖ ข้ัน
ขั้นสอน
นกั เรียนแบ่งกลมุ่ ๆ ละ ๔ – ๕ คน ฝึกทาใบงานการอ่านโดยใชก้ ระบวนการบันได ๖ จากภาพกราฟกิ ปิซา
-นกั เรยี นสง่ ตวั แทนกลุ่มนาเสนอผลงานหน้าช้ันเรยี น
ขนั้ สรปุ
- นักเรยี นรว่ มประเมนิ ผลงานเพ่อื น
๙. สอื่ อุปกรณ์ และแหลง่ กำรเรยี นรู้
๑. ภาพกราฟฟิกพซิ า
๒. ใบความรู้ขัน้ ตอนกระบวนการบันได ๖ ข้ัน ในการอ่านการอ่านจบั ใจความสาคญั
๓. แบบทดสอบก่อนเรียน จานวน ๓๐ ขอ้
๖๗
๑๐.กำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้
เปำ้ หมำย หลักฐำน วธิ ีวดั เคร่อื งมอื วัด เกณฑก์ ำรวัด
ตัวช้วี ดั ๑. คะแนนจากการทา ๑.ทาแบบทดสอบ - แบบทดสอบกอ่ น - ผา่ นเกณฑ์
ท ๑.๑ แบบทดสอบ ก่อนเรยี น เรียน ๓๐ ขอ้ รอ้ ยละ ๖๐
ม. ๔-๖/๔ ๒. คะแนนจากการสารวจวิถชี วี ิต ๒. สงั เกตการตอบ - แบบสงั เกต ของคะแนน
การทานา คาถาม พฤติกรรม เตม็
สมรรถนะสำคัญ - การตอบคาถาม
- มีความสามารถ ๑.จากการทาแบบทดสอบ ๑. ตรวจ - ผา่ นเกณฑ์
ในการสื่อสาร ๒.คะแนนจากประเมิน แบบทดสอบ - เกณฑก์ ารให้ ร้อยละ ๖๐
- มีความสามารถ คะแนน
ในการคดิ ๑.จากการนาเสนอผลงาน ๑. ตรวจผลงาน ( Rubrice ) - ผ่านเกณฑ์
คุณลักษณะ ๒.สงั เกตการทางาน ร้อยละ ๖๐
อนั พึงประสงค์ - แบบสงั เกตการ
๑. ใฝร่ ู้ ทางาน
๒.มีความมงุ่ มั่น
ในการทางาน
๖๘
๑๑.บนั ทึกผลกำรจดั กำรเรียนรู้
๑๑.๑ ด้านจดุ เด่น/จดุ ดอ้ ยของนกั เรยี น
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๑.๒ แนวทางแกไ้ ขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒.ปญั หำอุปสรรค/ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................ครผู ูส้ อน
(..............................................)
............./................./................
๑๓. ควำมเห็นของหวั หนำ้ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ์)
.................../...................... /...............
๖๙
แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ี่ ๗
กลุ่มสำระกำรเรยี นรภู้ ำษำไทย รหสั วิชำ ท๓๑๑๐๒ รำยวิชำภำษำไทยพ้ืนฐำน ๒
ชั้นมธั ยมศึกษำปีท่ี ๔ ภำคเรยี นที่ ๒ ปกี ำรศกึ ษำ ๒๕๖๔
หน่วยกำรเรยี นร้ทู ่ี ๒ กำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคัญจำกวรรณคด(ี ทกุ ข์ของชาวนาในบทกวี ) เวลำเรยี น ๒ชม.
..............................................................................................................................................................................
๑.มำตรฐำนกำรเรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความรูแ้ ละความคิดเพอื่ นาไปใชต้ ัดสนิ ใจ
แกป้ ญั หาในการดาเนนิ ชีวติ และมนี ิสยั รักการอา่ น
ตวั ชี้วดั
ม.๔- ๖/๔ คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรอื่ งท่ีอา่ น และประเมินคา่ เพ่ือนาความรู้ ความคดิ ไปใช้ตดั สนิ ใจ
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิต
๒.จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
๒. นกั เรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจ สามารถอธบิ ายหลกั ในการคาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรื่องท่ีอ่าน
ได้ถกู ตอ้ ง
๒. นกั เรยี นสามารถ คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องท่ีอ่าน และประเมินคา่ เพอ่ื นาความรู้ ความคดิ ไปใชต้ ัดสนิ ใจ
แก้ปญั หาในการดาเนินชวี ติ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
๓. นกั เรยี นสามารถประเมินค่าเพือ่ นาความรู้ ความคดิ ไปใช้ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาในการดาเนนิ ชวี ิต
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๓.สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด
ทกุ ข์ของชาวนาในบทกวี เปน็ บทความพระราชนพิ นธใ์ นสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี
ทีแ่ สดงใหเ้ ห็นถงึ การเอาพระทัยใสแ่ ละความเข้าพระทยั ในปญั หาตา่ งๆ ตลอดจนพระเมตตา ของพระองคท์ ีม่ ีตอ่ ชาวนาไทย
แทรกข้อคิดทีเ่ ปน็ ประโยชน์ สามารถนาไปใช้ในชีวติ ประจาวันได้
๔.สำระกำรเรียนรู้
๔.๑ ด้ำนควำมรู้
- ทกุ ขข์ องชำวนำในบทกวี
๔.๒ ดำ้ นทกั ษะ/กระบวนกำร
- การนาความรู้ ความคดิ ไปใช้ตดั สนิ ใจแก้ปญั หาในการดาเนนิ ชวี ติ
๕.สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น
๑. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๖.คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. มุ่งมั่นในการทางาน
๓. รักความเปน็ ไทย
๗.ชน้ิ งำน/ภำระงำน
ใบงาน เรอื่ ง จากวถิ ภี มู ิปญั ญาพฒั นาส่กู ารเขียน
๗๐
๘. กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ช่วั โมงท่ี ๑
ขั้นนำเข้ำส่บู ทเรยี น
๑. นกั เรยี นสังเกตบทรอ้ ยกรอง เรอื่ ง หวานคมเคยี ว ของเนาวรตั น์ พงศไ์ พบลู ย์ นับเปน็ วรรณกรรมท่ใี ชภ้ าษา
รอ้ ยกรองไดส้ ละสลวยเป็นอยา่ งมากมีภาพข้าวซึ่งกาลังออกรวงเขยี วขจี มชี าวนากาลังรอ้ งเลน่ เพลงเตน้ การาเคียว นนั่ เปน็
วิถชี ีวติ ของบรรพบุรุษไทย ซ่ึงปจั จบุ ันหาดูไดย้ าก นักเรยี นร่วมแสดงความคิดเห็น
๒. นกั เรียนรอ้ งเพลงเต้นการาเคียว ในเพลง มา
๓. ครูแจง้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๔. นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเรอื่ งทุกขข์ องชาวนาในบทกวี
ข้นั สอน โดยใช้การบวนการบันได ๖ ขนั้
๑. อา่ นเรือ่ งใหจ้ บแลว้ ตง้ั คาถาม
นกั เรยี นอา่ นบทกวี “เปิบขา้ ว” ในแบบเรยี น
๒. หาคาสาคญั
นกั เรียนหาคาสาคญั จากบทกวี “เปบิ ขา้ ว”และเรื่องทงุ่ รวงทอง จากใบความรู้
๓. ตัดสวนขยายใจความสาคญั
นักเรียนทากจิ กรรมตามขั้นตอน โดยใชเ้ นืค้ วามจากบทกวี “เปบิ ข้าว”และเร่ืองทุ่งรวงทอง จากใบความรู้
๔. เตมิ คาเขื่อมและหาสว่ นขยายใจความสาคญั
นักเรียนและครรู ว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ จากเรอ่ื ง เกยี่ วกบั ขน้ั ตอนการทานาของคนไทย
๕. สงั เกตคาเข่ือมและแสดงความขดั แย้ง
นักเรียนนาบทกวีของหลีเซินมาเปรยี บเทียบกนั
๖. หาใจความสาคัญ
นักเรยี นฝึกตัง้ คาถามจากเรอื่ ง ทุกข์ของชาวนาในบทกวแี ละสรปุ ใจความสาคญั
ขน้ั สรุป
- ครูสมุ่ ตัวอย่างให้นักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ จากกิจกรรม
ช่ัวโมงท่ี ๒
ขัน้ นำเขำ้ สบู่ ทเรยี น
๙. ครสู นทนาเร่ืองราคาข้าวเปลอื กการลักลอบนาขา้ วจากลาว และกมั พชู าโดยคนไทยนักเรยี นรว่ มกนั แสดง
ความคดิ เห็น
ขั้นสอน
๙. นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม ๆ ละ ๔ – ๕ คน สารวจวิถชี ีวติ การทานา เปรยี บเทียบจากอดตี สู่ปัจจุบัน โดยเทยี บเคยี ง
กับคาพ่อสอนอย่างไร “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” ( ๓ หว่ ง ๒ เงอ่ื นไข ) พรอ้ มให้แต่ละกลมุ่ นาเสนอในสัปดาห์
ถดั ไป
๑๐.นกั เรียนและครรู ่วมกันกาหนดหวั ข้อในแบบสมั ภาษณ์
๑๑.นกั เรยี นและครรู ่วมกันคดิ แบบประเมนิ ผลงาน
ขั้นสรุป
๑๒. ตวั แทนกลุ่มนาเสนอผลงาน
๑๓. นักเรยี นร่วมประเมินผลงานเพื่อน
๑๔. นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน เร่อื ง ทกุ ข์ของชาวนาในบทกวี จานวน ๑๕ ข้อ
๗๑
๙.ส่อื อปุ กรณ์ และแหล่งกำรเรยี นรู้
๑. หนงั สอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๔
๒. ใบความรู้ เรือ่ ง ทุ่งรวงทอง
๓. ใบความรู้ เรื่อง หวานคมเคียว
๔. เพลงเต้นการาเคียว
๕. แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน เรื่องการอ่าน ๓๐ ข้อ
๑๐.กำรวัดและประเมินผลกำรเรยี นรู้
เป้ำหมำย หลักฐำน วธิ ีวัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์กำรวัด
ตวั ชว้ี ัด ๑. คะแนนจากการทา ๑.ทาแบบทดสอบ - แบบทดสอบกอ่ น - ผา่ นเกณฑ์
ท ๑.๑ แบบทดสอบ กอ่ นเรียน-หลงั เรียน เรียน ๑๕ ข้อ รอ้ ยละ ๖๐
ม. ๔-๖/๔ ๒. คะแนนจากการสารวจวิถีชีวติ ๒. สังเกตการตอบ - แบบสังเกต ของคะแนน
การทานา คาถาม พฤติกรรม เตม็
สมรรถนะสำคญั - การตอบคาถาม
- มคี วามสามารถ ๑.จากการทาแบบทดสอบ เร่ือง ๑. ตรวจ -แบบทดสอบหลัง - ผ่านเกณฑ์
ในการส่ือสาร เร่อื ง ทุกข์ของชาวนาในบทกวี แบบทดสอบ เรยี นเรอื่ งการอา่ น ร้อยละ ๖๐
- มีความสามารถ ๒. คะแนนจากการสารวจวิถชี วี ติ จับใจความสาคญั
ในการคดิ การทานา ๓๐ ขอ้ - ผา่ นเกณฑ์
๓.คะแนนจากแบบทดสอบ ร้อยละ ๖๐
คุณลกั ษณะ หลังเรียนเรอ่ื งการอา่ น - เกณฑ์การให้
อันพึงประสงค์ ๑.จากการทากจิ กรรม คะแนน
๑. ใฝ่รู้ ( Rubrice )
๒.มีความมงุ่ มนั่
ในการทางาน ๑. ตรวจผลงาน - แบบสังเกตการ
๓. รักความ ๒. สังเกตการทางาน ทางาน
เปน็ ไทย
๗๒
๑๑.บันทึกผลกำรจดั กำรเรียนรู้
๑๑.๑ ด้านจดุ เดน่ /จดุ ดอ้ ยของนกั เรยี น
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๑.๒ แนวทางแก้ไขจุดด้อย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
๑๒.ปญั หำอปุ สรรค/ขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................ครผู สู้ อน
(................................................)
.................../............................../.......................
๑๓. ควำมเหน็ ของหวั หนำ้ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ...........................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ์)
.................../............................../..................
๗๓
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้
กำรอำ่ นข้นั สูง
ระดับชัน้ มัธยมศึกษำปที ี่ ๕
ครผู ู้สอน
นำงกมลำศ ต่อพันธ์
นำงธัญญณรัชกร ศิรอิ รยิ ะชยั
โรงเรียนสตรนี ครสวรรค์
อำเภอเมืองนครสวรรค์ จงั หวดั นครสวรรค์
สังกัดสำนกั งำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำนครสวรรค์
๗๔
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ ๑๔
(บูรณาการการอ่านขน้ั สูง บนั ได ๖ ข้นั )
กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ ภำษำไทย รหสั วิชำ ๓๒๑๐๒ รำยวชิ ำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน ๔
ชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี ๕ ภำคเรียนที่ ๒ ปกี ำรศึกษำ ๒๕๖๔
ชอื่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ยอ้ นรอยวรรณคดีวรรณกรรม เรือ่ ง ร่ำยยำวมหำเวสสนั ดรชำดก เวลำ ๓ ชม.
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คณุ คา่ และ
นามาประยกุ ต์ ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
ตวั ชี้วดั
ม.๔-๖/๔ สังเคราะห์ข้อคดิ จากวรรณคดี และวรรณกรรมเพือ่ นาไป ประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จรงิ
ม.๔-๖/๕ รวบรวมวรรณกรรมพืน้ บา้ น และอธิบายภมู ปิ ญั ญาทางภาษา
ม.๔-๖/๖ ทอ่ งจาและบอกคุณคา่ บทอาขยานตามท่ีกาหนด และบทรอ้ ยกรองที่มีคณุ ค่า ตามความสนใจ
และนาไปใช้ อ้างอิง
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงไดช้ ดั เจนถูกต้องตามอกั ขรวิธี
สำระสำคญั (ความคดิ รวบยอด)
มหาเวสสันดรชาดก เป็นพระชาตทิ ีย่ ง่ิ ใหญ่พระชาตสิ ดุ ท้ายของพระพุทธเจา้ กอ่ นจะประสตู เิ ป็นเจ้าชายสิทธตั ถะ
และตรัสรู้ เปน็ พระพทุ ธเจา้ ทรงบาเพญ็ ทานบารมซี ่งึ เปน็ บารมสี งู สดุ ยากท่ผี ู้ใดจะกระทาการศกึ ษารา่ ยยาวมหาเวสสันดร
ชาดกทาใหไ้ ดข้ อ้ คดิ จากเน้อื เรือ่ ง สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวติ ประจาวันได้
สำระกำรเรียนรู้ (วิเคราะห์จากตัวช้ีวดั ท้ังหมดของหน่วยฯ)
ดำ้ นควำมรู้
- ประเมินคณุ ค่าวรรณคดวี รรณกรรม วเิ คราะห์ วจิ ารณไ์ ดอ้ ยา่ งมเี หตุผล
ดำ้ นทักษะ/กระบวนกำร
- ทกั ษะการคิดวิเคราะห์
สมรรถนะสำคญั
- ความสามารถในการคดิ
- ความสามารถในการสอ่ื สาร
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
- มุ่งมน่ั ในการทางาน - มีวนิ ยั
- ใฝเ่ รียนรู้ - รกั ความเปน็ ไทย
ภำระงำน/ชน้ิ งำน
๑. ประเมินการอา่ นร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
๒. ประเมนิ กิจกรรมท้ายเรอ่ื ง
กิจกรรมกำรเรยี นรู้
๑. กำรนำเขำ้ ส่กู จิ กรรมกำรเรียนรู้
๑. ให้นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นโดยครูใชค้ าถามทา้ ทาย ดงั นี้
• การให้ส่งิ ใดเป็นการให้ทย่ี ากทส่ี ดุ
๒. กำรดำเนนิ กำรจัดกจิ กรรมกำรเรยี นรู้
๒. ให้นกั เรยี นดูวีซีดเี ก่ียวกับพทุ ธประวตั ิ จากน้นั ร่วมกนั สนทนาเกยี่ วกับเร่ืองราวของพระพทุ ธเจา้ ในพระชาติ
ตา่ งๆ
๓. ใหน้ กั เรียนอ่านบทนาเรื่องและเน้อื เรือ่ งยอ่ ของร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก ๑๓ กณั ฑ์ แล้วร่วมกนั อภปิ ราย
แลกเปลยี่ นความรู้ ตามหวั ขอ้ ต่อไปน้ี
๗๕
• ชาดกหมายถงึ อะไร
• มูลเหตุท่ที าให้พระพทุ ธเจา้ ตรัสเลา่ เรอ่ื งมหาเวสสันดรชาดกคอื อะไร
• การเสวยพระชาติเปน็ มนุษย์ทั้ง ๑๐ ชาติ ทเี่ รียกว่า “ทศชาติ” ได้แกช่ าตใิ ดบ้าง
• ตัวละครในเร่ืองร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมใี ครบ้าง ตวั ละครแตล่ ะตวั มลี ักษณะนสิ ยั อยา่ งไร
• พระเวสสันดรชาดกทรงบาเพญ็ บารมีอะไรบา้ ง
• การบาเพญ็ บารมแี ตล่ ะขน้ั ของพระโพธิสตั วก์ อ่ ให้เกิดประโยชน์อยา่ งไร
• ตัวละครท่ีกลับชาตมิ าเกิดในพระชาตขิ องพระพุทธเจ้ามใี ครบ้าง
๔. ให้นกั เรยี นช่วยกนั สรุปเหตุการณใ์ นร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดกเปน็ แผนภาพโครงเรื่อง โดยใชเ้ ทคนคิ การ
เรยี นรแู้ บบ “บันได ๖ ขนั้ ” เพือ่ ศึกษาเน้อื หา และคาศัพท์ของ
เทคนิคการเรียนรู้แบบ บันได ๖ ข้ึน มีขัน้ ตอน ดงั นี้
ขัน้ ที่ ๑ อ่านเร่อื งให้จบแลว้ ต้งั คาถาม
ขนั้ ท่ี ๒ หาคาสาคญั
ขัน้ ท่ี ๓ ตัดส่วนขยายใจความสาคญั
ขั้นที่ ๔ เติมคาเชื่อมหาส่วนขยายใจความสาคญั
ขั้นที่ ๕ สังเกตคาเชอื่ มแสดงความขัดแย้ง
ขน้ั ที่ ๖ หาใจความสาคญั ไดท้ กุ บทอ่าน
๕. ใหน้ กั เรยี นระดมความคิดเพื่อสงั เคราะห์ข้อคดิ จากร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดกที่สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ น
ชวี ิตจรงิ ได้
๖. ใหน้ กั เรยี นรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกบั การนาขอ้ คิดทไ่ี ด้จากการศึกษารา่ ยยาวมหาเวสสันดรชาดกไปใช้
ในการดาเนินชีวิตอยา่ งไร
๓. สรุป
๗. ให้นกั เรียนและครรู ว่ มกันสรุปความรู้ ดงั น้ี
• มหาเวสสนั ดรชาดก เปน็ พระชาตทิ ่ยี งิ่ ใหญ่พระชาตสิ ดุ ท้ายกอ่ นจะประสตู ิเป็นเจา้ ชายสิทธัตถะและ
ตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้ ทรงบาเพญ็ ทานบารมสี งู สดุ ยากที่ผใู้ ดจะกระทาได้ การศกึ ษารา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก
ทาให้ได้ขอ้ คิดจากเน้ือเรื่อง สามารถนา มาประยุกตใ์ ชใ้ นการดาเนนิ ชีวิตประจาวนั ได้
๘. นกั เรยี นทาแบบทดสอบ (การใช้เทคนิคการเรยี นรแู้ บบบนั ได ๖ ข้ัน )
สอื่ อุปกรณ์ และแหล่งกำรเรียนรู้
๑. ใบความรู้
๒. วีซีดี
๓. พจนานุกรม
๙. กำรวัดและประเมินผลกำรเรยี นรู้
เป้ำหมำย หลกั ฐำน วธิ วี ัด เคร่ืองมอื วดั เกณฑ์กำรวดั
ตวั ชีว้ ัด ๕.๑
ผลงานการค้นควา้ ตรวจแบบฝกึ หัด แบบฝึกหดั ได้เกณฑ์พอใช้ขน้ึ ไป
สมรรถนะสำคัญ
- ความสามารถในการคดิ รวบรวม
- ความสามารถในการสื่อสาร
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ผลงานการ ประเมนิ ชิ้นงาน แบบประเมิน ไดเ้ กณฑ์พอใชข้ ึ้นไป
- มวี นิ ยั , ใฝ่เรียนร้,ู มงุ่ มัน่ ในการ รวบรวม
ทางาน, รักความเป็นไทย
แบบประเมิน สงั เกตพฤติกรรม แบบประเมนิ ไดร้ ะดับคณุ ภาพ ๑
นักเรยี นรายบคุ คล การแสดงออก นกั เรยี นรายบุคคล ข้ึนไป
๗๖
บันทึกผลกำรจัดกำรเรยี นรู้
ผลกำรจดั กำรเรยี นรู้
๑. ด้านจดุ เด่น/จดุ ด้อยของนักเรยี น
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
2. แนวทางแกไ้ ขจดุ ด้อย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ปัญหำอุปสรรค/ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชอื่ .................................................ครผู สู้ อน
(............................................)
.................../............................../.......................
ควำมเหน็ ของหวั หน้ำกลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์
.................../............................../.......................
๗๗
ใบควำมรู้ วชิ ำภำษำไทยพนื้ ฐำน
เรอ่ื ง ร่ำยยำวมหำเวสสันดรชำดก
มหาเวสสันดรชาดก เปน็ ชาดกเร่อื งใหญ่ กล่าวถงึ พระโพธสิ ตั วซ์ ง่ึ เสวยพระชาตเิ ป็นพระเวสสนั ดรไดบ้ าเพญ็ บารมี
อยา่ งสูงสุด ยากเกินกว่าจะมผี ู้ใดทาได้คอื ใหบ้ ตุ รและภรรยาแกผ่ ้ทู ่มี าขอ นอกจากน้ันยงั บาเพญ็ บารมีอนั ยงิ่ ใหญ่อนื่ ๆ
ครบถ้วนทงั้ ๑๐ ประการ จงึ เรยี กอกี อยา่ งหน่งึ ว่า “มหาชาติ” และการเทศน์เรื่องพระเวสสนั ดรชาดกกเ็ รยี กวา่ เทศน์
มหาชาติมหาเวสสนั ดรชาดก เปน็ เร่ืองสงู สง่ แสดงให้เหน็ ถงึ การเสยี ประโยชนส์ ขุ สว่ นตนของพระเวสสนั ดรเพื่อเปน็ ทาง
นาไปสู่พระโพธิญาณ เมอื่ ไดบ้ รรลพุ ระโพธิญาณแล้วก็มิไดร้ บั ประโยชน์เฉพาะตน แตไ่ ดน้ ามาส่ังสอนเพอื่ ประโยชนส์ ขุ แก่
ชาวโลกด้วย
มหาเวสสันดรชาดก เป็นเรอ่ื งทค่ี นไทยรู้จกั กนั มาตง้ั แตส่ มยั สุโขทัยแตไ่ มม่ ีหลักฐานเหลือมา หนงั สือเวสสันดรชาดก
เพ่งิ มามลี ายลักษณอ์ กั ษรแนน่ อนเมือ่ คร้ังกรุงศรีอยธุ ยา ในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มให้
ประชุมนักปราชญร์ าชบณั ฑติ แตง่ ขึน้ เมื่อปขี าล จลุ ศกั ราช ๔๔ คอื พ.ศ. ๒๐๒๕ เรียกชอ่ื วา่ “มหาชาติคาหลวง” เป็นคาคละ
กันมีทัง้ โคลง ฉันท์ กาพย์ ร่าย มวี ตั ถปุ ระสงคแ์ ต่งขึ้นเพ่ือใช้ในการสวดในวนั สาคญั ทางศาสนา เชน่ วันเขา้ พรรษาตอ่ มา ใน
รชั กาลสมเดจ็ พระเจ้าทรงธรรม โปรดให้รุจนามหาเวสสนั ดรชาดกขน้ึ อกี เมื่อจุลศักราช ๙๖๔ คือ พ.ศ.๒๑๖๓-๒๑๗๑
เรียกช่อื วา่ “กาพยม์ หาชาต”ิ เป็นคาประพนั ธ์ชนดิ ร่ายยาว วัตถปุ ระสงค์แต่งขน้ึ เพอ่ื ใช้สาหรับเทศน์ หนังสอื กาพยม์ หาชาติ
เทศน์ใหจ้ บในวนั เดยี วไม่ได้ จึงมผี แู้ ตง่ กัณฑ์ตา่ งๆ ขึ้นใหม่เพอ่ื ย่อใหส้ น้ั เขา้ และเทศน์จบภายในวนั เดยี ว ปรากฏวา่ มผี แู้ ตง่
มากมายหลายสานวน คาประพันธท์ ี่ใชก้ ็ใช้รา่ ยยาวเป็นพื้นแตเ่ รยี กช่ือกันใหม่ว่า “มหาชาตกิ ลอนเทศน์” มหาชาติกลอน
เทศนน์ ีเ่ องท่รี วมกันเข้าเป็น “ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก” คือท่านปราชญเ์ ลอื กเฟ้นเอากลอนเทศน์ ทีส่ านวนดีมารวมกัน
เขา้ งานนีเ้ ริ่มมาต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๔๙ และสาเร็จเรียบงา่ ยบริบูรณเ์ ม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๒ทศบารมีทพ่ี ระเวสสนั ดรทรงบาเพญ็
๑. ทานบารมี “ทาน” คอื การให้ปัน ทรงบรจิ าคทรัพย์ ชา้ ง มา้ ราชรถ พระกุมารท้ังสองและพระมเหสี รวมเรยี กวา่
“ปัญจมหาบรจิ าค”
๒. ศีลบารมี “ศีล” คอื ความประพฤติดี ละเว้นความชั่ว ทรงรกั ษาศลี อย่างเคร่งครดั ระหวา่ งผนวชอยู่ ณ เขาวงกต
๓. เนกขมั มบารมี “เนกขมั มะ” คอื การออกบวช ทา จิตใจให้ผ่องใส ไมห่ มกมุ่นในกามคณุ ทรงครองเพศบรรพชิต
ตลอดเวลาที่ประทับ ณ เขาวงกต
๔. ปญั ญาบารมี “ปญั ญา” คอื การฝกึ ให้รอบรู้ในสง่ิ ที่เป็นคณุ และโทษ ประโยชน์หรือมใิ ชป่ ระโยชน์ ตลอดจนการ
แก้ปัญหาด้วยวิธแี หง่ เหตผุ ล ความเฉลยี วฉลาด ทรงบาเพญ็ ภาวนามยั ปัญญาตลอดเวลาทป่ี ระทบั ณ เขาวงกต
๕. วิริยบารมี “วิริยะ” คอื ความเพยี ร การก้าวไปข้างหน้าไมท่ ้อถอยในการระงบั บาปทุจริต เมอื่ เกดิ ขึน้ แล้วก็ละเสยี
และพยายามบาเพญ็ เพยี รในทางทดี่ ี ทรงปฏิบตั ิธรรมมิไดย้ อ่ หย่อน
๖. สัจจบารมี “สัจจะ” คอื การรักษาวาจาสตั ย์ ความตงั้ ใจม่ันตอ่ การปฏิบตั ิ มงุ่ แสวงหาความจรงิ อันได้แก่ ความ
จรงิ ใจ คอื ประพฤตสิ ิง่ ใดก็ใหท้ าไดจ้ ริง ทรงล่ันวาจาจะยกสองกมุ ารใหช้ ูชก เม่ือพระกมุ ารหลบหนกี ็ทรงติดตามให้
๗. ขันตบิ ารมี “ขันติ” คอื ความอดทนอดกลัน้ ต่อความยากล้า บากตรากตรา ความหวิ กระหาย อดทนต่อภยันตราย
ทกุ ขเวทนาตา่ งๆ แมก้ ระทัง่ คาล่วงเกิน ทรงอดทนตอ่ ความยากลา บากตา่ งๆ ขณะทีเ่ ดินทางมายงั เขาวงกต และตลอดเวลา
ท่ปี ระทับ ณ ท่ีนนั้ แม้เม่อื ทอดพระเนตรเหน็ ชชู กเฆ่ยี นตสี องกุมาร พระองคก์ ข็ ่มพระทยั ได้
๘. เมตตาบารมี “เมตตา” คือ ความสงสารต่อสตั ว์ มจี ติ ใจเผือ่ แผป่ รารถนาความสุขแก่คนทว่ั ไป เม่อื พราหมณเ์ มอื
งกลิงคราษฎรม์ าทูลขอช้างปัจจยั นาคเพราะเมอื งนั้นฝนแลง้ ก็ทรงพระเมตตาประทานให้ และเมอ่ื ชชู กทลู ขอสองกุมารโดย
อา้ งว่าตนไดร้ บั ความยากล่าวบากต่างๆ พระองค์กม็ พี ระเมตตาประทานใหด้ ้วย
๙. อเุ บกขาบารมี “อุเบกขา” คือ การวางเฉย รักษาจติ ใจให้คงที่ ไมย่ นิ ดียนิ รา้ ยเม่อื มอี ารมณต์ ่างๆ มากระทบทรง
วางเฉยเมื่อสองกุมารถูกชชู กเฆี่ยนตี วิงวอนขอความช่วยเหลอื เพราะทรงเห็นวา่ ได้ประทานสองกมุ ารเป็นสิทธิขาดแกช่ ูชก
ไปแลว้
๑๐. อธิษฐานบารมี “อธษิ ฐาน” คอื ความต้ังใจม่นั อยู่ในความดี แลว้ ตงั้ ปณธิ านแน่วแนว่ า่ จะตอ้ งทาส่งิ นั้นใหส้ าเรจ็
ดว้ ยดี ถา้ ยังไม่สาเรจ็ กจ็ ะไมเ่ ลิกเสยี ทรงตงั้ พระทยั มนั่ ทจ่ี ะบาเพญ็ บารมเี พ่ือสาเรจ็ พระโพธญิ าณ เบอื้ งหน้าแมจ้ ะมอี ปุ สรรค
กม็ ไิ ด้ยอ่ ท้อ จนพระอนิ ทรต์ อ้ งประทานความช่วยเหลอื ต่างๆ เพราะตระหนกั ในนา้ พระทยั อนั แนว่ แน่ของพระองค์
๗๘
ในจานวนบารมที ัง้ ๑๐ ข้อนี้ ยังแบง่ ออกเป็น ๓ ข้ัน คอื
๑. บารมขี ้ันปกติ มี ๑๐ ทศั
๒ อุปบารมี : บารมีขนั้ กลาง มี ๑๐ ทศั
๓. ปรมตั ถบารมี : บารมีขั้นสูง มี ๑๐ ทัศ
รวมเป็น ๓๐ เรยี ก “บารมี ๓๐ ทศั ” เชน่ การบรจิ าคทรพั ยเ์ ปน็ ทานบารมี การบรจิ าคเลอื ดเนือ้ เป็นทานอุปบารมี
กำรบรจิ ำคชีวิตเปน็ ทำนขน้ั ปรมตั ถบำรมี
ทศบารมี คือ การทา ให้เตม็ มี ๑๐ ประการ แบง่ ออกเป็น ๓ ข้นั ตอนดงั กลา่ วขา้ งตน้ ถา้ ทาได้ทงั้ ๑๐ ประการครบ
ทั้งสามขน้ั ตอน จะมชี ่ือเรยี กโดยเฉพาะวา่ “สมดึงสบารม”ี
อำนสิ งส์กำรฟงั เทศนม์ หำชำติ
การแสดงเทศนา เรื่องพระเวสสนั ดรชาดก ตามธรรมเนยี มประเพณที ่ีเคยปฏิบัติกันสืบมามที งั้ หมดพนั พระคาถาพระ
โบราณาจารย์ได้แสดงถงึ อานิสงส์ การตง้ั ใจฟงั เทศนม์ หาชาตใิ หจ้ บเพียงวันเดยี วครบบรบิ รู ณท์ ้ัง ๑๓ กัณฑ์ เปน็ เหตุให้
สาเรจ็ ความปรารถนาทุกประการดงั นี้
๑. เมือ่ ตายจากโลกนีไ้ ปแล้วจะไดพ้ บพระศรีอาริย์พทุ ธเจ้าในอนาคต
๒. เม่ือดับขันธจ์ ะไปเกิดในสคุ ติโลกสวรรค์ เสวยทิพยสมบตั ิอันมโหฬาร
๓. จักไมต่ กนรก เมอ่ื ตายไปแล้ว
๔. เมอ่ื ถงึ พุทธกาลพระศรีอารยิ ์พทุ ธเจา้ เทพบตุ ร เทพธดิ า จะไดจ้ ตุ ลิ งไปเกดิ เป็นมนุษย์
๕. ครัง้ ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา กจ็ กั ไดบ้ รรลมุ รรคผลนิพพานเป็นพระอริยบคุ คลทางพระพุทธศาสนาในสมัยรัชกาลท่ี
๕ ใช้เป็นแบบเรียนสบื เนื่องกันมาจนกระทั่งปจั จุบนั อานสิ งส์การฟังเทศนม์ หาชาตทิ ั้ง ๑๓ กณั ฑ์
มหาเวสสนั ดรชาดก ๑๓ กัณฑ์ ประกอบดว้ ย
กัณฑท์ ศพร เป็นกณั ฑท์ พี่ ระอนิ ทร์ประสาทพรแกพ่ ระนางผสุ ดี ก่อนจะจตุ ลิ งมาเปน็ พระราชมารดาของพระ
เวสสันดร ใครทีบ่ ชู ากณั ฑ์น้จี ะไดร้ บั ทรัพย์สมบตั ดิ ังปรารถนา ถ้าเป็นสตรจี ะได้สามีถูกใจ บรุ ษุ จะไดภ้ รรยาตามท่ตี ้องการ
และจะได้บตุ รหญงิ ชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย งดงามและความประพฤติดี
กัณฑห์ ิมพำนต์ เป็นกณั ฑท์ พี่ ระเวสสันดรบรจิ าคทานชา้ งปัจจัยนาค ประชาชนโกรธแคน้ จงึ ขับไลใ่ หไ้ ปอยเู่ ขาวงกต
ใครทบี่ ชู ากัณฑน์ เ้ี มอื่ ตายแลว้ ไดไ้ ปเกิดในสคุ ตโิ ลกสวรรค์ เสวยสมบตั ิอันมโหฬาร มีบริวารแวดลอ้ ม และถา้ จุตจิ ากสวรรคก์ ็
จะมาเกดิ ในตระกลู ขตั ตยิ ะมหาศาล
กัณฑ์ทำนกัณฑ์ เปน็ กณั ฑ์ทพี่ ระเวสสันดรทรงแจกทานครง้ั ยงิ่ ใหญ่ ชา้ ง ม้า โคนม นารี ทาสี ทาสา สรรพ
วตั ถาภรณ์ตา่ งๆ ใครบูชากัณฑน์ ีจ้ ะบรบิ ูรณ์ดว้ ยแกว้ แหวนเงินทอง ทาส ทาสี เมื่อตายแล้วไดเ้ สวยสุขอยู่ในปราสาทแกว้ ๗
ช้นั สวรรค์ชน้ั ฉกามาพจร
กณั ฑว์ นประเวศน์ เปน็ กัณฑท์ ี่พระเวสสันดร นางมทั รี กณั หาและชาลี เดนิ ปา่ มุ่งหน้าสเู่ ขาวงกต ใครท่ีบูชากัณฑน์ ี้
จะไดร้ ับความสุขทัง้ โลกนแ้ี ละโลกหนา้ จะไดเ้ ปน็ บรมกษัตรยิ ์ผ้ปู รีชาสามารถ
กณั ฑช์ ชู ก เป็นกณั ฑท์ ช่ี ูชกได้นางอมติ ตดามาเปน็ ภรรยา ใครบชู ากณั ฑ์นจ้ี ะไดบ้ ังเกดิ ในตระกลู กษัตรยิ ์
กัณฑ์จลุ พน เปน็ กณั ฑท์ ่พี รานเจตบตุ รหลงกลชชู กและชที้ างส่อู าศรมพระเวสสันดร ใครบูชากณั ฑ์นี้แม้จะไปเกิดใน
ภพใดๆ จะเปน็ ผู้ท่มี ที รัพย์สมบตั บิ รวิ าร มีอทุ ยานดอกไมห้ อมตลบไปทั่ว
กณั ฑม์ หำพน เป็นกณั ฑ์ท่ชี ชู กรอนแรมเดินปา่ ไปจนถึงอาศรมพระเวสสนั ดร ใครบูชากณั ฑน์ ้ีจะไดไ้ ปเกิดในสวรรค์
ชัน้ ดาวดึงส์ เม่ือจตุ ใิ นโลกมนุษย์กจ็ ะไดเ้ ปน็ กษตั รยิ ์มศี กั ดานุภาพ ทรพั ยศ์ ฤงคาร บรวิ ารมากมาย
กัณฑ์กมุ าร เปน็ กณั ฑท์ พ่ี ระเวสสนั ดรทรงใหท้ านสองโอรสแก่เฒา่ ชชู ก ใครบูชากณั ฑน์ ย้ี อ่ มประสบความสาเร็จ
ในสง่ิ ทป่ี รารถนา และได้เกดิ ในสวรรคช์ ัน้ ฉกามาพจร
กณั ฑ์มทั รี เปน็ กณั ฑท์ ีพ่ ระนางมทั รีทรงตัดความห่วงหาอาลยั ในกัณหา-ชาลี อนุโมทนาทานโอรสทัง้ สองแกช่ ชู กใคร
ได้บชู ากัณฑน์ เ้ี มอื่ เกดิ ในโลกหนา้ จะเป็นผมู้ ง่ั คง่ั ด้วยทรพั ยส์ มบตั ิ มอี ายุยืนยาวและรูปโฉมงดงาม
กัณฑส์ กั กบรรพ เปน็ กณั ฑท์ พ่ี ระอินทรแ์ ปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมทั รี ใครบชู ากณั ฑ์นจ้ี ะไดเ้ ปน็ ผเู้ จรญิ
ด้วยลาภ ยศ ตลอดจนจตุรพธิ พรทง้ั ๔ คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ตลอดกาล
กัณฑม์ หำรำช เป็นกณั ฑท์ เ่ี ทวดาไปแปลงองค์มากล่อมขวญั สองกมุ ารก่อนเสดจ็ ถึงมหานครสพี ขี องปแู่ ละย่า ใครได้
บูชากณั ฑ์นี้จะได้มนุษย์สมบัติ สวรรคส์ มบตั ิ และนพิ พานสมบัติ
๗๙
กณั ฑฉ์ กษัตรยิ ์ เปน็ กณั ฑ์ทกี่ ษตั รยิ ์ท้ังหก คอื พระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา ชาลี และปู่ย่า เป็นลมสลบเมอ่ื
พบหน้ากัน ใครไดบ้ ชู ากณั ฑน์ ้จี ะได้เปน็ ผเู้ จรญิ ดว้ ยพร ๔ ประการ คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ทุกๆ ชาติ
นครกัณฑ์ เปน็ กณั ฑ์ทหี่ กกษตั รยิ เ์ สด็จนวิ ัตพระนคร ใครได้บชู ากณั ฑ์น้ีจะเป็นผบู้ ริบรู ณด์ ้วยวงศาคณาญาติ ข้าทาส
ชายหญิง กระทาการใดๆ กส็ าเรจ็ ลลุ ว่ งดว้ ยดี
กำรกลับชำตมิ ำเกดิ
เม่ือพระพุทธองค์ตรสั เทศนาเร่ืองพระเวสสันดรชาดกจบแล้ว ทรงแสดงเทศนาอรยิ สัจ ๔ และตรสั ถงึ การกลับชาติ
มาเกิดของพระองคแ์ ละบุคคลอื่นๆ ท่ีเกย่ี วข้อง เช่น
พระเจ้ากรุงสญชยั กลับชาติมาเกดิ เปน็ พระเจ้าสทุ โธทนะ เป็นแบบอย่างของนักปกครอง ฟังเสยี งสว่ นมากไมเ่ ห็น
แกพ่ วกพ้อง
พระนางผสุ ดี กลับชาตมิ าเกดิ เป็น พระนางสิรมิ หามายา เปน็ แบบอยา่ งของนักปกครอง ฟงั เสียงสว่ นมากไม่เห็นแก่
พวกพอ้ ง
พระนางมัทรี กลบั ชาตมิ าเกดิ เป็น พระนางพมิ พายโสธรา เปน็ แม่แบบของภรรยาผ้มู ลี ักษณะเปน็ กลั ยาณมติ รของ
สามี
พระชาลี กลับชาตมิ าเกดิ เปน็ พระราหลุ เป็นแบบอย่างของลกู ท่ีเชอื่ ฟังพ่อแม่
ชูชก กลับชาติมาเกดิ เป็น พระเทวทตั เป็นแบบอย่างของคนทต่ี ิดอยใู่ นกาม
พรานเจตบตุ ร กลบั ชาติมาเกดิ เปน็ นายฉันนะ เป็นแบบอย่างของคนดแี ต่ขาดความเฉลยี วฉลาด
พระกัณหา กลับชาติมาเกดิ เป็น นางอบุ ลวรรณา เปน็ แบบอย่างของลูกที่เช่อื ฟงั พ่อแม่
พระเวสสนั ดร กลับชาตมิ าเกดิ เปน็ พระพุทธเจา้ เป็นแบบอย่างของผ้เู สียสละประโยชนส์ ่วนตวั เพ่ือประโยชน์
ส่วนรวม
พระเจ้ากรงุ มัทราช กลบั ชาตมิ าเกดิ เป็น พระมหานาม
นางอมติ ตดา กลบั ชาตมิ าเกดิ เปน็ นางจญิ จมานวกิ า เปน็ แบบอย่างของลกู ทีเ่ ชื่อฟงั ตั้งอยู่ในโอวาทพ่อแมต่ ามคติ
ของคนยุคนัน้
อจั จุตฤๅษี กลบั ชาติมาเกดิ เปน็ พระสารีบตุ ร เป็นแบบอยา่ งของนักธรรมผูฉ้ ลาด แตข่ าดเฉลยี ว หูเบา เช่อื คนง่าย
พระเวสสกุ รรม กลบั ชาตมิ าเกดิ เปน็ พระโมคคลั ลานะ
พระอนิ ทร์ กลับชาตมิ าเกดิ เป็น พระอนุรทุ
เทวดาท่ีเนรมติ เป็นพระยาราชสีห์ กลบั ชาติมาเกดิ เป็น พระอบุ าลี
เทวดาทีเ่ นรมติ เปน็ พระยาเสือโครง่ กลับชาตมิ าเกดิ เปน็ พระสีวลี
เทวดาท่เี นรมติ เปน็ พระยาเสอื เหลอื ง กลับชาตมิ าเกดิ เป็น พระจลุ นาค
เทวดาที่เนรมติ เปน็ พระเวสสันดร กลับชาติมาเกดิ เป็น พระมหากัจจายนะ
เทพธดิ าที่เนรมติ เป็นพระนางมทั รี กลับชาติมาเกดิ เปน็ นางวสิ าขา
ช้างปจั จัยนาค กลับชาติมาเกิดเปน็ พระมหากสั สปะ
นางช้าง มารดาช้างปัจจยั นาค กลบั ชาตมิ าเกดิ เป็น นางกีสาโคตมี
อามาตย์นักการที่เอาข่าวไปทลู พระเวสสนั ดร กลับชาติมาเกิดเป็น พระอานนท์
อามาตยค์ นทีจ่ ดั สตั ตสตกมหาทานทงั้ ๗ อยา่ ง กลับชาตมิ าเกิดเป็น อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี
สหชาติโยธา กลบั ชาตมิ าเกดิ เป็น พทุ ธเวไนย เม่ือสมเดจ็ พระสัมมาสมั พุทธเจ้าประทานเทศนาพระเวสสนั ดรจบแล้ว
ทรงแสดงเทศนาอรยิ สัจ ๔ มี ทกุ ขอรยิ สัจสมทุ ัยอรยิ สจั นโิ รธอรยิ สจั และมรรคอรยิ สัจ
**************************
๘๐
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี ๑๕
กล่มุ สำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย รหัสวิชำ ๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน ๔
ชัน้ มัธยมศึกษำปีที่ ๕ ภำคเรยี นที่ ๒ ปีกำรศึกษำ ๒๕๖๔
ชอื่ หน่วยกำรเรียนรู้ ย้อนรอยวรรณคดวี รรณกรรม เรื่อง ควำมเปน็ มำประวัตขิ องผ้แู ตง่ เรือ่ งมทั นะพำธำ เวลำ ๒ ชม.
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และ
นามาประยกุ ต์ ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
ตัวช้ีวัด
ม.๔-๖/๔ สงั เคราะหข์ อ้ คดิ จากวรรณคดี และวรรณกรรมเพอื่ นาไป ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ จริง
ม.๔-๖/๕ รวบรวมวรรณกรรมพน้ื บ้าน และอธบิ ายภูมปิ ญั ญาทางภาษา
ม.๔-๖/๖ ท่องจาและบอกคณุ ค่า บทอาขยานตามท่ีกาหนด และบทรอ้ ยกรองทมี่ ีคุณคา่ ตามความสนใจ
และนาไปใช้ อ้างองิ
จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
นักเรยี นสามารถเล่าประวตั ิผแู้ ตง่ ไดช้ ดั เจนถกู ต้อง
สำระสำคัญ (ควำมคดิ รวบยอด)
- อ่านวรรณคดี โดยวิเคราะหล์ กั ษณะเด่น สงั เคราะห์ขอ้ คิดเพ่อื นาไปประยุกต์ใช้ในชีวติ จริง
ศึกษาวรรณกรรมพน้ื บ้านทแ่ี สดงถึงภมู ิปญั ญาทางภาษา
สาระการเรยี นรู้ (วเิ คราะห์จากตวั ชี้วัดท้ังหมดของหน่วยฯ)
ด้ำนควำมรู้
- ประเมินคณุ คา่ วรรณคดีวรรณกรรม วเิ คราะห์ วิจารณไ์ ด้อยา่ งมีเหตุผล
ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ด้านกระบวนการกลมุ่
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการสื่อสาร
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
- มงุ่ มนั่ ในการทางาน
- มีวินัย
- ใฝเ่ รียนรู้
- รักความเป็นไทย
ภำระงำน/ชิ้นงำน
- ใบงาน เร่อื ง ความเปน็ มาและประวตั ผิ แู้ ตง่ บทละครพดู คาฉนั ท์
กจิ กรรมกำรเรียนรู้
เรอื่ ง ความเป็นมาและประวตั ขิ องผูแ้ ตง่ เรื่อง มัทนะพาธา (๒ ช่วั โมง)
๑. การนาเข้าสู่กจิ กรรมการเรยี นรู้
๑. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาความร้เู กยี่ วกับความเปน็ มา ประวัติ ผู้แตง่ ลักษณะคาประพันธ์ และเร่ืองยอ่ บท
ละครพดู คาฉนั ท์ เรอื่ ง มัทนะพาธา จากหนงั สอื เรยี น
๒. สมาชกิ แตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั อภิปรายความรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษา จนสมาชกิ ทุกคนในกล่มุ มีความเขา้ ใจตรงกนั
แล้วบันทึกลงในสมดุ ของแตล่ ะคน โดยใหน้ กั เรียนใชเ้ ทคนคิ การเรยี นรู้แบบ “บนั ได ๖ ข้นั ”
เทคนิคการเรยี นรแู้ บบ บันได ๖ ขึ้น มีขัน้ ตอน ดังน้ี
ข้นั ที่ ๑ อ่านเรื่องใหจ้ บแล้วต้งั คาถาม
๘๑
ขั้นท่ี ๒ หาคาสาคญั
ขัน้ ที่ ๓ ตดั สว่ นขยายใจความสาคญั
ขน้ั ที่ ๔ เติมคาเช่ือมหาส่วนขยายใจความสาคัญ
ขัน้ ท่ี ๕ สังเกตคาเช่ือมแสดงความขดั แยง้
ขนั้ ที่ ๖ หาใจความสาคัญไดท้ ุกบทอา่ น
๒. การดาเนนิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
๓. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ทาใบงาน เรื่อง ความเป็นมาและประวัตผิ แู้ ตง่ บทละครพดู คาฉนั ท์ เรื่อง มัทนะพาธา
๔. นกั เรยี นอ่านบทละครพูดคาฉนั ท์ เรอ่ื ง มทั นะพาธา จากหนงั สือเรยี น ๑ รอบ
๓. สรปุ
๕. ครูสรปุ ความเปน็ มาและประวตั ิของผู้แตง่ อกี ครงั้ หน่งึ
สื่อ อปุ กรณ์ และแหลง่ กำรเรียนรู้
- ใบงาน เรื่อง ความเปน็ มาและประวัตผิ ูแ้ ต่งบทละครพูดคาฉนั ท์
- หนงั สือเรียนวรรณคดีและวรรณกรรม
กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้
เป้าหมาย หลกั ฐาน วธิ ีวดั เครื่องมือวัด เกณฑ์การวดั
ตัวช้วี ดั ๕.๑ ผลงานการค้นคว้า ตรวจแบบฝกึ หัด
รวบรวม แบบฝกึ หดั ไดเ้ กณฑ์พอใชข้ ึน้ ไป
สมรรถนะสาคญั ประเมินชิ้นงาน
- ความสามารถในการคดิ ผลงานการรวบรวม แบบประเมิน ได้เกณฑ์พอใชข้ น้ึ ไป
- ความสามารถในการสื่อสาร
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ แบบประเมนิ นักเรยี น สังเกตพฤตกิ รรม แบบประเมนิ ได้ระดับคณุ ภาพ
- มีวินัย, ใฝ่เรียนร,ู้ มงุ่ ม่นั ในการ นกั เรียน ๑ ขึน้ ไป
ทางาน, รกั ความเป็นไทย รายบคุ คล การแสดงออก รายบคุ คล
๘๒
บนั ทึกผลกำรจัดกำรเรียนรู้
ผลกำรจัดกำรเรยี นรู้
ด้านจุดเด่น/จดุ ด้อยของนกั เรยี น
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
แนวทางแกไ้ ขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ปัญหาอปุ สรรค/ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .................................................ครูผสู้ อน
(...............................................)
.................../............................../.......................
ความเหน็ ของหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นางกมลพร เพขรพงษ)์
.................../............................../.......................
๘๓
ใบงานวชิ าภาษาไทยพน้ื ฐาน ท ๓๒๑๐๒
เรือ่ ง ความเป็นมาและประวตั ผิ ู้แตง่ บทละครพดู คาฉนั ท์
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
๑. บทละครพูดคาฉนั ท์ เรือ่ ง มัทนะพาธา มีความเป็นมาอย่างไร
............................................................................................................................. ............................................
.........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. ............................................
.................................................................................. .......................................................................................
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. ............................................
ผู้แตง่ บทละครพดู คาฉนั ท์ เร่อื ง มทั นะพาธา คือใคร มปี ระวตั เิ ปน็ อย่างไร
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................................... ..........................
......................................................................................................... ................................................................
............................................................................................................................. ............................................
.................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ............................................
๓. บทละครพดู คาฉันท์ เร่ือง มัทนะพาธา แตง่ ข้ึนเพ่อื จุดมุ่งหมายใด
............................................................................................................................. ............................................
................................................................................................................................................... ......................
............................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................
........................................................................................................................................................ .................
.................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. ............................................
๔. บทละครพดู คาฉนั ท์ เรอ่ื ง มัทนะพาธา มรี ูปแบบในการแตง่ ดว้ ยลักษณะคาประพันธแ์ บบใด
............................................................................................................................. ............................................
................................................................................................................................... ......................................
............................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. ............................................
........................................................................................................................................ .................................
.................................................................................................. .......................................................................
๘๔
๕. พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงมีพระปรชี าสามารถทางด้านใด และทรงมผี ลงาน
พระราชนพิ นธ์เรอ่ื งใดบา้ ง
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. ............................................
.........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. ............................................
.........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................
ชอื่ ......................................................................................................................... ช้ัน ............ เลขที.่ ..........
๘๕
เฉลย เรื่อง ความเปน็ มาและประวตั ิผแู้ ตง่ บทละครพดู คาฉนั ท์
คาช้ีแจง ให้นักเรยี นตอบคาถามต่อไปนี้
๑. บทละครพดู คาฉนั ท์ เร่ือง มทั นะพาธา มคี วามเปน็ มาอย่างไร
มทั นะพาธา แปลว่า ความเจบ็ ปวดหรือความเดือดรอ้ นเพราะความรัก บทละครพดู คาฉันทเ์ รอ่ื ง มัทนะ
พาธา หรือตานานแหง่ ดอกกุหลาบ มีลักษณะเป็นบทละครพดู คาฉนั ท์ จานวน ๕ องก์ แบง่ เปน็ ๒ ภาค คือ ภาคสวรรค์และ
ภาคพื้นดิน เป็นบทพระราชนิพนธจ์ ากจนิ ตนาการในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ทรงใหน้ างเอกของเรอื่ งมี
นามวา่ มทั นา ซ่งึ หมายถึง ความลมุ่ หลงหรอื ความรัก แทนคาวา่ กุพชกะ ทีแ่ ปลว่า ดอกกหุ ลาบ
๒. ผแู้ ต่งบทละครพูดคาฉนั ท์ เรอื่ ง มทั นะพาธา คอื ใคร มีประวตั เิ ปน็ อย่างไร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั (รัชกาลท่ี ๖) มพี ระนามเดมิ ว่า สมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาวชริ าวุธ เป็น
โอรส องคท์ ่ี ๒๙ ในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว (รชั กาลท่ี ๕) และเป็นโอรสองค์ที่ ๒ ในสมเดจ็ พระศรีพชั ริน
ทราบรมราชนิ นี าถ สมภพเมอื่ วนั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ทรงศกึ ษาในประเทศไทย จนพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ก็เสด็จ
ไปศกึ ษา ณ ประเทศองั กฤษ เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ทรงผนวช ณ วัดบวรนเิ วศวิหาร เสด็จขนึ้ ครองราชสมบัติเม่ือวนั ท่ี ๒๓
ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๕๓ สวรรคตเมอ่ื วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระชนมายุ ๔๕ พรรษา
๓. บทละครพดู คาฉนั ท์ เร่ือง มัทนะพาธา แตง่ ข้นึ เพ่อื จุดมงุ่ หมายใด
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หวั ตั้งพระทยั ให้เป็นหนังสืออา่ นกวนี พิ นธ์เพ่ือความสนุกสนานในดา้ น
เน้ือหาและสอนใจ โดยใหเ้ หน็ ถงึ อานุภาพแหง่ ความรัก ซึ่งไมไ่ ดใ้ หแ้ ตค่ วามสขุ สมหวงั เทา่ นน้ั แตค่ วามรักสามารถสร้างความ
ทกุ ข์ ความเจบ็ ปวด
๔. บทละครพดู คาฉันท์ เรอื่ ง มทั นะพาธา มรี ูปแบบในการแตง่ ด้วยลกั ษณะคาประพันธแ์ บบใด
บทละครพดู คาฉันท์ เร่ือง มัทนะพาธา แต่งด้วยคาประพันธ์ประเภทกาพยแ์ ละฉนั ท์ ประกอบดว้ ย กาพย์ ๓
ชนิด คือ กาพยย์ านี ๑๑ กาพย์ฉบบั ๑๖ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ และฉนั ท์ ๒๑ ชนดิ เช่น วิชชมุ มาลาฉนั ท์ ๘ อนิ ทรวเิ ชียร
ฉนั ท์ ๑๑ อปุ ชาติฉนั ท์ ๑๑ ภชุ งคประยาตฉนั ท์ ๑๒ อินทวงศฉ์ นั ท์ ๑๒ วสันตดลิ กฉนั ท์ ๑๔ เปน็ ตน้
๕. พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านใด และทรงมผี ลงานพระราชนพิ นธ์
เรอื่ งใดบา้ ง
พระองคท์ รงพระปรีชาสามารถดา้ นอกั ษรศาสตร์ ทรงมีผลงานพระราชนพิ นธ์ทงั้ รอ้ ยแก้ว ร้อยกรอง กว่า
๒๐๐ เรือ่ ง เชน่ เร่อื ง ศกนุ ตรา รามเกยี รต์ิ บทละครเรอ่ื ง เวนิสวานชิ
๘๖
แผนกำรจดั กำรเรียนร้ทู ่ี ๑๖
(บรู ณาการการอา่ นขนั้ สงู บนั ได ๖ ขน้ั )
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย รหสั วิชำ ๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน ๔
ชั้นมัธยมศกึ ษำปีท่ี ๕ ภำคเรียนท่ี ๒ ปีกำรศกึ ษำ ๒๕๖๔
ช่อื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ยอ้ นรอยวรรณคดีวรรณกรรม เร่อื ง วเิ ครำะหว์ จิ ำรณ์และประเมนิ คณุ คำ่ เร่อื งมทั นะพำธำเวลำ ๓ ชม.
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และ
นามาประยุกต์ ใชใ้ นชีวิตประจาวัน
ตวั ช้วี ัด
ม.๔-๖/๔ สังเคราะห์ขอ้ คดิ จากวรรณคดี และวรรณกรรมเพอื่ นาไป ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ จรงิ
ม.๔-๖/๕ รวบรวมวรรณกรรมพืน้ บ้าน และอธิบายภูมิปญั ญาทางภาษา
ม.๔-๖/๖ ท่องจาและบอกคุณค่า บทอาขยานตามที่กาหนด และบทร้อยกรองที่มคี ุณคา่ ตามความสนใจ
และนาไปใช้ อ้างอิง
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
นกั เรยี นสามารถวิเคราะห์ วจิ ารณเ์ รอ่ื งที่อา่ นได้ชัดเจนถกู ตอ้ งตามหลกั การวิจารณ์
สำระสำคัญ (ความคิดรวบยอด)
- อ่านวรรณคดี โดยวิเคราะหล์ ักษณะเด่น สังเคราะหข์ ้อคิดเพอื่ นาไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง
ศกึ ษาวรรณกรรมพ้นื บา้ นทแ่ี สดงถึงภมู ิปญั ญาทางภาษา
สำระกำรเรียนรู้ (วิเคราะหจ์ ากตวั ชว้ี ดั ทั้งหมดของหนว่ ยฯ)
ควำมรู้
- ประเมินคณุ ค่าวรรณคดวี รรณกรรม วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ไดอ้ ย่างมีเหตผุ ล
ทกั ษะ/กระบวนกำร
- ทักษะการคดิ วิเคราะห์
- ดา้ นกระบวนการกล่มุ
สมรรถนะสำคญั
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการสอื่ สาร
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
- มงุ่ มั่นในการทางาน
- มีวนิ ัย
- ใฝ่เรียนรู้
- รักความเป็นไทย
ภำระงำน/ชน้ิ งำน
- ใบงาน เร่อื ง ความเป็นมาและประวตั ผิ ูแ้ ต่งบทละครพดู คาฉันท์
- ใบงาน เร่ือง คุณคา่ และขอ้ คดิ บทละครพดู คาฉันท์ เรอ่ื ง มทั นะพาธา
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
เร่อื ง วเิ ครำะห์วิจำรณว์ รรณคดี เรอ่ื ง มทั นะพำธำ (๑ ช่วั โมง)
๑. กำรนำเขำ้ สกู่ จิ กรรมกำรเรยี นรู้
๑. ใหน้ กั เรียนจับกลุ่มอภปิ รายแลกเปล่ยี นความคิดเห็นตามประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
๑) บทละครพดู คาฉันท์ เรือ่ ง มัทนะพาธา มคี วามเหมาะสมหรือขัดแย้งกนั
๒) รูปแบบคาประพนั ธเ์ หมาะสมกบั เนื้อเรอ่ื งหรอื ไม่ อยา่ งไร
๘๗
๓) เน้ือหาสาระสาคญั ของเรอื่ งมคี ณุ ค่าในการสร้างความเพลดิ เพลนิ ประเทอื งปญั ญา สะเทือนอารมณ์
สะทอ้ นสังคม ให้ความรู้ขอ้ คดิ คตเิ ตอื นใจหรอื ไม่ อยา่ งไร
๒. กำรดำเนนิ กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
๒. ครูใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ เปรยี บเทียบความรสู้ ึกของคนทถี่ ูกปฏเิ สธความรัก เม่ือรักเขาเขาไม่รกั ตอบ ถ้าเปน็
นักเรยี นจะทาอยา่ งไร ถา้ มีอานาจเหมอื นสเุ ทษณ์เทพบตุ ร นักเรยี นจะทาเช่นนน้ั หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
๓. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั วิจารณต์ วั ละครในบทละครพดู คาฉนั ท์ เร่ือง มัทนะพาธา วา่ เป็นอย่างไร มีความ
แตกตา่ งกนั มากน้อยเพยี งใด และการกระทาของตวั ละครแตล่ ะตวั เหมาะสมหรือไมเ่ พราะเหตุใด
๓. ขน้ั สรปุ
๔. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ความรู้เกย่ี วกับบทละครพดู คาฉนั ท์ เร่ือง มัทนะพาธา
เร่อื ง กำรประเมนิ คุณคำ่ และสงั เครำะหว์ รรณคดี เร่อื ง มัทนะพำธำ (๒ ชัว่ โมง)
๑. กำรนำเขำ้ ส่กู จิ กรรมกำรเรียนรู้
๑. ครสู นทนากับนกั เรยี นเรอื่ ง การประเมนิ คา่ แลว้ ใหน้ กั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกบั การประเมนิ คา่
วรรณคดีวำ่ คอื อะไรในความคิดเหน็ ของนกั เรยี น
๒. กำรดำเนินกำรจดั กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
๒. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาความรบู้ ทละครพดู คาฉนั ท์ เรือ่ ง มทั นะพาธา จากหนังสอื เรียน แล้ว
ประเมินคุณคา่ และสังเคราะหข์ ้อคดิ ตามประเด็นที่ครกู าหนด ดงั นี้
๑) คณุ คา่ ดา้ นเนือ้ หา
๒) คณุ ค่าดา้ นวรรณศลิ ป์
๓) คุณคา่ ดา้ นสงั คม
๔) ขอ้ คดิ และแนวทางในการนาขอ้ คดิ ไปปรบั ใชใ้ นชวี ิตจริงแล้วบนั ทึกความรู้ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาลงใน
สมุดของแตล่ ะคน
๓. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันอภิปรายและสรุปความรูท้ ่ีไดจ้ ากการศกึ ษาในแตล่ ะประเด็นเป็นองคค์ วามรู้
ของกลมุ่
โดยให้นักเรยี นใชเ้ ทคนิคการเรยี นร้แู บบ “บันได ๖ ขั้น”
เทคนคิ การเรยี นร้แู บบ บนั ได ๖ ข้ึน มขี ัน้ ตอน ดังนี้
ขัน้ ท่ี ๑ อา่ นเรอ่ื งใหจ้ บแลว้ ตั้งคาถาม
ขัน้ ที่ ๒ หาคาสาคญั
ขั้นท่ี ๓ ตดั ส่วนขยายใจความสาคญั
ข้ันท่ี ๔ เตมิ คาเช่อื มหาส่วนขยายใจความสาคัญ
ขัน้ ท่ี ๕ สงั เกตคาเช่ือมแสดงความขดั แย้ง
ขน้ั ท่ี ๖ หาใจความสาคญั ไดท้ กุ บทอา่ น
๔. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนออกมานาเสนอองคค์ วามร้ทู ่ีไดจ้ ากการศึกษาหนา้ ช้นั เรยี น
๕. ใหน้ ักเรยี นทาใบงำน เร่ือง คณุ ค่ำและข้อคดิ บทละครพูดคำฉันท์ เร่ือง มทั นะพำธำ เสรจ็ แลว้
ตรวจสอบความเรียบรอ้ ยกอ่ นนาสง่ ครูตรวจ
๓. ขัน้ สรุป
๖. ครแู ละนักเรียนร่วมกันสรปุ ความรเู้ ก่ียวกับการประเมินคุณคา่ และสังเคราะห์ขอ้ คดิ บทละครพดู คาฉันท์
เรอื่ ง มทั นะพาธา
สือ่ อปุ กรณ์ และแหลง่ กำรเรียนรู้
- ใบงาน เรื่อง ความเป็นมาและประวัตผิ ูแ้ ตง่ บทละครพดู คาฉันท์
- ใบงาน เรือ่ ง คณุ ค่าและขอ้ คิด บทละครพดู คาฉนั ท์ เรือ่ ง มัทนะพาธา
- หนังสือเรยี นวรรณคดแี ละวรรณกรรม
๘๘
กำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้
เปำ้ หมำย หลักฐำน วิธวี ัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์กำรวดั
ตวั ชีว้ ดั ๕.๑ ผลงานการค้นคว้า ตรวจแบบฝกึ หัด แบบฝกึ หดั ได้เกณฑ์พอใช้ขนึ้ ไป
รวบรวม
สมรรถนะสำคญั ประเมนิ ช้ินงาน แบบประเมนิ ได้เกณฑพ์ อใชข้ นึ้ ไป
- ความสามารถในการคิด ผลงานการรวบรวม
- ความสามารถในการสอ่ื สาร ไดร้ ะดบั คณุ ภาพ ๑
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ แบบประเมินนักเรยี น สงั เกต แบบประเมิน ขน้ึ ไป
- มีวินัย, ใฝ่เรยี นรู้, ม่งุ ม่ันในการ นกั เรยี นรายบุคคล
ทางาน, รกั ความเป็นไทย รายบคุ คล พฤติกรรม
การแสดงออก
บันทึกผลกำรจัดกำรเรยี นรู้
ผลกำรจัดกำรเรียนรู้
ด้านจุดเด่น/จดุ ดอ้ ยของนักเรยี น
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
แนวทางแกไ้ ขจุดดอ้ ย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ปัญหำอปุ สรรค/ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ .................................................ครผู ้สู อน
(……………………………………)
.................../............................../.......................
ควำมเห็นของหวั หน้ำกลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงชอื่ .................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ์)
.................../............................../.......................
๘๙
ใบงำนวิชำภำษำไทยพน้ื ฐำน ท ๓๒๑๐๒
เรอ่ื ง คุณคำ่ และขอ้ คดิ บทละครพดู คำฉนั ท์ เรอ่ื ง มทั นะพำธำ
คำชีแ้ จง ให้นกั เรียนอธบิ ายตามหัวข้อที่กาหนด
๑. ลักษณะของตวั ละคร
สเุ ทษณ์
................................................................................................................................................................ .........
.......................................................................................................................... ...............................................
............................................................................................................................. ............................................
.................................................................................................................................................................... .....
............................................................................................................................. ............................................
มทั นา
............................................................................................................................. ............................................
................................................................................................................................................................ .........
.......................................................................................................................... ...............................................
............................................................................................................................. ............................................
๒. กลวิธีการแต่ง
.................................................................................................................................................. .......................
............................................................................................................ .............................................................
............................................................................................................................. ............................................
....................................................................................................................................................... ..................
๓. ฉากและบรรยากาศ
............................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. ............................................
........................................................................................................................................ .................................
.................................................................................................. .......................................................................
๔. คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. ............................................
.........................................................................................................................................................................
๕. ขอ้ คิดและแนวทางในการนาไปปรบั ใชใ้ นชีวติ จริง
..................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. ............................................
................................................................................................................................................................ .........
.......................................................................................................................... ...............................................
๙๐
เฉลย คณุ คำ่ และข้อคดิ บทละครพูดคำฉันท์ เรื่อง มทั นะพำธำ
คำชี้แจง ให้นักเรียนอธิบายตามหัวขอ้ ท่กี าหนด
๑. ลักษณะของตวั ละคร
สุเทษณ์
เป็นคนหมกมนุ่ ในตณั หาราคะ เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตนเอง และไม่คานงึ ถงึ ความรู้สกึ ของผู้อ่ืน
มัทนา
เป็นคนซอ่ื ตรง ไม่มีเล่หเ์ หลีย่ มเพทบุ าย ปากกับใจตรงกัน คดิ อยา่ งไรก็พูดไปอย่างนั้น ไมเ่ สแสรง้
แตค่ วามจริงท่ีนางพูดทาให้นางตอ้ งไดร้ ับความลาบาก ทกุ ขร์ ะทมใจ
๒. กลวธิ กี ารแตง่
การดาเนินเรอ่ื งใชก้ ลวธิ ีให้วทิ ยาธรมายาวินเป็นผเู้ ล่าอดตี ชาติของสุเทษณ์เทพบตุ รและดาเนินเร่อื งโดยแสดง
ให้เหน็ ลกั ษณะของสเุ ทษณเ์ ทพบตุ ร
๓. ฉากและบรรยากาศ
ฉากทป่ี รากฏในเร่อื งตอนที่เรียน คอื วิมานของสเุ ทษณ์เทพบตุ ร กวที รงบรรยายฉากและบรรยากาศได้
เหมาะสม และสอดคล้องกับสเุ ทษณเ์ ทพบตุ ร
๔. คณุ ค่าดา้ นวรรณศลิ ป์
๑) การสรรคา เปน็ การเลอื กใชค้ าท่ีสอื่ ความคดิ และอารมณไ์ ด้อยา่ งงดงาม คอื การใช้คาศัพท์เหมาะสมกบั
ประเภทของคาประพันธ์ และการใช้คาโดยคานงึ ถงึ เสียง
๒) การใชโ้ วหาร ผู้แต่งใชอ้ ปุ มาโวหารในการกลา่ วชมความงามของมัทนาอยา่ งชดั เจน
๕. ขอ้ คิดและแนวทางในการนาไปปรบั ใชใ้ นชีวติ จรงิ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้อยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
๙๑
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้
กำรอำ่ นขนั้ สูง
ระดับช้ันมธั ยมศึกษำปีที่ ๖
ครผู ู้สอน
นำงสำวนชิ ำพร เพชรพงษ์
นำงกมลพร เพชรพงษ์
นำงสำวอนสุ รำ กมทุ ชำติ
โรงเรยี นสตรนี ครสวรรค์
อำเภอเมืองนครสวรรค์ จงั หวดั นครสวรรค์
สงั กดั สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศกึ ษำมัธยมศึกษำนครสวรรค์
๙๒
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 16
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย รหัสวิชำ ๓๓๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน ๖
ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี ๖ ภำคเรียนที่ ๒ ปีกำรศกึ ษำ ๒๕๖๓
ชอื่ หน่วยกำรเรยี นรยู้ ้อนรอยวรรณคดีทรงคุณค่ำ เรอื่ งอำ่ นคดิ วเิ ครำะห์ สงั เครำะห์ และประเมินค่ำดำ้ นวรรณศิลป์ (สำมคั คีเภทคำฉันท์) เวลำ 2 ชม.
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรู้และความคดิ เพื่อนาไปใช้ตัดสินใจแกป้ ญั หา
ในการดาเนนิ ชีวิตและมนี สิ ัยรักการอ่าน
ตัวช้วี ัด
ม.๔-๖/๔ คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรื่องที่อ่านและประเมนิ คุณคา่ เพอื่ นาความรู้
ความคิดไปใชต้ ดั สนิ ใจ แก้ปัญหาในการดาเนินชีวติ
ม.๔-๖/๖ ตอบคาถามจากการอา่ นงานเขยี นประเภทต่างๆ ภายในเวลาทก่ี าหนด
ม.๔-๖/๗ อ่านเร่อื งตา่ ง ๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคิด ผังความคดิ บนั ทกึ ยอ่ ความ
และรายงาน
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
๑. อธิบายคุณค่าของสามัคคเี ภทคาฉนั ท์ โดยใชเ้ ทคนคิ บันได ๖ ขั้นไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง ( K )
๒. วิเคราะห์คุณคา่ ของสามคั คเี ภทคาฉันท์ โดยใชเ้ ทคนคิ บันได ๖ ขนั้ ( P )
๓. เหน็ คุณคา่ ของสามคั คเี ภทคาฉนั ท์ ทีม่ ีคณุ ค่าทางดา้ นภาษาและแนวทางการดาเนินชีวติ ในสังคม (A)
สำระสำคญั (ความคดิ รวบยอด)
การศกึ ษาเรอ่ื ง สามคั คีเภทคาฉันท์ ต้องอธบิ ายลกั ษณะและคณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ปต์ ามหลักการวิจารณ์เบ้ืองตน้
สำระกำรเรียนรู้ (วเิ คราะหจ์ ากตวั ชว้ี ดั ทั้งหมดของหนว่ ยฯ)
ควำมรู้
วเิ คราะห์และวิจารณเ์ รื่อง สามัคคเี ภทคาฉนั ท์ ตามหลักการวิจารณ์
ทักษะ/กระบวนกำร
- ทักษะการคิดวเิ คราะห์
สมรรถนะสำคญั
- ความสามารถในการคดิ
- ความสามารถในการสื่อสาร
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
- ม่งุ ม่ันในการทางาน
- มีวนิ ัย
- ใฝ่เรยี นรู้
- รกั ความเปน็ ไทย
ภำระงำน/ช้ินงำน
อา่ นบทอาขยาน เรื่อง สำมคั คเี ภทคำฉันท์
กิจกรรมกำรเรียนรู้
๑. กำรนำเข้ำสู่กจิ กรรมกำรเรียนรู้
1. ให้นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน
2. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกันวเิ คราะหบ์ ทประพันธ์ท่ีครูนามาใหด้ แู ลว้ สรุปผล จากนั้นครูสมุ่ นักเรยี นตอบคาถาม
เปน็ รายกล่มุ โดยครูและเพ่ือนกลมุ่ อืน่ ร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเพมิ่ เติม
๒. กำรดำเนนิ กำรจัดกจิ กรรมกำรเรียนรู้
๑. ใหน้ ักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค้ าถามท้าทาย ดงั น้ี
หนังสือมีคุณคา่ ทกุ เล่มหรือไม่
๙๓
๒. ให้นักเรียนรว่ มกันสนทนาและแสดงความคิดเห็นในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
ภาษาทีไ่ พเราะทาใหผ้ อู้ ่านร้สู ึกอย่างไร
นกั เรียนเคยอ่านหนงั สอื ทีม่ เี นอื้ หาหรือแนวคดิ ใดบา้ ง
งานเขยี นสะท้อนสงั คมได้จริงหรอื
๓. ใหน้ ักเรยี นศึกษาความรู้เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมโดยใช้เทคนิคการอ่านจับใจความ
สาคัญบนั ได ๖ ข้นั ดังน้ี
๓.๑ เทคนิคบันไดขัน้ ท่ี ๑ การอา่ นเรอ่ื งใหจ้ บตั้งคาถาม 5W1H
๓.๒ เทคนคิ บนั ไดขน้ั ท่ี ๒ การหาคาสาคญั (Key Words)
๓.๓ เทคนิคบนั ไดขัน้ ที่ ๓ ตดั ส่วนขยายใจความสาคญั
3.4 เทคนคิ บันไดข้ันที่ 4 เตมิ คาเชื่อมท่ีหายไป
3.5 เทคนคิ บนั ไดขน้ั ท่ี 5 สังเกตไวค้ าขัดแย้ง
3.6 เทคนิคบันไดขั้นที่ 6 พลกิ แพลงได้ทุกบทอา่ น แลว้ ร่วมกนั สรปุ ความเข้าใจ ครเู ป็นผู้อธบิ ายเพมิ่ เตมิ
๔. ครูให้นักเรียนเห็นความสาคัญ และเกิดความซาบซึ้งในวรรณคดีหรือวรรณกรรม โดยร่วมกันศึกษาสรุป
สาระสาคญั และทาใบงานดังน้ี
สามคั คีเภทคาฉันท์เป็นวรรณคดีที่ทรงคุณค่าทางด้านภาษา มีแนวคิดในการดาเนินชีวิต และสะท้อนภาพ
ของสังคมไทยในเร่ืองความสามัคคไี ดด้ เี ยี่ยม
5 นักเรยี นแต่ละคนทาแบบฝกึ ทกั ษะ เรอ่ื ง พินิจคำ่ ภำษำศลิ ป์จำกเรือ่ ง สำมัคคีเภทคำฉนั ท์ เสรจ็ แลว้
นาสง่ ครู
๓. ขั้นสรปุ
6. ครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ ความร้เู ร่ือง คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ปข์ องเรื่อง สามัคคเี ภทคาฉันท์
7. ใหน้ กั เรียนทดสอบหลงั เรียน
สอ่ื อปุ กรณ์ และแหลง่ กำรเรียนรู้
1) หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนังสือคน้ คว้าเพมิ่ เตมิ
(1) ประจกั ษ์ ประภาพิทยากร. (2533). คมู่ อื สำมัคคีเภทคำฉันท์. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
(2) ธเนศ เวศร์ภาดา. (2549). หอมโลกวรรณศลิ ป์ : กำรสรำ้ งรสสนุ ทรยี ์แห่งวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ :
ปาเจรา.
3) แผนภูมติ วั อย่างบทประพนั ธ์จากเรือ่ ง สามัคคีเภทคาฉนั ท์
4) แบบฝึกทกั ษะ เรอื่ ง พินจิ คา่ ภาษาศลิ ป์จากเรือ่ ง สามัคคเี ภทคาฉันท์
5) หอ้ งสมุด
6) แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
- เวบ็ ไซต์
กำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้
เปำ้ หมำย หลักฐำน วธิ ีวัด เครอ่ื งมอื วัด เกณฑ์กำรวัด
ตวั ช้ีวดั 5.1 ผลงานการค้นควา้ ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะ แบบฝกึ ทกั ษะ ได้เกณฑพ์ อใช้
รวบรวม ข้ึนไป
สมรรถนะสำคัญ ประเมินช้ินงาน แบบประเมนิ
- ความสามารถในการคิด ผลงานการรวบรวม ไดเ้ กณฑพ์ อใช้
- ความสามารถในการส่ือสาร สังเกตพฤติกรรม ขึ้นไป
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ แบบประเมินนักเรยี น การแสดงออก
- มวี นิ ยั , ใฝ่เรยี นร้,ู มุง่ มั่นในการ รายบคุ คล แบบประเมิน ได้ระดับคณุ ภาพ
ทางาน, รักความเป็นไทย นักเรยี นรายบคุ คล 2 ขนึ้ ไป
๙๔
บันทึกผลกำรจดั กำรเรยี นรู้
ผลกำรจัดกำรเรียนรู้
ด้านจุดเด่น/จดุ ดอ้ ยของนกั เรยี น
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไขจดุ ด้อย
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ปัญหำอุปสรรค/ข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ
.................................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
ลงชอื่ .................................................ครผู สู้ อน
(..........................................)
.................../............................../.......................
ควำมเห็นของหัวหน้ำกลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นางกมลพร เพชรพงษ)์
.............../..................../...................
เอกสำรประกอบกำรสอน ๙๕
แผนภมู ิตวั อยำ่ งบทประพนั ธ์ สุประพฤตสิ งวนพรรค์
อุปเฉทไมตรี
พงึ มรรยาทยดึ ผิ บ ไร้ สมคั รมี
รอ้ื รษิ ยาอนั รววิ าทระแวงกนั
สยคงประสบพลัน
ดง่ั นนั้ ณ หม่ใู ด หิตะกอบทวกี าร
พรอ้ มเพรียงนิพทั ธ์นี มนอาจระรานหาญ
กเ็ พราะพร้อมเพราะเพรยี งกนั
หวงั เทอญมิตอ้ งสง นรสงู ประเสริฐครนั
ซ่ึงสุขเกษมสนั ต์ เฉพาะมีชีวคี รอง
ผวิ ใครจะใคร่ลอง
ใครเล่าจะสามารถ พลหักกเ็ ตม็ ทน
หักล้าง บ แหลกลาญ สละลี้ ณ หมตู่ น
บ มพิ ร้อมมิเพรียงกัน
ป่วยกล่าวอะไรฝูง สขุ ทั้งเจรญิ อนั
ฤๅสรรพสตั ว์อนั ลไุ ฉน บ ไดม้ ี
พภยันตรายกลี
แม้มากผิก่ิงไม้ ติประสงคก์ ค็ งสม
มัดกากระนน้ั ปอง คณะเปน็ สมาคม
ภนิพนั ธราพงึ
เหลา่ ไหนผไิ มตรี ผิวมกี ค็ านึง
กิจใดจะขวายขวน จะประสบสุขาลัย
อยา่ ปรารถนาหวัง
มวลมาอุบตั ิบรร
ปวงทุกข์พบิ ตั สิ รร
แม้ปราศนิยมปรี
ควรชนประชุมเชน่
สามัคคปิ รารม
ไป่มีกใ็ ห้มี
เน่อื งเพอื่ ภยิ โยจงึ
๙๖
แบบฝกึ ทักษะ เร่ือง พนิ จิ ค่ำภำษำศลิ ป์ เรื่อง สำมคั คเี ภทคำฉนั ท์
คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นพิจารณาความงามด้านวรรณศลิ ปใ์ นบทประพนั ธต์ อ่ ไปนี้ เถลิงหลังคชาธาร
1. ราชามาคธภบู าล เพยี งพาหนาสนอ์ งค์
ประเสริฐสง่างามทรง
ควรขตั ติยยานยรรยง
สหัสนยั นใ์ ดปาน
ความงามของบทประพันธ์ขา้ งต้น ได้แก่
2. บงเนื้อก็เน้อื เต้น พศิ เสน้ สรีรร์ วั
ทว่ั รา่ งและทงั้ ตัว กร็ ะรกิ ระรวิ ไหว
แลหลังละลามโล หติ โอ้เลอะหล่งั ไป
เพ่งผาดอนาถใจ ระกะร่อยเพราะรอยหวาย
ความงามของบทประพนั ธ์ข้างต้น ได้แก่
3. พลหัยพศิ เห็นเชน่ เหนิ หาวเหาะเหยาะเดนิ
เดาะเตอื นกเ็ ต้นตนี ซอย เรงิ เลน่ เผน่ คอย
ตา่ งตัวดีดโลดโดดลอย
จะควบประกวดอวดพล
ความงามของบทประพนั ธ์ข้างตน้ ไดแ้ ก่
4. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ก็หม่นิ กู
ขยาดขยัน้ มิทนั อะไร สิล่าถอย
กลกะกากะหวาดขมังธนู
บ ห่อนจะเหน็ ธวัชรปิ ู
ความงามของบทประพันธ์ขา้ งต้น ได้แก่
5. ทชิ งคช์ าตฉิ ลาดยล คะเนกลคะนงึ การ
กษัตรยิ ์ลจิ ฉวีวาร ระวงั เหอื ดระแวงหาย
ความงามของบทประพันธ์ข้างต้น ได้แก่
๙๗
แบบฝกึ ทักษะ เร่ือง พนิ จิ คำ่ ภำษำศลิ ปเ์ ร่ือง สำมคั คีเภทคำฉันท์ เฉลย
คำช้แี จง ให้นกั เรียนพิจารณาความงามดา้ นวรรณศลิ ป์ในบทประพนั ธ์ตอ่ ไปน้ี
1. ราชามาคธภบู าล เถลงิ หลังคชาธาร
ประเสริฐสง่างามทรง
ควรขัตติยยานยรรยง เพียงพาหนาสนอ์ งค์
สหัสนยั นใ์ ดปาน
ความงามของบทประพนั ธข์ า้ งตน้ ไดแ้ ก่
- การเล่นสัมผัสใน (สัมผสั พยัญชนะ) เช่น (ขตั ติ) ย-ยาน-ยรร-ยง / เถลงิ -หลงั / สง่า-งาม ทาใหเ้ กิดเสยี งไพเราะ
- การเลน่ สมั ผสั ใน (สมั ผสั สระ) เชน่ ราชา-มาคธ / สหสั นัยน์-ใด ทาใหเ้ กิดเสียงไพเราะ
- การใช้อุปมา เปรียบว่าช้างพระท่ีน่ังของพระเจ้าอชาตศัตรูงดงามย่ิงใหญ่ราวกับช้างพาหนะของพระอินทร์ (ที่ช่ือว่า
ช้างเอราวัณ) อนั เป็นการสอ่ื นยั วา่ พระเจา้ อชาตศัตรมู ีความสง่างามยงิ่ ใหญป่ ระดุจพระอินทรด์ ว้ ยนั่นเอง
2. บงเนอ้ื ก็เนอ้ื เต้น พิศเส้นสรรี ร์ วั
ท่วั รา่ งและทัง้ ตวั กร็ ะรกิ ระรวิ ไหว
แลหลังละลามโล หิตโอ้เลอะหลง่ั ไป
เพง่ ผาดอนาถใจ ระกะรอ่ ยเพราะรอยหวาย
ความงามของบทประพันธ์ข้างต้น ได้แก่
- การเล่นสัมผัสใน (สัมผัสพยัญชนะ) เช่น เส้น-สรีร์ / สรีร์-รัว / ระ-ริก-ระ-ริว / หลัง-ละ-ลาม-โล ทาให้เกิดเสียง
ไพเราะ
- การเลน่ สมั ผัสใน (สมั ผัสสระ) เช่น ผาด-อนาถ / รอ่ ย-รอย ทาให้เกดิ เสียงไพเราะ
- การใชค้ าอพั ภาส ได้แก่ ระรกิ / ระรวิ ช่วยเพิ่มความไพเราะของเสียง ทาให้เกิดจังหวะหนักเบา และช่วยทาให้
เหน็ ภาพ
ความส่ันกระตกุ ของผวิ เนอื้ วัสสการพราหมณต์ ามรอยหวายท่เี ฆ่ียนลงมา
- การซา้ คาวา่ “เน้ือ” ในวรรค “บงเนื้อก็เนื้อเต้น” ทาให้เสียงไพเราะ และเน้นให้เห็นภาพว่า รอยหวายที่เฆี่ยนไปบน
เน้อื ทาใหเ้ น้อื ของวสั สการพราหมณส์ นั่ ระรกิ ดว้ ยความเจบ็ ปวด
3. พลหัยพศิ เหน็ เช่นเหิน หาวเหาะเหยาะเดิน
เดาะเตอื นก็เต้นตีนซอย
ตา่ งตวั ดีดโลดโดดลอย เรงิ เลน่ เผน่ คอย
จะควบประกวดอวดพล
ความงามของบทประพนั ธ์ขา้ งต้น ไดแ้ ก่
- การเลน่ สัมผัสใน (สัมผัสพยัญชนะ) เช่น พลหัย-พิศเห็น / หาว-เหาะ / เตือน-เต้น-ตีน / ดีดโลด-โดดลอย ทาให้
เกดิ เสียงไพเราะ
- การเลน่ สัมผัสใน (สัมผัสสระ) เชน่ เหน็ -เช่น / เหาะ-เหยาะ / โลด-โดด / เล่น-เผ่น / ประกวด-อวด ทาให้เกิดเสียง
ไพเราะ
- การใชค้ าจนิ ตภาพ หรือคาทีท่ าใหเ้ กดิ ภาพชดั เจน กลา่ วคือ ในบทที่ยกมานี้ กวีใช้คาท่ีส่ือให้เห็นภาพการเคล่ือนไหว
ของม้าอยา่ งชัดเจน เชน่ คาว่า เหยาะเดิน เต้นตีนซอย ดดี โลด โดดลอย เริงเลน่ เผน่
4. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขย้นั มิทนั อะไร ก็หมิน่ กู
กลกะกากะหวาดขมังธนู
บ หอ่ นจะเหน็ ธวัชริปู สิลา่ ถอย
ความงามของบทประพันธข์ า้ งต้น ไดแ้ ก่
- การเลน่ สัมผัสใน (สัมผัสพยัญชนะ) เชน่ ขยาด-ขย้ัน / กล-กะ-กา-กะหวาด ทาให้เกิดเสยี งไพเราะ
- การเล่นสัมผสั ใน (สมั ผัสสระ) เชน่ ฉลาด-คาด / ขยัน้ -ทัน ทาใหเ้ กิดเสยี งไพเราะ