The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวคิดนิทรรศการพิพิธภัณฑ์เทพรัตนราชสุดา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bota Library, 2021-09-15 13:29:45

แนวคิดนิทรรศการพิพิธภัณฑ์เทพรัตนราชสุดา

แนวคิดนิทรรศการพิพิธภัณฑ์เทพรัตนราชสุดา

แนวคดิ นิทรรศการ
พพิ ธิ ภัณฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ

มหาวทิ ยาลัยวลยั ลกั ษณ์

จดั เตรยี มโดย ฝ่ายพพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยา อทุ ยานพฤกษศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

แนวคดิ นทิ รรศการ
พพิ ิธภณั ฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสุดาฯ
มหาวิทยาลยั วลัยลักษณ์

มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์ไดเ้ ขา้ รว่ มโครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชด�ำ ริ สมเดจ็ พระเทพ
รัตนราชสดุ า สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) เพอ่ื สบื สานพระราชปณิธานในการอนุรักษท์ รัพยากรของพระบาท
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 9 โดยมหาวทิ ยาลยั ไดเ้ ขา้ รว่ มสนองพระราชด�ำ รฯิ เพอ่ื สบื สานพระปณิธานในงาน
อนุรักษท์ รัพยากรของประเทศดว้ ยเป็ นมหาวทิ ยาลยั ซ่ึงมที ต่ี ้งั อยใู่ นพนื้ ทภี่ าคใตต้ อนบน มฐี านทรัพยากรทอ้ งถน่ิ
ทมี่ คี วามโดดเดน่ ท้งั ดา้ นกายภาพและมรดกภมู ปิ ั ญญา ซ่งึ มพี น้ื ทตี่ ดิ เทอื กเขาหลวงและทะเลฝ่ั งอา่ วไทย เป็ นแหลง่
ทรพั ยากรทางธรรมชาตทิ สี่ วยงามและอดุ มสมบรู ณ์ ความหลากหลายทางชวี ภาพ อกี ทง้ั เป็นพนื้ ทท่ี ถ่ี อื เป็นศนู ยก์ ลาง
อารยธรรมโบราณของภาคใต้ ไมว่ า่ จะเป็ นอาณาจกั รศรวี ชิ ยั และอาณาจกั รตามพรลงิ ค์ และศรธี รรมราชมหานคร
ถอื เป็ นแหลง่ ศนู ยร์ วมดา้ นมรดกศลิ ปะวฒั นธรรมและภมู ปิ ั ญญาทสี่ �ำ คญั ของไทย จงึ ถอื เป็ นหนว่ ยงานทมี่ ศี กั ยภาพ
ในการสานตอ่ โครงการพระราชด�ำ รฯิ (อพ.สธ.) ไดด้ ที สี่ ดุ แหง่ หน่ึงของประเทศ มงุ่ เน้นการสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ ม
เพื่อให้เกิดความตระหนักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่า และย่ังยืนจากชุมชน
ไปสู่สังคม ซ่ึงจะนำ�ไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างย่ังยืนบนพื้นฐานของการมีจิตสำ�นึกในการอนุรักษ์
ทรัพยากรที่มอี ยู่ในประเทศไทยตอ่ ไป

01 แนวคิดนิทรรศการ พิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์ โดยอทุ ยานพฤกษศาสตรจ์ งึ ไดจ้ ดั สรา้ งอาคารพพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ
มหาวทิ ยาลยั วลัยลกั ษณ์ ( Natural History Museum Walailak University ) ซ่ึงรูปแบบของอาคารเป็ นเลข 8
มีคอร์ทนำ้�ตกกรุงชิงและคอร์ทชายหาด ตามแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้ าจากยอดเขาถึงใต้ทะเล” และนำ�กรอบ
แนวทางการด�ำ เนนิ งานของ อพ.สธ.ในการจดั การประชมุ วชิ าการและนทิ รรศการภายใตก้ รอบแนวคดิ 4 กรอบคอื
1) หวนดทู รพั ยส์ งิ่ สนิ ตน 2) ชาวบา้ นไทยไดป้ ระโยชน์ 3) ศกั ยภาพมากลน้ มใี หเ้ หน็ และ 4) ประโยชนแ์ ทแ้ กม่ หาชน
มาใช้เป็ นแนวทางในการกำ�หนดเนื้อหาและรู ปแบบการจัดนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพ
รัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งบประมาณการก่อสร้าง 301,880,000 บาท โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน
ผา่ นโครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชด�ำ ริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
(อพ.สธ.) และจะเปิ ดใชง้ านอย่างสมบรู ณ์ในปี 2565 ตวั อาคารต้ังอย่รู ิมอา่ งกกั เก็บนำ้�ขนาดใหญภ่ ายในอทุ ยาน
พฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซ่ึงมีฉากหลังเป็ นเทือกเขาหลวง ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดง
นิทรรศการ 6 กลุม่ (CLUSTER) นำ�เสนอผ่านหอ้ งนิทรรศการ 7 หอ้ ง ดงั นี้

02แนวคิดนิทรรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาติวิทยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลกั ษณ์

๑ หอ้ งเกริกไกรเจา้ ฟา้ นกั อนรุ กั ษ์
นิทรรศการนำ�เสนอผลการด�ำ เนินงานภายใตโ้ ครงการอนุรกั ษพ์ นั ธุกรรมพชื
อนั เนอื่ งมาจากพระราชด�ำ ริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
(อพ.สธ.) ครบรอบ 30 ปี และนิทรรศการ “พชื และสตั วใ์ นพระนามสริ ินธร”
เพอื่ เทดิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกมุ ารี โดยมรี ายละเอียดการนำ�เสนอดงั นี้

03แนวคดิ นทิ รรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลัยลกั ษณ์

04แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ์

05แนวคดิ นิทรรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

06แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ์

07 แนวคดิ นิทรรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

08แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ์

09แนวคดิ นิทรรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

นอกจากนิทรรศการในดา้ นการทรงงานผา่ นโครงการอนุรกั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชด�ำ รดิ งั กลา่ ว
มหาวทิ ยาลยั ไดเ้ ชอี่ มโยงผลการดำ�เนินงานดา้ นสนองพระราชดำ�ริ อพ.สธ. เพื่อเทิดพระเกียรตพิ ระกนิษฐาธิราช
เจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านนิทรรศการ “พืชและสตั วใ์ นพระนามสริ ินธร”

10แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลกั ษณ์

ภาพโดย : https://www.nationtv.tv/ หอยบุษราคมั

ชอื่ วทิ ยาศาสตรว์ า่ แอมฟิ โดรมสั พรนิ ซพิ าลสั
(Amphidromus principalis Sutcharit &
Panha, 2015) ซ่ึงเป็ นหอยต้นไม้เวียนซ้าย
พบไดต้ ามตน้ สม้ ตน้ ขนนุ บนเกาะกระ จงั หวดั
นครศรีธรรมราช เปลือกมีสีเหลืองและมีลาย
เส้นสีเหลืองเข้มพาดต้ังฉากกับแนววงเปลือก
มีหอยขนาดเล็กมีความสูงเปลือกประมาณ
2.5 - 3.6 เซนติเมตร กวา้ ง 1.5-2 เซนตเิ มตร
ลำ�ตัวหอยสีขาวนวลถึงสีครีมไม่มีลวดลาย
ในหอยทมี่ อี ายมุ ากอาจมสี นี า้ํ ตาลออ่ นทบ่ี รเิ วณ
หวั และเทา้ หอยบุษราคัมถือเป็ นหอยตน้ ไมท้ ี่
มีสีสันสวยงาม จนได้รับการขนานนามว่า
“อญั มณีแหง่ พงไพร

จากการศึกษาความหลากหลายของสปี ชีส์หอยทากบกในประเทศไทยเป็ นเวลากว่า 30 ปี ของคณะนักวิจัย
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำ�โดย ศาสตราจารย์ ดร. สมศักด์ิ ปั ญหา ได้ประมาณการว่ามีหอยทากบกใน
ประเทศไทยท้งั สนิ้ 1,000-1,500 ชนดิ และยงั คน้ พบหอยทากชนดิ ใหมข่ องโลกประมาณ 100 ชนดิ ซ่งึ หลายชนดิ
มคี วามโดดเดน่ เชน่ หอยทากจว๋ิ ทม่ี รี ูปรา่ งหลากหลายแปลกตา และหอยนกั ลา่ ทม่ี ลี �ำ ตวั สสี ดใส รวมถงึ หอยตน้ ไม้
ทมี่ สี สี นั สวยงาม จนไดร้ บั การขนานนามวา่ “อญั มณีแหง่ พงไพร” โดยลา่ สดุ ไดค้ น้ พบหอยตน้ ไมส้ วยงามชนดิ ใหม่
ของโลก 2 ชนิด ชนิดแรกพบทเี่ กาะกระ จงั หวดั นครศรธี รรมราช ภายใตโ้ ครงการอนุรกั ษพ์ นั ธุกรรมพชื อนั เนอ่ื ง

มาจากพระราชดำ�ริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ
กองทพั เรอื และกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ ่ าและพนั ธพ์ุ ชื กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม และไดร้ บั
พระราชทานชอ่ื หอยวา่ “หอยบษุ ราคมั ” ชอ่ื วทิ ยาศาสตรว์ า่ Amphidromus principalis Sutcharit & Panha, 2015

(แอมฟิ โดรมัส พรินซิพาลิส) จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
จากลักษณะของเปลือกที่มีสีเหลืองแวววาว เปรียบด่ังพลอยบุษราคัมล้ําค่า เป็ นทรัพยากรสำ�คัญและมีมูลค่า

แกก่ ารอนุรักษ์บนผนื ป่ าในหมูเ่ กาะแหง่ ท้องทะเลไทย หอยบุษราคมั มเี ปลอื กสเี หลืองแวววาว มสี ลี �ำ ตวั สขี าวนวล
อาศัยอยู่บนต้นไม้ในป่ าดิบช้ืนตามเกาะในอ่าวไทย บริโภคสาหร่ายและไลเคนบนผิวต้นไม้ ดำ�รงชีวิตบนต้นไม้
ตลอดชวี ติ มเี ปลอื กเวยี นทางดา้ นซา้ ยทกุ ตวั ทง้ั ประชากร ศตั รูธรรมชาติ คอื นกหลายชนดิ และหนู มกี ารผลติ เมอื ก
จากเทา้ และแมนเทลิ ทท่ี �ำ สขี าวใส ชว่ ยเคลอื บผวิ ล�ำ ตวั ใหข้ าวมนั แวววาว มสี ารทเี่ ป็ นประโยชนต์ อ่ การบ�ำ รุงผวิ พรรณ
ทลี่ ะเอยี ดออ่ น มศี กั ยภาพไปสอู่ ตุ สาหกรรมเวชส�ำ อางไดอ้ กี ดว้ ย ทง้ั น้ี ความหมายภาษาละตนิ ค�ำ วา่ “principalis”
มีความหมายว่า “of the princess” อันหมายถึงองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซ่ึงพระองค์ทรงเป็ นองค์
ประธานแหง่ โครงการอนุรักษ์พนั ธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำ�ริฯ ดว้ ย

11 แนวคิดนิทรรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวิทยาลยั วลัยลักษณ์

ภาพโดย : https://www.thairath.co.th/

ผีเสือ้ รตั ติสิรนิ

ผเี สอื้ “รัตตสิ ริ นิ ” (Eucosmogastra sirindhornae Pinkaew et Laeprathom) หรอื ผเี สอ้ื กลางคนื ขนาดเลก็
พบเพียงแหง่ เดยี วที่สถานีวจิ ัยวจิ ัยสตั วป์ ่ าฮาลาบาลา จ.นราธิวาส

ลกั ษณะผเี สอื้ กลางคนื ปี กแผก่ วา้ งเพยี ง 1.6 มม. ปี กคหู่ นา้ มแี ตม้ สเี ทาปนนาํ้ เงนิ สลบั กบั แตม้ สนี า้ํ ตาลด�ำ กระจาย
ท่ัวปี ก ปี กคู่หลังมีสีเหลืองตรงก่ึงกลางปี กและแถบยาวสีเหลืองบริเวณโคนปี กบนพ้ืนปี กสีน้ําตาลเข้ม ขอบปี ก
สเี หลอื ง ปลอ้ งท้องสดี �ำ สลบั เหลอื ง ถอื เป็ นผเี สอื้ กลางคนื ทม่ี สี สี นั สวยงามทีส่ ดุ

รศ.ดร.นันทศักดิ์ ป่ิ นแก้ว อาจารย์ประจำ�ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำ�แพงแสน ทำ�การวิจัยด้านอนุกรม
วธิ านและความหลากหลายของผเี สอ้ื กลางคนื ในประเทศไทย โดยเฉพาะใหค้ วามสนใจกบั กลมุ่ ผเี สอื้ หนอนมว้ นใบ
ในวงศ์ Tortricidae ซ่งึ เป็ นผเี สอื้ ขนาดเลก็ มาตลอดระยะเวลา 15 ปี จากการคน้ ควา้ วจิ ยั และเกบ็ ตวั อยา่ งในหลาย
พน้ื ทขี่ องประเทศไทย ท�ำ ใหไ้ ดพ้ บผเี สอื้ หนอนมว้ นใบหลากหลายชนดิ มกี ารตพี มิ พเ์ ผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั ในวารสาร
ระดบั ชาตแิ ละนานาชาตเิ กยี่ วกบั ผเี สอ้ื หนอนมว้ นใบ โดยคน้ พบผเี สอื้ สกลุ ใหมข่ องโลก (new genus) จ�ำ นวน 1 สกลุ

ชนิดใหม่ของโลก (new species) จำ�นวน 19 ชนิด และรายงานใหม่ของประเทศไทย (new record) อีก 9 ชนิด
ท้ังนี้ในปี 2559 ผีเสอื้ หนอนมว้ นใบชนิดใหมข่ องโลกชนิดหน่ึงไดร้ ับพระราชทานชอื่ ภาษาไทย “ผีเสอื้ รัตตสิ ริ ิน”
จากสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี และชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ คอื Eucosmogastra sirindhornae
ในวนั ท่ี 27 พฤษภาคม 2559 ท้งั นี้ รศ.ดร.นันทศักดิ์ ป่ิ นแกว้ ได้มีโอกาสถวายรายงานเกีย่ วกบั ผเี สอื้ รัตตสิ ริ ินต่อ

สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ณ องคก์ ารพพิ ธิ ภณั ฑว์ ทิ ยาศาสตรแ์ หง่ ชาติ จงั หวดั ปทมุ ธานี
ในวนั ท่ี 8 สงิ หาคม 2559 ผเี สอื้ รตั ตสิ ริ นิ เป็ นผเี สอื้ กลางคนื ขนาดเลก็ มปี ี กแผก่ วา้ งเพยี ง 13.4 มลิ ลเิ มตร สสี นั บนปี ก
มคี วามโดดเดน่ ปี กคหู่ นา้ มลี วดลายสนี �ำ้ ตาลออ่ นและเขม้ สลบั กบั จดุ แตม้ สนี า้ํ เงนิ ปนเทา สว่ นปี กคหู่ ลงั มแี ตม้ สเี หลอื ง
ขนาดใหญ่ ลอ้ มรอบดว้ ยขอบสนี ำ้�ตาลเขม้ อวยั วะสบื พันธุ์เพศผู้มีลกั ษณะโดดเดน่ แตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลนี้
อย่างชัดเจน และได้รับการยืนยันความถูกต้องจากผู้เช่ียวชาญในพิพิธภัณฑ์แมลงหลายแห่งในต่างประเทศ
นอกจากนี้ผีเสอ้ื รัตตสิ ริ ินมเี พียงตวั อยา่ งเพศผู้เพยี งตัวเดยี วเทา่ น้ันในประเทศไทย เกบ็ ไดจ้ ากพื้นทปี่ ่ าดิบชน้ื ของ

12แนวคดิ นิทรรศการ พิพิธภัณฑธ์ รรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

กงั้ เจ้าฟา้

เพอ่ื เป็ นการเฉลมิ พระเกยี รติ เนอื่ งดว้ ยในปี
พ.ศ. 2538 นี้จะเป็ นปี ที่สมเด็จพระเทพ

รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรง

มพี ระชนมายคุ รบ 40 พรรษา และจฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย ได้ค้นพบก้ังต๊ักแตนชนิดใหม่
ของโลก เป็ นก้ังต๊ักแตนท่ีมีสีสวยอีกชนิดหน่ึง
ของโลกทีส่ ะพานปลา จังหวดั ปั ตตานีจากเรือ

ประมงอวนลากขนาดเล็ก โดยศาสตราจารย์

ไพบูลย์ นัยเนตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิท

ภาพโดย : https://lifestyle.campus-star.com/ ยาศาสตร์

พระราชทานชอื่ : เมอ่ื วนั ท่ี 16 มีนาคม พ.ศ. 2538
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์
ชอื่ ไทย : Acanthosquilla sirindhorn Naiyanetr, 1995
ชอื่ พืน้ บ้าน : ก้ังเจ้าฟ้ า
ชอื่ สามัญ : ก้ังลายเสอื ก้งั ต๊ักแตนลายเสอื
ลกั ษณะเดน่
: Tiger Mantis Shrimp
แหล่งทอ่ี ยู่ : กง้ั เจา้ ฟ้ ามสี ดี �ำ เป็ นแถบขวางทกุ ปลอ้ งตลอดความยาวตวั และแพนหาง ตรงบรเิ วณดา้ นบน
สถานท่พี บ
การแพร่กระจาย ของหางนูนเป็ น 3 พู และแต่ละพจู ะมีหนามจำ�นวน 4 - 6 อนั ขนาดความยาวตัว 68 - 73

มิลลเิ มตร
: ขดุ รูอย่ตู ามชายฝ่ั งทะเล ที่เป็ นโคลน

: สะพานปลา จังหวดั ปั ตตานี จากการทำ�ประมงอวนลนุ

: จังหวดั ปั ตตานี

ชมพูสริ นิ

ชมพสู ริ ินหรือเทยี นสริ ินธร เป็ นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เทยี น

ส�ำ รวจพบบรเิ วณหนา้ ผาหนิ ปนู ในเขตอ�ำ เภอปลายพระยา
จังหวดั กระบี่ และอ�ำ เภอครี ีรัฐนิคม จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี
จัดเป็ นพืชหายากและเป็ นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย
ข้นึ ตามหน้าผาที่เป็ นหนิ ปูน ระดับความสงู 20-150 เมตร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็ นไมล้ ม้ ลุกอายหุ ลายฤดู ลำ�ต้น

ฉํ่านํ้า แตกกอที่ส่วนโคน มียอดมากได้ถึง 15 ยอด ดอกเกิด ภาพโดย : https://th.wikipedia.org/

ตามปลายกง่ิ มี 1–2 ดอก กา้ นดอกโคง้ ยาว 3–6.5 เซนติ เมตร กลบี ดอก

สีชมพูอมม่วงอ่อน ๆ แผ่บานออก. (Impatiens sirindhorniae Triboun & Suksathan) รายงานในวารสาร
Gardens’ Bulletin Singapore เมือ่ ปี ค.ศ. 2009 / ทม่ี า สวนพฤกษศาสตร์สมเดจ็ พระนางเจ้าสริ ิกิติ์

13 แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ิธภณั ฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลกั ษณ์

ผงั พื้นท่ี หอ้ งเกรกิ ไกรเจา้ ฟา้ นักอนุรักษ์

หอ้ งเกรกิ ไกรเจา้ ฟ้านกั อนรุ ักษ์

เทคนิคและรปู แบบการจดั แสดง

ใชเ้ ทคนิคจัดแสดงในรูปแบบการนำ�เสนอเนื้อหานิทรรศการหอ้ งเกริกไกรเจ้าฟ้ านักอนุรักษ์ ดงั นี้
1. Graphic Panels
2. สอ่ื วดิ ีทัศน์
3. การจำ�ลองหรือจัดแสดงตัวอย่างพืชและสัตว์ในพระนามตามความเหมาะสม พร้อมสื่อเสมือนจริง จำ�ลอง

เสยี งสตั ว์
4. การนำ�เสนอโดยใชส้ อ่ื นำ�ชมแบบเสมอื นจรงิ Virtual Reality (VR) , Augmented Reality (AR) และ Mixed
5. ใชเ้ กม และสอื่ การเรียนรู้แบบใหผ้ ู้ชมมีสว่ นร่วม และสมั ผสั ได้จริง แบบ 4 D

14แนวคดิ นทิ รรศการ พพิ ิธภัณฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลกั ษณ์

๒หอ้ งเขาหลวงทรพั ยากรมากมี
ห้องเขาหลวงทรัพยากรมากมีจัดแสดงนิทรรศการของทรัพยากรกายภาพ
ของเทอื กเขาหลวง พชื พรรณทส่ี �ำ คญั สตั ว์ นก เหด็ รา และจลุ นิ ทรยี ์ แสดงวธิ กี าร
นำ�ทรัพยากรไปใชป้ ระโยชน์อยา่ งย่ังยนื โดยมเี นื้อหานิทรรศการดังนี้

15 แนวคดิ นิทรรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลยั วลัยลกั ษณ์

รจู้ ักอทุ ยานแห่งชาติเขาหลวง

อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ครอบคลุมพื้นท่ีของอำ�เภอเมือง อำ�เภอพิปูน อำ�เภอพรหมคีรี อำ�เภอลานสกา
อำ�เภอฉวาง ก่ิงอำ�เภอช้างกลาง และกิ่งอำ�เภอนบพิตำ� มีเนื้อที่ประมาณ 570 ตารางกิโลเมตร ประกาศเป็ น
อุทยานแห่งชาติ เม่ือวันท่ี 18 ธันวาคม 2517 ประกอบด้วยเทือกเขาที่สลับซับซ้อน มียอดเขาหลวงเป็ นยอดเขา
สูงสุด ประมาณ 1,835 เมตรจากระดับนํ้าทะเลซ่ึงสูงที่สุดในภาคใต้เป็ นแหล่งของต้นนำ้�ลำ�ธารและคลองต่าง ๆ
กว่า 15 สาย มีสภาพเป็ นป่ าดงดิบช้ืนและป่ าดิบเขาเส้นทางการเดินในอุทยานเป็ นวงรอบมีธรรมชาติที่สวยงาม
และมคี วามหลากหลายทางชวี ภาพมพี ชื และสตั วท์ หี่ ายากอยมู่ ากมาย อทุ ยานแหง่ นไี้ ดร้ บั รางวลั ยอดเยยี่ มประจ�ำ ปี
2541 รางวลั ยอดเยีย่ มประเภท แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

ภาพโดย : http://www.tanamtour.com/

อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ซ่ึงยังคงความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะป่ าเฟิ ร์นโบราณและกล้วยไม้หายาก
นานาชนิดของโลก ป่ าผืนน้ียังเป็ นต้นน้ําของเขาหลวงยอดเขาที่สูงที่สุด ในภาคใต้ของไทย ใจกลางป่ าดิบชื้น
อนั รกทบึ ของเขาหลวงนเี้ อง ทไี่ ดใ้ หก้ �ำ เนดิ เฟิ รน์ โบราณหลายชนดิ ซ่งึ เหลอื รอดมาจนถงึ ยคุ ปั จจบุ นั เชน่ มหาสด�ำ
หรือเฟิ ร์นต้นท่ีมีลักษณะของลำ�ต้นท่ีสูงใหญ่ กว่า 15-20 เมตร และมีแผ่นใบสีเขียวสดรูปขนนก ขนาดใหญ่แผ่
ออกจากปลายยอดชวน ให้จินตนาการถึงบรรยากาศยุคจูแรสสิกซ่ึงไดโนเสาร์ยังครองโลกอยู่ ป่ าเขาหลวงมี
เฟิ ร์นชนิดนี้อยู่อย่าหนาแน่นจนได้รับการขนานนามว่าหบุ ผามหาสดำ�อันแสนอัศจรรย์ นอกจากน้ีบนป่ าดงดิบที่
สงู เฉลย่ี เกนิ 1000 เมตร ยงั พบเฟิ รน์ โบราณทว่ี วิ ฒั นาการมานานกวา่ 180-200 ลา้ นปี อยา่ งบวั แฉกและบวั แฉก
ใบมน เฟิ รน์ ทมี่ รี ูปทรงของใบแตกเป็ นแฉกสวยงามอยา่ งนา่ ประหลาด และพบขน้ึ เป็ นดงหนาแนน่ ตามลาดไหลเ่ ขา
ชันที่ชุ่มช้ืนใกล้ยอดเขาสูง ย่ิงกว่าน้ันป่ าเขาหลวงยังเป็ นแดนสวรรค์ของกล้วยไม้เมืองไทย เพราะที่นี่ถือเป็ น
“สุดยอดแห่งกล้วยไม้เมืองใต้” เน่ืองจากสามารถพบกล้วยไม้ป่ าดงดิบของภูมิภาคอินโด-มลายันแทบทุกสกุล
รวมแลว้ ไมต่ าํ่ กวา่ 300 ชนดิ โดยเฉพาะกลว้ ยไมถ้ น่ิ ชนดิ ใหมข่ องโลกและกลว้ ยไมช้ นดิ หายาก เชน่ สงิ โตอาจารยเ์ ตม็
เอ้ืองคีรีวง และสิงโตใบพัดเขาหลวง เป็ นต้น กล้วยไม้เหล่านี้ล้วนเป็ นชนิดพันธุ์ที่ไม่พบในที่อ่ืนใดในโลกอีก
นอกจากผืนป่ าเขาหลวง เทา่ น้ัน จึงเป็ นผนื ป่ าดงดิบที่ควรคา่ แกก่ ารอนุรักษ์ และควรหาโอกาสเดนิ ทางไปศึกษา
เพอื่ เพมิ่ พนู ความรูใ้ หง้ อกเงยตอ่ ไป ชว่ งเวลาทเี่ หมาะในการเดนิ ทางมาทอ่ งเทยี่ ว คอื เดอื นมกราคม-เดอื นกรกฎาคม

16แนวคิดนิทรรศการ พิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลัยลกั ษณ์

พชื พรรณและดอกไมห้ ายากบนเขาหลวง

เขาหลวง เป็ นป่ าฝนเขตร้อนที่เป็ นแหล่งรวมความหลากหลาย ทางชีวะภาพที่สำ�คัญแห่งหน่ึงของคาบสมุทร
มาลายู โดยมีการสำ�รวจพบพืชพรรณหายากนานาชนิด โดยเฉพาะเป็ นแหล่งใหญ่ ของเมืองไทยที่สำ�รวจพบ
เฟิ รน์ ตน้ หรอื มหาสด�ำ (Cyathea sp.) ขน้ึ อยอู่ ยา่ งหนาแนน่ ตามหบุ เขาสงู อนั ชมุ่ ชนื้ จนมกี ารขนานนาม บางบรเิ วณ
วา่ เป็ นหบุ ผามหาสด�ำ จดั เป็ นเฟิ รน์ โบราณทกี่ �ำ เนดิ ขน้ึ มาในยคุ เดยี วกบั ทไี่ ดโนเสารค์ รองโลก เป็ นเฟิ รน์ ทมี่ ลี �ำ ตน้ สงู

ชะลดู ราวตน้ มะพรา้ ว และมแี ผน่ ใบเขยี วสดแตกเป็ นรูปขนนกจากปลายยอด สงิ โตอาจารยเ์ ตม็ (Bulbophyllum
smitinandii) เป็ นกล้วยไม้ชนิดใหม่ของประเทศไทย ซ่ึงสำ�รวจพบเฉพาะบนยอดป่ าดิบเขาหลวงและภูเขาใน
บริเวณใกล้เคียงเพียงไม่ก่ีแห่งเท่าน้ัน จึงจัดเป็ นกล้วยไม้พันธุ์เฉพาะถ่ิน ท่ีหายากมากกล้วยไม้ชนิดน้ีได้รับการ
ต้ังชื่อเพ่ือเป็ น เกียรติแก่ ศ.ดร.เต็ม & สมิตินันทน์ นักพฤกษศาสตร์คนสำ�คัญของเมืองไทย จัดเป็ นกล้วยไม้ใน
สกุลสิงโตกลอกตาท่ีมีนิเวศอิงอาศัยอยู่กับลำ�ต้นของไม้ใหญ่ในป่ าดิบท่ีมีความชุ่มช้ืนสูง และออกดอกเด่ียวใน
ฤดรู อ้ น มดี อกขนาด 3-5 เซนตเิ มตร แตม่ สี สี นั และลวดลายงดงามอยา่ งยงิ่ อกเหนอื จากเฟิ นบวั แฉกและ พรรณไม้
หายากอกี หลายชนิดแลว้ บวั แฉกใบมน (Cheiropleuria bicuspis) กเ็ ป็ นเฟิ รน์ หายากอกี ชนิดหน่งึ ทขี่ ้นึ อยบู่ รเิ วณ

ใกลย้ อดเขาหลวง

เฟริ น์

เฟิ รน์ ตน้ หรอื มหาสด�ำ (Cyathea sp.)

มหาสดำ�พันธุ์ใหม่ เฟิ ร์นต้น (Tree Fern)

หรอื มหาสด�ำ ชนดิ Cyathea moluccana

ซง่ึ พบเป็ นรายงานใหมส่ �ำ หรบั ประเทศไทย

ดตู า่ งจากเฟิ รน์ ตน้ ชนดิ อนื่ ๆ ตรงทมี่ ลี �ำ ตน้

เป็ นเหง้าส้ัน ๆ และมีใบย่อยแบบขนนก

ช้ันเดียว ในไทยมีรายงานพบเฉพาะที่ ภาพโดย : https://www.noknoi.com/
เทือกเขาหลวง และป่ าฮาลา-บาลาเท่าน้ัน

ผืนป่ าดงดิบชื้นรกชัฏของเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็ นป่ าฝนเขตร้อนที่เป็ นแหล่งรวมความหลาก

หลาย ทางชวี ะภาพที่ส�ำ คัญแหง่ หน่ึงของคาบสมุทรมาลายโู ดยมกี ารส�ำ รวจพบพชื พรรณหายากนานาชนิด โดย

เฉพาะเป็ นแหลง่ ใหญ่ ของเมืองไทยทีส่ �ำ รวจพบเฟิ ร์นต้น หรือมหาสดำ� (Cyathea sp.) ข้ึนอยอู่ ยา่ งหนาแน่นตาม

หบุ เขาสงู อันชมุ่ ชนื้ จนมีการขนานนามบางบริเวณวา่ เป็ น “หบุ ผามหาสดำ�” จัดเป็ นเฟิ นโบราณที่ก�ำ เนิดข้ึนมาใน

ยุคเดียวกับที่ไดโนเสาร์ครองโลก เป็ นเฟิ ร์นที่มีลำ�ต้นสูงชะลูดราวต้นมะพร้าว และมีแผ่นใบเขียวสดแตกเป็ นรูป

ขนนกจากปลายยอด

17 แนวคดิ นทิ รรศการ พิพธิ ภณั ฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวิทยาลยั วลัยลกั ษณ์

ภาพโดย : https://w.pantip.com/

เฟิ รน์ บวั แฉก บวั แฉกในธรรมชาติ พบข้นึ อยกู่ บั ดนิ คอ่ นขา้ งหนียว มอี นิ ทรียว์ ตั ถทุ บั ถม ตามลาดเนินเขา หรอื
ขอบชายป่ าดงดิบ ใบบริเวณที่ได้รับแสงแดดจัดจ้าเต็มวัน ที่ระดับความสูงมากกว่า 1000 เมตรข้ึนไป กระจาย
พันธ์ุอยู่ใน ญี่ป่ ุนไต้หวัน เวียดนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ โพลีนีเฃียน ออสเตเลีย ในบ้านเรา พบท่ี

สรุ าษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พงั งา และยะลา
ลักษณะท่ัวไปของเฟิ นในสกุลนี้ เป็ นเฟิ นดิน ขนาดกลางถึงใหญ่ ลำ�ต้นเป็ นเหง้าอ้วนฝั งตัวอยู่ในดิน เลื้อยไกล

แข็งเป็ นเน้ือไม้ ปกคลุมแน่นด้วยขนหยาบ สีดำ� ขนประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ เรียงต่อกันเป็ นแถว ลักษณะ
ก้านใบ ก้านใบยาว ไม่มีปมข้อต่อระหว่างโคนก้านกับเหง้า ก้านชูต้ังข้ึน ผิวเเกล้ียง ด้านหน้าเป็ นร่อง ระบบท่อ
ลำ�เลียงจัดเรียงตวั รูปตวั U โค้งควา่ํ ลง

กลว้ ยไม้

สงิ โตอาจารยเ์ ตม็ (Bulbophyllum smitinandii) กลว้ ยไมช้ นดิ นี้
ถูกค้นพบคร้ังแรกเมื่อปี พ.ศ. 2509 โดยต้ังช่ือเป็ นเกียรติแก่ ศ.ดร.

เตม็ สมติ นิ นั ท์ นกั พฤกษศาสตรค์ นส�ำ คญั ของประเทศไทย เป็นกลว้ ยไม้

อิงอาศัย ลำ�ต้นเจริญทางด้านข้าง ลำ�ลูกกล้วยรูปไข่ มีใบรูปขอบ
ขนานหน่ึงใบ ดอกเป็ นดอกเดี่ยว กว้างประมาณ 4 ซม. กลีบเลี้ยง
และกลบี ดอกสเี หลอื งเขม้ มปี ระและขดี สมี ว่ งแกมแดง กลบี เลยี้ งบน
รูปหอก กลบี เลย้ี งขา้ งเบยี้ วรูปไขแ่ กมรูสามเหลยี่ ม กลบี ดอกรูปหอก
กลีบปากสีขาวมีแฉกข้าง มีแต้มเป็ นพ้ืนสีม่วงแดงและมีขนสีขาว

ประปราย ออกดอกช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เป็ นกล้วยไม้ ภาพโดย : https://beauty13orchids.skyrock.com/
ทพี่ บเฉพาะในประเทศไทย บรเิ วณป่ าดบิ เขาบนเขาหลวง จงั หวดั

นครศรีธรรมราช และเทอื กเขาใกล้เคียง

18แนวคิดนิทรรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาติวิทยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลัยลักษณ์

ภาพโดย : https://topicstock.pantip.com/ รองเท้านรีคางกบ
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ : Paphiopedilum callosum (Rchb.f.) Stein
ชอื่ เรียกอืน่ : Other name(s) : รองเท้านารี แมงภู่ เอื้องคางกบ
เอือ้ งคางคก รองเทา้ นาง
ชอ่ื วงศ์ (Family name) : ORCHIDACEAE
ลักษณะ Characteristics : กล้วยไม้ดิน ลำ�ต้นส้ันและแตกกอ ใบ

รูปขอบขนาน กว้าง 3-3.5 ซม. ยาว 15-18 ซม. ผิวใบด้านบนลาย
หลังใบ สีเขียวอ่อน ดอก ออกเด่ียวที่ปลายยอด ก้านดอกต้ังตรง
สีม่วงเข้ม ยาว 25-30 ซม. มีขน กลีบเล้ียงกลีบบนแผ่กว้าง สีขาว

และมีขีดสีเขียวแกมม่วงแดงตามยาว กลีบดอกรู ปขอบขนานโค้ง
ขอบกลีบมตี ุม่ สนี ้ําตาลเข้มเป็ นมนั และมขี น กลบี กระเป๋ า สมี ว่ งแดง
แกมนํ้าตาล ดอกบานเต็มท่ีกว้าง 6-8 ซม. พบท่ัวประเทศตามป่ า
ดิบช้ืน ที่ระดับความสูง 500-1,300 เมตร ออกดอกช่วงเดือน

กรกฎาคม-สงิ หาคม

การกระจายพนั ธุ์ : เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้

ภาพโดย : www.facebook.com/รา้ นขายกลว้ ยไมแ้ ละเฟิ รน์ -ภาคใต้ ภาพโดย : www.facebook.com/รา้ นขายกลว้ ยไมแ้ ละเฟิ รน์ -ภาคใต้

“กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้” เป็ นสายพันธุ์ท่ีพบได้ในพ้ืนท่ีป่ าบนเขาสูง ตอนนี้กำ�ลังท่ีจะหมดไปจากป่ า
เนื่องจากน้ํามือของมนุษย์ ในขณะเดียวกันท่ีอุทยานแห่งชาตินํ้าตกโยง อำ�เภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ก�ำ ลงั เรง่ อนุรกั ษร์ องเทา้ นารีสายพนั ธุ์น้ี และเป็ นแหลง่ ทฟี่ ้ื นฟอู นุรักษพ์ นั ธุกรรมรองเทา้ นารคี างกบใตท้ ใี่ หญท่ สี่ ดุ

ในภาคใตก้ ็วา่ ได้

19 แนวคิดนทิ รรศการ พิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลักษณ์

สัตวแ์ ละสิง่ มีชีวติ ท่พี บบนเขาหลวง

สมเสร็จ ภาพโดย : สพุ ร เกอ้ื พทิ กั ษ์
ชอ่ื ภาษาไทย : สมเสร็จ
ชอ่ื ภาษาองั กฤษ : Malayan Tapir
ชอื่ ทางวทิ ยาศาสตร์ : Tapirus indicus

เป็นสตั วก์ บี เดยี่ ว มลี กั ษณะของสตั วห์ ลาย

ชนดิ อยรู่ วมกนั ในตวั กลา่ วคอื รูปรา่ งคลา้ ย

หมู กบี เทา้ คล้ายแรด จมูกและริมฝี ปากมน
ยาวย่ืนออกมาคล้ายงวงช้าง หางส้ันคล้าย
หางหมี หเู ลก็ สน้ั กลม ตาเลก็ สมเสรจ็ เป็นสตั ว์
กีบคี่เช่นเดียวกับแรดและกระซู่แต่ไม่มีนอบริเวณจมูกตีนหลังของสมเสร็จมีกีบน้ิว 3 นิ้วคล้ายแรดส่วนตีนหน้า
มีกีบน้ิว 4 น้ิวลักษณะกีบค่อนข้างเรียวแยกจากกันโดยมีร่องระหว่างน้ิวลึกร่องขารวมถึงหางและก้นเป็ นสีดำ�
บรเิ วณกลางล�ำ ตวั ตง้ั แตห่ ลงั ขาหนา้ ถงึ กน้ เป็ นสขี าวหนงั ตามล�ำ ตวั ของสมเสรจ็ ไมห่ นา และไมม่ รี อยพบั เหมอื นแรด
และกระซู่ ยกเวน้ บรเิ วณคอจะมแี ผน่ หนงั หนามากไวช้ ว่ ยป้ องกนั อนั ตรายจากศตั รู เชน่ เสอื โครง่ ทช่ี อบตะปบเหยอ่ื
บริเวณคอ สมเสร็จเอเชยี มขี นาดใหญก่ วา่ สมเสร็จพนั ธ์ุอื่น ๆ และตวั เมียจะมขี นาดใหญ่กวา่ ตวั ผู้

อาหาร : สมเสร็จกินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช ผลไม้ พืชน้ํา และหญา้ เป็ นอาหาร

พฤติกรรม : ปกติชอบอยู่ลำ�พังตัวเดียวหรืออยู่กับลูก จะอยู่เป็ นคู่ในชว่ งฤดูผสมพันธ์ุในชว่ งเดือนเมษายนถึง
มิถุนายน รักสงบ อาศัยตามป่ าดงดิบหรือป่ าทึบ ใกล้แหล่งนํ้าลำ�ธาร ชอบนอนแช่น้ําปลักโคลน ดำ�นํ้าเก่งมาก
จมกู ไว เน่ืองจากมตี าเลก็ การมองเหน็ ไมด่ นี ัก การด�ำ รงชวี ติ จะใชจ้ มกู ในการดมกลนิ่ มากกวา่ สง่ เสยี งรอ้ งเหมอื น
นกหวีดเม่ือภัยมา การทำ�กิจกรรมของสมเสร็จจึงใช้เวลากลางคืนมากกว่ากลางวันโดยมีเวลาการทำ�กิจกรรม
อยใู่ นระหวา่ ง 18.00 น. จนถงึ 05.00 น. ในตอนเชา้ มดื เป็ นสตั วท์ ถี่ า่ ยมลู ซา้ํ ทเี่ ดมิ โดยพบมากทสี่ ดุ บรเิ วณสนั เขา
มีการติดต่อสื่อสารโดยการขูดดินซ่ึงมักจะทำ�ในบริเวณใกล้ต้นไม้ใหญ่การขูดดินนี้จะพบมากบริเวณสันเขาและ
ลาดเขาในฤดูฝน เนื่องจากในฤดูฝนการสื่อสารโดยใช้กลิ่นทำ�ได้ไม่ค่อยได้ผลจึงทำ�ให้มีการทำ�สัญลักษณ์เพ่ิม
มากข้นึ

สถานภาพปั จจุบนั : สงิ่ มชี วี ติ ท่ใี กลก้ ารสญู พันธ์ุ

20แนวคิดนทิ รรศการ พิพิธภณั ฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลัยลักษณ์

นกหวา้
นกหว้าชอบอาศัยอยู่ตามป่ าทึบและป่ าลึก ในระดับเชิงเขาจนกระท่ังถึงระดับความสูง 900 เมตรจากระดับ

น้ําทะเล เป็ นนกขอ้ี าย ไมช่ อบใหใ้ ครพบเหน็ ตวั ผแู้ ละตวั เมยี มเี สยี งรอ้ งแตกตา่ งกนั จะไดบ้ นิ เสยี งรอ้ งท้งั หลางวนั
และกลางคืน มีเสียงร้องดังมาก เราจึงมักได้ยินเสียงร้องมากกว่าเห็นตัว เสียงที่ร้องดัง “ว้าว ว้าว” บางคร้ังร้อง
ได้ถึง 30 คร้ัง ได้ยินไปท่ัวป่ า ปกติชอบอยู่โดดเด่ียว นอกจากในฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้มีอุปนิสัยป้ องกันอาณาเขต
โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกลานนกหว้า ซ่ึงเป็ นพ้ืนท่ีเกือบจะเป็ นวงกลาม รัศมี 6-8 เมตร โดยนกหว้าจะทำ�ความ
สะอาดด้วยการเก็บหรือจิกเศษใบไม้ออกจากบริเวณน้ี ตลอดเวลา ด้วยอุปนิสัยดังกล่าวจึงถูกพรานพื้นเมืองล่า
ไดง้ า่ ย ตวั เมยี จะอยโู่ ดดเดยี่ วไมม่ ลี านดงั กลา่ วเหมอื นกบั ตวั ผู้ แตจ่ ะไปทล่ี านเพอื่ ผสมพนั ธุ์ ซ่ึงตวั ผจู้ ะเกยี้ วพาราสี
ดว้ ยการแพนปี ก คล้ายนกยูงแพนหาง กนิ อาหารตอนกลางวนั

ภาพโดย : ปิ ยะพงค์ โชตพิ นั ธุ์

ชอ่ื ภาษาไทย : นกหวา้
ชอื่ ภาษาอังกฤษ : Great Argus
ชอื่ ทางวทิ ยาศาสตร์ : Argusianus argus
สง่ิ ที่น่าสนใจ : ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะ
ตา่ งกนั เลก็ นอ้ ย โดยตวั ผขู้ นกลางปี กมขี นาด
ใหญ่กว่าและยาว (ยาวมากกว่า 10 เซนติ
เมตร) หางยาวมากกว่า โดยเฉพาะขนหาง
คกู่ ลาง สสี นั โดยทว่ั ไปตวั สนี าํ้ ตาลแกมสสี นมิ
ด้านลา่ งลำ�ตวั สอี อกน้ําตาลแดงมากกวา่ ดา้ นบนละตวั มลี ายจุดดวง และขดี สเี นื้อแบะสดี �ำ โดยเฉพาะปี ก ตัวเมยี
ลักษณะคล้ายตัวผู้ แต่ขนกลางปี กไมย่ าว หางส้นั ดา้ นบนล�ำ ตัวไม่มีจุดหรือลายดวงใด ๆ
ถนิ่ อาศยั : พบในสมุ าตรา บอร์เนียว เทือกเขาตะนาวศรี ประเทศไทยพบทางภาคใต้ต้ังแต่ประจวบครี ีขันธ์ลงไป
ตลอดแหลมมลายู เป็ นนกประจำ�ถิ่นซ่ึงค่อนข้างหายาก ป่ าทึบ ป่ าดงดิบชื้น ในระดับเชิงเขา จนกระท่ังความสูง
900 เมตร จากระดบั นํ้าทะเล
อาหาร : นกหวา้ กนิ เมล็ดพชื ผลไมท้ ีห่ ล่นตามพนื้ ดนิ แมลง ตัวหนอน ไสเ้ ดือน ปลวก สตั วเ์ ล็ก ๆ ตามพื้น
วยั เจริญพนั ธุ์ : เมอ่ื ถงึ ฤดผู สมพนั ธ์ุ นกหวา้ ตวั ผจู้ ะท�ำ ลานไวส้ �ำ หรบั ร�ำ แพนขนปีกอวดตวั เมยี เรยี กวา่ “ ลานนกหวา้ ”
ทล่ี านน้ันมนั จะรักษาความสะอาดอยา่ งดี เกบ็ กงิ่ ไมใ้ บไมอ้ อกหมดตลอดเวลา ผสมพนั ธุ์ตลอดท้งั ปี ยกเวน้ ในชว่ ง
ฤดูฝนซ่ึงมฝี นกตกหนัก
สถานภาพปั จจุบนั : สงิ่ มชี วี ติ ที่เกือบอย่ใู นข่ายเสยี่ งต่อการสญู พนั ธุ์

21 แนวคดิ นิทรรศการ พพิ ิธภณั ฑธ์ รรมชาตวิ ิทยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

งูหลามปากเป็ ด
ชอื่ ภาษาไทย : งูหลามปากเป็ ด
ชอ่ื ภาษาองั กฤษ : Sumatran Short-tailed Python
ชอ่ื ทางวทิ ยาศาสตร์ : Python curtus
สิ่งที่น่าสนใจ : งูหลามปากเป็ ด (Short Python)
เป็ นงูชนิดที่มีขนาดเล็กทส่ี ดุ ในสกุล Python
ถนิ่ อาศยั : พบใสนมาเลเซีย สงิ คโปร์ ที่พบใน

ประเทศไทยเฉพาะทางภาคใตป้ ระมาณจงั หวดั

ประจวบครี ีขันท์ลงไป ภาพโดย : www.facebook.com/Tanbabasnake

อาหาร : อาหารของงูหลามปากเป็ ดคือหนู และนกนํ้า

พฤตกิ รรม : อาศัยตามริมนํ้า บางคร้ังหมกตัวอยู่ในโคลนเพื่อรอจับเหยื่อ

สถานภาพปั จจุบนั : เป็ นสตั วป์ ่ าคุม้ ครอง ตามพระราชบัญญตั ิสงวนและคุ้มครองสตั วป์ ่ า พทุ ธศักราช 2535

ภาพโดย : https://www.wikiwand.com/th

งูหลามปากเป็ ด เป็ นงู “ไม่มีพิษ” ในสกุลงูหลามงูเหลือม (Genus Python) ท่ีมีขนาดเล็กกว่าญาติ ๆ งูหลาม
ปากเป็ ดพบต้งั แตต่ อนใตข้ องประเทศไทย มาเลเซียตะวนั ตก และสงิ คโปร์ โดยมขี นาดยาวเตม็ ทเี่ พยี ง 2.75 เมตร
ซง่ึ ถอื วา่ สน้ั กวา่ มาก เมอื่ เทยี บกบั งหู ลาม (Python bivittatus : อาจถงึ 6 เมตร) และ งเู หลอื ม (Python reticulatus
: อาจถึง 10 เมตร) ท่ีอยู่ในสกุล (Genus) เดียวกัน งูหลามปากเป็ ดมักมีสีของส่วนหัวแตกต่างกับลำ�ตัวชัดเจน
ซ่งึ อาจเป็ นสดี �ำ เทา หรอื อาจเป็ นสเี หลอื งแทนกไ็ ด้ หวั มขี นาดเลก็ เมอื่ เทยี บกบั ล�ำ ตวั โดยล�ำ ตวั ทหี่ นาอว้ นมกั มสี พี นื้
เป็ นสนี ้ําตาลแดงเขม้ สวยงาม และอาจมลี ายแต้มสขี าวท่ีมจี ุดสดี ำ�ตรงกลางอยตู่ ามข้างลำ�ตวั ดา้ นบนลำ�ตวั อาจมี
หลายสีเหลืองแต้มอยู่ด้วย และเน่ืองจากหลายๆตัวมีสีแดงเข้มท่ีลักษณะคล้ายเลือด ช่ือสามัญในภาษาอังกฤษ
จึงได้ชื่อว่า Blood python งูหลามปากเป็ ดออกลูกเป็ นไข่ คร้ังละ 10-15 ฟอง งูหลามปากเป็ ดมักซุกซ่อนตัวอยู่
ตามพื้นโคลนหรือตามซากไม้ใบไม้ในธรรมชาติ เพื่อซ่อนตัวและคอยซุ่มโจมตีเหยื่อ เช่น สัตว์ฟั นแทะ หรือพวก
นกนํ้า

22แนวคิดนิทรรศการ พิพิธภัณฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลกั ษณ์

ไกฟ่ ้ าหน้าเขยี ว
ไก่ฟ้ าหน้าเขียว Crested Fireback (Pheasant) 1 ในบรรดาไก่ฟ้ าไทย 5 ชนิด เป็ นไก่ฟ้ าหายากใกล้สญู พนั ธ์ุ

แพรก่ ระจายพนั ธใ์ุ นคาบสมทุ รไทยมลายู ตง้ั แตเ่ ขตตะนาวศรใี นประเทศเมยี นมา ภาคใตข้ องประเทศไทย ประเทศ
มาเลเซีย เกาะสมุ าตรา และบอร์เนียว ด้วยภยั รูปแบบเดยี วกนั 2 ประการ กอปรดว้ ยการล่าเป็ นอาหารหรือขาย
เป็ นสตั วเ์ ลย้ี ง และถนิ่ อาศยั ถกู ท�ำ ลายลดลงอยา่ งรวดเรว็ ไกฟ่ ้ าหนา้ เขยี วจงึ ตกอยใู่ นภาวะ ใกลถ้ กู คกุ คามระดบั โลก
(Near-threatened)

ภาพโดย : https://www.matichon.co.th/

ไก่ฟ้ าหน้าเขียวเป็ นนกในวงศ์ไก่ฟ้ า Phasainidae ที่มีลักษณะของชุดขนร่วมกันคือ เพศผู้จะมีชุดขนสวยงาม
และขนาดใหญก่ วา่ เพศเมีย เป็ นไก่ฟ้ าขนาดกลาง ที่มจี ุดเดน่ 3 ประการประจำ�สกุล Lophura ไดแ้ ก่ ตะโพกมีขน
สแี ดงหรอื นาํ้ ตาลแดง คลา้ ยเปลวเพลงิ (จงึ เป็ นทมี่ าของชอื่ องั กฤษวา่ Fireback) กระหมอ่ มมขี นหงอนยาวต้งั ชชู นั
และใบหนา้ มผี วิ หนงั เปลอื ยสสี ดใส ขนาดล�ำ ตวั วดั จากปลายจะงอยปากจรดปลายขนหาง ระหวา่ ง 56-73.5 ซม.
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Lophura ignita แปลวา่ ไกม่ หี งอนและขนหางสนี ้ําตาลแดง (อา้ งตามชดุ ขนของไกฟ่ ้ าหน้าเขยี ว
เพศผู้ สายพนั ธุ์ทพี่ บบนเกาะบอร์เนียว อนั เป็ นการศึกษาเป็ นคร้งั แรก สว่ นไกฟ่ ้ าหน้าเขยี วสายพนั ธ์ุไทย มขี นหาง
เสน้ กลางสขี าวปลอด) ทม่ี ตี ะโพกโดดเดน่ ดว้ ยสเี ปลวเพลงิ สว่ นชอื่ ไทยน้นั คนรุน่ ใหมอ่ าจตะขดิ ตะขวงใจวา่ ไกฟ่ ้ า
มหี นงั เปลอื ยสฟี ้าสดชดั ๆ หาใชส้ เี ขยี วแตใ่ นอดตี รุน่ ป่รู ุน่ ยา่ ของคนเขยี นขน้ึ ไป ไมว่ า่ สฟี ้า สเี ขยี ว สคี ราม คนรุน่ กอ่ น ๆ
มกั จะเรียกรวม ๆ วา่ “สเี ขยี ว” จึงเป็ นทีม่ าของ ไก่ฟ้ าหน้าเขยี ว ทีอ่ าจจะคา้ นสายตาของคนรุ่นใหมว่ ยั สอื่ โซเชยี ล

23 แนวคดิ นิทรรศการ พพิ ธิ ภัณฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลกั ษณ์

เสอื ลายเมฆ
เสือลายเมฆ Clouded leopard (Neofelis nebulosi) เป็ นเสือขนาดเล็ก รู ปร่างโดยท่ัวไปคล้ายเสือดาว

แตเ่ ลก็ กวา่ รูปรา่ งเตยี้ ป้ อม ล�ำ ตวั มสี พี นื้ น้ําตาลอมเทาจนถงึ นํ้าตาลเหลอื ง ชว่ งลา่ งและขาดา้ นในสขี าวหรอื สคี รมี
มีลายสีนํ้าตาลเข้มเป็ นดวงเหมือนก้อนเมฆขนาดใหญ่ท่ัวตัว ต้ังแต่หัว ขา และหาง ดวงบางดวงอาจมีจุดดำ�อยู่
ภายในดวงด้วย แต่ละดวงมีส่วนที่ค่อนไปทางท้ายลำ�ตัวคลํ้ากว่า ดวงบริเวณหัวและขาจะมีขนาดเล็กและอาจ
เป็ นเพียงจุดทึบตัน ที่หลัง แก้ม และคอเป็ นเส้นสีดำ� หูส้ันกลม หลังหูสีดำ�และมีจุดสีขาวอมน้ําตาลกลางหลังหู
ขาคอ่ นขา้ งส้นั ขาหลงั ยาวกวา่ ขาหน้าอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั องุ้ ตนี กวา้ ง หางยาวมากและฟู มลี ายเป็ นปลอ้ ง ปลายหาง
สีดำ�หรือสีเทา หางยาวเกือบ 90 เซนติเมตร ยกเว้นเสือลายเมฆพันธุ์ฟอร์โมซัน (F.n. brachyurus) มีหางส้ัน
เป็ นพิเศษเพียง 55-60 เซนตเิ มตร แตค่ วามยาวของหางไมอ่ าจใชเ้ ป็ นเกณฑ์ในการจำ�แนกชนิดพันธุ์ได้

แบบจำ�ลองกระโหลก
ของเสือลายเมฆ แสดงเข้ียวที่ยาวเป็ นพิเศษ

ภาพข้างต้นแสดงให้เห็นลักษณะพิเศษของเสือลายเมฆ ท่ีจะมีเขี้ยวยาว 3.8-4.5 เซนติเมตร นับว่ายาวที่สุด
ในจ�ำ นวนเสอื ท้งั หมดในโลก ดา้ นหลงั เขยี้ วคมมาก ตวั เตม็ วยั มนี ำ้�หนักประมาณ 10-20 กโิ ลกรมั ความยาวล�ำ ตวั
750-1,100 มิลลิเมตร แม้จะมีขนาดเล็กกว่าเสือชนิดอ่ืน ๆ แต่เสือลายเมฆมีสัดส่วนของกะโหลกคล้ายกับเสือ
ชนิดอนื่ ๆ จดั เป็ นเสอื ทม่ี ขี นาดเลก็ ทสี่ ดุ

เสือลายเมฆชอบอาศัยและพักผ่อนบนต้นไม้ เป็ นนักปี นช้ันเย่ียม มีข้อตีนที่พลิกหมุนได้แบบเดียวกับมาร์เกย์
จึงสามารถหอ้ ยโหนกงิ่ ไมด้ ว้ ยขาหลงั เพยี งอยา่ งเดยี วแลว้ ปลอ่ ยใหห้ วั หอ้ ยลงมาได้ สามารถไตก่ ง่ิ ไมแ้ บบหอ้ ยตวั
อยใู่ ตก้ งิ่ ไมท้ เ่ี อนเกอื บขนานกบั พน้ื ได้ เปรยี บเทยี บฝี มอื การปี นป่ ายกบั เสอื ดาวแลว้ เสอื ลายเมฆจะเกง่ กวา่ แมเ้ สอื ดาว
จะปี นตน้ ไมเ้ กง่ แตก่ ไ็ มถ่ นดั ในการจบั เหยอ่ื บนตน้ ไม้ แตเ่ สอื ลายเมฆเคยมรี ายงานวา่ ไลจ่ บั ลงิ บนตน้ ไมไ้ ด้ อยา่ งไร
กต็ ามเสอื ลายเมฆลา่ เหยอื่ บนพนื้ ดนิ มากเทา่ ๆ กบั บนตน้ ไม้

สตั วท์ ี่เสอื ลายเมฆชอบลา่ ไดแ้ ก่ ลิง หมูป่ า กวางขนาดเล็ก ชะมด เม่น กระรอก นก ปลา แพะ สตั วเ์ ลอ้ี ยคลาน
ทอ่ี ทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ ในประเทศไทยกเ็ คยมรี ายงานวา่ เสอื ลายเมฆจบั ลงิ กงั และชะนีกนิ

24แนวคิดนิทรรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลัยลกั ษณ์

นทิ รรศการแสดงผลงานการศกึ ษาและวจิ ัยภายใต้โครงการ
อนรุ กั ษพ์ ันธกุ รรมพืชอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำ�ริฯ (อพ.สธ.)
ในนาม มหาวิทายาลัยวลัยลักษณ์และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ในชอ่ี ชดุ นทิ รรศการ “ทรพั ยากรสตั วภ์ าคใต”้ และจดั ท�ำ หนงั สอื
ดังกลา่ วในรปู แบบ E-BOOK

เพ่ือให้ผู้เข้าชมนิทรรศการสามารถ SCAN QR CORD เพื่ออ่านและศึกษาข้อมูลสัตว์ในภาคใต้ได้จาก
หนั งสื อดั งกล่ าว

ท้งั นี้ในปี งบประมาณ ๒๕๖๓ ส�ำ นักงานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตร์ อดุ มศกึ ษา วจิ ยั และนวตั กรรม (สป.อว.)
ได้อนุมัติงบประมาณจำ�นวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ให้เครือข่าย C-อพ.สธ.ภาคใต้ตอนบน และเครือข่าย C-อพ.สธ.
ภาคใต้ตอนล่างร่วมกันจัดทำ�หนังสือ “ทรัพยากรสัตว์ภาคใต้” ซ่ึงมุ่งเน้นไปท่ีสัตว์ในท้องถ่ินภาคใต้ ท้ังสัตว์บก
สตั วป์ ี ก และสตั วน์ าํ้ ทห่ี ายาก และ/หรอื มแี นวโนม้ ทจี่ ะสญู พนั ธุ์ เพอื่ เป็ นขอ้ มลู เบอื้ งตน้ ใหช้ มุ ชนและหนว่ ยราชการ
ทเี่ กยี่ วขอ้ งน�ำ ไปพจิ ารณาหาแนวทางการอนรุ กั ษ์ ฟื้ นฟู และ/หรอื ขยายพนั ธใ์ุ หส้ ตั วเ์ หลา่ นใี้ หด้ �ำ รงอยอู่ ยา่ งย่งั ยนื
ตอ่ ไปในอนาคต ซ่ึงการจดั ท�ำ หนังสอื คร้งั น้ีนับเป็ นกจิ กรรมสนองพระราชด�ำ รใิ นโครงการอนุรักษพ์ นั ธุกรรมพชื
อันเนื่องมาจากพระราชดำ�ริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สำ�คัญอย่างย่ิงมหาวิทยาลัย
วลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะประธานเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคใต้ตอนบน
และภาคใตต้ อนลา่ ง ไดจ้ ัดใหม้ กี ารประชมุ คณะท�ำ งานร่วมกันเมื่อวนั ท่ี ๖ สงิ หาคม ๒๕๖๓ และได้มอบหมายให้
สถาบนั ตา่ ง ๆ ที่เป็ นสมาชกิ เครือขา่ ยฯ ไปท�ำ การรวบรวมขอ้ มลู ทรัพยากรสตั วใ์ นพืน้ ท่ีของสมาชกิ โดยมกี �ำ หนด
แล้วเสร็จในเดอื นธันวาคม ๒๕๖๓ จากน้ันกจ็ ะนำ�ขอ้ มูลดงั กล่าวมาร่วมกนั พจิ ารณากล่ันกรองใหถ้ กู ต้องแลว้ จึง
นำ�ไปจัดพิมพเ์ ผยแพร่ต่อไป

เครือข่าย C-อพ .สธ . ภาคใต้ตอนบน และเครือข่ายย-อพ .สธ . ภาคใต้ตอนล่าง หวังเป็ นอย่างย่ิงว่าหนังสือ
“ทรัพยากรสัตว์ภาคใต้” ฉบับน้ีจะเป็ นประโยชน์แก่ชุมชนและหน่วยราชการที่เก่ียวข้อง ตลอดจนบุคคลท่ัวไป
ท่ีมีจิตสำ�นึกในการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรของชาติและช่วยกันดูแลให้ทรัพยากรสัตว์ท้องถิ่นในภาคใต้
ได้ดำ�รงอยู่อยา่ งย่ังยนื ตลอดไป

25 แนวคิดนิทรรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลกั ษณ์

หอ้ งกระจกจำ�ลองวัฏจักรชวี ิตของผเี สอ้ื
(Life Cycle of Butterfly)

มวี ตั ถุประสงค์สร้างค่านิยมและปลกู ฝั งจิตส�ำ นึกการอนุรักษส์ งิ่ แวดลอ้ ม สร้างสรรคแ์ นวคดิ ทางวทิ ยาศาสตร์
เกย่ี วกบั แมลงกบั สงิ่ แวดลอ้ มใหก้ บั นกั เรยี น นกั ศกึ ษา และประชาชนทสี่ นใจ โดยใชผ้ เี สอื้ เป็ น “สอื่ ” หรอื “ตวั แทน”
ความสัมพันธ์ของการมีชีวิตของสัตว์ พืช และปั จจัยที่เก่ียวข้องในการดำ�รงชีวิต โดยจัดสร้างโดมจำ�ลองวงจร
ชวี ติ ผเี สอ้ื ภายในอาคารพพิ ิธภัณฑ์ใหไ้ ดเ้ หน็ ของจริง โดยนำ�เสนอผา่ นธีม “ผีเสอื้ กบั ธรรมชาติ”

ภาพตัวอย่างแนวคิดแบบจำ�ลอง (Life Cycle of Butterfly)
แหล่งเรียนรู้อุทยานผีเส้ือเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

26แนวคดิ นิทรรศการ พิพิธภณั ฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลักษณ์

ผงั พ้นื ที่ ห้องเขาหลวงทรพั ยากรมากมี

หอ้ งเขาหลวงทรพั ยากรมากมี

27 แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาติวิทยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

เทคนิคและรูปแบบการจดั แสดง

1. Graphic Panels
2. แบบจำ�ลองนํ้าตกกรุ งชิง จำ�ลองตัวอย่างพืชท่ีพบในพ้ืนท่ีเทือกเขาหลวง เช่น เฟิ นมหาสดำ� ยี่หุบเขาหลวง

เอ้ืองสายเสริต (สิงโตอาจารย์เต็ม) บัวแฉกใบมน และขิงเขาหลวง เป็ นต้น และการจัดแสดงหุ่นสัตว์จำ�ลอง
และสตั วส์ ตฟั ฟ์ เชน่ สมเสร็จ เสอื โคร่ง เสอื ลายเมฆ นกโพระดกเขาหลวง นกชนหนิ นกกนิ ปลหี างยาว นกหวา้
ผีเสอื้ หนอนม้วนใบเขานัน และไกฟ่ ้ าหน้าเขยี ว เป็ นตน้
3. ตู้กระจกแสดงระบบนิเวศป่ าฝนร้อนชื่น และพันธุ์พืชในเขตพ้ืนท่ีเทือกเขาหลวง ตู้กระจกพันธุ์ตัวอย่างจริง
กล้วยไม้ เฟิ ร์น เป็ นตน้
4. ห้องกระจกจำ�ลองวัฏจักรชีวิตของผีเสื้อ (Life Cycle of Butterfly) สร้างสรรค์แนวคิดทางวิทยาศาสตร์
เก่ียวกับแมลงกับสิ่งแวดล้อมให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ โดยใช้ผีเสื้อเป็ น “สื่อ” หรือ
“ตัวแทน” ความสมั พันธ์ของการมีชวี ติ ของสตั ว์ พืช และปั จจัยทีเ่ ก่ียวข้องในการด�ำ รงชวี ติ โดยจัดสร้างโดม
จำ�ลองวงจรชวี ติ ผเี สอื้ ภายในอาคารพพิ ิธภณั ฑ์ใหไ้ ดเ้ หน็ ของจริง โดยนำ�เสนอผา่ นธีม “ผีเสอื้ กับธรรมชาต”ิ
5. ตวั อยา่ งการใชป้ ระโยชน์จากป่ า เชน่ พืชสมุนไพร การเกบ็ ของป่ าหรือตามความเหมาะสม
6. ใชส้ อ่ื นำ�ชมแบบเสมอื นจริง Virtual Reality (VR) , Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR)
7. ใชเ้ กม และสอื่ การเรียนรู้แบบใหผ้ ้ชู มมีสว่ นร่วม และสมั ผสั ไดจ้ ริง แบบ 4 D

28แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ิธภัณฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

๓ หอ้ งชายฝงั่ อดุ มสมบรู ณ์ห้องชายฝ่ั งอุดมสมบูรณ์เน้นการแสดงให้เห็นกายภาพของชายหาด
เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจการแปรรูปวตั ถดุ บิ ของชมุ ชนชายฝ่ั งตอ่ การใชช้ วี ติ เศรษฐกจิ
การเขา้ ใจทางกายภาพของชายหาดแตล่ ะแบบ ลกั ษณะของขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี
การประมงพื้นบ้าน และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศชายฝ่ั ง โดยมีเน้ือหา
นิทรรศการ ดงั นี้

29 แนวคิดนิทรรศการ พิพธิ ภณั ฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลักษณ์

จ�ำ ลองกายภาพของชายหาด โดยใชส้ อ่ื เทคโนโลยี
เสมือนจรงิ และจัดแสดงวตั ถุจรงิ บางสว่ น

ระบบนิเวศปา่ ชายหาด

ป่ าชนิดนี้จำ�แนกตามสภาพภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม ลักษณะดินและพรรณพืชคลุมดิน เป็ นป่ าที่ปกคลุม
อยู่บริเวณชายฝ่ั งทะเลที่ดินเป็ นดินทรายจัด นํ้าทะเลท่วมไม่ถึง หรือบริเวณหาดทรายเก่าท่ียกตัวสูงข้ึน หรือ
บริเวณทเ่ี ป็ นหนิ ชดิ ฝ่ั งทะเล ดินค่อนข้างเค็มและทส่ี �ำ คัญคือมไี อเค็ม (salt spray) จากทะเลพดั เขา้ ถึง พรรณพชื
ส่วนใหญ่ของป่ าชนิดนี้เป็ นพืชทนเค็ม (halophytes) และคดงอด้วยแรงลม ป่ าชายหาดปรากฏอยู่ท่ัวไปตาม
ชายทะเลทเ่ี ป็ นหาดทรายเกา่ น้ําทว่ มไมถ่ งึ ท้งั ชายฝ่ั งภาคตะวนั ออกต้งั แตจ่ งั หวดั ชลบรุ ีลงไปถงึ จงั หวดั ตราด และ
ทางภาคใตแ้ ถบฝ่ั งทะเลด้านอา่ วไทยจากจังหวดั เพชรบุรีลงไปจนต่อเขตแดนประเทศมาเลเซียรวมถึงเกาะต่าง ๆ
ในอ่าวไทยด้วย ในทางฝ่ั งตะวันตกมีพบต้ังแต่จังหวัดระนองลงไปจนถึงจังหวัดสตูล รวมท้ังหมู่เกาะน้อยใหญ่
ในทะเลอนั ดามนั ดว้ ย โดยเฉพาะเกาะตะรุเตามปี ่ าชายหาดทสี่ วยงามและคอ่ นขา้ งสมบรู ณ์มากแหง่ หน่งึ เนอื่ งจาก
ปั จจัยกำ�หนดทำ�ให้ป่ าชายหาดมีการกระจายขาดเป็ นตอน ๆ บางพ้ืนที่สลับกับป่ าชายเลนและบางพ้ืนท่ีสลับกับ
ป่ าดงดบิ หรอื สงั คมผาหนิ เนอื่ งจากสงั คมป่ าชนดิ นตี้ อ้ งอยชู่ ดิ ทะเลจงึ ถกู ท�ำ ลายและเปลยี่ นสภาพเป็ นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
บา้ นเมอื งและชมุ ชนจนเกอื บหมดสนิ้ คงเหลือใหเ้ หน็ เป็ นหยอ่ มเล็ก ๆ ทีม่ สี ภาพเสอ่ื มโทรมเป็ นสว่ นใหญ่

พนั ธไ์ุ มแ้ ละลกั ษณะโครงสรา้ งของป่ าชายหาด องคป์ ระกอบของพนั ธไุ์ มแ้ ละลกั ษณะโครงสรา้ งของป่ าชายหาด
แปรผนั ไปตามปั จจยั แวดลอ้ มในแตล่ ะทอ้ งที่ ตน้ ไมโ้ ดยท่วั ๆ ไปมลี กั ษณะเป็ นพมุ่ ล�ำ ตน้ คดงอและแตกกงิ่ กา้ นมาก
กงิ่ ส้นั ใบหนาแขง็ ประกอบดว้ ยไมใ้ หญน่ ้อยสว่ นมากเป็ นไมห้ นามขนาดไมพ้ มุ่ และเถาวลั ย์ ชายฝ่ั งทเี่ ป็ นดนิ ทราย
จัดทางตอนใตข้ องภาคใตอ้ าจพบสงั คมสนทะเล (Casuarina equisetifolia) สงั คมชนิดน้ีมักกอ่ ตวั ในหาดทราย
ทเ่ี กดิ ใหมแ่ ละมไี มส้ นทะเลเดน่ น�ำ แตเ่ พยี งชนดิ เดยี ว ในสภาพฝ่ั งทะเลทเี่ ป็ นหนิ โดยเฉพาะตามเกาะตา่ ง ๆ เป็ นสงั คม
ของรังกะแท้ (Kadelia candel) ตะบูน (Xylocarpus granatum) หูกวาง (Terminalia catappa) โพธ์ิทะเล
(Hibiscus tiliaceus) มะนาวผี (Atalantia monophylla) และกระทิง (Calophyllum inophyllum) ไม้เหล่าน้ี
มีความสูงไม่มาก และลำ�ต้นคดงอด้วยแรงลมแต่มีเรือนยอดที่ต่อเน่ืองกันโดยตลอดและแน่นทึบจนจรดดิน
(Smitinand, 1977a) พ้ืนป่ ามักโล่งเตียนเนื่องจากดินท่ีเป็ นทรายจัดและถูกปกคลุมด้วยใบสนหนา ไม้พื้นล่างที่
อาจพบบา้ งไดแ้ ก่ ผกั บงุ้ ทะเล (Poemoea pescaprae) หญา้ ลอยลม (Spinifex littoreus) และถ่วั คลา้ (Canallia
rosea) พชื เหลา่ นเ้ี ป็ นพชื เลอื้ ยชดิ ดนิ แสดงถงึ การรุกลำ�้ เขา้ ยดึ หาดทรายเพอื่ การทดแทนตามธรรมชาติ รากทงี่ อก
ตามข้อชว่ ยยดึ ทรายและเป็ นทีฝ่ ากเมลด็ ไม้อน่ื ต่อไป

30แนวคดิ นิทรรศการ พพิ ธิ ภณั ฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ์

ระบบนิเวศของป่ าชายหาด โดยท่วั ไปมผี ลผลติ ข้นั มลู ฐานคอ่ นขา้ งต�ำ่ ท้งั น้ีเนื่องจากขอ้ จ�ำ กดั ในเรอื่ งความเคม็
ของดนิ ปริมาณธาตอุ าหารพชื ในดินทีม่ อี ย่นู ้อย และสภาพดนิ ทเี่ ก็บความชนื้ ไวไ้ ดไ้ มน่ าน ฉะน้ันพชื สว่ นใหญจ่ ึง
เจริญเติบโตได้ช้า และจากไอเค็มที่พัดเข้ามาจากทะเลและความรุนแรงของลมพายุทำ�ให้ไม้ใหญ่หักโค่นได้ง่าย
การหมุนเวียนของพลังงานในระบบนิเวศของป่ านี้โดยพื้นฐานแล้วเป็ นไปได้ในอัตราที่รวดเร็ว เนื่องจากปั จจัย
หลายประการค่อนข้างเหมาะสมคอื ปริมาณพลงั งานที่ตกลงบนพืน้ ท่ีตอ่ ปี มีอยอู่ ย่างมากพืชสามารถนำ�ไปใชไ้ ด้
อย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิอยู่ในช่วงที่พืชสามารถสังเคราะห์แสงได้ตลอดปี ความช้ืนในบรรยากาศค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ตามการขาดแคลนน้ําในดินมักเป็ นตัวกำ�หนดในการสังเคราะห์แสงของพืช การสลายตัวของซากพืช
ซากสัตว์มักเป็ นไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อนและความชื้นของบรรยากาศท่ีค่อนข้างสูง

ในชว่ งฤดฝู น จงึ ท�ำ ใหจ้ ลุ นิ ทรยี แ์ ละราสามารถท�ำ ลายซากพชื และสตั วใ์ หส้ ลายโดยสมบรู ณ์ไดภ้ ายในเวลารวดเรว็
ปั ญหาทมี่ กั เกดิ ขน้ึ กค็ อื ซากของใบสนทะเลทม่ี กี ารผสุ ลายชา้ และปกคลมุ ดนิ คอ่ นขา้ งหนาเป็ นการสกดั กน้ั การสบื ตอ่
พันธ์ุของไม้ชนิดอืน่ ๆ อกี ท้งั อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ไฟผวิ ดนิ ข้ึนได้

อา้ งองิ : http://cyberlab.lh1.ku.ac.th/elearn/faculty/forest/fo22/chap8/c8-1.htm

ระบบนเิ วศป่าชายเลน

ป่ าชายเลนเป็ นระบบนเิ วศทป่ี ระกอบดว้ ยพชื และสตั วน์ านาชนดิ ด�ำ รงชวี ติ รว่ มกนั ในสภาพแวดลอ้ มทเี่ ป็ นดนิ เลน
นา้ํ กรอ่ ย หรอื มนี า้ํ ทะเลทว่ มถงึ สมา่ํ เสมอ พบทว่ั ไปตามทรี่ าบปากแมน่ าํ้ อา่ ว บรเิ วณชายฝ่ั งทะเลในเขตนาํ้ ขน้ึ นาํ้ ลง

ทะเลสาบ และบริเวณรอบเกาะแกง่ ตา่ ง ๆ

ป่ าชายเลนประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดหลายตระกูล และเป็ นพันธ์ุไม้ไม่ผลัดใบ (evergreen species)
ซ่ึงมีลักษณะทางสรีรวิทยาและความต้องการส่ิงแวดล้อมที่คล้ายกัน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพันธ์ุไม้สกุลโกงกาง
(Rhizophora sp.) เป็ นไมส้ �ำ คญั และมไี มต้ ระกลู อนื่ บา้ ง ตวั อยา่ งเชน่ ถว่ั ด�ำ ถว่ั ขาว พงั กาหวั สมุ ดอกแดง โปรงขาว

โปรงแดง ตะบูนดำ� ตะบนู ขาว แสมขาว แสมทะเล ล�ำ พู ล�ำ พทู ะเล ตาตุม่ ทะเล เหงอื กปลาหมอ เป็ นตน้
สภาพแวดล้อมโดยท่ัวไปของป่ าชายเลนมีความแตกต่างออกไปอย่างมากจากป่ าชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะดิน

ดินในป่ าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์สูงจากธาตุอาหารที่มาจากการกันเซาะตามชายฝ่ั ง และแหล่งนํ้าลำ�ธาร
สารอินทรีย์จากซากพืชซากสัตว์ในบริเวณป่ าชายเลนเอง โดยเฉพาะใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันเป็ นจำ�นวนมาก
แพลงค์ตอนพืชและสาหร่าย นํ้าบริเวณน้ีมีความเค็มค่อนข้างตํ่า ระดับความเค็มของน้ําเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตามระดับน้ําท่ีข้นึ ลงและปริมาณนํ้าจืดไหลมาจากแมน่ ้ําล�ำ คลอง

โกงกาง เสม

31 แนวคดิ นิทรรศการ พิพิธภณั ฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลกั ษณ์

เสม็ด ตะบูน

สัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในป่ าชายเลน ต่างก็ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากสัตว์ในป่ าบกท่ัวไป
เช่นกัน โดยเฉพาะสัตว์ท่ีอาศัยอยู่ตามพื้นป่ า ซ่ึงอาศัยคืบคลานหรือเกาะหรือขุดรูอยู่ตามพ้ืนดิน รวมท้ังชนิดที่
อาศยั อยใู่ นนาํ้ จะตอ้ งมกี ารปรบั ตวั อยา่ งมากเพอื่ การอยรู่ อด เนอื่ งจากตอ้ งประสบกบั สภาวะตา่ ง ๆ ทเี่ ปลยี่ นแปลง
อยู่เป็ นประจำ�หรือต้องอยู่ในสภาพไม่เหมาะสมต่อการดำ�รงชีวิตโดยท่ัวไป เช่น สภาวะท่ีทำ�ให้มีการสูญเสียน้ํา
ออกจากล�ำ ตวั สภาพอณุ หภมู สิ งู สภาพทมี่ ปี รมิ าณออกซเิ จนคอ่ นขา้ งตาํ่ ของดนิ เลน และการเปลยี่ นแปลงความเคม็
ของน้ํา สตั วพ์ วกน้ีไดแ้ ก่ หอย ปู กงุ้ หนอนตวั กลม หนอนตวั แบน ไสเ้ ดอื นทะเล และครสั เตเชยี น (สตั วไ์ มม่ กี ระดกู

สนั หลงั จำ�พวก กุง้ ปู) เป็ นต้น
ชมุ ชนในป่ าชายเลนจะประกอบไปดว้ ยสงิ่ มชี วี ติ ชนดิ ตา่ งๆจ�ำ นวนมากทส่ี ามารถปรบั ตวั อยไู่ ด้ ท�ำ ใหป้ ่ าชายเลน

มีความอดุ มสมบรู ณ์ เป็ นที่วางไขแ่ ละอนุบาลตัวอ่อนและทีอ่ ยูอ่ าศัยของสตั วท์ ี่มคี วามส�ำ คัญทางเศรษฐกิจหลาย

ชนิด

ความหลากหลายทางชวี ภาพหาดชายเลนอ่าวไทย

นำ�เสนอองคค์ วามรูเ้ กยี่ วกบั ความหลากหลายทางชวี ภาพในป่ าชายเลนฝ่ั งอา่ วไทย โดยนำ�ผลการศกึ ษาวจิ ยั
ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดำ�ริฯ อพ.สธ. และหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง
ในการร่วมสนองพระราชด�ำ ริฯ ดา้ นการอนุรักษท์ รัพยากรและสง่ิ แวดลอ้ ม โดยมกี ารจัดแสดงตวั อยา่ งสตั วท์ พ่ี บ
ในป่ าชายเลนอ่าวไทย พร้อมส่ือเสมือนจริงจำ�ลองวิถีชีวิตการดำ�รงอยู่ตามธรรมชาติของสัตว์น้ัน ๆ เช่น หอย
กุง้ ก้งั ปู และนก โดยคัดเลือกสตั วต์ ัวอยา่ งผลการศึกษามาจัดแสดง

32แนวคิดนิทรรศการ พพิ ธิ ภณั ฑ์ธรรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ์

33 แนวคดิ นิทรรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

วถิ ีประมงพ้นื บ้าน

นิทรรศการส่วนนี้จะนำ�เสนอให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ชายฝ่ั งอ่าวไทยว่ามีภูมิปั ญญาในการใช้
ทรัพยากรอ่าวไทยอย่างไร ผ่านการจัดแสดงเรือประมงพ้ืนบ้านจำ�ลองการออกเรือหาปลามีคนทอดแหบนเรือ
มีการใช้สี่อ 4 D สร้างการรับรู้เสมือนชมชาวประมงกำ�ลังจับสัตว์นํ้าแบบมีชีวิตจริง และวัตถุจัดแสดงความรู้
เกี่ยวกับอปุ กรณ์และเครื่องมือประมงพืน้ บ้านเป็ นส�ำ คัญ

อ่าวท่าศาลา สิชล ทอดตัวยาวขนานกับถนนสายเพชรเกษมหลายกิโลเมตร พื้นท่ีระหว่างถนนกับชายฝ่ั ง
ประกอบดว้ ยชวี ติ ของผ้คู นมากมาย อาชพี หลากหลาย ประกอบดว้ ยประมงพืน้ บา้ นเป็ นสว่ นใหญ่ สบื ทอดอาชพี
นี้กัน มาต้ังแต่คร้ังบรรพกาล โครงสร้างของพ้ืนท่ีก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แทบจะหาที่อื่นเปรียบได้ยาก
เนื่องจากขา้ ง หลังเป็ นภูเขาสงู ข้างหน้าเป็ นทะเล ระบบนิเวศที่เชอ่ื มต่อกันทำ� ใหธ้ รรมชาติเกื้อกูลกับพื้นทนี่ ี้เป็ น
พเิ ศษ ความอดุ ม สมบรู ณ์เชน่ นี้เหมาะกับการเกษตรอยา่ งยิ่ง

คนในชมุ ชนสว่ นใหญเ่ ป็ นมสุ ลมิ ประกอบอาชพี ประมง ปั จจบุ นั มเี รอื ประมงประมาณ 200 ล�ำ เป็ นชมุ ชนทใี่ ช้
เครอ่ื งมอื ประมงถกู ฎหมายทง้ั หมด และสง่ เสรมิ การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรชายฝ่ังอยา่ งจรงิ จงั โดยนยิ มการวางอวนปลา
กุ้ง ปู เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็ นอ่าวเชื่อมต่อกับอ่าวปากพนัง ปากนคร ปากพะยิง ปากดวด ซ่ึงติดเขต 4 อำ�เภอ
ของจังหวดั นครศรีธรรมราช (อ�ำ เภอเมอื ง ปากพนัง ทา่ ศาลา และสชิ ล) จึงเป็ นอา่ วที่มดี นิ ชายเลน ซ่ึงเป็ นแหลง่
อาหารของสัตว์ทะเล แต่เม่ือประมาณปี 2538 เริ่มมีอวนลากและอวนรุนขนาดใหญ่เข้ามาทำ�ประมงในพื้นท่ี
สร้างความเสียหายให้กับอ่าวท่าศาลาเป็ นอย่างมาก หากจะรอให้ธรรมชาติฟ้ื นตัวต้องใช้เวลานานถึง 5-6 ปี
เพราะหน้าดินและระบบนิเวศน์ถูกทำ�ลาย ส่งผลให้สัตว์นํ้าลดจำ�นวน รายได้เร่ิมลดลงชาวบ้านมีหนี้สินมากข้ึน
จนเป็นทมี่ าของ “เครอื ขา่ ยประมงพน้ื บา้ นอา่ วทา่ ศาลา” ในปัจจบุ นั เพอื่ รวมกลมุ่ ป็นองคก์ รชมุ ชนประมงถกู กฎหมาย

34แนวคดิ นทิ รรศการ พพิ ิธภัณฑ์ธรรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์

สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชายฝ่ั ง ภายในเครือข่ายประกอบด้วยกลุ่มองค์กรต่าง ๆ อาทิ กลุ่ม
ออมทรพั ย์ รา้ นคา้ ชมุ ชน กองทนุ เครอื่ งมอื ประมง เป็ นตน้ และเป้ าหมายอกี อยา่ งหน่งึ ของการรวมกลมุ่ ของชมุ ชน
แหง่ นี้ คือการนำ�เงนิ รายไดส้ ว่ นหน่ึงเพื่อการอนุรักษ์ชายฝ่ั ง และมอบเป็ นกองทุนพฒั นาศักยภาพคนในชมุ ชน

ชอื่ ไทย : ถุงบาม
ชอ่ื อังกฤษ : Big Lift Net
ลักษณะ : เป็ นเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่ใช้จับปลากระบอกบริเวณชายฝ่ั ง มีลักษณะคล้ายยอขนาดใหญ่ แต่ไม่
มคี นั ยอ และปูผนื อวนไวท้ พี่ น้ื ทะเล รอเวลาใหป้ ลากระบอกเขา้ มาบริเวณศูนยก์ ลางของผนื อวน แลว้ ยกขอบอวน
ท้งั 4 ด้าน ใหพ้ น้ ผิวน้ํา จำ�นวนคนทใ่ี ชข้ ้ึนอยู่กับลกั ษณะทางเครื่องมือ บามจะมี 2 แบบ คอื แบบมีถุง และไม่มถี งุ
บามท่ใี ชใ้ นทะเลสาบสงขลาเป็ นบามแบบไม่มีถุง ต้ังอย่บู ริเวณริมฝ่ั ง หา่ งฝ่ั ง 10 - 50 ม. น้ําลกึ 1.50 - 3 .00 ม.
ประกอบดว้ ยร้านน่ัง หรือร้านบาม ทำ�ดว้ ยเสาไม้ขนาดเสน้ ผา่ ศูนย์กลาง 10 - 30 ซม. ยาว 10 - 16 ม. ปั กตดิ กับ
พืน้ คลองเป็ นรูปสเี่ หล่ยี มขนาดพ้ืนทปี ระมาณ 3 x 3 ม. หรือใชเ้ พียง 2 ต้น แลว้ ใชไ้ ม้ยดึ ใหแ้ ขง็ แรง ดา้ นใกลฝ้ ่ั ง
ใช้ไม้ทำ�เป็ นข้ันบันได ด้านบนสุดมุงด้วยทางมะพร้าว ถัดลงมามีไม้พื้นปูเป็ นที่น่ัง ใต้ที่น่ังมีกว้านไม้แบบมือหมุน
1 อนั และไมพ้ าดส�ำ หรบั ยนื หมนุ กวา้ น รา้ นนง่ั จะยดึ ใหแ้ ขง็ แรง โดยใชเ้ ชอื กผกู โยงกบั เสาทง้ั 4 ตน้ แลว้ น�ำ ไปยดึ กบั
หลักท่ีปั กห่างออกไปเล็กน้อย มีปี กทำ�ด้วยหลักไม้และเศษอวนหน่ึงปี กอยู่ด้านในระหว่างริมฝ่ั งกับร้าน การทำ�
ประมงในเวลากลางวนั ชว่ งนา้ํ ข้นึ โดยชาวประมงประกอบอวนเขา้ กบั คนั บาม แลว้ จบั คนั บามและผนื อวนท้งั หมด
ไว้ท่ีพ้ืน ข้ึนไปน่ังเฝ้ าดูฝูงปลาบนร้าน รอเวลาจนกว่าฝูงปลากระบอกว่ายมาที่ก่ึงกลางผืนอวน จึงกว้านหรือ
ฉดุ เชอื กผกู มมุ อวนดา้ นใน เพอื่ ยกขอบอวนทง้ั 4 ดา้ น สงู พน้ ผวิ นำ�้ ประมาณ 1 ม. ท�ำ ใหป้ ลาหนอี อกไปไมไ่ ดจ้ ากน้นั
จึงลงจากร้านน่ัง เพอ่ื กอู้ วนและตกั ปลาใสเ่ รือ เสร็จแลว้ ทำ�ซํ้าใหม่แบบเดมิ
ชนิดของสตั วน์ ํ้าทจ่ี ับได้ : ปลากระบอก
แหล่งท�ำ การประมง : บริเวณชายฝ่ั ง

35 แนวคิดนิทรรศการ พพิ ิธภณั ฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลักษณ์

ชอื่ ไทย : แหยาว 4 เมตรข้ึนไป (ไม่นับทบเพลา)
ชอ่ื องั กฤษ : None pocket Cast Net
ลักษณะ : เป็ นแหทดี่ า้ นลา่ งไปร้งั ขน้ึ มาเป็ นกระเป๋ าแบบแหท่วั ไปเหมาะส�ำ หรบั ทอดจบั ปลาในนา้ํ ตน้ื ๆ โดยท�ำ การ
เหวยี่ งคลมุ เอาไว้ แลว้ ใชม้ อื คล�ำ จับภายหลัง
ชนิดของสตั วน์ ํ้าที่จับได้ : สตั วน์ ้ําทอ่ี าศัยอยใู่ นบริเวณนํ้าต้นื
แหลง่ ท�ำ การประมง : ริมคลอง ชายหาดทราย หรือท่าเทียบเรือ

ชอื่ ไทย : เฝื อก
ชอ่ื อังกฤษ : Bamboo Screen
ลักษณะ : เป็ นเครื่องจักรสานชนิดหน่ึง ใช้ทำ�ด้วยไม้ไผ่ผ่าเหลาเป็ นซีกขนาดใหญ่เท่ากับก้านตับจากมุงหลังคา
หรอื ใหญก่ วา่ นเ้ี ลก็ น้อย แลว้ ยกหรอื กรองดว้ ยหวายเป็ นแผง ๆ แผงหน่งึ ตามปกตยิ าวประมาณ 8-10 เมตร ขนาด
สงู ของเฝื อกน้นั สดุ แทแ้ ตผ่ ทู้ ตี่ อ้ งการใชใ้ นสถานทนี่ า้ํ ลกึ เทา่ ใด ถา้ ใชใ้ นสถานทนี่ า้ํ ลกึ มากกใ็ ชข้ นาดสงู มาก ในสถาน
ตน้ื กต็ ํ่าลงมาตามสว่ น
ชนิดของสตั วน์ ้ําที่จับได้ : ปลากะบอก กุ้ง ปลากะพง
แหลง่ ทำ�การประมง : บริเวณที่มีนํ้าข้ึนน้ํา

36แนวคิดนทิ รรศการ พิพิธภณั ฑ์ธรรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ชอ่ื ไทย : อวนรุน
ชอื่ องั กฤษ : Push Nets
ลกั ษณะ : เป็ นเครื่องมือประมงที่ใช้อวนลักษณะคล้ายถุง ปากอวนประกอบกับคันรุน ติดต้ังบริเวณหัวเรือ จับ
สตั วน์ ้ําโดยวธิ ีผลักดว้ ยแรงคน/เครื่องยนต์
ชนิด : อวนรุนใชเ้ รือกล อวนรุนไมใ่ ชเ้ รือกล (ระวะ/รุนเคย/ชปิ /ไสก้งุ )
- อวนรุนใชเ้ รอื กล หมายถงึ อวนรุนทใี่ ชเ้ รอื กลผลกั ดนั เครอื่ งมอื อวนใหเ้ คลอื่ นทขี่ ณะท�ำ การจบั สตั วน์ า้ํ (แบบรุนกงุ้
/แบบรุ นเคย)
-อวนรุนไมใ่ ชเ้ รอื กล หมายถงึ อวนรุนทไ่ี มใ่ ชเ้ รอื กลผลกั ดนั เครอื่ งมอื อวนใหเ้ คลอื่ นทข่ี ณะท�ำ การจบั สตั วน์ าํ้ แตใ่ ช้
แรงคนแทน (แบบรุนกุง้ /แบบรุนเคย)
ชนิดของสตั วน์ ํ้าที่จับได้ : สตั วท์ อ่ี ยู่พน้ื น้ํา
แหลง่ ทำ�การประมง : ทะเล

ชอ่ื ไทย : อวนกางก้นั แลว้ ลาก
ชอื่ องั กฤษ : Seine Nets
ลักษณะ : เป็ นเครอื่ งมอื ประมงทปี่ ลอ่ ยอวนกางกน้ั สตั วน์ า้ํ แลว้ ท�ำ การฉดุ ลากปลายสดุ ของผนื อวนขา้ งใดขา้ งหนง่ึ
หรือท้ังสองข้างเข้าหาฝ่ั งหรือเรือ หลักการ คือ ใช้วิธีล้อม และลากผสมกันในไทย เป็ นแบบลากเข้าหาชายหาด
ดว้ ยแรงคน
ชนิดของสตั วน์ ํ้าทีจ่ ับได้ : ปลากะตกั เคย ปลากระบอก ปลาแป้ น ปลาขา้ งเหลือง
แหล่งทำ�การประมง : เขตนํ้าข้ึนน้ําลงบริเวณชายหาด ลึก 1-3 เมตร

37 แนวคิดนิทรรศการ พพิ ธิ ภัณฑ์ธรรมชาตวิ ทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลักษณ์

ชอ่ื ไทย : อวนตดิ ตา
ชอื่ อังกฤษ : Gill Nets
ลักษณะ : เป็ นเครื่องมือประมงทีม่ ลี ักษณะเป็ นผืนอวนคล้ายสี่เหล่ียมผืนผ้า โดยใช้จับสัตว์น้ําโดยการวางขวาง
หรือปิ ดลอ้ มสตั วน์ ้ําเพื่อใหส้ ตั วน์ ํ้าวา่ ยชนแล้วติดหรือพนั ตาอวน หลกั การ คือ เรียกว่า ขา่ ย/อวนลอย/อวนจม/
กัด/อวนล้อมติด/อวนติด ชาวประมงพื้นบา้ นนิยมใชม้ ากทีส่ ดุ
ประสทิ ธิภาพ : ความยาวอวน ขนาดตาอวน ความลึกอวน และอัตราย่นของเนื้ออวน
ชนิดของสตั วน์ ้ําทีจ่ ับได้ : ปลาอินทรี ปลากะพงขาว ปู กุ้ง ปลาทู

ชอ่ื ไทย : อวนลาก
ชอ่ื องั กฤษ : Trawl Nets
ลักษณะ : เป็ นเครอ่ื งมอื ประมงทใี่ ชอ้ วนลกั ษณะคลา้ ยถงุ ใชว้ ธิ กี ารจบั สตั วน์ า้ํ โดยการใชเ้ รอื ลากจงู อวนใหเ้ คลอื่ นท่ี
ไปขา้ งหน้าอย่างตอ่ เนื่อง
ชนิด : อวนลากคู่ อวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง อวนลากคู่ อวนลากที่ใช้เรือสองลำ�ช่วยถ่างปากอวน
อวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากท่ีใชแ้ ผ่นตะเฆ่ช่วยถ่างปากอวน อวนลากแผ่นตะเฆ่ขนาดเล็ก : อวนลากแคระ/อวน
ลากกงุ้
ชนิดอวนทใี่ ช้ : อวนลากปลา อวนลากกุง้ อวนลากเคย อวนลากแมงกะพรุน อวนลากคานถ่าง อวนลากทใ่ี ชค้ าน
ช่วยถ่างปากอวน ชนิดในประเทศไทย คือ อวนลากคานถ่างแบบลากกุ้ง/อวนลากข้าง/อวนลากแขก อวนลาก
คานถ่างแบบลากแมงกะพรุ น/อวนลากจอหนัง
ชนิดของสตั วน์ ้ําที่จับได้ : ปลาหน้าดนิ ปลาผิวน้ําและหมกึ
แหลง่ ทำ�การประมง : จบั สตั วน์ าํ้ ทอ่ี าศยั บรเิ วณพน้ื ทะเลหรอื เหนือพนื้ ทะเลชนิดสตั วน์ าํ้ ท้งั แบบอยรู่ วมกนั เป็ นฝงู
/แพร่กระจายบริเวณกวา้ ง
ทมี่ า : http://group4-51.blogspot.com/2008/09/blog-post_1131.html

38แนวคดิ นทิ รรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลักษณ์

นิทรรศการภาพถ่าย “ใหภ้ าพเลา่ เรอ่ี งวถิ ีชายฝง่ั อดุ มสมบรู ณ์”

เป็ นการสะทอ้ นอตั ลกั ษณ์วฒั นธรรมชายฝ่ั งอา่ วไทย และการน�ำ ทรพั ยากรธรรมชาตมิ าใชป้ ระโยชนข์ องผคู้ น
ริมชายฝ่ั ง ซ่ึงเป็ นฝี มือช่างภาพอิสระในชมรมถ่ายภาพนครศรีธรรมราช บอกเล่าเร่ืองราววิถีชีวิตของผู้คนริม
ชายฝ่ั งทะเลผ่านเลนส์กล้องได้อย่างน่าสนใจ จัดแสดงเล่าเรื่องราวในรู ปแบบการแสดงภาพถ่าย ซ่ึงปั จจุบัน
ทางชมรมไดม้ อบภาพถา่ ยใหก้ บั มหาวทิ ยาลยั ไว้ จ�ำ นวน 18 ภาพ และสามารถประสานคดั เลอื กภาพวถิ ชี วี ติ ทเี่ ป็ น
ผลงานของชมรมได้เพิ่มเติมตามความเหมาะสมตอ่ ไปในอนาคต ตวั อยา่ งภาพถา่ ยมีดงั นี้

นิทรรศการงานวิจัยและบริการวชิ าการในนาม อพ.สธ.
มหาวิทยาลยั วลัยลกั ษณ์และเครือขา่ ย “กจิ กรรมธนาคารปูม้า”

ตามท่ี สำ�นักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดประกวด “ธนาคารปูม้าชุมชน” เพื่อความย่ังยืน เพื่อเป็ นเวที
แสดงศักยภาพในการจดั การทรัพยากรปูมา้ ระดบั ชมุ ชนอยา่ งย่งั ยนื และยกยอ่ งเชดิ ชแู ละสร้างชอื่ ใหแ้ กธ่ นาคาร
ปูม้าท่ีมีความเข้มเข็งให้เกิดเป็ นแบบอย่างการดำ�เนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันของชุมชนอื่น ๆ ตลอดจนเพื่อ
ประชาชนท่ัวไปได้เหน็ และตระหนักถงึ ความส�ำ คัญของการอนุรักษ์ ผลการประกวดดังกลา่ ว โครงการธนาคาร
ปมู า้ มวล.วช. ด�ำ เนนิ การโดยศนู ยบ์ รกิ ารวชิ าการ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์ สามารถควา้ รางวลั 3 รางวลั จากการ
ประกวดธนาคารปูม้าชมุ ชน 3 ประเภท ประกอบดว้ ย

39 แนวคดิ นทิ รรศการ พพิ ธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวิทยาลยั วลยั ลกั ษณ์

1. รางวัลชนะเลิศ ประเภทศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าชุมชน ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าและประมงชายฝ่ั ง
บ้านในถุ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช

2. รางวัลชนะเลิศ ประเภทธนาคารปูม้าชุมชนเดิมท่ีมีการดำ�เนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ธนาคาร
ปูม้าบ้านหาดสมบูรณ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท ธนาคารปูม้าชุมชนที่จัดต้ังข้ึนใหม่ ได้แก่ ธนาคารปูม้าบ้านท่าพยา
จังหวัดนครศรีธรรมราช

40แนวคดิ นิทรรศการ พิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลักษณ์

ผังพ้ืนท่ี หอ้ งนทิ รรศการห้องชายฝ่ังอดุ มสมบูรณ์

ห้องชายฝั่งอดุ มสมบูรณ์

41 แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลยั วลัยลักษณ์

เทคนคิ และรปู แบบการจัดแสดง

1. Graphic Panels
2. จำ�ลองกายภาพของชายหาด โดยใช้ส่ือเทคโนโลยีเสมือนจริง และจัดแสดงวัตถุจริงบางส่วน ตู้กระจกแสดง

ระบบนเิ วศป่ าชายหาดและป่ าชายเลน และพนั ธพุ์ ชื ในเขตพนื้ ทรี่ ะบบนเิ วศป่ าชายหาด และป่ าชายเลน ตกู้ ระจก
พันธ์ุตวั อย่างจริงของสตั ว์ และพืช เป็ นต้น
3. จัดแสดงวตั ถจุ ริง เชน่ เรือประมงพืน้ บ้าน และอุปกรณ์เครื่องมอื ประมงพ้นื บา้ น
4. จัดแสดงภาพถา่ ยวถิ ีชวี ติ ผู้คนริมชายฝ่ั งอ่าวไทย
5. จัดนิทรรศการผลการดำ�เนินงานบริการวชิ าการ มวล. เรื่อง “ธนาคารปูมา้ ”
6. ใชส้ อื่ นำ�ชมแบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) , Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR)
7. ใชเ้ กม และสอื่ การเรียนรู้แบบใหผ้ ้ชู มมีสว่ นร่วม และสมั ผสั ได้จริง แบบ 4 D

42แนวคิดนทิ รรศการ พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลัยลกั ษณ์

๔ ห้องบริบูรณ์ทรัพยากรอา่ วไทย

จัดแสดงใหเ้ หน็ องคค์ วามรู้ประกอบความตืน่ เต้นไปพร้อมกนั ดว้ ยการ
ใช้ตู้แสดงสัตว์นำ้� 4 ตู้หลัก คือ ตู้ปลาฉลามหรือปลาดุร้าย ตู้เฒ่าทะเล
ตู้ปะการังและปลาสวยงาม พร้อมจัดระบบแสงสีเสียงให้ผู้ชมได้ยินเสียง
การสื่อสาร หรือการเวียนว่ายของสัตว์เหล่าน้ันอย่างเต็มอารมณ์

43 แนวคิดนทิ รรศการ พพิ ธิ ภัณฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลกั ษณ์

รูจ้ ักวาฬ (จัดแสดงโครงกระดูกวาฬกลางหอ้ งนิทรรศการ)

วาฬบรูดา้ (Bryde’s whale)
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Balaenoptera edeni
วงศ์ : Balaenoptiidae
จดั อยใู่ นกลมุ่ สตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนม (Mammals) ทอี่ าศยั ในทะเล ตวั เตม็ วยั มขี นาด 15-16.5 เมตร นาํ้ หนกั สงู สดุ 40 ตนั
ลักษณะเดน่ : ล�ำ ตัวมสี เี ทาด�ำ รูปร่างค่อนข้างเพรียว มีลายแต้มสขี าวประปรายตรงใต้คางและใต้คอ บางตวั พบ
มแี ถบสจี างบนแผ่นหลัง บางตัวกม็ จี ุดสจี างท้งั ตัวคลา้ ยสเี ทาลายกระสขี าว สว่ นหวั มแี นวสนั นูน 3 สนั ใตป้ ากลา่ ง
มรี ่องตามยาวประมาณ 40-70 ร่อง พาดจากใต้ปากจนถงึ ตำ�แหน่งสะดอื แผ่นกรองทีห่ ้อยลงมาจากปากบน
มีจำ�นวน 250-370 แผน่ แผ่นทีย่ าวทส่ี ดุ ยาว 60 เซนตเิ มตร ซี่บนแผน่ กรองค่อนข้างหยาบ ครีบเล็กและปลาย
แหลม ครีบหลังมีรูปโค้งอยู่คอ่ นไปทางดา้ นปลายหาง แพนหางวางตัวตามแนวราบ
การขยายพนั ธ์ุ : วาฬบรูดา้ มีวยั เจริญพนั ธุ์ ในชว่ งอายุ 9-13 ปี ใหล้ กู ครง้ั ละ 1 ตวั ทกุ 2 ปี โดยตง้ั ทอ้ งนาน 10-12
เดือน ระยะใหน้ มน้อยกวา่ 12 เดือน ลกู วาฬแรกเกิดจะมคี วามยาวประมาณ 3-4 เมตร มอี ายยุ นื ไดถ้ ึง 50 ปี
อาหาร : แพลงกต์ อน เคย ปลาขนาดเลก็ และหมกึ
การกระจายพนั ธุ์ : พบแพร่กระจายอย่ทู ่วั โลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตก่ึงร้อน ในเขตละติจูด 40 องศา
เหนือถึงใต้ ไม่พบการอพยพย้ายถ่ินฐานเป็ นระยะทางไกล ในประเทศไทยมีรายงานการพบวาฬบรู ด้าท้ังฝ่ั ง
อ่าวไทย และอนั ดามนั โดยเฉพาะในฝ่ั งอา่ วไทย ซ่ึงพบหา่ งจากฝ่ั งเพียงแค่ 4-30 กิโลเมตร และประชากรทีพ่ บ
ในอ่าวไทยจัดเป็ นวาฬประจำ�ถน่ิ

44แนวคดิ นิทรรศการ พิพิธภณั ฑธ์ รรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลัยวลยั ลักษณ์

โลมาสชี มพู (จัดแสดงในรูปแบบสตั วส์ ตารฟ์ หรือจ�ำ ลองโลมาสชี มพ)ู

ความรูท้ ่วั ไปเกยี่ วกบั โลมา : โลมาไมใ่ ชป่ ลา แตเ่ ป็ นสตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนม เหมอื นกบั คน ลงิ หมา แมว หมี หรอื หนู
แต่โลมามีววิ ฒั นาการใหอ้ าศัยอยูใ่ นน้ํา เหมือนกับ “วาฬ” โลมามกี ารปรับตวั โดยการพฒั นารูปร่างและอวยั วะ
ตา่ ง ๆ ใหเ้ หมาะกบั การด�ำ รงชวี ติ อยใู่ นนาํ้ รูปรา่ ง โลมามรี ูปรา่ งเพรยี วเหมอื นหวั จรวด ผวิ หนงั เรยี บ ไมม่ ขี น และ
มีหางขนาดใหญ่ ชว่ ยใหว้ า่ ยนํ้าไดร้ วดเร็ว

ระบบหายใจ โลมาเปลีย่ นชอ่ งทางการหายใจ หรือ ยอ่ จมกู มาอย่ดู า้ นบนของหวั เพือ่ ใหส้ ะดวกในการหายใจ
เม่อื โผลข่ ้นึ มาเหนือน้ํา และให้ท่อหายใจหรือหลอดลมอยู่แยกกับช่องปาก เพื่อให้โลมากินอาหารใต้น้ําได้ ปอด
มขี นาดเลก็ กวา่ คน แต่สามารถใชอ้ อกซิเจนในอากาศได้มากกว่า โลมาจึงสามารถอยู่ในน้ําได้นานกวา่ คน และ
ดำ�น้ําได้ลึกกวา่ คน ผวิ หนัง มชี ้นั ไขมันมากกวา่ สตั วเ์ ลีย้ งลกู ดว้ ยนมบนบก ท�ำ ใหร้ ่างกายอบอุ่นอยตู่ ลอดเวลา ซ่ึง
เป็ นการชว่ ยลดอัตราการหายใจใหน้ ้อยลง เป็ นอกี เหตุผลหน่ึงทท่ี ำ�ใหโ้ ลมาด�ำ นา้ํ ไดน้ าน สายตา โลมามสี ายตาที่ดี
สามารถมองเหน็ ไดด้ ีท้ังบนบกและในน้ํา มาถึงโลมาสีชมพู กันบ้างโลมาสชี มพูมีชอื่ สามัญอีกชอื่ หน่ึงวา่ โลมา
หลังโหนก และชอื่ วทิ ยาศาสตร์วา่ Sousa chinensis
ลักษณะท่ัวไป : โลมาสชี มพมู ีขนาดประมาณ 2.2-2.8 เมตร ตัวเมียจะเลก็ กวา่ ตวั ผูเ้ ลก็ น้อย หนักประมาณ 150
-230 กิโลกรัม ตัวออ่ นมีขนาดตัวประมาณ 1 เมตร อายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี มสี หี ลากหลายมาก ข้ึนอยกู่ บั อายุ
หรือ ฝูง สว่ นใหญแ่ ลว้ จะเป็ นสเี ทาขาว สดี ำ� และ สชี มพู ตวั อ่อนจะมสี เี ข้มกวา่ ตวั เตม็ วยั ยิ่งแกเ่ ทา่ ไหรส่ ผี ิวจะยิง่
เป็ นสชี มพูมากข้นึ บริเวณผิวดา้ นลา่ งจะเป็ นจุด ๆ และมสี ที ีส่ วา่ งกวา่ ด้านบน

เม่อื แรกเกิด จะมีสดี ำ� วยั เดก็ จะมสี เี ทา วยั รุน่ เรมิ่ จะมจี ดุ สเี ทาปนชมพเู กดิ ขน้ึ วยั ผใู้ หญ่ จะเป็ นสขี าวออกชมพู
และจุดสเี ทาชมพูจะหายไป
สชี มพมู าจากไหน : โลมาสชี มพูยง่ิ มอี ายมุ ากจะมีสีสว่างข้ึน จนถึงเป็ นสีชมพู สีชมพูน้ีไม่ได้มาจากเซลเม็ดสี แต่
มาจากสขี องหลอดเลอื ดท่ที �ำ หน้าทป่ี ้ องกนั ไมใ่ หเ้ กดิ ภาวะทีอ่ ุณหภูมขิ องร่างกายสงู เกนิ ไป พฤตกิ รรมโดยท่ัวไป
ชอบอยบู่ ริเวณชายฝ่ั ง หรือบริเวณที่มคี วามลึกไม่เกิน 20 เมตร บริเวณทีโ่ ลมาอาศัยอยมู่ กั จะพบวา่ ชายฝ่ั งทะเล
น้ันจะมปี ่ าชายเลนอยดู่ ว้ ยเสมอๆ แตจ่ ะต้องอยู่ในบริเวณนำ้�ตืน้ เท่าน้ัน โลมาสายพันธ์ุนี้ชอบอาศัยประจำ�ทีห่ รือ
มีการย้ายทีอ่ พยพน้อยมากและอาศัยไม่หา่ งจากชายฝ่ั งเกินระยะ 1 กโิ ลเมตร ทำ�ให้นักท่องเที่ยวสามารถพบเหน็
ได้โดยงา่ ย โดยมกั จะพบเหน็ ตง้ั แตต่ อนเชา้ จะอยเู่ ป็ นกลมุ่ เลก็ ๆ ประมาณ 10 ตวั วา่ ยนาํ้ ชา้ ประมาณ 4.8 กโิ ลเมตร
ต่อช่วั โมง และจะดำ�น้ําประมาณ 40-60 วนิ าที กอ่ นจะโผลข่ น้ึ มาหายใจ บางคร้ังมพี ฤติกรรมดุร้าย โดยเฉพาะ
เมือ่ มีผู้ลา่ เขา้ มา

45 แนวคดิ นทิ รรศการ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลยั วลัยลักษณ์

อาหาร : ชอบกิน ปลาเล็ก ปลาหมึก และสัตว์พวกกุ้ง เคย ปู เป็ นต้น เม่ือออกหาอาหาร จะใช้สัญญาณเอคโค
และออกล่าเป็ นกลุ่ม ถึงแม้ว่าจะเป็ นสตั วท์ ร่ี วมกลมุ่ แตโ่ ลมาสชี มพกู จ็ ะดรุ า้ ยไดเ้ หมอื นกนั และจะตอ้ งการแยกตวั
เองออกไปพอสมควรจากตัวอ่ืนเม่ือต้องการหาอาหาร หรือต้องกินอาหาร
ข้อมูลจาก: http://www1a.biotec.or.th

ตกู้ ระจกจดั แสดงปะการัง

แนวปะการัง
เป็ นแนวหินปูนใต้ทะเลในระดับนำ้�ต้ืนท่ีแสงแดดส่องถึง หินปูนดังกล่าวเป็ นผลมาจากการเจริญเติบโตของ

ปะการังหลาย ๆ ชนิด นอกจากนี้ ยังมีส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ อีกหลายชนิดท่ีมีส่วนเสริมสร้างหินปูนพอกพูนสะสมใน
แนวปะการงั เชน่ สาหรา่ ยหนิ ปนู หอยทมี่ เี ปลอื กแขง็ ฯลฯ ทง้ั ปะการงั เองและสงิ่ มชี วี ติ ทสี่ รา้ งหนิ ปนู ได้ เมอื่ ตายไป
แล้วจะยังคงเหลือซากหินปูนทับถมพอกพูนต่อไป เนื่องจากแนวปะการังประกอบด้วยปะการังหลายชนิดและ
ปะการังแต่ละชนิดมีลักษณะโครงสร้างแตกต่างกันไป ทำ�ให้โครงสร้างของแนวปะการังมีลักษณะซับซ้อน เต็ม
ไปดว้ ยซอกหลบื เหมาะสมตอ่ การด�ำ รงชวี ติ สงิ่ มชี วี ติ ตา่ ง ๆ เชน่ ปลาชนดิ ตา่ ง ๆ กงุ้ หอย ดาวทะเล ปลงิ ทะเล ฟองนาํ้
ปะการังออ่ น กัลปั งหา หนอนทะเล สาหรา่ ยทะเล เป็ นตน้ ท�ำ ใหแ้ นวปะการงั เป็ นระบบนเิ วศทมี่ คี วามซบั ซอ้ น และ
มีความหลากหลายทางชวี ภาพสูงที่สุดในทะเล ความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังดึงดูดใหม้ ีการใชป้ ระโยชน์
จากแนวปะการังมากข้ึนท้งั โดยตรงและโดยทางอ้อม ทรัพยากรสตั วน์ าํ้ นานาชนดิ จากแนวปะการงั ถกู น�ำ ขน้ึ มาใช้
ประโยชน์และการท่องเทีย่ วในแนวปะการังเป็ นที่นิยมมากข้ึน

46แนวคดิ นิทรรศการ พพิ ธิ ภัณฑ์ธรรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลัยลักษณ์

ระบบนิเวศแนวปะการัง ข้อมูลจาก https://km.dmcr.go.th”
ชวี วทิ ยาและระบบนิเวศปะการัง
“ชนิดและการแพร่กระจาย”

ปะการังเป็ นสตั วท์ ะเลทีไ่ ม่มกี ระดกู สนั หลงั แต่มหี นิ ปูนเป็ นโครงร่างแข็งทีเ่ ปรียบเสมือนกระดูก หนิ ปูนที่วา่ น้ี
เป็ นสว่ นทร่ี องรบั เนอ้ื เยอ่ื ตวั ปะการงั ซ่งึ มรี ูปทรงเป็ นทรงกระบอกเลก็ ๆ และทปี่ ลายกระบอกจะมหี นวดทค่ี อยโบก
สะพัดเพ่ือจับอาหารท่ีเป็ นแพลงก์ตอนในน้ํา อาหารท่ีปะการังใช้ในการดำ�รงชีพส่วนหน่ึงยังมาจากสารอาหาร
ทสี่ าหรา่ ยสรา้ งขน้ึ สาหรา่ ยทว่ี า่ นโ้ี ดยทว่ั ไปเรยี กวา่ ซแู ซนเทลลี่ (Zooxanthellae) เป็ นสาหรา่ ยเซลลเ์ ดยี ว (single
cell algae) ที่มีอยู่เป็ นจำ�นวนมากในเนื้อเยื่อของตัวปะการัง โดยปะการังและสาหร่ายนี้จะอยู่ร่วมกันแบบมี
ประโยชนร์ ว่ มกนั โดยปะการงั ใหท้ อ่ี ยอู่ าศยั และอาหารแกส่ าหรา่ ย เชน่ ของเสยี ทเี่ กดิ ขน้ึ ทง้ั กา๊ ซคารบ์ อนไดออ็ กไซด์
ทเี่ กิดจากขบวนการหายใจของปะการัง และของเสยี จากกากอาหารที่ยอ่ ยแล้ว สาหร่ายก็จะนำ�ไปใชเ้ ป็ นวตั ถุดบิ
ในการปรุ งอาหารต่อไป

สาหร่ายซูแซนเทลลี่ (zooxanthellae)
ท่ีมา : http://coralreef.noaa.gov/

47 แนวคิดนทิ รรศการ พิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสดุ าฯ มหาวทิ ยาลยั วลัยลักษณ์

หากสงั เกตตามผวิ หนิ ปูนของปะการัง จะเหน็ ชอ่ งทีเ่ ป็ นท่ฝี ั งตัวของตวั ปะการัง ซ่ึงอาจจะเป็ นชอ่ งเลก็ ๆ เพียง
1 มลิ ลเิ มตร จนถงึ ขนาด 2-3 เซนตเิ มตร ทง้ั นขี้ น้ึ อยกู่ บั ชนดิ ของปะการงั ลกั ษณะชอ่ งอาจจะเป็ นชอ่ งกลม รี เหลยี่ ม
หรืออาจเป็ นร่องยาวก็ได้ โดยช่องที่ว่าน้ีเป็ นที่อยู่ของปะการังแต่ละตัวหรือหลายตัวก็ได้ในกรณีท่ีเป็ นร่องยาว
ดงั น้นั จะเหน็ วา่ ในปะการงั หน่งึ กอ้ น หน่งึ กอ หรอื หน่งึ แผน่ ประกอบข้นึ ดว้ ยตวั ปะการงั จ�ำ นวนมาก โดยมเี นอ้ื เยอื่
เชอ่ื มติดกัน เราจึงมักเรียกกันว่าปะการังอยกู่ นั เป็ นกลุ่ม (colony) ตัวปะการังจำ�นวนมากประกอบข้ึนมาเป็ น
กลมุ่ ก้อน เป็ นผลมาจากการเจริญเติบโตของปะการงั ซง่ึ กค็ อื การแบง่ ตวั ขยายพนั ธแุ์ บบ cloning น่นั เอง แต่ยังมี
ปะการังอีกประเภทหน่ึงซ่ึงมจี ำ�นวนชนิดไม่มากนักโดยในหน่ึงก้อนประกอบข้ึนด้วยตัวปะการังเพียงตัวเดียว
กลา่ วคือ เป็ นปะการังประเภท อยู่แบบเดี่ยว (solitary) เชน่ ปะการังดอกเหด็ (Mushroom coral)

ปะการังแบบอยู่กันเป็ นกลุ่ม (colony)

ปะการังแบบอยู่เดี่ยว (solitary) เช่น ปะการังดอกเห็ด (Mushroom coral)
ข้อมูลจาก https://km.dmcr.go.th

48แนวคดิ นิทรรศการ พพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาตวิ ิทยาเทพรตั นราชสุดาฯ มหาวทิ ยาลัยวลัยลกั ษณ์

ผลงานศึกษาวิจยั ภายใตโ้ ครงการ อพ.สธ. และภาคเี ครือข่าย
ที่เกีย่ วขอ้ งดา้ นทรัพยากรใตท้ ะเลอ่าวไทยกบั การน�ำ ไปใชป้ ระโยชน์

1. การส�ำ รวจและศกึ ษาความหลากชนิดของพนั ธุ์ปลาทะเล บรเิ วณอา่ วปากพญา อ�ำ เภอเมอื ง จังหวัดนครศรี
ธรรมราช (Survey and study diversity of marine fish in Ao Pakpaya, Muang district, Nakhon Si
Thammarat Province)

ระบบนิเวศชายฝ่ั งทะเลโดยเฉพาะป่ าชายเลนจดั ไดว้ า่ เป็ นแหลง่ อนุบาลสตั วท์ สี่ �ำ คญั โดยเฉพาะปลาซ่งึ ใชเ้ ป็ น
ทอ่ี ย่อู าศัย หาอาหารของปลาขนาดเล็กและปลาระยะวัยรุ่น จึงเป็ นแหล่งระบบนิเวศท่ีสำ�คัญและมีคุณค่าทาง
เศรษฐกจิ อกี ท้งั ปลายงั เป็ นแหลง่ อาหารโปรตนี ทสี่ �ำ คญั ของชมุ ชน ซ่งึ ทผ่ี า่ นมายงั ไมม่ กี ารศกึ ษา ความหลากชนดิ
ของพันธุ์สตั วน์ ้ําในบริเวณบา้ นปากพญา ท�ำ ใหไ้ มส่ ามารถทราบไดว้ า่ มคี วามหลากหลายของพนั ธสุ์ ตั วน์ า้ํ มากนอ้ ย
เพียงใด ประกอบกับในอดตี มกี ารเปลีย่ นแปลงสภาพพ้นื ทป่ี ่ าชายเลนไปเป็ นนากงุ้ ซง่ึ อาจจะเกดิ การสญู หายของ
ชนิดพนั ธ์ุสตั วน์ ํ้าในทอ้ งถน่ิ เป็ นจำ�นวนมาก ความหลากหลายทางชวี ภาพลดลงอย่างเหน็ ได้ชดั

การศึกษานี้มคี วามส�ำ คัญในดา้ นข้อมลู ความหลากหลายด้านชนิดพันธ์ุปลาในทะเลท้องถิน่ เพ่อื ใชเ้ ป็ นขอ้ มูล
พน้ื ฐานและทราบถึงความส�ำ คัญในการใชป้ ระโยชน์สัตว์นำ้�ต่อไป อีกท้ังเป็ นการสร้างความตระหนักใน การ
อนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยกระบวนการมสี ว่ นรว่ มของคนในชมุ ชนในการอนุรักษแ์ ละฟ้ื นฟูพนั ธ์ุสตั วน์ ้ํา
รวมท้งั รักษาระบบนิเวศทางทะเลใหม้ ีความอดุ มสมบรู ณ์ต่อไป

49 แนวคดิ นิทรรศการ พิพธิ ภณั ฑธ์ รรมชาติวทิ ยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลยั ลักษณ์


Click to View FlipBook Version