The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน 1-64 ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nirada1709, 2022-05-25 11:12:50

แผนการสอน 1-64 ม.ปลาย

แผนการสอน 1-64 ม.ปลาย

ปฏทิ ินการพบกลมุ่ ประจำภาคเรียนท่ี 1/2564 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

กศน. อำเภอเจาะไอร้อง จงั หวัดนราธิวาส
ครผู ้สู อน ..............................................................................................................

สถานท่ี กศน.ตำบลบกู ิต

คร้งั ท่ี วัน เดือน ปี เวลา กิจกรรม สถานท่ี

1 14-18 มิ.ย. 09.00- - ปฐมนเิ ทศนกั ศกึ ษาใหม่ -อาคารอเนกประสงค์ กศน.อำเภอเจาะ
64 16.00 น. ไอรอ้ ง

2 14-18 มิ.ย. 09.00- - จัดการเรยี นการสอนแบบราย -กศน.ตำบล………………………….
-สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
64 16.00 น. วชิ าภาษาไทย ...................................
-มอบหมาย กรต.วชิ าภาษาไทย
-กศน.ตำบล………………………….
3 21-25 มิ.ย. 09.00- - จดั การเรียนการสอนแบบราย -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
64 16.00 น. วิชาภาษาไทย ...................................

-มอบหมาย กรต.วิชาภาษาไทย -กศนตำบล………………………….
-สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
4 28-30 ม.ิ ย. 09.00- - จัดการเรยี นการสอนแบบราย ...................................
64 16.00 น. วชิ าภาษาไทย
-กศนตำบล………………………….
-มอบหมาย กรต.วิชาภาษาไทย -สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
...................................
5 ก.ค. 64 09.00- - จดั การเรียนการสอนแบบราย
-กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. วิชาภาษาไทย -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
-มอบหมาย กรต.วชิ าภาษาไทย ...................................

6 ก.ค. 64 09.00- - จัดการเรยี นการสอนแบบราย -กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. วชิ าภาษาไทย -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
...................................
-มอบหมาย กรต.วชิ าภาษาไทย
-กศน.ตำบล………………………….
7 ก.ค. 64 09.00- - จดั การเรียนการสอนแบบราย -สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
...................................
16.00 น. วชิ าศิลปศกึ ษา
-มอบหมาย กรต.วชิ าศิลปศกึ ษา

8 ก.ค. 64 09.00- - จัดการเรียนการสอนแบบราย
16.00 น. วชิ าศิลปศกึ ษา
-มอบหมาย กรต.วชิ าศิลปศกึ ษา

ครงั้ ที่ วนั เดือน ปี เวลา กจิ กรรม สถานที่

9 ก.ค. 64 09.00- - จดั การเรียนการสอนแบบราย -กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. วชิ าศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมือง -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
10 ส.ค. 64 - มอบหมาย กรต.วชิ าศาสนาและหน้าท่ี ...................................
09.00- พลเมือง
ส.ค. 64 16.00 น. -กศน.ตำบล………………………….
11 - จัดการเรียนการสอนแบบราย -สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
12 ส.ค. 64 09.00- วิชาศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมือง ...................................
13 ส.ค. 64 16.00 น. - มอบหมาย กรต.วิชาศาสนาและหน้าท่ี
14 ส.ค. 64 09.00- พลเมือง -กศน.ตำบล………………………….
15 ก.ย. 64 16.00 น. -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
- จัดการเรียนการสอนแบบราย ...................................
09.00- วิชาลกู เสอื กศน. 1 -กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. - มอบหมาย กรต.วิชาลูกเสอื กศน. 1 -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
...................................
09.00- - จดั การเรยี นการสอนแบบราย -กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. วิชาลกู เสือ กศน. 1 -สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
- มอบหมาย กรต.วชิ าลกู เสือ กศน. 1 ...................................
09.00- -กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. - จัดการเรียนการสอนแบบราย -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
วิชาลูกเสือ กศน. 1 ...................................
- มอบหมาย กรต.วิชาลูกเสือ กศน. 1 -กศน.ตำบล………………………….
-สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
- จดั การเรยี นการสอนแบบราย ...................................
วชิ าวสั ดุศาสตร์
-มอบหมาย กรต.วชิ าวสั ดศุ าสตร์

- จดั การเรยี นการสอนแบบราย
วิชาวสั ดุศาสตร์
-มอบหมาย กรต.วชิ าวสั ดุศาสตร์

16 ก.ย. 64 09.00- - จัดการเรยี นการสอนแบบราย -กศน.ตำบล………………………….
17 ก.ย. 64 16.00 น. วิชาวัสดศุ าสตร์ -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
18 ก.ย. 64 -มอบหมาย กรต.วิชาวสั ดุศาสตร์ ...................................
09.00- -กศน.ตำบล………………………….
16.00 น. - จัดการเรยี นการสอนแบบราย -สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
วชิ าโครงงานเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ ...................................
09.00- -มอบหมาย กรต.วิชาโครงงานเพ่อื พฒั นา
16.00 น. ทกั ษะการเรยี นรู้ -กศน.ตำบล………………………….
-สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
- จดั การเรยี นการสอนแบบราย ...................................
วิชาโครงงานเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
-มอบหมาย กรต.วชิ าโครงงานเพอ่ื พฒั นา
ทักษะการเรยี นรู้

19 ก.ย. 64 09.00- - จัดการเรียนการสอนแบบราย -กศน.ตำบล………………………….

16.00 น. วชิ าโครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ -สถาบันศกึ ษาปอเนาะ

20 ต.ค.64 การสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ปลายภาค ...................................
โรงเรยี นบา้ นเจาะไอรอ้ ง

09.00-

16.00 น.

แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรียนรู้ แบบพบกลุ่ม คร้งั ที่ ๑
เรอ่ื ง ปฐมนิเทศ
วันที่ .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตวั ช้ีวดั

นกั ศกึ ษามีความรู้ ความเขา้ ใจการเรยี น กศน.หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้
พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
เน้อื หา

๑. ชแี้ จงนโยบายและการดำเนินงานของ กศน.
๒. แนะนำสถานศึกษา/ผู้บริหาร/คร/ู บคุ ลากร กศน.อำเภอย่ีงอ
๓. โครงสร้างหลกั สูตร/โครงสร้างรายวชิ าลงทะเบยี น ๑/๒๕๖๔
๔. การจัดกระบวนการการเรียนการสอน/กิจกรรมพฒั นาคณุ ภาพชีวติ (กพช.)
๕. การเทียบโอนผลการเรียน
๖. การวัดและประเมนิ ผล
๗. เกณฑก์ ารจบหลกั สูตร
๘. ตรวจสขุ ภาพนักศึกษา
กจิ กรรมการจดั การเรียนรู้
1. แนะนำสถานศกึ ษา กศน.อำเภอยงี่ อ / กศน.ตำบล
2. บรรยาย ให้ความรหู้ ลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑
3. จัดกจิ กรรมฐาน แบ่งเป็น

- ฐาน ตรวจสุขภาพนกั ศกึ ษา
- ฐาน โครงสรา้ งหลกั สตู ร
- ฐาน การจัดการเรยี นรู้
- ฐาน กิจกรรมพฒั นาคุณภาพชีวติ (กพช.)
- ฐาน การเทยี บโอนผลการเรียน
- ฐาน การวัดผลประเมนิ ผล
- ฐาน การจบหลักสูตร
สือ่ การเรยี นรู้
1. คู่มอื การปฐมนิเทศ
2. แบบทดสอบความเข้าใจ
3. การวัดและประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ
1. การสงั เกต
2. การมสี ่วนรว่ ม
3. แบบแบบทดสอบ
4 แบบประเมนิ ความพึงพอใจ

ลงชอื่ ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหน่ง …………………………………..

ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..…….……..
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…..…

ลงชื่อ........................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

แผนการจดั การเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

รายวิชาภาษาไทย รหสั วิชา พท ๓๑๐๐๑

ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรยี นรู้ Online และ On - Hand ครั้งท่ี ๒ ( จำนวน ๖ ชวั่ โมง )

เร่อื ง การฟงั และ การพดู

วันท่ี .........เดอื น ...............................พ.ศ. ..........เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.

ตวั ชี้วดั

1. เห็นคุณคา่ ของส่อื ในการฟงั การดแู ละการพูด

2. วิจารณ์ความสมเหตสุ มผล การลำดับความและความเป็นไปได้ของเรอ่ื งทีฟ่ งั การดูและการพูด

3. นำเสนอความรู้ ความคิดเห็นท่ไี ดจ้ ากการฟัง การดูและการพูด

4.ใชศ้ ลิ ปะการพูดทเ่ี ป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั โอกาสและบคุ คล

5. วเิ คราะห์ ประเมินคา่ การใช้ภาษาพูดจากส่ือ ต่าง ๆ

6.ปฏิบัตติ นเปน็ ผู้มมี ารยาทในการฟงั การดแู ละการพูด

เน้ือหา

1. หลกั การฟงั ดู และพดู

2. สรปุ ความ จบั ประเดน็ ใจความสำคญั ของเรื่องทฟี่ งั ดูและพดู

3. การวิเคราะหข์ อ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ คิดเห็นและสรุปความ

4. หลักการแสดงความคดิ เห็น

5. การพดู เป็นทางการ และ ไมเ่ ปน็ ทางการ

6. ศิลปะการพูดประเภทตา่ ง ๆ เชน่

- พูดแนะนำตนเอง

- พูดกล่าวตอ้ นรับ

- พูดกลา่ วขอบคณุ

- พูดโน้มนา้ วใจ/ปฏเิ สธ

- พูดเจรจาตอ่ รอง

- พดู แสดงความคิดเห็น

- พูดอธบิ าย

- พูดสุนทรพจน/์ โต้วาที

7. มารยาทในการฟัง ดแู ละการพูด

ข้ันตอนกระบวนการจดั การเรยี นรู้

ข้นั ที่ 1 กำหนดสภาพปญั หาความตอ้ งการ

๑. ครูผ้สู อนสอบถามความรู้พืน้ ฐานดา้ นหลักการใช้ภาษาของนกั ศึกษาแตล่ ะคน

๒. ผ้เู รียนรว่ มกบั ครสู นทนา ศึกษาสภาพปญั หาที่เกดิ ขน้ึ ของหลักการจบั ใจความสำคัญของเรอ่ื งทฟ่ี งั

และดู และความต้องการในการพัฒนาการจับใจความสำคญั ของเรอ่ื งทฟี่ งั และดู

ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาขอ้ มูลและการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

- ครแู ละผเู้ รยี นร่วมกันพดู คุยแลกเปล่ียนประสบการณ์ที่มเี กยี่ วกบั การฟงั การดูและการพูดใน

ชวี ติ ประจำวัน

- รวบรวมปัญหาต่าง ๆ ที่พบจากการฟงั การดูและการพดู ในชีวติ ประจำวนั

- ผูเ้ รียนเล่าถึงนักพดู หรือการพดู ทผ่ี ู้เรียนช่นื ชอบประทบั ใจและการพูดทผ่ี ู้เรียนไมป่ ระทบั ใจทงั้ ของ
ตนเองและผอู้ น่ื สนใจ
ข้ันท่ี ๓ การปฏบิ ัตแิ ละการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (Implementation : I)

๑. ผเู้ รยี นเรยี นร้ตู ามกระบวนการ และศกึ ษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู้ าปรับใช้ใน
ชวี ิตประจำวัน

๒. ผเู้ รียนทำใบงานและสรปุ องค์ความรู้และบันทกึ ผลการเรยี นรู้ทไี่ ดจ้ ากการเรียนรู้
๓. ผเู้ รยี นนำความรูท้ ่ีได้จากการเรียนร้มู าปรบั ใช้เป็นในชีวิตประจำวนั
๔. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอ่ ไป
ข้นั ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
๑. ผู้เรยี นสรุปองค์ความรู้ เพ่ือตอ่ ยอดในการพบกลมุ่ ครงั้ ตอ่ ไป

สื่อการเรยี นรู้
๑. หนงั สอื เรยี นรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู้
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สอ่ื Internet

การวัดและประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

แหลง่ เรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมดุ ประชาชน
3 สถาบนั ศึกษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรียนในตำบล

ลงชื่อ........................................................ครูผสู้ อน
(....................................................)

ตำแหน่ง …………………………………..

ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงช่ือ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา

(นายคมกฤช สาหลงั )

ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้ที่ 1
เรอื่ ง หลกั การพูด

การพดู
เป็นวิธหี นึ่งของการส่ือสาร การถ่ายทอดความคดิ ความรู้ ความเข้าใจ ความรสู้ ึก หรือความตอ้ งการ

ดว้ ยเสยี ง ภาษา และกิริยาท่าทาง เพ่ือให้ผ้รู ับฟงั รับรู้ เข้าใจไดต้ รงตามจุดประสงค์ของผ้พู ูด การส่ือสารจึงจะ
บรรลุผลไดห้ ลักการพูด

ความหมายของการพดู

ตามพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พูด คือ การเปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคํา, พูดจา
การพดู เปน็ การสอ่ื สารดว้ ยภาษา จากตวั ผพู้ ูดไปยังผฟู้ ัง เพอื่ สื่อความหมายใหผ้ ู้อื่นทราบความรู้สึกนกึ คดิ และ
ความต้องการของตน รวมท้งั เปน็ การแลกเปลีย่ นขา่ วสาร ความรู้ ความคดิ เหน็ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเข้าใจซึง่ กนั และ
กนั ช่วยใหก้ จิ การตา่ ง ๆ ดำเนนิ ไปด้วยความเรียบรอ้ ย

องค์ประกอบของการพูด
การพูดมีองคป์ ระกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้
ผพู้ ดู ผู้พูดเปน็ ผทู้ ่ีจะตอ้ งถา่ ยทอดความรู้สึก ความคิดเหน็ ข้อเท็จจริง ตลอดจนทศั นคติของตนสผู่ ู้ฟัง
โดยใช้ภาษา เสียง อากับกิรยิ าและบุคลกิ ภาพของตนใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากท่สี ุด ผู้พูดจะต้องคำนึงถึงมารยาท
และคุณธรรม ในการพูดด้วยส่ิงสำคัญที่ผู้พูดจะต้องยึดไว้เป็นแนวปฏิบัติคือ ผู้พูดจะต้องรู้จักสะสมความรู้
ความคิดและประสบการณ์ที่มคี ณุ ค่า มีประโยชน์ แลว้ รวบรวม เรียบเรยี งความรู้ ความคดิ เหล่านี้ ให้มีระเบียบ
เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดให้ผู้ฟังเข้าใจได้โดยง่าย แจ่มแจ้ง การสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ ผู้พูด
สามารถทำได้หลายทาง เช่น จากการอ่าน การฟัง การสังเกต การกระทำหรอื ปฏิบัตดิ ้วยตนเอง การสนทนา
กับผอู้ ื่นนอกจากน้ีแล้ว ผพู้ ูดจะต้องมีทักษะ ในการพูด การคดิ การฟงั และมีความสนใจทีจ่ ะพฒั นาบุคลกิ ภาพ
อย่เู สมอ ซ่ึงจะช่วยให้ผูพ้ ดู เกดิ ความมน่ั ใจในตนเอง
สาระหรอื เรอ่ื งราวทพี่ ดู คือ เน้อื หาสาระทีผ่ ้พู ดู พดู ออกไป ซึ่งผู้พดู จะต้องคำนึงอยู่เสมอวา่ สาระทต่ี น
พูดนั้นจะต้องมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง อีกท้ังควรเป็นเร่ืองท่ีใหม่ ทันสมัย เน้ือหาจะต้องมีความชัดเจน ผู้พูดต้อง
ขยายความคือ ความรู้ท่ีนำเสนอสู่ผู้ฟังให้มีความกระจ่าง ซ่ึงอาจขยายความด้วยการยกตัวอย่างแสดงด้วย
ตัวเลข สถติ ิ หรือยกหลักฐานตา่ ง ๆ มาอ้างอิง การเตรียมเนอ้ื หาในการพูดมขี น้ั ตอน ดังน้ี
2.1) การเลือกหัวข้อเรื่อง ถ้าผู้พูดมีโอกาสเลอื กเรือ่ งท่ีจะพูดเอง ควรยึดหลักที่ว่าต้อง เหมาะสมกบั ผูพ้ ูด คือ
เปน็ เรอื่ งท่ีผพู้ ูดมีความรอบรู้ในเรื่องนัน้ และเหมาะสมกับผู้ฟังเปน็ เร่ืองท่ีผูฟ้ ังมีความสนใจ นอกจากนี้จะต้อง
คำนึงถงึ โอกาส สถานการณ์ สถานท่ี และเวลา ทก่ี ำหนดให้พดู ดว้ ย
2.2) การกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเร่ืองท่ีจะพูด ผพู้ ูดจะต้องกำหนด จุดมุง่ หมายในการพูดแต่ละ
คร้ังให้ชัดเจนว่าต้องการให้ความรู้ โน้มน้าวใจหรือเพื่อความบันเทิงเพื่อจะได้เตรียมเร่ืองให้สอดคล้องกับ
จุดมุ่งหมาย นอกจากนี้ผู้พูดจะต้องกำหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูดด้วยว่าจะครอบคลุมเน้ือหาลึกซ้ึงมากน้อย
เพยี งใด
2.3) การค้นควา้ และรวบรวมความรู้ ผู้พูดต้องประมวลความรู้ ความคดิ ทั้งหมดไวแ้ ล้วแยกแยะให้ได้ว่าอะไร
คอื ความคิดหลกั อะไรคือความคดิ รอง ส่ิงใดที่จะนำมาใชเ้ ปน็ เหตุผลสนับสนนุ ความคดิ น้นั ๆ และท่ีสำคัญ ผูพ้ ูด
จะต้องบันทึกไว้ให้ชัดเจนว่าข้อมูลท่ีได้มาน้ัน มีท่ีมาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้พูด หรือผู้เขียน ทั้งนี้ผู้พูดจะได้
อ้างอิง ที่มาของข้อมลู ได้ถกู ต้องในขณะทีพ่ ูด
2.4) การจดั ระเบียบเร่ือง คือ การวางโครงเรื่อง ซึง่ จะช่วยให้การพูดไมว่ กวน สับสนเพราะผู้พูดได้จัดลำดับ
ข้ันตอนการพูดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีความต่อเนื่อง ครอบคลุมเน้ือหาท้ังหมดช่วยให้ผู้ฟังจับประเด็นได้ง่าย
การจดั ลำดับเนือ้ เร่อื งจะแบง่ เปน็ สามตอน คอื คำนำ เนือ้ เร่ืองและการสรปุ

ผู้ฟัง ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสัมพันธ์กัน โดยผู้พูดต้องเร้าความสนใจผู้ฟังด้วยการใช้ภาษา เสียง กิริยา
ทา่ ทางบุคลกิ ภาพของตน ในขณะเดยี วกันผู้ฟงั ก็มีส่วนช่วยให้การพูดของผู้พดู บรรลุจดุ หมายไดโ้ ดยการต้ังใจฟงั
และคิดตามอย่างมีเหตุผล ก่อนจะพูดทุกคร้ังผู้พูดต้องพยายาม ศกึ ษารายละเอียดทเี่ ก่ยี วกับผฟู้ ังให้มากที่สุด
เช่น จำนวนผู้ฟัง เพศ ระดับการศกึ ษา ความเช่ือและค่านิยม ความสนใจของผู้ฟัง เปน็ ต้น การวิเคราะห์ผู้ฟัง
ล่วงหนา้ นอกจากจะได้นำข้อมูล มาเตรียมการพูดให้เหมาะสมแล้ว ผู้พูดยังสามารถนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการ
แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ท่ีอาจจะเกิดขึน้ ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ดว้ ย

จดุ ม่งุ หมายของการพดู
โดยทัว่ ไปแลว้ การพูดจะมจี ุดมุ่งหมายท่สี ำคัญ ๆ อยู่ 3 ประการ

1. การพูดเพ่อื ใหค้ วามรคู้ วามเขา้ ใจ
การพดู เพื่อจุดมงุ่ หมายนี้ เราไดฟ้ งั อยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากวทิ ยุ โทรทศั น์ หรอื จากวงสนทนาใน
ชีวิตประจำวนั มีจุดมุ่งหมายท่จี ะให้ผู้ฟังเกิดความร้คู วามเขา้ ใจในเรื่องท่ีไม่เคยรู้ ไม่เคยมีประสบการณ์หรอื มี

ความรู้ประสบการณ์บ้าง แต่ก็ยังไม่กระจ่างชัด การพูดประเภทน้ี ได้แก่ การรายงาน การพูดแนะนำ การ
บรรยาย การอธบิ ายการช้แี จง ดังตัวอย่างหัวข้อเรอ่ื งท่ีพูดเพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เช่น ทำอย่างไรจึงจะ
เรยี นเกง่ และประสบความสำเร็จ ภยั แล้ง ทำไมราคาพืชผลทางการเกษตรจงึ ตกต่ำ งามอย่างไทย ส่ิงแวดล้อม

เป็นพิษ
2. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ
การพูดเพือ่ โนม้ นา้ วใจ เปน็ การพดู ท่มี จี ดุ มงุ่ หมายให้ผู้ฟังเชอื่ และมคี วามคดิ คล้อยตาม ทำหรอื ไม่ทำตามที่ผพู้ ูด

ต้องการหรอื มเี จตนา ฉะนั้น ผู้พดู จะต้องช้แี จง ใหผ้ ู้ฟังเหน็ วา่ ถา้ ไมเ่ ชื่อหรอื ปฏบิ ตั ิตาม ท่ีผู้พดู เสนอแลว้ จะเกิด
โทษ หรือ ผลเสยี อย่างไรการพดู ชนดิ นี้จะประสบความสำเร็จไดด้ ีมากนอ้ ยเพยี งไรนนั้ ขน้ึ อย่กู ับตัวผู้พูดเองว่ามี
บุคลิกภาพดีไหม มีการใช้ถ้อยคำภาษาท่ีง่ายแก่การเข้าใจของกลุ่มผู้ฟังไหม และท่ีสำคัญ คือผู้พูดจะต้องมี

ศิลปะและจติ วิทยาในการจงู ใจ ผู้ฟังได้เปน็ อยา่ งดี การพดู เพ่ือโนม้ น้าวใจ จะเห็นตัวอยา่ งได้จากการพดู เพื่อหา
เสียงในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเพื่อเป็นหัวหน้าช้ัน ผู้แทนกลุ่ม หรือองค์การต่าง ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(สส.) หรอื การพูดเพื่อรณรงคใ์ หผ้ ู้ฟงั เลิกบุหร่ี หรือไม่กระทำสิง่ ใดสิ่งหน่ึง เช่น การพดู เพอื่ ให้ช่วยกนั ประหยัด

การใช้น้ำมัน ไฟฟา้ นอกจากนี้การพูด เพื่อโน้มน้าวใจจะนำไปใชม้ ากในด้านธุรกิจการขาย การโฆษณาเพือ่ ให้
ผ้คู นหนั มานิยมใช้หรือซื้อสินคา้ ตนุ
ตวั อย่างหวั ข้อเรอื่ งทพ่ี ูดโนม้ นา้ วใจ

บริจาคโลหิตชว่ ยชีวิตมนุษย์ มาเล้ียงลูกด้วยนมมารดากนั เถอะ ฟงั ดนตรเี ถอะช่นื ใจ
ช่วยทำเมืองไทยให้เปน็ สีเขยี วดีกวา่ ออกกำลังกายวันละนิดชวี ติ แจม่ ใส
เหรยี ญบาทมคี วามหมายเพื่อเด็กยากไร้ในชนบท

3. การพูดเพอ่ื ความบันเทงิ
การพูดเพื่อจดุ มุ่งหมายน้ีเป็นการพูดท่ีมุ่งให้ผู้ฟัง เกิดความเพลิดเพลิน รื่นเริง สนุกสนานผ่อนคลายความตึง
เครยี ด ในขณะเดียวกนั กแ็ ทรกเนื้อหาสาระ ท่เี ป็นประโยชน์แก่ผู้ฟงั ดว้ ยผูพ้ ดู จะตอ้ งเปน็ บคุ คลทีม่ องโลกในแง่

ดี มีอารมณข์ นั
หน้าตาย้ิมแย้มแจ่มใสไม่เป็นคนเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังเกินไป เพราะส่ิงเหล่าน้ีจะมีผลต่อการสร้าง
บรรยากาศความเป็นกันเองให้เกิดข้ึนได้ ดังจะเห็นได้จากรายการต่าง ๆ ทางสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ

โทรทศั น์
ตวั อย่างหวั ข้อเรอ่ื งที่พูดเพ่อื ความบันเทงิ เราจะได้อะไรจากการฟงั เพลงลกู ทุ่ง
ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ พูดใครคิดว่าไมส่ ำคัญ ท่วี ่ารกั รกั นน้ั เป็นฉันใด

ใบงานที่ 1
ใหน้ กั ศึกษาบอกมารยาทในการฟังและดใู นโอกาสตา่ ง ๆ

1. การฟงั และดเู ฉพาะหน้าผใู้ หญ่
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................... ...............................................

..............................................................................................................................................................................
2. การฟังและดูในทป่ี ระชมุ
............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. การฟังและดูในทสี่ าธารณะ

............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................................ ......

............................................................................................................................. .................................................
4. นกั ศกึ ษาสามารถนำความรจู้ ากการฟังและการดไู ปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้อย่างไรบา้ ง จงบอกมาอยา่ งนอ้ ย
5 ประการ

..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................... ........................................

..............................................................................................................................................................................
5. ใหน้ ักศึกษาเขียนตวั อย่างความรู้ที่ไดจ้ ากการฟงั และการดูท่สี ามารถนำไปใชใ้ นการดำเนนิ ชีวิตไดม้ า 1 เร่อื ง
และบอกใหท้ ราบด้วยวา่ นำไปใชไ้ ด้อย่างไร

............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................................ ......
............................................................................................................................. .................................................

แผนการจัดการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

รายวิชาภาษาไทย รหัสวชิ า พท ๓๑๐๐๑

ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรียนรู้ Online และ On - Hand คร้งั ท่ี ๓ ( จำนวน ๖ ชั่วโมง )

เร่อื ง การอา่ น

วนั ท่ี ........เดือน .............................พ.ศ. ...............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.

ตวั ชว้ี ัด
1. ตคี วาม แปลความ และขยายความเร่อื งทอ่ี ่าน

2. วิเคราะห์ วิจารณ์ความสมเหตสุ มผล การลำดบั ความคิดและความเปน็ ไปได้ของเร่ืองที่อา่ น
3. อธบิ ายความหมายของภาษาถิน่ สำนวน สุภาษติ ท่ีปรากฏในวรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ นั
วรรณกรรมทอ้ งถิน่

4. วิเคราะห์ วจิ ารณป์ ระเมนิ คา่ วรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ในฐานะ ทเี่ ป็นมรดก
ทางวัฒนธรรมของชาติ แลว้ นำไปประยุกต์ ใชใ้ นการดำเนินชวี ติ

5. เลอื กใชส้ อ่ื ในการค้นควา้ หาความรทู้ หี่ ลากหลาย

6. มมี ารยาทในการอ่านและมีนสิ ัยรกั การอา่ น
เนอื้ หา
การอ่านเพ่อื ตคี วาม แปลความ ขยายความ ความหมายของภาษาถิน่ สำนวน สุภาษติ องคป์ ระกอบ ของการ

ประเมนิ ค่าวรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ นั และวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ตลอดจนมารยาทในการอ่าน
ขั้นตอนกระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขั้นท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หาความต้องการ

๑. ครูผ้สู อนสอบถามความรพู้ ้นื ฐานด้านการอา่ นของนกั ศึกษาแตล่ ะคน
๒. ผูเ้ รยี นร่วมกบั ครสู นทนา ศึกษาสภาพปญั หาท่ีเกดิ ขน้ึ ของการอา่ นของเร่ืองทฟ่ี ังและดู และความ
ต้องการในการพฒั นาการการอา่ นของเรอื่ งท่ีฟังและดู

ขนั้ ที่ ๒ แสวงหาข้อมูลและการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
- ครูและผเู้ รียนรว่ มกนั แลกเปลี่ยนเรียนรเู้ กี่ยวกบั อ่านตีความ แปลความ ขยายความ ความหมายของ

ภาษาถ่นิ สำนวน สภุ าษติ องคป์ ระกอบ ของการประเมนิ คา่ วรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบัน และวรรณกรรม

ท้องถิน่ ตลอดจนมารยาทในการอา่ น
- ครูมอบหมายใหผ้ เู้ รยี นร่วมกนั บอกมารยาททีด่ ใี นการอา่ น
- ครมู อบหมายให้ผเู้ รยี นศกึ ษาเลอื กบทความทางอนิ เตอรเ์ นต็ มาอา่ น โดยใหเ้ พ่ือนในช้นั เรียน

ฟงั แล้วใหส้ รปุ ประเด็นจากเรื่องท่ฟี งั ตามหลักการทไ่ี ดศ้ ึกษาจากนน้ั ใหว้ เิ คราะหข์ ้อเทจ็ จรงิ นำเสนอในคร้ังต่อไป
ขัน้ ท่ี ๓ การปฏิบตั ิและการนำไปประยุกตใ์ ช้ (Implementation : I)

๑. ผู้เรยี นเรยี นรตู้ ามกระบวนการ และศกึ ษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู้ าปรับใชใ้ น

ชีวติ ประจำวนั
๒. ผเู้ รยี นทำใบงานและสรปุ องค์ความร้แู ละบนั ทกึ ผลการเรยี นรู้ที่ไดจ้ ากการเรียนรู้
๓. ผเู้ รียนนำความร้ทู ่ีไดจ้ ากการเรยี นรมู้ าปรบั ใชเ้ ปน็ ในชีวติ ประจำวนั

๔. มอบหมายงาน กรต.ครงั้ ต่อไป

ข้ันที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)
๑. ผเู้ รียนสรปุ องค์ความรู้ เพื่อต่อยอดในการพบกลุ่มครงั้ ตอ่ ไป

สอ่ื การเรยี นรู้
๑. หนังสอื เรียนรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู้
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สอ่ื Internet

การวัดและประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

แหลง่ เรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมุดประชาชน
3 สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรียนในตำบล

ลงช่อื ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชือ่ ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้ท่ี 2
เรื่อง ความสำคัญของการอา่ น

๑.การอา่ นชว่ ยพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้อ่านได้รบั สาระความรูเ้ พ่ิมขน้ึ เป็นคนทนั สมยั ทนั
เหตกุ ารณแ์ ละความเคลอ่ื นไหวของเหตกุ ารณบ์ ้านเมอื ง ตลอดจนสงั คมและวิทยาการใหม่ๆ เปน็ ตน้
ผูอ้ า่ นเมอื่ ได้รบั ความร้จู ากการอา่ นแล้ว จะสามารถนำสาระต่าง ๆ มาสรา้ งสรรคใ์ หเ้ กดิ ประโยชน์ต่อชีวติ
สงั คมและ ประเทศชาติในโอกาสตอ่ ไปได้

๒. การอา่ นช่วยให้เกิดความ เพลดิ เพลิน หนงั สอื หลายประเภทนอกจากจะใหค้ วามรู้ ความคิดแลว้
ยงั ใหค้ วามเพลดิ เพลินอกี ดว้ ย ผู้อา่ นหนังสือจะไดร้ บั ความเพลิดเพลิน ไดร้ ับความสขุ อกี ทัง้ ยงั สรา้ ง
ความฝนั จิตนาการแก่ผู้อา่ น ตลอดจนเปน็ การพกั ผอ่ นและคลายเครียดไดเ้ ป็นอยา่ งดี

๓. การอ่านมผี ลตอ่ การคำเนนิ ชีวิตทส่ี ขุ สมบูรณข์ องมนษุ ย์ ผลที่ได้รบั จากการอา่ น นอกจากจะ
เป็นพ้ืนฐานของการศึกษา ศลิ ปะวทิ ยาการ และช่วยในการพัฒนาอาชีพแลว้ ยงั มผี ลช่วยใหผ้ ูอ้ า่ นได้
แนวคดิ และ ประสบการณจ์ ำลองจากการอ่านอกี ด้วย ซงึ่ ความคดิ และ ประสบการณจ์ ะทำให้ผ้อู ่านมีโลก
ทศั นก์ ว้างข้ึน เข้าใจตนอง เขา้ ใจผู้อน่ื และเขา้ ใจสังคมเปน็ อยา่ งดี อนั จะมผี ลตอ่ การดำเนินชีวติ และการ
ดำรงตนอยู่ในสงั คมไดอ้ ย่างมีความสขุ

วิจารณญาณในการอ่าน
วิจารณญาณ ในการอา่ น คือการรบั สารจากการอ่านใหเ้ ข้าใจเน้อื หาสาระแล้วใช้สตปิ ัญญาใคร่
ครวญหรอื ไตรต่ รอง โดยอาศัยความรู้ ความคิด ประสบการณ์มาเปน็ เหตผุ ลประกอบและสามารถนำ
ไปใช้ในชีวติ ไดอ้ ยา่ งถูกล้องเหมาะสม การใชว้ จิ ารณญาณในการอ่าน จะเรม่ิ ดันทก่ี ารอ่านด้วยความตงั้ ใจและ
พยายามทำความเขา้ ใจเน้ือหาสาระของเรือ่ งที่อา่ นแลว้ ใช้ความรู้ ความคิด เหตผุ ลและประสบการณป์ ระ กอบ
การคิด ใคร่ครวญใหส้ ามารถรับสารได้ถูกต้อง ถ่องแท้ การอา่ นโดยใชว้ ิจารณญาณประ กอบด้วยการเข้าใจของ
เรอ่ื ง การร้จู กั เขยี น การเขา้ ใจความสมั พันธข์ องสารและการนำไปใช้ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณจะตอ้ งใช้
ความคดิ วเิ คราะห์ ใคร่ครวญและตัดสินใจว่า ข้อความท่ีได้อา่ นนัน้ สิ่งใดเปน็ ความสำคัญ สง่ิ ใดเปน็ ใจความ
ประกอบหรือพลความ สามารถแยกขอ้ เท็จจรงิ จากข้อคิดเหน็ ได้ ตลอดจนวินิจฉัยไดว้ ่าข้อความท่อี า่ นนั้นควร
เชื่อถอื ไดห้ รอื ไมเ่ พยี งใด และการอ่านประเมินคา่ ว่าขอ้ ความทีไ่ ด้อา่ นมีเน้ือหาสาระ หรอื มีแง่คดิ ที่ดหี รือไม่ อาจ
นำไปใชป้ ระโยชนไ์ ดเ้ พยี งไร รวมทงั้ การประเมนิ ค่างานเขียนในด้านตา่ ง ๆ เช่น ความรู้ ความสามารถ ความ
จริงใจและกลวธิ ีในการเขียน

การอา่ นตคี วาม
การอา่ นดคี วามหรือการอา่ นวนิ ิจสารเปน็ การอา่ นอยา่ งพิจารณาถ่ถี ว้ นด้วยความเข้าใจเพ่อื ใหไ้ ด้ประ
โยชน์ หรอื เป็นไปตามวตั ฤประสงค์ของผู้เขียน จะเปน็ การอา่ นออกเสียงหรอื อ่านในใจก็ได้ แตจ่ ดุ สำคัญอย่ทู ่ี
การใชส้ ติปญั ญาดีความหมายของคำเละขอ้ ความ ทัง้ หมดรวมท้ังส่งิ เวคลอ้ มทกุ อยา่ งท่เี กี่ยวข้องกับข้อความท่ี
อา่ น ดงั น้นั จงึ ตอ้ งอาศยั การใช้เหตผุ ลและความรอบคอบในการพจิ ารณาทั้งถ้อยคำและสงิ่ แวดลอ้ มทงั้ หมดท่ี
ผอู้ า่ นจะดคี วามสารใด ๆ ไดก้ ว้างหรือแคบลกึ หรือต้นื ขนาดไหน ย่อมข้นึ อยกู่ บั ประสบการณส์ ่วนตัวและความ
เฉยี บแหลมของวจิ ารณญาณ เปน็ การอ่านทีต่ อู้ า่ นพยายามเขา้ ใจความหมายในสง่ิ ทผี่ ู้เขยี นมไิ ด้กลา่ วไวโ้ ดยตรง
ผู้อ่านพยายามสรปุ ลงความเห็นจากรายละเอยี คของเรอ่ื งทอ่ี า่ นการอา่ นดีความน้ัน ผอู้ ่านจะต้องคิดหาเหตผุ ล
เข้าใจผเู้ ขยี น รวู้ ตั ถปุ ระสงคร์ ภู้ ามาท่ีผเู้ ขียนใช้ทงั้ ความหมายตรงและความหมายแฝง อนึ่งข้อความทง้ั รอ้ ยแกว้

และรอ้ ยกรองบางบท มิได้มีความหมายตรงอย่างเดยี วแตม่ คี วามหมายแฝงซ่อนเรน้ อยู่ ผ้อู า่ นต้องแปลความ
กอ่ นแลว้ จงึ ดคี วามใหเ้ ข้าใจความหมายทีแ่ ฝงอยู่

การอ่านขยายความ
การอา่ นขยายความ คอื การอธบิ ายเพม่ิ เติมใหล้ ะเอยี ดขึน้ ภายหลังจากได้ดีความแล้ว ซึ่งอาจใชว้ ธิ ี
ยกตัวอย่างประกอบหรอื มีการอา้ งอิงเปรียบเทียบเนื้อความใหก้ ว้างขวางออกไปจนเป็นทเี่ ขา้ ใจชัดเจนย่งิ ข้นึ

ตัวอยา่ ง ความโศกเกิดจ กความรัก ความ กลัวเกิดจากความรัก ผู้ทลี่ ะความรกั เสียไดก้ ็ไม่โสกไม่กลัว (พุทธ
ภาษิต) ขอ้ ความนีใ้ หข้ ้อคดิ ว่า ความรักเปน็ ตน้ หตุ ใหเ้ กดิ ความโสก และความกลวั ถา้ ตดั หรอื ละความรกั ได้ ทัง้
ความโศก ความกลัวกี่ไม่มขี ยายความเมือ่ บคุ คลมีความรกั ในสง่ิ ใดหรือคนใด เขากต็ ้องการใหส้ งิ่ น้ันคนนน้ั คงอยู่

ใหเ้ ขารักตลอดไปมนษุ ย์ส่วนมากกลัวว่าคนหรอื สงิ่ ทต่ี นรกั จะแตกสลายหรือสญู ส้นิ จากไป แตเ่ มอ่ื ถงึ คราวทกุ
อย่างย่อมเปลีย่ นไปไมอ่ าจคงอยู่ใด้ ย่อมมกี ารแตกทำลายสญู สลายไปตามสภาพ ถา้ รู้ความจรงิ ดังน้ีและ รู้จกั ละ
ความรัก ความผูกพันนนั้ สขี เขาจะไมต่ ้องกลวั และไม่ตอ้ งโสกศร้าเสยี ใจอกี ตอ่ ไป การขยายความนใ้ี ช้ในกรณที ่ี

ขอ้ ความบางข้อความ อาจมีใจความไมส่ มบรู ณจ์ งึ ตอ้ งมีการอธบิ ายหรอื ขยายความเพอ่ื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจยงิ่ ขน้ึ
การขยายความอาจขยายความเกย่ี วกบั คำศพั ท์หรือการใหเ้ หตุผลเพม่ิ เติม เช่น สำนวน สภุ าษติ โคลง กลอน
ตา่ ง ๆ เป็นต้น

การอ่านจบั ใจความหรือสรปุ ความ
การอ่านจบั ใจความหรือสรปุ ความ คอื การอ่านทีม่ งุ่ คันห าสาระ ของเรื่องหรอื ของหนังสือแตล่ ะเลม่ ทเ่ี ปน็ ส่วน
ใจความสำคัญและสว่ นขยายใจความสำคญั ของเรื่องใจความสำคญั คอื ข้อความทีม่ ีสาระคลุมข้อความอ่นื ๆ

ในยอ่ หน้าน้นั หรอื เร่อื งน้นั ทง้ั หมด ข้อความอน่ื ๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคญั เท่าน้ันข้อความหนง่ึ หรอื
ตอนหนึ่งจะมใี จความสำคญั ทส่ี ุดเพยี งหนง่ึ เดยี ว นอกน้นั เปน็ ใจความรอง คำว่าใจความสำคัญนี้ บางทีเรยี กเปน็
หลายอยา่ ง เชน่ แก่นหรอื หวั ใจของเรอ่ื ง แค่นของเร่อื งหรอื ความคดิ หลกั ของเรอ่ื ง แตจ่ ะ อย่างไรก็ตามใจ

ความสำคัญคอื สงิ่ ทเี่ ป็นสาระทส่ี ำคญั ท่สี ดุ ของเรอ่ื ง นนั่ เองใจความสำคัญสว่ นมากจะมลี ักษณะเป็นประโขค ซึง่
อาจจะปรากฏอยใู่ นสว่ นใดส่วนหนงึ่ ของอหนา้ กไ็ ด้ จุดท่ีพบใจความสำคัญของเรอื่ งแต่ละย่อหน้ามากทส่ี ุดคือ
ประ โยคทอี่ ยตู่ อนต้นย่อหน้าเพราะผเู้ ขยี นมักจะบอกประเดน็ สำคญั ไว้ก่อน แลว้ จงึ ขยายรายละเอียดให้

ชดั เจน รองลงมาคอื ประโยคตอนทา้ ยยอ่ หน้า โดยผเู้ ขียนจะบอกรายละเอียดหรอื ประเดน็ ยอ่ ๆ ก่อน แลว้ จงึ
สรปุ ด้วยประ โยคทเี่ ปน็ ประเดน็ ไว้ภายหลงั สำหรับจุดท่พี บใจความสำคัญยากขน้ึ ก็คือประโยคตอนกลางย่อ
หนา้ ซึ่งผอู้ ่านจะดอ้ งใช้ความพยายามสงั เกตใหด้ ี สว่ นจุดทหี่ าใจความสำคญั ยากทสี่ ดุ คือ ย่อหน้าที่ไมม่ ี

ประโยคสำคญั ปรากฏชดั เจน อาจมหี ลายประ โยคหรอื อาจ จะอยู่รวมๆ กนั ในยอ่ หนา้ ทไี่ ด้ ซงึ่ ผอู้ ่านตอ้ งสรุป
ออกมาเอง

ใบงานที่ 2
จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. ความสำคญั ของการอ่าน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

2. วจิ ารณญาณในการอา่ น หมายถึง
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

3. ข้นั ตอนของการใชว้ ิจารณญาณในการอา่ น
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

4. หลักการใช้วิจารณญาณในการอา่ น
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

5. การอา่ นตีความ
..................................................................................................................................................... .........................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.......................................................................................................................................... ....................................

6. การอ่านขยายความ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

7. การอา่ นจบั ใจความหรือสรปุ ความ
................................................................................................................................................................. .............
...................................................................................................................... ........................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

รายวชิ าภาษาไทย รหัสวชิ า พท ๓๑๐๐๑

ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอเจาะไอรอ้ ง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรยี นรู้ Online และ On - Hand คร้งั ท่ี ๔ ( จำนวน ๖ ช่วั โมง )

เร่ือง การเขียน

วนั ที่ .......เดือน .................................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.

ตัวชวี้ ดั

1. เขยี นแผนภาพความคิด เขียนยอ่ ความ เรียงความ จดหมาย เขียนอธบิ าย ชี้แจง โนม้ นา้ วใจ
แสดงทัศนะ และการเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ โดยใช้หลกั การเขยี นและโวหารต่างๆ ได้ถกู ตอ้ งตามอักขระวิธีและ
ระดับภาษา

2. แต่งคำประพนั ธป์ ระเภท ร้อยกรองได้ถกู ตอ้ งตาม ฉนั ทลกั ษณแ์ ละใชถ้ ้อยคำ ทไี่ พเราะ
3. การกรอกแบบพิมพป์ ระเภทตา่ งๆ ได้ถูกตอ้ ง
4. ปฏิบตั ิตนเปน็ ผูม้ มี ารยาทในการเขียน และมีการจดบันทึกอย่างสมำ่ เสมอ

เนือ้ หา
1. การเขียนแผนภาพความคิด
2. การเขียนยอ่ ความ

3. การเขยี นเรียงความ
4. การเขยี นจดหมาย
5. การเขยี นอธิบาย

6. การเขยี นชแ้ี จง โนม้ นา้ วใจ
7. การเขียนแสดงทศั นะ
8. การเขียนคำขวัญ

9. การเขยี นคำโฆษณา
10. หลักการเขียนโวหารแบบต่างๆ
11. การเขยี นพรรณนาและการเขียนบรรยายเหตุการณ์

12. หลักการเขียนรายงานทางวิชาการ
13. หลักการเขียนอา้ งองิ
14. การกรอกแบบพิมพ์ประเภทตา่ งๆ เชน่ กรอกใบสมัครงาน กรอกใบสมัครเรียน กรอกใบคำร้อง

ตา่ งๆ
15. การปฏบิ ัติตนเปน็ ผ้มู ีมารยาทในการเขียนและมีนสิ ัยรกั การเขยี น

ขน้ั ตอนกระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 กำหนดสภาพปญั หาความต้องการ

๑. ครูผสู้ อนสอบถามความรพู้ ืน้ ฐานด้านการเขียนของนักศึกษาแต่ละคน

๒. ครผู สู้ อนใหน้ กั ศกึ ษาฝกึ เขียนตามคำบอก เพ่อื ฝกึ ทักษะการเขยี นและการฟงั

๓. ผู้เรยี นร่วมกบั ครสู นทนา ศกึ ษาสภาพปัญหาท่ีเกิดขนึ้ ของการเขยี นของเรือ่ งทฟ่ี งั และดู และความ

ตอ้ งการในการพฒั นาการการเขยี นของเรอ่ื งท่ฟี งั และดู

ขั้นท่ี ๒ แสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

- ครผู สู้ อนและผเู้ รยี นแลกเปล่ยี นเรียนรเู้ รื่องการเขียนประเภทตา่ งๆพรอ้ มยกตัวอยา่ งการ
เขียนและฝกึ เขียน

- ครูผสู้ อนแลกเปลย่ี นเรียนรูก้ บั นักศกึ ษาในเร่อื งมารยาทในการเขยี น การเขียนท่ดี ี และ
คุณค่าของการเขยี นในภาษาไทย
ขน้ั ท่ี ๓ การปฏบิ ัตแิ ละการนำไปประยุกตใ์ ช้ (Implementation : I)

๑. ผู้เรยี นเรยี นรูต้ ามกระบวนการ และศกึ ษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู้ าปรบั ใช้ใน
ชีวติ ประจำวัน

๒. ผู้เรียนทำใบงานและสรปุ องค์ความรแู้ ละบนั ทึกผลการเรยี นรู้ที่ไดจ้ ากการเรียนรู้

๓. ผเู้ รยี นนำความรทู้ ี่ได้จากการเรยี นรมู้ าปรบั ใชเ้ ปน็ ในชีวติ ประจำวัน
๔. มอบหมายงาน กรต.ครั้งตอ่ ไป
ขั้นท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)

๑. ผเู้ รยี นสรุปองค์ความรู้ เพือ่ ต่อยอดในการพบกลมุ่ ครงั้ ตอ่ ไป

สือ่ การเรยี นรู้
๑. หนังสอื เรยี นรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู้

๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV

๖. สอื่ Internet
การวดั และประเมนิ

๑. สังเกต

๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

แหลง่ เรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมดุ ประชาชน

3 สถาบนั ศึกษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรียนในตำบล

ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ลงชือ่ ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชือ่ ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา

(นายคมกฤช สาหลงั )

ผ้อู ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง หลกั การเขยี น

ความหมายและความสำคญั ของการเขยี น
การเขยี น คอื การแสดงความรู้ ความคิด อารมณค์ วามร้สู กึ และความตอ้ งการของผู้สง่ สารออกมาเป็น

ลายลกั มณ์อกั ษร เพ่ือใหผ้ รู้ บั สารอ่านเข้าใจได้รับความรู้ ความคดิ อารมณ์ ความรู้สกึ และความดอ้ งการต่าง ๆ

เหล่านั้น การเขียนเปน็ พฤติกรรมของการส่งสารของมนษุ ย์ ซงึ่ มีความสำคญั ไม่ย่ิงหยอ่ นไปกวา่ การสง่ สารด้วย
การพดู และการอา่ น เพราะการเขยี นเปน็ ลายลักษณ์ อกั ษรหรือตวั หนงั สอื จะคงทนถาวรและกวา้ งขวางกว่า
การพดู และการอา่ น การที่เราได้ทราบความร้คู วามคิดและวทิ ยาการตา่ ง ๆ ของบคุ คลในยคุ ก่อน ๆ ก็เพราะ

มนษุ ย์รจู้ กั การเขยี นสญั ลักษณ์แทนคำพูดถ่ายทอดให้เราทราบการเขยี นเพ่อื ส่งสารมปี ระสิทธภิ าพมากน้อย
แค่ใหนน้นั ยอ่ มข้ึนอยู่กบั ผสู้ ง่ สารหรอื ผู้เขยี นซง่ึ จะดอ้ งมคี วามสามารถในหลายด้าน ทง้ั กระ บวนการคดิ
กระบวนการเขียนความสามารถในดา้ นการใช้ภาษาและอน่ื ๆ ดงั น้ี

1. เป็นผมู้ ีความรใู้ นเร่อื งที่จะเขียนเปน็ อย่างดี มจี ดุ ประสงค์ในการถา่ ยทอดเพือ่ จะให้ผอู้ ่านได้
รับสิง่ ใดและทราบพน้ื ฐานของผรู้ ับสารเป็นอยา่ งดีด้วย
2. สามารถลือกรปู แบบและกลวิธีในการเขียนได้เหมาะสมกบั เนอ้ื หาและโอกาส เช่น การเขียน

คำขีแ้ จงกเ็ หมาะทจี่ ะเขียนแบบรอ้ ยแกว้ หากเขียนคำอวยพรใน โอกาสตา่ ง ๆ อาจจะ ใช้การเขยี นแบบรอ้ ย
กรองเปน็ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน จะเหมาะ สมกวา่ เปน็ ตน้
3. มีความสามรถในการใช้ภาษาโดยเฉพาะภามาเขียนทง้ั การเขียนคำและขอ้ ความตามอกั ขรวิธี

รวมทงั้ การเลือกใชถ้ อ้ ยคำสำนวนตา่ ง ๆ
4. มคี วามสามารถในการศึกษาค้นควา้ และการฝกึ ฝนทักษะการเขยี น
5. มศี ลิ ปะในการใช้ถอ้ ยคำได้ไพเราะเหมาะสมกับเนื้อหาหรอื สารที่ตอ้ งการถ่ายทอด

หลกั การเขยี นทีด่ ี
1. เขยี นตัวหนงั สอื ชัดเจน อา่ นงา่ ย เปน็ ระเบยี บ
2. เขียนได้ถกู ต้องตามอกั ขรวิธี สะกดการนั ตั วรรณยกุ ต์ วางรูปเครือ่ งหมายต่าง ๆ เวน้ วรรคตอนได้ถกู ตอ้ ง

เพอ่ื จะสือ่ ความหมายได้ตรงและ ชัดจน ช่วยใหผ้ ู้อ่านเข้าใจสารไดด้ ี
3. เลือกใช้ถ้อยคำไดเ้ หมาะสม ส่ือความหมาย ได้ดี กะทัดรดั ชัดเจนเหมาะสมกบั เนือ้ หา เพศวัย และระดบั
ของผอู้ ่าน

4. เลอื กใชส้ ำนวนภามาไดไ้ พเราะ เหม ะสมกบั ความรู้ ความคดิ อารมณ์ ความรูส้ กึ ทีต่ อ้ งการถา่ ยทอด
5. ใช้ภามาเขียนไมค่ วรใชภ้ ามาพดู ภาษาโฆษณาหรือภาษาทไ่ี ม่ไดม้ าตรฐาน
6. เขยี นไดถ้ กู ตอ้ งตามรปู แบบและหลกั เกณฑ์ของงานเขียนแตล่ ะประเภท

7. เขียนในสิง่ สร้างสรรค์ ไม่เขยี นในสง่ิ ทจ่ี ะสรา้ งความเสียหายหรือความเดอื ดร้อนใหแ้ ก่บุคคลและสงั คม
การทจี่ ะสอ่ื สารด้วยการเขยี นได้ดี ผ้เู ขยี นต้องมีความสามารถในด้านการใชภ้ าษาและ ต้องปฏิบตั ิ
ตามหลกั การเขยี นท่ดี มี มี ารยาท

การเขยี นรปู แบบตา่ ง ๆ
รปู แบบการเขยี น งานเขยี นในภาษาไทยมี 2 รูปแบบคืองานเขยี นประเภทรอ้ ยกรองกบั งานเขยี น

ประเภทร้อยแกว้ ซึง่ ผเู้ รียนไดเ้ คยศกึ ษามาบ้างแลว้ ในระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น ในทีน่ ่จี ะพูดถงึ งานเขียน

ประเภทรอ้ ยแก้วท่ผี เู้ รยี นจำเปน็ ต้องใช้ในชีวติ ประจำวัน เช่น การเขียนจดหมาย การเขยี นเรยี งความ การ
เขยี นย่อความ การจดบันทึกและการเขียนแสดงความคดิ เหน็ และ งานเขียนประเภทรอ้ ยกรองบางประเภท
เทา่ นั้น

การเขียนจดหมาย
การเขียนจดหมายเปน็ วธิ ีการทีน่ ิยมใช้เพ่อื การสื่อสารแทนการพดู เมอื่ ผสู้ ง่ สารและ ผู้รบั สารอยู่

ห่างไกลกัน เพราะประหขัดคา่ ใชง้ ่าย มลี ายลักษณ์อกั ษรเปน็ หลักฐานสง่ ถึงกนั ได้สะดวกทกุ พนื้ ที่ จดหมายท่ี
เขียนติดตอ่ กันมีหลายประเภาเปน็ ดน้ ว่า จดหมายส่วนตัว เป็นจดหมายทเี่ ขียนถึงกันระ หวา่ งญาตมิ ิตร หรือครู
อาจารย์ เพอื่ สง่ ขา่ วคราว บอกกล่าวไต่ถามถึงความทุกขส์ ขุ แสดงถึงความรกั ความปรารถนาดี ความระลกึ ถงึ

ต่อกนั รวมทั้งการเลา่ เรื่องหรอื เหตุการณ์ ท่สี ำคัญ การขอความช่วยเหลือ ขอคำแนะนำซง่ึ กันและกนั
จดหมายกจิ ธุระ

เป็นจดหมายทีบ่ ุคคลเขยี นตดิ ตอ่ กบั บคุ คลอืน่ บรษิ ัท หา้ งรา้ นและหน่วยงาน

อนื่ ๆ เพ่อื เจ้ากจิ ธรุ ะ เป็นต้นวา่ การนดั หมายขอสมัครงาน ขอความช่วยเหลอื และขอคำปรกึ ษาเพือ่ ประโย
ชนใ์ นดา้ นการงานตา่ ง ๆ จดหมายธุรกจิ เปน็ จดหมายทเ่ี ขยี นตดิ ต่อกันในเรอ่ื งธรุ กจิ และการเงนิ ระหว่างบรษิ ทั
หา้ งรา้ น และองค์การตา่ ง ๆ จดหมายราชการหรอื หนงั สอื ราชการ เป็นจดหมายทีต่ ิดตอ่ กันเปน็ ทางราชการ

จากสว่ นราชการ หนงึ่ ถงึ อีกสว่ นราการหนงึ่ ขอ้ ความ ในหนังสือถอื วา่ เปน็ หลกั ฐานทางราชการและมสี ภาพ
ผกู มัดถาวรในราชการ จดหมายราชการจะมีเลขทข่ี องหนังสอื มกี ารลงทะเบยี นรบั -สง่ ตามระเบียบของงานสาร
บรรณการเขียนจดหมายแต่ละประเภทจะ มีลกั ษณะแตกตา่ งกนั ไป แต่โดยทว่ั ไปจะมแี นวโนม้ ในการ

ใบงานท่ี 3 เรอื่ ง การเขียน
1.การเขียน หมายถึง

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

2. หลักการเขยี นทดี่ ี มดี ังน้ี
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................
3.การเขยี นจดหมาย คอื
............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
4.การเขยี นเรียงความ คือ

............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................. ................................
..............................................................................................................................................................................

แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

รายวิชาภาษาไทย รหสั วชิ า พท ๓๑๐๐๑

ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจดั การเรียนรู้ Online และ On - Hand ครงั้ ที่ ๕ ( จำนวน ๖ ชว่ั โมง )
เรอ่ื ง หลักการใชภ้ าษา

วนั ที่ .......เดือน .................................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.

ตวั ช้วี ัด
1. อธิบายธรรมชาติของภาษา และใชป้ ระโยคตามเจตนา ของการสอ่ื สาร

2. เลอื กใชถ้ ้อยคำ สำนวนสุภาษติ คำพังเพยใหต้ รงความหมาย
3. ใช้ประโยคไดถ้ ูกต้องตามเจตนาของผสู้ ่งสาร
4. ใชค้ ำสภุ าพ และคำราชาศัพท์ใหถ้ กู ต้องตามฐานะและบคุ คล

5. แตง่ คำประพันธป์ ระเภทร้อยกรองได้
เน้ือหา

1. ธรรมชาตขิ องภาษา

- การเปลยี่ นแปลงของภาษา
- ลักษณะของภาษา
- พลงั ของภาษา

2. การใช้ถ้อยคำ สำนวน สุภาษติ คำพังเพย
3. โครงสรา้ งของประโยค รูปประโยค และชนิดของประโยค
4. ระดบั ภาษา

5. คำสุภาพ
6. คำราชาศัพท์
7. การแต่งคำประพันธป์ ระเภทร้อยกรอง

ขนั้ ตอนกระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปัญหาความต้องการ

๑. ครูผสู้ อนสอบถามความรพู้ ืน้ ฐานดา้ นการหลกั การใช้ภาษาของนักศกึ ษาแตล่ ะคน

๒. ครผู สู้ อนพูดคยุ เกี่ยวกบั คำสภุ าษิตและคำพงั เคยทเี่ คยไดย้ นิ และไดใ้ ช้ในชีวิตประจำวัน พรอ้ ม

อธบิ ายความหมาย

ขั้นท่ี ๒ แสวงหาข้อมูลและการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

- ครผู สู้ อนและผเู้ รียนแลกเปล่ยี นเรยี นรเู้ ร่อื งธรรมชาติของภาษา การใช้ถ้อยคำ ประโยค

สำนวน สภุ าษติ คำพงั เพย คำสภุ าพ คำราชาศัพท์ โดยใหน้ ักศกึ ษาศึกษาเรยี นรจู้ ากใบงานและแบบเรยี น

ข้นั ท่ี ๓ การปฏิบัติและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (Implementation : I)

๑. ผเู้ รียนเรียนรตู้ ามกระบวนการ และศกึ ษาแนวทางในการนำผลการเรียนรมู้ าปรบั ใช้ใน

ชวี ติ ประจำวนั

๒. ผู้เรยี นทำใบงานและสรปุ องคค์ วามรู้และบันทกึ ผลการเรยี นรทู้ ีไ่ ด้จากการเรียนรู้

๓. ผเู้ รียนนำความรูท้ ่ีไดจ้ ากการเรียนรู้มาปรบั ใชเ้ ป็นในชวี ิตประจำวัน

๔. มอบหมายงาน กรต.ครั้งตอ่ ไป

ขั้นที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
๑. ผู้เรียนสรปุ องคค์ วามรู้ เพือ่ ตอ่ ยอดในการพบกล่มุ ครง้ั ต่อไป

สอื่ การเรียนรู้
๑. หนังสอื เรยี นรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู้
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สอื่ Internet

การวัดและประเมิน
๑. สงั เกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

แหล่งเรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมุดประชาชน
3 สถาบันศึกษาปอเนาะ
4 แหล่งเรยี นในตำบล

ลงชอื่ ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงช่อื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้ ท่ี 4
เร่อื ง หลกั การใชภ้ าษา

ภาษา เป็นคำท่ีเรายืนมาจากภาษาสันสกฤต ถ้าแปลตามความหมายของคำศพั ทภ์ าษา แปลว่า
ถอ้ ยคำหรือคำพูดที่ใชพ้ ดู จากัน คำวา่ ภามา ตามรากศพั ทเ์ ดิมจึงมีความหมายแคบคอื หมายถงึ คำพูดแต่เพยี ง
อยา่ งเดยี ว

ความหมายของภาษาตามความเขา้ ใจของคนทว่ั ไป เป็นความหมายท่กี วา้ ง คอื ภาษาหมายถงึ ส่ือ
ทุกชนดิ ทสี่ ามารถทำความเขา้ ใจกนั ได้ เชน่ ภามาพูดใช้เสยี งเปน็ สอื่ ภามาเขียนใช้ตวั อักษรเปน็ สื่อ ภาษาใบ้ใช้
กริยาท่าทางเป็นสอ่ื ภามาคนตาบอดใชอ้ กั ษรทเี่ ปน็ จดุ นนุ เปน็ สือ่ ตลอดทง้ั แสง สี และอามตั สิ ญั ญาณตา่ ง ๆ

ลว้ นเป็นภาษาตามความหมายนที้ งั้ สิ้น
ความหมายของภาษาตามหลกั วชิ า ภาษา หมายถงึ สญั ลักษณท์ ม่ี ีระบบระเบียบและมีแบบแผนทำ

ให้คนเราสื่อความหมายกันได้ ส่วนประกอบสำคัญคือ จะต้องมี ระบบสัญลักษณ์ + ความหมาย + ระบบการ

สรา้ งคำ + ระบบไวยากรณ์ ในภาษาไทยเรามรี ะบบสัญลักษณ์ ทคี่ ือ สระ พยัญชนะและวรรณยุกต์ ระบบการ
สรา้ งคำ กค็ อื การนำเอาพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์มาประกอบกันเปน็ คำ เช่น พ่ี น้อง พอ่ แม่ ฯลฯ ระบบ
ไวยากรณ์ หรือเราเรียกว่า การสร้างประโยคคือการนำคำตา่ ง ๆ มาเรียงกนั ใหส้ ัมพันธ์กนั ใหเ้ กดิ ความหมายต่าง

ๆ ซ่ึงเปน็ หนว่ ยใหญ่ขึ้น เมอื่ นำส่วนประกอบต่าง ๆ สัมพันธ์กนั แล้วจะทำใหเ้ กิดความหมาย ภามาดอ้ งมี
ความหมาย ถา้ หากไม่มคี วามหมายกไี่ ม่เรยี กวา่ เป็นภาษา

ความสำคัญของภาษา

1. ภาษาเปน็ เครื่องมอื ในการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร ทมี่ นษุ ยใ์ ชส้ อ่ื ความเขา้ ใจ กัน ถ่ายทอดความรู้ความคดิ
อารมณ์ ความรู้สกึ ซง่ึ กนั และกัน

2. ภาษาเป็นเครอื่ งมือในการแสวงหาความรู้ ความคดิ และความเพลดิ เพลิน

3. ภาษาเป็นเคร่อื งมือในการประกอบอาชีพและการปกครอง โดยมีภาษากลางหรอื ภาษาราชการใช้
ในการสื่อสารทำความเขา้ ใจกันไดท้ งั้ ประเทศ ทวั่ ทกุ ภาค

4. ภาษาช่วยบนั ทกึ ถา่ ยทอดและจรรโลงวฒั นธรรมใหด้ ำรงอยู่ เราใชภ้ าษาบันทกึ เรอ่ื งราวและ

เหตุการณ์ตา่ ง ๆ ในสังคม ตลอดท้ังความคดิ ความเช่อื ไวใ้ หค้ นรุ่นหลงั ไดท้ ราบและสบื ตอ่ อย่างไม่ขาดสายเมอ่ื
ทราบวา่ ภาษามีความสำคัญอย่างย่ิงสำหรบั มนษุ ย์และมนุษยท์ ี่ใชภ้ าษาเพ่อื การคำเนนิ ชีวติ ประจำแต่เราก่มี ี
ความรู้เกย่ี วกบั ภามากัน ไม่มากนกั จงึ ขอกลา่ วถงึ ความร้เู ก่ียวกบั ภามาใหศ้ กึ ษากนั ดังนี้

1. ภาษาใชเ้ สียงชื่อความหมาย ในการใชเ้ สยี งเพ่อื สอ่ื ความหมายจะมี 2 ลกั ษณะ คือ
1.1 เสียงทีส่ มั พันธก์ ับความหมาย หมายความวา่ ฟังเสียงแลว้ เดาความหมายได้เสยี งเหล่านี้
มกั จะเป็นเสยี งทเี่ ลยี นเสยี งธรรมชาติ เชน่ ครืน เปรย้ี ง โครม จักๆ หรอื เลยี น เสยี งสตั วร์ อ้ ง เชน่ กา

อ่งึ อา่ ง แพะ เจี๊ยบ ตุก๊ แก
1.2 เสียงไม่สัมพนั ธก์ ับความหมาย ในแต่ละ่ ภามาจะมมี ากกว่าเสยี งที่สมั พนั ธ์ กบั ความหมาย เพราะ

เสียงต่าง ๆ จะมีความหมายว่า อยา่ งไรนัน้ ขนึ้ อยกู่ บั ขอ้ ดกลงกันของคนท่ใี ช้ภาษานน้ั ๆ เชน่ ในภาษาไทย

กำหนดความหมายของเส่ียง กิน ว่านำของใสป่ ากแลว้ เค้ียวกลนื ลงคอ ภาษาอังกฤษใชเ้ สยี ง
eat (อาึ้ ) ในความหมายเดยี วกันกบั เสยี งกนิ
2. ภาษาจะเกดิ จากการรวมกันของหน่วยเลก็ ๆ จนเปน็ หนว่ ยท่ใี หญ่ขนึ้

หนว่ ยในภาษา หมายถงึ ส่วนประกอบของภามาจะมเี สยี งคำและประ โยค ผูใ้ ช้ภามาสามารถ
เพม่ิ จำนวนคำ จำนวนประโขคขนึ้ ไดม้ ากมาย เชน่ ในภาษาไทยเรามเี สยี งพยญั ชนะ 21 เสยี ง เสียง
สระ 24เสียง เสียงวรรณยุกต์ s เสียง ผูเ้ รียนลองคิดดวู า่ เมื่อเรานำเสียงพยัญชนะ เสยี งสระ เสียงวรรณยุกตม์ า

ประกอบกันก่ีจะ ไดค้ ำมากมาย นำคำมาเรยี งต่อกันกี่จะไดว้ ลี และประโยค เราจะสร้างประ โยคขน้ึ ไดม้ ากมาย
และหากเรานำประ โขคทีส่ ร้างข้นึ มาเรียงต่อกันโดยวธิ มี ารวมกนั มาซ้อนกนั กจ่ี ะทำใหไ้ ดป้ ระโยศที่ยาวออกไป

เร่อื ย ๆ
3. ภาษามกี ารเปล่ยี นแปลง สาเหตขุ องการเปลย่ี นแปลง
1. การพดู กนั ในชีวิตประจำวัน สาเหตุนี้อาจจะทำให้เกิดการกลมกลืนเสียง เช่น เสยี งเดมิ ว่า

อยา่ งนี้ กลายเป็น อย่างงี้
มะมว่ งอกพรอ่ ง กลายเปน็ มะมว่ งอกร่อง
สามแสน กลายเปน็ สามเสน

สจู้ นเย็บตา กลายเป็น ส้จู นยบิ ตา
2. อทิ ธิพอของภาษาอนื่ จะเห็นภามาอังกฤษมอี ทิ ธพิ ลในภาษาไทยมากทสี่ ดุ อยู่ในขณะนี้ เชน่ มาสาย
มกั จะใช้ว่ามาเลท(late)

คำทักทายวา่ สวัสดี จะใช้ ฮลั โล (ทางโทรศพั ท์) หรอื เปน็ อทิ ธิพลทางด้านสำนวน เชน่
สำนวนท่ีนยิ มพดู ในปจั จบุ ัน ดงั นี้
"ได้รับการต้อนรบั อย่างอบอนุ่ " นา่ จะ พูดว่า "ไดร้ บั การต้อนรบั อยา่ งด"ี

"จบั ไข้" น่าจะพดู ว่า *เป็นไข"้ นันทดิ า แกว้ บัวสาย จะมาในเพลง *เธอ" นา่ จะพูดวา่ นนั ทดิ า
แกว้ บัวสาย จะ มารอ้ งเพลง "เธอ"
3. ความเปล่ียนแปลงของสิง่ แวดล้อม เมอื่ มคี วามเจรญิ ข้นึ ของก่ากเ็ ลกิ ใช้ สง่ิ ใหม่กเ็ ขา้ มา

แทนที่ เช่น การหงุ ข้าวสมยั ก่อนการดงขา้ วแต่ปัจจบุ ันใชห้ มอ้ หงุ ขา้ งไฟฟา้ คำว่า คงขา้ ว กเ็ ลกิ ใช้ไป
หรือบ้านเรอื นสมัยกอ่ นจะใชไ้ ม้ไผป่ ูพนื้ จะเรยี กวา่ "ฟาก" ปจั จบุ นั ใชก้ ระเบ้ือง ใช้ปนู ปูแทนคำวา่ ฟากกเ็ ลิก

ใบงานท่ี 4

ใหน้ ักศกึ ษาอธบิ ายรายละเอียดตามหัวข้อทกี่ ำหนดให้
1. ภาษา คือ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ความหมายของภาษาตามหลักวิชา
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
............................................................................................................................ ..................................................
3. ความสำคญั ของภาษา
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................ ......................................
..............................................................................................................................................................................
4. ทำบญุ เอาหนา้ ภาวนากันตาย หมายถงึ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
5. ฝนท่งั ใหเ้ ปน็ เขม็ หมายถึง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

รายวิชาภาษาไทย รหสั วชิ า พท ๓๑๐๐๑

ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอรอ้ ง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจดั การเรยี นรู้ Online และ On - Hand ครัง้ ท่ี ๖ ( จำนวน ๖ ช่วั โมง )
เรอื่ ง วรรณคดี และ วรรณกรรม

วนั ที่ .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตัวชี้วัด

1. อธบิ ายคณุ คา่ วรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ ัน และวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ

เนอ้ื หา
1. ความหมายของวรรณคดีวรรณกรรมปจั จบุ นั และวรรณกรรมท้องถิ่น
2. คณุ ค่าของวรรณคดี และวรรณกรรม ด้านวรรณศลิ ป์ และด้านสงั คม

3. แนวคิดและคา่ นิยมที่ปรากฏในวรรณคดีและวรรณกรรม
ขัน้ ตอนกระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั ท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หาความต้องการ

๑. ครผู สู้ อนสอบถามความรพู้ ื้นฐานดา้ นการครูผสู้ อนพูดคุยเกยี่ วกับวรรณกรรมของไทย ของ

นกั ศกึ ษาแตล่ ะคน

๒. ครผู สู้ อนพูดคุยเก่ยี วกบั ครผู ้สู อนพดู คยุ เกี่ยวกบั วรรณกรรมของไทย เคยท่ีเคยได้ยนิ และได้ใชใ้ น

ชีวติ ประจำวัน พรอ้ มอธิบายความหมาย

ข้นั ที่ ๒ แสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

- ครแู ละผูเ้ รยี นแลกเปล่ียนเรยี นร้เู ก่ียวกบั เกีย่ วกบั วรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบัน และ

วรรณกรรมทอ้ งถิ่น และรว่ มกันสรปุ คุณค่า ความสำคัญตอ่ ประเพณีวัฒนธรรมของไทย

ขน้ั ที่ ๓ การปฏิบตั แิ ละการนำไปประยุกต์ใช้ (Implementation : I)

๑. ผเู้ รียนเรียนรูต้ ามกระบวนการ และศกึ ษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู้ าปรบั ใชใ้ น

ชีวิตประจำวนั

๒. ผเู้ รยี นทำใบงานและสรปุ องค์ความรแู้ ละบันทึกผลการเรยี นร้ทู ี่ได้จากการเรียนรู้
๓. ผเู้ รยี นนำความร้ทู ่ไี ดจ้ ากการเรยี นร้มู าปรบั ใชเ้ ป็นในชีวติ ประจำวัน

๔. มอบหมายงาน กรต.ครั้งตอ่ ไป

ขัน้ ท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)
๑. ผูเ้ รียนสรปุ องค์ความรู้ เพอ่ื ต่อยอดในการพบกลมุ่ ครงั้ ต่อไป

สอ่ื การเรียนรู้

๑. หนังสอื เรยี นรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)

๒. ใบความรู้
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ

๕. ETV
๖. สอื่ Internet
การวดั และประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ
แหล่งเรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 ห้องสมุดประชาชน
3 สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
4 แหล่งเรยี นในตำบล

ลงชอ่ื ........................................................ครูผสู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชอื่ ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรเู้ ร่ืองท่ี 5 วรรณคดี

วรรณคดี คอื หนงั สอื ที่ไดร้ บั การยกช่องวา่ แต่งดมี ลี กั ษณะเด่นในเชิงประพันธ์ มีคณุ คา่ สงู
ในต้านความคิด อารมณ์และความเพลิดเพลิน ทำให้ผอู้ ่านเหน็ ความงาม ความไพเราะเกิดความซาบซงึ้ กนิ ใจ
วรรณคดีจึงมีความงคงามค้านวรรณศิลป์ช่วยยกระดับจิตใจความรู้สึก และ ภูมิปัญญาของผู้อ่านให้สูงข้ึน
วรรณคดีจึงเปน็ มรดกทางวฒั นธรรมอย่างหนึ่ง

คุณค่าของกัณฑ์ทานกณั ฑ์
1. คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์ (ความงามทางภาษา)
ทานกัณฑ์นี้ดีเด่นในเชงิ พรรณนาไวหาร มีการใชไ้ วหารที่ไพเราะและทำใหเ้ กดิ จินตภาพแก่ผู้อ่าน เช่น
ตอนที่พระนางผสุ ดพี ูดกับพระเวสสนั ดรใชถ้ อ้ ยคำทอ่ี ่านแล้วซาบซง้ึ กนิ ใจ
ต้งั แตน่ พ้ี ระชนนีจะเสวยพระอสั สุชนธารา
"วา่ โอ้พ่อฉัตรพิชยั เชตเวสสันดรของแม่เอ่ย
แม่ไปทูลพระบดิ าเธอกไ็ ม่ไปรด แมว่ อนขอโทมเธอกไ็ มใ่ ห.้ ..พระลูกเอ่ย...แต่น้ีจะชุม่ ชืน่ ไปด้วยน้ำค้าง
ในกลางปา้ พอ่ จะเสวยแตม่ ลู ผลาต่างเคร่ืองส า! โภชน์ทุกเชา้ ค่ำ ถงึ ขมขน่ื ก็จะกลนื กล้ำจำใจเสวย... "
2. คุณคา่ ดา้ นสงั คม
2.1 ดา้ นการปกครอง ในเรื่องพระเวสสนั ดรจะเหน็ วา่ กษัตรยิ ท์ รงฟงั เสยี งประชาชนเมือ่
ประชาชนลงมติใหเ้ นรเทศพระเวสสันดร เพราะเจา้ สัญชยั ก่ียอมเนรเทศแสดงให้เห็นถึงความเปน็
ประชาธิปไตย
2.2 สภาพสงั คมที่ไมย่ อมรบั หญงิ ม่าย หญิงใดเป็นม่ายก็จะถูกดหู มน่ิ เหยยี ดหยามจากสงั คมและ ไมม่ ีใครอยาก
ได้เปน็ คคู่ รอง
3. ด้านค่านยิ ม
3.1 ค่านยิ มเกย่ี วกบั การทำงาน โดยการทำทานเปน็ การเสยี สละเพอื่ เพอ่ื นมนษุ ยแ์ ละหวังในผลบุญนนั้ จะสง่ ให้
ตนสบายใน ชาติต่อไป ความคิดน้ยี ังฝังอย่ใู นใจคนไทยมาทกุ สมยั จึงนิยมทำบุญบรจิ าคทาน
3.2 ความเชอ่ื เกยี่ วกับเรื่องช้างเผือก
ช้างเผอื กถือว่าเป็น ช้างคู่บารมพี ระมหากษตั ริย์
และความเชอ่ื น้นั ยังปรากฏมาจนถงึ ปจั จบุ นั นี้
4. ดา้ นความรู้ ให้ความรูเ้ กี่ยวกับการสันตสดกมหาทาน ซึ่งในสมยั อยธุ ยาก็ปรากฎการทำทานลกั ษณะนใ้ี น
สมัยพระเจ้าปราสาททองและประเทศท่ีเป็นมอื งขึน้ ประเทศอนื่ ตอ้ งส่งเคร่อื งบรรณาการมาถวาย

ใบงานที่ 5
ใหน้ ักศึกษาเลอื กอ่านวรรณคดไี ทย 1 เรื่อง พร้อมบอกคณุ คา่ ท่ีได้รับจากการอ่านในด้านตา่ ง ๆ
ทกี่ ำหนดอย่างน้อย 5 ด้าน พร้อมยกตัวอยา่ งประกอบ
1. ชื่อเรอื่ ง…………………………………………………………………………………………………….
2. ผูแ้ ตง่ .....................................................................................................................
3. คุณค่าทไ่ี ด้รับจากการอ่าน (เลอื กตอบอย่างนอ้ ย 5 ดา้ น พรอ้ มยกตัวอย่างประกอบ)

3.1 คณุ ค่าดา้ นจรยิ ศาสตร์
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................

3.2 คณุ คา่ ดา้ นสุนทรยี ศาสตร์
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................

3.3 คุณค่าทางด้านศาสนา
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....................

3.4 คณุ คา่ ดา้ นการศึกษา
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................

3.5 คณุ ค่าดา้ นภาษา
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................

3.6 คณุ คา่ ด้านสงั คม
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....................

3.7 คุณค่าด้านประวัตศิ าสตรแ์ ละโบราณคดี
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................... ........................
3.8 คุณคา่ ด้านจิตใจ
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................
3.9 คณุ คา่ ด้านประโยชน์ใช้สอย
................................................................................................................... ...........................................................
............................................................................................................................. .....................



แผนการเรยี นรู้ ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าศลิ ปศึกษา รหสั วชิ า ทช 31003
ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอเจาะไอร้อง
............................................................................................................................. ..................
แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบพบกลุม่ ครงั้ ที่ 7 (จำนวน 3 ชว่ั โมง)
เร่อื ง ทศั นศิลปส์ ากล

วันที่ .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตวั ชีว้ ดั

1. อธิบายความหมาย ความสำคัญ และความเป็นมาของงานทัศนศลิ ปส์ ากลในด้านต่างๆ
2. อธบิ ายเกี่ยวกับความซาบซงึ้ ในงานทศั นศลิ ป์
3. ประวัติ ความเป็นมาและวิวฒั นาการของเครอ่ื งดนตรีสากลประเภทตา่ งๆ
เนอ้ื หา
1. ความหมาย ความสำคญั และความเปน็ มาของทศั นศลิ ปส์ ากล

- จิตรกรรม
- ประตมิ ากรรม
- สถาปตั ยกรรม
- ภาพพิมพ์
2. จดุ เส้น สี แสง –เงา รปู ร่างและรูปทรง เพอื่ ใหเ้ กดิ ความซาบซึง้ และมีทัศนคติท่ีดกี บั งานศลิ ป์
ดนตรสี ากล
1.ประวัตคิ วามเป็นมาและววิ ัฒนาการของเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทต่าง ๆ

ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้

ข้ันที่ 1 กำหนดสภาพปญั หาความต้องการ
1 .ผเู้ รยี นร่วมกบั ครูศึกษาเนอื้ หา วตั ถปุ ระสงค์และมาตรฐานการเรยี นรู้
2. ผเู้ รียนรว่ มกบั ครูวางแผนการเรยี นรู้รายวชิ า
3. ผเู้ รียนรว่ มกบั ครู.เตรยี มเนือ้ หา สือ่ การเรียนรู้ เนือ้ หารายวชิ า

ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้
1 .ครทู บทวนบทเรยี นจากการพบกลมุ่ สัปดาห์ทแ่ี ล้ว
2. ครูใหผ้ เู้ รียนนำเสนอ กรต.เรอ่ื งประวัตคิ วามเปน็ มาและววิ ฒั นา การของเครอ่ื งดนตรสี ากลประเภท

ต่าง ๆ
3. ครสู รปุ เนอื้ หาทผี่ ู้เรยี นออกมานำเสนอหนา้ ช้ันเรยี นและมขี ้อเสนอแนะในครัง้ ต่อไป
4. ครอู ธิบายถึงทศั นศลิ ป์สากล
5. ครใู หผ้ เู้ รียนสรปุ เนอื้ หาที่ได้ฟงั
6. ครมู อบหมาย กรต. เรื่องประวัติความเปน็ มาและววิ ัฒนา การการแสดงทางนาฏศิลป์และการ

ละครสากลประเภทตา่ ง ๆ

ข้นั ที่ 3 การปฏิบตั แิ ละนำไปประยุกต์ใช้
๑, เตรียมตัวเพ่ือการพบกลุ่ม

ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้

๑.ผเู้ รียนร่วมกนั สรุปบทเรียนของสปั ดาห์ท่ีแล้ว
2.ผู้เรียนเตรียมตวั นำเสนอ กรต.ท่ีไดร้ บั มอบหมาย
3.ร่วมกนั สรปุ เนื้อหาท่ไี ดฟ้ งั

4. ผเู้ รียนไดว้ างแผนการเรยี นรดู้ ้วยตนเองเพื่อเตรยี มนำเสนอในการพบกลมุ่ ครง้ั ตอ่ ไป

สือ่ การเรียนรู้
1.แบบบนั ทกึ การฝึกทักษะ
2.ใบงาน

3.แบบบนั ทกึ การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง

การวดั และประเมนิ ผล
๑,ครไู ด้ประเมินหลกั ฐานการเรยี นรู้ คือ
1.ทักษะการพูด (15 คะแนน)

2.บนั ทกึ การฝึกทกั ษะ (15 คะแนน)
3.ครูประเมินการนำเสนอ กรต. (15 คะแนน)
4.ครูใหผ้ เู้ รยี นทำแบบทดสอบประเมนิ ความรู้ความเข้าใจ(Quiz) (15 คะแนน)

แหล่งเรยี นรู้

1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมดุ ประชาชน
3 สถาบันศึกษาปอเนาะ

4 แหลง่ เรยี นในตำบล

ตัวชวี้ ดั การเรียนรู้
1 รอ้ ยละ 80 นกั ศึกษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเป็นของการ

พฒั นาอาชีพเพอื่ ความเขม้ แขง็

2 รอ้ ยละ 80 นักศึกษาสามารถบอกความจำเปน็ และคณุ คา่ ของการวิเคราะห์ศักยภาพของ
ธรุ กิจ

3 ร้อยละ 80 นกั ศึกษาสามารถวิเคราะหต์ ำแหนง่ ธรุ กจิ ในระยะตา่ ง ๆ

ลงช่อื ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

ความคิดเห็นผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชื่อ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้ ท่ี 7
เรอ่ื ง ทศั นศิป์สากล

ทัศนศิลป์สากล ความหมายของศลิ ปะและทศั นศลิ ป์
ศลิ ปะ หมายถงึ ผลแหง่ ความคดิ สร้างสรรคข์ องมนษุ ยท์ ่ีแสดงออกมาในรปู ลกั ษณ์ต่างๆใหป้ รากฏซึง่

ความสุนทรียภาพ ความประทบั ใจ หรือความสะเทอื นอารมณ์ ตามประสบการณ์ รสนยิ ม และทกั ษะของ

บุคคลแต่ละคนนอกจากน้ียงั มนี กั ปราชญ์ นกั การศกึ ษา ท่านผู้รู้ ไดใ้ หค้ วามหมายของศลิ ปะแตกตา่ งกนั ออกไป
เช่นการเลยี นแบบธรรมชาติ การแสดงออของบุคลกิ ภาพทางอารมณ์ของมนุษย์ และศลิ ปะคอื การส่อื สาร
อย่างหน่งึ ระหว่างมนุษย์ การระบายความปรารถนาในใจของศิลปนิ ออกมา การแสดงออกของผลงานด้าน

ตา่ งๆทสี่ รา้ งสรรค์
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งศิลปะกับมนษุ ย์

การสรา้ งสรรคท์ างศลิ ปะ เป็นกิจกรรมพฒั นาสตปิ ญั ญาและอารมณ์ การสร้างสรรค์ศลิ ปะของมนษุ ย์

เชือ่ วา่ เกิดขนึ้ มาตัง้ แต่สมัยโบราณต้งั แต่ยคุ หนิ หรอื ประมาณ 5000,000 - 4,000 ปลี ว่ งมาแลว้ นับต้ังแต่
มนษุ ย์อาศยั อยู่ในถ้ำ เพงิ ผา ดำรงชวี ิตด้วยการลา่ สตั ว์และหาของป่าเป็นอาหาร โดยมากศิลปะจะเปน็ ภาพวาด
ซ่งึ ปรากฏตามผนังถำ้ ต่างๆ เช่น ภาพววั ไบซนั ท่ถี ้ำอัลตารมิ า ในประเทศสเปน ภาพสตั วช์ นดิ ต่างๆทถี่ ้ำลาสล์

โก ในประเทศฝร่งั เศส สำหรบั ประเทศไทยที่พบเหน็ เชน่ ผาแต้ม จังหวัดอบุ ลราชธานี ภาชนะเครือ่ งป้ันดินเผา
ทีบ่ ้านเชียง จงั หวดั อดุ รธานี
ประเภทของงานทศั นศลิ ป์ สามารถแบ่งออกเปน็ 4 ประเภท คือ

1. จติ รกรรม
2. ประตมิ ากรรม
3. สถาปัตยกรรม

4. ภาพพิมพ์
จิตรกรรม

จติ รกรรม เปน็ งานศลิ ปะทีแ่ สดงออกดว้ ยการวาด ระบายสี และการจดั องค์ประกอบความงามอ่นื

เพ่ือใหเ้ กิดภาพ 2 มิติ ไม่มคี วามลึกหรอื นูนหนา จติ รกรรมเปน็ แขนงหนง่ึ ของทศั นศลิ ป์ ผทู้ ำงานจิตรกรรม มกั
เรยี กว่า จติ รกร

จอหน์ แคนาเดย์ (John Canaday) ได้ใหค้ วามหมายของจติ รกรรมไว้ว่า จิตรกรรม คือ การระบายชนั้

ของสลี งบนพืน้ ระนาบรองรบั เป็นการจัดรวมกันของรปู ทรง และ สที ่ีเกิดขน้ึ จากการเตรียมการของศลิ ปินแต่
ละคนในการเขยี นภาพน้นั พจนานกุ รมศัพท์ อธบิ ายว่า เป็นการสร้างงานทัศนศลิ ป์บนพื้นระนาบรองรบั ดว้ ย
การ ลาก ปา้ ย ขีด ขูด วัสดุ จิตรกรรมลงบนพนื้ ระนาบรองรบั

ภาพจติ รกรรมทีเ่ กา่ แกท่ สี่ ุดที่เป็นทร่ี ูจ้ กั อยู่ทีถ่ ้ำ Chauvet ในประเทศฝรั่งเศส ซงึ่ นักประวัตศิ าสตร์บาง
คนอ้างวา่ มีอายรุ าว 32,000 ปเี ปน็ ภาพทสี่ ลกั และระบายสดี ว้ ยโคลนแดงและสียอ้ มดำ แสดงรปู มา้ แรด สงิ โต
ควาย มมมอธ หรอื มนษุ ย์ ซ่งึ มักจะกำลังลา่ สัตว์

จิตรกรรม สามารถจำแนกได้ตามลักษณะผลงานทส่ี น้ิ สดุ และวัสดุอปุ กรณ์การสรา้ งสรรค์เปน็ 2
ประเภท คือ ภาพวาด และ ภาพเขียน

จติ รกรรมภาพวาด (Drawing) จติ รกรรมภาพวาด เรียกเปน็ ศัพทท์ ัศนศลิ ป์ภาษไทยไดห้ ลายคำ คือ

ภาพวาดเขยี น ภาพวาดเส้น หรือบางท่านอาจเรยี กดว้ ยคำทบั ศัพท์ว่า ดรออิง้ กม็ ี ปัจจบุ นั ไดม้ ีการนำอปุ กรณ์
และเทคโนโลยที ใ่ี ช้ในการเขยี นภาพและวาดภาพ ทก่ี ้าวหนา้ และทันสมัยมากมาใช้ ผู้เขยี นภาพจงึ จงึ อาจจะใช้
อุปกรณต์ า่ งๆมาใชใ้ นการเขียนภาพ ภาพวาดในสือ่ สง่ิ พมิ พ์ สามารถแบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภท คอื ภาพวาด

ลายเสน้ และ การต์ นู

จิตรกรรมภาพเขียน (Painting) ภาพเขียนเปน็ การสรา้ งงาน 2 มติ ิ บนพ้นื ระนาบด้วยสหี ลายสซี งึ่
มักจะต้องมสี อื่ ตวั กลางระหว่างวสั ดกุ ับอปุ กรณ์ท่ีใช้เขยี นอกี ซึ่งกลวธิ เี ขียนทส่ี ำคัญ คอื

1. การเขียนภาพสีนำ้ (Color Painting)

2. การเขยี นภาพสนี ำ้ มนั (Oil Painting)
3. การเขียนภาพสอี ะครลิ คิ (Acrylic Painting)
ประติมากรรม เปน็ ผลงานศิลปะทแี่ สดงออกด้วยการสรา้ งรปู ทรง 3 มิติ มปี รมิ าตร มีน้ำหนกั และกนิ

เนอื้ ท่ใี นอากาศ โดยการใชว้ สั ดุชนดิ ต่าง ๆ วสั ดุทใ่ี ช้สร้างสรรคง์ านประตมิ ากรรม จะเป็นตัวกำหนด วิธกี าร
สร้างผลงาน ความงามของงานประตมิ ากรรม เกิดจากการแสงและเงา ที่ เกดิ ขน้ึ ในผลงานการสร้างงาน
ประตมิ ากรรมทำได้ 4 วธิ ี คอื

1. การป้ัน (Casting) เปน็ การสร้างรปู ทรง 3 มติ ิ จากวสั ดุ ทเี หนียว ออ่ นตวั และยดึ จบั ตัว กันไดด้ ี
วสั ดุทีน่ ิยมนำมาใช้ปัน้ ได้แก่ ดนิ เหนียว ดนิ น้ำมนั ปูน แป้ง ขผี้ ึ้ง กระดาษ หรอื ขี้เลอ่ื ยผสมกาว เป็นต้น

2. การแกะสลกั (Carving) เปน็ การสร้างรปู ทรง 3 มิติ จากวัสดทุ ่ี แขง็ เปราะ โดยอาศยั
เครื่องมอื วสั ดทุ ีน่ ิยมนำมาแกะ ไดแ้ ก่ ไม้ หนิ กระจก แก้ว ปนู ปลาสเตอร์ เป็นต้น
งานแกะสลักไม้

3. การหล่อ (Molding) เปน็ การสร้างรูปทรง 3 มติ ิ จากวัสดทุ ่ีหลอมตวั ไดแ้ ละกลบั แขง็ ตัวได้ โดย
อาศัยแมพ่ มิ พ์ ซงึ่ สามารถทำให้เกิดผลงานท่เี หมอื นกนั ทกุ ประการตงั้ แต่ 2 ชนิ้ ขน้ึ ไป วสั ดทุ ี่นยิ มนำมาใช้หลอ่
ได้แก่ โลหะ ปนู แป้ง แก้ว ข้ีผง้ึ ดิน เรซ่ิน พลาสตกิ ฯลฯ เชน่ รำมะนา (ชิต เหรียญประชา)

4. การประกอบขึน้ รูป (Construction) เป็นการสรา้ งรปู ทรง 3 มิติ โดยนำวสั ดตุ า่ ง ๆ มา
ประกอบเข้าด้วยกัน และยดึ ติดกนั ด้วยวัสดุตา่ ง ๆ การเลือกวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรม ขน้ึ อยู่กบั วัสดุ

ทต่ี ้องการใช้ ประตมิ ากรรม ไมว่ า่ จะสร้างขึน้ โดยวิธใี ด จะมอี ยู่ 3 ลกั ษณะ คอื แบบนูนต่ำ แบบนนู สงู และ
แบบลอยตวั ผู้สรา้ งสรรค์งานประติมากรรม เรียกว่า ประตมิ ากร
ประเภทของงานประติมากรรม

1.ประตมิ ากรรมแบบนนู ตำ่ (Bas Relief) เป็นรปู ทเ่ี ป็นนูนขึ้นมาจากพื้นหรอื มีพนื้ หลงั
รองรบั มองเหน็ ได้ชัดเจนเพียงด้านเดยี ว คอื ดา้ นหนา้ มีความสงู จากพนื้ ไมถ่ งึ ครงึ่ หน่งึ ของรปู จรงิ ได้แก่รปู นนู
แบบเหรยี ญ รปู นูนทีใ่ ช้ประดบั ตกแตง่ ภาชนะ หรอื ประดบั ตกแต่งอาคารทาง สถาปตั ยกรรม โบสถ์ วหิ ารตา่ งๆ

พระเครือ่ งบางชนิด
2.ประตมิ ากรรมแบบนูนสูง ( High Relief ) เปน็ รปู ตา่ ง ๆ ในลักษณะเช่นเดยี วกบั

แบบ นนู ต่ำ แตม่ ีความสูงจากพ้ืนต้ังแต่ครง่ึ หนงึ่ ของรปู จรงิ ขน้ึ ไป ทำใหเ้ หน็ ลวดลายทล่ี ึก ชัดเจน และ และ

เหมอื นจรงิ มากกว่าแบบนนู ตำ่ และใช้งานแบบเดยี วกบั แบบนูนตำ่
3.ประติมากรรมแบบลอยตัว (Round Relief ) เป็นรูปตา่ ง ๆ ที่มองเห็นได้รอบดา้ นหรือ

ตั้งแต่ 4 ด้านขนึ้ ไป ไดแ้ ก่ ภาชนะตา่ ง ๆ รปู เคารพตา่ ง ๆ พระพทุ ธรปู เทวรปู รปู ตามคตินยิ ม รูปบุคคลสำคัญ

รปู สัตว์ ฯลฯ
สถาปัตยกรรม (Architecture) หมายถงึ การออกแบบกอ่ สร้างสงิ่ ต่าง ๆ ทั้งสงิ่ ก่อสรา้ งทีค่ นท่ัวไป

อยอู่ าศัยได้ เช่นสถปู เจดยี ์ อนุสาวรยี ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถงึ การกำหนดผงั บรเิ วณต่าง ๆ เพื่อให้เกดิ

ความสวยงามและเปน็ ประโยชน์แก่การ ใชส้ อยตามต้องการ งานสถาปตั ยกรรมเป็นแหลง่ รวมของงานศลิ ปะ
ทางกายภาพเกอื บทกุ ชนิด และมกั มรี ปู แบบแสดงเอกลักษณข์ อง สังคมน้ัน ๆ ในช่วงเวลาน้นั ๆ เราแบง่ ลักษณ์
งานของสถาปตั ยกรรมออกได้เปน็ ๓ แขนง ดงั นี้คือ

1.สถาปัตยกรรมออกแบบกอ่ สรา้ ง เช่น การออกแบบสรา้ งตกึ อาคาร บา้ นเรอื น เป็นตน้
2.ภมู ิสถาปตั ย์ เช่น การออกแบบวางผัง จดั บรเิ วณ วางผงั ปลูกตน้ ไม้ จดั สวน เป็นตน้

3.สถาปตั ยกรรมผังเมือง ไดแ้ ก่ การออกแบบบริเวณเมืองใหม้ รี ะเบียบ มคี วามสะอาด มีความ

รวดเรว็ ในการติดตอ่ และถกู หลกั สุขาภบิ าล เราเรียกผ้สู ร้างงานสถาปตั ยกรรมว่า สถาปนิก
องคป์ ระกอบสำคญั ของสถาปัตยกรรม

จดุ สนใจและความหมายของศาสตรท์ างสถาปัตยกรรมนั้น ไดเ้ ปลยี่ นแปลงไปตามยคุ สมัย

บทความ De Architectura ของวทิ รเู วยี ส ซงึ่ เป็นบทความเกย่ี วกับสถาปตั ยกรรม ที่เก่าแก่ทสี่ ุดทีเ่ รา
คน้ พบ ได้กล่าวไวว้ ่า สถาปัตยกรรมตอ้ งประกอบด้วยองคป์ ระกอบสามสว่ นหลกั ๆ ทผ่ี สมผสานกันอยา่ งลงตวั
และสมดลุ อนั ไดแ้ ก่

ความงาม (Venustas) หมายถึง สัดส่วน และองคป์ ระกอบ การจัดวางท่ีว่าง สี วัสดุ และพน้ื ผิวของ
อาคาร ท่ผี สมผสานลงตัว ทีย่ กระดบั จิตใจ ของผไู้ ด้ยลหรือเยี่ยมเยอื นสถานท่นี น้ั ๆ

ความม่นั คงแข็งแรง (Firmitas) และประโยชนใ์ ช้สอย (Utilitas) หมายถงึ การสนองประโยชน์ และ

การบรรลปุ ระโยชนแ์ หง่ เจตนา รวมถึงปรชั ญาของสถานที่นนั้ ๆ
สถาปัตยกรรมไทย
ตัวอยา่ งของสถาปตั ยกรรมไทย ไดแ้ ก่

· เรือนไทย ซงึ่ มีรปู แบบแตกตา่ งกันในแต่ละภาค
· วดั ไทย รวมถงึ อโุ บสถ วิหาร หอระฆัง เจดยี ์
· พระราชวงั ปอ้ มปราการ

สถาปัตยกรรมตะวันตก
ตัวอยา่ งเชน่ บ้านเรอื น โบสถ์ วิหาร ปราสาท ราชวัง ซ่งึ มีทง้ั สถาปัตยกรรมแบบโบราณ เช่น กอธกิ ไบ

แซนไทน์ จนถงึ แบบสมัยใหม่
สถาปัตยกรรมตะวนั ตก
ศลิ ปะภาพพมิ พ์ ( Printmaking)

ภาพพมิ พ์ โดยความหมายของคำยอ่ มเป็นที่เข้าใจชัดเจนแล้ววา่ หมายถึงรปู ภาพทีส่ รา้ งข้นึ มา โดย
วิธีการพมิ พ์ แตส่ ำหรับคนไทยส่วนใหญเ่ มอ่ื พูดถึง ภาพพิมพอ์ าจจะยงั ไมเ่ ปน็ ทร่ี ู้จกั วา่ ภาพพมิ พ์ คอื อะไรกันแน่
เพราะคำๆนีเ้ ป็นคำใหมท่ เ่ี พ่งิ เรมิ่ ใชก้ นั มาประมาณเมอ่ื 30 ปี มานเ้ี อง

โดยความหมายของคำเพยี งอย่างเดยี ว อาจจะชวนให้เข้าใจสบั สนไปถึงรูปภาพทพ่ี มิ พด์ ้วย
กรรมวธิ ีการพมิ พ์ทางอุตสาหกรรม เช่น โปสเตอร์ ภาพพมิ พ์ทจี่ ำลองจากภาพถ่าย หรือภาพ
จำลอง จิตรกรรมอันทจี่ รงิ คำว่า ภาพพมิ พ์ เปน็ ศพั ท์เฉพาะทางศลิ ปะทห่ี มายถึง ผลงานวจิ ติ รศิลป์ทจี่ ดั อยใู่ น

ประเภท ทัศนศิลป์ เชน่ เดยี วกนั กบั จิตรกรรมและประตมิ ากรรม
ภาพพมิ พ์ท่ัวไปมลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั จิตรกรรมและภาพถา่ ย คือตัวอยา่ งผลงานมีเพียง 2 มิติ สว่ นมิติ

ที่ 3 คอื ความลกึ ทจ่ี ะเกดิ ขึน้ จากการใช้ ภาษาเฉพาะของทศั นศลิ ป์ อนั ได้แก่ เสน้ สี น้ำหนัก และพนื้ ผิว สรา้ ง

ให้ดลู วงตาลกึ เขา้ ไปในระนาบ 2 มิตขิ องผิวภาพ แตภ่ าพพมิ พ์มลี กั ษณะเฉพาะทีแตกตา่ งจากจติ รกรรมตรง
กรรมวิธกี ารสรา้ งผลงานทจ่ี ติ รกรรมนน้ั ศิลปินเป็นผสู้ รา้ งสรรค์ขดี เขียน หรือวาดภาพระบาย สีลงไปบนผืน
ผา้ ใบ กระดาษ หรอื สร้างออกมาเป็นภาพโดยทนั ที แตก่ ารสร้างผลงานภาพพมิ พศ์ ิลปินตอ้ งสรา้ งแมพ่ มิ พข์ น้ึ มา

เป็นสื่อกอ่ น แล้วจงึ ผ่านกระบวนการพิมพ์ ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่ตอ้ งการได้
จากกรรมวธิ ใี นการสร้างผลงานด้วยการพิมพ์นีเ้ อง ทที่ ำใหศ้ ลิ ปนิ สามารถสรา้ งผลงาน ต้นแบบ (

Original) ทีเ่ หมอื นๆกันไดห้ ลายชน้ิ เชน่ เดียวกับผลงานประตมิ ากรรม ประเภททป่ี ้นั ดว้ ยดินแล้วทำแมพ่ มิ พ์

หลอ่ ผลงานชิน้ นนั้ ให้เป็นวัสดุถาวร เช่นทองเหลือง หรือสำริด ทกุ ชน้ิ ทีห่ ล่อออกมาถอื วา่ เป็นผลงานต้นแบบ
มใิ ชผ่ ลงานจำลอง ( Reproduction) ท้งั นเ้ี พราะวา่ ภาพพมิ พ์นนั้ กม็ ใิ ช่ผลงานจำลองจากตน้ แบบทเ่ี ป็น
จิตรกรรมหรือวาดเส้น แตภ่ าพพิมพเ์ ป็นผลงานสรา้ งสรรค์ ที่ศิลปนิ มที ้ังเจตนาและความเช่ียวชาญในการใช้

คุณลกั ษณะพิเศษเฉพาะของเทคนคิ วิธกี ารทางภาพพมิ พ์ แตล่ ะชนิดมาใชใ้ นการถ่ายทอดจินตนาการ ความคิด
และอารมณ์ ความรู้สกึ ออกมาในผลงานได้โดยตรง แตกต่างกบั การท่นี ำเอาผลงานจติ รกรรมทสี่ รา้ งสำเรจ็ ไว้
แล้วมาจำลองเปน็ ภาพโดยผ่านกระบวนการทางการพมิ พ์

ในการพิมพผ์ ลงานแตล่ ะชิ้น ศลิ ปนิ จะจำกดั จำนวนพมิ พ์ตามหลกั เกณฑส์ ากล ที่ศลิ ปะสมาคมระหวา่ ง
ชาติ ซงึ่ ไทยก็เป็นสมาชกิ อย่ดู ้วย ได้กำหนดไวโ้ ดยศลิ ปนิ ผู้สรา้ งผลงานจะเขยี นกำกบั ไว้ทด่ี า้ นซ้ายของภาพ
เช่น 3/30 เลข 3 ตวั หนา้ หมายถึงภาพท่ี 3 สว่ นเลข 30 ตวั หลังหมายถงึ จำนวนที่ พมิ พท์ ง้ั หมดในภาพพิมพ์

บางชิน้ ศิลปินอาจเซ็นคำว่า A/P ไว้แทนตัวเลขจำนวนพิมพ์ A/Pน้ยี อ่ มาจาก Artist's Proof ซ่งึ หมายความว่า
ภาพๆนเ้ี ปน็ ภาพทพ่ี มิ พ์ขึ้นมาหลงั จากท่ีศิลปินไดม้ ีการทดลองแกไ้ ข จนได้คณุ ภาพสมบรู ณ์ตามท่ีตอ้ งการ จึง
เซ็นรบั รองไวห้ ลงั จากพมิ พ์ A/P ครบตามจำนวน 10% ของจำนวนพิมพท์ ง้ั หมด จึงจะเร่มิ พมิ พใ์ หค้ รบตาม

จำนวนเต็มทกี่ ำหนดไว้ หลงั จากนั้นศลิ ปินจะทำลาย แม่พมิ พด์ ว้ ยการขูดขีด หรอื วธิ ีการอนื่ ๆ และพิมพภ์ าพ
สุดทา้ ยน้ีไวเ้ พื่อเป็นหลกั ฐาน เรียกว่า Cancellation Proof สุดท้ายศลิ ปินจะเซ็นท้งั หมายเลขจำนวนพิมพ์ วนั
เดือนปี และลายเซน็ ของศลิ ปินเอง ไวด้ า้ นล่างขวาของภาพ เพอ่ื เปน็ การรับรองคุณภาพด้วยทุกชิ้น จำนวน

พิมพ์นีอ้ าจจะมากหรือน้อยขึน้ อยกู่ บั ความนยิ มของ “ ตลาด ” และปจั จยั อน่ื ๆอีกหลายประการ
สำหรบั ศิลปนิ ไทยสว่ นใหญจ่ ะจำกดั จำนวนพมิ พไ์ วค้ อ่ นขา้ งตำ่ ประมาณ 5-10 ภาพต่อ ผลงาน 1 ชิน้

กฎเกณฑ์ที่ศลิ ปนิ ทั่วโลกถอื ปฏบิ ัติกันเป็นหลกั สากลนยี้ ่อมเปน็ การรกั ษามาตรฐานของภาพพมิ พ์ ไว้ อันเป็น

การสง่ เสรมิ ภาพพมิ พ์ใหแ้ พรห่ ลายและเปน็ ท่ียอมรบั กันโดยทว่ั ไป

รปู แบบของศลิ ปะภาพพมิ พใ์ นดา้ นเทคนิค
1.กรรมวิธีการพมิ พผ์ วิ นูน (Relief Process)
2.กรรมวธิ กี ารพมิ พร์ อ่ งลกึ (Intaglio Process )
3.กรรมวิธีการพมิ พ์พื้นราบ (Planography Process )
4.กรรมวิธกี ารพมิ พผ์ ่านช่องฉลุ (Serigraphy)
5.กรรมวธิ ีการพมิ พ์เทคนิคผสม (Mixed Tecniques)
6.การพมิ พ์วธิ ีพืน้ ฐาน (Basic Printing)
รูปแบบของศลิ ปะภาพพมิ พ์ในทางทฤษฎสี ุนทรียศาสตร์

1.รปู แบบแสดงความเปน็ จรงิ (Figuration Form)
2.รปู แบบผนั แปรความเปน็ จริง (Semi - Figuration Form)
3.รปู แบบสญั ลกั ษณ์ (Symbolic Form)
4.รปู แบบทป่ี ราศจากเนอื้ หา (Non - Figuration Form)
ความสำคญั ของเน้อื หา

1.กระบวนการสรา้ งแม่พมิ พ์ ในงานศลิ ปะภาพพมิ พ์ มหี ลายลกั ษณะและแตล่ ะลกั ษณะมคี วาม
เปน็ เฉพาะของภาพลกั ษณ์ (Image) ในเทคนคิ ซึง่ แตล่ ะเทคนิคสามารถตอบสนองเนอื้ หาในทางศลิ ปะไดต้ าม
ผลของเทคนิคนัน้ ๆ เช่น กรรมวธิ ีการพมิ พร์ อ่ งลกึ สามารถถ่ายทอดเน้ือหาในเร่อื งพืน้ ผิว (TEXTURE) ได้อยา่ ง
มีประสิทธิภาพทสี่ ุด

2.ในทฤษฎีทางสนุ ทรียศาสตรท์ ำให้แยกแยะถงึ รูปแบบในทางศิลปะในแบบตา่ ง ๆ เพอื่ ให้
ทราบถึงวธิ ีการแสดงออกในรปู แบบต่าง ๆ ของศลิ ปินได้

การวพิ ากษ์วิจารณ์งานทัศนศลิ ป์
ความหมาย

การวเิ คราะหง์ านศลิ ปะ หมายถงึ การพิจารณาแยกแยะศกึ ษาองคร์ วมของงานศลิ ปะออกเป็น
ส่วนๆ ทลี ะประเด็น ท้ังในด้านทศั นธาตุ องคป์ ระกอบศลิ ป์ และความสัมพันธต์ ่างๆ ในด้านเทคนคิ กรรมวิธกี าร
แสดงออก เพ่ือนำข้อมลู ท่ไี ด้มาประเมนิ ผลงานศลิ ปะว่ามคี ณุ คา่ ทางดา้ นความงาม ทางดา้ นสาระ และทางด้าน
อารมณ์ความรสู้ กึ อย่างไร

การวจิ ารณง์ านศลิ ปะ หมายถงึ การแสดงออกทางดา้ นความคดิ เหน็ ต่อผลงานทางศลิ ปะทีศ่ ลิ ปิน
สรา้ งสรรคข์ ้ึนไว้ โดยผ้วู ิจารณใ์ ห้ความคิดเหน็ ตามหลกั เกณฑ์และหลกั การของศลิ ปะ ท้ังในด้านสุนทรียศาสตร์
และสาระอนื่ ๆ ด้วยการติชมเพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ คดิ นำไปปรบั ปรงุ พฒั นาผลงานศลิ ปะ หรือใช้เปน็ ข้อมลู ในการประเมนิ
ตัดสินผลงาน และเป็นการฝกึ วธิ ีดู วธิ ีวเิ คราะห์ คิดเปรียบเทยี บให้เหน็ คณุ ค่าในผลงานศิลปะชิ้นนน้ั ๆ
คณุ สมบตั ขิ องนกั วจิ ารณ์

1. ควรมีความรเู้ กยี่ วกบั ศลิ ปะทั้งศลิ ปะประจำชาติและศิลปะสากล
2. ควรมีความรเู้ กีย่ วกบั ประวัติศาสตร์ศิลปะ
3. ควรมคี วามรู้เกีย่ วกบั สุนทรยี ศาสตร์ ช่วยใหร้ ูแ้ งม่ ุมของความงาม
4. ต้องมวี ิสยั ทศั นก์ ว้างขวาง และไม่คลอ้ ยตามคนอ่นื
5. กลา้ ทจี่ ะแสดงออกท้ังที่เปน็ ไปตามหลกั วชิ าการและตามความรสู้ กึ และประสบการณ์
ทฤษฎีการสร้างงานศลิ ปะ จัดเป็น 4 ลักษณะ ดงั นี้
1. นิยมการเลยี นแบบ (Imitationalism Theory) เปน็ การเห็นความงามในธรรมชาตแิ ลว้ เลียนแบบ
ไวใ้ ห้เหมือนทัง้ รปู ร่าง รปู ทรง สสี นั ฯลฯ

2. นยิ มสรา้ งรปู ทรงท่ีสวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสรา้ งสรรคร์ ปู ทรงใหม่ใหส้ วยงามดว้ ย
ทัศนธาตุ (เสน้ รูปร่าง รปู ทรง สี น้ำหนกั พ้นื ผิว บรเิ วณวา่ ง) และเทคนคิ วิธีการต่างๆ

3. นยิ มแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เปน็ การสร้างงานใหด้ ูมีความรู้สึกต่างๆ ท้งั ที่เป็น
อารมณ์อนั เน่ืองมาจากเรอ่ื งราวและอารมณข์ องศลิ ปินทถ่ี ่ายทอดลงไปในชน้ิ งาน

4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เปน็ งานท่ีแสดงภาพจนิ ตนาการ แสดงความคิด

ฝนั ที่แตกตา่ งไปจากธรรมชาติและสง่ิ ทพ่ี บเห็นอย่เู ปน็ ประจำ
แนวทางการวิเคราะหแ์ ละประเมินคณุ ค่าของงานศิลปะ

การวเิ คราะห์และการประเมนิ คุณค่าของงานศิลปะโดยทวั่ ไปจะพจิ ารณาจาก 3 ดา้ น ไดแ้ ก่

1. ด้านความงาม
เปน็ การวเิ คราะหแ์ ละประเมินคณุ คา่ ในด้านทักษะฝมี อื การใช้ทศั นธาตุทางศิลปะ และการจัด
องคป์ ระกอบศิลป์ว่าผลงานชนิ้ น้ีแสดงออกทางความงามของศิลปะไดอ้ ยา่ งเหมาะสมสวยงามและสง่ ผลตอ่ ผูด้ ู

ให้เกิดความชนื่ ชมในสนุ ทรยี ภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศลิ ปะจะมีหลากหลาย
แตกต่างกันออกไปตามรปู แบบของยคุ สมยั ผูว้ ิเคราะหแ์ ละประเมนิ คุณคา่ จงึ ตอ้ งศกึ ษาใหเ้ กิดความรู้ ความ
เขา้ ใจดว้ ย

2. ดา้ นสาระ
เปน็ การวเิ คราะหแ์ ละประเมินคณุ ค่าของผลงานศิลปะแตล่ ะช้นิ วา่ มีลักษณะส่งเสรมิ คุณธรรม

จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงคต์ ่างๆ ทางจติ วิทยาว่าใหส้ าระอะไรกบั ผชู้ มบ้าง ซึ่งอาจเปน็ สาระเก่ยี วกบั

ธรรมชาติ สงั คม ศาสนา การเมอื ง ปญั ญา ความคิด จินตนาการ และความฝนั
3. ดา้ นอารมณ์ความรู้สกึ

เป็นการคิดวเิ คราะห์ และประเมินคุณคา่ ในดา้ นคณุ สมบัตทิ สี่ ามารถกระตุ้นอารมณ์ความรสู้ กึ

และสื่อความหมายได้อย่างลึกซง้ึ ของวสั ดุ ซง่ึ เป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถงึ ความคดิ พลัง ความรสู้ กึ ท่ี
ปรากฏอยูใ่ นผลงาน เชน่ ความงามตามธรรมชาติ
ศิลปะกบั ธรรมชาติ

ความของธรรมชาติและศลิ ปะ
ธรรมชาติ (Natural) หมายถงึ สงิ่ ทป่ี รากฏใหเ้ ห็นตามวฏั จักรของระบบสุริยะ โดยทีม่ นุษย์มไิ ดเ้ ปน็ ผู้
สรรคส์ ร้างขึน้ เชน่ กลางวนั กลางคนื เดือนมดื คืนเดือนเพญ็ ภูเขา นำ้ ตก ถอื วา่ เป็นธรรมชาติ หรือ

ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ ศิลปะ (Art) ตามความหมายทางพจนานกุ รมและนกั ปราชญ์ทางศลิ ปะได้ให้
ความหมายอยา่ งกวา้ งขวางตามแนวทางหรือทศั นะสว่ นตัวไวด้ งั นี้ คือ ศลิ ปะ(ART) คำนี้ ตามแนวสากล มาจาก
คำวา่ ARTI และ ARTE ซง่ึ เป็นคำท่นี ิยมใช้กันในสมัยฟ้นื ฟูศลิ ปวิทยา คำวา่ ARTI นัน้ หมายถงึ กลมุ่ ช่างฝมี อื ใน

ศตวรรษท่ี 14, 15 และ 16 ส่วนคำวา่ ARTE หมายถงึ ฝมี ือ ซึ่งรวมถงึ ความรู้ของการใชว้ สั ดขุ องศลิ ปินด้วย
เชน่ การผสมสสี ำหรับลงพ้นื การเขยี นภาพสนี ้ำมนั หรอื การเตรียม และการใชว้ ัสดุอื่นอกี ศลิ ปะ ตาม
ความหมายของพจนานุกรมไทย ฉบับราชบณั ฑติ ยสถานสถาน พ.ศ. 2493 ได้อธิบายไวว้ ่าศิลปะ (สิน ละ ปะ)

น. หมายถึง ฝมี อื ฝมี ือทางการช่าง การแสดงออกมาใหป้ รากฏข้ึนได้อย่างน่าพงึ ชม และเกดิ อารมณส์ ะเทือนใจ
ศาสตราจารย์ศิลป์ พรี ะศรี ให้ความหมายของศิลปไ์ ว้วา่ ศิลปะ หมายถึง งานท่ตี อ้ งใชค้ วามพยายามด้วยฝมี ือ
และความคิด เช่น ตดั เสอ้ื สร้างเครอ่ื งเรอื น ปลูกต้นไม้ เปน็ ตน้ และเมอ่ื กลา่ วถึง งานทางวจิ ิตรศลิ ป์ (Fine

Arts) หมายถงึ งานอนั เป็นความพากเพยี รของมนษุ ย์ นอกจากตอ้ งใช้ความพยายามดว้ ยมือ ดว้ ยความคิด แล้ว
ตอ้ งมีการพวยพ่งุ แหง่ พุทธปิ ญั ญาและจิตออกมาดว้ ย (INTELLECTURL AND SPIRITUAL EMANATION)
ศลิ ปะ ตามความหมายของพจนากรุกรมศพั ท์ศลิ ปะ อังกฤษ ไทย ฉบบั ราชบณั ฑติ สถาน พ.ศ.2530 ไดอ้ ธิบาย

ไว้วา่ “ART ศิลปะ คอื ผลแห่งความคดิ สรา้ งสรรค์ของมนษุ ย์ทแ่ี สดงออกในรปู ลกั ษณต์ ่างๆ ใหป้ รากฏซงึ่

สุนทรียภาพ ความประทบั ใจ หรอื ความสะเทือนอารมณต์ ามอจั ฉรยิ ภาพ พทุ ธิปญั ญา ประสบการณ์ รสนิยม
และทักษะของแต่ละคน เพือ่ ความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี หรอื ความเช่ือในลทั ธิ

ศาสนา”
องค์ประกอบทสี่ ำคญั ในงานศลิ ปะ
1. รูปแบบ (FORM) ในงานศลิ ปะ หมายถงึ รปู ร่างลกั ษณะทศ่ี ิลปนิ ถา่ ยทอดออกมาให้

ปรากฏเปน็ รปู ธรรมในงานศลิ ปะ อาจแบ่งออกได้เปน็ 3 ชนดิ คอื 1.1 รปู แบบธรรมชาติ (NATURAL
FORM) ได้แก่ นำ้ ตก ภผู า ต้นไม้ ลำธาร กลางวัน กลางคนื ทอ้ งฟ้า ทะเล เปน็ ต้น 1.2 รปู แบบเรขาคณิต
(GEOMETRIC FORM) ไดแ้ ก่ สี่เหล่ียม สามเหลี่ยม วงกลม ทรงกระบอก เป็นตน้ 1.3 รปู แบบ

นามธรรม (ABSTRACT FORM) ไดแ้ ก่ รูปแบบท่ศี ลิ ปินไดส้ ร้างสรรค์ขนึ้ มาเอง โดยอสิ ระ หรืออาจตัดทอน
(DISTROTION) ธรรมชาติ ให้เหลอื เป็นเพียงสัญลักษณ์ (SYMBOL) ทส่ี ื่อความหมายเฉพาะตัวของศลิ ปินซง่ึ
รปู แบบที่กล่าวมาข้างต้น ศลิ ปนิ สามารถทจี่ ะเลือกสรรนำมาสรา้ งเปน็ งานศลิ ปะ ตามความรสู้ ึกทป่ี ระทบั ใจ

หรือพงึ พอใจในส่วนตวั ของศิลปิน
2.เนอ้ื หา (CONTENT) หมายถึง การสะทอ้ นเรอื่ งราวลงไปในรปู แบบดังกลา่ ว เช่น

กลางวันกลางคนื ความรัก การเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ การเมือง และคณุ ค่าทางการจดั องค์ประกอบทาง

ศลิ ปะ เปน็ ตน้
3.เทคนิค (TECHNIQUE) หมายถึง ขบวนการเลอื กสรรวัสดุ ตลอดจนวธิ ีการสรา้ งสรรค์

นำมาสร้างศิลปะช้ินนัน้ ๆ เช่น สีนำ้ มัน สชี อลก์ สีนำ้ ในงานจติ รกรรม หรอื ไม้ เหลก็ หนิ ในงาน

ประติมากรรม เปน็ ตน้
4.สนุ ทรยี ศาสตร์ (AESTHETICAL ELEMENTS) ซง่ึ มี 3 อยา่ ง คือ ความงาม

(BEAUTY) ความแปลกหแู ปลกตา (PICTURESQUENESS) และความนา่ ท่ึง (SUBLIMITY)ซึง่ ศลิ ปกรรมชน้ิ หนึ่ง

อาจมที ง้ั ความงามและความนา่ ท่งึ ผสมกนั ก็ได้ เช่น พระพทุ ธรปู สมัยสุโขทยั อาจมที ง้ั ความงามและความน่าทงึ่
รวมอยดู่ ้วยกนั เป็นตน้ การทคี่ นใดคนหนง่ึ มสี นุ ทรยี ะธาตุในความสำนึก เรยี กวา่ มปี ระสบการณ์ทาง
สุนทรยี ศาสตร์ (AESTHETHICAL EXPERIENCE) ซง่ึ จะต้องอาศัยการเพาะบม่ ทงั้ ในด้านทฤษฎี ตลอดจนการ

ใหค้ วามสนใจเอาใจใสร่ บั รู้ต่อการเคลอื่ นไหวของวงการศลิ ปะโดยสมำ่ เสมอ เช่น การชมนทิ รรศการทจี่ ดั ข้นึ ใน
หอศลิ ป์ เป็นต้น เม่ือกล่าวถงึ งานศลิ ปกรรมและองคป์ ระกอบ ทส่ี ำคญั ในงานศลิ ปะแลว้ หากจะย้อนรอยจาก
ความเป็นมาในอดีตจนถงึ ปจั จบุ ันแล้ว พอจะแยกประเภทการสร้างสรรค์ของศลิ ปินออกไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ ดงั นี้

1.กลมุ่ ที่ยดึ รปู ธรรม (REALISTIC) หมายถงึ กลมุ่ ทีย่ ึดรปู แบบทเ่ี ป็นจรงิ ใน
ธรรมชาติมาเปน็ หลกั ในการสรา้ งงานศิลปะ สรา้ งสรรคอ์ อกมาให้มลี กั ษณะคลา้ ยกบั กลอ้ งถ่ายภาพ หรอื ตดั
ทอนบางสงิ่ ออกเพยี งเล็กนอ้ ย ซงึ่ กลมุ่ นไี้ ดพ้ ยายามแกป้ ัญหาใหก้ บั ผดู้ ทู ีไ่ มม่ ปี ระสบการณท์ างศิลปะ และ

สามารถส่ือความหมายระหว่างศลิ ปะกบั ผ้ดู ูได้งา่ ยกวา่ การสรา้ งสรรคผ์ ลงานในลกั ษณะอ่ืนๆ
2. กลมุ่ นามธรรม (ABSTRACT) หมายถงึ กลมุ่ ทย่ี ดึ แนวทางการสรา้ งงานท่ีตรงขา้ มกบั

กลุ่มรูปธรรม ซง่ึ ศลิ ปนิ กลุ่มน้มี งุ่ ทจี่ ะสร้างรปู ทรง (FORM) ขึน้ มาใหม่โดยที่ไมอ่ าศัยรปู ทรงทางธรรมชาติ หรอื

หากนำธรรมชาติมาเปน็ ข้อมลู ในการสร้างสรรค์กจ็ ะใชว้ ิธีลดตัดทอน (DISTORTION) จนในทสี่ ดุ จะเหลอื แต่
โครงสร้างทเี่ ปน็ เพียงสญั ญาลกั ษณ์ และเชน่ งานศลิ ปะของ มอนเดียน (MONDIAN)

3. กลมุ่ กึ่งนามธรรม (SEMI-ABSTRACT) เปน็ กลุ่มอยูก่ ึ่งกลางระหวา่ งกล่มุ รูปธรรม

(REALISTIC) และกล่มุ นามธรรม (ABSTRACT) หมายถึง กลุม่ ทสี่ ร้างงานทางศลิ ปะโดยใชว้ ิธีลดตดั ทอน
(DISTORTION) รายละเอียดท่ีมใี นธรรมชาติให้ปรากฏออกมาเปน็ รปู แบบทางศิลปะ เพื่อผลทาง
องคป์ ระกอบ (COMPOSITION) หรือผลของการแสดงออก แต่ยงั มีโครงสรา้ งอนั บ่งบอกถงึ ท่ีมาแต่ไม่ชดั เจน

ซึ่งเปน็ ผลทผ่ี เู้ ขยี นไดก้ ล่าวนำในเบอ้ื งตน้ จากการแบง่ กลุ่มการสรา้ งสรรค์ของศิลปินทงั้ 3 กลุม่ ทีก่ ล่าวมาแลว้

นนั้ มีนกั วชิ าการทางศิลปะไดเ้ ปรยี บเทยี บเพือ่ ความเข้าใจ คอื กลุ่มรปู ธรรม (REALISTIC) เปรยี บเสมือนการ
คัดลายมือแบบตวั บรรจง กลมุ่ นามธรรม (ABSTRACT) เปรยี บเสมอื นลายเซน็ กลุ่มก่ึงนามธรรม (SEMI-

ABSTRACT) เปรียบเสมอื นลายมือหวัด

ใบงานคร้งั ท่ี 7
เร่อื งทศั นศลิ ป์ รายวชิ าศลิ ปศึกษา (ทช31003) ระดบั ม.ปลาย .

1. ทัศนศลิ ป์ หมายถงึ .......................................................................................................................................

2. ศิลปะ หมายถงึ
........................................................................................................ ..............................................

3. จดุ หมายถงึ .................................................................................................................................................

4. เส้น หมายถงึ
............................................................................................................................................................. ....

5. ยกตัวอยา่ งเสน้ ทมี่ ลี ักษณะที่แตกต่างกนั มา 5 ตัวอย่าง พร้อมบอกถึงการใหค้ วามรู้สกึ ของเส้นในแตล่ ะ
ลักษณะ
.................................................................................................................................................. ......................

6. สขี ั้นท่ี 1 ประกอบด้วยสีอะไรบ้าง
...........................................................................................................................

7. สขี ้ันที่ 2 ประกอบด้วยสอี ะไรบ้างเกดิ จากการผสมกนั ของสใี ด
............................................................................................................................. .................................................

8. สขี ัน้ ที่ 3 ประกอบดว้ ยสอี ะไรบา้ งเกิดจากการผสมกนั ของสีใด
............................................................................................................................. .................................................

9. ประเภทของงานทัศนศลิ ป์ สามารถแบ่งออกเปน็ กี่ ประเภท คอื อะไรบา้ ง
............................................................................................................................. ...........................................

10.องค์ประกอบทส่ี ำคญั ในงานศลิ ปะมีอะไรบา้ ง
...............................................................................................................................................................
11. การวเิ คราะหง์ านศลิ ปะ หมายถงึ
............................................................................................................. ......................................................

12 ประเภทของงานประตมิ ากรรมมกี ป่ี ระเภทอะไรบ้าง
............................................................................................................................. ...........................................



แผนการเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวิชาศิลปศึกษา รหสั วชิ า ทช 31003

ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบพบกลุม่ ครง้ั ที่ 8 ( 3 ช่ัวโมง)

เร่ือง นาฏศลิ ปส์ ากล
วันท่ี .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.

ตัวช้วี ัด
1. อธิบายรูปแบบ ประเภทและโอกาสในการแสดงนาฏศิลปแ์ ละการละครสากลทวั่ โลก
2 .อธิบาย ความสัมพนั ธร์ ะหว่างนาฏศลิ ป์และการละครสากลกบั การพฒั นาสงั คม

เนอ้ื หา
1. การแสดงนาฏศิลป์และการละครสากลในรูปแบบและโอกาสตา่ ง ๆ
2. ประวัติความเป็นมาและวิวฒั นาการการแสดงทางนาฏศลิ ปแ์ ละการละครสากลประเภทตา่ ง ๆ
3. การใชค้ วามรู้ ความเขา้ ใจและประสบการณป์ ระเมินคุณค่าการละคร และวิธกี ารเลอื กชมการ

แสดงนาฏศลิ ป์และการละครของสากลเพอ่ื สรา้ งความสขุ และเกดิ ประโยชน์ต่อตนเอง

ข้นั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 กำหนดสภาพปัญหาความต้องการ

1. .ผู้เรยี นรว่ มกบั ครูศกึ ษาเน้ือหา วตั ถุประสงคแ์ ละมาตรฐานการเรยี นรู้
2. ผเู้ รียนร่วมกบั ครวู างแผนการเรยี นรรู้ ายวชิ า
3. ผเู้ รยี นร่วมกบั ครเู ตรียมเนื้อหา สือ่ การเรยี นรู้ เนอื้ หารายวิชา

ข้ันท่ี 2 แสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้
1. ครทู บทวนบทเรยี นจากการพบกลุ่มสัปดาห์ท่ีแล้ว
2. ครูใหผ้ เู้ รียนนำเสนอ กรต.เรือ่ ง ประวัตคิ วามเป็นมาและวิวัฒนา การการแสดงทางนาฏศลิ ปแ์ ละ

การละครสากลประเภทต่าง ๆ
3. ครูสรปุ เนอ้ื หาทผี่ ูเ้ รียนออกมานำเสนอหน้าชนั้ เรยี นและมขี อ้ เสนอแนะในคร้ังต่อไป
4. ครอู ธบิ ายถงึ นาฏศลิ ปส์ ากล
5. ครูใหผ้ เู้ รียนสรปุ เนอ้ื หาท่ไี ดฟ้ งั
6. ครตู ิดตามงานทไ่ี ดม้ อบหมายและประชาสมั พนั ธเ์ ก่ียวกบั การสอบปลายภาคเรยี น

ขน้ั ที่ 3 การปฏิบตั แิ ละนำไปประยุกต์ใช้

1 .เตรียมตัวเพอ่ื การพบกลุ่ม

ข้ันท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้
1. ผ้เู รียนร่วมกันสรปุ บทเรียนของสัปดาห์ท่ีแลว้

2 .ผู้เรยี นเตรยี มตัวนำเสนอ กรต.ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
3. ร่วมกนั สรปุ เนอ้ื หาที่ได้ฟัง

ส่ือการเรยี นรู้
1.แบบบนั ทกึ การฝกึ ทกั ษะ
2.ใบงาน
3.แบบบนั ทกึ การเรียนร้ดู ้วยตนเอง

การวัดและประเมนิ ผล
๑, ครไู ด้ประเมินหลักฐานการเรยี นรู้ คือ
1.ทกั ษะการพูด (15 คะแนน)
2.บันทึกการฝึกทกั ษะ (15 คะแนน)
3.ครูประเมินการนำเสนอ กรต. (15 คะแนน)

แหลง่ เรียนรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมุดประชาชน
3 สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรียนในตำบล

ตัวชว้ี ดั การเรียนรู้
1 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคัญ และความจำเป็นของการ

พัฒนาอาชพี เพอื่ ความเข้มแข็ง
2 ร้อยละ 80 นกั ศึกษาสามารถบอกความจำเปน็ และคณุ คา่ ของการวเิ คราะหศ์ กั ยภาพของ

ธรุ กิจ
3 รอ้ ยละ 80 นักศกึ ษาสามารถวเิ คราะห์ตำแหนง่ ธรุ กจิ ในระยะต่าง ๆ

ลงชือ่ ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหน่ง …………………………………..

ความคิดเห็นผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชอ่ื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลงั )

ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรูค้ รงั้ ท่ี 8
วชิ านาฏศลิ ป์

นาฏศิลป์ หมายถงึ ศิลปะการฟอ้ นรำที่มนษุ ย์ประดิษฐ์ข้นึ จากทา่ ทางธรรมชาติ แต่ต้องประณลี ึกซึง้
ตรึงตาตรงึ ใจ ทง้ั เพยี บพรอ้ มไปด้วยความวิจติ รบรรจง อันละเอียดอ่อนและปฏบิ ตั ิให้สมบรู ณ์ มแี บบแผน
และยงั ต้องอาศยั การรอ้ งและการบรรเลงเขา้ ร่วมด้วย

ทีม่ าของการเกดิ นาฏศิลป์
1. เลยี นแบบธรรมชาติ เช่น การเดิน การเลียนแบบทา่ ทางของสัตว์ รกั โกรธ
2. บชู าหรอื บวงสรวงเทพเจา้ เช่น ชาวปา่ อาฟริกา รำแม่ศรี

ประเภทของนาฏศลิ ป์ไทย แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ การแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงระบำ รำ
และนาฏศิลป์พืน้ เมือง

โขน คอื การแสดงทา่ รำเตน้ ออกท่าทางเขา้ ดนตรี ประกอบด้วยตวั ละครทเ่ี ปน็ ยักษ์ ลงิ มนษุ ย์

และเทวดา ผแู้ สดงสวมหัวโขน ไม่รอ้ งและเจรจาเองทงั้ หมด แต่ปจั จบุ นั ผแู้ สดงเป็นมนุษยแ์ ละเทวดาไม่ตอ้ ง
สวมหวั โขน

ละคร หมายถงึ การแสดงประเภทหนงึ่ ซงึ่ แสดงเรอ่ื งราวความเป็นไปของชีวิตท่ีปรากฏใน

วรรณกรรมมศี ลิ ปะการแสดงและดนตรเี ป็นส่อื สำคัญ รวมไปถึงการจดั อุปกรณก์ ารแสดง
รำ ระบำ หมายถงึ ศิลปะการร่ายรำท่ีแสดงพรอ้ มกนั เป็นหมเู่ ปน็ ชดุ ไมม่ ีการดำเนินเรื่องราวทา่

รำ อาจมคี วามหมายเขา้ กับเนือ้ รอ้ งหรือไมม่ ีความหมาย เปน็ ศิลปะที่มงุ่ ถึงความพรอ้ มเพรยี ง ความสวยงาม

ในการใช้ลีลาทา่ รำ ความสวยงามของการแตง่ กาย และการรืน่ เริงบนั เทิงใจ
นาฏศลิ ปพ์ ้ืนเมือง แบ่งออกเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
1. นาฏศลิ ปพ์ ืน้ เมืองภาคเหนอื

2. นาฏศลิ ปพ์ น้ื เมืองภาคกลาง
3. นาฏศลิ ป์พื้นเมืองภาคอีสาน
4. นาฏศลิ ปพ์ น้ื เมอื งภาคใต้

รำวงมาตรฐาน แต่เดมิ เรียกวา่ รำโทน กรมศลิ ปากรจึงแตง่ บทร้องและทำนองเพลงข้นึ ใหม่ 4 เพลง
คอื งามแสงเดือนชาวไทย คืนเดือนหงาย และรำมาซมิ ารำ ท่านผูห้ ญิงละเอยี ด พบิ ลู สงคราม ไดแ้ ต่งบทรอ้ ง
อีก 6 เพลง คือ ดวงจันทร์วนั เพญ็ ดอกไม้ของชาติ หญงิ ไทยใจงาม ดวงจนั ทร์ขวัญฟา้ ยอดชายใจหาญ และ

บชู านกั รบ ประดิษฐท์ ่ารำประกอบเพลงรำวงทงั้ 10 เพลงนน้ั คอื คณะอาจารยด์ า้ นนาฏศลิ ป์ของกรม
ศลิ ปากร ได้ชว่ ยกันคดิ ประดิษฐท์ า่ รำใหง้ ดงามถกู ตอ้ งตามหลักนาฏศลิ ป์ กำหนดใหเ้ ปน็ แบบมาตรฐาน ผู้คิด
ประดิษฐท์ า่ รำของรำวงมาตรฐาน คอื หม่อมตว่ น (นางศุภลกั ษณ์ ภัทรนาวกิ ) ครมู ัลลี คงประภทั ร์ ครลู มลุ

ยมะคุปต์ และครผู นั โมรากลุ
วิธีเล่นรำวงมาตรฐาน

1. แสดงเป็นคู่ ชาย – หญงิ จะใชก้ ค่ี ู่กไ็ ด้ข้นึ อยู่กับสถานที่ เขา้ แถวเปน็ วงกลม2. กอ่ นเร่ิมรำ หญงิ –

ชายทำความเคารพกันด้วยการไหว้ หรอื หญิงพนมมือไหว้ ชายโค้ง
3. ก่อนรำแต่ละเพลง ดนตรีนำ 1 วรรค เพอ่ื ให้การเดนิ เทา้ ในจังหวะแรกทิศทางการรำทวนเขม็

นาฬกิ า

4. ใชท้ า่ รำตามที่กำหนดไวใ้ นแต่ละเพลง
การแตง่ กาย มี 4 แบบ คอื

1. แตง่ กายแบบไทยพนื้ บา้ น


Click to View FlipBook Version