The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน 1-64 ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nirada1709, 2022-05-25 11:12:50

แผนการสอน 1-64 ม.ปลาย

แผนการสอน 1-64 ม.ปลาย

2. แต่งกายแบบสากลนยิ ม
3. แตง่ กายแบบไทยสมัยนิยม

4. แตง่ กายแบบราตรสี โมสร
เพลงงามแสงเดือน ท่ารำ สอดสรอ้ ยมาลา (นาฏยศพั ท์ มี ต้งั วงบน และจีบลา่ งหรือจีบหงาย หรอื จบี ชาย
พก)

เพลงชาวไทย ท่ารำ ชักแปง้ ผัดหนา้ (นาฏยศัพท์ ต้ังวงหนา้ , จบี ปรกขา้ ง)
เพลงรำมาซมิ ารำ ทา่ รำสา่ ย (นาฏยศพั ท์ ตงั้ มอื แขนตงึ ระดับไหล)่
มารยาทในการชมการแสดงและการหลกี เลี่ยง

1. ศกึ ษารปู แบบชนิดของละครทชี่ ม
2. ศกึ ษาประวัตคิ วามเปน็ มา
3. แตง่ กายสุภาพ

4. ไม่นำอาหาร เครอื่ งด่ืมเข้าไปรบั ประทาน
5. มสี มาธใิ นการชม ไม่คุย ไมร่ บกวน ปิดโทรศพั ทม์ อื ถอื
6. เม่ือแสดงจบ ต้องขอบคุณด้วยการปรบมอื

7. ประเมนิ ผลการแสดง

ใบงานครง้ั ท่ี 8

เร่อื ง นาฏศิลป์ รายวิชาศิลปศึกษา (ทช31003) ระดบั ม.ปลาย
1. นาฏศลิ ป์ หมายถึง
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
2 ท่มี าของการเกิดนาฏศิลป์อธบิ ายพอเข้าใจ
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
3. นาฏศิลปพ์ นื้ เมอื ง แบ่งออกเปน็ กี่ ประเภทอะไรบ้าง
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
4. โขน คอื ..................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
5. วธิ ีเล่นรำวงมาตรฐานมีก่ีขอ้ อะไรบ้าง
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................................
6 มารยาทในการชมการแสดงและการหลกี เลี่ยง มกี ขี่ ้ออะไรบ้าง
........................................................................................................... ...................................................................

.............................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
สาระการเรยี นรกู้ ารพฒั นาสังคม รายวชิ าศาสนาและหนา้ ที่พลเมือง

รหสั วชิ า สค31002 จำนวน 2 หนว่ ยกติ
ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบพบกลุม่ ครงั้ ท่ี 9 ( จำนวน ๖ ชั่วโมง )
เรือ่ ง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
วันท่ี .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.

ตัวชวี้ ดั

1. มคี วามรู้ ความเข้าใจ ศาสนาทสี่ ำคญั ๆ ในโลก

2. มคี วามรู้ ความเข้าใจ ในหลักธรรมสำคัญของแต่ละศาสนา
3. เห็นความสำคญั ในการอยรู่ ่วมกบั ศาสนาอ่ืนอย่างสันตสิ ขุ

เนื้อหา
1. ศาสนาตา่ ง ๆ

- กาเนดิ ศาสนาตา่ ง ๆ
- ศาสดาของศาสนาต่าง ๆ
2. หลกั ธรรมสำคญั ของศาสนาตา่ ง ๆ

- การเผยแพรศ่ าสนาตา่ ง ๆ
- ความขัดแยง้ ในศาสนาต่าง ๆ ซึ่งกอ่ ให้เกดิ ผลเสยี ในสงั คม
3. การปฏบิ ตั ติ นใหอ้ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสันติสขุ

กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้

ขั้นที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
๑. ครสู ร้างความค้นุ เคยกับผู้เรียนโดยการเปิดประเดน็ เรอื่ งศาสนาท่ผี เู้ รียนสว่ นใหญน่ บั ถือ

แล้วถามถึงความสำคัญและเหตผุ ลท่ตี อ้ งนับถอื ศาสนานั้น ๆ

๒. ครูทำความเข้าใจกบั วชิ าพรอ้ มมาตรฐานและช้แี จงตวั ชวี้ ดั ของหนว่ ยการเรียนรู้
๓. ครูทกั ทายกล่าวนำและอธบิ ายการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรียนรูเ้ กีย่ วกบั
หลกั ธรรมสำคัญของศาสนาตา่ ง ๆ

๔. ครูและผ้เู รียนร่วมกันอภิปรายถงึ หลักธรรมสำคญั ของศาสนาต่าง ๆ
5. ครแู ละผู้เรียนร่วมกนั อภิปรายถึงการปฏบิ ตั ติ นใหอ้ ยรู่ ว่ มกันอย่างสันตสิ ขุ
6. ครเู ปิดโอกาสให้ผเู้ รียนซักถามข้อสงสัยก่อนเขา้ สู่บทเรยี นข้นั ต่อไป

ข้นั ที่ 2 แสวงหาขอ้ มูลและการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
๑. ครูและผูเ้ รยี นวางแผนวธิ ีการเรียนรู้เน้ือหาเรอื่ งหลกั ธรรมสำคัญของศาสนาต่าง ๆ
๒. ครแู จกใบความรู้ เรื่องหลักธรรมสำคัญของศาสนาตา่ ง ๆ

๔. ครูกําหนดการเรยี นรทู้ ี่เกย่ี วกบั หลักธรรมสำคญั ของศาสนาตา่ ง ๆ แลว้ แบง่ กลมุ่ ผเู้ รียน
ออกเป็น ๔ กลุม่ จากนัน้ ครูใหต้ วั แทนกลมุ่ ออกมาจับฉลากเพอ่ื ศกึ ษาหลกั ธรรมสำคัญของศาสนาต่าง
ๆ ท่ีจบั ฉลากได้

๕. ครูใหผ้ เู้ รยี นเขียนแผนภาพความคดิ เกยี่ วกับหวั ขอ้ ที่ตนเองได้รบั มอบหมาย
๖. ครูให้ผเู้ รียนสง่ ตัวแทนกลมุ่ ออกมานำเสนอหน้าชนั้ เรยี นในเรื่องทตี่ นเองได้ศึกษาคน้ คว้า

ข้นั ที่ 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยุกตใ์ ช้ (Implementation : I)
๑. ครแู ละผู้เรียนสรุปเนื้อหาท่ไี ด้เรียนรรู้ ว่ มกัน

ขัน้ ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evaluation : E)
๑. ครสู งั เกตจากการมีส่วนร่วมของผูเ้ รยี น
๒. ประเมินจากผลงาน โดยใหผ้ ูเ้ รยี นมสี ่วนร่วม

การวัดและประเมนิ
1. สังเกตจากการมสี ่วนรว่ ม
2. ใบงาน

ส่อื การเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี น
2. ใบความรู้
3. ใบงาน
4. ETV

แหลง่ เรียนรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมดุ ประชาชน
3 สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
4 แหล่งเรียนในตำบล

ตวั ช้วี ัดการเรียนรู้
1 ร้อยละ 80 นักศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคัญ และความจำเป็นของการ

พัฒนาอาชีพเพอ่ื ความเข้มแข็ง
2 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอกความจำเป็น และคุณคา่ ของการวเิ คราะหศ์ กั ยภาพของ

ธุรกิจ
3 รอ้ ยละ 80 นักศกึ ษาสามารถวิเคราะหต์ ำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะต่าง ๆ

ลงชื่อ........................................................ครูผสู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

ความคดิ เห็นผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงช่อื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้
เรอ่ื ง หลักธรรมทสี่ ำคญั ของแตล่ ะศาสนา

การอยรู่ ่วมกันอย่างสนั ตสิ ุข
ความหมายและขอบเขตของการอยรู่ ว่ มกัน

การอยู่ร่วมกนั อยา่ งสันติสขุ หมายถึง การที่มนษุ ย์มาอยรู่ ว่ มกันเป็นสงั คม สามารถปฏบิ ตั ติ าม
กฎเกณฑ์การอยู่รว่ มกนั ในรปู ของกฎระเบียบหรือกฎหมาย และมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการชว่ ยเหลือเก้ือกลู
กนั การมสี ว่ นร่วมกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของสงั คม เชน่ การมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมการเมอื งการปกครอง การมสี ่วน
รว่ มในการค้มุ ครองสทิ ธิมนุษยชน และการปฏบิ ตั ิตามคุณธรรมของการอยรู่ ่วมกนั ตามหลกั ศาสนาที่ตนเองนบั
ถือ จะทำใหป้ ระชาชนสามารถอยรู่ ว่ มกันอยา่ งสนั ติสุข คุณธรรมของการอย่รู ่วมกันตามหลักศาสนาทีบ่ คุ คลนับ
ถือ หลกั ธรรมทเ่ี น้นการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันตขิ องศาสนาตา่ ง ๆ
พระพุทธศาสนา
พระพทุ ธศาสนา มหี ลักธรรมทสี่ ำคญั ทหี่ ลอ่ หลอมใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนเปน็ คนรักสนั ติ รักอสิ ระเสรี มนี สิ ัยโอบ
อ้อมอารี มเี มตตากรณุ าตอ่ กัน ได้แก่

1) สงั คหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมสำหรบั สงเคราะหห์ รอื เป็นเครื่องยดึ เหนีย่ วนำ้ ใจของคนในสังคม
ให้อยูร่ ่วมกนั อย่างมีความสุข ไดแ้ ก่

(1) ทาน คือ การให้ แบ่งปนั เสยี สละ เผอ่ื แผ่
(2) ปยิ วาจา คอื การกลา่ ววาจาสภุ าพ ออ่ นหวาน
(3) อตั ถจรยิ า คอื การกระทำตนให้เป็นประโยชนต์ อ่ ตนเองและผอู้ ืน่
(4) สมานตั ตตา คือ การวางตัวเหมาะสม เสมอตน้ เสมอปลาย
2) พรหมวิหาร 4 หมายถงึ ธรรมประจำใจทท่ี ำใหเ้ ป็นพรหมหรอื ให้เสมอดว้ ยพรหมในทางปฏบิ ตั ิ
หมายถงึ คุณธรรมของผ้ใู หญ่ ซง่ึ ตอ้ งมปี ระจำในอยูต่ ลอดเวลา มี 4 ประการ ดงั นี้
(1) เมตตา คอื ความปรารถนาดตี อ่ ผู้อื่น ปรารถนาใหผ้ อู้ น่ื มคี วามสขุ
(2) กรุณา คือ ความสงสาร มคี วามปรารถนาชว่ ยผอู้ ่ืนหรือสตั ว์ทป่ี ระสบความทกุ ข์ ใหพ้ น้
ทกุ ข์
(3) มุทติ า คือ ความยินดเี มือ่ ผอู้ น่ื ได้ดี
(4) อุเบกขา คอื ความวางเฉย หรือความรสู้ ึกเปน็ กลาง ๆ ไม่ดีใจ ไม่เสยี ใจเมอ่ื เหน็ ผอู้ ่นื
ประสบความสขุ หรือความทุกข์
3) สัปปรรุ สิ ธรรม 7 หมายถงึ หลกั ธรรมของคนดี หรอื หลกั ธรรมของสัตบุรษุ 7 ประการ ไดแ้ ก่
(1) ธัมมัญญตุ า คอื ความเปน็ ผรู้ จู้ กั เหตุ
(2) อตั ถัญญุตา คือ ความเป็นผรู้ จู้ ักผล
(3) อตั ตัญญุตา คือ ความเปน็ ผรู้ จู้ ักตน
(4) มตั ตญั ญตุ า คือ ความเป็นผรู้ จู้ กั ประมาณ
(5) กาลญั ญตุ า คือ ความเป็นผู้รจู้ ักกาลเวลา
(6) ปรสิ ญั ญุตา คือ ความเปน็ ผรู้ จู้ กั ปฏบิ ัติ การปรับตนและแก้ไขตนใหเ้ หมาะสม
(7) ปคุ คลัญญตุ า คอื ความเป็นผู้รจู้ ักปฏบิ ตั ิตนให้เหมาะสมกบั บคุ คลซึ่งมีความแตกตา่ งกัน

ศาสนาอสิ ลาม

หลักธรรมในศาสนาอสิ ลาม มงุ่ ใหม้ สุ ลมิ ปฏบิ ัตอิ ยา่ งเครง่ ครดั มุสลิมทุกคนมคี วามรใู้ นข้อปฏบิ ตั ิทาง

ศาสนาอยา่ งดี มกี ารรวมกลมุ่ อย่างเปน็ เอกภาพ หลกั คำสอนสำคัญที่ถอื ว่าเป็นโครงสร้างสำคญั 2 ประการคอื
หลกั ศรทั ธาและหลักปฏิบตั ิ ได้แก่

1) หลักศรทั ธา 6 ประการ

(1) ศรัทธาในอลั เลาะห์ มีความเชื่อมน่ั ในอลั เลาะห์เพยี งองค์เดยี ว
(2) ศรัทธาในเทพบริวารหรือเทวทูต
(3) ศรัทธาในพระคมั ภีรก์ รุ อา่ น

(4) ศรทั ธาตอ่ ศาสนทูต
(5) ศรทั ธาในวนั สนิ้ สดุ โลก
(6) ศรัทธาตอ่ กฎสภาวการณข์ องอลั เลาะห์

2) หลกั ปฏบิ ัตติ ามศรทั ธา 5 ประการ ได้แก่
(1) การปฏญิ าณตน หมายถงึ การปฏิญาณตนด้วยความเล่อื มใสศรทั ธาต่ออลั เลาะหแ์ ละ

ท่านนบีมฮู มั หมัด คือศาสนทูตของอลั เลาะห์

(2) การนมาซ หมายถงึ การแสดงความเคารพต่อพระเจา้ ทัง้ กาย วาจา ใจ
(3) การบรจิ าคซะกาต หมายถึง การจา่ ยทานจากผมู้ ีทรพั ยส์ นิ คนผูม้ สี ิทธ์ริ บั ซะกาตมี คน
อนาถา คนขัดสน และผเู้ ข้ารบั อสิ ลาม

(4) การถือศลี อด หมายถงึ การละเวน้ จากการบรโิ ภคอาหาร นำ้ ละกเิ ลสตา่ ง ๆ ทำใจใหส้ งบ
ปฏิบัติตัง้ แตแ่ สงอาทิตยข์ นึ้ จนแสงอาทิตยล์ บั ขอบฟ้า หลงั จากนั้นจึงบริโภคได้ปกติตลอดคืน
การถือศลี อดโดยท่ัวไป เรยี กว่า “ถอื บวช”

(5) การทำพิธีฮัจญ์ คือ การเดินทางไปแสดงบุญที่นครเมกกะฮ์
ศาสนาครสิ ต์

ศาสนาครสิ ตม์ หี ลกั ธรรมทหี่ ลอ่ หลอมให้ครสิ ต์ศาสนกิ ชนมจี ติ เมตตา มคี วามรักเพื่อนมนุษยเ์ หมอื นรกั

ตวั เอง
1) บัญญตั ิ 10 ประการ
(1) อย่ามพี ระเจา้ อนื่ นอกจากเรา

(2) อยา่ ทำรปู เคารพสำหรบั ตนหรือกราบไว้รปู เหล่านนั้
(3) อย่าเอย่ พระนามของพระเจ้าโดยไมส่ มเหตุ
(4) จงถอื วนั อาทิตยเ์ ปน็ วนั ศักดส์ิ ิทธิ์

(5) จงนบั ถอื บิดามารดา
(6) อย่าฆา่ คน
(7) อย่าผดิ ประเวณี

(8) อย่าลกั ทรัพย์
(9) อย่าคดิ มชิ อบ
(10) อย่าโลภสง่ิ ใดของผ้อู ่ืน

2) หลกั อาณาจักรพระเจ้า อาณาจกั รพระเจา้ เปน็ อาณาจักรทม่ี แี ตค่ วามสุข เปน็ อาณาจักรแห่งความ
รกั อยา่ งแท้จรงิ

3) หลกั คำสอนทสี่ ำคัญอ่นื ๆ

1) หลักตรเี อกานภุ าพ ได้แก่
(1) พระเจา้ หรอื พระบิดา
(2) พระเยซหู รือพระบตุ ร

(3) พระจติ หรือดวงวิญญาณอันบรสิ ุทธิข์ องพระเจา้ ทัง้ สาม
2) หลกั ความรกั ศาสนาครสิ ตไ์ ด้ชอ่ื วา่ เป็นศาสนาแห่งความรัก พระเยซูคริสต์ทรงสอนใหร้ กั
เพ่ือน มนุษย์เหมอื นรกั ตวั เอง ใหร้ กั แม้กระทัง่ ศัตรู
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
หลักธรรมทีส่ ำคญั ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู
1) หลักธรรม 10 ประการ เรียกว่า ฮนิ ดูธรรม ไดแ้ ก่
(1) ธฤติ ได้แก่ ความมน่ั คง ความกลา้ หาญ คอื เพียรพยายามจนสำเรจ็ ประโยชนต์ ามท่ี
ประสงค์
(2) กษมา ไดแ้ ก่ ความอดทน หรอื อดกล้ัน คอื มีความพากเพียรพยายาม
(3) ทมะ ได้แก่ การระงบั ใจ การขม่ จิตใจ คือไมป่ ลอ่ ยใจใหห้ วั่นไหว
(4) อัสเตยะ ได้แก่ การไมล่ กั ขโมย ไมท่ ำโจรกรรม
(5) เศาจะ ไดแ้ ก่ ความบรสิ ุทธิ์ การทำตนใหบ้ ริสทุ ธ์ิทัง้ ทางรา่ งกายและจิตใจ
(6) อนิ ทรยี นิครหะ ไดแ้ ก่ การระงบั อนิ ทรีย์ 10 ประการ คอื หมน่ั สำรวจตรวจสอบตนเอง
อยู่เสมอวา่ อินทรียท์ ้งั 10 เหล่านั้นได้รบั การบริหารหรอื ใช้ไปในทางท่ีถกู ท่ีควรหรือไม่ จดุ ประสงคค์ ือ
ไมต่ ้องการใหม้ นษุ ย์ ปล่อยอนิ ทรย์มัวเมาจนเกนิ ไปให้รจู้ กั พอ
(7) ธี ได้แก่ ปัญหา สติ ความคิด คือ มคี วามร้คู วามเข้าใจในขนบธรรมเนยี มประเพณี ธรรมะ
สังคม และวฒั นธรรม
(8) วิทยา ได้แก่ ความรทู้ างปรชั ญา คอื มคี วามรลู้ ึกซงึ้
(9) สตั ยะ ได้แก่ ความจริง ความเห็นอนั บรสิ ุทธิ์ คือมีความจรงิ ใจใหก้ นั
(10) อโกธะ ไดแ้ ก่ ความไมโ่ กรธ คือมขี ันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม น่ัน
คอื เอาชนะความโกรธ ด้วยความไมโ่ กรธ ไม่อาฆาตมุ่งรา้ ยตอ่ ใคร
สังคมไทยเปน็ สังคมท่ปี ระชาชนมเี สรภี าพในการเลอื กนบั ถอื ศาสนา คำสอนทางศาสนาเป็นหลกั ธรรม
ทใี่ ชใ้ นการดำรงชวี ิต ช่วยพัฒนาสังคมใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกันอย่างสันตสิ ขุ มคี วามปลอดภัย เพราะทกุ คำสอนมี
จุดมุ่งหมายเดยี วกนั คอื ตอ้ งการให้ทำความดี จะเว้นช่วั และทำจิตใจใหบ้ ริสทุ ธ์ิ มีเมตตาเปน็ หลัก ชว่ ยเหลอื
เกอ้ื กลู กนั มีความอดทนอดกลั้น การมสี ัมมาคารวะ รกั กันฉนั พน่ี ้อง ทำใหผ้ นู้ บั ถอื ศาสนาเป็นมิตรทด่ี ตี ่อกันโดย
ไม่คำนึงถงึ เชือ้ ชาติ กอ่ ให้เกิดสนั ตสิ ขุ ต่อสงั คมและตอ่ โลก

ความสอดคล้องของหลักคำสอนท้งั 4 ศาสนา ได้แก่
1. การทำความดี ละเว้นความชว่ั
2. การแสดงความรกั ความเมตตา และเสยี สละ
3. การเสยี สละเพือ่ เพือ่ นมนษุ ย์
4. การพฒั นาตนเองใหด้ ขี ึน้ ขยันหม่นั เพียร
5. สอนใหอ้ ยรู่ ว่ มกันอย่างสงบสขุ ไม่เบยี ดเบียนกัน

ใบงาน
เร่ือง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี

1. คำสัง่ ใหผ้ เู้ รียนบนั ทึกข้อมลู ใส่ในตารางเปรยี บเทียบศาสนา

ช่อื ศาสนา ศาสดา ฉายาพระองค์ คมั ภีร์ สัญลักษณ์ หลักธรรมคำสอน

ศาสนาพทุ ธ

ศาสนาอสิ ลาม

ศาสนาคริสต์

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

2. ใหย้ กตัวอยา่ งความขัดแยง้ ในศาสนาต่าง
- พระพทุ ธศาสนา
............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

- ศาสนาอสิ ลาม
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................
- คริสต์ศาสนา
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
..................................................
- ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................

3.เสนอแนะแนวทางการปฏิบัตติ นใหอ้ ยู่ร่วมกนั อย่างสนั ติสขุ
............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................................................... ...............

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

..................................................................................................................................................... .........................

................................................

แผนการจดั การเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
สาระการเรยี นรูก้ ารพฒั นาสังคม รายวิชาศาสนาและหนา้ ทพี่ ลเมือง

รหัสวชิ า สค31002 จำนวน 2 หนว่ ยกิต
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอรอ้ ง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบพบกลมุ่ ครั้งท่ี 10 ( จำนวน ๖ ชวั่ โมง )
เรอ่ื ง หนา้ ท่ีพลเมอื ง
วันท่ี .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.

ตวั ช้วี ัด

1. รู้และเข้าใจหลักสทิ ธิมนุษยชน

2. อธิบายหลกั สทิ ธิมนษุ ยชนใหผ้ ู้อน่ื ได้
3. ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั สิทธิมนษุ ยชน

เนอ้ื หา
1. หลักสทิ ธิมนุษยชนและบทบาทหน้าท่คี วามรบั ผิดชอบของคณะกรรมการสทิ ธิ์

กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้

ข้ันที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรียนรู้ (Orientation : O)
1. ครูชวนผเู้ รยี นพูดคยุ เก่ยี วกบั หลกั สทิ ธิมนุษยชน
2. ครแู ละผู้เรียนร่วมกนั อภิปรายเร่ืองหลักสทิ ธิมนษุ ยชน

3. ครเู ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนซักถามข้อสงสัยกอ่ นเขา้ ส่บู ทเรยี นขัน้ ตอ่ ไป
ข้นั ที่ 2 แสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

1. ครแู จกใบความร้เู รอ่ื ง

- หลักสทิ ธมิ นษุ ยชนและบทบาทหน้าท่ีความรบั ผิดชอบของคณะกรรมการสทิ ธิ์
- กฎหมายระหวา่ งประเทศที่ว่าดว้ ยการคมุ้ ครองสิทธดิ า้ นบุคคล
- การปฏบิ ัติตามหลักสิทธิมนุษยชน

2.ครใู หผ้ เู้ รยี นศึกษาใบความรู้ พรอ้ มทงั้ สรปุ ใจความสำคญั มาตามความเข้าใจของนกั ศกึ ษา
และยกตัวอยา่ งการปฏิบัติตามหลักสทิ ธิมนษุ ยชน

3.ครูสมุ่ ตัวอยา่ งผเู้ รยี นออกมาแสดงความความคดิ เห็นตามท่ีตนเองสรปุ ไว้

ขั้นท่ี 3 การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (Implementation : I)
๑. ครแู ละผูเ้ รียนสรปุ เนอื้ หาที่ไดเ้ รยี นรรู้ ว่ มกัน

ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evaluation : E)

๑. ครูสังเกตจากการมสี ว่ นร่วมของผู้เรยี น
๒. ประเมนิ จากใบงาน

การวัดและประเมิน
1. สังเกต

2. ใบงาน

สื่อการเรยี นรู้
1. หนังสอื เรียน
2. ใบความรู้
3. ใบงาน
4. ETV

แหล่งเรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมดุ ประชาชน
3 สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรยี นในตำบล

ตัวชว้ี ดั การเรียนรู้
1 รอ้ ยละ 80 นักศึกษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเป็นของการ

พัฒนาอาชีพเพอ่ื ความเขม้ แข็ง
2 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอกความจำเป็น และคุณคา่ ของการวเิ คราะห์ศกั ยภาพของ

ธรุ กจิ
3 รอ้ ยละ 80 นักศึกษาสามารถวเิ คราะหต์ ำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะตา่ ง ๆ

ลงชอื่ ........................................................ครูผสู้ อน
(....................................................)

ตำแหน่ง …………………………………..
ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชอื่ ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลงั )

ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบงาน
เรื่อง หนา้ ท่พี ลเมือง

1. จงอธิบายลักษณะของสิทธิมนุษยชนทส่ี ำคญั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………
2. จงอธบิ ายของสาเหตุทม่ี นษุ ยต์ ้องไดร้ บั ความคุ้มครองสทิ ธมิ นุษยชน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………
3. จงอธิบายการคุ้มครองสิทธมิ นษุ ยชนในประเทศไทย พอสงั เขป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………

4. จงยกตวั อยา่ งองค์กรทีเ่ กี่ยวข้องกับสทิ ธมิ นษุ ยชนในประเทศไทย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………
5. จงอธบิ ายองค์ประกอบของสิทธมิ นุษยชนข้ันพ้นื ฐาน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………

6. แนวทางปฏบิ ตั แิ ละมาตรฐานสิทธมิ นษุ ยชนระหว่างประเทศ วา่ ดว้ ยอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………

ใบความรู้
เรื่อง พลเมอื งดีในวิถปี ระชาธิปไตย

ความหมายของ “พลเมอื งดี” ในวิถีประชาธิปไตย พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
ได้ให้ความหมายของคำต่าง ๆ ไว้ ดงั นี้

“พลเมือง” หมายถึง ชาวเมอื ง ชาวประเทศ ประชาชน
“วถิ ี” หมายถึง สาย แนว ทาง ถนน
“ประชาธปิ ไตย” หมายถงึ ระบอบการปกครองทถี่ ือมติปวงชนเป็นใหญ่ หรอื การถอื เสียง
ข้างมากเป็นใหญ่
ดังนั้น ความหมายของ “พลเมอื งดีในวถิ ีประชาธิปไตย” จงึ หมายถงึ ประชาชนที่ยึดม่นั ในแนว
ทางการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ซึ่งเคารพเสียงข้างมากเป็นใหญ่ โดยใชห้ ลกั การยึดมน่ั ในศลี ธรรมและ
คณุ ธรรมของศาสนา มหี ลกั การทางประชาธปิ ไตยในการดำรงชีวิต ปฏิบัตติ นตามกฎหมาย ดำรงตนเป็น
ประโยชน์ต่อสงั คม ชว่ ยเหลือเก้อื กลู กัน อันจะกอ่ ให้เกิดการพฒั นาสงั คมและประเทศชาตใิ ห้เป็นสงั คมและ
ประเทศประชาธิปไตยอยา่ งแทจ้ รงิ
1. หลกั การทางประชาธิปไตย
หลักการทางประชาธิปไตย ทสี่ ำคัญ ได้แก่
1.1 หลักอำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน หมายถงึ ประชาชนแป็นเจา้ ของอำนาจสงู สุดใน
การปกครองรัฐ
1.2 หลกั ความเสมอภาค หมายถงึ ความเท่าเทยี มกนั ในสงั คมประชาธปิ ไตย ถือวา่ ทุกคนท่ีเกดิ
มาจะมคี วามเท่าเทียมกนั ในฐานะประชากรของรัฐ มสี ิทธิ เสรีภาพ หน้าที่เสมอภาคกัน ไมม่ ีการแบง่ ชนช้ัน
1.3 หลักนิติธรรม หมายถงึ การใชห้ ลกั กฎหมายเป็นกฎเกณฑก์ ารอยรู่ ว่ มกนั เพอ่ื ความสงบ
สขุ ของสงั คม
1.4 หลกั เหตผุ ล หมายถึง การใชเ้ หตผุ ลทถ่ี ูกต้องในการตดั สนิ หรือยุตปิ ัญหาในสงั คม
1.5 หลักการถอื เสยี งข้างมาก หมายถงึ การลงมติโดยยอมรบั เสยี งส่วนใหญใ่ นสังคม
ประชาธิปไตย
1.6 หลกั ประนปี ระนอม หมายถงึ การลดความขดั แยง้ โดยการผอ่ นหนกั ผ่อนเบาใหก้ นั
รว่ มมือกันเพือ่ เห็นแกป่ ระโยชน์ของสว่ นรวมเป็นสำคญั
2. แนวทางการปฏบิ ัติตนเปน็ พลเมอื งดตี ามวิถีประชาธิปไตย
พลเมอื งดตี ามวถิ ปี ระชาธปิ ไตยควรมแี นวทางการปฏิบตั ิตน ดงั นี้
2.1) ด้านสงั คม ได้แก่
1. การแสดงความคดิ อยา่ งมีเหตผุ ล
2. การยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ ื่น
3. การยอมรบั เมื่อผอู้ ื่นมีเหตุผลที่ดกี วา่
4. การตัดสินใจโดยใชเ้ หตผุ ลมากกว่าอารมณ์
5. การเคารพระเบยี บของสังคม
6. การมีจติ สาธารณะ คือ การบำเพญ็ ประโยชน์เพอื่ สว่ นรวม และรักษาสาธารณสมบตั ิ
2.2) ด้านเศรษฐกิจ ไดแ้ ก่
1. การประหยดั และอดออมในครอบครวั

2. การซื่อสัตยส์ จุ ริตตอ่ อาชีพทท่ี ำ
3. การพัฒนางานอาชีพให้ก้าวหนา้

4. การใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและสงั คม
5. การสรา้ งงานและสรา้ งสรรคส์ ิง่ ประดษิ ฐ์ใหม่ ๆ เพื่อใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อสังคมไทยและ
สังคมโลก

6. การเปน็ ผูผ้ ลติ และผบู้ รโิ ภคท่ดี ี มีความซื่อสตั ย์ ยดึ มัน่ ในอุดมการณท์ ีด่ ีตอ่ ชาตเิ ปน็ สำคัญ
2.3) ด้านการเมอื งการปกครอง ได้แก่

1. การเคารพกฎหมาย

2. การยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของทกุ คน
3. การยอมรบั ในเหตุผลที่ดีกว่า
4. การซอ่ื สัตย์ตอ่ หนา้ ทโ่ี ดยไมเ่ หน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นตน

5. การกล้าเสนอความคิดเหน็ ต่อสว่ นรวม กล้าเสนอตนในการทำหนา้ ทส่ี มาชกิ สภาผู้แทน
ราษฎร หรอื สมาชกิ วุฒสิ ภา

6. การทำงานท่ีรบั ผดิ ชอบอย่างเต็มความสามารถ เตม็ เวลา

3. จริยธรรมของการเปน็ พลเมืองดี
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม หมายถึง ความดงี ามหรอื กริ ิยาท่ีควรประพฤติ คุณธรรม จรยิ ธรรมท่สี ง่ เสริม
ความเปน็ พลเมอื งดี ได้แก่

3.1 ความจงรกั ภักดตี ่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หมายถงึ การตระหนักในความสำคญั
ของความเป็นชาติไทย การยดึ มั่นในหลกั ศลี ธรรมของศาสนา และการจงรกั ภกั ดตี อ่ พระมหากษัตริย์

3.2 ความมรี ะเบยี บวนิ ัย หมายถึง การยึดม่ันในการอย่รู ว่ มกนั โดยยึดระเบยี บวินยั เพอ่ื ความ

เป็นระเบียบเรยี บร้อยในสงั คม
3.3 ความกลา้ หาญทางจรยิ ธรรม หมายถงึ ความกล้าหาญในทางทถี่ ูกทคี่ วร
3.4 ความรบั ผิดชอบ หมายถงึ การปฏบิ ัติหน้าท่ขี องตนอยา่ งเตม็ กำลงั สติปญั ญา และกำลงั

ความสามารถ
3.5 การเสยี สละ หมายถึง การยอมเสยี ผลประโยชนส์ ว่ นตนเพือ่ ผอู้ ่นื หรอื แก่สงั คม

โดยรวม

3.6 การตรงต่อเวลา หมายถงึ การทำงานตรงตามเวลาทไี่ ด้รบั มอบหมาย
4. การส่งเสรมิ ให้ผอู้ นื่ ปฏิบตั ิตนเปน็ พลเมอื งดี

เมือ่ บุคคลปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมอื งดใี นวิถีประชาธิปไตยแลว้ ก็ควรสนับสนนุ ใหบ้ ุคคลอื่น

ปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดีด้วย โดยมีแนวทางการปฏบิ ัติ ดงั น้ี
4.1 การยดึ มน่ั ในคณุ ธรรม จริยธรรมของศาสนา และหลกั การของประชาธปิ ไตยมาใช้ในวถิ ี

การดำรงชีวิตประจำวัน เพอ่ื เป็นแบบอยา่ งท่ดี ีแก่คนรอบขา้ ง

4.2 เผยแพร่ อบรม หรอื สง่ั สอนบคุ คลในครอบครัว เพอ่ื นบ้าน คนในสงั คม ใหใ้ ชห้ ลักการ
ทางประชาธิปไตยเป็นพืน้ ฐานในการดำรงชวี ติ ประจำวนั

4.3 สนบั สนุนชุมชนในเร่อื งที่เก่ียวกับการปฏิบตั ิตนให้ถกู ตอ้ งตามกฎหมาย โดยการ

บอกเล่าหรอื เผยแพรบ่ ทความผา่ นส่อื แขนงตา่ ง ๆ
4.4 ชักชวนหรอื สนบั สนุนคนดมี ีความสามารถใหม้ สี ่วนรว่ มกับกจิ กรรมทางการเมอื งหรอื

กจิ กรรมสาธารณประโยชนต์ ่าง ๆ

4.5 เป็นหเู ปน็ ตาใหก้ ับรัฐหรอื หนว่ ยงานของรฐั ในการสนับสนุนคนดแี ละกำจดั คนทเ่ี ปน็ ภัย
กับสงั คม

การสนบั สนุนให้ผอู้ ื่นปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมืองดีในวถิ ีประชาธิปไตยตามแนวทางการปฏิบตั ดิ งั กล่าว ถอื
เป็นจติ สำนกึ ท่บี ุคคลพงึ ปฏิบตั เิ พ่ือให้เกดิ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ใบงาน
เร่ือง การปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมอื งดีในวิถปี ระชาธปิ ไตย
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
ข้อ 1 บอกแนวทางการปฏบิ ัติตนเป็นพลเมอื งดีได้
ขอ้ 2 ระบุคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยมของพลเมอื งดไี ด้
ขอ้ 3 บอกผลดจี ากการปฏิบัตติ นเป็นพลเมืองดีต่อประเทศชาติได้
คำชี้แจง ให้ผเู้ รยี นแสดงความคิดเห็นในประเดน็ คำถามต่อไปนี้
1. พลเมืองดใี นวิถีประชาธปิ ไตยมีคณุ ลกั ษณะเช่นไรบา้ ง

2. แนวทางการปฏิบัตติ นเป็นพลเมอื งดตี อ้ งทำอย่างไร

3. การปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดตี ้องอาศัยหลกั คณุ ธรรมใดบา้ ง

4. การปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมืองดีกอ่ ให้เกิดประโยชนต์ ่อประเทศชาติอยา่ งไร

ใบงาน
เรือ่ ง พลเมืองดีในใจฉนั
จุดประสงค์การเรยี นรู้
ข้อ 1 บอกแนวทางการปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมอื งดีได้
ข้อ 2 บอกผลดจี ากการปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองดตี อ่ ประเทศชาติได้
คำช้แี จง ให้ผู้เรียนวิเคราะห์คุณลักษณะของพลเมืองดีตามความคิดเห็นของนักเรียนลงในแผนผังความคิด
พรอ้ มทง้ั ตอบคำถามท่กี ำหนด

คุณลกั ษณะของพลเมือง
ดี

ในความคิดของฉนั

การปฏบิ ตั ิตนเปน็ พลเมืองดีก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อประเทศชาติอยา่ งไร

แผนการจัดการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าลกู เสอื กศน.3 รหัสวิชา สค 32035

ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบพบกลุ่ม ครง้ั ที่ 11 ( จำนวน 6 ช่วั โมง )
เร่ือง 1.ลกู เสือกบั การพฒั นา

2.การลกู เสือไทย
3.การลกู เสอื โลก
4.คุณธรรม จรยิ ธรรมของลกู เสอื

วนั ที่ .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.

ตวั ชวี้ ดั
1. อธิบายสาระสาคญั ของการลูกเสอื
2. อธบิ ายความสาคญั ของการลกู เสอื กบั การพัฒนา
3. อภิปรายความเปน็ พลเมอื งดีในทศั นะของการลกู เสอื
4. อธิบายประวัตกิ ารลกู เสือไทย
5. อธบิ ายความรทู้ วั่ ไปเกย่ี วกบั คณะลกู เสอื แหง่ ชาติ
6. อธบิ ายประวตั ผิ ู้ให้กาเนดิ ลกู เสอื โลก
7. อธิบายความสาคัญขององค์การลกู เสอื โลก
8. อธิบายความสมั พนั ธ์ระหวา่ งการลกู เสอื ไทยกบั การลกู เสอื โลก
9. อธิบายคาปฏิญาณ กฎ และคตพิ จน์ของลูกเสือ
10. ระบคุ ณุ ธรรม และจริยธรรมต่าง ๆ ทเ่ี กดิ จากคาปฏิญาณและกฎของลกู เสือ
11. ยกตวั อย่างการนาคาปฏิญาณและกฎของลกู เสอื ในใช้ในชีวติ ประจาวนั

เนื้อหา
1. ลกู เสอื กับการพัฒนา
เรื่องที่ 1 สาระสาคญั ของการลูกเสอื
1.1 วตั ถปุ ระสงคข์ องการพฒั นาลกู เสอื
1.2 หลักการสาคัญของการลูกเสอื
เรอ่ื งที่ 2 ความสาคญั ของการลกู เสอื กบั การพัฒนา
2.1 การพฒั นาตนเอง
2.2 การพฒั นาสัมพันธภาพระหวา่ งบุคคล
2.3 การพฒั นาสมั พันธภาพภายในชุมชนและสังคม
เรอื่ งท่ี 3 ความเปน็ พลเมอื งดใี นทศั นะของการลูกเสอื
3.1 ความหมายของพลเมอื งดี
3.2 ความเป็นพลเมอื งดใี นทัศนะของการลกู เสือ
2.การลกู เสอื ไทย

เรื่องท่ี 1 ประวัติการลกู เสอื ไทย

1.1 พระราชประวตั ิของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หัว

1.2 กำเนิดลูกเสือไทย

1.3 กจิ การลูกเสอื ไทยแต่ละยคุ

เรื่องท่ี 2 ความรทู้ ั่วไปเก่ยี วกบั คณะลกู เสอื แหง่ ชาติ

2.1 คณะลกู เสือแหง่ ชาติ

2.2 การบรหิ ารงานของคณะลูกเสอื แห่งชาติ

2.3 การลกู เสอื ในสถานศกึ ษา

3.การลูกเสอื โลก
เรื่องท่ี 1 ประวตั ผิ ใู้ หก้ าเนดิ ลกู เสอื โลก

เรอ่ื งที่ 2 องคก์ ารลกู เสอื โลก

เรือ่ งท่ี 3 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งลกู เสือไทยกับลกู เสอื โลก

4.คณุ ธรรม จรยิ ธรรมของลกู เสอื
เรอื่ งที่ 1 คำปฏญิ าณ กฎ และคติพจนข์ องลกู เสือ

เรอ่ื งท่ี 2 คุณธรรมและจริยธรรมจากคาปฏญิ าณและกฎของลกู เสอื

เรื่องท่ี 3 การนำคำปฏญิ าณ และกฎของลูกเสือมาใช้ในชีวิตประจำวัน

กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้
ข้นั ที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรียนรู้ (Orientation : O)
ครูทกั ทายและสอบถามนักศกึ ษา และอธิบายความหมายความสำคัญเก่ียวกับลกู เสอื กับการ

พฒั นา การลกู เสอื ไทย การลูกเสือโลก และคุณธรรม จรยิ ธรรมของลูกเสอื
ข้ันที่ 2 แสวงหาขอ้ มลู และการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1. ผเู้ รียนแบ่งกลุ่มร่วมอธิบาย อภปิ ราย
กลุ่มท่ี 1 ลกู เสือกบั การพัฒนา
กลุม่ ท่ี 2 การลูกเสอื ไทย
กลุ่มท่ี 3 การลกู เสือโลก
กลุ่มที่ 4 คณุ ธรรม จริยธรรมของลูกเสอื
2. ผูเ้ รียนทำใบงานและสรุปองค์ความรู้และบนั ทกึ ผลการเรยี นร้ทู ี่ไดจ้ ากการเรียนรู้
3. ผเู้ รียนนำความรทู้ ไี่ ด้จากการเรียนรูม้ าปรับใชเ้ ปน็ ในชีวติ ประจำวนั
4. มอบหมายงาน กรต.ครั้งตอ่ ไป
ขัน้ ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและการนำไปประยกุ ต์ใช้ (Implementation : I)
1. ให้นกั ศึกษาแลกเปล่ียนเรยี นรูภ้ ายในกล่มุ ตามใบงานทไี่ ด้รบั และสง่ ตัวแทนนำเสนอหน้า

ช้ันเรยี น
2. ครแู ละนกั ศึกษารว่ มกันสรุปองค์ความรรู้ ่วมกัน
3. ครูให้นกั ศกึ ษาแบง่ กลมุ่ มอบหมายงานการเรยี นรตู้ อ่ เน่ือง (กรต.) ออกเป็น 4 กลุ่ม

กลุม่ ท่ี 1 ทกั ษะลกู เสอื
กลุ่มที่ 2 ความปลอดภยั ในการเข้ารว่ มกจิ กรรมลูกเสอื
กลมุ่ ท่ี 3 การปฐมพยาบาล

กลมุ่ ท่ี 4 การเดนิ ทางไกล อยูค่ า่ ยพกั แรม และชวี ติ ชาวค่าย
ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)

1. ผเู้ รียนทำใบงาน/แบบทดสอบ
2. ผ้เู รียนสรุปองคค์ วามรู้ เพื่อต่อยอดในการพบกลุม่ ครง้ั ตอ่ ไป

สื่อการเรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นรายวิชาลูกเสอื กศน.3 รหสั วิชา สค 23035
2. ใบความรู้

3. ใบงาน

4. แบบทดสอบ

5. ส่อื Internet

การวดั และประเมนิ
1. สังเกต

2. ใบงาน

3. แบบทดสอบ

4. การรายงานและการนำเสนอ

แหลง่ เรียนรู้

1 กศน.ตำบล
2 ห้องสมดุ ประชาชน
3 สถาบันศึกษาปอเนาะ
4 แหล่งเรยี นในตำบล
ตัวชีว้ ัดการเรียนรู้
1 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเปน็ ของการ
พฒั นาอาชีพเพอื่ ความเข้มแข็ง
2 ร้อยละ 80 นักศกึ ษาสามารถบอกความจำเปน็ และคุณคา่ ของการวิเคราะห์ศกั ยภาพของ
ธรุ กจิ
3 รอ้ ยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถวิเคราะห์ตำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะตา่ ง ๆ

ความคิดเห็นผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ลงชื่อ........................................................ครูผสู้ อน
(....................................................)

ตำแหน่ง …………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชื่อ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา

(นายคมกฤช สาหลงั )

ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้
พระราชประวัตพิ ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อย่หู วั

ผ้พู ระราชทานก าเนินลูกเสือไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปน็ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจลุ จอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชกับสมเด็จพระศรีพัชรินทรฯ บรมราชนิ ีนาถ (สมเด็จพระ นางเจ้าเสาวภาผอ่ งศรี)
ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์ท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2423 ได้รับพระราชทาน พระนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้า
วชริ าวธุ ตอ่ มาปี พ.ศ. 2431 ทรงได้รบั สถาปนาเป็นสมเดจ็ พระบรม โอรสาธริ าชสยามมกุฎราชกุมาร มอื ทรง
พระเยาว์ได้ศึกษาวิชาหนังสือเทไยกับพระยาศรีสุนทร โวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พระชนมายุ14 พรรษา
เสดจ็ ไปทรงศกึ ษาวชิ า ณ ประเทศองั กฤษ ใน วชิ าประวัติศาสตรร์ ัฐศาสตรา เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย วรรณคดี
ทม่ี หาวทิ ยาลยั อ๊อกฟอร์ด และวชิ า ทหารบกท่ีโรงเรียนแซนด์เฮิสต์ รวม 9 ปีจนจบการศกึ ษาชั้นสงู ของสถาน
แล้วเสดจ็ กลบั พระนครเม่อื พ.ศ. 2445 และทรงเข้ารบั ราชการทนั ที ถึง พ.ศ. 2447 ทรงผนวช ทรงศึกษา
พระธรรมวินัย และภาษาบาลีสันสกฤต จนแตกฉานเมื่อลาผนวชแล้ว เสด็จประทับ ณ พระราชวังสราญรมย์
พ.ศ. 2450 ทรงเปน็ ผสู้ าเร็จราชการแผน่ ดิน ในระหว่างทสี่ มเด็จพระบิดาเสด็จประพาสทวปี ยโุ รปใน คร่งั ที่ 2
และวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบตั ติ ่อจากสมเด็จพระบรมชนก นาถ ขณะน้ัน มี
พระชนมายไุ ด้30 พรรษา ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมือ่ วันท่ี 11 พฤศจกิ ายน ในปีเดยี ว เป็น
พระมหากษตัราธิราชลา องค์ท่ี 6 แห่งพระบรมราชวงศจ์ ักรี ในการน้ีได้มีเจา้เมืองและผู้แทนพระราชาธิบดี
ผู้แทนรัฐบาลต่างๆ ในทวีปยโุรป เอเชีย อเมริกา ส่ง 27 มาร่วมด้วยเป็นอันมาก พระองค์ท่านได้ทรงพระ
กรุณาพระราชทานก าเนินลูกเสือแห่งประเทศไทย เม่ือวันท่ี 1 กรกฎาคม 2454 พระองค์ท่านก็ได้เอา
พระทัยทาน าประเทศชาติและอาณา ประชาราษฎร์ให้เจรญิ ร่งุ เรืองขน้ึ เป็นอันมาก เช่น ในเรื่องการค้าขาย
การอุสาหกรรม การศึกษา วรรณคดี ศาสนา การเมือง การทหาร การสาธารณสุข และการศิลปกร จนได้รับ
ความนยิ มยกย่องอยู่ ท่ัวไป จนนานาประเทศและประชาชนต่างยกย่องพระนามวา่ “พระมหาธรี ราชเจา้ ” แต่
เป็นที่น่าเสียดายรัชสมัยของพระองค์สั้นเกนิไป ทรงอยู่ในราชสมบัติเพียง 16 ปี ก็เสด็จสวรรคต เมื่อ 1
นาฬิกากับ 16 นาที ของคืนวันท่ี 25 พฤศจกิ ายน พงศ. 2468 หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา ฯ
พระราชธิดาทรงประสูตเิ พยี งวนั เดยี ว แมว้ า่ พระองค์จะได้เสดจ็ สู่สวรรคาลยั แล้วก็ตาม พระราชา นสุ รณ์ต่างๆ
ของพระองค์ท่านก็ยังคงอยู่เป็นศรีสง่าคู่กบัชาติไทยสืบมาจนกระทั่งทุกวัน น้ี ประวัติการลูกเสือไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากองเสือป่าข้ึน
เม่ือวนั ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เพ่ือฝึกหดั ขาร้ าชการพลเรือนทั้งหลาย ใหไ้ ดเ้ รยี นร้วู ิชาทหาร เพื่อเป็น
กำลังสำรองในเวลาสงคราม ในยามสงบก็ได้ช่วยเหลือข้าราชการ ปราบปรามโจรผู้ร้าย หรือปราบจลาจล
นอกจากนยี้ งัมีพระราชประสงคด์ งัต่อไปนี้ 1. เพอ่ื ปลกู ฝงั ความจงรักภกั ดตี ่อชาติ ศาสนา และพระมหากษตั ริย์
2. เพือ่ ปลกู ฝงั ความมรี ะเบยี บวนิ ยั 3. เพือ่ ปลกู ฝงั ความสามัคคใี นหมู่คณะและไม่ท าลายซงึ่ กันและกัน เสือป่า
คือทหารท่ีไปสบื ข่าวขา้ ศึกเพือ่ แมท่ ัพจะได้ทราบข่าวลว่ งหน้าก่อนเปน็ เลาๆ วา่ ข้าศึกยกมาทางใด ก าลังเท่าใด
ท่าทางรบพงุ่ อยา่ งไร ตรงกบั ค าว่า “ผสู้ อดแนม” หรอื ใน ภาษาอังกฤษเรยี กวา่ SPY ก่อนที่ ร. 6 จะโปรดเกลา้
ฯ ให้ต้งักองเสือป่าข้ึนน้นั พระองค์ได้ทรงทดลองฝึก มหาดเล็กประจ าพระองค์ที่พระราชวังสราญรมย์ และ
พระราชวังสนามจนั ทรอ์ ยา่ งเงยี บๆ มากอ่ นถึง 3 ปีเม่อื ทรงเห็นวา่ ดแี ละมปี ระโยชน์จงึ โปรดใหต้ งั้ กองเสอื ปา่ ข้นึ
หลังจากทรงพระกรุณราโปรดเกลา้ฯ ให้ตั้งกองเสอื ป่าข้ีนแล้ว พระองค์ทรงเป็น นายกองใหญ่ผู้บังคับบัญชา
การเสือปา่ ทวั่ ราชอาณาจกั ร การเสอื ป่าได้ขยายไปทุกมณฑล ทุกคน ้ กอ่ นทีเ่ ขา้ประจา การต้องเขาพ้ ิธถี อื น้า
พิพฒั น์สตัยา พิธีนกี้ ระทา ขึน้ เปน็ คร่ังแรก เมอ่ื วนั ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ณ พระอุโบสถวดั พระศรีรัตน
ศาสดาราม 28 การลูกเสือไทย หลงจั ากที่ประเทศอังกฤษได้สถาปนาการลกู เสือขึน้ แลว้ ในปีพ.ศ. 2451 พระ
บาท สมเด็จพระมงกุฎเกลา้เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานกา เนินลูกเสือไทยขึน หลงัจากตั้งกองเสือป่า ได้

เพียง 2 เดือน คอื วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 และเปน็ ประเทศท่ี 3 ท่ีตง้ั กองลูกเสอื ขึ้นในโลก กองลูกเสือ
แห่งแรกในประเทศไทย กองลูกเสือแห่งแรกในประเทศไทยตั้งขึ้นท่ีโรงเรียนมหาดเล็กหลวง คือ โรงเรียน
วชิราวุธวิทยาลัย ได้นามว่า กองลูกเสอื กรงุ เทพที่ 1 ร. 6 ไดท้ รงพระราชทาน วโรกาสใหก้ องลูกเสือ โรงเรียน
มหาดเล็กหลวงเข้าเฝ้ า ณ สโมสรสนามเสอื ป่ าในพ.ศ. 2454 และได้พระราชทานนามกอง ลูกเสือโรงเรยี น
มหาดเลก็ หลวงนีว้ ่า “กองลูกเสือหลวง”
กำเนดิ ลูกเสือโลก

โรเบริ ์ต สตเี ฟนสนั สไมธ์ เบเดน-โพเอลล์ (Robert Stephenson Smyth Baden - Powell) หรอื มกั จะ
เรียกกนั ส้ัน ๆ ว่า ลอรด์ เบเดน-โพเอลล์ และรจู้ กั กันดีในวงการลกู เสือในนาม บี.พี. (B.P.) คือผทู้ ใ่ี หก้ ำเนดิ
กจิ การลูกเสือ (SCOUT) ข้นึ มาในโลกใบน้ี การกำเนิดของลกู เสอื ไมไ่ ดเ้ กิดขึ้นเพยี งข้ามคืน แต่บ่มเพาะอยใู่ นตัว
ของทา่ น บี.พี. มาอยา่ งยาวนาน

เมอื่ อายุได้ 19 ปี ทา่ นไดเ้ ขา้ รว่ มกบั กองทหารมา้ ของอังกฤษไปประจำอยทู่ ่ีอนิ เดยี ความสามารถอัน
โดดเด่นด้านการใชช้ ีวติ กลางแจ้งของท่าน แสดงใหเ้ หน็ จากการที่ท่านไดร้ บั รางวลั การล่าหมปู า่ บนหลงั มาด้วย
หอกเลม่ เดยี ว (Pig Sticking) ซง่ึ เปน็ กีฬาทอี่ นั ตราย และไดร้ บั ความนิยมอย่างมาก

บ.ี พ.ี มพี ่นี อ้ ง 7 คน อยู่กบั มารดา โดยกำพร้าบิดาตงั้ แตอ่ ายุ 3 ขวบ ในวัยเดก็ ของท่านแสดงใหเ้ หน็ ถงึ
นสิ ัยรกั ผจญภัย และชอบใช้ชีวติ กลางแจง้ ท่านมกั จะเดนิ ทางไกลไปพกั แรมรว่ มกบั พนี่ อ้ งของท่านตามที่ต่าง ๆ
ในองั กฤษ ชอบท่องเที่ยวในปา่ รอบโรงเรียน ซมุ่ ดสู ตั วต์ า่ ง ๆ นอกจากน้นั ยงั เป็นผรู้ กั ษาประตมู อื ดี และเปน็
นกั แสดงละครท่ไี ด้รับความนยิ มในโรงเรยี น รวมทงั้ รกั ดนตรี และวาดภาพอีกดว้ ย

ในปี ค.ศ. 1887 บ.ี พ.ี ไดไ้ ปประจำการอยใู่ นแอฟริกา ซง่ึ ตอ้ งรบกบั ชนเผ่าพ้นื เมอื งทป่ี ่าเถ่ือนดรุ ้าย
ไม่ว่าจะเปน็ ซลู ู อาซนั ติ หรือมาตาบีลี และด้วยความสามารถของทา่ นในการสอดแนม การสะกดรอย รวมทงั้
ความกลา้ หาญของท่าน ทำใหท้ ่านเป็นทหี่ วาดกลัวของบรรดาชนพ้ืนเมืองจนถงึ กบั ต้ังฉายาท่านว่า "อิมปซี ่า"
(Impeesa) หมายความว่า "หมาปา่ ผไู้ มเ่ คยหลบั นอน" และดว้ ยความสามารถของทา่ น ทำใหท้ ่านได้เล่ือนยศ
อยา่ งรวดเร็ว

ในปี ค.ศ. 1889 องั กฤษมปี ัญหาด้านความสัมพันธก์ บั สาธารณรัฐทรานสวาล พันเอก เบเดน-โพ

เอลล์ ไดร้ ับคำส่ังให้นำทหารมา้ สองกองพนั เดนิ ทางไปปอ้ งกนั เมอื งมาฟอคี งิ ซงึ่ เป็นเมอื งยทุ ธศาสตรส์ ำคญั
เพราะตงั้ อยูใ่ จกลางของแอฟรกิ าใต้ ท่นี ี่เองเปน็ สถานที่ท่ีทำใหท้ ่านได้รบั ช่ือเสียงเปน็ อย่างมาก ในการรักษา
เมอื งไว้จากเงอ้ื มมอื ของข้าศกึ ทล่ี อ้ มอยู่ดว้ ยกำลังมากกวา่ อยา่ งมหาศาลไวไ้ ดถ้ ึง 217 วัน จนกระทงั่ กองทหาร
ขององั กฤษไดบ้ กุ เข้าไปช่วยเหลือเปน็ ผลสำเร็จ

หลังจากศึกคราวนี้ ทา่ นไดเ้ ลอื่ นยศเป็นพลตรี และไดร้ ับการนบั ถือจากชาวองั กฤษให้เปน็ วรี บรุ ษุ

ในปี ค.ศ. 1901 บ.ี พี. เดินทางกลบั ไปยงั อังกฤษ และดว้ ยชื่อเสียงของท่านในฐานะวีรบุรษุ ทำ
ใหห้ นงั สือที่ทา่ นเขยี นข้นึ เพ่ือให้ทหารอ่าน ช่ือ "Aids to Scoutting" หรอื "การสอดแนมเบ้ืองต้น" ไดร้ บั ความ
นยิ มจนกระทงั่ นำไปใช้เป็นแบบเรียนในโรงเรียนชายมากมาย

จุดนเ้ี อง ทำให้ บี.พ.ี เกดิ ประกายความคิดถึงโอกาสทีจ่ ะพฒั นาเดก็ อังกฤษให้เตบิ โตขึ้นเปน็
ผใู้ หญท่ ี่เขม้ แขง็ เพราะถา้ หนงั สือสำหรบั ผู้ใหญเ่ กย่ี วกบั การปฏิบัตกิ ารสอดแนม สามารถดึงดูดความสนใจของ
เดก็ ได้ ถา้ ทา่ นทำหนงั สือสำหรบั เด็กโดยเฉพาะกค็ งจะได้ผลมากยงิ่ ขึ้น

บ.ี พี. จงึ เรมิ่ ศกึ ษาเรอ่ื งราวของการฝึกอบรมเดก็ จากทกุ ยุคทุกสมยั และนำประสพการณใ์ น
อนิ เดีย และแอฟริกา มาดดั แปลง และคอ่ ย ๆ พฒั นาความคิดเกี่ยวกบั การลกู เสืออยา่ งช้า ๆ ด้วยความ
ระมัดระวัง จนกระทงั่ ฤดูรอ้ นของปี ค.ศ. 1907 ท่านจงึ ไดร้ วบรวมเด็กยส่ี ิบคน ไปพกั แรมกบั ท่านท่เี กาะบราว
ซี (Brownsea) ในชอ่ งแคบองั กฤษ ซ่งึ นับเปน็ การอยู่คา่ ยพกั แรมของลกู เสอื ครัง้ แรกของโลก และประสพ
ผลสำเรจ็ อย่างงดงาม

ต้นปี ค.ศ. 1908 บ.ี พี. ไดจ้ ัดพิมพค์ ูม่ อื การฝกึ อบรมข้ึน แบง่ ออกเป็นหกตอนในชอ่ื
"Scoutting for Boys" หรอื "การสอดแนมสำหรบั เด็ก" ซ่งึ มภี าพประกอบท่ีเขียนโดยตวั ท่านเองอยดู่ ว้ ย เมอ่ื
หนงั สอื เริ่มวางจำหน่าย แมแ่ ตต่ ัวท่านเองกไ็ มน่ ึกไมฝ่ ันว่า มนั จะเป็นจดุ ทีท่ ำใหเ้ กดิ กองลกู เสอื ข้นึ มากมาย ไม่
เฉพาะในอังกฤษเท่านน้ั แต่แพร่หลายไปในหลาย ๆ ประเทศอีกด้วย

เม่ือกจิ การลกู เสอื เตบิ โตขนึ้ บี.พ.ี ได้มองเหน็ โอกาสท่จี ะได้ทำประโยชน์ให้กบั สงั คมได้ ด้วย

การใช้การลกู เสอื บม่ เพาะเด็กรนุ่ ใหม่ใหเ้ ปน็ พลเมืองดี แทนท่จี ะตอ้ งมาฝกึ ผ้ใู หญใ่ ห้เป็นทหาร ทา่ นจึงได้ลาออก
จากกองทัพในปี ค.ศ. 1910 ขณะทม่ี ยี ศพนั โท เพื่อเดินเข้าสูช่ วี ิตท่ที ่านเรยี กวา่ "ชวี ติ ท่ีสอง" (Second Life)
ที่ให้บริการโลกใบน้ีด้วยกิจการลูกเสอื และได้รบั ผลรางวลั เปน็ ความรกั และนบั ถือจากลกู เสอื ทั่วโลก

เมอื่ บ.ี พี. มอี ายคุ รบ 80 ปี กำลงั ของทา่ นกเ็ รมิ่ ทรุดลง ทา่ นได้กลบั ไปพักผอ่ นในช่วงบ้ัน
ปลายชวี ิตในแอฟรกิ าท่ที า่ นรกั และถงึ แกก่ รรมในวันท่ี 8 มกราคม ค.ศ. 1941 เมอื่ มอี ายุ 84 ปี
ค.ศ. 1907 - มีการเข้าค่ายพักแรมลูกเสือเป็นครงั้ แรก ท่ีเกาะบราวซี

ค.ศ. 1908 - หนงั สือ Scoutting for Boys ตีพมิ พ์ และเรมิ่ กำเนิดกองลกู เสือขึน้ ในหลายประเทศ
ค.ศ. 1909 - จดั ตงั้ สำนักงานลกู เสือองั กฤษ และมกี ารชุมนมุ ลกู เสือองั กฤษเปน็ ครง้ั แรก
ค.ศ. 1910 - จัดตงั้ กองลูกเสอื หญิง (Birl Guide) โดยมีแอกนสี นอ้ งสาวของ บ.ี พ.ี เป็นหวั หนา้

ค.ศ. 1911 - จดั ตง้ั กองลูกเสอื สมุทร
ค.ศ. 1912 - บ.ี พ.ี เดินทางไปเย่ียมลูกเสอื ในประเทศต่าง ๆ รอบโลก
ค.ศ. 1914 - เกิดสงครามโลกครง้ั แรก บ.ี พี. มอบลกู เสอื ใหท้ ำหน้าทีช่ ว่ ยทหาร เช่น รักษาสะพาน และ

สายโทรศพั ท์ ทำหน้าที่ผสู้ ่ือข่าว ช่วยงานในโรงพยาบาล
ค.ศ. 1916 - จัดตงั้ กองลกู เสอื สำรอง
ค.ศ. 1918 - จัดตง้ั กองลกู เสอื วิสามญั (Rover Scout)

ค.ศ. 1919 - ตัง้ กลิ เวลลป์ ารด์ (Gilwell Park) และเรม่ิ ดำเนนิ การฝกึ อบรมวชิ าผกู้ ำกบั ลกู เสอื ข้นั วูดแบดจ์
ค.ศ. 1920 - มกี ารชุมนมุ ลกู เสอื โลกครง้ั แรกทก่ี รงุ ลอนดอน ประเทศองั กฤษ และ บ.ี พี. ได้รบั เลือกใหเ้ ป็น
ประมขุ ของคณะลูกสือโลก (Chief Scout of the World)

ค.ศ. 1922 - บ.ี พี. เขยี นหนงั สือ "Rovering to Success" หรอื "การทอ่ งเทยี่ วส่คู วามสำเรจ็ " ซง่ึ เป็นค่มู ือ
สำหรบั ลกู เสอื วสิ ามัญ
ค.ศ. 1926 - จดั ตงั้ กองลกู เสอื พิการ

ค.ศ. 1937 - บี.พี. ได้รับพระราชธานบรรดาศกั ดเ์ิ ป็น Lord Baden Powell of Gilwell
ค.ศ. 1941 - บ.ี พี. ถึงแกก่ รรมเมอื่ อายุได้ 84 ปี

ปี ค.ศ. 1912 บี.พ.ี เดินทางรอบโลกไปพบปะกับลกู เสอื ในประเทศตา่ ง ๆ และเร่มิ ตน้

เสรมิ สรา้ งการเป็นพีน่ อ้ งกันของลกู เสอื ทัว่ โลก นา่ เสยี ดายทสี่ งครามโลกครง้ั ท่หี นง่ึ ทำใหง้ านนต้ี ้องหยุดชงักลง
ช่ัวขณะ แต่ก็เรม่ิ สานตอ่ หลงั จากสงครามสนิ้ สดุ ลง จนกระทง่ั ปี ค.ศ. 1920 ก็ไดจ้ ัดให้มีการชมุ นุมลูกเสือ
ระหวา่ งประเทศข้นึ ในกรุงลอนดอน

ซงึ่ ถอื เปน็ การชมุ นมุ ลกู เสอื โลกเป็นครงั้ แรก (1st World Jamboree) และในคืนวนั สดุ ทา้ ยของ
การชุมนมุ บรรดาลกู เสือทีเ่ ข้าร่วมชมุ นมุ กร็ ว่ มกนั ประกาศให้ บ.ี พ.ี ดำรงตำแหนง่ ประมขุ ของคณะลูกสอื โลก
(Chief Scout of the World) และเมอ่ื กจิ การลูกเสือดำเนนิ มาครบ 21 ปี พระเจา้ ยอรช์ ท่ี 5 ก็ได้

พระราชทานบรรดาศักดใ์ิ หท้ า่ นเป็นขนุ นาง มชี ่ือยศวา่ Lord Baden Powell of Gilwell

ใบงาน

ช่อื ………………………………........................................................................ระดบั ........................................

คำชแ้ี จง ใหล้ กู เสือตอบคำถามต่อไปนี้
1)พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว ทรงมพี ระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ถาปนากองเสือป่าข้ึน
เมื่อวนั ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เพ่ืออะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2)นอกจากน้ีคำาถามในขอ้ (1) แลว้ พระองค์ยงั มพี ระราชประสงค์อะไรอกี บา้ ง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ าลกู เสอื กศน.3 รหสั วชิ า สค 32035

ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรียนรู้ แบบพบกลมุ่ ครงั้ ท่ี 12 ( จำนวน 6 ชั่วโมง )
เรอ่ื ง 1. วินยั และความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย

2. ลกู เสอื กศน. กบั การพฒั นา
3. ลกู เสอื กศน. กับจติ อาสา และการบรกิ าร
4. การเขยี นโครงการเพอ่ื พฒั นาชมุ ชนและสงั คม
วนั ที่ .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตวั ชว้ี ดั
1. อธบิ ายความหมาย และความสำคญั ของวินัย

2. อธิบายผลกระทบจากการขาดวินยั
3. ยกตวั อยา่ งแนวทางการเสริมสรา้ งวินยั และความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย

4. อธิบายระบบหมลู่ กู เสอื

5. อธิบายการพฒั นาภาวะผ้นู ำ –ผตู้ าม
6. อธบิ ายความเปน็ มา และความสาคัญของลูกเสอื กศน.

7. อธบิ ายลกู เสือ กศน. กบั การพัฒนา

8. อธิบายบทบาทหน้าทขี่ องลกู เสือ กศน. ที่มีตอ่ ตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน และสังคม
9. ระบบุ ทบาทหนา้ ที่ของลกู เสอื กศน. ทม่ี ีต่อสถาบนั หลกั ของชาติ

10. อธิบายความหมาย และความสาคญั ของจติ อาสา และการบรกิ าร

11. อธบิ ายหลกั การของจิตอาสา และการบรกิ าร
12. เสนอผลการปฏบิ ัตติ นในฐานะลกู เสอื กศน.เพือ่ เปน็ จิตอาสาและการใหบ้ ริการ อยา่ งนอ้ ย 2 กจิ กรรม

13. ยกตัวอยา่ งกิจกรรมจติ อาสา และการบรกิ ารของลกู เสอื กศน. อย่างนอ้ ย 2 กจิ กรรม
14. อธบิ ายความหมาย ความสาคญั ของโครงการ

15. จำแนกลกั ษณะของโครงการ

16. ระบุองค์ประกอบของโครงการ
17. อธิบายขนั้ ตอนของการเขยี นโครงการ

18. บอกขัน้ ตอนการดำเนินงานตามโครงการ

19. อภปิ รายผลการปฏิบัตงิ านตามโครงการและการเสนอผลการดำเนินงาน

เนอ้ื หา
1. วนิ ยั และความเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย
เรือ่ งท่ี 1 วินยั และความเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย

1.1 ความหมายของวินัย และความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย

1.2 ความสาคญั ของวนิ ยั และความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย
เรอ่ื งที่ 2 ผลกระทบจากการขาดวนิ ัย
เรื่องท่ี 3 แนวทางการเสรมิ สรา้ งวนิ ัย และความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
เรอ่ื งที่ 4 ระบบหมลู่ กู เสอื
เรื่องที่ 5 การพฒั นาภาวะผูน้ ำ –ผู้ตาม
2. ลกู เสือ กศน. กบั การพัฒนา
เรอ่ื งท่ี 1 ลูกเสือ กศน.

1.1 ความเปน็ มาของลกู เสือ กศน.
1.2 ความสาคัญของลกู เสือ กศน.
เรื่องที่ 2 ลกู เสอื กศน. กบั การพฒั นา
เรื่องท่ี 3 บทบาทหนา้ ทข่ี องลกู เสือ กศน. ทมี่ ตี อ่ ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และสังคม
เรื่องท่ี 4 บทบาทหน้าที่ของลูกเสอื กศน. ทีม่ ตี อ่ สถาบันหลกั ของชาติ
3. ลกู เสอื กศน. กบั จิตอาสา และการบรกิ าร
เร่อื งที่ 1 จติ อาสา และการบรกิ าร
1.1 ความหมายของจิตอาสา
1.2 ความสาคญั ของจติ อาสา
1.3 ความหมายของการบริการ
1.4 ความสาคญั ของการบรกิ าร
เรื่องที่ 2 หลกั การของจิตอาสา และการบรกิ าร
2.1 หลักการของจติ อาสา
2.2 หลักการของการบรกิ าร
เรอ่ื งท่ี 3 การปฏบิ ตั ิตนในฐานะลกู เสอื กศน. เพื่อเป็นจิตอาสา และใหก้ ารบริการ
เรอ่ื งที่ 4 กิจกรรมจติ อาสา และการใหบ้ รกิ ารของลกู เสอื กศน.
4. การเขียนโครงการเพอ่ื พฒั นาชมุ ชนและสงั คม
เรอ่ื งที่ 1 การเขียนโครงการเพ่ือพฒั นาชมุ ชนและสงั คม
1.1 ความหมายของโครงการ
1.2 ความสาคญั ของโครงการ
เร่ืองท่ี 2 ลักษณะของโครงการ
เรื่องท่ี 3 องค์ประกอบของโครงการ
เร่ืองท่ี 4 ขั้นตอนการเขยี นโครงการ
เร่อื งที่ 5 การดาเนินการตามโครงการ
เรือ่ งที่ 6 การสรปุ รายงานผลการดาเนินงานโครงการเพอื่ เสนอต่อทปี่ ระชุม

กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้

ขนั้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปัญหา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
ครูทักทายและสอบถามนักศึกษา และอธิบายความหมายความสำคัญเก่ียวกับวินัย และความเป็น
ระเบียบเรียบร้อย ลูกเสือ กศน. กับการพัฒนา ลูกเสือ กศน. กับจิตอาสาและการบริการ และการเขียน
โครงการเพ่อื พัฒนาชุมชนและสังคม
ขน้ั ที่ 2 แสวงหาขอ้ มลู และการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

1. นำเสนอกิจกรรมการเรียนรตู้ อ่ เนอื่ ง (กรต.) และแลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกัน
กลุ่มท่ี 1 วินัย และความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย
กล่มุ ท่ี 2 ลูกเสือ กศน. กบั การพฒั นา
กล่มุ ท่ี 3 ลกู เสือ กศน. กบั จิตอาสา และการบรกิ าร
กลุ่มท่ี 4 การเขียนโครงการเพอื่ พัฒนาชุมชนและสงั คม

2. ผ้เู รยี นทำใบงานและสรปุ องค์ความรู้และบนั ทกึ ผลการเรยี นรู้ทีไ่ ดจ้ ากการเรียนรู้
3. ผเู้ รยี นนำความรู้ทไ่ี ดจ้ ากการเรียนรมู้ าปรบั ใชเ้ ปน็ ในชีวิตประจำวนั
4. มอบหมายงาน กรต.ครง้ั ตอ่ ไป
ขั้นที่ 3 การปฏิบตั ิและการนำไปประยุกต์ใช้ (Implementation : I)
1. ให้นกั ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรภู้ ายในกลุม่ ตามใบงานท่ไี ด้รบั และสง่ ตัวแทนนำเสนอหน้า
ชนั้ เรยี น
2. ครแู ละนกั ศึกษารว่ มกนั สรปุ องค์ความรู้รว่ มกัน
3. ครูใหน้ กั ศกึ ษาแบง่ กลมุ่ มอบหมายงานการเรียนร้ตู ่อเนอื่ ง (กรต.) ออกเป็น 4 กลุ่ม

กล่มุ ท่ี 1 ทักษะลูกเสอื
กลมุ่ ที่ 2 ความปลอดภัยในการเข้ารว่ มกจิ กรรมลูกเสอื
กลุ่มท่ี 3 การปฐมพยาบาล
กล่มุ ที่ 4 การเดินทางไกล อยคู่ า่ ยพกั แรม และชีวติ ชาวค่าย
ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)
1. ผู้เรยี นทำใบงาน/แบบทดสอบ
2. ผู้เรียนสรปุ องคค์ วามรู้ เพ่อื ต่อยอดในการพบกลุ่มครง้ั ต่อไป

ส่ือการเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาลูกเสอื กศน.3 รหสั วิชา สค 23035
2. ใบความรู้

3. ใบงาน

4. แบบทดสอบ

5. สอื่ Internet

การวดั และประเมิน
1. สังเกต

2. ใบงาน

3. แบบทดสอบ

4. การรายงานและการนำเสนอ

แหลง่ เรียนรู้

1 กศน.ตำบล
2 ห้องสมุดประชาชน
3 สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรียนในตำบล

ตวั ชว้ี ดั การเรียนรู้
1 ร้อยละ 80 นักศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเป็นของการ

พฒั นาอาชพี เพอื่ ความเข้มแขง็
2 ร้อยละ 80 นกั ศึกษาสามารถบอกความจำเป็น และคณุ คา่ ของการวเิ คราะหศ์ ักยภาพของ

ธรุ กจิ
3 รอ้ ยละ 80 นกั ศึกษาสามารถวิเคราะหต์ ำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะต่าง ๆ

ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ลงชื่อ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชอ่ื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้

เร่อื งท่ี 1 วินัยและความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
การประกอบกจิ กรรมทกุ อยา่ งหรอื การฝกึ อบรมทกุ ประเภทท่ที ำกับคนหม่มู ากถา้ ขาดวนิ ัยเสยี แล้วก็

เท่ากับเป็นการลม้ เหลวทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งโดยส้ินเชงิ ลกู เสือทมี่ รี ะเบียบวนิ ัยเชื่อฟงั ปฏบิ ัตติ ามคำสั่งผู้บงั คบั บัญชา
ยอ่ มท่จี ะเป็นพลเมอื งดใี นอนาคต ลูกเสือท่ไี ด้รบั การฝกึ อบรมอยา่ งดีสามารถเป็นผู้นำได้ เพราะว่าเป็นคนท่ี
รกั ษาสตั ย์ ประพฤตติ นตามกฎกติกาเปน็ คนมีน้ำใจเมตตาอารี เสยี สละ สงิ่ เหลา่ น้ียอ่ มติดตัวไปเป็นนสิ ยั เกดิ ข้ึน
ในตัวเองตลอดเวลาวนิ ัยจงึ เป็นสง่ิ จำเปน็ มากในกองลกู เสือ คนท่ีมีคณุ ภาพควรได้รับการฝกึ ฝนใหม้ ีระเบียบวนิ ัย
ทำใหร้ จู้ ักการทำตนเปน็ ผอู้ ยู่ใต้บังคบั บญั ชาของผทู้ ีเ่ ปน็ หวั หน้า หรือทำตนในฐานะเป็นผู้บงั คับบญั ชาเปน็
แบบอย่างที่ดไี ด้ ซ่งึ จะนำประโยชนม์ าให้ตน ทงั้ ในด้านส่วนตวั และหน้าท่กี ารงาน วนิ ยั มีความจำเป็นอย่างยงิ่ ท่ี
สร้างและส่งเสรมิ เยาวชนจะไดเ้ ป็นพลเมอื งทม่ี ีคุณภาพตง้ั แต่ยงั อยใู่ นเยาว์วยั เมอ่ื เติบใหญ่จะเป็นกำลงั สำคญั
ช่วยพฒั นาประเทศชาตใิ ห้เจรญิ รงุ่ เรอื งสืบไป

1.1 ความหมายของวนิ ยั และความเป็นระเบียบเรียบร้อยวินยั และความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย
หมายถงึ การกระทำหรอื งดเวน้ การกระทำตามระเบยี บ กฎเกณฑ์ ขอ้ บังคับ สำหรบั ควบคมุ ความประพฤตทิ าง
กาย วาจา ของคนในสังคมใหเ้ รียบรอ้ ยดงี าม เป็นแบบแผนอันหน่งึ อนั เดียวกัน เพ่อื การอยรู่ ่วมกนั ดว้ ยความสขุ
สบายไมก่ ระทบกระทงั่ ซึ่งกนั และกนั วนิ ัยและความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยช่วยให้คนในสงั คมหา่ งไกลความชว่ั
ทัง้ หลาย สามารถอยู่ร่วมกนั เป็นหมเู่ หลา่ ถ้าขาดวินัยและความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ยตา่ งคนตา่ งทำตาม
อำเภอใจ ความขดั แยง้ และลกั ล่นั กจ็ ะเกดิ ข้นึ ยิ่งมากคนก็ยงิ่ มากเร่อื งไมม่ ีความสงบสุข การงานทท่ี ำก็จะเสยี ผล
วนิ ยั มี 2 ประการ
ก. วนิ ัยภายนอก ซึง่ เกิดจากการให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำในการฝึกอบรมต้องเข้มงวดตามลกั ษณะ หรอื
กจิ การแต่ละประเภท เพือ่ ทีจ่ ะให้ปฏิบตั จิ นเกดิ ลกั ษณะนสิ ยั วนิ ัยภายนอกไม่ย่ังยืนอยู่ได้นาน หากว่าผทู้ ่ไี ม่
พอใจกอ็ าจละเลย หรอื วางเฉย เมอื่ ไม่มีการกำหนดไว้ หรอื ไมม่ ีใครรเู้ หน็
ข. วินยั ภายใน เป็นทีพ่ ึงประสงคเ์ พราะเปน็ วนิ ยั ท่ีจะปฏบิ ัตดิ ว้ ยความเต็มใจเพราะเหน็ คุณค่าการฝึกอบรมจึง
ต้องเน้นหนักในการสรา้ งวินยั ภายในด้วยการกวดขนั การประพฤติปฏิบตั ิอย่างจรงิ จงั และต่อเนื่อง วนิ ยั ภายใน
เป็นสิง่ ทตี่ ้องการให้มอี ยใู่ นทุกตัวตน
1.2 ความสำคัญของวินยั และความเป็นระเบยี บเรียบร้อย

ความสำคัญของวินัยในตนเองมีอยา่ งนอ้ ย 2 ประการประการท่ีหนงึ่ เหตผุ ลเก่ียวกบั ประโยชน์สว่ นตัว
แต่ละบุคคล ในเรอ่ื งการแสวงหาความรู้ เนื่องจากปจั จบุ นั มอี ยู่มากมาย ไมอ่ าจบรรจไุ วใ้ นหลกั สตู รไดห้ มดแต่
ละคนจงึ ควรแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง นอกเหนือจากท่ีปรากฏในหลกั สูตรของสถานศกึ ษา ฉะน้นั
จงึ จำเปน็ ตอ้ งฝึกใหม้ กี ารควบคมุ ตนเอง มคี วามเฉลยี วฉลาด และมคี วามเป็นอสิ ระ เพอ่ื จะไดแ้ สวงหาความรู้
เพิ่มเตมิ ใหม้ ากทสี่ ุดประการทีส่ อง ชมุ ชนจะเจรญิ และมีความม่ันคงยง่ั ยืนต่อไปได้ จะต้องอาศยั พลเมืองแตล่ ะ
คนทำความดีและเสียสละให้แก่ชมุ ชน ไม่แสวงหาประโยชนส์ ว่ นตวั เทา่ นั้นลกั ษณะของผมู้ วี ินัยในตนเอง
พฤตกิ รรมของผู้มีวนิ ัยในตนเอง มดี ังนี้
1) มีความเช่อื อำนาจภายในตนเอง
2) มีความเปน็ ผนู้ ำ
3) มีความรบั ผิดชอบ
4) ตรงต่อเวลา
5) เคารพต่อระเบียบกฎเกณฑ์ทง้ั ต่อหนา้ และลบั หลงั ผอู้ น่ื

6) มคี วามซื่อสัตยส์ จุ รติ
7) รูจ้ ักหน้าท่ีและกระทำตามหน้าทเี่ ป็นอย่างดี
8) รู้จกั เสยี สละ
9) มคี วามอดทน
10) มคี วามตง้ั ใจเพยี รพยายาม
11) ยอมรบั ผลการกระทำของตน

เรือ่ งท่ี 2 ผลกระทบจากการขาดวนิ ยั และขาดความเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย
งท่ี2 ผลกระทบจากการขาดวินยั และขาดความเปร็ ียบรอ้ ย

การทบี่ ุคคลขาดวินัยและความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยในตนเองมผี ลทำให้ขาดวนิ ัยความเป็นระเบยี บ
เรยี บร้อยทางสังคมไปด้วยวนิ ัยในตนเองเป็นพืน้ ฐานของการควบคุมตัวเองใหม้ วี ินยั ทางสงั คมการมวี ินัยใน
ตนเองจึงเป็นสิง่ ทคี่ วรไดร้ บั การสง่ เสรมิ เพอ่ื เปน็ พน้ื ฐานของการควบคุมตนเองซง่ึ จะนำไปสู่การสรา้ งวินยั ทาง
สังคม การมีวนิ ัยจงึ ถอื เปน็ พ้นื ฐานในการดำเนินกจิ กรรมในสงั คมและการรวมกนั อยูข่ องกลมุ่ การปลกู ฝงั วินยั จะ
ทำใหบ้ ุคคลยอมรบั กฎเกณฑท์ สี่ ังคมกำหนดและวนิ ยั ยังเป็นวฒั นธรรมทางสงั คมซึง่ จะทำใหเ้ ดก็ เรียนรู้
พฤติกรรมทสี่ งั คมยอมรบั ทำใหพ้ ัฒนาตนเองสคู่ วามเปน็ ผ้ใู หญ่ทีส่ ามารถควบคมุ ตนเองไดม้ ีมโนธรรมท่ดี ีและมี
ความมัน่ คงทางอารมณ์ ดว้ ยเหตนุ ี้การปลูกฝงั ความมีวนิ ยั ในตนเองใหแ้ กค่ นในชาตเิ พอื่ สร้างความเจรญิ รงุ่ เรือง
แกบ่ า้ นเมอื งนน้ั ควรเรม่ิ ต้นท่ีเยาวชนโดยใหป้ ระพฤตแิ ละฝกึ ฝนจนเปน็ นสิ ยั เพอ่ื จะไดเ้ ปน็ ผู้ใหญท่ ่มี ีวนิ ัยใน
อนาคต

วนิ ยั ทีด่ ีเกิดจากความรักความเล่ือมใสศรัทธา เดก็ ๆ ย่อมเชอื่ ฟังและเคารพเล่ือมใสผทู้ ฉี่ ลาดกวา่ ตน มอี ายุ
มากกว่าตน รปู รา่ งใหญก่ วา่ ตน ผูก้ ำกบั ลกู เสอื จงึ เปน็ กญุ แจดอกสำคัญในการสรา้ งสมวนิ ยั ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในตัวเดก็ ผู้
กำกับลกู เสอื จึงตอ้ งวางตวั ให้ดีทสี่ ุด มีบคุ ลกิ ภาพท่ีน่านับถือ ย้มิ แย้มแจม่ ใสพูดจากชัดถอ้ ยชัดคำ เด็กกจ็ ะเกิด
ความสนใจ รกั ใคร่นบั ถอื นิยมชมชอบและเลอ่ื มใสศรัทธา เดก็ กจ็ ะใหค้ วามรว่ มมอื ในอนั ท่จี ะปฏิบตั ติ าม
กฎเกณฑ์ตา่ ง ๆ ซึง่ ผลทสี่ ุด การปฏบิ ัติตามคำสั่งหรอื ปฏิบัตติ ัวใหอ้ ยใู่ นระเบียบวนิ ยั ของลูกเสอื กจ็ ะดูเปน็ ของ
ง่ายและผู้กำกบั ลูกเสือกค็ วรจะกวดขันในเรอ่ื งวนิ ัย และการเช่อื ฟงั ปฏบิ ตั ิตามคำสง่ั ดว้ ยความรวดเร็วและ
เครง่ ครดั แมใ้ นเร่ืองเลก็ ๆ นอ้ ย กไ็ มค่ วรปลอ่ ยเลยไป
กองลกู เสอื ใดมรี ะเบียบวินัยท่ีดแี ลว้ กองลูกเสอื น้ันกจ็ ะมคี วามสขุ ประสบผลสำเรจ็ ในกจิ การตา่ ง ๆ ได้โดยง่าย
ส่ิงทจี่ ะชว่ ยทำใหล้ กู เสือได้มรี ะเบยี บวินยั ท่ดี ี ได้แก่

1. การใชค้ ำส่ังใหป้ ฏบิ ตั อิ ย่างงา่ ย ๆ เป็นคำสั่งตรง ๆ มจี ดุ หมายที่แน่นอน ไมใ่ ชเ่ ป็นคำสงั่ ที่เกิดจากการข่มขู่

2. พิธกี ารตา่ ง ๆ เพราะในพิธกี ารต่าง ๆ ทำให้ลกู เสอื อยู่ในอาการสำรวม

3. การตรวจในการเปิดประชุมกองและปิดประชุมกอง หรือการตรวจการอยูค่ ่ายพกั แรมในตอนเช้า เป็นการ
ชว่ ยให้ลูกเสอื ได้รกั ษามาตรฐานและระเบียบวินัยของกองลกู เสอื ให้มรี ะดบั ดีข้ึน

4. เคร่อื งแบบมคี วามหมายสำหรบั ชือ่ เสียงของขบวนการกองลูกเสอื บคุ คลภายนอกเขาจะมองและตดั สนิ เรา
ดว้ ยส่ิงท่ีเขาเห็นเทา่ น้ัน ผู้แตง่ เครือ่ งแบบจะต้องสำรวมกริ ิยาวาจาไมก่ ระทำการใดทจ่ี ะทำใหเ้ ส่อื มเสยี

5. การอยูค่ ่ายพักแรมตอ้ งทำงานรว่ มกนั อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

6. การเดนิ ทางไกล ไดร้ บั ความเหนด็ เหนอื่ ย ตอ้ งอดทน เหน็ ใจซงึ่ กันและกัน

7. ระเบยี บแถว เปน็ วธิ ีการฝกึ ทจ่ี ะตอ้ งใหป้ ฏบิ ตั ติ ามคำบอกคำสงั่

8. สง่ิ แวดลอ้ มที่มองเห็นเปน็ แบบอย่างทจี่ ะกระทำตาม

9. ตัวอยา่ งทีด่ ขี องผกู้ ำกบั เปน็ เรือ่ งสำคญั ทส่ี ดุ ทีล่ กู เสือจะเกดิ ศรทั ธายึดถือเปน็ แบบอย่าง

วิธีการพัฒนาวินยั ในตนเอง

1. วินยั ในตนเอง หมายถงึ ความสามารถของบคุ คลในการควบคมุ อารมณแ์ ละพฤตกิ รรม โดยเกิดจาก
ความรู้สึกมองเหน็ คุณค่าในการปฏบิ ตั ิดว้ ยตนเอง มิได้เกดิ จากอิทธิพลภายนอก เช่น ระเบยี บ คำสง่ั การบังคบั
ถงึ แม้จะมอี ุปสรรคก็ยงั ไมเ่ ปลย่ี นพฤตกิ รรม

2.การเสรมิ สรา้ งวินัยในตนเอง ต้องเริ่มต้นจากตนเองเป็นอันดบั แรก ทง้ั นเี้ พราะมคี วามเก่ียวขอ้ งกบั
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมนุษย์กบั มนษุ ย์ และความสัมพันธร์ ะหว่างมนุษย์กบั ธรรมชาติ สังคมมนุษยจ์ ำเปน็ ตอ้ งมี
วนิ ยั เพอื่ ทำใหเ้ กดิ ระบบระเบยี บ ซ่งึ เปน็ ปจั จัยสำคัญในการสรา้ งความสงบสุข และความเจริญก้าวหนา้ แก่ชวี ิต
และสงั คม

3. สร้างวินัยโดยการทำใหเ้ ป็นพฤตกิ รรมเคยชนิ วธิ ีฝกึ วินยั ทดี่ ีทส่ี ุดต้องอาศยั ธรรมชาติของมนษุ ยท์ ่ี
ดำเนนิ ชวี ติ กนั ด้วยความเคยชินเป็นส่วนใหญ่ แลว้ ก็ยดึ ม่ันในความพงึ พอใจในพฤตกิ รรมท่ีเคยชนิ นั้น การฝกึ คน
ต้องใชค้ วามสามารถและต้องมีระบบต้องสอดคล้องกับธรรมชาตใิ หเ้ กิดพฤติกรรมเคยชิน ถอื วา่ ตอ้ งสรา้ งวินยั
ให้เป็นพฤตกิ รรมเคยชนิ

3.1 การสร้างวนิ ัยโดยใช้ปจั จยั อน่ื ชว่ ยเสริมวนิ ยั จะทำให้เกดิ ความสขุ และประพฤติปฏบิ ัตดิ ว้ ยความพงึ
พอใจ โดยใช้ปจั จยั อย่างอนื่ มาชว่ ยอีกกไ็ ด้ เช่น มีกัลยาณมิตร วนิ ัยกเ็ กดิ ไดง้ า่ ย มศี รัทธาและความรกั เป็น
องค์ประกอบเสรมิ ในการสร้างวนิ ัยจากพฤติกรรมท่ีเคยชนิ คือ

3.1.1 เป็นตน้ แบบทีด่ ีของพฤติกรรม (ศลี )

3.1.2 มีความรัก ทำให้เกดิ ความอบอนุ่ มีความเป็นกนั เองพร้อมศรทั ธาและความสุข (จติ ใจ)

3.1.3 มีเหตุมีผล เข้าใจเหตผุ ลและเห็นคุณคา่ ในส่งิ ทท่ี ำ (ปญั ญา)

2.4 สรา้ งวินัยด้วยแรงหนนุ ของสภาพจิตใจ คือ การตง้ั เป็นอดุ มคตใิ นจติ ใจทำให้ใจมีความฝกั ใฝม่ ุ่งม่นั
อยา่ งแรง มเี ป้าหมายอย่างแรง เป็นอดุ มคติ ใฝต่ ง้ั ใจจรงิ ปฏบิ ัติตามวนิ ัยมคี วามภูมใิ จรกั ษาวินัย

4. สร้างวินัยโดยใช้กฎเกณฑบ์ งั คับ การสร้างวินัยโดยใชก้ ฎหมาย หรอื กฎเกณฑ์บงั คบั ควบคุมโดยมกี าร
ลงโทษ วิธนี ี้ก็สรา้ งวนิ ยั ได้ บางคร้งั ได้ผลแตเ่ มอ่ื กฎเกณฑน์ น้ั ไม่บีบบงั คับรุนแรงเกนิ ไป และมชี ว่ งเวลายาว
พอทีจ่ ะให้คนผา่ นเข้าสู่ความเคยชนิ จนเขาไม่รตู้ วั พอกลายเปน็ ความเคยชนิ ไปแล้วกเ็ ขา้ สู่กฎธรรมชาตติ ามวธิ ี
แรก คือเป็นวินยั พืน้ ฐานทเี่ กิดขนึ้ โดยการสรา้ งพฤตกิ รรมเคยชนิ มันกลายเปน็ เรือ่ งของความเคยชนิ ตาม
ธรรมชาติทีม่ ารับทอดจากการใชอ้ ำนาจบีบบงั คบั อันนัน้ ต่างหากทไ่ี ด้ผล

ใบงาน

ชือ่ ……………………………….......................................................................ระดบั ........................................

1. อธิบายความหมาย และความสำคญั ของวนิ ยั
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

2. อธิบายผลกระทบจากการขาดวินยั
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................. ............................................
3. ยกตัวอยา่ งแนวทางการเสรมิ สรา้ งวนิ ยั และความเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย

............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................. ............................................
4. อธบิ ายระบบหมลู่ กู เสือ

................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
5. อธบิ ายการพฒั นาภาวะผ้นู ำ –ผตู้ าม

............................................................................................................................. ...................................
...................................................................................................................................................................... .......
........................................................................................................................... ..................................................
............................................................................................................................. ................................................

6. อธบิ ายความเปน็ มา และความสาคัญของลกู เสอื กศน..
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................

7. อธิบายลูกเสอื กศน. กบั การพัฒนา
............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................. ............................................
8. อธิบายบทบาทหน้าทข่ี องลกู เสอื กศน. ท่มี ีตอ่ ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และสงั คม
........................................................................................................................................ ........................
........................................................................................................... ..................................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
9. ระบบุ ทบาทหนา้ ที่ของลกู เสอื กศน. ท่มี ีตอ่ สถาบันหลกั ของชาติ
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................

10. อธบิ ายความหมาย และความสาคญั ของจิตอาสา และการบรกิ าร
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
.......................................................................................................................................................... ...................
11. อธบิ ายหลกั การของจิตอาสา และการบริการ
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
12. เสนอผลการปฏิบัติตนในฐานะลกู เสือกศน.เพือ่ เป็นจติ อาสาและการใหบ้ ริการ อย่างนอ้ ย 2 กจิ กรรม
............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................. ............................................

13. ยกตัวอย่างกิจกรรมจิตอาสา และการบริการของลูกเสอื กศน. อยา่ งน้อย 2 กจิ กรรม
.................................................................................................................................. ..............................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
...................................................................................................................................... .......................................
14. อธิบายความหมาย ความสาคญั ของโครงการ
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
15. จำแนกลักษณะของโครงการ
............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................. ............................................

16. ระบุองค์ประกอบของโครงการ
............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................. ............................................
17. อธิบายขั้นตอนของการเขยี นโครงการ
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชาลกู เสอื กศน.3 รหสั วชิ า สค 32035

ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบพบกลุ่ม ครง้ั ท่ี 13 ( จำนวน 6 ชว่ั โมง )
เรือ่ ง 1. ทกั ษะลกู เสอื

2. ความปลอดภยั ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรมลูกเสอื
3. การปฐมพยาบาล
4. การเดนิ ทางไกล อยู่ค่ายพักแรม และชวี ติ ชาวค่าย
5. การฝึกปฏิบัติการเดินทางไกล อยูค่ า่ ยพกั แรม และชวี ิตชาวค่าย
วันท่ี .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.
ตวั ชีว้ ัด
1. อธิบายความหมายและความสาคัญของแผนท่ี – เข็มทิศ

2. อธบิ ายสว่ นประกอบของเขม็ ทศิ

3. อธิบายวธิ กี ารใช้ Google Map

4. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของเง่อื นเชอื กและการผูกแน่น

5. ผกู เงอ่ื นเชอื กและบอกชอื่ เง่อื นพร้อมประโยชนข์ องเงอ่ื นอย่างนอ้ ย 5 เงอ่ื น

6. สาธิตวธิ ีการผูกเงอื่ นเชือก 1 วิธี

7. บอกความหมาย และความสาคญั ของความปลอดภัยในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมลกู เสือ

8. บอกหลักการ วธิ กี ารเฝ้าระวงั เบอื้ งตน้ ในการเขา้ ร่วมกิจกรรมลูกเสอื

9. อธบิ ายสถานการณห์ รอื โอกาสที่จะเกิดความไมป่ ลอดภัยในการเข้าร่วม กจิ กรรมลกู เสอื

10. อธบิ ายความหมายและความสาคัญของการปฐมพยาบาล

11. อธิบายวธิ กี ารปฐมพยาบาลกรณีต่าง ๆ อย่างนอ้ ย 3 วธิ ี

12. อธิบายการวดั สญั ญาณชพี และการประเมินเบอื้ งต้น

13. สาธิตวธิ กี ารช่วยชีวติ ขน้ั พน้ื ฐาน

14. อธิบายความหมายของการเดินทางไกล

15. อธบิ ายความหมายของการอยู่คา่ ยพกั แรม

16. อธบิ ายการใชเ้ ครอ่ื งมอื สาหรบั ชีวิตชาวคา่ ย

17. อธิบายวิธีการจัดการค่ายพักแรม

18. วางแผนและปฏิบตั กิ ิจกรรมการเดินทางไกล อยู่ค่ายพกั แรม และชวี ิตชาวคา่ ยทกุ กจิ กรรม

19. ใช้ชีวติ ชาวคา่ ยร่วมกบั ผู้อื่นในค่ายพักแรมได้อย่างสนุกสนานและมคี วามสขุ

เน้อื หา
1. ทกั ษะลูกเสอื
เรอื่ งท่ี 1 แผนท่ี – เขม็ ทิศ

1.1 ความหมาย และความสำคญั ของแผนท่ี

1.2 ความหมาย และความสำคญั ของเข็มทศิ

เรอื่ งที่ 2 วิธีการใชแ้ ผนที่ – เขม็ ทศิ

2.1 วธิ ีการใชแ้ ผนที่
2.2 วธิ กี ารใชเ้ ข็มทศิ
เรอ่ื งที่ 3 การใช้ Google Map
เรื่องที่ 4 เงือ่ นเชอื กและการผกู แนน่
4.1 ความหมายของเงอ่ื นเชือกและการผกู แน่น
4.2 ความสาคญั ของเง่ือนเชอื กและการผกู แนน่
4.3 การผกู เงอ่ื นและการผกู แนน่
2. ความปลอดภยั ในการเขา้ รว่ มกิจกรรมลูกเสอื
เรอ่ื งที่ 1 ความปลอดภยั ในการเขา้ ร่วมกิจกรรมลกู เสอื
1.1 ความหมายของความปลอดภยั ในการเข้ารว่ มกจิ กรรมลกู เสอื
1.2 ความสาคัญของความปลอดภยั ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรมลูกเสือ
เรอื่ งที่ 2 หลกั การ วิธีการในการเฝ้าระวงั เบอ้ื งตน้ ในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมลกู เสือ
เรื่องท่ี 3 การชว่ ยเหลอื เมือ่ เกดิ เหตุความไมป่ ลอดภยั ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรมลูกเสอื
เรื่องท่ี 4 การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ความปลอดภัย
3. การปฐมพยาบาล
เรื่องที่ 1 การปฐมพยาบาล
1.1 ความหมายของการปฐมพยาบาล
1.2 ความสำคัญของการปฐมพยาบาล
1.3 หลักการของการปฐมพยาบาล
เรื่องท่ี 2 วิธีการปฐมพยาบาลกรณตี ่าง ๆ
2.1 อบุ ัติเหตุ
2.2 ภาวะการเจบ็ ป่วยโดยปจั จบุ นั
2.3 พิษแมลงสัตว์กัดตอ่ ย
2.4 ถกู ทารา้ ย
เรอ่ื งท่ี 3 การวดั สญั ญาณชีพและการประเมนิ เบือ้ งต้น
3.1 การวัดสญั ญาณชีพ
3.2 การประเมินเบื้องต้น
เรอื่ งที่ 4 วธิ ีการช่วยชวี ติ ขน้ั พื้นฐาน
4. การเดินทางไกล อย่คู ่ายพกั แรม และชีวติ ชาวคา่ ย
เรื่องท่ี 1 การเดินทางไกล
1.1 ความหมายของการเดินทางไกล
1.2 วัตถปุ ระสงค์ของการเดินทางไกล
1.3 หลักการของการเดนิ ทางไกล
1.4 การบรรจุเคร่อื งหลงั สาหรบั การเดินทางไกล
เร่อื งท่ี 2 การอยคู่ ่ายพักแรม
2.1 ความหมายของการอยูค่ า่ ยพกั แรม

2.2 วัตถุประสงคข์ องการอยคู่ ่ายพักแรม
2.3 หลักการของการอยู่ค่ายพกั แรม
เรื่องที่ 3 ชีวติ ชาวค่าย
3.1 เครอื่ งมือ เครอื่ งใช้ ทจี่ าเปน็ สาหรบั ชีวติ ชาวคา่ ย
3.2 การสร้างครวั ชาวคา่ ย
3.3 การสรา้ งเตาประเภทต่าง ๆ
3.4 การประกอบอาหารแบบชาวคา่ ย
3.5 การกางเตน็ ท์ และการเกบ็ เต็นท์ชนดิ ต่าง ๆ
เรอ่ื งท่ี 4 วธิ ีการจดั การค่ายพกั แรม
4.1 การวางผงั ค่ายพกั แรม
4.2 การสขุ าภบิ าลในคา่ ยพักแรม
5. การฝึกปฏิบตั ิการเดินทางไกล อยคู่ า่ ยพกั แรม และชวี ติ ชาวคา่ ย
เร่อื งที่ 1 กิจกรรมเสรมิ สร้างคณุ ธรรม และอุดมการณล์ ูกเสอื
เรื่องท่ี 2 กิจกรรมสร้างคา่ ยพักแรม
เรื่องท่ี 3 กิจกรรมชีวติ ชาวคา่ ย
เรื่องที่ 4 กจิ กรรมฝกึ ทักษะลูกเสือ
เรื่องที่ 5 กจิ กรรมกลางแจง้
เรื่องท่ี 6 กจิ กรรมนนั ทนาการ และชมุ นุมรอบกองไฟ
เรื่องที่ 7 กิจกรรมนำเสนอผลการดาเนนิ งาน ตามโครงการท่ีได้ดำเนนิ การมาก่อนการเข้า
คา่ ย

กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้

ข้ันท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรียนรู้ (Orientation : O)
ครูทักทายและสอบถามนักศึกษา และอธิบายความหมายความสำคัญเก่ียวกับทักษะลูกเสือ ความ

ปลอดภยั ในการเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ การปฐมพยาบาล การเดนิ ทางไกล อยคู่ ่ายพักแรม และชวี ิตชาวค่าย
และการฝึกปฏบิ ัตกิ ารเดินทางไกล อยคู่ า่ ยพกั แรม และชีวิตชาวคา่ ย

ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)

1. นำเสนอกิจกรรมการเรยี นรตู้ อ่ เน่อื ง (กรต.) และแลกเปลี่ยนเรียนรรู้ ว่ มกนั
กลมุ่ ที่ 1 ทักษะลูกเสือ
กลุ่มที่ 2 ความปลอดภัยในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมลกู เสือ

กล่มุ ท่ี 3 การปฐมพยาบาล
กลุ่มที่ 4 การเดินทางไกล อยู่คา่ ยพักแรม และชวี ติ ชาวค่าย

2. ผู้เรยี นทำใบงานและสรปุ องคค์ วามร้แู ละบันทึกผลการเรยี นรูท้ ี่ได้จากการเรยี นรู้

3. ผเู้ รียนนำความร้ทู ่ีได้จากการเรยี นรมู้ าปรับใช้เป็นในชวี ติ ประจำวัน
4. มอบหมายงาน กรต.คร้งั ต่อไป
ข้นั ท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (Implementation : I)

1. ให้นักศกึ ษาแลกเปล่ียนเรียนรู้ภายในกลุม่ ตามใบงานทไี่ ด้รับ และส่งตัวแทนนำเสนอหน้า

ชน้ั เรียน

2. ครแู ละนกั ศึกษาร่วมกันสรปุ องค์ความรูร้ ่วมกัน
3. ครูใหน้ กั ศกึ ษาแบ่งกลุม่ มอบหมายงานการเรียนรู้ต่อเนอื่ ง (กรต.)

ขัน้ ท่ี 4 การประเมินผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
1. ผู้เรยี นทำใบงาน/แบบทดสอบ
2. ผเู้ รียนสรปุ องค์ความรู้ เพ่อื ตอ่ ยอดในการพบกลุม่ ครงั้ ต่อไป

สอ่ื การเรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นรายวิชาลกู เสอื กศน.3 รหสั วชิ า สค 23035
2. ใบความรู้

3. ใบงาน

4. สอื่ Internet

การวัดและประเมิน
1. สังเกต

2. ใบงาน

3. การรายงานและการนำเสนอ

แหลง่ เรียนรู้

1 กศน.ตำบล

2 หอ้ งสมุดประชาชน
3 สถาบันศกึ ษาปอเนาะ
4 แหลง่ เรยี นในตำบล

ตวั ช้วี ดั การเรียนรู้

1 ร้อยละ 80 นักศึกษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเป็นของการ
พัฒนาอาชพี เพอื่ ความเขม้ แข็ง

2 รอ้ ยละ 80 นกั ศึกษาสามารถบอกความจำเป็น และคณุ คา่ ของการวเิ คราะห์ศกั ยภาพของ

ธรุ กิจ
3 รอ้ ยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถวเิ คราะหต์ ำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะตา่ ง ๆ

ลงชอ่ื ........................................................ครูผสู้ อน
(....................................................)

ตำแหนง่ …………………………………..

ความคิดเห็นผบู้ รหิ ารสถานศึกษา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงช่อื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้

ทกั ษะลกู เสือ เป็นทักษะพ้ืนฐานท่ีลูกเสอื กศน. ควรมคี วามรู้ ความเขา้ ใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
และพฒั นาให้เปน็ ทกั ษะในการเอาชีวิตรอด หรอื ช่วยชีวติ ผู้อ่ืนได้ ซึ่งเปน็ การเตรียมความพร้อมสำหรับการทำ
หน้าที่ “บริการ” หรอื บำเพ็ญประโยชน์ ต่อผอู้ ่ืน รวมทั้งเป็นการฝึกฝนตนเองใหม้ ีวินัยและความเป็นระเบียบ
เรียบร้อย ลกู เสือ กศน. ควรมที ักษะพ้ืนฐานเรื่องแผนท่ี - เขม็ ทศิ และเง่อื นเชอื ก ทัง้ นี้ เพราะวชิ าแผนท่ชี ่วยให้
เข้าใจข้อมูลพน้ื ฐานของพิกัด ทิศทาง ตำแหน่งที่ต้ัง ตลอดจนลกั ษณะ ภูมิประเทศเบ้ืองต้นของสถานที่แต่ละ
แห่ง ช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม และหากมีการใช้เข็มทิศ ซึ่งเป็นเครื่องมือทาง
ภูมศิ าสตรใ์ หข้ ้อมลู ดา้ นทิศทาง ประกอบแผนท่ีดว้ ย ยอ่ มทำใหก้ ารเดินทางมีประสทิ ธภิ าพ

สำหรับเง่อื นเชือก เป็นเร่ืองสำคญั ที่ลูกเสือทว่ั โลกจะต้องเรยี นรู้ เข้าใจ และนำไปใช้ในชีวติ ประจำวัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องนำไปใช้ในการร่วมกิจกรรมการเข้าค่ายพักแรม การสร้างฐานผจญภัย การสรา้ งฐาน
บุกเบิกหรือการผูกมัด รวมทั้ง การใช้งานเงื่อนในการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยได้ เ้ กิดความปลอดภัยในการทำ
กิจกรรมการเรียนรสู้ ำหรบั การอยคู่ า่ ยพักแรม

ความปลอดภัยในการเขา้ รว่ มกิจกรรมลูกเสือ

กิจกรรมลกู เสือ มวี ตั ถแุ ระสงค์ เพอ่ื ใหล้ ูกเสอื ไดร้ ับประสบการณใ์ นการพัฒนาศกั ยภาพของตนเอง ทง้ั
ทางด้านรา่ งกายและจิตใจ ใหม้ คี วามแขง็ แรง และความสนุกสนาน ครบถว้ นทั้ง การผจญภัย ได้เพ่ือนเถ่อื นธาร
การสนกุ สุขสม ซง่ึ กจิ กรรมท่ีหลากหลายน้ี มีท้ังกิจกรรมกลางแจง้ กิจกรรมผจญภยั กิจกรรมบกุ เบิก รวมท้ัง
กจิ กรรมท่ีรว่ มกันสร้างส่งิ ต่างๆ าำหรบั การปนี ปา่ ย ข้ามกระโดด ท่ีต้องใชท้ ้ังกำลังกาย กำลงั ความคิดเพ่ือการ
แก้ปัญญา กำลังใจท่แี ข็งแรงไม่ยอ่ ท้อต้อความยากลำบาก รวมท้ังการตัดสนิ ใจเพ่ือใหต้ นเองและผู่้ที่จะเข้ารว่ ม
กจิ กรรมภายหลงั มคี วามสะดวก ความสบาย และความปลอดภัย

ความปลอดภัยในการเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ หมายถึง การทร่ี ่างกายอยู่ในสภาวะทีป่ ราศจากอันตราย
หรือ ปราศจากอุบัติภัย ทที่ ำให้เกิดการบาดเจบ็ เจ็บปวด เจ็บป่วย ซ่ึงจะมากหรือน้อย ข้นึ อยู่กับการปฏิบัติ
หรอื การกระทำของตนเอง

ความสำคญั ของความปลอดภยั ในการเข้ารว่ มกจิ กรรมลกู เสอื คอื การสร้างความตระหนกั ถึงความสำคัญ
และจิตสำนึกต่อความปลอดภัย การระมักระวังป้องกันตนเองและผุ้อื่นให้พ้นจากอันตราย หรืออุบัติภัย ท่ี
กอ่ ใหเ้ กดิ การบาดเจ็บ หรืออาจจะเสยี ชีวิต เน่อื งจากขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ขาดความพรอ้ มทางด้าน
รา่ งกาย และจิตใจ รวมทงั้ ขาดการตรวจสอบความสมบรู ณ์ แขง็ แรงของอุปกรณ์ทใี่ ชใ่ นแตล่ ะกจิ กรรม

การเฝา้ ระวังเบอ้ื งต้นในการเขา้ รว่ มกิจกรรมบกู เสือ เป็นการฝึกตนเองของลูกเสือให้มีความพรอ้ ม และ
หาวธิ ีหลีกเล่ยี งอุบัตเิ หตุ ซ่ึงอาจจะเกิดข้ึนไดใ้ นการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมลกู เสือ

การสร้างความปลอดภัยในการเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ คือวิธกี ารป้องกันก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม และ
ขณะรว่ มกิจกรรมตา่ งๆ โดยปฏบิ ัติตนตามหลกั ความปลอดภยั และตามกฏระเบียบของระบบหมู่ลกู เสอื มีวินัย
และความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยอย่างเคร่งครัด

การปฐมพยาบาล

การปฐมพยาบาล เป็นการให้ความช่วยเหลอื ผปู้ ระสบอุบัตเิ หตุ หรือผ้ทู ่ีไดร้ บั บาดเจ็บเบอ้ื งต้น โดยใช้
เครอ่ื งมืออุปกรณ์ทีพ่ ึงหาได้ในบริเวณนั้น เพ่ือชว่ ยบรรเทาอาการและช่วยให้ผบู้ าดเจ็บไดร้ ับอันตรายน้อยลง
โดยเฉพาะอบุ ติเหตุ การปฐมพยาบาลตอ้ งกระทำอยา่ งรวดเร็วและถกู ตอ้ งกอ่ นนำส่งโรงพยาบาล เพอ่ื รบั การ
รักษาในโอกาสต่อไป ดังนั้น ผู้ให้การช่วยเหลือต้องมีความรู้ ความสามารถ ในการช่วยเหลือเบื้องต้นตาม
หลักการและวิธีการการปฐมพยาบาล เพ่ือป้องกันการ เกิดภาวะแทรกช้อนหรือเกิดอาการทรุดลงถึงขั้น
อันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีการปฐมพยาบาลกรณีผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทางน้ำ ตกจากท่ีสูง หกล้ม ที่มี
อาการกระดูกหัก ข้อเคลด็ ข้อเคลอ่ื น ผู้ใหก้ ารช่วยเหลือควรมคี วามรู้ ความสามารถเก่ียวกับ การเข้าเฝือก มัด
เฝอื ก การพันดว้ ยผา้ การใช้ผ้าสามเหลีย่ มและการเคลอื่ นยา้ ยผูป้ ว่ ยวิธกี ารปฐมพยาบาล ผมู้ สี ภาวการณเ์ ปน็ ลม
ลมชัก ลมแดด เลือดกำเดาไหล หรือ หมดสติ ผู้ให้การ ช่วยเหลือ ควรมีความรู้ ความสามารถ เกี่ยวกับการ
ประเมินอาการเบ้ืองต้น หรือตัดสินใจ ใช้วิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างถูกวิธี ถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อ
ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซอ้ นหรือเกิดอาการทรดุ ลงถึงขั้นอันตรายถึงแก่ชีวิตการวัดสัญญาณชีพ และการ
ประเมนิ เบอ้ื งต้น เปน็ ความสำคญั ทีแ่ สดงให้ทราบถึงการมชี ีวิต สามารถสงั เกตแุ ละตรวจพบได้จากชพี จร อตั รา
การหายใจ อุณภูมิของร่างกาย และความดันโลหิต ซ่ึงเกิดจากระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น
หัวใจ ปอด สมอง เป็นต้น การชว่ ยชวี ติ ขน้ั พนื้ ฐาน (CPR) เปน็ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เมอื่ เกิดภาวะหวั ใจหยุด
เต้นกระทนั หัน จำเป็นตอ้ งได้รบั การชว่ ยเหลือทันที โดยการกระตุ้นหัวใจ การผายปอด และการชว่ ยหายใจ

การเดนิ ทางไกล การอยูค่ ่ายพักแรมและชีวติ ชาวคา่ ย

การเดินทางไกล เปน็ การเดินทางของลูกเสือจากกองลกู เสอื หรือกลุ่มลกู เสือไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ใน
สถานท่ีทีใ่ ดทหี่ น่ึง ซงึ่ นายหมู่ลกู เสือและผกู้ ำกับลกู เสอื ร่วมกนั กำหนด เพื่อให้สมาชกิ ได้เกิดการเรยี นร้รู ่วมกัน
ปฏบิ ัติกจิ กรรมรว่ มกัน ใช้ชีวิตร่วมกันแลกเปล่ยี นเรียนร้ปู ระสบการณร์ ว่ มกันโดยมีระบบหมูล่ ูกเสือเป็นหลกั ใน
การทำกิจกรรมเสริมสรา้ งคุณธรรมและอดุ มการณ์ลกู เสอื มคี วามเปน็ พ่ีน้องกันและพัฒนาความเป็นพลเมืองดี

ตามทัศนะของลูกเสือท้ังน้ีเพื่อฝึกความอดทน ความสามัคคี ความมีวินัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ตลอดจนรจู้ ักการเตรียมความพรอ้ มในการใชช้ ีวิตกลางแจ้ง การอยู่ค่ายพักแรม เปน็ การไปพักแรมในสถานที่

ต่าง ๆ และนำสิง่ ทีไ่ ด้จากการเรยี นร้ทู ้ังภาคทฤษฎีและภาคปฏิบตั ิ โดยมีกระบวนการถ่ายทอดความรู้และการ
แลกเปล่ียนประสบการณ์ตลอดจนการเสรมิ สร้างพัฒนาทักษะลกู เสือ รวมท้ังการฝกึ กระบวนการคดิ วเิ คราะห์

และสรา้ งสรรคส์ ิ่งทเ่ี ป็นประโยชนแ์ ละสมั พนั ธก์ บั วิถีชวี ิต ชีวิตชาวคา่ ย เป็นกิจกรรมเสริมสรา้ งลักษณะนิสัยท่ีดี
ในการใช้ชีวิตรว่ มกันทำ กิจกรรมรว่ มกัน มีความเอ้ืออาทรซ่ึงกันและกัน มีการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการ
ประกอบอาหารแบบชาวค่าย ทักษะการใช้อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื เครือ่ งใชท้ ี่จำเปน็ ในการอยู่ค่ายพักแรม รวมท้ัง

การเสริมสรา้ งคุณธรรมในตนเอง โดยมีคำปฏิญาณและกฎของลูกเสอื เป็นหลักในการดำรงชีวิตชาวค่าย การ
จดั การคา่ ยพักแรม เปน็ การกำหนดตำแหน่งท่จี ะสรา้ งเตน็ ท์ ครวั สขุ าภิบาล ราวตากผ้า ให้เหมาะสมกบั สถาน

ท่ีต้ังค่ายพักแรม ดังนั้น ต้องศึกษาสภาพภูมิประเทศ คาดคะเนความเหมาะสมของพ้ืนที่ แหล่งน้ำ เส้นทาง
คมนาคม และความปลอดภัยจากอันตรายตา่ ง ๆ

ใบงาน

ช่ือ……………………………….........................................................................ระดบั ........................................

1. อธบิ ายความหมายและความสำคัญของแผนท่ี – เขม็ ทศิ
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
2. อธบิ ายสว่ นประกอบของเขม็ ทศิ

............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
3. อธิบายวธิ ีการใช้ Google Map

..................................................................................................................... ...........................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................................................................... ..........

4. อธิบายความหมายและความสำคญั ของเงื่อนเชือกและการผูกแน่น
................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................

5. ผกู เง่ือนเชอื กและบอกชอ่ื เงอื่ นพร้อมประโยชนข์ องเง่ือนอยา่ งนอ้ ย 5 เงอื่ น
............................................................................................................................. ...................................

..................................................................................................................................................... ........................
......................................................................................................... ....................................................................

6. สาธิตวธิ ีการผูกเง่อื นเชือก 1 วิธี
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

7. บอกความหมาย และความสำคญั ของความปลอดภยั ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรมลกู เสอื
............................................................................................................................. ...................................

......................................................................................................................................................... ....................
............................................................................................................. ................................................................

8. บอกหลกั การ วธิ กี ารเฝา้ ระวงั เบอื้ งตน้ ในการเข้ารว่ มกิจกรรมลกู เสอื

.......................................................................................................................... ......................................
............................................................................................................................. ................................................
........................................................................................................................................................................ .....
9. อธิบายสถานการณห์ รือโอกาสทจี่ ะเกดิ ความไมป่ ลอดภยั ในการเขา้ ร่วม กจิ กรรมลกู เสอื

................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
10. อธิบายความหมายและความสาคัญของการปฐมพยาบาล

............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

11. อธบิ ายวธิ ีการปฐมพยาบาลกรณีตา่ ง ๆ อย่างนอ้ ย 3 วธิ ี
............................................................................................................................. ...................................

........................................................................................................................................................................ .....
............................................................................................................................ .................................................

12. อธบิ ายการวดั สญั ญาณชีพและการประเมนิ เบอ้ื งตน้
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
13. สาธติ วธิ ีการช่วยชวี ิตข้ันพน้ื ฐาน

............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

14. อธบิ ายความหมายของการเดนิ ทางไกล
............................................................................................................................. ...................................

.......................................................................................................................................................... ...................
15. อธบิ ายความหมายของการอยูค่ า่ ยพกั แรม

............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................

16. อธบิ ายการใชเ้ ครอ่ื งมอื สาหรบั ชวี ติ ชาวคา่ ย
............................................................................................................................. ...................................

.............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................

17. อธบิ ายวิธีการจัดการค่ายพักแรม
............................................................................................................................. ...................................

............................................................................................................................................... ..............................
.............................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ าวสั ดุศาสตร์ 3 รหัสวชิ า พว 32024

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเจาะไอรอ้ ง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรียนรู้ แบบพบกลุ่ม ครั้งที่ 14 ( จำนวน 6 ชว่ั โมง )
เรอื่ ง หลักวสั ดศุ าสตร์
วันท่ี .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตวั ช้ีวดั

1. บอกความหมายและประเภทของวสั ดุได้
2. สรุปโครงสร้างและสมบัติของวสั ดไุ ด้
เนื้อหา
1. บอกความหมายและประเภทของวัสดศุ าสตร์ได้
2. สมบตั ิวสั ดุ
กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้

ขนั้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรียนรู้ (Orientation : O)
1. ครสู นทนาเนอื้ หาเรอ่ื งความหมายและประเภทของวัสดศุ าสตรไ์ ด้
2. ครูและนักศึกษารว่ มกันสรา้ งความเขา้ ใจเกีย่ วกบั เน้อื หาหลักการของวสั ดศุ าสตร์

ศกึ ษาคน้ คว้า โดยสามารถขอคำปรกึ ษาจากครู และนำเสนอหน้าชั้นเรียน ครเู พมิ่ เตมิ ความรูท้ ข่ี าดหายไป
พรอ้ มทง้ั มอบหมาย กรต.

ข้ันที่ 2 แสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1. ครูและนักศกึ ษาร่วมกนั แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ ช่วยกนั ถาม - ตอบในชั้นเรียน
2. ผ้เู รยี นเรยี นรู้ตามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรู้มาปรบั ใช้ใน
ชีวิตประจำวนั

ข้ันท่ี 3 การปฏิบตั ิและการนำไปประยกุ ต์ใช้ (Implementation : I)
1. ครูสรุปเนอ้ื หาให้นกั ศึกษาและใหศ้ ึกษาเพม่ิ เตมิ พรอ้ มทำรายงานส่งในครงั้ ตอ่ ไป
2. มอบหมายงาน กรต.ครั้งตอ่ ไป

ขัน้ ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
1. ผู้เรยี นทำแบบทดสอบย่อย
2. ผเู้ รียนสรุปองค์ความรู้ เพ่อื ต่อยอดในการพบกลมุ่ ครงั้ ตอ่ ไป

ส่ือการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าวัสดศุ าสตร์ 3
2. ใบความรู้
3. ใบงาน
6. สอ่ื Internet

การวัดและประเมิน
1. ใบความรู้

แหลง่ เรียนรู้
1 กศน.ตำบล
2 ห้องสมุดประชาชน
3 สถาบนั ศึกษาปอเนาะ
4 แหล่งเรียนในตำบล

ตัวช้วี ดั การเรียนรู้
1 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเปน็ ของการ

พัฒนาอาชพี เพอื่ ความเข้มแขง็
2 รอ้ ยละ 80 นกั ศึกษาสามารถบอกความจำเป็น และคณุ คา่ ของการวิเคราะหศ์ ักยภาพของ

ธุรกจิ
3 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถวเิ คราะหต์ ำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะตา่ ง ๆ

ลงชอ่ื ........................................................ครผู ู้สอน
(....................................................)

ตำแหน่ง …………………………………..

ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……

ลงชอ่ื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)

ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง

ใบความรู้
เรอ่ื งหลกั วสั ดุศาสตร์

ความหมายของวสั ดศุ าสตร์

วัสดุศาสตร์ เปน็ การศกึ ษาองค์ความรทู้ เ่ี กยี่ วข้องกับวสั ดุ ท่ีนำมาใชป้ ระกอบกัน เปน็ ชิน้ งาน
ตามการออกแบบ มีตัวตน สามารถสัมผัสได้โดยวสั ดุแต่ละชนิดจะมีสมบัติ เฉพาะตัว ได้แก่ สมบัติทางฟิสกิ ส์
สมบัตทิ างเคมี สมบัติทางไฟฟ้า และสมบัตเิ ชิงกล ท้ังน้ี วัสดุ ที่เราใช้หรือพบเห็นในชีวติ ประจำวัน สามารถ
จำแนกตามแหล่งที่มาของ วสั ดุ ได้แก่ วัสดุธรรมชาติ แบ่งออกเป็น วัสดุธรรมชาติที่ได้จากส่ิงมีชีวิต เช่น ไม้
เปลือกหอย ขนสัตว์ ใยไหม ใยฝ้าย หนังสัตว์ ยางธรรมชาตวิ ัสดุธรรมชาติทไี่ ด้จากสิ่งไม่มีชวี ติ เช่น ดินเหนียว
หินปูน ศิลาแลง กรวด ทราย เหล็ก และ วัสดุสังเคราะห์ ซ่ึงเป็นวัสดุท่ีเกิดจาก กระบวนการทางเคมี เช่น
พลาสติก เส้นใยสัง

ประเภทของวัสดุ

วัสดรุ อบ ๆ ตัวเราทีใ่ ชใ้ นชวี ิตประจำวนั แบ่งออกตามลักษณะที่มาของวสั ดุ ดังน้ี

วัสดธุ รรมชาติ ได้มาจากส่งิ ที่มีอยู่ในธรรมชาตทิ ้ังจากสิ่งมชี ีวิต เช่น ไม้ เปลอื กหอย ขนสตั ว์
ใยไหม ใยฝ้าย หนังสัตว์ ยางธรรมชาติ และจากสิ่งไม่มชี ีวิต เชน่ ดนิ เหนยี ว หนิ ปูน ศลิ าแลง กรวด ทราย เหล็ก
ซง่ึ อาจน า มาใชโ้ ดยตรงหรอื นำ มาแปรรปู เพอ่ื ให้เหมาะกับ การใช้งาน

วัสดสุ ังเคราะห์ เปน็ วสั ดทุ ีเ่ กดิ จากกระบวนการทางเคมี เชน่ พลาสตกิ เส้นใย สงั เคราะห์ ยาง
สังเคราะห์ โฟม วัสดุทงั้ หลายเหล่าน้นี ำมาใช้ทดแทนวัสดธุ รรมชาติ ซง่ึ อาจมี ปริมาณไม่เพยี งพอหรือคณุ ภาพ
ไมเ่ หมาะสม

ประโยชนข์ องวสั ดุ

ในชีวิตประจำวนั มกี ารนำวสั ดุ มาทำเป็นสง่ิ ของเคร่ืองใช้ต่าง ๆ มากมาย เพอ่ื อำนวยความ
สะดวกในการใช้สอย ซึง่ วัสดุเหล่านัน้ ล้วนมลี ักษณะท่แี ตกตา่ งกันออกไป วสั ดมุ ีทงั้ ท่ีได้จากธรรมชาติเช่น ไม้
หิน ดนิ ทราย เหล็ก ขนสัตว์ และเสน้ ใยพืช และวสั ดทุ ่ีมนษุ ย์สร้างข้นึ เรียกว่า วัสดสุ ังเคราะห์ ซ่ึงสรา้ งขนึ้ ด้วย
กระบวนการทางเคมี เพ่อื ใชท้ ดแทนวสั ดุจากธรรมชาติ ทขี่ าดแคลน เชน่ พลาสตกิ โฟม เส้นใยสงั เคราะห์ ยาง
สงั เคราะห์ เป็นต้น การนำวัสดุต่าง ๆ เหล่านั้น มาใช้ประโยชนจ์ ึงจำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุที่มีสมบัติเหมาะสม
กับการใชส้ อย

ใบงาน

เรือ่ งหลักวัสดุศาสตร์
1. จงบอกความหมายของวัสดศุ าสตร์
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

2. จงบอกประเภทของวัสดุ
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

3. จงบอกประโยชนข์ องวสั ดุ
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ าวัสดุศาสตร์ 3 รหสั วิชา พว 32024

ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง

............................................................................................................................. ..................

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบพบกล่มุ ครัง้ ท่ี 15 ( จำนวน 6 ช่วั โมง )
เรือ่ ง สมบตั ขิ องวสั ดุ

วันที่ .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.
ตัวช้ีวดั

1. นำความรเู้ รือ่ งความแขง็ ของวัสดไุ ปใช้ในชวี ิตประจำวันได้
2. อธิบายสมบัตคิ วามเหนยี วของวสั ดุได้
3. ทดลองสมบัตคิ วามยดื หยนุ่ ของวสั ดไุ ด้
4. นำความรเู้ ร่อื งสมบัตขิ องวสั ดดุ ้านความยืดหยุ่นไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
5. จำแนกสมบตั กิ ารนำความรอ้ นของวสั ดไุ ด้
6. นำความรเู้ ร่อื งการนำความร้อนของวสั ดุไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันได้
7. อธบิ ายสมบัติการนำไฟฟ้าของวัสดไุ ด้
8. นำความรเู้ รือ่ งการนำไฟฟา้ ไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
9. คำนวณหาค่าความหนาแนน่ ของวสั ดุได้
เนอื้ หา
1. ความแขง็
2. ความเหนยี ว
3. ความยดื หยุน่
4. การนำความร้อน
5. การนำไฟฟ้า
6. ความหนาแน่น

กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้
ขั้นท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
1 อธบิ ายเรอื่ งความแข็งของวสั ดไุ ปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั
2 อธบิ ายสมบัติความเหนยี วของวสั ดไุ ด้
3. ทดลองสมบัตคิ วามยืดหยุ่นของวสั ดไุ ด้
4. อธิบายนำความรเู้ รอื่ งสมบัติของวัสดุดา้ นความยืดหยนุ่ ไปใชป้ ระโยชน์ได้
5. จำแนกสมบัติการนำความร้อนของวสั ดไุ ด้
6. น ำความรู้เรอื่ งการนำความรอ้ นของวัสดไุ ปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้
7. อธบิ ายสมบัตกิ ารนำไฟฟ้าของวัสดไุ ด้
8. นำความรเู้ ร่ืองการนำไฟฟา้ ไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้
9. คำนวณหาค่าความหนาแนน่ ของวสั ดุได้
ข้นั ท่ี 2 แสวงหาขอ้ มลู และการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1. ครแู ละนักศึกษารว่ มกนั แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชว่ ยกันถาม-ตอบในชัน้ เรยี น


Click to View FlipBook Version