2. ผ้เู รียนเรยี นรตู้ ามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรียนรมู้ าปรบั ใชใ้ น
ชีวติ ประจำวนั
ข้ันที่ 3 การปฏบิ ัตแิ ละการนำไปประยกุ ต์ใช้ (Implementation : I)
1. ครสู นทนาเน้อื หาเรอื่ งสมบตั ขิ องวสั ดุ
2. ครแู ละนกั ศกึ ษาร่วมกันสร้างความเข้าใจเก่ียวกบั เนื้อหาและแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็
ร่วมกัน
3. ครูให้นักศึกษาแสดงความคดิ เหน็ และออกมารายงานหน้าชน้ั เรยี น
4. ครสู รุปเน้อื หาใหน้ ักศึกษาและใหศ้ ึกษาเพิม่ เตมิ พรอ้ มทำรายงานส่งในครง้ั ตอ่ ไป
ขัน้ ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
1. ครูสรปุ เนอ้ื หาให้นักศึกษาและใหศ้ กึ ษาเพม่ิ เติมพร้อมทำรายงานสง่ ในครงั้ ตอ่ ไป
2. ผู้เรยี นสรปุ องคค์ วามรู้ เพอื่ ต่อยอดในการพบกลุ่มครง้ั ตอ่ ไป
สือ่ การเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาวสั ดุศาสตร์ 3
2. ใบความรู้
3. ใบงาน
6. สอ่ื Internet
การวดั และประเมนิ
- สงั เกตพฤตกิ รรมในช้ันเรยี น
ตัวช้ีวัดการเรยี นรู้
1 รอ้ ยละ 80 นักศึกษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคัญ และความจำเป็นของการ
พัฒนาอาชีพเพอื่ ความเขม้ แข็ง
2 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอกความจำเปน็ และคุณคา่ ของการวิเคราะหศ์ กั ยภาพของ
ธุรกิจ
3 รอ้ ยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถวเิ คราะห์ตำแหนง่ ธรุ กจิ ในระยะตา่ ง ๆ
ลงชือ่ ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)
ตำแหน่ง …………………………………..
ความคดิ เห็นผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……
ลงชื่อ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลงั )
ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง
ใบความรู้
เร่ืองสมบตั ิวัสดุ
สมบตั ขิ องวสั ดุ การศึกษาและทดสอบสมบตั ิของวสั ดุ มคี วามสําคญั และมคี วามจําเป็นต่อ ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน
ทั้งในดา้ นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และดา้ นเทคโนโลยี เพราะแตล่ ะกลุ่มยอ่ มตอ้ งมี ความร้คู วามเขา้ ใจใน
ศาสตร์ของวสั ดุ เพอ่ื ใชอ้ ธิบายปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ สาํ หรบั การออกแบบ หรือผลติ ผลติ ภณั ฑ์ ตลอดจนการ
สงั เคราะห์วสั ดชุ นิดใหม่ แต่การศกึ ษาสมบตั วิ ัสดุน้อี าจศึกษา ในรายละเอียดทแี่ ตกต่างกนั เช่น หากเปน็
การศึกษาทางวทิ ยาศาสตร์ของวสั ดุ จะเปน็ การศึกษา ความสมั พันธ์ทเ่ี กิดขน้ึ ระหว่างโครงสรา้ งและสมบัติของ
วัสดุ การศึกษาทางวศิ วกรรมศาสตร์ ของวสั ดุ จะเปน็ การอาศยั ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสรา้ งและสมบัติใน
การออกแบบ เพอ่ื สรา้ ง ผลิตภณั ฑ์ให้ได้ตามต้องการ ดังนัน้ การศกึ ษาสมบัติของวสั ดโุ ดยทัว่ ๆ ไป จาํ แนกได้
ดงั น้ี
1) สมบตั ทิ างเคม(ี Chemical properties) เป็นสมบัตทิ ส่ี ําคัญของวัสดุซง่ึ จะบอกลกั ษณะเฉพาะตัวที่
เกีย่ วกบั โครงสร้าง และองคป์ ระกอบของธาตุตา่ ง ๆ ทเ่ี ป็นวสั ดุนนั้ ตามปกตสิ มบตั ิน้จี ะทราบได้
จากการทดลอง ในหอ้ งปฏบิ ัติการเท่านนั้ โดยใช้วธิ ีการวเิ คราะหแ์ บบทําลายหรอื ไม่ทาํ ลาย
ตวั อยา่ ง
2) สมบัตทิ างกายภาพ (Physical properties) เป็นสมบัตเิ ฉพาะของวัสดุทเ่ี กี่ยวกบั การเกดิ อันตร
กริ ิยา (Interaction) ของ วสั ดุน้นั กบั พลงั งานในรูปตา่ ง ๆ กนั เชน่ ลักษณะของสี ความหนาแน่น
การหลอมเหลว ปรากฏ การที่เกดิ เก่ียวกบั สนามแม่เหลก็ หรือสนามไฟฟ้า เป็นต้น การทดสอบ
สมบตั ินจ้ี ะไมม่ กี ารทาํ ให้ วสั ดนุ ัน้ เกดิ การเปล่ียนแปลงทางเคมหี รอื ถูกทาํ ลาย
3) สมบตั เิ ชงิ กล (Mechanical properties) เป็นสมบัติเฉพาะตวั ของวสั ดทุ ี่ถกู กระทําดว้ ยแรง
โดยทัว่ ไปจะเกี่ยวกับการ ยืดและหดตวั ของวัสดคุ วามแขง็ ความสามารถในการรบั นํ้าหนกั ความสกึ หรอ และ
การดดู กลนื พลงั งาน เป็นตน้
4) คณุ สมบตั ทิ างความรอ้ น (Thermal properties) เปน็ การตอบสนองของวัสดุตอ่ ปฏบิ ตั ิการทาง
ความร้อน เช่น การดูดซับ พลังงานของของแขง็ ในรปู ของความรูอ้ นดว้ ยการเพ่ิมข้นึ ของอณุ หภมู แิ ละขนาด
พลงั งาน จะถา่ ยเทไปยังบรเิ วณที่มอี ุณหภมู ิตํา่ กว่าถ้าวัสดมุ สี องบรเิ วณที่มีอุณหภูมติ า่ งกนั โดยวัสดุ อาจเกิด
การหลอมเหลวในบรเิ วณท่มี อี ณุ หภูมสิ งู ความจคุ วามรอ้ น การขยายตัวจากความรอ้ น และการนําความรอ้ น
เป็นสมบตั ทิ างความรอ้ นทีส่ าํ คญั ของวัสดุของแขง็ ในการนาํ ไปใช้งาน
ใบงาน
เรอ่ื งหลักวัสดุศาสตร์
1. สมบตั ขิ องวัสดมุ ีความสำคญั อย่างไร
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................
............................................................................................................................. ............
2. สมบตั ขิ องวสั ดจุ าํ แนกได้กี่อยา่ ง
........................................................................................................................................... ....
............................................................................................................................. ..................
................................................................................................................ ...............................
............................................................................................................................. ..................
...............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................
...............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................
............................................................................................................................................. ..
............................................................................................................................. ..................
แผนการจัดการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ าวัสดุศาสตร์ 3 รหสั วชิ า พว 32024
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง
............................................................................................................................. ..................
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบพบกลมุ่ ครงั้ ท่ี 16 ( จำนวน 6 ชว่ั โมง )
เรอื่ ง การใช้ประโยชน์และผลกระทบจากการใชว้ สั ดุ
วันท่ี .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตัวชว้ี ดั
1. อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากวสั ดุ
2. อธิบายวธิ ีการเลอื กใชว้ สั ดใุ นชีวิตประจำวนั ได้
3. อธบิ ายความหมายสญั ลกั ษณ์ผลิตภัณฑ์ทเ่ี ปน็ มิตรกบั สิ่งแวดลอ้ มได้
4. อธบิ ายผลกระทบทเี่ กดิ จากการใชว้ ัสดใุ นชีวติ ประจำวันได้
5. ระบวุ สั ดอุ ันตรายในชีวิตประจำวนั ได้
6. แก้ปญั หาที่กอ่ ใหเ้ กิดผลกระทบจากการใช้วสั ดุในชีวติ ประจำวันได้
7. วิเคราะหผ์ ลกระทบทเี่ กดิ จากการใช้วสั ดใุ นชวี ติ ประจำวนั ได้
เนอ้ื หา
1. การใชป้ ระโยชน์จากวสั ดุ
2. ผลกระทบจากการใชว้ สั ดุในชวี ติ ประจำวัน
กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้
ข้นั ที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
1. ครูสนทนาเนือ้ หาเรอ่ื งการใช้ประโยชน์จากวัสดุ และผลกระทบจากการใชว้ ัสดุ
2. ครใู ห้นกั ศกึ ษาแบง่ กลมุ่ เพอ่ื การเลอื กใช้และหาผลกระทบจากการใชว้ ัสดุแต่ละประเภท
ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1. ครูและนักศึกษาร่วมกันแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ ช่วยกันถาม-ตอบในช้นั เรียน
2. ผ้เู รียนเรยี นรตู้ ามกระบวนการ และศกึ ษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู้ าปรับใชใ้ น
ชวี ิตประจำวัน
ขั้นที่ 3 การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยุกต์ใช้ (Implementation : I)
1. ครใู ห้นกั ศกึ ษาแบง่ กลุ่มการเลือกใชแ้ ละหาผลกระทบจากการใช้วสั ดุ
2. ครแู ละนกั ศกึ ษารว่ มกันสร้างความเข้าใจเก่ียวกับเนือ้ หาและแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นร่วมกัน
3. ครูใหน้ กั ศกึ ษาแสดงความคิดเหน็ และออกมารายงานหนา้ ช้ันเรียน
4. ครูสรุปเนื้อหาใหน้ ักศกึ ษาและใหศ้ ึกษาเพม่ิ เตมิ พรอ้ มทำรายงานสง่ ในครง้ั ต่อไป
ข้นั ท่ี 4 การประเมินผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
1. ครูใหน้ ักศกึ ษารว่ มกันแลกเปล่ียนเรยี นรู้ ช่วยกนั ถาม-ตอบจากนกั ศึกษา
2. ครสู รุปเนื้อหาให้นกั ศึกษาเพิ่มเติมพรอ้ มทำรายงานส่ง
สือ่ การเรยี นรู้
1. หนังสอื เรียนรายวิชาวสั ดุศาสตร์ 3
3. ใบงาน
6. ส่อื Internet
การวัดและประเมิน
1. ใบงาน
ตัวชวี้ ัดการเรยี นรู้
1 ร้อยละ 80 นักศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเป็นของการ
พัฒนาอาชพี เพอ่ื ความเขม้ แขง็
2 รอ้ ยละ 80 นักศึกษาสามารถบอกความจำเป็น และคณุ คา่ ของการวเิ คราะห์ศักยภาพของ
ธุรกิจ
3 รอ้ ยละ 80 นักศึกษาสามารถวเิ คราะห์ตำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะตา่ ง ๆ
ลงช่ือ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)
ตำแหน่ง …………………………………..
ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……
ลงชือ่ ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลงั )
ผ้อู ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง
ใบความรู้
เรอื่ งประโยชน์จากวสั ดุและผลกระทบจากการใชว้ ัสดุ
การใช้ประโยชน์จากวสั ดุ มนษุ ยม์ คี วามผกู พนั กบั วสั ดุศาสตรม์ าเป็นเวลาช้านาน หรืออาจกลา่ วไดว้ า่
“วสั ดุ ศาสตร์อยรู่ อบตัวเรา” ซงึ่ วตั ถตุ า่ งๆ ลว้ นประกอบขึ้นจากวสั ดุ โดยเราสามารถพฒั นาสมบตั ขิ อง วัสดุให้
สามารถใช้งานในด้านต่าง ๆ ในชีวติ ประจําวนั สามารถจําแนกไดเ้ ป็น 3 ประเภท ได้แก่ โลหะ พอลิเมอร์ และ
เซรามิกส์
วสั ดปุ ระเภทโลหะ
โลหะที่นิยมนาํ มาใชใ้ นงานอตุ สาหกรรมสามารถแบง่ เปน็ กลมุ่ ใหญ่ ๆ 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1) โลหะจาํ พวกเหล็ก (Ferrous metal) เปน็ โลหะท่ีมีแหลง่ ท่มี าจากสินแร่ เหล็ก ซงึ่ เป็นแรม่ ปี รมิ าณ
มากบนพ้นื ผวิ โลกและมีการนาํ มาใชป้ ระโยชนค์ ดิ เป็นปริมาณมากท่สี ุด
2) โลหะนอกกลมุ่ เหล็ก (Nonferrous metal) สามารถแบง่ เปน็ ประเภท ย่อย ๆ ได้ 3 ชนิด คอื กล่มุ
โลหะพืน้ ฐาน เป็นโลหะที่มีแหลง่ กาํ เนดิ เปน็ แร่ประเภทออกไซด์หรือ ซลั ไฟดซ์ ึ่งมกี ระบวนถลงุ เอาโลหะออกมา
ไดง้ า่ ย เชน่ ทองแดง ตะก่วั สังกะสี ดีบกุ พลวง เป็นต้น กล่มุ โลหะหนกั เปน็ โลหะทม่ี ีความหนาแนน่ สงู กว่า 5
กรมั ต่อลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร เชน่ แทนทาลมั ไทเทเนยี ม แคดเมยี ม ปรอท โครเมียม แมงกานสี นกิ เกลิ เป็นต้น
และกลุ่มโลหะ เบา ซึง่ เปน็ โลหะท่ีมคี วามหนาแน่นนอ้ ยกว่า 5 กรัมต่อลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร เช่น อะลมู เิ นยี ม
แมกนีเซียม เบรลิ เลยี ม เป็นตน้
3) โลหะมีค่า (Precious metal) เป็นโลหะทีม่ สี สี นั สวยงามและคงทน จงึ นิยม ใช้ทาํ เป็น
เครือ่ งประดับ เช่น ทองคํา เงิน และแพลทินมั นอกจากนโ้ี ลหะมีค่ายงั มีความสาํ คญั ในดา้ นทนุ สํารองเงนิ ตรา
ระหวา่ งประเทศ เนอ่ื งจากมูลคา่ ของโลหะประเภทน้ี มแี นวโน้มเพม่ิ ข้นึ อย่างตอเน่อื ง
ใบงาน
เรือ่ งประโยชน์จากวัสดแุ ละผลกระทบจากการใชว้ สั ดุ
1. บอกประโยชนจ์ ากการใชว้ ัสดุ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
2. ฉลากสเี ขยี ว (Green Label) คือ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
3. ฉลากประหยดั ไฟเบอร์ 5 คือ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
4. ปจั จุบันการไฟฟ้าฝา่ ยผลิตไดด้ ำเนนิ การออกฉลากประหยดั ไฟฟา้ เบอร์ 5 ใหแ้ กผ่ ลติ ภัณฑต์ ่าง ๆ คอื
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
5. ผลกระทบจากการใช้วัสดุในชวี ิตประจำวัน
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ า โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รหัสวิชา ทร 02006
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอรอ้ ง
............................................................................................................................. ..................
แผนการจดั การเรียนรู้ แบบพบกลมุ่ ครง้ั ที่ 17 ( จำนวน 6 ชว่ั โมง )
เร่อื ง โครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้
วนั ท่ี .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.
ตัวชวี้ ดั
1. มีความร้คู วามเข้าใจในหลกั คดิ ของการทำโครงงานเพอื่ พฒั นาทักษะการเรยี นรู้
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจความหมายของการทำโครงงานเพือ่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู้
เน้อื หา
1. หลักการและแนวคดิ ของโครงงานเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
2. ความหมายของโครงงานเพือ่ พฒั นาทักษะการเรยี นรู้
กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
1. ผเู้ รยี นร่วมกับครศู ึกษารายละเอียดการเรยี นรรู้ ายวิชาโครงงานเพือ่ พฒั นา
ทกั ษะการเรียนรู้
2. ผเู้ รยี นร่วมพดู คุยเกย่ี วกับปัญหาของการทำโครงงานสอดแทรกหลกั ปรชั ญาด้าน
เศรษฐกจิ พอเพยี งในการทำโครงงาน
3. ผเู้ รยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
ขัน้ ที่ 2 แสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1. ผูเ้ รียนทำความเขา้ ใจในกระบวนการเรียนรกู้ ารทำโครงงานจากใบความรู้
2. ผเู้ รยี นแบง่ กลุ่ม 2 กลุ่ม
- กลมุ่ ที่ 1 เรอ่ื งหลักการของโครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
- กลุม่ ท่ี 2 เร่ืองความหมายของโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้
ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยุกตใ์ ช้ (Implementation : I)
1. ผเู้ รยี นสง่ ตัวแทนนำเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น
2. ผเู้ รียนรว่ มแลกเปลี่ยนเรียนรแู้ ละซักถาม/แสดงความคิดเห็น
3. ครูสรปุ เนอ้ื หาและมอบหมายใบงาน เรอื่ งสว่ นประกอบการเขยี นโครงงาน
ขั้นที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)
1. ครปู ระเมินจากงานกลมุ่ ทร่ี บั มอบหมาย
2. แบบทดสอบกอ่ นเรียน/หลังเรียน
สือ่ การเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี นรายวิชาการโครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
2. ใบความรู้
3. สอื่ Internet
การวดั และประเมิน
1. แบบทดสอบกอ่ น/หลังเรยี น
3. การรายงานและการนำเสนอ
แหลง่ เรยี นรู้
1 กศน.ตำบล
2 หอ้ งสมุดประชาชน
3 สถาบนั ศึกษาปอเนาะ
4 แหล่งเรียนในตำบล
ตัวชว้ี ัดการเรยี นรู้
1 ร้อยละ 80 นักศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเปน็ ของการ
พัฒนาอาชพี เพอ่ื ความเขม้ แข็ง
2 รอ้ ยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถบอกความจำเป็น และคณุ คา่ ของการวิเคราะห์ศักยภาพของ
ธุรกจิ
3 ร้อยละ 80 นกั ศกึ ษาสามารถวเิ คราะหต์ ำแหนง่ ธรุ กจิ ในระยะตา่ ง ๆ
ลงช่ือ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)
ตำแหน่ง …………………………………..
ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……
ลงชอ่ื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลัง)
ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวิชา โครงงานเพอื่ พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ รหสั วชิ า ทร 02006
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง
1. การทำโครงงานจะเรม่ิ ตน้ จากทใี่ ดเปน็ สำคญั
ก. ปญั หาทผ่ี เู้ รียนประสบอยู่
ข. ผู้เรยี นอยากร้ใู นเรื่องๆ นัน้
ค. ผู้เรียนมีความสนใจเองในเรอ่ื งน้นั
ง. ถูกทุกขอ้
2. ขอ้ ใดคอื ความแตกต่างระหว่างโครงการและโครงงาน
ก. ครแู ละผู้เรยี นมองเหน็ คณุ คา่ ของความรู้
ข. ผู้ทำงานมุง่ ทำงานให้บรรลเุ ป้าหมาย
ความสำเร็จของงาน
ค. ผู้ทำงานมุ่งจะใหไ้ ด้ความร้จู ากการทำงาน
เปน็ หลกั
ง. ข้อ ข. และ ค.ถูก
3. ข้อใดคือความจำเป็นที่ผเู้ รยี นจะตอ้ งทำโครงงาน
ก. เป็นเพราะนโยบายกำหนด
ข. เป็นเพราะหลกั สตู รกำหนด
ค. เปน็ เพราะความจำเปน็ ของหลักสตู รแต่
ละหลกั สตู ร
ง. เปน็ เพราะความจำเป็นด้านหลักสูตรและ
นโยบาย
4. การวเิ คราะหห์ ลักสตู รมาตรฐานการเรียนรู้ จัดอยูใ่ นขนั้ ตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตดั สนิ ใจเลอื กโครงงาน
ข. การจัดทำโครงงาน
ค. การเขียนรายงานโครงงาน
ง. ถูกทุกข้อ
5. ทกั ษะเบ้ืองตน้ ของกระบวนการเรยี นรใู้ นการจดั ทำโครงงานลำดบั ตามข้ันตอน คือขอ้ ใด
ก. คิด ทำ จำ พัฒนา แกป้ ัญหา
ข. คิด จำ ทำ แก้ปญั หา พัฒนา
ค. คดิ ทำ จำ แก้ปญั หา พัฒนา
ง. พัฒนา แก้ปญั หา คดิ ทำ จำ
6. ข้อใดคือประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการทำโครงงาน
ก. ผเู้ รียนไดเ้ รยี นร้ใู นเรอ่ื งทผ่ี เู้ รยี นอยากรู้
ข. ผ้เู รยี นได้เปน็ ผสู้ รา้ งองคค์ วามรู้ดว้ ยตัว
ผเู้ รียนเอง
ค. ผู้เรยี นได้ใช้ปัญหาทผ่ี ูเ้ รยี นประสบอยู่มา
เป็นเน้อื หาในการเรียนรู้
ง. ถูกทุกขอ้
7. ข้อใดคือความหมายของการทำโครงงาน
ก. การเรมิ่ ตน้ คดิ จากปญั หาทผี่ เู้ รยี นกำลงั
เรียนอยู่
ข. การลงมอื ทำเพอื่ การเรยี นร้ใู นสง่ิ นั้น
ค. การคน้ หาความรู้ความจรงิ จากการทำงาน
ดว้ ยการปฏิบตั ิจรงิ ด้วยตนเอง
ง. การศกึ ษาเนือ้ หารายละเอียดในสง่ิ ที่ยากและต้องทำเปน็ โครงงาน
8. ข้อใดเปน็ ขน้ั ตอนแรกของการทำโครงงาน
ก. ศกึ ษาแหล่งข้อมลู
ข. เลอื กเรื่องหรอื ปญั หา
ค. สร้างองค์ความรู้
ง. ถูกทกุ ข้อ
9. การขออนมุ ัติจดั ทำโครงงาน จดั อยู่ในขน้ั ตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตัดสินใจเลือกโครงงาน
ข. การเขียนรายงานโครงงาน
ค. การวางแผนการทำโครงงาน
ง. การจัดทำโครงงาน
10. ข้อใดคือทกั ษะกระบวนการในการทำงาน
ก. ทักษะกระบวนการแกไ้ ขปัญหา
ข. ทักษะการคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์
ค. ทกั ษะการสงั เกตทดลองและประเมนิ ค่า
ง. ถกู ทุกขอ้
แบบทดสอบหลงั เรียน
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวิชา โครงงานเพอื่ พฒั นาทักษะการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ทร 02006
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเจาะไอรอ้ ง
1. การทำโครงงานจะเรมิ่ ตน้ จากทีใ่ ดเป็นสำคญั
ก. ปัญหาทผ่ี เู้ รยี นประสบอยู่
ข. ผเู้ รยี นอยากรใู้ นเร่อื งๆ นั้น
ค. ผเู้ รยี นมีความสนใจเองในเรอื่ งนัน้
ง. ถูกทุกข้อ
2. ขอ้ ใดคือความแตกตา่ งระหว่างโครงการและโครงงาน
ก. ครูและผ้เู รียนมองเหน็ คุณค่าของความรู้
ข. ผู้ทำงานม่งุ ทำงานให้บรรลเุ ปา้ หมาย
ความสำเร็จของงาน
ค. ผู้ทำงานมุ่งจะใหไ้ ด้ความร้จู ากการทำงาน
เปน็ หลัก
ง. ข้อ ข. และ ค.ถูก
3. ข้อใดคือความจำเปน็ ที่ผู้เรยี นจะตอ้ งทำโครงงาน
ก. เป็นเพราะนโยบายกำหนด
ข. เปน็ เพราะหลกั สตู รกำหนด
ค. เป็นเพราะความจำเปน็ ของหลกั สูตรแต่
ละหลกั สูตร
ง. เปน็ เพราะความจำเป็นดา้ นหลกั สูตรและ
นโยบาย
4. การวิเคราะหห์ ลักสูตรมาตรฐานการเรียนรู้ จัดอยู่ในขนั้ ตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตดั สินใจเลือกโครงงาน
ข. การจดั ทำโครงงาน
ค. การเขียนรายงานโครงงาน
ง. ถกู ทกุ ข้อ
5. ทกั ษะเบื้องต้นของกระบวนการเรยี นร้ใู นการจดั ทำโครงงานลำดบั ตามขั้นตอน คอื ขอ้ ใด
ก. คดิ ทำ จำ พัฒนา แก้ปัญหา
ข. คดิ จำ ทำ แกป้ ัญหา พฒั นา
ค. คิด ทำ จำ แก้ปัญหา พัฒนา
ง. พัฒนา แกป้ ญั หา คิด ทำ จำ
6. ขอ้ ใดคอื ประโยชน์ที่ไดจ้ ากการทำโครงงาน
ก. ผ้เู รยี นไดเ้ รยี นรใู้ นเรอ่ื งทผี่ ้เู รยี นอยากรู้
ข. ผู้เรียนไดเ้ ปน็ ผู้สร้างองคค์ วามรูด้ ว้ ยตวั
ผเู้ รยี นเอง
ค. ผเู้ รียนได้ใชป้ ญั หาทผ่ี เู้ รียนประสบอยมู่ า
เปน็ เนอื้ หาในการเรยี นรู้
ง. ถกู ทกุ ข้อ
7. ข้อใดคอื ความหมายของการทำโครงงาน
ก. การเรม่ิ ตน้ คิดจากปญั หาทผี่ เู้ รยี นกำลงั
เรียนอยู่
ข. การลงมอื ทำเพอื่ การเรยี นรู้ในสงิ่ นนั้
ค. การค้นหาความรคู้ วามจรงิ จากการทำงาน
ด้วยการปฏิบัติจรงิ ดว้ ยตนเอง
ง. การศึกษาเน้ือหารายละเอยี ดในสงิ่ ทยี่ ากและตอ้ งทำเปน็ โครงงาน
8. ขอ้ ใดเปน็ ข้ันตอนแรกของการทำโครงงาน
ก. ศกึ ษาแหล่งขอ้ มูล
ข. เลือกเรื่องหรอื ปญั หา
ค. สร้างองคค์ วามรู้
ง. ถูกทุกขอ้
9. การขออนมุ ตั ิจดั ทำโครงงาน จดั อยู่ในขน้ั ตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตดั สนิ ใจเลอื กโครงงาน
ข. การเขยี นรายงานโครงงาน
ค. การวางแผนการทำโครงงาน
ง. การจัดทำโครงงาน
10. ขอ้ ใดคอื ทกั ษะกระบวนการในการทำงาน
ก. ทักษะกระบวนการแก้ไขปญั หา
จ. ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ สังเคราะห์
ฉ. ทกั ษะการสงั เกตทดลองและประเมนิ ค่า
ช. ถกู ทกุ ขอ้
ใบความรู้
ตอนท่ี 1.1 หลกั การของโครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ ผเู้ รียนจะมีความเขา้ ใจและสามารถนํา
โครงงานไปใชใ้ นการแสวงหาความรู้ได้อยา่ งดีดงั น้นั ผเู้ รยี นควร มโี ลกทัศน์ตอ่ โครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการ
เรยี นรทู้ ีก่ วา้ งขวาง ซ่งึ จาํ เปน็ ตอ้ งทาํ ความเข้าใจหลกั การของ โครงงาน ซ่งึ ได้ประมวลหลกั การเฉพาะทสี่ ําคญั
มาให้ศึกษาดงั น้ี หลักการของการทาํ โครงงานเพอื่ พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ 1) เนน้ การแสวงหาความร้ดู ว้ ย
ตนเอง 2) ผเู้ รยี นเปน็ ผู้วางแผนในการศกึ ษาคน้ ควาด้ ้วยตนเอง 3) ผเู้ รียนลงมือปฏบิ ัติดว้ ยตนเอง 4) ผเู้ รยี น
เป็นผู้นาํ เสนอโครงงานด้วยตนเอง 5) ผเู้ รียนร่วมกําหนดแนวทางวดั ผลและประเมินผล จุดม่งุ หมายของการทํา
โครงงาน (www. thaigoodview.) 1) เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนไดศ้ กึ ษาขอ้ มูลจากแหล่งความรู้ตา่ งๆ ดว้ ยตนเอง 2)
เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นไดแ้ สดงความคดิ รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ 3) เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์เช่น รู้จกั ทํางาน
รว่ มกับบุคคลอืน่ มคี วาม เชอื่ มน่ั ในตนเอง มคี วามรับผดิ ชอบ ฯลฯ 4) เพื่อใหผ้ เู้ รยี นใช้ความรแู้ ละ
ประสบการณเ์ ลอื กทาํ โครงงานตามความสนใจ พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติพ.ศ. 2542 และแกไ้ ข
เพิม่ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2545 หมวด 4 มาตรา 22 กลา่ วว่า “การจดั การศึกษายึดหลกั วา่ ใหผ้ เู้ รียนทกุ คนมี
ความสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ และถอื ว่ามีความสําคัญทสี่ ุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม
ให้ผ้เู รียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและ เตม็ ศักยภาพ” และมาตรา 24 กล่าวว่า “การจัดกระบวนการ
เรยี นร้ใู หส้ ถานศึกษาและหน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้อง ดาํ เนนิ การดงั ต่อไปน้ี...(7) จัดเนือ้ หาสาระและกิจกรรมให้
สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนดั ของผเู้ รยี น... (11) ฝึกทกั ษะกระบวนการคิดและการจดั การ การเผชิญ
สถานการณ์และการประยุกต์ความร้มู าใช้เพ่อื ป้องกัน และแก้ปัญหา...(15) จดั กจิ กรรมใหผ้ เู้ รยี นได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง ฝกึ การปฏบิ ตั ใิ ห้ทําได้คิดเป็นทาํ เป็น รักการอา่ นและเกิดการใฝร่ ูอ้ ย่างต่อเน่ือง...(23) จดั การ
เรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรตู้ า่ งๆ อย่างได้ สดั สว่ นสมดลุ กัน รวมทง้ั ปลกู ฝงั คุณธรรมค่านิยมทดี่ ี
งาม และคุณลักษณะอนั พึงประสงคไ์ ว้ในทกุ วิชา...(33) จดั การเรียนรูใ้ หเ้ กิดขึน้ ได้ทุกเวลา ทกุ สถานท่ี มีการ
ประสานความร่วมมอื กับบิดา มารดา ผปู้ กครองและบคุ คล ในชุมชนทุกฝ่าย เพ่อื ร่วมกันพัฒนาผเู้ รยี นตาม
ศักยภาพ” “โครงงานเป็นกิจกรรมการเรยี นการสอนทใ่ ชพ้ ฒั นาความสามารถของผเู้ รยี น อกี ทั้งยงั เปน็ กจิ กรรม
ที่ ตอบสนองตอ่ กระบวนการเรียนรู้ทเี่ น้นผเู้ รียนเป็นสําคญั จงึ มีความจําเป็นอย่างยงิ่ ท่ีครตู อ้ งนาํ ไปใช้ในการจัด
กิจกรรมการเรยี นรูเ้ พอื่ พฒั นาความสามารถของผเู้ รียนในทกุ สาระการเรียนรซู้ ง่ึ ผู้เรยี นตอ้ งมีความสามารถใน
การเลือกสรรให้ถกู ตอ้ ง และเหมาะสมกบั ระดบั การศกึ ษาของตนเอง รวมถงึ ความสามารถในการนําความรูท้ ่ี
เกดิ จากการเสาะแสวงหาไปประยุกตใ์ ชช้ ีวติ จรงิ ไดจ้ งึ นบั ว่าเปน็ การปฏิรูปผู้เรยี นใหร้ ูจ้ กั แสวงหาความรดู้ ้วย
ตนเองจากสอื่ ท่ีหลากหลายอย่างตอ่ เนื่องและยั่งยนื ” 4 ยุทธ ไกยวรรณ (2546 : 11) กลา่ ววา่ หลักการของ
การเรียนวชิ าโครงงานเนน้ และเปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียน คดิ เอง วางแผนการทาํ งานเอง ลงมือปฏบิ ัตงิ านดว้ ยตนเอง
นําเสนอโครงงาน และรว่ มกาํ หนดแนวทางการ วัดผลด้วย โดยมคี รูเปน็ ผูอ้ ํานวยความสะดวกและช้ีแนะแนว
ทางการทาํ งานร่วมกนั แกป้ ญั หากับผเู้ รียนระหวา่ ง การทําโครงงาน การจดั การเรยี นรกู้ ารทาํ โครงงาน ควรอยู่
บนพื้นฐานความเชอื่ และหลกั การปฏิรปู การเรยี นรูค้ ือ เชอื่ มน่ั ในศกั ยภาพการเรียนรู้ของผเู้ รียน ภายใต้
หลักการจดั การเรยี นร้ทู ย่ี ดึ ผ้เู รียนเป็นสาํ คญั และสอดคล้องกับ สภาพความเป็นจรงิ ในท้องถิ่น (บรู ชยั ศิรมิ หา
สารคร. 2549 : 19) คือ 1) ผเู้ รยี นได้เลอื กเรื่องประเด็นปญั หาทต่ี อ้ งการจะศึกษาดว้ ยตนเอง 2) ผเู้ รียนได้
เลือกและหาวิธกี ารตลอดจนแหลง่ ขอ้ มลู ท่หี ลากหลายด้วยตนเอง 3) ผเู้ รยี นลงมือปฏบิ ตั แิ ละเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
4) ผู้เรียนไดบ้ รู ณาการทกั ษะ ประสบการณค์ วามรู้สงิ่ แวดลอ้ มตามสภาพจรงิ 5) ผเู้ รยี นเปน็ ผสู้ รปุ และสรา้ ง
องค์ความรู้ดว้ ยตนเอง 6) ผเู้ รียนไดแ้ ลกเปลี่ยนเรียนรู้กบั ผอู้ น่ื 7) ผเู้ รียนไดน้ ําความรู้ไปใชจ้ ริง ( สํานักงาน
กศน.ภาคเหนอื . 2552 : 125) 5 ตอนที่ 1.2 แนวคิดของโครงงานเพ่อื พฒั นาทักษะการเรยี นรู้ การเรียนรู้
แบบโครงงานเปน็ การเรยี นรทู้ ่ใี หค้ วามสาํ คญั ตอ่ ผเู้ รยี น ในการเลือกเรียนส่งิ ต่างๆ ดว้ ย ตนเอง ทั้งเนื้อหา
วธิ กี าร โดยมีครูเปน็ ผู้คอยอาํ นวยความสะดวก ชว่ ยเหลอื ใหผ้ เู้ รียนได้ประสบความสาํ เร็จ ในการเรยี น ทงั้ ในแง่
ของความรู้ดา้ นวิชาการ และความร้ทู ใ่ี ช้ในการดาํ เนินชวี ติ และการทาํ งานในอนาคต เปน็ ผทู้ มี่ ีความสมดลุ ทง้ั
ด้านจิตใจ ร่างกาย ปัญญา อารมณแ์ ละสังคม การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ใหผ้ เู้ รยี น ไดเ้ รียนเร่อื งการจดั ทาํ
โครงงานนัน้ นอกจากจะมคี ุณค่าทางดา้ นการฝึกใหผ้ เู้ รียนมคี วามรคู้ วามชํานาญ และมีความมนั่ ใจในการนาํ เอา
วิทยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นการแกป้ ัญหาหรอื คน้ คว้าหาความรู้ตา่ งๆ ด้วยตนเองแล้ว ยงั ให้คุณค่าอืน่ ๆ คือ 1) รจู้ กั
ตอบปญั หาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ มเ่ ป็นคนทห่ี ลงเชือ่ งมงายไรเ้ หตผุ ล 2) ได้ศึกษาค้นคว้าหา
ความรู้ในเร่ืองทต่ี นสนใจ ไดอ้ ย่างลึกซงึ้ กวา่ การจดั กจิ กรรมการเรียนร้ขู องครู 3) ทําให้ผเู้ รียนไดแ้ สดงออกถงึ
ความสามารถพเิ ศษของตนเอง 4) ทาํ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความสนใจเรยี นในกลมุ่ สาระการเรยี นรนู้ น้ั ๆ มากย่งิ ข้นึ 5)
ผ้เู รียนไดใ้ ช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การเรยี นรโู้ ดยใช้โครงงาน สามารถช่วยใหผ้ เู้ รยี นได้ฝกึ ทกั ษะสําคญั ๆ
ดังนี้ 1) สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคล (Interpersonal skill) 2) การแก้ปญั หาและความขดั แย้ง (Conflict
resolution) 3) ความสามารถในการถกเถียงเจรจาเพือ่ นาํ ไปสกู่ ารตดั สินใจ (Consensus on decision) 4)
เทคนิคการติดต่อสื่อสารระหวา่ งบคุ คลทม่ี ีประสทิ ธิภาพ (Effective interpersonal Communication
techniques) 5) การจดั การและการบรหิ ารเวลา (Time management) 6) เตรียมผเู้ รียนเพ่อื จะออกไป
ทํางานรวมกบั ผู้อ่นื 6.1) ทักษะในแง่ความรเู้ กีย่ วกบั ความสามารถในการควบคมุ จติ ใจและควบคุมตนเอง
(Discipline knowledge) 6.2) ทักษะเกีย่ วกบั กระบวนการกลมุ่ (Group-processskill) 7) ช่วยใหผ้ เู้ รยี นได้มี
ความรมู้ ากขน้ึ มีมุมมองหลากหลาย(Multi perspective) อนั จะนําไป ส่คู วามสามารถทางสตปิ ญั ญา การรบั รู้
ความเข้าใจ การจดจาํ และความสามารถในการทาํ งานร่วมกบั ผู้อ่ืนได้ดี ยง่ิ ขน้ึ 8) เพ่ิมความสามารถในการ
เข้าใจสง่ิ ต่างๆ ไดด้ ีข้นึ อนั นําไปสู่ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์และทกั ษะการส่ือสาร (Criticalthinking
and Communication skill) (Freeman, 1995) 9) ชว่ ยสนบั สนนุ การพฒั นาทกั ษะการทํางานเป็นทมี จาก
การเรียนรจู้ ากประสบการณ์ (Experiential learning) (Kolb, 1984) 10) การเรียนแบบโครงงานช่วยใหเ้ กดิ
การเรียนรแู้ บบรว่ มมอื กัน (Cooperative learning) ในกลมุ่ ของผเู้ รียน ซงึ่ ผเู้ รียนแตล่ ะคนจะแลกเปลย่ี น
ความรู้ซึง่ กันและกนั ในการเรยี น โดยอาศยั กระบวนการ กลมุ่ (group dynamic) 6 แนวคดิ สาํ คัญ การเรียนรู้
แบบโครงงานเปน็ การเรยี นรทู้ เ่ี ชอื่ มโยงหลักการพฒั นาการคดิ แบบบลูม (Blom) ทงั้ 6 ข้ัน คือ ความรู้ความจาํ
(Knowledge) ความเขา้ ใจ (Comprehension) การนาํ ไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การ
สังเคราะห์ (Synthesis) การประเมนิ ค่า (Evaluation) และยงั เปน็ กระบวนการเรียนรู้ต้ังแต่ การวางแผนการ
เรยี นรกู้ ารออกแบบการเรยี นรกู้ ารสรา้ งสรรค์ประยุกตใ์ ชผ้ ลผลิต และการประเมินผลงานโดย ผสู้ อนมบี ทบาท
เป็นผูจ้ ัดการเรยี นรู้ แคทซแ์ ละชารด์ (Katz and Chard, 1994) กล่าวถงึ การสอนแบบโครงงานวา่ วิธีการ
สอนนี้ มจี ุดมุง่ หมายท่ีจะพัฒนาผเู้ รยี นท้ังชวี ติ และจิตใจ (Mind) ซง่ึ ชีวิตจติ ใจในที่นีห้ มายรวมถงึ ความรทู้ กั ษะ
อารมณจ์ รยิ ธรรมและความรสู้ กึ ถึงสนุ ทรียศาสตร์และได้เสนอว่าการจดั การเรียนการสอนโดยใชก้ ารสอนแบบ
โครงงานว่าควรมเี ปา้ หมายหลัก 5 ประการ คอื 1) เป้าหมายทางสตปิ ญั ญาและเปา้ หมายทางจติ ใจของผเู้ รยี น
(Intellectual Goals and the Life of the Mind) คือการจดั การเรยี นการสอนแบบเตรยี มความพร้อม มุ่งให้
ผเู้ รียนมปี ฏสิ ัมพันธก์ บั สงิ่ แวดล้อมอย่าง หลากหลาย และการมีปฏสิ มั พนั ธ์กบั สงิ่ ตา่ งๆ รอบตวั ผูเ้ รยี นควรจะได้
เข้าใจประสบการณแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ มรอบ ตวั อยา่ งลึกซง้ึ ดังน้ันเป้าหมายหลกั ของการเรียนระดับนจ้ี งึ เป็นการมงุ่
ให้ผเู้ รียนพฒั นาความรคู้ วามเขา้ ใจโลก ที่อย่รู อบๆ ตวั เขา และปลกู ฝงั คุณลกั ษณะการอยากรู้อยากเรียนให้กบั
ผเู้ รียน 2) ความสมดลุ ของกจิ กรรม (Balance of Activities) การสอนแบบโครงงานจะทําให้ผเู้ รยี น ไดป้ ฏบิ ัติ
กิจกรรมที่เหมาะสมทั้งกจิ กรรมทางวชิ าการ ใช้กิจกรรมเปน็ สอ่ื ทําใหเ้ กดิ การเรยี นรเู้ ปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียนได้ทํา
กจิ กรรมค้นหาความรเู้ ป็นการเรียนรผู้ ่านการเล่นและการมปี ฏสิ มั พันธ์กบั สง่ิ แวดลอ้ มตา่ งๆ ทอ่ี ย่รู อบตวั 3)
สถานศึกษาคือสว่ นหนึ่งของชวี ิต (School as Life) การเรยี นการสอนในสถานศกึ ษาต้องเป็นสว่ น หนงึ่ ในชีวติ
ของผเู้ รียนไม่ใช่แยกออกจากชวี ิตประจําวันโดยทัว่ ไป กจิ กรรมในสถานศึกษาจึงควรเปน็ กิจกรรมท่ี เก่ียวข้อง
กบั การดําเนินชีวติ ปกติการมีปฏสิ ัมพันธ์กบั สง่ิ แวดล้อมและผคู้ นรอบๆ ตวั ผเู้ รียน 4) ศกร.เปน็ ชุมชนหนงึ่ ของ
ผู้เรียน (Community Ethos in the Class) ทุกคนมลี ักษณะเฉพาะตวั การสอนแบบโครงงานเปดิ โอกาสให้
ผเู้ รยี นแตล่ ะคนไดแ้ สดงออกถงึ คณุ ลกั ษณะ ความรู้ความเข้าใจ ความเชือ่ ของเขา ในการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้แบบนจี้ ึงเกดิ การแลกเปลี่ยน การมปี ฏสิ มั พันธก์ นั อยา่ งลึกซึ้ง ผเู้ รียนได้ เรียนรู้ความแตกต่างของตนกบั
เพื่อนๆ 5) การจดั กจิ กรรมการเรยี นร้เู ปน็ สงิ่ ท่ีท้าทายครู (Teaching as a Challenge) ในการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้แบบโครงงาน ครไู ม่ใช่ผูถ้ า่ ยทอดความรใู้ หก้ บั ผเู้ รยี น แตเ่ ป็นผู้คอยกระต้นุ ชี้แนะ และให้ความสะดวกใน
การเรียนรูข้ องผเู้ รยี น โครงงานบางโครงงานครเู รียนรูไ้ ปพรอ้ มๆ กบั ผ้เู รียน ครรู ว่ มกันคดิ หาวธิ ีแก้ปญั หา ลงมือ
ปฏบิ ตั ไิ ปด้วยกนั ถอื เป็นการเรยี นรรู้ ว่ มกนั 7
ตอนท่ี 1.2 ความหมายของโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ มผี รู้ ู้ไดใ้ หค้ วามหมายของคาํ วา่
โครงงานไว้ในหลายมุมมอง ซึ่งได้ประมวลมาใหผ้ ู้เรยี นไดศ้ ึกษาดังนี้ “โครงงาน” หมายถึง วิธกี ารเรยี นวธิ หี นงึ่ ที่
ผ้เู รยี นมุง่ ทาํ งานเพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ควบค่กู บั การทาํ งานให้ บรรลุเป้าหมาย มิใช่มุ่งทาํ งานเพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย
อยา่ งเดียว ผทู้ ําโครงงานจะตอ้ งกําหนดภาระงานใด ภาระ งานหน่ึงข้นึ มาทาํ แลว้ ใชภ้ าระงานนั้นทาํ ภาระงาน
อีกอย่างหน่งึ ทเี่ รียกวา่ ภาระงานการศกึ ษาเรียนรู้ สร้าง ความรขู้ ึ้นเพอ่ื นําความรู้ไปใชป้ รับปรงุ การทํางานให้
บรรลเุ ปา้ หมาย ในระหวา่ งท่ีทํางานให้บรรลุเป้าหมาย กท็ าํ งานเพ่อื การศึกษาเรียนรู้อกี ควบคกู่ ันไปตลอด
(จํานง หนนู ลิ . 2546:13) “โครงงาน” คอื การศกึ ษาคน้ ควา้ หาความรหู้ รอื หาคําตอบในข้อสงสัยเร่อื งใดเรอ่ื ง
หนง่ึ อย่างลึกซึง้ ดว้ ยวิธกี ารทห่ี ลากหลาย เกดิ ภาระงานในการศึกษาค้นควา้ ด้วยความสนใจของผเู้ รียนเอง มี
คุณค่ากวา่ การ ทํางานใหบ้ รรลเุ ป้าหมายท่เี รียกวา่ การทําโครงการ หรอื การทํารายงานธรรมดาทม่ี ผี กู้ าํ หนด
หัวข้อขึน้ ให้ไปทาํ ” (จาํ นงหนนู ลิ . 2546:14 ) “โครงงาน” หมายถึง กิจกรรมทเี่ ปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียนไดศ้ กึ ษา
ค้นควา้ และลงมอื ปฏิบตั ิด้วยตนเองตาม ความสามารถ ความถนดั และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรห์ รอื กระบวนการอ่นื ไปใช้ใน การศึกษาหาคาํ ตอบ โดยมคี รผู ู้สอนคอยกระตนุ้ แนะนาํ และให้
คาํ ปรกึ ษาแกผ่ ูเ้ รยี นอยา่ งใกล้ชดิ ต้งั แต่การเลอื ก หวั ขอ้ ท่ีจะศกึ ษาค้นคว้า ดําเนินการวางแผน กําหนดขั้นตอน
การดาํ เนนิ งาน และการนําเสนอผลงาน ซ่ึงอาจทํา เปน็ รายบคุ คลหรอื เป็นกล่มุ (วโิ รจน์ ศรีโภคา และคณะ.
2544:9 ) “โครงงาน” คือ งานวจิ ยั เล็กๆ สําหรบั ผเู้ รียน เป็นการแกป้ ญั หาหรอื ข้อสงสยั หาคาํ ตอบโดยใช้
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรห์ ากเนื้อหาหรอื ขอ้ สงสยั เปน็ ไปตามกลุม่ สาระการเรยี นรใู้ ด จะเรยี กว่าโครงงาน
ในกลุ่มสาระนัน้ ๆ (www. tet2. org/index.) “โครงงาน” คอื การศึกษาคน้ ควา้ เกี่ยวกบั สิง่ ใดสง่ิ หนง่ึ หรอื
หลายๆ สงิ่ ท่อี ยากรูค้ ําตอบใหล้ กึ ซงึ้ หรอื เรียนรใู้ นเร่อื งนนั้ ๆ ให้มากขน้ึ โดยใชก้ ระบวนการวิธีการท่ศี ึกษา
อยา่ งมรี ะบบเป็นขนั้ ตอน มีการวางแผนใน การศึกษาอย่างละเอยี ด ปฏิบตั งิ านตามแผนท่ีวางไว้จนได้ข้อสรปุ
หรอื ผลสรปุ ทเี่ ปน็ คําตอบในเรื่องนนั้ ๆ (www. thaigoodview.) “โครงงาน” คอื การเรียนรูท้ เี่ กิดจากความ
สนใจของผเู้ รยี น ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเก่ียวกบั สง่ิ ใดสิง่ หนึง่ หรอื หลายๆ สง่ิ ทสี่ งสัยและต้องการคําตอบให้
ลกึ ซง้ึ ชัดเจน หรอื ต้องการเรียนรู้ในเรื่องนน้ั ๆ ให้มากขน้ึ กว่าเดิมโดยใช้ความรหู้ ลายๆ ด้านและทักษะ
กระบวนการท่ีตอ่ เนอ่ื ง มกี ารวางแผนในการศึกษาและรบั ผดิ ชอบ ปฏบิ ตั ติ ามแผนจนไดข้ ้อสรุปหรอื ผล
การศึกษา หรอื คําตอบเกี่ยวกบั เรอ่ื งนนั้ ๆ อยา่ งเปน็ ระบบ เร่ืองทจ่ี ะทาํ โครงงานควรเปน็ เรอื่ งทผ่ี ้เู รียนสนใจ
และสอดคล้องตามสาระการเรยี นรูต้ ามรายวชิ านั้น (สาํ นกั งานสงเสริม การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาม
อัธยาศัย.แนวทางการจดั การเรยี นร้หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้นั พน้ื ฐานพุทธศกั ราช
2551 .นนทบรุ ี : บรษิ ทั ไทย พบั บลิคเอด็ ดูเคช่ัน จํากดั , 2553.) โครงงาน (project) จงึ เป็นเสมือนสะพาน
เชือ่ มระหวา่ งผเู้ รียนกบั ห้องเรยี น และโลกภายนอก ซึ่งผ้เู รยี นสามารถจะนําความร้ทู ่ีไดร้ บั มาปรบั ใชไ้ ด้ในชีวติ
จรงิ ของผเู้ รียน ท้งั นเ้ี พราะวา่ ผู้เรยี นตอ้ งนาํ เอาความรู้ ทีไ่ ด้จากชนั้ เรียนมาบรู ณาการเขา้ กับกจิ กรรมทจ่ี ะ
กระทาํ เพื่อนําไปสคู่ วามรูใ้ หมๆ่ ด้วยการสรา้ งความหมาย การแกป้ ญั หา และการค้นพบดว้ ยตนเอง ผูเ้ รยี น
ตอ้ งสร้างและกาํ หนดความรูจ้ ากความคิดและแนวคิดทมี่ ีอยู่ 8 กบั ความคดิ และแนวคิดทเี่ กดิ ขนึ้ ใหม่ ทําใหเ้ กดิ
การปรับเปล่ยี นความร้ใู หเ้ ปน็ เคร่ืองมือในการเรยี นรู้สงิ่ ใหม่ตาม มมุ มองในทศั นะตา่ งๆ ทร่ี วบรวมมาใหผ้ ูเ้ รยี น
ไดศ้ ึกษา จะเห็นไดว้ า่ โครงงานเป็นวธิ แี สวงหาซงึ่ ความรู้ด้วยตนเอง อกี หนทางหนงึ่ ซง่ึ มคี ุณค่าแตกต่างไปจาก
การเรียนรดู้ ้วยวธิ อี ่ืนๆ อยบู่ ้าง โดยมขี ้อเด่นตรงทเี่ ป็นการแสวงหา ความร้ทู ต่ี ้องสมั ผสั ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม
ผเู้ รยี นควรสรปุ ความหมายของคําวา่ โครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะ การเรยี นรทู้ เ่ี ปน็ ความเข้าใจของตวั ท่านเอง
ความหมายของการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน การเรียนรู้แบบโครงงาน คอื การจัดใหน้ ักศึกษารวมกลุ่มกันทาํ
กจิ กรรมรว่ มกนั โดยมีจดุ มุง่ หมายใน การศึกษาหาความรหู้ รอื ทํากจิ กรรมใดกจิ กรรมหน่ึงตามความสนใจของ
นกั ศึกษา การเรียนรแู้ บบโครงงานนี้ จงึ มงุ่ ตอบสนองความสนใจ ความกระตือรอื ร้น และความใฝ่เรียนรู้ของ
ผูเ้ รยี นเอง ในการแสวงหาข้อมลู ความรู้ ต่างๆ เพื่อทําโครงงานรว่ มกันให้ประสบความสําเรจ็ ตามจดุ มงุ่ หมาย
ของโครงงาน การเรียนรูโ้ ดยใชโ้ ครงงาน เป็นศนู ยก์ ลางการเรียนรู้ (Project Centered Learning) ซง่ึ หมายถงึ
การกระทาํ กจิ กรรมรว่ มกัน ช่วยเหลือ กันในการแก้ปัญหาทีเ่ กิดข้ึนภายในกลมุ่ ดว้ ยวิธกี ารปฏิบัติจรงิ เพื่อการ
เรียนรวู้ ธิ ีการแก้ปญั หา อันนําไปสู่ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหแ์ สวงหาข้อมลู และแนวทางในการ
แก้ปญั หาเหล่าน้นั การเรียนรแู้ บบโครงงาน อาจมีช่ือเรยี กอน่ื ทม่ี ความหมายเด ี ียวกนั ได้แก่ การเรยี นรโู้ ดยใช้
โครงงาน การเรยี นร้แู บบโครงการ การเรยี นรู้ โดยใชโ้ ครงงานเปน็ ศนู ย์กลางการเรียนร้ใู นเรือ่ งความหมาย ไดม้ ี
ผู้กล่าวถึงไวห้ ลายคน เชน่ จากซิ และโรบิน (Jaques, 1984; Robbins, 1997) ไดใ้ ห้ความหมายของวธิ ีการ
เรียนรแู้ บบโครงงาน (Group Project) วา่ หมายถงึ การรวมกลุ่มกันของบคุ คลมากกว่า 2 คนขึ้นไป มี
ปฏสิ มั พันธก์ ันรว่ มกันกระทํา กจิ กรรมอนั นาํ ไปสู่จดุ มงุ่ หมายบางประการ นอกจากน้นั แลว้ โครงงานเป็นการจัด
สถานการณ์ทีช่ ่วยใหผ้ เู้ รียน ได้เรียนรทู้ าํ งานรว่ มกนั แลกเปล่ียนขอ้ มลู ซง่ึ กนั และกนั และสนบั สนุนกันในการ
เรียนรู้ (Fascilitate Learning) สชุ าตวิ งศ์สุวรรณ (2542) กลา่ วถึงความหมายของการเรียนรโู้ ดยใช้โครงงาน
วา่ หมายถงึ การจดั การ เรยี นรูอ้ กี รปู แบบหน่งึ ทเี่ ปน็ การใหผ้ เู้ รยี นไดล้ งมอื ปฏิบตั ิจรงิ ในลักษณะของการศกึ ษา
สํารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดษิ ฐค์ ดิ ค้น โดยมคี รเู ปน็ ผกู้ ระตนุ้ แนะนาํ และใหค้ าํ ปรกึ ษาอยา่ งใกลช้ ดิ สรปุ ไดว้ า่
การเรียนรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเปน็ การเสรมิ สร้างศักยภาพการเรยี นรู้ของแตล่ ะคน ใหไ้ ดร้ ับการ พฒั นาได้เตม็ ขดี
ความสามารถทม่ี ีอยูอ่ ยา่ งแท้จรงิ ทําให้ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง ไดเ้ รียนวิธกี ารเรยี นรู้ สามารถสรา้ ง
องคค์ วามร้ไู ดด้ ว้ ยตนเอง รวมทง้ั ปลกู ฝงั นสิ ยั รักการเรยี นรอู้ นั จะนาํ ไปสกู่ ารเปน็ บุคคลแหง่ การ เรียนร้ไู ดใ้ นทีส่ ุด
ความสาํ คัญของการเรยี นรแู้ บบโครงงาน การทผี่ ู้เรียนได้เรยี นร้ผู า่ นโครงงาน ทาํ ใหม้ องเหน็ ความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งความคดิ กบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ซึง่ จะถกู เช่ือมโยงเข้าเป็นเรอ่ื งเดยี วกัน ในลกั ษณะของ ความสมั พันธแ์ ละการ
เชื่อมโยง อนั จะสามารถนําไปใชใ้ นสถานการณอ์ ่ืนไดอ้ ยา่ งหลากหลาย สามารถบรู ณาการ ความร้มู าชว่ ยกันทํา
โครงงาน เรียนรจู้ กั การทํางานร่วมกบั ผูอ้ ืน่ รจู้ กั การหาขอ้ มลู ความรตู้ ่างๆ ด้วยตนเอง ฝกึ ทกั ษะการส่ือสาร
ร้จู ักการคิดแกไ้ ขปัญหาในสว่ นของผเู้ รยี น การเรียนรจู้ ากโครงงานถอื ได้ว่าเป็นการเรยี นรู้ รว่ มกนั ภายในกลุ่ม
เพราะทุกคนได้เข้ามามสี ่วนร่วมในการคน้ หาคาํ ตอบหาความหมาย ตลอดจนแนวทางแกไ้ ข ปัญหา ร่วมคดิ
รว่ มทาํ งาน ส่งผลให้เกดิ กระบวนการคน้ พบกระบวนการเรยี นรู้สงิ่ ต่างๆ ไดด้ ้วยตนเอง สามารถ นาํ ความร้ทู ี่
ไดร้ บั มาแลกเปล่ยี นประสบการณ์และแลกเปลย่ี นพ้นื ฐานความร้รู ะหวา่ งผเู้ รียนด้วยกัน เป็น 9 ลักษณะของ
การเรียนรรู้ ่วมกนั ( Collaboration learning) ความรแู้ ละสามารถด้านต่างๆ ทม่ี ีอยู่ในตวั ของ ผเู้ รียน จะถกู
กระตุ้นใหไ้ ด้แสดงออกมาอย่างเต็มท่ขี ณะท่ีปฏบิ ตั ิกจิ กรรม เชน่ เดียวกับทกั ษะต่างๆ ที่จาํ เปน็ สาํ หรับชวี ติ เชน่
ทักษะการทํางาน ทกั ษะการอยรู่ ่วมกนั ทักษะการจัดการ ฯลฯ กจ็ ะถกู นาํ เอามาใช้อยา่ งเต็ม ตามศักยภาพ
ในขณะทีร่ ่วมกนั แก้ปญั หาทีเ่ กิดข้นึ ระหว่างการทาํ โครงงาน การเรยี นร้แู บบโครงงานยังช่วย ส่งเสรมิ คณุ ธรรม
จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มทง้ั หลายก็จะถกู ปลกู ฝงั และสง่ั สมในตวั ผู้เรยี น ในขณะทท่ี กุ คนรว่ มกัน ทาํ งาน รวมทั้ง
เปน็ การปลูกฝงั ความเปน็ ประชาธปิ ไตย ฝึกหัดการรู้จกั รบั ฟังความคดิ เห็นของผอู้ ืน่ เน่ืองจากว่า แนวคิดหลัก
ของการเรียนรแู้ บบโครงงาน จะใชห้ ลกั การเรียนร้รู ่วมกนั (Team learning) อนั จะนาํ ไปสู่การ เรยี นร้ดู ว้ ยการ
นาํ ตนเอง ซงึ่ มผี ลโดยตรงต่อการเพ่มิ โอกาสในการเจรญิ กา้ วหน้าของบคุ คล ในการเรียนรูแ้ ละ พฒั นาความรู้
ความสามารถของตนเอง ความสามารถในการมีปฏสิ มั พันธ์และทํางานรว่ มกบั ผอู้ ื่นไดด้ แี ละ มปี ระสทิ ธภิ าพ
ไม่ใชส่ งิ่ ทีเ่ กดิ ขึ้นเองได้หากแตเ่ ป็นสง่ิ ที่ตอ้ งเกิดจากการเรียนรูเ้ พอ่ื จะทําใหท้ กั ษะดงั กลา่ ว เกิดขน้ึ ในตวั ของ
บุคคล การเรียนรเู้ พอื่ ใหเ้ กดิ ความสามารถและทกั ษะดงั กลา่ ว สามารถทาํ ให้เกิดได้โดยใช้ หลกั การเรยี นรู้โดย
ใหผ้ ูเ้ รียนรวมกลมุ่ กนั มีโอกาสร่วมกนั ในการเรียนรแู้ ละทาํ งานรว่ มกนั โดยใช้วธิ ี “group assignments in
their courses” ซงึ่ มีครเู ปน็ ผ้อู ํานวยความสะดวกให้แกผ่ ้เู รียน และช่วยให้ผเู้ รียน สามารถเรียนรูท้ กั ษะ
ดังกลา่ วจากประสบการณใ์ นการการทาํ โครงงานรว่ นกัน ดังนน้ั ในการจดั การเรียนรู้แบบ โครงงานจงึ ตอ้ งเนน้
และใหค้ วามสําคญั ที่ตวั ผเู้ รียน โดยมุ่งให้ผเู้ รยี นได้พฒั นาขดี ความสามารถของตนเองอยา่ ง เต็มตามศกั ยภาพ มี
ความสมดลุ ท้งั ด้านจิตใจ ร่างกาย ปญั ญา และสงั คม เป็นผรู้ จู้ ักคิด วเิ คราะหร์ กั การเรียนรู้ เรยี นรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง
มเี จตคตทิ ด่ี มี วี นิ ยั มคี วามรับผดิ ชอบ และมที กั ษะที่จําเปน็ สาํ หรับการดาํ รงชีวิต รวมทง้ั ทักษะทางอาชีพ
สามารถพงึ่ ตนเองและร่วมมอื กับผูอ้ น่ื อย่างสรา้ งสรรคก์ ารเรยี นรู้แบบโครงงานตอ้ งม่งุ พฒั นา ความสามารถทาง
อารมณ์ไดแ้ ก่ ความสามารถในการมสี ตริ ู้ตวั และความสามารถในการปรับตัวเข้ากบั สังคม ซง่ึ ถอื วา่ เป็นปจั จยั
สําคัญทจ่ี ะทําใหค้ นเราประสบความสําเรจ็ ในชวี ิต เชน่ เดยี วกบั ความสามารถทางปญั ญา ความสามารถหรอื
ความฉลาดทางอารมณ์ท่ีจะต้องปลกู ฝงั ใหผ้ ู้เรยี น ไดแ้ ก่ การรจู้ ักตนเอง การเข้าใจตนเอง ความสามารถในการ
ควบคุมตนเอง ความเขา้ ใจและเห็นอกเหน็ ใจผอู้ นื่
แผนการจัดการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชา โครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรียนรู้ รหัสวิชา ทร 02006
ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อำเภอเจาะไอร้อง
............................................................................................................................. ..................
แผนการจดั การเรียนรู้ แบบพบกล่มุ ครงั้ ที่ 18 ( จำนวน 6 ช่ัวโมง )
เรื่อง โครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
วันที่ .....เดอื น ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.
ตัวชวี้ ัด
1. เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนทำโครงงานไดส้ อดคลอ้ งกบั สารระการเรียนรู้
2. เพ่อื สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนไดฝ้ ึกทักษะในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ เขียน
เนอื้ หา
1. การเตรียมการทำโครงงานเพ่อื พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้
2. ทักษะและกระบวนการทจ่ี ำเปน็ ในการทำโครงงานเพือ่ พฒั นาทักษะการเรียนรู้ (การหา
ข้อมลู การเลอื กใชข้ ้อมูล การจดั ทำข้อมูล การนำเสนอข้อมลู การพฒั นาต่อยอดความรู้)
กจิ กรรมการจัดการเรียนรู้
ข้ันที่ 1 กำหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
1. ผเู้ รยี นรว่ มทบทวนเนอื้ หาการทำกจิ กรรมตอ่ เน่ือง
2. ผเู้ รยี นร่วมกบั ครศู ึกษาสภาพปัญหาทเ่ี กิดข้ึนการเตรยี มการทำโครงงานเพ่อื
พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ รวมทัง้ ทักษะและกระบวนการทจี่ ำเปน็ ในการทำโครงงานเพอ่ื พฒั นาทักษะ
การเรยี นรู้
ขั้นที่ 2 แสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1.ผเู้ รยี นร่วมกับครศู กึ ษารายละเอยี ดการเรยี นรู้เรอ่ื ง ลกั ษณะของโครงงานท่ดี ี
2.ผ้เู รยี นทำความเขา้ ใจในกระบวนการเรียนรู้เร่อื งลักษณะของโครงงานทด่ี บี ูรณา
การกับหลักเศรษฐกจิ พอเพียง
3.ผเู้ รียนศึกษาหาความรทู้ ำใบความรู้ เรื่องสว่ นประกอบของโครงงาน
ขน้ั ที่ 3 การปฏิบตั ิและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (Implementation : I)
1. ผเู้ รยี นรว่ มกัน ซกั ถาม/แสดงความคดิ เหน็ ในเนอื้ หาที่ไดศ้ กึ ษา
2. ครสู รปุ เนอ้ื หาและมอบหมายกิจกรรมการเรยี นรู้ให้หาตัวอยา่ งโครงงานมา 1
โครงงาน
ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (Evalyation : E)
1. ผเู้ รยี นรบั การประเมนิ ผลการเรียนรจู้ ากใบงานท่ีมอบหมาย
สือ่ การเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาการโครงงานเพ่อื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
2. ใบความรู้
3. สอ่ื Internet
การวัดและประเมิน
2. ใบงาน
3. แบบทดสอบ
4. การรายงานและการนำเสนอ
ตัวชีว้ ัดการเรยี นรู้
1 ร้อยละ 80 นักศกึ ษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคญั และความจำเปน็ ของการ
พัฒนาอาชพี เพอื่ ความเขม้ แขง็
2 ร้อยละ 80 นักศึกษาสามารถบอกความจำเป็น และคณุ คา่ ของการวิเคราะหศ์ ักยภาพของ
ธรุ กิจ
3 รอ้ ยละ 80 นกั ศึกษาสามารถวเิ คราะห์ตำแหนง่ ธรุ กจิ ในระยะต่าง ๆ
ลงชือ่ ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)
ตำแหน่ง …………………………………..
ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……
ลงชื่อ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลัง)
ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง
ใบความรู้
โครงงานหมายถงึ กจิ กรรมทเ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดศ้ กึ ษา ค้นควา้ และลงมอื ปฏบิ ัตดิ ว้ ยตนเองตาม
ความสามารถ ความถนดั และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรอื กระบวนการอื่นใดไป
ใช้ในการศกึ ษาหาคำตอบในเร่ืองนนั้ ๆ โดยมีครผู ้สู อนคอยกระตนุ้ แนะนำและใหค้ ำปรกึ ษาแกผ่ เู้ รียนอย่าง
ใกลช้ ิด ตั้งแต่การเลือกหวั ขอ้ ที่จะศึกษา ค้นควา้ ดำเนนิ การ วางแผน กำหนดขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน โดยท่ัวๆ
ไป การทำโครงงานสามารถทำไดท้ กุ ระดับการศกึ ษา ซึ่งอาจทำเปน็ รายบุคคลหรอื เป็นกลมุ่ กไ็ ด้ ท้งั น้ีข้นึ อยูก่ บั
ลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ทไี่ มย่ ุง่ ยากซับซอ้ นหรือเป็นโครงงานใหญ่ทมี่ ีความยากและ
ซบั ซ้อนขึน้ กไ็ ด้
1. ประเภทของโครงงาน
โครงงานสามารถแบง่ ตามลกั ษณะของกิจกรรมได้ 4 ประเภท ดงั น้ี
1.1 โครงงานประเภทสำรวจ
โครงงานประเภทสำรวจ เปน็ โครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมูลเพอื่ หาสาเหตุของปญั หาหรอื สำรวจความ
คดิ เหน็ ขอ้ มลู ท่ีรวบรวมได้บางอย่างอาจเป็นปัญหาทน่ี ำไปสกู่ ารทดลองหรอื ค้นพบสาเหตุของปญั หาท่ตี ้องหา
วิธีแกไ้ ขปรบั ปรุงรว่ มกนั เช่น โครงงานการสำรวจคำทมี่ กั เขยี นผดิ โครงงานสำรวจการใชค้ ำคะนองใน
หนังสือพิมพ์ เปน็ ต้น
1.2 โครงงานประเภทการทดลอง
โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานทีต่ อ้ งออกแบบทดลอง เพอื่ การศึกษาผลการทดลองว่าเป็นไปตามที่
ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทนต้ี อ้ งสรปุ ความรหู้ รือผลการทดลองเปน็ หลกั การหรอื แนวทางการ
ปฏบิ ัตไิ ว้ เช่น โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมนุ ไพร โครงงานการทดลองปลูกพชื สวนครัวโดยใช้ป๋ยุ
วิทยาศาสตร์ เปน็ ตน้
1.3 โครงงานประเภทสง่ิ ประดิษฐ์
โครงงานประเภทสงิ่ ประดิษฐ์ เปน็ โครงงานทปี่ ระยกุ ต์หลกั การทางวทิ ยาศาสตรเ์ ข้าส่กู ระบวนการปฏบิ ัติ โดย
อาศยั เครอื่ งมือ วสั ดุ อุปกรณ์ เพอ่ื ประดษิ ฐช์ ิ้นงานใหม่ อาจเปน็ ของใช้ เครอ่ื งประดบั จากวสั ดเุ หลือใช้ หรือนำ
วสั ดุทอ้ งถนิ่ ทม่ี มี ากมายมาใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ เชน่ โครงงานการประดิษฐ์เคร่อื งจักสานจากผักตบชวา โครงงาน
การประดิษฐเ์ ครื่องช่วยสอนวชิ าภาษาอังกฤษ เป็นตน้
1.4 โครงงานประเภททฤษฎี
โครงงานประเภททฤษฎี เปน็ โครงงานที่มลี ักษณะเป็นการหาความรูใ้ หม่ โดยการรวบรวมข้อมลู และนำมา
วเิ คราะหจ์ ากสถิตแิ ลว้ อภิปราย หรอื เปน็ โครงงานทศ่ี กึ ษาค้นควา้ ขอ้ มูลท่ีเกดิ จากขอ้ สงสยั อาจเป็นการนำ
บทเรยี นมาขยายเพอ่ื ศกึ ษาขอ้ มูลเพม่ิ เตมิ ใหไ้ ด้ความรู้ในแงม่ มุ ทกี่ วา้ งและลกึ กวา่ เดมิ
2. ขนั้ ตอนการทำโครงงาน
การทำโครงงานมขี น้ั ตอนการปฏบิ ัติ ดังน้ี
2.1 การคิดและการเลอื กหวั เรอ่ื ง ผเู้ รียนจะตอ้ งคดิ และเลอื กหวั เรอื่ งของโครงงานดว้ ยตนเองว่า
อยากจะศึกษาอะไร ทำไมจงึ อยากศกึ ษา หัวเร่อื งของโครงงานมักจะไดม้ าจากปญั หา คำถามหรอื ความอยากรู้
อยากเห็นเกีย่ วกบั เรือ่ งต่างๆ ของผ้เู รยี นเอง หัวเรอื่ งของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชดั เจน เมอ่ื ใครได้อา่ น
ชอ่ื เรื่องแล้วควรเข้าใจและรเู้ รอื่ งว่าโครงงานนี้ทำจากอะไร การกำหนดหวั เรอื่ งของโครงงานนน้ั มแี หล่งทจ่ี ะชว่ ย
กระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความคดิ และความสนใจหลายแหลง่ ด้วยกัน เช่น จากการอ่านหนงั สอื เอกสาร บทความ การ
เยย่ี มชมสถานทตี่ ่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเขา้ ชมนทิ รรศการหรอื งานประกวดโครงงานทาง
วทิ ยาศาสตร์ การสนทนากบั บุคคลตา่ งๆ หรือจาการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตวั เปน็ ตน้ นอกจากน้ี ควร
คำนงึ ถงึ ประเดน็ ตอ่ ไปนี้
- ความเหมาะสมของระดบั ความรู้ ความสามารถของผ้เู รยี น
- วสั ดุ อปุ กรณ์ ทใ่ี ช้
- งบประมาณ
- ระยะเวลา
- ความปลอดภยั
- แหลง่ ความรู้
2.2 การวางแผน
การวางแผนการทำโครงงาน จะรวมถงึ การเขยี นเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งตอ้ งมีการวางแผนไวล้ ่วงหนา้ เพ่อื ให้
การดำเนินการเปน็ ไปอย่างรัดกมุ และรอบคอบ ไมส่ บั สน แลว้ นำเสนอต่อผู้สอนหรอื ครทู ปี่ รกึ ษาเพอ่ื ขอความ
เหน็ ชอบกอ่ นดำเนนิ การข้ันต่อไป การเขยี นเค้าโครงของโครงงาน โดยท่วั ไป เขียนเพ่ือแสดงแนวคดิ แผนงาน
และข้นั ตอนการทำโครงงาน ซึง่ ควรประกอบด้วยหวั ข้อต่อไปน้ี
1) ชอ่ื โครงงาน ควรเปน็ ขอ้ ความท่กี ะทัดรดั ชัดเจน สอ่ื ความหมายไดต้ รง
2) ชอ่ื ผู้ทำโครงงาน
3) ชื่อทีป่ รกึ ษาโครงงาน
4) หลกั การและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตใุ ดจงึ เลือกทำโครงงานเรอ่ื งนี้ มคี วามสำคญั อย่างไร
มีหลกั การหรือทฤษฎีอะไรทเี่ กยี่ วขอ้ ง เรือ่ งท่ที ำเป็นเรอื่ งใหมห่ รอื มผี ูอ้ น่ื ได้ศึกษาคน้ ควา้ เร่ืองนีไ้ ว้บา้ งแลว้ ถ้ามี
ได้ผลอย่างไร เรอ่ื งทท่ี ำไดข้ ยายเพม่ิ เตมิ ปรบั ปรุงจากเรอื่ งทผ่ี ู้อ่นื ทำไว้อยา่ งไร หรอื เปน็ การทำซำ้ เพื่อตรวจสอบ
ผล
๕) จุดมุ่งหมายหรอื วตั ถปุ ระสงคค์ วรมคี วามเฉพาะเจาะจง และสามารถวดั ได้ เป็นการบอกขอบเขตของงานที่
จะทำได้ชดั เจนขึ้น
6) สมมตฐิ านของการศกึ ษาคน้ คว้า (ถ้าม)ี สมมตฐิ านเป็นคำตอบหรอื คำอธบิ ายทีค่ าดไว้ลว่ งหนา้ ซงึ่ อาจจะถกู
หรอื ไมก่ ็ได้ การเขียนสมมตฐิ านควรมีเหตมุ ผี ลมที ฤษฎีหรือหลกั การรองรบั และทส่ี ำคญั คือ เปน็ ขอ้ ความท่ี
มองเหน็ แนวทางในการดำเนนิ การทดสอบได้ นอกจากนค้ี วรมคี วามสมั พันธร์ ะหว่างตวั แปรอสิ ระและตัวแปร
ตามด้วย
7) วิธีดำเนนิ งานและข้นั ตอนการดำเนินงาน จะตอ้ งอธิบายวา่ จะออกแบบการทดลองอะไรอยา่ งไร จะเกบ็
ขอ้ มลู อะไรบา้ งรวมทง้ั ระบวุ สั ดุอปุ กรณท์ ่ีจำเป็นตอ้ งใช้ มอี ะไรบ้าง
8) แผนปฏบิ ตั งิ าน อธิบายเก่ยี วกับกำหนดเวลาต้ังแต่เริม่ ต้นจนเสรจ็ สนิ้ การดำเนนิ งานในแตล่ ะขนั้ ตอน
๙) ผลท่คี าดว่าจะไดร้ บั
10) เอกสารอ้างอิง
2.3 การดำเนินงาน เมอื่ ท่ปี รึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเคา้ โครงของโครงงานแล้ว ตอ่ ไปกเ็ ป็นข้นั
ลงมอื ปฏิบตั งิ านตามขั้นตอนทร่ี ะบุไว้ ผู้เรยี นตอ้ งพยายามทำตามแผนงานท่วี างไว้ เตรยี มวัสดอุ ปุ กรณแ์ ละ
สถานที่ให้พร้อมปฏิบตั ิงานดว้ ยความละเอียดรอบคอบ คำนึงถงึ ความประหยัดและปลอดภัยในการทำงาน
ตลอดจนการบนั ทึกขอ้ มลู ตา่ งๆ ว่าได้ทำอะไรไปบา้ ง ไดผ้ ลอยา่ งไร มปี ัญหาและขอ้ คดิ เห็นอยา่ งไร พยายาม
บันทึกใหเ้ ป็นระเบียบและครบถว้ น
2.4 การเขยี นรายงาน
การเขยี นรายงานเกย่ี วกับโครงงาน เปน็ วิธีส่ือความหมายวิธหี น่งึ ทจ่ี ะใหผ้ ู้อืน่ ได้เข้าใจถงึ แนวคิด วธิ ีการ
ดำเนินงาน ผลทีไ่ ด้ ตลอดจนขอ้ สรุปและขอ้ เสนอแนะตา่ งๆ ท่เี กี่ยวกับโครงงานนน้ั การเขยี นโครงงานควรใช้
ภาษาทอี่ า่ นแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลมุ ประเดน็ สำคญั ๆ ทัง้ หมดของโครงงาน
2.๕ การนำเสนอผลงาน
การนำเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงานและเข้าใจถงึ ผลงานนัน้ การนำเสนอผลงานอาจทำ
ไดห้ ลายรปู แบบ ขึ้นอยูก่ ับความเหมาะสมตอ่ ประเภทของโครงงาน เนอ้ื หา เวลา ระดับของผเู้ รยี น เช่น การ
แสดงบทบาทสมมติ การเลา่ เร่ือง การเขยี นรายงาน สถานการณจ์ ำลอง การสาธติ การจดั นทิ รรศการ ซงึ่ อาจมี
ท้ังการจัดแสดงและการอธบิ ายด้วยคำพูด หรอื การรายงานปากเปลา่ การบรรยาย สง่ิ สำคญั คอื พยายามทำให้
การแสดงผลงานนั้นดงึ ดดู ความสนใจของผู้ชม มคี วามชดั เจน เขา้ ใจง่าย และมีความถูกตอ้ งของเนอื้ หา
3. การเขยี นรายงานโครงงาน
การเขียนรายงานโครงงานเปน็ รปู แบบหนงึ่ ของการนำเสนอผลงานของโครงงานที่ผเู้ รียนได้ศกึ ษาค้นคว้าตัง้ แต่
ต้นจนจบ การกำหนดหวั ขอ้ ในการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบตุ ายตัวเหมอื นกนั ทกุ โครงงาน
ส่วนประกอบของหวั ขอ้ ในรายงานต้องเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดบั ชนั้ ของผเู้ รียน
องค์ประกอบของการเขยี นรายงานโครงงาน แบง่ กวา้ งๆ เปน็ 3 สว่ น ดังนี้
1. สว่ นปกและสว่ นต้น ส่วนปกและสว่ นต้น ประกอบด้วย
1) ชอ่ื โครงงาน
2) ชื่อผ้ทู ำโครงงาน ช้ัน โรงเรียน และวนั เดอื นปที จี่ ัดทำ
3) ชอ่ื อาจารยท์ ปี่ รกึ ษา
4) คำนำ
๕) สารบัญ
6) สารบญั ตาราง หรอื ภาพประกอบ (ถา้ มี)
7) บทคดั ยอ่ สน้ั ๆ ท่บี อกเคา้ โครงอยา่ งยอ่ ๆ ซ่ึงประกอบด้วย เรอื่ ง วตั ถุประสงค์ วธิ กี ารศกึ ษา ระยะเวลา และ
สรปุ ผล
8) กติ ติกรรมประกาศ เพอื่ แสดงความขอบคณุ บคุ คล หรือหนว่ ยงานทีใ่ ห้ความช่วยเหลอื หรอื มสี ว่ นเก่ยี วขอ้ ง
2. ส่วนเน้อื เรอ่ื ง
ส่วนเน้ือเรือ่ ง ประกอบด้วย
1) บทนำ บอกความเป็นมา ความสำคญั ของโครงงาน บอกเหตผุ ล หรอื เหตจุ ูงใจในการเลือกหวั ข้อโครงงาน
2) วตั ถุประสงค์ของโครงงาน
3) สมมตฐิ านของการศกึ ษาค้นคว้า
4) การดำเนนิ งาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผงั โครงงานเพอ่ื ให้การดำเนนิ งานเปน็ ไปตามหัวขอ้ เรอ่ื ง ตรงตาม
วัตถปุ ระสงค์ของโครงงาน และพิสจู น์คำตอบ (สมมติฐาน) ตามประเดน็ ทก่ี ำหนด ดงั ตวั อย่างการเขยี นแผนผงั
โครงงานตอ่ ไปน้ี
ในแผนผังโครงงานทำใหเ้ ห็นระบบการทำงานอย่างมเี ป้าหมาย มีการวางแผนการทำงาน จะเห็นได้วา่ สิง่ ที่
ตอ้ งการทราบ คือ หวั ขอ้ ยอ่ ย หรือคำถามยอ่ ยของหัวขอ้ โครงงาน ถ้ามีมาก 1 ขอ้ กจ็ ะเรียงลำดับทลี ะหวั ขอ้
พรอ้ มทั้งบอกสมมตฐิ าน วิธีศกึ ษา และแหลง่ ศกึ ษาคน้ ควา้ ตามแผนผงั ใหค้ รบทกุ ข้อ ส่ิงที่ตอ้ งการทราบ
สมมตฐิ าน วิธีการศึกษา แหลง่ ศึกษา/แหล่งขอ้ มลู หวั ขอ้ ยอ่ ยจากหวั ขอ้ เรอ่ื งของโครงงานทต่ี ้องการหาคำตอบ
การตอบคำถามลว่ งหน้า คน้ คว้า สอบถาม สมั ภาษณ์ สงั เกต ศึกษาโดยการดู-ฟัง จากสอื่ ชนิดต่างๆ - เอกสาร
หนงั สือ - สถานที่ บุคคล
๕) สรปุ ผลการศึกษา เป็นการอธิบายคำตอบทไ่ี ดจ้ ากการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อย่อยทตี่ ้องการทราบ ว่า
เป็นไปตามสมมตฐิ านหรือไม่
6) อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรอื คณุ คา่ ของผลงานท่ีได้ และบอกข้อจำกัดหรอื ปญั หา อปุ สรรค (ถ้าม)ี
พร้อมทง้ั บอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นควา้ โครงงานลกั ษณะใกลเ้ คียงกนั
3. ส่วนทา้ ย
สว่ นทา้ ย ประกอบด้วย
1) บรรณานกุ รม หรอื เอกสารอ้างองิ หรือเอกสารทใี่ ช้คน้ คว้า ซึง่ มีหลายประเภท เชน่ หนงั สือ ตำรา บทความ
หรือคอลัมน์ ซงึ่ จะมีวธิ กี ารเขยี นบรรณานกุ รมต่างกนั เช่น
หนงั สอื ชือ่ นามสกลุ . ชือ่ หนงั สอื . สถานทพี่ ิมพ์ : สำนกั พมิ พ์, ปที พ่ี มิ พ์
บทความในวารสาร ช่ือผู้เขยี น "ชอื่ บทความ," ชอื่ วารสาร. ปที ีห่ รอื เล่มท่ี : หน้า ;วนั เดอื น ปี.
คอลัมน์จากหนงั สือพิมพ์ ช์ อ่ื ผเู้ ขียน "ชอื่ คอลัมน์ : ชื่อเรอ่ื งในคอลัมน"์ ช่อื หนงั สอื พิมพ.์ วัน เดอื น ป.ี หน้า.
2) ภาคผนวก เชน่ โครงร่างโครงงาน ภาพกจิ กรรม แบบสอบถาม บทสมั ภาษณ์
แบบทดสอบกอ่ นเรียน
วิชา โครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู้
คำชีแ้ จง : ใหผ้ ู้เรยี นตอบคำถามให้สมบรู ณ์
ขอ้ 1. ให้ผเู้ รยี นบอกหลกั การของการทำโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรยี นรมู้ าอย่างน้อย 3 ข้อ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................... ...............................................
..............................................................................................................................................................................
ขอ้ 2. ใหผ้ ้เู รยี นบอกแนวคดิ ของโครงงานเพือ่ พฒั นาทกั ษะการเรยี นรมู้ าอย่างนอ้ ย 3 ข้อ
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ขอ้ 3. ให้ผ้เู รียนสรปุ ความหมายของโครงงานเพ่อื พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ ตามที่ผเู้ รียนเขา้ ใจมาพอสงั เขป
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ขอ้ 4. ให้ผู้เรียนจำแนกประเภทของโครงงานเพือ่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรมู้ าพอสังเขป
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ข้อ 5. ให้ผู้เรยี นบอกประเภทของโครงงานทจี่ ำแนกตามวัตถปุ ระสงคว์ า่ มีอะไรบ้าง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
แบบทดสอบหลังเรียน
วิชา โครงงานเพอื่ พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้
คำชี้แจง : ใหผ้ เู้ รยี นตอบคำถามให้สมบูรณ์
ขอ้ 1. ให้ผเู้ รียนบอกหลักการของการทำโครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรียนรมู้ าอย่างน้อย 3 ขอ้
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................... ...............................................
ขอ้ 2. ใหผ้ เู้ รียนบอกแนวคิดของโครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรยี นรมู้ าอยา่ งน้อย 3 ข้อ
............................................................................................................................... ...............................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ขอ้ 3. ใหผ้ เู้ รยี นสรุปความหมายของโครงงานเพือ่ พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ ตามทผ่ี เู้ รยี นเขา้ ใจมาพอสังเขป
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ข้อ 4. ใหผ้ ู้เรยี นจำแนกประเภทของโครงงานเพอื่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรมู้ าพอสังเขป
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ข้อ 5. ใหผ้ เู้ รียนบอกประเภทของโครงงานทจี่ ำแนกตามวัตถปุ ระสงค์วา่ มีอะไรบา้ ง
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
แผนการจัดการเรียนรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวิชา โครงงานเพ่อื พัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ รหสั วิชา ทร 02006
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเจาะไอรอ้ ง
............................................................................................................................. ..................
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบพบกลุม่ คร้ังที่ 19 ( จำนวน 6 ชวั่ โมง )
เรอ่ื ง โครงงานเพ่อื พฒั นาทักษะการเรียนรู้
วนั ท่ี .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถงึ 13.00 น.- 16.00 น.
ตัวชี้วัด
เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนมีความรู้และสามารถเขียนรายงานโครงการไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
เน้อื หา
การเขียนรายงานโครงงาน เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ถงึ รายละเอียดงานทั้งหมดทีท่ ำให้โครงงาน
ช้ินนั้นสำเร็จลุล่วงลงได้ เปรียบเสมือนเป็นการหลอมรวมข้อมูลทั้งหมดของการทำโครงงานไว้ใน
เอกสารเล่มเดียว จดุ มงุ่ หมายสำคัญของการจดั ทำรายงานผลการดำเนินงาน โครงงานมอี ยู่ 2 ประการ
คอื เพ่อื สำหรบั ใชใ้ นการพจิ ารณาให้คะแนนในสว่ นของกระบวนการทำงาน และเพือ่ สำหรบั ใช้ในการ
ประเมินทักษะการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และการเขยี น
กิจกรรมการจัดการเรียนรู้
ขน้ั ท่ี 1 กำหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
1. ผเู้ รยี นรว่ มทบทวนเนอ้ื หาการทำกจิ กรรมตอ่ เนือ่ ง
2. ผู้เรียนสง่ งานทมี่ อบหมายเรอ่ื ง ตวั อย่างโครงงาน
ขัน้ ที่ 2 แสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
1.ผู้เรียนทำความเขา้ ใจในกระบวนการเรียนรเู้ ร่ืองเรอื่ งการเขียนรายงานโครงงาน
จากสอื่ ต่างๆ
2. ผเู้ รยี นทำใบงานเปน็ รายบคุ คลเรือ่ ง การเขยี นรายงานโครงงาน
ขัน้ ที่ 3 การปฏบิ ตั ิและการนำไปประยุกต์ใช้ (Implementation : I)
1. ผู้เรียนรว่ มกนั ซกั ถาม/แสดงความคดิ เหน็ ในเนอื้ หาทีไ่ ดศ้ ึกษา
2. ครสู รปุ เนอ้ื หาและมอบหมายกิจกรรมการเรียนรตู้ ่อเนอื่ ง โดยให้ผู้เรียนไปทำ
โครงงานคนละ 1 โครงงาน
ขน้ั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evalyation : E)
1. ผเู้ รียนรบั การประเมนิ ผลการเรียนรู้จากใบงานท่มี อบหมาย
2 .ผเู้ รียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน
ส่อื การเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นรายวิชาการโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
2. ใบความรู้
3.. ส่อื Internet
การวัดและประเมนิ
1. ใบงาน
2. แบบทดสอบ
4. การรายงานและการนำเสนอ/ชน้ิ งานโครงงาน
ตัวชวี้ ดั การเรียนรู้
1 ร้อยละ 80 นักศึกษาสามารถบอก ความหมาย ความสำคัญ และความจำเปน็ ของการ
พัฒนาอาชีพเพอื่ ความเขม้ แข็ง
2 ร้อยละ 80 นกั ศึกษาสามารถบอกความจำเป็น และคุณคา่ ของการวเิ คราะหศ์ กั ยภาพของ
ธุรกิจ
3 ร้อยละ 80 นกั ศึกษาสามารถวิเคราะหต์ ำแหนง่ ธุรกจิ ในระยะต่าง ๆ
ลงชอ่ื ........................................................ครผู สู้ อน
(....................................................)
ตำแหนง่ …………………………………..
ความคิดเห็นผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……
ลงช่ือ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(นายคมกฤช สาหลัง)
ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง
ใบงาน
แบบฟอรม์ การเขยี นโครงงานวทิ ยาศาสตร์
1. โครงงานประเภท ……………………….....................................................………………………………………...
2. ชอ่ื โครงงาน ……………………………….....................................................………………………………………...
(ควรเป็นขอ้ ความทกี่ ะทดั รัด ชดั เจน สื่อความหมายตรง และมีความเฉพาะเจาะจงวา่ จะศกึ ษาอะไร)
3. ช่ือผูท้ ำโครงงาน ชัน้ …………..... เลขท่ี ………….....
1. …………………………………………………………………….....
2. ……………………………………………………………………..... ชน้ั …………..... เลขท่ี ………….....
3. ……………………………………………………………………..... ชั้น …………..... เลขที่ ………….....
4. ……………………………………………………………………..... ชัน้ …………..... เลขที่ ………….....
5. …………………………………………………………………….....
ชั้น …………..... เลขที่ ………….....
4. ช่อื ท่ปี รกึ ษาโครงงาน
1. …………………………………………………………………….....
2. …………………………………………………………………….....
5. ท่มี าและความสำคัญของโครงงาน (อธบิ ายว่าเหตุใดจึงเลอื กทำโครงงานน้ี โครงงานเรอื่ งนีม้ คี วามสำคญั
อย่างไร มหี ลักการหรือทฤษฎอี ะไรทเ่ี ก่ียวขอ้ ง )
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. จดุ มุง่ หมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ (ควรมคี วามเฉพาะเจาะจงและเปน็ สงิ่ ทสี่ ามารถวัดได้ เปน็ การบอก
ขอบเขตของงานท่ีทำได้ชัดเจนขึน้
1. ………………………………………………………………………………………………………………
2. ………………………………………………………………………………………………………………
7. สมมตฐิ านของการศกึ ษาค้นควา้ (สมมตุ ิฐาน เปน็ คำตอบท่คี าดไว้ลว่ งหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรอื ไมก่ ไ็ ด้ การ
เขียนสมมตุ ฐิ านควรมเี หตุผลคอื มที ฤษฎหี รอื หลกั การทางวทิ ยาศาสตร์รองรบั และท่ี สำคญั คอื เปน็ ขอ้ ความ
ทมี่ องเห็นแนวในการดำเนนิ การทดลองหรือสามารถทดสอบได้)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. ตวั แปรทเี่ กีย่ วขอ้ ง
ตัวแปรตน้ ..............................................................................................................
ตวั แปรตาม ............................................................................................................
ตัวแปรควบคมุ .......................................................................................................
9. ขอบเขตของการศกึ ษา (พ้ืนท่ี, สถานที่, ระยะเวลา, นิยามศพั ท์, นยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร, ฯลฯ)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
10. วิธีดำเนนิ การ
1. วสั ดอุ ปุ กรณท์ ใ่ี ช้
1.1 …………………………………………………………………….....
1.2 …………………………………………………………………….....
2. แนวทางในการศกึ ษาและทดลอง
2.1 …………………………………………………………………….....
2.2 …………………………………………………………………….....
11. แผนปฏิบัติงาน (อธบิ ายเก่ียวกบั กำหนดเวลาเรม่ิ ตน้ และเวลาเสรจ็ ของการดำเนนิ การในแตล่ ะขนั้ ตอน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
12. ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
13. เอกสารอ้างอิง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………
……………………………………..…………………………………………………………………………………………………………
ใบความรู้
เค้าโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ คือ โครงการเพอ่ื ขอเสนอทำโครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ระกอบดว้ ยหัวข้อตา่ ง
ๆ ดงั นี้
1. ชื่อโครงงาน
2. ผู้จัดทำโครงงาน
3. ช่ืออาจารยท์ ป่ี รกึ ษาโครงงาน
4. ทม่ี าและความสำคญั ของโครงงาน
5. วตั ถุประสงคข์ องการทำโครงงาน
6. สมมตฐิ านของการศึกษา
7. ขอบเขตของการทำโครงงาน
8. วิธีดำเนนิ การ
9. ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
10. แผนการกำหนดเวลาปฏิบตั งิ าน
11. เอกสารอ้างองิ
1. ช่ือโครงงาน
ช่ือโครงงานเป็นส่ิงสำคญั ประการแรก เพราะช่ือโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึง
วตั ถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการใหส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์หลัก
ด้วย
การต้งั ช่ือโครงงานของนักเรียนในระดบั ประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษา นิยมต้งั ชื่อใหม้ ีความ
กะทดั รัดและดงึ ดดู ความสนใจจากผู้อ่าน ผฟู้ งั แต่สง่ิ ท่คี วรคำนงึ ถงึ คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเขา้ ใจ
ปญั หาทส่ี นใจศกึ ษาอยา่ งแทจ้ รงิ อนั จะนำไปสู่การเขา้ ใจวตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาอย่างแท้จรงิ ดว้ ย เช่น
โครงงานวิทยาศาสตร์ ชอ่ื “ถุงพลาสติกพชิ ิตแมลงวนั ตวั นอ้ ย” ซ่ึงปญั หาเร่ืองที่สนใจศึกษาคอื
ถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวนั ทม่ี าตอมอาหารไดจ้ รงิ หรอื จากเรอ่ื งดงั กลา่ วผทู้ ำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ บาง
คนหรือบางคณะอาจสนใจตงั้ ชอื่ โครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศกึ ษาการไล่แมลงวันด้วยถงุ นำ้
พลาสตกิ ” หรือ “ผลการใช้ถุงนำ้ พลาสตกิ ต่อการไล่แมลงวนั ” กเ็ ปน็ ได้
อยา่ งไรก็ตามจะตัง้ ชือ่ โครงการในแบบใด ๆ นัน้ ต้องคำนงึ ถึงความสามารถทจี่ ะ
ส่ือความหมายถงึ วตั ถุประสงคท์ ี่ตอ้ งการศกึ ษาได้ชัดเจน
2. ผูจ้ ดั ทำโครงงาน
การเขยี นชื่อผรู้ บั ผดิ ชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เปน็ สิง่ ดเี พ่อื จะไดท้ ราบวา่ โครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ
ของใครและสามารถติดตามได้ท่ีใด
3. ชอื่ อาจารย์ทปี่ รกึ ษาโครงงาน
การเขยี นชือ่ ผู้ให้คำปรกึ ษาควรใหเ้ กียรติยกยอ่ งและเผยแพร่ รวมทง้ั ขอบคณุ ทีไ่ ดใ้ หค้ ำแนะนำ
การทำโครงงานวทิ ยาศาสตรจ์ นบรรลุเป้าหมาย
4. ที่มาและความสำคญั ของโครงงาน
ในการเขียนทม่ี าและความสำคญั ของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศกึ ษา
หลกั การทฤษฎเี กยี่ วกับเรอ่ื งทีส่ นใจจะศึกษา หรอื พูดเข้าใจงา่ ย ๆ วา่ เรอ่ื งทสี่ นใจจะศึกษานน้ั ต้องมีทฤษฎี
แนวคดิ สนับสนุน เพราะความรเู้ หลา่ นจ้ี ะเปน็ แนวทางสำคัญในเร่ืองตอ่ ไปนี้
- แนวทางตง้ั สมมติฐานของเรื่องทศ่ี กึ ษา
- แนวทางในการออกแบบการทดลองหรอื การรวบรวมขอ้ มลู
- ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศกึ ษา ตลอดจนเสนอแนะเพ่ือนำความรแู้ ละ สงิ่ ประดิษฐ์
ใหม่ทค่ี น้ พบไปใช้ประโยชนต์ ่อไป
การเขียนทมี่ าและความสำคัญของโครงงาน คอื การอธบิ ายให้กระจ่างชดั วา่ ทำไม ตอ้ งทำ ทำ
แล้วไดอ้ ะไร หากไมท่ ำจะเกิดผลเสยี อย่างไร ซงึ่ มหี ลักการเขยี นคล้ายการเขียนเรยี งความ ทวั่ ๆ ไป คือ มคี ำนำ
เน้ือเรื่อง และสรปุ
ส่วนที่ 1 คำนำ :
เป็นการบรรยายถงึ นโยบาย เกณฑ์ สภาพทว่ั ๆ ไป หรือปญั หาทมี่ ีสว่ นสนบั สนนุ ใหร้ เิ รมิ่ ทำ
โครงงานวิทยาศาสตร์
สว่ นท่ี 2 เนอื้ เร่ือง :
อธบิ ายถงึ รายละเอียดเชอ่ื มโยงใหเ้ หน็ ประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดย
มี หลักการ ทฤษฎสี นับสนนุ เร่อื งท่ีศึกษา หรอื การบรรยายผลกระทบ ถา้ ไม่ทำโครงงานเรอื่ งนี้
สว่ นท่ี 3 สรปุ :
สรปุ ถงึ ความจำเปน็ ทต่ี อ้ งดำเนนิ การตามส่วนที่ 2 เพอ่ื แก้ไขปญั หา ค้นขอ้ ความรู้ใหม่ ค้น
ส่ิงประดิษฐ์ใหม่ใหเ้ ป็นไปตามเหตุผลสว่ นท่ี 1
5. วตั ถปุ ระสงคข์ องการทำโครงงาน
วตั ถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมงุ่ หมายปลายทางทตี่ ้องการให้เกิดจากการทำโครงงาน
วิทยาศาสตร์ ในการเขียนวตั ถปุ ระสงค์ ต้องเขียนใหช้ ดั เจน อา่ นเข้าใจง่ายสอดคลอ้ งกบั ชอื่ โครงงาน หากมี
วตั ถปุ ระสงคห์ ลายประเดน็ ใหร้ ะบเุ ป็นข้อ ๆ การเขยี นวัตถุประสงค์มคี วามสำคญั ต่อแนวทาง การศึกษา
ตลอดจนขอ้ ความรู้ที่คน้ พบหรอื สงิ่ ประดษิ ฐท์ ค่ี ้นพบน้ันจะมคี วามสมบรู ณค์ รบถว้ น คือ ตอ้ งสอดคลอ้ งกับ
วัตถปุ ระสงคท์ กุ ๆ ข้อ
6. สมมติฐานของการศกึ ษา
สมมติฐานของการศึกษา เปน็ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่ีผทู้ ำโครงงาน ตอ้ งให้
ความสำคญั เพราะจะทำใหเ้ ป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองไดช้ ัดเจนและรอบคอบ ซงึ่
สมมติฐานก็คอื การคาดคะเนคำตอบของปญั หาอย่างมหี ลกั และเหตผุ ล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทง้ั ผล
การศกึ ษาของโครงงานทไี่ ด้ทำมาแลว้
7. ขอบเขตของการทำโครงงาน
ผทู้ ำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ตอ้ งใหค้ วามสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้
ไดผ้ ลการศกึ ษาท่นี า่ เช่อื ถอื ซึ่งไดแ้ ก่ การกำหนดประชากร กล่มุ ตวั อย่าง ตลอดจนตวั แปรท่ศี ึกษา
1. การกำหนดประชากร และกลมุ่ ตัวอยา่ งทศี่ ึกษา คอื การกำหนดประชากรทศี่ ึกษาอาจเปน็
คนหรอื สตั วห์ รอื พืช ช่ือใด กลุม่ ใด ประเภทใด อยู่ท่ไี หน เมอื่ เวลาใด รวมท้ังกำหนด กล่มุ ตัวอย่างท่ีมีขนาด
เหมาะสมเปน็ ตัวแทนของประชากรที่สนใจศกึ ษา
2. ตวั แปรทศ่ี กึ ษา การศกึ ษาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ สว่ นมากมักเปน็ การศกึ ษาความสัมพนั ธ์
เชิงเหตุและผล หรอื ความสัมพันธร์ ะหวา่ งตัวแปรตง้ั แต่ 2 ตัวแปรข้นึ ไป การบอกชนดิ ของ ตัวแปรอย่าง
ถูกตอ้ งและชดั เจน รวมทง้ั การควบคุมตัวแปรทีไ่ มส่ นใจศกึ ษา เปน็ ทกั ษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีผทู้ ำ
โครงงานต้องเข้าใจ ตวั แปรใดท่ีศกึ ษาเปน็ ตวั แปรตน้ ตัวแปรใดทีศ่ ึกษาเป็น ตวั แปรตาม และตวั แปรใดบ้าง
เปน็ ตัวแปรทีต่ ้องควบคุมเพ่อื เป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมผี ลต่อการเขียนรายงานการทำ
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ที่ถกู ตอ้ ง ส่ือความหมายใหผ้ ู้ฟงั แล ผอู้ ่านให้เขา้ ใจตรงกัน
8. วิธีดำเนนิ การ
วิธดี ำเนนิ การ หมายถึง วธิ กี ารทชี่ ว่ ยใหง้ านบรรลุตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการทำ โครงงาน
ตง้ั แตเ่ ร่ิมเสนอโครงการกระทง่ั สนิ้ สุดโครงการ ซึง่ ประกอบดว้ ย
1. การกำหนดประชากร กลมุ่ ตัวอย่างท่ศี ึกษา
2. การสร้างเคร่อื งมือเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
4. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกจิ กรรมทตี่ ้องทำใหช้ ัดเจนว่าจะทำอะไรบา้ ง เรยี งลำดบั
กจิ กรรมก่อนและหลงั ใหช้ ดั เจน เพ่ือสามารถนำโครงการไปปฏบิ ตั อิ ย่างตอ่ เนอื่ งและถกู ต้อง
9. ผลทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ
ผลท่ีคาดว่าจะได้รบั คือ การคาดหวังถงึ ผลการดำเนนิ การตามโครงการ ในการเขียนต้อง
คาดคะเนเหตกุ ารณว์ ่าเม่อื ไดท้ ำโครงงานวิทยาศาสตรส์ ิ้นสดุ ลง ใครเป็นผูไ้ ดร้ ับประโยชนอ์ ยา่ งไรและไดร้ บั มาก
น้อยเพยี งใด ผลทีไ่ ด้รบั สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์ทศี่ ึกษา
10. แผนการกำหนดเวลาปฏบิ ัติงาน
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องกำหนดตารางเวลาดำเนนิ การทุกข้นั ตอน เพราะ การทำ
ตารางเวลาจะเป็นประโยชน์ใหด้ ำเนินการอย่างต่อเนือ่ ง เป็นประโยชน์ตอ่ การติดตามประเมินผลการดำเนินงาน
แตล่ ะขน้ั ตอน จนสน้ิ สุดการทำโครงงานน้ัน
11. เอกสารอ้างอิง
เอกสารอา้ งอิง คอื รายชอ่ื เอกสารท่นี ำมาอา้ งองิ เพ่ือประกอบการทำโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์ ตลอดจนการเขยี นรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตา
............................................................................................................................. ...................................................
แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอร้อง
............................................................................................................................. ..................
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบพบกลุม่ คร้งั ท่ี 20 ( จำนวน ๖ ชว่ั โมง )
เร่ือง การสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิปลายภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
วันที่ .....เดือน ...........................พ.ศ. ............เวลา 09.00 น. -12.00 น. ถึง 13.00 น.- 16.00 น.
เน้ือหา
1. การเตรยี มตวั สอบ
2. กฎ ระเบยี บ ขอ้ ปฏบิ ัติการเขา้ สอบ การแตง่ กาย สถานทสี่ อบ รหสั สถานศกึ ษา
3. ขอจบการศึกษาและการศึกษาต่อ
กิจกรรมการจัดการเรียนรู้
ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปัญหา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้ (Orientation : O)
๑. ผ้เู รียนร่วมกบั ครสู นทนาขา่ วสารท่วั ไป
ขัน้ ท่ี ๒ แสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้ (New ways of learning : N)
๑. ครชู แ้ี จงการสอบปลายภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
2. ติดตามงานที่ได้รับมอบหมาย
3. แลกเปล่ยี นเรียนรู้ และสอบถามการเตรยี มตวั สอบปลายภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา
2564
ขน้ั ท่ี ๓ การปฏิบัติและการนำไปประยกุ ต์ใช้ (Implementation : I)
๑. ผู้เรียนสรปุ องคค์ วามรู้และบนั ทกึ ผลการเรยี นรู้ท่ไี ดจ้ ากการเรยี นรู้
2. สามารถปฏบิ ัตติ ามกฎ ระเบียบ ข้อปฏบิ ตั กิ ารเขา้ สอบ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
ขน้ั ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (Evaluation : E)
- ผลการสอบวดั ผลสัมฤทธิป์ ลายภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ส่ือการเรียนรู้
-
การวัดและประเมิน
-
ลงช่ือ........................................................ครผู ้สู อน
ความคิดเห็นผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา (....................................................)
ตำแหนง่ …………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….……
ลงชอ่ื ................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
(นายคมกฤช สาหลัง)
ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอรอ้ ง