The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by areeya.ia, 2022-09-24 04:30:02

หลักสูตรโรงเรียนอนุบาลมะนัง

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)

Keywords: หลักสูตรโรงเรียนอนุบาลมะนัง

151

5. ใช้ภาษาตา่ งประเทศในการสืบค้น/ค้นควา้ รวบรวมและสรุปความร/ู้ ข้อมูลตา่ งๆ จากสอ่ื
และแหลง่ การเรยี นรู้ต่างๆในการศกึ ษาต่อและประกอบอาชพี

รวมทั้งหมด 5 ผลการเรียนรู้

152

ผลการเรียนรู้ วชิ าเพิม่ เติม

อ23202 ภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสาร กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 40 ช่ัวโมง จำนวน 1.0 หน่วยกิต

ที่ ผลการเรยี นรู้ กลมุ่ วิชา โครงงานฐาน กล่มุ ทักษะชวี ติ
เพ่ิมเตมิ วจิ ยั

1 ค้นควา้ รวบรวมและสรปุ ขอ้ มูล/ขอ้ เทจ็ จรงิ ที่ 
เกย่ี วขอ้ งกับกลุ่มสาระการเรยี นร้อู ืน่ จากแหลง่ การ 
เรียนรแู้ ละนำเสนอด้วยการพูดและการเขยี น

2 ใช้ภาษาตา่ งประเทศในการสืบคน้ /ค้นคว้า รวบรวม
และสรุปความร/ู้ ข้อมลู ตา่ งๆ จากสอ่ื และแหล่งการ
เรียนรตู้ ่างๆในการศึกษาต่อและประกอบอาชพี

3 เผยแพร่/ประชาสมั พนั ธข์ ้อมูล ขา่ วสารของโรงเรียน 
ชุมชน และทอ้ งถิน่ เป็นภาษาต่างประเทศ 

4 มที ักษะการใช้ภาษาตา่ งประเทศ (เนน้ การฟัง-พูด- 
อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหวั เรื่องต่างๆ ภายในวง 5
คำศัพทป์ ระมาณ 2,100 –2,250 คำ (คำศัพทท์ ี่เป็น
นามธรรมมากข้ึน)

5 ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex
Sentences) สอื่ ความหมายตามบริบทต่างๆ
ในการสนทนาทั้งทเ่ี ปน็ ทางการและไม่เปน็ ทางการ
รวม

153

โครงสรา้ งรายวิชาเพ่มิ เติม

อ23202 ภาษาอังกฤษเพื่อการสอ่ื สาร กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 40 ชั่วโมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ

ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวัง สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรียนรู้ ชว่ั โมง คะแนน

1 Talk of the ผ.3 เผยแพร่/ประชาสมั พันธ์ -news 10 20
10 20
town ขอ้ มูล ข่าวสารของโรงเรียน
20 40
ชมุ ชน และท้องถ่นิ เปน็

ภาษาตา่ งประเทศ

2 Program on ผ.4 มีทกั ษะการใช้ Interesting
tour
ภาษาต่างประเทศ (เนน้ การฟัง- places

พูด-อา่ น-เขียน) ส่อื สารตามหัว

เร่ืองต่างๆ ภายในวงคำศัพท์

ประมาณ 2,100 –2,250 คำ

ผ.5 ใช้ประโยคผสมและประโยค

ซับซอ้ น (Complex

Sentences) สื่อความหมายตาม

บรบิ ทตา่ งๆ

ในการสนทนาทั้งที่เปน็ ทางการ

และไมเ่ ปน็ ทางการ

3 The real world ผ.1 คน้ คว้า รวบรวมและสรปุ - social

ข้อมลู /ข้อเท็จจรงิ ที่เกย่ี วขอ้ งกับ -religion

กลมุ่ สาระการเรียนรู้อน่ื จาก -history

แหลง่ การเรยี นรูแ้ ละนำเสนอด้วย

การพูดและการเขียน

ผ.2 ใช้ภาษาตา่ งประเทศในการ

สืบค้น/ค้นคว้า รวบรวมและสรปุ

154 40 80
-
ความร/ู้ ขอ้ มูลต่างๆ จากสื่อและ 100
แหล่งการเรียนรตู้ ่างๆใน
การศึกษาต่อและประกอบอาชีพ

รวมเวลา/คะแนน ระหว่างภาค
คะแนนปลายภาค
รวมคะแนน

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ

อ23202 ภาษาองั กฤษเพิ่มเตมิ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 2
เวลา 40 ช่วั โมง จำนวน 1.0 หน่วยกิต

ศึกษาคำสง่ั คำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจงง่ายๆ ข้อความ นิทาน บทร้อยกรอง(Poem) ส้ันๆ หลักการ
อา่ น การใช้ภาษาและท่าทางส่ือสารมารยาทตามสังคม การสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคล
การพดู ขอและให้ขอ้ มูล การถา่ ยโอนข้อมลู ท่ีได้ฟงั และอา่ น การออกเสียงคำ วลี สำนวนงา่ ยๆ ประโยค
คำแนะนำ ขอ้ ความ ขอ้ มูล บทอา่ น เรอื่ งราวสน้ั ๆ ทั้งท่ีเป็นความเรยี งและไม่ใช่ความเรยี ง รวมถงึ
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา

โดยถ่ายโอนเป็นถ้อยคำของตนเองในรปู แบบตา่ งๆ สรุป แสดงความคิดเหน็ ความรสู้ ึกเก่ียวกบั
ประสบการณ์ของตนเอง ข่าวสาร เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ประสบการณ์ การทำงาน
เทคโนโลยี เหน็ ประโยชน์และคุณคา่ ของการเรยี นร้ภู าษาอังกฤษ ฝึกใช้กลยทุ ธใ์ นการเรียนรู้และประเมิน
ตนเอง

เพื่อนำทกั ษะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ เป็นเครือ่ งมือแสวงหาความรู้ เชื่อมโยงความรูก้ บั กลุ่มสาระการเรียนรู้
อนื่ เปน็ พื้นฐานในการประกอบอาชีพและดำรงชวี ติ ประจำวนั ได้อยา่ งมีความสุขโดยยดึ หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง

รู้จักรัก เห็นคุณค่า ในตนเองและผู้อ่ืน ต้ังเป้าหมายในชีวิตและกำกับตนเอง การจัดการอารมณ์และ
ความเครียด รวมถึงการจัดการปัญหาและภาวะวิกฤต สามารถฟื้นคืนสู่สภาวะสมดุล (resilience) เพื่อไปสู่
ความสำเร็จของเป้าหมายในชีวิต มีสุขภาวะท่ีดี รับและส่งสารบนพ้ืนฐานความเข้าใจและความเคารพใน
ความคิดหรือวฒั นธรรมทแี่ ตกต่าง ตลอดจนสามารถเลือกใชก้ ลวิธีการส่ือสารอย่างเหมาะสม ทำงานรว่ มกันให้
บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยการเป็นสมาชิกทีมที่ดีและมีภาวะผู้นำ ใช้กระบวนการทำงานแบบร่วมมือ
รวมพลังอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาหรือพัฒนาชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่หรือ
พัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสมต่อการใช้งานจริง ประเมินผลกระทบของปัญหาโดยใช้วิธีการที่
เหมาะสม ปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก รู้ เคารพสิทธิเสรีภาพของตนเองและ
ผู้อนื่ เคารพในกฎกตกิ าและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสงั คมอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยยึดมนั่ ในความเทา่ เทียมเป็น
ธรรม ค่านยิ มประชาธิปไตย และสันตวิ ธิ ี

155

ผลการเรยี นรู้

1. คน้ ควา้ รวบรวมและสรุปข้อมูล/ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่เี กย่ี วข้องกับกลมุ่ สาระการเรียนรู้อ่นื จาก
แหล่งการเรยี นรแู้ ละนำเสนอดว้ ยการพูดและการเขียน

2. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบคน้ /ค้นคว้า รวบรวมและสรุปความร/ู้ ข้อมูลตา่ งๆ จากสอ่ื
และแหลง่ การเรียนรู้ต่างๆในการศกึ ษาต่อและประกอบอาชพี

3. เผยแพร่/ประชาสมั พนั ธข์ ้อมูล ข่าวสารของโรงเรียนชมุ ชน และท้องถิน่ เปน็ ภาษาต่างประเทศ
4. มีทักษะการใชภ้ าษาต่างประเทศ (เนน้ การฟงั -พดู -อา่ น-เขียน) สอ่ื สารตามหวั เรือ่ งต่างๆ ภายในวง

คำศัพทป์ ระมาณ 2,100 –2,250 คำ (คำศัพท์ท่ีเปน็ นามธรรมมากขึ้น)
5. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซอ้ น (Complex Sentences) ส่ือความหมายตามบรบิ ทตา่ งๆ

ในการสนทนาท้ังทเี่ ป็นทางการและไม่เปน็ ทางการ
รวมท้ังหมด 5 ผลการเรยี นรู้

สรุปตัวช้ีวัดรายวิชาภาษาองั กฤษ

ที่ ระดับชนั้ ทงั้ หมด จำนวนตัวชี้วดั กลุม่ ทกั ษะชวี ติ

1 ป.1 16 กลุ่มวิชาพื้นฐาน โครงงานฐานวิจัย -
2 ป.2 16 -
3 ป.3 18 16 5 -
4 ป.4 20 16 5 -
5 ป.5 18 4
6 ป.6 20 18 2 -
7 ม.1 20 18 2 -
8 ม.2 18 2
9 ม.3 20 19 1 -
21 20 1 -
21 20 1 -

156

การจัดการเรยี นรู้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า การ
จัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมี
ความสำคัญทสี่ ุด ละสนับสนุนผูเ้ รียนในการแสวงหาความรจู้ ากส่ือ ผู้สอนตอ้ งจัดส่งเสริม และแหล่งการเรียนรู้
ตา่ ง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน เพ่ือนำข้อมูลเหล่าน้ันไปใชส้ รา้ งเสรมิ และแหล่งการเรยี นร้ตู ่าง ๆ และ
ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน มุ่งปลูกฝังด้านปัญญา โดย
พัฒนาการคิดของผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ มุ่งพัฒนา
ความสามารถทางอารมณ์ โดยการปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน
สามารถแก้ปัญหาข้อขัดแยง้ ทางอารมณ์ไดอ้ ยา่ งถูกต้องเหมาะสม

การเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ผู้สอนต้องจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการและวิธีการท่ีหลากหลาย
โดยคำนึงถึงพฒั นาการทางด้านร่างกาย และสติปญั ญา วธิ ีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรยี น
เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้
ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ การเรยี นรู้จากการปฏิบัติจริง และการเรียนรู้แบบบูรณาการ การใช้วิจบั เป็น
ส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้ การเรียนรู้คู่คุณธรรมและเน้นกระบวนการการจัดการ กระบวนการอนุรักษ์
และพัฒนาส่ิงแวดล้อม การะบวนการคิดและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปสอดแทรกในการเรียนการสอน
ทุกกลมุ่ สาระการเรยี นรู้

1. แนวการจัดการเรยี นรู้
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 เป็นการจัดการเรียนการสอน ท่ีจัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนา

คุณภาพชีวิต และกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ทักษะพ้ืนฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ การคิด
วิเคราะห์ การติดต่อสื่อสาร พ้ืนฐานความเป็นมนุษย์ เน้นการบูรณาการอย่างสมดุลท้ังในด้านร่างกาย
สตปิ ัญญา อารมณ์ สงั คมและวฒั นธรรม

157

ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 การจัดการเรียนการสอน ท่ีจัดข้ึนเพ่ือมุ่งเน้นสำหรับผู้เรียนที่มีความประสงค์
จะศกึ ษาตอ่ และจดั รายวชิ าอาชพี หรือโครงการอาชพี สำหรบั ผูเ้ รยี นที่มีความสามารถท่ีจะออกไปสโู่ ลกอาชีพ

2. การส่งเสริมการเรยี นรู้
โรงเรียนมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ใช้ เวลาอย่าง

สร้างสรรค์ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี และเรียนรู้ได้จากสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ทั้ง
ภายในโรงเรยี นและแหลง่ เรยี นร้ทู ัว่ ไป รวมทั้งเครือขา่ ยการเรยี นรู้ต่างๆ ทีม่ ีอยู่ในทอ้ งถน่ิ ชมุ ชน และแหลง่ อื่นๆ
รวมถึงสื่อการเรียนรู้ เป็นสื่อท่ีผู้เรียนและผู้สอนใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนผู้สอนสามารถ
จัดทำและพัฒนาส่ือการเรียนรู้ใช้เอง หรือนำสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัว หรือในระบบสารสนเทศมาใช้ในการ
จัดการเรียนรู้ได้ ผู้สอนควรจัดการเรียนรู้ โดยใช้ส่ือการเรียนรู้อย่างหลากหลาย ท้ังสื่อสารสนเทศ ส่ิงพิมพ์
เทคโนโลยี และส่ืออื่นๆ ซ่ึงช่วยส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า น่าสนใจ ชวนคิด เข้าใจได้ง่าย
รวดเร็ว กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและต่อเน่ือง ตลอดจนการจัด
บริเวณ อาคารสถานที่ ศูนย์สื่อและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนให้เป็นบรรยากาศเชิงวิชาการ สะอาด
ร่มรน่ื สวยงาม มงุ่ เนน้ บรรยากาศทส่ี ่งเสรมิ การเรยี นรู้ ปลูกฝังคณุ ลกั ษณะ สงั คมของผู้เรียนเป็นสำคัญ

3. การพัฒนาส่ือการเรียนรู้
การจดั การเรียนร้ตู ามหลักสตู รการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งสง่ เสริมให้ผู้เรียน เรียนร้ดู ้วยตนเองเรยี นรู้

อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต และใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้ง มีความยืดหยุ่น สนองความต้องการของ
ผู้เรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี และเรียนรู้ได้จากสื่อการ
เรียนรู้ และแหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท รวมท้ังจากเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ชุมชนและอ่ืน ๆ
รปู แบบของส่ือ การเรียนรู้ จำเป็นต้องได้รบั การพฒั นาใหเ้ อื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอยา่ งแท้จริง โดยจะตอ้ ง
ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนร้ตู ามสาระการเรยี นรทู้ ก่ี ำหนดไว้ในหลกั สูตร

4. การเลือกสื่อการเรยี นรู้
สื่อการเรียนรู้ มิได้มีความหมายเฉพาะส่ือทีค่ รูและนกั เรียนนำมาใชใ้ นกระบวนการเรยี นการสอน

ในห้องเรียน ท่ีเรียกว่า “สื่อการเรียนการสอน” เท่าน้ัน แต่หมายถึงทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบตัวผู้เรียน ไม่ว่าจะ
เป็นคน สตั ว์ ส่ิงของ เหตกุ ารณห์ รอื ความคิดกต็ าม ข้ึนอยวู่ ่าเราเรียนรูจ้ ากสิ่งนั้น ๆ หรือนำส่ิงเหล่านน้ั เขา้ มาสู่
การเรียนรู้ของเราหรือไม่ ปัจจุบันส่ือที่เก่ียวข้องกับสุขศึกษาและพลศึกษามีอยู่หลายประเภท อาจจำแนก
ออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ดังน้ี

1) สื่อส่ิงพิมพ์ มีท้ังสิ่งพิมพ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อสนองการเรียนรู้ตามหลักสูตรโดยตรงเช่น หนังสือ
เรียน คู่มือครู แผนการสอน หนังสืออ้างอิง หนังสืออ่านเพิ่มเติม แบบฝึกกิจกรรม ใบงาน ใบความรู้ ฯลฯ
และสิ่งพิมพ์ทั่วไปท่ีสามารถนำมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสารวิชาการ นิตยสาร จุล
สาร จดหมายข่าว โปสเตอร์ แผน่ พับ แผน่ ภาพ เป็นตน้

2) สื่อบุคคล หมายถึง ตัวบุคคลท่ีทำหน้าท่ีถ่ายทอดสาระความรู้ แนวคิดและวิธีปฏิบัติตนไปสู่
บุคคลอ่ืน นับเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในด้านการ โน้มน้าวจิตใจของผู้เรียน สื่อบุคคล
อาจเป็นบคุ ลากรที่อยู่ในสถานศึกษา เช่น ผ้บู รหิ าร ครผู ู้สอน หรือตัวผู้เรียนเอง หรืออาจเปน็ บคุ ลากรภายนอก

158

ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เช่น แพทย์ พยาบาล ตำรวจ นักกีฬา นักสุขศึกษา เป็นต้น ซึ่งสามารถเชิญ
มาเปน็ วทิ ยากร เพ่อื เสริมสร้างการเรยี นรใู้ หก้ ับผ้เู รียน

3) ส่อื วัสดุ เปน็ สือ่ ทีเ่ กบ็ สาระความรอู้ ยใู่ นตวั เอง จำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ คอื
3.1) วสั ดุประเภทท่ีสามารถถ่ายทอดความรไู้ ด้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัย อุปกรณ์

ชว่ ย เชน่ รูปภาพ ห่นุ จำลอง เปน็ ต้น
3.2) วัสดุประเภทท่ีไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อ่ืน

ชว่ ย เชน่ สไลด์ ฟลิ ์มภาพยนตร์ เทปบันทกึ เสยี ง ซีดีรอม แผน่ ดิสก์ เป็นตน้
4) ส่ืออุปกรณ์ หมายถึง ส่ิงที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่าน ทำให้ข้อมูลหรือความรู้ที่บันทึกในวัสดุ

สามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็น หรือได้ยิน เช่น เคร่ืองฉายแผ่นโปรง่ ใส เคร่ืองฉายสไลด์ เคร่ืองฉายภาพยนตร์
เครื่องคอมพวิ เตอร์ เปน็ ตน้

5) ส่ื อ ธ ร รม ช าติ แ ล ะ สิ่ งแ ว ด ล้ อ ม เป็ น ส่ิ งท่ี เกิ ด ข้ึ น เอ งต าม ธ ร รม ช าติ ใน รูป ข อ ง
ส่ิงมีชีวิต เช่น พืชผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่าง ๆ หรืออยู่ในรูปของปรากฏการณ์หรือ เหตุการณ์ที่มีอยู่หรือเกิดข้ึน
รอบตัว เช่น แผ่นดินไหว มลภาวะทางอากาศ ข่าวสารด้าน สุขภาพและกีฬา รวมทั้งในรูปของอาคารสถานที่
ต่าง ๆ เชน่ หอ้ งพยาบาล สนามกีฬา ห้องสมดุ สถานทส่ี าธารณะ เป็นตน้

6) สือ่ กิจกรรม/กระบวนการ เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการท่ีจัดขึ้นเพ่ือเสริมสร้างประสบการณ์
การเรยี นรู้ให้กบั ผเู้ รียน ได้แก่ การแสดงละคร บทบาทสมมุติ การสาธิต สถานการณ์จำลอง การจัดนิทรรศการ
การไปทศั นศกึ ษานอกสถานที่ การทำโครงงาน ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า สื่อการเรยี นรู้เกี่ยวกับสุขศึกษาและพลศกึ ษามีอยูม่ ากมายหลายชนดิ ครผู ู้สอนจึงมี
บทบาทสำคัญในการเลือกสรรสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณค่า และมีความเหมาะสมกับการจัดกระบวนการเรียนรู้
ใหก้ บั ผูเ้ รียน การเลือกสอ่ื การเรียนรมู้ หี ลกั การและวธิ ดี ำเนนิ งาน ดังนี้

1. กำหนดจุดประสงค์หรือผลการเรียนรู้ให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้และ
ได้รับประสบการณ์ด้านใดบ้างจากบทเรียนน้ัน เพ่ือจะได้เลือกสื่อการเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์และ
กจิ กรรมในการสรา้ งประสบการณใ์ หก้ ับผ้เู รียน

2. ศกึ ษาวิเคราะห์ลักษณะของผเู้ รียน เช่น วัย ระดับช้ัน ความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน
เป็นต้น เพราะลักษณะดังกล่าวนี้มีส่วนเก่ียวข้องกับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อจะได้ใช้เป็น
ขอ้ มูลในการเลือกสื่อการเรยี นรใู้ หเ้ หมาะสมกับลักษณะของผ้เู รยี น

3. พิจารณาคุณสมบัติของสื่อการเรียนรู้แต่ละชนิดว่าสามารถเร้าความสนใจและให้
ความหมายต่อประสบการณ์การเรียนรู้แกผ่ ู้เรียนอยา่ งไรบ้าง เพราะสอื่ การเรียนรู้แต่ละชนิดมลี ักษณะเฉพาะท่ี
แตกต่างกัน เชน่

- หนังสือเรียนและส่ือสิ่งพิมพ์อ่ืนๆเหมาะท่ีจะใช้เพื่อให้ความรู้พื้นฐานและเพื่อการอ้างอิง
หรือทบทวน

- ของจริง ของจำลอง เป็นส่ือที่แสดงสภาพได้ตามความเป็นจริงผู้เรียนสามารถจับต้อง
และพิจารณารายละเอียดได้ เหมาะจะนำมาใชเ้ พอ่ื ใหผ้ ูเ้ รียนได้รับประสบการณต์ รง

- แผนภูมิ แผนภาพ และสถิติ ใช้เพ่ือต้องการเน้นหรือแสดงให้เห็นส่วนประกอบหรือ
เปรียบเทียบข้อมูล

- การสาธิต ใช้เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเป็นขั้นตอน เช่น สาธิตการปฐมพยาบาลผู้ป่วย
สาธิตการบริหารเพอ่ื อบอนุ่ ร่างกาย เป็นตน้

159

4. พิจารณาความเป็นไปได้และค่าใช้จ่าย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียนบาง
เร่ือง ถ้าสามารถนำผู้เรียนไปเรียนรู้ในสถานที่จริงได้ จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง เช่น เรื่องการ
บำบัดรกั ษาผูต้ ดิ สารเสพตดิ การรับบรกิ ารทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ ฯลฯ แตห่ ากมขี ้อจำกัดดา้ นค่าใชจ้ ่าย
และความไม่สะดวกในด้านอื่น ๆ กอ็ าจเลอื กใช้ส่อื การเรยี นรู้ประเภทภาพ สไลด์ หรือวดี ีทัศนแ์ ทน เปน็ ต้น

5. พิจารณาธรรมชาติของสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ธรรมชาติของสาระแต่ละเรื่อง
อาจมีลักษณะเฉพาะในตัวเอง บางเรื่องต้องเรียนรู้ด้วยการปฏบิ ัติ เช่น การแปรงฟันอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ กค็ วร
ให้ผู้เรยี นเรียนรจู้ ากการลงมือปฏบิ ัติ หรือดูจากการสาธติ ด้วยการใช้ส่ือทเี่ ป็นของจริงหรือของจำลอง บางเรื่อง
ตอ้ งเรียนรู้จากสภาพจริง เช่น ปัญหาส่ิงแวดล้อมในโรงเรยี น และบางเรื่องต้องอาศยั การสืบค้นข้อมูล จากการ
อา่ น เชน่ วิวัฒนาการทางการแพทย์ ส่อื ที่เหมาะสม เชน่ หนังสือ อินเทอร์เนต เป็นต้น

สรปุ ไดว้ ่า การเลือกสอ่ื การเรยี นรู้ ควรใช้เกณฑใ์ นการพิจารณาวา่ สื่อนัน้ ๆ ควรมีลกั ษณะดงั นี้
1. มีความสัมพนั ธก์ ับจุดมุ่งหมายและเน้อื หาที่ต้องการให้ผ้เู รยี นเกิด การเรยี นรู้
2. มีเน้ือหาสาระถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจ และเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยช่วยทำให้

ผู้เรียนได้เขา้ ใจเนือ้ หา สาระที่กำหนดไว้ไดด้ ี เปน็ ลำดับข้ันตอน
3. มีคุณภาพในด้านเทคนิคการผลิต สะดวกในการใช้ และราคาไม่แพงเกินไป และถ้าต้องการ

ผลิตเองควรคุ้มคา่ กบั เวลาและการลงทุน

5. การใช้ส่ือการเรียนร้ใู หเ้ กดิ ประสิทธิภาพ

การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนบางคร้งั ไมป่ ระสบผลเป็นท่ีนา่ พึงพอใจ แม้ว่าครูผู้สอนจะ
ได้คัดเลือกสื่อท่ีมีคุณภาพมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างหลากหลายแล้วก็ตาม ทั้งนี้อาจเป็น
เพราะครูผู้สอนใช้สื่อดังกล่าวไม่เป็นระบบหรือไม่ถูกขั้นตอนหรืออื่น ๆ เพื่อให้การใช้สื่อเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพครูผสู้ อนควรได้ดำเนนิ การ ดังน้ี

1) ศึกษาเน้ือหาสาระในสื่อการเรียนรู้ท่ีได้เลือกไว้ เพ่ือตรวจสอบดูว่า เนื้อหามีความสมบูรณ์
ตามที่ต้องการหรือไม่ ถา้ ไม่สมบูรณ์ควรจัดหาหรือจดั ทำส่ือชนดิ อ่ืนเพิม่ เติม

2) ทดลองใช้สื่อบางประเภทซึ่งอาจมีความยุ่งยากในการใช้ หรือต้องการทดสอบประสิทธิภาพ
ของส่ือชนิดนั้น ๆ เช่น ลำดับข้ันตอนการนำเสนอสร้างความเข้าใจให้กับผู้เรียนเพียงพอหรือไม่ เหมาะสมกับ
เวลาเรียนเพยี งใด มีส่วนไหนท่ีตอ้ งปรับปรุงแกไ้ ขบา้ ง

3) จัดเตรียมอุปกรณ์ เคร่ืองมือ และสถานที่ใหพ้ ร้อม เพ่อื จะไดไ้ ม่เสียเวลาในขณะทีใ่ ช้เพราะ
การใชเ้ วลานานเกินไปในการจดั เตรยี มเครื่องมือและอุปกรณ์จะมีผลให้ ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนรนู้ ้อยลง
นอกจากน้คี วรตรวจสอบอุปกรณแ์ ละเคร่ืองมอื ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพท่พี ร้อมจะใชง้ านดว้ ย

4) เตรียมตวั ผู้เรียน การใช้ส่ือการเรียนรบู้ างอย่างจำเป็นต้องช้ีแจงให้ผู้เรยี นรูว้ ัตถุประสงค์หรือ
ผลการเรียนรู้จากการศึกษาโดยใช้สื่อนั้น ๆ เป็นการให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย หากไม่มีการช้ีแจงให้รู้
ผ้เู รยี นอาจได้เพยี งความเพลิดเพลนิ หรือเรียนรไู้ มต่ รงตามเปา้ หมาย ย่อมเป็นการใช้ส่อื ทไ่ี ม่คมุ้ ค่าและเสยี เวลา

5) ใชส้ ่อื การเรียนรู้ตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อใหเ้ กิดผลการเรียนรู้ท่ตี ้องการ ขณะที่ใชส้ อื่ ใด ๆ ก็
ตาม จะต้องพิจารณาว่าผู้เรียนมีปฏิกิริยาอย่างไร ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยความสนใจ ต้ังใจ และกระตือรือร้น
หรือไม่ ปฏิกิริยาของผู้เรียนที่มีต่อสื่อการเรียนรู้สามารถใช้เป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า ส่ือการเรียนรู้นั้นมีความ

160

เหมาะสมกับผู้เรียนเพียงใด นอกจากนี้ควรมีการใช้เครื่องมอื หรือวธิ ีการต่าง ๆ ท่ีจะตรวจสอบว่าสื่อการเรียนรู้
ที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด ซึ่งอาจใช้วิธีการสังเกต การตั้งคำถาม
การใชแ้ บบทดสอบหรือการสอบถามผู้เรยี นโดยตรงเก่ียวกบั ส่อื การเรยี นรู้ท่นี ำมาใช้

6) ประเมินการใช้สื่อการเรียนรู้ เป็นการนำข้อมูลท่ีได้จากการใช้สื่อมาวิเคราะห์ให้เกิดความ
ชัดเจนว่ามีความเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนในระดับใด โดยจะต้องพิจารณาลักษณะทางกายภาพของสื่อ และ
สาระที่สื่อไปยังผู้เรยี น บางครั้งสื่อการเรียนรู้ที่นำมาใช้น้ันอาจมคี วามเหมาะสมด้านกายภาพ แต่คุณค่าในด้าน
สาระยังไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมาย การประเมินจะช่วยในการตัดสินใจเลือกและใช้
สื่อการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนการสอนในคร้ังต่อ ๆ ไป หรือพัฒนาโดยการดัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข
จัดทำเพ่ิมเตมิ ใหม้ ีความเหมาะสมยิ่งขึน้

6. การพัฒนาส่ือการเรยี นรู้

เน่ืองจากไม่มีสื่อการเรียนรู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมท่ีจะสนองจุดมุ่งหมาย ทุกอย่างได้ดีท่ีสุด
ฉะนั้น ในการจัดกระบวนการเรยี นรใู้ หก้ ับผู้เรียน บางคร้ังผ้สู อนก็จำเป็นต้องดัดแปลงหรอื ปรบั ปรงุ สอ่ื การเรยี น
ท่ีมีอยู่เดิม หรือจัดทำส่ือการเรียนรู้ขึ้นใหม่ เพ่ือให้สามารถตอบสนองจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ การพัฒนาสอ่ื การเรียนร้จู ึงดำเนินการไดใ้ น 2 ลกั ษณะ คอื

1. การปรับปรุงส่ือที่มีอยู่เดิม เป็นการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ลักษณะหน่ึงที่ผู้สอนสามารถ
ดำเนินการได้โดยศึกษาวิเคราะห์ส่ือการเรียนรู้ที่มีอยู่แลว้ อาจเป็นสื่อที่ผลิตจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือ
ทอ้ งถิน่ ซ่ึงมีอยมู่ ากมายหลายชนิด แตผ่ ู้สอนจะต้องพิจารณาปรบั ปรงุ หรือจัดทำเพ่มิ เติมจากสอ่ื ท่มี ีอยู่ เพอื่ ใหไ้ ด้
สาระสมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน และสอดคล้องกับมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนสอดคล้องกับสภาพ
ปัญหาและความต้องการของผู้เรียนและสถานศึกษา เช่น ครูผู้สอนกำหนดแผนการเรียนรู้ไว้ว่าจะให้ผู้เรียนได้
เรยี นร้เู รื่องโรคภัยใกล้ตวั และเม่ือวิเคราะหส์ ภาพปัญหาของชุมชนแล้วพบว่า โรคท่ีกำลังเปน็ ปัญหาสำหรับเด็ก
ในวัยเรียน ก็คือโรคพยาธิ จึงทำการศึกษาสำรวจส่ือการเรียนรู้ท่ีมีอยู่ แล้ววิเคราะห์ว่ามีสาระในเรื่องดังกล่าว
มากน้อยเพยี งใด กรณที พี่ บว่าสอื่ ท่ีมีอยขู่ าดสาระในเรื่องโรคพยาธิ กด็ ำเนินการจัดทำบทเรียนเสรมิ หรอื กรณีท่ี
พบวา่ มีสื่อการเรียนรู้ทใ่ี ห้สาระเร่ืองโรคพยาธิอยู่แล้ว แต่ยังไม่เน้นการฝึกปฏิบัตเิ พอื่ การป้องกันและควบคมุ โรค
พยาธิอย่างแท้จริง ก็อาจทำใบงาน แบบฝึกกิจกรรม แบบโครงงาน และอื่น ๆ เสริมเพิ่มเติม เป็นต้น การพัฒนา
ส่ือการเรียนรู้ในลักษณะน้ีเป็นทางเลือกหนึ่งท่ีผู้สอนจะไปใช้ได้โดยไม่ต้องจัดทำส่ือการเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ซึ่ง
นอกจากจะสะดวก ทำไดง้ ่ายแล้วยงั ประหยดั อกี ดว้ ย

2. การจัดทำสื่อการเรยี นรขู้ ึน้ ใหม่ ครผู สู้ อนและผ้เู รียนสามารถจดั ทำ สือ่ การเรียนรู้ขึ้นเองโดย
อาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น หนังสือเรียน หนังสือค้นคว้าอ้างอิง บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน ซีดรี อม ฯลฯ สื่อการเรียนรแู้ ต่ละประเภทอาจมขี ั้นตอน หรือวิธีจัดทำแตกต่างกนั ไป ซ่งึ หากครูผูส้ อนและ
ผเู้ รียนสนใจทีจ่ ะจัดทำสื่อการเรยี นรปู้ ระเภทใด กค็ วรได้ศกึ ษาวิธจี ัดทำสอ่ื ประเภทนัน้ ๆ ให้เข้าใจเสียกอ่ น เพื่อ
จะได้ จัดทำสอ่ื ดงั กลา่ ว ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

161

แหล่งการเรยี นรู้

การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ผ่าน
กระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยอาศัยส่ือและแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่ในบ้าน โรงเรียน ชุมชน และสังคม หาก
แหลง่ การเรียนรเู้ หลา่ นี้ไดม้ กี ารประสานสัมพันธใ์ ห้การชว่ ยเหลือซึง่ กันและกันในลักษณะของเครือข่ายก็จะชว่ ย
ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเน่ือง เครือข่ายของสื่อและแหล่งการเรียนรู้กลุ่มสุขศึกษาและพล
ศึกษา อาจดำเนนิ การในลกั ษณะ ดงั น้ี

1. เครือข่ายระหว่างบุคลากรภายในสถานศึกษา แต่ละสถานศึกษาจะมีครูผสู้ อนและบุคลากร
ด้านต่าง ๆ ท่ีมีคุณวุฒิและประสบการณ์แตกต่างกันไป หากบุคลากรเหล่านี้ ร่วมแรงร่วมใจกัน ส่งเสริมการ
เรยี นรู้ของผูเ้ รียนในรูปของเครอื ขา่ ย มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ ชว่ ยเหลอื กัน
ในการรวบรวมส่ือ ข้อมลู ข่าวสารและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เพ่ือนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนก็
จะช่วยใหเ้ กิดบรรยากาศท่เี อือ้ ต่อการเรียนรู้

2. เครือข่ายระหว่างสถานศึกษากับสถานศึกษา นอกจากบุคลากรภายในสถานศึกษาจะต้องมี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว การสร้างเครือข่ายระหวา่ งสถานศึกษาก็เป็นสง่ิ ท่ีควรดำเนินการเช่นกัน เพราะแต่
ละสถานศึกษาอาจมีสภาพความพร้อมของบุคลากร และส่ือการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน การแลกเปล่ียนหรือการ
ให้ความช่วยเหลือด้านบุคลากร และสื่อ การเรียนรู้ก็จะช่วยส่งเสริมให้สถานศึกษาต่าง ๆ สามารถจัด
ประสบการณ์การเรยี นรู้ให้กบั ผเู้ รยี นไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพยิ่งขนึ้

3. เครือข่ายระหว่างสถานศึกษากับบ้าน บ้านเป็นแหล่งการเรียนรู้เบ้ืองต้นของผู้เรียน การ
จัดการเรียนรู้ท่ีโรงเรียนจะมีความหมายต่อผู้เรียนมากขึ้น ถ้าผู้เรียนสามารถนำความรู้น้ันมาใช้ในการดำเนิน
ชีวิตที่บา้ นได้ การสร้างความสมั พันธร์ ะหว่างโรงเรยี นกับบ้านจงึ เป็นส่ิงจำเป็น โดยโรงเรียนอาจจัดกิจกรรมทใ่ี ห้
พ่อแม่ ผู้ปกครองนักเรียนได้มีส่วนร่วมรับรู้และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น กิจกรรมการสังเกตและ
บันทึกสุขภาพของคนในครอบครัว การเชิญผู้ปกครองของนักเรียนมาเป็นวทิ ยากร การให้ผปู้ กครองมีส่วนร่วม
บรจิ าคหนังสือ ทนุ ทรัพยใ์ นการจดั ซอ้ื สอื่ การเรียนการสอน เป็นต้น

4. เครือข่ายระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก
ผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีสาระเกี่ยวกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รวมทั้งมีแหล่งการเรียนรู้ที่
ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ในสาขาน้ีได้อย่างหลากหลาย ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โรงเรียน
จึงควรศึกษา รวบรวม และจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานและแหล่งการเรียนรู้เหล่าน้ีไว้ให้เป็นระบบ เพื่อ
สะดวกในการสืบค้นหรือติดต่อเพ่ือขอรับบริการมาใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน
ตัวอย่างของหน่วยงานและแหล่งการเรียนรู้ดังกล่าว ได้แก่ หน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์
ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก อุบลราชธานี สถานีรถไฟ วัดหรือศาสนสถานต่างๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ฯลฯ นอกจากน้ี โรงเรียนต่าง ๆ ยังสามารถใช้ระบบเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ตเพ่ือสืบค้นข้อมูลได้อย่าง
กว้างขวางทั่วโลก โดยโรงเรียนจะต้องให้ความสนใจรวบรวมช่ือเวปไซด์ต่างๆและติดตามความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยีอยเู่ สมอ

แหล่งการเรียนรู้ทผี่ ้เู รียนสามารถค้นควา้ หาความรูเ้ พิ่มเตมิ ได้ ดงั น้ี

ห้องสมุด เป็นแหล่งการเรียนรู้และเป็นหัวใจสำคัญของสถานศึกษาที่ผู้เรียนจะใช้ใน

การศึกษาค้นคว้า ใช้ในการอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ การจัดห้องวิชาการต่าง ๆ เป็นส่วนหน่ึงของห้องสมุดหรือ
เป็นแหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา จะทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการเรียน และในปัจจุบันการใช้

162

อินเทอร์เน็ตในการค้นคว้าหาความรู้มีความสำคัญมากข้ึน สถานศึกษาจำเป็นต้องพิจารณาจัดไว้ให้เพียงพอ
และอบรมให้มกี ารใช้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

ทรัพยากรบคุ คล เช่น ผปู้ กครอง และคนในชุมชนทม่ี ีความรู้ความสามารถด้านภาษาและภูมิ

ปัญญาทางภาษา ภาษาถ่ิน เพลงพ้ืนบ้าน พิธีกรรมต่างๆ ครูภาษาไทยควรจัดทำบัญชีรายช่ือบุคคลท่ีมีความรู้
ความสามารถ ซ่งึ สามารถเชญิ มาใหค้ วามรใู้ นโรงเรียน

สือ่ การเรยี นการสอน เป็นส่อื กลางที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดและแลกเปล่ียนเน้ือหา ประสบการณ์

แนวคิด ทักษะ และเจตคติระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยเน้นบทบาทของผู้เรียน ท่ีเป็นผู้กระทำหรือใช้สื่อ
เพ่ือให้เกดิ ความรู้ ทกั ษะกระบวนการ และความรูส้ กึ นกึ คดิ ต่าง ๆ บรรลมุ าตรฐานของการเรียนรู้

บทบาทของผสู้ อนและผ้เู รียน

การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ควรมี
บทบาท ดังนี้

บทบาทของผู้สอน

1. ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผน การจัดการเรียนรู้ ท่ี
ทา้ ทาย ความสามารถของผ้เู รียน

2. กำหนดเป้าหมายท่ีต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะกระบวนการ ท่ีเป็น
ความคดิ รวบยอด หลกั การ และความสมั พนั ธ์ รวมทั้งคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์

3. ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ท่ีตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และ
พัฒนาการทางสมอง เพอื่ นำผ้เู รยี นไปสู่เป้าหมาย

4. จดั บรรยากาศท่ีเออ้ื ต่อการเรยี นรู้ และดูแลชว่ ยเหลอื ผู้เรียนใหเ้ กิดการเรียนรู้
5. จดั เตรียมและเลอื กใช้สอ่ื ให้เหมาะสมกบั กิจกรรม นำภมู ปิ ญั ญาท้องถ่ิน เทคโนโลยีทีเ่ หมาะสม
มาประยุกตใ์ ชใ้ นการจัดการเรียนการสอน
6. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชา
และระดับพัฒนาการของผเู้ รยี น
7. วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมท้ังปรับปรุงการจัดการ
เรยี นการสอนของตนเอง

บทบาทของผ้เู รยี น

1. กำหนดเปา้ หมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรยี นรู้ของตนเอง
2. เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ต้ังคำถาม คิดหา
คำตอบ
3. ลงมือปฏบิ ตั ิจริง สรุปสิ่งที่ได้เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง และนำความรู้ไปประยกุ ต์ใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ
4. มปี ฏิสมั พนั ธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมรว่ มกับกลุ่มและครู
5. ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนรูข้ องตนเองอยา่ งต่อเนอื่ ง

การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

163

การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ของผู้เรียนต้องอยูบ่ นหลักการพ้นื ฐานสองประการคอื การประเมิน
เพ่ือพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ประสบผลสำเร็จ
น้ัน ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวช้ีวัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อน
สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคข์ องผ้เู รียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการ
เรยี นรใู้ นทุกระดบั ไมว่ ่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดบั สถานศึกษา ระดบั เขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา และระดับชาติ การ
วัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและ
สารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็น
ประโยชน์ตอ่ การสง่ เสริมให้ผู้เรยี นเกิดการพัฒนาและเรยี นรู้อย่างเตม็ ตามศักยภาพ

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา
ระดับเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา และระดบั ชาติ มีรายละเอยี ด ดังนี้

1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลท่ีอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้

ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย
เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินช้ินงาน/ ภาระงาน แฟ้ม
สะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง
เพอื่ นประเมินเพือ่ น ผปู้ กครองรว่ มประเมิน ในกรณีท่ีไมผ่ ่านตัวชว้ี ดั ให้มี การสอนซอ่ มเสรมิ

การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อัน
เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีส่ิงที่จะต้องได้รับการพัฒนา
ปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยงั เป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้
โดยสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวช้วี ดั

2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพ่ือตัดสินผลการ

เรยี นของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมนิ การอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
และกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน นอกจากนเ้ี พื่อใหไ้ ด้ข้อมลู เก่ียวกับการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการ
เรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมท้ังสามารถนำผลการเรียนของผู้เรยี น
ในสถานศึกษาเปรียบเทียบกบั เกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ
เพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำ
แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผล
การจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน ผปู้ กครองและชมุ ชน

3. การประเมินระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพ้ืนท่ี

การศกึ ษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน เพอื่ ใช้เปน็ ขอ้ มูลพน้ื ฐานในการ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพ้ืนที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมิน
คุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานท่ีจัดทำและดำเนินการโดยเขตพ้ืนท่ีการศึกษา หรือด้วย
ความร่วมมอื กบั หน่วยงานตน้ สังกัด ในการดำเนินการจดั สอบ นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูล
จากการประเมินระดับสถานศกึ ษาในเขตพนื้ ท่ีการศึกษา

4. การประเมินระดับชาติ เปน็ การประเมนิ คุณภาพผู้เรยี นในระดับชาตติ ามมาตรฐานการเรียนรู้

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนท่ีเรียน ในช้ันประถมศึกษาปี
ท่ี 3 ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการ

164

ประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับ
คณุ ภาพการจัดการศกึ ษา ตลอดจนเปน็ ขอ้ มลู สนบั สนนุ การตัดสนิ ใจในระดับนโยบายของประเทศ

ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวน
พฒั นาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาท่ีจะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุง
แก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ี
จำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนท่ีมีความสามารถพิเศษ กลุ่ม
ผู้เรียนท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนท่ีมีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนท่ีปฏิเสธ
โรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูล
จากการประเมนิ จึงเปน็ หวั ใจของสถานศึกษาในการดำเนินการช่วยเหลอื ผ้เู รียนได้ทนั ท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้รบั การพฒั นาและประสบความสำเรจ็ ในการเรยี น

สถานศึกษาในฐานะผู้รบั ผิดชอบจดั การศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวดั และประเมนิ ผลการ
เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข้อกำหนดของหลั กสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน เพื่อให้บคุ ลากรทีเ่ กี่ยวข้องทกุ ฝา่ ยถือปฏบิ ัติร่วมกัน

เกณฑก์ ารวัดและประเมินผลการเรียน

1. การตัดสนิ การใหร้ ะดับและการรายงานผลการเรียน

1.1 การตดั สินผลการเรียน

ในการตัดสินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอ่าน คิดวิเคราะห์แล ะเขียน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคน
เป็นหลัก และต้องเก็บข้อมูลของผู้เรียนทุกด้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเน่ืองในแต่ละภาคเรียน รวมท้ังสอนซ่อม
เสรมิ ผ้เู รยี นใหพ้ ัฒนาจนเตม็ ตามศักยภาพ

ระดับประถมศึกษา

(1) ผู้เรียนตอ้ งมเี วลาเรยี นไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 80 ของเวลาเรียนทง้ั หมด
(2) ผู้เรียนตอ้ งได้รบั การประเมินทุกตัวชว้ี ดั และผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
(3) ผู้เรียนต้องไดร้ บั การตัดสินผลการเรียนทุกรายวชิ า
(4) ผู้เรยี นต้องไดร้ บั การประเมนิ และมผี ลการประเมนิ ผา่ นตามเกณฑ์ทส่ี ถานศึกษากำหนด
ในการอ่าน คิดวเิ คราะหแ์ ละเขียน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น
(5) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินด้านทักษะ (S) และคุณค่า (A) จากการประเมินสมรรถนะท้ัง

5 สมรรถนะ โดยมีความเชย่ี วชาญ ระดับ 3 (สามารถ)

ระดบั มัธยมศึกษา

(1) ตัดสนิ ผลการเรยี นเปน็ รายวิชา ผู้เรยี นตอ้ งมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรียนไม่น้อยกวา่ ร้อยละ
80 ของเวลาเรียนทง้ั หมดในรายวชิ าน้ัน ๆ

(2) ผูเ้ รยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมนิ ทุกตวั ช้วี ดั และผา่ นตามเกณฑท์ สี่ ถานศึกษากำหนด
(3) ผู้เรยี นตอ้ งได้รับการตัดสินผลการเรยี นทกุ รายวชิ า
(4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนด
ในการอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน

165

(5) ผู้เรยี นต้องมีผลการประเมินด้านทักษะ (S) และคุณค่า (A) จากการประเมินสมรรถนะท้ัง
5 สมรรถนะ โดยมคี วามเชี่ยวชาญ ระดบั 3 (สามารถ)

1.2 การให้ระดับผลการเรียน

ในการตัดสนิ เพื่อให้ระดบั ผลการเรียนรายวิชาของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ให้ใชต้ วั เลขแสดง

ระดับผลการเรียนเปน็ 8 ระดับ

80 คะแนนขนึ้ ไป ไดผ้ ลการเรยี น 4

75 - 79 คะแนน ไดผ้ ลการเรียน 3.5

70 - 74 คะแนน ไดผ้ ลการเรยี น 3

65 - 69 คะแนน ได้ผลการเรยี น 2.5

60 - 64 คะแนน ได้ผลการเรียน 2

55 - 59 คะแนน ได้ผลการเรียน 1.5

50 - 54 คะแนน ได้ผลการเรยี น 1

ต่ำกว่า 50 คะแนน ได้ผลการเรยี น 0

การประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์นั้น ให้ระดับ

ผลการประเมินเปน็ ดเี ยีย่ ม ดี ผ่าน และไมผ่ า่ น
การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพจิ ารณาทงั้ เวลาการเขา้ รว่ มกิจกรรม การปฏิบตั ิ

กิจกรรมและผลงานของผ้เู รียน ตามเกณฑ์ทีส่ ถานศึกษากำหนด และให้ผลการเข้ารว่ มกิจกรรมเปน็ ผ่าน และ

ไมผ่ า่ น
การวัดผลและมาตรวดั การประเมินสมรรถนะ

การประเมินสมรรถนะหลัก จะประเมินตามระดับความเชี่ยวชาญท่ีระบุในรายละเอียดของแต่ละ

สมรรถนะ และการประเมินสมรรถนะย่อยจะประเมินตามรายละเอียดของสมรรถนะย่อยท่ีสัมพันธ์กับหน่วย

การเรียนรู้

ระดบั การพฒั นา ระดบั ความเช่ียวชาญ

ระดบั สมรรถนะการจดั การตนเอง

ระดับ คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3
เร่มิ ตน้
1 รบั รู้อารมณ์และความรูส้ ึกอย่างง่าย จัดการชีวติ ประจำวัน เรมิ่ ตน้

ของตนเอง

2 รับรแู้ ละจัดการอารมณ์และความร้สู ึกอยา่ งง่าย จัดการ กำลังพัฒนา

ชวี ติ ประจำวันของตนเอง

3 รับรแู้ ละจัดการอารมณ์และความรสู้ ึกอย่างง่าย รูจ้ กั สามารถ เริม่ ตน้

ความสามารถตนเอง จัดการชวี ิตประจำวันของตนเอง

4 รับร้แู ละจดั การอารมณ์และความรสู้ ึกอยา่ งง่าย เลือก เหนือความ กำลงั พฒั นา

กิจกรรม ทเ่ี หมาะกบั ความสามารถของตนเอง จดั การ คาดหวงั

ชีวิตประจำวนั ของตนเอง

5 รับรแู้ ละจัดการอารมณ์และความรู้สึกอยา่ งง่าย เลอื ก สามารถ

166

กิจกรรมท่ีเหมาะกับความสามารถของตนเอง ม่งุ มนั่ ที่ เหนือความ กำลงั พัฒนา
จะจัดการสิง่ ทีจ่ ำเปน็ สำหรับชีวติ ของตนเอง คาดหวัง สามารถ
เหนือความ
6 รบั รแู้ ละจดั การอารมณ์และความรู้สกึ รู้จกั ความสามารถ ป.4-6 คาดหวงั
ของตนเอง ม่ันใจในตนเอง มงุ่ ม่ันท่จี ะจดั การส่งิ ทจ่ี ำเป็น เริ่มต้น
สำหรบั ชวี ติ ของตนเอง กำลงั พฒั นา ม.1-3
สามารถ
7 รับรู้และจัดการอารมณแ์ ละความรู้สกึ รู้จักความสามารถ เหนอื ความ เริ่มตน้
ของตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง กำหนดเปา้ หมายในชวี ติ คาดหวัง กำลังพัฒนา
และ กำกบั ตนเองใหล้ งมือทำ สามารถ
ป.4-6 เหนอื ความ
8 รทู้ ันและจดั การอารมณ์และความรูส้ กึ กลับสูส่ ภาวะ คาดหวงั
ปกติได้ ด้วยตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง กำหนด
เปา้ หมายในชีวิต และ กำกับตนเองให้ลงมือทำ ม.1-3
ระดับสมรรถนะการสื่อสาร

ระดับ คำบรรยายระดับ ป.1-3

1 สอื่ สารง่าย ๆ ในสถานการณใ์ กล้ตวั เร่มิ ต้น

2 สือ่ สารในสถานการณ์ง่าย ๆ กำลงั พัฒนา

3 สื่อสารในสถานการณ์ที่ค้นุ เคย และเลอื กใชค้ ำท่ีเข้าใจ สามารถ

งา่ ย

4 สอื่ สารในสถานการณ์ท่ีคุ้นเคย และใช้สอ่ื และวิธกี าร เหนือความ

สอ่ื สารง่าย ๆ คาดหวงั

5 สื่อสารในชวี ติ ประจำวนั และเร่มิ ใชก้ ลยทุ ธใ์ นการ

สอ่ื สารง่าย ๆ

6 สอ่ื สารในหัวข้อท่คี นุ้ เคย และใชส้ อื่ วิธกี าร และ กลยทุ ธ์

ในการสื่อสารท่ีไม่ซับซ้อน

7 ส่อื สารในหัวขอ้ ท่คี นุ้ เคย หรือสนใจ แลกเปลยี่ น ข้อมลู

ทัว่ ไปในชีวติ ประจำวนั และใช้สอื่ วธิ ีการ และ กลยทุ ธ์ใน

การสือ่ สาร

8 สอ่ื สารในสถานการณ์ต่าง ๆ และเลอื กใช้สือ่ วธิ กี าร

และกลยุทธ์ในการสือ่ สารท่ีเหมาะสม

ระดับสมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเปน็ ทมี

ระดับ คำบรรยายระดบั ป.1-3

1 สำรวจและเรยี นรบู้ ทบาทหนา้ ที่ของตนเองในการทำ เรมิ่ ตน้

กิจกรรมรว่ มกับผู้อื่น กระตือรือรน้ ทจ่ี ะรจู้ ักผอู้ ่นื และ

ทำงานร่วมกับผู้อืน่ รวมถึงแสดงพฤติกรรมตอบสนอง

สถานการณ์ความขดั แย้งเชิงบวกเม่ือไดร้ ับการชีแ้ นะอย่าง

ใกล้ชดิ

2 เป็นสมาชิกทมี ไดเ้ ม่ือไดร้ บั การชแ้ี นะ สร้างความคุ้นเคย กำลงั พัฒนา

กับบคุ คลอนื่ ทำงานรว่ มกับผู้อืน่ และรว่ มตัดสนิ ใจเป็น

167

ทมี อย่างง่ายได้ และสามารถตอบ โต้หรือตอบสนอง เร่มิ ต้น เร่ิมต้น
สถานการณ์ความขัดแยง้ เชงิ บวก กำลงั พฒั นา กำลงั พัฒนา
สามารถ สามารถ
3 เป็นสมาชกิ ทมี ท่ีรบั ผดิ ชอบ รับรูแ้ ละเขา้ ใจผ้อู ื่น ทำงาน สามารถ เหนือความ
ร่วมกับผู้อื่นได้ รว่ มตัดสนิ ใจเป็นทีมและแก้ปัญหาความ คาดหวัง เหนือความ
ขดั แยง้ เชงิ บวกเมือ่ ได้รบั การชี้แนะ คาดหวัง
ป.4-6
4 พฒั นาสูก่ ารเป็นสมาชิกทีมที่ดี มที ัศนคตเิ ชิงบวกตอ่ ผู้อน่ื เหนือความ ม.1-3
รกั การทำงาน ร่วมกับผู้อน่ื ยอมรบั การตดั สนิ ใจตาม คาดหวงั
เสียงข้างมาก ใชว้ ิธจี ดั การ ความขดั แย้งเชิงบวกอยา่ ง
เป็นธรรม

5 มคี ุณลกั ษณะการเป็นสมาชิกทีมท่ดี ี เข้าใจความ
แตกตา่ งระหว่างบคุ คล มกี ระบวนการทำงานเปน็ ทีม
อยา่ งง่าย มหี ลักคดิ พน้ื ฐานการจดั การ ความขัดแย้งตาม
แนวทางสันติวิธี

6 พัฒนาสู่การเปน็ ผู้นำตน ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของ
สมั พันธภาพทด่ี ี แบ่งปนั ข้อมูลตามจรงิ ใช้กระบวนการ
ทำงานรว่ มกันอย่างเป็นระบบ มีทักษะ ในการตดั สินใจ
เป็นทมี แบบฉันทามติ (Consensus) และใชท้ ักษะจดั การ
ความขัดแย้งตามแนวทางสันตวิ ิธี

7 มีคณุ ลกั ษณะของการเปน็ ผ้นู ำตน สรา้ งสมั พันธภาพทีด่ ี
และสร้างการ มสี ่วนรว่ มในกระบวนการทำงานทีเ่ ปน็
ระบบดว้ ยความเสมอภาคและเท่า เทียมกัน ใชว้ ิธีในการ
ตัดสินใจเป็นทีมแบบฉนั ทามติ (Consensus) โดยไมเ่ ลอื ก
ปฏบิ ัตมิ ีวธิ กี ารทำงานทีต่ รงไปตรงมา จัดการความความ
ขดั แย้ง ตามแนวทางสนั ตวิ ธิ ดี ้วยวิธกี ารทเี่ หมาะสม

8 พัฒนาสกู่ ารมีภาวะผนู้ ำ รักษาสัมพันธภาพทดี่ ีในทีม
เห็นภาพความสำเรจ็ และวธิ ีการทีน่ ำไปสู่การบรรลุผล
สำเรจ็ บูรณาการทักษะการคิดขัน้ สูง ในการตัดสินใจ
เป็นทีมอย่างมีส่วนรว่ มสูก่ ารเหน็ พ้องต้องกันแบบฉันทา
มติ (Consensus) สรา้ งกระบวนการทำงานทโี่ ปรง่ ใส
และใชท้ ักษะการคิดข้ันสูง ในการแกป้ ัญหาความขดั แย้ง
ตามแนวทางสันตวิ ธิ ี
ระดับสมรรถนะการคดิ ขั้นสูง

ระดบั คำบรรยายระดบั ป.1-3
เริม่ ต้น
1 ใชก้ ระบวนการคดิ วิเคราะห์กับการทำงานอย่างงา่ ยได้
และคดิ คลอ่ งแคล่ว ละเอยี ดลออจากสง่ิ ของหรอื กำลงั พฒั นา
สถานการณ์ชวี ติ จรงิ

2 ตัดสินใจจากการใชเ้ กณฑ์อยา่ งงา่ ยตามท่ีกำหนดใหเ้ พ่ือ
แก้ปญั หา ที่ค้นุ เคย ไมซ่ บั ซ้อน หาคำตอบไดห้ ลาย

168

ประเภทและ หลายทิศทาง ผลติ ช้ินงานตามจนิ ตนาการ เรม่ิ ต้น เร่ิมตน้
กำลังพฒั นา กำลงั พฒั นา
3 ใชก้ ระบวนการคิดเชิงเหตผุ ลกับสถานการณเ์ พ่ือนำไปสู่ สามารถ สามารถ
วธิ กี าร แกป้ ญั หาอย่างงา่ ย รับมอื กับปัญหาได้ ออกแบบ เหนอื ความ สามารถ
ผลติ สิง่ ของเพ่อื ประโยชน์ในชีวติ ประจำวนั คาดหวัง
เหนือความ
4 เลือกใชข้ ้อมลู ป้อนกลบั เพื่อปรบั ปรุงการทำงานอยา่ ง เหนือความ ป.4-6 คาดหวงั
สมเหตุสมผล และออกแบบและสาธิตการใชอ้ ุปกรณ์ คาดหวัง
ตา่ ง ๆ ทีม่ ีอยู่เดิมเพอ่ื ประโยชน์ในการใชง้ านท่ี เริ่มตน้ ม.1-3
หลากหลายต่างไปจากเดมิ กำลงั พัฒนา

5 ใชข้ อ้ มลู ท่ีซับซอ้ นหลากหลายและนา่ เชื่อถอื สรา้ งขอ้
โตแ้ ย้งอย่าง สมเหตสุ มผล สามารถออกแบบส่งิ ของเพอื่
แก้ปัญหาที่ไม่คุ้นชิน

6 ตดิ ตามการทำงานและปรับปรงุ เปลย่ี นแปลงกระบวนการ
แก้ปัญหา เดิมเมื่อสถานการณ์เปล่ียนแปลงไป และ
คำนงึ ถงึ ผลกระทบเพื่อ ออกแบบผลติ สง่ิ ของสำหรับ
แก้ปัญหา ในสถานการณ์ทีไ่ ม่ค้นุ ชนิ

7 ใช้ข้อมลู สารสนเทศอยา่ งมปี ระสิทธิภาพเพ่ือนำไปใช้
แกป้ ัญหาและ ประเมนิ การทำงานของตนเองอย่างเป็น
ข้ันตอน ออกแบบ นวัตกรรม และวเิ คราะห์จุดเดน่ และ
ข้อจำกดั ของนวตั กรรม ทพ่ี ฒั นาขน้ึ ได

8 ปรบั กระบวนการคิด ตดั สนิ ใจ เพ่ือคัดเลือกวิธีการ
แก้ปัญหา ทีด่ ีที่สุดตามเกณฑ์ สรา้ งนวัตกรรมที่
แกป้ ญั หาสถานการณ์ ทม่ี คี วามซับซ้อน หรือมี
ผลกระทบในวงกว้าง
ระดับสมรรถนะการเปน็ พลเมืองทเ่ี ข้มแข็ง

ระดับ คำบรรยายระดบั ป.1-3

1 ปฏิบัตติ ามข้อตกลง ปกป้องสิทธแิ ละเสรีภาพตนเอง ทำ เรมิ่ ต้น

กิจกรรมเพอ่ื ส่วนรวมตามท่มี อบหมาย

2 ปฏิบัตติ ามบทบาทหน้าท่ี ข้อตกลงท่ีกำหนดร่วมกนั กำลงั พฒั นา

ชว่ ยเหลือ ผ้อู ่ืนเมอ่ื ไดร้ บั การร้องขอ มีสว่ นร่วมในการหา

ทางออก เม่อื ไดร้ ับคำแนะนำ

3 รับผดิ ชอบในบทบาทหน้าทีข่ องตนเอง ข้อตกลงในสงั คม สามารถ

ปฏิบัตติ ามมารยาทไทย เคารพสิทธเิ สรีภาพของผูอ้ ่นื มี

ส่วนรว่ มและหาทางออกในการแก้ปัญหาสังคมรว่ มกบั

ผูอ้ ื่น

4 รับผิดชอบต่อบทบาทหนา้ ท่ีของตนเอง และสงั คม เหนอื ความ

ปกปอ้ งสิทธิ เสรภี าพผอู้ ืน่ ตดิ ตามขา่ วสาร มีจิตอาสา คาดหวงั

ใชก้ ระบวนการ ปรึกษาหารือในการหาทางออกของ

สงั คม

169

5 รับผดิ ชอบและปฏิบัติตนในสงั คมอย่างมเี หตุผลทาง สามารถ เร่มิ ตน้
จรยิ ธรรม ถกู ต้องเหมาะสม คำนงึ ผลรอบด้าน มี
วจิ ารณญาณ ในการติดตามข่าวสาร สนับสนนุ ให้ผ้อู ืน่ มี เหนือความ กำลังพฒั นา
จริยธรรม คาดหวัง

6 ปฏบิ ัตติ ามกฎหมายของสังคมและวฒั นธรรมไทย ปฏิบัติ สามารถ
ต่อผ้อู ่ืน อย่างเหน็ อกเหน็ ใจ ไมเ่ พิกเฉยต่อสิ่งไม่ถูกต้อง
ร่วมแกป้ ัญหาสังคม เหนือความ
คาดหวงั
7 ปฏิบตั ิตนตามวิถปี ระชาธิปไตย ช่วยเหลือผูอ้ น่ื โดยไม่
เลอื กปฏบิ ตั ิ ประเมินสถานการณแ์ ละประเดน็ ในสังคม
กระตือรือร้น ในการมีส่วนร่วมในสงั คมและหาทาง
แกป้ ญั หาสงั คม

8 เคารพสทิ ธิมนุษยชน ปรับตัวและรบั มือกบั ความ
เปลย่ี นแปลง ของสงั คม ลงมือแกป้ ัญหาในสงั คมอย่าง
รับผิดชอบ

วิธีการและเคร่ืองมือประเมนิ สมรรถนะ

1) การประเมินเพ่ือพัฒนา (Formative Assessment) เป็นการประเมินเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของ

ผเู้ รยี นท่ีจะต้องดำเนนิ การตลอดระยะเวลาทีม่ ีการจัดการเรียนรู้ ไมใ่ ช่เปน็ การทดสอบระหวา่ งเรยี น แตเ่ ปน็ การ
ที่ครูประเมินผู้เรียนอย่างไม่เป็นทางการ โดยใช้วิธีการสังเกต ต้ังคำถาม จดบันทึก และวิเคราะห์ว่าผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้หรอื ไม่ มีสง่ิ ใดทีผ่ ู้เรยี นจะต้องปรับปรุง และครูจะตอ้ งปรบั ปรุงอะไร เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรียนรไู้ ด้ดี
ข้ึน โดยเคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินเพ่ือพัฒนา เช่น แบบสังเกตการณ์สอนของครู, แบบประเมินพฤติกรรม
ของผู้เรียน, แบบบันทึกการร่วมแลกเปลย่ี นเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการ PLC เป็นตน้

2) การประเมินรวบยอด (Summative Assessment) เป็นการประเมินเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้

เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามความรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา และยังใช้เป็นข้อมูลใน
การเปรียบเทียบกับการประเมินก่อนเรียน ทำให้ทราบพัฒนาการของผู้เรียน โดยเฉพาะในด้านความรู้และ
ความเข้าใจในเนื้อหาน้ันๆ โดยเครื่องมือท่ีใช้ในการประเมินรวบยอด เช่น แบบทดสอบในการประเมินความรู้
แบบประเมินผลงานทส่ี ะท้อนการนำความร้ไู ปใช้ เปน็ ตน้

3) การประเมินจากหลักฐาน (Evidence - based Assessment) จากการประเมนิ เพื่อพัฒนาและ

ประเมนิ รวบยอดทร่ี ะบุไวใ้ นข้างตน้ จะประกอบด้วยหลกั ฐานทน่ี ักเรยี นเปน็ ผูแ้ สดงออกถึงความรูน้ น้ั
4) การประเมนิ 360๐ (360๐ Assessment) โรงเรยี นมีการให้นักเรียนประเมนิ ตนเองเพื่อนประเมนิ

เพ่อื น ครปู ระเมินนักเรียน นกั เรียนประเมนิ ครู ผู้ปกครองประเมินนกั เรียน ดังนี้

• ในการประเมินกลุ่มวิชาพ้ืนฐาน (ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ) ใช้การ
ประเมินจากตวั ผูเ้ รยี น เพ่ือนผูเ้ รยี น ครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชน

• ในการประเมินกลุ่มวิชาทักษะชีวิต (สังคมศึกษาฯ ศิลปะ การงานอาชีพ สุขศึกษาและพล
ศกึ ษา) ใชก้ ารประเมินจากตัวผ้เู รียน เพ่ือนผูเ้ รยี น ครู ผปู้ กครอง และคนในชมุ ชน

1.3 การรายงานผลการเรียน

170

การรายงานผลการเรียนเป็นการส่ือสารให้ผู้ปกครองและผู้เรียนทราบความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้ของผู้เรียน ซ่ึงสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินและจัดทำเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็น
ระยะ ๆ หรอื อย่างนอ้ ยภาคเรียนละ 1 ครง้ั

การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนท่ีสะท้อน
มาตรฐานการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรียนรู้

2. เกณฑก์ ารจบการศึกษา

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบการศึกษาเป็น 3
ระดับ คือ ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น และระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

2.1 เกณฑ์การจบระดับประถมศึกษา

(1) ผูเ้ รยี นเรียนรายวิชาพืน้ ฐาน และรายวิชา/กจิ กรรมเพ่ิมเตมิ โดยเป็นรายวิชาพื้นฐานตาม
โครงสร้างเวลาเรียนท่ีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกำหนด และรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติม ตามท่ี
สถานศึกษากำหนด

(2) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินรายวิชาพ้ืนฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ีสถานศึกษา
กำหนด

(3) ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน
ตาม ที่สถานศึกษากำหนด

(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี
สถานศกึ ษากำหนด

(5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี
สถานศกึ ษากำหนด

(6) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินด้านความรู้ (K) ทักษะ (S) และคุณค่า (A) ของกลุ่มวิชากลุ่ม
วชิ าพ้ืนฐาน และ กลมุ่ วิชาทักษะชวี ิต ดังน้ี

• ผเู้ รียนต้องมีผลการประเมนิ ด้านความรู้ (K) จากการเรียนในกลมุ่ วิชากลุ่มวชิ าพ้ืนฐาน
และ กลุ่มวิชาทักษะชีวิต เป็นคะแนนไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 50 โดยใช้การประเมินจากผลงานนักเรียน พฤติกรรม
และการทดสอบ

• ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินด้านทักษะ (S) และคุณค่า (A) จากการประเมิน
สมรรถนะท้ัง 5 สมรรถนะ โดยมีความเชีย่ วชาญ ระดับ 3 (สามารถ)

3.1.3 สดั ส่วนการประเมนิ ผล

• ด้านความรู้ (K) นักเรยี นจะได้รับการประเมนิ เป็นคะแนน โดยมสี ัดสว่ น รอ้ ยละ 60
ของการประเมนิ ผล

• ด้านทกั ษะ (S) และคุณคา่ (A) หรอื ด้านสมรรถนะ นักเรยี นจะได้รับการประเมิน
เปน็ ระดบั ความเช่ียวชาญ 4 ระดบั คือ เร่ิมตน้ พัฒนา สามารถ และเหนือความคาดหวัง โดยมีสดั ส่วนร้อยละ
40 ของการประเมนิ ผล

2.2 เกณฑก์ ารจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น

(1) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิต ตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชา
พน้ื ฐาน 66 หนว่ ยกิต และรายวชิ าเพ่มิ เติมไมน่ ้อยกวา่ 11 หนว่ ยกิต

171

(3) ผู้เรียนมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่านเกณฑ์การ
ประเมินตามทสี่ ถานศึกษากำหนด

(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน
ตามที่สถานศกึ ษากำหนด

(5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่
สถานศึกษากำหนด

(6) ผู้เรียนเรียนจบจากหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะโรงเรียนอนุบาลมะนังครบทั้ง 3
ส่วนการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มวิชาพื้นฐาน กลุ่มวิชาทักษะชีวิต และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามที่ร.ร.กำหนดไว้
และมีเวลาเรยี นจำนวน 3,600 ช่วั โมง ตลอดหลกั สูตรระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น

(7) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินด้านความรู้ (K) ทักษะ (S) และคุณค่า (A) ของกลุ่มวิชากลุ่ม
วิชาพน้ื ฐาน และ กลมุ่ วิชาทักษะชวี ิต ดงั นี้

• ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินด้านความรู้ (K) จากการเรียนในกลมุ่ วิชากลุ่มวชิ าพ้ืนฐาน
และ กลุ่มวชิ าทกั ษะชีวิต เป็นคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยใช้การประเมินจากผลงานนักเรียน พฤติกรรม
และการทดสอบ

• ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินด้านทักษะ (S) และคุณค่า (A) จากการประเมิน
สมรรถนะทั้ง 5 สมรรถนะ โดยมีความเช่ียวชาญ ระดบั 3 (สามารถ)

3.1.3 สัดส่วนการประเมนิ ผล
• ด้านความรู้ (K) นักเรียนจะได้รับการประเมินเป็นคะแนน โดยมีสดั สว่ น ร้อยละ 60
ของการประเมินผล

• ด้านทักษะ (S) และคุณคา่ (A) หรอื ด้านสมรรถนะ นักเรียนจะไดร้ ับการประเมนิ
เปน็ ระดบั ความเช่ยี วชาญ 4 ระดบั คือ เรม่ิ ตน้ พฒั นา สามารถ และเหนือความคาดหวงั โดยมสี ัดสว่ นรอ้ ยละ
40 ของการประเมนิ ผล

เอกสารหลักฐานการศกึ ษา

เอกสารหลักฐานการศึกษา เป็นเอกสารสำคัญท่ีบันทึกผลการเรียน ข้อมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง
กับพัฒนาการของผู้เรียนในดา้ นตา่ ง ๆ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี

1. เอกสารหลักฐานการศึกษาทกี่ ระทรวงศกึ ษาธิการกำหนด

1.1 ระเบยี นแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียนของผู้เรียน

ตามรายวิชา ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ
สถานศึกษา และผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องบันทึกข้อมูลและออกเอกสารน้ีให้
ผู้เรียนเป็นรายบุคคล เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6) จบการศึกษาภาค
บังคบั (ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3) จบการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน(ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6) หรอื เม่ือลาออกจากสถานศึกษาใน
ทุกกรณี

1.2 ประกาศนียบัตร เป็นเอกสารแสดงวฒุ ิการศึกษาเพื่อรบั รองศักด์แิ ละสทิ ธิข์ องผ้จู บการศึกษา

ทสี่ ถานศึกษาให้ไว้แก่ผจู้ บการศึกษาภาคบังคับ และผ้จู บการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา
ขนั้ พน้ื ฐาน

172

1.3 แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เป็นเอกสารอนุมัติการจบหลักสูตรโดยบันทึกรายช่ือและ

ข้อมูลของผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6) ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ (ชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3) และผูจ้ บการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน (ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6)

2. เอกสารหลักฐานการศึกษาท่สี ถานศกึ ษากำหนด

เป็นเอกสารทสี่ ถานศกึ ษาจดั ทำขึ้นเพื่อบันทึกพัฒนาการ ผลการเรียนรู้ และข้อมลู สำคัญ เก่ยี วกับ
ผู้เรียน เช่น แบบรายงานประจำตัวนักเรียน แบบบันทึกผลการเรียนประจำรายวิชา ระเบียนสะสม ใบรับรอง
ผลการเรยี น และ เอกสารอ่นื ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการนำเอกสารไปใช้

การเทียบโอนผลการเรียน

สถานศึกษาสามารถเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนในกรณีต่าง ๆ ได้แก่ การย้ายสถานศึกษา การ
เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา การย้ายหลักสูตร การออกกลางคันและขอกลับเข้ารับการศึกษาต่อ การศึกษาจาก
ต่างประเทศและขอเข้าศึกษาต่อในประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถเทียบโอนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์จาก
แหล่งการเรียนรู้อ่ืน ๆ เช่น สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบันการฝึกอบรมอาชีพ การจัดการศึกษา
โดยครอบครวั

การเทียบโอนผลการเรียนควรดำเนินการในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนแรก หรือต้นภาคเรียนแรกท่ี
สถานศึกษารับผู้ขอเทียบโอนเป็นผู้เรียน ท้ังนี้ ผู้เรียนท่ีได้รับการเทียบโอนผลการเรียนต้องศึกษาต่อเน่ืองใน
สถานศึกษาที่รับเทียบโอนอย่างน้อย 1 ภาคเรียน โดยสถานศึกษาท่ีรับผู้เรียนจากการเทียบโอนควรกำหนด
รายวิชา/จำนวนหนว่ ยกิตทจ่ี ะรบั เทยี บโอนตามความเหมาะสม

การพิจารณาการเทียบโอน สามารถดำเนนิ การได้ ดังนี้
1. พิจารณาจากหลักฐานการศึกษา และเอกสารอื่น ๆ ท่ีให้ข้อมูลแสดงความรู้ ความสามารถของ
ผูเ้ รียน
2. พิจารณาจากความรู้ ความสามารถของผเู้ รียนโดยการทดสอบด้วยวิธีการตา่ ง ๆ ท้ังภาคความรู้และ
ภาคปฏิบัติ
3. พิจารณาจากความสามารถและการปฏบิ ตั ิในสภาพจรงิ
การเทยี บโอนผลการเรียนให้เป็นไปตาม ประกาศ หรอื แนวปฏิบัติ ของกระทรวงศึกษาธิการ

การบรหิ ารจัดการหลกั สูตรโรงเรียน

ในระบบการศึกษาท่ีมีการกระจายอำนาจให้ท้องถ่ินและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนา
หลักสูตรน้ัน หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับ ต้ังแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับ
สถานศึกษา มบี ทบาทหนา้ ที่ และความรบั ผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน สง่ เสรมิ การใชแ้ ละพัฒนาหลักสตู ร
ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอน
ของสถานศึกษามปี ระสทิ ธิภาพสงู สุด อันจะสง่ ผลให้การพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี นบรรลุตามมาตรฐานการเรียนร้ทู ่ี
กำหนดไวใ้ นระดบั ชาติ

ระดับท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หน่วยงานต้นสังกัดอื่น ๆ เป็น
หนว่ ยงานที่มบี ทบาทในการขบั เคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา เปน็ ตวั กลางที่จะเช่ือมโยงหลกั สตู รแกนกลาง
การศึกษาข้นั พนื้ ฐานที่กำหนดในระดบั ชาตใิ หส้ อดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถ่ินเพ่ือนำไปสู่การ
จดั ทำหลกั สตู รของโรงเรยี น สง่ เสริมการใช้และพัฒนาหลักสูตรในระดับโรงเรียนให้ประสบความสำเรจ็ โดยมี
ภารกิจสำคัญ คือ กำหนดเป้าหมายและจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับท้องถิ่นโดยพิจารณาให้
สอดคล้องกับสิ่งทเี่ ป็นความต้องการในระดับชาติ พัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน ประเมินคุณภาพการศึกษาใน

173

ระดับท้องถ่ิน รวมท้ังเพ่ิมพูนคุณภาพการใช้หลักสูตรด้วยการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร สนับสนุน
ส่งเสรมิ ติดตามผล ประเมนิ ผล วิเคราะห์ และรายงานผลคุณภาพของผู้เรียน

โรงเรียนมีหน้าท่ีสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน การวางแผนและดำเนินการใช้หลักสูตร
การเพ่ิมพูนคุณภาพการใช้หลักสูตรด้วยการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร จัดทำระเบียบ
การวัดและประเมินผล ในการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพื้นฐาน และรายละเอียดท่ีเขตพื้นท่ีการศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดอ่ืนๆ ในระดับท้องถิ่นได้
จัดทำเพิ่มเติม รวมท้ัง โรงเรียนสามารถเพิ่มเติมในส่วนท่ีเก่ียวกับ สภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญา
ท้องถ่นิ และความต้องการของผู้เรยี น โดยทุกภาคส่วนเขา้ มามสี ่วนร่วมในการพฒั นาหลกั สูตรโรงเรยี น

174
ภาคผนวก

175

อภิธานศัพท์

การเดาความหมายจากบรบิ ท (context clue)
การเดาความหมายของคำศัพท์หรือข้อความท่ีไม่ทราบความหมายโดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรม เป็นการ

เด า ค ว า ม ห ม า ย น้ั น โ ด ย อ า ศั ย ก า ร ชี้ แ น ะ จ า ก ค ำ ศั พ ท์ ห รื อ ข้ อ ค ว า ม ท่ี แ ว ด ล้ อ ม ค ำ ศั พ ท์ ห รื อ ข้ อ ค ว า ม
ท่ีอา่ น เพื่อช่วยในการทำความเขา้ ใจหรอื ตีความหมายของคำศัพทห์ รือข้อความที่ไมเ่ ขา้ ใจความหมาย
การถ่ายโอนข้อมลู

การแปลงข้อมูลที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายในรูปแบบที่ต้องการ เช่น การ
ถ่ายโอนข้อมูลที่เป็นคำ ประโยค หรือข้อความไปเป็นข้อมูลท่ีเป็นกราฟ สัญลักษณ์ รูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ
ตาราง ฯลฯ หรอื การถ่ายโอนขอ้ มูลที่เป็นกราฟ สัญลักษณ์ รูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ไปเป็นข้อมูล
ท่เี ป็นคำ ประโยค หรอื ขอ้ ความ
ทกั ษะการสื่อสาร

ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซ่ึงเป็นเคร่ืองมือในการรับสารและส่งสารด้วยภาษานั้นๆ
ไดอ้ ยา่ งสื่อความหมาย คล่องแคลว่ ถกู ต้อง เขา้ ถงึ สารได้อย่างชัดเจน
บทกลอน (nursery rhyme)

บทร้อยกรองสำหรบั เดก็ ที่มคี ำคล้องจองและมคี วามไพเราะ เพือ่ ช่วยให้จดจำไดง้ า่ ย
บทละครสั้น (skit)

งานเขียนหรือบทละครส้ันที่มีการแสดงออกด้วยท่าทางและคำพูด ทำให้เกิดความสนุกสนาน อาจเป็น
เรอ่ื งทมี่ าจากนทิ าน นิยาย ชีวติ ของคน สัตว์ สง่ิ ของ หรือตัดตอนมาจากงานเขียน
ภาษาท่าทาง

การสอื่ สารโดยการแสดงท่าทางแทนคำพดู หรือการแสดงท่าทางประกอบคำพูด เพ่ือให้ความหมายมี
ความชัดเจนยิ่งขึ้น การแสดงท่าทางตา่ งๆ อาจแสดงไดล้ ักษณะ เช่น การแสดงออกทาง
สหี น้า การสบตา การเคลื่อนไหวศรี ษะ มือ การยกมอื การพยกั หน้า การเลิกคว้ิ เป็นต้น
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา

วิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่ใช้ภาษานั้น นับต้ังแต่วิธีการกินอยู่ การแต่งกาย การทำงาน
การพักผ่อน การแสดงอารมณ์ การสื่อความ ค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ขนบธรรมเนียมประเพณี
เทศกาล งานฉลอง และมารยาท เป็นตน้
สอ่ื ทไี่ มใ่ ชค่ วามเรยี ง (non-text information)

ส่ิงที่ใช้ส่ือสารแทนคำ วลี ประโยค และข้อความ เช่น กราฟ สัญลักษณ์ รูปภาพ ส่ิงของ แผนผัง
แผนภมู ิ ตาราง เปน็ ต้น

176

คำส่งั โรงเรียนอนบุ าลมะนัง
ที่ 36/ 2562

เร่อื ง แต่งต้งั คณะอนุกรรมการกลุม่ สาระการเรียนรแู้ ละกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน ปรบั ปรุงหลกั สตู ร
โรงเรยี นอนุบาลมะนงั พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
........................................................................................................ ....

เพ่ือให้การบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 27 ที่กำหนดให้สถานศึกษา
ขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
การดำรงชวี ิตและการประกอบอาชพี ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ ในส่วนที่เก่ียวกับสภาพปัญหาของชุมชนและ
สังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและ
ประเทศชาติ อาศัยอำนาจตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534
กระทรวงศึกษาธิการ จึงออก ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และงาน
วชิ าการสถานศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พ.ศ. 2544

อาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และงาน
วิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ข้อ 9 กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการเรียกว่า “คณะอนุกรรมการ
ระดับกลุ่มวิชา” จานวน 9 คณะ เรียกชื่อคณะอนุกรรมการตามชื่อกลุ่มวิชาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
อยู่ภายใต้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน แต่งตั้งโดยผู้บริหาร
สถานศึกษา เพื่อให้การบริหารหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ ของสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึง
แต่งต้ังคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในหลักสูตรโรงเรียนอนุบาลมะนัง
พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
แตง่ ตั้งคณะอนุกรรมการรบั ผดิ ชอบกลุ่มสาระการเรียนรูแ้ ละกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น ดังน้ี

คณะกรรมการทีป่ รึกษา

1. นายไสว อนิ ยอด ผู้อำนวยการโรงเรยี นอนบุ าลมะนัง
2. นายฉูอบิ หลงสลำ รองผู้อำนวยการโรงเรยี นอนบุ าลมะนงั
3. นายจรัญ คงชมุ ประธานกรรมการสถานศึกษา
4. นางสาวพิธพร นิโกบ ศึกษานิเทศกส์ ำนักงานศึกษาธิการจงั หวดั สตูล
5. นายวชั รพงศ์ ละอองรัตน์ ศกึ ษานเิ ทศก์ สำนักงานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั สตลู

177

คณะกรรมการกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

1. นางสาวปทั มา สังข์ทอง หัวหน้ากลุ่มสาระ

2. นางสวุ รรณา พรุเพชรแก้ว กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกล่มุ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์

1. นางสุนนั ท์ เมืองปาน หวั หน้ากลมุ่ สาระ

2. นายธัชพงศ์ โสตรทอง กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1. นางศิรริ ตั น์ เสกสรรค์ หวั หน้ากลมุ่ สาระ

2. นายเอกชัย สุวรรณอำภา กรรมการ

3. นางสาวปาริฉัตร พรมเกลื่อน กรรมการ

4. นางขวญั นภา เพชรคง กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม

1. นางสาวจีรวรรณ สนั หลี หวั หนา้ กล่มุ สาระ

2. นางสาวเยาวรี เทศอาเส็น กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ุขศึกษาและพลศกึ ษา

1. นายศภุ ชัย หนแู กน่ เพชร หวั หนา้ กล่มุ สาระ

2. นายนันทนชั ยืนยง กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกลุม่ สาระการเรยี นรศู้ ิลปะ

1. นายวิษณุ เขยี้ วแกว้ หวั หน้ากลุ่มสาระ

2. นายบณั ฑิต จินดา กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกลมุ่ สาระการเรยี นรูก้ ารงานอาชีพ

1. นายสะบา เจริญฤทธิ์ หวั หนา้ กลมุ่ สาระ

2. นางสาวซมา โยะ๊ หมาด กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ

1. นางละอองทิพย์ จันทวิลาศ หัวหน้ากลมุ่ สาระ
กรรมการและเลขานุการ
2. นางสาวอารยี า เอียดดี
คณะกรรมการกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน

1. นายบัณฑติ จินดา หวั หนา้ กลุ่มสาระ
กรรมการและเลขานุการ
2. นายวษิ ณุ เขีย้ วแก้ว

คณะกรรมการปฐมวัย

1. นางสาวสากนี ๊ะ มาลียนั หวั หน้าปฐมวัย
2. นางจุลี สวุ รรณชนะ กรรมการ
3. นางอัญชลี นยิ มยาตรา กรรมการและเลขานุการ

ให้คณะอนุกรรมการมีหนา้ ท่ี ดงั ต่อไปนี้

(1) กำหนดสัดส่วนสาระการเรียนรู้กลุม่ วิชา และพัฒนาหลักสูตรรายวชิ าของกลุ่มวิชาในสาระการ
เรยี นร้พู ้ืนฐาน และสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ตามหลักสูตรการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน

178

(2) ดาเนินการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญท่ีสุดและ การวัดและ
ประเมนิ ผลการเรียนรรู้ ายวชิ าต่าง ๆ เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อมลู ทแ่ี สดงความสามารถที่แทจ้ ริงของนักเรยี น

(3) พัฒนาแผนการสอนรายวิชาท่ีเป็นมาตรฐานกลาง เพื่อให้ผู้สอนสามารถปรับใช้ตามความ
เหมาะสมและให้การสอนนาไปสกู่ ารเรียนรมู้ ากท่ีสุด

(4) พฒั นาส่อื การเรียนรทู้ ีเ่ หมาะสมและสอดคล้องกับการจดั การเรียนร้ทู เี่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคญั ทสี่ ดุ
(5) กำหนดแนวทางพัฒนาเคร่ืองมือ และกากับ ติดตามการดาเนินการวัดและประเมินผลการ
เรยี นรู้ของนักเรยี นให้เป็นไปตามมาตรฐานการเรยี นรูก้ ลุ่มวชิ าท่ีกำหนด
(6) วิเคราะห์พัฒนาการของนกั เรียนเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม
(7) ดาเนินการวิจัยการศึกษาในชั้นเรียนเพ่ือแก้ปัญหาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการวัด
และประเมนิ ผล
(8) นิเทศภายใน แลกเปล่ียนประสบการณ์การดาเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
และประสทิ ธิภาพในการปฏบิ ัติงาน
(9) รวบรวมข้อมูลเพ่ือการปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรรายวิชาและการจัดกระบวนการเรียนรู้
ตลอดจนตรวจสอบและประเมินการบรหิ ารหลกั สูตรรายวชิ าและกลมุ่ วิชาในภาคเรยี นทีผ่ ่านมาและ
วางแผนพฒั นาการบรหิ ารหลกั สตู รในภาคเรียนต่อไป
(10) รายงานผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู – อาจารย์ และผลการบริหาร
หลักสูตรของกลุ่มวิชาโดยเน้นผลที่เกิดข้ึนกับผู้เรียนต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ
สถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน และผเู้ ก่ยี วขอ้ ง
(11) ปฏิบัติหน้าทอ่ี ่ืน ๆ ตามทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย

ท้ังนี้ ต้งั แต่วนั ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

(ลงชอ่ื )
(นายไสว อินยอด)

ผู้อำนวยการโรงเรียนอนบุ าลมะนงั


Click to View FlipBook Version