The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sweetchaporn, 2023-09-09 03:08:31

หลักสูตร66_เพิ่มคำสั่งทบทวน(1)

หลักสูตร66

201 รหัสวิชา อ 12201 รายวิชาเพิ่มเติม ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 40 ชั่วโมง/ปี 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ คำอธิบายรายวิชา ศึกษา วิเคราะห์ตัวอักษร เสียงตัวอักษรและสระ การสะกดคำ และประโยค หลักการอ่าน ออกเสียงคำ กลุ่มคำ คำสั่งและคาขอร้องที่ใช้ในห้องเรียน บทสนทนา หรือนิทานที่มีภาพประกอบ ประโยคคำถามและคำตอบ บทสนทนา ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา ศัพท์เกี่ยวกับเทศกาลสำคัญของเจ้าของภาษา ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย คำศัพท์ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาในการฟัง/พูดในสถานการณ์ง่ายๆ ที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียน การใช้ภาษาต่างประเทศในการรวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว จากสื่อต่างๆ โดยใช้กระบวนการทางภาษานำมาปฏิบัติ ได้แก่ การฟัง การพูดโต้ตอบและทำท่าประกอบ การอ่านออกเสียง การระบุตัวอักษร เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การใช้เทคโนโลยี และ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน และมีเจคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ ผลการเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถใช้คำทักทาย คำอำลา และใช้ท่าทางประกอบได้อย่างถูกต้อง 2. นักเรียนสามารถเขียนและอ่านออกเสียงคำศัพท์ที่กำหนดให้ได้ 3. นักเรียนเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆ 4. นักเรียนสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และข้อมูลของผู้อื่นได้ 5. นักเรียนสามารถสะกดคำศัพท์ได้ถูกต้อง 6. นักเรียนสามารถถาม-ตอบประโยคง่ายๆ รวมทั้งหมด 6 ผลการเรียนรู้


202 รหัสวิชา อ 13201 รายวิชาเพิ่มเติม ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 40 ชั่วโมง/ปี 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ คำอธิบายรายวิชา ศึกษา วิเคราะห์ คำ กลุ่มคำ ประโยคคำสั่ง คำขอร้อง บทพูดเข้าจังหวะตามหลักการอ่าน ภาพและสัญลักษณ์ตรงตามความหมายของกลุ่มคำและประโยค ความต้องการของตนเองตามแบบที่ ฟัง นิทาน คำถาม ประโยค บทสนทนา ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเพื่อน ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ เรื่องใกล้ตัว หมวดหมู่คำตามประเภทของบุคคล สัตว์ และสิ่งของ มารยาทสังคมและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา ชื่อและคำศัพท์เกี่ยวกับเทศกาลวันสำคัญ งานฉลอง ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษา คำ กลุ่มคำ ประโยคของภาษาต่างประเทศและของไทย กิจกรรมทางภาษาวัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย ความแตกต่างของเสียงตัวอักษร คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น รวมทั้งสถานการณ์ที่ เกิดขึ้นในห้องเรียนและคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว โดยใช้กระบวนการทางภาษานำมาปฏิบัติ ได้แก่ การฟัง การพูดโต้ตอบและทำท่าประกอบ การอ่านออกเสียง การระบุตัวอักษร การเข้าร่วมกิจกรรมทางภาษา เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต เทคโนโลยี และมี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทางาน และมีเจคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ ผลการเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถใช้คำทักทาย คำอาลา และใช้ท่าทางประกอบได้อย่างถูกต้อง 2. นักเรียนสามารถเขียนและอ่านออกเสียงคำศัพท์ที่กำหนดให้ได้ 3. นักเรียนเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆ 4. นักเรียนสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และข้อมูลของผู้อื่นได้ 5. นักเรียนสามารถสะกดคำศัพท์ได้ถูกต้อง 6. นักเรียนสามารถถาม-ตอบประโยคง่ายๆ รวมทั้งหมด 6 ผลการเรียนรู้


203 รหัสวิชา อ 21101 รายวิชาพื้นฐาน ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 60 ชั่วโมง 1.5 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาข้อมูลต่างๆ และปฏิบัติตามคำขอร้องคำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายที่ฟังและอ่าน อย่างง่ายๆพร้อมทั้งสนทนา เขียนโต้ตอบและเขียนบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อมอาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้า อากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี อ่านออกเสียงพร้อมทั้งเลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน เกี่ยวกับข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ รวมถึงระบุ/เขียนสื่อทั้งที่เป็นความเรียง และที่ไม่เป็นความเรียงรูปแบบต่างๆ เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ เปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือน และความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ การลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสมค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและ การเขียนใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาต่างประเทศ โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะการจำ คิด วิเคราะห์และเขียน สื่อความกระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้นักเรียน เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มี วินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ตัวชี้วัด ต 1.1 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 , ม.1/4 ต 1.2 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 , ม.1/4 , ม.1/5 ต 1.3 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 ต 2.1 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3


204 ต 2.2 ม.1/1 , ม.1/2 ต 3.1 ม.1/1 ต 4.1 ม.1/1 ต 4.2 ม.1/1 รวมทั้งหมด 20 ตัวชี้วัด


205 รหัสวิชา อ 21102 รายวิชาพื้นฐาน ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 60 ชั่วโมง 1.5 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาข้อมูลต่างๆ และ ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายที่ฟังและ อ่าน พร้อมทั้งสนทนา เขียนโต้ตอบ และเขียนบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหารเครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพ และสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้า อากาศ การศึกษาและอาชีพการเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี อ่านออกเสียงพร้อมทั้งเลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน เกี่ยวกับข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ รวมถึงระบุ/เขียนสื่อทั้งที่เป็นความเรียง และที่ไม่เป็นความเรียงรูปแบบต่างๆ เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษา และวัฒนธรรมตามความสนใจ เปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือน และความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ การลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสม ค้นคว้ารวบรวม และสรุปข้อมูล/ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและ การเขียนใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ใช้ภาษาต่างประเทศ ในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูล ต่างๆ จากสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ เผยแพร่/ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาต่างประเทศ โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะการจำ คิด วิเคราะห์และเขียน สื่อ ความกระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้นักเรียน เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมี จิตสาธารณะ ตัวชี้วัด ต 1.1 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 , ม.1/4 ต 1.2 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 , ม.1/4 , ม.1/5 ต 1.3 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 ต 2.1 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3


206 ต 2.2 ม.1/1 , ม.1/2 ต 3.1 ม.1/1 ต 4.1 ม.1/1 ต 4.2 ม.1/1 รวมทั้งหมด 20 ตัวชี้วัด


207 รหัสวิชา อ 22101 รายวิชาพื้นฐาน ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 60 ชั่วโมง 1.5 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบายง่ายๆ ข้อความ รูปแบบของคำวลีประโยค ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความเรียงและไม่ใช่ความเรียง บทร้อยกรอง บทสนทนาในสถานการณ์ต่างๆเรื่อง ที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดีร่วมทั้งวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์และเขียนสื่อความ ค้นคว้า นำเสนอข้อมูลเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แสดง ความคิดเห็นต่อวัฒนธรรมความเชื่อประเพณีของเจ้าของภาษาและวิเคราะห์ความเหมือนและความ แตกต่างรวมทั้งวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อหาภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เข้าใจและตีความจากสื่อประเภทต่างๆและแสดงความ โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะการจำ คิด วิเคราะห์และเขียน สื่อ ความกระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คิดเห็นอย่างมีเหตุผลนำเสนอข้อมูลข่าวสารความคิดรวบยอดและความเห็นในเรื่องต่างๆได้ เหมาะสม เชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นและเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตนเอง ตัวชี้วัด ต 1.1 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 , ม.2/4 ต 1.2 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 , ม.2/4 , ม.2/5 ต 1.3 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 ต 2.1 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 ต 2.2 ม.2/1 , ม.2/2 ต 3.1 ม.2/1 ต 4.1 ม.2/1 ต 4.2 ม.2/1 , ม.2/2 รวมทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด


208 รหัสวิชา อ 22102 รายวิชาพื้นฐาน ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 60 ชั่วโมง 1.5 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาการฟัง พูด สนทนาโต้ตอบข้อมูล เรื่องราวต่างๆใกล้ตัว เทศกาล ขนบธรรมเนียม ประเพณี การขอข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและของไทย การเลือกอ่านสื่อข้อมูลข่าวสารทั้งเป็นความเรียงและไม่ใช่ ความเรียงในรูปแบบต่างๆ เขียนสรุปความรู้/ข้อมูลต่างจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆใช้ภาษาใน การสื่อสารอย่างเหมาะสมกับระดับของบุคคล เวลา โอกาส ใช้กระบวนการเรียนภาษา การแสดง ความคิดเห็น นำเสนอข้อมูลเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้งเรื่องราวที่ได้จากการอ่านแสดงความ คิดเห็นต่อความเชื่อ ประเพณีของเจ้าของภาษา และวิเคราะห์ความเหมือนความแตกต่าง รวมทั้ง วิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหาภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นใช้ภาษาอังกฤษในการ สื่อสารในชีวิตประจำวัน การศึกษาในระดับสูงขึ้น โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะการจำ คิด วิเคราะห์และเขียน สื่อ ความกระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้นักเรียน เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มี วินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ตัวชี้วัด ต 1.1 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 , ม.2/4 ต 1.2 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 , ม.2/4 , ม.2/5 ต 1.3 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 ต 2.1 ม.2/1 , ม.2/2 , ม.2/3 ต 2.2 ม.2/1 , ม.2/2 ต 3.1 ม.2/1 ต 4.1 ม.2/1 ต 4.2 ม.2/1 , ม.2/2 รวมทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด


209 รหัสวิชา อ 23101 รายวิชาพื้นฐาน ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 60 ชั่วโมง 1.5 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาประโยค คำศัพท์ สำนวน และโครงสร้างทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียน สามารถ ปฏิบัติตามและใช้คำขอร้อง ให้คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบายอย่างถูกต้องเหมาะสมตาม กาลเทศะ อ่านออกเสียงคำศัพท์ สำนวน ประโยค ข้อความ ข่าว โฆษณา และบทความ ได้ถูกต้องตาม หลักการอ่าน เลือก ระบุและเขียนหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ และสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ แสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังและอ่าน พร้อมให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ เขียน บรรยายข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคม ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล ข้อเท็จจริง แล้วนำเสนอด้วยการพูดและ การเขียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียนรู้ และสื่อสารในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ และเป็นผู้ที่เห็น ความสำคัญของภาษาอังกฤษ ตัวชี้วัด ต 1.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ต 1.2 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ต 1.3 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ต 2.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ต 2.2 ม.3/1 ม.3/2 ต 3.1 ม.3/1 ต 4.1 ม.3/1 ต 4.2 ม.3/1 ม.3/2 รวมทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด


210 รหัสวิชา อ 23102 รายวิชาพื้นฐาน ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 60 ชั่วโมง 1.5 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ครอบครัว อาชีพ การดูแล การให้/ขอหรือนำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยว การเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ข้อความจากสื่อ ประเภทหนังสือพิมพ์วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต สารคดี ละคร เพลง กีฬา ภาพยนตร์ เทศกาล ที่ น่าสนใจ รวมถึงกิจกรรมบันเทิงต่างๆ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ภัยธรรมชาติ ประสบการณ์ และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งของในเรื่องของรูปร่างหน้าตา/ลักษณะที่ปรากฏ ปัญหา สิ่งแวดล้อม สิ่ง มหัศจรรย์ของโลก การคุ้มครองสัตว์ป่า การบริจาคเงิน การเลือกซื้อสินค้าอย่างฉลาด ประเภทของ อาหาร การเชิญชวน การตอบรับ และการตอบปฏิเสธการวางแผนในการจัดงาน การใช้ภาษาสื่อสาร ในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม การแสดง ความขอบคุณ และยกย่องชมเชย และการแสดงความคิดเห็น การให้คำแนะนำ คำสั่ง การแสดง เงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของนักเรียนที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยวัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะการจำ คิด วิเคราะห์ และเขียน สื่อ ความกระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้นักเรียน เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมี จิตสาธารณะ รหัสตัวชี้วัด ต 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4 ต 1.2 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4 , ม.3/5 ต 1.3 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 ต 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 ต 2.2 ม.3/1 , ม.3/2 ต 3.1 ม.3/1 ต 4.1 ม.3/1 ต 4.2 ม.3/1 , ม.3/2 รวมทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด


211 ส่วนที่ 4 กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน


212 กิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนา อย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้ เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนโรงเรียนบ้านยะพอ แยกเป็น 3 กิจกรรม ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ดังนี้ 1. กิจกรรมแนะแนว 2. กิจกรรมชุมนุม 3. กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี 4. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ กิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งในด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน การจัดกิจกรรมแนะแนวต้องส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อันจะ นำไปสู่สมรรถนะที่สำคัญ 5 ประการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ โดยนำไปบูรณาการ ในการจัดกิจกรรมตามลักษณะของกิจกรรมแนะแนวที่ระบุไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 อีกทั้งยังต้องส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตโดยมุ่งจัดกิจกรรมให้ สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจ ธรรมชาติของผู้เรียนและวิสัยทัศน์ของ สถานศึกษา ที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ให้ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ด้านอาชีพ รวมทั้งด้านส่วนตัวและสังคมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียน มีอิสระในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการปฏิบัติจนกระทั่งเกิดทักษะชีวิต ตลอดจนครูทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม โดยมีครูแนะแนวเป็นพี่เลี้ยงและประสานงาน กิจกรรมแนะแนว หลักการ


213 1. เพื่อให้ผู้เรียนรู้จัก เข้าใจ รัก และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น 2. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวางแผนการเรียน อาชีพ รวมทั้งการดำเนินชีวิตและสังคม 3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง มีความสุข การจัดกิจกรรมแนะแนว มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการศึกษา ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองในด้านการเรียนอย่างเต็มตามศักยภาพรู้จัก แสวงหาและใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนการเรียนหรือการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมีนิสัยใฝ่ รู้ใฝ่เรียน มีวิธีการเรียนรู้ และสามารถวางแผนการเรียนหรือการศึกษาต่อได้อย่างเหมาะสม 2. ด้านอาชีพ ให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองในทุกด้าน รู้และเข้าใจโลกของงานอาชีพอย่าง หลากหลาย มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต มีการเตรียมตัวสู่อาชีพ สามารถวางแผนเพื่อประกอบ อาชีพตามที่ตนเองมีความถนัดและสนใจ 3. ด้านส่วนตัวและสังคม ให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง รักและเห็นคุณค่าของตนเองและ ผู้อื่น รักษ์สิ่งแวดล้อม มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีเจตคติที่ดีต่อการมีชีวิตที่ดีมีคุณภาพมีทักษะชีวิต และ สามารถปรับตัว ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 1. ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจ ธรรมชาติของผู้เรียน 2. วิเคราะห์สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ วิสัยทัศน์ของสถานศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคล 3. กำหนดสัดส่วนของกิจกรรมแนะแนวให้ครอบคลุมด้านการศึกษา ด้านอาชีพ ด้านส่วนตัว และสังคม โดยยึดสภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจ ตลอดจนธรรมชาติของผู้เรียนและ เป้าหมายของสถานศึกษา โดยครู ผู้ปกครอง และผู้เรียนมีส่วนร่วม 4. กำหนดวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมแนะแนวของสถานศึกษา เป็นระดับการศึกษาและชั้น ปี 5. ออกแบบการจัดกิจกรรมแนะแนว ประกอบด้วย วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมเวลาจัด กิจกรรม หลักฐานการทำกิจกรรม และการประเมินผล 6. จัดทำแผนการจัดกิจกรรมแนะแนวรายชั่วโมง ประกอบด้วย ชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ ขอบข่าย แนวการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์


214 เวลา เนื้อหา/สาระ วิธีดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ และการประเมินผล 7. จัดกิจกรรมแนะแนวตามแผนการจัดกิจกรรมแนะแนวและประเมินผลการจัดกิจกรรม 8. ประเมินเพื่อตัดสินผล และสรุปรายงาน กิจกรรมชุมนุม เป็นกิจกรรมนักเรียนที่สถานศึกษาสนับสนุนให้ผู้เรียนรวมกลุ่มกัน จัดขึ้นตามความสนใจ ความถนัด ความสามารถของผู้เรียน เพื่อเติมเต็มศักยภาพของผู้เรียนตาม เจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชุมนุม หมายถึง การรวมกลุ่มของผู้เรียนที่มีความสนใจ ความถนัดในเรื่องเดียวกันและร่วม ปฏิบัติกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ของตนเองให้เต็มตาม ศักยภาพ ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อตนเองและสังคม กิจกรรมชุมนุม ชมรม มีหลักการที่สำคัญดังนี้ 1. เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการสร้างสรรค์และออกแบบกิจกรรมของผู้เรียนตามความ สมัครใจ 2. เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนร่วมกันทำงานเป็นทีม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยกัน แก้ปัญหา 3. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน 4. เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียน รวมทั้งบริบทของสถานศึกษา และท้องถิ่น 1. เพื่อให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และความต้องการของตน 2. เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เกิด ประสบการณ์ทั้งทางวิชาการและวิชาชีพตามศักยภาพ 3. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม 4. เพื่อให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ตามวิถีประชาธิปไตย กิจกรรมชุมนุม ชมรม มีขอบข่ายดังนี้ 1. เป็นกิจกรรมที่เกื้อกูล ส่งเสริมการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้กว้างขวางลึกซึ้ง กิจกรรมชุมนุม หลักการ วัตถุประสงค์ ขอบข่าย


215 ยิ่งขึ้น 2. เป็นกิจกรรมจัดตามความสนใจของผู้เรียน 3. เป็นกิจกรรมที่สามารถจัดได้ทั้งในและนอกสถานศึกษา และทั้งในและนอกเวลาเรียน การจัดกิจกรรมชุมนุม ชมรมของสถานศึกษา สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม กับบริบทและสภาพของสถานศึกษา ดังนี้ 1. โรงเรียนบ้านยะพอบริหารการจัดการให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมได้หลากหลาย ทั้งรูปแบบ ภายในหรือภายนอกห้องเรียน และระยะเวลาการจัดกิจกรรม เป็นกิจกรรมระยะเวลา 1 ปีการศึกษา 2. โรงเรียนบ้านยะพอสำรวจความสนใจของผู้เรียนในการเลือกเข้าร่วมชุมนุม ชมรม 3. กรณีที่โรงเรียนยังไม่มีการจัดตั้งชุมนุม ชมรม ให้ผู้เรียนร่วมกันจัดตั้งชุมนุม ชมรม และเชิญ ครูเป็นที่ปรึกษา โดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมชุมนุม ชมรม ตามระเบียบปฏิบัติที่สถานศึกษากำหนด 4. ครูที่ปรึกษากระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการถอดประสบการณ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้และ เผยแพร่กิจกรรม 1. การจัดกิจกรรมชุมนุม ชมรมในแต่ละระดับชั้น โรงเรียนบ้านยะพอจัดให้เป็นไปตาม โครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา 2. สมาชิกของชุมนุม ชมรม ต้องเข้าร่วมกิจกรรมและปฏิบัติตามระเบียบของชุมนุม ชมรม และมีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ของแต่ละกิจกรรม 3. มีระบบการกำกับติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของชุมนุมชมรมอย่างต่อเนื่อง กระบวนการลูกเสือ คือ กระบวนการพัฒนาเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรม ให้ การศึกษาและพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งนี้เป็นไปตามความ มุ่งประสงค์หลักการ และวิธีการ ซึ่งลูกเสือโลกได้กำหนดไว้ ปัจจุบันกระบวนการลูกเสือถือเป็นกระบวนการทางการศึกษาส่วนหนึ่ง ซี่งมุ่งพัฒนา สมรรถภาพของบุคคลทั้งทางสมอง ร่างกาย จิตใจ และศีลธรรม เพื่อให้เป็นบุคคลที่มีความประพฤติ ดีงาม ไม่กระทำตนให้เป็นปัญหาต่อสังคม และดำรงชีวิตอย่างมีความหมายและสุขสบาย ขอบข่าย เงื่อนไข กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี


216 กระบวนการลูกเสือมีหลักการสำคัญ ดังนี้ 1. มีศาสนาเป็นหลักยึดทางจิตใจ จงรักภักดีต่อศาสนาที่ตนเคารพนับถือ และพึงปฏิบัติ ศาสนกิจด้วยความจริงใจ 2. จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และประเทศชาติของตน พร้อมด้วยการส่งเสริมและ สนับสนุนสันติสุขและสันติภาพ ความเข้าใจที่ดีซึ่งกันและกัน และความร่วมมือซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ 3. เข้าร่วมพัฒนาสังคม ยอมรับและให้ความเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้อื่นและ เพื่อนมนุษย์ทุกคน รวมทั้งธรรมชาติและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก 4. มีความรับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 5. ลูกเสือทุกคนต้องยึดมั่นในคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ พระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 มาตรา 8 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมลูกเสือ เพื่อพัฒนาลูกเสือทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ และ ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสามัคคีและมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขและความ มั่นคงของประเทศชาติตามแนวทางดังต่อไปนี้ 1. ให้มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟัง และพึ่งตนเอง 2. ให้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 3. ให้รู้จักบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ 4. ให้รู้จักทำการฝีมือและฝึกฝนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม 5. ให้รู้จักรักษาและส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศชาติ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เป็นกิจกรรมที่มุ่งปลูกฝังระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ เพื่อการอยู่ ร่วมกัน ให้รู้จักการเสียสละและบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและวิถีชีวิตในระบอบประชาธิปไตยซึ่งการ จัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งให้ สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยโรงเรียนบ้านยะพอ จัดการเรียนการสอนเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ลูกเสือสำรอง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 หลักการ วัตถุประสงค์ ขอบข่าย


217 2. ลูกเสือสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 3. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 การจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี มีแนวทางการจัดกิจกรรมตามวิธีการลูกเสือ (Scout Method) ซึ่งมีองค์ประกอบ 7 ประการ คือ 1. คำปฏิญาณและกฎ ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ลูกเสือทุกคนให้คำมั่นสัญญา ว่าจะปฏิบัติ ตามกฎของลูกเสือ กฎของลูกเสือมีไว้ให้ลูกเสือเป็นหลักในการปฏิบัติ ไม่ได้ “ห้าม” ทำ หรือ “บังคับ” ให้ทำ แต่ถ้า “ทำ” ก็จะทำให้เกิดผลดีแก่ตัวเอง เป็นคนดี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีเกียรติเชื่อถือได้ ฯลฯ 2. เรียนรู้จากการกระทำ เป็นการพัฒนาส่วนบุคคล ความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของผลงานอยู่ที่ การกระทำของตนเอง ทำให้มีความรู้ที่ชัดเจน และสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆด้วยตัวเองได้ และท้าทาย ความสามารถของตนเอง 3. ระบบหมู่ เป็นรากฐานอันแท้จริงของการลูกเสือ เป็นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันการยอมรับ ซึ่งกันและกัน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ การใช้ ประชาธิปไตยเบื้องต้น 4. การใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ฝึกให้มีความเป็นหนึ่งเดียวในการเป็นสมาชิกลูกเสือเนตรนารี ด้วยการใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ได้แก่ เครื่องแบบ เครื่องหมาย การทำความเคารพ รหัสคำปฏิญาณ กฎ คติพจน์ คำขวัญ ธง เป็นต้น วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักและภาคภูมิใจในการเป็นสมาชิกของ องค์การลูกเสือโลก ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั่วโลกและเป็นองค์กรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในโลก 5. การศึกษาธรรมชาติ คือ สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในกิจกรรมลูกเสือ ธรรมชาติอันโปร่งใสตาม ชนบท ป่าเขา ป่าละเมาะ และพุ่มไม้ เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่งในการไปทำกิจกรรมกับธรรมชาติ การ ปีนเขา ตั้งค่ายพักแรมในสุดสัปดาห์หรือตามวาระของการอยู่ค่ายพักแรมตามกฎระเบียบ เป็นที่เสน่หา แก่เด็กทุกคน ถ้าขาดสิ่งนี้แล้ว ก็ไม่เรียกว่าใช้ชีวิตแบบลูกเสือ 6. ความก้าวหน้าในการเข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดให้เด็กทำต้องให้มี ความก้าวหน้าและดึงดูดใจ สร้างให้เกิดความกระตือรือร้นอยากที่จะทำ และวัตถุประสงค์ในการจัดแต่ ละอย่างให้สัมพันธ์กับความหลากหลายในการพัฒนาตนเอง เกมการเล่นที่สนุกสนานการแข่งขันกันก็ เป็นสิ่งดึงดูดใจและเป็นการจูงใจที่ดี 7. การสนับสนุนโดยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่ชี้แนะหนทางที่ถูกต้องให้แก่เด็ก เพื่อให้เขาเกิด ความมั่นใจในการที่จะตัดสินใจกระทำสิ่งใดลงไป ทั้งคู่มีความต้องการซึ่งกันและกันเด็กก็ต้องการให้ ผู้ใหญ่ช่วยชี้นำ ผู้ใหญ่เองก็ต้องการนำพาให้ไปสู่หนทางที่ดี ให้ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องและดีที่สุด จึงเป็นการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย แนวการจัดกิจกรรม


218 1. เวลาในการเข้าร่วมกิจกรรม การจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารีตามหลักสูตรในแต่ละระดับชั้น สถานศึกษา อาจจัดเวลาได้ตามความเหมาะสม ส่วนการจัดกิจกรรมเพื่อรับเครื่องหมายวิชาพิเศษของลูกเสือ เนตร นารี แต่ละประเภทอาจใช้ในเวลาเรียนปกติหรือนอกเวลาเรียนก็ได้ 2. การจัดกิจกรรม 2.1 การจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารีตามหลักสูตร ควรจัดให้มีการเปิดประชุมกอง ทุกครั้ง เพื่อเป็นการฝึกความมีระเบียบวินัยในตนเอง โดยปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1.1 พิธีเปิด (ชักธงขึ้น สวดมนต์ สงบนิ่ง ตรวจ แยก) 2.1.2 เกมหรือเพลง 2.1.3 เรียนตามหลักสูตร 2.1.4 การเล่าเรื่องสั้นที่เป็นประโยชน์ 2.1.5 พิธีปิด (นัดหมาย ตรวจ ชักธงลง เลิก) 2.2 กิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรม การเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรม มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้ลูกเสือมีความ อดทน อยู่ในระเบียบวินัย รู้จักช่วยตัวเอง รู้จักอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนเรียนวิชาลูกเสือ เพิ่มเติม ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจำเป็นต้องวางแผนนำลูกเสือไปเดินทางไกล และอยู่ค่ายพักแรมไว้ให้ พร้อมก่อนและเนิ่น ๆ ดังนั้นบทบาทผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อลูกเสือต่องานการอยู่ ค่ายพักแรม และตามหน้าที่ของตนเองจึงจำเป็นต้องหาโอกาสให้ลูกเสือของตนได้มีโอกาสในการอยู่ ค่ายพักแรมเสมอให้ผู้กำกับลูกเสือนำลูกเสือไปฝึกเดินทางไกล และอยู่ค่ายพักแรมปีหนึ่ง ไม่น้อยกว่า ๑ ครั้ง ครั้งหนึ่งให้อยู่ค่ายพักแรมอย่างน้อย ๑ คืน 2.3 กิจกรรมพิธีการ จัดกิจกรรมพิธีการลูกเสือ เช่น พิธีเข้าประจำกอง พิธีทบทวนคำ ปฏิญาณและสวนสนาม พิธีถวายราชสดุดี พิธีประดับเครื่องหมายต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้ลูกเสือมีความ ภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในการเป็นลูกเสือ 2.4 กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์โรงเรียนบ้านยะพอส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้ลูกเสือ ได้บำเพ็ญประโยชน์ตามอุดมการณ์ของลูกเสือ 3. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือควรผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้นในแต่ละ ประเภท 4. สถานศึกษาควรให้มีการจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือตามข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ เงื่อนไข


219 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็น ประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อช่วยขัดเกลาจิตใจ ของผู้เรียนให้มีความเมตตากรุณา มีความเสียสละ และมีจิตสาธารณะ เพื่อช่วยสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์เป็นกิจกรรมที่ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตนเองตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการ ทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรมจริยธรรม จัดกิจกรรมโดยให้ผู้เรียนคิดสร้างสรรค์ ออกแบบกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อ สังคมในลักษณะจิตอาสา 1. เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้แก่ผู้เรียนในการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ตามความถนัดและความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร 3. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ คุณธรรมจริยธรรม ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4. เพื่อให้ผู้เรียนมีจิตสาธารณะและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นกระบวนการจัดกิจกรรมในลักษณะกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมอาสาพัฒนา หรือกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม โดยผู้เรียนดำเนินการด้วยตนเองในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดง ถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละต่อสังคม และมีจิตสาธารณะ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เน้นให้ผู้เรียนร่วมกันสำรวจและวิเคราะห์ สภาพปัญหา ร่วมกันออกแบบการจัดกิจกรรม วางแผนการจัดกิจกรรม ปฏิบัติกิจกรรมตามแผน ร่วม กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ หลักการ วัตถุประสงค์ ขอบข่าย แนวการจัดกิจกรรม


220 สรุปและประเมินผลการจัดกิจกรรม ร่วมรายงานผล พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลการจัด กิจกรรม การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ผู้เรียนสามารถเลือกจัดกิจกรรมหรือ เข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังนี้ 1. จัดกิจกรรมภายในโรงเรียน (กิจกรรมในวิถีชีวิตโรงเรียนเพื่อปลูกฝังจิตอาสา) เป็น กิจกรรมที่ผู้เรียนและครูที่ปรึกษากิจกรรมร่วมกันวางแผนปฏิบัติกิจกรรมจิตอาสาในวิถีชีวิตของชั้น เรียนและโรงเรียนจนเกิดเป็นนิสัยในการสมัครใจทำงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งงาน เหล่านี้จะขยายขอบเขตจากใกล้ตัวไปสู่สังคมที่อยู่ภายนอกได้ 2. จัดกิจกรรมภายนอกโรงเรียน (กิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสังคม) เป็นกิจกรรมที่ ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนตามแผนการจัดกิจกรรม โดยให้ทำกิจกรรมด้วยความสมัครใจที่เป็น ประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมโดยรวม แนวการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ มีแนวการจัดดังนี้ 1. จัดกิจกรรมในลักษณะบูรณาการใน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยผู้เรียนสามารถ จัดกิจกรรมตามองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ของแต่กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามความเหมาะสม 2. จัดกิจกรรมลักษณะโครงการ/โครงงาน/กิจกรรม หมายถึง กิจกรรมที่ผู้เรียน นำเสนอการจัดกิจกรรมต่อโรงเรียนเพื่อขอความเห็นชอบในการจัดทำโครงการหรือโครงงาน หรือ กิจกรรมซึ่งมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ชัดเจน 3. จัดกิจกรรมร่วมกับองค์กรอื่น หมายถึง กิจกรรมที่ผู้เรียนอาสาสมัครเข้าร่วม กิจกรรมกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ ที่จัดกิจกรรมในลักษณะเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดย ผู้เรียนสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังนี้ 1) ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เข้ามาจัดกิจกรรมในโรงเรียน 2) ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่จัดกิจกรรมนอกโรงเรียน 1. เวลาเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ อย่างต่อเนื่องทุกภาคเรียน/ปี โดยขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสถานศึกษา 2. เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้จัดกิจกรรมด้วยตนเองทุกขั้นตอนและต่อเนื่อง โดยมีครูเป็น ที่ปรึกษากิจกรรม 3. ผู้เรียนจะจัดกิจกรรมหรือแสดงพฤติกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ในเวลา สถานที่ หรือรูปแบบของกิจกรรมใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละ สถานศึกษา และขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสถานศึกษา เงื่อนไข


221 ส่วนที่ 5 กำรวัดและประเมินผล


222 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนจุดมุ่งหมายพื้นฐานสองประการ ประการแรกคือ การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียน และการเรียนรู้ของผู้เรียนในระหว่างการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์ แปลความหมาย ข้อมูล แล้วนำมาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของผู้เรียนและการสอนของครู การวัด และประเมินผลกับการสอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดการเรียนการสอนก็ขาด ประสิทธิภาพ การประเมินระหว่างการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เป็นการวัดและประเมินผล เพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนทุกวัน เป็นการประเมินเพื่อให้รู้ จุดเด่น จุดที่ต้องปรับปรุง จึงเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนาในการเก็บข้อมูล ผู้สอนต้องใช้วิธีการและ เครื่องมือการประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การซักถามการระดมความคิดเห็นเพื่อให้ได้มติ ข้อสรุปของประเด็นที่กำหนด การใช้แฟ้มสะสมงาน การใช้ภาระงานที่เน้นการปฏิบัติ การประเมิน ความรู้เดิม การให้ผู้เรียนประเมินตนเอง การให้เพื่อนประเมินเพื่อน และการใช้เกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) สิ่งสำคัญที่สุดในการประเมินเพื่อพัฒนา คือ การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนในลักษณะ คำแนะนำที่เชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ทำให้การเรียนรู้พอกพูน แก้ไขความคิด ความเข้าใจเดิม ที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการให้ผู้เรียนสามารถตั้งเป้าหมายและพัฒนาตนได้จุดมุ่งหมายประการที่สอง คือ การวัดและประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียน เป็นการประเมินสรุปผลการเรียนรู้ (Summative Assessment) ซึ่งมีหลายระดับ ได้แก่ เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้ จบรายวิชาเพื่อตัดสินให้คะแนน หรือให้ระดับผลการเรียน ให้การรับรองความรู้ความสามารถของผู้เรียนว่าผ่านรายวิชาหรือไม่ ควร ได้รับการเลื่อนชั้นหรือไม่ หรือสามารถจบหลักสูตรหรือไม่ ในการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนที่ดี ต้องให้โอกาสผู้เรียนแสดงความรู้ความสามารถด้วยวิธีการที่หลากหลายและพิจารณาตัดสินบนพื้นฐาน ของเกณฑ์ผลการปฏิบัติมากกว่าใช้เปรียบเทียบระหว่างผู้เรียน การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเพื่อพัฒนา เรียนและตัดสินผลการเรียนในรายวิชา/กิจกรรมที่ตนสอน ในการประเมินเพื่อการพัฒนา ผู้สอน ประเมินผลการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นเป้าหมายในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การซักถาม การสังเกตการตรวจการบ้าน การแสดงออกในการปฏิบัติผลงาน การแสดงกิริยา อาการต่าง ๆ ของผู้เรียนตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม เพื่อดูว่าบรรลุตัวชี้วัดหรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุ ตัวชี้วัดเพียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะ ๆอย่างต่อเนื่อง การประเมินเพื่อตัดสินเป็นการ ตรวจสอบ ณ จุดที่กำหนด แล้วตัดสินว่าผู้เรียนมีผลอันเกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บคะแนนของหน่วยการเรียนรู้ หรือของ


223 การประเมินผลกลางภาค หรือปลายภาคตามรูปแบบการประเมินที่สถานศึกษากำหนดผลการ ประเมินนอกจากจะให้เป็นคะแนนหรือระดับผลการเรียนแก่ผู้เรียนแล้ว ต้องนำมาเป็นข้อมูลใช้ ปรับปรุงการเรียนการสอนต่อไปอีกด้วย การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่านคิด วิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การอนุมัติผลการเรียน การตัดสินการเลื่อนชั้นเรียน และเป็นการประเมินเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของ สถานศึกษาว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีสิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาใน ด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติและ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการ ปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำ แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา และการ รายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และชุมชน ผู้สอนวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายวิชาบนพื้นฐานของตัวชี้วัดในรายวิชา พื้นฐานและผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติมตามที่กำหนดในหน่วยการเรียนรู้ ผู้สอนใช้วิธีการที่ หลากหลายจากแหล่งข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่สะท้อนความรู้ความสามารถที่ แท้จริงของผู้เรียน โดยวัดและประเมินการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับการจัดการเรียนการสอน สังเกตพัฒนาการและความประพฤติของผู้เรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม ผู้สอน ควรเน้นการประเมินตามสภาพจริง เช่นการประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน หรือ การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน ฯลฯ ควบคู่ไปกับการใช้การทดสอบแบบต่าง ๆ อย่างสมดุล ต้องให้ ความสำคัญกับการประเมินระหว่างเรียนมากกว่าการประเมินปลายปี/ปลายภาค และใช้เป็นข้อมูล เพื่อประเมินการเลื่อนชั้นเรียนและการจบการศึกษาระดับต่าง ๆ


224 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดหลักเกณฑ์การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน ดังนี้ 1) ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด 2) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด 3) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา 4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา การตัดสินผลการเรียน ตัดสินเป็นรายวิชา โดยใช้ผลการประเมินระหว่างปีและปลายปีตาม สัดส่วนที่สถานศึกษากำหนด ทุกรายวิชา ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนตามแนวทางการให้ ระดับผลการเรียนตามที่สถานศึกษากำหนด และผู้เรียนต้องผ่านทุกรายวิชา การตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชา สถานศึกษาสามารถให้ระดับผลการเรียนหรือ ระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนเป็นระบบตัวเลข ระบบตัวอักษร ระบบร้อยละ และระบบที่ใช้คำ สำคัญสะท้อนมาตรฐานการตัดสินผลการเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้ระบบผ่านและไม่ผ่าน โดยกำหนดเกณฑ์การตัดสินผ่านแต่ละรายวิชาที่ร้อยละ 50 จากนั้นจึงให้ระดับผลการเรียนที่ผ่าน สามารถเทียบกันได้ ดังนี้ ระดับตัวเลข ระดับตัวอักษร ระบบร้อยละ ระบบที่ใช้สำหรับคำสำคัญสะท้อนมาตรฐาน 5 ระดับ 4 ระดับ 2 ระดับ 4 A 80-100 ดีเยี่ยม ดีเยี่ยม ผ่าน 3.5 B+ 75-79 ดี 3 B 70-74 ดี 2.5 C+ 65-69 พอใช้ 2 C 60-64 1.5 D+ 55-59 ผ่าน ผ่าน 1 D 50-54 0 F 0-49 ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน * โรงเรียนบ้านยะพอวัดและประเมินผลการเรียนโดยใช้ระดับตัวเลข และสะท้อนมาตรฐาน 5 ระดับ การตัดสินผลการเรียน ระดับประถมศึกษา การให้ระดับผลการเรียน


225 ** กรณีมีการเทียบโอนผลการเรียนจากสถานศึกษาอื่น สามารถใช้ตารางนี้เพื่อเทียบโอนผล การเรียนเข้าสู่ระบบการวัดและประเมินผลการเรียนโรงเรียนบ้านยะพอ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้นให้ผลการ ประเมินเป็นผ่านและไม่ผ่าน กรณีที่ผ่านให้ระดับผลการประเมินเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน ในการสรุปผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เพื่อการเลื่อนชั้นและจบ การศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มีคุณภาพดีเลิศอยู่เสมอ ดี หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ผ่าน หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ยังมีข้อบกพร่อง บางประการ ไม่ผ่าน หมายถึง ไม่มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน หรือถ้ามีผลงาน ผลงานนั้นยังมีข้อบกพร่องที่ต้อง ได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลายประการ ในการสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์รวมทุกคุณลักษณะเพื่อการ เลื่อนชั้นและจบการศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง ผู้เรียนปฏิบัติตนตามคุณลักษณะจนเป็นนิสัย และนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน 5 - 8 คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการ ประเมินตํ่ากว่าระดับดี ดี หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้ เป็นการยอมรับของสังคม โดยพิจารณาจาก การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน การสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์


226 1) ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน 1-4 คุณลักษณะและไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการ ประเมินตํ่ากว่าระดับดี หรือ 2) ได้ผลการประเมินระดับดีทั้ง 8 คุณลักษณะ หรือ 3) ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 5-7 คุณลักษณะ และมีบางคุณลักษณะได้ผลการ ประเมินระดับผ่าน ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่ สถานศึกษากำหนด โดยพิจารณาจาก 1) ได้ผลการประเมินระดับผ่านทั้ง 8คุณลักษณะ หรือ 2) ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 1-4 คุณลักษณะ และคุณลักษณะที่เหลือได้ผล การประเมินระดับผ่าน ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไข ที่สถานศึกษากำหนด โดยพิจารณาจากผลการประเมิน ระดับไม่ผ่าน ตั้งแต่ 1 คุณลักษณะ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ กิจกรรม และผลงานของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และให้ผลการประเมินเป็นผ่านและ ไม่ผ่าน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโรงเรียนบ้านยะพอ 4 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนลูกเสือ เนตรนารี 3) กิจกรรมชุมนุม 4) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ให้ใช้ตัวอักษรแสดงผลการประเมิน ดังนี้ “ผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรม และมีผลงานตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด “มผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรม และมีผลงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน


227 ในกรณีที่ผู้เรียนได้ผลของกิจกรรมเป็น “มผ” สถานศึกษาต้องจัดซ่อมเสริมให้ผู้เรียนทำ กิจกรรมในส่วนที่ผู้เรียนไม่ได้เข้าร่วมหรือไม่ได้ทำจนครบถ้วน แล้วจึงเปลี่ยนผลจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลยพินิจของ สถานศึกษา การประเมินสมรรถนะนวัตกร และสมรรถนะทั้ง 6 ด้าน ให้ประเมินจากพัฒนาการสมรรถนะ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยให้ใช้ตัวอักษรแสดงผลการประเมิน ดังนี้ “ผ” หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินสมรรถนะหลังเรียน สูงกว่าระดับ สมรรถนะก่อนเรียน “มผ” หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินสมรรถนะหลังเรียน ต่ำกว่าระดับ สมรรถนะก่อนเรียน ** กรณีผลการประเมินสมรรถนะหลังเรียน เท่ากับ ก่อนเรียน ให้ครูผู้สอนพิจารณาจากผล การประเมินรายวิชา 8 กลุ่มสาระ ประกอบการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน ร่วมกับ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เมื่อสิ้นปีการศึกษา ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนชั้น เมื่อมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1) ผู้เรียนมีเวลาเรียนตลอดปีการศึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด 2) ผู้เรียนมีผลการประเมินผ่านทุกรายวิชาพื้นฐาน 3) ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ทั้งนี้ ถ้าผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และสถานศึกษาพิจารณาเห็นว่าสามารถ พัฒนาและสอนซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะผ่อนผันให้เลื่อนชั้นได้อนึ่ง ใน กรณีที่ผู้เรียนมีหลักฐานการเรียนรู้ที่แสดงว่ามีความสามารถดีเลิศ สถานศึกษาอาจให้โอกาสผู้เรียน เลื่อนชั้นกลางปีการศึกษา โดยสถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย ฝ่ายวิชาการของ สถานศึกษาและผู้แทนของเขตพื้นที่การศึกษาหรือต้นสังกัด ประเมินผู้เรียนและตรวจสอบคุณสมบัติ ให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้ง 3 ประการ ต่อไปนี้ 1) มีผลการเรียนในปีการศึกษาที่ผ่านมาและมีผลการเรียนระหว่างปีที่กำลังศึกษาอยู่ใน เกณฑ์ดีเยี่ยม 2) มีวุฒิภาวะเหมาะสมที่จะเรียนในชั้นที่สูงขึ้น 3) ผ่านการประเมินผลความรู้ความสามารถทุกรายวิชาของชั้นปีที่เรียนปัจจุบัน และ การเลื่อนชั้น การประเมินสมรรถนะนวัตกร และสมรรถนะ


228 ความรู้ความสามารถทุกรายวิชาในภาคเรียนแรกของชั้นปีที่จะเลื่อนขึ้น ผู้เรียนที่ไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้น ที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซํ้าชั้นได้ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงวุฒิภาวะและ ความรู้ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนที่ไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การเลื่อนชั้น สถานศึกษา ควรให้เรียนซํ้าชั้น ทั้งนี้ สถานศึกษาอาจใช้ดุลยพินิจให้เลื่อนชั้นได้ หากพิจารณาว่าผู้เรียนมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1) มีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 อันเนื่องจากสาเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัย แต่มีคุณสมบัติตาม เกณฑ์การเลื่อนชั้นในข้ออื่น ๆ ครบถ้วน 2) ผู้เรียนมีผลการประเมินผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไม่ถึงเกณฑ์ตามที่สถานศึกษา กำหนดในแต่ละรายวิชา แต่เห็นว่าสามารถสอนซ่อมเสริมได้ในปีการศึกษานั้น และมีคุณสมบัติ ตามเกณฑ์การเลื่อนชั้นในข้ออื่น ๆ ครบถ้วน 3) ผู้เรียนมีผลการประเมินรายวิชาในกลุ่มสาระภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมอยู่ในระดับผ่านก่อนที่จะให้ผู้เรียนเรียนซํ้าชั้น สถานศึกษาควรแจ้งให้ ผู้ปกครองและผู้เรียนทราบเหตุผลของการเรียนซํ้าชั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้สถานศึกษาจัดสอน ซ่อมเสริมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเต็มตามศักยภาพการสอนซ่อมเสริม เป็นการสอนเพื่อแก้ไข ข้อบกพร่อง กรณีที่ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ หรือเจตคติ/คุณลักษณะไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ที่สถานศึกษากำหนด สถานศึกษาต้องจัดสอนซ่อมเสริมเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือไปจากการสอน ตามปกติ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ เป็นการให้ โอกาสแก่ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนา โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนซํ้าชั้น การสอนซ่อมเสริม


229 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดหลักเกณฑ์การวัด และประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน ดังนี้ 1) ตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนตลอดภาคเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น ๆ 2) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด 3) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา 4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา กำหนดในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับ ผลการเรียนเป็น 8 ระดับ การตัดสินผลการเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้ระบบผ่านและไม่ผ่าน โดย กำหนดเกณฑ์การตัดสินผ่านแต่ละรายวิชาที่ร้อยละ 50 จากนั้นจึงให้ระดับผลการเรียนที่ผ่าน สำหรับ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ใช้ตัวเลขแสดงระดับผลการเรียนเป็น 8 ระดับ แนวการให้ ระดับผลการเรียน 8 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับดังแสดงในตาราง ดังนี้ ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนนเป็นร้อยละ 4 ดีเยี่ยม 80-100 3.5 ดีมาก 75-79 3 ดี 70-74 2.5 ค่อนข้างดี 65-69 2 ปานกลาง 60-64 1.5 พอใช้ 55-59 1 ผ่านเกณฑ์ 50-54 0 ต่ำกว่าเกณฑ์ 0-49 ระดับมัธยมศึกษา การตัดสินผลการเรียน การให้ระดับผลการเรียน


230 กรณีที่ไม่สามารถให้ระดับผลการเรียนเป็น 8 ระดับได้ ให้ใช้ตัวอักษรระบุเงื่อนไข ของผลการเรียน ดังนี้ “มส” หมายถึง ผู้เรียนไม่มีสิทธิเข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียน เนื่องจากผู้เรียน มีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ของเวลาเรียนในแต่ละรายวิชา และไม่ได้รับการผ่อนผันให้เข้ารับการ วัดผลปลายภาคเรียน “ร” หมายถึง รอการตัดสินและยังตัดสินผลการเรียนไม่ได้ เนื่องจากผู้เรียนไม่มี ข้อมูลผลการเรียนรายวิชานั้นครบถ้วน ได้แก่ ไม่ได้วัดผลระหว่างภาคเรียน/ปลายภาคเรียน ไม่ได้ส่ง งานที่มอบหมายให้ทำ ซึ่งงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินผลการเรียน หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ ประเมินผลการเรียนไม่ได้ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้นให้ผลการ ประเมินเป็นผ่านและไม่ผ่าน กรณีที่ผ่านให้ระดับผลการประเมินเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน ในการสรุปผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เพื่อการเลื่อนชั้นและจบ การศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มีคุณภาพดีเลิศอยู่เสมอ ดี หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ผ่าน หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ยังมีข้อบกพร่อง บางประการ ไม่ผ่าน หมายถึง ไม่มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน หรือถ้ามีผลงาน ผลงานนั้นยังมีข้อบกพร่องที่ต้อง ได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลายประการ ในการสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์รวมทุกคุณลักษณะเพื่อการ เลื่อนชั้นและจบการศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง ผู้เรียนปฏิบัติตนตามคุณลักษณะจนเป็นนิสัย และนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและสังคม การสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์


231 โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน 5 - 8 คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการ ประเมินตํ่ากว่าระดับดี ดี หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้ เป็นการยอมรับของสังคม โดยพิจารณาจาก 1) ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน 1-4 คุณลักษณะและไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการ ประเมินตํ่ากว่าระดับดี หรือ 2) ได้ผลการประเมินระดับดีทั้ง 8 คุณลักษณะ หรือ 3) ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 5-7 คุณลักษณะ และมีบางคุณลักษณะได้ผลการ ประเมินระดับผ่าน ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่ สถานศึกษากำหนด โดยพิจารณาจาก 1) ได้ผลการประเมินระดับผ่านทั้ง 8คุณลักษณะ หรือ 2) ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 1-4 คุณลักษณะ และคุณลักษณะที่เหลือได้ผล การประเมินระดับผ่าน ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไข ที่สถานศึกษากำหนด โดยพิจารณาจากผลการประเมิน ระดับไม่ผ่าน ตั้งแต่ 1 คุณลักษณะ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ กิจกรรม และผลงานของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และให้ผลการประเมินเป็นผ่านและ ไม่ผ่าน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโรงเรียนบ้านยะพอ 4 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนลูกเสือ เนตรนารี 3) กิจกรรมชุมนุม 4) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน


232 ให้ใช้ตัวอักษรแสดงผลการประเมิน ดังนี้ “ผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรม และมีผลงานตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด “มผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรม และมีผลงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ในกรณีที่ผู้เรียนได้ผลของกิจกรรมเป็น “มผ” สถานศึกษาต้องจัดซ่อมเสริมให้ผู้เรียนทำ กิจกรรมในส่วนที่ผู้เรียนไม่ได้เข้าร่วมหรือไม่ได้ทำจนครบถ้วน แล้วจึงเปลี่ยนผลจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลยพินิจของ สถานศึกษา การประเมินสมรรถนะนวัตกร และสมรรถนะทั้ง 6 ด้าน ให้ประเมินจากพัฒนาการสมรรถนะ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยให้ใช้ตัวอักษรแสดงผลการประเมิน ดังนี้ “ผ” หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินสมรรถนะหลังเรียน สูงกว่าระดับ สมรรถนะก่อนเรียน “มผ” หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินสมรรถนะหลังเรียน ต่ำกว่าระดับ สมรรถนะก่อนเรียน ** กรณีผลการประเมินสมรรถนะหลังเรียน เท่ากับ ก่อนเรียน ให้ครูผู้สอนพิจารณาจากผล การประเมินรายวิชา 8 กลุ่มสาระ ประกอบการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน ร่วมกับ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาจัดให้มีการสอนซ่อมเสริมในมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่ผู้เรียนสอบไม่ผ่าน ก่อน แล้วจึงสอบแก้ตัวได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ถ้าผู้เรียนไม่ดำเนินการสอบแก้ตัวตามระยะเวลาที่สถานศึกษา กำหนด ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีก 1 ภาคเรียน สำหรับ ภาคเรียนที่ ๒ ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น การสอบแก้ตัวให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “1” ถ้าสอบแก้ตัว 2 ครั้งแล้ว ยังได้ระดับผลการเรียน “0” อีก ให้สถานศึกษาแต่งตั้ง คณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผลการเรียนของผู้เรียน โดยปฏิบัติดังนี้ 1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซํ้ารายวิชานั้น 2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ให้เรียนซํ้าหรือเปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลย การประเมินสมรรถนะนวัตกร และสมรรถนะ การเปลี่ยนผลการเรียน “๐”


233 พินิจของสถานศึกษาในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียน ว่าเรียนแทนรายวิชาใด การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” ให้ดำเนินการดังนี้ ให้ผู้เรียนดำเนินการแก้ไข “ร” ตามสาเหตุ เมื่อผู้เรียนแก้ไขปัญหาเสร็จแล้ว ให้ได้ระดับผลการเรียนตามปกติ (ตั้งแต่ 0-4) ถ้าผู้เรียนไม่ดำเนินการแก้ไข “ร” กรณีที่ส่งงานไม่ครบ แต่มีผลการประเมินระหว่างภาคเรียน และปลายภาค ให้ผู้สอนนำข้อมูลที่มีอยู่ตัดสินผลการเรียน ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย ให้อยู่ในดุลยพินิจของ สถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก้ “ร” ออกไปอีกไม่เกิน 1 ภาคเรียน สำหรับภาคเรียนที่ 2 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว ให้เรียนซํ้า หากผลการเรียนเป็น “0” ให้ดำเนินการแก้ไขตามหลักเกณฑ์ การเปลี่ยนผลการเรียน “มส” มี 2 กรณี ดังนี้ 1) กรณีผู้เรียนได้ผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แต่มีเวลาเรียนไม่ น้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้น ให้สถานศึกษาจัดให้เรียนเพิ่มเติมโดยใช้ชั่วโมงสอน ซ่อมเสริม หรือใช้เวลาว่าง หรือใช้วันหยุด หรือมอบหมายงานให้ทำ จนมีเวลาเรียนครบตามที่กำหนด ไว้สำหรับรายวิชานั้น แล้วจึงให้วัดผลปลายภาคเป็นกรณีพิเศษ ผลการแก้ “มส” ให้ได้ระดับผลการ เรียนไม่เกิน “1” การแก้ “มส” กรณีนี้ให้กระทำให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ถ้าผู้เรียนไม่มาดำเนินการแก้ “มส” ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้นี้ให้เรียนซํ้า ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่ จะขยายเวลาการแก้ “มส” ออกไปอีกไม่เกิน 1 ภาคเรียน แต่เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐานให้เรียนซํ้ารายวิชานั้น (2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติมให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ให้เรียนซํ้าหรือเปลี่ยน รายวิชาเรียนใหม่ 2) กรณีผู้เรียนได้ผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเรียน ทั้งหมด ให้สถานศึกษาดำเนินการดังนี้ (1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซํ้ารายวิชานั้น (2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ให้เรียนซํ้าหรือเปลี่ยน รายวิชาเรียนใหม่ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียน การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” การเปลี่ยนผลการเรียน “มส”


234 ว่าเรียนแทนรายวิชาใดการเรียนซํ้ารายวิชา ผู้เรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมและสอบแก้ตัว 2 ครั้ง แล้วไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้เรียนซํ้ารายวิชานั้น ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการ จัดให้เรียนซํ้าในช่วงใดช่วงหนึ่งที่สถานศึกษาเห็นว่าเหมาะสม เช่น พักกลางวัน วันหยุด ชั่วโมงว่างหลัง เลิกเรียนภาคฤดูร้อน เป็นต้น ในกรณีภาคเรียนที่ 2 หากผู้เรียนยังมีผลการเรียน “0” “ร” “มส”ให้ดำเนินการให้ เสร็จสิ้นก่อนเปิดเรียนปีการศึกษาถัดไป สถานศึกษาอาจเปิดการเรียนการสอนในภาคฤดูร้อน เพื่อ แก้ไขผลการเรียนของผู้เรียนได้ ทั้งนี้ หากสถานศึกษาใดไม่สามารถดำเนินการเปิดสอนภาคฤดูร้อนได้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ต้นสังกัดเป็นผู้พิจารณาประสานงานให้มีการดำเนินการเรียนการสอน ในภาคฤดูร้อนเพื่อแก้ไขผลการเรียนของผู้เรียน กรณีที่ผู้เรียนได้ผล “มผ” ต้องจัดซ่อมเสริมให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในส่วนที่ผู้เรียนไม่ได้เข้าร่วม หรือไม่ได้ทำจนครบถ้วน แล้วจึงเปลี่ยนผลจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้ ทั้งนี้ ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ภาคเรียนนั้น ๆ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไป อีกไม่เกิน 1 ภาคเรียน สำหรับภาคเรียนที่ 2 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น เมื่อสิ้นปีการศึกษา ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนชั้น เมื่อมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 1. รายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติมได้รับการตัดสินผลการเรียนผ่านตามเกณฑ์ ที่สถานศึกษากำหนด 2. ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา กำหนด ในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3. ระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปีการศึกษานั้นควรได้ไม่ตํ่ากว่า 1.00 ทั้งนี้ รายวิชาใดที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน สามารถซ่อมเสริมผู้เรียนให้ได้รับการแก้ไขในภาค เรียนถัดไป ทั้งนี้สำหรับภาคเรียนที่ 1 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้จัดสอนซ่อมเสริมเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเต็มตามศักยภาพ การสอนซ่อมเสริม เป็นการสอนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง กรณีที่ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ หรือเจตคติ/คุณลักษณะ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด สถานศึกษาต้องจัด การเปลี่ยนผลการเรียน “มผ” การเลื่อนชั้น การสอนซ่อมเสริม


235 สอนซ่อมเสริมเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือไปจากการสอนตามปกติ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุ ตามมาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ เป็นการให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนา โดยจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล การสอนซ่อมเสริม สามารถดำเนินการได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ 1) ผู้เรียนมีความรู้/ทักษะพื้นฐานไม่เพียงพอที่จะศึกษาในแต่ละรายวิชานั้น ควรจัด การสอนซ่อมเสริม ปรับความรู้/ทักษะพื้นฐาน 2) ผู้เรียนไม่สามารถแสดงความรู้ ทักษะ กระบวนการ หรือเจตคติ/คุณลักษณะที่กำหนดไว้ ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดในการประเมินผลระหว่างเรียน 3) ผู้เรียนที่ได้ระดับผลการเรียน “0” ให้จัดการสอนซ่อมเสริมก่อนสอบแก้ตัว 4) กรณีผู้เรียนมีผลการเรียนไม่ผ่าน สามารถจัดสอนซ่อมเสริมในภาคฤดูร้อนเพื่อแก้ไขผลการ เรียน ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาจากรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้น สรุปเป็นแผนภาพที่ ๒.๖ แสดงกระบวนการตัดสินและแก้ไขผลการเรียนระดับมัธยมศึกษา ผู้เรียนที่ไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนใน ระดับชั้นที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซํ้าชั้นได้ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงวุฒิ ภาวะและความรู้ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนซํ้าชั้น มี ๒ ลักษณะ คือ 1) ผู้เรียนมีระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปีการศึกษานั้นตํ่ากว่า 1.00 และมีแนวโน้มว่า จะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น 2) ผู้เรียนมีผลการเรียน 0, ร, มส เกินครึ่งหนึ่งของรายวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา นั้น ทั้งนี้ หากเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือทั้ง 2 ลักษณะ ให้สถานศึกษาแต่งตั้ง คณะกรรมการพิจารณา หากเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ให้ซํ้าชั้น โดยยกเลิกผลการเรียนเดิมและให้ ใช้ผลการเรียนใหม่แทน หากพิจารณาแล้วไม่ต้องเรียนซํ้าชั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการ แก้ไขผลการเรียน การเรียนซํ้าชั้น


236 ส่วนที่ 6 เกณฑ์กำรจบกำรศึกษำ


237 1. ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติม โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน ตามโครงสร้างเวลาเรียนที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด และรายวิชา/กิจกรรม เพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด 2. ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินรายวิชาพื้นฐานผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษา กำหนด 3. ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 4. ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 5. ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 1. ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66 หน่วยกิต และ รายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด 2. ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 11 หน่วยกิต 3. ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 4. ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 5. ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา


238 ภาคผนวก


239 คำสั่งโรงเรียนบ้านยะพอ ที่ 40/ ๒๕66 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนและจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนบ้านยะพอ พ.ศ.๒๕66 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ( ฉบับปรับปรุง ๒๕60) โรงเรียนบ้านยะพอ ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรตามที่กระทรวงศึกษาธิการ มี คำสั่งที่ สพฐ. ๒๙๓ / ๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยให้โรงเรียนทั่วไปใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ กอปรกับคําสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ เรื่อง ให้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม (ฉบับปรับปรุง ๒๕60) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สั่ง ณ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.๒๕60 คําสั่งสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ๓๐/ ๒๕๖๑ เรื่อง ให้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ลงวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกาศสํานักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ลงวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ และ ประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การบริหารจัดการเวลาเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางหลักสูตรเยาวชนสร้างเมืองของ โรงเรียนบ้านยะพอ จึงเห็นควรให้มีการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อให้ทราบ จุดเด่น จุดที่ควร พัฒนาปรับปรุงแก้ไข ความสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕60) บรรลุตามมาตรฐานและตัวชี้วัดที่หลักสูตรแกนกลาง กําหนดหรือไม่ เพื่อนําไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร โรงเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับ บริบทของโรงเรียน ชุมชน สังคม กฎหมาย แนวโน้มการจัดการศึกษา นโยบายรัฐบาล การบูรณาการ จัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวิถีพุทธ หลักสูตร เทียบเคียงหลักสูตรมาตรฐานสากล หลักสูตรอาเซียน การจัดการศึกษาตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงแต่งตั้ง คณะกรรมการทบทวน และจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านยะพอ พุทธศักราช ๒๕66 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕60) เพื่อประกาศใช้ ในปีการศึกษา ๒๕66 ดังมีรายนามคณะกรรมการต่อไปนี้


240 1. คณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วย 1. นางสุวิชชาภรณ์ ชนิลกุล ผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ 2. นางสาวรัตนา ถกลบูชา รองผู้อำนวยการโรงเรียน รองประธานกรรมการ 3. นางสาวรัตนาภรณ์ ลังกาวงค์ ครูชำนาญการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่อํานวยการ ประสานงาน ให้คําแนะนําปรึกษา อํานวยความสะดวก กํากับติดตาม ตลอดจนพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการดําเนินงานให้ดําเนินไปด้วยความเรียบร้อยและมี ประสิทธิภาพ 2. คณะกรรมการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. นางสาวรัตนา ถกลบูชา รองผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ 2. นางปราณี ใจคำ ครูชำนาญการ รองประธานกรรมการ 3. นางสาวอัมพร บุตรวงศ์ ครูชำนาญการ กรรมการ 4. นางสาวรัตนาภรณ์ ลังกาวงค์ ครูชำนาญการ กรรมการ 5. นางสาวศิริพร แสนเทียม ครูชำนาญการ กรรมการ 6. นายวิรัตน์ ค้าไม้ ครู คศ.1 กรรมการ 7. นางสาวจริยา ปานจันทร์ ครู คศ.1 กรรมการ 8. นางสาวมัณฑณา กุลวงศ์ ครู คศ.1 กรรมการ 9. นางเจนจิรา ปัญญากาวิน ครู คศ.1 กรรมการ 10. นางสาวสุจิตรา ปัญญาดี ครู คศ.1 กรรมการ 11. นางสาวอรวรรณ เกิดปู่ ครู คศ.1 กรรมการ 12. นายอาทิตย์ ใจดี ครู คศ.1 กรรมการ 13. นายวชิรวิทย์ โพธิ์แป้น ครูผู้ช่วย กรรมการ 14. นายภูมินทร์ เชียงหลง ครูผู้ช่วย กรรมการ 15. นางสาวพิชญาพร ชัยประสิทธิ์ ครูผู้ช่วย กรรมการ 16. นางสาวสุชาดา จันตา ครูผู้ช่วย กรรมการ 17. นางสาวปริมล ปัญญาเรือนแก้ว ครูผู้ช่วย กรรมการ 18. นางอจลญา แพร่ภาษา พนักงานราชการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ ๑. ประชุม วางแผน เตรียมการ ศึกษา วิเคราะห์เอกสารหลักสูตรของโรงเรียน หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง บริบทของโรงเรียน ชุมชน สังคม กฎหมาย แนวโน้ม การจัดการศึกษา นโยบายรัฐบาล การบูรณาการจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวิถีพุทธ หลักสูตรเทียบเคียงหลักสูตรมาตรฐานสากล หลักสูตรอาเซียน การจัดการศึกษาตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” การจัดการศึกษาแบบทวิศึกษา เพื่อนํามา บูรณาการจัดทําเป็นหลักสูตรของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๒. ดําเนินการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรของโรงเรียน (วิสัยทัศน์โรงเรียน สมรรถนะ สําคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์โครงสร้างเวลาเรียนของหลักสูตรโรงเรียน คําอธิบาย รายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เกณฑ์การจบหลักสูตร การวัดผลและประเมินผล) เพื่อให้ ทราบจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาปรับปรุงแก้ไข มีความสอดคล้องกับมาตรฐาน สาระ ตัวชี้วัดและสาระ


241 การเรียนรู้แกนกลาง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และบริบทของ โรงเรียน บรรลุตามที่หลักสูตรแกนกลางกําหนดหรือไม่ ๓. ประชุมเสนอผลการตรวจสอบในภาพรวม ปัญหา ข้อแนะนํา เพื่อนําไปปรับปรุง และ พัฒนาหลักสูตรโรงเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ๔. นําผลที่ได้จากข้อ ๑ – ๓ ดําเนินการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน ๕. รายงานผลการดําเนินงาน จัดทําข้อมูลเป็นไฟล์เสนอสอบทาน จัดพิมพ์ต่อไป 3. คณะกรรมการสอบทาน จัดพิมพ์ ประกอบด้วย 1. นางสาวรัตนาภรณ์ ลังกาวงค์ ครูชำนาญการ ประธานกรรมการ 2. นางสาวอรวรรณ เกิดปู่ ครู คศ.1 รองประธานกรรมการ 3. นายวชิรวิทย์ โพธิ์แป้น ครูผู้ช่วย กรรมการ 4. นางสาวสุชาดา จันตา ครูผู้ช่วย กรรมการ 5. นางสาวรพีพรรณ ตันยศ ธุรการโรงเรียน กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ นําผลที่ได้จากการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรของโรงเรียน ของกลุ่มสาระการ เรียนรู้ตรวจทานความถูกต้อง รูปแบบการพิมพ์นําร่างหลักสูตร ฯ เสนอ คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานให้ความเห็นชอบ เข้ารูปเล่มให้เรียบร้อยต่อไป ทั้งนี้ให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ประชุม ปรึกษาหารือ ประสานงาน วางแผน ดําเนินงาน ปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายด้วยเรียบร้อย เสียสละ รับผิดชอบ เอาใจใส่ต่อหน้าที่อย่างเต็มกําลังความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการที่กําหนด เพื่อให้เกิดผลดีแก่ทางราชการสืบไป หากพบข้อผิดพลาดประการใดในการปฏิบัติหน้าที่ให้รายงานให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทราบ เพื่อหา แนวทางการแก้ไขต่อไป สั่ง ณ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.๒๕66 (นางสุวิชชาภรณ์ ชนิลกุล) ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านยะพอ


242 คำสั่งโรงเรียนบ้านยะพอ ที่ 41/ ๒๕66 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำระเบียบโรงเรียน ว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียน ตามหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช ๒๕66 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕60) …………………………..…………………………………………………… โรงเรียนบ้านยะพอ ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรตามที่กระทรวงศึกษาธิการ มี คำสั่งที่ สพฐ. ๒๙๓ / ๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยให้โรงเรียนทั่วไปใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ กอปรกับคําสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ เรื่อง ให้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ( ฉบับปรับปรุง ๒๕60) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สั่ง ณ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.๒๕60 คําสั่งสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ๓๐/ ๒๕๖๑ เรื่อง ให้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ลงวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกาศสํานักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ลงวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ และ ประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การบริหารจัดการเวลาเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ทางโรงเรียน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำระเบียบโรงเรียนบ้านยะพอ ว่าด้วยการ วัดและประเมินผลการเรียน ตามหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช ๒๕66 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕60) เพื่อประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕ 66 ดังมีรายนามคณะกรรมการต่อไปนี้ 1. นางสุวิชชาภรณ์ ชนิลกุล ผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ 2. นางสาวรัตนา ถกลบูชา รองผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ 3. นางปราณี ใจคำ ครูชำนาญการ รองประธานกรรมการ 4. นางสาวอัมพร บุตรวงศ์ ครูชำนาญการ กรรมการ 5. นางสาวรัตนาภรณ์ ลังกาวงค์ ครูชำนาญการ กรรมการ 6. นางสาวศิริพร แสนเทียม ครูชำนาญการ กรรมการ 7. นายวิรัตน์ ค้าไม้ ครู คศ.1 กรรมการ 8. นางสาวจริยา ปานจันทร์ ครู คศ.1 กรรมการ


243 9. นางสาวมัณฑณา กุลวงศ์ ครู คศ.1 กรรมการ 10. นางเจนจิรา ปัญญากาวิน ครู คศ.1 กรรมการ 11. นางสาวสุจิตรา ปัญญาดี ครู คศ.1 กรรมการ 12. นางสาวอรวรรณ เกิดปู่ ครู คศ.1 กรรมการ 13. นายอาทิตย์ ใจดี ครู คศ.1 กรรมการ 14. นายวชิรวิทย์ โพธิ์แป้น ครูผู้ช่วย กรรมการ 15. นายภูมินทร์ เชียงหลง ครูผู้ช่วย กรรมการ 16. นางสาวพิชญาพร ชัยประสิทธิ์ ครูผู้ช่วย กรรมการ 17. นางสาวสุชาดา จันตา ครูผู้ช่วย กรรมการ 18. นางสาวปริมล ปัญญาเรือนแก้ว ครูผู้ช่วย กรรมการ 19. นางอจลญา แพร่ภาษา พนักงานราชการ กรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการจัดทำจัดทำระเบียบโรงเรียนบ้านยะพอ ว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียน ตามหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช ๒๕6๖ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕60) ดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ ดังกล่าวข้างต้นให้มีประสิทธิภาพ สั่ง ณ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.๒๕66 (นางสุวิชชาภรณ์ ชนิลกุล) ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านยะพอ


244


Click to View FlipBook Version