The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บัว-พรมคำน้อย-6321126057-D13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ariya Chumkaew, 2022-12-14 06:33:43

บัว-พรมคำน้อย-6321126057-D13

บัว-พรมคำน้อย-6321126057-D13

โครงรา งการเสนอบณั ฑติ นิพนธ

หัวขอเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหโ ดยใชรปู แบบกาจัดการเรียนรูแบบรว มมอื
(Cooperative Leaning) ในรายวชิ าพระพทุ ธศาสนา ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 2

อาจารยที่ปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร.พัชรีภรณ บางเขียว
อาจารยน ิเทศ ศักด์ิดา เซะวเิ ศษ

เสนอโดย นางสาวบัว พรมคำนอย
รหสั ประจำตวั 6321126057
หลกั สูตร ครุศาสตรบณั ฑติ
สาขา สงั คมศกึ ษา
ปก ารศกึ ษา 2565

โครงรา งการเสนอบณั ฑติ นิพนธ

หัวขอเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหโ ดยใชรปู แบบกาจัดการเรียนรูแบบรว มมอื
(Cooperative Leaning) ในรายวชิ าพระพทุ ธศาสนา ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 2

อาจารยที่ปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร.พัชรีภรณ บางเขียว
อาจารยน ิเทศ ศักด์ิดา เซะวเิ ศษ

เสนอโดย นางสาวบัว พรมคำนอย
รหสั ประจำตวั 6321126057
หลกั สูตร ครุศาสตรบณั ฑติ
สาขา สงั คมศกึ ษา
ปก ารศกึ ษา 2565



สารบัญ

หนา

สารบัญ..................................................................................................................................................... ก
บทที่
1 บทนำ ...................................................................................................................................................1

ความเปนมาและความสำคญั ......................................................................................................1
วัตถปุ ระสงคการวิจัย ..................................................................................................................5
สมมตฐิ านของการวจิ ยั ................................................................................................................5
ขอบเขตการวจิ ยั .........................................................................................................................5
ประโยชนทไ่ี ดรับจากการวจิ ัย .....................................................................................................6
นยิ ามศัพทเฉพาะ........................................................................................................................6
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั .............................................................................................................7
2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วของ.......................................................................................................... 11

1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐานปพุทธศักราช 2551................................................11
2.ทกั ษะการคดิ วิเคราะห.............................................................................................................32
3.การจดั การเรียนรู.....................................................................................................................60
4.การจดั การเรยี นรูแบบรวมมือ..................................................................................................67
5.วจิ ัยทเี่ กยี่ วของ ......................................................................................................................90
3 วิธีดำเนนิ การวจิ ัย............................................................................................................................... 92

ข้ันตอนท่ี 1 การศึกษาขอมลู เบ้อื งตน ........................................................................................94
ขั้นตอนที่ 2 การสรา งเครื่องมือทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ..........................................................................96
ข้นั ตอนท่ี 3 การดำเนนิ การทดลอง...........................................................................................97
ข้นั ตอนที่ 4 การวิเคราะหแ ละตรวจสอบสมมตฐิ าน ..................................................................98
ข้ันตอนที่ 5 สรปุ วธิ ีผลการวจิ ยั .................................................................................................99
บรรณานุกรม..........................................................................................................................................100

บทที่ 1
บทนำ

ความเปน มาและความสำคญั ของปญ หา

ในยุคเทคโนโลยที ี่เปนสังคมขาวสาร ผูคนสามารถติดตอถึงกันไดอยางรวดเร็ว ทำให โลกแคบลง
ในแตละวนั เรามขี อมูลขาวสารเขามามากมาย มีการเปล่ยี นแปลงในเรอ่ื งตา ง ๆ อยูต ลอดเวลา นั่นคอื ส่ิงท่ี
เราตองนำมาคดิ เพอ่ื นำไปสูก ารปรบั ตวั และการเปลย่ี นแปลงอยางเหมาะสม การคดิ จึงเปนกลไกสำคัญที่ใช
ในการเรียนรู และแยกแยะสิ่งที่ดีและไมดี การคิดเปนสวนหนึ่ง ที่จำเปนตอการเรียนรูในอนาคต เปน
คณุ ลกั ษณะหนึ่งทตี่ อ งการใหส ง เสริมขึ้นในเดก็ ไทย การคิด เปน ทกั ษะเพราะสามารถฝกฝนได การสง เสริม
ทักษะการคิดเปนพื้นฐานสำคัญในการปลูกฝง กระบวนการคิดที่มีความซับซอนมากขึ้นและมีเปาหมายท่ี
ชัดเจนในการนำไปใชประโยชน (เกรียงศักด์ิ เจริญวงศศักดิ์, 2546, หนา 10)

การคิดวิเคราะห เปนการคิดที่มีความสำคัญและจำเปนสำหรับการเรียนรูในขั้นสูง ตามระดับ
ความสามารถทางสมอง ซึ่ง Bloom (1956) ไดจำแนกความสามารถทางสมองไว 6 ระดับ คือ ระดับที่ 1
ความรูความจำ ระดับที่ 2 ความเขาใจ ระดับที่ 3 การนำไปใช ระดับที่ 4 การวิเคราะห ระดับที่ 5 การ
สังเคราะห และระดับที่ 6 การประเมินคา ซึ่งตอมา Anderson and Krathwohl (2001, p. 215) ได
ปรับปรุงระดับความสามารถทางสมองของบลูมใหม ดังนี้ ระดับที่ 1 ความรูความจำ ระดับที่ 2 ความ
เขาใจ ระดับที่ 3 การนำไปใช ระดับที่ 4 การวิเคราะห ระดับที่ 5 การประเมินคา ระดับที่ 6 การคิด
สรางสรรค จากการปรับปรุงดังกลาว ยังคงจำแนกระดับ ความสามารถดานการคิดวิเคราะหไวในระดับท่ี
4 โดยใหรายละเอียดเกี่ยวกับการคิดวิเคราะหวา มีจุดมุงหมายในการจำแนกความแตกตาง การจัด
ระเบียบความคิด และผูเรียนสามารถคิด หรือแยกแยะเรื่องราวสิ่งตาง ๆ ออกเปนสวนยอย เปน
องคประกอบที่สำคัญไดและมองเหน็ ความสัมพันธของสวนที่เกี่ยวขอ งกัน ความสามารถในการวิเคราะห
จะแตกตางกันไปแลวแต ความคิดของแตละคน สอดคลองกับแนวคิดของ Marzano (2001 อางถึงใน
ประพนั ธศ ิริ สุเสารจั 2551, หนา 58-59) สรุปไวว า การคดิ วเิ คราะหเ ปน กิจกรรมที่ตองใชเหตผุ ล เปนการ
คิดอยางลุมลึก และหลากหลาย มีการคิดพิจารณาขอมูลอยางละเอียดถี่ถวนรอบดาน และมีเหตุผล
สามารถระบุ ความเหมือนความแตกตางระหวางสิ่งตาง ๆ ได สามารถจัดอันดับ และจัดประเภทของ
ความรู และจดั หมวดหมูของสง่ิ ตา ง ๆ ได ระบขุ อผดิ พลาดในการนำเสนอขอมูลของสิ่งตาง ๆ และบอก

2

เหตุผลได สามารถตีความหรือบอกหลักเกณฑพื้นฐานของความรูนัน้ ได สามารถระบเุ จาะจงหรือ
สรุปกลางมีเหตุผลในความรูนั้นไดจนกระทั่งสามารถสรุปจนตกผลึกเปนความรูใหมได ดังที่ เกรียงศักดิ์
เจรญิ วงศศกั ดิ์ (2546, หนา 11) กลาว สรปุ ไวว า การคดิ วเิ คราะหทำใหเ ราเขา ใจสิง่ ที่ เกิดขน้ึ อยางกระจาง
แจงกอ นที่จะเช่ือหรือสรุปส่ิงนั้นเปรียบเหมือนการเหน็ ผลลัพธของบางส่งิ แลวไมดวนสรุปทันทีวาเกิดจาก
สาเหตใุ ด มอี งคประกอบใด มีความเปน มาอยางไร แตพยายามหาขอเท็จจริงทีถ่ ูกตองเสยี กอนวา ผลลัพท
ที่เราเห็นนั้นเกิดจากสาเหตุที่แทจริงคืออะไร มีเหตุผล และองคประกอบยอย ๆ ใดซอนอยูภายใน ซึ่ง
อาจจะสอดคลองหรือตรงกนั ขามกบั ส่ิงที่ปรากฏ ภายนอก การคิดวเิ คราะหจ ึงเปรยี บเสมือนเครื่องมือชนิด
หนึ่งในการชวยตัดสินใจ ดังที่ ไพฑูรย สินลารัตน (2557, หนา 1) กลาววา “ในการเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้ัน
เราตองวเิ คราะหหรือแยกแยะสงิ่ ท่ี เราเลอื กใชช ดั เจน ถถ่ี วน และรอบคอบเพยี งพอจึงจะทำใหเ ราตัดสินใจ
ทำอยางใดอยางหนึ่งหรือ หลายอยางในชีวิตของเราไดอยางดี ถาเราเริ่มตนชีวิตของเราครั้งแรกดวยการ
วิเคราะหอยา งรอบคอบ โอกาสที่เราจะประสบผลสำเร็จในชวี ติ ก็เปนไปไดอยางมากทเี ดียว” นอกจากนั้น
แลวการคิดวิเคราะหยังเปนรากฐานสำคัญของการเรียนรูและการดำเนินชีวิตอีกดวย บุคคลที่มี
ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห จะมีความสามารถในดานอื่น ๆ เหนือกวาบุคคลอื่น ๆ ทั้งทางดาน
สติปญญาและ การดำเนินชีวิตเนื่องจากการคิดวิเคราะหเปนพื้นฐานของการคิดทั้งมวล และตองใช
ความสามารถ ดานทักษะยอย ๆ หลายทักษะเปนฐานคือ การสังเกต การเปรียบเทียบการคาดคะเนและ
Settings การประยุกตใช การประเมิน การจำแนกและประเภท การจัดหมวดหมู การสันนิษฐาน การ
สรุปผลเชิงเหตผุ ล การศึกษาหลกั การ การเชือ่ มโยงความสัมพันธข องส่งิ ตาง ๆ การตั้งสมมตฐิ าน ทีม่ ผี ลมา
จากการศึกษาคนควา และการตัดสินใจในสิ่งตาง ๆ โดยใชเกณฑในการตัดสินดวยเหตุผล ทักษะการ
วิเคราะห เปนทักนะการตระดับสูง ที่เปนองคประกอบสำคัญของกระบวนการคิดทั้งมวลทั้งการคิด
วจิ ารณญาณ และการคิดแกป ญหา (ประพันธศ ริ ิ สุเสารัจ, 2551, หนา 53)

การปฏริ ปู การศึกษาของไทยในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552 – 2561) ไดเ นน ประเด็นหลกั 3 ประการ
คือ 1) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรูของคนไทย พฒั นาผเู รียนสถานศกึ ษา แหลง
เรียนรู สภาพแวดลอม หลักสูตรและเนื้อหา พัฒนาวิชาชีพครู คณาจารยไดอยางยั่งยืน ภายใตระบบ
บริหารจดั การที่มปี ระสิทธิภาพ 2) โอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการ
เรียนรู อยางทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อใหประชาชนทุกน ทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเขาถึงการศึกษา และ
เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต 3) สงเสริมการมีสวนรวมของทุกภาคสวนของสังคมในการบริหารและจัด
การศึกษาโดยเพิ่มบทบาทของผูที่อยูภายนอกระบบการศึกษาดวยทัง้ 3 ประการนี้ จะสงผลใหคนไทยยุค
ใหมมีคุณลักษณะ ดังนี้ 1) มีความสามารถในการสื่อสารสามารถคิดวิเคราะห แกปญหาและมีความคิด
สรา งสรรค 2) สามารถเรยี นรไู ดดวยตนเอง รักการอา นและมีนสิ ัยใฝเรียนรูตลอดชวี ิต 3) มีจติ สาธารณะ มี
ระเบยี บวนิ ัยเห็นแกประโยชนสว นรวม สามารถ 3)ทำงานเปนกลมุ และ 4) มศี ลี ธรรม คณุ ธรรมจริยธรรม

3

คานิยม จิตสำนึก และภูมิใจในความเปนไทยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รังเกียจการทุจริตและตอตานการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และสามารถกาวทัน
โลก (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2553: 11-12) ซึ่งสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ทีม่ ุงพัฒนาผเู รยี นใหมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ชี้วัด การพัฒนา
ผูเรียนใหบรรลุมาตรฐาน/ตัวช้ีวัดที่กำหนดนั้น จะชวยใหผ ูเรียนเกิดสมรรถนะที่ส าคัญ 5 ประการ คือ 1)
ความสามารถในการสือ่ สาร2) ความสามารถในการคดิ 3) ความสามารถในการแกป ญ หา 4) ความสามารถ
ในการใชท กั ษะชวี ติ และ 5) ความสามารถในการใชเทคโนโลยี (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551 : 4)

การสอนการคิดเปนเรื่องที่สำคัญอยางยิ่งในการจัดการศึกษาเพื่อใหประชากรมีคุณภาพสูง
สอดคลองกับ ประเวศ วะสี (2541 : 4) ไดกลาววา การสอนเพื่อพัฒนาความสามารถดานการคดิ เปนการ
คนพบทางการศึกษาที่ยิ่งใหญในศตวรรษที่ 21 เพราะเปนการสอนที่พัฒนาผูเรียนใหคิดเปนทำเปน
แกป ญ หาไดด วยตนเองและในระบบกลุม เน่อื งจากเปนองคประกอบท่ีสำคญั สำหรบั การปรบั ตวั ของผูเรียน
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดลอม และเทคโนโลยีตางๆ เขามาเกี่ยวของมากมาย
เพราะวาสิ่งที่ผูเรียนไดรับการถายทอดจากครูนั้นอาจใชการไมได แตสำหรับการเรียนเพื่อพัฒนา
ความสามารถในดานการคิดเปนสิ่งที่ติดตัวผูเรียนไปตลอดชีวิต อาทิ วิธีการคิดกระบวนการคิด
กระบวนการแสวงหาความรู ความสามารถในการกลาคิด กลาทำ ซึ่งคุณสมบัติเหลานี้ จะเปลี่ยนเปน
ลักษณะนสิ ัยของผูเ รียนในการนำไปสกู ารพฒั นาตนเอง สังคมและประเทศชาติตอๆไป เชน เดยี วกบั ท่ี
วัชรา เลาเรียนดี (2555 : 1) กลาวถึงความสำคัญของทักษะการคิดในยุคศตวรรษที่ 21 วาทักษะที่สำคญั
ที่สดุ คือ ทักษะการคดิ ของบุคคลและทักษะชีวติ เพ่อื จะสามารถดำรงชวี ติ อยูไดอยางสนั ติสุขในสังคมโลกท่ี
มกี ารเปลีย่ นแปลงอยางรวดเรว็ ในทุกดา น นอกจากนพ้ี มิ พันธ เดชะคุปต และพเยาว ยนิ ดสี ขุ , 2557 : 44)
ไดก ลา ววาเปาหมายการศึกษาของประเทศไทยในปจจุบันเนนทักษะการคิดเพื่อสรางความรู คนหาความรู
จากแหลงตางๆ มคี วามคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณในการเลือก การตัดสนิ ใจในเรอ่ื งตา งๆอยางถูกตองและเปน
ประโยชนตอสวนรวมการปฏิรูปการเรียนรูเปนหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา การเรียนรูที่มีความหมาย
คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยางถาวร หรือมีความรูความเขาใจ และสามารถนำความรูไปใชได
สามารถถายโยงความรูสูชีวิตจริงได กระบวนการเรียนรูที่มีความหมาย คือ การใหผูเรียนใชกระบวนการ
เพ่ือสรางความรูดวยตนเอง ผเู รียนจะไดเรยี นรูไดผ ลดีมากย่ิงขึ้น ถา ผูส อนใชแนวคอนสตรัคติวิสต คือการ
ใหผูเรียน ไดสรางความรูดวยตนเอง ถาผูสอนใชแนวคอนสตรัคติวิสตในการจัดการเรียนการสอน ยอม
แสดงวา ผูสอนไดเห็นประโยชนอันจะเกิดขึ้นกับผูเรียน เพราะการที่ผูเรียนจะสามารถสรางความรูไดนั้น
ผูเรียนตองใชทักษะการคิด และกระบวนการคิดเปนเครื่องมือในการสรางองคความรู ซึ่งถือเปนขั้นตอน
สำคญั ในกระบวนการเรียนรูของผเู รยี น การคดิ เชิงวเิ คราะหช ว ยใหเ รา รูขอ เทจ็ จรงิ รูเหตผุ ลเบ้ืองหลังของ

4

สง่ิ ที่เกิดขน้ึ เขาใจความเปนมาเปนไปของเหตุการณตางๆ รวู า เรอ่ื งน้นั มีองคประกอบอะไรบาง รูวาอะไร
เปน อะไร ทำใหเ ราไดขอเทจ็ จรงิ ทเี่ ปนฐานความรใู นการน าไปใชใ นการตดั สินใจแกป ญ หาการ
ประเมนิ และการตดั สินใจเร่ืองตางๆไดอยางถูกตอง (เกรียงศกั ดิ์ เจริญวงศศักด,ิ์ 2549 : 30 )ดังน้ันจึงกลาว
ไดวา กระบวนการคิดวิเคราะหมีความส าคัญอยางยิ่งส าหรับการแกปญหาตางๆของมนุษยการคิด
วิเคราะหจะชว ยใหเ รามองเหน็ ปญหา ทำวามเขาใจปญหา รูจกั ปญ หาอยา งแทจริง และสดุ ทา ยจะสามารถ
แกปญ หาทพ่ี บเจอได (นอ งนาง ปรืองาม, 2554 : 38)

จากสภาพปญ หา ผลการเรยี นรสู ังคมศึกษาในระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 1 ของโรงเรียนแสงอรุณท่ี
ผานมายังไมบรรลุผลสำเร็จเทาที่ควร การจัดการเรียนการสอนกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรมในปการศึกษา 2557-2558 จากรายงานผลการเรียนรูวิชาพระพุทธศานาพบวา ผูเรียนมี
คะแนนเฉลี่ยรอยละ 64.18 และรอ ยละ 71.37 ตามลำดบั ซึง่ ต่ำกวาเปา หมายท่โี รงเรียนกำหนดไวรอยละ
80 และความสามารถในการคิดวิเคราะหอยูในระดับต่ำประกอบกับผลการประเมินของสำนักงานรับรอง
มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องคการมหาชนหรือสมศ.) ในรอบ 3 ที่ผานมามาตรฐานที่ยัง
เปนปญหาของโรงเรียนคือมาตรฐานที่ 4 ผลการประเมินในดานผูเรียนในมาตรฐานที่ 4 ผูเรียนมี
ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห คิดสังเคราะหมีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสรางสรรค คิดไตรตรอง
และมีวิสัยทศั น เมื่อพิจารณาในภาพรวมไดคา เฉลี่ยเทากบั 2.86 (ปรับคารอยละเฉลี่ยลงเปน 4 สเกลตาม
เกณฑ) เปรียบเทียบกับเกณฑ สมศ.อยูในระดับคุณภาพดี ถาหากพิจารณาเปนรายดานตามตัวบงชี้แลว
พบวา ตัวบงชี้ที่ 4.1 ผูเรียนมีการคิดวิเคราะห คิดสังเคราะห สรุปความคิดอยางเปนระบบ และมีการคิด
แบบองคร วมไดคาเฉลี่ยรอยละ 72.86 อยูใ นระดบั พอใช นอกจากน้ี จากการสัมภาษณค รูผูสอนกลุมสาระ
การเรียนรูวิทยาศาสตรพบวา ความสามารถในการคิดวิเคราะหของผูเรียนสวนใหญยังอยูในระดับต่ำ ซ่ึง
สอดคลองกบั ผลการศึกษาวิจัยหรือการติดตามผลการใชห ลักสูตรรวมทงั้ ขอคิดของนักการศึกษาตางๆระบุ
วา ปจจุบันผูเรียนทุกระดับขาดความสามารถในการคิด คิดไมเปน แกปญหาไมเปน ดังนั้นควรให
ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน วิธีการวัดผลและประเมินผลที่มุงสงเสริมพัฒนาการคิด (ศศิธร
พงษโภคา, 2557 : 6) นอกจากนี้วัชรา เลาเรียนดี (2555 : 1) ไดกลาววา การสงเสริมทักษะการคิดหรือ
ความสามารถในการคิดยังไมประสบผลสำเร็จเทาที่ควร จากการประเมินมาตรฐานโรงเรียนสวนใหญ
ผูเรียนมีความสามารถในการคิดขั้นสูง (Higher order thinking) ที่ประกอบดวยทักษะการคิดวิเคราะห
สังเคราะหและประเมินคา รวมทั้งทักษะการคิดแกปญหาอยูในระดับต่ำซึ่งเปนเรื่องที่ผูเกี่ยวของกับ
การศึกษาทุกฝายจะตองใหความสนใจมาก เพราะทักษะและความสามารถในการคิดจะสงผลถึงการ
พฒั นาประเทศชาติในทุกดาน

ดวยสภาพปญ หาและเหตผุ ลดงั กลาว ผูวิจัยจงึ มคี วามสนใจที่จะพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะหของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ดวยการจัดการเรียนรูโดยใชรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบมีสวนรวม

5

(Cooperative Learning) ซึ่งผูวิจัยเชื่อวาการจัดการเรียนรูโดยใชการจัดการเรียนรูแบบมีสวนรวม
(Cooperative Learning) นน้ั จะสงผลใหน กั เรียนมีผลการเรียนรูสูงขึ้นตามเปาหมายที่ทางโรงเรียนตั้งไว
และนักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะหสูงขึ้น นับเปนการพัฒนานักเรียนใหมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะที่จำเปนสำหรบั ยุคศตวรรษที่ 21

วตั ถปุ ระสงคของการวิจยั

1.เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชกิจกรรมการ
เรียนรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning) ในรายวิชาพระพุทธศาสนา

2.เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะหของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาป 2 โดยใชกิจกรรม
การเรยี นรูแบบรว มมอื (Cooperative Learning) กอนและหลังเรียน

สมมติฐานของการวจิ ยั

นกั เรยี นระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาป 2 ที่เรียนดว ยกิจกรรมการเรียนรูแบบรว มมอื (Cooperative
Learning) มที ักษะการคดิ วเิ คราะหหลงั เรียนสูงกวา กอ นเรียน

ขอบเขตของการวจิ ยั

ประชากรกลุมตวั อยาง
ประชากร เปนนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาป 2 กำลงั ศกึ ษาในภาคเรียนที่ 1 ปก ารศึกษา 2565
โรงเรยี นแสงอรณุ จำนวน 2 หอ ง รวมทั้งสนิ้ 66 คน
กลมุ ตวั อยา ง เปน นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาป 2 กำลงั ศึกษาในภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2565
โรงเรยี นแสงอรณุ หอ ง 2/1 จำนวน 33 คน และระบวุ ิธกี ารสมุ กลุม ตัวอยา ง แบบกลมุ (Cluster
Sampling)
ตัวแปรทีศ่ กึ ษา
ตวั แปรอสิ ระ ไดแก กิจกรรมการเรยี นรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning) รายวชิ า
พระพทุ ธศาสนา
ตวั แปรตาม ไดแ ก ทักษะความสามารถในการคดิ วเิ คราะห

6

เน้อื หา
1.งานวิจัยเร่ืองนใ้ี ชเ น้อื หาตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐานปพทุ ธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรงั ปรงุ 2560) ในกลุมสาระการเรยี นรู สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ า พระพุทธศาสนา
เรอ่ื ง การปฏิบัตติ นเปนชาวพุทธทดี่ ี
2.โดยใชก ารเรยี นรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning) ของ Arends มหี ลกั การเรยี นรแู บบ
รว มมือ 6 ขน้ั
ระยะเวลา
ระยะเวลาทีใ่ ชในการศึกษาคร้ังนี้ ดำเนนิ การในภาคเรยี นท่ี 1 ปก ารศึกษา 2565 ใชเวลา 12 คาบ
คาบละ 50 นาที

ประโยชนที่คาดวา จะไดร ับ

1.นักเรยี นระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 ไดรับการสงเสริมทักษะการคิดวเิ คราะหจ ากการเรียนรู
แบบรว มมอื (Cooperative Learning) ในกลมุ สารการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใน
รายวชิ า พระพทุ ธศาสนา ใหสูงขน้ึ

2.ครผู ูสอนนรายวิชา พระพุทธศาสนา สามารถนำผลการวิจยั ครัง้ นไี้ ปใชเ ปน แนวทางในการ
พัฒนาทักษะการคิดวเิ คราะหจากการเรียนรแู บบรว มมือ (Cooperative Learning) และสามารถนำไป
เปนแนวทางในการสอนรายวิชาอืน่ ๆได

3.ผบู รหิ ารสถานศกึ ษาสามารถนำแนวทางในการพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหจากการเรียนรู
แบบรว มมอื (Cooperative Learning) ทไ่ี ดจ าการวิจยั นี้ไปประยุกตใชเ พอื่ พัฒนาทกั ษะการคดิ วิเคราะห
ของนักเรียนในรายวชิ าตางๆ ภายในสถานศึกษาได

นยิ ามศพั ทเฉพาะ

ความหมายของทกั ษะการคิดวิเคราะห หมายถึง ทกั ษะการคิดวิเคราะห ประกอบดวยทักษะ 3
ดานคือ ทักษะการคิดวิเคราะหความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งตางๆ ทักษะการคิดวิเคราะหความสัมพันธ
และทกั ษะการคดิ วเิ คราะหเ ชงิ หลักการ

ความสามารถในการคิดวิเคราะห หมายถึง กระบวนการทำงานของสมองที่ทำใหเกิดปญญา
ไตรตรองพิจารณาอยางละเอียด เพื่อทำการจำแนกแยกแยะ และแจกแจงองคประกอบตางๆของขอมูล
ออกใหเปนสวนยอ ยๆ เปนการคิดพิจารณาอยา งรอบคอบเพือ่ นำไปสูการตัดสินใจในเหตกุ ารณตา งๆ การ

7

ประเมินผล หรอื สรปุ ใจความสำคัญของสิ่งน้ันๆ เพอื่ คน หาสาเหตทุ แ่ี ทจ ริงของสิง่ ท่ีเกิดขน้ึ สามารถวัดได 3
ดา นไดแก 1.) วิเคราะหค วามส าคญั 2.) วเิ คราะหความสมั พนั ธ 3.) วเิ คราะหหลักการ

ความหมายของการเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึง การเรียนรูแบบรวมมือ เปนการเรียนรูที่เนน
กิจกรรมกลุมยอ ย เพื่อสงเสรมิ ใหผูเรยี นซึ่งมีความแตกตางกัน ไดมีสวนรวมกันอยางแทจริงในการรวมกนั
คิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการชวยเหลือกันเพื่อใหเกิดการเรียนรูรวมกัน โดยสมาชิกในกลุม
จะตอ งมีความรบั ผดิ ชอบทั้งภาระกิจของตนเองและของกลุม เพ่ือนำพาใหกลมุ ประสบความสำเร็จรวมกัน

กรอบแนวคดิ วิจัย

1.หลกั การ แนวคิดของการจัดการเรยี นรแู บบรวมมือ
อารนส (Arends, 1989) ไดเสนอแนะข้ันตอนการเรยี นแบบรวมมือไว 6 ขนั้ ตอน ดังน้ี

1. ช้ีแจงวตั ถุประสงคใ นการเรียน เปนขั้นตอนทค่ี รูอธบิ ายเกย่ี วกบั วัตถปุ ระสงคข อง
บทเรียนใหน กั เรยี นเขา ใจอยา งชดั เจน

2. ใหข อมลู เปน ข้ันตอนที่ครูสอนหรือใหข อมูลเก่ยี วกบั เนื้อหาในบทเรียนทีน่ กั เรียน
ตอ งศึกษา

3. จดั นกั เรยี นเปน กลมุ ในข้นั น้ีครูตองอธบิ ายใหนกั เรียนทราบถึงการจดั กลุม ครู
แนะนำเกี่ยวกบั ทักษะในการทำงานกลมุ และทกั ษะทางสังคม

4. ใหความชว ยเหลอื กลมุ ในการทำงานหรอื การเรยี น ในขนั้ น้คี รูตองอธบิ ายใหนักเรยี น
ทราบถึงวธิ ีการจัดกลุม แนะนำเกยี่ วกับทักษะการทำงานและทักษะทางสงั คม นกั เรียนจะเรียนหรอื ทำงาน
กลุมรวมกัน ครูตองคอยใหคำแนะนำชวยเหลือเมื่อนักเรียนมี ขอสงสัยหรือมีปญหาที่สมาชิกในกลุมไม
สามารถชวยกนั ได และเมอ่ื กลมุ ตอ งการคำแนะนำ ชวยเหลอื จากครู

5. ทดสอบ นักเรยี นทกุ คนตองทำการทดสอบเม่อื จบบทเรียนหนง่ึ ๆ เพ่อื จะไดท ราบ
วานกั เรยี นประสบความสำเร็จในการเรียนมากนอยเพียงใดและนำคะแนนท่ีไดมาคิดเปน คะแนนของกลุม
ซึง่ เปนคะแนนของสมาชกิ ทกุ คน

6. ใหก ารเสรมิ แรง ในข้ันนี้เปน ขนั้ การยอมรับผลสำเร็จของนักเรยี นและของกลุม ซ่ึง
เปน การใชค ำพูดหรือใชโ ครงสรางเกย่ี วกบั รางวัลเปน กำลงั ใจใหแกนกั เรยี นแตล ะกลุม

สรุปไดวาการจัดการเรียนรูแบบรวมมือเปนวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยจัดผูเรียนเปนกลุม
ยอยๆคละความสามารถทั้ง เกง ปานกลาง และออน สมาชิกทุกคนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกนั

8

มปี ฏิสัมพันธท ่ดี ตี อกัน โดยคนทเี่ รียนเกง จะคอยชวยเหลือคนทเ่ี รียนออน เพื่อใหงานนัน้ บรรลุผลสำเร็จ ซึ่ง
จะสงผลดีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนและเปนการพัฒนาทักษะการอยูรวมกันทางสังคมของ
ผูเรียน

2.ทฤษฎีเก่ยี วกบั การคดิ วเิ คราะห
เพยี เจต (Piaget, อา งถงึ ใน พรรณีช. เจนจิต, 2548 :87 – 91)แบง ลำดับขนั้ ของการพัฒนา
ทางสติปญ ญาออกเปน 6 ข้นั ดังนี้

1.ขน้ั ประสาทรบั รแู ละการเคลื่อนไหว (Sensory – Motor Stage) เปน พัฒนาการของ
เด็กต้ังแตแรกเกิดจนถึงอายุ2 ปพฤติกรรมของเด็กวัยน้ีขึ้นอยูกับ การเคลื่อนไหวเปนสวนใหญ เชน การ
ไขวควาการเคลื่อนไหว การมอง การดูด ในวัยนี้เด็กแสดงออกเพื่อใหเห็นวามีสติปญญาดวยการกระทำ
เด็กสามารถแกปญหาไดแมวาไมสามารถอธิบายไดดวยคำพูด เด็กจะตองมีโอกาสที่จะปะทะกับ ส่ิง
แวดลอมดวยตนเอง ซึงถือวา เปนสง่ิ จำเปน สำหรบั การพฒั นาสติปญ ญาและความคิดเดก็ วัยน้ีมักทำ อะไร
ซา ๆ บอย ๆ เปนการเลยี นแบบ พยายามแกปญหาโดยการเปลี่ยนวิธกี ารตาง ๆเพื่อใหไดสิ่งทีต่ องการแต
กิจกรรมการคิดของเดก็ วัยนสี้ วนใหญย ังคงอยูเฉพาะสิง่ ที่สามารถสมั ผัสไดเท านน้ั

2.ขนั้ ปฏิบติการคดิ (Proportional Stage) ขั้นนเ้ี ริ่มตงแั ตอาย2ุ – 7 ป
3.ขั้นกอนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เปนขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ2 – 4
ปเปนชวงทีเ่ ด็กเริ่มมีเหตผุ ลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แตเหตุผลของเด็กวัยน้ีไมมีขอบเขตเพราะเด็กยังคงยดึ
ตนเองเปนศูนยก ลาง คอื ถือความคดิ ตนเองเปน ใหญแ ละมองไมเห็นเหตผุ ลของคนอ่ืน ความคิดและเหตุผล
ของเด็กวัยน้ีจึงไมคอยถูกตองตามความเปนจริงมากนัก นอกจากนี้ความเขาใจตอสิ่งตาง ๆยังอยูในระดับ
เบ้ืองตนเชน เขาใจวาเด็กหญิงสองคน ซึ่งเหมือนกัน จะมีทุกอยางเหมือนกันหมดแสดงวา ความคิดรวบ
ยอดของเดก็ วยั น้ีไมพฒั นาเต็มท่ี
4.ขน้ั การคดิ แบบญาณหย่ังรูน ึกเอาเองโดยไมใชเหตุผล (Intuitive Thought) เปน ข้นั
พัฒนาการของเด็กอายุ4 – 7 ปขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ รอบตัวดีขึ้น รูจักแยก
ประเภทและรูจักชน้ิ สวนของวัตถุเขาใจความหมายของจำนวนเลขเร่ิมมีพฒนั าการเกี่ยวกับการอนุรักษแต
ไมชัดนัก สามารถแกปญหาเฉพาะหนาไดโดยไมคิดเตรียมลวงหนาไวกอน รูจักนำความรูในสิ่งหนึ่งไป
อธิบายหรือแกปญหาและสามารถนำเหตุผลทั่วๆไป มาสรุปแกปญหาโดยไมว เิ คราะหอยางถี่ถวนเสยี กอน
การคดิ หาเหตผุ ลของเดก็ ยังขนึ้ อยกู บั สง่ิ ทีร่ ับรูห รือสัมผัส จากภายนอก

9

5. ขน้ั ปฏบิ ติการคดิ คนดานรปู ธรรม (Concrete Operation Stage) ข้ันนเ้ี ร่ิมจากอายุ
7–11 ป พัฒนาการทางดานสติปญญาและความคิดของเด็กวัยน้ีสามารถสรางกฎเกณฑและตงัเกณฑใน
การแบงสิ่งแวดลอมออกเปนหมวดหมูไดเด็กวัยน้ีสามารถที่จะเขาใจเหตุรูจักแกปญหาสิ่งตาง ๆ ที่เปน
รูปธรรมไดสามารถเขาใจเรื่องความคงตัวของสิ่งตาง ๆ โดยที่เด็กขาใจวาของแข็งหรือของเหลวจำนวน
หน่ึงแมวาจะเปลี่ยนรูปรางไปก็ยงัคงมีน้ำหนักหรือปริมาตรเทาเดิม สามารถเขาใจความสัมพันธของ
สวนยอยสวนรวม ลักษณะเดนของเด็กวัยนค้ี ือความสามารถในการคิดยอนกลับนอกจากความสามารถใน
การจำของเดก็ ในชว งนม้ี ีประสิทธภิ าพมากขน้ึ สามารถจดั กลมุ หรอื จัดการไดอยางสมบรู ณสามารถสนทนา
กบั บคุ คลอนื่ และเขาใ จความคิดของคนอนื่ ไดดี

6.ข้ันปฏบิ ตกิั ารคิดดานนามธรรม (Formal– Operations Stage) ขั้นนเี้ ริ่มจากอาย1ุ 1–
15 ปในข้ันนี้พัฒนาการทางสติปญ ญาและความคดิ ของเด็กวัยนี้เปนขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยน้ีเริ่มคิดแบบ
ผใู หญค วามคดิ แบบเด็กสิน้ สดุ ลง เด็กสามารถคดิ หาเหตุผล นอกเหนอื ไปจากขอมูลท่ีมีอยูสามารถคิดแบบ
นักวทิ ยาศาสตรสามารถต้ังสมมุตฐิ านและทฤษฎีการรบั รูทีส่ ำคัญเทากบคั วามคิดกบั สิ่งที่อาจเปนไปไดเด็ก
วยั นม้ี คี วามคดิ นอกเหนือไปกวาสง่ิ ปจจุบนั สนใจทจ่ี ะสรา งทฤษฎีเกย่ี วกับทุกสิ่งทกุ อยา งและมีความพอใจ
ทคี่ ิดพจิ ารณาเก่ยี วกับสงิ่ ทไ่ี มมีตัวตนหรือสง่ิ ท่ีเปน นามธรรม (พรรณชี . เจนจติ , 2548 :87 – 91)

ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปญ ญาของบรูเนอร( Bruner, 1957 : 112) แบง การพฒั นาการสติปญญา
และการคดิ ออกเปน 3 ขน้ั คอื

1.ข้ันแสดงออกดวยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นน้ีเปรียบไดกับข้ันประสาทสัมผัส
และการ
เคล่อื นไหว (Sensorimotor Stage) ของเพยี เจตเปน ข้นั ทเ่ี ด็กเรียนรูจากการกระทำ (Learningby doing)

2.ขน้ั สรา งภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขนั้ น้ีเปรียบเทยี บไดก ับขั้น กอนปฏบิ ตั กิ ารคดิ
(Proportional Stage) ของเพียเจตเด็กวัยน้ีเกี่ยวของกับความจริงมากขึ้น เกิดความคิดจากการรับรูเปน
สวนใหญอาจมีจินตนาการบาง แตยังไมสามารถคิดไดลึกซ้ึงเหมือนข้ันปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรมของเพยี
เจต

3.ขนั้ ใชส ัญลกั ษณ( Symbolic Stage) เปนพัฒนาการขั้น สงู สดุ ของบรเู นอรเปรยี บได
กับพัฒนาการขั้นปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรม (Concrete Operation) ของเพียเจตข้ันน้ีเด็กสามารถเขาใจ
ความสัมพันธของสิ่งของ สามารถสรางความคิดรวบยอดหรือสังกัป ในสิ่งตาง ๆ ที่ซับซอนไดมากขึ้น
(ประสาท อศิ รปรดี า, 2523 :133 – 136)

10

ตวั แปรตน ตวั แปรตาม

การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื 1.ทักษะความสามารถในการคิดวิเคราะห
อารนส (Arends, 1989) ของนักเรยี นหลงั เรียนสูงกวากอนเรยี น

ข้ันตอนการเรยี นแบบรวมมือไว 6 ข้นั ตอน ประกอบดวย

1.ชี้แจงวัตถปุ ระสงคใ นการเรียน
2.ใหข อมูล
3.จัดนกั เรียนเปนกลมุ
4.ใหความชวยเหลือกลุม ในการทำงานหรอื การเรียน
5.ทดสอบ

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วของ

ในการวจิ ัยน้ี ผวู ิจัยไดศ กึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี งของ และไดนำเสนอตามหวั ขอ ดังตอ ไปนี้
1.หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
2.ทกั ษะการคิดวเิ คราะห
3.การจดั การเรียนรู
4.การจัดการเรียนรแู บบรว มมือ
5.วจิ ัยท่ีเกี่ยวของ

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551

1.1 ความนำ
กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ใหเปน
หลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายและกรอบ
ทศิ ทางในการพัฒนาคุณภาพผูเรียนใหเป นคนดี มีปญญา มีคณุ ภาพชีวติ ทดี่ แี ละมีขดี ความสามารถในการ
แขง ขันในเวทีระดบั โลก พรอ มกันนี้ไดปรบั กระบวนการพัฒนาหลักสตู รใหมีความสอดคลองกบเจตนารมณ
แหงพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มุงเนน
การกระจายอำนาจทางการศึกษาใหทองถิ่นและสถานศึกษาไดมีบทบาทและมีสวนรวมในการพัฒนา
หลักสตู ร เพอื่ ใหส อดคลอ งกบสภาพ และความตองการของทอ งถิ่น
จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใชหลักสูตรในชวงระยะ 6 ป ที่ผานมา พบวาหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เชน ชวยสงเสริมการกระจายอำนาจทาง
การศึกษาทำใหทองถ่ินและสถานศึกษามีสว นรว มและมีบทบาทสำคญั ในการพฒั นาหลักสูตรใหสอดคลอง
กบความตองการของทองถิ่น และมีแนวคิดและหลักการในการสงเสริมการพัฒนาผูเรียนแบบองค
รวมอยางชดั เจน อยางไรกต็ าม ผลการศกึ ษาดงั กลาวยงั ไดสะทอนใหเ ห็นถึงประเด็นทีเ่ ปน ปญหาและความ
ไมชัดเจนของหลักสตู รหลายประการทั้งในสว นของเอกสารหลกั สตู รกระบวนการนำหลักสูตรสูก ารปฏิบตั ิ
และผลผลติ ทเ่ี กดิ จากการใชหลกั สูตร ไดแก ปญหาความสบั สนของผูปฏบิ ตั ใิ นระดับสถานศกึ ษาในการ

12

พฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา สถานศึกษาสว นใหญกำหนดสาระและผลการเรียนรทู ่ีคาดหวงั ไวมาก
ทำใหเกิดปญหาหลักสูตรแนน การวัดและประเมินผลไมสะทอนมาตรฐาน สงผลตอปญหาการจัดทำ
เอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งปญหาคุณภาพของผูเรียนในดาน
ความรู ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะที่พงึ ประสงคอนั ยังไมเ ป นที่นา พอใจ

นอกจากนัน้ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 10( พ.ศ. 2550 – 2554) ไดชีใ้ หเห็น
ถึงความจำเปนในการปรับเปลี่ยนจุดเนนในการพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยใหมีคุณธรรม และมีความ
รอบรูอยางเทาทัน ใหมีความพรอมทั้งดานรางกาย สติปญญา อารมณและศีลธรรม สามารถกาวทันการ
เปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสูสังคมฐานความรูไดอยางมันคง แนวการพัฒนาคนดังกลาวมุงเตรียมเด็กและ
เยาวชนใหมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะพรอมทั้งมีสมรรถนะ ทักษะและความรูพื้นฐานที่จ าเป
นในการด ารงชีวิต อันจะสงผลตอการพัฒนาประเทศแบบยงั ยนื ซงึ่ แนวทางดงั กลาวสอดคลองกบนโยบาย
ของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาตเิ ขาสูโลกยุคศตวรรษท่ี 21 โดยมุงสงเสริมผูเรียนมี
คณุ ธรรม รกั ความเปนไทยใหมีทักษะการคดิ วิเคราะห สรางสรรค มีทักษะดานเทคโนโลยี สามารถทางาน
รว มกบผอู ่นื และสามารถอยรู ว มกบผอู นื่ ในสังคมโลกไดอยา งสนั ติ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551)

จากขอคนพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
2544 ที่ผานมา ประกอบกับขอมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 เกี่ยวกบแนว
ทางการพัฒนาคนในสังคมไทย และจดุ เนนของกระทรวงศึกษาธิการใน การพฒั นาเยาวชนสูศ ตวรรษที่ 21
จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อนำไปสูการพัฒนาหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ทมี่ ีความเหมาะสมชดั เจน ท้งั เปาหมายของหลักสูตรใน
การพัฒนาคุณภาพผูเรียน และกระบวนการนำหลักสูตรไปสูการปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและ
สถานศึกษา โดยไดมีการกำหนดวิสัยทัศน จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผูเรียน คุณลักษณะอันพึง
ประสงคมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใชเปนทิศทางในการจัดทำหลักสูตร การเรียนการ
สอนในแตละระดับ นอกจากนั้นไดกำหนดโครงสรางเวลาเรียนขั้นตอนของแตละกลุมสาระการเรียนรูใน
แตละชั้นป ไวในหลักสูตรแกนกลางและเปดโอกาสใหสถานศึกษาเพิ่มเติมเวลาเรียนไดตามความพรอม
และจุดเนน อกี ทั้งไดป รบั กระบวนการวดั และประเมินผลผูเ รียน เกณฑก ารจบการศกึ ษาแตละระดบั และ
เอกสารแสดงหลักฐาน ทางการศึกษาใหมีความสอดคลองกบมาตรฐานการเรียนรู และมีความชัดเจนตอ
การนำไปปฏบิ ัติ

13

เอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้จัดทำขึ้นสำหรับทองถิ่น
และสถานศึกษาไดนำไปใชเปนกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียน การ
สอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใหมีคุณภาพดานความรู และ
ทักษะที่จำเปนสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเอง
อยา งตอ เนื่องตลอดชีวติ

มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดที่กำหนดไวในเอกสารนี้ชวยทำใหหนวยงานที่เกี่ยวของในทุก
ระดับเห็นผลคาดหวงั ทต่ี อ งการในการพฒั นาการเรียนรูของผูเ รียนท่ีชัดเจนตลอดแนวซึ่งจะสามารถชวยให
หนวยงานที่เกี่ยวของในระดับทองถิ่นและสถานศึกษารวมกนพัฒนาหลักสูตรได อยางม่ันใจ ทำใหการ
จัดทำหลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเปนเอกภาพยิ่งขึ้นอีกทั้งยังชวยใหเกิดความ
ชัดเจนเรือ่ งการวัดและประเมินผลการเรียนรู และชวยแกปญหาการเทียบโอนระหวางสถานศึกษา ดังน้ัน
ในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตั้งแตระดับชาติจนกระทั่งถึง สถานศึกษา จะตองสะทอนคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วดั ที่กำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเปนกรอบ
ทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบและครอบคลุมผูเรียนทุกกลุมเปาหมายในระดับการศึกษาขั้น
พน้ื ฐาน

การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเปาหมายที่คาดหวังไดทุกฝายที่
เกย่ี วของทัง้ ระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบคุ คลตอ งรวมรับผดิ ชอบ โดยรวมกนั ทำงานอยางเปนระบบ
และตอเนือ่ ง ในการวางแผน ดำเนนิ การ สง เสรมิ สนบั สนนุ ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรงุ แกไข เพื่อพัฒนา
เยาวชนของชาติไปสูคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูที่กำหนดไว

1.2 วิสยั ทัศน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนทุกคน ซึ่งเปนกำลังของชาติใหเปน
มนุษยที่มีความสมดุลทั้งดานรางกาย ความรู คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเปนพลเมืองไทยและเปนพล
โลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีความรู และ
ทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเปนตอการศึกษาตอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย
มุงเนนผูเรียนเปนสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อวา ทุกคนสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองไดเต็มตาม
ศกั ยภาพ

14

1.3 หลักการ
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน มหี ลกั การทสี่ ำคญั ดงั นี้
1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู
เปน เปาหมายสำหรับพัฒนาเดก็ และเยาวชนใหม ีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพนื้ ฐานของความ
เปนไทยควบคูกบั ความเปนสากล
2. เปนหลกั สูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ทีป่ ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดรบั การศึกษา อยางเสมอภาค
และมคี ณุ ภาพ
3. เปนหลักสตู รการศึกษาทส่ี นองการกระจายอำนาจ ใหสังคมมีสวนรว ม ในการจัดการศึกษา ใน
การจดั การศกึ ษาใหส อดคลองกบั สภาพและความตองการของทองถิ่น
4. เปนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระการเรียนรู เวลาและการจัดการ
เรยี นรู
5. เปน หลักสตู รการศกึ ษาทเี่ นน ผเู รียนเปนสำคัญ
6. เปนหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุมทุก
กลุมเปาหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู และประสบการณ
1.4 จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มีความสุข มี
ศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปนจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผูเรียน เมื่อจบ
การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ดังน้ี
1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นิยมท่ีพึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มวี นิ ัย และ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจ
พอเพียง
2. มคี วามรู ความสามารถในการสอ่ื สาร การคดิ การแกป ญ หา การใชเ ทคโนโลยี มี
ทกั ษะชวี ิต
3. มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มสี ุขนิสยั และรกั การออกกำลงั กาย
4. มีความรกั ชาติ มจี ติ สาํ นกึ ในความเปน พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชวี ติ และ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข

15

5. มจี ติ สำนึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภมู ิปญญาไทย การอนุรกั ษและพัฒนาสง่ิ แวดลอ ม มี
จติ สาธารณะทมี่ ุง ทำประโยชนและสรา งสงิ่ ท่ดี งี ามในสงั คม และอยูรว มกันในสงั คม อยางมีความสุข

1.5 โครงสรางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน เปน หลกั สตู รแกนกลางที-ทกุ สถานศึกษาตอ งนาํ ไปปรบั
ใชเพื่อจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา ใหเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาแตละแหงจึงมีการกำหนด
โครงสรางของกลุมสาระการเรียนรูตามหลักสูตร ประกอบดวย องคความรู ทักษะกระบวนการเรียนรู
สมรรถนะสําคัญของผูเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีความสมดุลคํานึงถึง
หลักการเรียนรูเพ่ือพัฒนาการทางสมองและพหุปญญา จึงกำหนดใหผูเรียนไดเรียนรู 8 กลุมสาระการ
เรียนรู ดังน้ี ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพล
ศึกษา ศิลปะ การงานอาชพี และเทคโนโลยี ภาษาตางประเทศ (กระทรวงศกึ ษาธิการ.2551 : 5)
นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืนฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกาหนดเวลาเรียน ข้ัน
ต่ำระดับชั้นประถมศึกษาใหมเี วลาเรียนวนั ละไมเกิน 5 ชัวโมงตอป ซ่ึงสถานศึกษาสามารถเพ่ิมเติมไดตาม
ความพรอ ม และจดุ เนน ตามบริบทของสถานศกึ ษา และสภาพของผเู รยี นโดยในแตละกลมุ สาระการเรียนรู
ตองมีเวลาเรียนรวมตามท่ีกำหนด นอกจากน้ีผูเรียนตองมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชีวัด
สําหรับเวลาเรียนเพ่ิมเติมใหจัดเปนรายวิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมพัฒนาผูเรียนโดยพิจารณาใหสอดคลอง
กับความพรอม จุดเนนของสถานศึกษา และเกณฑพิจารณาการจบหลักสูตรจากโครงสรางของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สรุปวากลุมสาระการเรียนรูท้ัง 8 กลุมสาระ มี
ความสําคัญตอการจัดการเรียนรูขั้นพื้นฐาน สําหรับผูเรียนทุกคนโดยสถานศึกษาทุกแหงจะตองจัด
หลักสูตรสถานศึกษาใหมีกลุมสาระครบท้ัง 8 กลุมสาระ ใหผูเรียนเรียนครบตามที่หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐานกำหนดไว และไดเรียนเก่ียวกับประวัติศาสตรทองถิ่น ซึ่งกำหนดไวในกลุมสาระการ
เรยี นรูสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
1.6 สมรรถนะสำคัญของผเู รียน
ในการพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงเนนพัฒนาผูเรียน ใหมี
คุณภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนด ซึ่งจะชวยใหผเู รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญอันพึงประสงค 5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการส่ือสาร เปนความสามารถในการรับและสง สาร มวี ัฒนธรรมในการใช
ภาษาถายทอดความคดิ ความรูค วามเขา ใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ยี นขอมูลขาวสาร
และประสบการณอ นั จะเปน ประโยชนตอ การพัฒนาตนเองและสงั คมรวมทั้งการเจรจาตอรองเพ่อื ขจัดและ

16

ลดปญหาความขัดแยงตาง ๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูลขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง
ตลอดจนการเลอื กใชว ธิ ีการส่อื สาร ทม่ี ีประสทิ ธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบทมี่ ีตอตนเองและสังคม

2. ความสามารถในการคิด เปน ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห การคิดสังเคราะห การคดิ
อยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนำไปสูการสรางองคความรูหรือ
สารสนเทศเพ่ือการตัดสินใจเกีย่ วกบั ตนเองและสังคมไดอยา งเหมาะสม

3. ความสามารถในการแกปญ หา เปน ความสามารถในการแกปญ หาและอปุ สรรคตาง ๆ ท่ี
เผชิญไดอยางถูกตองเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจ
ความสัมพันธแ ละการเปลยี่ นแปลงของเหตุการณต าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู ประยกุ ตความรูมาใชใน
การปองกนและแกไขปญหาและมกี ารตัดสินใจท่ีมปี ระสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่ีเกดิ ขึ้นตอตนเอง
สงั คมและสง่ิ แวดลอม

4. ความสามารถในการใชทกั ษะชวี ติ เปนความสามารถในการนำกระบวนการตา งๆ ไปใชใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทำงาน และการอยูรวมกัน
ในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล การจัดการปญหาและความขัดแยงตาง ๆ
อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอม และการรูจัก
หลีกเลยี่ งพฤตกิ รรมไมพ งึ ประสงคที่สง ผลกระทบตอตนเองและผูอื่น

5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปน ความสามารถในการเลอื ก และใชเ ทคโนโลยดี าน
ตางๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดานการเรียนรู การ
สื่อสาร การทำงาน การแกป ญ หาอยา งสรา งสรรค ถกู ตอง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม

1.7 คุณลักษณะอันพึงประสงค
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน มงุ พัฒนาผเู รยี นใหม คี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค เพื่อให
สามารถอยรู วมกบผูอ่ืนในสงั คมไดอยา งมีความสุข ในฐานะเปนพลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รกั ชาติ ศาสน กษตั รยิ 
2. ซือ่ สัตยสจุ รติ
3. มวี ินยั
4. ใฝเ รยี นรู
5. อยูอยา งพอเพียง
6. มุงมนั ในการทำงาน

17

7. รักความเปนไทย
8. มีจติ สาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอนั พึงประสงคเ พิ่มเติมใหส อดคลอ งตาม
บริบทและจุดเนน ของตนเอง
1.8 กลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

1.8.1 ความหมายของสังคมศกึ ษา
ในการศกึ ษาเพ่ือการวิจยั ในครัง้ นี้ผูวจิ ยั ไดศ กึ ษาเอกสารทเ่ี กย่ี วกบั การจดั การเรียนรูสงั คม
ศึกษาจากแหลง การเรยี นรตู า งๆ ซง่ึ มผี ูใ หความหมายไวแตกตา งกนั ดังน้ี
สุมนทิพยบุญสมบัติ(2555 : 6) กลาววา วิชาสังคมศึกษาจะมีความหมายครบถวนไดนั้น
จะตองหมายรวมถงึ 3สิ่ง คอื เนอ้ื หาสาระของวิชา ความตอ งการของสงั คม และความตอ งการของผเู รยี น
ประนอม เดชชัย (2556:7-8) ไดกลาวไววา สังคมศกึ ษา หมายถงึ การใหก ารศกึ ษาวิชาสังคม
ศึกษาในโรงเรียน ที่ประกอบไปดวยเนื้อหาที่มีลักษณะบูรณาการ คือ มีเนื้อหาผสมผสานกันโดยคัดเลือก
เนื้อหามาจากสาขาตางๆ เชน สังคมศาสตรเศรษฐศาสตรรัฐศาสตรมนุษยศาสตรจริยศาสตรและปรัชญา
ฯลฯ แลวจดั รวมเขา เปน หลกั สูตรสังคมศึกษาในโรงเรียน
ฐาปกรณ แกว มาเมือง(255:10) กลาววา สงั คมศึกษา หมายถึง การใหก ารศึกษาสงั คมศึกษา
ในโรงเรียนที่ประกอบดวยเนื้อหาที่มีลักษณะเปนบูรณาการ (Integrate) คือ มีเนื้อหาผสมผสานกันโดย
คัดเลือกเนื้อหามาจากสาขาวิชาตางๆ เชน สังคมศาสตร เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร มนุษยศาสตรจริย
ศาสตรและปรัชญา ฯลฯ แลวจัดเขารวมเปนหลักสูตรสังคมศึกษาในโรงเรียน หรืออาจกลาวไดวา วิชา
สงั คมศาสตรเ ปน รากฐานของวชิ าสังคมศึกษาในโรงเรยี นเพราะ สงั คมศกึ ษา (Social Studies) มีลักษณะ
วิชาเปนสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือบูรณาการ โดยคัดเลือกเนื้อหาสวนที่เหมาะสมจากวิชา
ตางๆ ในสาขาสังคมศาสตรและแขนงวิชาที่เกี่ยวของ มีขอบขายครอบคลุมทุกแขนงวิชาในสาขา
สังคมศาสตรตลอดไปจนถึงวิชาที่เกี่ยวของกับสังคม แตไมใชสังคมศาสตรเชนศาสนา ศิลปดนตรี
วรรณกรรมดวยเพื่อนำมาบูรณาการเขา โดยมีมโนทัศนและหลักการที่สำคัญเปนหลักหรือแกนกลาง
สำหรับนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อใหเกิดความเขาใจในความสัมพันธระหวาง
มนุษยกับมนุษยและมนุษยกับสิ่งแวดลอมทุกดาน และฝกฝนทักษะและพัฒนาเจตคติอันเหมาะสม เพ่ือ
เปนพลเมืองที่ดีมีประสิทธิภาพ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติและสรางสรรค อาจกลาวไดวา
วัตถุประสงคเนนที่การนำเอาความรูทางสังคมศึกษาไปใชเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูเรียนและสังคม

18

เนื้อหาที่นำมาตองคัดเลือกใหเหมาะสมกับวัตถุประสงคและวัยของผูเรียน สังคมศึกษาจึงมีเนื้อหาใน
ลกั ษณะที่ไมย ากเกินความเขา ใจของผเู รยี น

จอหน ยูไมเคลิ ลิส (John U. Michellis. 1980 : 3 - 4) ซงึ่ เปนนกั การศกึ ษาทางสงั คม
ศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งกลาวถึงวิชาสังคมศึกษาวา “เปนวิชาที่ชวยใหผูเรียนมีความรูเกี่ยวกับสังคมมนุษย
เศรษฐกจิ กจิ กรรมการเมืองท้ังในอดีต ปจจุบัน และอนาคตตลอดจนสิ่งแวดลอมทม่ี ีอิทธิพลตอมนุษยการ
เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดลอม เพื่อนำมาใชประโยชนการแกปญหาและการวางแนวทางสำหรับอนาคตของ
ผเู รยี นดวย”

เอด็ การบีเวสเลย (นาตยา ปลนั ธนานนทม .ป.ป.;อา งจาก Edgar B.Wesley) ไดเ ปน ผกู ำหนด
ความหมายของสังคมศึกษาขึน้ เม่ือประมาณ 40 กวา ปมานีแ้ ละยังคงเปน ทย่ี อมรับกนั มากทส่ี ุด ในปจจุบัน
คือ “สังคมศึกษา หมายถึง วิชาสังคมศาสตรที่ไดรับการดัดแปลงหรือทำใหงายเพื่อสะดวกแกการสอน
สำหรับนกั เรยี นในระดบั ประถมและมัธยมศกึ ษา”

มิคาเอลิส (Michaelis 1996 - 3) สังคมศึกษา คือการศึกษาความสัมพันธระหวางมนุษย
ดว ยกันเพ่ือพัฒนาใหม ี ความรับผดิ ชอบ ในสังคมประชาธิปไตย โดยเนนมรดกทางวัฒนธรรม เนอื้ หา และ
วิธีการ ที่มนุษยไดรับการถายทอด อบรมในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองทั้งในอดีต ปจจุบัน และ
อนาคต เพื่อนำไปประยุกตแนวคิด คานิยม และทักษะตาง ๆ ในการแกปญหา วิเคราะห และพฤติกรรม
ทางสงั คม โดยอาศยั หลกั สูตรวชิ าสังคม จิตวิทยา พฤตกิ รรม ประวัติศาสตร และปรัชญา

สรุปไดวา จากความหมายของสังคมศึกษาขางตนทั้งของไทยและของตางประเทศ ที่ได
รวบรวม มาพอจะมองเห็นไดวา สังคมศึกษาเปนวิชาหนึ่งของสาขาสังคมศาสตร ที่ศึกษาเกี่ยวกับ
ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม เนื้อหาวิชาในสังคมศึกษาไดรับการคัดเลือกมา เพื่อใชสอน
นกั เรียนในระดบั ประถมศึกษา และมธั ยมศึกษา และเพอื่ ใหน ักเรยี นสามารถนำ ความรพู ื้นฐานไปมากตาง
ชีวติ ได

1.8.2 ความหมายของกลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม
เผดจ็ กลุ ประดษิ ฐ (2560 : 5) ไดใ หค วามหมายกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนา และ
วัฒนธรรม วาเปนกลุมสาระที่เกี่ยวของกับความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมการอยูรวมกันของ
กลุมชน ตลอดจนการปรบั ตวั ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสงั คมนนั้ ๆ ไดอ ยา งมคี วามสุข

19

อารี วัชรเวียงชัย (2561 : 40) ใหค วามหมายกลมุ สาระการเรยี นรูสงั คมศกึ ษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม เปนกลุมสาระที่วาดวยความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมทางสังคม จึงเนนหนักให
นกั เรยี นเกดิ ความรู ความเขาใจในสภาพสังคมทเ่ี ปล่ียนแปลงอยางรวดเรว็ ตลอดจนสามารถปรบั ตัวใหเขา
กับสภาพของสังคมที่ตนดํารงอยไู ดอ ยางเหมาะสมและมคี วามสุข

ณรงค เรืองเกษม(2557:20) ใหความหมายของกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและ
วัฒนธรรม สรุปวากลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนกลุมสาระที่วาดวย
ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม ทางสังคม จึงเนนหนักใหนักเรียนเกิดความรูความเขาใจใน
สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ตลอดจนสามารถปรับตัวใหเขากับสภาพของสังคมที่ตนดํารงอยู
ไดอยา งเหมาะสมและมีความสขุ

สรุปไดวา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนกลุมสาระที่จัดการ
เรียนรูเนนในเรื่องพฤติกรรมของคนและสิ่งแวดลอมสาระที่จัดการเรียนรูในกลุมนี้ประกอบดวย 5 สาระ
คือสาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หนา ทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ในสังคม
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร สาระท่ี 5 ภูมิศาสตร3 ทง้ั 5 สาระมเี นอื้ หาเกี่ยวของกับ
การใชช วี ติ ในสงั คมท้งั นเ้ี พือ่ ใหผเู รยี นไดรูถึงปญ หาของสังคมที่เกดิ ขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในสภาพ
ปจจุบันเพื่อใหผูเรียนไดเขาใจถึงสภาพความเปนไปที่แทจริงของสังคม บทบาทของกลุมสาระการเรียนรู
สงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม ทีส่ ำคญั กค็ อื การพฒั นาคุณภาพของผเู รียนและหวังวา ผูเ รยี นไดเ ขา ใจถึง
สมาชิกและกำลังที่ดีของสังคมนั้น นักการศึกษาทางสังคมศึกษา พยายามที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู
กลุมสังคมศึกษาใหมีประสิทธิภาพและสนองตอจุดประสงคที่ตั้งไวหลักสูตรในกลุมสาระการเรียนรูสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีลักษณะเปดกวาง ในหลักสูตร ไดกำหนดมาตรฐานไว 12 มาตรฐาน
จุดมุงหมายเพื่อใหรูจักการดำรงชีวิตบนพื้นฐานแหงคุณธรรม ไมเบียดเบียนผูอื่น มีความซื่อสัตยสุจริต
ยุติธรรม มีระเบียบวินัย มีความอดทน รูจักประหยัด มีความรับผิดชอบตอตนเอง ครอบครัว และ
ประเทศชาติเคารพในสิทธิเสรีภาพของผูอื่นรูจักหนาที่ รูจักใชสิทธิเสรีภาพของตนเอง ในทางสรางสรรค
บนรากฐานแหงศาสนาและกฎหมาย กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หมายถึง
การใหการศึกษาสาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในโรงเรียนที่ประกอบดวยเนือ้ หาท่ีมี
ลักษณะเปนบูรณาการ (Integrate) คือ มีเนื้อหาผสมผสานกันโดยคัดเลือกเนื้อหามาจากสาขาวิชาตาง ๆ
เชนสังคมศาสตร เศรษฐศาสตร รัฐศาสตรมนุษยศาสตร จริยศาสตรศาสนาและปรัชญา เปนตน แลวจัด
เขารวมเปนหลกั สูตรสังคมศึกษาในโรงเรียนหรืออาจกลาวไดวา กลุมสาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา

20

และวัฒนธรรม เปนรากฐานของสาระสังคมศึกษาในโรงเรียน เพราะ สาระสังคมศึกษา (Social Studies)
มีลักษณะเปนสาระแบบ บูรณาการโดยคัดเลือกสาระสวนที่เหมาะสมจากสาระ ตาง ๆ ในสาขา
สังคมศาสตรและแขนงวิชา ที่เกี่ยวของมีขอบขายครอบคลุมทุกแขนงวิชาในสาขาสังคมศาสตรตลอดไป
จนถึงวิชาที่เกี่ยวของกับสังคม แตไมใชสังคมศาสตร เชน ศาสนา ศิลปะดนตรีวรรณกรรมดวยเพื่อนำมา
บรู ณาการเขา โดยมีมโนทศั นและหลักการที่สำคัญเปน แกนกลาง สำหรับนักเรยี นในโรงเรียนการศึกษาขั้น
พื้นฐาน เพื่อใหเกิดความเขาใจในความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยและมนุษยกับสิง่ แวดลอมทุกดาน
และฝกฝนทักษะและพัฒนาเจตคติอันเหมาะสมเพื่อเปนพลเมืองที่ดมี ีประสิทธิภาพ สามารถอยูรวมกันได
อยางสันติและสรางสรรค อาจกลาวไดวา วัตถุประสงคเนนที่การนำเอาความรูทางสังคมศึกษาไปใชเพื่อ
พฒั นาคณุ ภาพชวี ิตของผูเรียนและสังคม

1.8.3 ความสาํ คญั ของกลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม
กรมวชิ าการ (2555 : 1) ไดระบุวากลุมสาระการเรยี นรูสงั คมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม
เปนกลุมสาระการเรียนรูที่ตองเรียนตลอด12 ปการศึกษา ตั้งแตระดับประถมศึกษาจนถึงระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลาย เปน กลมุ สาระการเรียนรูทีป่ ระกอบมาจากหลายแขนงวชิ า จงึ มลี ักษณะเปน
สหวิทยาการ โดยนําวิทยาการจากแขนงวิชาติาง ๆ ในสาขาสังคมศาสตรมาหลอมรวมเขาดวยกันไดแก
ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร นิติศาสตร จริยธรรม ประชากรศึกษาสิ่งแวดลอม รัฐศาสตร
สังคมวิทยา ปรัชญาและศาสนา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมจึงเปนกลุมสาระ
การเรียนรูที่ออกแบบมาเพื่อสงเสริมศักยภาพเปนพลเมืองดีใหแกผูเรียนโดยมีเปาหมายของการพัฒนา
ความเปนพลเมืองดีซึ่งถือเปนความรับผิดชอบของทุกกลุมสาระการเรียนรูดังนั้นสาระการเรียนรูสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมจึงมีความจาํ เปน ที่จะตองพัฒนาผูเรียนใหเกิดความเจรญิ งอกงามในดานตา ง
ๆ คือ
1. ดา นความรู จะใหความรูแ กผ ูเรยี นในดานเนอื้ หาสาระความคดิ รวบยอดและหลักการ
สําคัญของวิชาตาง ๆ ในสังคมศาสตรไดแก ภูมิศาสตร ประวัติศาสตรรั ฐศาสตร จริยธรรม สังคมวิทยา
เศรษฐศาสตร กฎหมาย ประชากรศึกษา สิ่งแวดลอมศึกษา ปรัชญาและศาสนาตามขอบเขต ที่กําหนดไว
ในแตล ะระดับช้ันในลกั ษณะบรู ณาการ
2. ดา นทักษะกระบวนการ ผเู รียนจะไดรับการพฒั นาใหเ กดิ ทกั ษะและกระบวนการตา งๆ
เชน ทกั ษะทางวชิ าการและทักษะทางสงั คม เปน ตน

21

3. ดานเจตคติและคานิยม กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม จะชวย
พัฒนาเจตคติ และคานิยมเกี่ยวกับประชาธิปไตยและความเปนมนุษย เชนรูจักตนเองพึ่งตนเองซื่อสัตย
สุจริต มีวินัย มีความกตัญู รักเกียรติภูมิแหงตน มีนิสัยในการเปนผูผลิตที่ดี มีความพอดีในการบริโภค
เห็นคุณคาของการทํางาน รูจักคิดวิเคราะห รูจักการทํางานเปนกลุม เคารพสิทธิของผูอื่น และเห็นแก
ประโยชนสวนรวม มีความผูกพันกับกลุมรักทองถิ่น รักประเทศชาติ เห็นคุณคาอนุรักษและพัฒนา
ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยเปนพระประมุข กิจกรรม การเรียนการสอนในกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม จะชวยใหผ เู รยี นเกดิ ทักษะในการทํางานเปนกลมุ สามารถนาํ ความรูทักษะ คานิยม
และเจตคตทิ ่ีไดร ับการอบรมบม นิสยั มาใชใ นการแกป ญหาตาง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในชีวติ ประจาํ วันของผูเรียนได

พระเอกรัตน มหามงฺคโล (2561:3-4) กลาววา มนุษยจำเปนตองอยูกันเปนกลุม มีการพึ่งพา
อาศยั ซึ่งกันและกนั การเปน มนุษยท่สี มบรูณน ั้นมิไดมีมาแตกำเนิด แตเ กิด จากการที่มนุษยไดเปนสมาชิก
ของสังคม ทำใหมนุษยเรียนรูแบบแผนตาง ๆ โดยเฉพาะสังคมมนุษยคือ ครอบครัว ความรูจากแบบแผน
มนุษย รุนกอนจากสภาพแวดลอมครอบครัว จากสถาบันที่ตนไดสัมผัส สิ่งเหลานี้ ลวนมีอิทธิพล และมี
สวนทำใหมนุษยที่สมบรูณสามารถยังชีพอยูสังคมไดอยางมั่นคงดังนั้นสาระสังคมศึกษา มีความเกี่ยวของ
กับเชอ้ื ชาตศิ าสน กษตั ริย และวิถชี ีวติ ของคนในสังคม จึงเปนสาระทมี่ คี วามสำคัญสูง คือ

1. สาระสังคมศึกษา มีความส าคัญเพราะวิชาสังคมศกึ ษาตองอยคู ูกบั เราตลอดเวลา
2. การสอบเขา ศกึ ษาในระดับอดุ มศึกษา กลมุ สาระสงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม ซึง่ แบง
ออกเปน 5 สาระ ประกอบดวยสาระศาสนา สาระหนาที พลเมืองการด าเนินชีวิตในสังคม สาระ
เศรษฐศาสตร สาระประวัติศาสตร สาระภูมิศาสตร มีความจ าเปนตองมีสอบ เพราะมีความสำคัญตอทกุ
วิชาที่จะศึกษาตอในระดับมหาวิทยาลัย สาระการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 แบงออกเปน 8กลมุ สาระ ไดแ ก

1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร
3. วทิ ยาศาสตร
4. สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
5. สุขศกึ ษา และพลานามัย
6. ศลิ ปศึกษา

22

7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. ภาษาตา งประเทศ
สาระการเรียนรูทั้ง 8 กลุม ในหลักสูตรการศึกษาขึ้นฐาน ที่ผูเรียนทุกคนตองเรียนรูโดยกลุมสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม จัดอยูในกลุมแรก ประกอบดวย ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตรและสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนสาระการเรียนรูที่ใชเปนหลักในการจัดการเรียนการสอนเพี่อสราง
พนื้ ฐานการคิดและเปนกลยทุ ธในการแกป ญ หาและวิกฤตของชาติ
3. ความสำคัญของวิชาสังคมศึกษาขึ้นอยูกบั สมมตุ ิฐานของแนวคิด หลักการสอนสังคมศึกษา
ที่ตั้งขึ้นนั้นมีเจตนาอยางไร โดยปกติหลกั การสอนสังคมศึกษาก็เพื่อแกไขปญหาในสังคมนัน่ เองสมมุตฐิ าน
ทีส่ ำคญั ของสังคมศกึ ษาไดแก ระบอบการปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเทศไทยมีระบอบการปกครอง
แบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุข มีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติไทยการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนนการมีสวนรวมในการตัดสินนโยบายของรัฐ การเขาไปมีสวนรวม
ทางการเมือง การวินิจฉัยตัดสินบนพื้นฐานประชาธิปไตย การตงั้ สมมุติฐานของการเปนพลเมืองดีของชาติ
การดำเนนิ ชีวิตทต่ี องเผชิญปญ หาท้ังในสว นตนและสังคมสว นรวมเพื่อใหเ ปน ที่ยอมรับของสงั คม ในขณะที่
แตละคนเกิดมาไมเหมือนกันทั้งดานเผาพันธุ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ ความเปนอยู เกียรติยศ ชื่อเสียง
ยศถาบรรดาศกั ด์ิ เศรษฐกิจการครองชีพ สิ่งเหลานี้ยอมต้ังอยูบนทฤษฎคี วามแตกตางระหวางบคุ คล ซึ่งมี
ผลตอการสรา งทกั ษะการตดั สนิ ใจเปนอยา งยิ่ง ทักษะการตดั สนิ ใจจึงตอ งไดร ับการฝกฝนเปนอยา งดี ทัง้ ใน
ดานระเบียบวินัย กฎเกณฑคานิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม การตัดสินใจอยา งมีเหตผุ ลเปนความสำคัญของ
สาระสงั คมศึกษาฯ
สรปุ วา ความสาํ คัญของกลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมนน้ั นอกจากจะ
ชวยใหผูเรียนมีความรูในเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับสภาพแวดลอมทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรม
แลวยังมีทักษะและกระบวนการตาง ๆ ที่จะสามารถนํามาใชประกอบในการตัดสินใจไดอยางรอบคอบใน
การดําเนินชีวิต และการมีสวนรวมในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในฐานะพลเมืองดี ตลอดจน
การนําความรูทางจริยธรรมหลักธรรมทางศาสนามาพัฒนาตนเองและสังคม ทําใหผูเรียนสามารถ
ดาํ รงชวิีตในสังคมไดอ ยา งมคี วามสุข

23

1.8.4 วิสยั ทศั นของกลมุ สาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
กรมวิชาการ (2556: 7-8) กลุมสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เปนศาสตรบูรณาการท่ีมุง
ใหเ ยาวชนเปนผูมีการศึกษา พรอมทจ่ี ะเปนผนู ำ เปนผมู ีสว นรวม และเปนพลเมืองทม่ี ีความรับผิดชอบโดย
1.นำความรูจากอดีตมาสรางความเขาใจในมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศเพือ่ การตัดสินใจ
ในการเปนพลเมืองดี
2. นำความรูเ กี่ยวกบั โลกของเรามาสรา งความเขาใจในกระบวนการกอ เกดิ สภาพแวดลอมของ
มนษุ ยเพอื่ การตัดสินใจในการด ารงชีวติ ในสงั คม
3. นำความรูเรื่องการเมืองการปกครองมาตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครองชุมชน ทองถิ่นและ
ประเทศชาติของตน
4. นำความรูเรื่องการผลิต การแจกจาย และการบริโภคสินคาและบริการ มาตัดสินใจในการ
ใชทรัพยากรที่มอี ยจู ำกดั เพอื่ การดำรงชวี ิต การประกอบอาชพี และการอยูใ นสังคม
5. นำความรูเก่ียวกับคุณคา ของจรยิ ธรรม ศาสนา มาตดั สินใจในการประพฤติปฏบิ ตั ิตน
และการอยูร ว มกบั ผูอ ื่น
6. นำวิธีการทางสังคมศาสตรมาคนหาคำตอบเกี่ยวกับประเด็นปญหาในสังคมและกำหนด
แนวทางประพฤติปฏิบัติที่สรางสรรคตอสวนรวมเยาวชนจ าเปนตองศึกษาสาระการเรียนรูกลุมสังคม
ศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมเพ่ือใหเ ขาใจสังคมโลกทซี่ ับซอน สามารถปกครองดแู ลตนเองรับผิดชอบ เอา
ใจใสตอสังคมและสิ่งแวดลอมของโลกได ดังนั้น ตลอดระยะเวลาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรแสดงให
เห็นวาผูเรียนกลุมสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไดใชความรูอยางมีความหมาย เพื่อการตัดสินใจ
การสำรวจตรวจสอบการสืบคน การสรางสรรคสิ่งตางๆ และน าทางตนเองและผูอื่น เชื่อมโยงความรูที่
เรยี นสูโลกแหงความเปน จรงิ ในชีวติ ได

1. กลุม สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ไดบูรณาการสรรพความรู กระบวนการและ
ปจจัยตางๆ เพื่อการเรียนรูตามเปาหมายของทองถิ่นและประเทศชาติ การเรียนการสอนตองใชขอมูล
ความรูท้งั ในระดับทอ งถ่ิน ประเทศชาติและระดบั โลก เช่อื มโยงเขาดว ยกนั

2. ผูเ รยี นไดอภปิ รายประเดน็ ปญหารว มสมยั ั รว มกับเพอ่ื นและผใู หญ สามารถแสดง
จุดยืนในคานิยม จรยิ ธรรมของตนอยา งเปดเผยและจริงใจ ขณะเดียวกันกร็ บั ฟงเหตุผลของผูอ่ืนท่ีแตกตาง
จากตนอยางตั้งใจ

24

3. การเรยี นการสอนเปนบรรยากาศของการสง เสรมิ การคิดขัน้ สงู ในประเดน็ หวั ขอที่
ลึกซึ้งทาทาย ผูสอนปฏิบัติตอผูเรียนที่จะใหผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนอยางมีความหมายให
ผูเรียนไดรับการประเมินที่เนนการนำความรูมาประยุกตใชทุกมาตรฐานการเรียนรูของกลุมสังคม ศึกษา
ศาสนาและวฒั นธรรมมีการจัดเตรียมโครงงานท่สี อดคลองกับสภาพแวดลอมเปนจรงิ ของสังคมท่ีใหผูเรียน
ไดน าส่งิ ท่ีเรียนไปใชไ ดจ รงิ ในการดำเนินชวี ิต

กรมวิชาการ. (2555 : 2 - 3 )กลุมสาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรมกําหนด
วสิ ยั ทศั นข องกลมุ ดังนี้

1. เปน ศาสตรท บี่ รู ณาการทีม่ ุงใหเ ยาวชนเปน ผูศกึ ษาพรอ มท่จี ะเปนผนู าํ เปน ผูท ม่ี ีสว น
รว มและเปนพลเมืองท่ีดีของชาติ

2. ไดบ ูรณาการสรรพความรูกระบวนการและปจจัยตาง ๆ เพ่ือการเรียนรูต ามเปาหมาย
ของทองถิ่นและประเทศชาติการเรียนการสอนตองใชขอมูลความรูทั้งในระดับทองถิ่น ประเทศชาติและ
ระดบั โลกเช่ือมโยงเขาดว ยกนั

3.ผูเรียนอภปิ รายประเด็นปญ หารว มสมยั รว มกับเพื่อนและผูใหญส ามารถแสดงจุดยนื ใน
คานยิ มจริยธรรมของตนเองอยางเปดเผยและจรงิ ใจขณะเดยี วกนั ก็รับฟงเหตุผลของผทู ี่มีคา นิยมจริยธรรม
ทีแ่ ตกตา งจากตนเองอยางต้งั ใจ

4.การเรียนการสอนเปนบรรยากาศของการสงเสรมิ การคิดขนั้ สูงในประเดน็ หัวขอท่ี
ลกึ ซ้ึงทาทายผเู รียนมสี วนในกจิ กรรมการเรยี นอยางมีความหมายไดร ับการประเมินทเี่ นน การนําความรูมา
ประยุกตใชทุกมาตรฐานการเรียนรูของกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีการ
จัดเตรียมโครงงานที่สอดคลองกับสภาพแวดลอมเปน จริงของสังคมท่ีใหผเู รียนไดนําสิ่งที่เรียนไปใชในการ
ดํารงชีวติ

จากแนวความคิดที่ไดกลาวมาแลวขางตน แสดงใหเห็นวาวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรมสามารถที่จะใชไดดีในการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลางในการเรยี นรู เพื่อผูเรียนจะ
ไดมีคุณคาและทักษะที่พึงประสงคตามที่ตองการ เพื่อที่จะไดบรรลุตามวิสัยทัศนของการจัดการเรียนการ
สอนกลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมในโอกาสตอ ไป

25

1.8.5 สาระการเรยี นรูของกลมุ สาระสงั คมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม
กรมวิชาการ. (2555 : 2 – 3) กลมุ สาระการเรียนรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมวาดว ย
การอยูรวมกันในสังคมที่มีความ เชื่อมสัมพันธกัน และมีความแตกตางกันอยางหลากหลาย เพื่อชวยให
สามารถปรบั ตนเองกับบริบท สภาพแวดลอ ม เปน พลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู ทักษะ คุณธรรม
และคานิยมท่ีเหมาะสม โดยไดกำหนดสาระตา ง ๆ ไว ดงั น้ี กลัยราชภฏั มหาสารคาม
1. ศาสนา ศีลธรรมและจรยิ ธรรม แนวคดิ พนื้ ฐานเกย่ี วกับศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนา
ตนเอง และการอยูรวมกันอยางสันติสุข เปนผูกระทำความดี มีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอ
รวมทั้งบำเพ็ญประโยชนตอสังคมและสว นรวม
2. หนาที่พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ิต ระบบการเมอื งการปกครองในสังคม
ปจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขลกั ษณะและ ความสําคัญ
การเปนพลเมืองดี ความแตกตางและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คานิยม ความเชื่อ ปลูกฝงคานิยม
ดานประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมุข สทิ ธิ หนา ที่ เสรีภาพการ ดำเนนิ ชวี ติ อยา งสันติสุข
ในสงั คมไทยและสงั คมโลก
3. เศรษฐศาสตร การผลิต การแจกจา ย และการบรโิ ภคสินคาและบริการ การบรหิ าร
จัดการทรัพยากรที่มีอยูอยางจำกัดอยางมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอยางมีดุลยภาพ และการนำ หลัก
เศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชในชวี ติ ประจำวนั
4. ประวัตศิ าสตร เวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร พฒั นาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปจจุบัน ความสัมพันธและเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตาง ๆ ผลกระทบที่เกิด
จากเหตกุ ารณสำคัญในอดีต บคุ คลสำคัญท่มี ีอิทธิพลตอการเปลยี่ นแปลงตาง ๆ ใน อดีต ความเปนมาของ
ชาตไิ ทย วฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทย แหลง อารยธรรมทส่ี ำคัญของโลก
5. ภมู ศิ าสตร ลกั ษณะของโลกทางกายภาพ ลกั ษณะทางกายภาพ แหลง ทรพั ยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคตางๆ ของโลก การใชแผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร
ความสมั พนั ธกันของส่ิงตา งๆ ในระบบธรรมชาติ ความสมั พันธข องมนษุ ยกบั สภาพแวดลอมทาง ธรรมชาติ
และสิ่งที่มนุษยสรางขึน้ การนำเสนอขอมลู ภูมสิ ารสนเทศ การอนุรกั ษสิ่งแวดลอ มเพอื่ การ พัมนาทย่ี ่ังยืน

26

1.8.6 กระบวนการเรียนรขู องกลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม
การเรยี นรกู ลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมใหไดผ ลดนี ั้นมไิ ดขน้ึ อยกู ับ
สาระทง้ั 5 สาระเพียงอยางเดียว แตประสิทธภิ าพการเรยี นการสอนยอมข้ึนอยูกับคุณภาพการสอนของครู
อปุ กรณ เปน สาํ คัญ ในการเรียนรกู ลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศึกษาศาสนา และวฒั นธรรมในปจ จบุ นั จึง
ตอ งการเลอื กสรรใชเทคนคิ การสอนหลาย ๆ เทคนิคประกอบการใชอุปกรณการสอนประเภทตา ง ๆ
เพอื่ ใหน ักเรยี นบรรลถุ ึงจดุ มุงหมายในการเรียนซ่ึง
จีรภสั ร บัวสวุ รรณ(2558 : 13) ไดกลาวถงึ การเรยี นในกลุมสาระการเรียนรูส งั คมศกึ ษาศาสนา
และวฒั นธรรม ซึง่ สรปุ ไดด งั นี้
1. การสอนโดยใชวธิ ีการแกป ญ หาซง่ึ เปน วธิ ีการที่เนน ใหน ักเรยี นรูจักคิดโดยผาน
กระบวนการสืบสวน วิธีการนี้จะทําใหนักเรียนเกิดความคิดสรางสรรครูจักใชเหตุผล มีวิจารณญาณ
มากกวาการสอนแบบเกา ท่ีเนนใหนกั เรียนทองจาํ ซึ่งครูเปนผูมีบทบาทมากทส่ี ุด สว นนักเรยี นจะกลายเปน
คนท่ไี มร อู ะไรเลย เพราะขาดประสบการณในการใชความคิด ดงั นน้ั การสอนสังคมศกึ ษาแนวใหมจึงเนนใน
เรอื่ งการใชความคิด ซง่ึ เปนส่งิ สําคัญตอชวี ติ นักเรยี นในอนาคต
2. การสอนแบบบรรยาย ยงั คงจําเปนตองใชในการสอนสังคมศึกษาอยูบา งแตครูไมค วร
สอนบรรยายอยูตลอดเวลา ควรหาวิธสี อนอ่นื มาใชดวย การสอนแบบบรรยายนนั้ เปนท่ียอมรับกันวา เปน
วิธีการสอนที่ทําใหนักเรียนไดรับความรูและเนื้อหามากถาครูเปนผูบรรยายที่ดีแตนําไปใชกับสภาพ
หองเรยี นอยตู ลอดเวลาไมได การนาํ ไปใชค วรอยูในดุลยพินจิ ของครู
3. การสอนแบบอภปิ ราย เปน การสอนท่ีนํามาใชก บั วชิ าสังคมศกึ ษาแนวใหมโดยเร่ือง
ที่นํามาอภิปรายนั้นไมจําเปนจะตองเปนความรูที่ถูกตองในลักษณะที่เปนขอเท็จจริงเสมอไป เพราะ
ขอเทจ็ จริงเหลา นั้น นักเรียนสามารถจะหาอา นไดดวยตนเอง ครูอาจจะใชค าํ ถามใหน ักเรียนตอบปากเปลา
เพือ่ ตรวจสอบดวู านักเรียนมีความรคู วามเขาใจในขอ มูลทีส่ ําคญั บางเรอ่ื งเพียงใด
วันเพญ็ วรรณโกมล (2556 : 19 - 22) ไดก ลาววา ในยคุ ทม่ี ีการปฏริ ูปการศกึ ษาของไทย
ตั้งแตปพ.ศ. 2540 เปนตนมา สังคมไทยจึงตองการคนที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะหสังเคราะห
ตัดสนิ ประเมินคา เลอื กรับขอมลู ขาวสารทเ่ี หมาะสม มคี วามรทู งั้ หลักการและทกั ษะปฏิบัตทิ ม่ี มี าตรฐานสูง
เทียบเทาสากล มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่เอื้อตอการพัฒนาสังคมประเทศชาติ เชน ความมี
ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ มีความเปนประชาธิปไตยคงความเปนไทยรูจักรักษาสิ่งแวดลอม
ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน ตลอดจนศึกษาคนควาวิเคราะหภูมิปญญาทองถิ่น และพัฒนาทองถ่ิน

27

ดังนั้น มิติใหมของการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาของไทยไดแนวคิดมาจากคําสําคัญใน
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง ชาตพิ .ศ.2542 มหี ลักการสาํ คัญ 4 ประการคือ

1. การเรียนรูจะตอ งบูรณาการในเร่อื งของตนเองและธรรมชาติสิ่งแวดลอม การเรยี นรู
ทักษะชีวิต และการประกอบอาชีพ การเรียนรูเรื่องประชาธิปไตย ภูมิปญญา และศิลปวัฒนธรรมการ
เรียนรโดยผสมผสานความรูคุณธรรม คานิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงครวมถึงการประเมินผลการ
เรียนรูของผเู รียน

2. การจัดการเรียนการสอนทเี่ นนผูเ รียนเปน ศนู ยกลางโดยผูเรียนเปน ผสู รางความรูดว ย
ตนเอง จัดโอกาสใหกับผูเรียนไดมีสวนรวมในกิจกรรมสรางสรรคผูเรียนลงมือปฏิบัติจริงดวยตนเอง แลว
นําเอาความรูไปประยุกตใชแกปญหาหรือสรางสิ่งตาง ๆ โดยใชเทคนิควิธีสอน เชน Inquiry method,
Cooperative leaning เปน ตน นอกจากนน้ั ผูสอนยงั ตอ งฝก ระตุนใหผ ูเรยี นไดใชก ระบวนการสรา งความรู
ดว ยตนเอง ใหผูเรียนไดฝ กใชกระบวนการคิดและฝกการเรยี นรูโดยใชกระบวนการกลุม

3. การพฒั นาการเรียนรูโ ดยภมู ปิ ญ ญาไทย หมายถึงรปู แบบการเรียนทน่ี ําเอาเน้ือหาและ
หรือวธิ กี ารสอนของภูมปิ ญญาไทยมาใชใ นการเรียนการสอน เพือ่ พัฒนาการเรียนรขู องผเู รียน

4. ผูเรยี นเกดิ การเรยี นรอู ยา งตอ เนอ่ื งตลอดชีวติ เนอ่ื งจากวิชาสงั คมศกึ ษาเปน วชิ าท่ี
เกี่ยวของกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และทรัพยากรการที่สังคมโลกเปนยุคขอมูลขาวสาร เพื่อใหเยาวชน
รูเทา ทันโลก จึงตองทําใหส งั คมไทยเปนสังคมแหงการเรียนรูและคนไทยเยาวชนไทยมีแหลงความรูสําหรับ
การศึกษาตลอดชีวิต ไดแก เครือขายหองสมุด หรือเครือขายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศนเพื่อ
การศึกษา ตลอดจนเครือขายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาโดยใหโอกาสเขาถงึ การศึกษาไดมากขึ้น
ทั้งในรูปแบบการศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยเพื่อใหสามารถพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ ไดอยา งตอ เน่ืองตลอดชีวิต

จากแนวคิดสําคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติพ.ศ.2542 ทําใหมีผลตอการจัดการ
เรียนการสอนสังคมศึกษาในปจจุบัน และอนาคตจะเปนไปเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยืน (Sustainable
development) จงึ มุงพฒั นาผเู รียน คอื

1. การเรียนรูของผูเรียนตองบูรณาการ เพื่อผลในการนําไปใชในชีวิตประจําวันเพราะความรู
ในศาสตรเดียวไมส ามารถนําไปใชในการแกป ญหาได

2. การจัดการเรียนที่ยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง โดยใหผูเรียนเปนผูสรางองคความรูดวยตนเอง
จึงจะเปนการพฒั นามนษุ ยอยา งย่งั ยืน

28

3. การเรียนรูภูมิปญญาทองถิ่น จึงจะเปนการศึกษาที่แทจริง เพราะเปนการศึกษาที่อยูในวิถี
ชีวิตรากเหงา ภูมิปญญาและทรัพยากรในชุมชน จึงจะเปนการพัฒนาสังคมอยางยั่งยืน ผูเรียนเกิดการ
เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต จึงจะชวยใหเปนคนรูเทาทันโลก ทันเหตุการณท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยู
ตลอดเวลา

จากที่กลาวมาขางตน สรปุ ไดว ากระบวนการเรยี นการรูวิชาสังคมศกึ ษา ไดม งุ เนน ผูเรยี น
เปน สําคญั โดยใหผูเรียนเปน ผูส รางองคความรูดว ยตนเอง รจู ักการเรยี นรูการคนควาจากแหลง ความรูตาง
ๆ และเกดิ การเรยี นรูตลอดชีวติ และเนนใหม กี ารบูรณาการในสภาพชวี ิตจรงิ ของผูเรียนเพ่ือใหผ ูเรยี นไดนํา
ความรูที่ไดไปใชในชีวิตประจําวันไดจริงวิธีการสอนทุกวิธีเปนประโยชนและมีคุณคาในตัวเองและเกิด
ประโยชนตอนักเรียนไดทั้งปจจบุ ันและอนาคต ดังนั้นเพื่อพัฒนานกั เรียนครูจึงจําเปนตอ งแสวงหาเทคนิค
และวิธีการตาง ๆ มาใช เพื่อใหนักเรียนเกดิ ความรูความเขาใจ มีทักษะ และคานิยมที่ถูกตอง การสอนมุง
ใหน ักเรียนเปนสําคัญ และใหรจู กั คดิ อยา งเปน ระบบสามารถคดิ เปน ทาํ เปน แกปญ หาเปน โดยอาศัยขอมูล
ท่ไี ดจ ากการเรยี นรูจากอดีตจนถึงปจจุบันเพื่อจะไดเตรยี มพรอมในการเผชญิ กับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ทีเ่ กดิ ขนึ้ อยา งรวดเร็วตลอดเวลา

1.8.7 คณุ ภาพของผเู รยี น จากกลมุ สาระสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2557, หนา 4-9) หลักสตู รการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานไดกำหนดใหกลุมสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนกลุมสาระพื้นฐานที่ผูเรียนตองเรียนตั้งแตช ั้นประถมศึกษาปที่ 1 ถึงชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 6 ประกอบดวยศาสตรภาษาตาง ๆ หลายแขนง มีลักษณะเปนพหุวิทยาการ มุงเนนให
ผูเรียน มีความรู มที กั ษะกระบวกการ มีคณุ ธรรม จริยธรรม คานิยมทีพ่ ึงประสงค รวมท้ังไดแสดง บทบาท
และความรบั ผิดชอบทั้งตอตนเอง ตอผอู ่นื และตอสภาพแวดลอ ม
จากองคประกอบดังกลาว จึงทำใหกลุมสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีจุดเนนในการ
สรา งคณุ ภาพของผเู รียน ดังนี้
1.ยึดม่ันในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ สามารถนำ หลักธรรมคำ
สอนไปใชปฏิบัติในการอยูรว มกันได เปนผูกระทำความดี มีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอ รวมท้ัง
บำเพญ็ ตนใหเปน ประโยชนแ กสงั คมสวนรวม
2.ยึดมั่น ศรัทธาและธำรงรกั ษาไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ 
ทรงเปนประมุข ปฏิบัติตนเปนเพลเมืองดี ปฏิบัติตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม
ไทย รวมท้งั ถายทอดสิ่งที่ดงี ามไวเปน มรดกของชาติ เพอ่ื สนั ติสุขของสงั คมไทยและสงั คมโลก

29

3. มีความสามารถในการบริหารจดั การทรัพยากรใหมีประสิทธภิ าพเพื่อการ ดำรงชีวิตอยางมี
คณุ ภาพ และสามารถนำหลักการของเศรษฐกจิ พอเพียงไปปฏบิ ัติไดอยา งมี ประสิทธิภาพ

4. เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบัน ภาคภูมิใจในความ เปนไทย ทั้งใน
อดีตและปจจุบัน สามารถใชวิธีการทางประวัติศาสตรมาวิเคราะหเหตุการณ ตางๆ อยางเปนระบบ และ
นำไปสรา งองคความรูใหมได หนา ตา ง

5. มีปฏิสัมพันธที่ดีงามระหวางมนุษยกับมนุษย มนุษยกับสิ่งแวดลอม เปนผูสราง วัฒนธรรม
มีจติ สำนึก อนุรักษทรัพยากรและส่งิ แวดลอมเพือ่ การพัฒนาทีย่ ่งั ยนื

ตลอดระยะเวลาที่ผูเรียนไดเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น กลุม สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ไดมีสวนสงเสริม สนับสนุน และพัฒนาผูเรียนใหม ี คุณภาพ และมีเบียผูเรียนใหมี
คุณภาพ และจดุ เนน เมอ่ื ผูเรียนเรยี นปสุดทายของ แตล ะชว งชัน้ ดังนี้

ชว งชัน้ ที่ 1 (จบชั้นประถมศึกษาปท ่ี 3)
1. ไดเ รียนรูเร่ืองเก่ียวกบั ตนเองและผูทอ่ี ยูรอบขาง ตลอดจนสภาพแวดลอมในทองถ่นิ

ทีอ่ ยูอาศัย และเช่ือมโยงประสบการณไปสโู ลกกวา ง
2. ผูเรยี นไดรบั การพัฒนาใหม ที กั ษะกระบวนการ และมีขอมูลท่ีจำเปนตอ การ พฒั นา

ใหเปน ผูมีคุณธรรม จรยิ ธรรม ประพฤติปฏบิ ัตติ ามหลักคำสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ มีความเปนพลเมือง
ดี มีความรับผิดชอบ การอยูรวมกันและการทำงานกับผูอื่น มีสวนรวม ในกิจกรรมของหองเรียน และได
ฝก หดั การตดั สินใจ

3. ไดศ กึ ษาเรื่องราวเกย่ี วกบั ตนเอง ครอบครัว โรงเรยี นและชมุ ชนในลกั ษณะการ
บูรณาการ ผูเรียนไดเขาใจแนวคิดเกี่ยวกับปจจุบันและอดีต มีความรูพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไดขอคิด
เกี่ยวกับรายรับ-รายจายของครอบครัว เขาใจถึงการเปนผูผลิต ผูบริโภค รูจักการยอนชั้นตน และวิธีการ
เศรษฐกจิ เพียง

4. ไดร บั การพัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกยี่ วกับศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม หนาที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร ประวัติศาสตร และภมู ศิ าสตร เพ่ือเปนพน้ื ฐานในการทำความเขาใจในชัน้ ท่สี ูงตอ ไปน้ี

30

ชวงชัน้ ที่ 2 จบชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 6
1. ไดเ รียนรูเร่ืองของจงั หวัด ภาคและประเทศของตนเอง ทง้ั เชิงประวตั ศิ าสตร

ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวฒั นธรรม รวมทงั้ การเมือง การปกครอง และสภาพเศรษฐกิจ
โดยเนนความเปน ประเทศไทย

2. ไดรบั การพัฒนาความรแู ละความเขา ใจในเร่อื งศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีสวนรวมศาสนพิธีและพิธี กรรมทางศาสนามาก
ย่งิ ขึน้

3. ไดศ กึ ษาและปฏบิ ตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธหิ นา ที่ในฐานะพลเมอื งดี ของ
ทองถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งไดมีสวนรวมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรมของทองถ่ินตนเองมากยิ่งข้ึน

4. ไดศ ึกษาเปรียบเทยี บเรือ่ งราวของจังหวัดและภาคตา ง ๆ ของประเทศไทย กับ
ประเทศเพอื่ นบาน

5. ไดร บั การพฒั นาแนวคดิ ทางสงั คมศาสตร เกี่ยวกับศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม หนา ที่
พลเมือง เครษฐศาสตร ประวัติศาสตร และภูมิศาสตร เพื่อขยายประสบการณไป สูการทำความเขาใจใน
ภูมิภาคซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คานิยม ความเช่ือ
ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวติ การจัด ระเบียบทางชาน และการเปล่ียนแปลงทาง
สงั คมจากอดตี ปจ จบุ ัน

ชวงชั้นที่ 3 จบมธั ยมศึกษาปท่ี 3
1. ไดเ รียนรแู ละกษาเก่ยี วกับความเปนไปของโลก โดยการศกึ ษาประเทศไทย

เปรยี บเทยี บกบั ประเทศในภมู ภิ าคตา งๆ ในโลก เพื่อพัฒนาแนวคดิ เรือ่ งการอยูรว มกันอยาง สันติสขุ
2. ไดเรียนรู และพฒั นาใหมีทกั ษะท่ีจำเปน ตอการเปนนักคดิ อยา งมีวิจารณญาณ
3. ไดร บั การพัฒนาแนวคิดและขยายประสบการณเ ปรียบเทียบระหวา งประเทศ ไทยกบั

ประเทศในภูมิภาคตาง ๆ ในโลก ไดแก เอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกา เหนือ อเมริกาใต ใน
ดานศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คานิยม ความเชื่อ ขนมธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการ
ปกครอง ประวตั ศิ าสตร และภมู ิศาสตรด ว ยวธิ ีการทาง ประวตั ศิ าสตรแ ละสังคมศาสตร

4. ไดรับการพัฒนาแนวคิด และวเิ คราะหเหตุการณในอนาคต สามารถนำมาใช เปน
ประโยชนใ นการดำเนินชีวิต และวางแผนการดำเนนิ งานไดอยางเหมาะสม

31

ชว งชั้นที่ 4 (จบ มธั ยมศึกษาปท่ี 4)
1. ไดเ รยี นรแู ละศกึ ษาความเปนไปของนกั อยา งกวางขวางและลึกซึ้งย่ิงขึ้น
2. ไดรับการสงเสริมสนับสนุนใหพัฒนาตนเองเปนพลเมืองดี มีคุณธรรม จริยธรรม

ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีคานิยมอันพึงประสงค สามารถอยู รวมกับผูอ ื่นและ
อยูในสงั คมไดอยางมคี วามสุข รวมทัง้ มีศักยภาพเพื่อการศึกษาตอในช้ันสูง ตามความประสงคได

3. เงินเรียงภูมิปญญาไทย มีความภาคภูมิใจในความเปนไทย ประวัติศาสตร ของชาติ
ไทย ยึดมัน่ ในวิถีชวี ิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ

4. ไดรับการสงเสริมใหมีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคไดอยาง
เหมาะสม มีจิตสำนึกและมีสวนรวมในการอนุรักษประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดลอม มีความรัก
ทองถนิ่ และประเทศชาติ มุงทำประโยชนแ ละสรางส่งิ ท่ีดงี ามใหก บั สังคม

5. เปนผูมีความรู ความสามารถในการจัดการเรียนรูของตนเอง ชี้นำตนเองไดและ
สามารถแสวงหาความรจู ากแหลงการเรยี นรตู า งๆ ในสงั คมไดต ลอดชวี ิต

กรมวิชาการ (2545 : 6) กลา ววากลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม
มุงเนนใหผูเรียนมีความรูมีทักษะกระบวนการ มีคุณธรรม จริยธรรม คานิยมที่พึงประสงครวมทั้งไดแสดง
บทบาทและความรับผิดชอบทั้งตอตนเอง ตอผูอื่น และตอสภาพแวดลอม จากองคประกอบดังกลาว จึง
ทําใหกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีจุดเนนในการสรางคุณภาพของผูเรียน
ดังนี้

1. ยดึ มนั่ ในหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือ สามารถนําหลักธรรมคํา
สอนไปใชปฏิบัติในการอยูรวมกันไดเปนผูกระทําความดีมีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอรวมทั้ง
บาํ เพ็ญตนใหเปนประโยชนแ กส งั คมสวนรวม

2. ยึดม่นั ศรทั ธา และธาํ รงรกั ษาไวซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อนั มี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีปฏิบัติตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี
และวัฒนธรรมไทย รวมทั้งถายทอดสิ่งที่ดีงามไวเปนมรดกของชาติเพื่อสันติสุข ของสังคมไทยและสังคม
โลก

3. มีความสามารถในการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรใหม ีประสิทธิภาพเพื่อการดาํ รงชีวติ อยางมี
ดลุ ยภาพ และสามารถนําหลกั การของเศรษฐกจิ พอเพียงไปปฏบิ ตั ิไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ

32

4. เขา ใจพฒั นาการของมนษุ ยชาติจากอดตี จนถงึ ปจจบุ ัน ภาคภูมใิ จในความเปนไทยทง้ั ใน
อดีตและปจจุบัน สามารถใชวิธีการประวตั ิศาสตรมาวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ อยางเปนระบบและนําไป
สรางองคความรใู หมไ ด

5. มปี ฏิสมั พันธท ดี่ ีงามระหวา งมนุษยกบั มนษุ ย มนษุ ยกับส่งิ แวดลอ ม เปนผูส รางวัฒนธรรม
มจี ิตสํานกึ อนรุ กั ษท รัพยากรและส่งิ แวดลอ มเพ่อื การพัฒนาทีย่ ั่งยนื

จากคุณภาพของผูเรียนกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สรุปไดวา
ตอ งการใหผ ูเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม คานยิ มที่เหมาะสมกับคนไทยและเปนพลเมืองดีของชาติใชชีวิตใน
สังคมอยางสันติมีดุลยภาพโดยยึดหลกั เศรษฐกิจพอเพียง มีความภาคภูมิในความเปนไทยและรูเทาทันตอ
สังคมโลกเพอื่ สามารถดํารงชีวิตอยไู ดอ ยา งสันตสิ ขุ

ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห

2.1 ความหมายของทกั ษะ
สุวิมล วองวาณิช (2555 : 485) ไดก ลาวถงึ ความหมายของทักษะไววาเปน ความสามารถที่เปนผล
มาจากการฝกฝนหรือการปฏิบัติจนเกิดความชํานาญเกี่ยวของกับการใชมือหรืออวัยวะทางกายการใช
กลามเนอื้ แสดงการทาํ งานออกมาใหเหน็
อัจฉราพร ทรัพยแกว (2556 : 25) ไดกลาวถึงความหมายของทักษะไววาทักษะ หมายถึง การ
กระทําใด ๆ ดวยความชํานาญที่เกิดจากประสบการณและการฝกฝน สามารถนําไปประยุกตใชกับ
ประสบการณใ หมเ พอ่ื แกปญ หาตาง ๆ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
ณรงค เรอื งเกษม (2562 : 26) กลาววา ทกั ษะ หมายถงึ การทํางานหรือการปฏิบตั ิกิจกรรมใด ๆ
ดวยความชํานาญสามารถนําไปประยุกตใชกับประสบการณใหมเพื่อแกปญหาตาง ๆไดอยางมี
ประสิทธิภาพ ท้งั น้ที กั ษะจะเกิดขน้ึ ไดตอ งอาศัยความรูแ ละฝกฝนเปนระยะเวลายาวนาน
กูด (Good. 1973 : 536) ไดใหความหมายของทักษะวาหมายถึงการเรียนรูการปฏิบัติกิจกรรม
ใดๆ ก็ตามท่ที าํ ใหค ลอ งแคลวและถกู ตองและแมนยาํ ทงั้ ในดานกจิ กรรมทางกายและทางสมอง
แมคเคลแลนด(McClelland. 2011: 1-14) ใหความหมายของทักษะ (Skill) หมายถึง สิ่งท่ี
ตองการใหทำไดอยางมีประสิทธิภาพ ทักษะที่เกิดไดนั้นมาจากพื้นฐานทางความรูและสามารถปฏิบัติได
อยางคลอ งแคลว วองไว

33

นิวแมน (Newman. 1963: 5) ใหความหมายของทักษะ (Skill) หมายถึงความสามารถในการ
ทำงานหรอื กระทำใหบ รรลเุ ปา หมายปลายทางขององคกรอยางรวดเร็ว

จากความหมายที่นักการศึกษาเสนอไว สามารถสรุปไดวา ทักษะ หมายถึง ความสามารถในการ
ทำงานใหคลองแคลว วองไว รวดเร็ว ถูกตองแมนยำ และความชำนาญในการปฏิบัติจนเปนที่เชื่อถือและ
ยอมรับของบุคคลทั่วไป ทักษะที่เกิดไดนั้นมาจากพื้นฐานทางความรูและสามารถทำใหบรรลุเปาหมาย
ปลายทางขององคกรอยา งรวดเรว็

2.2 ความหมายของการคดิ วิเคราะห
นกั การศึกษาและนกั วชิ าการหลายทานไดใ หความหมายของคำวา การคิดวเิ คราะหไ ว ดงั นี้
ราชบัณฑิตยสถาน (2556)ใหความหมายคำวา “คิด” หมายความวา ทำใหปรากฏเปนรูปหรือ
ประกอบใหเปน รูปหรือเปนเรื่องขึ้นในใจ ใครค รวญ ไตรตรอง คาดคะเนคำนวณ มงุ จงใจ ตั้งใจ สวนคำวา
“วิเคราะห” มคี วามหมายวาใครครวญ แยก ออกเปน สว นๆ เพอ่ื ศกึ ษาใหถอ งแท ดงั นัน้ คำวา คิดวเิ คราะห
จึงมีความหมายวาเปนการใครครวญ ตรึกตรองอยางละเอียดรอบคอบแยกเปนสวนๆในเรื่องราวตางๆ
อยางมีเหตุผล โดยหาจุดเดน จุดดอยของเรื่องนั้นๆ และเสนอแนะสิ่งที่เหมาะสมอยางมีความเปนธรรม
และเปน ไปได ดงั น้ันการพฒั นาคุณภาพการคดิ วิเคราะหจ ึงสามารถกระทำไดโดยการฝกทกั ษะการคิดและ
ใหนักเรียนมีโอกาสไดคิดวิเคราะห สามารถเสนอความคิดของตนและอภิปรายรวมกัน ในกลุมอยาง
ตอเนื่องสม่ำเสมอ โดยครูและนักเรียนตางยอมรับเหตุผลและความคิดของแตละคน โดยเชื่อวา ไมมี
คำตอบท่ีถูกตองเพียงคำตอบเดยี ว
สุนทรี วัฒนพันธุ (2555 : 11) การคิดวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการจำแนก การให
รายละเอียด ใหเหตุผลและจับประเด็นเชื่อมโยงความสัมพันธเหตุการณระหวางเรียนกับหลักคุณธรรม
จริยธรรม โดยใชกระบวนการคิดนำไปใชในสถานการณใหม
วรรณา โรจนะบุรานนท(2557 : 5) การคิดวิเคราะห หมายถึง การคิดระดับสูงที่เกิด ขึ้นดวย
กระบวนการที่ซับซอน เปนความสามารถในการคิดที่ใชเหตุผลในการแกปญหาสามารถจำแนกแยกแยะ
องคประกอบตางๆ ออกเปนสวนยอย ๆ หรือเปนหมวดหมูได โดยพิจารณาอยารอบคอบถึงสภาพการณ
หรือขอ มลู ตา ง ๆ วา มขี อเทจ็ จรงิ เพียงใดในการตัดสินใจ
Marzano, 2001 อา งถึงใน กวี โพธิส์ ุธา,(2557:13) ทกั ษะการคิดวิเคราะหเปน ความหมายในการ
ใชเหตผุ ล และความละเอยี ดถ่ีถว น ในการจำแนกแยกแยะส่ิงตางๆ ซ่ึงประกอบดว ยทักษะ 5ประเภท ตาม
แนวคิดของมารซาโน ไดแก 1.) ทักษะการจำแนกเปนทักษะในการจำแนกสวนยอยตางๆทั้งเหตุการณ

34

เรื่องราววิ่งของออกเปนสวนยอยๆใหเขาใจงายอยางมีหลักเกณฑ สามารถบอกรายละเอียดของสิ่งของ
ตางๆได 2.) ทักษะการจัดหมวดหมูเปนความสามารถในการจัดประเภทจัดลำดับกลุมของสิ่งที่มีลักษณะ
คลายคลึงกันเขาดวยกันโดยยึดโครงสรางลักษณะ หรือคุณสมบัติที่เปนประเภทเดียวกัน 3.) ทักษะการ
เชื่อมโยง เปนความสามารถในการเชื่อมโยงความสมั พันธข องขอ มูลตา งๆ วาสัมพันธกนั อยา งไร 4.)ทักษะ
การสรุปความเปนความสามารถในการจับประเด็น และสรุปผลจากสิ่งที่กำหนดใหได 5.) ทักษะการ
ประยุกตเปนความสามารถในการนำความรูหลักการ และทฤษฎีมาใชในสถานการณตางๆสามารถ
คาดการณ ประมาณ พยากรณ ขยายความ คาดเดาสิง่ ทีจ่ ะเกิดข้นึ ในอนาคตได

Bloom, 1961อางถึงใน นภัสวรรณ จงสอน, (2556 : 47-48 ) การคิดวิเคราะห หมายถึง
ความสามารถในการจำแนกแยกแยะขอมูลที่สมบูรณออกเปนสวนยอยๆ เปนหมวดหมู รวมถึง
ความสัมพันธที่เกี่ยวของกันและทำใหทราบถึงความสำคัญและความสัมพันธของสวนยอยๆที่จำแนก
สาเหตุ และความสำคญั ท้ังปวงของเรื่องๆนน้ั

Ennis (1985) ไดใหความหมายของการคิดวเิ คราะห เปนการประเมินขอความไดถ กู ตอง เปน การ
คดิ แบบตรึกตรองและมีเหตุผล เพื่อการตดั สินใจกอนท่จี ะเช่อื หรอื กอนทีจ่ ะลงมือปฏบิ ัติ

E.M (1964) ใหความหมายของการคิดวิเคราะหวา เปนสิ่งที่เกิดจากสวนประกอบของทัศนคติ
ความรูแ ละทักษะ โดยทัศนคตเิ ปนการแสดงออกทางจิตใจตองการสืบคน ปญหาท่ีมีอยูความรูจะเกี่ยวของ
กับการใชเหตุผลในการประเมินสถานการณการสรุปความอยางเที่ยงตรงและการเขาใจในความเปน
นามธรรม สว นทกั ษะจะประยกุ ตร วมอยใู นทัศนคตแิ ละความรู

มิเชลลิช (Hannah and Michaelis, อางถึงใน ลักขณา สริวัฒน, 2549 : 69)ใหความหมายของ
ทักษะการคิดวิเคราะหไววา เปนความสามารถในการแยกแยะสวนยอยของสิ่งตาง ๆเพื่อดูความสำคัญ
ความสมั พนั ธ

อัลฟาโรและลีเฟบเร (Alfaro & LeFevre, 1995 : 177) อธิบายความหมายของการวิเคราะหว า
การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการทางปญญาที่บุคคลจะใชเพื่อใหเกิดความเขาใจธรรมชาติของบางส่ิง
บางอยางไดดีขึน้ โดยการแยกสวนรวมหรอื ภาพรวมของสิง่ นั้นอยางระมดั ระวงั ใหไดเปนสว นยอย

สเติรนเบิรก (Sternberg, 1999 : 507) ไดอธิบายวา การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการที่ท าให
องคป ระกอบทเี่ ปนภาพรวมทีซ่ บั ซอน แตกเปน องคป ระกอบยอยๆ ได

ดิวอี้ (Dewey, 1993) กลาววา การคิดวิเคราะห หมายถึงการคิดพิจารณาอยางรอบคอบและ
จริงจังเกี่ยวกับความเชื่อใดๆ หรือความรูในรูปแบบตางๆ บนพื้นฐานของสิ่งสนับสนนุ การคดิ พิจารณาน้นั

35

และหมายถงึ การพินิจพิจารณาขอสรปุ ทเ่ี ปน เปา หมายของการคิดนน้ั ซงึ่ กวางไกลกวาสภาวะที่ความคิดนั้น
ปรากฏอยู

จากความหมายของการคิดวิเคราะหที่นักการศึกษาขางตนกลาวไวขางตนสวนใหญจะเปนไปใน
แนวเดยี วกัน ผูวิจัยจงึ สรปุ ความหมายวา “การคิดวเิ คราะห” หมายถงึ การคิดทีม่ ีความซับซอนอยางลึกซึ้ง
ละเอียดถี่ถวนในการพิจารณาสิ่งตางๆ ซึ่งอาจเปนขอมูล เรื่องราวหรือสถานการณ ประกอบดวย
ความสามารถในการจำแนกแยกแยะองคประกอบออกเปนสวนยอย โดยสามารถใหรายละเอียดดวยการ
ใหเหตุผลที่ถูกตองจากพื้นฐานความรูหรือหลักการ ระบุไดวาองคประกอบหรือสวนยอยนั้นๆ มี
ความสัมพันธเช่ือมโยงกนั อยางไร ระบบไดวาส่ิงใดเปนเหตุสิ่งใดเปนผล นำไปสูขอ สรุปหรือการตัดสินใจท่ี
ถูกตองเพื่อแกปญหาหรือสถานการณ การคาดการณทำนายคำตอบลวงหนานำไปประยุกตใชใน
สถานการณต า งๆ หรือเกิดเปนความรูใ หม

2.3 ความหมายของทกั ษะการคิดวเิ คราะห
การคดิ วิเคราะหเ ปนรากฐานสำคญั ของการเรยี นรูและการดำเนนิ ชวี ติ บุคคลทมี่ ีความสามารถใน
การคิดวิเคราะห จะมีความสามารถดานอื่น ๆ เหนือกวาบุคคลอื่น ๆ ทั้ง ทางดานสติปญญาและการ
ดำเนินชีวิต การคิดวิเคราะหเปนพื้นฐานของการคิดทั้งมวล เปน ทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได ซ่ึง
ประกอบดวยทักษะที่สำคัญ คือ การสังเกต การ เปรียบเทียบ การคาดคะเนและการประยุกตใช การ
ประเมิน การจำแยกแยะประเภท การจัด หมวดหมู การสันนิษฐาน การสรุปผลเชิงเหตุผล การศึกษา
หลักการเชื่อมโยงความสัมพันธของสิ่งตาง ๆ โดยใชเกณฑในการตัดสินใจดวยเหตุผล ทักษะการคิด
วิเคราะห จึงเปนทักษะ การคิดระดับสูง ที่เปนองคประกอบสำคัญของกระบวนการคิดทั้งมวล ทั้งการคิด
วจิ ารณญาณ และการคิดแกป ญ หา
ดาวนภา ฤทธิแกว (2558 : 6) ไดใหความหมายของทักษะการคิดวิเคราะหวา หมายถึง
ความสามารถในการแยกแยะสวนประกอบยอ ยของเหตุการณเรื่องราวหรือเน้ือหาตาง ๆ ที่เกี่ยวของ
อยางไรบาง โดยใชคำถามแบบวิเคราะหค วามสำคัญ ความสัมพันธและหลกั การ
วชั รา เลา เรียนดี (2557 :7) ท่ใี หความหมายของทักษะการคิดวเิ คราะหว า หมายถงึ ความสามารถ
ในการแยกยอย แนวคดิ ขอโตแยง ปรากฏการณต าง ๆ ใหเ ปนสวนยอย โดยใชค ำถามเพ่ือสงเสริมการคิด
วเิ คราะห
จุฑามาศ เจริญธรรม (2559 : 35) ใหนยิ ามของทกั ษะการคดิ วเิ คราะหว า หมายถงึ ความสามารถ
ในการจำแนกแยกแยะองคประกอบตาง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึงซึงอาจจะเปนวตัถุสิ่งของ เรื่องราวหรือ

36

เหตุการณและการหาความสัมพนัธเชิงเหตุผลระหวางองคประกอบเหลานั้น เพื่อคนหาสภาพความเปน
จรงิ หรือสงิ่ สำคญั ของสง่ิ ที่กำหนดให

ส. ม. มูลคำ (2562: 25) กลาววา การคิดวิเคราะหจะเกิดขึ้นเมื่อเราตองการทำความเขาใจโดย
การพยายามตีความขอมูลที่ไดรับ เมื่อเกิดขอสงสัยสมองจะพยายามคิดหาความสัมพันธเชิงเหตุผลมา
อธิบายถึงเหตุการณหรือปรากฏการณที่เกิดขึ้น หรือเพื่อประเมิน สิ่งตางๆ ที่ตองตัดสินใจเลือกสิ่งท่ี
เหมาะสมหรือเมื่อตองการเห็นภาพรวมทั้งหมด นอกจากนั้น ยังไดกลาวถึงการวิเคราะห (Analysis)
หมายถึง การจำแนก แยกแยะองคประกอบของสิ่งใด สิ่งหนึ่งออกเปนสวนๆ เพื่อคนหาวามีองคประกอบ
ยอย ๆ อะไรบาง ทำมาจากอะไร ประกอบขึ้นมาไดอยางไรและมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันอยางไรและ
กลาวโดยสรุปวาการคิด วิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการจำแนก แยกแยะองคประกอบตาง ๆ
ของสิ่งใดสิ่ง หนึ่งซึ่งอาจจะเปนวัตถุ สิ่งของ เรื่องราวหรือเหตุการณ และหาความสัมพันธเชิงเหตุผล
ระหวางองคประกอบเหลานั้น เพื่อคนหาสภาพความเปนจริงหรือสิ่งสำคัญของสิ่งที่กำหนดใหดังนั้น การ
คิดวิเคราะห จึงมีความสำคัญตอการจำแนก แยกแยะองคประกอบของสิ่งใดสิ่ง หนึ่งออกเปนสวน ๆ เพื่อ
คนหาวา มีองคป ระกอบยอ ย ๆ อะไรบา ง มคี วามสอดคลองและสัมพันธ

Bloom, 1961อางถงึ ใน นภัสวรรณ จงสอน,( 2556 : 47-48 ) ไดก ลา วถงึ ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห
ประกอบดวยทักษะ 3 ดา นดังนี้

1. การคดิ วิเคราะหความสำคญั หรอื เน้ือหาของสิ่งตางๆ ( Analysis of Element )
เปนความสามารถมนการแยกแยะไดว า สง่ิ ใดจ าเปน ส่งิ ใดส าคญั สิ่งใดมบี ทบาทมากที่สุดประกอบดวย

1.1 วเิ คราะหชนดิ เปน การวินจิ ฉัยวาส่ิงนัน้ เหตุการณน ั้นๆ จดั เปนชนดิ ใดลักษณะ
ใด เพราะเหตใุ ด เชนขอความนี้ (ทำดีไดดี ทำชั่วไดช วั่ ) เปน ขอความชนิดใด มานำ้ เปน พชื หรอื เปน สัตว

1.2 วเิ คราะหส่งิ สำคัญ เปนการวินิจฉยั วา สง่ิ ใดสำคัญ สิ่งใดไมสำคัญ เปน การคน หา
สาระสำคญั ขอความหลัก ขอสรุป จดุ เดน จุดดอย ของสิง่ ตางๆ เชน สาระสำคญั ของเรื่องน้ี คืออะไรสงิ่
สำคญั ท่สี ดุ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุดในสถานการณนี้

1.3 วิเคราะหเ ลศนัย เปนการมุง คนหาส่งิ ทแ่ี อบแฝงซอนเรน หรืออยเู บื้องหลงั จาก
สงิ่ ท่ีเหน็ ซึ่งมิไดบงบอกตรงๆ แตม รี อ งรอยของความจรงิ ซอนเรนอยู เชนภาพนี้หมายถึงใคร ขอความนี้
หมายถงึ ใครหรอื สถานการณใด เรื่องน้ีควรยกยองหรือตำหนิใคร เรอ่ื งนี้ใหขอ คดิ อะไร ผเู ขยี นมีความเชื่อ
อยางไร

2. การคดิ วิเคราะหค วามสัมพันธ( Analysis of Relationship ) เปนการคน หา

37

ความสัมพันธของสิ่งตางๆ วา มอี ะไรสมั พันธก ัน สมั พันธเช่ือมโยงกนั อยางไร สัมพนั ธกันมากนอ ยเพียงใด
สอดคลอ งหรอื ขัดแยงกนั

2.1 วเิ คราะหช นดิ ของความสัมพันธ มงุ ใหคดิ วาเปน ความสัมพันธแบบใด มีสิง่ ใด
สอดคลอ งกันหรอื ไมส อดคลองกัน มีส่ิงใดเกีย่ วขอ งกับเร่ืองน้ีและมีสิ่งใดเก่ยี วขอ งกับเรื่องน้ี มีขอความใดมี
สิ่งใดไมสมเหตุสมผล เพราะอะไรคำกลาวใดสรุปผิด การตัดสินใจการกระทำอะไรไมถูกตอง สองสิ่งนี้
เหมอื นกันอยางไร หรอื แตกตา งกนั อยา งไร

2.2 วเิ คราะหข นาดของความสัมพนั ธ สง่ิ ใดเกยี่ วขอ งมากท่สี ุด ส่ิงใดเก่ยี วของนอย
ทส่ี ดุ สิ่งใดสมั พนั ธกบั เหตกุ ารณ หรือเรื่องราวมากทส่ี ุด การเรียนล าดบั มากนอยของสิ่งตางๆ ท่ีเก่ียวของ
เชน เรยี งลำดับความรุนแรง

2.3 วิเคราะหข ัน้ ตอนของความสมั พนั ธ เมอ่ื เกิดสง่ิ นแ้ี ลวเกิดผลลพั ธอะไรมาบา ง
ตามลำดับ การเรยี งลำดับของเหตุการณ วงจรของสิง่ ตา งๆ สิง่ ท่ีจะเกิดขน้ึ ตามลำดับข้ันตอน ผลสุดทา ยจะ
เปนอยา งไร เชน วงจรของสัตว

2.4 วิเคราะหจุดประสงคและวธิ กี าร การกระทำแบบน้ที ำเพือ่ อะไร การทำบญุ ตัก
บาตร(สขุ ใจ) เม่อื ทำอยางน้แี ลว จะเกดิ ผลสมั ฤทธอิ์ ะไร ทำอยางนมี้ ีเปาหมายอะไร

2.5 วิเคราะหสาเหตแุ ละผล สิ่งใดเปน สาเหตุของเร่อื งนี้ หากไมทำอยางนี้ผลจะเปน
อยางไร ขอ ความใดเปนเหตุผลแกก นั หรือขดั แยงกนั

2.6 วเิ คราะหแ บบความสัมพนั ธไปในรปู อปุ มาอปุ ไมย เชน บนิ เรว็ เหมอื นนก ระบบ
ประชาธปิ ไตยเหมอื นกบั ระบบการทำงานของรางกาย

3. การคดิ วิเคราะหเ ชงิ หลกั การ ( Analysis of Organization Principles ) หมายถงึ
การคนหาโครงสรางเชิงระบบเรื่องราว สิ่งของและการทำงานตางๆ วาสิ่งเหลานั้นดำรงอยูไดในสภาพ
เชนนั้นเนื่องจากอะไร มีอะไรเปนแกนหลัก มีหลักการอยางไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเปน
ตวั เชือ่ มโยง การคดิ วิเคราะหหลกั การเปนการคดิ วเิ คราะหทถ่ี ือวามีความสำคัญทีส่ ุด การที่จะวิเคราะหเชิง
หลักการไดดี จะตองมีความรูความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธไดดี
เสียกอน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธ จะท าให
สามารถสรุปเปน หลกั การได ประกอบดว ย

38

3.1 วเิ คราะหโ ครงสรา ง เปนการคนหาของโครงสรา งของส่งิ ตา งๆ เชน การทำวิจยั
มีกระบวนการทำงานอยา งไร สิ่งนี้บง บอกถึงความคิดหรือเจตนาอะไร ค ากลาวนี้มีลักษณะอยางไร (เชิญ
ชวน โฆษณาชวนเชอื่ ) โครงสรางของสังคมไทยเปน อยางไร สว นประกอบของสง่ิ น้ีมอี ะไรบา ง

3.2 วเิ คราะหหลักการ เปนการแยกแยะเพอื่ คนหาความจริงของส่ิงตางๆ แลว สรุป
เปนคำตอบหลกั ไดหลักการของเร่ืองนีว้ าเปนอยางไร เหตุใดความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใตจ งึ
ไมม ที า จะยุติลงได หลกั การในการสอนของครคู วรเปนอยางไร

Russel (1956 : 181-182) ใหคำนิยามของทักษะการคิดวิเคราะหแตกตางออกไปวา เปน
ความสามารถในการคิดเพื่อแกปญหาชนิดหนึ่งโดยผูคัดจะตองพิจารณาตดัสินในเรื่องราวตาง ๆ วา
เหน็ ดวยหรอื ไมเ ห็นดวย การคิดวเิ คราะหจ งึ เปนกระบวนการประเมนิ หรือการจัดหมวดหมูโ ดยอาศัยเกณฑ
ทเี่ คยยอมรบั กัน มาแตก อ น ๆ แลว สรปุ หรือพจิ ารณาตัดสนิ

สรปุ ไดวา ทกั ษะการคิดวิเคราะห คอื ความสามารถในการพิจารณาไตรตรองแกปญหาที่แมนยำมี
ความละเอยี ดในการจำแนกแยกแยะ เปรยี บเทียบขอมูลเร่อื งราวเหตกุ ารณตา ง ๆอยางชำนาญ โดยการหา
หลักฐานที่มีความสัมพันธเชื่อมโยงหรือขอมูลที่นาเชื่อถือมาสนับสนุนหรือยืนยันเพื่อพิจารณาอยาง
รอบคอบกอ นตดั สนิ ใจเชือ่ ทักษะการคิดวิเคราะหสามารถวัดได 3 ดานไดแก 1.)วเิ คราะหค วามสำคัญหรือ
วิเคราะหเนื้อหาของสิ่งตางๆ หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดมาวาอะไรสำคัญ อะไรจำเปนหรือมี
บทบาทที่สุด ตัวไหนเปนเหตุ ตัวไหนเปนผล จัดเปนชนิดใดหรือลักษณะใดเพราะอะไรจึงเปนเชนนั้น 2.)
วเิ คราะหความสัมพันธ หมายถงึ การคน หาวา ความสำคัญยอยๆ ของเรอ่ื งราวหรือเหตกุ ารณน้ันเกี่ยวพันธ
กันอยางไร 3.) วิเคราะหหลักการหมายถึง การคนหาโครงสรางของระบบของวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว และ
การกระทำตางๆ วาสิ่งเหลานั้นรวมกันจนดำรงสภาพเชนนั้นอยูไดเนื่องจากอะไร โดยยึดอะไรเปนหลัก
แกนกลางมีส่ิงใดเปน ตวั เช่ือมโยง มเี ทคนิคอยางไร

2.4 ทฤษฎเี กยี่ วกบั การคดิ วิเคราะห
เพียเจต (1981)(Piaget, อา งถึงใน พรรณีช. เจนจติ , 2548 :87 – 91) แบง ลำดบั ขน้ั ของการ

พฒั นาทางสติปญญาออกเปน 6 ข้นั ดังน้ี
1.ขน้ั ประสาทรบั รูและการเคลอื่ นไหว (Sensory – Motor Stage) เปนพฒั นาการของ

เด็กต้ังแตแรกเกิดจนถึงอายุ2 ปพฤติกรรมของเด็กวัยนี้ข้ึนอยูกับ การเคลื่อนไหวเปนสวนใหญ เชน การ
ไขวควาการเคลื่อนไหว การมอง การดูด ในวัยน้ีเด็กแสดงออกเพื่อใหเห็นวามีสติปญญาดวยการกระทำ
เด็กสามารถแกปญหาไดแมวาไมสามารถอธิบายไดดวยคำพูด เด็กจะตองมีโอกาสที่จะปะทะกับ สิ่ง

39

แวดลอมดวย ตนเอง ซงึ ถือวา เปน ส่งิ จำเปน สำหรับการพัฒนาสติปญญาและความคิดเด็กวัยนี้มักทำ อะไร
ซา ๆ บอย ๆ เปนการเลียนแบบ พยายามแกปญหาโดยการเปลี่ยนวิธกี ารตาง ๆเพื่อใหไดส่ิงที่ตองการแต
กจิ กรรมการคดิ ของเดก็ วัยนส้ี วนใหญย ังคงอยูเฉพาะสงิ่ ที่สามารถสมั ผสั ไดเทานั้น

2.ขน้ั ปฏิบตกิ ารคิด (Proportional Stage) ข้ันนเี้ ริ่มตงัแตอ ายุ2 – 7 ป
3.ข้ันกอนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เปนขั้นพัฒนาการของเดก็ อายุ 2 – 4
ปเปนชวงทีเ่ ด็กเร่ิมมีเหตุผลเก่ียวโยงซ่ึงกันและกัน แตเหตุผลของเด็กวัยนี้ไมมีขอบเขตเพราะเดก็ ยังคงยึด
ตนเองเปนศนู ยก ลาง คอื ถอื ความคิดตนเองเปน ใหญแ ละมองไมเ หน็ เหตผุ ลของคนอ่ืน ความคิดและเหตุผล
ของเด็กวัยนี้จึงไมคอยถูกตองตามความเปนจริงมากนัก นอกจากนี้ความเขาใจตอสิ่งตาง ๆยังอยูในระดับ
เบ้ืองตนเชน เขาใจวาเด็กหญิงสองคน ซึ่งเหมือนกัน จะมีทุกอยางเหมือนกันหมดแสดงวา ความคิดรวบ
ยอดของเด็กวยั น้ีไมพฒั นาเต็มที่
4.ขนั้ การคดิ แบบญาณหย่ังรูนึกเอาเองโดยไมใชเหตผุ ล (Intuitive Thought) เปนข้นั
พัฒนาการของเด็กอายุ4 – 7 ปขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ รอบตัวดีขึ้น รูจักแยก
ประเภทและรูจักชน้ิ สวนของวัตถุเขาใจความหมายของจำนวนเลขเร่ิมมีพฒันาการเกี่ยวกับการอนุรักษแต
ไมชัดนัก สามารถแกปญหาเฉพาะหนาไดโดยไมคิดเตรียมลวงหนาไวกอน รูจักนำความรูในสิ่งหน่ึงไป
อธิบายหรือแกปญหาและสามารถนำเหตุผลท่ัวๆไป มาสรุปแกปญหาโดยไมวิเคราะหอยางถี่ถว นเสียกอน
การคิดหาเหตุผลของเด็กยงั ขนึ้ อยกู ับสิ่งทรี่ ับรูหรือสมั ผสั จากภายนอก
5. ขนั้ ปฏบิ ติการคดิ คน ดา นรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนเ้ี ร่ิมจากอายุ
7–11 ปพ ัฒนาการทางดาน สตปิ ญ ญาและความคิดของเด็กวยั นส้ี ามารถสรา งกฎเกณฑแ ละตง เั กณฑในการ
แบง สิ่งแวดลอมออกเปนหมวดหมูไดเด็กวัยน้ีสามารถที่จะเขาใจเหตุรจู กั แกปญหาส่ิงตาง ๆ ทเ่ี ปนรูปธรรม
ไดสามารถเขาใจเรื่องความคงตัวของสิ่งตาง ๆ โดยที่เด็กขาใจวาของแข็งหรือของเหลวจำนวนหนึงแมวา
จะเปลี่ยนรูปรางไปก็ยงัคงมีน้ำหนักหรือปริมาตรเทาเดิม สามารถเขาใจความสัมพนัธของสวนยอยสวน
รวม ลักษณะเดนของเด็กวยั นคี้ อื ความสามารถในการคิดยอนกลับนอกจากความสามารถในการจำของเด็ก
ในชวงน้ีมีประสิทธิภาพมากขึน สามารถจัดกลุมหรือจัดการไดอยางสมบูรณสามารถสนทนากับบุคคลอื่น
และเขาใ จความคดิ ของคนอนื่ ไดดี
6.ขนั้ ปฏบิ ตักิ ารคดิ ดานนามธรรม (Formal– Operations Stage) ข้ันนเ้ี ริม่ จากอายุ11–
15 ปในข้ันนี้พัฒนาการทางสติปญญาและความคดิ ของเด็กวัยนเี้ ปน ขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยน้ีเริ่มคิดแบบ
ผใู หญค วามคิดแบบเด็กส้ินสดุ ลง เดก็ สามารถคดิ หาเหตุผล นอกเหนอื ไปจากขอมลู ที่มีอยูสามารถคิดแบบ

40

นกั วทิ ยาศาสตรสามารถตั้งสมมุตฐิ านและทฤษฎีการรบั รูทสี่ ำคัญเทากบัความคดิ กับสง่ิ ท่ีอาจเปนไปไดเด็ก
วยั นม้ี ีความคิดนอกเหนือไปกวาสง่ิ ปจ จุบัน สนใจทจ่ี ะสรา งทฤษฎีเกย่ี วกับทุกสิ่งทกุ อยางและมีความพอใจ
ทีค่ ิดพิจารณาเกีย่ วกบั สง่ิ ท่ีไมมตี ัวตนหรือสิ่งที่เปน นามธรรม (พรรณีช. เจนจิต, 2558 :87 – 91)

ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปญญาของบรูเนอร(Bruner, 1957 : 112) แบง การพฒั นาการสติปญญา
และการคดิ ออกเปน 3 ข้นั คือ

1.ขน้ั แสดงออกดวยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นน้เี ปรยี บไดก บั ขั้นประสาทสมั ผสั
และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) ของเพยี เจตเปนข้ันทีเ่ ดก็ เรยี นรจู ากการกระทำ (Learningby
doing)

2.ขน้ั สรางภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขน้ั นี้เปรยี บเทยี บไดก ับขนั้ กอนปฏบิ ัติการคิด
(Proportional Stage) ของเพียเจตเด็กวัยน้ีเกี่ยวของกับความจริงมากข้ึน เกิดความคิดจากการรับรูเปน
สวนใหญอาจมีจินตนาการบาง แตยังไมสามารถคิดไดลึกซึ้งเหมือนขั้นปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรมของเพีย
เจต

3.ขนั้ ใชส ญั ลักษณ( Symbolic Stage) เปนพัฒนาการข้ัน สูงสดุ ของบรเู นอรเปรยี บได
กับพัฒนาการขั้นปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรม (Concrete Operation) ของเพียเจตขั้นน้ีเด็กสามารถเขาใจ
ความสัมพันธของสิ่งของ สามารถสรางความคิดรวบยอดหรือสังกัป ในสิ่งตาง ๆ ที่ซับซอนไดมากขึ้น
(ประสาท อศิ รปรดี า, 2560 :133 – 136)

ไซนเ นอรแ ละลิสตนั (Zeichner & Liston,1987) อธบิ ายวา การคิดวเิ คราะหใ นศาสตรข องการ
สอน สามารถเกิดข้ึนจากระดบั งายไประดบั ยาก โดยผลลพั ธข องการคดิ วเิ คราะห แบงได 3 ระดบั ดงั นี้

ระดับที่ 1 ความสามารถในการใหร ายละเอียด เม่อื เกยี่ วขอ งกับทฤษฎีการสอน
(technical rationality) จึงเปนการประยุกตความรูที่มีประสิทธิภาพซึ่งเปนความรูในเรื่องนั้นๆ ทำให
สำเร็จตามเปาหมายและวัตถุประสงค ผลเปนที่ยอมรับอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ท้ัง
เปาหมายในบริบทของชั้นเรียน โรงเรียน ชุมชนและสังคม จะถูกนำมาจัดกระทำในฐานะของสิ่งที่เปน
ปญหา ซึ่งในระดับนี้เปนเรื่องของความสามารถในการอธิบายโดยใชเหตุผลในศาสตรทางการสอนมา
ประกอบคำอธิบายได

41

ระดับที่ 2 ความสามารถในการใหเหตุผล เพือ่ ใชในการพสิ จู นส มมติฐาน ตามหลกั ทฤษฎี
(Reflectivity) เกี่ยวของกับการกระทำที่นำไปสูการปฏิบัติเพื่อหามุมมองอื่นๆโดย สามารถนำมาอธิบาย
ขอสันนิษฐานไดอยางชัดเจน และแสดงถึงการนำมุมมองที่หลากหลายและใหมไปปฏิบัติ และสามารถ
ประเมนิ ผลลพั ธข องการกระท าเพ่อื การบรรลตุ ามเปาหมายทางการศึกษา

ระดับท่ี 3 ความสามารถในการเชอ่ื มโยงเหตุผลในแนวทางปฏิบตั ิ จะเกิดระหวา งวธิ สี อน
ที่เกิดขึ้นใหมหรือวิธีสอนเดิมในมุมมองใหมที่สอดคลองกับหลักคุณธรรมและจรรยาบรรณ (critical
reflection) เปนความสามารถในการอธิบายถึงการกระทำที่นำไปสูการปฏิบัติโดยมุมมองของ
ความสัมพันธกับเกณฑดานจริยธรรมและจรรยาบรรณ เนนที่เปาหมายการศึกษา ดวยประสบการณและ
กิจกรรมที่นำไปเกี่ยวของกับชีวิตประจ าวันจะตองพิจารณาในแงความเปนธรรม ความเสมอภาค การ
ประสบความสำเร็จอยางสูง เพื่อสนองตอความตองการจำเปนของมนุษย และความพึงพอใจของมนุษย
ซึ่งในระดับนี้ทั้งการสอนและบริบท โดยรอบจะถูกนำมาพิจารณาคลายกับสิ่งที่เปนปญหา โดยพิจารณา
เลือกแนวทางที่เปนไปไดจาก แนวทางทั้งหลายที่มีอยูการคิดวิเคราะหในความหมายนี้จึงเปนความคิดท่ี
จะตองใชเหตุผลเพื่อนำมาวิเคราะหขอมูล วิเคราะหความคิดของตนเอง แลวสะทอนแงมุมตางๆ ของ
ความคดิ นนั้ ๆออกมา จะตอ งสามารถน าความคดิ ท่ีไดจ ากการวเิ คราะหน ั้นไปใชเพ่ือใหเ ห็นเปน รูปธรรมได

มารซาโน (Marzano, 2001 : 38-45,58) การคิดวิเคราะหซับซอนมากกวาความเขาใจ เปน
กระบวนการที่ตอ งใชเ หตุผล คดิ อยา งลกึ ซึง้ และหลากหลาย มกี ารคดิ โดยพจิ ารณาอยา งละเอยี ดถถี่ วนและ
ตองมีเหตุผล สามารถระบคุ วามเหมือนหรือความแตกตางอยางมีหลักการ สามารถจัดลำดับ จัดหมวดหมู
หรือจดั ประเภทของความรขู องสงิ่ ตา งๆระบเุ หตุผลของการเกิดขอผิดพลาดของขอมูล สามารถตีความหรือ
บอกหลกั เกณฑพ้นื ฐานของความรู ระบุ เจาะจง หรือสรุปอยา งมีเหตุผล จนสามารถเกิดเปน ความรูใหมได
และนำหลักการเพื่อประยุกตใชในสถานการณใหมโดยใชพื้นฐานของความรู การคิดวิเคราะหจะ
ประกอบดวยความสามารถ 5 ดาน คือ

ดา นท่ี 1 การจัดจำแนกเปรียบเทยี บ (matching) คือ ความสามารถในการสงั เกตและ
จำแนกแยกแยะรายละเอียดของสิ่งตางๆ หรือเหตุการณท ี่เหมือนหรอื แตกตางกันออกเปน สวน ๆ อยางมี
หลักเกณฑและเขาใจงาย แลวเปรียบเทียบ ระบุ ยกตัวอยาง ระบุลักษณะความเหมือนความตาง และจัด
กลุมของสิ่งตางๆ หรือเหตุการณได โดยเริ่มจากระดับงายแบบนามธรรมไปสูขั้นซับซอนท่ีเปนนามธรรม
ดงั น้ี

42

1) การบอกสง่ิ ที่ตองการจะวเิ คราะห
2) ระบุลกั ษณะหรือคณุ สมบตั ิเพอื่ จ าแนกหรอื แยกแยะสิ่งทต่ี องการวเิ คราะห
3) ระบวุ าไดวา สง่ิ นนั้ ๆ เหมอื นหรือตางกันอยา งไร
4) สรปุ ไดอยา งถกู ตองเหมาะสมวา สงิ่ ตางๆ มคี วามเหมือนและแตกตา งกัน
ดานที่ 2 การจัดกลมุ (classification) คือ ความสามารถในการใชความรเู พื่อการจัดกลมุ
จัดลำดับ จัดประเภทของสิ่งตางๆ โดยใชคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆ อยางมีหลักการหรือ
หลักเกณฑ
ดา นท่ี 3 การวิเคราะหขอ ผิดพลาด (error analysis) คอื ความสามารถในการระบุ
ขอผิดพลาดหรือความสัมพันธและไมสัมพันธกันของสิ่งตาง ๆ โดยโยงความสัมพันธสูการสรุปอยาง
สมเหตุสมผล ระบุสิ่งที่ไมถูกตองหรือไมเหมาะสมในสถานการณตางๆ การใชความรูเดิมผสมผสานกับ
ความรูใหมไปสูการสรุปและยกตัวอยางประกอบไดอยางมีเหตุผลจากความรูที่มีอยูเดิม มีขอมูลหรือ
หลักฐานในการสนบั สนนุ จนพจิ ารณาไดวา เปน จริง โดยมีองคป ระกอบสำคญั ดงั นี้
1) ความรเู ดิมเปนความรทู ถี่ ูกตอ งและเปนจรงิ มีการยอมรับกันทว่ั ไป
2) ความรจู ากผูรหู รอื ผูเช่ยี วชาญ
3) ความรจู ากหลกั ฐานท่มี ีอยู เปน หลกั ฐานทนี่ า เช่ือถอื สามารถหาขอ มลู มา
สนบั สนุนความคดิ
4) ขอมูลไดร บั การพสิ ูจนหรอื ทดลองใชแลว เปนจรงิ
5) ขอมูลอื่น ๆ ที่พิจารณาวาเปนจริงน ามาสนับสนุนใหความคิดไดรับการยอมรับ
ดานที่ 4 การสรุปหลักการ (generalizing) คอื ความสามารถในการนำความรเู ดมิ เปนขอ มลู เพอ่ื
ไปสูความรหู รือหลักการใหม ประยุกตใชในสถานการณใหมห รือนำไปใชในการแกป ญหาในชีวิตประจำวัน
โดยสามารถนำไปใชไดอยางเหมาะสมและถูกตอ งโดยใชการใหเหตุผลสรุปเปน หลกั การดังนี้
1) การใหเ หตผุ ลเชงิ อปุ นยั (inductive) เปน การใหเหตผุ ลหรอื การคิดจากขอ มลู ที่
เปน ตัวอยางหรอื รายละเอยี ดแลวสามารถสรุปเปน หลกั การ แนวคิด ทฤษฎีหรอื เกิดเปนความรูใ หม
2) การใหเหตผุ ลเชิงนริ นัย (deductive) เปน การใหเหตผุ ลหรือการคดิ ทีเ่ รมิ่ จาก
ขอ สรุปแลว นำไปสูรายละเอียดหรือการยกตวั อยาง

43

ดา นท่ี 5 การนำไปใช(specifying) คอื ความสามารถน ความรหู รอื หลกั การไปใชเพือ่
การทำนายสถานการณที่จะเกิดขึ้นไดในอนาคตไดอยางเจาะจง มีความรู เขาใจเหตุการณ ระบุ
รายละเอียดในเหตุการณนั้นๆ และบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปไดเปนการประยุกตความรูใหมจากหลักการ
เดิมที่มีอยู คาดเดา ท านายสิ่งที่จะเกดิ ขึ้นในอนาคต รูวาอะไรจริงหรือไมจริง สามารถปรับเปลีย่ นวธิ กี าร
แกป ญ หาไดอยา งเหมาะสม

ทฤษฎีการคิดของบลมู บลูมและคณะ (Bloom & other,1956) ไดพัฒนากรอบทฤษฎีที่ใชเปน
เครื่องมือการจัดประเภทพฤติกรรมที่เกี่ยวของกับการแสดงออกทางปญญาและการคิดอันเปนผลมาจาก
ประสบการณก ารศกึ ษา เรยี กวา Bloom’s taxonomy ซึง่ กำหนดไว 3ดา น คอื ดานพทุ ธิพสิ ัย (cognitive
domain) ดานจิตพิสัย (affective domain) และดานทักษะทางกาย (psychomotor domain) ในการ
ออกแบบหลักสูตร จัดการเรียนรูและการวัดประเมินผลการเรียนรูก็ไดอาศัยกรอบทฤษฎีดังกลาวนี้ ซึ่ง
พฤติกรรมดานพุทธิพิสัยถูกนำไปใชมากที่สุด พุทธิพิสัย (cognitive domain) เปนพฤติกรรมดานสมอง
เกย่ี วกับสติปญ ญา ความคิด ความสามารถในการคดิ เร่ืองราวตางๆ อยางมีประสิทธภิ าพซ่ึงพฤติกรรมทาง
พุทธิพิสัย 6 ระดับ (สำนักทดสอบทางการศึกษา, 2552 : 11-12) ไดแก 1.ความรู (knowledge)
ความสามารถในการจดจำแนกประสบการณตางๆและระลึกเรื่องราวนน้ั ๆ ออกมาไดถูกตองแมน ยำ
2.ความเขาใจ (comprehension) ความสามารถบงบอกใจความสำคัญของเรื่องราวโดยการแปลความ
หลกั ตคี วามได สรุปใจความสำคญั ได 3.การนำความรูไปประยกุ ต (application) ความสามารถในการนำ
หลักการกฎเกณฑและวธิ ีดำเนินการตางๆของเร่ืองท่ไี ดร มู า นำไปใชแกป ญหาในสถานการณใหมได 4.การ
วิเคราะห (analysis) ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวที่สมบูรณใหกระจายออกเปนสวนยอยๆ ได
อยางชัดเจน 5.การสังเคราะห (synthesis) ความสามารถในการผสมผสานสวนยอยเขาเปนเรื่องราว
เดียวกันโดยปรับปรุงของเกาใหดีขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น 6.การประเมินคา (evaluation) ความสามารถ
ในการวินิจฉัยหรือตัดสินกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปการประเมินเกี่ยวของกับการใชเกณฑคือมาตรฐานใน
การวัดทก่ี ำหนดไว โดยบลมู และคณะไดเสนอกรอบการคดิ ออกเปน 2 ระดับ คอื พัฒนาความคิดระดับต่ำ
(lower order thinking skills) และการพัฒนาความคิดระดับสูง (higher orderthinking skills) มี
รายละเอยี ดดงั น้ี

1. พัฒนาความคิดระดับตำ่ (lower order thinking skills) ประกอบดว ย
ระดบั 1 : ความร(ู knowledge)
ระดับ 2 : ความเขา ใจ (comprehension)

44

ระดับ 3 : นำไปใช/การประยุกตใชความรูในสถานการณใ หม (application)
2. การพฒั นาความคดิ ระดบั สูง (higher order thinking skills) ประกอบดว ย

ระดับ 4 : การวเิ คราะห( analysis) ระบคุ วามสัมพันธและเหตจุ ูงใจ
ระดบั 5 : การสงั เคราะห(synthesis) การเชอ่ื มโยงขอ เท็จจริงโดยเหตุผลหรอื รูปแบบใหม
ระดับ 6 : การประเมิน (evaluation) ใชเกณฑและสถานการณเพื่อวินิจฉัยและการตัดสินผล
การที่บุคคลจะมีทักษะในการแกปญหาและการตัดสินใจ จะตองสามารถวิเคราะหเขาใจในสถานการณ
ใหมหรือขอความจริงใหมได ดังนั้นการจะใหนักเรียนเกิดการเรียนรูในระดับใดหรือหลายระดบั นั้น ขึ้นอยู
กับเนื้อหาสาระท่ีเปนองคค วามรู อาจตองผสานขอมูลความรูในลักษณะรปู แบบตางๆ เชน การจัดจำพวก
การแปล การตีความ การประยุกต การวิเคราะหสวนยอย และความสัมพันธเพื่อการสรางความรู ความ
เขาใจ การนำไปใชสูการวิเคราะห การสังเคราะหและการประเมินผลตามจุดมุงหมายการศึกษาของบลูม
โดยเฉพาะอยางยิ่งความสามารถในการวิเคราะหจะสงผลใหนักเรียนสามารถนำไปประยุกตใชกับ
สถานการณใหมในเชิงสรางสรรค เพราะเปนการพัฒนาความสามารถในระดับการมีเหตุผลและเปน การ
เรียนรูที่คงทนของแตละบุคคลแมจะจ ารายละเอียดของความรูไมได นักเรียนจึงตองเรียนรูวิธีการ
วิเคราะหและภายใตสภาวะใดที่ตองน าความสามารถดานการวิเคราะหมาใช (Bloom ; et al.,1971)
กลา ววา ทักษะการคิดวิเคราะหมี 3 ลกั ษณะ คอื
1. การคิดวิเคราะหความส าคัญ (analysis of element) หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดได
วาอะไรสำคัญหรือจำเปนหรือมีบทบาทมากที่สุด สิ่งใดเปนเหตุ สิ่งใดเปนผล ซึ่งการคิดวิเคราะห
ความสำคญั น้ีจะประกอบไปดว ย “การวเิ คราะหชนิด” เปน การวินิจฉยั วาสง่ิ นั้นหรือเหตุการณนั้น จัดเปน
ชนิดหรือลักษณะใด เพราะเหตุใดจึงเปนเชนนั้น “วิเคราะหสิ่งสำคัญ” เปนการวินิจฉัยวาสิ่งใดสำคัญ
หรือไมสำคัญ การคนหาสาระสำคัญ ขอความหลัก ขอสรุปจุดเดนหรือจุดดอย ของสิ่งตางๆ และ
“วเิ คราะหเ ลศนัย” เปน การมงุ คน หาส่ิงแอบแฝงหรืออยูเบื้องหลงั ของส่งิ ที่เห็น อาจไมไดบง บอกตรงๆ แต
มรี อ งรอยของความเปน จรงิ ซอ นอยู
2. การคิดวิเคราะหความสัมพันธ (analysis of relationship) หมายถึง การคนหาความสัมพันธ
ยอยๆ ของเรื่องราวหรือเหตุการณนั้น ๆ มีความเกี่ยวพัน สอดคลองหรือขัดแยงกันอยางไร ไดแก
วิเคราะหชนิดของความสัมพันธ วิเคราะหขนาดของความสัมพันธ วิเคราะหขั้นตอนความสัมพันธ
วเิ คราะหจ ดุ ประสงคของความสัมพันธ วเิ คราะหส าเหตขุ องความสมั พนั ธ และวิเคราะหแ บบความสัมพันธ
ในรูปอปุ มาอุปไมย

45

3. การคิดวิเคราะหเชิงหลักการ (analysis of organizational principles) หมายถึง การคนหา
โครงสรา งระบบ และสง่ิ ของเรือ่ งราวและการท างานตา งๆ วา สงิ่ เหลา นน้ั รวมกันจนดำรงสภาพเชนนั้นได
เนื่องดวยอะไร โดยยึดอะไรเปนหลัก เปนแกนกลางมีหลักการอยางไร มีเทคนิคหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใด
เปนตัวเชื่อมโยง ยึดถือหลักการใด การวิเคราะหห ลักการเปนการวิเคราะหทีถ่ อื วามีความสำคัญที่สุด การ
จะวเิ คราะหไดดี จะตองมีความรูความสามารถในการวเิ คราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธได
ดีเสียกอน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธจะทำให
สามารถสรุปเปนหลักการไดประกอบดวย “วิเคราะหโครงสราง” เปนการคนหาโครงสรางของสิ่ง
“วเิ คราะหหลกั การ” เปนการแยกแยะเพอื่ คน หาความจริงของสิ่งตางๆ แลวสรปุ หลกั การเปน คำตอบได

แอนเดอรสัน และแครทโฮล (Anderson & Krathwohl)โดยปรับปรุงทฤษฎีการเรียนรูของบลูม
(Bloom’s Taxonomy 2001) ในป ค.ศ.2001 แอนเดอรสันและแครทโฮล (Anderson & Krathwohl,
2001) ไดนำเสนอแนวคิดปรับปรุง Bloom’s Taxonomy ในการจ าแนกพฤติกรรมยอยเพื่อใหมี
เหมาะสมกับบริบทในการศึกษายุคใหมเพื่อเปนเครื่องมือใหครูออกแบบการสอนใหมีประสิทธิภาพและ
ทันสมัย โดยความสามารถที่ซบั ซอนนอ ยไปหามาก ดงั การเปรียบเทยี บรายละเอียด ตาราง

ตาราง เปรียบเทียบ Bloom’s Taxonomy 1956 และ Bloom’s Taxonomy 2001

จากตาราง สรุปความแตกตางของแนวคิดของแอนเดอรสัน และแครทโฮล (Anderson &
Krathwohl) ซึ่งไดจากการปรับปรุงแนวคิดการแบงประเภทการเรียนรูแบบดั้งเดิม ซึ่งไดปรับปรุง
วัตถุประสงคใหพิจารณาเปน 2 มิติ คือ พิจารณาลักษณะของความรู และพิจารณาการเรียนรูทางปญญา
6 ขั้น สิ่งที่แตกตาง คือ การเพิ่มมิติดานลักษณะความรูเพื่อชวยใหการกำหนดวัตถุประสงคการเรียนรูมี

46

ความชัดเจนยิ่งขึ้น การปรับรูปแบบค าที่ใชจากคำนามเปนคำกิริยา และในขั้นที่ 1 เปลี่ยนจากคำวา
“ความรู” เปน “การจ าได” ขั้นท่ี 5 เปลี่ยนจาก “การสงั เคราะห” เปน “ประเมนิ ” และ ข้ันที่ 6 เปล่ียน
จาก “ประเมนิ คา ” เปน “สรางสรรค” มรี ายละเอียดสรุปไดด ังน้ี

1. การจำ (remembering) เปน ระดบั พื้นฐานของการเรยี นรูท่เี นนกระบวนการนำเอาหรือดึงเอา
ความรู การสืบคน การเตือนความจำ ไดจากความจำระยะยาวของคนออกมาเพื่อก าหนดการเรียนรู ให
พัฒนาตอไปในระดับที่สูงขึ้น ที่ไดจากความรูเดิมของคนจำ เรียกความรูที่เกี่ยวของจากหนวยความจำ
ระยะยาว เชน การจำได การระลึกได

2. การเขาใจ (understanding) เปนกระบวนการสรางความรูอยางมีความหมาย จากสื่อ จาก
การอธิบาย การพูด การเขียน การแยกแยะ การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู หรือการอธิบาย ที่จะ
นำไปสูความเขาใจในสิ่งที่กำลังเรียนรูเขาใจ กำหนดความหมายของสิ่งที่เรียนจากการเขียนหรือจากส่ือ
เชน การตีความหรือแปลความหมาย การใหตัวอยา งการจำแนกจัดกลุม การสรุปอางอิง การเปรียบเทยี บ
การอธบิ าย

3. การประยุกตใช (applying) กระบวนการในขั้นตอมา เปนการนำความรูความเขาใจไป
ประยุกตใช หรือนำไปใชใหเกิดประโยชน ดวยกระบวนการหรือวิธีการดำเนินการอยางเปนขั้นเปนตอน
เชน การดำเนนิ การ การกระทำ การใชป ระโยชน

4. การวิเคราะห (analyzing) ระดับตอมาเปนกระบวนการนำสวนตางๆของการเรียนรู มา
ประกอบเปนโครงสรางใหม ดวยการการพิจารณาวามีสวนใด สัมพันธกับสวนอื่นอยางไร พิจารณา
โครงสรางโดยรวมของสิ่งที่เรียนรู แยกแยะวัตถุประสงคที่แตกตางผานการกระบวนการอยางเปนระบบ
การคิดวิเคราะหเปนความสามารถแจกแจง แยกสว นองคป ระกอบออกเปนสว นยอย สามารถตรวจสอบได
วา แตล ะสวนเกย่ี วของกันอยางไร แตล ะสวนเกี่ยวขอ งกบั โครงสรา งใหญอ ยางไร เปาหมายในการศกึ ษา คอื
ผเู รียนจะสามารถแยกแยะขอ เท็จจรงิ ออกจากความคดิ เหน็ สนบั สนนุ ขอ สรุปดว ยขอความขยาย แยกสิ่งท่ี
เกยี่ วของออกจากสิ่งที่ไมเกีย่ วของเชื่อมโยงความคิดเขาดวยกนั สามารถแยกความคดิ หลักและรองในงาน
เขียนตางๆ ได หาหลักฐานที่ชวยสนับสนุนจุดประสงคของผูเขียนได(Anderson & Krathwohl, 2001 ;
Reilly &Oermann,1999) สามารถแบงออกเปน 3 องคประกอบ ไดแ ก

4.1 การจำแนกแยกแยะหรือแยกยอยได (differentiating) สามารถแยกแยะความ
เกี่ยวของและความส าคัญได เมื่อตองการเลือกเอาเฉพาะขอมูลที่เกี่ยวของหรือสำคัญ แตกตางกับความ
เขาใจตรงทตี่ อ งสามารถบอกไดว าขอมูลสวนนอ ยนีส้ ัมพนั ธกับขอมลู สวนที่เหลืออยา งไร

47

4.2 การจัดระบบได (organizing) สามารถท่จี ะรวมทุกอยา งไมวา จะเปน การส่อื สาร
สถานการณหรือการระลึกไดมาไวอยูในโครงสรางเดียวกัน โดยเมื่อตองเผชิญกับปญหาใดปญหาหน่ึง
สามารถทจี่ ะระบุความสมั พนั ธกันระหวา งสวนตา งๆ ได

4.3 การใหเหตุผลได (attributing) สามารถแสดงใหเ ห็นถงึ ความคิดเหน็ หรือ
จุดประสงคที่มากับการสื่อสารตางๆ ไดตางกับการแปลที่ในการแปลเปนเพียงการทำความเขาใจเทานั้น
แตก ารใหเ หตผุ ลน้นั มองไปทจี่ ดุ ประสงคห ลักที่ตอ งการสอื่ ออกมา

5. การประเมินผล (evaluating) ตัดสิน เลือก การตรวจสอบสิ่งที่ไดจากการเรียน สูบริบทของ
ตนเอง ที่สามารถวัดได และตัดสินไดวาอะไรถูกหรือผิดบนเงื่อนไขและมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได
บนพ้นื ฐานของเหตผุ ลและเกณฑท่แี นชดั

6. การสรางสรรค (Creating) ใน ระดับสูงสุดของการเรียนรู เพื่อใหไดองคประกอบของสิ่งท่ี
เรียนรรู วมกัน ดว ยการสงั เคราะห เพอื่ เช่ือมโยง ใหรูปแบบใหมข องสิง่ ท่เี รียนรหู รือโครงสรางของความรูท่ี
ผานการวางแผน และการสรางหรือการผลติ อยา งเหมาะสม เชน การสราง การวางแผน การผลิต

จากการศึกษาทฤษฎแี ละแนวคิดเกย่ี วกับการคิดวเิ คราะหที่กลาวมาขา งตนผวู จิ ยั นำทฤษฎีการคิด
ของเพยี เจต ทฤษฎีการคดิ บรเู นอร ทฤษฎกี ารคิดบลูม แนวคิดของแอนเดอรสนั และแครทโฮล แนวคิดของ
ไซนเนอรและลิสตัน ทฤษฎีการคิดของมารซาโน ผูวิจัยทำการวิเคราะหและสังเคราะหไดองคประกอบ
ความสามารถของการคิดวิเคราะหนั้นจะตองประกอบดวยความสามารถ 3 ดานประกอบกันผูวิจัยจึงจัด
กลมุ และจำแนกระดบั ความสามารถคดิ วิเคราะหของผูเรยี น ดังนี้

1. หลักการคดิ วเิ คราะหความสำคญั ของบลูม หลักการจำแนกแยกแยะแยกยอยของแอนเดอรสัน
และแครทโฮล ความสามารถในการใหรายละเอียดของไซนเนอรและลิสตันและการจำแนกเปรียบเทียบ
การจัดกลุมของมารซาโน โดยรวมสรุปความหมายวา การแยกแยะหรือแยกยอยใหรายละเอียดของส่ิง
ตา งๆ เรื่องราว สถานการณที่เหมือนหรือแตกตางกันออกเปนสว น ๆ ระบคุ วามเกี่ยวของและความสำคัญ
ไดอ ยางมีเหตแุ ละผลเขา ใจงายสามารถเปรียบเทียบ การจัดกลุม จดั ล าดบั จดั ประเภทของส่ิงตาง ๆ โดย
ใชคณุ ลกั ษณะหรอื คณุ สมบัตขิ องสิ่งน้ัน ๆ อยา งมีหลักการ หลกั เกณฑม เี หตุและผล

2. หลักการคิดวิเคราะหความสัมพันธของบลูม หลักการจัดระบบไดของแอนดอรสันและแครท
โฮล ความสามารถในการใหเหตผุ ลของไซนเ นอรและลสิ ตนั และการวิเคราะหขอผิดพลาดการจดั กลุมของ
มารซาโน โดยรวมสรุปความหมายวา เปนความสามารถในการใหเหตุผล ระบุความสัมพันธยอยๆ ของส่ิง
ตาง ๆเรื่องราวหรือเหตุการณที่มีความเกี่ยวพันสอดคลอ งหรือขัดแยงกันอยา งไร การจัดระบบโดยการให


Click to View FlipBook Version