โครงรา งการเสนอบณั ฑติ นิพนธ
หัวขอเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหโ ดยใชรปู แบบกาจัดการเรียนรูแบบรว มมอื
(Cooperative Leaning) ในรายวชิ าพระพทุ ธศาสนา ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 2
อาจารยที่ปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร.พัชรีภรณ บางเขียว
อาจารยน ิเทศ ศักด์ิดา เซะวเิ ศษ
เสนอโดย นางสาวบัว พรมคำนอย
รหสั ประจำตวั 6321126057
หลกั สูตร ครุศาสตรบณั ฑติ
สาขา สงั คมศกึ ษา
ปก ารศกึ ษา 2565
โครงรา งการเสนอบณั ฑติ นิพนธ
หัวขอเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหโ ดยใชรปู แบบกาจัดการเรียนรูแบบรว มมอื
(Cooperative Leaning) ในรายวชิ าพระพทุ ธศาสนา ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 2
อาจารยที่ปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร.พัชรีภรณ บางเขียว
อาจารยน ิเทศ ศักด์ิดา เซะวเิ ศษ
เสนอโดย นางสาวบัว พรมคำนอย
รหสั ประจำตวั 6321126057
หลกั สูตร ครุศาสตรบณั ฑติ
สาขา สงั คมศกึ ษา
ปก ารศกึ ษา 2565
ก
สารบัญ
หนา
สารบัญ..................................................................................................................................................... ก
บทที่
1 บทนำ ...................................................................................................................................................1
ความเปนมาและความสำคญั ......................................................................................................1
วัตถปุ ระสงคการวิจัย ..................................................................................................................5
สมมตฐิ านของการวจิ ยั ................................................................................................................5
ขอบเขตการวจิ ยั .........................................................................................................................5
ประโยชนทไ่ี ดรับจากการวจิ ัย .....................................................................................................6
นยิ ามศัพทเฉพาะ........................................................................................................................6
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั .............................................................................................................7
2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วของ.......................................................................................................... 11
1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐานปพุทธศักราช 2551................................................11
2.ทกั ษะการคดิ วิเคราะห.............................................................................................................32
3.การจดั การเรียนรู.....................................................................................................................60
4.การจดั การเรยี นรูแบบรวมมือ..................................................................................................67
5.วจิ ัยทเี่ กยี่ วของ ......................................................................................................................90
3 วิธีดำเนนิ การวจิ ัย............................................................................................................................... 92
ข้ันตอนท่ี 1 การศึกษาขอมลู เบ้อื งตน ........................................................................................94
ขั้นตอนที่ 2 การสรา งเครื่องมือทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ..........................................................................96
ข้นั ตอนท่ี 3 การดำเนนิ การทดลอง...........................................................................................97
ข้นั ตอนที่ 4 การวิเคราะหแ ละตรวจสอบสมมตฐิ าน ..................................................................98
ข้ันตอนที่ 5 สรปุ วธิ ีผลการวจิ ยั .................................................................................................99
บรรณานุกรม..........................................................................................................................................100
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน มาและความสำคญั ของปญ หา
ในยุคเทคโนโลยที ี่เปนสังคมขาวสาร ผูคนสามารถติดตอถึงกันไดอยางรวดเร็ว ทำให โลกแคบลง
ในแตละวนั เรามขี อมูลขาวสารเขามามากมาย มีการเปล่ยี นแปลงในเรอ่ื งตา ง ๆ อยูต ลอดเวลา นั่นคอื ส่ิงท่ี
เราตองนำมาคดิ เพอ่ื นำไปสูก ารปรบั ตวั และการเปลย่ี นแปลงอยางเหมาะสม การคดิ จึงเปนกลไกสำคัญที่ใช
ในการเรียนรู และแยกแยะสิ่งที่ดีและไมดี การคิดเปนสวนหนึ่ง ที่จำเปนตอการเรียนรูในอนาคต เปน
คณุ ลกั ษณะหนึ่งทตี่ อ งการใหส ง เสริมขึ้นในเดก็ ไทย การคิด เปน ทกั ษะเพราะสามารถฝกฝนได การสง เสริม
ทักษะการคิดเปนพื้นฐานสำคัญในการปลูกฝง กระบวนการคิดที่มีความซับซอนมากขึ้นและมีเปาหมายท่ี
ชัดเจนในการนำไปใชประโยชน (เกรียงศักด์ิ เจริญวงศศักดิ์, 2546, หนา 10)
การคิดวิเคราะห เปนการคิดที่มีความสำคัญและจำเปนสำหรับการเรียนรูในขั้นสูง ตามระดับ
ความสามารถทางสมอง ซึ่ง Bloom (1956) ไดจำแนกความสามารถทางสมองไว 6 ระดับ คือ ระดับที่ 1
ความรูความจำ ระดับที่ 2 ความเขาใจ ระดับที่ 3 การนำไปใช ระดับที่ 4 การวิเคราะห ระดับที่ 5 การ
สังเคราะห และระดับที่ 6 การประเมินคา ซึ่งตอมา Anderson and Krathwohl (2001, p. 215) ได
ปรับปรุงระดับความสามารถทางสมองของบลูมใหม ดังนี้ ระดับที่ 1 ความรูความจำ ระดับที่ 2 ความ
เขาใจ ระดับที่ 3 การนำไปใช ระดับที่ 4 การวิเคราะห ระดับที่ 5 การประเมินคา ระดับที่ 6 การคิด
สรางสรรค จากการปรับปรุงดังกลาว ยังคงจำแนกระดับ ความสามารถดานการคิดวิเคราะหไวในระดับท่ี
4 โดยใหรายละเอียดเกี่ยวกับการคิดวิเคราะหวา มีจุดมุงหมายในการจำแนกความแตกตาง การจัด
ระเบียบความคิด และผูเรียนสามารถคิด หรือแยกแยะเรื่องราวสิ่งตาง ๆ ออกเปนสวนยอย เปน
องคประกอบที่สำคัญไดและมองเหน็ ความสัมพันธของสวนที่เกี่ยวขอ งกัน ความสามารถในการวิเคราะห
จะแตกตางกันไปแลวแต ความคิดของแตละคน สอดคลองกับแนวคิดของ Marzano (2001 อางถึงใน
ประพนั ธศ ิริ สุเสารจั 2551, หนา 58-59) สรุปไวว า การคดิ วเิ คราะหเ ปน กิจกรรมที่ตองใชเหตผุ ล เปนการ
คิดอยางลุมลึก และหลากหลาย มีการคิดพิจารณาขอมูลอยางละเอียดถี่ถวนรอบดาน และมีเหตุผล
สามารถระบุ ความเหมือนความแตกตางระหวางสิ่งตาง ๆ ได สามารถจัดอันดับ และจัดประเภทของ
ความรู และจดั หมวดหมูของสง่ิ ตา ง ๆ ได ระบขุ อผดิ พลาดในการนำเสนอขอมูลของสิ่งตาง ๆ และบอก
2
เหตุผลได สามารถตีความหรือบอกหลักเกณฑพื้นฐานของความรูนัน้ ได สามารถระบเุ จาะจงหรือ
สรุปกลางมีเหตุผลในความรูนั้นไดจนกระทั่งสามารถสรุปจนตกผลึกเปนความรูใหมได ดังที่ เกรียงศักดิ์
เจรญิ วงศศกั ดิ์ (2546, หนา 11) กลาว สรปุ ไวว า การคดิ วเิ คราะหทำใหเ ราเขา ใจสิง่ ที่ เกิดขน้ึ อยางกระจาง
แจงกอ นที่จะเช่ือหรือสรุปส่ิงนั้นเปรียบเหมือนการเหน็ ผลลัพธของบางส่งิ แลวไมดวนสรุปทันทีวาเกิดจาก
สาเหตใุ ด มอี งคประกอบใด มีความเปน มาอยางไร แตพยายามหาขอเท็จจริงทีถ่ ูกตองเสยี กอนวา ผลลัพท
ที่เราเห็นนั้นเกิดจากสาเหตุที่แทจริงคืออะไร มีเหตุผล และองคประกอบยอย ๆ ใดซอนอยูภายใน ซึ่ง
อาจจะสอดคลองหรือตรงกนั ขามกบั ส่ิงที่ปรากฏ ภายนอก การคิดวเิ คราะหจ ึงเปรยี บเสมือนเครื่องมือชนิด
หนึ่งในการชวยตัดสินใจ ดังที่ ไพฑูรย สินลารัตน (2557, หนา 1) กลาววา “ในการเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้ัน
เราตองวเิ คราะหหรือแยกแยะสงิ่ ท่ี เราเลอื กใชช ดั เจน ถถ่ี วน และรอบคอบเพยี งพอจึงจะทำใหเ ราตัดสินใจ
ทำอยางใดอยางหนึ่งหรือ หลายอยางในชีวิตของเราไดอยางดี ถาเราเริ่มตนชีวิตของเราครั้งแรกดวยการ
วิเคราะหอยา งรอบคอบ โอกาสที่เราจะประสบผลสำเร็จในชวี ติ ก็เปนไปไดอยางมากทเี ดียว” นอกจากนั้น
แลวการคิดวิเคราะหยังเปนรากฐานสำคัญของการเรียนรูและการดำเนินชีวิตอีกดวย บุคคลที่มี
ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห จะมีความสามารถในดานอื่น ๆ เหนือกวาบุคคลอื่น ๆ ทั้งทางดาน
สติปญญาและ การดำเนินชีวิตเนื่องจากการคิดวิเคราะหเปนพื้นฐานของการคิดทั้งมวล และตองใช
ความสามารถ ดานทักษะยอย ๆ หลายทักษะเปนฐานคือ การสังเกต การเปรียบเทียบการคาดคะเนและ
Settings การประยุกตใช การประเมิน การจำแนกและประเภท การจัดหมวดหมู การสันนิษฐาน การ
สรุปผลเชิงเหตผุ ล การศึกษาหลกั การ การเชือ่ มโยงความสัมพันธข องส่งิ ตาง ๆ การตั้งสมมตฐิ าน ทีม่ ผี ลมา
จากการศึกษาคนควา และการตัดสินใจในสิ่งตาง ๆ โดยใชเกณฑในการตัดสินดวยเหตุผล ทักษะการ
วิเคราะห เปนทักนะการตระดับสูง ที่เปนองคประกอบสำคัญของกระบวนการคิดทั้งมวลทั้งการคิด
วจิ ารณญาณ และการคิดแกป ญหา (ประพันธศ ริ ิ สุเสารัจ, 2551, หนา 53)
การปฏริ ปู การศึกษาของไทยในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552 – 2561) ไดเ นน ประเด็นหลกั 3 ประการ
คือ 1) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรูของคนไทย พฒั นาผเู รียนสถานศกึ ษา แหลง
เรียนรู สภาพแวดลอม หลักสูตรและเนื้อหา พัฒนาวิชาชีพครู คณาจารยไดอยางยั่งยืน ภายใตระบบ
บริหารจดั การที่มปี ระสิทธิภาพ 2) โอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการ
เรียนรู อยางทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อใหประชาชนทุกน ทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเขาถึงการศึกษา และ
เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต 3) สงเสริมการมีสวนรวมของทุกภาคสวนของสังคมในการบริหารและจัด
การศึกษาโดยเพิ่มบทบาทของผูที่อยูภายนอกระบบการศึกษาดวยทัง้ 3 ประการนี้ จะสงผลใหคนไทยยุค
ใหมมีคุณลักษณะ ดังนี้ 1) มีความสามารถในการสื่อสารสามารถคิดวิเคราะห แกปญหาและมีความคิด
สรา งสรรค 2) สามารถเรยี นรไู ดดวยตนเอง รักการอา นและมีนสิ ัยใฝเรียนรูตลอดชวี ิต 3) มีจติ สาธารณะ มี
ระเบยี บวนิ ัยเห็นแกประโยชนสว นรวม สามารถ 3)ทำงานเปนกลมุ และ 4) มศี ลี ธรรม คณุ ธรรมจริยธรรม
3
คานิยม จิตสำนึก และภูมิใจในความเปนไทยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รังเกียจการทุจริตและตอตานการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และสามารถกาวทัน
โลก (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2553: 11-12) ซึ่งสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ทีม่ ุงพัฒนาผเู รยี นใหมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ชี้วัด การพัฒนา
ผูเรียนใหบรรลุมาตรฐาน/ตัวช้ีวัดที่กำหนดนั้น จะชวยใหผ ูเรียนเกิดสมรรถนะที่ส าคัญ 5 ประการ คือ 1)
ความสามารถในการสือ่ สาร2) ความสามารถในการคดิ 3) ความสามารถในการแกป ญ หา 4) ความสามารถ
ในการใชท กั ษะชวี ติ และ 5) ความสามารถในการใชเทคโนโลยี (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551 : 4)
การสอนการคิดเปนเรื่องที่สำคัญอยางยิ่งในการจัดการศึกษาเพื่อใหประชากรมีคุณภาพสูง
สอดคลองกับ ประเวศ วะสี (2541 : 4) ไดกลาววา การสอนเพื่อพัฒนาความสามารถดานการคดิ เปนการ
คนพบทางการศึกษาที่ยิ่งใหญในศตวรรษที่ 21 เพราะเปนการสอนที่พัฒนาผูเรียนใหคิดเปนทำเปน
แกป ญ หาไดด วยตนเองและในระบบกลุม เน่อื งจากเปนองคประกอบท่ีสำคญั สำหรบั การปรบั ตวั ของผูเรียน
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดลอม และเทคโนโลยีตางๆ เขามาเกี่ยวของมากมาย
เพราะวาสิ่งที่ผูเรียนไดรับการถายทอดจากครูนั้นอาจใชการไมได แตสำหรับการเรียนเพื่อพัฒนา
ความสามารถในดานการคิดเปนสิ่งที่ติดตัวผูเรียนไปตลอดชีวิต อาทิ วิธีการคิดกระบวนการคิด
กระบวนการแสวงหาความรู ความสามารถในการกลาคิด กลาทำ ซึ่งคุณสมบัติเหลานี้ จะเปลี่ยนเปน
ลักษณะนสิ ัยของผูเ รียนในการนำไปสกู ารพฒั นาตนเอง สังคมและประเทศชาติตอๆไป เชน เดยี วกบั ท่ี
วัชรา เลาเรียนดี (2555 : 1) กลาวถึงความสำคัญของทักษะการคิดในยุคศตวรรษที่ 21 วาทักษะที่สำคญั
ที่สดุ คือ ทักษะการคดิ ของบุคคลและทักษะชีวติ เพ่อื จะสามารถดำรงชวี ติ อยูไดอยางสนั ติสุขในสังคมโลกท่ี
มกี ารเปลีย่ นแปลงอยางรวดเรว็ ในทุกดา น นอกจากนพ้ี มิ พันธ เดชะคุปต และพเยาว ยนิ ดสี ขุ , 2557 : 44)
ไดก ลา ววาเปาหมายการศึกษาของประเทศไทยในปจจุบันเนนทักษะการคิดเพื่อสรางความรู คนหาความรู
จากแหลงตางๆ มคี วามคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณในการเลือก การตัดสนิ ใจในเรอ่ื งตา งๆอยางถูกตองและเปน
ประโยชนตอสวนรวมการปฏิรูปการเรียนรูเปนหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา การเรียนรูที่มีความหมาย
คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยางถาวร หรือมีความรูความเขาใจ และสามารถนำความรูไปใชได
สามารถถายโยงความรูสูชีวิตจริงได กระบวนการเรียนรูที่มีความหมาย คือ การใหผูเรียนใชกระบวนการ
เพ่ือสรางความรูดวยตนเอง ผเู รียนจะไดเรยี นรูไดผ ลดีมากย่ิงขึ้น ถา ผูส อนใชแนวคอนสตรัคติวิสต คือการ
ใหผูเรียน ไดสรางความรูดวยตนเอง ถาผูสอนใชแนวคอนสตรัคติวิสตในการจัดการเรียนการสอน ยอม
แสดงวา ผูสอนไดเห็นประโยชนอันจะเกิดขึ้นกับผูเรียน เพราะการที่ผูเรียนจะสามารถสรางความรูไดนั้น
ผูเรียนตองใชทักษะการคิด และกระบวนการคิดเปนเครื่องมือในการสรางองคความรู ซึ่งถือเปนขั้นตอน
สำคญั ในกระบวนการเรียนรูของผเู รยี น การคดิ เชิงวเิ คราะหช ว ยใหเ รา รูขอ เทจ็ จรงิ รูเหตผุ ลเบ้ืองหลังของ
4
สง่ิ ที่เกิดขน้ึ เขาใจความเปนมาเปนไปของเหตุการณตางๆ รวู า เรอ่ื งน้นั มีองคประกอบอะไรบาง รูวาอะไร
เปน อะไร ทำใหเ ราไดขอเทจ็ จรงิ ทเี่ ปนฐานความรใู นการน าไปใชใ นการตดั สินใจแกป ญ หาการ
ประเมนิ และการตดั สินใจเร่ืองตางๆไดอยางถูกตอง (เกรียงศกั ดิ์ เจริญวงศศักด,ิ์ 2549 : 30 )ดังน้ันจึงกลาว
ไดวา กระบวนการคิดวิเคราะหมีความส าคัญอยางยิ่งส าหรับการแกปญหาตางๆของมนุษยการคิด
วิเคราะหจะชว ยใหเ รามองเหน็ ปญหา ทำวามเขาใจปญหา รูจกั ปญ หาอยา งแทจริง และสดุ ทา ยจะสามารถ
แกปญ หาทพ่ี บเจอได (นอ งนาง ปรืองาม, 2554 : 38)
จากสภาพปญ หา ผลการเรยี นรสู ังคมศึกษาในระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 1 ของโรงเรียนแสงอรุณท่ี
ผานมายังไมบรรลุผลสำเร็จเทาที่ควร การจัดการเรียนการสอนกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรมในปการศึกษา 2557-2558 จากรายงานผลการเรียนรูวิชาพระพุทธศานาพบวา ผูเรียนมี
คะแนนเฉลี่ยรอยละ 64.18 และรอ ยละ 71.37 ตามลำดบั ซึง่ ต่ำกวาเปา หมายท่โี รงเรียนกำหนดไวรอยละ
80 และความสามารถในการคิดวิเคราะหอยูในระดับต่ำประกอบกับผลการประเมินของสำนักงานรับรอง
มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องคการมหาชนหรือสมศ.) ในรอบ 3 ที่ผานมามาตรฐานที่ยัง
เปนปญหาของโรงเรียนคือมาตรฐานที่ 4 ผลการประเมินในดานผูเรียนในมาตรฐานที่ 4 ผูเรียนมี
ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห คิดสังเคราะหมีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสรางสรรค คิดไตรตรอง
และมีวิสัยทศั น เมื่อพิจารณาในภาพรวมไดคา เฉลี่ยเทากบั 2.86 (ปรับคารอยละเฉลี่ยลงเปน 4 สเกลตาม
เกณฑ) เปรียบเทียบกับเกณฑ สมศ.อยูในระดับคุณภาพดี ถาหากพิจารณาเปนรายดานตามตัวบงชี้แลว
พบวา ตัวบงชี้ที่ 4.1 ผูเรียนมีการคิดวิเคราะห คิดสังเคราะห สรุปความคิดอยางเปนระบบ และมีการคิด
แบบองคร วมไดคาเฉลี่ยรอยละ 72.86 อยูใ นระดบั พอใช นอกจากน้ี จากการสัมภาษณค รูผูสอนกลุมสาระ
การเรียนรูวิทยาศาสตรพบวา ความสามารถในการคิดวิเคราะหของผูเรียนสวนใหญยังอยูในระดับต่ำ ซ่ึง
สอดคลองกบั ผลการศึกษาวิจัยหรือการติดตามผลการใชห ลักสูตรรวมทงั้ ขอคิดของนักการศึกษาตางๆระบุ
วา ปจจุบันผูเรียนทุกระดับขาดความสามารถในการคิด คิดไมเปน แกปญหาไมเปน ดังนั้นควรให
ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน วิธีการวัดผลและประเมินผลที่มุงสงเสริมพัฒนาการคิด (ศศิธร
พงษโภคา, 2557 : 6) นอกจากนี้วัชรา เลาเรียนดี (2555 : 1) ไดกลาววา การสงเสริมทักษะการคิดหรือ
ความสามารถในการคิดยังไมประสบผลสำเร็จเทาที่ควร จากการประเมินมาตรฐานโรงเรียนสวนใหญ
ผูเรียนมีความสามารถในการคิดขั้นสูง (Higher order thinking) ที่ประกอบดวยทักษะการคิดวิเคราะห
สังเคราะหและประเมินคา รวมทั้งทักษะการคิดแกปญหาอยูในระดับต่ำซึ่งเปนเรื่องที่ผูเกี่ยวของกับ
การศึกษาทุกฝายจะตองใหความสนใจมาก เพราะทักษะและความสามารถในการคิดจะสงผลถึงการ
พฒั นาประเทศชาติในทุกดาน
ดวยสภาพปญ หาและเหตผุ ลดงั กลาว ผูวิจัยจงึ มคี วามสนใจที่จะพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะหของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ดวยการจัดการเรียนรูโดยใชรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบมีสวนรวม
5
(Cooperative Learning) ซึ่งผูวิจัยเชื่อวาการจัดการเรียนรูโดยใชการจัดการเรียนรูแบบมีสวนรวม
(Cooperative Learning) นน้ั จะสงผลใหน กั เรียนมีผลการเรียนรูสูงขึ้นตามเปาหมายที่ทางโรงเรียนตั้งไว
และนักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะหสูงขึ้น นับเปนการพัฒนานักเรียนใหมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะที่จำเปนสำหรบั ยุคศตวรรษที่ 21
วตั ถปุ ระสงคของการวิจยั
1.เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชกิจกรรมการ
เรียนรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning) ในรายวิชาพระพุทธศาสนา
2.เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะหของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาป 2 โดยใชกิจกรรม
การเรยี นรูแบบรว มมอื (Cooperative Learning) กอนและหลังเรียน
สมมติฐานของการวจิ ยั
นกั เรยี นระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาป 2 ที่เรียนดว ยกิจกรรมการเรียนรูแบบรว มมอื (Cooperative
Learning) มที ักษะการคดิ วเิ คราะหหลงั เรียนสูงกวา กอ นเรียน
ขอบเขตของการวจิ ยั
ประชากรกลุมตวั อยาง
ประชากร เปนนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาป 2 กำลงั ศกึ ษาในภาคเรียนที่ 1 ปก ารศึกษา 2565
โรงเรยี นแสงอรณุ จำนวน 2 หอ ง รวมทั้งสนิ้ 66 คน
กลมุ ตวั อยา ง เปน นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาป 2 กำลงั ศึกษาในภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2565
โรงเรยี นแสงอรณุ หอ ง 2/1 จำนวน 33 คน และระบวุ ิธกี ารสมุ กลุม ตัวอยา ง แบบกลมุ (Cluster
Sampling)
ตัวแปรทีศ่ กึ ษา
ตวั แปรอสิ ระ ไดแก กิจกรรมการเรยี นรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning) รายวชิ า
พระพทุ ธศาสนา
ตวั แปรตาม ไดแ ก ทักษะความสามารถในการคดิ วเิ คราะห
6
เน้อื หา
1.งานวิจัยเร่ืองนใ้ี ชเ น้อื หาตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐานปพทุ ธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรงั ปรงุ 2560) ในกลุมสาระการเรยี นรู สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ า พระพุทธศาสนา
เรอ่ื ง การปฏิบัตติ นเปนชาวพุทธทดี่ ี
2.โดยใชก ารเรยี นรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning) ของ Arends มหี ลกั การเรยี นรแู บบ
รว มมือ 6 ขน้ั
ระยะเวลา
ระยะเวลาทีใ่ ชในการศึกษาคร้ังนี้ ดำเนนิ การในภาคเรยี นท่ี 1 ปก ารศึกษา 2565 ใชเวลา 12 คาบ
คาบละ 50 นาที
ประโยชนที่คาดวา จะไดร ับ
1.นักเรยี นระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 ไดรับการสงเสริมทักษะการคิดวเิ คราะหจ ากการเรียนรู
แบบรว มมอื (Cooperative Learning) ในกลมุ สารการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใน
รายวชิ า พระพทุ ธศาสนา ใหสูงขน้ึ
2.ครผู ูสอนนรายวิชา พระพุทธศาสนา สามารถนำผลการวิจยั ครัง้ นไี้ ปใชเ ปน แนวทางในการ
พัฒนาทักษะการคิดวเิ คราะหจากการเรียนรแู บบรว มมือ (Cooperative Learning) และสามารถนำไป
เปนแนวทางในการสอนรายวิชาอืน่ ๆได
3.ผบู รหิ ารสถานศกึ ษาสามารถนำแนวทางในการพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหจากการเรียนรู
แบบรว มมอื (Cooperative Learning) ทไ่ี ดจ าการวิจยั นี้ไปประยุกตใชเ พอื่ พัฒนาทกั ษะการคดิ วิเคราะห
ของนักเรียนในรายวชิ าตางๆ ภายในสถานศึกษาได
นยิ ามศพั ทเฉพาะ
ความหมายของทกั ษะการคิดวิเคราะห หมายถึง ทกั ษะการคิดวิเคราะห ประกอบดวยทักษะ 3
ดานคือ ทักษะการคิดวิเคราะหความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งตางๆ ทักษะการคิดวิเคราะหความสัมพันธ
และทกั ษะการคดิ วเิ คราะหเ ชงิ หลักการ
ความสามารถในการคิดวิเคราะห หมายถึง กระบวนการทำงานของสมองที่ทำใหเกิดปญญา
ไตรตรองพิจารณาอยางละเอียด เพื่อทำการจำแนกแยกแยะ และแจกแจงองคประกอบตางๆของขอมูล
ออกใหเปนสวนยอ ยๆ เปนการคิดพิจารณาอยา งรอบคอบเพือ่ นำไปสูการตัดสินใจในเหตกุ ารณตา งๆ การ
7
ประเมินผล หรอื สรปุ ใจความสำคัญของสิ่งน้ันๆ เพอื่ คน หาสาเหตทุ แ่ี ทจ ริงของสิง่ ท่ีเกิดขน้ึ สามารถวัดได 3
ดา นไดแก 1.) วิเคราะหค วามส าคญั 2.) วเิ คราะหความสมั พนั ธ 3.) วเิ คราะหหลักการ
ความหมายของการเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึง การเรียนรูแบบรวมมือ เปนการเรียนรูที่เนน
กิจกรรมกลุมยอ ย เพื่อสงเสรมิ ใหผูเรยี นซึ่งมีความแตกตางกัน ไดมีสวนรวมกันอยางแทจริงในการรวมกนั
คิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการชวยเหลือกันเพื่อใหเกิดการเรียนรูรวมกัน โดยสมาชิกในกลุม
จะตอ งมีความรบั ผดิ ชอบทั้งภาระกิจของตนเองและของกลุม เพ่ือนำพาใหกลมุ ประสบความสำเร็จรวมกัน
กรอบแนวคดิ วิจัย
1.หลกั การ แนวคิดของการจัดการเรยี นรแู บบรวมมือ
อารนส (Arends, 1989) ไดเสนอแนะข้ันตอนการเรยี นแบบรวมมือไว 6 ขนั้ ตอน ดังน้ี
1. ช้ีแจงวตั ถุประสงคใ นการเรียน เปนขั้นตอนทค่ี รูอธบิ ายเกย่ี วกบั วัตถปุ ระสงคข อง
บทเรียนใหน กั เรยี นเขา ใจอยา งชดั เจน
2. ใหข อมลู เปน ข้ันตอนที่ครูสอนหรือใหข อมูลเก่ยี วกบั เนื้อหาในบทเรียนทีน่ กั เรียน
ตอ งศึกษา
3. จดั นกั เรยี นเปน กลมุ ในข้นั น้ีครูตองอธบิ ายใหนกั เรียนทราบถึงการจดั กลุม ครู
แนะนำเกี่ยวกบั ทักษะในการทำงานกลมุ และทกั ษะทางสังคม
4. ใหความชว ยเหลอื กลมุ ในการทำงานหรอื การเรยี น ในขนั้ น้คี รูตองอธบิ ายใหนักเรยี น
ทราบถึงวธิ ีการจัดกลุม แนะนำเกยี่ วกับทักษะการทำงานและทักษะทางสงั คม นกั เรียนจะเรียนหรอื ทำงาน
กลุมรวมกัน ครูตองคอยใหคำแนะนำชวยเหลือเมื่อนักเรียนมี ขอสงสัยหรือมีปญหาที่สมาชิกในกลุมไม
สามารถชวยกนั ได และเมอ่ื กลมุ ตอ งการคำแนะนำ ชวยเหลอื จากครู
5. ทดสอบ นักเรยี นทกุ คนตองทำการทดสอบเม่อื จบบทเรียนหนง่ึ ๆ เพ่อื จะไดท ราบ
วานกั เรยี นประสบความสำเร็จในการเรียนมากนอยเพียงใดและนำคะแนนท่ีไดมาคิดเปน คะแนนของกลุม
ซึง่ เปนคะแนนของสมาชกิ ทกุ คน
6. ใหก ารเสรมิ แรง ในข้ันนี้เปน ขนั้ การยอมรับผลสำเร็จของนักเรยี นและของกลุม ซ่ึง
เปน การใชค ำพูดหรือใชโ ครงสรางเกย่ี วกบั รางวัลเปน กำลงั ใจใหแกนกั เรยี นแตล ะกลุม
สรุปไดวาการจัดการเรียนรูแบบรวมมือเปนวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยจัดผูเรียนเปนกลุม
ยอยๆคละความสามารถทั้ง เกง ปานกลาง และออน สมาชิกทุกคนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกนั
8
มปี ฏิสัมพันธท ่ดี ตี อกัน โดยคนทเี่ รียนเกง จะคอยชวยเหลือคนทเ่ี รียนออน เพื่อใหงานนัน้ บรรลุผลสำเร็จ ซึ่ง
จะสงผลดีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนและเปนการพัฒนาทักษะการอยูรวมกันทางสังคมของ
ผูเรียน
2.ทฤษฎีเก่ยี วกบั การคดิ วเิ คราะห
เพยี เจต (Piaget, อา งถงึ ใน พรรณีช. เจนจิต, 2548 :87 – 91)แบง ลำดับขนั้ ของการพัฒนา
ทางสติปญ ญาออกเปน 6 ข้นั ดังนี้
1.ขน้ั ประสาทรบั รแู ละการเคลื่อนไหว (Sensory – Motor Stage) เปน พัฒนาการของ
เด็กต้ังแตแรกเกิดจนถึงอายุ2 ปพฤติกรรมของเด็กวัยน้ีขึ้นอยูกับ การเคลื่อนไหวเปนสวนใหญ เชน การ
ไขวควาการเคลื่อนไหว การมอง การดูด ในวัยนี้เด็กแสดงออกเพื่อใหเห็นวามีสติปญญาดวยการกระทำ
เด็กสามารถแกปญหาไดแมวาไมสามารถอธิบายไดดวยคำพูด เด็กจะตองมีโอกาสที่จะปะทะกับ ส่ิง
แวดลอมดวยตนเอง ซึงถือวา เปนสง่ิ จำเปน สำหรบั การพฒั นาสติปญ ญาและความคิดเดก็ วัยน้ีมักทำ อะไร
ซา ๆ บอย ๆ เปนการเลยี นแบบ พยายามแกปญหาโดยการเปลี่ยนวิธกี ารตาง ๆเพื่อใหไดสิ่งทีต่ องการแต
กิจกรรมการคิดของเดก็ วัยนสี้ วนใหญย ังคงอยูเฉพาะสิง่ ที่สามารถสมั ผัสไดเท านน้ั
2.ขนั้ ปฏิบติการคดิ (Proportional Stage) ขั้นนเ้ี ริ่มตงแั ตอาย2ุ – 7 ป
3.ขั้นกอนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เปนขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ2 – 4
ปเปนชวงทีเ่ ด็กเริ่มมีเหตผุ ลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แตเหตุผลของเด็กวัยน้ีไมมีขอบเขตเพราะเด็กยังคงยดึ
ตนเองเปนศูนยก ลาง คอื ถือความคดิ ตนเองเปน ใหญแ ละมองไมเห็นเหตผุ ลของคนอ่ืน ความคิดและเหตุผล
ของเด็กวัยน้ีจึงไมคอยถูกตองตามความเปนจริงมากนัก นอกจากนี้ความเขาใจตอสิ่งตาง ๆยังอยูในระดับ
เบ้ืองตนเชน เขาใจวาเด็กหญิงสองคน ซึ่งเหมือนกัน จะมีทุกอยางเหมือนกันหมดแสดงวา ความคิดรวบ
ยอดของเดก็ วยั น้ีไมพฒั นาเต็มท่ี
4.ขน้ั การคดิ แบบญาณหย่ังรูน ึกเอาเองโดยไมใชเหตุผล (Intuitive Thought) เปน ข้นั
พัฒนาการของเด็กอายุ4 – 7 ปขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ รอบตัวดีขึ้น รูจักแยก
ประเภทและรูจักชน้ิ สวนของวัตถุเขาใจความหมายของจำนวนเลขเร่ิมมีพฒนั าการเกี่ยวกับการอนุรักษแต
ไมชัดนัก สามารถแกปญหาเฉพาะหนาไดโดยไมคิดเตรียมลวงหนาไวกอน รูจักนำความรูในสิ่งหนึ่งไป
อธิบายหรือแกปญหาและสามารถนำเหตุผลทั่วๆไป มาสรุปแกปญหาโดยไมว เิ คราะหอยางถี่ถวนเสยี กอน
การคดิ หาเหตผุ ลของเดก็ ยังขนึ้ อยกู บั สง่ิ ทีร่ ับรูห รือสัมผัส จากภายนอก
9
5. ขน้ั ปฏบิ ติการคดิ คนดานรปู ธรรม (Concrete Operation Stage) ข้ันนเ้ี ร่ิมจากอายุ
7–11 ป พัฒนาการทางดานสติปญญาและความคิดของเด็กวัยน้ีสามารถสรางกฎเกณฑและตงัเกณฑใน
การแบงสิ่งแวดลอมออกเปนหมวดหมูไดเด็กวัยน้ีสามารถที่จะเขาใจเหตุรูจักแกปญหาสิ่งตาง ๆ ที่เปน
รูปธรรมไดสามารถเขาใจเรื่องความคงตัวของสิ่งตาง ๆ โดยที่เด็กขาใจวาของแข็งหรือของเหลวจำนวน
หน่ึงแมวาจะเปลี่ยนรูปรางไปก็ยงัคงมีน้ำหนักหรือปริมาตรเทาเดิม สามารถเขาใจความสัมพันธของ
สวนยอยสวนรวม ลักษณะเดนของเด็กวัยนค้ี ือความสามารถในการคิดยอนกลับนอกจากความสามารถใน
การจำของเดก็ ในชว งนม้ี ีประสิทธภิ าพมากขน้ึ สามารถจดั กลมุ หรอื จัดการไดอยางสมบรู ณสามารถสนทนา
กบั บคุ คลอนื่ และเขาใ จความคิดของคนอนื่ ไดดี
6.ข้ันปฏบิ ตกิั ารคิดดานนามธรรม (Formal– Operations Stage) ขั้นนเี้ ริ่มจากอาย1ุ 1–
15 ปในข้ันนี้พัฒนาการทางสติปญ ญาและความคดิ ของเด็กวัยนี้เปนขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยน้ีเริ่มคิดแบบ
ผใู หญค วามคดิ แบบเด็กสิน้ สดุ ลง เด็กสามารถคดิ หาเหตุผล นอกเหนอื ไปจากขอมูลท่ีมีอยูสามารถคิดแบบ
นักวทิ ยาศาสตรสามารถต้ังสมมุตฐิ านและทฤษฎีการรบั รูทีส่ ำคัญเทากบคั วามคิดกบั สิ่งที่อาจเปนไปไดเด็ก
วยั นม้ี คี วามคดิ นอกเหนือไปกวาสง่ิ ปจจุบนั สนใจทจ่ี ะสรา งทฤษฎีเกย่ี วกับทุกสิ่งทกุ อยา งและมีความพอใจ
ทคี่ ิดพจิ ารณาเก่ยี วกับสงิ่ ทไ่ี มมีตัวตนหรือสง่ิ ท่ีเปน นามธรรม (พรรณชี . เจนจติ , 2548 :87 – 91)
ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปญ ญาของบรูเนอร( Bruner, 1957 : 112) แบง การพฒั นาการสติปญญา
และการคดิ ออกเปน 3 ขน้ั คอื
1.ข้ันแสดงออกดวยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นน้ีเปรียบไดกับข้ันประสาทสัมผัส
และการ
เคล่อื นไหว (Sensorimotor Stage) ของเพยี เจตเปน ข้นั ทเ่ี ด็กเรียนรูจากการกระทำ (Learningby doing)
2.ขน้ั สรา งภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขนั้ น้ีเปรียบเทยี บไดก ับขั้น กอนปฏบิ ตั กิ ารคดิ
(Proportional Stage) ของเพียเจตเด็กวัยน้ีเกี่ยวของกับความจริงมากขึ้น เกิดความคิดจากการรับรูเปน
สวนใหญอาจมีจินตนาการบาง แตยังไมสามารถคิดไดลึกซ้ึงเหมือนข้ันปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรมของเพยี
เจต
3.ขนั้ ใชส ัญลกั ษณ( Symbolic Stage) เปนพัฒนาการขั้น สงู สดุ ของบรเู นอรเปรยี บได
กับพัฒนาการขั้นปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรม (Concrete Operation) ของเพียเจตข้ันน้ีเด็กสามารถเขาใจ
ความสัมพันธของสิ่งของ สามารถสรางความคิดรวบยอดหรือสังกัป ในสิ่งตาง ๆ ที่ซับซอนไดมากขึ้น
(ประสาท อศิ รปรดี า, 2523 :133 – 136)
10
ตวั แปรตน ตวั แปรตาม
การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื 1.ทักษะความสามารถในการคิดวิเคราะห
อารนส (Arends, 1989) ของนักเรยี นหลงั เรียนสูงกวากอนเรยี น
ข้ันตอนการเรยี นแบบรวมมือไว 6 ข้นั ตอน ประกอบดวย
1.ชี้แจงวัตถปุ ระสงคใ นการเรียน
2.ใหข อมูล
3.จัดนกั เรียนเปนกลมุ
4.ใหความชวยเหลือกลุม ในการทำงานหรอื การเรียน
5.ทดสอบ
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วของ
ในการวจิ ัยน้ี ผวู ิจัยไดศ กึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี งของ และไดนำเสนอตามหวั ขอ ดังตอ ไปนี้
1.หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
2.ทกั ษะการคิดวเิ คราะห
3.การจดั การเรียนรู
4.การจัดการเรียนรแู บบรว มมือ
5.วจิ ัยท่ีเกี่ยวของ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
1.1 ความนำ
กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ใหเปน
หลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายและกรอบ
ทศิ ทางในการพัฒนาคุณภาพผูเรียนใหเป นคนดี มีปญญา มีคณุ ภาพชีวติ ทดี่ แี ละมีขดี ความสามารถในการ
แขง ขันในเวทีระดบั โลก พรอ มกันนี้ไดปรบั กระบวนการพัฒนาหลักสตู รใหมีความสอดคลองกบเจตนารมณ
แหงพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มุงเนน
การกระจายอำนาจทางการศึกษาใหทองถิ่นและสถานศึกษาไดมีบทบาทและมีสวนรวมในการพัฒนา
หลักสตู ร เพอื่ ใหส อดคลอ งกบสภาพ และความตองการของทอ งถิ่น
จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใชหลักสูตรในชวงระยะ 6 ป ที่ผานมา พบวาหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เชน ชวยสงเสริมการกระจายอำนาจทาง
การศึกษาทำใหทองถ่ินและสถานศึกษามีสว นรว มและมีบทบาทสำคญั ในการพฒั นาหลักสูตรใหสอดคลอง
กบความตองการของทองถิ่น และมีแนวคิดและหลักการในการสงเสริมการพัฒนาผูเรียนแบบองค
รวมอยางชดั เจน อยางไรกต็ าม ผลการศกึ ษาดงั กลาวยงั ไดสะทอนใหเ ห็นถึงประเด็นทีเ่ ปน ปญหาและความ
ไมชัดเจนของหลักสตู รหลายประการทั้งในสว นของเอกสารหลกั สตู รกระบวนการนำหลักสูตรสูก ารปฏิบตั ิ
และผลผลติ ทเ่ี กดิ จากการใชหลกั สูตร ไดแก ปญหาความสบั สนของผูปฏบิ ตั ใิ นระดับสถานศกึ ษาในการ
12
พฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา สถานศึกษาสว นใหญกำหนดสาระและผลการเรียนรทู ่ีคาดหวงั ไวมาก
ทำใหเกิดปญหาหลักสูตรแนน การวัดและประเมินผลไมสะทอนมาตรฐาน สงผลตอปญหาการจัดทำ
เอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งปญหาคุณภาพของผูเรียนในดาน
ความรู ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะที่พงึ ประสงคอนั ยังไมเ ป นที่นา พอใจ
นอกจากนัน้ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 10( พ.ศ. 2550 – 2554) ไดชีใ้ หเห็น
ถึงความจำเปนในการปรับเปลี่ยนจุดเนนในการพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยใหมีคุณธรรม และมีความ
รอบรูอยางเทาทัน ใหมีความพรอมทั้งดานรางกาย สติปญญา อารมณและศีลธรรม สามารถกาวทันการ
เปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสูสังคมฐานความรูไดอยางมันคง แนวการพัฒนาคนดังกลาวมุงเตรียมเด็กและ
เยาวชนใหมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะพรอมทั้งมีสมรรถนะ ทักษะและความรูพื้นฐานที่จ าเป
นในการด ารงชีวิต อันจะสงผลตอการพัฒนาประเทศแบบยงั ยนื ซงึ่ แนวทางดงั กลาวสอดคลองกบนโยบาย
ของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาตเิ ขาสูโลกยุคศตวรรษท่ี 21 โดยมุงสงเสริมผูเรียนมี
คณุ ธรรม รกั ความเปนไทยใหมีทักษะการคดิ วิเคราะห สรางสรรค มีทักษะดานเทคโนโลยี สามารถทางาน
รว มกบผอู ่นื และสามารถอยรู ว มกบผอู นื่ ในสังคมโลกไดอยา งสนั ติ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551)
จากขอคนพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
2544 ที่ผานมา ประกอบกับขอมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 เกี่ยวกบแนว
ทางการพัฒนาคนในสังคมไทย และจดุ เนนของกระทรวงศึกษาธิการใน การพฒั นาเยาวชนสูศ ตวรรษที่ 21
จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อนำไปสูการพัฒนาหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ทมี่ ีความเหมาะสมชดั เจน ท้งั เปาหมายของหลักสูตรใน
การพัฒนาคุณภาพผูเรียน และกระบวนการนำหลักสูตรไปสูการปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและ
สถานศึกษา โดยไดมีการกำหนดวิสัยทัศน จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผูเรียน คุณลักษณะอันพึง
ประสงคมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใชเปนทิศทางในการจัดทำหลักสูตร การเรียนการ
สอนในแตละระดับ นอกจากนั้นไดกำหนดโครงสรางเวลาเรียนขั้นตอนของแตละกลุมสาระการเรียนรูใน
แตละชั้นป ไวในหลักสูตรแกนกลางและเปดโอกาสใหสถานศึกษาเพิ่มเติมเวลาเรียนไดตามความพรอม
และจุดเนน อกี ทั้งไดป รบั กระบวนการวดั และประเมินผลผูเ รียน เกณฑก ารจบการศกึ ษาแตละระดบั และ
เอกสารแสดงหลักฐาน ทางการศึกษาใหมีความสอดคลองกบมาตรฐานการเรียนรู และมีความชัดเจนตอ
การนำไปปฏบิ ัติ
13
เอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้จัดทำขึ้นสำหรับทองถิ่น
และสถานศึกษาไดนำไปใชเปนกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียน การ
สอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใหมีคุณภาพดานความรู และ
ทักษะที่จำเปนสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเอง
อยา งตอ เนื่องตลอดชีวติ
มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดที่กำหนดไวในเอกสารนี้ชวยทำใหหนวยงานที่เกี่ยวของในทุก
ระดับเห็นผลคาดหวงั ทต่ี อ งการในการพฒั นาการเรียนรูของผูเ รียนท่ีชัดเจนตลอดแนวซึ่งจะสามารถชวยให
หนวยงานที่เกี่ยวของในระดับทองถิ่นและสถานศึกษารวมกนพัฒนาหลักสูตรได อยางม่ันใจ ทำใหการ
จัดทำหลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเปนเอกภาพยิ่งขึ้นอีกทั้งยังชวยใหเกิดความ
ชัดเจนเรือ่ งการวัดและประเมินผลการเรียนรู และชวยแกปญหาการเทียบโอนระหวางสถานศึกษา ดังน้ัน
ในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตั้งแตระดับชาติจนกระทั่งถึง สถานศึกษา จะตองสะทอนคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วดั ที่กำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเปนกรอบ
ทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบและครอบคลุมผูเรียนทุกกลุมเปาหมายในระดับการศึกษาขั้น
พน้ื ฐาน
การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเปาหมายที่คาดหวังไดทุกฝายที่
เกย่ี วของทัง้ ระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบคุ คลตอ งรวมรับผดิ ชอบ โดยรวมกนั ทำงานอยางเปนระบบ
และตอเนือ่ ง ในการวางแผน ดำเนนิ การ สง เสรมิ สนบั สนนุ ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรงุ แกไข เพื่อพัฒนา
เยาวชนของชาติไปสูคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูที่กำหนดไว
1.2 วิสยั ทัศน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนทุกคน ซึ่งเปนกำลังของชาติใหเปน
มนุษยที่มีความสมดุลทั้งดานรางกาย ความรู คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเปนพลเมืองไทยและเปนพล
โลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีความรู และ
ทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเปนตอการศึกษาตอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย
มุงเนนผูเรียนเปนสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อวา ทุกคนสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองไดเต็มตาม
ศกั ยภาพ
14
1.3 หลักการ
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน มหี ลกั การทสี่ ำคญั ดงั นี้
1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู
เปน เปาหมายสำหรับพัฒนาเดก็ และเยาวชนใหม ีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพนื้ ฐานของความ
เปนไทยควบคูกบั ความเปนสากล
2. เปนหลกั สูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ทีป่ ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดรบั การศึกษา อยางเสมอภาค
และมคี ณุ ภาพ
3. เปนหลักสตู รการศึกษาทส่ี นองการกระจายอำนาจ ใหสังคมมีสวนรว ม ในการจัดการศึกษา ใน
การจดั การศกึ ษาใหส อดคลองกบั สภาพและความตองการของทองถิ่น
4. เปนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระการเรียนรู เวลาและการจัดการ
เรยี นรู
5. เปน หลักสตู รการศกึ ษาทเี่ นน ผเู รียนเปนสำคัญ
6. เปนหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุมทุก
กลุมเปาหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู และประสบการณ
1.4 จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มีความสุข มี
ศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปนจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผูเรียน เมื่อจบ
การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ดังน้ี
1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นิยมท่ีพึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มวี นิ ัย และ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจ
พอเพียง
2. มคี วามรู ความสามารถในการสอ่ื สาร การคดิ การแกป ญ หา การใชเ ทคโนโลยี มี
ทกั ษะชวี ิต
3. มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มสี ุขนิสยั และรกั การออกกำลงั กาย
4. มีความรกั ชาติ มจี ติ สาํ นกึ ในความเปน พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชวี ติ และ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข
15
5. มจี ติ สำนึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภมู ิปญญาไทย การอนุรกั ษและพัฒนาสง่ิ แวดลอ ม มี
จติ สาธารณะทมี่ ุง ทำประโยชนและสรา งสงิ่ ท่ดี งี ามในสงั คม และอยูรว มกันในสงั คม อยางมีความสุข
1.5 โครงสรางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน เปน หลกั สตู รแกนกลางที-ทกุ สถานศึกษาตอ งนาํ ไปปรบั
ใชเพื่อจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา ใหเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาแตละแหงจึงมีการกำหนด
โครงสรางของกลุมสาระการเรียนรูตามหลักสูตร ประกอบดวย องคความรู ทักษะกระบวนการเรียนรู
สมรรถนะสําคัญของผูเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีความสมดุลคํานึงถึง
หลักการเรียนรูเพ่ือพัฒนาการทางสมองและพหุปญญา จึงกำหนดใหผูเรียนไดเรียนรู 8 กลุมสาระการ
เรียนรู ดังน้ี ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพล
ศึกษา ศิลปะ การงานอาชพี และเทคโนโลยี ภาษาตางประเทศ (กระทรวงศกึ ษาธิการ.2551 : 5)
นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืนฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกาหนดเวลาเรียน ข้ัน
ต่ำระดับชั้นประถมศึกษาใหมเี วลาเรียนวนั ละไมเกิน 5 ชัวโมงตอป ซ่ึงสถานศึกษาสามารถเพ่ิมเติมไดตาม
ความพรอ ม และจดุ เนน ตามบริบทของสถานศกึ ษา และสภาพของผเู รยี นโดยในแตละกลมุ สาระการเรียนรู
ตองมีเวลาเรียนรวมตามท่ีกำหนด นอกจากน้ีผูเรียนตองมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชีวัด
สําหรับเวลาเรียนเพ่ิมเติมใหจัดเปนรายวิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมพัฒนาผูเรียนโดยพิจารณาใหสอดคลอง
กับความพรอม จุดเนนของสถานศึกษา และเกณฑพิจารณาการจบหลักสูตรจากโครงสรางของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สรุปวากลุมสาระการเรียนรูท้ัง 8 กลุมสาระ มี
ความสําคัญตอการจัดการเรียนรูขั้นพื้นฐาน สําหรับผูเรียนทุกคนโดยสถานศึกษาทุกแหงจะตองจัด
หลักสูตรสถานศึกษาใหมีกลุมสาระครบท้ัง 8 กลุมสาระ ใหผูเรียนเรียนครบตามที่หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐานกำหนดไว และไดเรียนเก่ียวกับประวัติศาสตรทองถิ่น ซึ่งกำหนดไวในกลุมสาระการ
เรยี นรูสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
1.6 สมรรถนะสำคัญของผเู รียน
ในการพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงเนนพัฒนาผูเรียน ใหมี
คุณภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนด ซึ่งจะชวยใหผเู รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญอันพึงประสงค 5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการส่ือสาร เปนความสามารถในการรับและสง สาร มวี ัฒนธรรมในการใช
ภาษาถายทอดความคดิ ความรูค วามเขา ใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ยี นขอมูลขาวสาร
และประสบการณอ นั จะเปน ประโยชนตอ การพัฒนาตนเองและสงั คมรวมทั้งการเจรจาตอรองเพ่อื ขจัดและ
16
ลดปญหาความขัดแยงตาง ๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูลขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง
ตลอดจนการเลอื กใชว ธิ ีการส่อื สาร ทม่ี ีประสทิ ธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบทมี่ ีตอตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เปน ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห การคิดสังเคราะห การคดิ
อยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนำไปสูการสรางองคความรูหรือ
สารสนเทศเพ่ือการตัดสินใจเกีย่ วกบั ตนเองและสังคมไดอยา งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกปญ หา เปน ความสามารถในการแกปญ หาและอปุ สรรคตาง ๆ ท่ี
เผชิญไดอยางถูกตองเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจ
ความสัมพันธแ ละการเปลยี่ นแปลงของเหตุการณต าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู ประยกุ ตความรูมาใชใน
การปองกนและแกไขปญหาและมกี ารตัดสินใจท่ีมปี ระสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่ีเกดิ ขึ้นตอตนเอง
สงั คมและสง่ิ แวดลอม
4. ความสามารถในการใชทกั ษะชวี ติ เปนความสามารถในการนำกระบวนการตา งๆ ไปใชใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทำงาน และการอยูรวมกัน
ในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล การจัดการปญหาและความขัดแยงตาง ๆ
อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอม และการรูจัก
หลีกเลยี่ งพฤตกิ รรมไมพ งึ ประสงคที่สง ผลกระทบตอตนเองและผูอื่น
5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปน ความสามารถในการเลอื ก และใชเ ทคโนโลยดี าน
ตางๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดานการเรียนรู การ
สื่อสาร การทำงาน การแกป ญ หาอยา งสรา งสรรค ถกู ตอง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
1.7 คุณลักษณะอันพึงประสงค
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน มงุ พัฒนาผเู รยี นใหม คี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค เพื่อให
สามารถอยรู วมกบผูอ่ืนในสงั คมไดอยา งมีความสุข ในฐานะเปนพลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รกั ชาติ ศาสน กษตั รยิ
2. ซือ่ สัตยสจุ รติ
3. มวี ินยั
4. ใฝเ รยี นรู
5. อยูอยา งพอเพียง
6. มุงมนั ในการทำงาน
17
7. รักความเปนไทย
8. มีจติ สาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอนั พึงประสงคเ พิ่มเติมใหส อดคลอ งตาม
บริบทและจุดเนน ของตนเอง
1.8 กลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
1.8.1 ความหมายของสังคมศกึ ษา
ในการศกึ ษาเพ่ือการวิจยั ในครัง้ นี้ผูวจิ ยั ไดศ กึ ษาเอกสารทเ่ี กย่ี วกบั การจดั การเรียนรูสงั คม
ศึกษาจากแหลง การเรยี นรตู า งๆ ซง่ึ มผี ูใ หความหมายไวแตกตา งกนั ดังน้ี
สุมนทิพยบุญสมบัติ(2555 : 6) กลาววา วิชาสังคมศึกษาจะมีความหมายครบถวนไดนั้น
จะตองหมายรวมถงึ 3สิ่ง คอื เนอ้ื หาสาระของวิชา ความตอ งการของสงั คม และความตอ งการของผเู รยี น
ประนอม เดชชัย (2556:7-8) ไดกลาวไววา สังคมศกึ ษา หมายถงึ การใหก ารศกึ ษาวิชาสังคม
ศึกษาในโรงเรียน ที่ประกอบไปดวยเนื้อหาที่มีลักษณะบูรณาการ คือ มีเนื้อหาผสมผสานกันโดยคัดเลือก
เนื้อหามาจากสาขาตางๆ เชน สังคมศาสตรเศรษฐศาสตรรัฐศาสตรมนุษยศาสตรจริยศาสตรและปรัชญา
ฯลฯ แลวจดั รวมเขา เปน หลกั สูตรสังคมศึกษาในโรงเรียน
ฐาปกรณ แกว มาเมือง(255:10) กลาววา สงั คมศึกษา หมายถึง การใหก ารศึกษาสงั คมศึกษา
ในโรงเรียนที่ประกอบดวยเนื้อหาที่มีลักษณะเปนบูรณาการ (Integrate) คือ มีเนื้อหาผสมผสานกันโดย
คัดเลือกเนื้อหามาจากสาขาวิชาตางๆ เชน สังคมศาสตร เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร มนุษยศาสตรจริย
ศาสตรและปรัชญา ฯลฯ แลวจัดเขารวมเปนหลักสูตรสังคมศึกษาในโรงเรียน หรืออาจกลาวไดวา วิชา
สงั คมศาสตรเ ปน รากฐานของวชิ าสังคมศึกษาในโรงเรยี นเพราะ สงั คมศกึ ษา (Social Studies) มีลักษณะ
วิชาเปนสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือบูรณาการ โดยคัดเลือกเนื้อหาสวนที่เหมาะสมจากวิชา
ตางๆ ในสาขาสังคมศาสตรและแขนงวิชาที่เกี่ยวของ มีขอบขายครอบคลุมทุกแขนงวิชาในสาขา
สังคมศาสตรตลอดไปจนถึงวิชาที่เกี่ยวของกับสังคม แตไมใชสังคมศาสตรเชนศาสนา ศิลปดนตรี
วรรณกรรมดวยเพื่อนำมาบูรณาการเขา โดยมีมโนทัศนและหลักการที่สำคัญเปนหลักหรือแกนกลาง
สำหรับนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อใหเกิดความเขาใจในความสัมพันธระหวาง
มนุษยกับมนุษยและมนุษยกับสิ่งแวดลอมทุกดาน และฝกฝนทักษะและพัฒนาเจตคติอันเหมาะสม เพ่ือ
เปนพลเมืองที่ดีมีประสิทธิภาพ สามารถอยูรวมกันไดอยางสันติและสรางสรรค อาจกลาวไดวา
วัตถุประสงคเนนที่การนำเอาความรูทางสังคมศึกษาไปใชเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูเรียนและสังคม
18
เนื้อหาที่นำมาตองคัดเลือกใหเหมาะสมกับวัตถุประสงคและวัยของผูเรียน สังคมศึกษาจึงมีเนื้อหาใน
ลกั ษณะที่ไมย ากเกินความเขา ใจของผเู รยี น
จอหน ยูไมเคลิ ลิส (John U. Michellis. 1980 : 3 - 4) ซงึ่ เปนนกั การศกึ ษาทางสงั คม
ศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งกลาวถึงวิชาสังคมศึกษาวา “เปนวิชาที่ชวยใหผูเรียนมีความรูเกี่ยวกับสังคมมนุษย
เศรษฐกจิ กจิ กรรมการเมืองท้ังในอดีต ปจจุบัน และอนาคตตลอดจนสิ่งแวดลอมทม่ี ีอิทธิพลตอมนุษยการ
เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดลอม เพื่อนำมาใชประโยชนการแกปญหาและการวางแนวทางสำหรับอนาคตของ
ผเู รยี นดวย”
เอด็ การบีเวสเลย (นาตยา ปลนั ธนานนทม .ป.ป.;อา งจาก Edgar B.Wesley) ไดเ ปน ผกู ำหนด
ความหมายของสังคมศึกษาขึน้ เม่ือประมาณ 40 กวา ปมานีแ้ ละยังคงเปน ทย่ี อมรับกนั มากทส่ี ุด ในปจจุบัน
คือ “สังคมศึกษา หมายถึง วิชาสังคมศาสตรที่ไดรับการดัดแปลงหรือทำใหงายเพื่อสะดวกแกการสอน
สำหรับนกั เรยี นในระดบั ประถมและมัธยมศกึ ษา”
มิคาเอลิส (Michaelis 1996 - 3) สังคมศึกษา คือการศึกษาความสัมพันธระหวางมนุษย
ดว ยกันเพ่ือพัฒนาใหม ี ความรับผดิ ชอบ ในสังคมประชาธิปไตย โดยเนนมรดกทางวัฒนธรรม เนอื้ หา และ
วิธีการ ที่มนุษยไดรับการถายทอด อบรมในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองทั้งในอดีต ปจจุบัน และ
อนาคต เพื่อนำไปประยุกตแนวคิด คานิยม และทักษะตาง ๆ ในการแกปญหา วิเคราะห และพฤติกรรม
ทางสงั คม โดยอาศยั หลกั สูตรวชิ าสังคม จิตวิทยา พฤตกิ รรม ประวัติศาสตร และปรัชญา
สรุปไดวา จากความหมายของสังคมศึกษาขางตนทั้งของไทยและของตางประเทศ ที่ได
รวบรวม มาพอจะมองเห็นไดวา สังคมศึกษาเปนวิชาหนึ่งของสาขาสังคมศาสตร ที่ศึกษาเกี่ยวกับ
ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม เนื้อหาวิชาในสังคมศึกษาไดรับการคัดเลือกมา เพื่อใชสอน
นกั เรียนในระดบั ประถมศึกษา และมธั ยมศึกษา และเพอื่ ใหน ักเรยี นสามารถนำ ความรพู ื้นฐานไปมากตาง
ชีวติ ได
1.8.2 ความหมายของกลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม
เผดจ็ กลุ ประดษิ ฐ (2560 : 5) ไดใ หค วามหมายกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนา และ
วัฒนธรรม วาเปนกลุมสาระที่เกี่ยวของกับความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมการอยูรวมกันของ
กลุมชน ตลอดจนการปรบั ตวั ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสงั คมนนั้ ๆ ไดอ ยา งมคี วามสุข
19
อารี วัชรเวียงชัย (2561 : 40) ใหค วามหมายกลมุ สาระการเรยี นรูสงั คมศกึ ษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม เปนกลุมสาระที่วาดวยความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมทางสังคม จึงเนนหนักให
นกั เรยี นเกดิ ความรู ความเขาใจในสภาพสังคมทเ่ี ปล่ียนแปลงอยางรวดเรว็ ตลอดจนสามารถปรบั ตัวใหเขา
กับสภาพของสังคมที่ตนดํารงอยไู ดอ ยางเหมาะสมและมคี วามสุข
ณรงค เรืองเกษม(2557:20) ใหความหมายของกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและ
วัฒนธรรม สรุปวากลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนกลุมสาระที่วาดวย
ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม ทางสังคม จึงเนนหนักใหนักเรียนเกิดความรูความเขาใจใน
สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ตลอดจนสามารถปรับตัวใหเขากับสภาพของสังคมที่ตนดํารงอยู
ไดอยา งเหมาะสมและมีความสขุ
สรุปไดวา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนกลุมสาระที่จัดการ
เรียนรูเนนในเรื่องพฤติกรรมของคนและสิ่งแวดลอมสาระที่จัดการเรียนรูในกลุมนี้ประกอบดวย 5 สาระ
คือสาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หนา ทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ในสังคม
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร สาระท่ี 5 ภูมิศาสตร3 ทง้ั 5 สาระมเี นอื้ หาเกี่ยวของกับ
การใชช วี ติ ในสงั คมท้งั นเ้ี พือ่ ใหผเู รยี นไดรูถึงปญ หาของสังคมที่เกดิ ขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในสภาพ
ปจจุบันเพื่อใหผูเรียนไดเขาใจถึงสภาพความเปนไปที่แทจริงของสังคม บทบาทของกลุมสาระการเรียนรู
สงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม ทีส่ ำคญั กค็ อื การพฒั นาคุณภาพของผเู รียนและหวังวา ผูเ รยี นไดเ ขา ใจถึง
สมาชิกและกำลังที่ดีของสังคมนั้น นักการศึกษาทางสังคมศึกษา พยายามที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู
กลุมสังคมศึกษาใหมีประสิทธิภาพและสนองตอจุดประสงคที่ตั้งไวหลักสูตรในกลุมสาระการเรียนรูสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีลักษณะเปดกวาง ในหลักสูตร ไดกำหนดมาตรฐานไว 12 มาตรฐาน
จุดมุงหมายเพื่อใหรูจักการดำรงชีวิตบนพื้นฐานแหงคุณธรรม ไมเบียดเบียนผูอื่น มีความซื่อสัตยสุจริต
ยุติธรรม มีระเบียบวินัย มีความอดทน รูจักประหยัด มีความรับผิดชอบตอตนเอง ครอบครัว และ
ประเทศชาติเคารพในสิทธิเสรีภาพของผูอื่นรูจักหนาที่ รูจักใชสิทธิเสรีภาพของตนเอง ในทางสรางสรรค
บนรากฐานแหงศาสนาและกฎหมาย กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หมายถึง
การใหการศึกษาสาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในโรงเรียนที่ประกอบดวยเนือ้ หาท่ีมี
ลักษณะเปนบูรณาการ (Integrate) คือ มีเนื้อหาผสมผสานกันโดยคัดเลือกเนื้อหามาจากสาขาวิชาตาง ๆ
เชนสังคมศาสตร เศรษฐศาสตร รัฐศาสตรมนุษยศาสตร จริยศาสตรศาสนาและปรัชญา เปนตน แลวจัด
เขารวมเปนหลกั สูตรสังคมศึกษาในโรงเรียนหรืออาจกลาวไดวา กลุมสาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา
20
และวัฒนธรรม เปนรากฐานของสาระสังคมศึกษาในโรงเรียน เพราะ สาระสังคมศึกษา (Social Studies)
มีลักษณะเปนสาระแบบ บูรณาการโดยคัดเลือกสาระสวนที่เหมาะสมจากสาระ ตาง ๆ ในสาขา
สังคมศาสตรและแขนงวิชา ที่เกี่ยวของมีขอบขายครอบคลุมทุกแขนงวิชาในสาขาสังคมศาสตรตลอดไป
จนถึงวิชาที่เกี่ยวของกับสังคม แตไมใชสังคมศาสตร เชน ศาสนา ศิลปะดนตรีวรรณกรรมดวยเพื่อนำมา
บรู ณาการเขา โดยมีมโนทศั นและหลักการที่สำคัญเปน แกนกลาง สำหรับนักเรยี นในโรงเรียนการศึกษาขั้น
พื้นฐาน เพื่อใหเกิดความเขาใจในความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยและมนุษยกับสิง่ แวดลอมทุกดาน
และฝกฝนทักษะและพัฒนาเจตคติอันเหมาะสมเพื่อเปนพลเมืองที่ดมี ีประสิทธิภาพ สามารถอยูรวมกันได
อยางสันติและสรางสรรค อาจกลาวไดวา วัตถุประสงคเนนที่การนำเอาความรูทางสังคมศึกษาไปใชเพื่อ
พฒั นาคณุ ภาพชวี ิตของผูเรียนและสังคม
1.8.3 ความสาํ คญั ของกลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม
กรมวชิ าการ (2555 : 1) ไดระบุวากลุมสาระการเรยี นรูสงั คมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม
เปนกลุมสาระการเรียนรูที่ตองเรียนตลอด12 ปการศึกษา ตั้งแตระดับประถมศึกษาจนถึงระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลาย เปน กลมุ สาระการเรียนรูทีป่ ระกอบมาจากหลายแขนงวชิ า จงึ มลี ักษณะเปน
สหวิทยาการ โดยนําวิทยาการจากแขนงวิชาติาง ๆ ในสาขาสังคมศาสตรมาหลอมรวมเขาดวยกันไดแก
ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร นิติศาสตร จริยธรรม ประชากรศึกษาสิ่งแวดลอม รัฐศาสตร
สังคมวิทยา ปรัชญาและศาสนา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมจึงเปนกลุมสาระ
การเรียนรูที่ออกแบบมาเพื่อสงเสริมศักยภาพเปนพลเมืองดีใหแกผูเรียนโดยมีเปาหมายของการพัฒนา
ความเปนพลเมืองดีซึ่งถือเปนความรับผิดชอบของทุกกลุมสาระการเรียนรูดังนั้นสาระการเรียนรูสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมจึงมีความจาํ เปน ที่จะตองพัฒนาผูเรียนใหเกิดความเจรญิ งอกงามในดานตา ง
ๆ คือ
1. ดา นความรู จะใหความรูแ กผ ูเรยี นในดานเนอื้ หาสาระความคดิ รวบยอดและหลักการ
สําคัญของวิชาตาง ๆ ในสังคมศาสตรไดแก ภูมิศาสตร ประวัติศาสตรรั ฐศาสตร จริยธรรม สังคมวิทยา
เศรษฐศาสตร กฎหมาย ประชากรศึกษา สิ่งแวดลอมศึกษา ปรัชญาและศาสนาตามขอบเขต ที่กําหนดไว
ในแตล ะระดับช้ันในลกั ษณะบรู ณาการ
2. ดา นทักษะกระบวนการ ผเู รียนจะไดรับการพฒั นาใหเ กดิ ทกั ษะและกระบวนการตา งๆ
เชน ทกั ษะทางวชิ าการและทักษะทางสงั คม เปน ตน
21
3. ดานเจตคติและคานิยม กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม จะชวย
พัฒนาเจตคติ และคานิยมเกี่ยวกับประชาธิปไตยและความเปนมนุษย เชนรูจักตนเองพึ่งตนเองซื่อสัตย
สุจริต มีวินัย มีความกตัญู รักเกียรติภูมิแหงตน มีนิสัยในการเปนผูผลิตที่ดี มีความพอดีในการบริโภค
เห็นคุณคาของการทํางาน รูจักคิดวิเคราะห รูจักการทํางานเปนกลุม เคารพสิทธิของผูอื่น และเห็นแก
ประโยชนสวนรวม มีความผูกพันกับกลุมรักทองถิ่น รักประเทศชาติ เห็นคุณคาอนุรักษและพัฒนา
ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยเปนพระประมุข กิจกรรม การเรียนการสอนในกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม จะชวยใหผ เู รยี นเกดิ ทักษะในการทํางานเปนกลมุ สามารถนาํ ความรูทักษะ คานิยม
และเจตคตทิ ่ีไดร ับการอบรมบม นิสยั มาใชใ นการแกป ญหาตาง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในชีวติ ประจาํ วันของผูเรียนได
พระเอกรัตน มหามงฺคโล (2561:3-4) กลาววา มนุษยจำเปนตองอยูกันเปนกลุม มีการพึ่งพา
อาศยั ซึ่งกันและกนั การเปน มนุษยท่สี มบรูณน ั้นมิไดมีมาแตกำเนิด แตเ กิด จากการที่มนุษยไดเปนสมาชิก
ของสังคม ทำใหมนุษยเรียนรูแบบแผนตาง ๆ โดยเฉพาะสังคมมนุษยคือ ครอบครัว ความรูจากแบบแผน
มนุษย รุนกอนจากสภาพแวดลอมครอบครัว จากสถาบันที่ตนไดสัมผัส สิ่งเหลานี้ ลวนมีอิทธิพล และมี
สวนทำใหมนุษยที่สมบรูณสามารถยังชีพอยูสังคมไดอยางมั่นคงดังนั้นสาระสังคมศึกษา มีความเกี่ยวของ
กับเชอ้ื ชาตศิ าสน กษตั ริย และวิถชี ีวติ ของคนในสังคม จึงเปนสาระทมี่ คี วามสำคัญสูง คือ
1. สาระสังคมศึกษา มีความส าคัญเพราะวิชาสังคมศกึ ษาตองอยคู ูกบั เราตลอดเวลา
2. การสอบเขา ศกึ ษาในระดับอดุ มศึกษา กลมุ สาระสงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม ซึง่ แบง
ออกเปน 5 สาระ ประกอบดวยสาระศาสนา สาระหนาที พลเมืองการด าเนินชีวิตในสังคม สาระ
เศรษฐศาสตร สาระประวัติศาสตร สาระภูมิศาสตร มีความจ าเปนตองมีสอบ เพราะมีความสำคัญตอทกุ
วิชาที่จะศึกษาตอในระดับมหาวิทยาลัย สาระการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 แบงออกเปน 8กลมุ สาระ ไดแ ก
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร
3. วทิ ยาศาสตร
4. สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
5. สุขศกึ ษา และพลานามัย
6. ศลิ ปศึกษา
22
7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. ภาษาตา งประเทศ
สาระการเรียนรูทั้ง 8 กลุม ในหลักสูตรการศึกษาขึ้นฐาน ที่ผูเรียนทุกคนตองเรียนรูโดยกลุมสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม จัดอยูในกลุมแรก ประกอบดวย ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตรและสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนสาระการเรียนรูที่ใชเปนหลักในการจัดการเรียนการสอนเพี่อสราง
พนื้ ฐานการคิดและเปนกลยทุ ธในการแกป ญ หาและวิกฤตของชาติ
3. ความสำคัญของวิชาสังคมศึกษาขึ้นอยูกบั สมมตุ ิฐานของแนวคิด หลักการสอนสังคมศึกษา
ที่ตั้งขึ้นนั้นมีเจตนาอยางไร โดยปกติหลกั การสอนสังคมศึกษาก็เพื่อแกไขปญหาในสังคมนัน่ เองสมมุตฐิ าน
ทีส่ ำคญั ของสังคมศกึ ษาไดแก ระบอบการปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเทศไทยมีระบอบการปกครอง
แบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุข มีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติไทยการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนนการมีสวนรวมในการตัดสินนโยบายของรัฐ การเขาไปมีสวนรวม
ทางการเมือง การวินิจฉัยตัดสินบนพื้นฐานประชาธิปไตย การตงั้ สมมุติฐานของการเปนพลเมืองดีของชาติ
การดำเนนิ ชีวิตทต่ี องเผชิญปญ หาท้ังในสว นตนและสังคมสว นรวมเพื่อใหเ ปน ที่ยอมรับของสงั คม ในขณะที่
แตละคนเกิดมาไมเหมือนกันทั้งดานเผาพันธุ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ ความเปนอยู เกียรติยศ ชื่อเสียง
ยศถาบรรดาศกั ด์ิ เศรษฐกิจการครองชีพ สิ่งเหลานี้ยอมต้ังอยูบนทฤษฎคี วามแตกตางระหวางบคุ คล ซึ่งมี
ผลตอการสรา งทกั ษะการตดั สนิ ใจเปนอยา งยิ่ง ทักษะการตดั สนิ ใจจึงตอ งไดร ับการฝกฝนเปนอยา งดี ทัง้ ใน
ดานระเบียบวินัย กฎเกณฑคานิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม การตัดสินใจอยา งมีเหตผุ ลเปนความสำคัญของ
สาระสงั คมศึกษาฯ
สรปุ วา ความสาํ คัญของกลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมนน้ั นอกจากจะ
ชวยใหผูเรียนมีความรูในเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับสภาพแวดลอมทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรม
แลวยังมีทักษะและกระบวนการตาง ๆ ที่จะสามารถนํามาใชประกอบในการตัดสินใจไดอยางรอบคอบใน
การดําเนินชีวิต และการมีสวนรวมในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในฐานะพลเมืองดี ตลอดจน
การนําความรูทางจริยธรรมหลักธรรมทางศาสนามาพัฒนาตนเองและสังคม ทําใหผูเรียนสามารถ
ดาํ รงชวิีตในสังคมไดอ ยา งมคี วามสุข
23
1.8.4 วิสยั ทศั นของกลมุ สาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
กรมวิชาการ (2556: 7-8) กลุมสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เปนศาสตรบูรณาการท่ีมุง
ใหเ ยาวชนเปนผูมีการศึกษา พรอมทจ่ี ะเปนผนู ำ เปนผมู ีสว นรวม และเปนพลเมืองทม่ี ีความรับผิดชอบโดย
1.นำความรูจากอดีตมาสรางความเขาใจในมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศเพือ่ การตัดสินใจ
ในการเปนพลเมืองดี
2. นำความรูเ กี่ยวกบั โลกของเรามาสรา งความเขาใจในกระบวนการกอ เกดิ สภาพแวดลอมของ
มนษุ ยเพอื่ การตัดสินใจในการด ารงชีวติ ในสงั คม
3. นำความรูเรื่องการเมืองการปกครองมาตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครองชุมชน ทองถิ่นและ
ประเทศชาติของตน
4. นำความรูเรื่องการผลิต การแจกจาย และการบริโภคสินคาและบริการ มาตัดสินใจในการ
ใชทรัพยากรที่มอี ยจู ำกดั เพอื่ การดำรงชวี ิต การประกอบอาชพี และการอยูใ นสังคม
5. นำความรูเก่ียวกับคุณคา ของจรยิ ธรรม ศาสนา มาตดั สินใจในการประพฤติปฏบิ ตั ิตน
และการอยูร ว มกบั ผูอ ื่น
6. นำวิธีการทางสังคมศาสตรมาคนหาคำตอบเกี่ยวกับประเด็นปญหาในสังคมและกำหนด
แนวทางประพฤติปฏิบัติที่สรางสรรคตอสวนรวมเยาวชนจ าเปนตองศึกษาสาระการเรียนรูกลุมสังคม
ศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมเพ่ือใหเ ขาใจสังคมโลกทซี่ ับซอน สามารถปกครองดแู ลตนเองรับผิดชอบ เอา
ใจใสตอสังคมและสิ่งแวดลอมของโลกได ดังนั้น ตลอดระยะเวลาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรแสดงให
เห็นวาผูเรียนกลุมสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไดใชความรูอยางมีความหมาย เพื่อการตัดสินใจ
การสำรวจตรวจสอบการสืบคน การสรางสรรคสิ่งตางๆ และน าทางตนเองและผูอื่น เชื่อมโยงความรูที่
เรยี นสูโลกแหงความเปน จรงิ ในชีวติ ได
1. กลุม สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ไดบูรณาการสรรพความรู กระบวนการและ
ปจจัยตางๆ เพื่อการเรียนรูตามเปาหมายของทองถิ่นและประเทศชาติ การเรียนการสอนตองใชขอมูล
ความรูท้งั ในระดับทอ งถ่ิน ประเทศชาติและระดบั โลก เช่อื มโยงเขาดว ยกนั
2. ผูเ รยี นไดอภปิ รายประเดน็ ปญหารว มสมยั ั รว มกับเพอ่ื นและผใู หญ สามารถแสดง
จุดยืนในคานิยม จรยิ ธรรมของตนอยา งเปดเผยและจริงใจ ขณะเดียวกันกร็ บั ฟงเหตุผลของผูอ่ืนท่ีแตกตาง
จากตนอยางตั้งใจ
24
3. การเรยี นการสอนเปนบรรยากาศของการสง เสรมิ การคิดขัน้ สงู ในประเดน็ หวั ขอที่
ลึกซึ้งทาทาย ผูสอนปฏิบัติตอผูเรียนที่จะใหผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนอยางมีความหมายให
ผูเรียนไดรับการประเมินที่เนนการนำความรูมาประยุกตใชทุกมาตรฐานการเรียนรูของกลุมสังคม ศึกษา
ศาสนาและวฒั นธรรมมีการจัดเตรียมโครงงานท่สี อดคลองกับสภาพแวดลอมเปนจรงิ ของสังคมท่ีใหผูเรียน
ไดน าส่งิ ท่ีเรียนไปใชไ ดจ รงิ ในการดำเนินชวี ิต
กรมวิชาการ. (2555 : 2 - 3 )กลุมสาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรมกําหนด
วสิ ยั ทศั นข องกลมุ ดังนี้
1. เปน ศาสตรท บี่ รู ณาการทีม่ ุงใหเ ยาวชนเปน ผูศกึ ษาพรอ มท่จี ะเปนผนู าํ เปน ผูท ม่ี ีสว น
รว มและเปนพลเมืองท่ีดีของชาติ
2. ไดบ ูรณาการสรรพความรูกระบวนการและปจจัยตาง ๆ เพ่ือการเรียนรูต ามเปาหมาย
ของทองถิ่นและประเทศชาติการเรียนการสอนตองใชขอมูลความรูทั้งในระดับทองถิ่น ประเทศชาติและ
ระดบั โลกเช่ือมโยงเขาดว ยกนั
3.ผูเรียนอภปิ รายประเด็นปญ หารว มสมยั รว มกับเพื่อนและผูใหญส ามารถแสดงจุดยนื ใน
คานยิ มจริยธรรมของตนเองอยางเปดเผยและจรงิ ใจขณะเดยี วกนั ก็รับฟงเหตุผลของผทู ี่มีคา นิยมจริยธรรม
ทีแ่ ตกตา งจากตนเองอยางต้งั ใจ
4.การเรียนการสอนเปนบรรยากาศของการสงเสรมิ การคิดขนั้ สูงในประเดน็ หัวขอท่ี
ลกึ ซ้ึงทาทายผเู รียนมสี วนในกจิ กรรมการเรยี นอยางมีความหมายไดร ับการประเมินทเี่ นน การนําความรูมา
ประยุกตใชทุกมาตรฐานการเรียนรูของกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีการ
จัดเตรียมโครงงานที่สอดคลองกับสภาพแวดลอมเปน จริงของสังคมท่ีใหผเู รียนไดนําสิ่งที่เรียนไปใชในการ
ดํารงชีวติ
จากแนวความคิดที่ไดกลาวมาแลวขางตน แสดงใหเห็นวาวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรมสามารถที่จะใชไดดีในการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลางในการเรยี นรู เพื่อผูเรียนจะ
ไดมีคุณคาและทักษะที่พึงประสงคตามที่ตองการ เพื่อที่จะไดบรรลุตามวิสัยทัศนของการจัดการเรียนการ
สอนกลุมสาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมในโอกาสตอ ไป
25
1.8.5 สาระการเรยี นรูของกลมุ สาระสงั คมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม
กรมวิชาการ. (2555 : 2 – 3) กลมุ สาระการเรียนรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมวาดว ย
การอยูรวมกันในสังคมที่มีความ เชื่อมสัมพันธกัน และมีความแตกตางกันอยางหลากหลาย เพื่อชวยให
สามารถปรบั ตนเองกับบริบท สภาพแวดลอ ม เปน พลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู ทักษะ คุณธรรม
และคานิยมท่ีเหมาะสม โดยไดกำหนดสาระตา ง ๆ ไว ดงั น้ี กลัยราชภฏั มหาสารคาม
1. ศาสนา ศีลธรรมและจรยิ ธรรม แนวคดิ พนื้ ฐานเกย่ี วกับศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนา
ตนเอง และการอยูรวมกันอยางสันติสุข เปนผูกระทำความดี มีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอ
รวมทั้งบำเพ็ญประโยชนตอสังคมและสว นรวม
2. หนาที่พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ิต ระบบการเมอื งการปกครองในสังคม
ปจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขลกั ษณะและ ความสําคัญ
การเปนพลเมืองดี ความแตกตางและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คานิยม ความเชื่อ ปลูกฝงคานิยม
ดานประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมุข สทิ ธิ หนา ที่ เสรีภาพการ ดำเนนิ ชวี ติ อยา งสันติสุข
ในสงั คมไทยและสงั คมโลก
3. เศรษฐศาสตร การผลิต การแจกจา ย และการบรโิ ภคสินคาและบริการ การบรหิ าร
จัดการทรัพยากรที่มีอยูอยางจำกัดอยางมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอยางมีดุลยภาพ และการนำ หลัก
เศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชในชวี ติ ประจำวนั
4. ประวัตศิ าสตร เวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร พฒั นาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปจจุบัน ความสัมพันธและเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตาง ๆ ผลกระทบที่เกิด
จากเหตกุ ารณสำคัญในอดีต บคุ คลสำคัญท่มี ีอิทธิพลตอการเปลยี่ นแปลงตาง ๆ ใน อดีต ความเปนมาของ
ชาตไิ ทย วฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทย แหลง อารยธรรมทส่ี ำคัญของโลก
5. ภมู ศิ าสตร ลกั ษณะของโลกทางกายภาพ ลกั ษณะทางกายภาพ แหลง ทรพั ยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคตางๆ ของโลก การใชแผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร
ความสมั พนั ธกันของส่ิงตา งๆ ในระบบธรรมชาติ ความสมั พันธข องมนษุ ยกบั สภาพแวดลอมทาง ธรรมชาติ
และสิ่งที่มนุษยสรางขึน้ การนำเสนอขอมลู ภูมสิ ารสนเทศ การอนุรกั ษสิ่งแวดลอ มเพอื่ การ พัมนาทย่ี ่ังยืน
26
1.8.6 กระบวนการเรียนรขู องกลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม
การเรยี นรกู ลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมใหไดผ ลดนี ั้นมไิ ดขน้ึ อยกู ับ
สาระทง้ั 5 สาระเพียงอยางเดียว แตประสิทธภิ าพการเรยี นการสอนยอมข้ึนอยูกับคุณภาพการสอนของครู
อปุ กรณ เปน สาํ คัญ ในการเรียนรกู ลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศึกษาศาสนา และวฒั นธรรมในปจ จบุ นั จึง
ตอ งการเลอื กสรรใชเทคนคิ การสอนหลาย ๆ เทคนิคประกอบการใชอุปกรณการสอนประเภทตา ง ๆ
เพอื่ ใหน ักเรยี นบรรลถุ ึงจดุ มุงหมายในการเรียนซ่ึง
จีรภสั ร บัวสวุ รรณ(2558 : 13) ไดกลาวถงึ การเรยี นในกลุมสาระการเรียนรูส งั คมศกึ ษาศาสนา
และวฒั นธรรม ซึง่ สรปุ ไดด งั นี้
1. การสอนโดยใชวธิ ีการแกป ญ หาซง่ึ เปน วธิ ีการที่เนน ใหน ักเรยี นรูจักคิดโดยผาน
กระบวนการสืบสวน วิธีการนี้จะทําใหนักเรียนเกิดความคิดสรางสรรครูจักใชเหตุผล มีวิจารณญาณ
มากกวาการสอนแบบเกา ท่ีเนนใหนกั เรียนทองจาํ ซึ่งครูเปนผูมีบทบาทมากทส่ี ุด สว นนักเรยี นจะกลายเปน
คนท่ไี มร อู ะไรเลย เพราะขาดประสบการณในการใชความคิด ดงั นน้ั การสอนสังคมศกึ ษาแนวใหมจึงเนนใน
เรอื่ งการใชความคิด ซง่ึ เปนส่งิ สําคัญตอชวี ติ นักเรยี นในอนาคต
2. การสอนแบบบรรยาย ยงั คงจําเปนตองใชในการสอนสังคมศึกษาอยูบา งแตครูไมค วร
สอนบรรยายอยูตลอดเวลา ควรหาวิธสี อนอ่นื มาใชดวย การสอนแบบบรรยายนนั้ เปนท่ียอมรับกันวา เปน
วิธีการสอนที่ทําใหนักเรียนไดรับความรูและเนื้อหามากถาครูเปนผูบรรยายที่ดีแตนําไปใชกับสภาพ
หองเรยี นอยตู ลอดเวลาไมได การนาํ ไปใชค วรอยูในดุลยพินจิ ของครู
3. การสอนแบบอภปิ ราย เปน การสอนท่ีนํามาใชก บั วชิ าสังคมศกึ ษาแนวใหมโดยเร่ือง
ที่นํามาอภิปรายนั้นไมจําเปนจะตองเปนความรูที่ถูกตองในลักษณะที่เปนขอเท็จจริงเสมอไป เพราะ
ขอเทจ็ จริงเหลา นั้น นักเรียนสามารถจะหาอา นไดดวยตนเอง ครูอาจจะใชค าํ ถามใหน ักเรียนตอบปากเปลา
เพือ่ ตรวจสอบดวู านักเรียนมีความรคู วามเขาใจในขอ มูลทีส่ ําคญั บางเรอ่ื งเพียงใด
วันเพญ็ วรรณโกมล (2556 : 19 - 22) ไดก ลาววา ในยคุ ทม่ี ีการปฏริ ูปการศกึ ษาของไทย
ตั้งแตปพ.ศ. 2540 เปนตนมา สังคมไทยจึงตองการคนที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะหสังเคราะห
ตัดสนิ ประเมินคา เลอื กรับขอมลู ขาวสารทเ่ี หมาะสม มคี วามรทู งั้ หลักการและทกั ษะปฏิบัตทิ ม่ี มี าตรฐานสูง
เทียบเทาสากล มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่เอื้อตอการพัฒนาสังคมประเทศชาติ เชน ความมี
ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ มีความเปนประชาธิปไตยคงความเปนไทยรูจักรักษาสิ่งแวดลอม
ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน ตลอดจนศึกษาคนควาวิเคราะหภูมิปญญาทองถิ่น และพัฒนาทองถ่ิน
27
ดังนั้น มิติใหมของการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาของไทยไดแนวคิดมาจากคําสําคัญใน
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง ชาตพิ .ศ.2542 มหี ลักการสาํ คัญ 4 ประการคือ
1. การเรียนรูจะตอ งบูรณาการในเร่อื งของตนเองและธรรมชาติสิ่งแวดลอม การเรยี นรู
ทักษะชีวิต และการประกอบอาชีพ การเรียนรูเรื่องประชาธิปไตย ภูมิปญญา และศิลปวัฒนธรรมการ
เรียนรโดยผสมผสานความรูคุณธรรม คานิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงครวมถึงการประเมินผลการ
เรียนรูของผเู รียน
2. การจัดการเรียนการสอนทเี่ นนผูเ รียนเปน ศนู ยกลางโดยผูเรียนเปน ผสู รางความรูดว ย
ตนเอง จัดโอกาสใหกับผูเรียนไดมีสวนรวมในกิจกรรมสรางสรรคผูเรียนลงมือปฏิบัติจริงดวยตนเอง แลว
นําเอาความรูไปประยุกตใชแกปญหาหรือสรางสิ่งตาง ๆ โดยใชเทคนิควิธีสอน เชน Inquiry method,
Cooperative leaning เปน ตน นอกจากนน้ั ผูสอนยงั ตอ งฝก ระตุนใหผ ูเรยี นไดใชก ระบวนการสรา งความรู
ดว ยตนเอง ใหผูเรียนไดฝ กใชกระบวนการคิดและฝกการเรยี นรูโดยใชกระบวนการกลุม
3. การพฒั นาการเรียนรูโ ดยภมู ปิ ญ ญาไทย หมายถึงรปู แบบการเรียนทน่ี ําเอาเน้ือหาและ
หรือวธิ กี ารสอนของภูมปิ ญญาไทยมาใชใ นการเรียนการสอน เพือ่ พัฒนาการเรียนรขู องผเู รียน
4. ผูเรยี นเกดิ การเรยี นรอู ยา งตอ เนอ่ื งตลอดชีวติ เนอ่ื งจากวิชาสงั คมศกึ ษาเปน วชิ าท่ี
เกี่ยวของกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และทรัพยากรการที่สังคมโลกเปนยุคขอมูลขาวสาร เพื่อใหเยาวชน
รูเทา ทันโลก จึงตองทําใหส งั คมไทยเปนสังคมแหงการเรียนรูและคนไทยเยาวชนไทยมีแหลงความรูสําหรับ
การศึกษาตลอดชีวิต ไดแก เครือขายหองสมุด หรือเครือขายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศนเพื่อ
การศึกษา ตลอดจนเครือขายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาโดยใหโอกาสเขาถงึ การศึกษาไดมากขึ้น
ทั้งในรูปแบบการศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยเพื่อใหสามารถพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ ไดอยา งตอ เน่ืองตลอดชีวิต
จากแนวคิดสําคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติพ.ศ.2542 ทําใหมีผลตอการจัดการ
เรียนการสอนสังคมศึกษาในปจจุบัน และอนาคตจะเปนไปเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยืน (Sustainable
development) จงึ มุงพฒั นาผเู รียน คอื
1. การเรียนรูของผูเรียนตองบูรณาการ เพื่อผลในการนําไปใชในชีวิตประจําวันเพราะความรู
ในศาสตรเดียวไมส ามารถนําไปใชในการแกป ญหาได
2. การจัดการเรียนที่ยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง โดยใหผูเรียนเปนผูสรางองคความรูดวยตนเอง
จึงจะเปนการพฒั นามนษุ ยอยา งย่งั ยืน
28
3. การเรียนรูภูมิปญญาทองถิ่น จึงจะเปนการศึกษาที่แทจริง เพราะเปนการศึกษาที่อยูในวิถี
ชีวิตรากเหงา ภูมิปญญาและทรัพยากรในชุมชน จึงจะเปนการพัฒนาสังคมอยางยั่งยืน ผูเรียนเกิดการ
เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต จึงจะชวยใหเปนคนรูเทาทันโลก ทันเหตุการณท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยู
ตลอดเวลา
จากที่กลาวมาขางตน สรปุ ไดว ากระบวนการเรยี นการรูวิชาสังคมศกึ ษา ไดม งุ เนน ผูเรยี น
เปน สําคญั โดยใหผูเรียนเปน ผูส รางองคความรูดว ยตนเอง รจู ักการเรยี นรูการคนควาจากแหลง ความรูตาง
ๆ และเกดิ การเรยี นรูตลอดชีวติ และเนนใหม กี ารบูรณาการในสภาพชวี ิตจรงิ ของผูเรียนเพ่ือใหผ ูเรยี นไดนํา
ความรูที่ไดไปใชในชีวิตประจําวันไดจริงวิธีการสอนทุกวิธีเปนประโยชนและมีคุณคาในตัวเองและเกิด
ประโยชนตอนักเรียนไดทั้งปจจบุ ันและอนาคต ดังนั้นเพื่อพัฒนานกั เรียนครูจึงจําเปนตอ งแสวงหาเทคนิค
และวิธีการตาง ๆ มาใช เพื่อใหนักเรียนเกดิ ความรูความเขาใจ มีทักษะ และคานิยมที่ถูกตอง การสอนมุง
ใหน ักเรียนเปนสําคัญ และใหรจู กั คดิ อยา งเปน ระบบสามารถคดิ เปน ทาํ เปน แกปญ หาเปน โดยอาศัยขอมูล
ท่ไี ดจ ากการเรยี นรูจากอดีตจนถึงปจจุบันเพื่อจะไดเตรยี มพรอมในการเผชญิ กับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ทีเ่ กดิ ขนึ้ อยา งรวดเร็วตลอดเวลา
1.8.7 คณุ ภาพของผเู รยี น จากกลมุ สาระสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2557, หนา 4-9) หลักสตู รการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานไดกำหนดใหกลุมสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปนกลุมสาระพื้นฐานที่ผูเรียนตองเรียนตั้งแตช ั้นประถมศึกษาปที่ 1 ถึงชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 6 ประกอบดวยศาสตรภาษาตาง ๆ หลายแขนง มีลักษณะเปนพหุวิทยาการ มุงเนนให
ผูเรียน มีความรู มที กั ษะกระบวกการ มีคณุ ธรรม จริยธรรม คานิยมทีพ่ ึงประสงค รวมท้ังไดแสดง บทบาท
และความรบั ผิดชอบทั้งตอตนเอง ตอผอู ่นื และตอสภาพแวดลอ ม
จากองคประกอบดังกลาว จึงทำใหกลุมสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีจุดเนนในการ
สรา งคณุ ภาพของผเู รียน ดังนี้
1.ยึดม่ันในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ สามารถนำ หลักธรรมคำ
สอนไปใชปฏิบัติในการอยูรว มกันได เปนผูกระทำความดี มีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอ รวมท้ัง
บำเพญ็ ตนใหเปน ประโยชนแ กสงั คมสวนรวม
2.ยึดมั่น ศรัทธาและธำรงรกั ษาไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ
ทรงเปนประมุข ปฏิบัติตนเปนเพลเมืองดี ปฏิบัติตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม
ไทย รวมท้งั ถายทอดสิ่งที่ดงี ามไวเปน มรดกของชาติ เพอ่ื สนั ติสุขของสงั คมไทยและสงั คมโลก
29
3. มีความสามารถในการบริหารจดั การทรัพยากรใหมีประสิทธภิ าพเพื่อการ ดำรงชีวิตอยางมี
คณุ ภาพ และสามารถนำหลักการของเศรษฐกจิ พอเพียงไปปฏบิ ัติไดอยา งมี ประสิทธิภาพ
4. เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบัน ภาคภูมิใจในความ เปนไทย ทั้งใน
อดีตและปจจุบัน สามารถใชวิธีการทางประวัติศาสตรมาวิเคราะหเหตุการณ ตางๆ อยางเปนระบบ และ
นำไปสรา งองคความรูใหมได หนา ตา ง
5. มีปฏิสัมพันธที่ดีงามระหวางมนุษยกับมนุษย มนุษยกับสิ่งแวดลอม เปนผูสราง วัฒนธรรม
มีจติ สำนึก อนุรักษทรัพยากรและส่งิ แวดลอมเพือ่ การพัฒนาทีย่ ่งั ยนื
ตลอดระยะเวลาที่ผูเรียนไดเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น กลุม สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ไดมีสวนสงเสริม สนับสนุน และพัฒนาผูเรียนใหม ี คุณภาพ และมีเบียผูเรียนใหมี
คุณภาพ และจดุ เนน เมอ่ื ผูเรียนเรยี นปสุดทายของ แตล ะชว งชัน้ ดังนี้
ชว งชัน้ ที่ 1 (จบชั้นประถมศึกษาปท ่ี 3)
1. ไดเ รียนรูเร่ืองเก่ียวกบั ตนเองและผูทอ่ี ยูรอบขาง ตลอดจนสภาพแวดลอมในทองถ่นิ
ทีอ่ ยูอาศัย และเช่ือมโยงประสบการณไปสโู ลกกวา ง
2. ผูเรยี นไดรบั การพัฒนาใหม ที กั ษะกระบวนการ และมีขอมูลท่ีจำเปนตอ การ พฒั นา
ใหเปน ผูมีคุณธรรม จรยิ ธรรม ประพฤติปฏบิ ัตติ ามหลักคำสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ มีความเปนพลเมือง
ดี มีความรับผิดชอบ การอยูรวมกันและการทำงานกับผูอื่น มีสวนรวม ในกิจกรรมของหองเรียน และได
ฝก หดั การตดั สินใจ
3. ไดศ กึ ษาเรื่องราวเกย่ี วกบั ตนเอง ครอบครัว โรงเรยี นและชมุ ชนในลกั ษณะการ
บูรณาการ ผูเรียนไดเขาใจแนวคิดเกี่ยวกับปจจุบันและอดีต มีความรูพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไดขอคิด
เกี่ยวกับรายรับ-รายจายของครอบครัว เขาใจถึงการเปนผูผลิต ผูบริโภค รูจักการยอนชั้นตน และวิธีการ
เศรษฐกจิ เพียง
4. ไดร บั การพัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกยี่ วกับศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม หนาที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร ประวัติศาสตร และภมู ศิ าสตร เพ่ือเปนพน้ื ฐานในการทำความเขาใจในชัน้ ท่สี ูงตอ ไปน้ี
30
ชวงชัน้ ที่ 2 จบชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 6
1. ไดเ รียนรูเร่ืองของจงั หวัด ภาคและประเทศของตนเอง ทง้ั เชิงประวตั ศิ าสตร
ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวฒั นธรรม รวมทงั้ การเมือง การปกครอง และสภาพเศรษฐกิจ
โดยเนนความเปน ประเทศไทย
2. ไดรบั การพัฒนาความรแู ละความเขา ใจในเร่อื งศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีสวนรวมศาสนพิธีและพิธี กรรมทางศาสนามาก
ย่งิ ขึน้
3. ไดศ กึ ษาและปฏบิ ตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธหิ นา ที่ในฐานะพลเมอื งดี ของ
ทองถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งไดมีสวนรวมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรมของทองถ่ินตนเองมากยิ่งข้ึน
4. ไดศ ึกษาเปรียบเทยี บเรือ่ งราวของจังหวัดและภาคตา ง ๆ ของประเทศไทย กับ
ประเทศเพอื่ นบาน
5. ไดร บั การพฒั นาแนวคดิ ทางสงั คมศาสตร เกี่ยวกับศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม หนา ที่
พลเมือง เครษฐศาสตร ประวัติศาสตร และภูมิศาสตร เพื่อขยายประสบการณไป สูการทำความเขาใจใน
ภูมิภาคซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คานิยม ความเช่ือ
ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวติ การจัด ระเบียบทางชาน และการเปล่ียนแปลงทาง
สงั คมจากอดตี ปจ จบุ ัน
ชวงชั้นที่ 3 จบมธั ยมศึกษาปท่ี 3
1. ไดเ รียนรแู ละกษาเก่ยี วกับความเปนไปของโลก โดยการศกึ ษาประเทศไทย
เปรยี บเทยี บกบั ประเทศในภมู ภิ าคตา งๆ ในโลก เพื่อพัฒนาแนวคดิ เรือ่ งการอยูรว มกันอยาง สันติสขุ
2. ไดเรียนรู และพฒั นาใหมีทกั ษะท่ีจำเปน ตอการเปนนักคดิ อยา งมีวิจารณญาณ
3. ไดร บั การพัฒนาแนวคิดและขยายประสบการณเ ปรียบเทียบระหวา งประเทศ ไทยกบั
ประเทศในภูมิภาคตาง ๆ ในโลก ไดแก เอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกา เหนือ อเมริกาใต ใน
ดานศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คานิยม ความเชื่อ ขนมธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการ
ปกครอง ประวตั ศิ าสตร และภมู ิศาสตรด ว ยวธิ ีการทาง ประวตั ศิ าสตรแ ละสังคมศาสตร
4. ไดรับการพัฒนาแนวคิด และวเิ คราะหเหตุการณในอนาคต สามารถนำมาใช เปน
ประโยชนใ นการดำเนินชีวิต และวางแผนการดำเนนิ งานไดอยางเหมาะสม
31
ชว งชั้นที่ 4 (จบ มธั ยมศึกษาปท่ี 4)
1. ไดเ รยี นรแู ละศกึ ษาความเปนไปของนกั อยา งกวางขวางและลึกซึ้งย่ิงขึ้น
2. ไดรับการสงเสริมสนับสนุนใหพัฒนาตนเองเปนพลเมืองดี มีคุณธรรม จริยธรรม
ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีคานิยมอันพึงประสงค สามารถอยู รวมกับผูอ ื่นและ
อยูในสงั คมไดอยางมคี วามสุข รวมทัง้ มีศักยภาพเพื่อการศึกษาตอในช้ันสูง ตามความประสงคได
3. เงินเรียงภูมิปญญาไทย มีความภาคภูมิใจในความเปนไทย ประวัติศาสตร ของชาติ
ไทย ยึดมัน่ ในวิถีชวี ิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ
4. ไดรับการสงเสริมใหมีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคไดอยาง
เหมาะสม มีจิตสำนึกและมีสวนรวมในการอนุรักษประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดลอม มีความรัก
ทองถนิ่ และประเทศชาติ มุงทำประโยชนแ ละสรางส่งิ ท่ีดงี ามใหก บั สังคม
5. เปนผูมีความรู ความสามารถในการจัดการเรียนรูของตนเอง ชี้นำตนเองไดและ
สามารถแสวงหาความรจู ากแหลงการเรยี นรตู า งๆ ในสงั คมไดต ลอดชวี ิต
กรมวิชาการ (2545 : 6) กลา ววากลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม
มุงเนนใหผูเรียนมีความรูมีทักษะกระบวนการ มีคุณธรรม จริยธรรม คานิยมที่พึงประสงครวมทั้งไดแสดง
บทบาทและความรับผิดชอบทั้งตอตนเอง ตอผูอื่น และตอสภาพแวดลอม จากองคประกอบดังกลาว จึง
ทําใหกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีจุดเนนในการสรางคุณภาพของผูเรียน
ดังนี้
1. ยดึ มนั่ ในหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือ สามารถนําหลักธรรมคํา
สอนไปใชปฏิบัติในการอยูรวมกันไดเปนผูกระทําความดีมีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอรวมทั้ง
บาํ เพ็ญตนใหเปนประโยชนแ กส งั คมสวนรวม
2. ยึดม่นั ศรทั ธา และธาํ รงรกั ษาไวซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อนั มี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีปฏิบัติตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี
และวัฒนธรรมไทย รวมทั้งถายทอดสิ่งที่ดีงามไวเปนมรดกของชาติเพื่อสันติสุข ของสังคมไทยและสังคม
โลก
3. มีความสามารถในการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรใหม ีประสิทธิภาพเพื่อการดาํ รงชีวติ อยางมี
ดลุ ยภาพ และสามารถนําหลกั การของเศรษฐกจิ พอเพียงไปปฏบิ ตั ิไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ
32
4. เขา ใจพฒั นาการของมนษุ ยชาติจากอดตี จนถงึ ปจจบุ ัน ภาคภูมใิ จในความเปนไทยทง้ั ใน
อดีตและปจจุบัน สามารถใชวิธีการประวตั ิศาสตรมาวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ อยางเปนระบบและนําไป
สรางองคความรใู หมไ ด
5. มปี ฏิสมั พันธท ดี่ ีงามระหวา งมนุษยกบั มนษุ ย มนษุ ยกับส่งิ แวดลอ ม เปนผูส รางวัฒนธรรม
มจี ิตสํานกึ อนรุ กั ษท รัพยากรและส่งิ แวดลอ มเพ่อื การพัฒนาทีย่ ั่งยนื
จากคุณภาพของผูเรียนกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สรุปไดวา
ตอ งการใหผ ูเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม คานยิ มที่เหมาะสมกับคนไทยและเปนพลเมืองดีของชาติใชชีวิตใน
สังคมอยางสันติมีดุลยภาพโดยยึดหลกั เศรษฐกิจพอเพียง มีความภาคภูมิในความเปนไทยและรูเทาทันตอ
สังคมโลกเพอื่ สามารถดํารงชีวิตอยไู ดอ ยา งสันตสิ ขุ
ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห
2.1 ความหมายของทกั ษะ
สุวิมล วองวาณิช (2555 : 485) ไดก ลาวถงึ ความหมายของทักษะไววาเปน ความสามารถที่เปนผล
มาจากการฝกฝนหรือการปฏิบัติจนเกิดความชํานาญเกี่ยวของกับการใชมือหรืออวัยวะทางกายการใช
กลามเนอื้ แสดงการทาํ งานออกมาใหเหน็
อัจฉราพร ทรัพยแกว (2556 : 25) ไดกลาวถึงความหมายของทักษะไววาทักษะ หมายถึง การ
กระทําใด ๆ ดวยความชํานาญที่เกิดจากประสบการณและการฝกฝน สามารถนําไปประยุกตใชกับ
ประสบการณใ หมเ พอ่ื แกปญ หาตาง ๆ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
ณรงค เรอื งเกษม (2562 : 26) กลาววา ทกั ษะ หมายถงึ การทํางานหรือการปฏิบตั ิกิจกรรมใด ๆ
ดวยความชํานาญสามารถนําไปประยุกตใชกับประสบการณใหมเพื่อแกปญหาตาง ๆไดอยางมี
ประสิทธิภาพ ท้งั น้ที กั ษะจะเกิดขน้ึ ไดตอ งอาศัยความรูแ ละฝกฝนเปนระยะเวลายาวนาน
กูด (Good. 1973 : 536) ไดใหความหมายของทักษะวาหมายถึงการเรียนรูการปฏิบัติกิจกรรม
ใดๆ ก็ตามท่ที าํ ใหค ลอ งแคลวและถกู ตองและแมนยาํ ทงั้ ในดานกจิ กรรมทางกายและทางสมอง
แมคเคลแลนด(McClelland. 2011: 1-14) ใหความหมายของทักษะ (Skill) หมายถึง สิ่งท่ี
ตองการใหทำไดอยางมีประสิทธิภาพ ทักษะที่เกิดไดนั้นมาจากพื้นฐานทางความรูและสามารถปฏิบัติได
อยางคลอ งแคลว วองไว
33
นิวแมน (Newman. 1963: 5) ใหความหมายของทักษะ (Skill) หมายถึงความสามารถในการ
ทำงานหรอื กระทำใหบ รรลเุ ปา หมายปลายทางขององคกรอยางรวดเร็ว
จากความหมายที่นักการศึกษาเสนอไว สามารถสรุปไดวา ทักษะ หมายถึง ความสามารถในการ
ทำงานใหคลองแคลว วองไว รวดเร็ว ถูกตองแมนยำ และความชำนาญในการปฏิบัติจนเปนที่เชื่อถือและ
ยอมรับของบุคคลทั่วไป ทักษะที่เกิดไดนั้นมาจากพื้นฐานทางความรูและสามารถทำใหบรรลุเปาหมาย
ปลายทางขององคกรอยา งรวดเรว็
2.2 ความหมายของการคดิ วิเคราะห
นกั การศึกษาและนกั วชิ าการหลายทานไดใ หความหมายของคำวา การคิดวเิ คราะหไ ว ดงั นี้
ราชบัณฑิตยสถาน (2556)ใหความหมายคำวา “คิด” หมายความวา ทำใหปรากฏเปนรูปหรือ
ประกอบใหเปน รูปหรือเปนเรื่องขึ้นในใจ ใครค รวญ ไตรตรอง คาดคะเนคำนวณ มงุ จงใจ ตั้งใจ สวนคำวา
“วิเคราะห” มคี วามหมายวาใครครวญ แยก ออกเปน สว นๆ เพอ่ื ศกึ ษาใหถอ งแท ดงั นัน้ คำวา คิดวเิ คราะห
จึงมีความหมายวาเปนการใครครวญ ตรึกตรองอยางละเอียดรอบคอบแยกเปนสวนๆในเรื่องราวตางๆ
อยางมีเหตุผล โดยหาจุดเดน จุดดอยของเรื่องนั้นๆ และเสนอแนะสิ่งที่เหมาะสมอยางมีความเปนธรรม
และเปน ไปได ดงั น้ันการพฒั นาคุณภาพการคดิ วิเคราะหจ ึงสามารถกระทำไดโดยการฝกทกั ษะการคิดและ
ใหนักเรียนมีโอกาสไดคิดวิเคราะห สามารถเสนอความคิดของตนและอภิปรายรวมกัน ในกลุมอยาง
ตอเนื่องสม่ำเสมอ โดยครูและนักเรียนตางยอมรับเหตุผลและความคิดของแตละคน โดยเชื่อวา ไมมี
คำตอบท่ีถูกตองเพียงคำตอบเดยี ว
สุนทรี วัฒนพันธุ (2555 : 11) การคิดวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการจำแนก การให
รายละเอียด ใหเหตุผลและจับประเด็นเชื่อมโยงความสัมพันธเหตุการณระหวางเรียนกับหลักคุณธรรม
จริยธรรม โดยใชกระบวนการคิดนำไปใชในสถานการณใหม
วรรณา โรจนะบุรานนท(2557 : 5) การคิดวิเคราะห หมายถึง การคิดระดับสูงที่เกิด ขึ้นดวย
กระบวนการที่ซับซอน เปนความสามารถในการคิดที่ใชเหตุผลในการแกปญหาสามารถจำแนกแยกแยะ
องคประกอบตางๆ ออกเปนสวนยอย ๆ หรือเปนหมวดหมูได โดยพิจารณาอยารอบคอบถึงสภาพการณ
หรือขอ มลู ตา ง ๆ วา มขี อเทจ็ จรงิ เพียงใดในการตัดสินใจ
Marzano, 2001 อา งถึงใน กวี โพธิส์ ุธา,(2557:13) ทกั ษะการคิดวิเคราะหเปน ความหมายในการ
ใชเหตผุ ล และความละเอยี ดถ่ีถว น ในการจำแนกแยกแยะส่ิงตางๆ ซ่ึงประกอบดว ยทักษะ 5ประเภท ตาม
แนวคิดของมารซาโน ไดแก 1.) ทักษะการจำแนกเปนทักษะในการจำแนกสวนยอยตางๆทั้งเหตุการณ
34
เรื่องราววิ่งของออกเปนสวนยอยๆใหเขาใจงายอยางมีหลักเกณฑ สามารถบอกรายละเอียดของสิ่งของ
ตางๆได 2.) ทักษะการจัดหมวดหมูเปนความสามารถในการจัดประเภทจัดลำดับกลุมของสิ่งที่มีลักษณะ
คลายคลึงกันเขาดวยกันโดยยึดโครงสรางลักษณะ หรือคุณสมบัติที่เปนประเภทเดียวกัน 3.) ทักษะการ
เชื่อมโยง เปนความสามารถในการเชื่อมโยงความสมั พันธข องขอ มูลตา งๆ วาสัมพันธกนั อยา งไร 4.)ทักษะ
การสรุปความเปนความสามารถในการจับประเด็น และสรุปผลจากสิ่งที่กำหนดใหได 5.) ทักษะการ
ประยุกตเปนความสามารถในการนำความรูหลักการ และทฤษฎีมาใชในสถานการณตางๆสามารถ
คาดการณ ประมาณ พยากรณ ขยายความ คาดเดาสิง่ ทีจ่ ะเกิดข้นึ ในอนาคตได
Bloom, 1961อางถึงใน นภัสวรรณ จงสอน, (2556 : 47-48 ) การคิดวิเคราะห หมายถึง
ความสามารถในการจำแนกแยกแยะขอมูลที่สมบูรณออกเปนสวนยอยๆ เปนหมวดหมู รวมถึง
ความสัมพันธที่เกี่ยวของกันและทำใหทราบถึงความสำคัญและความสัมพันธของสวนยอยๆที่จำแนก
สาเหตุ และความสำคญั ท้ังปวงของเรื่องๆนน้ั
Ennis (1985) ไดใหความหมายของการคิดวเิ คราะห เปนการประเมินขอความไดถ กู ตอง เปน การ
คดิ แบบตรึกตรองและมีเหตุผล เพื่อการตดั สินใจกอนท่จี ะเช่อื หรอื กอนทีจ่ ะลงมือปฏบิ ัติ
E.M (1964) ใหความหมายของการคิดวิเคราะหวา เปนสิ่งที่เกิดจากสวนประกอบของทัศนคติ
ความรูแ ละทักษะ โดยทัศนคตเิ ปนการแสดงออกทางจิตใจตองการสืบคน ปญหาท่ีมีอยูความรูจะเกี่ยวของ
กับการใชเหตุผลในการประเมินสถานการณการสรุปความอยางเที่ยงตรงและการเขาใจในความเปน
นามธรรม สว นทกั ษะจะประยกุ ตร วมอยใู นทัศนคตแิ ละความรู
มิเชลลิช (Hannah and Michaelis, อางถึงใน ลักขณา สริวัฒน, 2549 : 69)ใหความหมายของ
ทักษะการคิดวิเคราะหไววา เปนความสามารถในการแยกแยะสวนยอยของสิ่งตาง ๆเพื่อดูความสำคัญ
ความสมั พนั ธ
อัลฟาโรและลีเฟบเร (Alfaro & LeFevre, 1995 : 177) อธิบายความหมายของการวิเคราะหว า
การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการทางปญญาที่บุคคลจะใชเพื่อใหเกิดความเขาใจธรรมชาติของบางส่ิง
บางอยางไดดีขึน้ โดยการแยกสวนรวมหรอื ภาพรวมของสิง่ นั้นอยางระมดั ระวงั ใหไดเปนสว นยอย
สเติรนเบิรก (Sternberg, 1999 : 507) ไดอธิบายวา การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการที่ท าให
องคป ระกอบทเี่ ปนภาพรวมทีซ่ บั ซอน แตกเปน องคป ระกอบยอยๆ ได
ดิวอี้ (Dewey, 1993) กลาววา การคิดวิเคราะห หมายถึงการคิดพิจารณาอยางรอบคอบและ
จริงจังเกี่ยวกับความเชื่อใดๆ หรือความรูในรูปแบบตางๆ บนพื้นฐานของสิ่งสนับสนนุ การคดิ พิจารณาน้นั
35
และหมายถงึ การพินิจพิจารณาขอสรปุ ทเ่ี ปน เปา หมายของการคิดนน้ั ซงึ่ กวางไกลกวาสภาวะที่ความคิดนั้น
ปรากฏอยู
จากความหมายของการคิดวิเคราะหที่นักการศึกษาขางตนกลาวไวขางตนสวนใหญจะเปนไปใน
แนวเดยี วกัน ผูวิจัยจงึ สรปุ ความหมายวา “การคิดวเิ คราะห” หมายถงึ การคิดทีม่ ีความซับซอนอยางลึกซึ้ง
ละเอียดถี่ถวนในการพิจารณาสิ่งตางๆ ซึ่งอาจเปนขอมูล เรื่องราวหรือสถานการณ ประกอบดวย
ความสามารถในการจำแนกแยกแยะองคประกอบออกเปนสวนยอย โดยสามารถใหรายละเอียดดวยการ
ใหเหตุผลที่ถูกตองจากพื้นฐานความรูหรือหลักการ ระบุไดวาองคประกอบหรือสวนยอยนั้นๆ มี
ความสัมพันธเช่ือมโยงกนั อยางไร ระบบไดวาส่ิงใดเปนเหตุสิ่งใดเปนผล นำไปสูขอ สรุปหรือการตัดสินใจท่ี
ถูกตองเพื่อแกปญหาหรือสถานการณ การคาดการณทำนายคำตอบลวงหนานำไปประยุกตใชใน
สถานการณต า งๆ หรือเกิดเปนความรูใ หม
2.3 ความหมายของทกั ษะการคิดวเิ คราะห
การคดิ วิเคราะหเ ปนรากฐานสำคญั ของการเรยี นรูและการดำเนนิ ชวี ติ บุคคลทมี่ ีความสามารถใน
การคิดวิเคราะห จะมีความสามารถดานอื่น ๆ เหนือกวาบุคคลอื่น ๆ ทั้ง ทางดานสติปญญาและการ
ดำเนินชีวิต การคิดวิเคราะหเปนพื้นฐานของการคิดทั้งมวล เปน ทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได ซ่ึง
ประกอบดวยทักษะที่สำคัญ คือ การสังเกต การ เปรียบเทียบ การคาดคะเนและการประยุกตใช การ
ประเมิน การจำแยกแยะประเภท การจัด หมวดหมู การสันนิษฐาน การสรุปผลเชิงเหตุผล การศึกษา
หลักการเชื่อมโยงความสัมพันธของสิ่งตาง ๆ โดยใชเกณฑในการตัดสินใจดวยเหตุผล ทักษะการคิด
วิเคราะห จึงเปนทักษะ การคิดระดับสูง ที่เปนองคประกอบสำคัญของกระบวนการคิดทั้งมวล ทั้งการคิด
วจิ ารณญาณ และการคิดแกป ญ หา
ดาวนภา ฤทธิแกว (2558 : 6) ไดใหความหมายของทักษะการคิดวิเคราะหวา หมายถึง
ความสามารถในการแยกแยะสวนประกอบยอ ยของเหตุการณเรื่องราวหรือเน้ือหาตาง ๆ ที่เกี่ยวของ
อยางไรบาง โดยใชคำถามแบบวิเคราะหค วามสำคัญ ความสัมพันธและหลกั การ
วชั รา เลา เรียนดี (2557 :7) ท่ใี หความหมายของทักษะการคิดวเิ คราะหว า หมายถงึ ความสามารถ
ในการแยกยอย แนวคดิ ขอโตแยง ปรากฏการณต าง ๆ ใหเ ปนสวนยอย โดยใชค ำถามเพ่ือสงเสริมการคิด
วเิ คราะห
จุฑามาศ เจริญธรรม (2559 : 35) ใหนยิ ามของทกั ษะการคดิ วเิ คราะหว า หมายถงึ ความสามารถ
ในการจำแนกแยกแยะองคประกอบตาง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึงซึงอาจจะเปนวตัถุสิ่งของ เรื่องราวหรือ
36
เหตุการณและการหาความสัมพนัธเชิงเหตุผลระหวางองคประกอบเหลานั้น เพื่อคนหาสภาพความเปน
จรงิ หรือสงิ่ สำคญั ของสง่ิ ที่กำหนดให
ส. ม. มูลคำ (2562: 25) กลาววา การคิดวิเคราะหจะเกิดขึ้นเมื่อเราตองการทำความเขาใจโดย
การพยายามตีความขอมูลที่ไดรับ เมื่อเกิดขอสงสัยสมองจะพยายามคิดหาความสัมพันธเชิงเหตุผลมา
อธิบายถึงเหตุการณหรือปรากฏการณที่เกิดขึ้น หรือเพื่อประเมิน สิ่งตางๆ ที่ตองตัดสินใจเลือกสิ่งท่ี
เหมาะสมหรือเมื่อตองการเห็นภาพรวมทั้งหมด นอกจากนั้น ยังไดกลาวถึงการวิเคราะห (Analysis)
หมายถึง การจำแนก แยกแยะองคประกอบของสิ่งใด สิ่งหนึ่งออกเปนสวนๆ เพื่อคนหาวามีองคประกอบ
ยอย ๆ อะไรบาง ทำมาจากอะไร ประกอบขึ้นมาไดอยางไรและมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันอยางไรและ
กลาวโดยสรุปวาการคิด วิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการจำแนก แยกแยะองคประกอบตาง ๆ
ของสิ่งใดสิ่ง หนึ่งซึ่งอาจจะเปนวัตถุ สิ่งของ เรื่องราวหรือเหตุการณ และหาความสัมพันธเชิงเหตุผล
ระหวางองคประกอบเหลานั้น เพื่อคนหาสภาพความเปนจริงหรือสิ่งสำคัญของสิ่งที่กำหนดใหดังนั้น การ
คิดวิเคราะห จึงมีความสำคัญตอการจำแนก แยกแยะองคประกอบของสิ่งใดสิ่ง หนึ่งออกเปนสวน ๆ เพื่อ
คนหาวา มีองคป ระกอบยอ ย ๆ อะไรบา ง มคี วามสอดคลองและสัมพันธ
Bloom, 1961อางถงึ ใน นภัสวรรณ จงสอน,( 2556 : 47-48 ) ไดก ลา วถงึ ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห
ประกอบดวยทักษะ 3 ดา นดังนี้
1. การคดิ วิเคราะหความสำคญั หรอื เน้ือหาของสิ่งตางๆ ( Analysis of Element )
เปนความสามารถมนการแยกแยะไดว า สง่ิ ใดจ าเปน ส่งิ ใดส าคญั สิ่งใดมบี ทบาทมากที่สุดประกอบดวย
1.1 วเิ คราะหชนดิ เปน การวินจิ ฉัยวาส่ิงนัน้ เหตุการณน ั้นๆ จดั เปนชนดิ ใดลักษณะ
ใด เพราะเหตใุ ด เชนขอความนี้ (ทำดีไดดี ทำชั่วไดช วั่ ) เปน ขอความชนิดใด มานำ้ เปน พชื หรอื เปน สัตว
1.2 วเิ คราะหส่งิ สำคัญ เปนการวินิจฉยั วา สง่ิ ใดสำคัญ สิ่งใดไมสำคัญ เปน การคน หา
สาระสำคญั ขอความหลัก ขอสรุป จดุ เดน จุดดอย ของสิง่ ตางๆ เชน สาระสำคญั ของเรื่องน้ี คืออะไรสงิ่
สำคญั ท่สี ดุ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุดในสถานการณนี้
1.3 วิเคราะหเ ลศนัย เปนการมุง คนหาส่งิ ทแ่ี อบแฝงซอนเรน หรืออยเู บื้องหลงั จาก
สงิ่ ท่ีเหน็ ซึ่งมิไดบงบอกตรงๆ แตม รี อ งรอยของความจรงิ ซอนเรนอยู เชนภาพนี้หมายถึงใคร ขอความนี้
หมายถงึ ใครหรอื สถานการณใด เรื่องน้ีควรยกยองหรือตำหนิใคร เรอ่ื งนี้ใหขอ คดิ อะไร ผเู ขยี นมีความเชื่อ
อยางไร
2. การคดิ วิเคราะหค วามสัมพันธ( Analysis of Relationship ) เปนการคน หา
37
ความสัมพันธของสิ่งตางๆ วา มอี ะไรสมั พันธก ัน สมั พันธเช่ือมโยงกนั อยางไร สัมพนั ธกันมากนอ ยเพียงใด
สอดคลอ งหรอื ขัดแยงกนั
2.1 วเิ คราะหช นดิ ของความสัมพันธ มงุ ใหคดิ วาเปน ความสัมพันธแบบใด มีสิง่ ใด
สอดคลอ งกันหรอื ไมส อดคลองกัน มีส่ิงใดเกีย่ วขอ งกับเร่ืองน้ีและมีสิ่งใดเก่ยี วขอ งกับเรื่องน้ี มีขอความใดมี
สิ่งใดไมสมเหตุสมผล เพราะอะไรคำกลาวใดสรุปผิด การตัดสินใจการกระทำอะไรไมถูกตอง สองสิ่งนี้
เหมอื นกันอยางไร หรอื แตกตา งกนั อยา งไร
2.2 วเิ คราะหข นาดของความสัมพนั ธ สง่ิ ใดเกยี่ วขอ งมากท่สี ุด ส่ิงใดเก่ยี วของนอย
ทส่ี ดุ สิ่งใดสมั พนั ธกบั เหตกุ ารณ หรือเรื่องราวมากทส่ี ุด การเรียนล าดบั มากนอยของสิ่งตางๆ ท่ีเก่ียวของ
เชน เรยี งลำดับความรุนแรง
2.3 วิเคราะหข ัน้ ตอนของความสมั พนั ธ เมอ่ื เกิดสง่ิ นแ้ี ลวเกิดผลลพั ธอะไรมาบา ง
ตามลำดับ การเรยี งลำดับของเหตุการณ วงจรของสิง่ ตา งๆ สิง่ ท่ีจะเกิดขน้ึ ตามลำดับข้ันตอน ผลสุดทา ยจะ
เปนอยา งไร เชน วงจรของสัตว
2.4 วิเคราะหจุดประสงคและวธิ กี าร การกระทำแบบน้ที ำเพือ่ อะไร การทำบญุ ตัก
บาตร(สขุ ใจ) เม่อื ทำอยางน้แี ลว จะเกดิ ผลสมั ฤทธอิ์ ะไร ทำอยางนมี้ ีเปาหมายอะไร
2.5 วิเคราะหสาเหตแุ ละผล สิ่งใดเปน สาเหตุของเร่อื งนี้ หากไมทำอยางนี้ผลจะเปน
อยางไร ขอ ความใดเปนเหตุผลแกก นั หรือขดั แยงกนั
2.6 วเิ คราะหแ บบความสัมพนั ธไปในรปู อปุ มาอปุ ไมย เชน บนิ เรว็ เหมอื นนก ระบบ
ประชาธปิ ไตยเหมอื นกบั ระบบการทำงานของรางกาย
3. การคดิ วิเคราะหเ ชงิ หลกั การ ( Analysis of Organization Principles ) หมายถงึ
การคนหาโครงสรางเชิงระบบเรื่องราว สิ่งของและการทำงานตางๆ วาสิ่งเหลานั้นดำรงอยูไดในสภาพ
เชนนั้นเนื่องจากอะไร มีอะไรเปนแกนหลัก มีหลักการอยางไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเปน
ตวั เชือ่ มโยง การคดิ วิเคราะหหลกั การเปนการคดิ วเิ คราะหทถ่ี ือวามีความสำคัญทีส่ ุด การที่จะวิเคราะหเชิง
หลักการไดดี จะตองมีความรูความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธไดดี
เสียกอน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธ จะท าให
สามารถสรุปเปน หลกั การได ประกอบดว ย
38
3.1 วเิ คราะหโ ครงสรา ง เปนการคนหาของโครงสรา งของส่งิ ตา งๆ เชน การทำวิจยั
มีกระบวนการทำงานอยา งไร สิ่งนี้บง บอกถึงความคิดหรือเจตนาอะไร ค ากลาวนี้มีลักษณะอยางไร (เชิญ
ชวน โฆษณาชวนเชอื่ ) โครงสรางของสังคมไทยเปน อยางไร สว นประกอบของสง่ิ น้ีมอี ะไรบา ง
3.2 วเิ คราะหหลักการ เปนการแยกแยะเพอื่ คนหาความจริงของส่ิงตางๆ แลว สรุป
เปนคำตอบหลกั ไดหลักการของเร่ืองนีว้ าเปนอยางไร เหตุใดความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใตจ งึ
ไมม ที า จะยุติลงได หลกั การในการสอนของครคู วรเปนอยางไร
Russel (1956 : 181-182) ใหคำนิยามของทักษะการคิดวิเคราะหแตกตางออกไปวา เปน
ความสามารถในการคิดเพื่อแกปญหาชนิดหนึ่งโดยผูคัดจะตองพิจารณาตดัสินในเรื่องราวตาง ๆ วา
เหน็ ดวยหรอื ไมเ ห็นดวย การคิดวเิ คราะหจ งึ เปนกระบวนการประเมนิ หรือการจัดหมวดหมูโ ดยอาศัยเกณฑ
ทเี่ คยยอมรบั กัน มาแตก อ น ๆ แลว สรปุ หรือพจิ ารณาตัดสนิ
สรปุ ไดวา ทกั ษะการคิดวิเคราะห คอื ความสามารถในการพิจารณาไตรตรองแกปญหาที่แมนยำมี
ความละเอยี ดในการจำแนกแยกแยะ เปรยี บเทียบขอมูลเร่อื งราวเหตกุ ารณตา ง ๆอยางชำนาญ โดยการหา
หลักฐานที่มีความสัมพันธเชื่อมโยงหรือขอมูลที่นาเชื่อถือมาสนับสนุนหรือยืนยันเพื่อพิจารณาอยาง
รอบคอบกอ นตดั สนิ ใจเชือ่ ทักษะการคิดวิเคราะหสามารถวัดได 3 ดานไดแก 1.)วเิ คราะหค วามสำคัญหรือ
วิเคราะหเนื้อหาของสิ่งตางๆ หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดมาวาอะไรสำคัญ อะไรจำเปนหรือมี
บทบาทที่สุด ตัวไหนเปนเหตุ ตัวไหนเปนผล จัดเปนชนิดใดหรือลักษณะใดเพราะอะไรจึงเปนเชนนั้น 2.)
วเิ คราะหความสัมพันธ หมายถงึ การคน หาวา ความสำคัญยอยๆ ของเรอ่ื งราวหรือเหตกุ ารณน้ันเกี่ยวพันธ
กันอยางไร 3.) วิเคราะหหลักการหมายถึง การคนหาโครงสรางของระบบของวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว และ
การกระทำตางๆ วาสิ่งเหลานั้นรวมกันจนดำรงสภาพเชนนั้นอยูไดเนื่องจากอะไร โดยยึดอะไรเปนหลัก
แกนกลางมีส่ิงใดเปน ตวั เช่ือมโยง มเี ทคนิคอยางไร
2.4 ทฤษฎเี กยี่ วกบั การคดิ วิเคราะห
เพียเจต (1981)(Piaget, อา งถึงใน พรรณีช. เจนจติ , 2548 :87 – 91) แบง ลำดบั ขน้ั ของการ
พฒั นาทางสติปญญาออกเปน 6 ข้นั ดังน้ี
1.ขน้ั ประสาทรบั รูและการเคลอื่ นไหว (Sensory – Motor Stage) เปนพฒั นาการของ
เด็กต้ังแตแรกเกิดจนถึงอายุ2 ปพฤติกรรมของเด็กวัยนี้ข้ึนอยูกับ การเคลื่อนไหวเปนสวนใหญ เชน การ
ไขวควาการเคลื่อนไหว การมอง การดูด ในวัยน้ีเด็กแสดงออกเพื่อใหเห็นวามีสติปญญาดวยการกระทำ
เด็กสามารถแกปญหาไดแมวาไมสามารถอธิบายไดดวยคำพูด เด็กจะตองมีโอกาสที่จะปะทะกับ สิ่ง
39
แวดลอมดวย ตนเอง ซงึ ถือวา เปน ส่งิ จำเปน สำหรับการพัฒนาสติปญญาและความคิดเด็กวัยนี้มักทำ อะไร
ซา ๆ บอย ๆ เปนการเลียนแบบ พยายามแกปญหาโดยการเปลี่ยนวิธกี ารตาง ๆเพื่อใหไดส่ิงที่ตองการแต
กจิ กรรมการคดิ ของเดก็ วัยนส้ี วนใหญย ังคงอยูเฉพาะสงิ่ ที่สามารถสมั ผสั ไดเทานั้น
2.ขน้ั ปฏิบตกิ ารคิด (Proportional Stage) ข้ันนเี้ ริ่มตงัแตอ ายุ2 – 7 ป
3.ข้ันกอนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เปนขั้นพัฒนาการของเดก็ อายุ 2 – 4
ปเปนชวงทีเ่ ด็กเร่ิมมีเหตุผลเก่ียวโยงซ่ึงกันและกัน แตเหตุผลของเด็กวัยนี้ไมมีขอบเขตเพราะเดก็ ยังคงยึด
ตนเองเปนศนู ยก ลาง คอื ถอื ความคิดตนเองเปน ใหญแ ละมองไมเ หน็ เหตผุ ลของคนอ่ืน ความคิดและเหตุผล
ของเด็กวัยนี้จึงไมคอยถูกตองตามความเปนจริงมากนัก นอกจากนี้ความเขาใจตอสิ่งตาง ๆยังอยูในระดับ
เบ้ืองตนเชน เขาใจวาเด็กหญิงสองคน ซึ่งเหมือนกัน จะมีทุกอยางเหมือนกันหมดแสดงวา ความคิดรวบ
ยอดของเด็กวยั น้ีไมพฒั นาเต็มที่
4.ขนั้ การคดิ แบบญาณหย่ังรูนึกเอาเองโดยไมใชเหตผุ ล (Intuitive Thought) เปนข้นั
พัฒนาการของเด็กอายุ4 – 7 ปขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ รอบตัวดีขึ้น รูจักแยก
ประเภทและรูจักชน้ิ สวนของวัตถุเขาใจความหมายของจำนวนเลขเร่ิมมีพฒันาการเกี่ยวกับการอนุรักษแต
ไมชัดนัก สามารถแกปญหาเฉพาะหนาไดโดยไมคิดเตรียมลวงหนาไวกอน รูจักนำความรูในสิ่งหน่ึงไป
อธิบายหรือแกปญหาและสามารถนำเหตุผลท่ัวๆไป มาสรุปแกปญหาโดยไมวิเคราะหอยางถี่ถว นเสียกอน
การคิดหาเหตุผลของเด็กยงั ขนึ้ อยกู ับสิ่งทรี่ ับรูหรือสมั ผสั จากภายนอก
5. ขนั้ ปฏบิ ติการคดิ คน ดา นรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนเ้ี ร่ิมจากอายุ
7–11 ปพ ัฒนาการทางดาน สตปิ ญ ญาและความคิดของเด็กวยั นส้ี ามารถสรา งกฎเกณฑแ ละตง เั กณฑในการ
แบง สิ่งแวดลอมออกเปนหมวดหมูไดเด็กวัยน้ีสามารถที่จะเขาใจเหตุรจู กั แกปญหาส่ิงตาง ๆ ทเ่ี ปนรูปธรรม
ไดสามารถเขาใจเรื่องความคงตัวของสิ่งตาง ๆ โดยที่เด็กขาใจวาของแข็งหรือของเหลวจำนวนหนึงแมวา
จะเปลี่ยนรูปรางไปก็ยงัคงมีน้ำหนักหรือปริมาตรเทาเดิม สามารถเขาใจความสัมพนัธของสวนยอยสวน
รวม ลักษณะเดนของเด็กวยั นคี้ อื ความสามารถในการคิดยอนกลับนอกจากความสามารถในการจำของเด็ก
ในชวงน้ีมีประสิทธิภาพมากขึน สามารถจัดกลุมหรือจัดการไดอยางสมบูรณสามารถสนทนากับบุคคลอื่น
และเขาใ จความคดิ ของคนอนื่ ไดดี
6.ขนั้ ปฏบิ ตักิ ารคดิ ดานนามธรรม (Formal– Operations Stage) ข้ันนเ้ี ริม่ จากอายุ11–
15 ปในข้ันนี้พัฒนาการทางสติปญญาและความคดิ ของเด็กวัยนเี้ ปน ขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยน้ีเริ่มคิดแบบ
ผใู หญค วามคิดแบบเด็กส้ินสดุ ลง เดก็ สามารถคดิ หาเหตุผล นอกเหนอื ไปจากขอมลู ที่มีอยูสามารถคิดแบบ
40
นกั วทิ ยาศาสตรสามารถตั้งสมมุตฐิ านและทฤษฎีการรบั รูทสี่ ำคัญเทากบัความคดิ กับสง่ิ ท่ีอาจเปนไปไดเด็ก
วยั นม้ี ีความคิดนอกเหนือไปกวาสง่ิ ปจ จุบัน สนใจทจ่ี ะสรา งทฤษฎีเกย่ี วกับทุกสิ่งทกุ อยางและมีความพอใจ
ทีค่ ิดพิจารณาเกีย่ วกบั สง่ิ ท่ีไมมตี ัวตนหรือสิ่งที่เปน นามธรรม (พรรณีช. เจนจิต, 2558 :87 – 91)
ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปญญาของบรูเนอร(Bruner, 1957 : 112) แบง การพฒั นาการสติปญญา
และการคดิ ออกเปน 3 ข้นั คือ
1.ขน้ั แสดงออกดวยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นน้เี ปรยี บไดก บั ขั้นประสาทสมั ผสั
และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) ของเพยี เจตเปนข้ันทีเ่ ดก็ เรยี นรจู ากการกระทำ (Learningby
doing)
2.ขน้ั สรางภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขน้ั นี้เปรยี บเทยี บไดก ับขนั้ กอนปฏบิ ัติการคิด
(Proportional Stage) ของเพียเจตเด็กวัยน้ีเกี่ยวของกับความจริงมากข้ึน เกิดความคิดจากการรับรูเปน
สวนใหญอาจมีจินตนาการบาง แตยังไมสามารถคิดไดลึกซึ้งเหมือนขั้นปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรมของเพีย
เจต
3.ขนั้ ใชส ญั ลักษณ( Symbolic Stage) เปนพัฒนาการข้ัน สูงสดุ ของบรเู นอรเปรยี บได
กับพัฒนาการขั้นปฏิบตัิการคิดดวยรูปธรรม (Concrete Operation) ของเพียเจตขั้นน้ีเด็กสามารถเขาใจ
ความสัมพันธของสิ่งของ สามารถสรางความคิดรวบยอดหรือสังกัป ในสิ่งตาง ๆ ที่ซับซอนไดมากขึ้น
(ประสาท อศิ รปรดี า, 2560 :133 – 136)
ไซนเ นอรแ ละลิสตนั (Zeichner & Liston,1987) อธบิ ายวา การคิดวเิ คราะหใ นศาสตรข องการ
สอน สามารถเกิดข้ึนจากระดบั งายไประดบั ยาก โดยผลลพั ธข องการคดิ วเิ คราะห แบงได 3 ระดบั ดงั นี้
ระดับที่ 1 ความสามารถในการใหร ายละเอียด เม่อื เกยี่ วขอ งกับทฤษฎีการสอน
(technical rationality) จึงเปนการประยุกตความรูที่มีประสิทธิภาพซึ่งเปนความรูในเรื่องนั้นๆ ทำให
สำเร็จตามเปาหมายและวัตถุประสงค ผลเปนที่ยอมรับอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ท้ัง
เปาหมายในบริบทของชั้นเรียน โรงเรียน ชุมชนและสังคม จะถูกนำมาจัดกระทำในฐานะของสิ่งที่เปน
ปญหา ซึ่งในระดับนี้เปนเรื่องของความสามารถในการอธิบายโดยใชเหตุผลในศาสตรทางการสอนมา
ประกอบคำอธิบายได
41
ระดับที่ 2 ความสามารถในการใหเหตุผล เพือ่ ใชในการพสิ จู นส มมติฐาน ตามหลกั ทฤษฎี
(Reflectivity) เกี่ยวของกับการกระทำที่นำไปสูการปฏิบัติเพื่อหามุมมองอื่นๆโดย สามารถนำมาอธิบาย
ขอสันนิษฐานไดอยางชัดเจน และแสดงถึงการนำมุมมองที่หลากหลายและใหมไปปฏิบัติ และสามารถ
ประเมนิ ผลลพั ธข องการกระท าเพ่อื การบรรลตุ ามเปาหมายทางการศึกษา
ระดับท่ี 3 ความสามารถในการเชอ่ื มโยงเหตุผลในแนวทางปฏิบตั ิ จะเกิดระหวา งวธิ สี อน
ที่เกิดขึ้นใหมหรือวิธีสอนเดิมในมุมมองใหมที่สอดคลองกับหลักคุณธรรมและจรรยาบรรณ (critical
reflection) เปนความสามารถในการอธิบายถึงการกระทำที่นำไปสูการปฏิบัติโดยมุมมองของ
ความสัมพันธกับเกณฑดานจริยธรรมและจรรยาบรรณ เนนที่เปาหมายการศึกษา ดวยประสบการณและ
กิจกรรมที่นำไปเกี่ยวของกับชีวิตประจ าวันจะตองพิจารณาในแงความเปนธรรม ความเสมอภาค การ
ประสบความสำเร็จอยางสูง เพื่อสนองตอความตองการจำเปนของมนุษย และความพึงพอใจของมนุษย
ซึ่งในระดับนี้ทั้งการสอนและบริบท โดยรอบจะถูกนำมาพิจารณาคลายกับสิ่งที่เปนปญหา โดยพิจารณา
เลือกแนวทางที่เปนไปไดจาก แนวทางทั้งหลายที่มีอยูการคิดวิเคราะหในความหมายนี้จึงเปนความคิดท่ี
จะตองใชเหตุผลเพื่อนำมาวิเคราะหขอมูล วิเคราะหความคิดของตนเอง แลวสะทอนแงมุมตางๆ ของ
ความคดิ นนั้ ๆออกมา จะตอ งสามารถน าความคดิ ท่ีไดจ ากการวเิ คราะหน ั้นไปใชเพ่ือใหเ ห็นเปน รูปธรรมได
มารซาโน (Marzano, 2001 : 38-45,58) การคิดวิเคราะหซับซอนมากกวาความเขาใจ เปน
กระบวนการที่ตอ งใชเ หตุผล คดิ อยา งลกึ ซึง้ และหลากหลาย มกี ารคดิ โดยพจิ ารณาอยา งละเอยี ดถถี่ วนและ
ตองมีเหตุผล สามารถระบคุ วามเหมือนหรือความแตกตางอยางมีหลักการ สามารถจัดลำดับ จัดหมวดหมู
หรือจดั ประเภทของความรขู องสงิ่ ตา งๆระบเุ หตุผลของการเกิดขอผิดพลาดของขอมูล สามารถตีความหรือ
บอกหลกั เกณฑพ้นื ฐานของความรู ระบุ เจาะจง หรือสรุปอยา งมีเหตุผล จนสามารถเกิดเปน ความรูใหมได
และนำหลักการเพื่อประยุกตใชในสถานการณใหมโดยใชพื้นฐานของความรู การคิดวิเคราะหจะ
ประกอบดวยความสามารถ 5 ดาน คือ
ดา นท่ี 1 การจัดจำแนกเปรียบเทยี บ (matching) คือ ความสามารถในการสงั เกตและ
จำแนกแยกแยะรายละเอียดของสิ่งตางๆ หรือเหตุการณท ี่เหมือนหรอื แตกตางกันออกเปน สวน ๆ อยางมี
หลักเกณฑและเขาใจงาย แลวเปรียบเทียบ ระบุ ยกตัวอยาง ระบุลักษณะความเหมือนความตาง และจัด
กลุมของสิ่งตางๆ หรือเหตุการณได โดยเริ่มจากระดับงายแบบนามธรรมไปสูขั้นซับซอนท่ีเปนนามธรรม
ดงั น้ี
42
1) การบอกสง่ิ ที่ตองการจะวเิ คราะห
2) ระบุลกั ษณะหรือคณุ สมบตั ิเพอื่ จ าแนกหรอื แยกแยะสิ่งทต่ี องการวเิ คราะห
3) ระบวุ าไดวา สง่ิ นนั้ ๆ เหมอื นหรือตางกันอยา งไร
4) สรปุ ไดอยา งถกู ตองเหมาะสมวา สงิ่ ตางๆ มคี วามเหมือนและแตกตา งกัน
ดานที่ 2 การจัดกลมุ (classification) คือ ความสามารถในการใชความรเู พื่อการจัดกลมุ
จัดลำดับ จัดประเภทของสิ่งตางๆ โดยใชคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆ อยางมีหลักการหรือ
หลักเกณฑ
ดา นท่ี 3 การวิเคราะหขอ ผิดพลาด (error analysis) คอื ความสามารถในการระบุ
ขอผิดพลาดหรือความสัมพันธและไมสัมพันธกันของสิ่งตาง ๆ โดยโยงความสัมพันธสูการสรุปอยาง
สมเหตุสมผล ระบุสิ่งที่ไมถูกตองหรือไมเหมาะสมในสถานการณตางๆ การใชความรูเดิมผสมผสานกับ
ความรูใหมไปสูการสรุปและยกตัวอยางประกอบไดอยางมีเหตุผลจากความรูที่มีอยูเดิม มีขอมูลหรือ
หลักฐานในการสนบั สนนุ จนพจิ ารณาไดวา เปน จริง โดยมีองคป ระกอบสำคญั ดงั นี้
1) ความรเู ดิมเปนความรทู ถี่ ูกตอ งและเปนจรงิ มีการยอมรับกันทว่ั ไป
2) ความรจู ากผูรหู รอื ผูเช่ยี วชาญ
3) ความรจู ากหลกั ฐานท่มี ีอยู เปน หลกั ฐานทนี่ า เช่ือถอื สามารถหาขอ มลู มา
สนบั สนุนความคดิ
4) ขอมูลไดร บั การพสิ ูจนหรอื ทดลองใชแลว เปนจรงิ
5) ขอมูลอื่น ๆ ที่พิจารณาวาเปนจริงน ามาสนับสนุนใหความคิดไดรับการยอมรับ
ดานที่ 4 การสรุปหลักการ (generalizing) คอื ความสามารถในการนำความรเู ดมิ เปนขอ มลู เพอ่ื
ไปสูความรหู รือหลักการใหม ประยุกตใชในสถานการณใหมห รือนำไปใชในการแกป ญหาในชีวิตประจำวัน
โดยสามารถนำไปใชไดอยางเหมาะสมและถูกตอ งโดยใชการใหเหตุผลสรุปเปน หลกั การดังนี้
1) การใหเ หตผุ ลเชงิ อปุ นยั (inductive) เปน การใหเหตผุ ลหรอื การคิดจากขอ มลู ที่
เปน ตัวอยางหรอื รายละเอยี ดแลวสามารถสรุปเปน หลกั การ แนวคิด ทฤษฎีหรอื เกิดเปนความรูใ หม
2) การใหเหตผุ ลเชิงนริ นัย (deductive) เปน การใหเหตผุ ลหรือการคดิ ทีเ่ รมิ่ จาก
ขอ สรุปแลว นำไปสูรายละเอียดหรือการยกตวั อยาง
43
ดา นท่ี 5 การนำไปใช(specifying) คอื ความสามารถน ความรหู รอื หลกั การไปใชเพือ่
การทำนายสถานการณที่จะเกิดขึ้นไดในอนาคตไดอยางเจาะจง มีความรู เขาใจเหตุการณ ระบุ
รายละเอียดในเหตุการณนั้นๆ และบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปไดเปนการประยุกตความรูใหมจากหลักการ
เดิมที่มีอยู คาดเดา ท านายสิ่งที่จะเกดิ ขึ้นในอนาคต รูวาอะไรจริงหรือไมจริง สามารถปรับเปลีย่ นวธิ กี าร
แกป ญ หาไดอยา งเหมาะสม
ทฤษฎีการคิดของบลมู บลูมและคณะ (Bloom & other,1956) ไดพัฒนากรอบทฤษฎีที่ใชเปน
เครื่องมือการจัดประเภทพฤติกรรมที่เกี่ยวของกับการแสดงออกทางปญญาและการคิดอันเปนผลมาจาก
ประสบการณก ารศกึ ษา เรยี กวา Bloom’s taxonomy ซึง่ กำหนดไว 3ดา น คอื ดานพทุ ธิพสิ ัย (cognitive
domain) ดานจิตพิสัย (affective domain) และดานทักษะทางกาย (psychomotor domain) ในการ
ออกแบบหลักสูตร จัดการเรียนรูและการวัดประเมินผลการเรียนรูก็ไดอาศัยกรอบทฤษฎีดังกลาวนี้ ซึ่ง
พฤติกรรมดานพุทธิพิสัยถูกนำไปใชมากที่สุด พุทธิพิสัย (cognitive domain) เปนพฤติกรรมดานสมอง
เกย่ี วกับสติปญ ญา ความคิด ความสามารถในการคดิ เร่ืองราวตางๆ อยางมีประสิทธภิ าพซ่ึงพฤติกรรมทาง
พุทธิพิสัย 6 ระดับ (สำนักทดสอบทางการศึกษา, 2552 : 11-12) ไดแก 1.ความรู (knowledge)
ความสามารถในการจดจำแนกประสบการณตางๆและระลึกเรื่องราวนน้ั ๆ ออกมาไดถูกตองแมน ยำ
2.ความเขาใจ (comprehension) ความสามารถบงบอกใจความสำคัญของเรื่องราวโดยการแปลความ
หลกั ตคี วามได สรุปใจความสำคญั ได 3.การนำความรูไปประยกุ ต (application) ความสามารถในการนำ
หลักการกฎเกณฑและวธิ ีดำเนินการตางๆของเร่ืองท่ไี ดร มู า นำไปใชแกป ญหาในสถานการณใหมได 4.การ
วิเคราะห (analysis) ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวที่สมบูรณใหกระจายออกเปนสวนยอยๆ ได
อยางชัดเจน 5.การสังเคราะห (synthesis) ความสามารถในการผสมผสานสวนยอยเขาเปนเรื่องราว
เดียวกันโดยปรับปรุงของเกาใหดีขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น 6.การประเมินคา (evaluation) ความสามารถ
ในการวินิจฉัยหรือตัดสินกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปการประเมินเกี่ยวของกับการใชเกณฑคือมาตรฐานใน
การวัดทก่ี ำหนดไว โดยบลมู และคณะไดเสนอกรอบการคดิ ออกเปน 2 ระดับ คอื พัฒนาความคิดระดับต่ำ
(lower order thinking skills) และการพัฒนาความคิดระดับสูง (higher orderthinking skills) มี
รายละเอยี ดดงั น้ี
1. พัฒนาความคิดระดับตำ่ (lower order thinking skills) ประกอบดว ย
ระดบั 1 : ความร(ู knowledge)
ระดับ 2 : ความเขา ใจ (comprehension)
44
ระดับ 3 : นำไปใช/การประยุกตใชความรูในสถานการณใ หม (application)
2. การพฒั นาความคดิ ระดบั สูง (higher order thinking skills) ประกอบดว ย
ระดับ 4 : การวเิ คราะห( analysis) ระบคุ วามสัมพันธและเหตจุ ูงใจ
ระดบั 5 : การสงั เคราะห(synthesis) การเชอ่ื มโยงขอ เท็จจริงโดยเหตุผลหรอื รูปแบบใหม
ระดับ 6 : การประเมิน (evaluation) ใชเกณฑและสถานการณเพื่อวินิจฉัยและการตัดสินผล
การที่บุคคลจะมีทักษะในการแกปญหาและการตัดสินใจ จะตองสามารถวิเคราะหเขาใจในสถานการณ
ใหมหรือขอความจริงใหมได ดังนั้นการจะใหนักเรียนเกิดการเรียนรูในระดับใดหรือหลายระดบั นั้น ขึ้นอยู
กับเนื้อหาสาระท่ีเปนองคค วามรู อาจตองผสานขอมูลความรูในลักษณะรปู แบบตางๆ เชน การจัดจำพวก
การแปล การตีความ การประยุกต การวิเคราะหสวนยอย และความสัมพันธเพื่อการสรางความรู ความ
เขาใจ การนำไปใชสูการวิเคราะห การสังเคราะหและการประเมินผลตามจุดมุงหมายการศึกษาของบลูม
โดยเฉพาะอยางยิ่งความสามารถในการวิเคราะหจะสงผลใหนักเรียนสามารถนำไปประยุกตใชกับ
สถานการณใหมในเชิงสรางสรรค เพราะเปนการพัฒนาความสามารถในระดับการมีเหตุผลและเปน การ
เรียนรูที่คงทนของแตละบุคคลแมจะจ ารายละเอียดของความรูไมได นักเรียนจึงตองเรียนรูวิธีการ
วิเคราะหและภายใตสภาวะใดที่ตองน าความสามารถดานการวิเคราะหมาใช (Bloom ; et al.,1971)
กลา ววา ทักษะการคิดวิเคราะหมี 3 ลกั ษณะ คอื
1. การคิดวิเคราะหความส าคัญ (analysis of element) หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดได
วาอะไรสำคัญหรือจำเปนหรือมีบทบาทมากที่สุด สิ่งใดเปนเหตุ สิ่งใดเปนผล ซึ่งการคิดวิเคราะห
ความสำคญั น้ีจะประกอบไปดว ย “การวเิ คราะหชนิด” เปน การวินิจฉยั วาสง่ิ นั้นหรือเหตุการณนั้น จัดเปน
ชนิดหรือลักษณะใด เพราะเหตุใดจึงเปนเชนนั้น “วิเคราะหสิ่งสำคัญ” เปนการวินิจฉัยวาสิ่งใดสำคัญ
หรือไมสำคัญ การคนหาสาระสำคัญ ขอความหลัก ขอสรุปจุดเดนหรือจุดดอย ของสิ่งตางๆ และ
“วเิ คราะหเ ลศนัย” เปน การมงุ คน หาส่ิงแอบแฝงหรืออยูเบื้องหลงั ของส่งิ ที่เห็น อาจไมไดบง บอกตรงๆ แต
มรี อ งรอยของความเปน จรงิ ซอ นอยู
2. การคิดวิเคราะหความสัมพันธ (analysis of relationship) หมายถึง การคนหาความสัมพันธ
ยอยๆ ของเรื่องราวหรือเหตุการณนั้น ๆ มีความเกี่ยวพัน สอดคลองหรือขัดแยงกันอยางไร ไดแก
วิเคราะหชนิดของความสัมพันธ วิเคราะหขนาดของความสัมพันธ วิเคราะหขั้นตอนความสัมพันธ
วเิ คราะหจ ดุ ประสงคของความสัมพันธ วเิ คราะหส าเหตขุ องความสมั พนั ธ และวิเคราะหแ บบความสัมพันธ
ในรูปอปุ มาอุปไมย
45
3. การคิดวิเคราะหเชิงหลักการ (analysis of organizational principles) หมายถึง การคนหา
โครงสรา งระบบ และสง่ิ ของเรือ่ งราวและการท างานตา งๆ วา สงิ่ เหลา นน้ั รวมกันจนดำรงสภาพเชนนั้นได
เนื่องดวยอะไร โดยยึดอะไรเปนหลัก เปนแกนกลางมีหลักการอยางไร มีเทคนิคหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใด
เปนตัวเชื่อมโยง ยึดถือหลักการใด การวิเคราะหห ลักการเปนการวิเคราะหทีถ่ อื วามีความสำคัญที่สุด การ
จะวเิ คราะหไดดี จะตองมีความรูความสามารถในการวเิ คราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธได
ดีเสียกอน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธจะทำให
สามารถสรุปเปนหลักการไดประกอบดวย “วิเคราะหโครงสราง” เปนการคนหาโครงสรางของสิ่ง
“วเิ คราะหหลกั การ” เปนการแยกแยะเพอื่ คน หาความจริงของสิ่งตางๆ แลวสรปุ หลกั การเปน คำตอบได
แอนเดอรสัน และแครทโฮล (Anderson & Krathwohl)โดยปรับปรุงทฤษฎีการเรียนรูของบลูม
(Bloom’s Taxonomy 2001) ในป ค.ศ.2001 แอนเดอรสันและแครทโฮล (Anderson & Krathwohl,
2001) ไดนำเสนอแนวคิดปรับปรุง Bloom’s Taxonomy ในการจ าแนกพฤติกรรมยอยเพื่อใหมี
เหมาะสมกับบริบทในการศึกษายุคใหมเพื่อเปนเครื่องมือใหครูออกแบบการสอนใหมีประสิทธิภาพและ
ทันสมัย โดยความสามารถที่ซบั ซอนนอ ยไปหามาก ดงั การเปรียบเทยี บรายละเอียด ตาราง
ตาราง เปรียบเทียบ Bloom’s Taxonomy 1956 และ Bloom’s Taxonomy 2001
จากตาราง สรุปความแตกตางของแนวคิดของแอนเดอรสัน และแครทโฮล (Anderson &
Krathwohl) ซึ่งไดจากการปรับปรุงแนวคิดการแบงประเภทการเรียนรูแบบดั้งเดิม ซึ่งไดปรับปรุง
วัตถุประสงคใหพิจารณาเปน 2 มิติ คือ พิจารณาลักษณะของความรู และพิจารณาการเรียนรูทางปญญา
6 ขั้น สิ่งที่แตกตาง คือ การเพิ่มมิติดานลักษณะความรูเพื่อชวยใหการกำหนดวัตถุประสงคการเรียนรูมี
46
ความชัดเจนยิ่งขึ้น การปรับรูปแบบค าที่ใชจากคำนามเปนคำกิริยา และในขั้นที่ 1 เปลี่ยนจากคำวา
“ความรู” เปน “การจ าได” ขั้นท่ี 5 เปลี่ยนจาก “การสงั เคราะห” เปน “ประเมนิ ” และ ข้ันที่ 6 เปล่ียน
จาก “ประเมนิ คา ” เปน “สรางสรรค” มรี ายละเอียดสรุปไดด ังน้ี
1. การจำ (remembering) เปน ระดบั พื้นฐานของการเรยี นรูท่เี นนกระบวนการนำเอาหรือดึงเอา
ความรู การสืบคน การเตือนความจำ ไดจากความจำระยะยาวของคนออกมาเพื่อก าหนดการเรียนรู ให
พัฒนาตอไปในระดับที่สูงขึ้น ที่ไดจากความรูเดิมของคนจำ เรียกความรูที่เกี่ยวของจากหนวยความจำ
ระยะยาว เชน การจำได การระลึกได
2. การเขาใจ (understanding) เปนกระบวนการสรางความรูอยางมีความหมาย จากสื่อ จาก
การอธิบาย การพูด การเขียน การแยกแยะ การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู หรือการอธิบาย ที่จะ
นำไปสูความเขาใจในสิ่งที่กำลังเรียนรูเขาใจ กำหนดความหมายของสิ่งที่เรียนจากการเขียนหรือจากส่ือ
เชน การตีความหรือแปลความหมาย การใหตัวอยา งการจำแนกจัดกลุม การสรุปอางอิง การเปรียบเทยี บ
การอธบิ าย
3. การประยุกตใช (applying) กระบวนการในขั้นตอมา เปนการนำความรูความเขาใจไป
ประยุกตใช หรือนำไปใชใหเกิดประโยชน ดวยกระบวนการหรือวิธีการดำเนินการอยางเปนขั้นเปนตอน
เชน การดำเนนิ การ การกระทำ การใชป ระโยชน
4. การวิเคราะห (analyzing) ระดับตอมาเปนกระบวนการนำสวนตางๆของการเรียนรู มา
ประกอบเปนโครงสรางใหม ดวยการการพิจารณาวามีสวนใด สัมพันธกับสวนอื่นอยางไร พิจารณา
โครงสรางโดยรวมของสิ่งที่เรียนรู แยกแยะวัตถุประสงคที่แตกตางผานการกระบวนการอยางเปนระบบ
การคิดวิเคราะหเปนความสามารถแจกแจง แยกสว นองคป ระกอบออกเปนสว นยอย สามารถตรวจสอบได
วา แตล ะสวนเกย่ี วของกันอยางไร แตล ะสวนเกี่ยวขอ งกบั โครงสรา งใหญอ ยางไร เปาหมายในการศกึ ษา คอื
ผเู รียนจะสามารถแยกแยะขอ เท็จจรงิ ออกจากความคดิ เหน็ สนบั สนนุ ขอ สรุปดว ยขอความขยาย แยกสิ่งท่ี
เกยี่ วของออกจากสิ่งที่ไมเกีย่ วของเชื่อมโยงความคิดเขาดวยกนั สามารถแยกความคดิ หลักและรองในงาน
เขียนตางๆ ได หาหลักฐานที่ชวยสนับสนุนจุดประสงคของผูเขียนได(Anderson & Krathwohl, 2001 ;
Reilly &Oermann,1999) สามารถแบงออกเปน 3 องคประกอบ ไดแ ก
4.1 การจำแนกแยกแยะหรือแยกยอยได (differentiating) สามารถแยกแยะความ
เกี่ยวของและความส าคัญได เมื่อตองการเลือกเอาเฉพาะขอมูลที่เกี่ยวของหรือสำคัญ แตกตางกับความ
เขาใจตรงทตี่ อ งสามารถบอกไดว าขอมูลสวนนอ ยนีส้ ัมพนั ธกับขอมลู สวนที่เหลืออยา งไร
47
4.2 การจัดระบบได (organizing) สามารถท่จี ะรวมทุกอยา งไมวา จะเปน การส่อื สาร
สถานการณหรือการระลึกไดมาไวอยูในโครงสรางเดียวกัน โดยเมื่อตองเผชิญกับปญหาใดปญหาหน่ึง
สามารถทจี่ ะระบุความสมั พนั ธกันระหวา งสวนตา งๆ ได
4.3 การใหเหตุผลได (attributing) สามารถแสดงใหเ ห็นถงึ ความคิดเหน็ หรือ
จุดประสงคที่มากับการสื่อสารตางๆ ไดตางกับการแปลที่ในการแปลเปนเพียงการทำความเขาใจเทานั้น
แตก ารใหเ หตผุ ลน้นั มองไปทจี่ ดุ ประสงคห ลักที่ตอ งการสอื่ ออกมา
5. การประเมินผล (evaluating) ตัดสิน เลือก การตรวจสอบสิ่งที่ไดจากการเรียน สูบริบทของ
ตนเอง ที่สามารถวัดได และตัดสินไดวาอะไรถูกหรือผิดบนเงื่อนไขและมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได
บนพ้นื ฐานของเหตผุ ลและเกณฑท่แี นชดั
6. การสรางสรรค (Creating) ใน ระดับสูงสุดของการเรียนรู เพื่อใหไดองคประกอบของสิ่งท่ี
เรียนรรู วมกัน ดว ยการสงั เคราะห เพอื่ เช่ือมโยง ใหรูปแบบใหมข องสิง่ ท่เี รียนรหู รือโครงสรางของความรูท่ี
ผานการวางแผน และการสรางหรือการผลติ อยา งเหมาะสม เชน การสราง การวางแผน การผลิต
จากการศึกษาทฤษฎแี ละแนวคิดเกย่ี วกับการคิดวเิ คราะหที่กลาวมาขา งตนผวู จิ ยั นำทฤษฎีการคิด
ของเพยี เจต ทฤษฎีการคดิ บรเู นอร ทฤษฎกี ารคิดบลูม แนวคิดของแอนเดอรสนั และแครทโฮล แนวคิดของ
ไซนเนอรและลิสตัน ทฤษฎีการคิดของมารซาโน ผูวิจัยทำการวิเคราะหและสังเคราะหไดองคประกอบ
ความสามารถของการคิดวิเคราะหนั้นจะตองประกอบดวยความสามารถ 3 ดานประกอบกันผูวิจัยจึงจัด
กลมุ และจำแนกระดบั ความสามารถคดิ วิเคราะหของผูเรยี น ดังนี้
1. หลักการคดิ วเิ คราะหความสำคญั ของบลูม หลักการจำแนกแยกแยะแยกยอยของแอนเดอรสัน
และแครทโฮล ความสามารถในการใหรายละเอียดของไซนเนอรและลิสตันและการจำแนกเปรียบเทียบ
การจัดกลุมของมารซาโน โดยรวมสรุปความหมายวา การแยกแยะหรือแยกยอยใหรายละเอียดของส่ิง
ตา งๆ เรื่องราว สถานการณที่เหมือนหรือแตกตางกันออกเปนสว น ๆ ระบคุ วามเกี่ยวของและความสำคัญ
ไดอ ยางมีเหตแุ ละผลเขา ใจงายสามารถเปรียบเทียบ การจัดกลุม จดั ล าดบั จดั ประเภทของส่ิงตาง ๆ โดย
ใชคณุ ลกั ษณะหรอื คณุ สมบัตขิ องสิ่งน้ัน ๆ อยา งมีหลักการ หลกั เกณฑม เี หตุและผล
2. หลักการคิดวิเคราะหความสัมพันธของบลูม หลักการจัดระบบไดของแอนดอรสันและแครท
โฮล ความสามารถในการใหเหตผุ ลของไซนเ นอรและลสิ ตนั และการวิเคราะหขอผิดพลาดการจดั กลุมของ
มารซาโน โดยรวมสรุปความหมายวา เปนความสามารถในการใหเหตุผล ระบุความสัมพันธยอยๆ ของส่ิง
ตาง ๆเรื่องราวหรือเหตุการณที่มีความเกี่ยวพันสอดคลอ งหรือขัดแยงกันอยา งไร การจัดระบบโดยการให