48
เหตุผล การระบุขอผิดพลาดหรือความสัมพันธและไมสัมพันธกันของสิ่งตางๆ โดยโยงความสัมพันธสูการ
สรุปอยางสมเหตุสมผลระบุสิ่งที่ไมถูกตองหรือไมเหมาะสมในสถานการณตางๆ การใชความรูเดิม
ผสมผสานกับความรูใหมไปสูการสรุปและยกตัวอยางประกอบไดอยางมีเหตุผลจากความรูที่มีอยูเดิม มี
ขอมูลหรอื หลกั ฐานในการสนับสนนุ จนพิจารณาไดวาเปนจรงิ
3. หลักการคิดวิเคราะหหลักการของบลูม หลักการใหเหตุผลของแอนเดอรสันและแครทโฮล
ความสามารถในการเชื่อมโยงเหตุผลไปสูการปฏิบัติของไซนเนอรและลิสตันและ การสรุปหลักการ การ
นำไปใชของมารซาโน โดยรวมสรุปความหมายวา เปนการคนหาหลักการสำคัญของสิ่งตางๆ เรื่องราว
สถานการณโดยการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธที่เชื่อมโยงกันของสิ่งเหลานั้นจน
คนพบความจรงิ ของสิ่งตา งๆ แลว สรุปหลักการเปน คำตอบได เปนการใหเ หตผุ ลแสดงความคดิ เห็นโดยการ
นำความรูเดิมเปนขอมูลเพื่อไปสูความรูหรือหลักการใหม มีความรู เขาใจเหตุการณ ระบุรายละเอียดใน
เหตุการณนั้นๆ และบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปได ประยุกตใชในสถานการณใหมหรือนำไปใชในการ
แกปญหาในชีวิตประจำวัน โดยสามารถนำไปใชไดอยางเหมาะสมและถูกตอง สามารถนำความรูหรือ
หลักการไปใชเพอ่ื การทำนายสถานการณทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ไดในอนาคตไดอยางเจาะจง เปน การประยุกตความรู
ใหมจากหลักการเดิมที่มีอยู คาดเดา ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รูวาอะไรจริงหรือไมจริง สามารถ
ปรบั เปลีย่ นวธิ ีการแกป ญหาไดอ ยางเหมาะสม
จากการวิเคราะหและสังเคราะหองคประกอบที่กลาวมาขางตน พบวาจะมีลักษณะของ
องคประกอบที่คลายคลึงกัน จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวของดังกลาว ผูวิจัยไดสังเคราะห
องคป ระกอบตวั แปรความสามารถของการคิดวิเคราะห โดยแบง เปน 2 มิติ ไดแ ก มติ ิความสามารถการให
เหตุผล และมิติความสามารถการนำไปประยุกตใช เพื่อเปนแนวทางในการสังเคราะหตัวบงชี้ของการคิด
วิเคราะหใ นแตล ะมติ ิ โดยมรี ายละเอียด ดังนี้
1. มิติความสามารถการใหเหตุผล เปนการใหเหตุผลในการจำแนก การใหรายละเอียดสิ่งตางๆ
อยางมหี ลักเกณฑ สามารถเปรียบเทียบ การจัดกลุม จดั ลำดบั จัดประเภทของสิ่งตา งๆ โดยใชคุณลักษณะ
หรือคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆ อยางมีหลักการ ใหรายละเอียดของสิ่งตางๆ เรื่องราว สถานการณที่เหมือน
หรือแตกตางกันออกเปนสวนๆ อยางมีหลักเกณฑ มีเหตุและผล สามารถระบุความเกี่ยวของและ
ความสำคัญไดอยางมีเหตุและผลเขาใจงาย การระบุขอผิดพลาดหรือความสัมพันธและไมสัมพันธกันของ
สิ่งตางๆ โดยโยงความสัมพันธสูการสรุปอยางสมเหตุสมผล ระบุสิ่งที่ไมถูกตองหรือไมเหมาะสมใน
49
สถานการณตา งๆ การใชความรูเ ดิมผสมผสานกบั ความรูใหมไปสูการสรุปและยกตวั อยางประกอบไดอยาง
มีเหตผุ ลจากความรทู มี่ ีอยูเดิม มีขอมูลหรอื หลกั ฐานในการสนับสนุนจนพจิ ารณาไดว าเปน จรงิ
2. มติ ิความสามารถการน าไปประยุกตใช เปน ความเชื่อมโยงความสัมพันธของการสรุปหลักการ
สำคญั ของสิ่งตา ง ๆ เร่อื งราว สถานการณ ทเ่ี กิดจากการวเิ คราะหองคประกอบและวิเคราะหความสัมพันธ
ที่เชื่อมโยงกันของสิ่งเหลานั้น แลวสรุปหลักการเปนคำตอบได เปนการใหเหตุผลแสดงความคิดเห็นโดย
การนำความรูเดิมเปนขอมูลเพือ่ ไปสูความรูหรือหลักการใหม มีความรู เขาใจเหตุการณ ระบุรายละเอียด
ในเหตุการณนั้น ๆ และบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปได ประยุกตใชในสถานการณใหมหรือนำไปใชในการ
แกปญหาในชีวิตประจำวัน โดยสามารถนำไปใชไดอยางเหมาะสมและถูกตอง สามารถน าความรูหรือ
หลักการไปใชเพื่อการท านายสถานการณที่จะเกิดขึ้นไดในอนาคตไดอยางเจาะจง เปนการประยุกต
ความรูใหมจากหลักการเดิมที่มีอยู คาดเดา ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รูวาอะไรจริงหรือไมจริง
สามารถปรบั เปลยี่ นวธิ ีการแกป ญ หาไดอ ยางเหมาะสม
2.5 ความสำคัญของทักษะการคิดวเิ คราะห
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักด์ิ(256, หนา 40)ไดใหแนวคิดวา ทักษะการคิดวเิคราะหเปนการคิดท่ี
เปนพนื ฐานการคดิ ในมิตอิ ่นื ๆ ซงึ มคี วามสำคัญ ดังนี้
1. ชวยใหเรารูข อเ ทจ็ จริง รูเหตุผลเบื้องหลังของส่งิ ทเี่ กดิ ขึ้น เขา ใจความเปน ไปเปนมาของ
เหตุการณตาง ๆ รูวาเรื่องนั้นมีองคประกอบอะไรบางทำใหเราไดขอเท็จจริงที่เปนฐานความรูในการ
นำไปใชต ัดสนิ ใจแกป ญหา การประเมินและการตดั สนิ ใจเรอื่ งราวตาง ๆ ไดอย า งถูกตอ ง
2. ชวยใหเราสำรวจความสมเหตุสมผลของขอมลู ทปี่ รากฏและไมด วนสรุปตามอารมณ
ความรสู ึกหรอื อคตแิ ตส บื คน ตามหลักเหตผุ ลและขอ มลู ที่เปน จรงิ
3. ชว ยใหราไมด วนสรุปส่ิงใดงา ย ๆ แตส่อื สารตามความเปน จรงิ จะชวยใหเราไมหลงเช่ือ
ขออา งทเี่ กดิ ขึนเพยี งอยางเดียวแตจะพจิ ารณาเหตผุ ลและปจ จยัเฉพาะในแตล ะกรณไี ด
4. ชวยในการพิจารณาสาระสำคญั อ่นื ๆ ท่ถี ูกบดิ เบือนไปจากความประทบั ใจในครง้ั แรก
ทำใหเรามองอยา งครบถว นในแงมุมอ่ืน ๆ ท่ีมีอยู
5. ชว ยพฒั นาความเปน คนชา งสังเกต การหาความแตกตางของสง่ิ ทีป่ รากฏพิจารณาตาม
ความสมเหตสุ มผลของสิ่งทีเ่ กดิ ขนึ้ กอ นทจี่ ะตดัสนิ ใจสิ่งใดลงไป
6. ชวยใหเร าหาเหตผุ ลทสี่ มเหตสุ มผลใหก บั ส่งิ ท่เี กิดขน้ึ จรงิ ณ เวลาน้ัน โดยไมพ ึงพงิ อคติ
ที่กอ อยใู นความทรงจำทำใหเราสามารถประเมินสิ่งตาง ๆ ไดอยา งสมจริงสมจัง
50
7. ชวยประมาณความนา จะเปน โดยสามารถใชข อ มูลพน้ื ฐานทเ่ี ราวเิ คราะหร วมกบั ปจจยั
อ่นื ๆของสถานการณ ณ เวลานั้นน อนั จะชวยใหเ ราคาดการณความนาจะเปนไดสมเหตสุ มผลไดมากกวา
สำนกั เลขาธิการสภาการศึกษา (2558, หนา 10-11) ไดก ลา วถงึ ความสำคัญของการคิดวเิคราะห
ไววา การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการเรียนรูในการจำแนกแยกแยะสิ่งที่เห็น สิ่งที่พบสิ่งที่ไดยิน สิ่งที่
สัมผัส สิ่งที่ชมรส หรือสิ่งที่ดมกลิ่น แลวแยกออกดวยความคิดถงึ ทีม่ าของสิ่งตาง ๆที่ไดเรียนรูวา คืออะไร
มีองคประกอบอยางไรเช่ือมโยงและสมั พันธก ันอยา งไรกระบวนการเรยี นรูท่ีทำใหผ เ ูรียนเกิดการวิเคราะห
จะนำไปสูก ารคนหาความเปนจริงจากส่ิงท่ีพบและไดสัมผสั วาประกอบดวยอะไร เหมอื นหรือแตกตางจาก
สง่ิ อน่ื อยางไรและเกิดจากปจ จัยใด
ประพันธศิริ สุเสารัจ(2561, หนา 53) ไดกลาวเก่ียวกับความสำคัญของการคิดวเิคราะหโดย
สรุปวา การคิดวิเคราะหเปนรากฐานสำคัญของการเรียนรูและการดำเนินชีวิต บุคคลที่มีความสามารถใน
การคดิ วิเคราะหจะมีความสามารถในดานอ่ืน ๆ เหนอื กวา บคุ คลอน่ื ๆ ทางดา นสติปญญาและการดำเนิน
ชีวติ การคิดวิเคราะหเปน พน้ื ฐานของการคดิ ทง้ั มวลเปนทักษะท่ีทุกคนสามารถพฒั นาได
มนตรี วงษสะพาน (2556 : 125) กระบวนการคิดวิเคราะหเปนทักษะพื้นฐานสำคัญที่สงผลให
ผูเ รียนพฒั นาทักษะการคิดดานอื่น ๆ ที่สงู ขนึ้ การคดิ วเิ คราะหจะชว ยใหร ขู อเท็จจริง รูเ หตผุ ลเบ้อื งตนของ
สิ่งที่เกิดขึ้น เขาใจความเปนมาเปนไปของเหตุการณ รูวาเรื่องนั้นมีองคประกอบอะไรบาง รูรายละเอียด
ของสิ่งตาง ๆ ทำใหไดขอเท็จจริงที่เปนพื้นฐานความรู เพื่อนำไปใชในการตัดสินใจแกไขปญหาไดอยาง
ถูกตอง
ไรยวิน ทบุญสวสัดิ์(2556) กลาววา การคิดวิเคราะห (analytical thinking) เปนวิธีการคิดที่คน
ไทยยังมีทักษะดานนี้นอย และคนไทยยังไมมีทักษะการคิดประเภทน้ีท่ีดเี พยี งพอเห็นไดจากการคิดนกึ เอา
เองจากมโนทัศนสวนตัวท่ีสรางขนึ้ เอง แลว น าไปสกู ารบิดเบอื นขอมลู ขอเท็จจริงใหส อดคลองกับมโนทัศน
ของตน หรือการดวนสรุปจากขอมลู เทา ที่มีหรือสังเกตเหน็ ได โดยการผกู โยงขอมูลในเชิงเหตุและผลอยาง
ผดิ ๆ หรืออาจกลาวไดวามีการละเลยขอมลู ที่มนี ัยสำคัญไป เนอื่ งจากการคิดเชิงวิเคราะหเปนรากฐานของ
การคิดอื่นๆ อาทิ การคิดเชิงกลยุทธ การคิดเชิงสรางสรรค เปนตน โดยเฉพาะอยางยิ่งการแกปญหาและ
ตดั สนิ ใจตองพง่ึ พาการคดิ เชงิ วิเคราะหอยางมาก ผลในเชงิ ลบทเ่ี กดิ จากการดอยทักษะการคิดเชิงวิเคราะห
คือ การไมสามารถแกไขปญหาจากสาเหตุที่แทจริง ซึ่งก็จะนำไปสูปญหาที่เพิ่มขึ้น หรือเกิดปญหาใหมๆ
ตามมา ทักษะการคิดแกปญหาที่มีความสำคัญและจำเปน อยางยิ่งความสามารถในการคิดตองสามารถคดิ
ในเชงิ สงั เคราะห (synthesis Thinking) ท่ีเปน รากฐานที่สำคัญของการคดิ เชงิ ระบบ(systems Thinking)
51
โดยเปนการคิดแบบมองเห็นองคประกอบและนำองคประกอบตางๆ มาบูรณาการกัน ซึ่งจะทำใหเรา
สามารถเห็นและเขาใจภาพใหญของปญหาไดตามจริง เพื่อจะไดออกแบบวิธีการแกไขไดอยางเหมาะสม
และย่ังยนื การคิดดังกลาวลวนอยูบนพน้ื ฐานของการคิดเชงิ วเิ คราะห (analytical Thinking) ทงั้ สนิ้
เชน (Chen, 1993 : 46-62) กลาววา การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการอันซับซอนเปน
กระบวนการบูรณาการความคดิ เปนความสัมพันธของการคิดอยางมวี ิจารณญาณและความคิดสรางสรรค
ในการแกป ญ หาและการตดั สนิ ใจกระทำโดยเช่อื มตอความคิดกับบริบทสังคม
จากแนวคดิ ของนักการศกึ ษาขา งตน สรปุ ไดว า การคดิ วิเคราะหมีความสำคญั และมปี ระโยชนเปน
อยา งย่งิ ตอ การจัดการเรยี นรู ผเู รยี นจึงมีความจำเปนอยางยิ่งท่ีจะตองใชก ารคิดวเิ คราะห คิสังเคราะห สิ่ง
ตางๆ รอบตวั และเลอื กท่จี ะน าไปใชใ หเ กดิ ประโยชนสูงสุดตอตนเองและสังคม การคดิ วิเคราะหเปนราก
ของการคิดในมิติอื่นๆ จะชวยใหเราเขาใจสิ่งตางๆไดตามความเปนจริงและลุมลึก รูขอเท็จจริง รูเหตุผล
ของสิ่งที่เกิดขึ้น เขาใจความเปนมาเปนไปของสิ่งตางๆ รูวาเรื่องนั้น ๆ มีองคประกอบอะไรบาง แตละ
องคประกอบสมั พนั ธเชือ่ มโยงกันจนสามารถนำไปสูการแกไ ขปญ หาตาง ๆ ไดอ ยา งมีประสิทธภิ าพ
2.6 องคประกอบของทกั ษะการคดิ วิเคราะห
ทักษะการคิดวิเคราะหเปนทักษะที่มีความสำคัญและจำเปนในการดำรงชีวิต เพื่อใหการคิด
วิเคราะหน้ันมีประสิทธิภาพใกลเคียงและถูกตองมากที่สุด จะตองอาศัยองคประกอบหลายอยาง มี
นกั ศึกษาและนกั วจยิ กั ลา วไวด งั นี้
บลมู (Bloom, อา งถึงใน ประพันธศ ริ ิ สเุ สารัจ, 2556 : 16 – 19) กลา วถงึ ทักษะการคิดวิเคราะห
ประกอบดว ยทกั ษะสำคัญ 3 ดา น ดงั นี้
1.การคิดวิเคราะหความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งตาง ๆ (Analysis of Element) เปน
ความสามารถในการแยกแยะไดวา สิ่งใดจา เปน สิ่งใดส าคญั สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด ประกอบดวย
วิเคราะหช นิด เปนการใหนักเรียนวินจิ ฉัยวา สิ่งนัน เหตุการณนัน ๆ จัดเปนชนิดใด ลักษณะใดเพราะเหตุ
ใด เชน ทำดีไดดีทำชั่ว ไดชั่ว วิเคราะหสิ่งสำคัญ เปนการวินิจฉัยวาสิ่งใดสำคัญ สิ่งใดไมสำคัญ เปนการ
คนควหาสาระสำคัญขอความหลัก ขอสรุป จุดเดน จุดดอยของสิง่ ตา ง ๆ วิเคราะหเลศนัย เปนการมุงเนน
สิ่งที่แอบแฝงซอนเรน หรืออยูเบ้ืองหลังจากส่ิงที่เห็น ซ่ึงมิไดบงบอกตรง ๆแตมีรองรอยของความเปนจรงิ
ซอนเรน อยู
52
2.การคิดวิเคราะหความสัมพันธ (Analysis of Relationship) เปนการคนหาความสัมพันธ
ของสิง่ ตาง ๆ วามอี ะไรสัมพนั ธกัน สัมพันธเช่อื มโยงกนั อยา งไร สัมพนั ธก ันมากนอย สอดคลอ งหรือขัดแยง
ไดแก
a. วิเคราะหช นิดของความสมั พันธเ ชน มงุ ใหค ดิ วา เปนความสมั พันธแบบใดมีสิ่งใด
สอดคลอง กันหรอื ไมส อดคลอ งกัน มีสิ่งใดเก่ียวของกับ เร่ืองน้ี
b. วเิ คราะหขนาดของความสัมพนั ธเชน สิง่ ใดเก่ียวของ มากทสี่ ดุ ส่ิงใดเก่ยี วขอ ง
นอ ยทสี่ ุด เรยี งลำดับ มากนอยของส่งิ ของตาง ๆ ที่เก่ียวของ
c. วิเคราะหข ้นั ตอนความสมั พนัธเชน เม่อื เกดิ สิ่งน้แี ลว เกิดผลลพั ธอะไรตามมาบาง
ตามลำดับ การเรียงลำดับขน้ั ตอนของเหตุการณ
d. วเิ คราะหจุดประสงคแ ละวธิ กี าร เชน การกระทำแบบนเ้ี พ่ืออะไร การทำบญุ ตัก
บาตร (สุขใจ) เมื่อทำอยางนี้แลวจะเกิดผลสัมฤทธ์ิอะไร ออกกำลังกายทุกวัน (แขง็แรง)ทำอยางน้ีมี
เปา หมายอะไรมีจุดมงุ หมายอะไร
e. วเิ คราะหส าเหตแุ ละผล เชน ส่งิ ใดเปนสาเหตขุ องเรอื่ งนี้ หากไมทำอยางน้ีผลจะ
เปนอยา งไรขอความใดเปนเหตเุ ปนผลแกก นั หรอื ขัดแยงกัน
f. วเิ คราะหแ บบความสัมพนั ธในรูปอปุ มาอปุ ไมย เชน บนิ เร็วเหมอื นนก ชอ นคกู บั
สอ ม ตะปจู ะคูกับอะไร ควายอยูใ นนา ปลาอยูในน้ำ ระบบประชาธิปไตยเหมือนกับการทำงานของอวยัวะ
ในรางกาย
3.การคิดวิเคราะหเชิงหลักการ (Analysis of Organizational Principles) หมายถึง การ
คนหาโครงสรางระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทำงานตาง ๆ วาสิ่งเหลานั้นดำรงอยูไดในสภาพ เชนนั้น
เนื่องจากอะไร มีอะไรเปนแกนหลัก มีหลักการอยางไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเปนตัว
เชื่อมโยงการคิดวิเคราะหหลักการ เปนการวิเคราะหที่ถือวา มีความสำคัญที่สุด การจะวิเคราะหเชิง
หลักการไดดีจะตองมีความรูความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะห ความสัมพันธไดดี
เสียกอน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและวิเคราะห ความสัมพันธจะทำให
สามารถสรปุ เปน หลักการได ประกอบดว ย การวิเคราะหโครงสรา ง เปนการคน หาโครงสรางของส่งิ ตาง ๆ
เชน การทำวจิ ยมั ีกระบวนการทำงานอยางไร สิง่ นีบ้ งบอกความคดิ หรือเจตนาอะไร สวนประกอบของส่ิงน้ี
มอี ะไรบาง วิเคราะหหลกั การ เปน การแยกแยะเพ่ือคนหาความจริงของสงิ่ ตางๆ แลวสรุปเปน คำตอบหลัก
ได หลกัการของเรอื่ งน้มี ีวา อยา งไร หลักการในการสอนของครูควรเปนอยางไร
53
ฮดักินส (Hudgins, 1977 : 95) อธิบายถงึ ทกั ษะทปี่ ระกอบกนั เปนการคดิ วเิ คราะหไว 4 ประการ
คือ
1.ผูเรียนจะตองมีความเขาใจเกี่ยวกับ องคประกอบที่สำคัญของการอางเหตุผลโดยในชั้นตน
ผูเรียนจะตองมีพื้นฐานทางมโนทัศนและขอมูลเพียงพอสำหรบั การพิจารณาความจริงที่อาจเปนไปไดข อง
การอางเหตผุ ลหรือความเปนไปไดของผลลัพธท่ีคาดการณไวนอกจากนัน้ ผเู รียนจะตองมีทักษะท่ีจำเปนใน
การประเมินการอางเหตผุ ลดี
2. ผูเรียนจะตองแสวงหาหลักฐานทน่ี ำมาใชในการอางเหตุผล หรือการลงสรปุ โดยจะตอง
พจิ ารณาวา ขอสรุปท่ีนำมากลาวอางมีขอมูลสนบั สนนุ หรอื ไม ตลอดจนการพจิ ารณาวา หลกั ฐานทีน่ ำมา
อา งองิ ผดิ หรือไมห รือถา เปน หลกัฐานทเ่ี ปน ขอสรปุ จะตองพิจารณาวา ขอ สรุปเกินกวา หลักฐานหรอื ไม
(Overgeneralization)
3.ผูเรียนจะตองพิจารณา ไตรตรอง และประเมินทั้งหลกั ฐานทน่ี ำมาใชแ ละลักษณะการใช
เหตุผล (Line of Reasoning) ทนี่ ำมาใชใ นการอางเหตุผลกอ นการตัดสนิ ใจยอมรับหรือปฏเิ สธขอ สรปุ น้ัน
4. ผูเ รียนสามารถระบขุ อสันนษิ ฐาน (Assumption) ท่เี กย่ี วของ กบั การอางองิ เหตผุ ล
สเตรินเบอรกและแบรอน (Sterberg and Baroon ,1985 : 40 – 43) กำหนดทักษะการคิด
วิเคราะหไ วดังนี้
1.การนยิ ามและการทำความเขาใจ (Define and Clarity)ไดแ กก ารกำหนดประเดน็ และ
ปญหากำหนดขอสรุป กำหนดเหตผุ ล กำหนดขอคำถามใหเห มาะสม
2.การเลอื กสรรขอ มลู (Judge Information)ไดแกการเลือกขอมลู และสังเกตไดถ ูกตองเชือ่ ถือ
ไดการหาความสัมพนั ธข องขอ มลู และจำไดแม น ยำ
3. วินจิ ฉยั (Inference) แกป ญหา (Solve –Problems) และสรปุ เหตผุ ลไดแกว ินิจฉัยและ
ตัดสินขอสรปุ เชิงอนุมาน การทบทวนและตดสั นิ ดวยการอนุมานอยางถูกตองและการทำนายความนาจะ
เปน อยา งมีเหตุผล
คลาสก (Clark, อา งถงึ ใน สมนึก ปฏิปทานนท, 2542 : 49) กลาวถึงองคประกอบของทักษะการ
คดิ วเคิ ราะหวา ประกอบดวย3 ดาน ดงั นี้
1. การวเิคราะหเ น้อื หา ประกอบดว ย
1.1 ความสามารถในการจำแนกและสรปุ ความรู
1.2 ความสามารถในการบอกความแตกตา งระหวา งขอ เทจ็ จริงและขอ สมมุตฐิ าน
54
1.3 ความสามารถในการระบุขอ มลู สำคัญ
1.4 ความสามารถอธิบายปจ จยทั ่ีทำใหบคุ คลและกลุมตา ง ๆ มคี วามแตกตางกัน
1.5 ความสามารถในการสรปุ ขอความได
2. การวิเคราะหความสัมพันธ ประกอบดว ย
2.1 ความสามารถเชอื่ มโยงความคดิ ตา งๆ
2.2 ความสามารถตัดสินไดวา ขอ มูลน้นั สมเหตสุ มผลหรอื ไม
2.3 ความสามารถตรวจสอบความถกู ตองของสมมุตฐิ านที่อา น
2.4 ความสามารถเช่อื มโยงเหตุผลในแตล ะสถานการณ
2.5 ความสามารถวเคิ ราะหขอค วามท่ีขัดแยง ที่ปรากฏในเน้ือเร่ือง
3.การวเิ คราะหห ลกั การ ประกอบดวย
3.1 ความสามารถวเิ คราะหร ูปแบบและโครงสรางของขอมลู
3.2 ความสามารถวิเคราะหว ัตถุประสงคของผูเขยี น
3.3 ความสามารถในการเชอ่ื มโยงความคิดรวบยอดเปนหลักการ
3.4 ความสามารถในการเรียนรเู ทคนคิ วธิีการทปี่ รากฏในเนอ้ื เรอ่ื ง
3.5 ความสามารถแยกความแตกตางระหวางขอเทจ็จริงและอคติทมี่ ีอยูได
มารซาโน (Marzano, 2001) อธิบายวาการคิดวิเคราะห ประกอบดวยทักษะ 5ประการ ไดแก
ทักษะการจำแนก เปนความสามารถในการแยกแยะสวนยอย ๆ ของเหตุการณหรือเรื่องราวออกเปน
สว นๆ ใหเขา ใจงายโดยมีหลักการในการแบงแยก และสามารถบอกรายละเอยี ดได ทักษะการจัดหมวดหมู
เปนความสามารถจัดประเภท ลำดับ กลุมของสิ่งที่มีความคลายคลึงกันเขาดวยกันโดยลักษณะหรือ
คุณสมบตั ทิ เ่ี ปน ประเภทเดียวกัน ทกั ษะการเช่ือมโยง เปน ความสามารถในการเช่ือมโยงความสัมพันธของ
ขอมูลตาง ๆ เขาดวยกันโดยบอกไดวาสัมพันธกันอยางไร ทักษะการสรุปความ เปน ความสามารถในการ
จับประเด็นสำคัญและสามารถสรุปผลจากสิ่งที่ก าหนดได และสุดทายคือทักษะการประยุกต เปน
ความสามารถในการนำความรู หลักการ ทฤษฎีตางๆ มาใชในสถานการณ สามารถคาดเดา พยากรณ
ขยายความส่งิ ทจี่ ะเกิดขึน้ ในอนาคตได
สุวิทย มูลคำ (2559 : 53) ไดกลาวถึงองคประกอบของการคิดไวดังนี้ ตองมีสื่อซึ่งเปนสิ่งเรา ที่
เปนตัวกระตุนใหบุคคลเกิดการรับรู ท าใหเกิดปญหา ความสงสัยหรือความขัดแยงจะกอใหเกิดการคิด
จากนั้นจะเกิดการรับรู บุคคลสามารถรับรูไดโดยโดยประสาททั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้นและผิวหนัง ระดับ
55
การรับรูที่เกิดขึ้นจะมากหรือนอยขึ้นอยูกับคุณภาพของสิ่งเรา และความสามารถในการรับรูของแตละ
บุคคลเมื่อรับรูแลวเกิดปญหา หรือเกิดขอสงสัยที่จะกระตุนใหเกิดการคิด ผูคิดจะตองมีจุดมุงหมายที่
แนนอนในการคิดแตละครั้งวา ตองการเหตุผลเพื่ออะไร เชน เพื่อแกปญหา ตัดสินใจ หรือสรางส่ิงใหมๆ
เปนตน จะชวยใหเลือกใชวธิ ีคิดไดถูกตองและไดผลตรงกับความตองการ เกิดเปนวิธีคิด การคิดแตละคร้งั
จะตองเลือกวิธีที่ตรงกับจุดมุงหมายในการคิดนั้นๆ เชน คิดเพื่อตัดสินใจ ควรใชวิธคี ิดอยางมีวจิ ารณญาณ
คิดแกปญหา ควรใชวิธีคิดแบบแกปญหา ไดขอมูลหรือเนื้อหา ใชประกอบความคิดใดอาจจะเปนความรู
หรือประสบการณเ ดมิ หรอื ขอ มลู การรใู หมท่ีศกึ ษาคนควา เพิ่มเตมิ สง ผลไปสคู วามส าเรจ็ ของการคดิ เปน
ผลทีไ่ ดจ ากการปฏบิ ตั ิงานทางสมองหรอื กระบวนการคดิ ของสมอง
จากแนวคิดขางตน สรุปไดวา องคประกอบของการคิดวิเคราะหประกอบไปดวยทักษะการ
จำแนกเพื่อจัดหมวดหมูและการเชื่อมโยงไปสูการสรุปความและการนำไปประยุกตใชโดยจะเห็นวาทุก
องคป ระกอบมีความสัมพันธเก่ียวเน่ืองกัน เปนปจ จยั สำคญั ทีจ่ ะทำใหผเู รียนสามารถวิเคราะหส่ิงตางๆ ได
หากผูเรียนมีความรูที่ชัดเจนและแมนยำในเรื่องน้ันๆ ยอมสามารถนำความรูที่มีไปประกอบการวเิ คราะห
แยกแยะเรอื่ งใดเรอื่ งหน่ึงไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ
2.7 ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห
Bloom(1956) อางถงึ ใน ลกั ขณา สริวัฒน(2549:73) ทีก่ ลาววา ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห
หมายถึงรูปแบความสามารถในการแยกแยะเพื่อหาสวนยอยของเหตุการณเรื่องราว หรือเนื้อหาตางๆ วา
ประกอบดวยอะไรบาง มีความสำคัญอยางไร อะไรเปนเหตุ อะไรเปนผลและเปนเหตุอยางนั้นอาศัยหลัก
อะไร ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหแบงแยกประเดน็ สำคัญออกเปน 3 ดา น ดงั น้ี
1. วิเคราะหความสำคัญหรือวิเคราะหเนื้อหาของสิ่งตางๆ หมายถึงการแยกแยะสิ่งที่กำหนด
มาใหว า อะไรสำคญั หรอื จำเปน หรอื มบี ทบาทท่ีสุด ตัวไหนเปนเหตุ ตัวไหนเปน ผล
2. วิเคราะหความสัมพันธ หมายถึง การคนหาวาความสำคัญยอยๆ ของเรื่องราวหรือ
เหตกุ ารณน ั้นเก่ยี วพันกนั อยางไร
3. วิเคราะหหลักการ หมายถึง การคนหาโครงสรางของระบบของวัตถุ สิ่งของ เรื่องราวและ
การกระทำตางๆ วาสิ่งเหลานั้นรวมกันจนดำรงสภาพเชนนั้นอยูไดเนื่องจากอะไร โดยยึดอะไรเปนหลัก
แกนกลางมีสิ่งใดเปน ตัวเชื่อมโยง มีเทคนคิ อยางไร
วัตสันและเกลเซอร (Watson & Glaser,1964 : 11) อธิบายวาการวัดความสามารถ ในการคิด
วิเคราะหนั้นเปนการวัดความสามารถในการวิเคราะหวิจารณ ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรมาเปน
56
เหตุผลในการพจิ ารณาตดั สินเร่ืองราว เหตุการณ หรอื สถานการณตางๆ โดยมคี วามเกยี่ วของเปนเหตุและ
เปน ผลในเหตกุ ารณห รอื สถานการณน ั้นๆ การคดิ วเิ คราะหจะตองมกี ารหาเหตุผลเพ่อื นำมาพิจารณาเสมอ
ศรินธร วทิ ยะสริ ินนั ท (2554 : 16) กลา ววา การวดั ความสามารถในการคดิ วิเคราะหจะพิจารณา
3 ดา น ซึง่ สามารถจัดหมวดหมูไดดังนี้
1. การวเิ คราะหเ นื้อหาหรอื ขอความ เปนการรวบรวมขอมลู ทัง้ หมดมาจัดระดบั เรยี บเรยี ง จัด
หมวดหมู จดั ระบบ แจกแจงเพอื่ ใหงา ยตอ การท าความเขา ใจ
2. การวิเคราะหความสัมพันธของขอความหรือประเด็นตางๆ เปนความสามารถในการ
เปรยี บเทียบขอ มลู ระหวางในแตล ะหมวดหมใู น
3. การวิเคราะหหลักการ ความสามารถในการกำหนดหมวดหมูในมิติความสามารถในการ
แจกแจงขอ มลู ท่ีมอี ยูลงในหมวดหมูโ ดยคำนงึ ถงึ เหตุการณ หรือความสัมพนั ธท่ีเก่ียวของโดยตรง
อัญญารตั น เจรญิ พฤตนิ าถ (2556 : 59) ไดระบกุ ารวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหตองระบุ
คุณลักษณะและสวนประกอบจากพิจารณาลักษณะหรือสวนตางๆ ของขอมูลระบุความสัมพันธและ
รูปแบบที่บงบอกถึงความเกี่ยวขอในแตละสวนประกอบตางๆ ระบุหลักสำคัญขององคประกอบ ระบุ
ขอ ผิดพลาดตามตรรกะหรอื ขอ ผิดพลาดอืน่ ๆ
ทศิ นา แขมณี และคณะ (2559 : 48) กลา ววา การวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะหน้ันจะตอง
ทำการวดั ใหครบทั้ง 3 ดาน ดงั นี้
1. การวิเคราะหห ลักการ ในการกำหนดเกณฑใ นการจำแนกขอ มลู
2. การวิเคราะหเ นือ้ หา ในการแยกขอมลู เนือ้ เรือ่ งไดต ามเกณฑ
3. การวิเคราะหความสัมพันธระหวางองคประกอบและความสัมพันธของขอมูลในแตละ
องคประกอบ
เกรียงศักดิ์เจริญ วงศศักดิ์(25559 : 68) กลาววา การวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหตอง
ประกอบดว ยทักษะการคิดวเิ คราะห ดังน้ี
1. ทักษะการระบอุ งคประกอบสำคญั หรือลกั ษณะเฉพาะ
2. ทกั ษะการระบคุ วามสมั พันธข ององคป ระกอบและแบบแผนขององคประกอบเหลา นน้ั
3. ทกั ษะการจบั ใจความสำคญั
4. ทักษะการคนหาและระบุความผดิ พลาด
57
จากที่กลา วมาขา งตน การวดั ความสามารถในการคดิ วิเคราะหของนักวิชาการศึกษาผูวิจัยสรุปได
วาไมวาจะมีการแบงระดับในการวัดการคิดวิเคราะหที่แตกตางกันบางในบางขอที่สวนใหญจะมีลักษณะ
ของการวัดที่คลายกัน หากแตตองทำการวัดใหครบทุกดานหรือทุกทักษะที่เปนองคประกอบของการคิด
วเิ คราะหซ ่งึ จะมกี ารแบง ทีแ่ ตกตา งกนั ออกไป
2.8 ประโยชนก ารคิดวิเคราะห
สุวทิ ย มลู คำ (2557 : 39) กลาวถงึ ประโยชนข องการคิดวเิ คราะหไว ดังนี้
1) ชว ยใหร ูขอเท็จจริง รูเหตุผลเบ้อื งหลังของสงิ่ ท่เี กดิ ขึน้ เขา ใจความเปน มา เปน ไปของ
เหตกุ ารณตาง ๆ รูวาเร่ืองนั้น มอี งคประกอบอะไรบาง ทำใหเ ราไดขอเทจ็ จริงที่เปนรากฐานความรูในการ
นำไปใชในการตัดสินใจแกปญหา การประเมินสถานการณแ ละการตัดสนิ ใจเร่อื งตาง ๆไดอ ยางถกู ตอง
2) ชว ยใหสำรวจความสมเหตุสมผลของขอมลู ทปี่ รากฏและไมด ว นสรปุ ตามอารมณ
ความรสู ึกหรอื อคติ แตสบื คน ตามหลกั เหตุผลและขอมูลท่ีเปนจริง
3) ชว ยใหไมดวนสรุปส่ิงใดงา ย ๆ แตสอื่ สารตามความเปนจรงิ ขณะเดียวกันจะชว ยใหเ รา
ไมหลงเช่ือขออางทีเ่ กิดจากตัวอยา งเพียงอยา งเดียว แตพิจารณาเหตุผลและปจ จยั เฉพาะในแตละกรณีได
4) ในการพิจารณาสาระสำคญั อ่ืน ๆ ที่ถกู บิดเบอื นไปจากความประทับใจในครง้ั แรกทำให
เรามองอยา งครบถว นในแงมุมอืน่ ๆ ทีม่ อี ยู
5) ชวยพฒั นาความเปน คนชา งสงั เกต การหาความแตกตา งของสงิ่ ท่ีปรากฏพิจารณาตาม
ความสมเหตุสมผลของสง่ิ ทีเ่ กิดขึ้นกอ นทีจ่ ะตดั สนิ สรุปสงิ่ ใดลงไป
6) ชวยใหห าเหตผุ ลท่สี มเหตสุ มผลใหกับส่งิ ทีเ่ กิดขน้ึ จริง ณ เวลานน้ั โดยไมพง่ึ พงิ อคติทก่ี อ
ตัวอยใู นความทรงจำทำใหเ ราสามารถประเมินสิ่งตาง ๆ ไดอยา งสมจริงสมจงั
7) ชวยประมาณการความนา จะเปน โดยสามารถใชขอมูลพน้ื ฐานทเ่ี รามวี เิ คราะหรว มกับ
ปจ จัยอ่ืน ๆ ของสถานการณ ณ เวลานั้น อันจะชว ยเราคาดการณความนาจะเปน ไดสมเหตสุ มผลมากกวา
จุฑามาศ เจริญธรรม (2559 : 35) ที่กลาวถึงประโยชนของการคิดวิเคราะหไวทำนองเดียวกัน
ดงั นี้
1) ชว ยใหเ รารขู อ เทจ็ จริง
2) ชวยใหเราไมด ว นสรปุ อะไรงาย ๆ
3) ชว ยในการพจิ ารณาสาระสำคัญอน่ื ๆ
4) ชว ยพัฒนาความเปนคนชา งสงั เกต
58
5) ชวยใหเ ราหาเหตผุ ลทีส่ มเหตุสมผล
6) ชว ยประมาณการความนา จะเปน
ประพันธศ ริ ิ สเุ สารจั (2556) หนา 4-5) กลา ววา ระบบการศกึ ษาของประเทศไทยภายหลงั การ
ปฏิรูปการศึกษาไดเริ่มใหความสำคัญ รายการเสริมการคิดใหแกนไกและเยาวชนโดยกำหนดไว ใน
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดเปน มาตรฐานการประกันคุณภาพของ สถานศึกษา
จะสงผลใหประชาชนมีคุณภาพมากขึ้นในอนาคต ปจจัยอื่นๆ การมีความสามารถในการคิดจะเปน
ประโยชนอยางมากตอการดำเนินชีวิตของมนุษย จะทำใหสามารถแกไขปญหา รวมทั้งสามารถเลือก
ตัดสินใจไดอยางเหมาะสมและมีเหตุผล ในยุคขาวสารเทคโนโลยีในปจจุบันที่มีความเจริญกาวหนาอยาง
รวดเร็ว มีการแขงขันสูง การปูพื้นฐาน การคิดและสงเสริมการคิดใหแกเด็กและเยาวชน นับต้ังแตระดับ
อนุบาลจนถึงระดับสูงถึงเปนสิ่ง ที่จำเปนอยางยิ่ง การไดรับการพัฒนาการคิดตั้งแตเยาววัยจะชวย
พัฒนาการคิดใหกาวหนาสงผล ใหสติปญญาเฉียบแหลม เปนคนรอบคอบ ตัดสินใจไดถูกตอง สามารถ
แกไขปญหาตา ง ๆ ในชวี ิต ไดด เี ปน บคุ คลท่ีมคี ุณภาพ สามารถดำรงชีวิตไดในสังคมอยางเปนสุข ผลการฝก
คิดจะชวยให เกิดประโยชนแ กเด็กและเยาวชนสรปุ ไดด งั น้ี
1.สามารถปฏิบัตงิ านไดอยา งมีระบบมหี ลกั การและมีเหตุผล ผลงานที่ไดรบั มีประสทิ ธิภาพ
2. สามารถพจิ ารณาสิ่งตา ง ๆ และประเมินงานโดยใชหลกั เกณฑอยางสมเหตสุ มผล
3. รูจกั ประเมนิ ตนเองและผูอ่ืนไดอ ยางถกู ตอง
4. ไดเรียนรเู นอื้ หาไดร บั ประสบการณที่มีคณุ คา มีความหมายและเปนประโยชน
5. ไดฝกทกั ษะการทำงาน การใชเหตผุ ลในการแกปญหา
6. มีความรูความสามารถ มีกระบวนการทํางานอยางเปน ระบบขั้นตอน นบั ต้งั แต การกำหนด
เปา หมาย รวบรวมขอมลู เชิงประจักษ คนหาความรู ทฤษฎี หลกั การ ต้งั ขอ สันนษิ ฐาน ตคี วามหมาย และ
ลงขอ สรุป
7. สงเสรมิ ความสมารถในการใชภาษาและสอื่ ความหมาย
8. เกดิ ความสามารถในการคิดอยางชัดเจน คดิ ถูกตอ ง คิดอยางแจม แจง คิดอยางกวาง ๆ คิด
ไกล และคิดอยางลุมลึก ตลอดจนคิดอยางสมเหตสุ มผล
9. ทำใหเปนผูม ีปญญา มีคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มีความ เมตตา
กรุณาเปน ผูท มี่ ปี ระโยชน
59
10. มีทักษะและความสามารถในการอาน เขียน พูด ฟง และมีทักษะสื่อสารกับผูอื่นไดเปน
อยางดี
11. พัฒนาความสามารถในการเรียนรูตลอดชีวิตไดอยางตอเนื่องในสถานการณโลกที่มี การ
เปลีย่ นแปลงอยางรวดเร็ว
12. เปนประโยชนตอการดำรงอยูของชีวิตมนุษยดำรงอยูของชีวิตมนุษยในภาวะปจจุบัน
กลาวคอื
12.1 เปนภูมิคมุ กันในการดำรงชวี ติ ในสงั คมท่ียุงยากซับซอนไดเปน อยางดี
12.2 เปนเครอื่ งมอื ในการเรียนรูและแสวงหาความรูตลอดชวี ติ
12.3 เปนเครอ่ื งมอื ในการแกป ญหาทีห่ ลากหลายสามารถเผชิญกบั ปญหาไดอยาง
เขมแข็ง
12.4 เปนเครือ่ งมือในการเลอื กและตัดสินใจในภาวการณต าง ๆ ในสังคม ปจ จุบัน
ยงุ ยากซับซอ นไดถูกตองเหมาะสม
12.5 เปนเครื่องมอื ในการแขง ขันและตอสูก ับสภาวะการดา นตา ง ๆ ไดอ ยา ง มี
ประสิทธภิ าพ
การพัฒนาการคิดจะมีความสำคัญอยางยิ่งในการพัฒนาสติปญญาของเด็กและ เยาวชนที่จะ
เตบิ โตไปเปน ใหญท ี่มีคุณภาและกำลงั สำคัญในการพฒั นาประเทศตอไป
จากการศึกษาประโยชนของการคิดวิเคราะห สามารถสรุปไดวา ทักษะ การคิดวิเคราะหจะเปน
ทักษะที่มีความสำคัญเปนอยางมากตอการจัดการเรียนรูทั้งในวิชา ภาษาไทยและวิชาอื่น ๆ การใชทักษะ
การคิดวิเคราะหจะทำใหนักเรียนรูจักตอยอดความคิดของตนเองและใชความสามารถทางการคิดใหเกิด
ประโยชนไดเปนอยางดีเมื่อนักเรียนสามารถคิดวิเคราะหไดอยางเปนลำดับขั้นตอนอันเกิดจากการฝกฝน
การสั่งสมประสบการณก็จะชวยใหนักเรียนประสบความสำเร็จในการใชทักษะการคิดวิเคราะหตอไปได
อยา งมีประสทิ ธภิ าพ
60
การจัดการเรียนรู
3.1 ความหมายของการจดั การเรยี นรู
การจัดการเรียนรูไมใชเปนเพียงการถายทอดเนื้อหาวิชา โดยใชวิธีการบอกใหจดจําและนําไป
ทองจําเพื่อการสอบเทานั้น แตการจัดการเรียนรูเปนศาสตรอยางหนึ่งซึ่งมีความหมายที่ลึกซึ่งกวานั้น
กลาวคือ วิธีการใดก็ตามที่ผูสอนนํามาใชเพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรูเรียกไดวาเปนการจัดการเรียนรู
นักการศึกษาหลายทาน ไดใหค วามหมายของการจดั การเรยี นรูใ นทัศนะตา งๆ ดังนี้
ฮูและดันแคน (Hough & Duncan, 1970: 144) อธิบายความหมายของการจัดการเรียนรูวา
หมายถึง กิจกรรมของบุคคลซึ่งมีหลักและเหตุผล เปนกิจกรรมที่บุคคลไดใชความรูของตนเองอยาง
สรางสรรคเพื่อสนับสนุนใหผูอ่ืนเกิดการเรียนรูและความผาสุก ดังนั้นการจัดการเรียนรูจึงเปนกิจกรรมใน
แงม มุ ตางๆ 4 ดา น คือ
1. ดานหลักสูตร (Curriculum) หมายถึง การศึกษาจุดมุงหมายของการศึกษาความเขาใจใน
จุดประสงครายวิชาและการตั้งจุดประสงคการจัดการเรียนรูที่ชัดเจน ตลอดจนการเลือกเน้ือหาได
เหมาะสมสอดคลอ งกบั ทอ งถ่ิน
2. ดานการจดั การเรียนรู (Instruction) หมายถงึ การเลือกวิธสี อนและเทคนิคการจดั การเรียนรู
ทเี่ หมาะสม เพ่อื ชว ยใหผ เู รียนบรรลถุ งึ จดุ ประสงคการเรยี นรูทีว่ างไว
3. ดานการวัดผล (Measuring) หมายถงึ การเลอื กวธิ กี ารวัดผลท่เี หมาะสมและสามารถวเิ คราะห
ผลได
4. ดา นการประเมนิ ผลการจัดการเรียนรู (Evaluating) หมายถึง ความสามารถในการประเมนิ ผล
ของการจัดการเรยี นรูทั้งหมดได
กดู (Good, 1975: 588) ไดอ ธิบายความหมายของการจัดการเรยี นรูวา การจัดการเรียนรู คอื การ
กระทําอันเปนการอบรมส่ังสอนผูเรยี นในสถาบนั การศึกษา
ฮิลล (Hills, 1982: 266) ใหคําจํากัดความของการจัดการเรียนรูไววาการจัดการเรียนรู คือ
กระบวนการใหการศกึ ษาแกผ เู รยี น ซ่ึงตอ งอาศยั ปฏสิ ัมพนั ธร ะหวางผูสอนกบั ผูเรียน
มอร (Moore, 1992: 4) ไดใหความหมายของการจัดการเรียนรูไววาการจัดการเรียนรูคือ
พฤติกรรมของบุคคลหนึ่งที่พยายามชวยใหบุคคลอื่นไดเกิดการพัฒนาตนในทุกดานอยางเต็มศักยภาพ
นอกจากน้นั ยงั มีผูใหค วามหมาย ของการจดั การเรียนรูไวอ กี หลายทัศนะ เชน
61
การจัดการเรียนรู คือ การจัดสถานการณ สภาพการณหรือกิจกรรมการเรียนรูใหผูเรียนไดมี
ประสบการณอันกอใหเกิดการเรียนรูไดงาย ซึ่งจะสงผลใหผูเรียนมีความเจริญงอกงามและพัฒนาการท้ัง
ทางกายและทางสมอง อารมณแ ละสังคม
การจดั การเรยี นรู คือ การอบรมผูเรยี นโดยการจัดกิจกรรม อุปกรณและการแนะแนวใหก บั ผูเ รียน
การจดั การเรยี นรู คอื การจัดประสบการณใหแ กผ ูเรียน
การจัดการเรียนรู คือ การชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและความสามารถในการนําความรูนั้นไป
ใชใ นชีวิตประจําวนั ได
การจดั การเรยี นรู คือ การจดั กิจกรรมตางๆใหผ ูเรียนไดมีสว นรวม
การจัดการเรยี นรู คือ การแนะแนวทางใหผ เู รียนคนพบความรูไดดว ยตนเอง
จากความหมายของการจัดการเรียนรูที่กลาวมาน้ีจะเห็นไดวาการจัดการเรียนรูมีความหมาย
ครอบคลมุ ท้ังดานวิธีการ กระบวนการและตัวบุคคล ดงั นัน้ จงึ อาจสรปุ ความหมาย ของการจัดการเรียนรู
ไดวาการจัดการเรียนรูคือกระบวนการปฏิสัมพันธระหวางผูสอนกับผูเรียนเพื่อท่ีจะทําใหผูเรียนเกิดการ
เรยี นรูตามวัตถปุ ระสงคของผสอน
3.2 ความสำคัญของการจัดการเรยี นรู
การจดั การเรยี นรเู ปรยี บเสมือนเครอ่ื งมอื ทส่ี งเสริมใหผเู รียนรักการเรยี น ตัง้ ใจเรยี น และเกดิ การ
เรียนรูขึ้น การเรียนของผูเรียนจะไปสูจุดหมายปลายทาง คือ ความสำเร็จในชีวิต หรือไมเพียงใดนั้น
ยอมขนึ้ อยูกบั การจดั การเรียนรูที่ดีของผูสอน หรอื ผสู อนดว ยเชน กัน หากผูสอนรูจกั เลือกใชวิธีการจัดการ
เรียนรูท่ีดแี ละเหมาะสมแลว ยอ มจะมผี ลดีตอ การเรยี น ของผเู รยี นดงั นคี้ ือ
1. มคี วามรูแ ละความเขาใจในเน้อื หาวชิ า หรอื กิจกรรมทเี่ รยี นรู
2. เกดิ ทกั ษะหรือมคี วามชำนาญใน เน้อื หาวชิ า หรือกิจกรรมท่ีเรยี นรู
3. เกดิ ทัศนคตทิ ดี่ ีตอ สิง่ ทเี่ รยี น
4. สามารถนำความรทู ไี่ ดไปประยุกตใ ชใ นชวี ิตประจำวนั ได
5. สามารถนำความรไู ปศึกษาหาความรเู พม่ิ เตมิ ตอไปอีกได
อนึ่ง การที่ผูสอนจะสงเสริมใหผูเรียนมีความเจริญงอกงามในทุก ๆ ดานทั้งทางดาน รางกาย
อารมณ สังคม และสติปญญานั้น การสงเสริมที่ดีที่สุดก็คือการใหการศึกษา ซึ่งจากทีก่ ลาวมาจะเหน็ ไดวา
การจดั การเรยี นรเู ปนส่งิ สำคญั ในการใหการศึกษาแกผ ูเ รียนเปน อยา งมาก
62
3.3 ลักษณะของการจัดการเรยี นรู
การจดั การเรียนรูมลี ักษณะทีเ่ ดน ชดั อยู 3 ลกั ษณะ คือ
1. การจดั การเรยี นรูเปน กระบวนการปฏสิ ัมพันธระหวางผูส อนกบั ผูเรียน ซงึ่ หมายความวา
การจดั การเรียนรูจะเกดิ ข้ึนไดน ้ันทัง้ ผสู อนและผเู รียนตองมปี ฏิสัมพนั ธตอ กนั และเปน ปฏสิ ัมพันธที่เกิดขึ้น
อยา งตอเนอื่ งเปนไปตามลำดบั ขน้ั ตอนเพ่อื ทำใหผเู รยี นเกดิ การเรยี นรู
2. การจัดการเรียนรูม จี ดุ ประสงคใ หผ ูเรยี นเกดิ การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมตาม จดุ ประสงค
ทก่ี ำหนดไวโดยการเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมนเ้ี ปนพฤตกิ รรมทัง้ 3 ดา น ไดแก
2.1 ดา นความรูความคิด หรอื ดานพทุ ธพิ สิ ยั
2.2 ดา นทักษะกระบวนการ หรอื ดานทกั ษะพิสัย
2.3 ดา นเจตคติ หรอื ดา นจิตพสิ ยั
3. การจดั การเรียนรจู ะบรรลจุ ุดประสงคไดดตี องอาศัยทั้งศาสตรแ ละศลิ ปะของผูสอน ซึง่
หมายความวาการจัดการเรียนรูจะบรรลุจุดประสงคไดหรือไมนั้นตองอาศัยความรูความสามารถ ของ
ผสู อนท้งั ดานวชิ าการ (ศาสตร) ทกั ษะและเทคนิคการจดั การเรียนรู (ศลิ ปะ) เปน สำคัญ
จากท่ีกลา วมานี้สรปุ ไดว า การจดั การเรยี นรจู ะเกิดขึน้ ไดจะตองมีกระบวนการ ปฏิสมั พันธระหวาง
ผูสอนกับผูเรียน มีจุดประสงคในการจัดการเรียนรูและการจัดการเรียนรู จะประสบผลสำเร็จไดดี ผูสอน
ตอ งมที งั้ ความรูและเทคนิคการจดั การเรยี นรู
3.4 องคป ระกอบของการจดั การเรียนรู
นักวชิ าการและนกั การศกึ ษาไดอธิบายองคประกอบของรูปแบบการจดั การเรยี นรูไวด ังนี้
Kibler (1970: 44-53) ไดเ สนอวา ระบบการจัดการเรียนรูม ี 4 องคประกอบ ไดแก
1) จดุ มงุ หมายในการเรียนการสอนเปนผลผลิตทางการเรยี นการสอนทีม่ งุ หวงั ใหเ กิดในผเู รยี น
ซ่งึ มีความครอบคลมุ พฤตกิ รรมทางดานสติปญญา (Cognitive Domain) ดานจิตใจ (Affective Domain)
และดานการปฏิบัติ (Psychomotor Domain)
2) การวัดพฤติกรรมพน้ื ฐานเปน การตรวจสอบความพรอ มความรูพนื้ ฐานและทักษะเบ้อื งตน
ของผเู รยี นกอนการเรยี นการสอนจริง ๆ
3) การจดั กระบวนการเรียนการสอนเปน การจดั กิจกรรมเพ่ือพัฒนาพฤติกรรมของผเู รียนโดย
เร่มิ ตน พฤตกิ รรมพน้ื ฐานตอ เนอ่ื งจนถงึ พฤติกรรมปลายทาง
63
4) การประเมนิ ผลรวมเปนการประเมนิ ผลเพื่อตรวจสอบวา การเรยี นการสอนบรรลุ
วัตถุประสงคเ พียงใดมวี ิธกี ารจัดการเรียนการสอนเหมาะสมเพียงใด ฯลฯ
Dick and Carey (1985) ไดเสนอแนวคดิ เก่ยี วกบั องคประกอบของรปู แบบการจัดการเรียนรู
วา ประกอบดวย 3 องคประกอบคอื
1) การกำหนดจดุ มุงหมายของการจัดการเรยี นรู
2) การพฒั นาการจดั การเรียนรู
3) การประเมนิ การจดั การเรยี นรู
ซึ่งท้งั 3 องคป ระกอบ สามารถแบง ออกเปน ขนั้ ตอนได 9 ขั้นตอน ดังนี้
1. กำหนดจุดมงุ หมายการจัดการเรยี นรู เปนการกำหนดความมุงหมายของการจดั การ
เรียนรูซึ่งตองพัฒนาใหสอดคลองกับความมุงหมายทางการศึกษา จากนั้นทำการวิเคราะหความจำเปน
(Needs analysis) และวเิ คราะหผูเรียน
2. วเิ คราะหก ารจัดการเรยี นรู (Conduct instructional analysis) เปน การวิเคราะห
ภารกิจหรือวิเคราะหขั้นตอนการดำเนินการจัดการเรียนรู ผลการวิเคราะหการจัดการเรียนรูที่ไดจะเปน
หมวดหมขู องการจดั ภารกิจ (Task classification) ตามลกั ษณะของจุดหมายการจัดการเรียนรู
3. กำหนดพฤตกิ รรมเบ้อื งตนและคณุ ลกั ษณะของผเู รียน (Identify entry behaviors)
วา เปน ผูเรยี นระดับใดและมีพน้ื ความรูเพียงใด
4. เขียนจุดมุง หมายการเรยี น (Write performance objectives) ซึง่ เปน จดุ มุง หมาย
เฉพาะหรอื จุดมุงหมายเชิงพฤตกิ รรมและสอดคลองกับจุดมงุ หมายการสอนเพ่ือประโยชนดังน้ี
1)ใหเ ห็นแนวทางในการจัดการเรยี นรู
2) เปนแนวทางในการวางแผนการจัดสภาพแวดลอ มในการเรยี น
3) เปน แนวทางในการสรา งแบบทดสอบ
4) ชวยใหผ เู รยี นรูอยา งมีจุดหมาย
5. สรา งแบบทดสอบอิงเกณฑ (Develop criterion referenced test items) เพอ่ื
ประเมินการจัดการเรียนรู
6. พัฒนายุทธศาสตรการจัดการเรียนรู (Develop instructional strategy) ใหเปน
แผนการจดั การเรยี นรูท ี่ชว ยใหผูเรียนเรียนรไู ดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ
64
7. พัฒนาและเลือกวสั ดุการจดั การเรยี นรู (Develop and select instructional
materials) ทง้ั สื่อสงิ่ พิมพและสือ่ โสตทศั น
8. ออกแบบและประเมนิ ระหวา งเรยี น (Design and conduct formative
evaluation)
9. ออกแบบและดำเนินการประเมินหลังเรยี น (Design and conduct summative
evaluation)
Anderson (1997: 521) ท่ีกลา วถงึ องคประกอบของรปู แบบการจัดการเรียนรตู องประกอบดวย
1) หลกั การ แนวคิดหรือทฤษฎีพ้นื ฐาน
2) วตั ถปุ ระสงคแ ละ
3) กจิ กรรมการจดั การเรยี นรูทสี่ นบั สนุนการใชรปู แบบการจัดการเรยี นรูเ พอ่ื ใหบ รรลุ
วัตถปุ ระสงคท ่ตี ้งั ไว
Joyce and Weil (2000: 13-14) ไดสรุปองคประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรูไว 4
องคประกอบเชนกนั ไดแก
1) หลักการของรปู แบบ เปน การกลา วถงึ ความเช่อื แนวคิดของทฤษฎที ี่รองรบั รปู แบบ
การจัดการเรียนรู ซึ่งหลักการของรูปแบบการจดั การเรยี นรูจะเปนตัวกำหนดจุดประสงคเนื้อหา กิจกรรม
การเรียนรขู ั้นตอนตา ง ๆ ในรูปแบบการจดั การเรยี นรู
2) จดุ ประสงคเปนการระบุความคาดหวงั ทีต่ อ งการใหเ กดิ ข้นึ จากการใชร ปู แบบการ
จัดการเรยี นรู
3) เนอ้ื หา เปน การระบุเนอื้ หาสาระและกิจกรรมตา ง ๆ ท่ใี ชในการจดั การเรยี นรูให
บรรลุจดุ ประสงคข องรูปแบบการจัดการเรียนรนู ้นั ๆ
4) กิจกรรมการเรียนรูข ั้นตอนตา ง ๆ ในรปู แบบการจัดการเรียนรูเปน การระบุวธิ ีการ
ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมในแตละขนั้ ตอนเม่อื มีการนำรูปแบบการจัดการเรียนรูไ ปใช
5) การวดั และประเมินผลเปนการประเมินผลประสทิ ธิภาพของรูปแบบการจัดกาเรยี นรู
ทศิ นาแขมมณี (2557: 222) ไดกลา วถงึ องคประกอบของรูปแบบการจดั การเรียนรู ประกอบดวย
4 องคประกอบ ไดแ ก
1.ปรชั ญา ทฤษฎี หลักการ แนวคดิ หรือความเช่อื ท่ีเปนพน้ื ฐานของรปู แบบการจัดการ
เรยี นรูน ้นั ๆ
65
2.การบรรยาย และอธิบายสภาพ หรือลักษณะของการจดั การเรียนรูท ส่ี มั พนั ธ
สอดคลองกับ หลักการ
3.การจัดระบบเปนการจัดองคประกอบตาง ๆ สัมพันธกันเพื่อนำผูเรียนไปสูเปาหมายที่
กำหนดไว
4.การใหขอ มลู เกยี่ วกับวธิ สี อนและเทคนิคการสอนตาง ๆ ที่จะชวยใหก ระบวนการเรยี นการ
สอนนั้น ๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสดุ ทั้งนี้รูปแบบการจัดการเรียนรูจ ะตองไดร ับการพิสูจน ทดสอบ ทำนาย
ผล และมีศกั ยภาพในการสรา งความคิดรวบยอด และสรา งความสมั พันธใหมๆ ได
การจัดการเรียนรูใหมีประสทิ ธภิ าพนั้นจะตองมีกระบวนการพัฒนารูปแบบอยางเปนระบบเพ่ือให
เรียนรใู หบ รรลุผลตามวตั ถุประสงคและจุดมงุ หมายของรปู แบบการจดั การเรียนรูนนั้ ๆ
ชนาธิป พรกุล(2562:109) ไดใ หความหมายของการออกแบบจดั การเรยี นรูไววา การออกแบบมี
ลักษณะเปนศาสตรแหงการสรางสรรคการสอนที่เกิดจากการคิดวิเคราะหและสังเคราะหจากบริบทของ
การเรียนการสอนโดยอาศัยทฤษฎีระบบเปนพื้นฐานในการดำเนินการเพื่อนำมาสูการวางเคาโครง
(outline) ใหเห็นภาพรวมของการจดั การเรยี นการสอนเปนข้ันตอนทงั้ ระบบ
Kevin Kruse (2008) ไดเสนอแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการจดั การเรยี นรดู ว ยวิธกี ารเชิงระบบ
(system approach) วาประกอบดวย 5 ขั้นหรือที่เรียกวา “ADDIE Model” ซึ่งเปนวิธีการเชิงระบบที่
ชวยใหการจัดการเรียนรูใหมีประสทิ ธิผล (effectiveness) และมีความเหมาะสม(appropriateness)โดย
มีข้ันตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การวเิ คราะหคอื ข้ันตอนของการวเิ คราะหแ ละประเมินความตองการจำเปน
ขน้ั ตอนที่ 2 การออกแบบการจดั การเรียนรแู ละการนำเสนอ
ข้นั ตอนท่ี 3 การพัฒนา เปนการพฒั นาเครอื่ งมือที่ใชในการจดั การเรียนรู
ขั้นตอนที่ 4 การนำไปใชเปนการนำสาระและกิจกรรมไปใชประกอบดว ยการวางแผน ในการ
บริหารจัดการในการนำแผนการจัดการเรียนรูไปใชและดำเนินการจัดการเรียนรูตามขั้นตอนตาง ๆ ท่ี
กำหนดไวในแผนการจัดการเรยี นรู
ขั้นตอนที่ 5 การประเมิน เปน การประเมนิ ความกาวหนา ของผเู รียนและประสทิ ธิผลของ
สอื่ ทีใ่ ชในการจัดการเรียนรู
ทิศนา แขมมณี(2557: 204) กลาวโดยสรุปวากระบวนการที่จำเปนในการสรางระบบ คือ การ
กำหนดจุดมุงหมายของระบบการศึกษาหลักการทฤษฎีแนวคิดสภาพการณและปญหาตาง ๆ ที่เกี่ยวของ
66
การกำหนดองคประกอบของระบบและการจัดความสัมพันธขององคประกอบ การเขียนผังระบบ การ
ทดลองใชระบบ การประเมินผลระบบและการปรับปรุงระบบ ผูวิจัยสามารถสรุปขอบขายตามขั้นตอน 5
ขั้น ประกอบดว ย
ขั้นที่ 1 การวิเคราะหระบบ (Analysis) เปนการนำระบบเดิมที่ปรากฏอยูตามสภาพจรใน
ปจจุบันมาวิเคราะหเชน ขอมูลพื้นฐานเชิงนโยบายเปาหมายสภาพบริบทตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับการ
ออกแบบระบบ การจัดการเรียนรูกับสภาพที่คาดหวังเพือ่ ศึกษาปญหาความตองการและจุดบกพรองตาง
ๆ รวมถึงการสำรวจทรัพยากรที่มีอยูและที่ตองการ เพื่อนำมาเติมเต็มในการพัฒนาเพื่อชวยทำใหระบุ
เปาหมายและผลลพั ธทพ่ี ึงประสงคในการพัฒนาท่ีชัดเจนในขัน้ ตอไป
ขั้นท่ี 2 การออกแบบ (Design) เปน การรวบรวมขอ มูลจากแหลงตาง ๆ ท่ไี ดจ ากการวิเคราะห
ในขั้นแรกมาเปน เปา หมายในการพัฒนาซง่ึ ไดม ีการระบุเงื่อนไขท่ีจะทำมาออกแบบระบบการจัดการเรียนรู
ใหเ หมาะกบั สง่ิ ท่จี ะพฒั นาใหเกิดประสิทธภิ าพและประสิทธิผลสงู สุดในการใช
ขั้นที่ 3 การพัฒนา (Development) เปนการพิจารณาเลือกทรัพยากรการเรียนรูที่มีอยู
รวมถึงการเลือกและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรูที่เกี่ยวของและการพัฒนาเคร่ืองมือตาง ๆ เพื่อ
อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรูใหบรรลุตามเปาหมายโดยสะทอนใหเห็นองคประกอบ 3 สวน
ไดแก สิ่งที่นำเขา/ตัวปอน (input) กระบวนการ (process) ผลผลิต/ผลลัพธ(output) โดยมีกลไกการ
ควบคมุ (control) เพ่ือตรวจสอบกระบวนการใหม ีประสิทธิภาพและมกี ารใหขอ มูลปอ นกลับ (feedback)
ข้ันที่ 4 การนำไปใช( Implementation) เปน การนำแบบที่พฒั นาไปทดลองใชเพื่อทดสอบวาง
ระบบการจดั การเรยี นรทู ี่พฒั นาข้ึนวา ใชไ ดผลตามท่คี าดหวังเพยี งใด
ขนั้ ที่ 5 การประเมิน (Evaluation) เปนการประเมนิ 2 สวนคือประเมินผลระหวางดำเนินการ
(formative evaluation) และประเมินผลรวม (summative valuation) ทั้งระบบเพื่อนำมาปรับปรุง
และพัฒนา
จากการศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรูขางตน สกุลการ สังขทอง สรุปไดวาการ
ออกแบบการจัดการเรียนรู ประกอบดวยขั้นตอนดังตอไปนี้ 1) การศึกษาวิเคราะหขอมูลพื้นฐาน
(Analysis: A) เปนข้นั การศกึ ษาขอมลู พื้นฐานสำหรับสรา งรูปแบบการจัดการเรียนรู 2) การออกแบบและ
พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู (Design and Development: D and D) เปนขั้นการสรางและหา
ประสทิ ธภิ าพของรปู แบบการจัดการเรียนรู 3) การทดลองใชรูปแบบการจดั การเรียนร(ู Implementation:
67
I) เปนขั้นการทดลองใชรูปแบบการจัดการเรียนรูและ 4) การประเมินผลรูปแบบการจัดการเรียนรู
(Evaluation: E) เปน ขัน้ การประเมนิ และปรับปรุงแกไ ขรูปแบบการจดั การเรยี นรู
การจดั การเรยี นรูแบบรว มมือ
4.1 ความหมายการจดั การเรียนรูแบบรวมมอื
การจัดการเรียนรแู บบรวมมอื (Cooperative Learning ) มนี วั จิ ัยในตางประเทศใหความหมาย
ไวหลายทาน เชน
Alice F.Artzt and C.M. Newman, (1999 : 448-449) ไดใหความหมายของการเรียนรูแบบ
รว มมือไวซึง่ สรปุ ไดวา เปน การเรียนรูท ี่ผเู รยี นเรียนรวมกัน เปน กลมุ เลก็ ๆ เพ่อื เรียนรูการแกปญหารวมกัน
เพื่อใหกลุมประสบผลสำเร็จหรือบรรลุเปาหมายรวมกัน โดยสมาชิกในกลุมเปนสวนหนึ่งที่จะทำใหกลุม
ประสบผลสำเร็จหรือลมเหลว การที่สมาชิกจะบรรลเุ ปา หมายรวมกันนั้น ทุกคนตองปรึกษาหารือกนั และ
กัน ชวยเหลือกันใหเกิดการเรียนรูในการแกปญหา ครูมีบทบาทเปนผูคอยใหความชวยเหลือ จัดหา และ
ชแ้ี นะแหลง คน ควา ขอมลู ซง่ึ ผูเรยี นเปน ผคู นควา เอง ซึง่ ตัวผเู รียนจะเปนผูท ี่มีความสำคัญในการที่จะทำให
เพือ่ นในกลมุ เขาใจในเนื้อหาที่เรยี น
Slavin, Robert E. (1995 : 5) ไดกลา วไววา การเรยี นรูแบบรว มมือเปน การเรียนทีผ่ เู รียนมกี าร
แลกเปลี่ยนความรู ความคิดกัน โดยผูเรียนจะมีการโตตอบกันภายในกลุม รวมมือทำงาน เพื่อนนำไปสู
เปาหมายและความสำเรจ็ รว มกนั ของกลมุ
Balkcom (1992) ใหความหมายของการเรียนแบบรว มมอื ไววา เปนการเรยี นท่เี หมาะกับสมาชกิ
กลุมเล็กๆ แลวรวมกนั แกป ญ หาหรือทำงานทีไ่ ดรับมอบหมายใหส ำร็จ สมาชกิ ในกลุมทุกคนเปน สวนสำคัญ
ของกลุมที่จะตองมีสวนรว มในการชวยเหลือซึ่งงกันและกัน ในการทำงาน ความสำเร็จหรอื ความลม เหลว
ของกลุมลวนเปนของทุกคนในกลุม สำหรับในประเทศไทยพบวานักการศึกษาหลายทานใหความหมาย
ของการจดกั ารเรียนรูแบบรวมมือไวเชนกนั
วัฒนาพร ระงับทุกข( 2555: 174) กลาววา การเรยี นแบบรวมมือเปน วธิ กี ารจดั กิจกรรมการเรยี นรู
ที่เนนใหผูเรียนไดเรียนรูรวมกันเปนกลุมเล็ก ๆ แตละกลุมประกอบดวยสมาชิกที่มีความรูความสามารถ
แตกตางกันโดยที่แตละคนมีสวนรวมอยางแทจริงในการเรียนรูและในความสำเร็จของกลุม โดยการ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบงปนทรัพยากรการเรียนรู ั รวมทั้งการเปนกำลังใจแกกันและกัน คนที่
เรียนเกงจะชวยเหลือคนที่ออนกวา สมาชิกในกลุมไมเพียงแตรับผิดชอบตอการเรียนของตนเองเทานั้น
68
หากแตจ ะตองรวมรับผิดชอบตอการเรยี นรูของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุมความสำเรจ็ ของแตละบุคคลคือ
ความสำเรจ็ ของกลุมจากท่ีกลาวมาพอสรุปไดว า การเรยี นแบบรว มมือเปน การเรียนดวยกระบวนการกลุม
วิธีหนึ่งที่มีการจดั นกั เรยี นเปน กลมุ ขนาดเล็กประมาณ 4-6 คน มีการคละความสามารถ แตล ะคนจะศึกษา
เรอ่ื งที่ไดร ับมอบหมายใหเขาใจอยา งถองแท แลว อธิบายใหเ พ่ือนในกลุมฟง หลงั จากน้ันก็จะมีการทดสอบ
ยอย เปน การเรียนแบบเพ่ือนชว ยเพอื่ น
ชนาธิป พรกุล (2557: 134) กลาววา รูปแบบการเรียนรูแบบรวมมอื เปนวิธีการที่ผูสอนสงเสรมิ
ใหผูเรียนทำงานรวมกันและชวยเหลือกันในชั้นเรียน รูปแบบนี้ชวยสรางบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียนและ
สงเสริมวัตถุประสงคการเรียนรูดานจิตพิสัยเกี่ยวกับความรวมมือและความเขาใจนอกจากนี้ยังใชสอน
วัตถปุ ระสงคก ารเรียนรดู านพุทธพิ ิสยั และทักษะพิสยั ไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพดวย
นาตยา ปลันธนานนท (2560: 12) กลาววา การเรียนแบบรวมมือเปนลักษณะของการเรียนการ
สอนท่ใี หผูเ รยี นทำงานเปน กลมุ จนบรรลุตามวัตถุประสงคข องกลมุ จากความรับผิดชอบของแตล ะคน และ
การพ่งึ พาชว ยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั
จากความหมายของการเรียนรูแบบรวมมือที่ไดรวบรวมมาขา งตน อาจสรุปไดวา การเรียนรูแ บบ
รวมมือ เปนการเรียนรูที่เนนกิจกรรมกลุมยอย เพื่อสงเสริมใหผูเรียนซึ่งมีความแตกตางกัน ไดมีสวน
รวมกันอยางแทจริงในการรวมกันคิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการชวยเหลือกันเพื่อใหเกิดการ
เรียนรูรวมกัน โดยสมาชิกในกลุมจะตองมีความรับผิดชอบทัง้ ภาระกิจของตนเองและของกลุม เพื่อนำพา
ใหกลุม ประสบความสำเร็จรวมกนั
4.2 องคประกอบของการเรยี นรูแบบรว มมือ
Johnson, Johnson and Holubec,(1994) (อางถึงในทิศนา แขมมณี, 2550 :99-101) กลาว
วาการเรียนรูแบบรวมมือ ไมเพียงแตเปนการแบงกลุมใหนักเรียนชวยกันทำงานที่ไดรับมอบหมายให
ประสบความสำเรจ็ เทา นนั้ การเรยี นรแู บบรวมมอื จะตอ งมอี งคประกอบสำคัญครบ 5 ประการดงั น้ี
1 การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน (Positive Interdependence) กลุมการเรียนรูแบบรวมมือ จะตอง
ตระหนักวา สมาชิกกลุมทุกคนมีความสำคัญ และความสำเร็จของกลุมขึ้นกับสมาชิกทุกคนในกลุม ใน
ขณะเดียวกันสมาชิกแตละคนประสบความสำเร็จไดก็ตอเมื่อกลุมประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของ
บุคคลและของกลุมขึ้นอยูกับกันและกัน ดังนั้นแตละคนตองรับผิดชอบในบทบาทหนาที่ของตนและใน
ขณะเดียวกันก็ชวยเหลือสมาชิกคนอื่นๆดวย เพื่อประโยชนรวมกัน การจัดกลุมเพื่อชวยใหผูเรียนมีการ
พ่งึ พาชว ยเหลือเกอ้ื กลู กนั น้ีทำไดหลายทาง เชน การใหผ เู รยี นมีเปา หมายเดียวกัน หรือใหผเู รียนกำหนดใน
69
การทำงาน การเรียนรูรวมกัน (Positive Goal Interdependence) การใหรางวัลตามผลงานของกลุม
(Positive RewardInterdependence) การมอบหมายบทบาทหนาที่ในการทำงานรวมกันใหแตละคน
(Positive Role Interdependence)
2.การปรึกษาหารือกันอยางใกลชิด (Face-to-face promotiveinteraction) การที่สมาชิกใน
กลุม มีการพึ่งพาชวยเหลือเก้ือกลู กนั เปน ปจ จยั ที่จะสงเสริมใหผเู รยี นมปี ฏสิ ัมพนั ธต อกันในทางท่ีจะชวยให
กลุมบรรลุเปาหมาย สมาชิกกลุมจะหวงใยไววางใจ สงเสริมและชวยเหลือกันและกันในการทำงานตางๆ
รว มกนั สงผลใหเ กิดสมั พนั ธภาพท่ดี ีตอกัน
3.ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบไดของสมาชิกแตละคน (IndividualAccountability)สมาชิกใน
กลุมการเรียนรูทุกคนจะตองมีหนาที่รับผิดชอบ และพยายามทำงานที่ไดรับมอบหมายอยางเต็ม
ความสามารถ ไมม ใี ครท่ีจะไดรบั ประโยชนโ ดยไมทำหนาที่ของตน ดงั นัน้ ในกลุมจึงจำเปนตองมีระบบการ
ตรวจสอบผลงาน ทั้งที่เปนรายบุคคลและเปนกลุมวิธีการที่สามารถสงเสริมใหทุกคนไดทำหนาที่ของตน
อยา งเต็มที่มีหลายวิธี เชน การจดั กลมุ ใหเ ลก็ เพื่อจะไดม ีการเอาใจใสกันและกันไดอยางท่ัวถึง การทดสอบ
เปนรายบุคคล การสุมเรียกชื่อใหรายงาน ครูสังเกตพฤติกรรมของผูเรียนในกลุม การจัดใหกลุมมีผู
สังเกตการณ การใหผ เู รียนสอนกันและกัน เปน ตน
4.การใชทักษะการปฏิสัมพันธระหวางบุคคลและทักษะการทำงานกลุมยอย (Interpersonal
and Small-group skills) การเรียนรูแบบรวมมือจะประสบความสำเร็จไดตองอาศัยทักษะที่สำคัญๆ
หลายประการ เชน ทักษะทางสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธกับผูอื่น ทักษะการทำงานกลุม ทักษะการ
ส่อื สาร และทักษะการแกปญหาขัดแยง รวมทงั้ การเคารพ ยอมรบั และไววางใจกนั และกนั ซงึ่ ครูควรสอน
และฝกใหแกผเู รยี นเพอ่ื ชว ยใหดำเนินงานไปได
5 การวิเคราะหกระบวนการกลุม (GroupProcessing) กลุมการเรียนรูแบบรวมมือจะตองมีการ
วิเคราะหกระบวนการทำงานของกลุมเพื่อชวยใหกลุมเกิดการเรียนรูแ ละปรับปรุงการทำงานใหดีขึ้น การ
วิเคราะหกระบวนการกลุมครอบคลุมการวิเคราะหเกี่ยวกับวธิ ีการทำงานของกลุม พฤติกรรมของสมาชิก
กลุมและผลงานของกลุม การวิเคราะหการเรียนรูนี้อาจทำโดยครู หรือผูเรียน หรือทั้งสองฝาย การ
วิเคราะหกระบวนการกลุมนี้เปนยุทธวิธีหนึ่งที่สงเสริมใหกลุมตั้งใจทำงาน เพราะรูวาจะไดรับขอมูล
ปอนกลับ และชวยฝกทักษะการรูคิด (Metacognition) คือสามารถที่จะประเมินการคิดและพฤติกรรม
ของตนท่ไี ดท ำไป
70
อาภรณ ใจเท่ียง (2555 : 122) กลา วถงึ องคประกอบของการจัดการเรยี นรูแ บบรวมมือ ไวดังนี้
1. มีการพึง่ พาอาศยั กนั (Positive interdependence) หมายถงึ สมาชิกในกลุม มเี ปา หมาย
รวมกัน มีสวนรับในความส าเร็จรวมกัน ใชวัสดุอุปกรณรวมกัน ทุกคนมีบทบาทหนาที่ทั่วถึงกัน มี
ความรูสึกวา งานจะสำเรจ็ ไดท กุ คนตองชวยเหลอื กนั
2. มปี ฏิสัมพันธอยา งใกลช ิดในเชงิ สรา งสรรค (Face to face promotive interaction)
หมายถึง สมาชิกกลุมไดทำกิจกรรมอยางใกลชิด เชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อธิบายความรูแกกันถาม
และตอบคำถามซงึ่ กันและกันดว ยความรูสึกท่ีดตี อกัน
3. มกี ารตรวจสอบความรบั ผดิ ชอบของสมาชกิ แตละคน (Individual accountability)เปน
หนา ทขี่ องผสู อนท่ีจะตองตรวจสอบวา สมาชกิ ทกุ คนมีความรบั ผิดชอบตองานกลุมหรือไมมากนอยเพียงใด
เชน การสุมถามสมาชิกในกลุม สังเกตและบันทึกการทำงานกลุม ใหผูเรยี นอธิบายสิง่ ที่ตนเรียนรูใหเพื่อน
ฟง ทดสอบรายบุคคล เปนตน
4. มีการฝก ทกั ษะการชวยเหลือกนั ทำงานและทักษะการทำงานกลุม มยอย(Interdependence
and small group skills) ผูเรยี นควรไดฝ ก ทักษะทจี่ ะชว ยใหงานกลุมประสบความสำเรจ็ เชน ทักษะการ
สื่อสาร การยอมรับและชวยเหลือกัน การวิจารณความคิดเห็นโดยไมวิจารณบุคคล การแกปญหาความ
ขัดแยง การใหความชวยเหลือ และการเอาใจใสตอทุกคนอยางเทาเทียมกัน การท าความรูจักและ
ไววางใจผอู ่นื เปนตน
5. มีการฝก กระบวนการกลุม (Group process) สมาชิกตอ งรับผดิ ชอบตอ การทำงานกลมุ ตอ ง
สามารถประเมินการท างานของกลุมไดวา ประสบผลสำเร็จมากนอยเพียงใด เพราะเหตุใดตองแกไข
ปญหาที่ใด และอยางไร เพื่อใหการทำงานกลุมมีประสิทธิภาพดีกวาเดิม เปนการฝกกระบวนการกลุม
อยา งเปน กระบวนการ
วัชรา เลาเรียนดี (2555 : 157 - 158) กลาววา ในการจัดการเรียนรูแบบรวมมือกันครูจะตอง
คำนึงถึงและดำนินการตามลักษณะและองคประกอบที่สำคัญของการเรียนรูแบบรวมมือกันอยางจริงจัง
ดังนี้
1. การพงึ่ พาอาศัยกนั และกนั ทางบวก (Positive interdependence)
1.1 ครูตองอธบิ ายวิธีการเรยี นรูและงานท่ีใหนักเรียนปฏิบตั ิอยา งชดั เจน
1.2 ครตู องแจง วัตถปุ ระสงคห รอื เปา หมายของกลมุ
1.3 ครตู องพยายามทำใหนกั เรียนเขาใจและยอมรบั วาความพยายามของตนใหผลดตี อ
71
ตนเองและสมาชิกของกลุมทุกคน การยอมรับและพึ่งพาอาศัยทางบวกจะชวยสรางความผูกพันใน
ภาระหนาที่ตอความส าเร็จของกลุมเชนเดียวกับความสำเร็จของตนเอง ซึ่งเปนหัวใจของการเรียนแบบ
รว มมอื กัน
2. การมีความรับผดิ ชอบตอ ตนเองและกลุม (Individual and group accountability)
2.1 สมาชิกกลุมทุกคนตองมีความรับผิดชอบตอผลส าเร็จของกลุมมีการรวมมือรวมใจกัน
ปฏบิ ตั งิ าน โดยไมเอาเปรียบซึ่งกันและกนั
2.2 สมาชกิ กลมุ ตองเขาใจตรงกนั เกย่ี วกับเปา หมายการท างานกลมุ รวมถงึ ความกาวหนา
และความพยายามในการปฏิบัติงานซึง่ วัดผลได เพื่อใหทราบวาสมาชิกคนใดตอ งการความชวยเหลือ การ
สนับสนุน การกระตุนเสริมแรงเปนพิเศษ เพื่อใหสามารถปฏิบัติงานไดประสบความสำเร็จ โดยที่ทุกคน
ตองเขม แขง็ และพัฒนาข้ึน
3. การปฏิสัมพันธที่ดีและการสรางสรรคตอกันระหวางบุคคลและระหวางสมาชิกทุกคนในกลุม
เนอื่ งจากนักเรียนตองปฏิบัติงานรวมกันอยางจริงจัง ทกุ คนตองยอมรับกนั และกัน สนับสนุนชวยเหลือกัน
เพื่อใหประสบผลสำเร็จในเปาหมายเดียวกัน โดยแบงปนสื่อวัสดุอุปกรณกัน ชวยเหลือสนับสนุน กระตุน
และชมเชยในความพยายามของกันและกัน การเรียนแบบรวมมือกันเปนระบบการใหการสนับสนุน ท้ัง
ดานวิชาการและดานตัวบุคคล จะเห็นไดวา กิจกรรมการเรียนรูรวมกัน การชวยเหลือสนับสนุนพึ่งพา
อาศัยกนั จะปรากฏกต็ อเม่ือนักเรยี นไดชว ยเหลือกนั มีการยอมรับวธิ ีการแกปญหา วิธีปฏิบัติรวมอภิปราย
การระดมความรูทีไ่ ดเรียนมา มีการสอนหรืออภิปรายเพื่อเสริมความรูและความเขา ใจใหแกเพื่อนดวยกนั
หรือเชื่อมโยงความรูใ หมก ับความรูเดิม
4.การสอนทกั ษะทางสังคม (Social skills) ทักษะในการชว ยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน และทักษะการ
ปฏิบัติงานกลุมเปนสิ่งจำเปน และเปนเปาหมายที่สำคัญของการเรียนรูแบบรว มมอื กันเนือ่ งจากการเรยี น
แบบรวมมือกันเปนกิจกรรมที่ซับซอนละเอียดมากกวาการเรียนแบบแขงขัน หรือเรียนดวยตนเอง เพราะ
นักเรียนจะตองเรียนทั้งสาระความรูดานวิชาการ (Task work) เชนเดียวกับทักษะทางดานสังคม การ
ปฏิบัติงานรวมกันภายในกลุม (Team work) ดังนั้นสมาชิกแตละคนในกลุมจะตองรู เขาใจ และมี
ความสามารถในการใชภาวะผูนำอยางมีประสิทธิผล การตัดสินใจ การสรางความเชื่อถือ การส่ือ
ความหมาย การจัดการ แกไขขอขัดแยงในกลุมและการจูงใจใหปฏิบัติในเรื่องตางๆ ดังนั้นครูผูสอนตอง
สอนทักษะการทำงานเปนทีม ใหนักเรียนเขาใจและปฏิบัติไดถูกตองเชนเดยี วกับการใหความรูและทักษะ
ทางวิชาการตา งๆ เพราะการรวมมอื กับความขดั แยง มีความสมั พันธซ ่ึงกันและกัน
72
5. กระบวนการกลุม (Group processing) การปฏิบัติงานกลุมหรือกระบวนการกลุมเปน
องคประกอบที่สำคัญองคประกอบหนึ่งของการเรียนแบบรวมมือกัน กระบวนการจะปรากฏเมื่อสมาชิก
กลุมรวมกันอภิปราย จนบรรลุผลสำเรจ็ ตามเปา หมายกลุม โดยที่สมาชิกกลุมทุกคนมีความสัมพันธที่ดีตอ
กัน ดงั น้ันกลมุ จะตองอภิปรายใหส มาชิกทุกคนไดเ ขาใจการปฏบิ ตั งิ านอยางไรท่ชี ว ยและไมช วยใหงานกลุม
ประสบผลสำเร็จตามเปาหมาย และชวยตัดสินใจวาพฤติกรรมใดในกลุมที่ควรปฏิบัติตอไป พฤติกรรมใด
ควรเปลี่ยนแปลง กระบวนการเรียนรูจะเกิดอยางตอเนื่องเปนผลจากการวิเคราะหอยางละเอียดวา
สมาชกิ ปฏบิ ัตงิ านรว มกนั อยางไร และประสิทธภิ าพกลุมจะพฒั นาย่งิ ข้ึนอยางไร
ศภุ วรรณ เลก็ วไิ ล (2560, 41-42) กลาววา องคป ระกอบของการเรียนแบบรว มมือ การเรียนแบบ
รวมมอื ประกอบดว ยองคป ระกอบตอไปน้ี
1. การมีปฏิสัมพันธรวมกันหรือการพึ่งพาอาศัยกันในทางบวก (Positive Interdependence)
จะสงเสริมใหสมาชิกในกลุมเกิดความรูสึกที่ดีตอกัน รับผิดชอบรวมกัน สนับสนุนเกื้อกูลกัน นอกจากน้ี
รวมถึงการตระหนกั ถึงความสำเรจ็ ของกลุม ข้ึนกบั สมาชิกใน กลมุ
2. การสงเสริมปฏิสัมพันธแบบเผชิญหนา (Face to Face Interaction) การที่ นักเรียนทำงาน
รวมกัน โดยแบงเปนกลุมยอย มีการฝกทักษะการอยูรวมกันในสังคม โดยฝก ใหนักเรียนอภิปราย และ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีปฏิสัมพันธในลักษณะท่ีเผชิญหนากัน และชวยใหสมาชิกบรรลุตาม
วตั ถปุ ระสงค
3. การรับผิดชอบรายบุคคล (Individual Accountability) สมาชิกแตละคนตองระหนักวา
ผลงานของกลุมจะบรรลุวัตถุประสงคไดดวยความรวมมือและความรับผิดชอบ ของสมาชิกทุกคน เชน
แสดงความคดิ เห็น ตอบคำถาม หรอื แกป ญหารว มกนั เปนตน
4. ทักษะทางสังคม (Social Skill) สมาชิกควรไดรับการสอนทักษะทางสังคม ทางดานความเปน
ผูน ำ การสอื่ สาร การตัดสนิ ใจเพอ่ื ใหสามารถทำงานรว มกนั ไดอยา งมี ประสิทธิภาพ
5. กระบวนการกลุม (Group Process) กระบวนการกลุมเปนกระบวนการทำงาน ที่มีขั้นตอน
สมาชิกทุกคนตองเขาใจเปาหมายการทำงาน วางแผนปฏิบัติงานรวมกัน ดำเนินงานตามแผน ตลอดจน
ประเมินผลและปรับปรุงงาน กระบวนการกลุมเกิดขึ้นในขณะที่สมาชิกทำงานรวมกัน มีการอภิปราย
ซกั ถามเพ่ือปฏบิ ัตใิ หถึงเปา หมายของกลุม หลังจากการทำงานรว มกันจะมกี ารประเมินผล การทำงานของ
สมาชิกรายบคุ คลและงานกลมุ เพ่อื รูข อ บกพรอ งและปรบั ปรุงงานใหม ี ประสิทธภิ าพยิ่งข้นึ
73
องคป ระกอบการเรยี นรแู บบรวมมือทุกองคประกอบตา งมคี วามสมั พนั ธ ซึ่งกนั และกัน โดยเฉพาะ
อยางยิ่งทักษะทางสังคม ทักษะในการทำงานกลุมยอย และ กระบวนการกลุมจำเปนตองไดรับการฝก ฝน
และสามารถนำทักษะตาง ๆ ไปใชใหเ กิด ประโยชนไ ดเ ตม็ ที่
จอหนสัน และจอหนสัน (Johnson and Johnson. 1994) อธิบายวาการเรียนรูแบบรวมมือ
เกิดข้นึ ไดต อ งมอี งคประกอบท่ีสำคญั 5 ประการดังน้ี
1. การพ่งึ พาและชวยเหลือกนั (Positive Interdependence) การเรยี นรแู บบรว มมือจะตอ ง
ตระหนกั อยูเสมอวาสมาชิกกลมุ ทุกคนมีความสำคัญเทากันเพราะความสำเร็จของกลมุ ข้ึนอยกู บั สมาชิกทุก
คนในกลุมใชของใครคนใดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกนสมาชิกแตละคนจะประสบความสำเร็จไดเมื่อกลุม
ประสบความสำเร็จเทา นัน้ และความสำเรจ็ ของบคุ คลรวมทงั้ ของกลมุ น้นั ข้นึ อยูกบั กันและกนั ดังนั้นในแต
ละคนจึงตอ งมีความรบั ผดิ ชอบในบทบาทหนา ทข่ี องตนและในขณะเดียวกันก็ตอ งชว ยเหลอื สมาชิกคนอื่นๆ
ดว ยเพอื่ ประโยชนร ว มกันของกลมุ
2. การปรึกษาหารอื กนั อยา งใกลชิด (Face –to-face Promotion Interaction) เปนการมี
ปฏิสัมพันธที่สงเสริมซึ่งกันและกันระหวางสมาชิกในกลุม ดวยการพึ่งพากันชวยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให
ผูเรียนมีแนวทางดำเนินการใหกลุมบรรลุเปาหมาย มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีการ
อธิบายความรูใหแกเพื่อนในกลุม จนในที่สุดสมาชิกกลุมจะเกิดความรูสึกไววางใจกัน สงเสริมและ
ชวยเหลือกันและกันในการทำงานตางๆ รวมกันสงผลใหเกิดสัมพันธภาพที่ดีตอกันจึงควรมีการใหขอมูล
ยอนกลับและเปด โอกาสใหสมาชิกเสนอแนวคิดใหมๆเพ่ือเลอื กในสิง่ ที่เหมาะสมท่ีสดุ
3. ความรับผิดชอบของแตล ะคนทสี่ ามารถตรวจสอบได (Individual Accountability) สมาชิก
กลุมการเรยี นรูทุกคนจะตองมีหนาที่รบั ผิดชอบ เปน ความรับผดิ ชอบในการเรยี นรูของสมาชิกแตละบุคคล
ทจี่ ะตองมกี ารชว ยเหลือสง เสริมซ่ึงกันและกัน เพ่อื ใหเ กิดความสำเร็จตามเปาหมายของกลุม โดยที่สมาชิก
ทุกคนในกลุมมีความมั่นใจและพรอมที่จะไดรับการทดสอบเปนรายบุคคล ดังนั้นทุกคนจะตองพยายาม
ทำงานทไี่ ดร ับมอบหมายอยางเตม็ ความสามารถเพราะไมมีใครท่ีจะไดรบั ประโยชนโ ดยไมทำหนาที่ของตน
กลุมจำเปนตองมีระบบการตรวจสอบผลงานที่เปนรายบุคคลและเปนกลุม สำหรับวิธีการที่สามารถ
สงเสรมิ ใหทุกคนทำหนาท่ีของตนอยางเต็มท่ีมีหลายวิธี เชน การจดั กลุม ใหเล็กเพื่อจะไดมีการเอาใจใสกัน
และกันอยางทั่วถึง การทดสอบเปนรายบุคคล การสุมเรียกชื่อใหรายงาน ครูสังเกตพฤติกรรมของผูเรียน
ในกลุม การจัดใหกลมุ มผี ูสังเกตการณ หรอื การใหผ ูเรยี นสอนซงึ่ กนั และกนั เปนตน
4. การใชทกั ษะปฏิสมั พันธระหวางบุคคลและทักษะการทำงานกลุมยอ ย (Interpersonal and
74
Small-group Skills) การเรียนรแู บบรวมมอื จะประสบผลสำเร็จไดตองอาศัยทักษะท่ีสำคญั หลายประการ
เชน ทักษะทางสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธกับผูอื่น ทักษะการทำงานกลุม ทักษะการสื่อสาร และทักษะ
การแกปญหาขัดแยง รวมทั้งการเคารพยอมรับและไววางใจกันและกัน ดังน้ันครูตองฝกทักษะผูเรียน
เพื่อใหเกิดทักษะตางๆ ดังกลาวเพราะเปนทักษะสำคัญที่จะชวยใหการทำงานกลุมประสบผลสำเร็จได
อยางมีประสทิ ธิภาพ
5. การใชกระบวนการกลมุ (Group Processing) กระบวนการกลุมเปน กระบวนการทำงานทีม่ ี
ขั้นตอนหรือวิธีการที่จะชวยใหมีการดำเนินงานกลุมเปนไปอยางมีงานรวมกัน และดำเนินงานตามแผน
ตลอดจนมีการประเมินผลและปรับปรุงงาน นอกจากน้จี ะตองมีการวิเคราะหกระบวนการทำงานของกลุม
เพื่อชวยใหกลุมเกิดการเรียนรูและปรับปรุงการทำงานใหดีขึ้น การวิเคราะหกระบวนการกลุมครอบคลุม
การวิเคราะหเกี่ยวกับวิธีการทำงานกลุม พฤติกรรมของสมาชิกกลุมและผลงานกลุม การวิเคราะหการ
เรียนรูนี้อาจทำไดโดยครู หรือผูเรียน หรือทั้งสองฝาย การวิเคราะหกระบวนการกลุมนี้เปนยุทธวิธีหนึ่งท่ี
สงเสริมใหกลุมตั้งใจทำงาน เพราะรูวาจะไดรับขอมูลปอนกลับ และชวยฝกทักษะการรูคิด
(Metacognition) คอื สามารถทจี่ ะประเมนิ การคิดและพฤติกรรมของตนที่ไดท ำไป
โอสเสน และคาแกน (Olsen and Kagan. 1992) ที่ไดอ ธบิ ายองคประกอบการเรยี นแบบรวมมือ
ไวดังนี้
1. การพึ่งพาอาศัยกันในทางที่ดี (Positive Interdependent) การพึ่งพากันในทางที่ดีจะเกิดขึน้
เมื่อผลประโยชนแตละคนที่เกี่ยวของกับผลประโยชนของบุคคลอื่นๆ กลาวคือ เมื่อผูเรียนคนหนึ่งไดรับ
ผลสำเร็จ ผูเรียนคนอื่นก็จะไดรับผลประโยชนไปดวย ซึ่งจะตองมีการจัดโครงสรางภาระงาน กำหนด
โครงสรางวชิ าการและโครงสรางทางผลลพั ธด งั นี้
1) การพงึ่ พาอาศัยโดยใชโ ครงสรางทางผลลพั ธ อาจกำหนดใหผเู รยี นมเี ปาหมายเดยี วกนั
โดยมอบหมายภาระงานใหเพียง 1ชิ้น เขียนบรรยายภาพสง 1ชิ้น หรืออาจกำหนดใหรางวัลกลุมโดยนำ
คะแนนของสมาชกิ แตล ะคนในกลมุ มาแปลเปน คะแนนของลมุ กไ็ ด
2) การพึงพาอาศยั โดยใชโครงสรางทางวชิ าการ สมาชกิ แตละคนจะไดรับมอบหมายบทบาท
หนาที่ที่แตกตางกัน เชน อธิบายหรือผูตรวจสอบซึ่งทุกคนจะรับผิดชอบในหนาที่ของตนและปฏิบัติตาม
บทบาทนั้น ครูจะใชวสั ดอุ ุปกรณหรอื ใบงานใหเ สร็จทุกคนกอนจะเร่ิมทำงานตอไป
75
2. การสรางทีมงาน (Team Formation) การจัดลุมหรือทีมงานสามารถทำไดโดยครูกำหนดให
หรอื นักเรยี นจัดกลมุ กนั เอง หวั หนา กลุมดวยจากการคดั เลือกของสมาชกิ และมีการผลัดเปลี่ยนตำแหนงกัน
แตอ ยางไรตามการจดั กลุม อยางเปน ทางการมีความเหมาะสมกวา ซึ่งสามารถทำได 4 วธิ ดี ังน้ี
1) การจดั กลมุ ตามความแตกตา งดา นทางเพศ เช้ือชาติ ภาษา และระดบั ความสามารถ
2) การจดั กลุม แบบกลุมโดยใชเ คร่อื งหมายหรือสญั ลกั ษณบางอยา ง เชน กระดาษสี ผเู รียนที่
ไดส ัญลักษณส ีเดียวกันจะไดอยกู ลุมเดียวกนั
3) การจัดกลมุ ตามความแตกตา งและระดับความสามารถทางภาษา
4) การจดั กลมุ ตามความสนใจ ความชอบ และลกั ษณะนิสยั
3 ความรับผิดชอบ (Accountability) ความรับผิดชอบตอตนเองและตอกลุมมีความสำคัญตอ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบรวมมือ และเปนลักษณะเดนของการเรียนแบบนี้ผูเรียนจะไดรับหมอบ
หมายความรับผิดชอบเปนรายบุคคล มีการใหคะแนนในสวนรวมที่ตนเองรวมทำงานของกลุม ซึ่งสามารถ
ตรวจสอบความรับผิดชอบไดดวยการทดสอบเรื่องทักษะทางสังคม และโครงสรางการเรียนรูและวิธจัด
โครงสรา ง
4 ทักษะกระบวนการปฏิสัมพันธของผูเรียนเพื่อใหการปฏิบัติงานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
นกั เรยี นจำเปน ตองมคี วามสมั พันธท ด่ี รี ะหวางบคุ คลและกลมุ ยอ ย
5 การวิเคราะหกระบวนการกลุม เพื่อชวยใหกลุมเกิดการเรียนรูและปรับปรุงการทำงานใหดีขึน้
เชน การวิเคราะหเกี่ยวกับวิธีการทำงานของกลุม พฤติกรรมของสมาชิกในกลุม และผลงานของกลุมเปน
ตน
จากองคประกอบของการเรียนรูแ บบรวมมือ จะเห็นไดวา การจัดการเรียนรูแบบรว มมอื เปนการ
จัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ โดยผูเรียนมีเปาหมายรวมกัน รับผิดชอบงานรวมกันมีการ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เปนการฝกทักษะการทำงานเปนทีมและพัฒนาทกั ษะทางสงั คมใน
การทำงานรว มกบั ผอู ืน่
4.2 หลกั การ แนวคดิ ของการจดั การเรียนรูแบบรวมมือ
จอหน สนั และจอหนสัน (Johnson & Johnson, 1974 : 213 - 240) ชใ้ี หเหน็ วาผเู รยี นควร
รว มมือกนั เรียนรมู ากกวา การแขงขันกนั เพราะการแขงขันกอ ใหเกดิ สภาพการณของการแพ-ชนะ ตางจาก
การรวมมือกัน ซึ่งกอใหเกิดสภาพการณของการชนะ-ชนะ อันเปนสภาพการณที่ดีกวาทั้งทางดานจิตใจ
และสติปญ ญา หลกั การเรียนรูแ บบรว มมือ 5 ประการประกอบดว ย
76
1 การเรียนรูตองอาศัยหลักการพึ่งพากัน (positive interdependence) โดยถือวาทุกคนมี
ความสำคญั เทา เทียมกนั และจะตองพึ่งพากนั เพอ่ื ความสำเรจ็ รว มกัน
2 การเรียนรูที่ดีตองอาศัยการหันหนาเขาหากัน มีปฏิสัมพันธกัน (face to face interaction)
เพ่อื แลกเปลย่ี นความคิดเห็น ขอ มูล และการเรียนรูต างๆ
3 การเรียนรูรวมกันตองอาศัยทักษะทางสังคม (social skills) โดยเฉพาะทักษะในการทำงาน
รว มกัน
4 การเรียนรรู วมกันควรมกี ารวิเคราะหก ระบวนการกลมุ (group processing) ทใ่ี ชในการทำงาน
5 การเรยี นรูรวมกนั จะตองมีผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ทง้ั รายบุคคลและรายกลุมท่ีสามารถตรวจสอบ
และวดั ประเมนิ ได (individual accountability) หากผเู รยี นมีโอกาสไดเ รียนรูแบบรวมมอื กัน
นอกจากจะชวยใหผเู รียนเกดิ การเรียนรูท างดา นเน้อื หาสาระตา งๆไดก วางข้ึนและลึกซึ้งขึน้ แลว ยงั
สามารถชวยพัฒนาผูเรียนทางดานสังคมและอารมณมากขึ้นดวย รวมทั้งมีโอกาสไดฝกฝนพัฒนาทักษะ
กระบวนการตา งๆทจี่ ำเปน ตอ การดำรงชวี ิตอีก
สลาวิน (Slavin, 1987 : 8) กลาววา การเรียนแบบรวมมือ คือการสอนแบบหนึ่งซึ่งนักเรียน
ทำงานรวมกันเปนกลุมเล็ก ปกติ 4 คน และการจัดกลุมตองคำนึงถึงความสามารถของนักเรียน เชน
นักเรียนที่มีความสามารถสูง 1 คน ความสามารถปานกลาง 2 คน และความสามารถตางๆ 1 คน หนาท่ี
ของนกั เรียนในกลุมตอ งชว ยกันทำงาน รบั ผิดชอบและชวยเหลือเก่ยี วกับการเรียนซึ่งกนั และกัน
อารท และนิวแมน (Artzt and Newman, 1990 : 448 - 449) กลาวถึงการเรียนรูแบบรว มมือ
กันวาเปนแนวทางเกี่ยวกับการทีผ่ ูเรียนเรียนรูร วมกันเปนกลุมเล็กๆ ซึ่งสมาชิกทุกคนในกลุมตองพึงระลกึ
เสมอวากลุมจะประสบความส าเร็จหรือลมเหลวขึ้นอยูกับพวกเขาทุกคน สมาชิกทุกคนในกลุมตอง
ชวยเหลือกันในการแกปญหาการเรียนรูรวมกัน ครูเปนผูใหความชวยเหลือ ชี้แนะและจัดหาแหลงขอมูล
ใหกับนกั เรียนในการเรยี นรู
สรุปไดวาการจัดการเรียนรูแบบรวมมือเปนวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยจัดผูเรียนเปนกลุม
ยอยๆคละความสามารถทั้ง เกง ปานกลาง และออน สมาชิกทุกคนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกนั
มปี ฏิสัมพนั ธทีด่ ตี อ กนั โดยคนทีเ่ รียนเกงจะคอยชวยเหลอื คนท่ีเรยี นออ น เพ่ือใหง านนัน้ บรรลผุ ลสำเร็จ ซ่ึง
จะสงผลดีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนและเปนการพัฒนาทักษะการอยูรวมกันทางสังคมของ
ผูเรยี น
77
4.4 ลกั ษณะของการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ
วัชรา เลาเรียนดี (2555 : 156 - 157) ไดสรุปลักษณะของการจัดการเรียนการสอนดวยวิธีสอน
แบบรวมมือกันเรยี นรูวา การจัดการเรียนรูแบบรวมมือกันไมใชการสอนโดยใหนักเรียนเขากลุมกนั เรียนรู
แบบปกติ ที่ครใู ชเปน ประจำที่นกั เรยี นเขากลุมกันดวยความสมัครใจ แตเปน การเรยี นรรู วมกนั อยางจริงจัง
ของสมาชกิ กลุมทกุ คนท่ีครเู ปนผจู ดั กลุมให เปน การมุงสงเสริมพัฒนาทกั ษะทางสังคมและพฤติกรรมการท
างานกลุมที่ชวยเหลือพึ่งพาแนะนำซึ่งกันและกันจนงานบรรลุผลสำเร็จครูตองติดตามดูแลการปฏิบัติงาน
กลุมของนักเรียนตลอดเวลา ใหทุกคนรับผิดชอบตอผลงานของตนเองและของกลุม ทุกคนตองมีการ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชวยเหลือพึ่งพากัน ยอมรับกันและกันรวมทั้งชวยเหลือเพื่อนสมาชิกใหส ามารถ
เรยี นรูไ ดต ามวตั ถุประสงคทก่ี ำหนด
จอนหนสันและจอนหส ัน (Johnson & Johnson, 1990 : 235 - 237) ไดเสนอลักษณะสำคัญ
ของการจดั การเรยี นรแู บบรว มมือกันเรียนรู ดังน้ี
1. สมาชกิ ในกลุมมคี วามรับผิดชอบรวมกันในการทำงานที่ไดรบั มอบหมายเพื่อใหสำเรจ็ ตาม
จดุ มุงหมายรวมกัน มกี ารแบงปนอุปกรณระหวา งสมาชกิ ของกลมุ
2. สมาชิกกลุมมปี ฏิสัมพันธตอกันในการอภิปราย แลกเปลี่ยนและรับฟงความคิดเห็นซึ่งกันและ
กัน
3. สมาชิกทุกคนในกลุมมีความรับผิดชอบตอตนเองและตองานที่ไดรับมอบหมาย ทุกคนทำงาน
อยา งเต็มความสามารถเพื่อพฒั นางานของตนเอง ของเพือ่ นและของกลมุ
อาโจสและจอยเนอร (Ajose and Joyner, 1990 : 198) กลาวสรุปวา วิธีสอนแบบรวมมือกัน
เรียนรูเปนกระบวนการที่นักเรียนที่มีความสามารถตางกันมารวมกันเปนกลุมเล็กๆทำงานรวมกันเพื่อให
บรรลุเปาหมายเดยี วกัน โดยทกี่ ารเรยี นรูแ บบรวมมอื กนั จะตองประกอบดว ยลักษณะสำคญั ดังน้ี
1. การพงึ่ พาอาศัยกัน
2. การมีปฏิสัมพันธท ่ดี ีตอ กันอยา งใกลช ดิ
3. ความรบั ผดิ ชอบตอการท างานกลมุ ตอตนเอง และตอ สมาชิกกลมุ
4. การใชทกั ษะทางสังคม (Social Skills)
5. การใชท กั ษะกระบวนการกลุม (Group Process Skills)
จากที่กลาวมาขา งตน สรุปไดวา ลักษณะของการเรยี นรแู บบรว มมือกันมลี ักษณะดังนี้ คือนักเรียน
ท่มี คี วามรูความสามารถตางกันรวมกลุมกนั ทำงานท่ีไดรบั มอบหมาย เพอ่ื ใหสำเรจ็ ตามจุดมุงหมายรวมกัน
78
โดยสมาชิกทุกคนในกลุมตองมีความรับผิดชอบตอหนาที่ของตนเองและของกลุมสมาชิกทุกคนในกลุมมี
ปฏิสัมพนั ธต อ กนั ในการอภปิ ราย แลกเปลยี่ นความคดิ เห็นซง่ึ กนั และกนั
4.5 รปู แบบการจดั การเรียนรแู บบรวมมือ
รูปแบบการจดั การเรียนแบบรว มมือ การเรียนแบบรว มมือมีเทคนิคท่ีนำมาใชป รับ และเทคนิกลง
ปรับเพื่อใหเ หมาะสม กับผูเรยี นและเน้ือหาวิชา ดังที่กลาวไวในหวั ขอ ประเภทกลุมการเรียนรูแบบรวมมอื
อยางไรก็ตามการเรยี น แบบรวมมือจัดเปนวิธกี ารสอนอยางหนึ่งทีช่ ว ยสงเสรมิ ใหผูเ รียนเรียนรูดวยตนเอง
ไดเปนอยางดี ซึ่งรปู แบบ การเรียนแบบรวมมอื หลากหลายวิธี
ซึง่ ไสว พกั ขาว ( 2556) กลาวถึง รปู แบบการเรยี นรูแบบรวมม็อดนิยม ใชในปจจุบันมี 7 รปู แบบ
ดังนี้
1.รปู แบบ Jigsaw เปน การสอนทแี่ นวคิดการตอภาพซ่ึงบางครั้งเรยี กรูปแบบน้ีวา การเรียน แบบ
ตอชนิ้ สว น หรือการศกึ ษาเฉพาะสว น วิธีการเรียนดว ยรปู แบบนี้ ผสู อนจะแบง กลมุ ผเู รยี นโดยการคละตาม
ความสามารถ พรอ มกับมอบหมายใหท ุกกลมุ ทำกจิ กรรมในหัวขอเดียวกนั หลังจากนั้นในกลมุ หลัก Home
Groups) ที่แบงไวใหแบงสมาชิกภายในกลุมศึกษาเพียงสวนหนึ่งหรือหัวขอยอยของเนื้อหาทั้งหมด โดย
ขณะศึกษาหัวขอยอยนั้น ผูเรียนจะทำงานเปนกลุมกับเพื่อนกลุมอ่ืนทีไ่ ดรับมอบหมายใหศึกษาหัวขอยอย
เดียวกันเรียกกลุมนี้วา กลุมผูเชี่ยวชาญ (Expert Group) และเตรียมพรอมที่จะกลับไปอธิบายหรือสอน
เพอ่ื น สมาชกิ ในกลุมหลักของตนเอง
2.รูปแบบ STAD (Student Teams - Achievement Division) เปนการเรียนแบบรวมมือ ทีใช
รวมกับกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบอื่นๆ หรือหลังจากที่ผูสอนไดสอนผูเรียนทั้งชั้นไปแลว และ
ตอ งการใหผูเรียนไดศึกษาคนควา รวมกันภายในกลุมสืบเนื่องจากสง่ิ ที่ผูสอนไดสอนไป ซึ่งใชไดกับทุกวิชา
ที่ตองการใหผูเรียนมีความรู ความเขา ใจในส่ิงท่ีเปน ขอเท็จจรงิ เกิดความคิดรวบยอด คนหาส่ิงท่ีมีคำตอบ
ชัดเจน แนนอน ซึ่งสลาวิน (Slavin : 1980) ไดเสนอรูปแบบการเรียนแบบเปนทีม (Student Teams
Learning Method) ไว 4 รูปแบบ คอื 1) student Teams Achievement Divisions (STAD) 2) Teams
Toumaments (TGT) ซึ่งเปนรูปแบบที่สามารถปรับใชกับทุกวิชาและระดับชั้น 3) Teats Games
Assisted Individualization (TAI) เปนรูปแบบที่เหมาะกับการสอนวิชาคณิตศาสตร และ 4)
Cooperative Integrated Reading and Composition (CIRC) เปนรูปแบบในการสอนอานและการ
เขียน โดยข้นั ตอนการจดั กจิ กรรม การเรยี นการสอนรูปแบบ STAD มีข้นั ตอนดังนี้
ขน้ั ท่ี 1 : ข้ันตอน ผูส อนดำเนนิ การสอนเน้ือหา ทกั ษะหรือวธิ กี ารเก่ียวกับบทเรยี นน้ัน ๆ
79
จนเปน กจิ กรรมท่ีผูสอนบรรยาย สาธิต ใชส ื่อประกอบการสอน หรือใหนักเรยี นทำกจิ กรรม
ขนั้ ท่ี 2 : ขนั้ ทบทวนความรเู ปน กลุม โดยแตล ะกลมุ ประกอบดวยสมาชกิ 4 – 5 คน ทมี่ ี
ความสามารถที่มีความสามารถทางการเรียนตางกัน สมาชิกในกลุมตองมีความเขาใจกัน ทุกคนจะตอง
ทำงานรวมกันเพื่อชวยเหลือกันและ กันในการศึกษาเอกสารและทบทวนความรูเพื่อเตรียมพรอมสำหรับ
การสอบยอ ย
ข้นั ท่ี 3 : ขั้นทดสอบยอย ผสู อนจัดใหผ ูเรยี นทำแบบทดสอบยอ ย หลงั จากผเู รยี นไดเ รียน
และทบทวน เปนกลมุ เกย่ี วกบั เรอื่ งท่กี ำหนด โดยผเู รียนทำแบบทดสอบคนเดียว
ขนั้ ท่ี 4 : ช้ันหาคะแนนพฒั นาการ คะแนนพัฒนาการเปนคะแนนทีไ่ ดจากการพจิ ารณา
ความแตกตาง ระหวางคะแนนการทดสอบครั้งกอนๆ กับคะแนนการทดสอบครั้งปจจุบัน มีเกณฑการให
คะแนนกำหนดไว ดังน้นั จะตองมีการกำหนดคะแนนฐานของนกั เรียนแตละคน ซึง่ อาจไดจากคาเฉล่ียของ
คะแนนทดสอบ 3 ครั้งกอน หรืออาจใชคะแนนทดสอบครั้งกอนหากเปนการหาคะแนนปรับปรุงโดยใช
รปู แบบการสอน STAD เปน ครั้งแรก
ขนั้ ที่ 5 : ขัน้ ใหร างวลั กลุม โดยรางวัลผูส อนอาจจะเปน ผูกำหนดรว มกับผูเรยี น เชน กลุม
ทไี่ ด คะแนนพฒั นาการตามเกณฑท่กี ำหนดจะไดร ับคำชมเชยหรอื ตดิ ประกาศทบ่ี อรด ในหองเรยี น
3.รูปแบบ LT (Learalog Together) รูปแบบน้ผี ูสอนกำหนดสถานการณห รือโครงงาน พรอม
กำหนดเงื่อนไข รายละเอียดของงาน เพื่อใหผูเรียนมีความคิดสรางสรรคผลงานเอง หลังจากนั้นผูสอน
แบงกลุมผูเรียนโดยและกันตามความสามารถ แลวใหผ ูเรียนทำผลงานเปนกลุม ซึ่งสมาชิกกลุมรบั ผิดชอบ
ในงานสวนของตนเอง เมื่องานในสวนของตนเองแลวเสร็จ จะนำงานของทุกคนมารวมเปนงานของกลุม
ดังนั้น ความสำเร็จของกลุมเกิดจากความรวมมือของสมาชิกกลุมทุกคนใหนักเรียนแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นและ แบงปนเอกสาร การแบงงานที่เหมาะสม พรอมนำเสนอผลงาน โดยมีผูสอนเปนผูประเมนิ ผล
การทำงานของ กลุมเนนผลงานและกระบวนการทํางาน วิธีการประเมินโดยคัดเลือกตัวแทนกลุมออกมา
เก่ยี วกบั งานทไี่ ดทำ และกระบวนการทำงานของกลุม สุดทายมีการใหร างวลั กลุม ทท่ี ำผานเกณฑที่กำหนด
4.รูปแบบ TAI (Team Assisted Individualization) คือ วิธกี ารสอนท่ผี สมผสานระหวางการ
เรยี น แบบรวมมือ (Cooperative Learning) และการสอนรายบคุ คล (Individualization Instruction)
เขาดว ยกนั โดย ใหผ ูเ รียนไดลงมอื ทำกจิ กรรมในการเรยี นไดดว ยตนเองตามความสามารถของตนและ
สงเสรมิ ความรวมมือ ภายในกลุม มีการแลกเปล่ียนประสบการณการเรียนรูและปฏสิ มั พันธทางสงั คม
80
5. รูปแบบ TGT (Teams-Games-Tournaments) เปนการเรียนแบบรวมมือกันแขงขันทำ
กิจกรรม กลาว เปนการ ที่มีการแขงขันกันระหวางกลุมเกม ซึ่งเปนการจัดการเรียนการสอนที่ใหผูเรียนไ
เรียนในกลุมเล็กๆ และความสามารถเชน เดียวกับรูปแบบการเรียนการสอนแบบกลุมแขงขนั แบบแบงตาม
ผลสัมฤทธิ์ (STAD) โดยมีความแตกตางกันที่การเขารวมกลุมจะมีลักษณะถาวรกวา โดยสมาชิกแตละคน
ของ กลุมหนึ่งๆ ตองแขงขันตอบคำถามกับสมาชิกของกลุมอื่นที่โตะแขง (Tournament Tables) เปน
รายสัปดาห โดยนกั เรียนทมี่ ีระดบั ผลสัมฤทธเ์ิ ดียวกันจะแขงขันกนั เพือ่ ทำคะแนนใหกลุมของคน
6. รูปแบบ GI (Group Investigation) เปนการเรียนแบบสืบสวนสอบสวน เนนการสราง
บรรยากาศการทำงานรวมกัน เพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรค การสอนแบบสืบสวนสอบสวนเปนกลุมนี้
เปนโครงสรางการเรียนรูที่เนนความสำคัญของทักษะการคิดระดับสูง เชน การวิเคราะหและการ
ประเมินผล ผูเรียนทำงานเปนกลุมเล็กๆ โดยใชการสืบคนแบบรวมมือกันเพื่อการอภิปรายเปนกลุม
รวมทง้ั วางแผนเพือ่ ผลติ โครงการของกลมุ
7. โปรแกรม CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) โปรแกรมสำหรับ
สอนการอาน การเขียนและทักษะทางภาษา (Language arts) นับวาเปนโปรแกรมท่ีใหมที่สุดของวิธีการ
เรียนรูเปนทีม และนาสนใจ เนื่องจากเปนโปรแกรมการเรียนการสอนที่นำการเรียนแบบรวมมือมาใชกับ
การ อานและการเขียนโครงการเหมาะกับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย โดยเนนที่หลักสูตรและ
วิธกี าร Windows สอนในการพยายามนำการเรียนรแู บบรว มมอื มาใช สามารถอธบิ ายได ดังน้ี
- CIRC - Writing Language Arts วธิ กี ารทใ่ี ชขึน้ อยกู ับรปู แบบกระบวนการเขยี น โดย
ใชรูปแบบทีมเหมือนกับโปรกรม CIRC สำหรับการอาน ซึ่งวิธีการนี้ผูเรียนทำงานรวมกันเพื่อวางแผน
(plan) ราง ตนฉบับ (draft) ทบทวนแกไข (revise) รวบรวมและลำดับเรอื่ ง (edit) สุดทายพิมพห รือแสดง
ผลงาน (publish) เรื่องที่แตงออกมา โดยมีผูส อนเปนผูเสนอเนื้อหาเพียงเล็กนอยเก่ียวกับแนวทางเนือ้ หา
และกลวิธี ของการเขยี น
-CIRC สำหรบั การอา นและการเขียนนัน้ โดยปกตแิ ลว จะใชควบคไู ปดว ยกนั แตก ระนั้น
สามารถใชโปรแกรมนแ้ี ยกในการสอนอาน หรือสอนการเขียนเพยี งอยางใดอยา งหนงึ่ ได
การจัดการเรียนแบบรว มมรี ูปแบบของการจดั กจิ กรรมท่ีหลากหลาย ขึ้นอยูกบั ผสู อนท่ี
จะเลอื กใชรูปแบบใด เหมาะสมกับผูเรียน เพื่อใหผูเรยี นเกิดการเรียนรบู รรลุตามวตั ถปุ ระสงคการเรียนรูท่ี
ผูสอนกำหนดไวโดยแตละรูปแบบจะมีขอแตกตางกันไป แตทั้งนี้ไมวาจะเปนรูปแบบใดลวนแตสงเสริมให
ผูเรียน เกิดทักษะของการทำงานเปนทีม การชวยเหลือซึ่งกันและกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน รวมไปถึงเกดิ
81
กระบวนการคิด สรางสรรค นำไปสูการพัฒนาทักษะทางสังคมเมื่อผูเรียนออกไปสูการใชชีวิตนอก
หอ งเรยี น
4.6 ข้นั ตอนการจดั การเรียนรูแ บบรว มมือ
การจัดการเรียนรูแบบรวมมือประกอบดวยองคประกอบที่มีความสัมพันธกัน โดยมีเปาหมายคอื
เพื่อใหบรรลุตามเปาหมายที่กลุมรวมกันตั้งไว ดังนั้นเพื่อใหบรรลุเปาหมายดังกลาวจึงตองมีขั้นตอนหรือ
กระบวนตา งๆ เปน ตัวขบั เคล่ือน
อาภรณ ใจเที่ยง (2560) กลาวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู แบบรวมมือ ไวดังน้ี
1. ขน้ั เตรียมการ ในขนั้ ตอนนเ้ี ปน การเตรยี มความพรอมกอนเรยี น เรม่ิ ดว ยผสู อน ช้แี จง
จดุ ประสงคข องบทเรียน หลังจากนั้นผสู อนจัดกลมุ ผเู รยี นเปน กลุมยอย โดยคณะผเู รียนในกลมุ ให แตกตา ง
กันในดานสตปิ ญญา ความถนัด และภูมหิ ลงั แบงจำนวนสมาชกิ ในกลมุ ละประมาณ ไมเ กิน 6 คน หลังจาก
นน้ั ผูสอนแนะนำวธิ กี ารทำงานกลุม และบทบาทของสมาชกิ ในกลมุ
2. ขั้นสอน ในข้นั ตอนน้ผี ูส อนเร่ิมนำเขาสบู ทเรยี น โดยการสอนหรอื บรรยายเนอื้ ตาม
บทเรียน หลังจากนั้นมอบหมายงานใหแตละกลุม ซึ่งผูสอนจะอธิบายถึงปญหาหรืองานที่ตองการใหกลุม
แกไขหรอื คิดวเิ คราะห หาคำตอบ พรอ มแนะนำแหลงขอมูล คนควา หรือใหขอ มูลพน้ื ฐานสำหรับการคิด
วิเคราะหอยาง ชดั เจน
3. ขน้ั ทำกจิ กรรมกลมุ เปนขัน้ ตอนทส่ี มาชิกภายในกลุมจะไดฝก ทกั ษะการเรียนรรู ว มกันการ
ทำงานเปนทีมการรวมกันรับผิดชอบในงานที่ไดรับมอบหมาย รวมกันแสดงความคิดเห็น รวมกันทำงาน
ตามบทบาทหนาที่ท่ีไดรับ โดยผูสอนอาจใชเทคนิคการเรียนรูแบบรวมแรงรวมใจท่ีนาสนใจและเหมาะสม
กับผูสนทนา ตรวจับคู ฯลฯ จนสังเกตการณทำงานของกลุม เปนผู อำนวยความสะดวกใหความกระจาง
ในกรณีทผี่ ูเรียนสงสยั หรือตอ งการความชวยเหลอื
4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ข้ันตอนนส้ี มาชกิ ภายในกลมุ จะรายงานผลการดำเนินงาน
กลุม โดยผูสอนและเพื่อนกลุมอื่นสามารถซักถามหรือแลกเปลี่ยนเรียนรูเพื่อใหเกิดความชัดเจนมากขึ้น
เนน การตรวจผลงานกลุมและผลงานรายบคุ คลในบางกรณีผูเรียนยานตองซอมเสริมสิ่งที่ยังตองปรับปรุง
แลว จึง ทาํ การทดสอบผลงานอกี คร้ัง
5. ช้ันสรปุ บทเรยี นและประเมนิ ผลการทำงานกลมุ ชั้นนผ้ี สู อนและผูเ รียนชว ยกันสรุปบทเรยี น
ผูสอนชว ยเสรมิ เพิ่มเติมความรูทีจ่ ำเปนหรือไมครอบคลุม เพื่อใหบรรลุตามเปาหมายการเรียนที่กำหนดไว
และชว ยกนั ประเมินผลการทำงานกลุมท้ังสวนที่เดนและสวนทีค่ วรปรับปรุงแกไข ใหก ารเสริมแรงโดยการ
82
ชมเชย หรอื มอบรางวลั กลมุ ท่ที ำคะแนนไดตามเกณฑ และการใหกำลงั ใจกบั สมาชกิ ในกลุมท่ยี ังไมสามารถ
ทาํ งานผานเกณฑไ ด
จากทีก่ ลา วมาขางตนทำใหเห็นถึงข้ันตอนท้งั หมดของการจดั กิจกรรมในการเรียนรูแบบรวมมือ ท่ี
สงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูและฝกทักษะกระบวนการกลุมตามบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบในการ
ทำงานกลุม รวมถงึ ไดฝ กทักษะการคิด การคน ควา การแสวงหาความรูดว ยตนเอง นอกจากน้ีผูเรียนจะได
ประสบการณในดานการอยูรวมกับผูอื่น การมีน้ำใจชวยเหลือผูอื่น การเสียสละ การยอมรับกันและกัน
การ ไววางใจซง่ึ กันและกัน การเปน ผูนำ และการทำงานเปน ทมี ท่มี ปี ระสทิ ธิภาพซงึ่ ภายในขั้นตอนตางๆ นี้
ยัง ประกอบไปดวยกลุมการเรียนท่ีแตกตางกัน ทั้งที่เปนทางการและไมเปน ทางการเพื่อใหผูสอนสามารถ
วาง แผนการเรยี นรูท่นี ำาไปสูการเรียนท่ีมีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ
4.7 ปรชั ญาและทฤษฎีทเ่ี กี่ยวของกบั การเรียนรูแบบรวมมอื
ปรัชญาของจอหน ดุย (John Dewey)
หลกั การสำคัญของทฤษฎกี ารศึกษาของจอหน ดีวอ้ี (John Dewey) (เพ็ญสริ ิ จีระเดชากุล, 2559
: 112-113) ไดกลาวถึงทัศนะของจอหนดิวอี้ในเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอนวาดิวอี้ไดเสนอให ผูสอน
และผเู รียนทัง้ ชนั้ รวมกนั แลกเปลี่ยนทัศนะความคดิ เห็นเปน การติดตอสื่อสารซ่ึงกันและกัน วธิ ีเชนน้ีผูเรียน
ก็จะไดเรียนรูวิธีการทำงานชวยเหลือและรวมมือกับผูอื่นสิ่งเหลานี้มีความสำคัญมาก เพราะจะชวยขจัด
ปญหาขอขัดแยงทางสังคมและสรางบรรยากาศประชาธิปไตยในหองเรียนนอกจากนั้น การใหโอกาส
ผูเรียนไดทำงานรว มกันและรวมมือกัน เปนการชวยลดความเห็นแกตัวและการ แขงขันในหมูเรียนไดเปน
อยา งดแี ตข อสำคัญก็คือสิ่งที่ผูเรียนจะกระทำรว มกนั หรือโครงการนนั้ ควรมี พ้นื ฐานอยูบนความสนใจและ
ความอยากรอู ยากเหน็ ของผเู รยี นตลอดจนมีความหมายแกผ ูเรยี น
สรุปไดวาหลกั การสำคัญของทฤษฎีการศึกษาของจอหน ดิวอี้ (John Dewey) เปน การให ผูสอน
และผูเรียนทั้งชั้นรวมกันแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นเปนการติดตอสื่อสารซึ่งกันและกัน เปนการชวย
ลดความเห็นแกต วั และการแขง ขนั ในหมูเรยี นแตขอสำคัญก็คือส่ิงท่ผี ูเ รียนจะกระทำ รว มกันหรือโครงการ
นัน้ ควรมีพ้ืนฐานอยูบ นความสนใจและความอยากรอู ยากเห็นของผูเรยี น
ทฤษฎสี นามของเคริ ท เลวนิ (Kurt Lewin)
แนวคดิ ทเี่ กยี่ วกบั ทฤษฎีสนามของเครทิ เลวนิ (Kurt Lewin) (ทิศนา แขมมณี และเยาวพา เดชะ
คุปต, 2555 : 41-42) ไดสรุปไวดังนี้พฤติกรรมของบุคคลเปนผลมาจากพลังความสัมพันธของสมาชิกใน
กลุมซึ่งเกิดจากการรวมกลุมของบคุ คลท่ีมีลักษณะแตกตางกันแตละคนในกลุมตางมี ปฏิสัมพันธตอ กันใน
83
รูปของการกระทำ ความรูสึก ความคิดในการรวมตัวกนั แตละคร้ังน้ันมี โครงสรางและการปฏิบัติตอกันใน
ลักษณะที่แตกตางกันออกไปสมาชิกกลุมมีการปรับตัวเขาหากัน และพยายามชวยกันทำงาน พรอมทั้งมี
การปรับบุคลิกภาพของแตละคนใหสอดคลองกัน กอใหเกิดความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันทำใหเกิดพลัง
หรือแรงผลกั ดันของกลุม ทท่ี ำใหก ารงานทที่ ำเปนไปไดดว ยดี
สรุปไดวา ทฤษฎีสนามของเคิรทเลวิน (Kurt Lewin) เปนพฤติกรรมของบุคคลจากพลัง
ความสัมพันธของสมาชิกในกลุมแตละคนในกลุมตางมีปฏิสัมพันธตอกันในรูปของการกระทำ ความรูสึก
ความคดิ ในการรวมตัวกนั แตล ะคร้ังน้นั มีโครงสรางและการปฏิบัตติ อกนั ในลักษณะที่ แตกตา งกันออกไปมี
การปรับบุคลิกภาพของแตละคนใหสอดคลองกัน เกิดความเปนอันหนึ่งอัน เดียวกันทำใหเกิดพลังหรือ
แรงผลักดันของกลมุ
ทฤษฎแี รงจงู ใจ (Motivation theory)
ปรยี าพร วงศอ นตุ รโรจน (2559 : 218-220) ไดก ลา วถึงทฤษฎแี รงจงู ใจในการเรียนวา เปนเรอ่ื ง
ของการตอบสนองความตองการที่เกิดขึ้นภายในของคนความตองการจะกอใหเกิดแรงจูงใจ หรือ
แรงผลักดันในการกระทำสิ่งตาง ๆ เพื่อใหไดรับการตอบสนองตามเปาหมายของตนเองบุคคลจะมี ความ
แตกตางกันในแงความรูความสามารถทัศนคติความสนใจความทะเยอทะยานตลอดจนความ แตกตางกัน
ของแรงจูงใจในการทำงานที่เปนปจจัยซึ่งไมเกี่ยวกับหนาที่การงานไดแกสภาพแวดลอม ทั่วไปทั้งในทาง
สงั คมและวัฒนธรรมทอ่ี ยูร อบตวั สวนปจ จยั ทเี่ ก่ียวกับงานไดแกทศั นคติความเขาใจ ในส่งิ ตา งๆทพี่ บเห็นมา
เมื่อมีการผสมผสานกันกับสภาพแวดลอมของการทำงานจะทำใหเกิด พฤติกรรมที่เปนเอกลักษณเฉพาะ
ตนเอง
สรุปไดวาทฤษฎีแรงจูงใจในการเรียนวาเปนเรื่องของการตอบสนองความตองการที่ เกิดขึ้น
ภายในของคนบุคคลจะมีความแตกตางกันในแงความรูความสามารถทัศนคติความสนใจความ
ทะเยอทะยานซึ่งประกอบดวยปจจัยที่ไมเกี่ยวกับหนาที่การงาน ไดแกสภาพแวดลอมทั่วไปและปจจัย ท่ี
เกี่ยวกบั งาน ไดแกทัศนคตคิ วามเขา ใจในสิง่ ตา งๆ
ทฤษฎจี ิตวิเคราะห (Psychoanalytic orientation) ของซกิ มนั ด ฟรอยด
พงษพันธ พงษโสภา (2557 : 27-28) กลา วถงึ ทฤษฎนี ี้วามแี นวคดิ ที่สำคญั ดังน้ี
1. เม่ือบคุ คลอยูร วมกันเปน กลุมจะตอ งอาศัยกระบวนการจงู ใจอาจจะเปนรางวัลหรอื การไดรับ
ผลจากการทํางานในกลุม
2. ในการรวมกลมุ บุคคลจะมีโอกาสแสดงตนอยา งเปดเผยหรอื พยายามปอ งกนั ปด บงั คนเอง
84
ดวยวิธีการตางๆ การชวยใหบุคคลแสดงออกตามความเปนจริงโดยวิธีการบำบัดทางจิต สามารถชวยให
สมาชกิ ในกลุม เกิดความเขาใจตนเองและผอู นื่ ไดดียงิ่ ขน้ึ
สรุปไดวาทฤษฎีจิตวิเคราะห (Psychoanalytic orientation) ของซิกมันด ฟรอยด จะ กลาวถึง
การรวมกลมุ ของบคุ คลตอ งอาศยั แรงจูงใจและการเปด โอกาสใหแ สดงออก
ทฤษฎีกลุมสัมพนั ธ (Group process)
นิรนั ดร จุลทรพั ย (2560 : 258-263) ไดก ลา วถงึ ทฤษฎกี ลมุ สมั พนั ธวาคือหลกั การที่เปน หรอื ให
ความสนใจเปนพิเศษในเรื่องของพฤติกรรมมนุษยที่มีผลตอกันและกันทั้งนี้โดยยึดหลักการ เรียนรูบาง
ประการ ดงั น้ี
1. การเรยี นรูเปนกระบวนการที่ควรเปน ไปอยางมีชวี ติ ชีวา
2. การเรียนรูเกิดขึ้นไดจากแหลงตางๆกันมิใชจากแหลงใดแหลงหนึ่งเพียงแหลงเดียว ความรูสึก
นกึ คิดเปน แหลงการเรยี นรูที่สำคัญ
3. การเรียนรูท ่ีดีจะตอ งเปนการเรียนรทู เ่ี กดิ จากความเขาใจ
4. กระบวนการเรียนรูนั้นมีความสำคัญมากหากผูเรียนเขาใจและมีทักษะในเรื่องนั้น แลวจะ
สามารถใชเ ปนเครอื่ งมอื ในการแสวงหาความรแู ละคำตอบตางๆทต่ี นตองการได
5. การเรยี นรูท มี่ คี วามหมายตอ ผเู รียนคอื การเรยี นรูท ่ีสามารถนำไปใชได
สรปุ ไดวากระบวนการเรยี นรเู ปน เคร่อื งมอื ในการแสวงหาความรูด วยตนเองจากแหลง ตางๆ เปน
การเรยี นรูทีม่ ีชวี ิตชวี า และสามารถนำความรูน ้ันไปใชใ นชีวิตประจำวันได
ทฤษฎพี ฒั นาการทางสตปิ ญญา เพียเจต (Piaget)
(ทศิ นา แขมมณี และคณะ, 2587 : 13-14) มีแนวคิดเกี่ยวกับโครงสราง สติปญญาวา จะมีความ
ซับซอนหรือพัฒนามากขึ้นเมื่อมีปฏิสัมพันธ (Interaction) กับสิ่งแวดลอมโดย อาศัยขบวนการปรับเขา
โครงสราง (Assimilation) หมายถึงการซึมซับประสบการณท ่ีไดมาใหเขา อยูใ น โครงสรางปญ ญาและปรับ
ขยายโครงสราง (Accommodation) ทางสติปญญาใหเขากับสิ่งแวดลอม เปนการเปลี่ยนแปลงความคิด
ของเด็กที่มีอยูใหเขากับสิ่งแวดลอมหรือประสบการณใหมการพัฒนาการ ปฏิสัมพันธระหวางบุคคลกับ
สิ่งแวดลอมนั้นมุงไปสูระดับความสมดุลที่สูงขึ้นมีการปรับตัว (Adaptation) ในระดับที่ซับซอนมากข้ึน
กระบวนการนี้เปนกระบวนการที่ตอเนื่องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหลักการที่สำคัญอีก
ประการหนึ่งคือการสรางภาวะที่สมดุล (Equilibration) หมายถึงการที่บุคคลแตละคนจะตองปรับปรุง
ความสมดุลทางสติปญญาจากขั้นต่ำ ไปหาขั้นสูงกวา โดยใชการซึมซับประสบการณและปรับโครงสราง
85
ทางสตปิ ญ ญาทง้ั สองอยางรวมท้ังการปรับสมดุลซง่ึ เปนสง่ิ จำเปนสำหรบั ทุกคนเพ่ือการพัฒนาไปสูข้ันสูงๆ
ขึน้ ไป
แนวคดิ ท่ีเปนขอตกลงเบอื้ งตนของทฤษฎพี ัฒนาการทางสตปิ ญญาของเพยี เจตม ีดังนี้
1. ขน้ั ตางๆ ของพฒั นาการทางรางกายยอ มกอใหเกิดการเปลยี่ นแปลงทางสติปญญา และการ
คิดซึ่งไมอาจเขาใจไดดวยการสรางความสัมพันธเชื่อมโยงระหวางสิ่งเราและการตอบสนอง แตจะตอง
อธบิ ายในรปู ของโครงสรา งทงั้ หมดหรอื ระบบความสมั พันธภายใน
2. พัฒนาการของโครงสรางทางสติปญญาและการคิดนั้นเปนผลจากการมีปฏิสัมพันธ
(Interaction) ระหวางโครงสรางของรางกายกับ โครงสรางของสิ่งแวดลอมแตไมใชผลโดยตรงของ วุฒิ
ภาวะหรอื การเรียนรู
3. โครงสรางทางสติปญ ญาและการคิดนัน้ พฒั นามาจากการกระทำ (Action) ของบุคคล ตอ
สิ่งแวดลอมตามทฤษฎีของเพียเจตกิจกรรมทางสติปญญาและการคิดไดพัฒนาจากกลไก การสัมผัส การ
เคลื่อนไหวการกระทำไปสูกิจกรรมที่ตองใชสัญลักษณและภาษาซึ่งจากแนวคิดนี้ จะชวยทำให มองเห็น
บทบาทของบคุ คลในดานการพฒั นาความคิด
4.ทศิ ทางของพฒั นาการในการมีปฏิสัมพนั ธร ะหวา งบุคคลกับสิง่ แวดลอมน้ันมุง ไปสรู ะดบั ความ
สมดุลที่สงู ขึ้นมีการปรับตวั (Adaptation) ในระดับที่ซบั ซอนมากขึน้ คือปรับทัง้ ตัวบุคคล และสิ่งแวดลอม
เขา หากัน
สรุปไดวา ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ญญา ของเพยี เจต (Piaget) มแี นวคดิ เกี่ยวกบั โครงสรา ง
สติปญญาวา จะมีความซับซอนหรือพัฒนามากขึ้นเม่ือมปี ฏิสมั พันธก ับสิ่งแวดลอมการ ปฏิสัมพันธระหวา ง
บุคคลกับสิ่งแวดลอมนั้นมุงไปสูระดับความสมดุลที่สูงขึ้นหลักการที่สำคัญอีก ประการหนึ่งคือการสราง
ภาวะทีส่ มดุลหมายถงึ การทีบ่ ุคคลแตล ะคนจะตองปรับปรุงความสมดลุ ทาง สตปิ ญญาจากขน้ั ต่ำ ไปหาขั้น
สงู กวา โดยใชก ารซมึ ซบั ประสบการณและปรบั โครงสรางทางสตปิ ญญา ทงั้ สองอยาง
ทฤษฎีการเรียนรทู างปญ ญาสังคม (Social cognitive theory)
บันดูรา (Bandura, 1977 : 23) เชื่อวาการเรียนรูเกิดจากปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนและ
สิ่งแวดลอมในสังคม โดยผูเรียนและสิ่งแวดลอมมีอิทธิพลตอกันและกันการเรียนรูของมนุษย สวนมาก
อาศัยการสังเกตหรือเลียนแบบ (Modeling) จากตัวแบบที่มีชีวิตหรือตัวแบบที่เปนสัญลักษณ เชน
ภาพยนตรขอความในหนังสือรูปภาพฯลฯ ซึ่งลักษณะของตัวแบบที่ดีควรมีลักษณะคลายกับ ผูเรียน
แนวคิดพืน้ ฐานของทฤษฎกี ารเรียนรทู างปญญาสงั คม
86
1. การเรยี นรูเปนผลของการมปี ฏิสัมพนั ธระหวางผเู รียนและสิ่งแวดลอ มโดยผูเรยี น
และสง่ิ แวดลอ มมอี ิทธิพลตอกันและกนั โดยถอื วา ท้งั บคุ คลทต่ี องการจะเรียนรแู ละส่ิงแวดลอมเปน สาเหตุ
ของพฤติกรรม
2. การเรียนรู (Learning) และการกระทำ (Performance) มคี วามแตกตางกนั และมี
ความสำคัญ มากเพราะคนอาจจะเรียนรูอะไรหลายอยางแตไมกระทาํ
2.1 พฤติกรรมสนองตอบทเี่ กดิ จากการเรยี นรซู ึ่งผูท เ่ี รยี นรูแสดงออกหรอื กระทำ
สมำ่ เสมอ
2.2 พฤตกิ รรมทเ่ี รียนรูแตไ มเคยแสดงออกหรือกระทำ
2.3 พฤตกิ รรมทไี่ มเ คยเรยี นรูจริงๆ จึงไมเ คยแสดงออกทางการกระทำ นอกจากนัน้
กระบวนการจูงใจ (Motivation process) ยงั เปน กระบวนการที่สำคญั ในการ เรียนรโู ดยการเลียนแบบซึ่ง
ถาผูเรยี นสามารถประเมินผลการเลยี นแบบหรือผลการกระทำของ ตนเองโดยทีผ่ ูเรยี นไดควบคุมกิจกรรม
การเรยี นรูของตนเอง (Self-regulation) แลวและเมอ่ื ผูเรยี น เกดิ ความพอใจในผลการกระทำของตนเองก็
จะนำไปสกู ารมแี รงจูงใจภายในตนเอง (Self – motivation) ซ่ึงเปน แรงจูงใจท่ีเกดิ จากความคาดหวังของ
ผเู รยี นวา การเลยี นแบบจะนำประโยชนมาใหจ าก พฤติกรรมท่ีแสดงเหมอื นตวั แบบ
สรุปไดวา ทฤษฎีการเรียนรูทางปญญาสังคมของบันดูรา (Bandura) วาการเรียนรูเกิดจาก
ปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนและสิง่ แวดลอม โดยผูเรียนและสิ่งแวดลอมมีอิทธิพลตอกันและกันการ เรียนรู
และการกระทำมีความแตกตางกันและมีความสำคัญมากเพราะคนอาจจะเรียนรูอะไรหลาย อยางแตไม
กระทำซึ่งขึ้นอยูกับกระบวนการจูงใจ ที่มีความสำคัญตอการเลียนแบบของผูเรียน ซึ่ง เปนแรงจูงใจที่เกิด
จากความคาดหวังของผูเรียนวาการเลียนแบบจะนำประโยชนมาใหจาก พฤติกรรมท่แี สดงเหมือนตัวแบบ
เกิดจากแรงจูงใจภายในตนเอง
ทฤษฎีการสรา งความรทู างสังคม (Vygotsky social constructivism)
ทศิ นา แขมมณี และเยาวพา เดชะคุปต (2557 : 32-33) กลา ววา อกี อทสกี้ (Vygotsky) มีความ
เช่ือวาเด็กไดเกดิ การเรียนรู และเกิดพฒั นาการทางสตปิ ญญาและทัศนคติตอเมื่อมีปฏิสัมพนั ธ และทำงาน
รวมกับผูอื่นเชนผูใหญเพื่อนบุคคลเหลานี้จะใหขอมูลใหการสนับสนุนใหเด็กเกิดการเรียนรู จากการ
ปฏิสัมพันธและจากการทำงานรวมกัน โดยเนนความสำคัญของการชวยเด็กใหพัฒนาตาม ศักยภาพของ
แตละบุคคลและเนนความสำคัญของสังคมวัฒนธรรมที่มีตอพัฒนาการทางสติปญญาโดย เช่ือวา
พฒั นาการทางสติปญญาหรือการเรียนรูของเด็กแตล ะคนจะอยใู นสว นท่ีแตกตางกันเด็กที่อยูใน สว นระดับ
87
ต่ำถาไดรับความชวยเหลือจากผูใหญหรือครูหรือจากการทำงานรวมกับคนที่อยูในสวนที่อยู ในระดับสูง
หรือมีประสบการณมากกวาก็จะชวยใหน ักเรียนท่ีอยูในสวนต่ำทำงานไดเ ปนผลสำเร็จ ตามเปาหมาย เกิด
การเรยี นรขู ึน้ ตามศักยภาพของแตละคนการใหความชวยเหลือแนะนำในการ แกปญหาและการเรยี นรูของ
เดก็ (Assisted learning) เปนการใหความชวยเหลือแกเด็กเมื่อเด็ก แกปญหาโดยลำพังไมไดเปนการชวย
อยางพอเหมาะเพื่อใหเด็กแกปญหาไดดวยตนเองวิธีการที่ครู เขาไปมีปฏิสัมพันธกับเด็กเพื่อใหการ
ชวยเหลือเด็กเปนการแนะนำชวยเหลือใหเด็กแกปญ หาดวย ตนเองโดยการ ใหคําแนะนำ (Cue) การชวย
เตือนความจำ (Reminders) การกระตุนสนับสนุน (Encouragement การแบงปญหาที่สลับซับซอนให
งายขึ้นการใหตัวอยางหรือสิ่งอื่นๆที่จะชวยเด็ก แกปญหาและเรียนรูดวยตนเองการใหความชวยเหลือ
(Scaffolding) มี 5 ประการ ดงั น้ี
1. เปนกิจกรรมการรวมกนั แกปญหา
2. เขา ใจปญหาและมีวัตถุประสงคท่ีตรงกัน
3. บรรยากาศทอ่ี บอนุ และการตอบสนองทตี่ รงกับความตองการ
4. รูส ภาวะแหงการเรียนรู" เดก็ (the zone of proximal development)
5. สนับสนุนใหเ ด็กควบคุมตนเองในการแกปญ หา
จากการศกึ ษา ปรัชญา แนวคดิ ทฤษฎีท่เี ก่ียวของกบั การเรยี นรแู บบรว มมือ มีความเชอื่ วา การ
เรียนรูจะเกิดขึ้นไดเมื่อมีปฏิสมั พันธระหวางผูเรียนกับส่ิงแวดลอม และความสัมพันธ ของสมาชิก ในกลุม
นักเรยี นแตล ะคนจะปรบั ปรุงความสมดลุ ทางสติปญญาจากขน้ั ตำ่ - ไปหาขน้ั ทีส่ ูงกวา
4.8 ขอดีและประโยชนข องการเรียนรูแบบรว มมือ
การเรียนรูแบบรวมมือไดรับความนิยมอยางแพรหลายมากผลจากการวิจยัตาง ๆ พบวาการ
เรยี นรูแ บบรว มมือสง ผลดตี อผเูรยี นในหลายดา น
Holubec,(1994) (อา งถึงในทศิ นา แขมมณ,ี 2557 : 99-101-102) ไดก ลาวถงึ ผลดขี องการเรียน
แบบรวมมือซึ่งไดจากการรวมรวมผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนแบบรวมมือทั้งงานวิจัยเชิงทดลองและ
งานวิจยั เชิงหาความสมั พันธ ไวดงั นี้
1 มีความพยายามที่จะบรรลุเปาหมายมากขึ้น (Greater efforts toachieve) การเรียนรูแบบ
รวมมือชวยใหผูเรียนมีความพยายามที่จะเรียนรูใหบรรลุเปาหมาย เปนผลทำใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สูงขึ้น และมีผลงานมากขึ้น การเรียนรูมีความคงทนมากขึ้น (Long-Term Retention) มีแรงจูงใจภายใน
88
และแรงจงู ใจใฝส ัมฤทธิ์ มีการใชเวลาอยางมปี ระสิทธิภาพ ใชเ หตุผลดีข้ึน และคดิ อยางมีวิจารณญาณมาก
ขนึ้
2 มีความสัมพันธร ะหวา งผูเ รียนดขี ึน้ การเรียนรูแบบรวมมือชวยใหผูเรียนมนี ้ำใจนักกีฬามากขน้ึ
ใสใจในผูอ ืน่ มากขึน้ เห็นคุณคาของความแตกตา ง ความหลากหลาย การประสานสัมพันธและการรวมกลุม
3 มสี ขุ ภาพจติ ดีขึ้น (Greater Psychological Health) การเรียนรแู บบรว มมอื ชวยให
ผเู รยี นมสี ขุ ภาพจติ ดีข้นึ มีความรสู ึกทีด่ เี ก่ียวกับตนเองและมีความเช่ือม่นั ในตนเองมากข้ึน นอกจากนั้นยัง
ชวยพฒั นาทกั ษะทางสงั คมและความสามารถในการเผชิญกบั ความเครียดและความผันแปรตา งๆ
จอหนสัน และจอหนสัน (Johnson, D. W., & Johnson, R. T.,1987) กลาวถึงประโยชนของ
การเรยี นแบบรวมมอื ไว 9 ประการ ดงั นี้
1.ผูรียนเกงที่เขาใจคา สอนของผสูอนไดดีสามารถเปลี่ยนคา สอนของผสูอนเปนภาษาพูดของ
ผเู รียนแลวอธิบายใหเพ ื่อนฟงไดและทำใหเ พ่ือนเขาใจไดดีขนึ้
2.ผูเรยี นทท่ี ำหนา ทีอ่ ธบิ ายบทเรียนใหเพ อ่ื นฟง จะเขา ใจบทเรยี นไดดีขนึ้
3.การสอนเพื่อนเปนการสอนแบบตวัตอตวัทา ใหผเูรียน ไดรับความเอาใจใสและมีความสนใจ
มากยิง่ ขน้ึ
4.ผเู รยี นทุกคนตา งก็พยายามชวยเหลอื ซึกนั และกนั เพราะผูสอนคิดคะแนนเฉลีย่ ของทง้ั กลมุ ดวย
5.ผูเรียนทุกคนเขาใจดีวา คะแนนของตนมีสวนชวยเพิ่มหรือลดคาเฉลี่ยของกลุม ดังนั้น ทุกคน
ตองพยายามปฏิบตัิหนาท่ขี องตนเองอยางเตม็ความสามารถ เพ่อื ใหกล มุ ประสบความสำเรจ็
6.ผเู ร ยี นทกุ คนมโี อกาสฝก ทักษะทางสงั คมมีเพื่อนรว มกลุม และเปน การเรียนรูว ธิ ีการทำงานเปน
กลมุ ซึ่งจะเปน ประโยชนม ากเมอื่ เขา สูร ะบบการทำงานอนั แทจ รงิ
7.ผูเรียนไดมีโอกาสเรียนรูกระบวนการกลุม เพราะในการปฏิบตัิงานรวมกันนั้นก็ตองมีการ
ทบทวนกระบวนการทำ งานของกลุมเพอ่ื ใหประสิทธภิ าพการปฏบิ ติังาน หรือคะแนนของกลมุ ดขี ้ึน
8.ผูเรียนเกงจะมีบทบาททางสังคมในช้ึนมากข้ึน เขาจะรูสึกวาเขาไมไดเรียนหรือหลบไปทอง
หนังสือเฉพาะตน เพราะเขาตองมีหนาท ่ีตอ สังคมดว ย น่ันคอื เขาตองอธบิ ายใหเพ่ือนฟง อยา งเขาใจ
9.ในการตอบคำถามในหอ งเรียน หากตอบผิดเพ่ือนจะหัวเราะเม่ือเปนการตอบคำถามรายบคุ คล
แตเมื่อทำงานเปนกลุม ผูเรียนจะชวยเหลือซึ่งกันและกัน ถาหากตอบผิดก็ถือวาผิดทั้งกลุม คนอื่น ๆ
อาจจะใหความชวยเหลือบางทำใหผูเรียนในกลุมมีความผูกพันกันมากขึ้น การเรียนรูแบบรวมมือมี
ประโยชนหลายประการในการพัฒนาผูเรียน น่ันคือ ชวยพัฒนาความเชื่อม่ันของผูเรียน พัฒนาความคิด
89
ของผูเรียน เกิดเจตคติที่ดีในการเรียน ชวยยกระดับผลสัมฤทธิทางการเรียน สรางความสัมพันธระหวาง
เพือ่ น สงเสริมทกั ษะในการทำงานรวมกันฝก ใหร ูจ กั รบั ฟง ความคิดเห็นของผูอนื่ ทำใหเ รียนมวี สิ ัยทศันหรือ
มุมมองกวางขนึ้ สงเสรมิ ทักษะทางสงั คม ตลอดจนชว ยใหผ เู รยี นมีการปรบั ตัวในสังคมไดด ขี ้นึ
จันทรา ตันตพิ งศานรุ ักษ (2557 :41) ไดก ลา วถงึ ประโยชนข องการจดั การเรียนรูแบบรวมมือวามี
ประโยชนต อ นักเรยี น ทั้งในดานสงั คมและวชิ าการดังน้ี
1 สรางความสัมพันธที่ดีระหวางสมาชิก เพราะทุกๆคนรวมมือในการทำงานกลุม ทุกๆคนมีสวน
รว มเทา เทยี มกัน ทำใหเกดิ เจตคตทิ ี่ดตี อ การเรียน
2.สงเสริมใหสมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระทำอยางเทา
เทียมกนั
3 สงเสริมใหผูเรียนรูจักชวยเหลือซึ่งกันและกัน เชน เด็กเกง ชวยเด็กที่ไมเกง ทำใหเด็กเกง
ภาคภมู ิใจ รจู กั สละเวลา สวนเดก็ ออ นเกดิ ความซาบซึง้ ในน้ำใจของเพ่ือนสมาชกิ ดวยกนั
4 ทำใหรจู ักรับฟงความคิดเห็นของผูอ่นื การรวมคดิ การระดมความคิดนำขอมูลที่ไดมาพิจารณา
รวมกัน เพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เปนการสงเสริมใหชวยคิดหาขอมูลใหมาก คิดวิเคราะหและเกิด
การตัดสนิ ใจ
5 สงเสริมทักษะทางสังคม ทำใหผูเรียนรูจ ักปรับตัวในการอยูรวมกนั ดว ยมนุษยสัมพันธท่ีดีตอกัน
เขาใจกนั และกนั
6 สงเสริมทักษะการส่ือสาร ทกั ษะการทำงานเปนกลุม สามารถทำงานรวมกับผอู ่ืนได ส่ิงเหลานี้
ลว นสงเสริมผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นใหส ูงขึน้
จากผลดีและประโยชนของการเรยี นรูแบบรวมมอื ทร่ี วบรวมมาขางตน นน้ั ชี้ใหเ ห็นวาการเรยี นรู
แบบรว มมือเปนประโยชนแ ละสง ผลดตี อการเรียนรูของผูเรยี นทั้งดา นผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและดานการ
พัฒนาทักษะทางสังคมและการอยูรวมกัน ซึ่งจะเปนพื้นฐานชวยใหผูเรียนเกิดการยอมรับความแตกตาง
ของกันและกัน สามารถปรับตัวและอยูในสังคมท่ีมีความแตกตางกันไดอยางมคี วามสุข ผูวิจัยจึงเลือกการ
เรยี นรแู บบรวมมอื มาใชใ นการจดั การเรยี นการสอนเพือ่ ใหเกิดเจตคตทิ ดี่ ีตอสงั คมพหุวฒั นธรรม
90
วจิ ยั ท่เี ก่ยี วของ
5.1วจิ ัยในประเทศ
(อุดชา, 2557) ไดศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะหและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ ได
ศึกษาความนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 หนวยการเรียนรูเรื่อง อยูอยางพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจ
พอเพียง โดย ใชการสอนแบบโครงงานรวมกับรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู (5Es) เครื่องมือที่ใช
ไดแก แผนการจัดการเรียนรูเรือ่ งอยูอยางพอเพียง โดยใชก ารสอนแบบโครงงานรวมกับรปู แบบวฏั จกั รการ
สืบเสาะหาความรู(5Es) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 1 แผน 8 ชั่วโมง กิจกรรมที่ใชใน การ
จัดการเรยี นรูคือ กจิ กรรมการเรยี นรูโครงงานรวมกับ 5Es โดยใชสื่อการจดั การเรียนรู เปน ใบงาน วีดิทัศน
และภาพยนตร ผลการวิจัยพบวา
1) นักเรียนที่ได สอนแบบโครงงานรวมกับรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู (5Es) มี
ความสามารถในการคิด การวิจัยพ วิเคราะหหลังเรียนแตกตางจากกอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดบั .05 โดยมคี ะแนนเฉลี่ย หลงั เรียนสงู กวา กอนเรยี น
2) นกั เรียนที่ไดร ับการจัดกิจกรรมการเรยี นรูโดยใชก ารสอนแบบโครงงาน รวมกบั รูปแบบวัฏจักร
การสืบเสาะหาความรู (5Es) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนแตกตางจาก กอนเรียนอยางมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ ท่ีระดบั .05 โดยมคี ะแนนเฉลย่ี หลงั เรยี นสงู กวา
กอ นเรยี น
สรุ ตั น จรสั แผว (2559 : บทคัดยอ ) ไดศกึ ษาการพฒั นาชดุ กจิ กรรมฝก การคิดวเิ คราะห กลุม สาระ
การเรียนรูภาษาไทย ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 พบวาการฝกคิดวิเคราะหอยางตอเนื่องใน
กระบวนการเรียนการสอน การมีปฏิสัมพันธและการชวยเหลือกันภายในกลุม ชวยใหผูเรียนมีการพัฒนา
ดา นการคดิ และการทำงานอยา งมีประสิทธิภาพ
วิชญา นรถี และพจมาลย สกลเกียรติ (2561 : 851-857) ทำการศึกษาการพัฒนาการคิด
วเิ คราะหว ชิ าสังคมศึกษาโดยใชกรณีศึกษาของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 2 งานวจิ ัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ
พัฒนาการคิดวิเคราะหวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาสังคม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตอการเรียนรูโดยใชกรณีศึกษาใน
รายวิชาสังคม เครอื่ งมอื ในการทำวิจยั ประกอบดวย แผนการจัดการเรียนรูโดยใชกรณศี ึกษารายวชิ าสังคม
ศึกษาสาระหนาที่ พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคมแบบประเมินการคิดวิเคราะหแบบ
ประเมินพฤติกรรมการทำงานรายบุคคลและกลุม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ
91
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนตอการใชกรณีศึกษา ผลวิจัยพบวา ความสามารถในการคิด
วิเคราะหว ชิ าสงั คมศึกษาของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 2 โดยใชกรณีศกึ ษานักเรียนที่มีคะแนนไมต่ำกวา
รอยละ 80 ผา นเกณฑจำนวน 29 คน คิดเปน รอยละ 80.56และนักเรียนท่ีไมผ านเกณฑจำนวน 7 คน คิด
เปนรอยละ 19.44 นักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษามีคะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรยี น
อยา งมีนัยสำคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05 ระดับความพงึ พอใจของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 2 ตอการเรียนรู
โดยใชกรณศี กึ ษาในรายวชิ าสังคมศึกษาในภาพรวมอยูในระดบั มาก
5.2 วจิ ัยตา งประเทศ
Vaughan, W. (2002 : 359-363) ไดท ำการวจิ ัยเร่ือง ผลของการเรียนแบบรว มมือ
ตอผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยทดลองกับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 2 ผูทดลองไดจัดกระบวนการเรียนรูใหผูเรียนมีปฏิสัมพันธกันแบบรวมมือในวิชาสังคม
ศึกษา ตลอดภาคการศึกษาและทำการทดสอบนักเรียนในสัปดาหที่ 5, 9 และ13 ปรากฏวานักเรียนมี
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและเจตคตติ อวิชาสังคมศึกษาดขี ึ้น
Robyn M. Gillies, (2002 : 15-20) ไดทำการศึกษาถึงผลที่ยังเหลืออยูของประสบการณการ
เรียนรูแบบรวมมือ หลังจากไดใหประสบการณแบบรวมมือไปแลว 2 ป โดยทดลองใหการเรียนรูแบบ
รวมมือกบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 2 จำนวน 33 คน และใชก ลมุ ควบคมุ อกี 36 คน หลงั จากน้นั 2 ปจ งึ
ทำการตรวจสอบระหวา งทั้งสองกลมุ พบวา นกั เรียนท่ีไดร ับประสบการณการเรียนรแู บบรวมมือ มีลักษณะ
ท่เี ปนดานบวกของการเรียนแบบรว มมือมากวากลุมทไ่ี มไดร ับประสบการณ ไดแ กก ารชว ยเหลือซ่ึงกันและ
กันในการเรียน มีการควบคุมอารมณไดดี ในการทำงานรวมกัน ผูเรียนยังคงรักษาไวซึ่งการคนควาอยาง
กระตอื รอื รน
(Burkhart,2006,อางถึงใน ไกรวิท วงศอามาตย, 2551.73) ไดศึกษาการคิดวิเคราะหเกี่ยวกับ
การวิเคราะหในการคิด การพัฒนาทักษะการคิด ในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย การสอน ใน
โรงเรียนมัธยมศึกษาเปนขั้นที่มีความสำคัญ ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาพบวา 1 ใน 3 ของนักเรียน
มัธยมศึกษาตอนปลายตองหยุดพักการเรียนในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และ 1 ใน 3 จบ การศึกษา
โดยไมมีทักษะที่จําเปนในการประสบความสําเร็จในการทํางาน ซึ่งพบวามีนักเรียนที่จบ การศึกษาระดับ
มัธยมศึกษา ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีความมุงหมายเพื่อพัฒนา และปรับปรุง หลักสูตรใน การสอน ซึ่งจาก
ผลการวิจยั พบวา เพศทแี่ ตกตา งกันมคี วามแตกตางกนั อยางมนี ยั สำคัญทางสถิติใน การเรยี นรูด านการใช
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ การวิจยั
การวิจัยนี้เปนวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถุประสงคเพื่อ1.เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหของ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ (Cooperative
Learning) ในรายวิชาพระพุทธศาสนา 2.เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะหของนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาป 2 โดยใชก ิจกรรมการเรียนรแู บบรว มมือ (Cooperative Learning) กอ นและหลงั เรียน
ศกึ ษาขอมลู พ้นื ฐานเอกสาร งานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ ง
1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง2560)
2. รูปแบบการจดั การเรียนรแู บบรวมมือ 3. ทกั ษะการคดิ วิเคราะห
พัฒนาเครอ่ื งมือวิจัย ไม่ผา่ น ไปรบั ปรุง
1. แผนการจดั การเรยี นรโู ดยใชก ารจัดการเรยี นรูแบบรวมมือ
2. แบบทดสอบทักษะการวิเคราะห
ตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือวจิ ัย
1. อาจารยนิเทศ 2. ผูเชย่ี วชาญ
เก็บรวบรวมขอมูลโดยการจัดการเรยี นการสอน
1. วดั ทกั ษะการคดิ วิเคราะหกอนเรียน
2. จดั การเรยี นรตู ามรูปแบบการจัดการเรยี นรูแ บบรวมมือ
3. วดั ทักษะการคดิ วิเคราะหหลงั เรยี น
สรปุ และนำเสนอผลการวิจัย
1. วเิ คราะหการวจิ ยั 2. สรปุ และอภปิ รายผลการวจิ ัย 3. นำเสนอ
93
ประชากรและกลมุ ตัวอยาง
1. เครื่องมือท่ีใชใ นการวจิ ยั
2. แบบแผนการวจิ ยั
3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล
4. สถิตทิ ใ่ี ชใ นการวิเคราะหข อ มูล
ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง
ประชากร เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565
โรงเรียนแสงอรณุ จำนวน 2 หอง รวมท้ังสน้ิ 66 คน
กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565
โรงเรียนแสงอรุณ หอง 2/1 จำนวน 33 คน และระบุวิธีการสุมกลุมตัวอยาง แบบกลุม (Cluster
Sampling)
แบบแผนการวิจยั
การวจิ ยั นี้เปน วจิ ยั ประเภททดลอง ทดสบกอนและหลงั การจดั การเรียนรู (One Group- Pretest
Posttest Design)( (Fitz-Gibbon & Morris, 1987, หนา 113)
ทดสอบกอ นเรยี น ทดลอง ทดสอบหลงั เรียน
T1 X T2
สญั ลกั ษณท่ีใชในแบบแผนการวจิ ัย
T1 คือ การทดสอบกอนการจัดการเรยี นรู
X คอื การจดั การเรียนรูโ ดยใชร ปู แบบการเรียนรูแ บบรวมือ
T2 คือ การทดสอบหลงั การจัดการเรียนรู
เครอ่ื งมือทใี่ ชใ นการวจิ ยั
เครอ่ื งมือท่ีผูวิจยั ใชใ นการวจิ ยั คร้งั นป้ี ระกอบดว ย
1. แผนการจัดการเรยี นรูกลมุ สาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชา
94
พระพทุ ธศาสนา เรื่องการปฏิบัติตนเปนชาวพุทธท่ดี ี ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 2 โดยใชจ ดั การ
เรียนรูแบบรว มือ (Cooperative Learning) จำนวน 7 แผน รวม 14 ชว่ั โมง
2. แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวเิ คราะห รายวชิ าพระพทุ ธศาสนา เร่อื ง การปฏบิ ัตติ นเปนชาว
พทุ ธท่ีดี ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 โดยใชจ ัดการเรยี นรูแบบรวมือ (Cooperative Learning)
เปน แบบทดสอบประเภทปรนัย 4 ตวั เลอื ก จำนวน 70 ขอ ใชท ดสอบกอนและหลงั เรียน
ผูวจิ ยั ดำเนินการสรางและวิเคราะหคุณภาพของเครื่องมือ ดังรายละเอยี ดตอ ไปน้ี
แผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชา
พระพุทธศาสนา เรื่องการปฏิบัติตนเปนชาวพุทธที่ดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชจัดการ
เรียนรูแบบรว มมอื (Cooperative Learning) จำนวน 7 แผน รวม 14 ช่ัวโมง
ข้ันตอนการสรา งเคร่ืองมือ
1. ศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรงั ปรุง2560) กลมุ
สาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เพื่อใหทราบ
แนวทางในการสรา งแผนการจดั การเรยี นรู รายวิชา พระพทุ ธศาสนา เรื่อง การปฏบิ ัตติ นเปน ชาวพุทธท่ีดี
2. ศึกษาการจดั กระบวนการเรียนรู ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช
2551 และศกึ ษารปู แบบการจดั การเรยี นรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning) (Arends, 1989)
3. กำหนดเนือ้ หาและกรอบแผนการเรียนรู วิชา พระพทุ ธศาสนา ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาป
ที่ 2 จำนวน 7 แผน ใชเ วลา 14 ชั่วโมง ดังนี้
แผนที่ 1 หนาทีช่ าวพทธุ
แผนที่ 2 มารยาทชาวพุทธ
แผนที่ 3 ศาสนพิธี
แผนที่ 4 ศาสนพธิีและพธิ กี รรมของศาสนาอ่นื ๆ
แผนที่ 5 วันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
แผนที่ 6 การบรหิ ารจิตและการเจรญิ ปญญา
แผนที่ 7 การพฒั นาการเรียนรดู วยวธิ คิี ิดแบบโยนิโสมนสกิ าร
4. สรา งแผนการจัดการเรยี นนรู รายวิชา พระพุทธศาสนา ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 2
จำนวน 7 แผนการเรยี นรู โดยมขี ้ันตอนการจัดกจิ กรรมดังนี้
1. นำเขา สูบ ทเรยี น
95
2. กิจกรรมการเรียนรู
3. ฝกฝนผูเรยี น
4. นำไปใช
5. สรปุ
5. นำแผนการจัดการเรียนรูที่ผูวิจัยสรางขึ้น ใหที่ปรึกษาบัณฑิตนิพนธตรวจสอบความถูกตอง
จากนน้ั ผวู ิจยั ไดน ำขอ เสนอแนะมาปรบั ปรุงแกไขตามขอเสนอ
6. แผนการจัดการเรียนรูที่ผูวิจัยสรางขึ้น ใหผูเชี่ยวชาญจำนวน 3 ทานที่มีประสบการณ เพื่อ
ตรวจสอบความถูกตอง ใหสอดคลองกับเนื้อหา จากนั้นผูวิจัยไดนำขอเสนอแนะมาปรับปรุงแกไขตาม
ขอ เสนอ
แบบทดสอบวดั ทักษะการคิดวเิ คราะห รายวชิ าพระพทุ ธศาสนา เร่ือง การปฏบิ ตั ติ นเปน ชาว
พุทธที่ดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชจัดการเรียนรูแบบรวมือ (Cooperative Learning)
เปนแบบทดสอบประเภทปรนัย 4 ตัวเลอื ก จำนวน 70 ขอ ใชทดสอบกอนและหลังเรียนผูวิจยัดำเนินการ
สรางดังมขี ้นั ตอน ดงั
ขนั้ ตอนการสรา งเคร่อื งมอื
1. ศกึ ษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรงั ปรุง2560) กลมุ
สาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เพื่อใหทราบ
แนวทางในการสรางแผนการจัดการเรียนรู รายวชิ า พระพุทธศาสนา เรื่อง การปฏบิ ตั ติ นเปนชาวพทุ ธท่ดี ี
2. ศกึ ษาเอกสาร งานวิจัยท่เี กี่ยวของกับการสรางแบบทดสอบ การวดั และประเมนิ ผลสาระการ
เรียนรูวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 2 วิเคราะหองคประกอบ
ของทกั ษะการคิดวิเคราะห
3. สรางแบบทดสอบวัดทกั ษะการคิดวเิ คราะหป ระเภทปรนยั 4 ตัวเลอื ก จำนวน 70 ขอ เร่ือง
การปฏิบัติตนเปนชาวพุทธที่ดี โดยกำหนดเกณฑการใหคะแนนเปนตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0
คะแนน
4. เสนอแบบทดสอบวัดทกั ษะการคิดวิเคราะห เรื่อง การปฏบิ ตั ิตนเปน ชาวพุทธทีด่ ี เสนอตอ
อาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ และนำมาใหผูเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทาน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง
เนื้อหา (content validity) โดยหาคาดัชนีความสอดคลอง (Index of Item ObjectiveCongruence :
96
IOC) นำคาที่ไดมาเปรียบเทียบกับเกณฑในการพิจารณาความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญถาดัชนีความ
สอดคลอ ง (IOC) ทีค่ านวณไดม ีคา ตั้งแต 0.5 ข้ึนไป แสดงวาแบบทดสอบมีความเทยี่ งตรงเชงิ เน้ือหา และ
จากการหาคาดัชนีความสอดคลองของแบบทดสอบ พบวาคาดัชนีความสอดคลอง(IOC) มีคารายขออยู
ระหวาง 0.67 - 1.00 แสดงวา แบบทดสอบมคี วามเหมาะสม สอดคลอ งกบั จุดประสงค
5. ปรับปรงุ แบบทดสอบวดั ทกั ษะการคิดวเิ คราะห ตามคำแนะนำของท่ปี รกึ ษาวทิ ยานิพนธ
และผูเชย่ี วชาญ
6. นำแบบทดสอบวดั ทักษะการคิดวิเคราะหทีป่ รบั ปรุงแกไขแลว ไปทดลองใช( Try out) เพือ่
ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 33 คน และนำผลการทดสอบ
มาหาคาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใชสูตรการหาคาสัมประสิทธิ์แอลฟา (∝ - Coefficient)
ของครอนบัค(Cronbach) (มาเรยี ม นิลพนั ธุ 2558 : 183) ผลการหาคา ความเชอื่ ม่ันของแบบทดสอบมีคา
เทากบั 0.95
7. นำแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห เรื่อง การปฏิบัติตนเปนชาวพุทธที่ดี ไปใชเปน
เคร่อื งมอื ในการวิจัยกับนกั เรยี นกลุมตวั อยาง
การเก็บรวบรวมขอ มลู
วิธกี ารดำเนินการวจิ ัยในการทดลองผูวิจยั แบง ออกเปน 3 ข้นั ตอน ดังนี้
1. ขัน้ ระยะกอนการทดลอง
เปน ขน้ั ท่ีผวู ิจยั เตรียมความพรอ มในดานตางๆ ดงั นี้
1.1 สรางเครือ่ งมือในการวิจยั ไดแ ก 1) แผนการจัดการเรยี นรู 2) แบบทดสอบวัดผลการ
เรยี นรกู อนเรยี นและหลงั เรยี นและ 3)แบบทดสอบวดั ทักษะการคิดวิเคราะห
1.2 ชีแ้ จงทำความเขา ใจกบั นกั เรยี นกลมุ ตวั อยางในเรอ่ื งของข้นั ตอนการจัดการเรยี นรูโ ดยใช
รปู แบบการจัดการเรยี นรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning)
1.3 นักเรียนกลมุ ตวั อยางทำแบบทดสอบวัดทกั ษะการคดิ วเิ คราะหแ บบปรนัย กอ นเรยี น
(Pretest) จำนวน 70 ขอ
97
2. ข้ันทดลอง
ผวู จิ ัยดำเนินการจัดการเรยี นรตู ามแผนการจดั การเรยี นรโู ดยใชรูปแบบการจดั การเรยี นรูแบบ
รวมมือ (Cooperative Learning) ที่ไดสรางไว จำนวน 7 แผน รวม 14 ช่ัวโมง ซึ่งการจัดการเรียนรูมี
กระบวนการ ดงั นี้
1. ข้นั นำเขาสูบ ทเรียน
1.1) แจง จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
- กอ นที่จะดำเนนิ การสอนในแตละคร้งั ครูแจง จดุ ประสงคการเรียนรเู ร่อื งท่จี ะเรยี นแก
นักเรียนทุกคนในชน้ั เรยี นทราบ เพ่ือใหนักเรียนมจี ุดมงุ หมายในการเรยี น
1.2) ทบทวนความรเู ดิม
- กอนท่ีจะดำเนนิ การสอนในแตล ะครั้ง ครูตรวจสอบความรเู ดมิ ของนกั เรยี นโดยการ
สอบถาม พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเรียน เพื่อเปนขอมูลวานักเรียนมีความรูพื้นฐานที่จะใช
สำหรับการเรียนในเรื่องนั้นหรือไม หากพบวานักเรียนขาดความรูพื้นฐานในเรื่องใดก็ดำเนินการสอน
เพิม่ เติมใหกับนักเรยี น
2. ขน้ั กจิ กรรมการเรียนรู
- ครูจัดเตรียมสถานการณปญหาที่สอดคลองกับเนื้อหาสาระที่จะเรียนรู ซึ่งเปนเรื่องใกลตัว
นักเรียน เพื่อกระตุนใหนักเรียนตองการที่จะคนหาคำตอบ และนำเสนอใหนักเรียนรวมกันคิดวิเคราะห
เก่ียวกับสถานการณป ญหาตางๆ
3. ขั้นฝกฝนผูเรยี น
- นักเรียนในกลุมระดมสมองชวยกันคิดวิเคราะหเกี่ยวกับสถานการณปญหาตางๆ ที่ครูนำเสนอ
และครูใชคำถามกระตุนใหนักเรียนคิดเพื่ออธิบายสถานการณของปญหาและวิธีคนหาคำตอบ ศึกษา
คน ควา รวบรวมขอ มูลเพอ่ื หาแนวทางแกปญ หา
4. ข้นั นำไปใช
- นักเรียนแตละคนในกลุมชวยกันศึกษาคนควาขอมูลดวยวิธีการหลากหลาย เชน ใบความรู
หนังสือ หรอื การทำการทดลอง เพื่อนำไปใชเ ปนแนวทางในการแกป ญ หา
5. ข้นั สรุป
- นักเรียนแตละกลุมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นซึ่งกันและกันเกี่ยวกับความรูที่ไดศึกษามาพรอม
กบั นำขอมูลที่ไดทง้ั หมดมาประมวลและสรปุ ความรูและนำเสนอวิธีการแกปญหาลงในใบงาน