11
หนังสือเรียน กศน.หลักสูตรรายวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รักษ์แม่จริม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอแม่จริม สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดน่าน กระทรวงศึกษาธิการ
ก คำนำ หนังสือเรียนรายวิชาเลือก รักษ์แม่จริม สาระการพัฒนาสังคม ประกอบด้วย ส่วนนำ โครงสร้าง หลักสูตร สถานศึกษา คำอธิบายรายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเกณฑ์การจบการศึกษา ซึ่งทางสถานศึกษา ได้กำหนดไว้ในหลักสูตรรายวิชาเลือก รักษ์แม่จริม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจความ เป็นมาของอำเภอแม่จริม ประเพณีและวัฒนธรรมของอำเภอแม่จริม ตลอดจนอธิบายแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา ท้องถิ่นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่จริม และผลิตภัณฑ์หรือสินค้า OTOP ของอำเภอแม่จริมได้ หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีรักษ์แม่จริมฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีด้วยความร่วมมือและช่วยเหลือ จากบุคคลหลายฝ่าย ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้รู้ ภูมิปัญญา คณะครู กศน.อำเภอแม่จริม และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมดำเนินการ ทางสถานศึกษาจึงขอขอบพระคุณท่านมา ณ โอกาสนี้ กศน.อำเภอแม่จริม กันยายน 2565
ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข คำแนะนำการใช้หนังสือเรียน ค โครงสร้างรายวิชา รักษ์แม่จริม ง แบบทดสอบก่อนเรียน 1 บทที่ 1 ประวัติและความเป็นมาอำเภอแม่จริม 5 เรื่องที่ 1 แม่จริมในอดีต 6 เรื่องที่ 2 แม่จริมในปัจจุบัน 8 บทที่ 2 ประเพณีและวัฒนธรรม อำเภอแม่จริม 23 เรื่องที่ 1 ประเพณีทางพระพุทธศาสนา 24 เรื่องที่ 2 ประเพณีท้องถิ่น 29 บทที่ 3 แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น 34 เรื่องที่ 1 แหล่งเรียนรู้ในอำเภอแม่จริม 35 เรื่องที่ 2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอแม่จริม 51 บทที่ 4 แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่จริม 83 เรื่องที่ 1 แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 84 เรื่องที่ 2 แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 95 บทที่ 5 ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า OTOP ของอำเภอแม่จริม 101 เรื่องที่ 1 ผลิตภัณฑ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 102 เรื่องที่ 2 ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน 107 เรื่องที่ 3 อาหารตามฤดูกาล 112 แบบทดสอบหลังเรียน 119 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน 123 บรรณานุกรม 125 ภาคผนวก ฉ คณะผู้จัดทำ ช
ค คำแนะนำการใช้หนังสือเรียน หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นหนังสือเรียนจัดทำขึ้นสำหรับ ผู้เรียนที่เป็นนักศึกษานอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ผู้เรียนควรปฏิบัติดังนี้ 1. ศึกษาโครงสร้างรายวิชาให้เข้าใจในหัวข้อ สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และขอบข่าย เนื้อหา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแต่ละบทอย่างละเอียด และทำกิจกรรมตามที่กำหนด แล้วตรวจสอบ กับแนวตอบกิจกรรมที่กำหนด ถ้าผู้เรียนอบผิดควรกลับไปศึกษาและทำความเข้าใจในเนื้อหานั้นใหม่ให้เข้าใจ ก่อนที่จะศึกษาเรื่องต่อไป 3. ปฏิบัติกิจกรรมท้ายเรื่องของแต่ละเรื่อง เพื่อเป็นการสรุปความรู้ความเขา้ใจของเนื้อหาในเรื่องนั้น ๆ อีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละเนื้อหาแต่ละเรื่องผู้เรียนสามารถนา ไปตรวจสอบกับครูและเพื่อน ๆ ที่ร่วมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได้ 4. หนังสือเรียนเล่มนี้มี 5 บท คือ บทที่ 1 ประวัติและความเป็นมาอำเภอแม่จริม บทที่ 2 ประเพณีและวัฒนธรรม อำเภอแม่จริม บทที่ 3 แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น บทที่ 4 แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่จริม บทที่ 5 ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า OTOP ของอำเภอแม่จริม
ง โครงสร้างรายวิชา รักษ์แม่จริม สาระการพัฒนาสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระสำคัญ “เมืองบ่อว้า” ชื่อเดิมของอำเภอแม่จริม มีพื้นที่บางส่วนเป็นเขตติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และบ่อเกลือสินเธาว์อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ปัจจุบันแบ่งเขต การปกครองเป็น 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองแดง ตำบลน้ำพาง ตำบลน้ำปาย ตำบลแม่จริม และตำบล หมอเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดำรงชีวิตแบบพอเพียง อีกทั้งมีกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และลัวะอาศัยอยู่เฉพาะในตำบลหนองแดงและตำบลน้ำพาง ซึ่งยังคงสืบทอดความเชื่อ พิธีกรรม และประเพณี มาอย่างต่อเนื่อง อำเภอแม่จริมมีประเพณีและวัฒนธรรมที่สำคัญแต่ละเดือนแตกต่างกันตามความเชื่อ ศรัทธา ของแต่ละหมู่บ้าน โดยแบ่งเป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาและประเพณีท้องถิ่น ซึ่งประเพณีที่ทาง พระพุทธศาสนาของอำเภอแม่จริม ได้แก่ ประเพณีเทศมหาชาติ ประเพณีนมัสการพระแก้วมรกตทันใจ ประเพณีไหว้พระธาตุยอยหงส์ นมัสการพระธาตุศรีสองเมืองทันใจ และประเพณีถวายทานสลากภัต อีกทั้งมี ประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่ ประเพณีขึ้นปีใหม่ม้ง ประเพณีปี๋ใหม่เมือง และประเพณียี่เป็ง ซึ่งยังมีแหล่ง เรียนรู้ที่รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ สารสนเทศ กิจกรรมและประสบการณ์ต่าง ๆ ในชุมชนที่สามารถ สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตามอัธยาศัย ซึ่งได้แก่ แหล่งเรียนรู้ด้าน ศาสนา และแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร/เศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านคิดขึ้นได้ เอง และนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา เป็นเทคนิควิธี เป็นองค์ความรู้ของชาวบ้านทั้งทางกว้างและทางลึกที่ ชาวบ้านคิดทำ โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งได้แก่ ภูมิปัญญาด้านหัตถกรรม ภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารแปรรูปอาหาร ภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรม ภูมิปัญญาด้านการรักษาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาด้านดนตรีนาฏศิลป์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งเชิงนิเวศและ ทางธรรมชาติ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้แก่ 1) การล่องแก่งน้ำว้าตอนกลางในอุทยานแห่งชาติอำเภอ แม่จริม เป็นสถานที่ล่องแก่ง 1 ใน 5 ของประเทศ ระดับความยากง่ายขึ้นอยู่กับเส้นทางการแล่งก่อง สามารถ พักค้างคืนหรือไปกลับได้ 2) ภูบ่อว้า เป็นจุดชมทิวทัศน์ของอำเภอแม่จริมที่สามารถเห็นลำน้ำว้าซึ่งเป็นลำน้ำ ที่สำคัญของอำเภอแม่จริม 3) โคกหนองนาตาลอย เป็นสถานที่ที่มีกิจกรรม การชมทุ่งดอกบานชื่น เรียนรู้ชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง หรือกางเต้นท์ ผิงไฟ ปิ้งย่าง นอนโฮมสเตย์ สามารถเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียงได้ และ 4) ฟาร์มเลี้ยงแพะ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะ คือ “ไร่นายสมิง ฟาร์มแพะน้องใยบัว” และธนากรฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มตัวอย่างที่นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้การเลี้ยงแพะ การให้อาหารแพะ การให้นมลูกแพะ และ การถ่ายรูปคู่กับแพะ อีกทั้งอำเภอแม่จริมยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่ 1) น้ำตกภูฟ้า เป็นน้ำตก ขนาดใหญ่ และสูงที่สุดในจังหวัดน่าน 2) ต้นชมพูภูคา เป็นดอกไม้ป่าหาดูยากที่สุดในประเทศไทย จะเริ่มแย้ม
จ บานในเดือนกุมภาพันธ์ และจะบานสะพรั่งในเดือนมีนาคมของทุกปี 3) น้ำตกลอยฟ้า เป็นน้ำตกที่มีความสูง ประมาน 40-50 เมตร และมีความสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ตามปกติ 4) น้ำตกสายรุ้ง เป็นน้ำตกที่ไม่ค่อยสูงแต่มีความกว้างพอสมควร นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ ทุกแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาตินักท่องเที่ยวหรือบุคคลภายนอกไม่สามารถเดินทางไปได้ด้วยตนเองต้องให้คนในหมู่บ้านสว่างนำทาง และต้องขออนุญาตจากผู้ใหญ่บ้านก่อนทุกครั้ง ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า OTOP ของอำเภอแม่จริม เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำผลผลิตในพื้นที่อำเภอแม่จริมมาแปรรูป เพื่อให้ประชาชนสร้างรายได้โดยมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายคือ 1) ผลิตภัณฑ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ชาสมุนไพรใบหม่อน กล้วยกรอบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กาแฟ ภูบ่อว้า และข้าวหลาม 2) ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จักสานจากไม้ไผ่ ไม้กวาดดอกหญ้า ตะกร้าจากเถาวัลย์ผ้าทอ และ 3) อาหารตามฤดูกาล ในแต่ละฤดูกาลจะมีอาหารในพื้นถิ่นแตกต่างกัน ซึ่งเป็น ของที่หาได้จากธรรมชาติในท้องถิ่นอำเภอแม่จริม ได้แก่ อาหารตามฤดูกาลประเภทสัตว์ และอาหารตาม ฤดูกาลประเภทพืชผัก ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. อธิบายรู้และข้าใจความเป็นมาของอำเภอแม่จริม 2. รู้และเข้าใจประเพณีและวัฒนธรรมของอำเภอแม่จริม 3. รู้จักแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งผลิตภัณฑ์หรือสินค้า OTOP ที่สำคัญในอำเภอแม่จริม ขอบข่ายเนื้อหา บทที่ 1 ความเป็นมาของอำเภอแม่จริม บทที่ 2 ประเพณีและวัฒนธรรมของอำเภอแม่จริม บทที่ 3 แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอแม่จริม บทที่ 4 แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่จริม บทที่ 5 ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า OTOP ของอำเภอแม่จริม
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 1 แบบทดสอบก่อนเรียน คำชี้แจง ให้ผู้เรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ข้อใดคือหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นหมู่บ้านแรกของอำเภอแม่จริม ก. บ้านพรหม ข. บ้านนาคา ค. บ้านแคว้ง ง. บ้านนาเจริญ 2. ตำบลใดแยกออกจากตำบลหมอเมือง ก. ตำบลพงษ์ ข. ตำบลน้ำพาง ค. ตำบลหนองแดง ง. ตำบลแม่จริม 3. ข้อใดคือเทือกเขาที่สำคัญของอำเภอแม่จริม ก. เทือกเขาผีปันน้ำ ข. เทือกเขาชมพูภูคา ค. เทือกเขาภูคา ง. เทือกเขาแดนลาว 4. กลุ่มชาติพันธุ์ม้งในอำเภอแม่จริมไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านใด ก. บ้านสว่าง ข. บ้านกิ่วน้ำ ค. บ้านร่มเกล้า ง. บ้านน้ำตวง 5. ข้อใดคือกลุ่มชาติพันธุ์ในอำเภอแม่จริม ก. กะเหรี่ยง ข. แม้ว ค. ไทลื้อ ง. ลั๊วะ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 2 6. ข้อใดคือ สินค้าที่ที่ทำรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่จริม ก. ข้าวโพด ถั่วลิสง ขิง ข. กะหล่ำปลี ขิง ข้าวโพด ค. ข้าว กาแฟ หม่อนไหม ง. กาแฟ หม่อนไหม กะหล่ำปลี 7. ข้อใดคือสินค้าที่ทำรายได้ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในอำเภอแม่จริม ก. ขิง ข. กาแฟ ค. ข้าวโพด ง. หม่อนไหม 8. ประเพณีนมัสการพระธาตุยอยหงส์จัดช่วงเวลาใด ก. ประเพณีสี่เป็ง ข. ประเพณีห้าเป็ง ค. ประเพณีหกเป็ง ง. ประเพณีเจ็ดเป็ง 9. ข้อใดคือประเพณี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของชาวอำเภอแม่จริม ก. นมัสการพระธาตุคำปลิว ข. นมัสการพระธาตุยอยหงส์ ค. นมัสการพระแก้วมรกตทันใจ ง. นมัสการพระธาตุศรีสองเมืองทันใจ 10. ประเพณีปีใหม่ม้งจัดขึ้นในช่วงเวลาใด ก. พฤศจิกายน – ธันวาคม ข. ธันวาคม - มกราคม ค. มกราคม – กุมภาพันธ์ ง. กุมภาพันธ์ – มีนาคม 11. เจ้าคณะอำเภอเป็นตำแหน่งพระสังฆาธิการปกครองคณะสงฆ์ในระดับอำเภอแม่จริม อยู่วัดอะไร ก. วัดแคว้ง ข. วัดห้วยซ้อ ค. วัดพระธาตุยอยหงส์ ง. วัดนาคา
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 3 12. วัดใดต่อไปนี้ ได้รับอนุญาตแต่งตั้งเป็นวัดแรก ของอำเภอแม่จริม ก. วัดนาคา ข. วัดพรหม ค. วัดพระธาตุยอยหงส์ ง. วัดก้อ 13. ข้อใดไม่ใช่หลักการดำเนินงานร่วมกันของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงตามแบบโครงการหลวงแม่จริม ก. พอมีพอกิน ข. สินค้ามีคุณภาพและปลอดภัยจากสารเคมี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ค. ความมีเหตุผล และพอประมาณ ง. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำและป่าไม้ 14. การขุดร่องน้ำ ในแปลงที่ดิน “โคก หนอง นา โมเดล” เรียกว่าอะไร ก. คลองส่งน้ำ ข. คลองไส่ไก่ ค. ระบบจัดการน้ำ ง. ท่อระบายน้ำ 15. ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ก. ทรัพยากรน้ำ ข. ทรัพยากรป่าไม้ ค. ทรัพยากรดิน ง. ถูกทุกข้อ 16. ข้อใดคือส่วนประกอบของยาสมุนไพรแก้โรคกระเพาะอาหาร (ลูกกลอน) ก. ขมิ้นชัน ข. มะตูมอ่อน ค. กิ่งเชียงดา ง. ใบชะพลู 17. ข้อใดคือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศของอำเภอแม่จริม ก. ดอกชมพูภูคา ข. น้ำตกภูฟ้า ค. ถ้ำลานเท ง. อุทยานแห่งชาติแม่จริม
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 4 18. ระดับของการล่องแก่ง ระดับ 3 คือข้อใด ก. มีคลื่นเล็กน้อย เส้นทางชัดเจน สามารถล่องผ่านได้ง่าย ข. มีคลื่นปานกลาง มีแอ่งน้ำวนบ้าง มีโขดหินขวางทางบ้างแต่ยังหาช่องทางได้ง่าย ค. คลื่นค่อนข้างใหญ่ กระแสน้ำเชี่ยว มีแอ่งน้ำวนขนาดใหญ่ ง. คลื่นใหญ่และแปรปรวน มีแอ่งน้ำวนขนาดใหญ่มีสิ่งกีดขวางจำนวนมากหาช่องทางล่องผ่านได้ยาก 19. ข้อใดคือผลิตภัณฑ์ของอำเภอแม่จริม ก. ถ้วยเซรามิก ข. ผ้าฝ้าย ค. กล้วยกรอบ ง. ไม้กวาดทางมะพร้าว 20. ข้อใด ไม่ใช่อาหารตามฤดูกาลของอำเภอแม่จริม ก. แมงมัน ข. เห็ดด่าน ค. หางหวาย ง. มะไฟ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 5 บทที่ 1 ความเป็นมาของอำเภอแม่จริม สาระสำคัญ “เมืองบ่อว้า” ชื่อเดิมของอำเภอแม่จริม มีพื้นที่บางส่วนเป็นเขตติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และบ่อเกลือสินเธาว์อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ปัจจุบันแบ่งเขต การปกครองเป็น 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองแดง ตำบลน้ำพาง ตำบลน้ำปาย ตำบลแม่จริม และตำบล หมอเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดำรงชีวิตแบบพอเพียง อีกทั้งมีกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และลัวะอาศัยอยู่เฉพาะในตำบลหนองแดงและตำบลน้ำพาง ซึ่งยังคงสืบทอดความเชื่อ พิธีกรรม และประเพณี มาอย่างต่อเนื่อง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. อธิบายความเป็นมาของอำเภอแม่จริมได้ 2. อธิบายสภาพบริบทปัจจุบันของอำเภอแม่จริมได้ ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 แม่จริมในอดีต เรื่องที่ 2 แม่จริมในปัจจุบัน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 6 เรื่องที่ 1 แม่จริมในอดีต ความเป็นมาของอำเภอแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน จากการให้ข้อมูลของ นายเชิด พรมทะนา ราษฎรบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ซึ่งได้สอบถามข้อมูลที่เล่าสืบกันมาจากผู้สูงอายุ คือ แม่อุ้ยเฮือน อุตยราช อายุ 103 ปี แม่อุ้ยคำ อุตยราช อาจารย์บุญไหว พรานสอน พ่ออุ้ยส่วน พรมทะนา พ่ออุ้ยคำล้วน กันชนะ พ่ออุ้ยสวน สุทร ทราบว่าเมืองบ่อว้า เริ่มมีการปกครองตั้งแต่ พ.ศ.1105 โดยพญาพรหมบัณฑิตได้ รวบรวมกลุ่มจัดตั้งหมู่บ้านขึ้น ได้ชื่อว่า “บ้านพรหม” ปกครองบ้านเมืองมาจนถึง พ.ศ. 1107 จากนั้นได้ร่วมกับ ครูบาค่อม สร้างวัดพรหมขึ้น เป็นวัดแรกของอำเภอแม่จริม ปี พ.ศ. 1714 ได้ดำเนินการสร้างวัดพระธาตุยอยหงส์ขึ้น และ พ.ศ. 2405 มีการซ่อมแซม โดยพญาอินต๊ะ บุญเรือง ร่วมกับครูบาหลวงจากนครเวียงอินทร์ ปี พ.ศ. 2435 ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนบ้านพรหม โดยพญาอินต๊ะ บุญเรืองและพญาใจ วงศ์สา พ่อเมืองร้าน พ่อเมืองแสนปง พ่อเมืองเบี้ยว นอกจากนั้นพญาอินต๊ะ บุญเรือง ยังได้ร่วมกับประชาชนสร้าง วัดหนองแดงขึ้นที่บ้านหนองแดง มีการแต่งตั้ง แสน (กำนัน ) และต้าว ( ท้าวหรือผู้ใหญ่บ้าน ) ไปปกครองเมือง แทน เริ่มตั้งแต่ แสนหลง แสนโม่ง แสนรินทร์ แสนเขียว แสนหลวงใจ๋ แสนขันทะ แสนขุนสีพรม แสนจุง ทะนะและแสนอักขระ ปีพ.ศ.2475 จัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรม ขึ้นที่วัดพรหม และในปีเดียวกันคำว่า “แสน” ก็เปลี่ยนเป็น “กำนัน” ซึ่งมีกำนันรสสุทโธ เป็นกำนันคนแรกของตำบลหนองแดง สำหรับประชาชนที่มาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ จากการสอบถามผู้สูงอายุอีกหลายท่าน สันนิษฐานว่า พื้นที่บริเวณบ่อว้านี้เป็นชนเผ่าเงี้ยวหรือม่าน มาอาศัยอยู่ ก่อนแล้วจึงมีเจ้าเมืองเกิดขึ้นปกครอง ต่อมามีการอพยพจากกลุ่มคนจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อมาอาศัยที่ดินที่ทำมา หากินตามลำน้ำ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และมีบ่อเกลือสินเธาว์ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสมัยนั้นด้วย การอพยพของกลุ่มคนหลายกลุ่มมาร่วมกันอยู่ในอำเภอแม่จริม จำแนกได้ คือ 1) ตำบลหนองแดง มาจาก อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา 2) ตำบลหมอเมือง มาจากบ้านขึ่ง บ้านน้ำมวบ อำเภอเวียงสา และสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวแขวงไชยะบุรี ปัจจุบันอยู่หมู่บ้านห้วยบง บวกแรด 3) ตำบลน้ำปาย มาจาก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านตาลชุม อำเภอเวียงสา สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว 4) ตำบลน้ำพาง มาจากคนพื้นเมืองเดิม และชาวเขาเผ่าม้ง และลั๊วะ 5) ตำบลแม่จริม มาจาก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น อำเภอแม่จริม เดิมมีชื่อว่า “บ่อว้า” ( ขึ้นอยู่กับแขวงนครน่าน ) ประกอบด้วยตำบลหมอเมือง ตำบล หนองแดง ตำบลพงษ์ ที่ได้ชื่อว่า “บ่อว้า” เพราะในท้องที่ดังกล่าวมีลำห้วยน้ำว้าไหลผ่านโดยตลอดพื้นที่ และ มีบ่อเกลือสินเธาว์อยู่ใกล้ ๆ ลำห้วยน้ำว้า ประชาชนมักจะเอาน้ำในบ่อมาต้มจนตกตะกอนเป็นเกลือสินเธาว์ ( เกลือทราย ) แล้วนำมาประกอบอาหารและใช้แลกเปลี่ยนสินค้าที่ต้องการ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 7 อำเภอแม่จริมเป็นอำเภอชายแดน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ลาวและในปี 2514 พบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) เริ่มดำเนินการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลไทย และต่างชาติ ทำให้อำเภอแม่จริมต้องประสบภัยจากลัทธิการก่อการร้าย อำเภอแม่จริมกลายเป็นดินแดนสี ชมพูและได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้ พ.ศ. 2518 หัวหน้าหน่วยคอมมิวนิสต์ ชื่อ นายปะริมัว และนายคำมีวัง พาสมัครพรรคพวกนำอาวุธ เข้ามามอบตัวมอบอาวุธให้แก่ทางราชการ ขณะเดียวกันชาวเขาเผ่าม้งก็ได้อพยพมาจากชายแดนสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว แขวงเมืองไชยบุรี เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณบ้านน้ำปูน น้ำลาน น้ำแนะ มาปักหลัก อาศัยอยู่ข้างถนนประมาณ 70,000 – 80,000 คน องค์การสหประชาชาติจึงได้จัดตั้งศูนย์อพยพขึ้นที่ศูนย์ สบตวง อยู่ในพื้นที่ตำบลหนองแดง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 4กิโลเมตร อยู่บนดอยสบตวง ใน พ.ศ. 2520 คอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่งได้เข้าโจมตีฐาน ตชด. บ้านน้ำปูน น้ำพาง มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด มีการบาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายคน ประชาชนที่ช่วยสู้รบและเสียชีวิต ระหว่างการต่อสู้ 2 คน ได้แก่ นายสนิท นันใจ และนายวิเชียร เขื่อนจักร นอกจากนั้นได้พาประชาชนและจับอาสาสมัครรักษาดินแดนจากฐานน้ำพาง ส่วนหนึ่งไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในป่า ยุยงให้ร้ายการปฏิบัติงานของรัฐบาลและข้าราชการเป็นเวลาครึ่งวันแล้ว จึงปล่อยกลับมา หลังจากนั้นฝ่ายรัฐบาลจึงได้ต่อสู้ยึดพื้นที่คืนในสมัยนายภักดี ชมภูมิ่งเป็นนายอำเภอ คอมมิวนิสต์ อีกกลุ่มหนึ่งได้โจมตีฐานอาสาสมัครรักษาดินแดนที่ประจำอยู่บ้านตอง ทหารไทยจาก ฐานบ้านแคว้ง พร้อมด้วยกำลังจากอำเภอแม่จริมโดยการนำของนายอำเภอ ภักดี ชมภูมิ่ง จะเข้าไปช่วยเหลือ ระหว่างการเดินทางถูกคอมมิวนิสต์ซุ่มโจมตีทหารที่ห้วยน้ำรินเสียชีวิต จำนวน 21 คน ปัจจุบันได้มีการสร้าง ศาลผี (ศาลา) ไว้เป็นอนุสรณ์ ตั้งอยู่ข้างถนน หมู่บ้านฝาย ตำบลแม่จริม กิ่งอำเภอแม่จริม จัดตั้งขึ้นตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2512 มีอาณาเขต ปกครอง 3 ตำบล คือ หนองแดง หมอเมือง และพงษ์ และเปลี่ยนชื่อจาก “บ่อว้า” เป็น “แม่จริม” เนื่องจาก กิ่งอำเภอแม่จริม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่จริม แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ราษฎรใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก และอุปโภค จึงเสมือนสายเลือดของกิ่งอำเภอแห่งนี้และแม่น้ำสายนี้ไหลลงสู่น้ำว้า และแม่น้ำน่าน ซึ่งชาวบ้าน ถือว่าชื่อ “แม่จริม” นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความเจริญสืบไป ยกฐานะเป็น “อำเภอแม่จริม” เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2520 และแบ่งเขตการปกครองใหม่ ประกอบด้วย 5 ตำบล คือ แม่จริม หนองแดง หมอเมือง น้ำปาย และน้ำพาง โดยมีนายภักดี ชมภูมิ่ง ปลัดอำเภอ ผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “รักษาการในตำแหน่งนายอำเภอแม่จริม” และจัดงานเปิดป้ายอำเภอแม่จริมเมื่อวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2521 โดยป้ายนั้นสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีศรีสังวาลย์ทรงเจิมไว้เป็นที่ระลึก ในคราวที่พระองค์เสด็จเปิดป้ายโรงเรียนที่พระราชทาน ชื่อว่า โรงเรียนมิตรมวลชน 3 ตำบลหมอเมือง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2521
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 8 เรื่องที่ 2 แม่จริมในปัจจุบัน 2.1 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอแม่จริม 1) ม้ง ประวัติความเป็นมา ม้ง ในอำเภอแม่จริม อาศัยอยู่บ้านร่มเกล้า บ้านน้ำตวงและ บ้านกิ่วน้ำ ซึ่งมีเส้นทางการอพยพมาจากเส้นทางด้านทิศตะวันออกและเส้นทางทิศตะวันตกของจังหวัดน่าน ในอดีตส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานเป็นแบบหมู่บ้านขนาด 20-30 หลังคาเรือน การขยายหมู่บ้านมักขึ้นกับความ สมบูรณ์ของดินและความกว้างของพื้นที่ เมื่อมีการตั้งหมู่บ้านขึ้นในระยะแรก พื้นที่ที่ใช้ประกอบการเกษตร จึงมักอยู่รอบ ๆ หมู่บ้านและไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก แต่เมื่อมีประชากรเข้ามาในหมู่บ้านมากขึ้น ทำให้ต้อง ขยายพื้นที่ทำการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นระยะทางจากไร่ถึงหมู่บ้านจึงห่างไกลกันมากขึ้น ใช้เวลาเดินทางมาก ขึ้นจึงสร้างกระท่อม หรือบ้านแบบลำลองเพื่อยู่อาศัย ในไร่เป็นเวลานาน หรือถาวร ปล่อยให้เด็กและผู้สูงอายุ ดูแลสัตว์เลี้ยงอยู่ในหมู่บ้าน ในระยะต่อมาที่อยู่อาศัยชั่วคราวในไร่จึงก่อตัวเป็นหมู่บ้านใหม่เกิดขึ้น ลักษณะบ้านเรือน ม้งจะมีการตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่มีภูเขาล้อมโดยรอบสลับกันไป ไม่มี เขาสองลูกมาเจอกัน และมีลำน้ำอยู่ใกล้หรือต่ำกว่างขุนน้ำ มีน้ำไหลผ่านตลอดปี ลักษณะบ้านจะปลูกบ้าน ชั้นเดียว คร่อมติดพื้นดิน หลังคามุงด้วยใบก้อ หรือมุงด้วยหญ้าคา สำหรับผู้ที่มีฐานะจะมุงด้วยแป้นเกล็ด ใช้ไม้ไผ่สับฟาก หรือไม้แผ่นที่ใช้ขวานถากใช้ทำบ้าน มีเตาไฟใหญ่ก่อด้วยดิน สำหรับวางกระทะใบบัว เพื่อทำอาหาร ต้มอาหารสัตว์ เหนือเตาไฟมักทำหิ้งแขวนจากเพดานลงมา ใช้สำหรับเก็บสิ่งของต่าง ๆ เช่น เมล็ดพันธุ์พืช ยาสมุนไพร และเครื่องจักสาน เป็นต้น (1) ระบบครอบครัวและเครือญาติคือการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือก หรือเกี่ยวพันทางเครือญาติกัน แม้ว่าจะมิได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดหรือ การแต่งงาน ความสัมพันธ์เหล่านี้ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ กัน ดังนี้ (1.1) ความสัมพันธ์แบบครอบครัว เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครัวเรือน เริ่มจากพ่อ แม่และลูก บางครอบครัวมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย ความสัมพันธ์ทางเครือญาติจึงขยาย ขอบเขตออกไปเป็นความสัมพันธ์แบบปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลาน พี่เขย พี่สะใภ้ เป็นต้น ครอบครัวของชาวม้งเป็น ครอบครัวขยาย เพศชายเป็นใหญ่กว่าหญิง และสืบสกุลทางฝ่ายชาย ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน แต่ห้าม แต่งานภายในแซ่สกุลเดียวกัน ชายมีอาวุโสสูงสุด คือ มีอำนาจเต็มภายในครอบครัว ความผูกพันระหว่างพ่อกับ ลูกชายถือเป็นเรื่องที่สำคัญต้องอยู่ร่วมบ้านกันจนกระทั่งพ่อตาย จึงสามารถแยกครอบครัวออกไปได้ นอกจาก ครอบครัวจะเป็นหน่วยผลิตที่สำคัญ แล้วยังเป็นแหล่งที่มาของกิจกรรมอื่น ๆ ที่สำคัญอีกด้วย เช่น การอบรม เลี้ยงดูสมาชิก การถ่ายทอดค่านิยม ความเชื่อตามวัฒนธรรมประเพณี การประกอบพิธีกรรม ทางความเชื่อ เป็นต้น (1.2) ความสัมพันธ์แบบสายตระกูล เป็นความสัมพันธ์ตามการนับถือเครือญาติ ม้งมีการสืบเชื้อสายทางฝ่ายชาย การสืบเชื้อสายที่แสดงความเป็นเครือญาติในสายตระกูลเดียวกัน มีขอบเขตไป ถึงห้าชั่วรุ่นอายุคนคือ นับตั้งแต่รุ่นลูก รุ่นพ่อ-แม่ รุ่นปู่-ย่า รุ่นทวด และรุ่นพ่อแม่ของทวด ความผูกพันทาง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 9 สังคมของสมาชิกที่อยู่ในตระกูลเดียวกันนี้ แสดงออกโดยการเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น พิธีแต่งงาน และพิธีศพ เป็นต้น (1.3) ความสัมพันธ์แบบตระกูล เป็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่กว้างขวางกว่า ความสัมพันธ์แบบครอบครัวและแบบสายตระกูล ความสัมพันธ์แบบนี้มีแซ่ตระกูลหรือที่เรียกว่า “เส่ง” เป็นตัวกำหนดความเป็นเครือญาติในระดับนี้ แม้ว่าสมาชิกบางคนหรือหลายคน ๆ คนจะไม่มีความสัมพันธ์กัน ทางสายเลือดเลย แต่วัฒนธรรมของม้งก็ได้กำหนดให้แซ่เดียวกัน มีความเป็นพี่น้องหรือเป็นญาติกัน ดังนั้น ชายหญิงที่มีแซ่เดียวกัน จึงไม่สามารถจะแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกันได้ข้อห้ามดังกล่าวยังได้ ครอบคลุมไปถึงม้งทั้งสองกลุ่ม คือทั้งม้งขาว และม้งจั๊วที่ใช้แซ่เดียวกัน (1.4) ความสัมพันธ์แบบต่างแซ่ตระกูล เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการแต่งงาน ระหว่างชายและหญิง สามารถจัดว่าเป็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติในอีกรูปแบบหนึ่งระหว่างบุคลต่างแซ่ ตระกูล แต่เป็นการถือเครือญาติที่ไม่กว้างขวางนัก โดยปกติมักจะแป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองครัวเรือนที่ชาย และหญิงแต่งงานกัน กล่าวโดยสรุป การจัดระเบียบทางสังคมของม้ง เป็นการจัดระเบียบที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ของความเป็นเครือญาติ ทั้งนี้เริ่มตั้งแต่ครอบครัว สายตระกูลและแซ่ตระกูล โดยมีความสัมพันธ์ ทางการแต่งงานเป็นเครื่องเชื่อมโยงแซ่ตระกูลต่าง ๆ จึงทำห้ติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด (2) ภาษาพูด ม้งอยู่ในตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน กลุ่มภาษาจีน-ทิเบต ภาษาเขียนของม้ง เป็นภาษาที่เกิดจาการดัดแปลงอักษรโรมันมาใช้เป็นตัวสัญลักษณ์แทนเสียงในภาษาพูด มีภาษาพูดที่คล้ายคลึง กับภาษาที่ใช้อยู่ทางตอนใต้ของจีน ภาษาพูดสามารถใช้ติดต่อกันได้แม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง (3) การแต่งกาย (3.1) การแต่งกายของผู้หญิง ม้งขาวใส่เสื้อ สีดำ แขนยาว มีลวดลายที่ปลายแขน สาบเสื้อและปกเสื้อ จะนุ่ง กางเกงสะดอของคนเหนือ หรือกางเกงแบบคนจีนแต่ในช่วงเทศกาล ปีใหม่ หรือพิธีแต่งงานจะนุ่งกระโปรง (3.2) การแต่งกายของผู้ชาย ม้งขาวสวม เสื้อสีดำ/น้ำเงินแขนยาวปลายแขนและสาบเสื้อปักด้วยลวดลาย สวยงาม กางเกงสะดอสีดำหรือน้ำเงิน ผ้ามัดเอวสีแดงหรือสีส้ม ปักลวดลายที่ปลายทั้งสองข้าง (4) วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม (4.1) ความเชื่อ ชาวเขาเผ่าม้งมีความยึดมั่นในข้อปฏิบัติเฉพาะประจำกลุ่ม ประจำแซ่สกุลของ ตนเอง ม้งแต่ละสกุลหรือแต่ละแซ่มาอยู่ร่วมกัน เป็นชุมชนหมู่บ้านม้ง ทุกคนต่างก็จะตระหนักถึงข้อปฏิบัติให้อยู่ ในกรอบ ซึ่งข้อกำหนดหรือข้อปฏิบัติมีดังนี้ ภาพแสดงการแต่งกายของชาวม้ง ที่มา : https://dd15110.wordpress.com/ สภาพทางสังคม/335-2/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 10 - สมาชิกม้งที่มีนามสกุลเดียวกัน จะแต่งงานด้วยกันไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้อง แต่งงงานกันจริงๆจะต้องให้หญิงและชายคู่กรณี ทำพิธีตัดญาติก่อน แล้วจึงจะแต่งงานกันได้ - พฤติกรรมคบชู้สู่ชาย เป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัด ถ้าสาวม้งที่ยังไม่แต่งงงาน นั้น มีสิทธิ์ที่จะเลือกคบชายใดก็ได้ สิทธิ์คบชายนั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายสาวม้ง แต่ถ้าสาวม้งแต่งงานกับชายม้งเมื่อไหร่ แล้ว สาวม้งไม่มีสิทธิ์ในการพูดคุยหรือไปไหนมาไหนกับชายใด ถือว่าเป็นการทำผิดวัฒนธรรมของม้ง ฉะนั้น สาวม้งที่แต่งงาน จะต้องปฏิบัติหน้าที่่แทนแม่สามีทันที และจะต้องตื่นก่อนทุกคนในครอบครัวเตรียมหาอาหาร ให้กับทุกคนในครอบครัว และสัตว์เลี้ยงด้วย จะเห็นว่าสาวม้งจะทำงานหนักมาก ฉะนั้นชายม้งสามารถที่จะหา ภรรยาเพิ่มได้ ขึ้นอยู่กับความยินยอมของฝ่ายภรรยา และชายม้งจะแอบมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่แต่งงานแล้ว เช่นหญิงที่เป็นหม้ายที่มีความยินยอมเท่านั้น - ชายหญิงม้งจะต้องไม่แสดงพฤติกรรมที่แสดงถึงความรู้สึกชอบพอกันต่อ หน้าพ่อ-แม่ ของฝ่ายหญิงเด็ดขาดหรือในที่สาธารณะ - ห้ามไม่ให้ชายอื่นที่ไม่ใช่ม้งอยู่กับสาวม้งตามลำพังสองต่อสองในที่ลับตา - ห้ามให้พี่ชายม้งแต่งงานกับน้องสะใภ้ - ห้ามแขกมีเพศสัมพันธ์ในบ้านม้งที่เข้าไปอาศัยอยู่ - ห้ามตีกลองโดยพลกาลเด็ดขาด เพราะการตีกลองนั้นถือว่าเป็นเสียง สัญญาณของงานศพที่มีคนตายในหมู่บ้าน ซึ่งกลองเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ใช้ในงานศพของม้ง และจะใช้ ประกอบกับแคน - ห้ามยิงปืนโดยเด็ดขาด เพราะการยิงปืนนั้นม้งถือเป็นสัญลักษณ์ การยิงปืน เพื่อให้คนรอบข้างทราบว่า บ้านหลังนั้นมีการตายเกิดขึ้น ดังนั้น ม้งจึงห้ามไม่ให้มีการยิงปืนในหมู่บ้านเด็ดขาด - ห้ามใช้เงินในวันขึ้นปีใหม่ 1 วัน ซึ่งมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในวันนี้จึงไม่ให้ใช้เงินเพราะม้ง มีความเชื่อว่าจะทำให้การทำมาหากินในปีถัดไป ไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรืออาจจะ จนได้ - ห้ามบริโภคอาหารที่เป็นข้อห้าม เช่น - ม้งลี จะไม่รับประทานม้ามของสัตว์ ทุกชนิด - ม้งย่าง จะไม่รับประทานหัวใจของสัตว์ทุกชนิด - ม้งแซ่ว่าง จะต้องไม่นำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจากป่า หรือธรรมชาติมาบริโภคในบ้านเด็ดขาด - ห้ามไม่ให้เด็กชาย-เด็กหญิงม้งบริโภค ตีนไก่ กระเพาะไก่ ไส้ไก่ เด็ดขาด เพราะม้งมีความเชื่อว่า เมื่อบริโภคตีนไก่แล้วจะทำให้เด็กหญิง-ชาย ชอบก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นและ จะทำให้ทำเรื่องอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ กระเพาะไก่ ไส้ไก่ เมื่อบริโภคแล้วจะทำให้เด็กไม่ฉลาด เพราะ กระเพาะไก่ กับ ไส้ไก่จะไปห่อสมอง จนคิดไม่ได้ (4.2) พิธีกรรม พิธีกรรมทั่วไปของม้งสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ พิธีกรรมที่มีหมอผีเป็น ผู้ประกอบพิธี เช่น การเรียกขวัญตอนเจ็บป่วย พิธีสะเดาะเคราะห์และพิธีกรรมที่ไม่ใช่หมอผีเป็นผู้ประกอบพิธี ได้แก่ พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด งานแต่งงาน งานศพ การไหว้ผีในช่วงขึ้นปีใหม่
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 11 ในแต่ละหมู่บ้านจะมีผู้รู้เกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ แยกกันไปในแต่ละพิธี เมื่อ มีการจัดงาน เช่น งานแต่งงานหรืองานศพ จะมีผู้รู้เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของงาน ขั้นตอนต่าง ๆ มีผู้รับผิดชอบส่วนต่าง ๆ ของงาน (4.3) ประเพณีแต่งงาน เมื่อฝ่ายชายและฝ่าย หญิงรู้จักกันและเกิดรักกัน ทั้ง 2 คนอยากใช้ชีวิตร่วมกัน ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะกลับมาบ้านของตนเอง และฝ่าย ชายจึงสู่ขอฝ่ายหญิงจากบ้านของฝ่ายหญิง โดยผ่าน ประตูผีบ้านของฝ่ายหญิง เพราะคนม้งถือและเป็น วัฒนธรรมของคนม้ง หลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง กลับมาถึงบ้านของฝ่ายชาย พ่อ แม่ของฝ่ายชายจะเอาแม่ ไก่มาหมุนรอบศีรษะทั้งสองคน 3 รอบเรียกว่า “หรือข๊า” เป็นการต้อนรับคนทั้งสองเข้าบ้าน ซึ่งฝ่ายชายต้องแจ้งให้ ญาติทางฝ่ายหญิงทราบภายใน 24 ชั่วโมง โดยจัดหาคน 2 คนเพื่อไปแจ้งข่าวให้พ่อแม่และญาติทางฝ่ายหญิง ทราบ ว่าตอนนี้บุตรชายของเราได้พาบุตรสาวของท่านมาเป็นลูกสะใภ้ของเราแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงบุตรสาว โดยคนที่ไปแจ้งข่าวนั้นคนม้งเรียกว่า “แม่โก๊ง”พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะแจ้งให้ทางฝ่ายชายว่าทราบว่าอีก 3 วันให้ “แม่โก๊ง” มาใหม่ นั้นหมายถึงว่าพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงต้องการจัดงานแต่งงาน สมัยก่อนคนม้งมักจะอยู่กินด้วยกัน ก่อนสองถึง 3 เดือนหรืออาจจะเป็นปีแล้วค่อยมาจัดงานแต่ง แต่ปัจจุบันนี้สังคมเปลี่ยนไปตามยุคเทคโนโลยี ทำให้การจัดงานแต่งงานของคนม้งได้กำหนดจัดงานแต่งงานภายใน 3 วันเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน ชาวม้งจะไม่ เกี้ยวพาราสี หรือแต่งงานกับคนแซ่หรือตระกูลเดียวกันเพราะถือเป็นพี่น้องกันชาวม้งนิยมแต่งงาน ในระหว่าง อายุ 15 -19 ปีเมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายหญิงจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายชาย ซึ่งนับเป็นการเพิ่มสมาชิกใน ครอบครัวชายชาวม้งอาจมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน อยู่รวมกันในบ้านของฝ่ายสาม (4.4) ประเพณีขึ้นปีใหม่หรือประเพณีฉลองปีใหม่ เป็นงานรื่นเริงของชาวม้งของ ทุกๆ ปีจะจัดขึ้นหลังจากได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบปีเรียบร้อย และเป็นการฉลองถึงความสำเร็จในการเพาะปลูกของแต่ละปี ซึ่งจะต้องทำพิธีบูชาถึงผีฟ้า - ผีป่า – ผีบ้าน ที่ให้ความคุ้มครอง และดูแลความสุขสำราญตลอดทั้งปีรวมถึงผลผลิตที่ได้ในรอบปี ด้วย ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะทำการฉลองกันอย่างพร้อมเพรียงกัน หรือตามวันและเวลาที่สะดวกของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งโดยมากจะ อยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีประเพณีฉลองปีใหม่ม้งนี้ชาวม้ง เรียกกันว่า “น่อเป๊โจ่วฮ์” แปลตรงตัวได้ว่า “กินสามสิบ” สืบเนื่อง ภาพแสดงประเพณีแต่งงาน ที่มา : https://pantip.com/topic/38862982 ภาพแสดงประเพณีขึ้นปีใหม่ ที่มา : https://www.facebook.com/CharmNanToday/photos/pcb.1197276 630308862/1197274686975723/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 12 จากชาวม้งจะนับช่วงเวลาตามจันทรคติ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง 30 ค่ำ (ซึ่งตามปฏิทินจันทรคติ จะแบ่งออกเป็นข้างขึ้น 15 ค่ำ และข้างแรม 15 ค่ำ) เมื่อครบ 30 ค่ำ จึงนับเป็น 1 เดือน ดังนั้นในวันสุดท้าย (30 ค่ำ) ของเดือนสุดท้าย(เดือนที่ 12) ของปีจึงถือได้ว่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ช่วงวันฉลองปีใหม่ส่วนใหญ่จะตก อยู่ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ในวันดังกล่าวหัวหน้าครัวเรือนของแต่ละบ้านจะประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลของครัวเรือน ถัดจากวันส่งท้ายปีเก่าไป 3 วัน คือวันขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำ และ 3 ค่ำของเดือนหนึ่ง จัดเป็นวันฉลองปีใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งทุกคนจะหยุดหน้าที่การงานทุกอย่าง ในช่วงวันดังกล่าวนี้ และจะมีการจัดการละเล่นต่างๆ ในงานขึ้นปีใหม่ เช่น การละเล่นลูกช่วง การตีลูกข่าง การ ร้องเพลงม้ง (4.5) ประเพณีกินข้าวใหม่ของม้ง เป็นประเพณีที่สืบทอด กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นทวด-รุ่นปู่ ซึ่งม้งจะมีความเชื่อว่า จะต้องเลี้ยง ผีปู่-ผีย่า เพราะช่วงเวลาในหนึ่งรอบปีหรือ ในหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นผีปู่-ผีย่า ได้ดูแลครอบครัวของ แต่ละครอบครัวเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมีการปลูกข้าวใหม่ เพื่อจะเซ่นบูชา คุณผีปู-ผีย่ากับเจ้าที่ทุกตน ซึ่งการกิน ข้าวใหม่จะทำกันในเดือน ตุลาคมของทุกปีข้าวใหม่ คือข้าวที่ปลูกขึ้นมาเพื่อที่จะเซ่นถวายให้กับผีปู่-ผีย่า แล้วสุกในระหว่างเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม แล้วจะต้องเก็บเกี่ยวโดยเคียวเกี่ยวข้าว ที่มีขนาดเล็ก เพราะเคี่ยวที่ใช้เกี่ยวนั้นสามารถที่จะเกี่ยวต้นข้าวได้เพียง 3 – 4 ต้นเท่านั้น จะเริ่มเกี่ยวได้เมื่อรวงข้าวสุกแต่ยัง ไม่เหลืองมาก ต้องเกี่ยวตอนที่รวงข้าวมีสีเขียวปนเหลือง เมื่อเกี่ยว เสร็จก็จะนำมานวดให้ข้าวเปลือกหลุดออก โดยไม่ต้องตากให้แห้ง นำข้าวเปลือกที่นวดเรียบร้อยแล้ว มาคั่วให้เม็ดข้าวแข็งและเปลือกข้าวแห้ง เพื่อให้ สะดวกในการตำข้าว ในอดีตนั้นนิยมการตำข้าวด้วยโค้กกระเดื่อง เมื่อตำเสร็จเรียบร้อยนำข้าวมาหุงเพื่อเซ่น ไหว้ผีปู่-ผีย่า ซึ่งในการทำพิธีเซ่นผีนั้นสามารถทำโดยการนำไก่ตัวผู้ที่ต้มทั้งตัวมาเซ่นไหว้ตรงผีประตูก่อน ซึ่งตำแหน่งที่จะต้องเซ่นไหว้มี 5 แห่งได้แก่ สื่อก๋าง ดั้งขอจุ๊บ ดั้งขอจุด ดั้งขอจ่อง ดั้งจี้ดั้ง ขณะทำพิธีต้องสวด บทสวดเพื่อที่บอกให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือได้รับรู้และ เข้ามาทานก่อน เมื่อทำพิธีเสร็จคนในบ้านถึงจะสามารถ ทานต่อได้ ซึ่งพิธีกินข้าวใหม่นั้นได้สืบทอด มานานหลายชั่วอายุคน (4.6) วัฒนธรรมการปักผ้า (ศิลปะลวดลายบนผืนผ้า) ผ้าปักม้ง เป็นงานหัตกรรมสะท้อนถึงวิถีชีวิตและเรื่องราวทางวัฒนธรรมของ หญิงชาวม้งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นนับหลายร้อยปีการปักผ้าม้ง เพื่อใช้ติดประดับบริเวณต่างๆ ของเสื้อผ้า เป็นสิ่งที่ผู้หญิงเผ่าม้งจะต้องทําเป็นทุกคน และต้องทําใส่เอง และสําหรับสามีลูกชายด้วย เพราะ ผู้ชายม้งจะไม่ปักผ้า หญิงชาวม้งทุกคนจึงต้องร่ําเรียนวิชาปักผ้าจากผู้เป็นมารดาของตนตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบปี ภาพแสดงประเพณีกินข้าวใหม่ของม้ง ที่มา : http://www.northpublicnews.com/ประเพณีกินข้าวใหม่
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 13 แต่ชาวม้งจะไม่นิยมใช้สีแดงประดับบนเสื้อผ้า เพราะมีความเชื่อว่า สีแดงเป็นสีรุนแรง เป็นสีที่เกี่ยวข้องกับ อุบัติเหตุไม่เป็นมงคลจะใช้เฉพาะในงานศพเท่านั้น ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าชนเผ่าม้ง มีทั้งการปัก การเย็บ และการเขียนเทียน (การเขียนลายเทียนเฉพาะในกลุ่มม้งลาย ส่วนกลุ่มม้งดํา และม้งขาวจะไม่เขียนเทียน) ผ้าปักม้งส่วนใหญ่เป็นผ้า ฝ้ายทอมือ และผ้าใยกัญชง เทคนิคที่ใช้ในการปักผ้าม้งโดยหลักจะมี 2 แบบคือ แบบปักเป็นกากบาทคล้ายลาย ปักครอสติชและอีกแบบหนึ่งคือ การปักแบบเย็บปะติด เอกลักษณ์ลวดลายที่ปรากฎบนผืนผ้าของชาวเผ่าม้งก็มี หลากหลายลักษณะ ทั้งลวดลายดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ลวดลายที่ ถูกสร้างสรรค์จากจินตนาการเลียนแบบมาจากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบตัว วิถีชีวิต ลวดลายที่ได้รับอิทธิพลมา จากความเชื่อ ตํานาน หรือเรื่องเล่า และลวดลายที่มีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยตามความต้องการของ กระแสความนิยมของผู้บริโภค ก. ผ้าเขียนเทียน การเขียนเทียน เป็นศิลปะการ สร้างลวดลายบนผืนผ้าเป็นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่งของชาวม้งที่มี การทํากันในกลุ่มมงลายเท่านั้น เป็นภูมิปัญญาและศิลปะโบราณ ดั้งเดิมที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ ผ้าเขียนเทียนเป็นผ้า ที่ชนเผ่าม้งผูกพันธ์คู่มากับความเป็นชนเผ่า ผู้หญิงชาวม้งทุกคน มีความสามารถในการวาดลวดลาย เขียนเทียนลงบนผืนผ้าที่ ตระเตรียมไว้ได้อย่างละเอียดซับซ้อน ผ่านกระบวนการจนเสร็จ สิ้นเป็นผืนผ้าสําเร็จที่สวยงามผ้าม้งเขียนเทียนจึงเป็นที่รู้จักและ นิยมกันอย่างแพร่หลาย สวนใหญ่นิยมนามาใช้ตัดเย็บ เป็นกระโปรงผู้หญิง ในอดีตนั้น หญิงชาวม้งจะบรรจงวาดลวดลาย เขียนเทียน แล้วนําไปย้อมสีและอัดกลีบแล้วจึงนําไปตัดเย็บ กว่าจะผ่านกระบวนการจนแล้วเสร็จเป็น กระโปรง 1 ตัว อาจต้องใช้เวลาในการทํายาวนานถึงเกือบ 1 ปีเพื่อให้ได้กระโปรงที่หญิงสาวชาวม้งจะใช้สวม ใส่ที่สวยงามที่สุด เทคนิคการเขียนเทียน มีลักษณะคล้ายการทำผ้าบาติกที่รู้จักกันแพร่หลาย ในปัจจุบัน โดยใช้อุปกรณ์แท่งเล็กๆ ทําจากไม้กับทองแดงที่เรียกว่า หลาจัง จุ่มลงบนเทียนหรือขี้ผึ้งร้อนๆ แล้ว นำมาวาดลวดลายบนผ้าใยกัญชง หรือผ้าฝ้ายที่เตรียมไว้เมื่อเสร็จแล้วก็จะนําผ้าไปย้อมเย็นด้วยสีน้ำเงิน ธรรมชาติจากต้นกั้ง (หรือต้นห้อมที่ให้สีน้ำเงิน) เมื่อผ้าทั้งผืนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มตามต้องการแล้ว จึงนําผ้าไป ต้มด้วยความร้อนให้เทียนละลาย ก็จะได้ผ้าสีน้ำเงินมีลวดลายเขียนเทียนเป็นสีขาวกระจายสวยงามอยู่ทั่วทั้งผืน แล้วนําไปพับอัดกลีบเป็นกระโปรง หรืออาจนําไปปักลวดลายต่างๆ ด้วยด้ายหลากหลายสีสัน แล้วจึงนํามา สวมใส่เป็นชุดประจําชนเผ่าที่งดงาม ลวดลายบนผืนผ้าแต่ละผืนจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ความชํานาญ ของผู้วาด ลวดลายมีทั้งลายดั้งเดิมที่สืบทอดต่อๆ กันมา และลวดลายที่เกิดจากจิตนาการ การสร้างสรรค์ใหม่ๆ ภาพแสดงการเขียนเทียน ที่มา : ผ้าปักม้ง เอกลักษณ์ชนเผ่าที่สืบทอดจาก บรรพบุรุษ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 14 แต่กระนั้นก็ยังมีลักษณะลวดลายที่สะทอนความเป็นชนเผ่าม้งให้ปรากฎอยู่บนผืนผ้าแต่ละผืน เช่น ลายกากบาท ลายก้นหอย ข. ลวดลายปักวิถีชีวิต ศิลปะงานปักบนผืนผ้า บอกเล่าถึงความ เป็นไปในวิถีชีวิตความเป็นอยู่การประกอบอาชีพ ลวดลายที่แสดงถึง การเล่าเรื่องราววิถีชีวิตเหล่านี้ใช้เทคนิคการปักลวดลายแบบทึบ หรือที่เรียกว่า เชี้ย ตามภาษาชนเผ่าม้ง บนผืนผ้า 1 ชิ้นนั้น อาจมี การปักผ้าเรื่องราวที่บอกเล่าเป็นลําดับเรื่องต่อเนื่องกันหลายเรื่อง เช่น ภาพปักวิถีชีวิตชาวม้งชายหญิงที่ดําเนินเรื่องตั้งแต่ออกจาก บ้านไปไร่ไปนา ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์หรือภาพปักแสดง วิถีการเพาะปลูก ตั้งแต่การเริ่มต้นปลูกต้นกล้า รดน้ำไปจนถึงการ เก็บเกี่ยวพืชผล เช่นนี้เป็นต้น ศิลปะและเทคนิคการปักลวดลาย ลักษณะเช่นนี้เป็นอีกเอกลักษณ์นึ่งของชาวม้งที่มีการทํากันใน กลุ่มหญิงชาวม้ง ลายเป็นภูมิปัญญาและศิลปะดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันการปักต้องอาศัย ทั้งจินตนาการ ความอดทน และฝีมีือในการปักค่อนข้างสูง ปัจจุบันจึงมีชาวม้งที่ปักผ้าในลักษณะนี้ได้เหลืออยู่ ค่อนข้างน้อยมาก และอาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาในที่สุด ค. ลายก้นหอย หญิงชาวเผ่าม้ง ต่างมีทักษะความ เชี่ยวชาญในด้านการปักผ้า ไม่แพ้หญิงชนเผ่าอื่นๆ ศิลปะการปักผ้า ของหญิงสาวชาวเผ่าม้งแบบหนึ่งที่แสดงถึงทักษะฝีมือของผู้ปักคือ การปักแบบเย็บปะ หรือที่ชาวม้งเรียกเทคนิคการปักแบบนี้ว่า เจี๋ย ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างยากกว่าเทคนิคอื่นๆ ของชาวม้ง เจี๋ย หมายถึง เทคนิคการตัดผ้าเป็นลวดลายที่กําหนด แล้วนํามาเย็บติด ซ้อนกับผ้าพื้นอีกชั้นหนึ่ง ความยากของเทคนิคนี้อยู่ที่ความละเอียด ลวดลลายที่แสดงเอกลักษณ์ของเทคนิค เจี๋ย ที่นิยมของชาวม้ง คือ การปักลายก๊ากื้อ หรือลายก้นหอย ผู้ปักต้องใช้ทั้งฝีมือ ต้องมีทักษะ ความเชี่ยวชาญ ใช้ความละเอียดและความอดทนมากเป็นพิเศษ จึงจะปักลวดลายนี้ได้สําเร็จ ประณีตและออกมาสวยงาม ลายก๊ากื้อ เป็นภาษาชนเผ่าม้ง ความหมายใน ภาษาไทย หมายถึง ก้นหอย เป็นลายหลักที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความชัดเจนที่สุดของชาวม้งในแทบ ทุกกลุ่ม เป็นลายโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของม้งหลายชั่วอายุคน ลายก๊ากื้อหรือลายก้นหอย พบได้ทั้งในงานปักแบบเจี๋ยหรือเย็บปะ งานปักแบบคลอสติซ และงานเขียนเทียนของชาวม้งลาย ลายก๊ากื้ อหรือลายก้นหอยนั้น อาจมีตามคติความเชื่อของชาวม้งแฝงอยู่ซึ่งเชื่อว่ามีที่มาจากหอยสังข์ซึ่งมักถูกนํามาใช้ใน การประกอบพิธีกรรมสําคัญๆ ทางศาสนาลักษณะการวนของก้นหอยเปรียบเสมือนการโคจรของพระอาทิตย์ ภาพแสดงลวดลายปักวิถีชีวิต ที่มา : ผ้าปักม้ง เอกลักษณ์ชนเผ่าที่สืบทอด จากบรรพบุรุษ ภาพแสดงลายก้นหอย ที่มา : ผ้าปักม้ง เอกลักษณ์ชนเผ่าที่สืบทอด จากบรรพบุรุษ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 15 พระจันทร์และดวงดาว เอกลักษณ์ลายก้นหอยนี้จึงเสมือนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบนผืนผ้าปักที่สะท้อนชนเผ่าม้ง และยังคงมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันสามารถพบลายก๊ากื้อหรือลายก้นหอยนี้บนผืนผ้าของชาวม้งโดยทั่วไป ภาพแสดง การปักผ้าของชาวม้ง ที่มา : https://pocketsights.com/tours/tour/-Romklao-Ecotourism-2249 (5) อาหาร ชาวม้งมักจะรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อและมักจะไม่นิยมรับประทานอาหารว่าง ระหว่างมื้ออาหาร แต่ละมื้อประกอบด้วยข้าวและผัก และเนื้อสัตว์จำนวนน้อย เนื้อสัตว์และผักมักจะผัด นึ่งหรือต้ม พริก (ภาษาม้ง:kua txob) นิยมใช้ปรุงรสอาหารทุกมื้อ ชนิดของอาหารที่เตรียมไว้สำหรับแต่ละมื้อ ไม่แตกต่างกัน นิยมนั่งล้อมวงกินเป็นสำรับ อาหารหลักของม้งคือข้าว กินกับผัก พริก และเนื้อสัตว์ต้มหรือทอด ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรหลายชนิดรวมทั้งพริกไทย ตะไคร้ ผักชี กระเทียมหัวหอม สะระแหน่และขิง มีการใช้ น้ำปลา น้ำมันหอย ซีอิ้ว และซอสต่างๆอย่างแพร่หลายน้ำพริกผักชี ฝีมือพี่น้อง ชาวม้ง ทำง่ายๆ มีเพียง ผักชี เกลือ และ พริกขี้หนู โขลกรวมกัน ทุกอย่างสดไม่มีการย่างเหมือนกับพี่น้องชาวไทยลื้อ แกล้มกับผักปลูกเอง อย่าง บร็อคโคลี่ เห็ดนางฟ้า ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี แครอท ผักกาด ถั่วฝักยาว ชาวม้งมีน้ำพริกหลายแบบเช่น น้ำพริกข่า น้ำพริกผักชี ที่มีทั้งแบบใส่มะเขือเทศและไม่ใส่มะเขือเทศข้าวใหม่ม้ง ซึ่งเป็นข้าวน้ำนม ที่ชาวม้งไป เก็บเกี่ยวตอนที่ข้าวออกรวงสุกเพียง 70 เปอร์เซ็นต์แล้วเลือกเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ไปคั่วในกระทะเหล็กแล้ว นำไปสีจะได้ข้าวสารเม็ดสีทองพร้อมจมูกข้าวสมบูรณ์ นำไปหุงแบบเช็ดน้ำ ก็จะได้น้ำข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามิน มาเป็นน้ำซุป รสชาติหวานมันหอมอร่อย
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 16 2) ถิ่น หรือลัวะ ชาวลัวะ หรือ ชาวพ่าย หรือ ชาวถิ่น ในจังหวัดน่าน ชื่อ “ถิ่น” เป็นชื่อทางราชการตั้งให้บางครั้ง เรียกว่า “ข่าถิ่น” แต่จะเรียกตนเองว่า “ลัวะ” (Lua) หรือ “พ่าย” (Phay) เป็นกลุ่มชนเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุด ของจังหวัดน่าน แบ่งออกตามความแตกต่างของภาษาพูดได้ 2 กลุ่มใหญ่คือ “ปรัย” หรือ “ลัวะปรัย” และ “มัล” หรือ “ลัวะมัล” จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลย่อยมอญ – เขมร ของกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติค ในส่วนของอำเภอแม่จริมนั้น เรียว่า “ชาวลัวะ” ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านสว่าง หมู่ 10 ตำบล หนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เป็นกลุ่มที่อพยพจากแนวชายแดนของไทยเข้ามาอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพ สบตวง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โดยลักษณะบ้านเรือน ภาษา การแต่งกาย โครงสร้างทางเศรษฐกิจและ สังคม วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ (1) ลักษณะบ้านเรือน ชาวถิ่นมักตั้งถิ่นบ้านเรือนอยู่ตามที่ราบบนภูเขา ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ แหล่งน้ำใช้อุปโภค ส่วนมากอยู่อาศัยเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก และตั้งบ้านเรือนกระจายเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในหมู่ญาติร่วมตระกูลเดียวกัน ลักษณะบ้านของถิ่นจะเป็นบ้านยกพื้นสูง ครัวและยุ้งข้าวแยกจากครัวเรือนชัดเจน โดยมีชานเชื่อมต่อกัน ใต้ถุน บ้านใช้เป็นที่เก็บฝืนและสิ่งของต่าง ๆ และเป็นคอกสัตว์ ตัวบ้านมักไม่มีหน้าต่าง แต่บ้านบางหลังอาจเจาะช่อง เล็ก ๆ ขนาด 15 เซนติเมตร ซึ่งใช้เป็นช่องระบายอากาศ ภาพแสดง ลักษณะบ้านเรือนของชาวถิ่น / ลั๊วะ ที่มา : http://lawlawa030.blogspot.com/2016/08/blog-post.html (2) ภาษา ภาษาของชาวถิ่นอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก กลุ่มมอญ-เขมร (3) การแต่งกาย ชาวลัวะไม่ทอผ้าใช้เอง เสื้อผ้าและเครื่องประดับได้จาการนำสิ่งของไปแลกหรือ ซื้อจากกลุ่มคนอื่น ๆ จึงไม่มีรูปแบบการแต่งกายที่เป็นลักษณะเฉพาะ ดังจะพบว่าชาวถิ่นนิยมแต่งกายแบบ ชาวไทลื้อ อาจเนื่องมาจากเสื้อผ้าของชาวไทลื้อหาซื้อง่าย และสวยงามในชีวิตประจำวันชาวถิ่นจึงนิยมแต่งกาย แบบชาวพื้นราบทั่วไป
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 17 (4) โครงสร้างทางสังคม ชาวลัวะ สืบทอดสายตระกูลและนับถือฝ่ายมารดา หลังจากผู้ชายแต่งงานแล้ว จะตัดขาดจากผีเดิมของตนมานับถือผีฝ่ายภรรยา และย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของภรรยา สังคมชาวถิ่นจึงมีทั้ง ครอบครัวขยายและครอบครัวเดี่ยวที่เกิดจาการแยกไปตั้งบ้านใหม่ของลูกสาว ซึ่งพบว่าลูกสาวคนเล็กมักจะเป็น ผู้ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของพ่อแม่ไปตลอด โดยมากการแยกออกไปตั้งบ้านใหม่มักจะอยู่ภายในกลุ่มเครือญาติ ที่นับถือผีหรือฮีตเดียวกัน ชาวลัวะจะไม่แต่งงานกับคนที่สืบสายตระกูลหรือฮีตเดียวกัน ไม่นิยมแต่งงานกับ คนนอกกลุ่ม เพราะประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน หนุ่มสาวชาวถิ่นดูเหมือนจะเลือกคู่ครองได้ อย่างอิสระ เมื่อหนุ่มสาวคู่ใดตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว จะต้องบอกให้พ่อแม่รับรู้เพื่อจัดการตาม ประเพณีต่อไป (5) วัฒนธรรม พิธีกรรม (5.1) ความเชื่อ ว ั ฒ น ธ ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี ของลัวะมีพื้นฐานจาก การนับถือผี ความเชื่อเรื่องผี แม้ส่วนใหญ่ถือพุทธขณะเดียวกันก็นับถือผีไปด้วย พิธีกรรมที่ปฏิบัติตามกลุ่มเครือญาติ“ผีตระกูล” สอน ในเรื่องความเชื่อ บางกลุ่มไม่กินเนื้อกวาง เพราะเชื่อว่า เป็นสัตว์ที่ให้ต้นตระกูลตนเองดูดนม ถ้าฝืนความเชื่อกิน เข้าไป ต้องรีบออกไปทำพิธีเซ่นไหว้ การเลี้ยงผี เป็นความ เชื่อที่สืบทอดกันมา ดังนี้ - การเลี้ยงผีหลักเมือง (โนก สไปต) เป็นการเลี้ยงผีเจ้า - การเลี้ยงผีตะตู(โนก ตะตู) ซึ่งเป็นการเลี้ยงผีของแต่ละบ้านให้คุ้มครองหมู่บ้าน - การเลี้ยงผีหัวบันใด (โนกไกญโบง) เป็นการเลี้ยงผีของแต่ละหลังคา - การเลี้ยงผีเรียกขวัญ (โนก รบุก) เป็นการเลี้ยงผีเพื่อเรียกขวัญเด็กที่ชอบป่วย - การเลี้ยงผีไร่,นา การเลี้ยงซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรมีผลดี (5.2) พิธีกรรม พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ได้แก่ พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด พิธีแต่งงาน ซึ่งฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายไปขอฝ่ายชาย การหย่าร้าง การตาย พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีสู่ขวัญ และพิธีกรรม เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร เป็นต้น ภาพแสดงพิธีการเลี้ยงผี ที่มา https://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=145
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 18 5.2.1 การแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงจะต้องมาอยู่บ้านฝ่ายชาย ยกเว้นกรณีหากบ้านนั้น เป็นหญิงล้วนผู้ที่เป็นแม่ของฝ่ายหญิงจะต้องเป็นคนที่เลือกว่าจะให้ลูกคนใดอยู่ด้วย และลัวะนั้นชายหญิง ตระกูลเดียวกันจะไม่สามารถแต่งงานกันได้ ชายหญิงจะแต่งงานกันจะต้องดูชีวิตซึ่งกันและกันอย่างน้อย 2 - 3 ปีซึ่งหลักพิจารณาจะเน้นที่ความขยันหมั่นเพียร ความเอาใจใส่ต่อบทบาทและหน้าที่ของตนเอง 5.2.2 พิธีขึ้นบ้านใหม่ จัดทำกันขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีอยู่ 2 กรณี คือหนึ่งรื้อบ้านเก่าสร้างบ้าน ใหม่ และสองบุตรชายคนที่โตหรือรองที่แต่งงานแล้วย้ายครอบครัวจากพ่อแม่ ในการสร้างชาวบ้านจะช่วยกัน ตลอดโดยที่ไม่ต้องอาศัยช่าง ส่วนมากใช้เวลาสร้างไม่เกิน 2 อาทิตย์ การขึ้นบ้านใหม่ของชนเผ่าลัวะนิยม สร้าง ในช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมีนาคม (6) อาหาร นิยมกินข้าวเหนียวนึ่งใส่ “แอบ” (กระติ๊บ) ไว้กินทั้งสามมื้อ มีเกลือและพริก เป็นเครื่องชูรส ที่ขาดไม่ได้ อาหารยอดนิยมคือน้ำปู เป็นเครื่องจิ้มสำหรับผักและข้าวเหนียว ประเภทเนื้อสัตว์จะกินในโอกาส พิเศษ หรือยามเซ่นผี 2.2 ขอบเขตที่ตั้ง สภาพภูมิศาสตร์ 1) ขอบเขตที่ตั้ง สภาพภูมิศาสตร์ของอำเภอแม่จริม (1) ขอบเขตที่ตั้ง อำเภอแม่จริมตั้งอยู่พิกัด ละติจูด 18 องศา 42 ลิปดา 12 ฟิลิปดา เหนือ ลองติจูด 101 องศา 0 ลิปดา 18 ฟิลิปดา ตะวันออก ถนนทางหลวงหมายเลข 1168 ( แม่จริม- น่าน ) บ้านนาคา หมู่ที่ 4 ตำบลหนองแดงและอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดน่าน อยู่ห่างจากจังหวัดน่านประมาณ 38 กิโลเมตร เป็นอำเภอขนาดเล็ก มีเนื้อที่ 998.152 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 623,845 ไร่ คิดเป็นร้อย ละ 8.70 ของพื้นที่จังหวัดน่าน มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีอาณาเขตติดต่อทิศต่าง ๆ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสันติสุข และอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และแขวงไชยบุรี สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 19 (2) สภาพภูมิศาสตร์ ล ั ก ษ ณ ะ ภ ู ม ิ ป ร ะ เ ท ศ อ ำ เ ภ อ แ ม ่ จ ริ ม มีสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และภูเขา สลับซับซ้อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 650 เมตร พื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขา ตามลำ ห้วยซึ่งเป็นแนวยาวจากทิศเหนือไปใต้มีภูเขายาว เป็นพืดขวางกั้นทั้งด้านทิศตะวันออกและทิศ ตะวันตก มีที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับการเพาะปลูก ร้อยละ 5 ของพื้นที่ทั้งหมด (2.1) ภูเขา มีเทือกเขาที่สำคัญคือ เทือกเขาภูคา ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของอำเภอ (2.2) ลำน้ำ อำเภอแม่จริมมีลำน้ำหลาย สายที่สำคัญคือ ลำน้ำว้าซึ่งมีต้นกำเนิดจากอำเภอบ่อ เกลือไหลผ่านพื้นที่อำเภอแม่จริม รวมความยาว 46 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ไหลผ่าน ป่าเขาและลำห้วยที่เป็นสาขาของลำน้ำนี้ไหลผ่านชุมชนและพื้นที่เกษตร เช่น ลำห้วยแม่จริม ลำห้วยน้ำปาย ลำห้วยน้ำพาง ลำห้วยน้ำแนะ ลำห้วยน้ำมวบ ลำห้วยน้ำพาง ลำห้วยน้ำแปงและห้วยเล็ก ๆ อีกประมาณ 102 ห้วย ความยาว รวม 203.9 กิโลเมตร 2.3 การปกครองของอำเภอแม่จริม 1) การปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอแม่จริม ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลหนองแดง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง องค์การบริหารส่วนตำบล หมอเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่จริม องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพาง 2) การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอแม่จริม แบ่งเขตการปกครองเป็น 5 ตำบล 38 หมู่บ้าน ได้แก่ (2.1) ตำบลหนองแดง ประกอบด้วย 10 หมู่บ้านเรียงตามลำดับ ได้แก่ บ้านพรหม บ้านแคว้ง บ้านดงไพรวัลย์ บ้านนาคา บ้านหนองแดง บ้านนาบัว บ้านหนองแดงใหม่ บ้านนาเจริญ บ้านกิ่วน้ำ บ้านสว่าง (2.2) ตำบลหมอเมือง ประกอบด้วย 6 หมู่บ้าน เรียงตามลำดับ ได้แก่ บ้านห้วยซ้อ บ้านนาเซีย บ้านหมอเมือง บ้านทุ่งกวาง บ้านบวกแรด ห้วยบง ที่มา : http://www.nan.go.th/upload/1608867240.pdf
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 20 (2.3) ตำบลน้ำพาง ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน เรียงตามลำดับ ได้แก่ บ้านน้ำปูน บ้านน้ำลาน บ้านน้ำแนะ บ้านน้ำพาง บ้านน้ำว้า บ้านน้ำปุ๊ บ้านใหม่ บ้านน้ำพระทัย บ้านกิ่วน้ำ บ้านสว่าง (2.4) ตำบลน้ำปาย ประกอบด้วย 6 หมู่บ้าน เรียงตามลำดับ ได้แก่ บ้านน้ำปาย บ้านป่าสัก บ้านห้วยกอม บ้านกิ่วกอก บ้านต๋อซ้อ บ้านห้วยทรายมูล (2.5) ตำบลแม่จริม ประกอบด้วย 6 หมู่บ้านเรียงตามลำดับ ได้แก่ บ้านบอน บ้านฝาย บ้านก้อ บ้านนาหมัน บ้านตอง บ้านตองเจริญราษฎร์ 3) คำขวัญของอำเภอแม่จริม ล่องแก่งน้ำว้า ชาใบหม่อมรสดี เขียวขจีธรรมชาติ ไหว้พระธาตุยอยหงส์ 2.4 การประกอบอาชีพของประชาชนอำเภอแม่จริม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการเกษตรแบบปลูกพืช เชิงเดี่ยว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพด ขิง ข้าว และยางพารา อย่างไรก็ตามเนื่องจากอำเภอแม่จริม เป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม ประกอบกับภาครัฐและภาคเอกชนให้ ความสำคัญและสนับสนุนแนวทางการบูรณาการที่ดิน และทรัพยากรอย่างยั่งยืนในชุมชนท้องถิ่น หรือที่รู้จักกัน ในนาม “น้ำพางโมเดล” และความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์แม่จริม ทำให้ปัจจุบันขยายผลการ ทำเกษตรในหลายพื้นที่ของอำเภอแม่จริม พร้อมทั้งมีการทำการเกษตรมูลค่าสูง เช่น กาแฟ โกโก้ เม็ดมะม่วง หิมพานต์ และการเลี้ยงไหม ที่สำคัญในฤดูกาลผลิต วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์แม่จริมสามารถแปรรูปเมล็ด กาแฟที่ปลูกในพื้นที่แม่จริมออกมาเป็นแบรนด์กาแฟแรกของอำเภอแม่จริม ภายใต้ชื่อ “กาแฟภูบ่อว้า” ได้สำเร็จ 1) การปลูกข้าว ประชากรมีอาชีพหลัก คือการทำนาปีในช่วงเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ของทุกปี เป็นการทำนาดำ และนาหว่าน ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่และปริมาณน้ำ และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เอง ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวเหนียว ข้าวจ้าว ข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอร์รี่ เกษตรกรจะร่วมกลุ่มและ จัดจำหน่ายให้แก่คนในชุมชน 2) การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประชากรกรอำเภอแม่จริมจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดู ทำนา หรือปลูกทันทีหลังเก็บเกี่ยวข้าว โดยจะเปลี่ยนพื้นที่ทำนา เป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้ ประโยชน์จากความชื้นที่เหลืออยู่ในดิน หากปลูกได้เร็วต้นข้าวโพดจะเจริญเติบโตดี และระยะออกดอกไม่ตรง กับช่วงที่อุณหภูมิสูงจนเกินไป การปลูกข้าวโพดในช่วงนี้หากบางปีมีอุณหภูมิต่ำ จะทำให้ข้าวโพดงอกช้ากว่า ปกติ หรือแสดงอาการทางใบ โดยเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ายขาดปุ๋ยฟอสฟอรัสในระยะต้นกล้า แต่ต้นจะฟื้นตัวได้ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 21 3) การปลูกขิง หมู่บ้านร่มเกล้า ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน และหมู่บ้านสว่าง ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เป็นพื้นที่สูง อากาศดี ฝนดี เหมาะสำหรับการปลูกขิงเพื่อการ ส่งออก เพราะผลผลิตที่ได้มีลักษณะ อ้วน คอขิงใหญ่ สวย แผงใหญ่ ไม่ค่อยพบโรค จึงมีพ่อค้าคนกลางเข้ามา รับซื้อขิงในหมู่บ้าน ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกขิงและถือเป็นอาชีพหลักของประชาชนในพื้นที่นี้ 4) การปลูกยางพารา เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพาราไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน การปลูก ยางพาราบนพื้นที่เชิงเขา ซึ่งเคยปลูกพืชไร่มาก่อน จึงปลูกพืชอื่นแทรกและเลี้ยงสัตว์ไปด้วยในช่วงที่ยางพารา ยังไม่ให้ผลผลิต ใช้ปุ๋ยเคมีในการทำสวนยางพารา และจำหน่ายผลผลิตเป็นยางก้อนถ้วยแก่พ่อค้าคนกลางที่มา รับซื้อในหมู่บ้าน 5) การเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่อำเภอแม่จริม ส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อประกอบอาหาร และ ค้าขายเป็นอาชีพเสริม สัตว์ที่เลี้ยง เช่น หมู วัว ควาย ไก่ แพะ เป็นต้น เฉพาะการเลี้ยงแพะนั้นทำเป็น อุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัว อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอ แม่จริมอีกด้วย 6) การเลี้ยงหม่อนไหม ส่วนใหญ่เลี้ยงหม่อนไหมอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองแดง ซึ่งเป็นการผลิต ไหมอุตสาหกรรมรังเหลืองในระบบเกษตรพันธสัญญา มีรูปแบบหลัก ๆ คือ มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแบ่งปัน และสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จะสนับสนุนพันธุ์หม่อน และไข่ไหม ให้เกษตรกรเลี้ยง รวมทั้งประสานการวางแผนการผลิต การกำหนดราคารับซื้อรังไหมที่เป็นธรรม ทั้งแก่ เกษตรกรและบริษัทเอกชน ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงไหมวัยอ่อนได้ ทำให้ ลดความเสี่ยงจากการขนส่ง ช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการขนส่งไหมวัยอ่อนจากบริษัท อีกทั้ง เกษตรกรก็มีรายได้จากการขายไหมวัยอ่อนให้แก่เกษตรกรด้วยกันเพื่อนำไปเลี้ยงต่อด้วย ส่วนบริษัทเอกชนเป็น ผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหม อีกทั้งใบหม่อนสามารถนำมาแปรรูปเป็นชาใบหม่อนเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอแม่จริมอีกด้วย 2.5 วิถีชีวิตของประชาชนอำเภอแม่จริม ชาวอำเภอแม่จริมมีวัฒนธรรมการใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียง ประกอบอาชีพทางการเกษตร ต้องพึ่งพาดิน น้ำ และอากาศ เช่น ชาวนาจะเริ่มปลูกข้าวในฤดูฝน โดยอาศัยน้ำฝน ที่เรียกว่า “การทำนาปี” หลังฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยจะปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ข้าวโพด มันสับปะหลัง และพืชผักสวนครัว ตามทุ่งนา อาหารการกินก็อาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ นิยมหาของป่า เช่น เห็ด เป็นต้น นิยมปลูกพืชผักสวนครัว หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวบริเวณหน้าบ้าน หลังบ้านและทุ่งนา ริมสระน้ำ ห้วย หนอง ทุกคนในชุมชนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ต้องซื้อกินเหมือนคนในเมือง เก็บพืชผักสวนครัว ตามแนวรั้วซึ่งเป็นพืชผักปลอดสารพิษใช้ประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จัดจำหน่ายภายในชุมชน โดยรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อนำผลผลิตมาจำหน่ายในตลาดพื้นบ้านของอำเภอแม่จริม สินค้าที่จัดจำหน่ายนั้น เป็นของพื้นเมืองของอำเภอแม่จริม มีราคาถูกและมีคุณภาพดี
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 22 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 คำชี้แจง ให้ผู้เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1.ให้ผู้เรียนอธิบายประวัติความเป็นของอำเภอแม่จริมมาพอสังเขป ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................................................................... .......................... ......................................................................................................... ..................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. .......................................................................................................................................... .................................... 2.ให้ผู้เรียนอธิบายที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศของอำเภอแม่จริม ............................................................................................................................. ................................................. ..................................................................................................................................................... ......................... .......................................................................................................... .................................................................... 3.ให้ผู้เรียนอธิบายการแบ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นของอำเภอแม่จริมว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ....................................................................................................... ....................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................ ...................................... 4.ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอแม่จริม มาพอสังเขป ......................................................................................................................................... ..................................... .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................. ................................................ 5.ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างการประกอบอาชีพในพื้นที่อำเภอแม่จริม มาพอสังเขป .......................................................................................................................................... .................................... ............................................................................................... ............................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. กิจกรรมที่ 2 ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม ศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมและนำเสนอเนื้อหาดังต่อไปนี้ 1. การประกอบอาชีพในพื้นที่ของตนเอง 2. วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ 3. วิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่จริม
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 23 บทที่ 2 ประเพณีและวัฒนธรรมของอำเภอแม่จริม สาระสำคัญ อำเภอแม่จริมมีประเพณีและวัฒนธรรมที่สำคัญแต่ละเดือนแตกต่างกันตามความเชื่อ ศรัทธาของแต่ละ หมู่บ้าน โดยแบ่งเป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาและประเพณีท้องถิ่น ซึ่งประเพณีที่ทางพระพุทธศาสนาของ อำเภอแม่จริม ได้แก่ ประเพณีเทศมหาชาติ ประเพณีนมัสการพระแก้วมรกตทันใจ ประเพณีไหว้พระธาตุ ยอยหงส์ นมัสการพระธาตุศรีสองเมืองทันใจ และประเพณีถวายทานสลากภัต อีกทั้งมีประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่ ประเพณีขึ้นปีใหม่ม้ง ประเพณีปี๋ใหม่เมือง และประเพณียี่เป็ง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. บอกประเพณีที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของอำเภอแม่จริมได้ 2. อธิบายประเพณีท้องถิ่นของอำเภอแม่จริมได้ ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ประเพณีทางพระพุทธศาสนา เรื่องที่ 2 ประเพณีท้องถิ่น
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 24 เรื่องที่ 1 ประเพณีทางพระพุทธศาสนา ประเพณีสำคัญของชาวอำเภอแม่จริม ได้แก่ ประเพณีเทศมหาชาติ สี่เป็ง ประเพณีห้าเป็ง นมัสการ พระแก้วมรกตทันใจ วัดห้วยซ้อ ประเพณีหกเป็งไหว้พระธาตุยอยหงส์ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 1.1 ประเพณีเทศน์มหาชาติ สี่เป็ง วัดแคว้ง การเทศน์มหาชาติก็คือ การเทศน์เรื่อมหาเวสสันดรชาดก ประเพณีไทยเรานิยมจัดให้พระเทศน์ เป็นประจำปี ส่วนมากจัดในเดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง มีเทศน์ทั้งหมด 13 กัณฑ์ มีคาถาทั้งหมด 1,000 คาถา ซึ่งเรียกกันว่า “คาถาพัน” ประเพณีการเทศน์มหาชาติจัดเป็นการทำบุญที่สำคัญและมีความหมายมากที่สุดในสังคมไทย เนื่องจากเป็นประเพณีของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ทำสืบเนื่องมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เพราะความเชื่อว่า ถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติแล้วจะได้กุศลแรง หากใครตั้งใจฟังให้จบในวันเดียวจะได้เกิดร่วมและพบพระศรีอริย เมตตรัยโพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต วันแรกเริ่มงานด้วยพิธีทำบุญตักบาตรพระ จากนั้นเริ่มเทศน์เวสสันดรชาดก ตามแบบเทศน์ต่อ กันไปจนสุด 13 กัณฑ์ วันรุ่งขึ้นมีพิธีทำบุญเลี้ยงพระและเทศน์จตุราริยสัจจกถาในระหว่างเพลจบแล้วเลี้ยงพระ เพลเป็นอันเสร็จพิธี ระเบียบพิธีในการเทศน์มหาชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ - ตกแต่งบริเวณพิธีให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในบริเวณป่า ตามท้องเรื่องเวสสันดรชาดก โดยนำเอา ต้นกล้วย ต้นอ้อย และกิ่งไม้มาผูกตามเสา และบริเวณรอบ ๆ ธรรมาสน์ ประดับธงทิว และ ราวัติฉัตร - ตั้งขันสาครใหญ่ หรือใช้อ่างใหญ่ใส่น้ำสะอาดเต็ม โดยตั้งหน้าธรรมาสน์กลางบริเวณพิธีเพื่อใช้ สำหรับปักเทียนบูชาประจำกัณฑ์ในระหว่างที่พระเทศน์ น้ำในภาชนะที่ตั้งนี้เสร็จพิธีแล้ว ถือว่าเป็นน้ำพระพุทธ มนต์ที่สำคัญ - เตรียมเทียนเล็ก ๆ จำนวน 1,000 เล่ม แล้วนับแยกจำนวนเป็นมัด มัดหนึ่งมีจำนวนเท่าคาถา ของกัณฑ์หนึ่ง แล้วทำเครื่องหมายไว้ให้ทราบว่ามัดไหนสำหรับบูชาคาถากัณฑ์ใด เมื่อถึงคราวเทศน์กัณฑ์นั้น จะเอาเทียนมัดนั้นออกจุดบูชาติดรอบ ๆ ภาชนะใส่น้ำ ต่อกันไปจนจบกัณฑ์ให้หมดมัด ครบ 13 กัณฑ์ถ้วน จำนวน 1,000 เล่ม เท่าจำนวนคาถา บางแห่งนิยมทำธงเล็ก ๆ 1,000 คัน แบ่งจำนวนเท่าคาถาประจำกัณฑ์ เช่นเดียวกับเทียน แล้วปักธงบูชาระหว่างกัณฑ์บนหยวกกล้วย แต่การใช้ธงไม่เป็นที่นิยม ซึ่งการจุดเทียนหรือ ปักธงบูชากัณฑ์ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพผู้รับกัณฑ์นั้น ๆ ประเพณีนี้จะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2 ณ วัดบ้านแคว้ง ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 25 1.2 ประเพณีห้าเป็ง นมัสการพระแก้วมรกตทันใจ วัดห้วยซ้อ หลวงพ่อพระแก้วมรกตทันใจ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวอำเภอแม่จริม ที่เชื่อว่าอธิษฐานแล้วได้ ผลลัพธ์ทันตา เห็นผลทันใจ ขอพรเพียงไม่กี่วัน พรที่ขอก็สัมฤทธิ์ผลดังปาฏิหาริย์และเป็นที่เลื่องลือ มีชื่อเสียง ด้านความสำเร็จจากการอธิษฐานมากที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งในเรื่องการขอโชคลาภ การงาน การค้า และการเสี่ยง โชค ซึ่งชาวอำเภอแม่จริมจะนมัสการพระแก้วมรกตทันใจ วัดห้วยซ้อในเดือนห้าเป็งของทุกปี เพื่อความเป็นสิริ มงคลแก่ชีวิตและครอบครัว ซึ่งมีพิธีทำบุญตักบาตร เทศก์ 1 กัณฑ์ และปฏิบัติธรรม โดยจัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ณ วัดห้วยซ้อ ตำบลหมองเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน 1.3 ประเพณีหกเป็งไหว้พระธาตุยอยหงส์ พระธาตุยอยหงส์ เป็นศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอแม่จริม เป็นพระธาตุทีมีความสูงจาก ฐานพระธาตุถึงยอดพระธาตุมีความสูงขนาด 25 เมตร ตั้งอยู่บนยอดดอยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพรหม ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ภาพแสดง หลวงพ่อพระแก้วมรกตทันใจ วัดห้วยซ้อ ที่มา : https://www.facebook.com/วัดห้วยซ้อ-จังหวัดน่าน-677090412382872/photos /pcb.3725066534251896/3725066360918580/ ภาพแสดงประเพณีไหว้พระธาตุยอยหงส์ ที่มา : http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/rim/02rim.html
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 26 ชาวอำเภอแม่จริม ได้กำหนดจัดงานประเพณีหกเป็งไหว้สาพระธาตุยอยหงส์ในช่วงเดือนมีนาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการสักการะบูชา โดยมีการจัดกิจกรรมทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรมหลายกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการแห่ครัวทาน กิจกรรมการแห่บังไฟดอกของชุมชน, กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้าน ในแต่ละชุมชนของอำเภอแม่จริม, กิจกรรมการเทศก์มหาชาติ, กิจกรรมการประกวดร้องเพลงของชุมชน กิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรม, กิจกรรมผ้าป่าลอยฟ้า, กิจกรรมการประกวดบรรยายธรรม กิจกรรมการประกวด สวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ ซึ่งแต่ละกิจกรรมได้กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งในพื้นที่อำเภอแม่จริมเข้าร่วม ในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย ประเพณีหกเป็งไหว้สาพระธาตุยอยหงส์ เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาช้านานที่ แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชาวอำเภอแม่จริม 1.4 ประเพณีนมัสการพระธาตุศรีสองเมืองทันใจ พระธาตุศรีสองเมืองแก้วทันใจ เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจำอำเภอแม่จริมที่สร้าง ขึ้นจากความร่วมมือระหว่างชาวอำเภอแม่จริมและอำเภอสันติสุข เพื่อเป็นสักการะบูชาและส่งเสริม สืบทอด พระพุทธศาสนา โดยจัดงานเฉลิมฉลองพระธาตุในช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชาของทุกปีซึ่งมีกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ พิธีทำบุญตักบาตร เทศก์ 1 กัณฑ์ การปฏิบัติธรรม ขบวนแห่ครัวทานในแต่ละหมู่บ้าน การแสดง ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละหมู่บ้าน และการเวียนเทียน ภาพแสดงประเพณีไหว้พระธาตุศรีสองเมืองแก้วทันใจ ที่มา : http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/rim/02rim.html
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 27 1.5 ประเพณีนมัสการพระธาตุคำปลิว พระธาตุคำปลิว หรือเรียกตามภาษาบาลีว่า พระธาตุสุวรรณปัตตัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของหมู่บ้านใหม่ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เป็นพระธาตุที่อยู่ในสังกัดของวัดน้ำพาง พระธาตุคำปลิว อยู่ห่างจากอำเภอแม่จริม ไปตามเส้นทาง 1168 ระยะทาง 15 กิโลเมตร พระธาตุคำปลิว เป็นพระธาตุองค์สำคัญที่มีอายุเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของชาวตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน จึงได้ร่วมกันจัดประเพณีนมัสการพระธาตุคำปลิวขึ้น ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นประจำทุกปี โดยใน วันงานประเพณีจะมีกิจกรรมการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ และการสรงน้ำพระธาตุ 1.6 ประเพณีถวายทานสลากภัต ภาพแสดงประเพณีไหว้พระธาตุคำปลิว ที่มา : http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/rim/02rim.html ภาพแสดงประเพณีถวายทานสลากภัต วัดพระธาตุยอยหงส์ ที่มา : http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/rim/02rim.html
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 28 ความเป็นมาของประเพณีตานก๋วยสลาก มีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า มีนางยักษิณีตนหนึ่งรู้ฤกษ์ยามเป็นอันดี ปีไหนฝนดีนางก็บอก ให้ชาวเมืองทำนาในที่ดอน ปีไหนฝนไม่ดี นางก็บอกให้ชาวเมืองทำนา ทำไร่ในที่ลุ่ม ชาวเมืองได้อาศัย นางยักษิณีทำมาหากินจำเริญวัฒนาไม่มีความเสียหาย เมื่อชาวเมืองรำลึกถึงอุปการะของนางถึงต่างพากัน นำเครื่องสักการะไปให้นางเป็นอันมาก นางจึงนำเอาเครื่องสักการะเหล่านั้นถวายเป็นสลากภัตแด่พระภิกษุสงฆ์ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาจนบัดนี้ ความหมายของประเพณีตานก๋วยสลาก ประเพณีตานก๋วยสลาก หมายถึง ประเพณีถวายทานสลากภัต เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทาน แด่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง อันเป็นที่นิยมของชาวเหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มในวันเพ็ญเดือน 12 เหนือ (กันยายน) ถึงแรม 1 ค่ำเดือนเกี๋ยงดับ (พฤศจิกายน) เมื่อทางวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก ก่อนวัน ตานก๋วยสลาก ชาวบ้านจะจัดทำพิธีเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของนี้ว่า “วันดา” ชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “ก๋วย” (เป็นตระกร้า หรือชะลอมขนาดเล็กที่สานด้วยไม้ไผ่) เรียกว่า “ก๋วยสลาก” แล้วนำของเครื่องไทยทานจำพวกข้าวสาร อาหารแห้งบรรจุลงไป บางวัดจะจัดเครื่องไทยทานลง ในหม้อดินเผา แต่ในปัจจุบันก็อาจจะมีการดัดแปลงจาก“ก๋วยสลาก” มาเป็น “ถังพลาสติก” บรรจุเครื่อง ไทยทานเหมือนกับที่เรานิยมใช้กันทั่วไป นอกจากนี้อาจจะตกแต่งเครื่องไทยทานเป็นต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งทำด้วย ไม้ไผ่สูงตามต้องการ นำไม้ไผ่เหลาและทำเป็นวงกลมทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น 3, 5, 7 หรือ 9 ชั้น (มีภาพอธิบาย ประกอบน่าจะเข้าใจง่ายขึ้น) แต่ละชั้นนำสิ่งของที่จะใช้เครื่องไทยทานมาผูกติดให้สวยงาม ส่วนบนสุดจะนิยม นำร่มมาเสียบไว้ และใช้ธนบัตรผูกติดตามขอบร่มตามศรัทธาของเจ้าของกัณฑ์สลาก ประเพณีตานก๋วยสลากจัด ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ประเพณีถวายทานสลากภัตจะจัดขึ้น ณ วัดพระธาตุยอยหงส์และวัดหมอเมือง ภาพแสดงประเพณีถวายสลากภัตวัดหมอเมือง ที่มา : http://m-culture.in.th/album/173610/js/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 29 เรื่องที่ 2 ประเพณีท้องถิ่น ประเพณีท้องถิ่นของอำเภอแม่จริม จะประกอบด้วย ประเพณีขึ้นปีใหม่ม้ง ประเพณีปี๋ใหม่เมือง ประเพณียี่เป็ง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ประเพณีขึ้นปีใหม่ม้ง ประเพณีขึ้นปีใหม่ม้ง เป็นงานรื่นเริงของชาวม้ง ที่จัดขึ้นในทุก ๆ ปี หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตใน รอบปีเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังเป็นการฉลองความสำเร็จในการเพาะปลูกของแต่ละปี ซึ่งจะต้องทำพิธีบูชาถึงผี ฟ้า ผีป่า และผีบ้าน ที่คุ้มครองและดูแลความสุขรวมถึงผลผลิตที่ได้ในรอบปีด้วย ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะฉลองกัน อย่างพร้อมเพรียง หรือตามวันและเวลาที่สะดวกของแต่ละหมู่บ้าน ประเพณีนี้ชาวม้งเรียกกันว่า “น่อเป๊โจ่วฮ์” แปลความหมายตรงตามชื่อว่า “กินสามสิบ” เนื่องจากชาวม้งนับช่วงเวลาตามจันทรคติ โดยเริ่มนับตั้งแต่ ขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง 30 ค่ำ (ซึ่งตามปฏิทินจันทรคติจะแบ่งออกเป็นข้างขึ้น 15 ค่ำ และข้างแรม 15 ค่ำ) เมื่อครบ 30 ค่ำ จึงนับเป็น 1 เดือน ดังนั้นในวันสุดท้าย (30 ค่ำ) ของเดือนสุดท้าย (เดือนที่ 12) ของปีจึงถือเป็น วันส่งท้ายปีเก่า ช่วงวันฉลองปีใหม่ส่วนใหญ่จะตกอยู่ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนมกราคม ในวัน ดังกล่าวหัวหน้าครัวเรือนของแต่ละบ้าน จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคลของครัวเรือน ถัดจากวันส่งท้ายปีเก่าไป 3 วัน คือวันขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำและ 3 ค่ำของเดือนหนึ่ง จึงเป็นวันฉลองปีใหม่อย่างเป็น ทางการ ซึ่งทุกคนจะหยุดหน้าที่การงานทุกอย่างในช่วงวันดังกล่าวนี้ และจะจัดการละเล่นต่าง ๆ ในงาน เช่น การละเล่นลูกช่วง การตีลูกข่างจา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการร้องเพลงอีกด้วย เพลงที่นิยมร้อง ได้แก่ “ไห่กู่ เชี่ย” เป็นเพลงที่ชาวม้งนิยมขับร้องในช่วงปีใหม่ เพื่อใช้เกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาวหรือขับร้องเพื่อสื่อ ความหมายบอกความรู้สึกภายในที่อยากสื่อสาร มีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวใกล้ตัว หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ทั้งสุข หรือทุกข์ก็สามารถถ่ายทอดเขียนเป็นเนื้อเพลงได้ ภาพแสดงประเพณีขึ้นปีใหม่ม้ง ที่มา : https://m.facebook.com/CharmNanToday/photos/a.435076966528836/1197274680309057/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 30 2.2 ประเพณีปี๋ใหม่เมือง ประเพณีปี๋ใหม่เมือง ตรงกับประเพณีสงกรานต์ในภาคกลางช่วงเดือนเมษายน หรือเดือน 7 เหนือ ประเพณีปีใหม่เมืองเป็นการเปลี่ยนศักราชใหม่ และเป็นโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้มาอยู่รวมกัน เพื่อทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ดำหัว เล่นน้ำ และขอพรจากผู้ใหญ่ ช่วงเวลาของประเพณีปีใหม่เมือง แบ่งออก ได้ดังนี้ 1) วันสังขารล่อง ปัจจุบันถือเอาวันที่ 13 เมษายน ของทุกปีเป็นวันสังขารล่อง เป็นวันแรกของ กิจกรรมประเพณี ปีใหม่เมือง หลังเที่ยงคืนวันที่ 13 เมษายน จะมีการจุดประทัด ยิงปืน เพื่อส่งสังขารหรือ ไล่สังขาร ในวันนี้สมาชิกในครอบครัวจะทำความสะอาดบ้านเรือน 2) วันเน่าหรือวันเนาว์ วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี วันนี้เป็น "วันดา" คือวันที่ต้องเตรียมสิ่งของ ต่าง ๆ เพื่อใช้ทำบุญและดำหัวผู้ใหญ่ในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการขนทรายที่แม่น้ำเข้าวัด เพื่อก่อเป็นเจดีย์ ทราย และความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันเน่า ไม่ควรด่าทอ กล่าวคำร้ายต่อกัน จะเป็นอัปมงคลไปทั้งปี 3) วันพญาวัน ตรงกับวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวันเถลิงศก เปลี่ยนศักราชเริ่มต้น ปีใหม่ วันนี้มีการทำบุญทางศาสนาแต่เช้าตรู่ และอุทิศกุศลไปถึงญาติผู้ล่วงลับ หรือเรียกว่า "ทานขันข้าว” (ตานขันเข้า) หลังจากนั้นจะนำตุงไปปักลงบนกองเจดีย์ทราย และคนเฒ่าคนแก่ก็อยู่ร่วมพิธีเวนทานเจดีย์ทราย ถวายช่อตุงปีใหม่ และฟังเทศนาธรรมอานิสงส์ปีใหม่ ช่วงบ่ายเป็นการรดน้ำดำหัว เพื่อขอขมาคนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ ครูอาจารย์ 4) วันปากปี ตรงกับวันที่ 16 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวันแรกของปี วันนี้คนล้านนาจะมา รวมตัวกันเพื่อทำบุญเสาใจบ้าน หรือส่งเคราะห์บ้าน บางแห่งอาจจะต่อด้วยพิธีสืบชะตาหมู่บ้าน ในตอนค่ำ ของวันนี้จะมีการบูชาเทียน สืบชะตา ลดเคราะห์ รับโชค เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ครอบครัว และมีความ เชื่อบางประการเกี่ยวกับวันปากปี ชาวล้านนาจะกิน "แกงขนุน” หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “แก๋งบ่าหนุน” กัน ทุกครอบครัว เพราะเชื่อว่าจะหนุนชีวิตให้เจริญก้าวหน้า 2.3 ประเพณียี่เป็ง ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ คือประเพณีลอยกระทงแบบล้านนาคำว่า “ยี่” แปลว่า สอง ส่วน “เป็ง” แปลว่าเพ็ญหรือคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งหมายถึงประเพณีในวันเพ็ญเดือนสองของชาว ล้านนา ซึ่งตรงกับเดือนสิบสองของไทย งานประเพณีนี้มี3 วัน คือ 1) วันขึ้นสิบสามค่ำ หรือวันดา เป็นวันซื้อของเตรียมไปทำบุญที่วัด 2) วันขึ้นสิบสี่ค่ำ จะไปทำบุญกันที่วัด พร้อมทำกระทงใหญ่ไว้ที่วัดและนำของกินมาใส่กระทง เพื่อทำทานให้แก่คนยากจน 3) วันขึ้นสิบห้าค่ำ จะนำกระทงใหญ่ที่วัดและกระทงเล็กส่วนตัวไปลอยในลำน้ำ ในช่วงวันยี่เป็ง จะมีการประดับตกแต่งวัด บ้านเรือน ทำประตูป่า ด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ดอกไม้ ตุง ช่อประทีป และชักโคมยี่เป็งแบบต่าง ๆ ขึ้นเป็นพุทธบูชา และ มีการจุดผางประทีป (ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก คล้ายอ่าง ปากกว้างประมาณ 2 -3 นิ้ว ใช้สำหรับใส่น้ำมันหรือขี้ผึ้ง) เพื่อบูชาพระรัตนตรัย และมีการจุดโคมลอยปล่อยขึ้น
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 31 สู่ท้องฟ้าเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับโคมไฟตามวัฒนธรรมของล้านนา ที่ใช้ในประเพณียี่เป็ง มี 4 แบบ ดังนี้ (1) โคมติ้ว หรือโคมไฟเล็กที่ห้อยอยู่กับซีกไม้ไผ่ซึ่งผู้คนจะถือไปในขบวนแห่และนำไป แขวนไว้ที่วัด (2) โคมแขวน ใช้แขวนบูชาพระพุทธรูป มีหลายแบบด้วยกัน เช่น รูปดาว รูปตะกร้า โดย ปกติจะใช้แขวนตามวัดหรือตามหิ้งพระก็ได้ (3) โคมพัด ทำด้วยกระดาษสาเป็นรูปกรวยสองอันพันรองแกนเดียวกัน ด้านนอกจะไม่มีลวดลายอะไรส่วนด้านในจะตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ ในทางพุทธศาสนาเมื่อจุดโคมด้านใน แสงสว่างจะทำให้เกิดเงาบนกรวย ด้านนอกก็จะเคลื่อนไหวคล้ายตัวหนังตะลุง ภาพแสดงโคมติ้วหรือ โคมไฟเล็ก ที่มา : https://sites.google.com/site/61project0215/prapheth-khxng-khom ภาพแสดงโคมแขวน ที่มา : https://sites.google.com/site/61project0215/prapheth-khxng-khom ภาพแสดงโคมพัด ที่มา : https://sites.google.com/site/61project0215/prapheth-khxng-khom
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 32 (4) โ ค ม ล อ ย เ ป ็ น โ ค ม ใ ห ญ ่ ม ี ร ู ป ร ่ า ง ค ล ้ า ย บ อ ล ล ู น ต ั ว โ ค ร ง ท ำ จ า ก ซี ก ไม้ไผ่หุ้มด้วยกระดาษสา เมื่อจุดโคมความร้อนจากเปลวไฟ จะทำให้โคมลอยตัวขึ้น การปล่อยโคมลอยนี้ จะทำกันที่วัดหรือตามบ้านคน ซึ่งเชื่อกันว่าโชคร้ายทั้งหลายจะลอยไปกับโคม ภาพแสดงโคมลอย ที่มา : https://sites.google.com/site/61project0215/prapheth-khxng-khom
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 33 กิจกรรม คำชี้แจง ให้ผู้เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ให้ผู้เรียนบอกประเพณีที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของอำเภอแม่จริม มาคนละ 1 ประเพณี พร้อมทั้งอธิบายพอสังเขป ........................................................................................................................... .................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................ ................. ................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ................................................ .................................................................................................................................................. ........................... ....................................................................................................... ...................................................................... ............................................................................................................................. ................................................ 2. ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างประเพณีที่สำคัญของอำเภอแม่จริม มาคนละ 5 ประเพณีพร้อมทั้งอธิบายพอสังเขป ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................ .............................................................................................................................................................................
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 34 บทที่ 3 แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สาระสำคัญ อำเภอแม่จริมมีแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ สารสนเทศ กิจกรรมและประสบการณ์ ต่าง ๆ ในชุมชนที่สามารถสนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตามอัธยาศัย ซึ่งได้แก่ แหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา และแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร/เศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านคิดขึ้นได้เอง และนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา เป็นเทคนิควิธี เป็นองค์ความรู้ของชาวบ้านทั้ง ทางกว้างและทางลึกที่ชาวบ้านคิดทำ โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นได้อย่าง เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งได้แก่ ภูมิปัญญาด้านหัตถกรรม ภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารแปรรูปอาหาร ภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรม ภูมิปัญญาด้านการรักษาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาด้านดนตรีนาฏศิลป์ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. อธิบายแหล่งเรียนรู้ในอำเภอแม่จริมได้ 2. อธิบายภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของอำเภอแม่จริมได้ ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 แหล่งเรียนรู้ในอำเภอแม่จริม เรื่องที่ 2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอแม่จริม
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 35 เรื่องที่ 1 แหล่งเรียนรู้ในอำเภอแม่จริม 1.1 แหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา 1) วัดพระธาตุยอยหงส์ (1) ข้อมูลทั่วไป วัดพระธาตุยอยหงส์(ดอยหงส์) เป็นประเภท วัดราษฎร์/พัทธ์สีมา คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 60 หมู่ 1 บ้านพรหม ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เนื้อที่ 8 ไร่ 50 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดพระธาตุยอยหงส์ มีแหล่งเรียนรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมล้านนา เป็นปูชนียสถานที่ สำคัญ และศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่สักการบูชา ของชาวอำเภอแม่จริม และประชาชนทั่วไป พระธาตุยอยหงส์ ตั้งอยู่ยอดเขานั้นทรีน้อย ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพรหม ตําบลหนองแดง อําเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เป็นสถานที่สําคัญและศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่สักการะบูชาของชาวอําเภอแม่จริม และพระชาชนทั่วไป ตามประวัติได้มีการเล่าสืบต่อกันมาว่า พระธาตุองค์นี้สร้างขึ้นประมาณ พ . ศ 1714 หรือ จุลสักราช 633 กล่าวเป็นมาก่อนสร้างองค์พระธาตุ คือ กล่าวว่า มีหงส์ตัวหนึ่ง คาบตราชูชั่งทอง ( ยอยคำ ) เครื่องชั่งสมัย โบราณบินวนเวียนอยู่บนยอดเขา 3 รอบ แล้วหงส์ตัวนั้นได้ปล่อยยอยคำพร้อมตราชูชั่งทองลงบนยอดเขา จากนั้นก็บินจากไป หลังจากนั้นก็เกิดปรากฏการณ์พายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนักเป็นเวลาสามวันสามคืนด้วย ความศักดิ์สิทธิ์เมื่อฝนฟ้าสงบลง มีช้างป่าโขลงหนึ่งจำนวนหนึ่งร้อยตัวได้เดินเหยียบดินบริเวณยอดเขาแห่งนี้จน ภาพแสดงวัดพระธาตุยอยหงส์
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 36 ราบเตียน จึงทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลานช้างจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปจุลศักราช 634 ครูบาคล่อม ท่านเป็นพระ เถระทีเคร่งครัดในพระธรรมวินัย คณะศรัทธาชาวบ้านให้ความเคารพนับถือได้ทำการสมาทานรักษาศีลในพื้นที่ ลานช้างและได้พบกับ ยอยคำวางอยู่บนจอมปลวกจึงได้พากันคิดสร้างองค์พระธาตุเจดีย์องค์เล็กๆครอบยอด คำนันไว้แล้วตั้งชื่อว่า " พระธาตุยอยหงส์ " ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 2) วัดแคว้ง (1) ข้อมูลทั่วไป วัดแคว้ง ประเภท วัตราชฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ เลขที่ 27 หมู่ 2 บ้านแคว้ง ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เนื้อที่ : 1 ไร่ 2 งาน 48 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดแคว้งสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2291 จุลศักราช 1110 โดยการนำของพระยาปู่จิต หรือกิต นำชาวบ้านอพยพมาจากแขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปีพ.ศ. 2280 จากคำบอกเล่า และเอกสารบันทึกประวัติวัดแคว้งได้กล่าวว่า ท้าวอุทัย ( ขุนหาญ ) ได้อพยพผู้คนจากจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาอยู่ บ้านแคว้ง จากนั้นได้จัดสร้างวิหารเพื่อเป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเรียนกว่า "วัดใน" ขนาดความกว้าง 3 เมตรยาว 6 เมตร ยังคงมีร่องรอยอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เมื่อหมู่บ้านแคว้งมีประชากร เพิ่มมากขึ้นได้ทำการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ห่างจากวัดในไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร (วัดแคว้งในปัจจุบัน) ส่วนพระสงฆ์ที่จารึกมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพร้อมด้วยพระยาปู่จิต ครูบาอุต ได้จำวัดอยู่ ที่วัดแคว้งแห่งนี้และได้นำพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปไม้ฝีมือช่างโบราณมาจาก สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวมาประดิษฐานอยู่ในวิหารซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอายุกว่า 264 ปี พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์นี้เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของชาวบ้านในพื้นที่ในการเสี่ยงทาย ซึ่งเกิดอภินิหาร ต่างๆ ได้เรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า " พระหนัก " ในทุกเทศกาลสงกรานต์ หรือ ปี๋ใหม่เมืองชาวบ้านจะทำพิธีสรง น้ำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้เป็นประจำทุกปี ครูบาอุต ได้รวบรวมชาวบ้านจัดสร้างศาสนสถานที่สำคัญภายใน วัดแคว้งเช่น ศาลาบาตรหอกลอง ศาลาที่พักสงฆ์ โดยมีพระเถระจากที่ต่างๆได้จาริกเข้ามาจำวัดอยู่ที่วัดแคว้งนี้ ไม่ขาด มีพระที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จำนวน 21 รูปและได้มีการรณะปฏิสังขรณ์ วัดแคว้งแห่งนี้ในสมัยครูบาค่ายคำจนในปัจจุบันวัดแคว้งเป็นวัดที่มีความเก่าแก่อายุ800 กว่าปี ภาพแสดงวัดแคว้ง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 37 3) วัดน้ำพาง (1) ข้อมูลทั่วไป วัดน้ำพาง เป็นประเภท วัดราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย เลขที่ 4 ตำบล น้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เนื้อที่ : 1 ไร่ 2 งาน 70 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดน้ำพางสร้างขึ้นในปี จ.ศ.685 พ.ศ. 1766 ตรงกับเดือน 8 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ ปีกำเล้า (ปีเล้า) โดยได้มีพระยาหลวงสาพร้อมด้วยบริวารนำช้าง 8 เชือก เข้ามาพักแรมอยู่บริเวณริมแม่น้ำฝาง (แม่น้ำพาง) ซึ่งบริเวณริมแม่น้ำฝาง (แม่น้ำพาง) เป็นแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งพักช้างที่ใหญ่ที่สุด ของอำเภอแม่จริม พระยาหลวงสา ได้เล็งเห็นว่าพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำพาง เหมาะสมที่จะสร้างศาสนสถาน หมู่บ้านจึงได้นำไพร่พลดำเนินการในการก่อสร้างศาสนสถาน สร้างบ้านแปงเมืองใหม่อยู่บริเวณริมแม่น้ำฝาง (พาง) จึงได้ให้ชื่อศาสนสถานตามชื่อของแม่นำฝาง (พาง) ว่า "วัดน้ำพาง" และหมู่บ้าน มีชื่อว่า "หมู่บ้านน้ำพาง" วัดน้ำพาง เป็นวัดขนาดเล็กมีศาสนสถานที่สำคัญ ประกอบด้วย วิหารมุงหลังคาด้วย แผ่นหิน ศาลาการเปรียญ กุฏิสำหรับพระสงฆ์จำวัด และมีพระธาตุที่สำคัญของวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาว ตำบลน้ำพาง หมู่บ้านน้ำพาง และชาวอำเภอแม่จริม คือ พระธาตุคำปลิว มีครูบาหลวงอุตเป็นผู้บูรณะซ่อมแซม องค์พระธาตุคำปลิว พร้อมด้วยท้าวเขื่อนจักร - นางไอ่ เป็นอุบาสก อุบาสิกา ต่อมาในปีจุลศักราช 869 ได้มี หนานอินต๊ะบุญเรือง บุตรของพระยาวงค์สาพ่อเมืองบ่อว้าพร้อมด้วยครูบาใจ วงค์สา ได้ร่วมกัน บูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุคำปลิว และวัดน้ำพาง จนเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนมาจวบจน ปัจจุบัน ภาพแสดงวัดน้ำพาง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 38 4) วัดหมอเมือง (1) ข้อมูลทั่วไป วัดหมอเมือง เป็นประเภท วัดราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 3 ตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดหมอเมือง สันนิษฐานว่าเป็นวัดแห่งแรกของอำเภอแม่จริม ได้ก่อสร้างในสมัยพม่า เมื่อ ปี พ.ศ.1746 ประมาณ 300 กว่าปีมาแล้วได้จัดให้มีการทำบุญตามประเพณีมาโดยตลอด จากชาวบ่อว้าใน สมัยนั้น จนถึงชาวแม่จริมในสมัยนี้ การก่อสร้างวัดหมอเมือง ครั้งแรกได้ทราบข่าวจากผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัย นั้น เล่าให้ฟังว่ามีชาวพม่า ก่อสร้างไว้กว่า 800 ปี ซึ่งตระกูลของพ่อหนาน นามะวงศ์ ไชยศิริ ได้อพยพมาจาก ประเทศลาว มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านขึ่ง อ.เวียงสา ประมาณ 1 ปีมาแล้วแสวงหาที่อยู่อาศัยที่บ่อว้ามาพบสภาพ พื้นที่แห่งนี้อุดมไปด้วยสัตว์นาๆชนิด และพบวัดร้างไม่มีใครดูแลรักษา จึงชวนญาติ พี่ น้อง ที่พักอยู่บ้านขึ่ง อำเภอเวียงสา มาจับจองที่ดิน ขุดนา สร้างบ้าน และได้มีครูบาอาจาริยะมาด้วย และอยู่ที่วัดหลวงหมอเมือง และได้ปฏิบัติปัดกวาดถางหญ้าเถาวัลย์ในบริเวณวัด มีชาวบ้านไปกราบไหว้สักการะบูชาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ ภาพแสดงวัดหมอเมือง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 39 5) วัดนาคา (1) ข้อมูลทั่วไป วัดนาคา เป็นประเภท วัดราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 70 หมู่ 4 บ้านนาคา ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) ประวัติความเป็นมา วัดนาคา มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถกว้าง 10 เมตร ยาว 25 เมตร กุฎีสงฆ์ กว้าง 15 เมตร ยาว 6 เมตร ศาลาการเปรียญกว้าง 10 เมตร ยาว 60 เมตร สูง 30 เมตร ศาลาปาเพ็ญบุญกว้าง 4 เมตร ยาว 47 เมตร หอกลอง และหอระฆังกว้าง 5 เมตร ยาว 7 เมตร ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูป พระประธาน ฐานกว้าง 6 เมตร สูง 6 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2404 มีพระปิมสาร มาจากบ้านป่าหัด กิ่งอำเภอเพียง จังหวัด น่านได้นำศรัทธาบ้านนาคามาก่อตั้งวัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2521 เขตวิสูงคามสีมา กว้าง 25 เมตร ยาว 40 เมตร การบริหารการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบ 1. พระปมสาร 2. พระศรีวัย 3. พระบุญเปล่ง 4. พระศรีใจ 5. พระอธิการบุญเปล่ง 6. พระบุญเปลี่ยน 7. พระสวัสดิ์ 8. พระอธิการสะอาด 9. พระสด รตนโช โต 10. พระอธิการแสงคำ สญฺญโต 11. พระอธิกรศรีวัย อตตฺโม 12. พรครูวิสุทธิ์ปัญญาธร ฉายา ปญฺญาธโร เจ้าอาวาสปัจจุบัน ( เรียบเรียงโดย พระครูวิสุทธิ์ปัญญาธร 1 กุมภาพันธ์ 2550 ) เมื่อปี พ.ศ 2550 วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโทเจ้าคณะตำบล เมื่อวันที่ 5ธันวาคม 2552 ได้ปรับพัดยศให้ตรงตำแหน่ง เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ถึงปัจจุบันนี้ ภาพแสดงวัดนาคา ที่มา : https://pukmudmuangthai.com/detail/17991
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 40 6) วัดน้ำปาย (1) ข้อมูลทั่วไป วัดน้ำปาย เป็นประเภท วัดราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่บ้านน้ำปาย ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดน้ำปายตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 ต.น้ำปาย อ.แม่จริม จ.น่าน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ตินตั้ง วัดมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือประมาณ 27 วา ติดถนน รพช. ทิศใต้ประมาณ 20 วา ติดถนนทางหลวงจังหวัด ทิศตะวันออกประมาณ 30 วา ติดถนนทางหลวงจังหวัด ทิศตะวันตกประมาณ 30 วา ติดถนนทางหลวงจังหวัด อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ และกุฏิสงฆ์ ปูชนียวัตถุมีพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น สร้างเมื่อ พ.ศ.2253 วัดน้ำปาย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2250 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2479 7) วัดห้วยซ้อ (1) ข้อมูลทั่วไป วัดห้วยซ้อ ประเภท วัดราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย เลขที่ 1 หมู่ 1 บ้านห้วยซ้อ ตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เนื้อที่ : 4 ไร่ 3 งาน ภาพแสดงวัดน้ำปาย ภาพแสดงวัดห้วยซ้อ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 41 (2) ประวัติความเป็นมา วัดห้วยซ้อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.หมอเมือง อ.แม่จริม จ.น่าน ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2332 โดย การนพของ พ่อแสนเขื่อน พรมเกษา เดิมวัดห้วยซ้อ ได้ก่อสร้างอยู่บนดอย (ภูเขา) ซึ่งอยู่บนวัดที่สร้างอยู่ ปัจจุบัน เรียกว่า ดอยก้อมก่อ กาลต่อมาได้มีครูบาอาริยะ เจ้าอาวาสวัดหมอเมือง ในสมัยนั้นได้เล็ง เห็นว่า ภายในอนาคตจะได้มีการขยายวัดขึ้นประกอบกับเป็นดอยลาดชันไม่สะดวกในการทำบุญ จึงได้ชักนำชาวบ้าน ได้ย้ายวัดดอยก้อมก้อมาสร้างในสถานที่วัดในที่ดินนายจันธิมา เป็นจำนวน 4 ไร่ 3 งาน ภายในปี พ.ศ.2490 ได้ มีการรื้อถอนวิหารหลังเดิมแล้วจัดให้มีการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นหลังเดียวกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 ได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมจากสำนักงานกรมศิลปากรที่ 7 จ.น่าน จนกระทั่งสมบูรณ์ ภายในปีเดียวกันนี้ได้รับงบประมาณ สนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง มาตกแต่ง ปรับปรุง ทัศนียภาพบริเวณหนำาวัด และได้รับ การคัดเลือกเป็น 1 วัด 1 อำเภอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ พระองค์ทรงมีพระชนมายุรบ 72 พรรษาในปีพ.ศ2549 ได้มีกรยกฐานะของวัดให้เป็นวัดที่มีมรดกทางวัฒนธรรม มีการส่งเสริม อนุรักษ์โบราณสถาน และเป็นการเชิดชู เมืองน่านให้เป็นเมืองมรดกโลกทางล้านนาตะวันออก จนกระทั่งปัจจุบันด้วย ตั้งแต่มีการสร้างวัดมาจนกระทั่งปัจจุบันได้มีเจ้าอาวาสและผู้รักษาการเจ้าอาวาสจำนวน 24 รูป ปัจจุบันมีท่านพระครูพิพิธนันทคุณ เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบลหมอเมือง 8) วัดน้ำลาน (1) ข้อมูลทั่วไป วัดน้ำลาน ประเภท วัตราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย เลขที่ 5 ตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ภาพแสดงวัดน้ำลาน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 42 (2) ประวัติความเป็นมา วัดน้ำลาน ตั้งอยู่เลขที่ 8 หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เริ่มก่อตั้ง เป็น สำนักสงฆ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2507 โดยนายปัญญาพรพิชัยเวชร์ ประธานก่อตั้ง และนายค่ายแก้ว อินต๊ะภา ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้ำลาน ร่วมกับชาวบ้านสร้างศาลาเพื่อประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา แต่เดิมนั้นยังไม่มีพระภิกษุสงฆ์เข้ามาจำพรรษา การประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาต้องนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จากวัดน้ำพางมาประกอบพิธี ในปีพุทธศักราช 2513 นายบุญทา วงศ์เรียบ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์จึงได้จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านน้ำลานแห่งนี้ ปัจจุบันสำนักสงฆ์วัด น้ำลาน เป็นศาสนาสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาในพื้นที่ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมือง และ ชาวเขาเผ่าม้ง จึงใช้สำนักสงฆ์แห่งนี้ในการจัดกิจกรรมทาง พระพุทธศาสนาและกิจกรรมอื่น ๆ สำนักสงฆ์วัดน้ำลาน มีศาสนสถานที่สำคัญภายในวัดดังนี้ ศาลาปฏิบัติธรรม กุฏิสงฆ์ และ พระวิหารหลวงใช้ในการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา 9) วัดก้อ (1) ข้อมูลทั่วไป วัดก้อ เป็นประเภท วัดราษฎร์/พัทธสีมา คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 3 หมู่ 3 บ้านก้อ ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัตน่าน เนื้อที่ : 2 ไร่ 2 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดก้อ ต.แม่จริม อ.แม่จริม จ.น่าน ตามตำนานบอกว่าชาวบ้านในแถวนี้เป็นคนที่หนี สงครามข้าซึกมาจากคนแคว้นสิบสองปันนา สิบสองขุไท และมาจากเชียงใหม่บางส่วนได้มาพบเห็นหรือผ่านมา บริเวณนี้เป็นที่พื้นที่อุตมสมบูรณ์ ลำห้วย 2 หัวย คือ 1. ห้วยก้อน้อย 2. ห้วยก้อหลวง แล้วได้ตั้งชื่อหมู่บ้าน แห่งนี้ว่าบ้านก้อ เอาต้นก้อและลำห้วยก่อทั้งสองมาเปันสัญลักษณ์ของหมู่บ้านเข้ามาครั้งแรกประมาณ 2226 มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับเมืองพงษ์ทิศใต้ติดกับ เมืองบ่อจำ ทิศตะวันตก ติดกับ เมืองน่าน ทิศตะวันออก ติดกับดูคลองปาข้าวหวด มีที่พักของพระสงฆ์ อนั้นมาประมาณปี 2413 ปัจจุบันยังมีอยู่ วัดก้อตั้งอยู่ที่ 1 บ้านก้อ ม.3 ต.แม่จริม อ.แม่จริม จ.น่าน สังกัดวัดก่อคณะสงฆ์มหานิกายที่ดินมีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 ตารางวา ภาพแสดงวัดบ้านก้อ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 43 เอกสารสิทธิ์ เป็น น.ส.3ก เลขที่ 1 ก อาณาเขตทิศเหนือ ติดกับ นาก่อ ทิศใต้ ติดกับ ถนน-ซอย ทิศตะวันตก ติดกับ ที่สาธารณะประโยชน์ทิศตะวันออก ติดกับ ที่ดินนายจันทร์ กันธะ 10) วัดป่าแม่จริมโสภิตาราม ประวัติความเป็นมาของโรงเรียน ประวัติโรงเรียน โรงเรียนวัดป่าแม่จริมโสภิตาราม หรือ โรงเรียนห้วยน้ำริน ตั้งอยู่เลขที่ 92 บ้านฝาย หมู่ที่ 2 ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เริ่มก่อสร้างองค์พระบรมธาตุทันใจอันเป็นปฐมฤกษ์ ขึ้นในวัน วิสาขบูชา เมื่อวันที่ 28 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ลักษณะองค์พระบรมธาตุเป็นรูปเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งหมายถึง มรรคมีองค์แปด สูง 8 ศอก กว้าง 1.59 เมตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระปฐม พระพุทธเจ้าและพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ ในภัทรกัปป์นี้ และพระธาตุอัครสาวกวัตถุมงคล เงินทองของมีค่าต่างๆ โดยเริ่มก่อสร้างเวลา 00.09 น. วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2535 นำโดย คณะพระภิกษุ สามเณร และเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายร่วมกันก่อสร้างขึ้นจนแล้วเสร็จ เมื่อเวลา 18.00 น. ต่อมา พ.ศ.2554 ท่านพระมหาภูดิศ สิกฺขาสโภ ได้ออกจาริกธรรมแสวงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ สายวัดป่าเพื่อขอเรียนข้อวัตรกรรมฐานจึงทำให้ที่พักสงฆ์แห่งนี้ว่างจากการดูแลไป และเมื่อพ.ศ.2557 ตอนกาล ออกพรรษาทางท่านพระมหาภูดิศสิกฺขาสโภได้เดินทางจาริกธรรมมาปฏิบัติธรรมในที่แห่งนี้และได้มีผู้มีจิต ศรัทธาคือนายประภาศ สมมีชัย ได้อุทิศถวายที่ดินเป็น นส.3ก. ให้จำนวน 10 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา เพื่อจะได้ ขออนุญาตในการขอสร้างวัด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา ได้เข้ามาปฏิบัติธรรม เจริญวิปัสสนากรร มฐาน ในข้อวัตรปฏิบัติของพระวัดป่า เพื่อให้สมกับคำปรารภ ของท่าน พระมหาภูดิศ สิกฺขาสโภ ได้ปรารภขึ้นว่า... การสร้างวัดป่าแห่งนี้ จะต้องมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมตามแนวทางแห่งพ่อแม่ครูบา อาจารย์สายอรัญญวาสี สำหรับพุทธศาสนิกชนผู้สนใจใฝ่ทางธรรมทั้งหลาย และ เป็นสถานที่สร้างคุณูปการ ช่วยเหลือเวไนยสัตว์ทุกหมู่เหล่าที่ให้พ้นจากทุกข์ตามธรรมตามวินัยอันเป็นการสืบทอดกาลอายุพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 คณะกรรมการมูลนิธิใต้แสงธรรมและวัดป่าแม่จริมโสภิตาราม กับโรงเรียนวัดดอนมงคลสันติสุข ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน ได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน(MOU) เพื่อให้การส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม (ระดับมัธยมศึกษา ม.1 - ม.6) ให้กับพระสงฆ์สามเณร ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าแม่จริมโสภิตาราม โดยดำเนินการจัดตั้งห้องเรียน มีสถานะเป็น ห้องเรียนสาขา ภาพแสดง การเกินจงกรม