หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 44 โรงเรียนวัดป่าแม่จริมโสภิตรามยัง ได้พัฒนาเสนสนะ อาคารสถานที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ โดยมีห้องเรียนและห้องปฏิบัติการทางการศึกษา จำนวน 10 ห้อง เพียงพอต่อการจัดการศึกษาของสมเณร นักเรียน ในระดับชั้นมัธยมต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว ในปีการศึกษา 2562 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พุทธศักราช 2563 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้อนุญาต วัดป่าแม่จริมโสภิตาราม จัดตั้งโรงเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สำหรับพระภิกษุสามเณร เลขที่ 92 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ในนาม โรงเรียนวัดป่าแม่จริมโสภิตาราม เปิดทำ การเรียนการสอนตามหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ในปีพุทธศักราช 2563 ได้เปิดเรียนเป็นปีการศึกษาแรก โดยมีสามเณรนักเรียนทั้งหมด 40 รูป แบ่งเป็นมัธยมศึกษาตอนต้น 32 รูป มัธยมศึกษาตอนปลาย 8 รูป และครูบุคลากรทั้งหมด 10 รูป/คน 11) วัดตอง (1) ข้อมูลทั่วไป วัตตอง ประเภทวัดราชฎร์/พัทธสีมา มหานิกาย เลขที่ 14 หมู่ 5 บ้านตอง ตำบล แม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัตน่าน เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา (2) ประวัติความเป็นมา วัดตอง ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน วัดตอง ตั้งอยู่ บ้านตอง เลขที่ 15 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่จริม (อาณาจักร) อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 6 ไร่ 5 ตาร้างว่า อาณาเขตทิศเหนือประมาณ 1 เส้น ทิศโต้ประมาณ 1 เส้น จดถนนซอยร่มเย็นทิศตะวันออก ประมาณ 15 ตารางวา จดถนนซอย ราชบูรณะ ทิศตะวันตกประมาณ 2 เส้น 15 ตารางวา จดถนนสาธารณะ ที่ธรณีสงฆ์ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 5 ไร่อาคารสนาสนะประกอบด้วย วิหาร กุฏิสงฆ์ ศาลาปาเพ็ญบุญและหอ ระฆัง ปูชนียวัตถุมี พระประธานเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนวัตตอง สร้างเมื่อพ.ศ. 2479 บริเวณพื้นที่ สาธารณะบริเวณพื้นที่สร้างวัดเดิมเป็นที่สาธารณะของหมู่บ้านต่อมาชาวบ้านได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นบนที่ ดังกล่าวการบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ พระเสน ธิตจิตฺโต, พระสม อาลโย, พระใจ ภาพแสดงวัดตอง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 45 ขนฺติโก, พระอินต๊ะสุภาจาโร, พระแก้ว, พระอินสม ปภสุสโร, พระเจริญ จกุกว่โร พระสมรส จารุวณโณ, พระปลัดนิทรรศ เตชวโร, ปัจจุบันเจ้าอาวาส คือ พระครูสุวรรณนั่นทรังชี 1.2 แหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร/เศรษฐกิจพอเพียง 1) โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง (1) ประวัติความเป็นมา โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม ก่อตั้งขึ้นจากคณะกรรมการ พัฒนาหมู่บ้านตอง บ้านตองเจริญราษฎร์ บ้านนาหมัน ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ได้ส่งหนังสือถึงประธานมูลนิธิโครงการหลวงเพื่อขอรับการสนับสนุนเป็นพื้นที่โครงการขยายผล โครงการหลวง ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เนื่องจากมีปัญหาประชาชนในพื้นที่หันมาปลูกข่าวโพดเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและมีการใช้สารเคมีมากในภาคเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งต่อมาทางมูลนิธิ โครงการหลวงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมาหาชน) ได้เข้ามาช่วยเหลือราษฎรใน พื้นที่ โดยจัดตั้งโครงการขยายผลโครงการหลวงโดยใช้ชื่อว่า โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ โครงการเป็น "โครงการพัฒนาพื้นที่สูงตามแบบโครงการหลวงแม่จริม" ตามประกาศ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 ด้วยภารกิจของมูลนิธิโครงการหลวงและ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปรียบเหมือนการส่องกระจก ซึ่งต้องมีการดำเนินงานร่วมกันด้วยหลักการ ภาพแสดงโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=610100230825530&set=pb.100054766749828.-2207520000
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 46 4 ข้อ คือ 1) พอมีพอกิน 2) สินค้ามีคุณภาพและปลอดภัยจากสารเคมี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 3) การจัดทำแผน ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมและ 4) การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำและป่าไม้ (2) ที่ตั้งโครงการ สำนักงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริมอยู่ห่างจาก ตัวจังหวัดน่าน ระยะทาง 45 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง (3) ข้อมูลประชากร เศรษฐกิจ และสังคม โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริมมีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 6 หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 587 ครัวเรือน และจำนวนประชากรทั้งหมดจำนวน 2,325 คน ประชากร ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พืชหลักได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ข้าวนา ลำไย ลิ้นจี่ เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น และประชากรบางส่วนประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม ได้แก่ หัตถกรรม จักสารหวาย และการทำไม้กวาดดอกหญ้า พื้นที่ทำกินส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรแบ่งออกเป็นกลุ่มอาชีพ 7 กลุ่ม (กลุ่มเลี้ยงหมู กลุ่มเลี้ยงวัว กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่ม ทำนมถั่วเหลือง กลุ่มทำแหนม กลุ่มทอผ้า และกลุ่มเทียนไข) กลุ่มสังคม 4 กลุ่ม (กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่ม กขคจ และกลุ่มแม่บ้าน) กลุ่มอาสาสมัคร 3 กลุ่ม (กลุ่ม อปพร. กลุ่ม อสม. และกลุ่ม พลังแผ่นดิน) กลุ่มเยาวชน 1 กลุ่ม (กลุ่มเยาวชนบ้านตอง) 2) ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านน้ำพาง ภาพศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ตำบลน้ำพาง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 47 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านน้ำพางนายอินเดช ปันทะมา ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริมแม่จริม จังหวัดน่าน ได้ดำเนินการจัดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล เพื่อขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ประชาชน โดยสร้างความร่วมมือจัดตั้งหมู่บ้านการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท สนับสนุนแนวทางการเผยแพร่องค์ความรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านกลไกทาง การศึกษาของ กศน. ให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเห็นความสำคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ได้ตระหนักถึง ความสำคัญในการพัฒนาคนด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและ เกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตร ทฤษฎีใหม่ประจำตำบล โดยในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำ ตำบล กศน.ตำบลดำเนินการสำรวจรวบรวมแหล่งเรียนรู้ ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาที่ประสบความสำเร็จใน การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มาจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง - การการเลี้ยงปลาในบ่อดิน - การปลูกผักปลอดสารพิษ - การปลูกมะนาวในวงบ่อ - การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ - การทำปุ๋ยดิน - การเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 48 3) โคก หนอง นา โมเดล ตำบลแม่จริม สถานที่ตั้ง หมู่ 4 อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน บนพื้นที่ 14 ไร่ เป็นที่ดิน สปภ. เริ่มต้นปี พ.ศ. 2552 ได้รับการสนับสนุนจากโครงการขยาย ผลโครงการหลวงแม่จริม ปี 2559 เข้าร่วมกิจกรรม อบรม กสิกรรมธรรมชาติ ปี 2561 ได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินปรับแปลงนา ปอดักตะกอนดิน ปี 2562 ได้รับรางวัลผู้นำต้นแบบ เศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดภัย 9101 ชุมชนแม่จริม ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ปี 2563 ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเข้าร่วมโครงการโคก หนอง นาโมเดล ในพื้นที่มีการปลูกต้นไม้3 อย่าง ประโยชน์4 อย่าง การปลูกผักตามฤดูกาล การปลูกผักโครงการ หลวง ประมง เลี้ยงสัตว์ หรือเกษตรผสมผสาน หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ โคก หนอง นา โมเดลตำบลแม่จริม มีฐานการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาดังนี้ (1) การปลูกต้นไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (2) การปลูกผักตามฤดูกาล (3) การปลูกผักตามโครงการหหลวง (4) การเลี้ยงสัตว์ ภาพแสดงโคก หนอง นา โมเดล ตำบลแม่จริม
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 49 4) โคก หนอง นา โมเดล ตำบลน้ำปาย (1) ประวัติโคก หนอง นา ตาลอย เดิมชื่อสวน ห้วยจึ ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดปลูกต้นสัก และ ข้าว ตั้งแต่ปี 2538 – 2562 ซึ่งมีรายได้จากการขายข้าวเท่านั้น และด้วยสุขภาพของภรรยาที่ไม่แข็งแรง การแบกเบาภาระหนี้สิน จำนวนมาก นายลอย สอนนนฐี จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ จำนวน 10 ไร่ เข้าโครงการ โคก หนอง นา โมเดล แปลงต้นแบบของอำเภอแม่จริม ภายใต้ความดูแลของกรมการปกครอง โดยมีนายชัชชัย ลิ้มภัคดี นายอำเภอแม่จริม หน่วยงานราชการต่าง ๆ เข้ามาช่วยดูแล และขับเคลื่อนโครงการตั้งแต่ ปี 2563 เป็นต้นมา ปัจจุบัน นายลอย สอนนนฐี ได้มีการจัดการพื้นที่ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การเกษตรซึ่งเป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ มีองค์ประกอบดังนี้ - โคก โดยการขุดดินทำหนองน้ำ และนำดินที่ขุดได้มาทำเป็นโคกเพื่อปลูก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ ปลูกพืชผัก สวนครัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ก่อนเข้าสู้ขั้นก้าวหน้า คือทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย ต่อไป และทำที่อยู่อาศัย - หนอง การทำหนองน้ำ หรือแหล่งน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง หรือ ยามจำเป็น เพื่อใช้แหล่งน้ำในการทำการเกษตร ภาพแสดงโคก หนอง นา โมเดล ตำบลน้ำปาย
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 50 - นา พื้นที่นา ใช้ปลูกข้าว โดยการยกคันนา ให้มีความสูง และกว้าง เพื่อเป็นที่ รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูปพืชผักตามคันนา ต่อมาได้ตั้งชื่อสวนใหม่เป็น “โคกหนองนาตาลอย” เพื่อเป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ของเด็ก เยาวชน และผู้สนใจเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ การใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ทำให้คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น มีสุขภาพร่างกานที่แข็งแรง โดยใช้ธรรมชาติบำบัด สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน เพื่อรายได้ให้กับ ครอบครัว และแบ่งปันให้ผู้อื่นได้
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 51 เรื่องที่ 2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอแม่จริม 2.1 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรม 1) การจักสาน (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นายจิต นามสกุล โนราช เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2491 อยู่บ้านเลขที่ 7 หมู่ 1 บ้านน้ำพรหม ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) จุดเด่นของภูมิปัญญาท้องถิ่น (2.1) นำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น (ไม้ไผ่) นำมาแปรรูปให้เกิดมูลค่า (2.2) สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น (3) ที่มาของภูมิปัญญา การจักสาน เป็นงานหัตถกรรมอย่างหนึ่งที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอด องค์ความรู้มาจากบรรพบุรุษคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง และมีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตมาตั้งแต่สมัย โบราณ เครื่องจักสานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนในท้องถิ่นที่ใช้ ภูมิปัญญาจากการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยอาศัยวิธีการฝึกหัดจนเกิดความชำนาญ สามารถนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน มาประยุกต์ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต การจักสานเป็นการนำวัสดุในท้องถิ่น (ไม้ไผ่ อาทิ ไผ่บง, ไผ่ข้าวหลาม) มาจักให้เป็นเส้น แล้วนำมาขัดหรือสานจนเกิดเป็นชิ้นงาน เช่น ตะกร้า ก๋วย ข้อง ไซ หวด กระด้ง ชะลอม โคมไฟ กระติบ สุ่ม เป็นต้น นายจิต โนราช ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้การจักสานไม้ไผ่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น รุ่นก่อน ๆ และได้ฝึกฝนพัฒนาฝีมือมาเรื่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ และได้แนวคิดการทำกระเช้าเถาวัลย์ จากการสังเกตและศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากตัวอย่างชิ้นงานที่พบเห็น ภาพแสดงนายจิต โนราช
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 52 (4) รายละเอียดของเครื่องจักสานไม้ไผ่ (4.1) วัสดุ อุปกรณ์เครื่องจักสานจากไม้ไผ่ (4.1.1) ไม้ไผ่ (ไผ่บง/ไผ่ตง ไผ่ข้าวหลาม/ไผ่ซาง) (4.1.2) มีดจักตอก (4.1.3) น้ำยาเคลือบเงา (แลคเกอร์) (4.1.4) แปรงทาน้ำยา (4.1.5) กรรไกร (4.2) ขั้นตอนการจักสาน (4.2.1) วิธีการจักตอก ก. การนำไม้ไผ่มาจักตอกปื้น แบ่งไม้ไผ่ออกเป็นชิ้นๆตามขนาดที่ต้องการ ใช้มีดจักตอกเอาส่วนในออก (ขี้ตอก) จักในส่วนที่เหลือออกเป็นเส้นบาง ๆ ที่อ่อนตัวง่ายต่อการนำมาขัดกัน (ยกและข่ม) ให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามที่ต้องการ ตอกเหล่านี้ต้องเหลาให้เรียบร้อยตากแดดให้แห้ง (เครื่องจักสานบางชนิดใช้เฉพาะติวไม้ไผ่ในการสานเท่านั้น) ข. การนำไม้ไผ่มาจักตอกตะแคง ใช้วิธีเดียวกันกับการจักตอกปื้นเบื้องต้น แต่การจักให้เป็นเส้นตอกจะทำการจักทางผิวเป็นเส้นเล็กกว่าตอกปื้น ทำการเหลาให้เรียบร้อย แล้วนำออก ตากแดด (4.2.2) การสาน การสานเป็นขั้นตอนที่ยาก ต้องใช้ความคิดและทักษะฝีมือเฉพาะตัว เป็นหลัก และต้องใช้ความละเอียดมากที่สุด เพื่อให้เกิดลวดลายต่าง ๆ ตามที่ต้องการ เริ่มจากการก่อฐาน ด้านล่างด้วยเส้นตอกสองชนิด คือตอกยืน (ตอก-ตั้ง) ซึ่งจะมีลักษณะคอดตรงกลางต่างจากตอกทั่ว ๆ ไป และตอกนอน (ตอกสาน) ที่มีขนาดกว้างเท่ากันทุกเส้น เครื่องจักสานบางอย่างใช้ตอกนอนเส้นเล็ก แต่เครื่อง จักสานบางอย่างก็ใช้ตอกแบบเดียวกันทั้งตอกยืน ตอกนอน (4.2.3) การรมควัน เมื่อสานเครื่องจักสานแต่ละชิ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องนำมารมควัน ก่อนนำไปใช้งาน การรมควันต้องใช้ควันมาก ๆ รมจนเครื่องจักสานมีสีเหลืองเท่ากันทั้งใบเพื่อความแข็งแรง ทนทานและป้องกันมอด แล้วนำมาเข้าส่วนประกอบหวาย มีการผูกปาก พันขา ใส่ฐานและหูหิ้ว (4.2.4) การถักและพัน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสานเพื่อเพิ่มความแข็งแรง สวยงาม แก่เครื่องจักสานด้วยหวาย ในส่วนที่ต้องการเสริมเป็นพิเศษ ได้แก่ ปาก ขา หู การผูกและพันด้วยหวายจะเสริม ให้เครื่องจักสานเกิดความสวยงาม หรืออาจทาน้ำยาเคลือบเงา (แลคเกอร์) เพื่อเพิ่มความสวยงาม (4.3) ลายเครื่องจักสาน ได้แก่ ลายขัด ลายขัดตาหมากรุก ลายขัดตาทแยง ลายสอง ลายสาม ลายเฉลว ลายหัวสุ่ม ลายก้นหอย ลายขด
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 53 ภาพแสดง การจักสาน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 54 ตะกร้าจากเถาวัลย์ (5) รายละเอียดของกระเช้าเถาวัลย์ “เถาวัลย์” มักเป็นพืชที่คนคิดว่าชอบรุกราน แล้วสร้างความรกรุงรังให้แก่ป่าเขา แต่ แท้จริงแล้วชาวบ้านได้นำเถาวัลย์มาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตด้วยการนำเถาวัลย์มาถัก สานเป็นของใช้ อย่างตะกร้า ของประดับตกแต่ง เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ เนื่องจากมีความสวยงาม ประณีต และดูมีคุณค่า ทำให้เกิดความประทับใจและความผูกพันทั้งคนและป่าที่ได้ อาศัยพึ่งพากันและกันเป็นแบบเกื้อกูล ที่สำคัญทำให้คนมีอาชีพเสริมเป็นการเพิ่มรายได้ สำหรับเถาวัลย์ที่ใช้เป็นพันธุ์ไม้ป่าท้องถิ่นที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น เถาวัลย์ ซาววา เถาวัลย์ 3 เหล่า เมื่อนำไปตากแดดไว้ประมาณครึ่งวันพอให้หมาด ก่อนนำมาดัด ถัก หรือพัน ให้เป็น ชิ้นงาน เพื่อให้เกิดความอ่อนตัว เหนียวนิ่ม มีความสะดวกและง่ายในขณะที่สานหรือดัดตามโครงที่ ขึ้นรูปไว้ เถาวัลย์ที่ใช้จะมีหลายขนาด ทั้งเส้นขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ จะต้องคัดเลือกให้ได้พอดีและ ต้องเหลาเส้นใยออกให้เรียบ และการขึ้นรูป เถาวัลย์ให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ จะต้องอาศัยความใจเย็น ใช้ความพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รูปทรงของผลิตภัณฑ์เถาวัลย์ที่ออกมาสวยงาม คงทน มีสีสันสวยงามตามลักษณะ ธรรมชาติ การทาเคลือบเงา (แลคเกอร์หรือแชล็คทาไม้) ก็จะต้องทาให้เรียบอย่าให้เกิดฟองอากาศ (5.1) วัสดุ อุปกรณ์ผลิตกระเช้าเถาวัลย์ (5.1.1) เถาวัลย์(เถาวัลย์ซาววา เถาวัลย์ 3 เหล่า) (5.1.2) มีดโต้ มีดตอก เป็นมีดที่ใช้สำหรับตัดไม้ มี 2 ชนิดคือ ชนิดสันโค้ง และ สันตรง (5.1.3) น้ำยาเคลือบเงา (แลคเกอร์หรือแชล็คทาไม้) (5.1.4) แปรงทาน้ำยา (5.1.5) กรรไกร สำหรับใช้ตัดเถาวัลย์ (5.1.6) ฆ้อน/เครื่องยิงตะปู (5.1.7) ตะปูเข็ม คือตะปูตัวเล็กที่สุด เหมาะที่จะใช้งานตอกหวายติดกับไม้สักเพื่อ ใส่คิ้ว (ตอกตัว) ให้ติดแน่นไม่หลุดและมีอายุการใช้งานได้นาน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 55 (5.1.8) คีบปากตัด/ คีมตัดกิ่งไม้ (5.1.9) เลื่อยลันดา เป็นเลื่อยใช้งานทั่วไปใช้สำหรับตัดหรือฝ่าไม้ตามความ ต้องการ ใช้งานเมื่อให้ปลายไม้ทั้งสองเรียบเสมอกัน (5.2) ขั้นตอนการผลิตกระเช้าเถาวัลย์ (5.2.1) กระเช้าเถาวัลย์ ใช้เถาวัลย์ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติ เป็นพันธ์ไม้ป่าท้องถิ่นที่ ชาวบ้านคุ้นเคยกันดีซึ่งการนำเถาวัลย์แต่ละชนิดมาทำเป็นโครงกระเช้านั้นจะต้องดูความเหมาะสม ทั้งขนาด ความแข็งแรง รวมถึงความสวยงามด้วย (5.2.2) เมื่อเลือกเถาวัลย์ได้แล้วจะต้องนำมาตากแดดให้หมาดก่อนนำมาดัดให้ ตรงก่อนตัดเป็นชิ้นแบบต่าง ๆ ตามต้องการ ความยาวตามขนาดและรูปแบบที่กำหนด เพื่อดัดให้โค้งเป็นวงกลม สำหรับทำฐานและตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วนำมาประกอบเข้าโครงหรือขึ้นรูป ซึ่งชิ้นส่วนเถาวัลย์ที่ตัดแต่ละชุด จะต้องมีความยาวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดความสวยงามเวลาประกอบขึ้นรูปเป็นกระเช้าเถาวัลย์ (5.2.3) การผลิตกระเช้าเถาวัลย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการทำโครง และ ส่วนการพันหรือถักโดยใช้ตะปูเข็มตอกยึดเพื่อเพิ่มความแข็งแรง (5.2.4) สำหรับเถาวัลย์ที่นำมาถักหรือพันรอบ ๆ ตะกร้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และตกแต่งให้มีลวดลายต่าง ๆ ให้สวยงาม จะต้องนำไปแช่ไว้ในน้ำก่อนอย่างน้อย 20 นาที เพื่อให้อ่อนนิ่ม มีความสะดวกและง่ายในขณะที่ถักหรือพันตามโครงที่ขึ้นรูปไว้ (5.2.5) กระเช้าเถาวัลย์ที่ผลิตเสร็จทุกขั้นตอนแล้วทุกชิ้นจะต้องนำไปรมควันหรือ ต้มน้ำประมาณ 3-5 นาที เพื่อฆ่ามอด หลังจากนั้นนำมาลงสีหรือทาน้ำยาเคลือบเงา เพื่อเพิ่มความสวยงาม และป้องกันการเกิดรา เกิดมอด โดยกำหนดราคาตามขนาดของตะกร้า (6) รูปแบบและลักษณะการถ่ายทอด เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น (6.1) เป็นวิทยากรให้ความรู้การทำเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ ให้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป (6.2) เป็นวิทยากรให้ความรู้การทำตะกร้าจากเถาวัลย์ กระเช้าเถาวัลย์ ให้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป (6.3) นำเสนอผลงานในงานหมู่บ้านนวัตวิถี งานนิทรรศการ เทศกาลต่าง ๆ (7) การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาให้เป็นนวัตกรรม เพิ่มคุณค่า(มูลค่า) และความภาคภูมิใจ มีการพัฒนาต่อยอดชื้นงานจากเครื่องจักสานไม้ไผ่สู่กระเช้าเถาวัลย์ เนื่องจากทั้งไม้ไผ่ และเถาวัลย์เป็นวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นจำนวนมาก การนำวัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์แทน พลาสติก เนื่องจากมีความสวยงาม ประณีต ดูมีคุณค่า และช่วยลดภาวะโลกร้อน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 56 2) การทำไม้กวาดดอกหญ้า (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นางโสภา จิตวิชา ประธานกลุ่ม “กลุ่มไม้กวาดดอกหญ้าด้ามพลาสติก” อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 บ้านตอง ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) จุดเด่นของภูมิปัญญาไม้กวาดดอกหญ้า (2.1) ใช้ง่ายและสะดวก (2.2) ราคาถูก (2.3) มีวัตถุดิบมากมายหาได้ง่ายในท้องถิ่น (2.4) มั่นคง ทนทาน ใช้งานได้นานแรมปี (2.5) ใช้วัตถุดิบเป็นดอกหญ้าหรือดอกก๋งเกรดเอและดอกหญ้ามีน้ำหนักเท่ากัน (3) ที่มาของไม้กวาดดอกหญ้า ไม้กวาดดอกหญ้า ทำมาจากดอกหญ้าที่เรียกว่าดอกหญ้าก๋ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บได้ในช่วง เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ แต่ในช่วงที่ดอกออกมากที่สุด จะอยู่ในช่วงต้นเดือนมกราคม ดอกหญ้าก๋งเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ อยู่ตามเชิงเขา หรือพื้นที่สูง ซึ่งการทำไม้กวาดดอกหญ้าเป็นการถ่ายทอดมาจาก บรรพบุรุษ เวลาว่างหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวไร่เสร็จแล้ว ก็จะใช้เวลาว่างทำไม้กวาดไว้ใช้ในครัวเรือน และ บางส่วนก็จะทำไม้กวาดเป็นอาชีพเสริม จำหน่ายภายในชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ต่อมามีชุมชน ใกล้เคียงมาเห็นก็ขอซื้อไปใช้ เมื่อชาวบ้านเห็นว่าทำแล้วขายได้ จึงเก็บดอกหญ้าก๋งไว้ทีละมาก ๆ เพื่อทำขาย ให้กับชุมชนใกล้เคียง จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของตำบลไปไม่ได้คาดหวัง อำเภอแม่จริม มีภูมิประเทศเป็นป่าเขา มีดอกไม้กวาด ที่ชาวบ้าน เรียกว่า “ดอกก๋ง” จำนวนมาก กลุ่มไม้กวาดดอกหญ้าด้ามพลาสติกบ้านตอง จึงรวมตัวกันนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แปรรูปเป็นไม้กวาดดอกหญ้า สร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนและชุมชน ไม้กวาด คือ อุปกรณ์สำหรับให้ในการทำความสะอาดที่อยู่คู่กับคนไทยเรามาช้านาน ทุกบ้านต้องมีไว้เพื่อทำความสะอาดบ้าน หรือปัดหยากไย่ เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งเป็นพื้นความรู้ ความสามารถที่ได้รับการสั่งสมถ่ายทอดกันมา นำมาปรับใช้รวมกับความรู้ และประสบการณ์ของตนเอง ให้เกิด
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 57 ประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมถึงชาวบ้านในท้องถิ่น สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษจนกลาย มาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอันยาวนาน คนโบราณมีความเชื่อกันต่อ ๆ มาว่าห้ามกวาดบ้านในยามวิกาล ด้วยเชื่อว่าเป็นการ กวาดเงิน กวาดทองออกจากบ้าน จะทำให้ขัดสนเงิน แต่หากดูตามหลักความเป็นจริงก็เชื่อว่าการกวาดบ้าน ในตอนกลางคืนจะทำให้มองไม่เห็น อาจกวาดสิ่งของมีค่าทำให้ตกหล่นได้ จึงไม่นิยมกวาดในตอนกลางคืน (4) รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ไม้กวาดดอกหญ้า ผลิตภัณฑ์ไม้กวาดดอกหญ้า มีความสัมพันธ์กับชุมชนมานาน เนื่องจากสถานที่ตั้งของ ชุมชนอยู่ใกล้เขตป่าและภูเขา วิถีชีวิตของชุมชนต้องหาอยู่หากินอยู่ในเขตพื้นที่ป่าและภูเขามาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งบนเทือกเขาที่ล้อมรอบชุมชนก็มีดอกหญ้าหรือ “ดอกก๋ง” ที่ใช้ผลิตไม้กวาดขึ้นโดยทั่วไป ชุมชนจึงนำดอก หญ้า หรือ “ดอกก๋ง” ที่ขึ้นโดยธรรมชาติมาใช้ผลิตไม้กวาดดอกหญ้าหรือที่ชุมชนเรียกว่าไม้กวาดดอกก๋งและ ต่อมา มีผู้พบเห็นและขอซื้อไม้กวาดดอกหญ้าจากฝีมือของคนในชุมชนบ้านตอง เพื่อใช้ในงานบ้าน จนเป็นที่พึงพอใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เมื่อมีคนต้องการมากขึ้น จึงเปลี่ยนจากผลิตเพื่อใช้ เป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นรายได้เสริมของครอบครัวอีกทางหนึ่ง และ รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มผลิตไม้กวาดดอกหญ้าที่เข้มแข็ง มีเงินทุนหมุนเวียน ทำให้ชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (4.1) วัตถุดิบและส่วนประกอบ (4.1.1) ดอกหญ้าหรือดอกก๋ง (4.1.2) บล็อกพลาสติกพร้อมด้าม หูแขวน และลวด (4.1.3) เชือกในล่อน (4.1.4) เข็ม (4.1.5) ตะปู (4.1.6) ค้อน (4.1.7) คีมตัดลวด (4.1.8) กรรไกรตัดกิ่งไม้ (4.2) ขั้นตอนการผลิต (4.2.1) คัดเลือกดอกหญ้าขนาดเท่า ๆ กัน ชั่งนำหนัก 2-2.5 ขีด แล้วแต่ต้องการ ความหนามาก หรือน้อย (4.2.2) แบ่งดอกหญ้าเป็น 3 กำ ใช้ลวดมัดให้แน่น (4.2.3) ใช้ค้อนทุบตรงรอยมัดให้แบน (4.2.4) ตัดตรงโคนให้เป็นรูปสามเหลี่ยม (4.2.5) นำดอกหญ้ากำที่ 1 ใส่ในบล็อกพลาสติก จัดให้แผ่ออก เย็บแบบเนาจน สุดกำ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 58 (4.2.6) ใส่กำที่ 2 และ 3 เย็บแบบเดียวกับกำที่ 1 แล้วเย็บย้อนกลับมาที่ จุดเริ่มต้น ลนไฟปลายเชือกป้องกันเชือกหลุด นำมาประกอบกับด้ามจับ และหูแขวน ตอกด้วยตะปูเข็ม ตัดตกแต่งปลายดอกหญ้าให้สวยงาม (4.2.7) ใช้ด้ามพลาสติกขนาด 3 หุน ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ตอกใส่กับตัว บล็อกแล้วตอกตะปู ขนาด 1 นิ้ว 2 ตัว เพื่อยึดดอกหญ้าที่ใส่บล็อก กับด้ามให้แน่น แล้วใส่จุกท้ายสำหรับเป็นที่ แขวนเป็นอันเสร็จขั้นตอน (4.3) เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต ผลิตภัณฑ์ไม้กวาดดอกหญ้า มีการใช้ช่อดอกหญ้าที่นำมาตากจนแห้งสนิท พร้อมสลัดดอกให้ร่วงหมด และใช้ดอกหญ้าที่มีน้ำหนักเท่ากันมัดด้วยลวดให้แน่น เพื่อทำให้ดอกหญ้าเกาะติด มั่นคงและการใช้งานคงทน ไม่หลุดง่าย โดยร้อยให้เป็นผืน และถักติดกับด้ามไม้ไผ่ ทั้งนี้ วิธีทำไม้กวาดดอกหญ้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งมักใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น ใช้เครื่องตีดอกหญ้า ใช้แผ่นประกบแทนชัน เป็นต้น นอกจากนั้น เทคนิคการเข้าก้านดอกหญ้า กับด้ามไม้กวาดยังแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น การตัดช่อดอกหญ้า ในแต่ละท้องถิ่นจะ แตกต่างกัน แต่ทั่วไปช่อดอกหญ้าจะแก่ และพร้อม ตัดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม หรือบางที่อาจอยู่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งจะตัดช่อดอก หญ้าขณะที่ช่อดอกยังมีสีเขียวอยู่ และเลือกตัดก้าน ช่อดอกที่มีขนาดใหญ่ (5) วิธีใช้ไม้กวาดดอกหญ้าที่ถูกต้อง (5.1) สำหรับไม้กวาดดอกหญ้าที่ถักเป็นข้อยาว ให้จับด้ามไม้กวาดด้วยการหันปลาย แหลมของส่วนถักหันออกจากตัว (5.2) การกวาดพื้นที่มีความสูงไม่เท่ากันจะต้องกวาดจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ (5.3) ไม่กดด้ามไม้กวาดมากเกินไปจนทำให้ปลายดอกหญ้าโค้งงอ (5.4) ขณะกวาดจะต้องค่อยกวาด ไม่ควรเหวี่ยงด้ามไม้กวาดอย่างรวดเร็ว เพราะจะ ทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย (5.5) ไม่ใช้ไม้กวาด กวาดวัสดุขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก เพราะจะทำให้ผืนดอกหญ้า แยกเป็นร่องได้ รวมถึงไม่กวาดพื้นที่มีน้ำอยู่ เพราะจะทำให้ก้านดอกหญ้าเปราะหักได้เร็วขึ้น (5.6) หลังจากกวาดวัสดุมากองรวมกันแล้ว ไม่ควรใช้ไม้กวาด 2 อัน มาประกบสำหรับ ตักเก็บ แต่ควรใช้ที่ตักแทน ภาพแสดง ดอกก๋ง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 59 (6) วิธีเก็บรักษาไม้กวาดดอกหญ้า (6.1) สำหรับด้ามไม้กวาดที่มีเชือกแขวน หลังจากใช้แล้วให้แขวนไว้ โดยมีความสูงที่ผืน ดอกหญ้าไม่พับวางบนพื้น (6.2) หากด้ามไม้กวาดไม่มีเชือกห้อย ให้วางด้ามไม้กวาด โดยให้ผืนแผ่นหญ้าตั้งขึ้นอยู่ ด้านบน เพราะหากวางผืนดอกหญ้าพับบนพื้น จะทำให้ก้านดอกหญ้างอพับได้ แต่บางตำรามองว่า การชัน ตั้งขึ้นอาจทำให้ฝุ่น และเชื้อโรคมาติดกับด้ามได้ และบางครั้งอาจทำให้ก้านดอกหญ้าโค้งงอลงด้านล่างได้เช่นกัน (6.3) ไม่ควรเก็บไม้กวาดด้านนอกที่เสี่ยงต่อน้ำฝน และหากก้านดอกหญ้าถูกน้ำจนเปียก จะต้องนำออกผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ (7) ความภาคภูมิใจ ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจาก สำนักงานมาตรฐานลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม ได้ให้ใบรับรอง “กลุ่มไม้กวาดดอกหญ้าด้ามพลาสติก” โดยอนุญาตให้แสดงเครื่องหมาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ เลขที่ มผช. 9/2546 โดยเลขาธิการสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เมื่อ วันที่ 25 ตุลาคม 2555 3) การทำหมวกจากตอกไม้ไผ่ (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา กลุ่มผลิตภัณฑ์จากตอกไม้ไผ่ เลขที่ 32 หมู่ที่ 8 บ้านน้ำพระทัย ตำบลน้ำพาง อำเภอ แม่จริม จังหวัดน่าน (นางสาวศุภาลักษณ์ เขื่อนจักร : ประธานกลุ่ม) (2) ที่มาของหมวกไม้ไผ่ หมวกไม้ไผ่ได้มาจากการจักตอก แบบเป็นปื้น ๆ แล้วนำมาขัดกันให้เกิดลวดลาย การสานหมวกไม้ไผ่ ใช้ไม้ไผ่ข้าวหลามที่นิยมนำมาทำเป็นกระบอกข้าวหลาม ในบางฤดูกาลเส้นตอกจะเหนียว และได้เส้นตอกที่กว้าง สามารถนำมาสานเป็นกระด้ง ตะแกรง ตอกมัดข้าว ชาวบ้านใช้เส้นตอกจากไผ่ข้าวหลาม ภาพแสดง กลุ่มทำหมวกจากตอกไม้ไผ่
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 60 ถักเป็นเส้นเปีย นำมาเย็บเป็นหมวกตอกไม้ไผ่ เป็นผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ที่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ สวมใส่กันแดดกันฝนของคนทั่วไป การสานหมวกไม้ไผ่ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่อดีต ที่ต้องการนำเอาวัสดุ ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้และปรับปรุงพัฒนามาเรื่อย ๆ จนทำให้เกิด เป็นองค์ความรู้ความสามารถ ความชำนาญและถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน หมวกไม้ไผ่ เป็นของใช้ที่ทำจากมือ มีสีสันสวยงาม มีความคงทน ราคาถูกใช้ประโยชน์ ได้หลากหลาย เช่น สวมกันแดด กันฝน ใช้พัดช่วยให้คลายร้อน หรือใช้สวมใส่ขณะที่ทำงานกลางแจ้ง หมวกไม้ ไผ่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ยังสามารถนำเส้นหมวกที่ถักแล้ว มาเย็บเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น กระเป๋า ตะกร้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีก (3) วัสดุและอุปกรณ์สานหมวกไม้ไผ่ (3.1) มีดจักตอก ใช้จักตอกและเหลาตอกได้ (3.2) จักรอุตสาหกรรม (3.3) ผ้าหรือพลาสติกสำหรับเย็บขอบ (3.4) สีย้อม (4) ขั้นตอนการผลิต (4.1) นำไม้ไผ่มาผ่าแล้วจักเป็นเส้นตอกขนาดเท่า ๆ กัน แบบเป็นปื้น ขนาดตามต้องการ โดยปกติประมาณ 1-2 มิลลิเมตร (4.2) นำเส้นตอกที่ได้มายอมสี และผึ่งลมให้แห้ง (ไม่ควรผึ่งแดดจัดมาก เพราะจะทำให้ เส้นตอกหักง่าย) (4.3) นำเส้นตอกที่ได้มาสานเหมือนถักเปีย ต่อกันจนได้ความยาวตามต้องการ ส่วนนี้ เรียกว่าโค้งหมวก (4.4) นำเส้นโค้งหมวกมาเย็บเป็นหมวกขนาดต่าง ๆ แล้วกุ๊นขอบหรือตกแต่งด้วยผ้าสี ต่าง ๆ (5) ข้อสังเกตในการนำไม้ไผ่มาทำเครื่องจักสาน (5.1) ชนิดของไม้ไผ่และการคัดเลือกไม้ไผ่ที่ใช้ในการจักสาน (5.1.1) ไม้ไผ่บง ก. ไผ่บงบ้าน ลำไผ่โตปานกลาง ปล้องยาวประมาณ 15 นิ้ว แต่ไม่เกิน 18 นิ้ว ผิวคาย สีหม่นเห็นได้ชัด สันข้อและเนื้อไผ่หนา กอไผ่ค่อนข้างห่างไม่อัดกันแน่น เส้นผ่าศูนย์กลางของ ลำต้น โดยประมาณ 4-5 นิ้ว มักจะพบเห็นในหมู่บ้านชนบททั่วไป ข. ไผ่บงป่า ลำไผ่ค่อนข้างเล็กกว่าไผ่บงบ้าน แต่ปล้องไผ่จะยาวกว่า ไผ่บงบ้าน ผิวคาย สีหม่นเหมือนกัน สันข้อจะตื้นไม่หนามากเหมือนไผ่บงบ้าน เนื้อไผ่หนา
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 61 ไผ่บงบ้านและไผ่บงป่า นิยมนำมาทำเครื่องจักสานได้หลากหลายชนิด เพราะเส้นตอกเหนียวและจักตอกได้ทีละหลาย ๆ ปล้อง โดยทั่วไปจะนำมาจักตอกแนวตะแคงเพราะจะได้ เส้นตอกมาก สามารถใช้สานตะกร้า กระบุง กระด้ง (5.1.2) ไม้ไผ่ซาง ก. ไผ่ซางบ้าน ลำไผ่โตปานกลาง ปล้องไผ่ยาวประมาณ 12 นิ้ว ถึง 16 นิ้ว ผิวไผ่ซางจะเขียวเป็นมัน สันข้อตื้นเล็ก กอไผ่จะไม่อัดกันแน่นนักเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 4-5 นิ้ว เนื้อไม้ไผ่ไม่หนาเท่ากับไผ่บงบ้าน พบเห็นได้ตามชนบททั่ว ๆ ไป ข. ไผ่ซางป่า ไผ่ซางป่าพบเห็นได้มากในเขตภาคเหนือตอนบน ในเขต ป่าเขามีมากกว่าไผ่ชนิดอื่น ขึ้นเป็นผืนป่าบริเวณกว้าง ผิวไผ่ซางป่าจะเขียวเป็นมัน สันข้อตื้นเล็ก แต่เนื้อไผ่ บางกว่าไผ่ซางบ้าน ไม้ไผ่ซางป่าและไม้ไผ่ซางบ้าน สามารถทำผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ได้ หลากหลายทั้งงานจักสาน เครื่องเรือนไม้ไผ่ ทำเป็นแพโดยนำมามัดรวมกันเป็นแพลอยน้ำ งานจักสานไม้ไผ่ ส่วนมากจะเป็นงานค่อนข้างหยาบ เช่น เข่งใส่ผัก หรือเข่งใส่ผลไม้ ส่วนมากจะนิยมนำมาทำนั่งร้านในงาน ก่อสร้างอาคารสูงฯ (5.1.3) ไม้ไผ่ไร่ ไผ่ไร่ เป็นไผ่ที่ขึ้นตามชายป่าเชิงเขา จะพบมากในเขตป่าเขาภาคเหนือ ตอนบน ลำต้นไม่ค่อยโต เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2 นิ้ว ผิวไผ่คาย ไม่เป็นมัน ลำต้นไม่สูงมากนัก กอไผ่ทรงพุ่ม แน่น ปล้องระหว่างข้อไผ่ค่อนข้างยาว จากโคนต้นขึ้นมาประมาณ 2 ฟุต ลำต้นจะตัน หน่อไผ่ไร่ถือว่า เป็นหน่อไม้เศรษฐกิจ เพราะเป็นหน่อไม้ที่มีคุณภาพและมีจำนวนมาก ไผ่ไร่ มักนิยมนำมาทำเครื่องจักสานที่ค่อนข้างไปทางงานละเอียด เพราะ เส้นตอกนิ่ม และเหนียวมาก เช่น กระติบใส่ข้าวเหนียว กระเป๋าสานไม้ไผ่ สามารถนำไปทำเครื่องเรือนไม้ไผ่ได้ เช่น พวกโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ ฯลฯ ลักษณะพิเศษของไผ่ไร่ ลำต้นจากโคนต้นขึ้นมาประมาณ 2 ฟุต สามารถ ดัดโค้งงอได้โดยใช้ความร้อน (5.1.4) ไม้ไผ่เฮี้ยะ ไผ่เฮี้ยะ เป็นไผ่ที่ชอบขึ้นตามป่าชื้นเชิงเขาใกล้แหล่งน้ำ เป็นไผ่ที่ลำปล้อง ยาวมาก บางต้นมีลำปล้องยาวถึง 4 ฟุต กอไผ่ห่าง ผิวไผ่จะออกคาย มีสีเหลือง หรือเขียวหม่น ๆ ผิวไผ่ไม่มัน เนื้อไผ่เฮี้ยะบาง สันข้อตื้น ลำต้นตั้งตรง ยาวประมาณ 6-8 เมตร สังเกตได้ว่าจะไม่มีแขนงไผ่ยื่นออกมา ไผ่เฮี้ยะ เป็นไผ่ที่ให้เนื้อไม้ไผ่ไม่มาก ลำต้นกลวง นิยมนำมาสานเป็นฝากระท่อมในชนบท ไม้ไผ่เฮี้ยะเป็นตัวประกอบ ของงานจักสานได้เป็นบางส่วน เพราะเนื้อไม้ไผ่เมื่อแห้งจะกรอบหักง่าย (5.1.5) ไม้ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ข้าวหลาม เป็นไผ่ที่ชอบขึ้นตามป่าชื้นเชิงเขาใกล้แหล่งน้ำ เช่นเดียวกับไผ่เฮี้ยะ ผิวเป็นคายออกสีเขียวจัด ไม้ข้าวหลามบาง ปล้องยาวประมาณ 2 ฟุต แต่เนื้อไม้หนากว่า ไม้ไผ่เฮี้ยะ สันข้อหนา ลำต้นตั้งตรง ยาวประมาณ 6-7 เมตร ข้อสังเกตไม้ไผ่ข้าวหลาม ผิวไม้จะชุ่มชื้นกว่า
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 62 ไม้ไผ่เฮี้ยะ ไม้ไผ่ข้าวหลามนิยมนำมาทำเป็นกระบอกข้าวหลามในบางฤดูกาล เส้นตอกจะเหนียวและได้เส้นตอก ที่กว้าง สามารถนำมาสานเป็น กระด้ง ตะแกรง ตอกมัดข้าว ถักเป็นเส้นเปีย นำมาเย็บเป็นหมวกตอกไม้ไผ่ (5.1.6) ไม้ไผ่สีสุก ไผ่สีสุก เป็นไผ่ที่กอไผ่ค่อนข้างใหญ่ ทรงแผ่ออกกว้าง มีแขนงหนาม โดยรอบกอ จะพบใกล้แหล่งน้ำในชนบท ขึ้นไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เป็นไผ่ที่ชาวบ้านนำไปปลูกแพร่ ขยายพันธุ์เอง ลำต้นสูงใหญ่ ผิวไผ่เป็นมัน เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 7 นิ้ว ปล้องแต่ละปล้องยาวประมาณ 1-2 ฟุต ลำต้นตั้งตรง แขนงไผ่มาก เนื้อไม้ไผ่สีสุกมีความหนากว่าไม้ไผ่ที่กล่าวมาข้างต้น ไผ่สีสุก เป็นไผ่ที่มี คุณค่าในการจักสานได้ทุกชนิดตั้งแต่ กระบุง ตะกร้า กระด้ง ตะแกรง เข่ง ไซดักปลา สุ่มปลา ฯลฯ และยัง สามารถนำมาทำโครงสร้างเครื่องเรือนไม้ไผ่ เป็นไม้ไผ่ที่สามารถสร้างสรรค์งานได้ทั้งงานหยาบและงานละเอียด เพราะเนื้อไม้ไผ่ค่อนข้างเหนียวทนทาน (5.1.7) ไม้ไผ่รวก ไผ่รวก เป็นไผ่ที่พบเห็นได้ทั่ว ๆ ไป ทั้งไผ่รวกบ้านและไผ่รวกป่า ไผ่รวกบ้านนิยมปลูกขยายพันธุ์ในเชิงธุรกิจได้ เพราะลำไผ่รวกบ้านใหญ่กว่าไผ่รวกป่า ไผ่รวกกอไม่ใหญ่นัก ลำต้นตรง แขนงไผ่มีไม่มาก ลำต้นยาวถึง 12 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นไม่เกิน 3-4 นิ้ว ไผ่รวกเป็นกอไผ่ เอนกประสงค์สามารถใช้ในงานจักสานได้หลากหลายประเภท (5.2) การจักตอก ลักษณะที่ 1 จักตอกเป็นปื้น หรือจักตอกสองพี่น้อง เรียกตามศัพท์ทั่ว ๆ ไป ที่เข้าใจได้ง่าย โดยใช้มีดที่มีน้ำหนักพอเหมาะใช้ความคมของมีดกดลงไปบนหน้าตัดของซี่ไม้ไผ่ ให้แยกออกเป็น สองส่วนเท่า ๆ กัน โดยผิวไม้จะอยู่ส่วนบนของหน้ามีด ส่วนท้องไม้ไผ่จะอยู่ส่วนล่างของหน้ามีดขนานกันไป การจักตอกลักษณะนี้จะได้เส้นตอกที่กว้างใหญ่ ตามความหนาของลำไม้ไผ่นั้น ๆ เส้นตอกที่อยู่ใกล้ผิวไผ่ จะมี คุณภาพดีกว่าเส้นตอกที่อยู่ด้านล่างถัดลงไป ลักษณะที่ 2 จักตอกตะแคง โดยใช้มีดที่มีน้ำหนักพอเหมาะ ใช้ความคมของมีดกด ลงไปบนหน้าตัดของซี่ไม้ไผ่ให้แยกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน โดยจับซี่ไม้ไผ่อยู่ในแนวตะแคง ผิวไม้ไผ่จะหันออกไป ด้านหน้าตัวมีด ส่วนท้องของไม้ไผ่จะหันเข้าหาตัวมีดด้านมือจับด้ามมืด ด้านผิวของไม้ไผ่จะทำมุมฉากกับตัวมีด เส้นตอกที่ได้จะมีคุณภาพเท่ากันทุก ๆ เส้น เพราะจะมีส่วนของผิวไม้ไผ่ติดไปด้วยทุกเส้นตอก แต่จะได้เส้นตอก ค่อนข้างเล็กตามความหนาของลำไม้ไผ่
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 63 2.2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการถนอมอาหาร แปรรูปอาหาร 1) ขี้ปลาฟัก (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นายอินเดช ปันทะมา เกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2494 อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 บ้านน้ำพาง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) จุดเด่นของภูมิปัญญา การถนอมอาหาร “ขี้ปลาฟัก” เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเคล็ดลับพิเศษ เพื่อให้ได้ “ขี้ปลาฟัก” รสเลิศไม่เหมือนใคร และหารับประทานตามท้องตลาดทั่วไปไม่ได้ (3) ที่มาของภูมิปัญญาการทำขี้ปลาฟัก การถนอมอาหาร “ขี้ปลาฝัก” เนื่องจากบ้านน้ำพางเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่มายาวนาน วิถีชีวิตในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติสมบูรณ์คงอยู่เสมอ จึงมีปลาให้ทำ “ขี้ปลาฟัก” และสืบทอดองค์ความรู้สู่ลูกหลานในชุมชนได้ถึงปัจจุบัน ที่สำคัญปลาที่ใช้ต้องเป็นปลาในท้องถิ่น (ปลาน้ำว้า = ปลาหิ่ง ปลาดาบลาว ปลาม้อม) เท่านั้น ถ้าเป็นปลาจากที่อื่นไม่สามารถทำ “ขี้ปลาฟัก” ได้ เพราะขี้ปลารสเลิศนี้ ไม่ได้ทำกันทั่วไป อาจจะเป็นชุมชนแรกที่มีการถนอมอาหาร “ขี้ปลาฟัก” นี้ และนิยม บริโภคกันค่อนข้างกว้างขวาง (4) รายละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น (4.1) ส่วนผสมหรือวัตถุดิบ ดังนี้ (4.1.1) ปลาหิ่ง ปลาดาบดาว ปลาม้อม 2 กิโลกรัม (4.1.2) เกลือป่น 180 กรัม (4.1.3) ข้าวเหนียวนึ่งแช่น้ำ 50 กรัม (4.1.4) กระเทียม 50 กรัม (4.1.5) ผงชูรส 1 ช้อนชา ภาพแสดง ขี้ปลาฟัก
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 64 (4.1.6) กระบอกไม้ไผ่ (ตัด 1 ปล้อง ยาว 1 คืบ) จำนวน 24 กระบอก (4.2) ขั้นตอนการทำ (4.2.1) เลือกชนิดปลา (ปลาน้ำว้า = ปลาหิ่ง/ปลาดาบลาว/ปลาม้อม) (4.2.2) ขอดเกล็ดปลาออก เพื่อไม่ให้มีความหยาบหรือแข็งจากเกล็ดปลาจะ ทำให้อาหารไม่อร่อย อาจติดคอได้และต้องตัดหัวปลาทิ้งด้วย (4.2.3) ทุบกระเทียมและสับลงไปพร้อม ๆ กับเนื้อปลา หรือแยกโขกในครกก็ได้ (4.2.4) นำข้าวเหนียวนึ่งที่เตรียมไว้มาล้างน้ำ โดยขยี้ให้ละเอียดเป็นเมล็ด ๆ อย่าให้จับเป็นก้อน ล้างน้ำสะอาดประมาณ 3 น้ำ (4.3) วิธีการปรุง (4.3.1) โรยเกลือ ชูรส ที่เตรียมไว้ในชามปลาที่ฟัก/สับ จนละเอียดเรียบร้อยแล้ว (4.3.2) โรยข้าวเหนียวแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว(เคล็ดลับ ถ้าส่วนผสมถูกต้องขี้ปลาฟักจะไม่ติดทัพพี) (4.3.3) เผากระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ ให้น้ำในเนื้อไม้ไผ่ออกให้หมด (สะเด็ดน้ำ) แล้วนำไปล้างทำความสะอาดขัดล้างทั้งภายนอก และภายในให้สะอาด ก่อนนำส่วนผสมมากรอกใส่กระบอกไม้ ไผ่ (กรอกเหมือนกรอกข้าวหลาม) (4.3.4) ลนใบตองกล้วย สำหรับพันปิดกระบอกไม้ไผ่เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็นเขียว แต่จะมีกลิ่นหอม (4.3.5) ใช้ช้อนตักส่วนผสมกรอกใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วตอกกระบอกไม้ไผ่เพื่อไล่ อากาศข้างในออก ถ้ามีอากาศข้างในจะทำให้ “ขี้ปลาฟัก” เสีย กรอกให้พอดีๆ ไม่ต้องพูน (4.3.6) พันใบตองกล้วยรอบ ๆ ปากกระบอกไม้ไผ่ 2 รอบ แล้วพับใบตองกล้วย ลงมาปิดปากกระบอก รัดด้วยหนังยางประมาณ 3 รอบ แล้วตัดใบตองส่วนที่เหลือออก (4.3.7) พักเก็บไว้ 2 วัน จึงจะรับประทานได้ (4.4) รูปแบบและลักษณะการถ่ายทอด เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น (4.4.1) เผยแพร่วิธีการถนอมอาหาร “ขี้ปลาฟัก” ผ่านยูทูปและเฟสบุ๊ค ที่ลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=eejfuZa7EkM และ https://www.facebook.com /100009209343594/videos/419526756725049 (4.4.2) นำเสนอผลงาน การถนอมอาหาร “ขี้ปลาฟัก” ตามนิทรรศการ เทศกาล ต่าง ๆ (4.4.3) เผยแพร่ผลงานผ่านโครงการน้ำพางโมเดล
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 65 2) กล้วยกรอบ (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นางสุภาคินี สุทธโลก เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2519 อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 2 บ้านนาเซีย ตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) จุดเด่นของภูมิปัญญา (2.1) เป็นการนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น (กล้วย) มาถนอมอาหาร แปรรูปอาหาร ให้เกิดมูลค่า (2.2) ผลิตภัณฑ์กล้วยกรอบทอดสมุนไพรใบเตยไม่อมน้ำมัน มีหลายรสชาติ เช่น รสชีส รสปาบิก้า รสบาร์บิคิวรสดั้งเดิม และกล้วยเบรกแตกรสธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีกล้วยเส้น (กล้วยเฟรนฟราย) และกล้วยทอดเนยเค็ม (2.3) ใช้มีดแบบหลายใบมีดสไลน์กล้วย เพื่อให้ได้กล้วยแผ่นบาง ๆ อย่างรวดเร็ว (3) ที่มาของภูมิปัญญา จังหวัดน่านปลูกกล้วยกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ซึ่งอำเภอแม่จริมก็เป็นอีกอำเภอหนึ่ง ที่มีการปลูกกล้วยมาก ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุก ที่สำคัญคือ กล้วยหักมุกที่มีลูกขนาดใหญ่ รับประทานสุกหรือดิบไม่อร่อย จึงมีแนวคิดนำกล้วยมาแปรรูปเป็นกล้วยกรอบ กล้วยเบรกแตกเพื่อเพิ่มมูลค่า และสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว และมีการพัฒนาปรับปรุง รูปแบบ รสชาติ ขึ้นมาเรื่อย ๆ จึงเป็นที่นิยมของท้องตลาด และกลายเป็นสินค้า OTOP ขึ้นชื่อของอำเภอแม่จริม (4) รายละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น (4.1) การผลิตกล้วยกรอบ (4.1.1) วัตถุดิบและส่วนประกอบการทำกล้วยกรอบ ดังนี้ ก. กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุก แก่ 1 เครือ ข. น้ำมันพืช (ตราโอลีน) 3 - 4 ขวด ค. น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม ภาพแสดงการเผยแพร่ เมนูขี้ปลาฟัก
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 66 ง. เกลือป่น 3 ช้อนโต๊ะ จ. น้ำเปล่า 3 ลิตร ฉ. ใบเตย 1 กำมือ ช. ผงชีส ผงปาบริก้า ผงบาร์บิคิว ฯลฯ1 ถุง (4.2) ขั้นตอนการผลิตกล้วยกรอบ (4.2.1) นำกล้วยที่เตรียมไว้ไปปลอกเปลือก แช่น้ำเกลือ แล้วฝานด้วยมีดสไลด์ กล้วยลงในกระทะน้ำมันที่ร้อนจัด (4.2.2) ทอดกล้วยในน้ำมันที่ร้อนจัด ขนาดพอสุก จึงโรยใบเตยที่หั่นเตรียมไว้ ทอดให้เข้ากัน (4.2.3) โรยน้ำเชื่อม (น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำเปล่า) ที่เตรียมไว้ในกระทะ ประมาณ 1 แก้ว แล้วรีบคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที จนกระทะเดือดอีกครั้ง พอกล้วย กรอบแล้วให้คนคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง ก่อนตักออกจากกระทะ (4.2.4) ผึ่งกล้วยกรอบในกระด้งจนน้ำมันแห้ง (4.2.5) นำกล้วยกรอบมาใส่กระด้งที่ปูกระดาษซับน้ำมัน เพื่อซับน้ำมันที่เหลือ ค้างอยู่ออกให้หมด โดยเกลี่ยกล้วยกรอบให้บาง ๆ (4.2.6) นำกล้วยกรอบที่เย็นและสะเด็ดน้ำมันหมดแล้ว มาคลุกเคล้ารสชาติ ต่าง ๆ ตามที่ต้องการ ก่อนนำมาบรรจุถุง และติดป้าย ถ้าเป็นกล้วยกรอบรสชาติดั้งเดิมจะไม่ใส่น้ำเชื่อม อาจโรยเกลือถ้าต้องการให้ กล้วยกรอบเค็ม นอกจากนี้ยังมีกล้วยน้ำว้าทอดเนยเข้มข้น (4.2) การผลิตกล้วยเบรคแตก (4.2.1) วัตถุดิบและส่วนประกอบ การทำกล้วยเบรคแตก ดังนี้ ก. กล้วยน้ำว้าแก่จัด (มีสีเหลืองนิดหน่อย) 1 เครือ ข. น้ำมันพืช (ตราโอลีน) 3-4 ขวด ค. ใบเตย 1 กำมือ (4.2.2) ขั้นตอนการผลิต ก. นำกล้วยที่เตรียมไว้ไปปลอกเปลือก แล้วฝานด้วยมีดสไลด์กล้วย ข. นำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด ขนาดพอสุก โรยใบเตยที่หั่นเตรียมไว้ คนคลุกเคล้าให้เข้ากัน รอจนกล้วยกรอบ (กล้วยเบรคแตก) จึงตักออกจากกระทะ จะได้กล้วยแผ่นเบรคแตก รสธรรมชาติ ถ้าต้องการรสหวานให้โรยน้ำเชื่อม (น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำเปล่า) ที่เตรียมไว้ในกระทะ ประมาณ 1 แก้ว แล้วรีบคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที จนกระทะเดือดอีกครั้ง พอกล้วยกรอบแล้วให้คนคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งก่อนตักออกจากกระทะ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 67 ค. ผึ่งกล้วยเบรคแตกในกระด้งจนน้ำมันแห้ง ง. นำกล้วยเบรคแตกมาใส่กระด้งที่ปูกระดาษซับน้ำมัน เพื่อซับน้ำมัน ที่เหลือค้างอยู่ออกให้หมด โดยเกลี่ยกล้วยเบรคแตกให้บาง ๆ จ. นำกล้วยเบรคแตกที่เย็นและสะเด็ดน้ำมันหมดแล้วนำมาบรรจุถุง ติดป้าย (4.3) การผลิตกล้วยเส้นเบรคแตก วัตถุดิบและส่วนประกอบ ตลอดจนขั้นตอนการผลิตทำเช่นเดียวกับกล้วย เบรคแตก ต่างกันที่ขั้นตอนการฝานกล้วย ซึ่งต้องฝานให้เป็นเส้น ๆ นอกจากนี้ ยังสามารถนำวัตถุดิบอื่นมาใช้แทนกล้วยน้ำว้าได้ เช่น เผือก ขนุน เป็นต้น (5) รูปแบบและลักษณะการถ่ายทอด เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น (5.1) เป็นวิทยากรให้ความรู้การทำกล้วยกรอบ กล้วยเบรกแตก ให้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป (5.2) เผยแพร่ภูมิปัญญาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทาง Line ID : bananasnack_01 Facebook : บานาน่า สแน็ค (5.3) เผยแพร่ภูมิปัญญา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทาง Onie Online Comer Center : OOCC กศน.อำเภอแม่จริม (5.4) นำเสนอผลงานการแปรรูปอาหาร “กล้วยกรอบ” ตามนิทรรศการ เทศกาลต่าง ๆ (6) การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาให้เป็นนวัตกรรม เพิ่มคุณค่า (มูลค่า) และความภาคภูมิใจ มีการพัฒนาต่อยอดการแปรรูปกล้วย จากกล้วยทอดกรอบธรรมดา เป็นกล้วย ทอดกรอบรสชาติต่าง ๆ มีการพัฒนากระบวนการทอดโดยการใส่ใบเตยลงไปด้วย เพื่อให้มีกลิ่นหอม ของสมุนไพรธรรมชาติ และใส่น้ำเชื่อมลงไปด้วยเมื่อกล้วยสุกดีแล้ว มีการนำกล้วยที่ทอดกรอบแล้วมาพักไว้ ที่กระด้งให้เย็น ก่อนนำไปวางไว้บนกระดาษซับน้ำมัน เพื่อให้กล้วยกรอบสะเด็ดน้ำมัน ไม่อมน้ำมันในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการนำไปคลุกเคล้ารสชาติต่าง ๆ ตามที่ต้องการ 2.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านเกษตรกรรม ชาเขียวใบหม่อน (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นายอิ่นแก้ว พรหมสกุลปัญญา ประธานกลุ่มส่งเสริมอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอำเภอ แม่จริม ชาเขียวใบหม่อนบ้านพรหมสกุลปัญญา อยู่เลขที่ 15 หมู่ 3 บ้านดงไพรวัลย์ ตำบลหนองแดง อำเภอ แม่จริม จังหวัดน่าน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 68 (2) จุดเด่นของภูมิปัญญา การผลิตชาใบหม่อนแบบครัวเรือน ถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึก ปฏิบัติจนชำนาญจึงจะได้ชาใบหม่อนที่ดีมีคุณภาพ เพื่อเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อบำรุงสุขภาพ ที่มีสี กลิ่น รสชาติเฉพาะตัว (3) ที่มาของภูมิปัญญา เนื่องจากตำบลหนองแดง มีพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยได้มีการรวมกลุ่มการ ดำเนินงานคือ กลุ่มอาชีพหม่อนไหม บ้านหนองแดง หมู่ 5 ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม และกลุ่มส่งเสริม อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอำเภอแม่จริม (OTOP 3 ดาว : ผลิตภัณฑ์ชาใบหม่อน) (4) รายละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น “หม่อน” เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใบหม่อนนอกจากใช้เลี้ยงไหมแล้ว ยังสามารถนำมา ประกอบอาหารได้หลายชนิด มีโปรตีนและแร่ธาตุต่าง ๆ สูง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีคุณสมบัติในการป้องกัน และรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ดังนั้น การผลิตชาใบ หม่อนเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ จึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ชาใบหม่อน นอกจากจะหอม อร่อย แล้ว ยังมีแร่ธาตุและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงกว่าชาทั่ว ๆ ไป เช่น แคลเซียม โปแตสเซียม โซเดียม แมกนีเซียมฯ ตามเภสัชตำรับของประเทศจีน ใบหม่อน ใช้แก้โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ขับร้อนจาก ปอด อาการไอแห้ง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ตาอักเสบ ตามัว การทำชาใบหม่อนมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนี้ (4.1) นำชาใบหม่อน มาคัดเลือกเอาเฉพาะใบที่มีสีสวย เขียวสด นำมาใส่ในภาชนะ อย่าให้ใบบอบช้ำ (4.2) นำใบหม่อนที่คัดแล้วมาล้าง จากนั้นปล่อยให้สะเด็ดน้ำจนแห้ง (4.3) นำใบหม่อนมาซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ใช้มีดปลายแหลมหั่นขวางออกเป็นชิ้น ๆ ประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วใส่ภาชนะเตรียมรอเอาไว้ (4.4) นำกระทะใบใหญ่ตั้งบนเตาแก๊ส เมื่อความร้อนได้ที่ นำใบหม่อนที่หั่นแล้วใส่ลงไป ใช้มือโกยใบหม่อนกลับไปกลับมา อบจนแห้ง (ระยะเวลาในการอบประมาณ 1 ชั่วโมง กว่า ๆ) (4.5) สังเกตดูว่าก้านของใบหม่อนแห้งกรอบหรือยัง ถ้าใบหม่อนแห้งกรอบแล้ว ให้หยุด การกวน (4.6) นำใบหม่อนที่ได้ มาเก็บรักษาในที่แห้งและมิดชิด โดยใส่กระบุง หรือภาชนะ ป้องกันมิให้อากาศภายนอกเข้าไปทำปฏิกิริยาได้จากนั้นนำชาใบหม่อนมาบรรจุใส่ถุงพลาสติก หรือกระป๋อง การผลิตชาใบหม่อนนิยมใช้ใบหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 หรือพันธุ์นครราชสีมา 60 เพราะ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ใบมีขนาดใหญ่หนา ไม่เหี่ยวง่าย
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 69 2.4 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการรักษาพื้นบ้าน 1) หมอสู่ขวัญ (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นายบุญเรือง เขื่อนจันน่าน เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2504 (อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านบอน พ.ศ. 2550-2555) อยู่บ้านเลขที่ 77 หมู่ 1 บ้านบอน ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) จุดเด่นของภูมิปัญญา เป็นการสืบสานประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น เกี่ยวกับพิธีกรรมพื้นบ้าน ที่ควรรักษา สืบทอดให้คงอยู่ลูกหลานต่อไป (3) ที่มาของภูมิปัญญา (3.1) ได้รับการศึกษาเรียนรู้และสืบทอดการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ จากบรรพบุรุษ เป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมา เช่น พิธีกรรมล้านนาน่าน คัมภีร์โบราณ คาถา อาคมต่าง ๆ ฯลฯ (3.2) ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับใช้และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน (4) รายละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น (4.1) นายบุญเรือง เขื่อนจันน่าน เป็นปราชญ์ชาวบ้าน “หมอสู่ขวัญ” ที่ชุมชนเคารพ นับถือ เป็นผู้นำพิธีกรรมต่าง ๆ ในท้องถิ่น ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ดังนี้ (4.1.1) พิธีสู่ขวัญควาย พิธีสู่ขวัญข้าว พิธีสืบชะตา ฯลฯ (4.1.2) พิธีสู่ขวัญคน เช่น สู่ขวัญแต่งงาน พิธีสู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่ พิธีสู่ขวัญ พระ เณร ฯลฯ (4.1.3) พิธีรดน้ำมนต์(พรมน้ำมนต์รักษาโรค) (4.1.4) พิธีเสกเป่ารักษาโรค เช่น เป่าตา เป่าต่อกระดูก ต่อข้อ เป่าบาดแผล ห้ามเลือด เป่างูสวัด เป่าแก้พิษ ตุ่มพิษ ฯลฯ (4.1.5) พิธีเลี้ยงผีต้นน้ำ พิธีเลี้ยงผีป่าผีเขา ผีบวกผีหนอง พิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อเมือง พิธีเลี้ยงผีไร่ผีนา ผีปู่ผีย่า
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 70 (5) พิธีสู่ขวัญควาย (5.1) ความเป็นมา ควาย เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชาวไร่ชาวนามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล เป็นสัตว์ให้คุณ เป็นกำลังหลักของชาวนาในการปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนมาโดยตลอด ปัจจุบันควายถูกใช้งานน้อยลงเพราะวิถีชีวิต เกษตรกร เปลี่ยนไปจากใช้แรงงานควาย หันไปใช้แรงงานจากเครื่องจักรแทน ในช่วงที่หมักนาทิ้งไว้นี้จะมีพวก ปลาชนิดต่าง ๆ มาอาศัยและเจริญเติบโต ดังนั้นตอนคราดนา เด็ก ๆ จะชอบเดินตามหลังผู้ใหญ่เพื่อจับปลา ที่กระโดดหนี เนื่องจากเมาขี้โคลน เด็กจะเอาข้องมัดตรงเอว ปลาที่จับได้ส่วนมากจะเป็นปลาช่อน ปลาปก ปลาสะเด็ด จะนิยมนำมาทำแหนมปลา แอบปลา คือเอาปลา คลุกเคล้าเครื่องเทศ ได้แก่ ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ พริกขี้หนูซอย ห่อใบตองปิ้งบนไฟ ตอนไถหรือคราดนาจะเทียมแอกเพื่อยึดคอควายกับไถ มีทั้งแอกคู่และแอก เดี่ยว แอกคู่ จะใช้ควาย 2 ตัว เทียมแอก การใช้เทียมคู่จะทำให้ควายเหนื่อยน้อยลง ส่วนแอกเดี่ยวจะใช้ควาย เพียงตัวเดียว การใช้ควายไถและคราดนาจะมีคำสั่งเฉพาะ ได้แก่ หย่อ (หยุด) หน (ถอย) ฮุ่ย (เดินหน้า อ่อย (ค่อย ๆ หยุด) ซ้าย ขวา บางครั้งเมื่อควายไม่ทำตามคำสั่ง จะถูกลงโทษ โดยการดุด่า หรือเฆี่ยนตี ควายหงาน (ควายที่แข็งแรงได้แรงงานเยอะ เป็นควายหนุ่มฉกรรจ์ กล้ามเนื้อเป็นมัด มีหนอกใหญ่) ใช้เป็น พ่อพันธุ์ ควายหงานเมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มจะแย่งชิงความเป็นผู้นำจ่าฝูง โดยจะต่อสู้หรือชนกันเพื่อแย่งชิงตัวเมีย เมื่อชนะก็ได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย ควายจะอยู่กับคนซึ่งถูกเลี้ยงจนเชื่องและเป็นมิตรกับคน คนจะเลี้ยงควายด้วย ความรัก เมื่อเลี้ยงสิ่งใดก็รักและผูกพันสิ่งนั้น การสู่ขวัญควาย เป็นการเตือนสติ เตือนจิต เตือนใจ ให้คนมีความกตัญญูกตเวที รำลึกถึงบุญคุณ ของผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ตน ว่าเมื่อได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นแล้ว ก็มากระทำการ หรือ แสดงการตอบแทนบุญคุณที่ผู้อื่นได้กระทำแก่ตน อย่างเช่น “ควาย” คนได้ใช้แรงงานในการไถคราด พลิกแผ่นดินอันเป็นของหนัก เพื่อหว่าน เพาะปลูกข้าว ปลูกพืชผักในพื้นแผ่นดิน จนได้รับผลประโยชน์ จากแรงงานของควาย คือได้ข้าวมาสำหรับบริโภค เลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว ในขณะที่คนได้ไถคราดนั้น บางที ได้ดุด่า เฆี่ยนตีควายซึ่งทำโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งที่กำลังมีแอกต่างคออยู่ หนักแสนหนัก เหนื่อยแสนเหนื่อย เมื่อคน ระลึกนึกถึงบุญคุณของควาย ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ ไม่มีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันใด ชาวนาจึงมีการหาวิธี ที่จะตอบแทนบุญคุณของควายขึ้น โดยวิธี “สู่ขวัญควาย” ขออโหสิกรรมต่อควาย เพื่อเป็นสิริมงคลและ การแสดงความรักต่อควาย ระยะเวลาในการทำพิธี คือช่วงหลังการใช้งานควายในการไถนา ประมาณต้นปีใหม่ (5.2) ขั้นตอนวิธีการทำพิธี การทำพิธีสู่ขวัญควาย ก่อนลงพิธีทำนานั้น นอกจากจะมี อุปกรณ์ในการทำนา ประกอบด้วย ไถ คราด แอก และเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก แล้วก็ยังมีเครื่องบูชา พานดอกไม้ ธูปเทียนตามความเชื่อ ของที่ชาวบ้านคิดว่าจะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อการเพาะปลูกข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ ปราศจากศัตรูและโรคพืช ทำให้ได้ผลผลิตเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาลงมือไถ และคราดนา ก่อนปักดำ นั้น ควายต้องไม่หนีออกจากร่องไถ ร่องคราด จากนั้นพ่อพราหมณ์ก็ผูกเขาควายด้วยฝ้าย ผูกแขน ก่อนให้ควาย ลงไถนา สิ่งที่เป็นมงคลจะเป็นส่วนประกอบของการจัดพานบายศรีซึ่งจะขาดไม่ได้ ปกติต้องจัดด้วยพาน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 71 ทองเหลืองหรือสัมฤทธิ์ (ขันลงหิน) หลาย ๆ ใบ ซ้อนกัน มีใบตอง ดอกไม้สด ด้ายสำหรับผูกข้อมือ จัดเป็น ชั้น ๆ จะเป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น ชาวนาจะทำบายศรี1 ชุด ขนม ข้าวต้ม เหล้าไห ไก่คู่ ไข่ต้ม 1 คู่ เอี้ยงหมาย นา 1 ต้น (ดอกไม้จำพวกไพล ขิง ข่า มีเหง้าในดินสูงประมาณ 1 เมตร ดอกสีขาว หน่อในดินกินลวกหรือต้มจิ้ม น้ำพริก) ข้าวตอก ดอกไม้ หมากพลู ด้ายสายสิญจน์ผูกเขาควาย หญ้าอย่างดี1 หาบ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่วงา กล้วยสุก บางแห่งจะมีสะตวง (กระทงที่ทำจากกาบกล้วย) 1 อัน มีขันปู่อาจารย์ ผ้าขาว ผ้าแดง เงิน 10 สลึง (ปัจจุบันใส่ 12 บาท) ผู้เป็นเจ้าของควายจะนำกรวยดอกไม้ไปผูกกับเขาควาย ให้ควายกินปลายกล้าข้าว หรือ หญ้าอย่างดีที่เตรียมไว้ เพื่อแสดงความรักและเมตตาต่อควาย ส่วนควายก็เป็นสัตว์ที่รู้ภาษามนุษย์ และ เข้าใจความเมตตาที่ชาวนาแสดงออกอย่างเป็นมิตร 2) สมุนไพรพื้นบ้าน (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นางบุญ แก้วใส เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2495 อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 2 บ้านป่าสัก ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ภาพแสดงพิธีสู่ขวัญควาย
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 72 (2) จุดเด่นของภูมิปัญญา เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรในวิถีชีวิตของคนในชุมชน (3) ที่มาของภูมิปัญญา นางบุญ แก้วใส มีความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรจากนั้นได้เข้าร่วมการเป็นสมาชิก ชมรมผู้สูงอายุของตำบลน้ำปายทำให้มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล น้ำปาย เพื่อเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ - ได้รับความรู้จาก นายเชษฐ กันใจมา แพทย์แผนไทย วิทยากรจากโรงพยาบาล แม่จริม (การทำลูกประคบสมุนไพร) - ศึกษาดูงานจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสวนแสงประทีป ตั้งอยู่ ณ บ้านสันติสุข เลขที่ 197 หมู่ที่ 10 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เกี่ยวกับอะไรบอกได้ไหม (4) รายละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น (4.1) ยาสมุนไพรแก้โรคกระเพาะอาหาร (ลูกกลอน) (4.1.1) ส่วนประกอบ - ขมิ้นชัน - ใบเปล้าน้อย - ว่านชักมดลูก - ชะเอม - กล้วยน้ำว้า (4.1.2) สรรพคุณ - ขมิ้นชัน ช่วยขับพิษที่สะสมในตับ เนื่องจากมีฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบ - ใบเปล้าน้อย เปลือกและใบ รักษาโรคท้องเสีย บำรุงโลหิตประจำเดือน บำรุงธาตุ ใบมีสาร plaunotol ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร ราก แก้คัน รักษามะเร็งเพลิง รักษาโรค ผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้พยาธิต่างๆ แก้ไอเป็นโลหิต เป็นยาปฏิชีวนะแก่น ขับโลหิต - ว่านชักมดลูก รักษามดลูกอักเสบ ช่วยมดลูกเข้าอู่หลังคลอด รักษา อาการประจำเดือนมาไม่ปกติปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร ราก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ - ชะเอม แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการเจ็บคอ แก้หลอดลม อักเสบ แก้ไอ (ใบ) รากแก้เจ็บคอ ไอแห้ง - กล้วยน้ำว้า ช่วยแก้โรคกระเพาะอาหารได้ดี เนื่องจากมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ ป้องกันการติดเชื้อ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 73 (4.1.3) วิธีการทำ นำสมุนไพรทั้งหมดตากแห้ง แล้วบดหรือตำเป็นผง ก่อนนำมาผสมกับ น้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน (4.2) ยาสมุนไพรแก้โรคเบาหวาน (4.2.1) ส่วนประกอบ - กิ่งเชียงดา - มะตูมอ่อน (หั่นเป็นแว่นๆ) - ลูกยอ (ผลแก่) - กิ่งกะเพรา (4.2.2) สรรพคุณ - กิ่งเชียงดา ช่วยเพิ่มกำลังในการทำงานหนัก ยารักษาเบาหวาน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงสายตา แก้ตาฝ้าฟาง มีอาการเคืองตา ช่วยแก้หูชั้นกลางอักเสบ รักษาไข้ อาการหวัด ลดไข้แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้และหอบหืด แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปอดอักเสบ ช่วยแก้โรคบิด ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยขับระดูของสตรีช่วย แก้อาการบวมน้ำ เป็นยาแก้ โรคผิวหนัง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการบำรุงสายตา - มะตูมอ่อน แก้ร้อนใน แก้กระหาย ให้ความสดชื่น ช่วยลดระดับน้ำตาล ในเลือด ช่วยในการหลั่งของอินซูลิน จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน แก้อาการอ่อนเพลียจากอาการ ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยระบายท้อง ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยรักษาลำไส้แก้โรคบิด และช่วยฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ - ลูกยอ เป็นแหล่งของแคลเซียมและยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยบำรุงผิวพรรณ หนังศีรษะและผม ป้องกัน โรคภูมิแพ้ สารสโคโปเลติน (Scopoletin) ในน้ำลูกยอมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่หดตัว ทำให้ความดัน โลหิตลดลงจนเป็นปกติ (ลูกยอ, น้ำลูกยอ) มีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ภาพแสดงขมิ้นชัน ภาพแสดงใบเปล้าน้อย ภาพแสดงว่านชัดมดลูก ภาพแสดงต้นชะเอม ภาพแสดงกล้วยน้ำว้า
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 74 - กิ่งกะเพรา ใช้ทำเป็นยาอายุวัฒนะ (the elixir of life) ช่วยทำให้ ร่างกายอบอุ่นและป้องกันอาการหวัดได้ รากแห้งนำมาชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยแก้โรคธาตุพิการ ช่วยบำรุง ธาตุไฟ ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน ช่วยขับลมแก้อาการปวดท้องอุจจาระ (4.1.3) วิธีการทำ นำสมุนไพรทั้งหมด อย่างละ 1 กำมือ ตากแห้ง จากนั้นห่อผ้าขาวบาง รวมกันแล้วนำไปต้มดื่ม (4.3) ยาสมุนไพรแก้โรคความดันโลหิต (4.3.1) ส่วนประกอบ - ก้านใบชะพลู - ต้นกะเพรา(ไม่เอาใบ) - เปลือกต้นมะม่วง 3 ปี - ต้นใบเตยและราก (4.3.2) สรรพคุณ - ก้านใบชะพลูสามารถช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับเสมหะ แก้ธาตุพิการ รักษาโรคเบาหวาน ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดี ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหารและช่วยขับลมในลำไส้ - ต้นกะเพรา (ไม่เอาใบ) ช่วยขยายหลอดเลือด จึงสามารถลดความดัน เลือดได้ ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เพิ่มเวลาในการแข็งตัวของเลือด - เปลือกต้นมะม่วง ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวด เมื่อยช่วงมีประจำเดือน ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน - ต้นใบเตยและราก ช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน โลหิต ใช้รักษาโรคหัด รักษาเลือดออกตามไรฟัน แก้หวัด รักษาอาการตับอักเสบ ดับพิษไข้แก้โรคหัด แก้ท้องอืด แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน ช่วยขับปัสสาวะ รักษาเบาหวาน รักษาโรคตับ ไตอักเสบ โรคหืด แก้หนองใน แก้พิษโลหิต ภาพแสดงกิ่งเชียงดา ภาพแสดงมะตูมอ่อน ภาพแสดงลูกยอ ภาพแสดงกิ่งกะเพรา
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 75 (4.3.3) วิธีการทำ นำสมุนไพรทั้งหมด อย่างละ 1 ถ้วย จากนั้นห่อผ้าขาวบางรวมกันแล้ว นำไปต้มดื่ม (4.4) ยาสมุนไพรแก้โรคนิ่ว (4.4.1) ส่วนประกอบ - หญ้าหนวดแมว (ใช้ทั้งต้น ราก ใบ) - ควยงูหลวง (หญ้าพันงูขาว) - ควยงูน้อย (หญ้าพันงูแดง) - ลูกเดือย (ใช้ทั้งต้น+ราก) - ต้นใบเตยและราก (4.4.2) สรรพคุณ - หญ้าหนวดแมว ขับปัสสาวะ ขับนิ่วแก้โรคไต และกระเพาะปัสสาวะ อักเสบ แก้ปวดเมื่อย ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ บรรเทาอาการไอ แก้หนองใน แก้โรคไต รักษาโรคปวดตามสันหลังและบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างสารพิษในไต - ควยงูหลวง (หญ้าพันงูขาว) ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้โรคทางเดิน ปัสสาวะ - ควยงูน้อย (หญ้าพันงูแดง) ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้บิด ขับนิ่ว และ ขับโลหิตเป็นประจำเดือน เจริญไฟธาตุ แก้พิษฝี - ลูกเดือย เป็นอาหารบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เหมาะกับผู้ป่วยในช่วง พักฟื้น เด็ก และผู้สูงวัย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงสมอง แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า ลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ลดความเสี่ยงจากการเกิด โรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเกิดเนื้องอก ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ภาพแสดงก้านใบชะพลู ภาพแสดงกะเพรา ภาพแสดงใบเตย
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 76 - ต้นใบเตยและราก ช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน โลหิต ใช้รักษาโรคหัด รักษาเลือดออกตามไรฟัน แก้หวัด รักษาอาการตับอักเสบ ดับพิษไข้แก้โรคหัด แก้ท้องอืด แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน ช่วยขับปัสสาวะ รักษาเบาหวาน รักษาโรคตับ ไตอักเสบ โรคหืด แก้หนองใน แก้พิษโลหิต (4.4.3) วิธีการทำ นำสมุนไพรทั้งหมดตากแห้ง จากนั้นนำสมุนไพรทั้งหมดอย่างละ 1 ถ้วย ห่อผ้าขาวบางรวมกันแล้วนำไปต้มดื่ม (4.5) ยาสมุนไพรแก้โรคมะเร็ง (ระยะต้น) (4.5.1) ส่วนประกอบ - กระชายแม้ว - ตูมตอก - กิ่งเชียงดา (4.5.2) สรรพคุณ - กระชายแม้ว ช่วยบำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ ในร่างกาย ช่วยแก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และลดความเสียหายของ การเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายได้ - ตูมตอก ยาแก้เบาหวาน ช่วยกระตุ้นประสาทส่วนกลาง บำรุง ประสาท หูตาจมูก - กิ่งเชียงดา ช่วยเพิ่มกำลังในการทำงานหนัก ยารักษาเบาหวาน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงสายตา แก้ตาฝ้าฟาง มีอาการเคืองตา ช่วยแก้หูชั้นกลางอักเสบ รักษาไข้ อาการหวัด ลดไข้แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้และหอบหืด แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปอดอักเสบ ช่วยแก้โรคบิด ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยขับระดูของสตรีช่วย แก้อาการบวมน้ำ เป็นยาแก้ โรคผิวหนัง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการบำรุงสายตา (4.5.3) วิธีการทำ นำสมุนไพรทั้งหมดตากแห้ง จากนั้นนำสมุนไพรทั้งหมดอย่างละ 1 ถ้วย ห่อผ้าขาวบางรวมกันแล้วนำไปต้มดื่ม ภาพแสดง หญ้าหนวดแมว ภาพแสดง ควยงูหลวง ภาพแสดง ควยงูน้อย ภาพแสดง ลูกเดือย ภาพแสดง ใบเตยและราก
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 77 (4.6) ยาสมุนไพรแก้ปวดเอวหรือเมื่อยเนื้อตัว (4.6.1) ส่วนประกอบ - ฝางแดง - เปลือกมะตูม - แก่นเปล้าใหญ่ - กิ่งต้นมะหลอด - แก่นต้นสัก - พญาเสือโคร่ง (ตัวผู้/ตัวเมีย) (4.6.2) สรรพคุณ - ฝางแดง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อย เป็นยาบำรุงโลหิต ช่วยเลือดไหลเวียนได้สะดวก แก้เส้นเลือดอุดตัน กระจายเลือดที่อุดตัน แก้อาการหัวใจขาดเลือด ทำให้จุกเสียด แน่นและเจ็บหน้าอก - เปลือกมะตูม แก้ร้อนใน แก้กระหายให้ความสดชื่น แก้อาการปวด เมื่อย ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการหลั่งของอินซูลิน จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน แก้อาการ อ่อนเพลียจากอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยระบายท้อง ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยรักษาลำไส้แก้โรคบิด และช่วยฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ - แก่นเปล้าใหญ่ เป็นยาบำรุงโลหิต ยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ช่วยทำให้ เจริญอาหาร แก้อาการวิงเวียน ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น แก้เลือดร้อน แก้กระหาย แก้อาการร้อนใน และ แก้เสมหะ - กิ่งต้นมะหลอด เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงเนื้อหนังให้สมบูรณ์ ช่วยคุม ธาตุในร่างกาย แก้โรคตา และแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียนได้ - พญาเสือโคร่ง (ตัวผู้/ตัวเมีย) เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ช่วยเจริญ อาหาร ขับลมในลำไส้บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยชำระล้างไตให้สะอาด แก้อาการ ท้องร่วง บำรุงเลือด รักษาโรคริดสีดวงทวาร และใช้ดมแก้อาการหน้ามืดตาลายได้ (4.6.3) วิธีการทำ นำสมุนไพรทั้งหมดตากแห้ง จากนั้นนำสมุนไพรทั้งหมดอย่างละ 3 – 5 ชิ้น ห่อผ้าขาวบางรวมกันแล้วนำไปต้มดื่ม ภาพแสดงกระชายแม้ว ภาพแสดงตูมตอก ภาพแสดงกิ่งเชียงดา
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 78 (4.7) ยาสมุนไพรสำหรับถอนพิษ (4.7.1) ส่วนประกอบ - เสลดพังพอน - รางจืด - ต้นใบเตยและราก - กิ่งเชียงดา - ว่านพญายอ (ใบใช้ทาปากแผล) (4.7.2) สรรพคุณ - เสลดพังพอน แก้โรคเริม งูสวัด แก้ฝีที่ฝ่ามือ แก้ลมพิษ แก้พิษงูกัด แก้ไฟลามทุ่ง แก้แผลกลาย แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แผลฟกช้ำจากการกระทบกระแทก แผลมีเลือดออก แก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง และแก้ปวดแผล - รางจืด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ ลดไข้พอกบาดแผล ให้บาดแผลหายไวขึ้น โดยเฉพาะแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดพิษจากการบริโภคสารพิษเข้าไปได้ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ยาเบื่อ เป็นต้น ลดพิษจากสัตว์มีพิษ เช่น แมงดาทะเล ปลาปักเป้า เป็นต้น บรรเทา อาการผื่นแพ้ต่างๆ ช่วยลดและเลิกการใช้สารเสพติดได้ - ต้นใบเตยและราก ช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน โลหิต ใช้รักษาโรคหัด รักษาเลือดออกตามไรฟัน แก้หวัด รักษาอาการตับอักเสบ ดับพิษไข้แก้โรคหัด แก้ท้องอืด แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน ช่วยขับปัสสาวะ รักษาเบาหวาน รักษาโรคตับ ไตอักเสบ โรคหืด แก้หนองใน แก้พิษโลหิต - กิ่งเชียงดา ช่วยเพิ่มกำลังในการทำงานหนัก ยารักษาเบาหวาน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงสายตา แก้ตาฝ้าฟาง มีอาการเคืองตา ช่วยแก้หูชั้นกลางอักเสบ รักษาไข้ อาการหวัด ลดไข้แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้และหอบหืด แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปอดอักเสบ ช่วยแก้โรคบิด ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยขับระดูของสตรีช่วย แก้อาการบวมน้ำ เป็นยาแก้ โรคผิวหนัง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการบำรุงสายตา - ว่านพญายอ ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก แก้พิษงู พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้เริม แก้บิด ถอนพิษไข้ ไฟลามทุ่ง ภาพแสดง ฝางแดง ภาพแสดง ใบเปล้าใหญ่ ภาพแสดง ต้นมะหลอด ภาพแสดง เปลือกมะตูม ภาพแสดง แก่นต้นสัก ภาพแสดง พญาเสือโคร่ง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 79 (4.7.3) วิธีการทำ ใช้ใบสด/ต้นสดคั้นน้ำทานหรือตากแห้งต้มทั้งต้น 2.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านดนตรีและนาฏศิลป์ (1) ข้อมูลพื้นฐานภูมิปัญญา นางใบ นวลอนงค์ เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2494 อยู่บ้านเลขที่ 29/1 หมู่ 4 บ้านนาคา ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน (2) จุดเด่นของภูมิปัญญา เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาน่าน (3) ที่มาของภูมิปัญญา ได้รับการสืบทอดมาจากครูพื้นบ้าน ปราชญ์พื้นบ้าน (4) รายละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น (4.1) ความเป็นมาของเพลงซอล้านนา เริ่มแรกนั้น การซอพื้นเมืองมีมาตั้งแต่ยุคใดสมัยใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด ได้ข้อมูลว่ามีหลักฐานอักษรธรรมโบราณได้กล่าวถึงการซอพื้นเมืองในงานเฉลิมฉลองพระวิหารในสมัยของพญา อโศก จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ซอพื้นเมืองนั้นมีมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว การซอเป็นการขับขานของคนล้านนา ที่อยู่คู่กับสังคมและวิถีชีวิตมาช้านาน หากจะค้นหาถึงต้นกำเนิดว่า “เพลงซอ” เกิดขึ้นในยุคสมัยใด ก็ยังไม่ สามารถระบุวันเวลาได้แน่ชัด แต่จากหลักฐานในหนังสือลิลิตพระลอก็พบว่า มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว โดยเป็น การซอประกาศความงามของพระเพื่อน พระแพง ปัจจุบันแบ่งประเภทของการซอออกเป็นหลายประเภท และ เรียกชื่อของแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน การนำมาใช้งานก็จะต่างกันด้วย ซอ มีความเป็นมาที่ยาวนาน เป็นเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมที่สำคัญและโดดเด่นยิ่ง ของชาวล้านนา มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เป็นกระจกเงา สะท้อนวิถีการดำรงชีวิตของชาวล้านนา ในด้านต่าง ๆ เช่น ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว การประกอบ อาชีพ อาหารและ โภชนาการ การแต่งกาย นอกจากนี้ยังมีความงดงาม ของภาษาคำเมือง หรือภาษาถิ่นเหนือ จึงเป็นภูมิปัญญาทางภาษาที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้อย่างงดงามทรงคุณค่า น่าภูมิใจยิ่ง ภาพแสดง เสลดพังพอน ภาพแสดง รางจืด ภาพแสดง ต้นใบเตยและราก ภาพแสดง กิ่งเชียงดา ภาพแสดง ว่านพญายอ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 80 การขับซอมีพัฒนาการมาตลอดตามยุคสมัย ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มละครซอขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ และในปี พ.ศ. 2508 เกิดซอสตริง หรือซอร่วมสมัย ซึ่งนำทำนองซอบางทำนองมาประยุกต์ กับดนตรีสากล ผู้ขับเพลงซอ หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ช่างซอ” ที่ร้องโต้ตอบกันเรียกว่า “คู่ถ้อง” ช่างซอที่เป็นคู่ถ้องต้องเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบดีและได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ เพราะต้องโต้ตอบ กับอีกฝ่ายอย่างทันท่วงที ต้องมีความรู้รอบตัวและมีความจำดี เพราะสามารถนำสิ่งรอบข้างมาใช้ในการซอได้ นอกจากนี้ต้องจำทำนองของเพลงซอได้อย่างขึ้นใจ เนื้อร้องของซอเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นอยู่กับ สถานการณ์และโอกาสที่ไปแสดง เช่น ถ้าไปแสดงในงานบวชนาค ช่างซอก็จะร้องเพลงซอพรรณนาเกี่ยวกับ การตอบแทนพระคุณพ่อแม่ เพลงซอ หรือทำนองซอล้านนา แบ่งตามเขต วัฒนธรรมได้เป็น 1 เขต คือ เขตล้านนาตะวันตก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน ซอหรือขับซอเข้ากับ ปี่หรือวงปี่จุม คือ มีปี่เป็น หลักในการบรรเลงประกอบ เรียกโดยรวมว่า ซอเชียงใหม่ และล้านนาตะวันออก ได้แก่ น่าน แพร่ เชียงราย (บางส่วน) และพะเยา ขับซอเข้ากับ สะล้อและปิน (ซึง) เรียกโดยรวมว่า ซอน่าน ซอเชียงใหม่มีทำนองซอ หลัก ๆ 7 ทำนอง คือ ตั้งเชียงใหม่ จะปุ ละม้าย เงี้ยว พม่า อื่อ และพระลอ หรือล่องน่าน ส่วนซอน่านมีทำนอง ซอหลัก ๆ คือ ซอล่องน่าน ลับแลง ดาดแพร่ และปั่นฝ้าย การขับซอเชียงใหม่จะเร็วกว่า การขับซอน่าน ขั้นตอนการแสดงซอเริ่มด้วยพิธีไหว้ครู โหมโรง เกริ่น เข้าสู่เนื้อหา และบทลา ปัจจุบันการขับซอไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากการแสดงดนตรี สมัยใหม่และละครโทรทัศน์ สื่อสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้น จนทำให้การขับซอ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตค่อย ๆ จางหายไปเช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย (5) รูปแบบ ลักษณะการถ่ายทอด ได้รับการสืบทอดมาจากครูพื้นบ้าน ปราชญ์พื้นบ้าน (6) ความภาคภูมิใจ (6.1) มีความภาคภูมิใจที่ได้รับความสนใจ การยอมรับจากสังคมชุมชน หน่วยงานต่าง ๆ ให้แสดงความสามารถในงานเทศกาล ประเพณีต่าง ๆ (6.2) มีความภาคภูมิใจที่ได้รับการถ่ายทอด เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมล้านนาน่านต่อจาก ภูมิปัญญาพื้นบ้านรุ่นก่อน ๆ ให้คงอยู่สืบไป
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 81 (7) ตัวอย่าง “เพลงร้อง ค่าว จ๊อย ซอ” ของนางใบ นวลอนงค์ ตอน 1 จะยกมือไหว้จะไป่มือสา อะหังวันตาจะสาใส่เจ้า ขอสวัสดี พ่อแม่แก่เฒ่า ในวันนี้ข้าเจ้าจะยกมือยอ พ่อแม่พี่น้องมานั่งรอขอ จะยกมือยอจะสาใส่เจ้า (ว่าอดทนเอาเน้อเจ้าพี่น้อง...................................) ตอน 2 พี่ว่าก็เพราะน้องเราะก็ได้ป่วยขั่งขึ้นไม้ไว้ใช้เอาป๋ม มาซออบรมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นเน้อเจ้า พากั๋นมาหลายหญิงชายเน้อเจ้าสายผ้าป้านจะยกมือ (ยอ.....................................................................) ตอน 3 มานี้แล้วบ่หื้อเสียใจ หื้อมีคันใดก่ายเข้าจั๋นแก้ว ข้าเจ้าบ่ลืมข้าเจ้าบ่แล้ว ใสผ่องแพ้ว เหมือนน้ำ ตอน 4 ปี๋เก่าล่วงล้นป้นไปแล้วปี๋ใหม่แก้วมาฮอดมาถึง มาจ๋าลำเป็ง ถานะค่ำนี่ จะเอาเจ้าแตนมา แตนเจ้าตี่ ตอน 5 (จ๊อย....) ดอกเปาดอกแงะมาบานจี๋หลวง ดอกพะยอมปอบมาปานหลามก้าน น้องปลูกกล้วยค้าว บ่ตันตกปี๋ น้องปลูกกล้วยหนีบ่ตันตกป้อง น้องเป็นสาวจี๋บ่ตันได้ย้องเป๋นแม่เฮือนเสียก่อน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 82 กิจกรรม คำชี้แจง ให้ผู้เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ให้ผู้เรียนอธิบายประวัติความเป็นของพระธาตุยอยหงส์ มาพอสังเขป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… 2. ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ของตำบลตนเอง และมีความสำคัญอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… 3. ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านต่างๆ คนละ 1 ด้าน พร้อมทั้งอธิบายพอสังเขป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 83 บทที่ 4 แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่จริม สาระสำคัญ อำเภอแม่จริมมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งเชิงนิเวศและทางธรรมชาติ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้แก่ 1) การล่องแก่งน้ำว้าตอนกลางในอุทยานแห่งชาติอำเภอแม่จริม เป็นสถานที่ล่องแก่ง 1 ใน 5 ของ ประเทศ ระดับความยากง่ายขึ้นอยู่กับเส้นทางการแล่งก่อง สามารถพักค้างคืนหรือไปกลับได้ 2) ภูบ่อว้า เป็นจุดชมทิวทัศน์ของอำเภอแม่จริมที่สามารถเห็นลำน้ำว้าซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญของอำเภอแม่จริม 3) โคกหนองนาตาลอย เป็นสถานที่ที่มีกิจกรรม การชมทุ่งดอกบานชื่น เรียนรู้ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง หรือกาง เต้นท์ ผิงไฟ ปิ้งย่าง นอนโฮมสเตย์ สามารถเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียงได้ และ 4) ฟาร์มเลี้ยงแพะ โดยกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะ คือ “ไร่นายสมิง ฟาร์มแพะน้องใยบัว” และธนากรฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มตัวอย่างที่ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้การเลี้ยงแพะ การให้อาหารแพะ การให้นมลูกแพะ และการถ่ายรูปคู่กับแพะ อีกทั้ง อำเภอแม่จริมยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่ 1) น้ำตกภูฟ้า เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ และสูงที่สุดใน จังหวัดน่าน 2) ต้นชมพูภูคา เป็นดอกไม้ป่าหาดูยากที่สุดในประเทศไทย จะเริ่มแย้มบานในเดือนกุมภาพันธ์ และจะบานสะพรั่งในเดือนมีนาคมของทุกปี 3) น้ำตกลอยฟ้า เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาน 40-50 เมตร และ มีความสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ตามปกติ 4) น้ำตกสายรุ้ง เป็นน้ำตกที่ไม่ค่อยสูงแต่มีความ กว้างพอสมควร นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ ทุกแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาตินักท่องเที่ยวหรือ บุคคลภายนอกไม่สามารถเดินทางไปได้ด้วยตนเองต้องให้คนในหมู่บ้านสว่างนำทาง และต้องขออนุญาตจาก ผู้ใหญ่บ้านก่อนทุกครั้ง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. อธิบายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของอำเภอแม่จริมได้ 2. ยกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของอำเภอแม่จริมได้ ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เรื่องที่ 2 แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 84 เรื่องที่ 1 แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 1.1 อุทยานแห่งชาติแม่จริมและการล่องแก่งน้ำว้าตอนกลาง 1) อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีพื้นที่ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีความสูงชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ทอดตัวจากทิศเหนือไปทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ มีเทือกเขาหลวงพระบางซึ่งทอดตัวจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ เป็นเขตแนวเขตกั้นระหว่างประเทศไทยและ สาธารณรัฐประชาชนลาว อยู่เหนือจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 300-1,652 เมตร ความสูงของเทือกเขาจะค่อย ลดหลั่นไปทางทิศตะวันตก ยอดดอยที่มีความสูงมากที่สุดคือ ดอยขุนลาน (1,652 เมตร) อยู่ทางทิศตะวันออก ของพื้นที่ รองลงมาคือ ดอยแดนดิน (1,558 เมตร) ดอยขุนน้ำปูน (1,530 เมตร) ดอยขุนคูณ (1,307 เมตร) มีแม่น้ำว้าซึ่งไหลมาจากเทือกเขาหลวงพระบาง ไหลผ่านทางทิศตะวันตกของพื้นที่ เป็นระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำที่ไหลไปลงแม่น้ำน่านที่อำเภอเวียงสา มีลำธารและลำห้วยที่เป็น ต้นน้ำน่าน เช่น ห้วยทรายมูล ห้วยสาลี่ ห้วยบ่ายน้อย ห้วยบ่ายหลวง ห้วยน้ำพาง ลำน้ำแปง และแม่น้ำแต่ละ สายล้วนเป็นอู่น้ำของราษฎรรอบพื้นที่ สภาพป่าเป็นป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าสนเขา ป่าเต็งรัง และ ป่าเบญจพรรณ มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ เลียงผา หมี นกยูง นกพญาปากกว้าง นกโพระดกคางเหลือง ฯลฯ (1) การเดินทาง สำหรับรถยนต์สามารถเดินทางไปอุทยานแห่งชาติได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก จากจังหวัดแพร่ ผ่านอำเภอเวียงสา ตามเส้นทางบ้านไหล่น่าน บ้านบุญ เรือง บ้านนาสา เลี้ยวขวาตามถนนไปบ้านท่าข้าม บ้านปากุง บ้านห้วยสอน เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางไปอำเภอ แม่จริมถึงบ้านห้วยทรายมูลและเลี้ยวขวาเข้าอุทยานแห่งชาติแม่จริม จากปากทางบ้านห้วยทรายมูล ระยะทาง ประมาณ 4 กิโลเมตร รวมระยะทางจากอำเภอเวียงสาถึงอุทยานแห่งชาติแม่จริมประมาณ 31 กิโลเมตร เส้นทางที่สอง จากจังหวัดน่าน ข้ามสะพานแม่น้ำน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1168 เลี้ยวซ้ายผ่านวัดพระธาตุแช่แห้งไปตามทางหลวงสายน่าน-แม่จริม ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร จากอำเภอ แม่จริมไปตามทางหลวงหมายเลข 1243 (บ้านนาเซีย-บ้านน้ำมวน) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงบ้าน ห้วยทรายมูลเลี้ยวซ้ายเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม ระยะทาง 4 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดน่าน ถึงอุทยานแห่งชาติแม่จริม 57 กิโลเมตร
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 85 ภาพแสดงอุทยานแห่งชาติแม่จริม ที่มา : https://www.facebook.com/MaeCharimNationalPark/ (2) กิจกรรมการท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติแม่จริม (2.1) กิจกรรมปีนเขาหน่อ ชมภาพเขียนสีโบราณ เขาหน่อเป็นภูเขารูปทรงเข็มลักษณะคล้ายหน่อไม้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลาง 824 เมตร ในผาหน่อพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ของค้างคาวและเลียงผา ทางด้านทิศตะวันออกบริเวณหน้าผา พบภาพเขียนโบราณลายเรขาคณิตและรูปคล้ายผู้หญิงตั้งครรภ์ปรากฏอยู่ หน้าผามีความสูงประมาณ 15 เมตร หน้าผาชันเกือบ 90 องศา หากยืนอยู่บนยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามได้ 360 องศา การเดินทางเริ่มต้นที่บริเวณบ้านน้ำปุ๊ ช่วงแรกต้องเดินข้ามแม่น้ำว้า จากนั้นเดิน เลียบไปตามสันเขา ผ่านป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ต้องปีนขึ้นผาหน่อซึ่งเป็นภูเขาหินปูนสูงชัน ฤดูกาลที่ เหมาะสมที่สุดสำหรับการท่องเที่ยว คือฤดูหนาว ฤดูฝนอาจพบอันตรายจากดินพังทลายและเส้นทางลื่นมาก ควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่จริมให้เป็นผู้นำทาง รวมระยะทาง 8.7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 8-9 ชั่วโมง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 86 (2.2) กิจกรรมปั่นจักรยานเสือภูเขา เดินป่าลำน้ำแปง ล่องแก่งลำน้ำว้า เริ่มที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่จริม (บ้านใหม่) บริเวณบ้านน้ำพาง ปั่นจักรยานไปตามทางหลวงหมายเลข 1259 สู่บ้านร่มเกล้า ชมทิวทัศน์สองข้างทาง ผ่านไหล่เขาสูงชัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นเดินเลียบลำ น้ำแปงสู่ลำน้ำว้าบริเวณแก่งหลวง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และล่องแพจากแก่งหลวงไปบ้านหาดไร่ ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถใช้เวลาท่องเที่ยวภายใน 1 วัน หรือจะพักค้างคืนใน หมู่บ้านร่มเกล้า และเช้าวันรุ่งขึ้นเดินป่าตามลำน้ำแปง และล่องแก่งลำน้ำว้าในตอนบ่าย (2.3) กิจกรรมขับรถชมทิวทัศน์ เดินป่าเลียบลำน้ำแปง ล่องแก่งลำน้ำว้า เริ่มที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่จริม (บ้านใหม่) บริเวณบ้านน้ำพาง นั่งรถ ชมทัศนียภาพตามทางหลวงหมายเลข 1259 สู่บ้านร่มเกล้า ชมทิวทัศน์สองข้างทาง ผ่านไหล่เขาสูงชัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเดินเลียบลำน้ำแปง ไปลำน้ำว้า บริเวณแก่งหลวง ใช้เวลา 4 ชั่วโมง จากนั้นล่องแพจากแก่งหลวงไปบ้านหาดไร่ ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง รวมใช้เวลาทั้งหมด 7 ชั่วโมง (2.4) กิจกรรมเดินป่าบ้านน้ำพางสู่บ้านร่มเกล้า เดินป่าเลียบลำน้ำแปง ล่องแก่ง ลำน้ำว้า เริ่มที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่จริม (บ้านใหม่) บริเวณบ้านน้ำพาง ไปตาม ทางหลวงหมายเลข 1259 สู่บ้านร่มเกล้า เดินลัดขึ้นสันเขาผ่านป่าต่าง ๆ ตามระดับความสูงจากน้ำทะเล คือ ป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมสน ป่าดิบเขา และป่าเบญจพรรณ สภาพป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ ระยะทาง 3.8 กิโลเมตร ใช้เวลา 5 ชั่วโมง จากนั้นเดินเลียบลำน้ำแปงไปลำน้ำว้า บริเวณแก่งหลวง ผ่านป่าชนิดต่าง ๆ ระยะทาง 9 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เป็นเส้นทางที่ไม่ยากลำบากนัก แต่ต้องมีสุขภาพร่างกายที่พร้อม จากนั้นล่องแพจากแก่งหลวงไปบ้านหาดไร่ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ใช้เวลาทั้งหมด 11 ชั่วโมง เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ เวลา 2 วัน 1 คืน ฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว คือ ฤดูหนาวและฤดูร้อน ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติแม่จริม ให้เป็นผู้นำทาง ซึ่งมีหลากหลายกิจกรรมสัมผัสธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติแม่จริม (3) ข้อปฏิบัติสำหรับการเดินป่า นักเดินทางที่จะไปเดินป่า ควรเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเดินทาง ดังนี้ (3.1) กระเป๋าเป้ (3.2) เต้นท์ (3.3) ถุงนอน (3.4) เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ในช่วงนั้น (3.5) หมวกและผ้าปิดจมูก
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 87 (3.6) รองเท้าสำหรับเดินป่า รองเท้าแตะ และถุงเท้า (3.7) ของใช้ส่วนตัว เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ กระดาษชำระ เป็นต้น (3.8) ยาประจำตัว และเครื่องปฐมพยาบาลเบื้องต้น (3.9) ยากันยุง กันแมลงต่าง ๆ (3.10) ช่วงฤดูฝน อาจต้องเตรียมถุงเท้ากันทากด้วย (3.11) ไม้เท้าเดินป่า (3.12) ไฟฉาย (3.13) น้ำดื่ม (3.14) อาหารแห้ง (3.15) หากไม่มีไกด์นำทาง ควรพกเข็มทิศหรือแผนที่ (3.16) กล้องถ่ายรูป (3.17) อุปกรณ์ต้มน้ำ แก๊สกระป๋อง (3.18) ถุงขยะ เพื่อนำขยะกลับมาทิ้ง (3.19) เตรียมร่างกายและใจให้พร้อม ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญมาก ๆ 2) การล่องแก่งน้ำว้าตอนกลาง น้ำว้า เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำ แม่น้ำสาขาใหญ่ที่สุดของลำน้ำน่าน มีต้นน้ำมาจากทิวเขา หลวงพระบางบริเวณชายแดนไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้วไหลผ่านป่าที่อุดมสมบูรณ์ จากอำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริม และบรรจบแม่น้ำน่านที่อำเภอเวียงสา ลำน้ำว้ามีสภาพ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อยู่ท่ามกลางขุนเขาและผืนป่าที่โอบล้อม เนื่องจากมีเกาะแก่งหิน และวังน้ำอยู่หลายแห่ง เหมาะแก่การล่องแก่ง จึงมีผู้นิยมมาล่องแก่งกันมาก ลำน้ำช่วงที่สวยงามและสะดวกแก่การล่องแก่งมากที่สุด คือช่วงที่ลำน้ำไหลผ่านพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแม่จริม มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร หรือที่เรียกกันว่า “เส้นทางลำน้ำว้าตอนล่าง” สามารถล่องแก่งได้ทั้งแพไม้ไผ่และเรือยาง ในการผจญภัยและศึกษาทัศนียภาพ สองฝั่งน้ำว้าที่งดงาม โดยเฉพาะฤดูหนาวจะสวยกว่าฤดูอื่น ๆ มาก มีหาดทรายสำหรับแวะพัก เล่นน้ำ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกจุดล่องแก่งได้ ดังนี้ (1) การล่องแก่งน้ำว้าตอนบน จากอำเภอบ่อเกลือ ถึงอำเภอสันติสุข (2) การล่องแก่งน้ำว้าตอนกลาง จากอำเภอสันติสุข ถึงแก่งวังลูน อำเภอแม่จริม เป็นแก่งน้ำ ระดับ 3–5 ความยาว 100 กิโลเมตร จัดเป็นแก่งที่มีความยาก ใช้เวลา 3 วัน 2 คือ ผ่านอุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา และอุทยานแห่งชาติแม่จริม (3) การล่องแก่งน้ำว้าตอนกลาง-ตอนล่าง ระยะประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นการล่องแก่ง 1 ใน 5 ลำดับต้น ๆ ของเมืองไทย นอกจากนี้ยังสามารถล่องแก่งน้ำว้า จากแก่งวังลูน อำเภอแม่จริม ไปยังบ้าน
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 88 น้ำว้า ตำบลน้ำพาง ระยะทาง 15 กิโลเมตร พร้อมกับชมธรรมชาติ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ล้อมรอบไปด้วยป่า ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ที่สุด ภาพแสดงลำน้ำว้าในการล่องแก่ง ที่มา : https://www.facebook.com/MaeCharimNationalPark/ ลักษณะของสายน้ำว้า มีความคดเคี้ยวมากกว่าลำน้ำอื่นในเมืองไทย มีช่องเขาและผาหิน ตลอดเส้นทาง บางช่วงสลับด้วยผืนป่าผลัดใบและป่าเบญจพรรณ ถือเป็นสายน้ำแห่งการล่องแก่งที่มีความ สนุกสนาน เร้าใจ ตลอดระยะทางมีแก่งเล็กแก่งใหญ่ รวมทั้งสิ้นกว่าร้อยแก่ง ตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 นับเป็นการ ล่องแก่งที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือมีระยะทางการล่องแก่งประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาการล่องประมาณ สามวัน คือต้องนอนในป่า 2 คืน โดยสายน้ำว้าจะทักทายนักผจญภัยด้วยแก่งระดับต่างๆ ทั้งยากและง่าย สลับกัน เช่น แก่งน้ำปุ๊ แก่งห้วยสาลี่ แก่งต้นไทร แก่งน้ำวน แก่งโก้ แก่งผาหลวง แก่งเสือเต้นสบมาง แก่งไฮจ้ำ แก่งสบห้วยปึง แก่งส้าน แก่งเสือเต้น แก่งห้วยเดื่อ แก่งผีป่า (แก่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำโฆษณาเครื่องดื่มชื่อดัง ยี่ห้อหนึ่ง เมื่อปีก่อน) ต่อด้วย แก่งโดด แก่งใหม่ แก่งสร้อย แก่งผางุ่ม แก่งวังลูน และอีกหลายแก่ง เส้นทางนี้ เพิ่งเปิดให้มีการล่องแก่งได้ไม่นานนัก -การล่องแก่งตอนล่าง จากบ้านน้ำว้า อำเภอแม่จริม หรือจากอุทยานแห่งชาติแม่จริมถึงปาง ช้างอำเภอเวียงสา เป็นเส้นทางล่องแก่งลำน้ำว้าเดิม เป็นเส้นทางล่องไม้สัก ที่ถูกลักลอบตัดจากผืนป่าในเขต อำเภอแม่จริมและอำเภอเวียงสา ตลอดลำน้ำว้าไหลผ่านหุบเขา สองฝั่งเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนผ่านแก่งต่าง ๆ กว่า 22 แก่ง ซึ่งมีระดับความยากง่ายอยู่ที่ระดับ 3-5 (ระดับ 3 เป็นระดับปานกลาง ระดับ 4 เป็นระดับยาก ระดับ 5 เป็นระดับยากมาก) แก่งที่ใหญ่ที่สุดและยากที่สุด คือแก่งหลวง บางจุดของลำน้ำเป็นหาดทรายที่ สามารถจอดแพเพื่อให้ลงเล่นน้ำ บางแห่งเป็นจุดปางช้างสำหรับขึ้นช้างต่อไปที่บ้านหาดไร่ ช่วงเวลาที่ปริมาณ น้ำขึ้นสูงสุดคือ เดือนสิงหาคม และช่วงที่ปริมาณน้ำน้อยที่สุดคือ เดือนเมษายน ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการล่องแก่งน้ำว้า คือระหว่างเดือนพฤศจิกายน - มกราคม
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 89 การล่องแก่งน้ำว้าตอนล่าง ที่เป็นที่นิยมมี 2 เส้นทาง คือ -เส้นทางล่องเรือยาง (ลำละไม่เกิน 8 คน) เริ่มจากบ้านน้ำปุ๊ ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม สิ้นสุดที่บ้านหาดไร่ ตำบลส้านนาหนองใหม่ อำเภอเวียงสา รวมระยะทาง 19.2 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง หากเริ่มลงแพที่หน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม จะเหลือระยะทาง 15 กิโลเมตรตลอดเส้นทางมี แก่งต่างๆ ให้ผจญภัยและเล่นน้ำ หลายแก่ง สองข้างทางเป็นหาดทรายและป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ มีธรรมชาติ สวนหินและหุบเขาที่สวยงามตลอดเส้นทาง -เส้นทางล่องแพไม้ไผ่ เริ่มตั้งแต่บ้านน้ำว้าหมู่ที่ 5 ต.น้ำพาง ห่างจากอ.แม่จริม ประมาณ 10 กิโลเมตร (ห่างจากตัวจังหวัดน่าน 48 กิโลเมตร) ล่องไปถึงบ้านน้ำปุ๊ ระยะทาง 4 กิโลเมตร แล้วล่องต่อไปยัง บ้านทรายมูล หมู่ 5 ต.น้ำปาย อีก 4 กิโลเมตร ใช้เวลาล่องแพทั้งหมด 4 ชั่วโมง ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ แม่จริม อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีบริการบ้านพักรับรอง ลานกางเต็นท์บนหาดทราย ริมน้ำที่มีทัศนียภาพ สวยงาม เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และนั่งช้างชมไพร เส้นทางการล่องแก่ง จะผ่านแก่งต่างๆ ตั้งแต่แก่งบ้านน้ำปุ๊ ซึ่งเป็นแก่งเล็กๆ สามสี่แก่งยาว 300 เมตร แล้วล่องมาผ่านจุดลงแพของที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม สักพักจะถึงแก่งหลวง ที่ลำน้ำว้าทั้ง สายจะถูกบีบแคบ ผ่านซอกหินและเป็นทางคดโค้ง บางช่วงมีหินก้อนใหญ่โผล่ขวาง และยังลดระดับคล้ายกับ เป็นน้ำตกสายเล็กๆ อีกด้วย แก่งนี้ยาวที่สุดถึง 800 เมตร จากนั้นก็จะล่องผ่านแก่งสาลี่ แก่งต้นไทร แก่งสวน หิน ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันออกไป แต่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ล่องแก่งได้สมใจ นักท่องเที่ยวอาจขอขึ้น แพที่ปางช้าง ซึ่งเดิมเคยเป็นที่เลี้ยงช้าง แล้วนั่งช้างต่อไปยังบ้านหาดไร่ก็ได้ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อล่องแก่ง พร้อมนั่งช้างได้ที่ บริษัทน่านปางช้าง ระดับความยากง่ายของแก่ง ระดับ ความยากง่าย ลักษณะของแก่ง 1 ง่ายมาก มีคลื่นเล็กน้อย เส้นทางชัดเจน สามารถล่องผ่านได้ง่าย 2 ธรรมดา มีคลื่นปานกลาง มีแอ่งน้ำวนบ้าง มีโขดหินขวางทางบ้าง แต่ยังหาช่องทางได้ง่าย 3 ปานกลาง คลื่นค่อนข้างใหญ่ กระแสน้ำเชี่ยว มีแอ่งน้ำวนขนาดใหญ่ มีโขดหินขวางสายน้ำ หาช่องทางล่องผ่านยาก ต้องใช้ทักษะในการพายเรือ 4 ยาก คลื่นใหญ่และแปรปรวน มีแอ่งน้ำวนขนาดใหญ่ มีสิ่งกีดขวางจำนวนมากหาช่องทางล่องผ่านได้ยาก ต้องใช้ทักษะในการพายยเรือสูง
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 90 5 ยากมาก กระแสน้ำเชี่ยวมาก คลื่นใหญ่และแปรปรวนมาก มีแอ่งน้ำวนขนาดใหญ่มีสิ่งกีดขวางจำนวนมาก มีโค้งหักศอก 6 อันตราย ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในการพายเรือสูง กระแสน้ำเชี่ยวมากคลื่นมีขนาดใหญ่และแปรปรวน จนควบคุมเรือไม่ได้ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปล่องแก่ง 1.ร่างกายฟิตจิตใจต้องพร้อม เพราะล่องแก่งเป็นการท่องเที่ยวแบบผจญภัยอันดับ 1 ของ ประเทศ มีระดับความแรง 1-5 ขึ้นอยู่กับระดับน้ำ 2.หากมีโรคประจำตัวต้องเตรียมยารักษาโรคและแจ้งสตาฟ์ล่วงหน้า 3.ชุดสำหรับล่องแก่งหรือกีฬาทางน้ำแขนยาว(หรือชุดไม่อุ้มน้ำ) 1 ชุด ใส่ 2 วัน ก็ได้ 4.รองเท้ารัดส้น หรือแตะ ไม่ใส่ผ้าใบ 5.ถุงมือ หมวกแก๊ป 6.ชุดนอนแขนยาว 1 ชุด 7.ของใช้ส่วนตัว ที่จำเป็น ผ้าเช็ดตัว ยาสีฟันแปรงฟัน ฯลฯ 8.โทรศัพท์มือถือควรใส่ซองกันน้ำ ถุงกันน้ำต้องมีถุงใสรองอีกชั้นเพื่อป้องกันน้ำซึมเข้า 9.หากใส่แว่นตาต้องมีสายรัดกันตก ที่มา : https://www.facebook.com/MaeCharimNationalPark/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 91 ที่มา : https://www.facebook.com/MaeCharimNationalPark/ ที่มา : https://www.facebook.com/MaeCharimNationalPark/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 92 1.2 ภูบ่อว้า “ภูบ่อว้า” ตั้งอยู่บริเวณศูนย์อพยพสบตวง ในเขตบ้านนาคาและนาเจริญ ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ที่ระดับความสูง 1,700 ฟุต จะสามารถมองเห็นดอยภูหวดอย่างใกล้ชิด มองลงไป ข้างล่างจะเห็นทิวทัศน์ลำน้ำว้าสวยงามตระการตา โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ จะมีหมอกให้ชมระหว่างทางอีกด้วย พื้นที่ภูบ่อว้า เป็นสวนของลุงคำ ป้านก บ้านนาเจริญ ซึ่งอนุญาตให้เทศบาลตำบลหนองแดง สร้างจุดชมทิวทัศน์ให้นักท่องเที่ยวมาเซลฟี่ หรือมานอนกางเต็นท์ชมดาว ชมหมอกได้ สำหรับการเดินทาง ใช้เส้นทางขึ้นไปโรงเรียนแม่จริม ถัดไปอีก 5 กิโลเมตร (มีป้ายบอกตลอดทั้ง เส้นทาง) เส้นทางค่อนข้างลำบากพอสมควร พาหนะที่ใช้เดินทางควรเป็นรถจักยานยนต์หรือกระบะยกสูง เท่านั้น ที่มา : https://m.facebook.com/maecharimbanhao/posts/770809093264216/
หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี รักษ์แม่จริม 93 1.3 โคกหนองนาตาลอย โคกหนองนาตาลอย ตั้งอยู่ในเขตบ้านต๋อซ้อ หมู่ที่ 6 ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน บนพื้นที่กว่า 29 ไร่ มีฉากหลังเป็นช่องภูเขา เจ้าของสวนคือ นายลอย สอนนนฐี เป็นแปลงต้นแบบการ ขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ในพื้นที่อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ภายในสถานที่แห่งนี้มีกิจกรรมมากมาย ทุ่งดอกบานชื่น เรียนรู้ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง หรือจะกางเต้นท์ ผิงไฟ ปิ้งย่าง นอนโฮมสเตย์ ฯลฯ ที่มา : https://m.facebook.com/maecharimbanhao/posts/770809093264216/ ที่มา : https://m.facebook.com/maecharimbanhao/posts/770809093264216/