The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 2) เพื่อศึกษาทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 3) เพื่อเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 43 คน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jirapat Sukyoy, 2023-07-04 01:52:41

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 2) เพื่อศึกษาทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 3) เพื่อเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 43 คน

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ผู้วิจัย นางสาวจิระภัทร สุขย้อย งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา ECI0603 การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2564


ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ชื่อผู้วิจัย นางสาวจิระภัทร สุขย้อย ชื่อหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.5 ปี) สาขาศิลปศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธนุพล ฉันทกูล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนโดย ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 2) เพื่อศึกษาทักษะการ สร้างสรรค์ผลงาน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 3) เพื่อเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อน เผดิมวิทยา) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก แผนการจัดการเรียนการสอน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินผลงานเป็นแบบการประเมินตามสภาพจริง (Rubrics) แบบประเมินความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน และค่า T-test One sample ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อน เผดิมวิทยา) หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.16คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.78 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70 ) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 2. ทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตง อ่อนเผดิมวิทยา) หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.27 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01


ข 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก อยู่ในระดับมาก (̅= 4.50, S.D.=0.67) คำสำคัญ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้, ผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน, ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิม วิทยา), คุณภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา), ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม


ค ABSTRACT Research title The Development of achievement and creative skills on graphic design by using a set of learning activities For students in Mathayomsuksa 1, Municipal 1 School (Tangon Phaderm Wittaya) Researcher Name Ms.Jirapat Sukyoy Course name Bachelor of Education (5-year) Arts Education Advisor Mr.Thanupon Chanthakul The objectives of this research were 1) to compare the learning achievement. After studying, using a series of learning activities on graphic design For students in Mathayomsuksa 1, Municipal 1 School (Tangon Phadermwittaya) with the specified criteria (70 percent) 2) to study creative skills After studying, using a series of learning activities on graphic design For students in Mathayomsuksa 1, Municipal 1 School (Tangon Phadermwittaya) with the specified criteria (70 percent) 3) to study student satisfaction with learning by using a series of activities on graphic design. For Mathayom Suksa 1 students, Municipality 1 School (Tangon Phadermwittaya), the sample group used in the research consisted of 43 students in the Mathayom 1 School of Municipality 1 (Tangon Phadermwittaya) semester 2 of the academic year 2021. used in research, including learning activities series on graphic design teaching management plan achievement test The performance assessment form is a rubrics form to assess students' satisfaction with the learning activities. Data were analyzed using mean, percentage, deviation and T-test One sample methods. The research results were found that 1. The learning achievement of Mathayom Suksa 1 students at Municipal School 1 (Tangon Phadermwittaya) after studying by using the learning activity set on graphic design, had an average score of 15. 16 points, equivalent to 75. 78% higher. The specified criteria (70 percent) was statistically significant at the .01 level. 2. Creativity skills of Mathayom Suksa 1 students at Thetsaban 1 School (Tangon Phadermwittaya) after studying by using the learning activity set on graphic design, their


ง average score was 15. 27 points, or higher than 76. 33%. The specified criteria (70 percent) was statistically significant at the .01 level. 3 . Satisfaction of Mathayom Suksa 1 students at Thetsaban 1 School (Tangon Phadermwittaya) towards the learning activities series on the subject of graphic design. At a high level (x ̅= 4.50, S.D.=0.67) Keywords: learning achievement, creative skill achievement, activity series on graphic design For students in Mathayom Suksa 1, Municipal 1 School (Tangon Phaderm Wittaya), the quality of the activity set on graphic design. For students in Mathayom Suksa 1, Municipal 1 School (Tangon Phadermwittaya), the students' satisfaction with the activity set


จ กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณาในการช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก อาจารย์ธนุพล ฉันทกูลอาจารย์ที่ปรึกษา ในการให้แนวคิด ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ทุก ขั้นตอนในการดำเนินงานวิจัย ผู้วิจัยขอกรอบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ และขอ กราบขอบพระคุณท่านคณาจารย์สาขาศิลปศึกษาทุกท่านที่ได้ประสิทธิประสาทความรู้ มวล ประสบการณ์แก่ศิษย์ทุกคน รวมทั้งผู้วิจัยให้มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยมีประโยชน์สำหรับผู้วิจัยทุก ๆ ด้าน และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่การทำวิจัยเล่มนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้ทรงคุณวุฒิ คุณครูภาณุวัฒน์ จรูญรักษ์คุณครูวารยา ชุติดำรง และคุณครูรุ่งฟ้า วงศ์สง่า ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ พร้อมทั้งให้ แนวคิด ข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของเครื่องมือ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณสมาชิกในครอบครัวตลอดจนบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เป็น กำลังใจและให้ความช่วยเหลือตลอดมา ผู้วิจัยขอมอบการบูชาคุณความดีของท่านที่มีส่วนช่วย สนับสนุนให้วิจัยฉบับนี้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ นางสาวจิระภัทร สุขย้อย


ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ...........................................................................................................................................ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ .....................................................................................................................ค กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................................จ สารบัญ.............................................................................................................................................ฉ สารบัญตาราง............................................................................................... .......................................ฃ บทที่ 1 บทนำ...................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา........................................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..............................................................................................................2 ขอบเขตของการวิจัย.....................................................................................................................3 สมมติฐานการวิจัย.........................................................................................................................4 กรอบแนวคิด.................................................................................................................................4 นิยามศัพท์เฉพาะ..........................................................................................................................5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..........................................................................................6 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ..........................................................................7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม................................................................................................11 เอกสารที่เกี่ยวข้องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..................................................................................15 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบงานศิลปะ.............................................................................18 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ........................................................20 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................................24 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย.......................................................................................................26 กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...................................................................................................26


ช เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย..............................................................................................................26 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................................30 การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................................................31 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................31 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................34 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ....................................................................................39 สรุปผลการวิจัย...........................................................................................................................39 อภิปรายผลการวิจัย....................................................................................................................40 ข้อเสนอแนะ...............................................................................................................................43 บรรณานุกรม..................................................................................................................................44 ภาคผนวก.......................................................................................................................................46


ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน .............34 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 70 กับผลการเรียนรู้ของนักเรียน......................................................35 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน .........................................36 ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียน................................................................................36 ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์คุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้.......................................................................37


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงมีการติดต่อของโรคเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมี การกลายพันธุ์ของโรคเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งมีความรุนแรงและติดต่อกันได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำให้ ทางโรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ต้องจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On-demand, Online และ On-hand เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยของครู และ นักเรียนทุกคน ในการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มสาระศิลปะ (ทัศนศิลป์) เป็นวิชาที่ประกอบด้วยภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เป็นระบบออนไลน์ (Online) โดยใช้ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คประกอบในการเรียนรู้ ครูจึงต้องมีการจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ จัดเตรียมกิจกรรมและเลือกสื่อให้เหมาะสม มีการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการ ที่หลากหลาย และจากการศึกษามาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใน ภาคเรียนที่ 2 ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้มาตรฐาน ศ1.1 ตัวชี้วัดข้อที่ 3 วาดภาพทัศนียภาพแสดงให้เห็น ระยะไกลใกล้ เป็น 3 มิติ ตัวชี้วัดข้อที่ 4 รวบรวมงานปั้นหรือสื่อผสมมาสร้างเป็นเรื่องราว 3 มิติโดย เน้นความเป็นเอกภาพความกลมกลืน และการสื่อถึงเรื่องราวของงาน ตัวชี้วัดข้อที่ 5 ออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์หรือกราฟิกอื่น ๆ ในการนําเสนอความคิดและข้อมูล (สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา, 2551, หน้า 11) แสดงให้เห็นว่าต้องการให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องหลักการออกแบบ ใช้ เทคนิคที่หลากหลายในการสร้างงาน และสามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิกได้ เพื่อให้เกิด เป็นทักษะที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ในอนาคต การเรียนวิชาศิลปะต้องใช้ทั้งทักษะความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักเพื่อให้เกิดเป็นผลงาน และด้วยในปัจจุบันนี้เป็นยุคที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจึงต้องมีความรู้ ความสามารถและทักษะในการประยุกต์และ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนในขณะเรียน พบว่า ผู้เรียนมีเพียงทักษะการวาดภาพระบายสีไม้บนกระดาษ ยังขาดประสบการณ์ในการนำเทคนิคอื่นๆ มาใช้ในสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้ผลงานขาดความน่าสนใจ ไม่มีความหลากลาย อีกทั้งวาดภาพ ลอกเลียนแบบจากตัวอย่างของครูและเพื่อน ขาดการสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นจึงต้องมีการ พัฒนาในด้านการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์และส่งเสริมในด้านความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิด


2 สร้างสรรค์จะช่วยยกระดับความสามารถความอดทนความคิดริเริ่ม และช่วยให้คนได้พัฒนาตน พัฒนา งาน มีโอกาสได้ใช้ความสามารถต่างๆ ของตนตามศักยภาพ(ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์:2543) และในการ ที่ผู้เรียนจะสื่อความคิด จินตนาการออกมาต้องอาศัยการออกแบบ ซึ่งการออกแบบ คือ การทำให้ เกิดผลงานที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยอาศัย 3 ขั้นตอน คือ การสร้างแนวความคิด หลัก (Conceptual Design) การออกแบบร่าง (Preliminary Design) และการออกแบบรายละเอียด (Detail Design)(นวลน้อย บุญวงษ์, 2542:157) เพื่อถ่ายทอดผลงานออกมาเป็นรูปธรรม จากประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้เรียนมี การใช้และเข้าถึงในเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อใช้ในการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์มือถือเพราะเป็น อุปกรณ์สื่อสารที่พกพาง่ายใช้สะดวกและสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย และผู้วิจัยเห็นว่าผู้เรียน แต่ละคนนั้นมีโทรศัพท์มือถือและโน๊ตบุ๊ค หรืออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นของตนเองอยู่แล้ว ผู้วิจัยจึงมี ความสนใจในการให้ผู้เรียนได้นำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานกราฟิก อีกทั้ง อยากให้ผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์โดยการนำมาใช้สร้างเป็นผลงาน ศิลปะพร้อมทั้งได้พัฒนาผลการเรียนรู้ในเรื่องของการออกแบบงานทัศนศิลป์อีกด้วย ดังนั้นผู้วิจัยจึงพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ และทักษะการสร้างสรรค์งานให้กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้เรียนรู้ใช้ความคิด สร้างสรรค์ ได้ฝึกทดลองวิธีการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถทำได้บน โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้นำสื่อต่างๆ เข้ามาประกอบการ เรียนการสอนด้วย เช่น สื่อวิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง สอดแทรกเข้าร่วมกับการเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียนได้เห็นความแปลกใหม่ของวิธีการสร้างสรรค์เกิดเป็นแรงบันดาลใจและนำมาใช้สร้างสรรค์ ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปต่อยอดปรับใช้ในการเรียนวิชาศิลปะหรือวิชาอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อ การแก้ปัญหาผลการเรียนรู้และเพิ่มทักษะในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนให้ดีมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 2. เพื่อศึกษาผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียน หลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)


3 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 45 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 45 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้แก่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงาน กราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางทักษะของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา)


4 ขอบเขตด้านเนื้อหาวิชาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก ขอบเขตระยะเวลา โดยดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ระยะเวลาที่ใช้จำนวน 6 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 12 ชั่วโมง สมมติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนด (ร้อยละ 70) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุด กิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงาน กราฟิกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก กรอบแนวคิด ตัวแปรต้น ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงาน กราฟิกสำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตัวแปรตาม - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - ทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อชุดกิจกรรม


5 นิยามศัพท์เฉพาะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ หมายถึง ผลคะแนนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบรูปภาพกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นผลคะแนนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน หมายถึง ผลคะแนนจากการประเมินผลงาน ของนักเรียนหลังใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบรูปภาพกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) หมายถึง สื่อการสอนและกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเรียนรู้ในเรื่องการออกแบบงานกราฟิก ซึ่งภายในประกอบด้วย 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 หลักการออกแบบ กิจกรรมที่ 2 ประเภทของงานกราฟิก ชื่อ 3 มิติ กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมที่ 4 It’s me (ออกแบบชื่อตนเอง) และกิจกรรมที่ 5 Christmas card (ออกแบบการ์ดวัน คริสต์มาส) โดยองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะประกอบด้วยชื่อกิจกรรม คำชี้แจง จุดประสงค์การ เรียนรู้ ใบบันทึกผลกิจกรรม และใบความรู้ เนื้อหาเกี่ยวกับการออกแบบรูปภาพกราฟิก ซึ่งเป็น ลักษณะกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง คุณภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 หมายถึง ระดับคุณภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นในด้าน องค์ประกอบ เนื้อหา การจัดกิจกรรม และประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรม โดยใช้แบบ ประเมินคุณภาพของกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ตามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มากที่สุด, มาก, ปานกลาง, พอใช้และควรปรับปรุง ตามลำดับ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม หมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกซึ่งวัดโดย แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ 5, 4, 3, 2, 1 โดยมีความหมายดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย และพึงพอใจน้อยที่สุดตามลำดับ และตอนที่ 2 เป็นการแสดงความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกได้อย่างอิสระ


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.2 ประเภทของชุดกิจกรรม 2.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 2.4 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม 2.5 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.3 วิธีวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบงานกราฟิก 4.1 ความหมายของการออกแบบ 4.2 บทบาทของการออกแบบกราฟิก 4.3 ประเภทของงานออกแบบกราฟิก 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 5.1. ความหมายของความพึงพอใจ 5.2. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 5.3. การวัดความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


7 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ ๑.๑ สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่าง อิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ ๑.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า งานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ สากล สาระที่ ๒ ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๑ เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ ๒.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ ดนตรีที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่ ๓ นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ ๓.๑ เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล


8 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจำแนกทัศนธาตุของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์ มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสี โดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิตจริง สร้างงานทัศนศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดงเหตุผลและวิธีการในการปรับปรุงงานของตนเอง รู้และเข้าใจความสำคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจำวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น รู้และเข้าใจแหล่งกำเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ ความหมาย ความสำคัญ ของบทเพลงใกล้ตัวที่ได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกาย ให้ สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียงและเคาะจังหวะ แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับดนตรี เสียงขับร้องของตนเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจำวัน รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความสำคัญและประโยชน์ ของดนตรีต่อการดำเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบจังหวะเพลงตาม รูปแบบนาฏศิลป์ มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าที่ของผู้แสดงและผู้ชม รู้ประโยชน์ของการ แสดงนาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงที่เหมาะสมกับวัย รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและภาคภูมิใจในการละเล่น พื้นบ้าน สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการดำรงชีวิตของคนไทย บอกลักษณะ เด่นและเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยตลอดจนความสำคัญของการแสดงนาฏศิลป์ไทยได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สี แสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการใช้วัสดุ อุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดส่วน ความสมดุล น้ำหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ ๒ มิติ ๓ มิติ เช่น งานสื่อผสม งานวาดภาพระบายสี งานปั้น งานพิมพ์ภาพ รวมทั้งสามารถสร้างแผนภาพ แผนผัง และ ภาพประกอบเพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และสามารถ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่แตกต่าง กัน เข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลด และเพิ่มในงานปั้น การสื่อความหมายใน งานทัศนศิลป์ของตน รู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้นตลอดจน รู้และเข้าใจคุณค่าของงานทัศนศิลป์ที่มีผล ต่อชีวิตของคนในสังคม


9 รู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความเชื่อ ความ ศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงร้อง เครื่องดนตรี และบทบาทหน้าที่รู้ถึงการเคลื่อนที่ขึ้น ลง ของทำนองเพลง องค์ประกอบของดนตรี ศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยคและอารมณ์ของบทเพลง ที่ฟัง ร้องและบรรเลงเครื่องดนตรี ด้นสดอย่างง่าย ใช้และเก็บรักษา เครื่องดนตรีอย่างถูกวิธี อ่าน เขียนโน้ตไทยและสากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะของผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ องค์ประกอบดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงที่ฟัง สามารถใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมทาง นาฏศิลป์และ การเล่าเรื่อง รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรม ต่าง ๆ เรื่องราวดนตรีในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของวัฒนธรรมต่อดนตรี รู้คุณค่าดนตรีที่มาจาก วัฒนธรรมต่างกัน เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ รู้และเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน สร้างสรรค์การ เคลื่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์ และการละครง่าย ๆ ถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ และสามารถ ออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่าย ๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และบรรยาย ความรู้สึกของตนเองที่มีต่องานนาฏศิลป์ รู้และเข้าใจความสัมพันธ์และประโยชน์ของนาฏศิลป์และการละคร สามารถเปรียบเทียบการ แสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และสิ่งที่การแสดงสะท้อนวัฒนธรรมประเพณี เห็น คุณค่าการรักษาและสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทย จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการสร้างงาน ทัศนศิลป์ ๒ มิติ และ ๓ มิติ เพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์ รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงานทัศนศิลป์โดยใช้ เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิก ในการนำเสนอข้อมูล และมีความรู้ ทักษะที่จำเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่น แต่ละยุค สมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ ที่มาจากยุค สมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึก ของบทเพลงจาก วัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้นเทคนิคการร้อง บรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ต ในบันไดเสียงที่มี


10 เครื่องหมาย แปลงเสียงเบื้องต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถนำเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการประเมิน คุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทบาทของดนตรี ในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมในยุคสมัยต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสาร ผ่านการ แสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพ การแสดง วิจารณ์เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ ร่วมจัดการแสดง นำ แนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ ไทย นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดง นาฏศิลป์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์ เครื่องแต่งกายในการ แสดงนาฏศิลป์และละคร มีความเข้าใจ ความสำคัญ บทบาทของนาฏศิลป์และละครในชีวิตประจำวัน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมาย สามารถใช้ศัพท์ ทางทัศนศิลป์ อธิบายจุดประสงค์และเนื้อหาของงานทัศนศิลป์ มีทักษะและเทคนิคในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และกระบวนการที่สูงขึ้นในการสร้างงานทัศนศิลป์ วิเคราะห์เนื้อหาและแนวคิด เทคนิควิธีการ การแสดงออกของศิลปินทั้งไทยและสากล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการออกแบบ สร้างสรรค์งานที่เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพสังคมด้วยภาพ ล้อเลียนหรือการ์ตูน ตลอดจนประเมินและวิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ด้วยหลักทฤษฎีวิจารณ์ศิลปะ วิเคราะห์เปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ในรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตกเข้าใจอิทธิพล ของมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ในสังคม รู้และเข้าใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแต่ละประเภท และจำแนกรูปแบบ ของวงดนตรีทั้ง ไทยและสากล เข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อการสร้างสรรค์ดนตรี เปรียบเทียบอารมณ์และ ความรู้สึกที่ได้รับจากดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน อ่าน เขียน โน้ตดนตรีไทยและสากล ในอัตรา จังหวะต่าง ๆ มีทักษะในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวงโดยเน้นเทคนิคการแสดงออก และคุณภาพของการแสดง สร้างเกณฑ์สำหรับประเมินคุณภาพการประพันธ์การเล่นดนตรีของตนเอง และผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถนำดนตรีไประยุกต์ใช้ในงานอื่น ๆ


11 วิเคราะห์ เปรียบเทียบรูปแบบ ลักษณะเด่นของดนตรีไทยและสากลในวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าใจ บทบาทของดนตรีที่สะท้อนแนวความคิดและค่านิยมของคนในสังคม สถานะทางสังคมของนักดนตรี ในวัฒนธรรมต่าง ๆ สร้างแนวทางและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและอนุรักษ์ดนตรี มีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ มีความคิดริเริ่มในการแสดงนาฏศิลป์เป็นคู่และเป็น หมู่ สร้างสรรค์ละครสั้นในรูปแบบที่ชื่นชอบ สามารถวิเคราะห์แก่นของการแสดงนาฏศิลป์และละครที่ ต้องการสื่อความหมายในการแสดง อิทธิพลของเครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์ และ สถานที่ที่มีผลต่อการแสดง วิจารณ์การแสดงนาฏศิลป์และละคร พัฒนาและใช้เกณฑ์การประเมินใน การประเมินการแสดง และสามารถวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้คนในชีวิตประจำวัน และ นำมาประยุกต์ใช้ในการแสดง เข้าใจวิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการแสดงละครไทย และบทบาทของบุคคลสำคัญใน วงการนาฏศิลป์และการละครของประเทศไทยในยุคสมัยต่าง ๆ สามารถเปรียบเทียบ การนำการ แสดงไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ และเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.1. ความหมายของชุดกิจกรรม สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551:88) ได้ให้ความหมายชุดการเรียนการสอนว่าคือ นวัตกรรม ที่ ครูผู้สอนใช้ในการประกอบการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียนรู้โดยผู้เรียน ศึกษาและใช้สื่อต่าง ๆ ในชุดการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น ชุดการเรียนการสอนเป็นรูปแบบ การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนประกอบด้วยคำแนะนํา คําชี้แจงให้ผู้เรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่าง มีขั้นตอนที่เป็นระบบชัดเจน ตลอดจนกระทั่งนักเรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้โดย ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาชุดการเรียนการสอนด้วยตนเอง ผู้สอนเป็นเพียงผู้ที่ปรึกษาและให้คำแนะนํา ซึ่งใน ชุดการเรียนการสอนนั้นประกอบไปด้วยสื่ออุปกรณ์กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผล ปัจจุบันได้ผู้พัฒนาชุดการสอนที่มีกิจกรรมเน้นการฝึกทักษะการคิดเพื่อเป็นการส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ระพินทร์โพธิ์ศรี (2549 : 142) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมคือ สื่อการสอนที่ประกอบ ไปด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ที่สะท้อนถึงปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้เนื้อหากิจกรรม การ เรียนรู้และกิจกรรมประเมินผลการเรียนรู้ที่นํามาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบสามารถนำมาใช้ ในการจัดการเรียนได้มีประสิทธิภาพ


12 ปัญจพร แสนจันทร์ (2558: 14-15) ได้กล่าวว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรือชุดการสอน คือ กระบวนการผลิต สื่อการเรียนการสอนที่จัดไว้เป็นชุด ๆ ภายในชุดการเรียนประกอบ ด้วยคำชี้แจง คู่มือ ใบกิจกรรม ใบความรู้ แบบทดสอบหรือสื่ออื่นใดที่มีไว้เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถ เรียนรู้ด้วย ตนเองได้โดยที่ครูเป็นเพียงผู้นำ เพชรรัตดา เทพพิทักษ์ (2545:30) กล่าวถึงความหมายของ ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการ เรียนหรือชุดการสอน ที่ครูเป็นผู้สร้างประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิด และองค์ประกอบอื่น ๆให้ นักเรียนได้ศึกษา และประกอบปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้ แนะนำช่วยเหลือ และมีการนำหลักการทางจิตวิทยามาใช้ในการประกอบการเรียนเพื่อ ส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้รับความสำเร็จ จากเอกสารข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม คือ สื่อการสอนที่เป็นสื่อประสม หรือสื่อ การเรียนสำเร็จรูป ซึ่งประกอบด้วย ชื่อเรื่อง คำชี้แจง จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ การ วัดประเมินผล ที่รวบรวมไว้เป็นหน่วยการเรียนรู้อย่างมีระบบ ที่ครูผู้สนสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา และเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2. ประเภทของชุดกิจกรรม สุคนธ์ สินธพานนท์. (2553: 16-17) ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมสาหรับครูผู้สอนเป็นชุดกิจกรรมการสอนสาหรับครูใช้ประกอบการสอน ประกอบด้วยครูมือครูสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายมีการจัดกิจกรรมและสื่อการสอน ประกอบการบรรยายของ ผู้สอนชุดกิจกรรมนี้มีเนื้อหาสาระวิชาเพียงหน่วยเดียวและใช้กับผู้เรียนทั้ง ชั้นแบ่งเป็นหัวข้อที่จะบรรยายมีการกำหนดกิจกรรมตามลาดับขั้นตอน 2) ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมกลุ่มที่ให้ผู้เรียนได้ศึกษาความรู้ร่วมกัน โดยปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ที่กาหนดไว้ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรืออาจจะเรียนรู้ในศูนย์การเรียน กล่าวคือ ในแต่ ละศูนย์การเรียนรู้จะมีชุดการเรียนการสอนในแต่ละหัวข้อย่อยของหน่วยการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนศึกษา ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะหมุนเวียนศึกษาความรู้และทากิจกรรมของชุดการสอนจนครบทุกศูนย์การเรียนรู้ 3) ชุดกิจกรรมการสอนรายบุคคลที่ให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเรียนรู้ตาม ขั้นตอนที่กำหนดไว้ในชุดกิจกรรมและเมื่อศึกษาจนครบขั้นตอนแล้วผู้เรียนสามารถประเมินผลการ เรียนรู้ของ ตนเองได้ด้วยตนเอง


13 4) ชุดกิจกรรมการสอนแบบผสมที่มีกิจกรรมหลากหลายบางขั้นตอนผู้สอนอาจใช้วิธีการ บรรยาย ประกอบการใช้สื่อ บางขั้นตอนผู้สอนอาจให้ผู้เรียนศึกษาความรู้ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล และบางขั้นตอนอาจให้ผู้เรียนศึกษาความรู้จากชุดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น เกริก ท่วมกลาง และ จินตนา ท่วมกลาง. (2555: 123-124) ได้แบ่งประเภทของชุดการสอน หรือชุดกิจกรรม เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1) แบบประกอบการบรรยาย เป็นชุดการสอนที่มีเนื้อหาเพียงอย่างเดียว โดยแบ่งหัวข้อที่จะ บรรยายและประกอบกิจกรรมไว้ตามลาดับขั้นให้ครูใช้ประกอบคาบรรยายตามปัญหาและหัวข้อที่ครู กำหนดให้เพื่อความเรียบร้อยในการใช้ประกอบการสอนหรือบรรยาย 2) แบบกิจกรรมกลุ่ม เป็นชุดการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งใน ชุดการสอนนี้ประกอบด้วย ชุดย่อยตามจานวนศูนย์ที่แบ่งไว้ ผู้เรียนที่เรียนจากชุดการสอนแบบ กิจกรรมจะต้องการความช่วยเหลือจากครูเล็กน้อยในระยะเริ่มเรียนเท่านั้น หลังจากเริ่มเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถช่วยเหลือซึ่งกัน และกันได้ หรือหากมีปัญหาในการเรียนสามารถถามครูได้เสมอ 3)แบบรายบุคคลเป็นชุดการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตาม ความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาจบแล้วจะทาการทดสอบประเมินความก้าวหน้าและศึกษา กิจกรรมอื่นต่อไปตามลาดับ ชุดกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้ พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองจนสุดความสามารถ 4) แบบทางไกล เป็นชุดการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนศึกษา ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเข้ามาเรียน เป็นชุดการสอนสาหรับผู้เรียนต่างถิ่น สรุป ประเภทของชุดกิจกรรม และมีจุดมุ่งหมายของการใช้ไปในแนวเดียวกัน คือ เน้น ความสำคัญของผู้เรียน ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนองส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในหมู่คณะ ตลอดจนเสริมสร้างวินัยและความเป็นประชาธิปไตยในระบบกลุ่มด้วย สำหรับการสร้างชุดกิจกรรม เรื่องทฤษฎีสีผู้วิจัยได้ยึดแนวทางของชุดการสอนกิจกรรมแบบที่มุ่งเน้น ที่ตัวผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกันครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือและ ผู้เรียนได้สาระมากขึ้น 2.3. องค์ประกอบของชุดกิจกรรม มีนักวิชาการกำหนดองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้หลายรูปแบบ ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงค์ (2543 : 20) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มี 4 ส่วน ดังนี้


14 1) คู่มือ สำหรับผู้สอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) คำสั่ง หรือการมอบงาน เพื่อกำนหดแนวทางการเรียนให้นักเรียน 3) เนื้อหาสาระและสื่อ โดยจัดให้อยู่ในรูปของสื่อประสมและกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ กลุ่มหรือรายบุคคล ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 4) การประเมินผล เป็นการเมินผลของกระบวนการ ได้แก่ แบบฝึกหัด รายงาน การค้นคว้า และผลการเรียนรู้ในรูปแบบการสอบต่าง ๆ บุญชม ศรีสะอาด (2541: 95-96) ได้กล่าวว่าชุดการเรียนการสอนมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ด้าน ดังนี้ คู่มือการใช้ชุดการเรียนการสอนเป็นคู่มือที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ชุดการสอนศึกษาและปฏิบัติ ตามเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน สิ่งที่ครูต้องเตรียมก่อนสอน บทบาทผู้เรียน การจัดชั้นเรียน (ในกรณีของชุดการเรียนการสอนมุ่งใช้กับกลุ่มย่อย เช่น ในศูนย์การ เรียน) บัตรงาน เป็นบัตรคำสั่งว่าจะให้ผู้เรียนปฏิบัติอะไรบ้าง โดยระบุกิจกรรมตามลำดับ ขั้นตอน การเรียน แบบทดสอบวัดความก้าวหน้าของผู้เรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับตรวจสอบว่า หลังจาก ชุดการเรียนสอนจบแล้ว ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ สื่อการเรียนต่าง ๆ เป็นสื่อสำหรับผู้เรียนได้ศึกษา มีหลายชนิดประกอบกัน อาจเป็นประเภท สิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือ ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภูมิต่าง ๆ เทปบันทึกเสียง สไลด์ เป็นต้น สรุป จากองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ชุด กิจกรรมการเรียนประกอบด้วย 4 ส่วน คือ คู่มือ บัตรคำสั่ง เนื้อหาสาระหรือสื่อ และแบบประเมินหรือ แบบวัดผลการเรียน และประกอบด้วย 8 ส่วน คือ ชื่อกิจกรรม คำชี้แจง จุดมุ่งหมาย แนวคิด สื่อ เวลา ที่ใช้ ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม และภาคผนวก


15 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปานใจ ไชยวรศิลป์ (2549) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หมายถึง การเข้าใจถึงความรู้สึกหรือพัฒนาทักษะทางการเรียน ซึ่งโดยปกติจะพิจารณาจาก คะแนนสอบการฝึกอบรมหรือคะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้หรือทั้งสองอย่าง กู๊ด (Good, 1973, p. 36) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ หมายถึง การทำให้สำเร็จมีประสิทธิภาพใน ด้านการกระทำในลักษณะที่กำหนดให้หรือในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนนั้น หมายถึง การเข้าถึงความรู้พัฒนาทักษะในการเรียน โดยปกติก็พิจารณาจากคะแนนทดสอบที่ กำหนดให้ หรือคะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้ทำหรือทั้งสองอย่าง พิมพ์ประภา อรัญมิตร (2552) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะและความรู้ความสามารถที่แสดงถึงความสำเร็จที่ได้จากการเรียนการสอนในวิชาต่าง ๆ ซึ่ง สามารถวัดเป็นคะแนนได้จากแบบทดสอบทางภาคทฤษฎีหรือภาคปฏิบัติหรือทั้งสองอย่าง จากการศึกษาความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทำให้ผู้วิจัยได้แนวคิดว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหมายถึงผลของความสำเร็จของผู้เรียนในด้านความรู้ทักษะและ กระบวนการทางด้าน ความคิดซึ่งทำให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพจากการเรียนรู้หรือการหาความรู้ด้วย ตนเองซึ่งสามารถวัดได้ ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 ประเภทของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมนึก ภัททิยธนีและคนอื่น ๆ (2549, หน้า 73-98) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมีหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้มี6 รูปแบบ ได้แก่ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay Test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำ ถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบแบบเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกา ถูก ผิด (True False Test) คือ ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี2 ตัวเลือก แต่ ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่ มีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด, ใช่-ไม่ใช่, จริง-ไม่จริง, เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น


16 3. ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion Test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความ ที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำ หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) ข้อทดสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมคำแต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์(ข้อสอบเติมคำ เป็นประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบคำตอบที่ต้องการ จะสั้นและ กะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัย 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test) เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีคำหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่ กับคำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออก ข้อสอบกำหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice-Test) ค าถามของข้อสอบประเภทแบบ เลือกตอบ โดยทั่วไป ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือตอนถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกจะประกอบด้วย ตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมีคำถามที่ กำหนดให้นักเรียนพิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆและ คำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเห็นว่าตัวเลือกถูกหมด แต่ความ จริงมีน้ำหนักถูกมากน้อยต่างกัน จากข้อความข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้2 รูปแบบ คือ แบบอัตนัย แบบทดสอบลักษณะนี้จะให้ผู้เรียนเขียนบรรยายคำตอบ ตามความรู้ และความคิดเห็น และแบบปรนัยจะเป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้ตอบเลือกคำตอบที่ถูกจากคำตอบหรือ ตัวเลือกที่กำหนดให้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้แบบทดสอบปรนัยแบบเลือกตอบ มาทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 3.3 วิธีวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวีวรรณ ศรีคร้ามครัน (2545, หน้า 235) ได้เสนอวิธีการวัดผลสัมฤทธิ์เพื่อนนำมาประเมิน กิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้


17 1. การให้เขียนรายงาน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนลักษณะกลุ่มหรือรายบุคคลจะต้องวางแผน และดำเนินการเขียนรายงานตามที่ผู้สอนมอบหมาย การประเมินผลในลักษณะนี้ผู้สอนอาจจะ ประเมินผลด้วยตนเอง หรือผู้เรียนประเมินผลงานของตนเองร่วมกับเพื่อนในห้องในกลุ่มหรือร่วมกับ ผู้สอนได้ 2. การให้รายงานด้วยคำพูด เป็นการเขียนรายงานที่สรุปรายงานชั้นเรียนด้วยปากเปล่า เป็น การพิจารณาความสามารถของผู้เรียนในด้านการสื่อความหมาย ลักษณะท่าทาง เช่น โต้วาที การตอบ คำถามครู 3. การใช้แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการเรียนรู้ และทัศนคติของผู้เรียน ซึ่งนำมาใช้ก่อนการเรียน ระหว่างการเรียน และหลังการเรียน เป็นเครื่องมือที่ผู้สอนสร้างให้ตรงกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ในหัวข้อเรื่องนั้น ในแบบทดสอบจะมีคำแนะนำมีการกำหนดคะแนน ซึ่งผลต้อง แจ้งให้ผู้เรียนทราบเพื่อเป็นข้อมูลว่า ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหามากน้อยเพียงใด 4. การประเมินผลกิจกรรมผู้เรียนจากจุดประสงค์ระบุพฤติกรรมที่สังเกตได้การประเมิน ก็ ควรเน้นที่พฤติกรรมของผู้เรียน เช่น ความสามารถในการวาดภาพการจัดนิทรรศการ 5. การให้การบ้าน เป็นการมอบหมายงานให้ผู้เรียนทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม เพื่อให้ ผู้เรียนมีประสบการณ์เพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ดังนั้นผู้สอนต้องคอย ติดตามให้ผู้เรียนทำการบ้านให้เสร็จและส่งงานทุกครั้ง 6. การสังเกต เป็นวิธีการประเมินความสามารถของผู้เรียนได้ประการหนึ่ง แต่มีข้อจำกัดใน ด้านความเชื่อมั่น และความเที่ยงตรง เนื่องจากมีความลำเอียงของการสังเกตในด้านต่าง ๆ เข้ามา เกี่ยวข้อง เช่น การสังเกตการณ์ทำงาน การตอบคำถาม ความสนใจของนักเรียนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ที่กล่าวไว้ข้างต้น การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยต้องการการใช้แบบทดสอบ เป็นการตรวจสอบความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับการออกแบบงานศิลปะ


18 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบงานศิลปะ 4.1 ความหมายของการออกแบบ นวลน้อย บุญวงษ์ (2539, หน้า 3) กล่าวว่า การออกแบบ เป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่ควบคู่กับ การดำรงชีวิต เพราะในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้น จะต้องมีการกำหนดมีการวางแผนเป็นขั้นตอน ต่างๆ เพื่อให้บังเกิดความเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ศิริพงศ์ พยอมแย้ม (2537, หน้า 22) กล่าวว่า การออกแบบคือกระบวนการทางความคิดใน อันที่จะวางแผน การรวบรวมองค์ประกอบทั้งหลายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างสรรค์หรือ ปรับปรุงประดิษฐ์กรรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและด้านสวยงาม มาโนช กงกะนันท์ (2538, หน้า 17) กล่าวว่า การออกแบบคือ กระบวนการสร้างสรรค์ ประเภทหนึ่งของมนุษย์โดยมีทัศนะธาตุและลักษณะของทัศนะธาตุเป็นองค์ประกอบใช้ทฤษฎีต่าง ๆ เป็นแนวทางและใช้วัสดุนานาชนิดเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ โดยที่นักออกแบบจะต้องมีขั้นตอนใน การปฏิบัติงานหลายขั้นตอนตลอดกระบวนการสร้างสรรค์นั้น พรเทพ เลิศเทวศิริ (2547, หน้า 5) กล่าวว่า การออกแบบคือการสื่อสารทางศิลปะ ความคิด สร้างสรรค์ และการออกแบบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกัน เพราะการออกแบบคือการจัดวาง องค์ประกอบของหลายสิ่งหลายอย่างโดยสร้างสรรค์ ให้มีความสัมพันธ์กันและมนุษย์จะรู้และเข้าใจถึง การสร้างสรรค์ได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างสรรค์ของใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นและสิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนิน ชีวิตของมนุษย์ จากแนวคิดของนักวิชาการดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การออกแบบ คือการสร้างสรรค์ สิ่งใหม่หรือปรับปรุงพัฒนาให้ดีกว่าเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบจึงมี แนวคิดในการออกแบบแตกต่างกันไปด้วย โดยใช้ทฤษฎีทางศิลปะ วัสดุและกรรมวิธีการผลิตเพื่อให้ เกิดคุณภาพ 4.2 บทบาทของงานออกแบบกราฟิก บทบาทความสำคัญของงานออกแบบกราฟิกการออกแบบกราฟิกมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อ การสื่อสารตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการออกแบบกราฟิกช่วยให้การสื่อสารข้อมูลเกิดความดึงดูด น่าสนใจ งานออกแบบกราฟิกที่ดีต้องอาศัยการออกแบบที่ดีในการสื่อความหมาย ข้อมูลและความนึก คิดไปยังผู้บริโภค การสร้างสรรค์งานออกแบบกราฟิกได้มีการพัฒนาและมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป


19 ตามกาลเวลาและความเจริก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละยุคสมัย ประกอบกับทักษะ และแนวคิดอันสร้างสรรค์ของนักออกแบบนั้นมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมให้เจริญและดำรงอยู่อย่าง สร้างสรรค์ Allen Hurlburt นักออกแบบและสมาชิกของ The Art Directors Club ได้จำแนกหน้าที่ ของงานออกแบบกราฟิก โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังที่ปาพจน์หนุนภักดี (2553: น.9) อธิบายไว้ ดังนี้ - งานออกแบบกราฟิกมีหน้าที่บอกเรื่องราว รายละเอียดต่างๆ ข้อมูลที่ซับซ้อนให้ ชัดเจนเข้าใจง่าย (To Inform) - งานออกแบบกราฟิกแสดงถึงลักษณะของบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมีเอกลักษณ์ และบุคลิกของสิ่งนั้น (To Identify) - งานออกแบบกราฟิกมีหน้าที่โน้มน้าวหรือชักจูง สื่อให้เห็นจุดเด่นของสิ่งที่กล่าวถึง (ToPersuade) 4.3 ประเภทของงานออกแบบกราฟิก การสร้างสรรค์งานกราฟิก ย่อมมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการใช้งาน การเลือกสื่อสาร โดยใช้งานกราฟิกประเภทใดขึ้นอยู่กับบริบทที่หลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า มีอิทธิพลต่อการพัฒนารูปแบบของงานกราฟิกรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โสรชัย นันทวัชวิบูลย์(2545: น.15) ได้จัดประเภทของงานกราฟิกไว้ดังนี้ 1. งานออกแบบกราฟิกด้านสิ่งพิมพ์ (Printing Graphics) คือวัสดุตีพิมพ์ที่ผลิต ขึ้นด้วยกระบวนการพิมพ์ระบบต่างๆลงบนกระดาษหรือวัสดุอื่นๆ เพื่อใช้สื่อสารข้อมูลทั้งภาพและ ตัวอักษรงานออกแบบสิ่งพิมพ์ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของงานกราฟิกประเภทอื่นๆ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ ยาวนาน 2. งานออกแบบกราฟิกด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Graphics) คือเป็น การใช้หลักการออกแบบกราฟิกเพื่อปรับทัศนียภาพให้กับสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน ตกแต่งกำหนดตำแหน่งและทิศทาง หรือสื่อสารข้อมูลเฉพาะกิจ การออกแบบกราฟิกด้านสิ่งแวดล้อม นั้นจะต้องใช้ทั้งศาสตร์ทางด้านการออกแบบและจะต้องบูรณาการศาสตร์อื่นๆ เข้ามาด้วย เช่น การ เลือกวัสดุ การกำหนดขนาด การอ่านแบบ เป็นต้น ลักษณะของงานออกแบบกราฟิกด้านสิ่งแวดล้อม


20 ได้แก่การออกแบบแผ่นป้ายตามอาคาร การจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า การจัดหน้าร้าน การออก แบระบบสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นต้น 3. งานออกแบบกราฟิกด้านมัลติมีเดีย (Multimedia Graphics) เป็นงาน ออกแบบกราฟิกที่ประกอบสื่อหลากหลายสื่อ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ตัวอักษร การโต้ตอบ(Interactive) ได้แก่ งานออกแบบไตเติ้ลภาพยนตร์ ภาพยนตร์โฆษณา การออกแบบ เว็บไซต์การออกแบบแอพลิเคชั่น เป็นต้น 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน. (2542: ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ ว่า พึงพอใจ หมายถึง รัก ชอบใจ และพึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ กิตติศักดิ์ มีฤทธิ์ (2545: 19) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพความต้องการที่ได้รับ การตอบสนอง เกิดเป็นความรู้สึกที่ดี ที่ชอบ ประทับใจ ที่มีต่อสิ่งนั้น ๆ โดยเมื่อพอใจใดแล้วก็จะ แสดงออกทางพฤติกรรม โดยเข้าร่วม รจนา เตชะศรี. (2550: 12) กล่าวว่า ความพอใจในการทางานเป็นความรู้สึกชอบ พอใจหรือ เต็ม ใจที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์มีความสุขในการทางาน รวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับจาก การ ปฏิบัติงานนั้นขององค์การ จากข้อความข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า จากการศึกษา ผู้วิจัย สรุปได้ว่า ความพึง พอใจในการเรียนและผลการเรียน จะมีความสัมพันธ์กันในทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กิจกรรมที่ผู้เรียน ได้ปฏิบัตินั้น ทำให้ผู้เรียนได้รับการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นส่วน สำคัญที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงใด นั่นคือสิ่ง ที่ครูผู้สอนจะคำนึงถึง องค์ประกอบต่าง ๆในการเสริมสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 5.2. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ทิศนา แขมมณี (2554: 69) กล่าวถึง ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ มี ดังนี้ 1. ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation) มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ เมื่อได้รับการตอบสนองหรือพึงพอใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง


21 ความต้องการด้านอื่นก็จะเกิดขึ้นอีกความต้องการอาจจะซ้ำซ้อนหรือเกิดความต้องการอีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากได้รับตอบสนองอย่างเพียงพอ ก็จะเกิดแรงจูงใจที่สำคัญต่อการเกิดพฤติกรรมให้สังคมยอมรับ และสามารถพัฒนาตนไปสู่ขั้นสูงขึ้น จึงนำแนวคิดทฤษฎีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ความเข้าใจถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์สามารถเข้าใจพฤติกรรมของ บุคคลได้ เนื่องจากพฤติกรรมเป็นการแสดงออกถึงความต้องการของบุคคล 1.2 การช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการ พื้นฐานที่เขาต้องการแสดงเสียก่อน 1.3 การจัดการเรียนรู้ หากครูค้นหาได้ว่านักเรียนมีความต้องการอยู่ในระดับใดก็จะ สามารถใช้ความต้องการพื้นฐานของนักเรียนมาเป็นแรงจูงใจ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี 1.4 การช่วยให้นักเรียนได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างเพียงพอ การ ให้อิสรภาพและเสรีภาพแก่นักเรียน การจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะช่วยส่งเสริมให้เกิด ประสบการณ์ในการจักตนเองตามสภาพความเป็นจริง 2. ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดต์ (Thrndike’s Connectionism Theory) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการที่มนุษย์หรือสัตว์ได้เลือกเอาปฏิกิริยาตอบสนองเชื่อต่อเข้ากับ สิ่งเร้าอย่างเหมาะสม หรือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นด้วยการเชื่อมโยงหรือพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนอง เมื่อสถานการณ์หรือสิ่งที่เป็นปัญญาเกิดขึ้น ร่างกายความพยายามที่จะแก้ปัญญานั้น โดย แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาหลายๆ รูปแบบ Shelly. (2553: 29) แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกในทางบวกและความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกในทางบวกเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้มีความสุข ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากความรู้ทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบ ย้อนกลับ และความรู้สึกนี้ทาให้เกิดความสุขหรือความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความรู้สึกที่สลับซับซ้อนและความรู้สึกนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ ดังนั้น ความรู้สึกในทางบวก ความรู้สึกในทางลบ และความสุข มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและ ระบบความสัมพันธ์ของความรู้สึกทั้งสามนี้ เรียกว่า ระบบความพึงพอใจ โดยความพึงพอใจเกิดขึ้นเมื่อ ระบบความพึงพอใจมีความรู้สึกทางบวกมากกว่าทางลบ


22 มัลลินซ์. (Mulins, 1985; อ้างถึงใน เสาวภาคย์ ปฐมพฤกษ์วงศ์. 2558: 22) ได้กล่าวถึง การ สร้างความพึงพอใจที่มีต่อการให้บริการแก่ประชาชนโดยมีหลักและแนวทาง คือ 1) การให้บริการอย่างเสมอภาค (Equitable service) คือ การบริการที่มีความยุติธรรมทุกคน เท่าเทียมกัน ได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน ไม่มีการแบ่งแยกกีดกันในการให้บริการ และใช้มาตรฐาน ให้บริการเดียวกัน 2) การให้บริการที่ตรงเวลา (Timely service) คือ การให้บริการที่ตรงเวลา ตรงตามความ ต้องการ 3) การให้บริการอย่างเพียงพอ (Ample service) คือ การให้บริการด้านสถานที่บุคลากรและ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเพียงพอและเหมาะสม 4) การให้บริการอย่างต่อเนื่อง (Continuous service) คือ การให้บริการและดูแลจนกว่าจะ ได้ ประสิทธิภาพสูงสุด 5) การให้บริการอย่างก้าวหน้า (Progressive service) คือ การให้บริการที่มีการพัฒนาและ ปรับปรุงคุณภาพให้มีความก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จากข้อความข้างต้นผู้วิจัยสรุปได้ว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดี และมีผลต่อการ กระทำของบุคคลว่าจะตัดสินใจแบบใด และการสร้างความพึงพอสามารถทำได้ และควรทำเพื่อให้ผู้ที่ ได้รับความพึงพอใจให้ความร่วมมือในการทำงานอย่างสูงสุด 5.3. การวัดความพึงพอใจ โยธิน แสวงดี. (2551: 9) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบความ คิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กาหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว อาจถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหาร และการควบคุมงาน และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น โดยส่วนประกอบของแบบสอบถาม มีดังนี้ ส่วนที่ : 1 ปกหน้า เชื่อ ชื่องานวิจัย ผู้วิจัย ชื่อที่อยู่ของหน่วยงานที่ทำวิจัย เป็นต้น ส่วนที่ : 2 ส่วนคำถาม ประกอบด้วย คำอธิบายวิธีการตอบ, คำถามข้อมูลพื้นฐาน, คำถามที่เป็นประเด็นในการตอบคำถามวิจัยหรือวัตถุประสงค์, ส่วนคำถามที่ใช้อธิบายเพิ่มเติม โดยใน


23 ส่วนคำถามนี้จะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert Scale) แต่ละข้อมีตัวเลือก 5 ระดับ มาใช้เป็นคำถามวัดทัศนคติเชิงบวกคือ พึงพอใจมากที่สุด, พึงพอใจมาก, พึงพอใจปานกลาง, พึงพอใจน้อย,พึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละคำถามกาหนดมาตรวัดแบบช่วงระยะ โดย กาหนดเกณฑ์ให้คะแนน ดั้งนี้ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดี จึงจะทให้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3) การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ แสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทาอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมี ระเบียบแบบแผน ศักดิ์ สุนทรเสนี (2531: 16-17) ได้กล่าวไว้ว่าในกระบวนการสังเกต เพื่อให้ผลการสังเกต สามารถรวบรวมข้อมูลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ควรมีวิธีการดาเนินการสังเกต ดังนี้ 1. มีการเตรียมงานล่วงหน้า เช่น เตรียมการบันทึก เครื่องมือต่าง ๆ ต้องพร้อม 2. ไม่มีอคติ 3. ต้องสังเกตหลายๆด้าน 4. ใช้ระยะเวลาสังเกตอย่างต่อเนื่อง และนานพอสมควร 5. อาจใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วยอย่างระมัดระวัง เช่น แบบสำรวจ การบันทึก ระเบียนสะสม และอื่น ๆ ศักดิ์ สุนทรเสนี (2531: 16-17) ได้กล่าวถึง หลักเกณฑ์ของการสังเกตที่ดี ไว้ว่า


24 1. ถ้าสังเกตในเรื่องใด ผู้สังเกตจะต้องหาความรู้ในเรื่องนั้นให้มาก ต้องรู้ว่าปรากฏการณ์ชนิด ใด เรื่องใดบ้างที่มีคุณค่าควรค่าแก่การสังเกต และบันทึกเอาไว้ก่อนที่จาการสังเกตจริง 2. ความสอดคล้องระหว่างประเด็นที่จะสังเกตและพฤติกรรมที่จะทำการสังเกตว่าข้อมูล อะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมประเภทใดที่จะทำการสังเกต 3. กำหนดจุดมุ่งหมายที่ต้องการสังเกตให้ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงประเภทใดเกี่ยวข้องกับ ปรากฏการณ์อย่างไร เพื่อที่จะแยกประเภทข้อเท็จจริงที่จะได้มาได้ 4. ในการสังเกตผู้สังเกตจะต้องทำอย่างระมัดระวัง และใช้ความละเอียดถี่ถ้วนอย่างพินิจ พิเคราะห์ ผู้สังเกตจะต้องเตรียมการที่จะสังเกตมาให้พร้อม ซึ่งจะช่วยให้ผู้สังเกตได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ บิดเบือนไปจากความเป็นจริง และมีความแน่นอนเชื่อถือได้ 5.ผู้สังเกตจะต้องมีทักษะในการใช้เครื่องมือตามที่ได้กาหนดขึ้นอย่างชำนิชำนาญและ คล่องแคล่ว 6. ผู้สังเกตจะต้องพร้อมที่จะทำการสังเกตและการจัดอคติส่วนตัวออกไปให้หมด จากข้อความข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการวัดความพึงพอใจนั้น ทำได้ด้วยวิธี 3 วิธี คือ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยเป็นข้อคาถามที่ต้องการทราบโดยสามารถกาหนดให้เลือกหรือตอบตาม อิสระก็ได้ 2) การสัมภาษณ์ โดยเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยเทคนิคที่ดี เพื่อจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็น จริงได้ 3) การสังเกต โดยวิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการวางแผนการสังเกตอย่างเป็น ขั้นตอน ซึ่งในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จำนวน 18 ข้อ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านครูผู้สอน ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ทำการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ สุดารัตน์ อะไพวรรณ์และยศระวี วายทองคำ (2562:111-120) การพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการเชื่อมโยงง ความรู้ เรื่อง การออกแบบชิ้นงานกราฟิก ผลวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการ เชื่อมโยงความรู้ เรื่อง การออกแบบชิ้นงานกราฟิก มีคุณภาพอยู่ในระดับดี ความคิดสร้างสรรค์ของ


25 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนเชื่อมโยงความรู้ เรื่อง การออกแบบชิ้นงานกราฟิกสุงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หทัยชนันบ์ กานต์การันยกุล,(2557) การพัฒนาชุดกิจกรรมการออกแบบทางศิลปะด้วยสมุด ร่างภาพ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ในนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการออกแบบทางศิลปะด้วย สมุดร่างภาพ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ความคิดสร้างสรรค์จาก ผลงานศิลปะของนักเรียนอยู่ในระดับดี และความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อชุดกิจกรรมการ ออกแบบทางศิลปะด้วยสมุดร่างภาพ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื่อส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ธนิตย์ เพียรมณีวงศ์(2556: 94-101) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศน ธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่การสร้างงานทัศนศิลป์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียน เซนต์คาเบรียล ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่สร้างงานทัศนศิลป์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2) ผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกทักษะด้วยตนเอง ทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่สร้างงานทัศนศิลป์ อยู่ในระดับที่ดีมาก และ3) ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะด้วยตนเองทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่สร้างงานทัศนศิลป์ อยู่ในระดับที่มากที่สุด Buttignol (1998, p. 103) การระบายสีออกนอกเส้นกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ ประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์และตัวครูผู้สอน ผลการวิจัยพบว่า วิธีการสอนศิลปะของครูใน โรงเรียนมักจะตีกรอบความคิดของนักเรียนให้อยู่เฉพาะในกรอบที่ครูสอน ทำให้เป็นการจํากัด ความคิดของผู้เรียนซึ่งส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงออกมาได้อย่างไม่เต็มที่ครูผู้สอนจึงควรเป็น เพียงผู้ถายทอดความรู้ ประสบการณ์ และชี้แนะแนวทางให้แก่ผู้เรียนแทนการบังคับหรือจำกดดันให้ ผู้เรียนคิดหรือปฏิบัติตามคําสังสอนเพียงอย่างเดียว


26 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นการพัฒนาชุดกิจกรรการเรียนรู้ เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และศึกษาความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดวิธีวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 45 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 45 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 2.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกเพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ ผลงานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


27 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะ การสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 2.4 แบบประเมินผลงานการออกแบบ เป็นแบบการประเมินตามสภาพจริง (Rubrics) 2.5 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.6 แบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นแบบประเมินคุณภาพของของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดย ประเมินในแต่ละด้านดังนี้ 1) ด้านองค์ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก 2) ด้านเนื้อหาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก 3) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4) ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 เป็นนวัตกรรมการสอนในลักษณะของชุดกิจกรรมเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนเต็มตามศักยภาพ และผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียน โดย ดำเนินการสร้างชุดกิจกรรม ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา สาระทัศนศิลป์ คู่มือการจัดการเรียนรู้รู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.2 วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.3 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรม 1.4 การศึกษาเอกสาร เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการ นำมาสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก 1.5 กำหนดเนื้อหาและสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกให้ สอดคล้องกับเนื้อหาและความเหมาะสมกับนักเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


28 1.6 ตรวจสอบคุณภาพของชุดกิจกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด 1.7 นำข้อมูลที่ได้และข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไขปรับปรุงชุดกิจกรรม 1.8 นำชุดกิจกรรมไปใช้กับกลุ่มประชากรเป้าหมาย 2. แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิก เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง จำนวน 6 สัปดาห์ มีขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้ 2.1 ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551และ หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ในด้านของโครงสร้างหลักสูตร คุณภาพผู้เรียน สาระ มาตรฐาน การเรียนรู้ ตัวชี้วัดชั้นปีและการวัดผลประเมินผล 2.2 วิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้ ขอบข่ายเนื้อหากลุ่มสาระศิลปะสำหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 2.3 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และเอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุด กิจกรรม 2.4 กำหนดตัวชี้วัด ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 2.5 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการสอนตามแนวทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับการสอนแบบชุดฝึกทักษะ โดยมีองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ คือ สาระสำคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการสอน การวัดผลประเมินผล 3. แบบประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริง จำนวน 1 ฉบับ มีลักษณะ เป็นแบบมาตรประเมินค่าเชิงคุณภาพ (Scoring Rubrics) โดยกำหนดระดับ เป็น 3 ระดับ ดี พอใช้ ปรับปรุง


29 3.1 ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการประเมินผลตามสภาพจริง เพื่อกำหนด ความสามารถที่จําเป็น เพื่อที่จะสามารถประเมินผลในระดับชั้นเรียนตามหลักการประเมินผลได้ 3.2 กำหนดความสามารถในสำคัญจากผลการศึกษา ในข้อ 1 3.3 จัดทำแบบประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริง 3.3.1 กำหนดประเด็นการประเมินที่แสดงถึงความสามารถในการ ประเมินผลตาม สภาพจริงไว้ทั้งหมด 4 ประเด็น 1. ความประณีตสวยงาม 2. องค์ประกอบศิลป์ 3. ความคิดสร้างสรรค์ 4. ความถูกต้องของผลงาน 3.3.2 ในแต่ละประเด็นกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตามคุณภาพของผลงาน ดังนี้ คุณภาพระดับดี ได้เท่ากับ 3 คะแนน คุณภาพระดับพอใช้ ได้เท่ากับ 2 คะแนน คุณภาพระดับควรปรับปรุง ได้เท่ากับ 1 คะแนน ทั้งนี้การประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริง ให้ผู้วิจัยประเมิน พิจารณาจากชิ้นงานที่ได้จากผลงานจากการที่ผู้วิจัยได้นําความรู้ไปทดลองทำการประเมินตามสภาพ จริงในโรงเรียนหลังศึกษาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองครบทุกหน่วยแล้วตามเกณฑ์ 3.4 นําแบบประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริงที่สร้างเสร็จแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจความสอดคล้อง เพื่อตรวจสอบว่าแบบประเมินความสามารถในการประเมินผล ตามสภาพจริงวัดตรงได้กับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยแบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.87 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.18 แสดงว่าแบบประเมินงาน สร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องสามารถนำไปใช้ได้ 4. แบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานศิลปะสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งขั้นตอนในการพัฒนา ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการสร้างแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.2 กำหนดวัตถุประสงค์ของแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบ งานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งครอบคลุมทางด้านเนื้อหาและ การออกแบบ โดยผู้วิจัยได้แบ่งประเด็นการประเมินเป็นด้าน ๆ ดังนี้ ด้านองค์ประกอบชุดฝึกทักษะ


30 ด้านเนื้อหาชุดฝึกทักษะ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนด้วยชุดฝึก ทักษะ 4.3 นำแบบประเมินให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องและครอบคลุม วัตถุประสงค์ของการประเมินพร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไข 4.4 นำแบบประเมินที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำ แนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาถึงความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยจะเลือกประเด็นการประเมินที่มีค่า ดัชนี ความสอดคล้องระหว่าง 0.67 – 1.00 4.5 นำแบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วย เทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ประเมิน 4.6 วิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดยใช้มาตรประมาณค่า (Rating Scale) โดย กำหนดค่าระดับความเหมาะสมแต่ละระดับคะแนนและความหมายดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การประเมินคุณภาพชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กำหนดค่าของคะแนนเฉลี่ยออกเป็น 5 ระดับดังนี้ ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 คือ มีความเหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 4.50 คือ มีความเหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.51 – 3.50 คือ มีความเหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.51 – 2.50 คือ มีความเหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 – 1.50 คือ มีความเหมาะสมน้อยที่สุด 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการจัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยนําเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด ไปใช้กับ


31 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กําลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงออ่อนเผดิมวิทยา) จำนวน 45 คน ซึ่งได้ดำเนินการใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานศิลปะ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2564 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ดังนี้ 3.1 ก่อนใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก ผู้วิจัยได้ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Pre - test) ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น แล้วตรวจสอบการสอบ และเก็บคะแนนของแต่ละคนไว้ 3.2 ดำเนินการใช้ชุดกิจกรรมกับกลุ่มตัวอย่างตามขั้นตอน โดยผู้วิจัยให้นักเรียนศึกษาเรียนรู้ ทดสอบและปฏิบัติติกิจกรรมระหว่างเรียนพร้อมทั้งบันทึกคะแนนของแต่ละคนไว้ 3.3 เมื่อเสร็จจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทุกหน่วยการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้นักเรียนทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Post - test) 3.4 ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี โดยประเมินหลังการดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น 3.5 รวบรวมข้อมูลคะแนนจากผลการสอบของนักเรียนก่อนเรียนหลังเรียน ผลการประเมิน การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรม เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาทำการตรวจวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัย และอภิปรายผล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 4.1 วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.2 เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทักษะ การสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ใช้ค่าสถิติ ดังนี้


32 5.1 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ได้จากแบบตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้กับข้อคาถามของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้กับเนื้อหาของชุดกิจกรรมโดยใช้สูตรดัชนีความ สอดคล้อง (สมนึก ภัททิยธนี. 2541: 194) ดังนี้ สูตร IOC = ΣR เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบกับวัตถุประสงค์ ตัวแปรและสมมติฐาน การวิจัย Σ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ โดยเกณฑ์การตัดสินค่า IOC ถ้ามีค่า 0.5 ขึ้นไปแสดงว่าข้อคาถามนั้นวัดได้ตรงวัตถุประสงค์ หรือตรงตามเนื้อหานั้น แสดงว่าข้อคาถามนั้นใช้ได้ 5.2 วิเคราะห์คุณภาพของชุดกิจกรรม ที่ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยคิดคะแนนเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยมีการแปลความหมายข้อมูลดัดแปลงมาจาก (บุญชม ศรีสะอาด. 2546: 162) มีรายละเอียดดังนี้ สูตร อันตรภาคชั้น = ( คะแนนสูงสุด−คะแนนต่ำสุด) จำนวนชั้น = 5−15 = 0.8 4.3 – 5 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 3.5 – 4.2 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก 2.7 – 3.4 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง 1.9 – 2.6 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อย 1 – 1.8 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด 5.3 ผู้วิจัยได้ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ (ภัทรธิรา ผลงาม. 2556: ออนไลน์) 5.3.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนน คำนวณจากสมการ ̅ = ΣX N เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน


33 Σ แทน ผลรวมของคะแนน N แทน จำนวนคน 5.3.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) คำนวณจากสมการ ..=√ Σ(X−X̅) 2 N เมื่อ S.D. แทน คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนน ̅แทน คะแนนเฉลี่ย N แทน จำนวนคน 5.3.3 ค่าร้อยละ (Percentage) คำนวณจากสมการ อัตราส่วนร้อยละ (%) = ΣX×100 N เมื่อ Σ แทน ผลรวมของคะแนน N แทน จำนวนคน 5.4 สถิติอ้างอิงที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนผล การเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมกับเกณฑ์มาตรฐานด้วยสถิติ t-test แบบ One – Sample ประมวลผลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ


34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อน เผดิมวิทยา) ผู้วิจัยได้นำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) ตอนที่ 2 ผลการประเมินผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียน หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อน เผดิมวิทยา) กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงาน กราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ตอนที่ 4 ผลการประเมินคุณภาพหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงาน กราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) (n=45) คะแนนแบบทดสอบ คะแนนเต็ม ̅ S.D. t sig ก่อนเรียน 20 12.18 7.78 -8.298 .000** หลังเรียน 20 15.16 4.95 ** sig ≤ .01


35 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ย ̅ = 12.18มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.78 และคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างมี คะแนนเฉลี่ยเฉลี่ย ̅= 15.16 คะแนน ซึ่งมากกว่าคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียน และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.95 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางเรียนรู้ หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการออกแบบงาน กราฟิกสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสถิติ t-test จากกการวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้นำคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน มาทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสถิติแบบ One-Sample t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ได้ผลการวิเคราะห์ดังตาราง ที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนับสำคัญทางสถิติ ของการทดสอบเปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 70 กับผลการเรียนรู้ของนักเรียน คะแนนเต็ม ̅ S.D. t sig คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 20 15.16 4.95 2.527 .000** ** sig ≤ .01 จากตารางที่ 2 พบว่าผลการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.16 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 75.78 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับผลการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการออกแบบงานกราฟิกสำ หรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัย ข้อที่ 1 ตอนที่ 2 ผลการประเมินผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียน หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิม วิทยา)กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) จากการประเมินทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้นำผลการประเมินมา ทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสถิติแบบ One-Sample t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการ


36 การสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก กับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ได้ผลการวิเคราะห์ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน หลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) กับเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70) คะแนนเต็ม ̅ S.D. t sig คะแนนผลงาน 20 15.27 4.71 2.919 .001** ** sig ≤ .01 จากตารางที่ 3 พบว่าผลการประเมินทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของกลุ่มตัวอย่าง มีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 15.27 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.33 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับผลการ เรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการ ออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 ตอนที่ 3 ผลการประเมินความพึงพอใจหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบ งานกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ ออกแบบงานกราฟิก เพื่อการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. เกฑณ์การ ประเมิน 1. ด้านครูผู้สอน 4.43 0.70 มาก 2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 4.47 0.71 มาก 3. ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ 4.67 0.54 มากที่สุด รวมคะแนนความพึงพอใจ 4.50 0.67 มาก ตารางที่ 4 พบว่า คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิกเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับนักเรียนชั้น


37 มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) พบว่าอยู่ในระดับมาก (̅= 4.50, S.D.=0.67) สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดสมมตติฐานไว้ เมื่อพิจารณาแต่ละด้านมีคะแนนเฉลี่ยมากใน ทุกๆด้าน ดังนี้ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.47, S.D.= 0.71) ด้าน ประสบการณ์การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (̅= 4.67, S.D.= 0.54) และด้านครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก (̅= 4.43, S.D.= 0.70) ตอนที่ 4 ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์คุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานกราฟิก เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) รายการ ̅ S.D. ระดับ ด้านองค์ประกอบชุดกิจกรรมชุดกิจกรรมการออกแบบ งานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี 4.22 0.58 มากที่สุด ด้านเนื้อหาชุดกิจกรรมการออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วย เทคโนโลยี 4.00 0.66 มากที่สุด ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วย เทคโนโลยี 4.37 0.32 มากที่สุด ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรม 4.33 0.38 มากที่สุด รวมผลคะแนน 4.25 0.46 มากที่สุด จากตารางที่ 5 พบว่าผลการประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการ วาดภาพระบายสี โดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.25, S.D.= 0.46) เมื่อพิจารณาแต่ละ ด้านมีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดในทุก ๆ ด้าน ดังนี้ ด้านองค์ประกอบชุดกิจกรรมการออกแบบงานกราฟิก อยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.37, S.D.= 0.32) ด้านเนื้อหาชุดกิจกรรมการออกแบบงานกราฟิกอยู่ใน ระดับมากที่สุด (̅= 4.25, S.D.= 0.46) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การออกแบบงานกราฟิก ใน


38 ระดับมากที่สุด (̅= 4.22, S.D.= 0.58) และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการ ออกแบบงานกราฟิก อยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4, S.D.=0.66)


39 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ จากการวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้ชุดกิจกรรม การ เรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) สรุปผลการวิจัย จากการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื ่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียน เทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) 1. ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื ่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วย เทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่า ̅= 4.25, S.D.= 0.46 แสดงว่าชุด กิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี คุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดและในทุกด้านมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การ ออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนและมี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.16 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.78 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 70) อย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ทักษะการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื ่อง การ ออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.27 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 70) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 4. ความพึงพอของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการ วาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่า ̅= 4.50, S.D.= 0.67 แสดงว่านักเรียน มีความพึงพอใจต ่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื ่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในระดับมาก สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ก าหนดไว้


40 อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื ่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วย เทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่า ̅4.25, S.D.= 0.46 แสดงว่า ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี คุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาแต่ละด้านมีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดในทุก ๆ ด้าน ดังนี้ ด้านองค์ประกอบชุดกิจกรรมการออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.37, S.D.= 0.32) ด้านเนื้อหาชุดกิจกรรมการออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี อยู่ในระดับมาก ที ่สุด (̅= 4.25, S.D.= 0.46) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วย เทคโนโลยี ในระดับมากที่สุด (̅= 4.22, S.D.= 0.58) และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนด้วยชุด กิจกรรมการออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4, S.D.=0.66) ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากชุดกิจกรรมการออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาข้อบกพร่องของชุดกิจกรรมการ เรียนรู้และให้ค าแนะน าในการน ามาใช้ปรับปรุงแก้ไขให้ชุดกิจกรรม มีความถูกต้องและมีคุณภาพดี มากยิ่งขึ้น โดยผู้วิจัยได้ปรับรูปแบบของชุดกิจกรรมการออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยีให้มี ความน่าสนใจ เพื่อกระตุ้นความสนใจ มีกิจกรรมและภาษาที่ใช้มีความเหมาะสมกับระดับชั้นของ นักเรียนมากยิ่งขึ้น เนื้อหามีความถูกต้องและสอดคล้องกับเนื้อหา มีความยากง่ายที่เหมาะสมกับ ระดับชั้นของนักเรียน กิจกรรมสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และส่งเสริมในนักเรียนมีส่วนร่วม ในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ นักเรียนได้ออกแบบและสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด งานวิจัยของ สุวธิดา ล้านสา; และ ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2559: 1334-1348). กล ่าวว ่า ชุด กิจกรรมที่มีความเหมาะสมทั้งในด้านลักษณะรูปเล่ม เนื้อหาถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ และมีรายละเอียดเพียงพอชัดเจน ภาษาเข้าใจง่าย มีการให้นักเรียนได้ลงมือ ปฏิบัติจริงซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยีก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ̅= 12.18 มีส่วน เบี ่ยงเบนมาตรฐาน 7.78 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี ่ย ̅= 15.16 คะแนนและมีส ่วนเบี ่ยงเบน มาตรฐาน 4.95 ซึ่งมากกว่าก่อนเรียนแสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางเรียนรู้หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี สูงกว่าก่อนเรียนและมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.51สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ร้อยละ 65 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่ง


41 สอดคล้องตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ ทั้งนี้อาจเป็นผลเนื่องจากการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยี ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นการเรียนรู้ที่ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดี เนื่องจากผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ได้แก่ การทบทวนความรู้จากการท าใบงาน การสร้างสรรค์ผลงานจากกิจกรรมต่างๆ สอดคล้องกับ งานวิจัยของลภาวัน บัวเทศ (2557:93) กล่าวว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม ช่วยให้ นักเรียนเกิดความเชื่อมโยงความคิดรวบยอดและมีกระบวนการเรียนรู้ เป็นสื่อการสอนที่สามารถช่วย แก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างผู้เรียนหรือระหว่างบุคคล และส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็ม ความสามารถ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชานนท์ คงรวยทรัพย์(2559: 79) กล่าวว่า การเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมมัธยมศึกษาปีที ่ 4 ที ่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด ฝึกอบรม เรื่อง หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยชุดฝึกกว่าก ่อนเรียน อย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ .05 และการจัดกิจกรรมภายในชุดกิจกรรม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ เหมาะสมกับนักเรียน เน้นการปฏิบัติด้วยตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของอุ่นเรือน ชูยิ้ม (2557: 98) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมที่มีกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกด้วยการท ากิจกรรมที่หลากหลาย ตอบสนองต่อ ความสนใจและความสามารถของนักเรียน จะท าให้นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้นในการเรียน และกล้าแสดงออก จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เป็นการสนับสนุนสมมติฐานที่ 1 ที่ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (แตงอ่อนเผดิมวิทยา) หลังเรียนโดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยีสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 70) 3. ทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่อง การออกแบบงานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยีหลังเรียนมากกว่าทักษะการสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะก่อนเรียน แสดงว่าทักษะการสร้างสรรค์ หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การออกแบบ งานทัศนศิลป์ด้วยเทคโนโลยีสูงกว่าก่อนเรียนและมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.16 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.78 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องตาม สมมติฐานที่ก าหนดไว้ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกิจกรรมมีความน่าสนใจเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สืบเสาะ ข้อมูล แสดงความคิดอีกทั้งสื่อที่ประกอบการเรียนรู้เป็นภาพกราฟิกการ์ตูน สีสันสวยงามดึงดูดความ สนใจ กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการอยากรู้อยากเรียนและลงมือปฏิบัติ สอดคล้องกับวราภรณ์ เพ็งปรางค์ (2554, หน้า 96) พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนเอกสารคู่มือชุดการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการ


Click to View FlipBook Version