รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์
โครงการ “ชาติพนั ธ:ุ์ พลวัตของการสืบสานภาษาและวัฒนธรรมในอาเซยี น”
โครงการย่อย “พลวัตวัฒนธรรมไทยดํา: คติความเชอื เรอื งแถน”
โดย
ไอยเรศ บุญฤทธ ิ
สนบั สนนุ โดย
สาํ นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ งานวิจัย (สกว.)
ตุลาคม 2560
2
บทคัดยอ่
งานวิจัยเรือง “พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชือเรืองแถน” เนน้ การศกึ ษาทาง
มานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาในขอบเขตความเชือเรอื ง “แถน” ของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําด้วยมมุ มอง
ของการพลวัตทางวัฒนธรรม สังคม และด้านมติ ิทางพืนที ผวู้ ิจัยใช้แนวคิดเรือง การผลิตซาทางด้าน
วัฒนธรรม (cultural reproduction) ผนวกกับแนวคิดเรือง ประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition)
เพือวิเคราะหข์ ้อมลู การพลวัตเกิดจาก การหยิบยกเอาวัฒนธรรมบางอย่างขึนมาใหค้ วามหมายและ
ใหค้ ุณค่าผา่ นวิถีปฏิบัติใหม ่ ๆ จากพืนที 3 ประเทศ ได้แก่ 1. ประเทศไทย ประกอบด้วย จังหวัด
นครปฐม เพชรบุร ี ชุมพร สุราษฏร์ธาน ี สุโขทัย พิษณุโลก กําแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ เลย 2.
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และ 3. ประเทศเวียดนาม
ผลการศกึ ษาวิจัย พบว่า พลวัตต่าง ๆ ทีเกียวกับความเชือเรืองแถนใน 3 ประเทศ มลี ักษณะ
ร่วมด้วยกัน 3 ประเด็น คือ 1.อุดมคติพลวัต หมายถึง นยิ ามความหมายของคําว่า แถน มพี ลวัตปรับ
เปลียนในเชิงจินตนการและความเชือ 2.วิธคี ิดพลวัต หมายถึง ความคิดร่วมและวิถีปฏิบัติของคน
กลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําต่อแถนมพี ลวัตเปลียนแปลง หมายถึง และ 3. รูปแบบพลวัต หมายถึง รูปลักษณ์
หรือแบบแผนการปฏิบัติต่อ “แถน” มพี ลวัตเปลียนไปตามสงั คม
ปจจัยทีมอี ิทธพิ ลต่อการเปลียนแปลงความเชือเรือง “แถน” ในประเทศไทยและสาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ 1. การเปลียนแปลงตามสังคม-วัฒนธรรม
กระแสหลัก 2. การเปลียนแปลงตามสังคมท้องถิน (localization) 3. การเปลียนแปลงจากศาสนา
และความเชือภายนอกวัฒนธรรม 4. การเปลียนแปลงตามวิธคี ิดเรืองประเพณีประดิษฐ ์ (invented
tradition) 5. การเปลียนแปลงภายใต้เงือนไขทางการท่องเทียวเชงิ ชาติพันธ ุ์ และ 6.การปรับเปลียน
ภายใต้เงือนไขทางศลิ ปะและการสือความหมายในสังคมรว่ มสมยั
คําสําคัญ: ไทดํา, ไทยโซ่ง, ความเชือ, แถน, ผฟี า, คติชนวิทยา
3
Abstract
This research aimed to study the Tai Dam’s folklore of “THAEN” under the
perspective of sociocultural dynamics. Based on the spatial dimension, this study
exploresTai Dam ethnic groups in 3 countries; 1. Thailand: Nakhon Pathom, Phetchaburi,
Chumphon, Surat Thani, Sukhothai, Phitsanulok, Kamphaeng Phet, Phichit, Nakhon
Sawan, Loei 2. Laos PDR. and 3. Vietnam
The results of this study show that the dynamics of the beliefs of “THAEN” in
Thailand, Laos and Vietnam share three common characteristics: (1.) Dynamic ideology
which refers to the definition of THAN, the dynamics of which have changed in terms of
imaginary and belief, (2.) Dynamics ideation which refers to the common ideas and
practices of the Tai Dam ethnic group influenced by the dynamics of THAN, and (3.)
Dynamic pattern which refers to appearance or schemes influenced by the dynamics of
THAN.
Factors influencing the “THAEN” dynamic beliefs of the Tai Dam include (1.)
changes of the socio - cultural mainstream, (2.) localization, (3.) changes resulting from
external cultural and religious beliefs. (4.) changes based on the concept of invented
tradition, (5.) changes under the conditions of ethnic tourism, and (6.) Adaptation under
the conditions of art and meaning in contemporary society.
Keywords: Tai Dam, Black Tai, Belief, A spirit of the sky (THAEN), Folklore
4
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยชินนไี ด้รับการสนบั สนนุ ทุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหดิ ล และ สํานกั งานคณะ
กรรมการวิจัยแหง่ ชาติ(วช.) ทังนงี านวิจัยสาํ เร็จลลุ ่วงได้ด้วยความร่วมมอื ทางวิชาการจากหลายฝาย
ผวู้ ิจัยขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์ดร.สมทรง บุรุษพัฒน ์ ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น
สํานกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวิจัย (สกว.) ประจําป 2558 ทีสนบั สนนุ การใหผ้ วู้ ิจัยดําเนนิ การวิจัย
จนประสบความสําเร็จ
ขอขอบพระคุณ อาจารย ์ ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ อาจารย ์ ดร.พธ ู คูศรีพิทักษ์ หวั หนา้
โครงการวิจัย และผรู้ ่วมวิจัยในโครงการน ี
ขอขอบพระคุณคณะนกั วิจัยโครงการ “การแปรตามภมู ภิ าคของภาษาและวัฒนธรรมกลุ่ม
ชาติพันธุบ์ างกลุ่ม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ทีใหค้ วามช่วยเหลือในการลงเก็บข้อมลู ภาคสนามใน
พืนที ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาวและประเทศเวียดนาม
ผวู้ ิจัยขอขอบคุณนางสาวรัชฎาภรณ ์ ผลยะฤทธ ิ นกั ศกึ ษาระดับปริญญาเอก สาขา
ภาษาศาสตร ์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหดิ ลทีช่วยเหลือผวู้ ิจัยในการ
เก็บข้อมลู
ขอขอบพระคุณ คุณสรรพาร ี ยกย่อง คุณถนอมศร ี เปลียนสมยั ผปู้ ระสานงานโครงการวิจัย
และ คุณเบญจวรรณ เตชะเสน ผคู้ อยดูแลความเรยี บรอ้ ยของงานวิจัยในสถานทีทํางาน
ผวู้ ิจัยซาบซึงในความกรุณาของทุกท่านเปนอย่างสงู
5
สรุปโครงการ (Executive Summary)
ชุดโครงการวิจัย “ชาติพนั ธุ์: พลวัตของภาษาและวัฒนธรรมในอาเซยี น”
โครงการวิจัยยอ่ ย “พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชอื เรอื งแถน”
สนับสนุนโดย: สาํ นักงานกองทนุ สนับสนุนการวิจัย (สกว.)
___________________________________________________________________________________________________________________
1. ความสาํ คัญและทมี าของปญหา
สังคมไทยในปจจุบัน กลุ่มชาติพันธุต์ ่าง ๆ ในประเทศไทยเริมมกี ารตืนตัวเพือสืบสานภาษา
และวัฒนธรรมของกลุ่มตนเองเพือต่อรองพืนทีทางวัฒนธรรมกับกระแสวัฒนธรรมหลักเข้ามาผสม
ผสานกับวัฒนธรรมดังเดิมทีใช้อยู่วิถีชีวิตของกล่มุ ชาติพันธ ุ์ ด้วยแนวคิดดังกล่าว ทําใหเ้ กิดเปน
ปรากฏการณ์ของการนาํ “ ทุนทางวัฒนธรรม” ทีมคี วามเฉพาะและเปนเอกลักษณ์ของแต่กล่มุ ชนมา
นาํ เสนอต่อสังคมหรือมวลชน ทังนเี พือประกาศใหส้ ังคมรับรู้ร่วมกันว่า ท่ามกลางกระแสของยุค
โลกาภิวัฒนน์ นั ก็ยังคงมคี วามหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุท์ ียังดําเนนิ ชวี ิตอยูอ่ ย่างมนั คงด้วย
เอกลักษณ์อย่างมตี ัวตน ทังน ี มกี ารสือสารผา่ นกิจกรรมทางสังคมทีผนวกเอาวัฒนธรรมและการ
จัดการโดยผลิตสร้างเปนรูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดตังหมบู่ ้านท่องเทียวเชิง
ชาติพันธุต์ ่าง ๆ เช่น หมบู่ ้านท่องเทียวเชิงชาติพันธุไ์ ทยวน อําเภอเสาไห ้ จังหวัดสระบุร ี หมบู่ ้านท่อง
เทียวเชิงชาติพันธุไ์ ทดํา ต.ไผห่ ชู ้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม การจัดการท่องเทียวเชิงนเิ วศวิทยาและ
วัฒนธรรมโดยชุมชนชาวมง้ บ้านนาคะ-สานก๋วย ตําบลผาช้างนอ้ ย อําเภอปง จังหวัดพะเยา เปนต้น
ดังนนั วัฒนธรรม จึงเปนสิงทีมคี ่าประการหนงึ ของสังคมกลุ่มชาติพนั ธ ุ์ เนอื งจาก วัฒนธรรม เปน
ผลผลิตทางปญญาและอารมณ ์ ซึงรวบรวมคติความคิดทีสรรค์สร้างด้วยประสบการณ์แหง่ ชีวิต ดัง
นนั ซึงสิงทีดํารงคืออยู ่ คือ สิงทีถูกคัดสรรจากบรรพบุรุษแล้ว อาทิ เรืองเล่า นทิ าน หรือ การละเล่น
ประเภทต่าง ๆ ทีดํารงอยู่ในกลุ่มชาติพันธุด์ ้วยบทบาทของการจรรโลงจิตใจใหแ้ ก่ผคู้ น เปนแหล่ง
รวบรวมอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายของมนษุ ย์ในสงั คมโดยเรยี งร้อยใหเ้ ปนเรอื งราว ผา่ น
เหตุการณ ์ ตัวละคร ฉาก โดยการรับรู้เรืองราวต่าง ๆ ดังกล่าวมคี วามสัมพันธก์ ับความหมายทีผกู ติด
อยู่กับวิถีชีวิตนาํ ไปสู่แนวปฏิบัติทางสังคมทียอมรับกันโดยทัวไป
ประเทศไทยมกี ลุ่มชาติพันธุต์ ่าง ๆ อาศยั กระจายอยู่ทัวประเทศ กลุ่มชาติพันธุเ์ หล่านมี เี ชือ
ชาติและวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น มอญ เขมร กูย อุลักละโว้ย กะเหรียง ละว้า ไทดํา ไทพวน ลาว
ครัง ลาวเวียง เปนต้น กลุ่มชาติพันธุห์ นงึ ทีนา่ สนใจ คือ ไทดํา เปนกลุ่มชาติพันธุท์ ีอาศยั อยู่ใน 3
ประเทศในภมู ภิ าคอาเซียน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนยิ ม
เวียดนาม และประเทศไทย เปนกลุ่มชาติพันธุท์ ีมคี วามเข้มแข็งทางวัฒนธรรมกล่มุ หนงึ จากการวิจัย
ของโครงการวิจัย “ชาติพันธ ุ์ ภาษา วัฒนธรรม และการพัฒนาการท่องเทียวเชิงชาติพันธุ”์
(Ethnicity Language Culture and Ethnic Tourism Development) ซึงดําเนนิ การโดยคณะผวู้ ิจัย
6
ของ ‘กลุ่มวิจัยภาษาและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ’์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
มหาวิทยาลัย มหดิ ล (2552-2554) ได้ศกึ ษาการใช้ภาษาและทัศนคติของกลุ่มชนชาติพนั ธุท์ ีอาศยั
อยู่ในจังหวัด 7 จังหวัดในภมู ภิ าคตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดนครปฐม กาญจนบุร ี
เพชรบุร ี ราชบุร ี สมทุ รสาคร สมทุ รสงคราม และสุพรรณบุร ี เพือทีจะค้นหาและพัฒนาศกั ยภาพของ
ชุมชนต้นแบบใหเ้ ปนศนู ย์กลางการเรียนรู้และการถ่ายทอดองค์ความรูก้ ารท่องเทียวเชิงชาติพนั ธุ์
แบบยังยืน
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํามลี ักษณะเด่นหลายประการ และมคี วามเข็มแข็ง
มากกว่ากลุ่มชาติพันธุอ์ ืนๆ โดยมวี ิธคี ิดเรืองแถนและผบี รรพบุรุษเปนโครงสรา้ งสําคัญทีประสาน
ความสัมพันธภ์ ายในกลุ่มชาติพันธุอ์ ย่างแนบแนน่ โดยวิธคี ิดดังกล่าวสะท้อนผา่ นพิธกี รรมทีชาวไท
ดําตามพืนทีต่าง ๆ ยังยึดถือปฏิบัติในยุคปจจุบัน อาทิ พิธปี าดตงไหว้ผบี รรพบุรุษ พิธเี สนประเภท
ต่าง ๆ นอกจากนนั นทิ าน ตํานาน วรรณกรรม การละเล่น เพลงขับ ฯลฯ ก็ยังปรากฏวิธคี ิดเรืองของ
“แถน” และ เรืองของ “ผ”ี อยู่ในตัวบทอย่างหลากหลาย อาทิ กรณีพิธกี รรมการเสนเต็ง ณ หมบู่ ้าน
ศาลาประชาคม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึงเปนพิธกี รรมรูปแบบหนงึ ทีมเี นอื หาของพธิ กี รรมมคี วาม
เกียวข้องสัมพันธก์ ับ “แถน” โดยธรรมเนยี มปฏิบัติยังยึดถือขันตอนและความถูกต้องตามวิถีทีเคย
ปฏิบัติกันมา
แต่ในยุคทีบริบททางสังคมได้เปลียนไป กลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําเองก็จําเปนต้องมกี ารปรับตัวไป
ตามกระแสสังคมทีเปลียนแปลง มกี ระบวนการทางความคิดทีพิจารณาการนาํ เสนอในรูปแบบต่าง ๆ
โดยมวี ิธกี ารคัดสรรวัฒนธรรมบางส่วนมาต่อรองกับกระแสสงั คม และเลือกทีจะรับวัฒนธรรมต่าง
พืนทีหรือต่างถินเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมดังเดิมของตน ทังนเี พือสร้างอัตลักษณ ์ หรือความ
ทรงจําร่วมเพือการคงอยู่ของกลุ่มชาติพันธ ุ์ หรือการต่อรองพืนทีทางวัฒนธรรมกับสังคมกระแสหลัก
เพือใหม้ ตี ัวตนในสังคม จะการเก็บข้อมลู เบืองต้น พบว่า มกี ารปรับเปลียนวิธคี ิดเกียวกับโครงสร้าง
หลักทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุท์ ีว่าด้วยเรอื งของความเชอื เรืองแถนซึงเปนสิงเคารพยึด
เหนยี วกลุ่มทีเปนนามธรรมใหก้ ลายเปนรูปธรรมหรอื มกี ารถูกหยิบยก “แถน” มาใช้ในบริบทนอก
เหนอื จากการกราบไหว้บูชา อาทิ มกี ารสร้างรูปเคารพ “แถน” เปนรูปแบบของวัตถุมงคล “จาตุคาม
รามเทพ” ทีปรากฏรูปสัญลักษณ ์ “แถน” ของสมาคมไทดํา ประเทศไทย หรือการถ่ายทอดงานศลิ ปะ
ซึงสะท้อนพลวัตความเชือของคนไทดํา (ไทยทรงดํา)ในประเทศไทย ถูกบรรจงถ่ายทอดบนฝาผนงั
กุฏิของวัดดอนทอง จังหวัดนครปฐม ภาพต่าง ๆ บอกเล่าเรืองราวทีว่าด้วยเรืองของการเปลียนแปลง
ความเชือและสิงยึดเหนยี วจิตใจของคนไทดํา ศลิ ปนบรรจงแต่งแต้มสีสรรเพือสร้างจินตนาการแหง่
การพลวัตอย่างประณีประนอมและผสานกับวิถีพุทธอยา่ งลงตัว ในขณะทีปจจุบัน คนไทดําใน
ประเทศเวียดนามและประเทศลาวบางพืนที ยังยึดถือคติความเชือดังเดิมเรือง "ผ"ี "แถน" อย่าง
มนั คง เปนต้น
7
จากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทีเกียวข้องกับพลวัตวัฒนธรรมไทดํา ดังกล่าว ผวู้ ิจัยจึงสนใจศกึ ษา
พลวัตทางความคิด ความเชือ แมแ้ ต่รูปแบบของการปฏิบัติต่าง ๆ ทังทีเปนนามธรรมและรูปธรรม
ทังนผี วู้ ิจัยดําเนนิ วิธกี ารศกึ ษามกลางการปรากฏขึนจรงิ ของ “วัฒนธรรม” ในสังคมของชาติพันธุ์
ไทดํา จึงสามารถพิจารณาด้วยแนวคิดทางวัฒนธรรมทีบ่งชีถึงรูปแบบของความหมาย (pattern of
meanings) ซึงได้รับสืบต่อกันมาในรูปแบบของ สัญลักษณ ์ โดยเปนระบบของแนวคิดทีได้รับการ
สืบทอดกันมา (inherited conceptions) และแสดงออกในรูปแบบของสัญลักษณ์น ี ชาวไทดําได้ใช้
ติดต่อสือสาร เก็บรักษาไว้ และพัฒนาเพือเสริมสร้างความรูเ้ กียวกับชีวิตและทัศนคติต่อชวี ิต
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างรูปแบบทางวัฒนธรรม ก็ถูกผลิตขึนไปพร้อม ๆ กับวิธคี ิด
ด้านการนาํ เสนอตัวตนและการธาํ รงกลุ่มด้วย ดังนนั ด้วยพลวัตทางวัฒนธรรมดังกล่าว จึงถูกหยิบยก
ขึนมาศกึ ษาอย่างนา่ สนใจ เพือทําความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ทีเกิดขึน โดยศกึ ษาเปรียบเทียบการ
ธาํ รงกลุ่มชาติพันธุผ์ า่ นคติความเชือเรือง “แถน” ในพืนทีประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาว และประเทศเวียดนามดังทีได้กล่าวมา
1.2 วัตถปุ ระสงค์การวิจัย
1. เพือศกึ ษาพลวัตด้านคติความเชือและวิธคี ิดเรืองแถนของกลุ่มชาติพนั ธุไ์ ทดําใน
ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
2. เพือศกึ ษาการธาํ รงกลุ่มชาติพันธุผ์ า่ นคติความเชอื เรอื ง “แถน” ในพนื ทีประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
1.3 ขอบเขตการวิจัย
การวิจัยใช้ระเบียบวิธวี ิจัยทางมานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาเพอื เก็บรวบรวมข้อมลู ที
เกียวข้องกับขอบเขตการวิจัย พืนทีการศกึ ษาของบทความวิจัยดังกล่าว ประกอบด้วย 3 พืนทีหลัก
คือ
1. พืนทีประเทศไทย ได้แก่ พืนทีจังหวัดเพชรบุร ี นครปฐม ราชบุร ี เลย พิษณุโลก พิจิตร
สุโขทัย กําแพงเพชร และนครสวรรค์
2. พืนทีสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ได้แก่ บ้านนาแง้น บ้านธงใจใต้ บ้านธงใจ
เหนอื บ้านหวั ขัว แขวงหลวงนาทา และบางพืนทีของแขวงบ่อแก้ว
3. พืนทีประเทศเวียดนาม ได้แก่ เมอื งเซิลลา เมอื งเดียนเบียนฟู เมอื งลอ
1.4 วิธกี ารดําเนินการวิจัย
งานวิจัยเรือง พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชือเรือง “แถน” ผวู้ ิจัยใช้แนวคิดเรือง การ
ผลิตซาทางด้านวัฒนธรรม (cultural reproduction) เปนแนวคิดเพือใช้วิเคราะหข์ ้อมลู จากสนาม
โดยพิจารณาในมมุ มองของพลวัตว่าเกิดจาก การหยิบยกเอาวัฒนธรรมบางอย่างขึนมาใหค้ วาม
8
หมายและใหค้ ุณค่าผา่ นวิถีปฏิบัติใหม ่ ๆ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมแบบใหมอ่ ันทําใหว้ ัฒนธรรมนนั
ได้รับการเนน้ ยาใหโ้ ดดเด่น หรือมวี ิถีชีวิตขึนมาใหมใ่ นปริบททีไมเ่ คยมมี าก่อน การผลิตซาทาง
วัฒนธรรมจึงก่อใหเ้ กิดการนาํ วัฒนธรรมมาผลิตใหมใ่ นวัตถุประสงค์ใหม ่ เพือใหส้ อดคล้องตอบสนอง
กับสถานการณ์หรือปริบทใหม ่ หรือมกี ารสร้างความหมายใหม ่ ในขณะที วิถีปฏิบัติทีถูกกําหนดหรือ
สร้างขึนมาใหมน่ นั ผวู้ ิจัยผนวกแนวคิดเรือง ประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition) ม าวิเคราะห์
ข้อมลู เพือใหส้ อดรับในมมุ มองของการผลิตซาทางวัฒนธรรม หากแต่เพิมมมุ มองทางด้าน
กระบวนการสร้างความหมายทีนาํ ไปสู่ปรากฏการณ์ทางสังคม ซึงเปนผลรวมของการประกอบสร้าง
โดยใช้วัตถุดิบทางวัฒนธรรมหรือวัตถุดิบโบราณ (ancient materials) ไมว่ ่าจะเปนนทิ าน ตํานาน
เรืองเล่า หรือ คติความเชือ พิธกี รรม ฯลฯ ซึงจะถูกกําหนดขึนจากกฎเกณฑ์ทียอมรับกันทังโดยเปด
เผยและโดยปริยาย อีกทังมลี ักษณะเชิงพิธกี รรมหรือสัญลักษณ์ทีต้องสง่ ทอดมมุ มองเรอื งของ “ค่า
นยิ ม” “แบบแผน” และ ความประพฤติทีแนน่ อนและกระทําซาตามแบบเดิม
1.5 ประโยชน์ทคี าดว่าจะได้รบั
1. ได้ศกึ ษาพลวัตด้านคติความเชือและวิธคี ิดเรอื งแถนของกล่มุ ชาติพนั ธุไ์ ทดําในประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
2. ได้ทราบถึงวิธกี ารธาํ รงกลุ่มชาติพันธุผ์ า่ นคติความเชอื เรอื ง “แถน” ในพืนทีประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
1.6 ผลการวิจัย
การนาํ เสนอ “แถน” ในบริบทของเพลงขับและพิธกี รรมของไทดํา ยึดมนั ในความถูกต้อง
ตามประเพณีในระเบียบวิธกี ารปฏิบัติ แต่ในบริบทของสังคมวัฒนธรรมในปจจุบัน ไมว่ ่าจะเปนมมุ
มองในของพืนที เวลา และบริบทนนั การนาํ เสนอ “แถน” มกี ารเปลียนแปลงภายใต้ปจจัยทางสังคม
ในขณะที งานวิจัยชุด “พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชือเรืองแถน” เนน้ การศกึ ษาในขอบเขต
ความเชือเรือง “แถน” ของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําด้วยมมุ มองของการพลวัตทางวัฒนธรรมและสงั คม
ด้วยมมุ มองการเปรียบเทียบใหเ้ หน็ ถึงพลวัตในแง่มมุ ต่าง ๆ ภายใต้ปจจัยทางสงั คมทีเปลียนไป
อีกทังมกี ารพิจารณาแนวคิดและแนวทางการสืบทอดและการดํารงอยูใ่ นวัฒนธรรมไทดํา
ปจจุบัน ซึงประเด็นดังกล่าว เปนการศกึ ษาภายใต้ข้อสังเกตในแง่มมุ ปรากฏการณ์ทางสังคมทีเกิดขนึ
เพือการดํารงอัตลักษณ์และความเปนกลุ่มชาติพนั ธุไ์ ทดํา โดยเฉพาะการมองว่า “ความเชือเรืองแถน
” เปนรากฐานแหง่ วิถีชีวิตของวัฒนธรรมไทดํา โดยวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําถือความเชือ
เรืองแถนเปนภาพสะท้อนทาง “ศาสนาและความเชือ” ทีอุดมไปด้วยความหมายและสัญลักษณ์อัน
เปนผลพวงมาจากความเปนต้นแบบของ(model of) ศาสนาทีว่าด้วยเรืองของการกําหนดรูปแบบ
ความคิดหรือการกระทําไปนาํ ไปสู่การสร้างความเปนจรงิ ซึงกล่าวได้ว่า ศาสนาจัดเปน ตัวแบบ
สําหรับ (model for) การผลิตสร้างความจริง (อันเปนรูปธรรม) ดังนนั การปรากฏขึนของ “
9
วัฒนธรรม” ทีมอี ยู่จริงในแต่ละสังคมของชาติพันธุไ์ ทดํา สามารถพิจารณาด้วยแนวคิดทาง
วัฒนธรรมทีบ่งชีถึงรูปแบบของความหมาย (pattern of meanings) ซึงได้รับสืบต่อกันมาในรูปแบบ
ของสัญลักษณ์โดยเปนระบบของแนวคิดทีได้รับการสืบทอดกันมา (inherited conceptions) และ
แสดงออกในรูปแบบของสัญลักษณ์ซึงผคู้ นใช้ติดต่อสือสาร เก็บรักษาไว้ และพัฒนาเพือเสริมสร้าง
ความรู้เกียวกับชีวิตและทัศนคติต่อชีวิต
นอกจากนนั พบว่าปรากฏการณ์ทีเกิดขึน เปนการเปลียนของวัฒนธรรมทีมผี ลต่อการสรา้ ง
หรือผลิตซึงมแี นวคิดทีประสานประโยชนก์ ับการท่องเทียวเชิงชาติพันธ ุ์ เนอื งจาก องค์ประกอบของ
การท่องเทียวเชิงชาติพันธุค์ ือ การใช้สอยและจัดการองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพนั ธ ุ์ จน
ถือได้ว่าเปนการจัดการทุนทางสังคม หรือการจัดการทุนทางวัฒนธรรม ผลการศกึ ษาวิจัยในช่วงดัง
กล่าว พบว่า “แถน” ในคติความเชือของคนไทดําจากพืนทีต่าง ๆ ของประเทศไทย มพี ลวัตทางคติ
ความเชือทีแตกต่างกัน ผวู้ ิจัยได้สรุปปจจัยในการพลวัตไว้ 4 ประเด็นด้วยกัน คือ 1.การเปลียนแปลง
ตามสังคม-วัฒนธรรมกระแสหลัก 2.การเปลียนแปลงตามสังคมท้องถิน (localization) 3.การ
เปลียนแปลงตามวิธคี ิดเรืองประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition) และ 4. การเปลียนแปลงภาย
ใต้เงือนไขทางการท่องเทียวเชิงชาติพันธ ุ์ ทังนกี ารพลวัตต่าง ๆ เกียวกับความเชือเรืองแถน พลวัตอยู ่
3 ลักษณะด้วยกันคือ 1.อุดมคติพลวัต 2.วิธคี ิดพลวัต และ 3. รูปแบบพลวัต
นอกจากน ี พบว่าปจจัยทีมอี ิทธพิ ลต่อการเปลียนแปลงความเชือเรือง “แถน” ประกอบด้วย
6 ประเด็น คือ 1. การเปลียนแปลงตามสังคม-วัฒนธรรมกระแสหลัก 2. การเปลียนแปลงตามสังคม
ท้องถิน (localization) 3. การเปลียนแปลงจากศาสนาและความเชือภายนอกวัฒนธรรม 4.การ
เปลียนแปลงตามวิธคี ิดเรืองประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition) 5. การเปลียนแปลงภายใต้
เงือนไขทางการท่องเทียวเชิงชาติพันธ ุ์ และ 6.การปรับเปลียนภายใต้เงือนไขทางศลิ ปะและการสอื
ความหมายในสังคมร่วมสมยั
10
สารบญั หนา้
2
3
4
5
บทคัดย่อภาษาไทย 11
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ 15
กิตติกรรมประกาศ 55
สรุปโครงการ (executive summary) 57
บทที 1 บทนาํ 79
บทที 2 ทบทวนวรรณกรรม 82
บทที 3 วิธดี ําเนนิ งานวิจัย
บทที 4 พลวัตวัฒนธรรมและความเชือเรืองแถนกลุ่มชาติพนั ธุไ์ ทดําในปจจุบนั
บทที 5 สรุปและอภิปรายผล
บรรณานกุ รม
11
บทที 1
บทนํา
1. ความสาํ คัญและทมี าของปญหา
สังคมไทยในปจจุบัน กลุ่มชาติพันธุต์ ่าง ๆ ในประเทศไทยเริมมกี ารตืนตัวเพือสืบสานภาษา
และวัฒนธรรมของกลุ่มตนเองเพือต่อรองพนื ทีทางวัฒนธรรมกับกระแสวัฒนธรรมหลักเข้ามาผสม
ผสานกับวัฒนธรรมดังเดิมทีใช้อยู่วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพนั ธ ุ์ ด้วยแนวคิดดังกล่าว ทําใหเ้ กิดเปน
ปรากฏการณ์ของการนาํ “ ทุนทางวัฒนธรรม” ทีมคี วามเฉพาะและเปนเอกลักษณ์ของแต่กลุ่มชนมา
นาํ เสนอต่อสังคมหรือมวลชน ทังนเี พือประกาศใหส้ ังคมรับรู้ร่วมกันว่า ท่ามกลางกระแสของยุค
โลกาภิวัฒนน์ นั ก็ยังคงมคี วามหลากหลายของกลุ่มชาติพนั ธุท์ ียงั ดําเนนิ ชวี ิตอยูอ่ ย่างมนั คงด้วย
เอกลักษณ์อย่างมตี ัวตน ทังน ี มกี ารสือสารผา่ นกิจกรรมทางสังคมทีผนวกเอาวัฒนธรรมและการ
จัดการโดยผลิตสร้างเปนรูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดตังหมบู่ ้านท่องเทียวเชิง
ชาติพันธุต์ ่าง ๆ เช่น หมบู่ ้านท่องเทียวเชิงชาติพันธุไ์ ทยวน อําเภอเสาไห ้ จังหวัดสระบุร ี หมบู่ ้านท่อง
เทียวเชิงชาติพันธุไ์ ทดํา ต.ไผห่ ชู ้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม1 การจัดการท่องเทียวเชิงนเิ วศวิทยาและ
วัฒนธรรมโดยชุมชนชาวมง้ บ้านนาคะ-สานก๋วย ตําบลผาช้างนอ้ ย อําเภอปง จังหวัดพะเยา2 เปนต้น
ดังนนั วัฒนธรรม จึงเปนสิงทีมคี ่าประการหนงึ ของสังคมกลุ่มชาติพนั ธ ุ์ เนอื งจาก วัฒนธรรม เปน
ผลผลิตทางปญญาและอารมณ ์ ซึงรวบรวมคติความคิดทีสรรค์สร้างด้วยประสบการณ์แหง่ ชีวิต ดัง
นนั ซึงสิงทีดํารงคืออยู ่ คือ สิงทีถูกคัดสรรจากบรรพบุรุษแล้ว อาทิ เรืองเล่า นทิ าน หรือ การละเล่น
ประเภทต่าง ๆ ทีดํารงอยู่ในกลุ่มชาติพันธุด์ ้วยบทบาทของการจรรโลงจิตใจใหแ้ ก่ผคู้ น เปนแหล่ง
รวบรวมอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายของมนษุ ย์ในสังคมโดยเรยี งรอ้ ยใหเ้ ปนเรอื งราว ผา่ น
เหตุการณ ์ ตัวละคร ฉาก โดยการรับรู้เรืองราวต่าง ๆ ดังกล่าวมคี วามสัมพันธก์ ับความหมายทีผกู ติด
อยู่กับวิถีชีวิตนาํ ไปสู่แนวปฏิบัติทางสังคมทียอมรบั กันโดยทัวไป
ประเทศไทยมกี ลุ่มชาติพันธุต์ ่าง ๆ อาศยั กระจายอยู่ทัวประเทศ กลุ่มชาติพันธุเ์ หล่านมี เี ชือ
ชาติและวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น มอญ เขมร กูย อุลักละโว้ย กะเหรียง ละว้า ไทดํา ไทพวน ลาว
ครัง ลาวเวียง เปนต้น กลุ่มชาติพันธุห์ นงึ ทีนา่ สนใจ คือ ไทดํา เปนกลุ่มชาติพันธุท์ ีอาศยั อยู่ใน 3
ประเทศในภมู ภิ าคอาเซียน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนยิ ม
เวียดนาม และประเทศไทย เปนกลุ่มชาติพันธุท์ ีมคี วามเข้มแข็งทางวัฒนธรรมกล่มุ หนงึ จากการวิจัย
ของโครงการวิจัย “ชาติพันธ ุ์ ภาษา วัฒนธรรม และการพัฒนาการท่องเทียวเชิงชาติพันธุ”์
(Ethnicity Language Culture and Ethnic Tourism Development) ซึงดําเนนิ การโดยคณะผวู้ ิจัย
1 รายงานผลงานวิจัยโครงการ “ชาติพนั ธุ ภาษา วัฒนธรรม การพฒั นาการทองเทียวเชงิ ชาติพนั ธ”ุ จัดทําโดย
สถาบนั วิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชยี มหาวิทยาลัยมหดิ ล (2556)
2 รายงานผลการวิจัยโครงการ “มง,การทองเทียวเชงิ นเิ วศและวัฒนธรรม การมสี วนรวมของชุมชน จังหวัดพะเยา”
สนบั สนนุ โดย สาํ นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวิจัย (สกว.) (2546)
12
ของ ‘กลุ่มวิจัยภาษาและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ’์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
มหาวิทยาลัย มหดิ ล (2552-2554) ได้ศกึ ษาการใช้ภาษาและทัศนคติของกลุ่มชนชาติพนั ธุท์ ีอาศยั
อยู่ในจังหวัด 7 จังหวัดในภมู ภิ าคตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดนครปฐม กาญจนบุร ี
เพชรบุร ี ราชบุร ี สมทุ รสาคร สมทุ รสงคราม และสุพรรณบุร ี เพือทีจะค้นหาและพัฒนาศกั ยภาพของ
ชุมชนต้นแบบใหเ้ ปนศนู ย์กลางการเรียนรู้และการถ่ายทอดองค์ความรูก้ ารท่องเทียวเชิงชาติพันธุ์
แบบยังยืน
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํามลี ักษณะเด่นหลายประการ และมคี วามเข็มแข็ง
มากกว่ากลุ่มชาติพันธุอ์ ืนๆ โดยมวี ิธคี ิดเรืองแถนและผบี รรพบุรุษเปนโครงสร้างสาํ คัญทีประสาน
ความสัมพันธภ์ ายในกลุ่มชาติพันธุอ์ ย่างแนบแนน่ โดยวิธคี ิดดังกล่าวสะท้อนผา่ นพิธกี รรมทีชาวไท
ดําตามพืนทีต่าง ๆ ยังยึดถือปฏิบัติในยุคปจจุบัน อาทิ พิธปี าดตงไหว้ผบี รรพบุรุษ พิธเี สนประเภท
ต่าง ๆ นอกจากนนั นทิ าน ตํานาน วรรณกรรม การละเล่น เพลงขับ ฯลฯ ก็ยังปรากฏวิธคี ิดเรืองของ
“แถน” และ เรืองของ “ผ”ี อยู่ในตัวบทอย่างหลากหลาย อาทิ กรณีพิธกี รรมการเสนเต็ง ณ หมบู่ ้าน
ศาลาประชาคม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึงเปนพิธกี รรมรูปแบบหนงึ ทีมเี นอื หาของพธิ กี รรมมคี วาม
เกียวข้องสัมพันธก์ ับ “แถน” โดยธรรมเนยี มปฏิบัติยังยึดถือขันตอนและความถกู ต้องตามวิถีทีเคย
ปฏิบัติกันมา
แต่ในยุคทีบริบททางสังคมได้เปลียนไป กลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําเองก็จําเปนต้องมกี ารปรับตัวไป
ตามกระแสสังคมทีเปลียนแปลง มกี ระบวนการทางความคิดทีพิจารณาการนาํ เสนอในรูปแบบต่าง ๆ
โดยมวี ิธกี ารคัดสรรวัฒนธรรมบางส่วนมาต่อรองกับกระแสสงั คม และเลือกทีจะรับวัฒนธรรมต่าง
พืนทีหรือต่างถินเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมดังเดิมของตน ทังนเี พือสร้างอัตลักษณ ์ หรือความ
ทรงจําร่วมเพือการคงอยู่ของกลุ่มชาติพันธ ุ์ หรือการต่อรองพืนทีทางวัฒนธรรมกับสังคมกระแสหลัก
เพือใหม้ ตี ัวตนในสังคม จะการเก็บข้อมลู เบืองต้น พบว่า มกี ารปรับเปลียนวิธคี ิดเกียวกับโครงสร้าง
หลักทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุท์ ีว่าด้วยเรอื งของความเชือเรอื งแถนซึงเปนสิงเคารพยึด
เหนยี วกลุ่มทีเปนนามธรรมใหก้ ลายเปนรูปธรรมหรือมกี ารถูกหยบิ ยก “แถน” มาใช้ในบริบทนอก
เหนอื จากการกราบไหว้บูชา อาทิ มกี ารสร้างรูปเคารพ “แถน” เปนรูปแบบของวัตถุมงคล “จาตุคาม
รามเทพ” ทีปรากฏรูปสัญลักษณ ์ “แถน” ของสมาคมไทดํา ประเทศไทย หรือการถ่ายทอดงานศลิ ปะ
ซึงสะท้อนพลวัตความเชือของคนไทดํา (ไทยทรงดํา)ในประเทศไทย ถูกบรรจงถ่ายทอดบนฝาผนงั
กุฏิของวัดดอนทอง จังหวัดนครปฐม ภาพต่าง ๆ บอกเล่าเรืองราวทีว่าด้วยเรืองของการเปลียนแปลง
ความเชือและสิงยึดเหนยี วจิตใจของคนไทดํา ศลิ ปนบรรจงแต่งแต้มสีสรรเพือสร้างจินตนาการแหง่
การพลวัตอย่างประณีประนอมและผสานกับวิถีพุทธอยา่ งลงตัว ในขณะทีปจจุบัน คนไทดําใน
ประเทศเวียดนามและประเทศลาวบางพืนที ยังยึดถือคติความเชือดังเดิมเรือง "ผ"ี "แถน" อย่าง
มนั คง เปนต้น
13
จากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทีเกียวข้องกับพลวัตวัฒนธรรมไทดํา ดังกล่าว ผวู้ ิจัยจึงสนใจศกึ ษา
พลวัตทางความคิด ความเชือ แมแ้ ต่รูปแบบของการปฏิบัติต่าง ๆ ทังทีเปนนามธรรมและรูปธรรม
ทังนผี วู้ ิจัยดําเนนิ วิธกี ารศกึ ษามกลางการปรากฏขึนจรงิ ของ “วัฒนธรรม” ในสังคมของชาติพันธุ์
ไทดํา จึงสามารถพิจารณาด้วยแนวคิดทางวัฒนธรรมทีบง่ ชีถึงรูปแบบของความหมาย (pattern of
meanings) ซึงได้รับสืบต่อกันมาในรูปแบบของ สัญลักษณ ์ โดยเปนระบบของแนวคิดทีได้รับการ
สืบทอดกันมา (inherited conceptions) และแสดงออกในรูปแบบของสัญลักษณ์น ี ชาวไทดําได้ใช้
ติดต่อสือสาร เก็บรักษาไว้ และพัฒนาเพือเสรมิ สรา้ งความรูเ้ กียวกับชวี ิตและทัศนคติต่อชวี ิต
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างรูปแบบทางวัฒนธรรม ก็ถูกผลิตขึนไปพร้อม ๆ กับวิธคี ิด
ด้านการนาํ เสนอตัวตนและการธาํ รงกลุ่มด้วย ดังนนั ด้วยพลวัตทางวัฒนธรรมดังกล่าว จึงถูกหยิบยก
ขึนมาศกึ ษาอย่างนา่ สนใจ เพือทําความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ทีเกิดขึน โดยศกึ ษาเปรียบเทียบการ
ธาํ รงกลุ่มชาติพันธุผ์ า่ นคติความเชือเรือง “แถน” ในพืนทีประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาว และประเทศเวียดนามดังทีได้กล่าวมา
1.2 วัตถปุ ระสงค์การวิจัย
1. เพือศกึ ษาพลวัตด้านคติความเชือและวิธคี ิดเรืองแถนของกล่มุ ชาติพนั ธุไ์ ทดําในประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
2. เพือศกึ ษาการธาํ รงกลุ่มชาติพันธุผ์ า่ นคติความเชือเรือง “แถน” ในพนื ทีประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
1.3 ขอบเขตการวิจัย
การวิจัยใช้ระเบียบวิธวี ิจัยทางมานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาเพือเก็บรวบรวมขอ้ มลู ที
เกียวข้องกับขอบเขตการวิจัย พืนทีการศกึ ษาของบทความวิจัยดังกล่าว ประกอบด้วย 3 พืนทีหลัก
คือ
1. พืนทีประเทศไทย ได้แก่ พืนทีจังหวัดเพชรบุร ี นครปฐม ราชบุร ี เลย พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย
กําแพงเพชร และนครสวรรค์
2. พืนทีสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ได้แก่ บ้านนาแง้น บ้านธงใจใต้ บ้านธงใจเหนอื
บ้านหวั ขัว แขวงหลวงนาทา และบางพืนทีของแขวงบ่อแก้ว
3. พืนทีประเทศเวียดนาม ได้แก่ เมอื งเซิลลา เมอื งเดียนเบยี นฟู เมอื งลอ
1.4 วิธกี ารดําเนินการวิจัย
งานวิจัยเรือง พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชือเรือง “แถน” ผวู้ ิจัยใช้แนวคิดเรือง การ
ผลิตซาทางด้านวัฒนธรรม (cultural reproduction) เปนแนวคิดเพือใช้วิเคราะหข์ ้อมลู จากสนาม
โดยพิจารณาในมมุ มองของพลวัตว่าเกิดจาก การหยิบยกเอาวัฒนธรรมบางอย่างขึนมาใหค้ วาม
14
หมายและใหค้ ุณค่าผา่ นวิถีปฏิบัติใหม ่ ๆ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมแบบใหมอ่ ันทําใหว้ ัฒนธรรมนนั
ได้รับการเนน้ ยาใหโ้ ดดเด่น หรือมวี ิถีชีวิตขึนมาใหมใ่ นปริบททีไมเ่ คยมมี าก่อน การผลิตซาทาง
วัฒนธรรมจึงก่อใหเ้ กิดการนาํ วัฒนธรรมมาผลิตใหมใ่ นวัตถุประสงค์ใหม ่ เพือใหส้ อดคล้องตอบสนอง
กับสถานการณ์หรือปริบทใหม ่ หรือมกี ารสร้างความหมายใหม ่ ในขณะที วิถีปฏิบัติทีถูกกําหนดหรือ
สร้างขึนมาใหมน่ นั ผวู้ ิจัยผนวกแนวคิดเรือง ประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition) ม าวิเคราะห์
ข้อมลู เพือใหส้ อดรับในมมุ มองของการผลิตซาทางวัฒนธรรม หากแต่เพิมมมุ มองทางด้าน
กระบวนการสร้างความหมายทีนาํ ไปสู่ปรากฏการณ์ทางสงั คม ซึงเปนผลรวมของการประกอบสร้าง
โดยใช้วัตถุดิบทางวัฒนธรรมหรือวัตถุดิบโบราณ (ancient materials) ไมว่ ่าจะเปนนทิ าน ตํานาน
เรืองเล่า หรือ คติความเชือ พิธกี รรม ฯลฯ ซึงจะถูกกําหนดขึนจากกฎเกณฑ์ทียอมรับกันทังโดยเปด
เผยและโดยปริยาย อีกทังมลี ักษณะเชิงพิธกี รรมหรือสัญลักษณ์ทีต้องสง่ ทอดมมุ มองเรอื งของ “ค่า
นยิ ม” “แบบแผน” และ ความประพฤติทีแนน่ อนและกระทําซาตามแบบเดิม
1.5 ประโยชน์ทคี าดว่าจะได้รบั
1. ได้ศกึ ษาพลวัตด้านคติความเชือและวิธคี ิดเรืองแถนของกลุ่มชาติพนั ธุไ์ ทดําในประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
2. ได้ทราบถึงวิธกี ารธาํ รงกลุ่มชาติพันธุผ์ า่ นคติความเชอื เรือง “แถน” ในพนื ทีประเทศไทย
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม
15
บทที 2
ทบทวนวรรณกรรม
“พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชือความเชือเรืองแถน” เนน้ การศกึ ษาในขอบเขตความ
เชือเรือง “แถน” ของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําด้วยมมุ มองของการพลวัตทางสงั คมและวัฒนธรรม อีกทังมี
การพิจารณาแนวคิดและแนวทางการสืบทอดและการดํารงอยู่ในวัฒนธรรมไทดําปจจุบัน ประเด็น
ดังกล่าว เปนการศกึ ษาภายใต้ข้อสังเกตในแง่มมุ ปรากฏการณ์ทางสงั คมทีเกิดขึนเพอื การดํารงอัต
ลักษณ์และความเปนกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา
การวิจัยในประเด็นดังกล่าว มงุ่ ศกึ ษาเรืองความหมายของวัฒนธรรมทีมนี ยั ของระบบความ
เชือ ค่านยิ มทางสังคมดังทีปรากฏอยู่ในขอบเขตงานวิจัย โดยนบั เปนหนงึ มาตรฐานของพฤติกรรมที
คนในสังคมยอมรับใหเ้ ปนวิถีชีวิตทีต้องมคี วามเข้าใจลักษณะพนื ฐานทีสําคัญของวัฒนธรรม (ยศ
สันตสมบัติ, 2540: 17) ได้แก่
1) การเปนระบบความคิดและค่านยิ มรวมของสมาชิกในสังคม
2) เปนสิงทีมนษุ ย์เรียนรู้ผา่ นกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมของสังคม
3) มพี ืนฐานมาจากการใช้สัญลักษณ์เปนองค์รวมของความรู้และภมู ปิ ญญา
4)เปนกระบวนการกําหนดนยิ ามความหมายของชีวิตและสงิ ทีอยู่รอบตัวผคู้ นใน
สังคม
5) เปนสิงทีไมห่ ยุดนงิ แต่มกี ารเปลียนแปลงปรับตัวอยูต่ ลอดเวลา
ในขณะทีสังคมมนษุ ย์แต่ละสังคมมคี วามแตกต่างกัน ไมว่ ่าจะเปนรูปแบบของการเมอื ง
เศรษฐกิจ และค่านยิ มต่าง ๆ แต่ภายใต้ความแตกต่างเหล่าน ี สังคมทุกหนแหง่ ทัวโลกจะมลี ักษณะที
เหมอื นกันประการหนงึ คือ “สังคม” เปนการรวมตัวกันเพือความอยู่รอดของสมาชิก การทีสังคมจะ
ดําเนนิ ไปได้ด้วยดี พฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนจะต้องเปนสิงทีคาดคะเนได้ (predictable)3 โดย
สมาชิกทุก คนจะต้องคาดคะเนได้ว่า คนอืนจะมพี ฤติกรรมเช่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนษุ ย ์
โดยความสามารถคาดคะเนพฤติกรรมของผอู้ ืนได้อยา่ งถกู ต้องนนั ล้วนเปนผลมาจากการเรียนรู้ทาง
“วัฒนธรรม”ดังนนั เมอื กล่าวถึงวัฒนธรรมในแง่มมุ น ี เปรียบเสมอื นดัง “วัฒนธรรม” คือ ภ าพแทน
หรือ ส ัญลักษณ ์ ของบางสิงบางอย่างในวิธคี ิดของมนษุ ย์อันจะนาํ ไปสกู่ ารไขรหสั (code) เพือ
ทําความเข้าใจสิงแวดล้อมและสังคมได้ในมมุ ใดมมุ หนงึ ในขณะเดียวกัน นยิ ามความหมายของคําว่า
“วัฒนธรรม” หมายถึง วิถีการดําเนนิ ชีวิต (The way of life) ของผคู้ นในสังคมนบั ตังแต่การกิน การ
อยู ่ การแต่งกาย การทํางาน การพักผอ่ น การแสดงอารมณ์การอยู่ร่วมกันเปนหมคู่ ณะ การแสดง
ความสุขทางใจหลักเกณฑ์การดําเนนิ ชีวิต ตลอดจนเรืองราวของคติความเชือ ฯลฯ ซึงแนวทางการ
3 อ้างถึงใน ยศ สนั ตสมบตั ิ,มนษุ ยก์ ับวัฒนธรรม 2544: 11
16
แสดงออกถึงวิถีการดําเนนิ ชีวิตนนั อาจเริมมาจากปจเจกชนหรอื สังคมทําเปนต้นแบบจนได้รบั การ
ยอมรับจนปฏิบัติสืบต่อกันมา ดังนนั นยิ ามของวัฒนธรรมดังทีได้กล่าวมา จึงเปรียบเสมอื น
พฤติกรรมแหง่ ชีวิตทีล้วนมี “ความหมาย” ทังสิน
เมอื กล่าวถึง “วัฒนธรรม” สิงทีหนงึ ทีเปนรากฐานแหง่ การเกิดวัฒนธรรม คือ “ความเชือและ
ศาสนา” โดยนยั ของคําว่า “ศาสนา” กินความไปถึงเรืองราวของความเชือความศรทั ธาทีมกี ารนบั ถือ
เฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะสังคม เช่น ความเชือในการบูชาเทพเจ้าหรือสิงทีมพี ลังเหนอื ธรรมชาติของ
กลุ่มชนต่าง ๆ โดย ศาสนาหรือความเชือดังกล่าว ล้วนมบี ทบาทหนา้ ทีเชิงสังคมทีมคี วามคล้ายคลึง
กัน เช่น เปนแนวทางของการสร้างกฎเกณฑ์ ระเบยี บปฏิบัติของมนษุ ย์ในสงั คม
ในขณะที Clifford Geertz (1973: 90) ได้ใหน้ ยิ าม “ศาสนา” ในความหมายของระบบทาง
วัฒนธรรมว่า
Religion is (1) a system of symbols which is acts to (2)
establish powerful, pervasive and long-lasting moods and
motivations in men by (3) formulating conceptions of general
order of existence and (4) clothing there conceptions with such
an aura of factuality that (5) the moods and motivations seem
uniquely realistic.
อคิน รพีพัฒน ์ (2551:83) ได้ถอดความหมายนยั ของ“ศาสนา”ของ Clifford Geertz ได้อย่าง
งดงาม โดยกล่าวว่า ศาสนา เปน ระบบสัญลักษณ์ระบบหนึง ซึงกระทําการสถาปนาอารมณ ์ และแรง
จูงใจในมนษุ ย์ มีอิทธพิ ลกว้างขวางและคงทนนาน ด้วยการสร้างมโนทัศน์และระเบียบของชีวิตโดย
ทัวไป และทําใหม้ โนทัศน์นีมีแสงสว่างแหง่ ความจริง จนเกิดอารมณ์และแรงจูงใจนันดูเสมือนเปนสิง
จริงแท้แนน่ อน ในขณะทีการถอดความทีว่าด้วยเรืองของมโนทัศนท์ ีแสงสว่างแหง่ ความจนเกิด
อารมณ์และแรงจูงใจนนั ดูเสมอื นจริง เปรียบกับ ศาสนานนั ช่วยกระตุ้นสถาปนาความคิดของมนษุ ย์
ใหเ้ กิดสร้างความจริงและความเปนเหตุเปนผลของความจรงิ นาํ สู่การก้าวมารวมกันของปจเจกชนสู่
ความเปนกลุ่มหรือสังคม มกี ารคิด วิเคราะห ์ สร้างสรรค์ใหเ้ กิดแนววิถีแหง่ การปฏิบัติและสืบทอดต่อ
กันกลายเปน “วัฒนธรรม” ทีมลี ักษะเฉพาะของแต่ละสังคมในขณะที มอลินอฟกี (อ้างถึงใน, ยศ สัน
ตสมบัติ,2554:32) นกั มานษุ ยวิทยาแนวหนา้ ทีนยิ ม กล่าวว่า มนษุ ย์มคี วามต้องการด้านสัญลักษณ ์
(symbolic needs) ซึงเปนความต้องการทีเกียวข้องกับความต้องการทางสงั คมของมนษุ ย์ทีมกี าร
ถ่ายทอดความรู ้ ความคิด การสร้างกฎเกณฑ์ และเครืองมอื ต่าง ๆ เพิมเติมอยู่ตลอดเวลา ในการ
ถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนงึ ไปสู่อีกรุ่นหนงึ จําเปนต้องมสี ัญลักษณ์เปนสอื เช่น ภาษาหรือความ
เชือ
17
ดังนนั เมอื ทําความเข้าใจคําว่า ความเชือเรืองแถน ด้วยมมุ มองหรือนยิ ามคําว่า “ศาสนา”
ของ Clifford Geertz จึงมองได้ว่า “ความเชือเรืองแถน” เปนรากฐานแหง่ วิถีชีวิตของวัฒนธรรม
ไทดํา โดย วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําถือความเชือเรอื งแถนเปนภาพสะท้อนทางศาสนาที
อุดมไปด้วยความหมายและสัญลักษณ์อันเปนผลพวงมาจากความเปนต้นแบบของ(model of)
ศาสนาทีว่าด้วยเรืองของการกําหนดรูปแบบความคิดหรือการกระทําไปนาํ ไปสูก่ ารสร้างความเปน
จริง ซึงกล่าวได้ว่า ศาสนาจัดเปน ตัวแบบสําหรับ (model for) การผลิตสร้างความจริง (อันเปนรูป
ธรรม) ดังนนั การปรากฏขึนของ “วัฒนธรรม” ทีมอี ยู่จริงในแต่ละสังคมของชาติพันธุไ์ ทดํา
สามารถพิจารณาด้วยแนวคิดทางวัฒนธรรมทีบ่งชีถึงรูปแบบของความหมาย (pattern of
meanings) ซึงได้รับสืบต่อกันมาในรูปแบบของสัญลักษณ์โดยเปนระบบของแนวคิดทีได้รับการ
สืบทอดกันมา (inherited conceptions) และแสดงออกในรูปแบบของสัญลักษณ์ซึงผคู้ นใช้ติดต่อ
สือสาร เก็บรักษาไว้ และพัฒนาเพือเสริมสร้างความรู้เกียวกับชีวิตและทัศนคติต่อชวี ิต โดย
สัญลักษณ์ในความหมายของ Clifford Geertz หมายถึง อะไรก็ตามทีสือแสดงออกถึงแนวคิด
(conceptions) นนั เอง
การพิจารณาพลวัตความเชือเรือง “แถน” ในมมุ มองของวัฒนธรรมศกึ ษาและมมุ มองทาง
ด้านศาสนาและความเชือดังทีได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นาํ ไปสู่การทําทบทวนวรรณกรรมทังแนวคิด-
ทฤษฏีทีใช้ในการวิเคราะห ์ และสารัตถะทีว่าด้วยเรืองของ “แถน” “แถน” ในกลุ่มชาติพันธ ุ์ โดย
แบ่งประเด็นได้ดังต่อไปน ี
2.1 คติความเชือเรืองแถน
2.1.1 “แถน” ทีปรากฏในตํานาน นทิ าน วรรณกรรมในอุษาคเนย ์
2.1.2 “แถน” ทีปรากฏในตํานาน นทิ าน วรรณกรรมในกล่มุ ชาติพนั ธุไ์ ทดํา
2.1.3 “แถน” ทีปรากฏในพืนทีทางการเมอื งการปกครองของกลุ่มชาติพนั ธุไ์ ทดํา
2.2 แนวคิดทฤษฏีทีใช้ในการวิเคราะห ์
2.2.1 พลวัต
2.2.2 การผลิตซาทางวัฒนธรรม (cultural reproduction)
2.2.3 ประเพณีประดิษฐ์ (invented tradition) ภายใต้วัฒนธรรมประชานยิ ม
2.1 คติความเชือเรอื งแถน
2.1.1 “แถน” ทปี รากฏในนิทาน ตํานาน เรอื งเล่า วรรณกรรมในอุษาคเนย ์
เมอื กล่าวถึง “แถน” ในวัฒนธรรมของดินแดนแถบอุษาคเนย ์ หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มกั นกึ ถึงคําว่า “ผฟี า” โดยคําว่า “ผฟี าหรือผแี ถน” ผคู้ นในดินแดนแหง่ นเี ชือกันว่า เปน “ผแี หง่
บรรพบุรุษ” บ้างก็ว่าเปนผสู้ ร้างโลก ใหก้ ําเนดิ มนษุ ย์และสรรพสิงบนโลกใบน ี รวมไปถึงการปกปก
18
รักษาดูแลคุ้มครองภยันตรายต่าง ๆ ในขณะที J.R.Chamberlain4 ได้ใหท้ ัศนะทีสอดคล้องและมี
ความเปนไปได้ว่า คําว่า 天 (T’ien) ในภาษาจีนซึงอ่านว่า “เทียน” แปลว่า “ฟา” หรือ “สวรรค์” ซึง
อาจเปนคําเดียวกันกับคําว่า “แถน” ทีหมายถึง ผยู้ ิงใหญ่และครอบคลุมทุกสิงทุกอย่าง หรือ สุริยา
สมทุ คุปติ และคณะ (2540: 164) กล่าวว่า ในระบบจักรวาลวิทยาของกลุ่มชาติพันธุต์ ่าง ๆ บริเวณ
สองฝงแมน่ าโขง ได้แก่ ลาว ภไู ท ข่า ส่วยหรือกูย โส ้ และ เขมร ว่าผฟี าหรือผแี ถนยังเปนทีรู้จักทัวไป
ในหมบู่ ้านชนบททางอีสานว่า “ผที างเทิง(ฟา) หรือ ผที ีอยู่บนฟา โดยผฟี าหรือผแี ถน มชี ือเรียกแตก
ต่างออกจากกันไปตามพืนถินต่าง ๆ เช่น ผหี ลวง ผไี ท้ ผไี ทเทิง ผแี ถน แถนหลวง แถนแนน แถนเคอ
แถนคาย แถนเคาะ แถนชัง แถนเถือก แถนช ี แถนสิว แถนแมน่ างหรือเทวดา เปนต้น ชาวอุษาคเนย์
เชือว่า ผฟี าหรือผแี ถนหรือพญาแถน เปน “เจ้าแหง่ ผ”ี เปนผสู้ ร้างโลกและสรรพสิงต่าง ๆ ขนึ มา
คนลาวเชือว่า “แถน” เปนผสู้ ร้างมนษุ ย์คู่แรกของโลกและสร้างนครเวียงจันทน ์ ดังตํานาน
การสร้างเมอื งเวียงจันทน5์ กล่าวว่า
“แถนเปนคนแต่งโลกขึนมา โดยการปนรูปผหู้ ญิงหงาย ปนรูป
ผชู้ ายควา ปนไว้เฉพาะวิญญาณ ยังไมม่ ีตัณหา ลดพัดกระจัดกระจายตก
ไปอยู่คนละแหง่ ต่างคนต่างอยู ่ ต่อมาเกิดไฟไหมแ้ ผน่ ดินกลินหอมขึนไป
ถึงเมืองแถนน กลินหอมไปถึงคู่ชาย-หญิงทีแถนปนไว้ ก็พูดว่า โลกลุ่ม
โลกานีหอมแท้ ชายหญิงทังคู่ก็ลงไปกินดินทีถูกไฟใหมใ่ นโลกมนษุ ย์ (
ทําใหเ้ กิดความรู้สึกถึงความแตกต่างของร่างกายผชู้ ายผหู้ ญงิ และคิดถึง
ร่างกายในแง่ของกามมารมณ์) ทําใหม้ นษุ ย์เกิดมีตัณหาขึนมา สมสูก่ ัน
แล้วไมส่ ามารถกลับขึนสูเ่ มืองแถนได้ ต้องอยู่ในโลกมนษุ ย์และพากัน
สร้างเมืองเวียงจันทน์”
ในขณะเดียวกัน การกล่าวถึง “แถน” จะถูกพูดถึงในฐานะ “สิงศกั ดิสิทธหิ รือบุคคลผทู้ ีควร
แก่การเคารพบูชา” หรือเปนเทวดา คําว่า แถน ถูกใช้ในบริบทของการดําเนนิ วิถีชีวิตทีผกู ติดอยู่กับ
สภาพทางธรรมชาติ เรืองเล่าเกียวกับแถนมกั ปรากฏอยู่ในบทบาทเทียบเคียงกับนยั ความเปน “ผใู้ ห้
” นา “ให”้ ฝนตามตํานานนทิ านเรืองต่าง ๆ เช่น นทิ านเรืองพญาคันคาก นบั ได้ว่า “แถน” เปนตัว
ละครสําคัญตัวหนงึ ในเรือง โดยในเรือง พญาคันคาก แถนเปนตัวละครฝายปฏิปกษ์ เปนคู่ศกึ สําคัญ
กับพระโพธสิ ัตว์ ซึงก็คือ พญาคันคากตัวพระเอกของเรอื ง โดยมเี นอื เรอื งโดยยอ่ ดังต่อไปน ี
4 Chamberlain, J. 1992, "The Black Tai chronicle of Muang Mouay Part I: Mythology", in The Mon-Khmer
Studies Journal, vol. 21, pp. 19-55.
5 สรุ ยิ า สมทุ คปุ ติและคณะ,(รายงานการวิจัยเรอื ง วิธคี ิดของคนไทย พธิ กี รรม “ขว่ งผฟี อน” ของ “ลาวขา้ วเจ้า” จังหวัด
นครราชสมี า.สาํ นกั เทคโนโลยสี งั คม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นาร,ี 2540). หนา้ 165.
19
แถนหลวงเปนเทพผใู้ หญผ่ ใู้ หฝ้ นแก่มนษุ ย์ วันหนึง แถนหลวงมี
ความอิจฉาทีพญาคันคากได้รับการบูชากราบไหว้จากผคู้ นของแถน คือ
ผสี าง ยักษ์ อารักษ์ เปนต้น ดังนัน แถนจึงหา้ มนาคมาเล่นนาในสระของ
แถน เมือนาคไมไ่ ด้ไปเล่นนาในสระ จึงสง่ ผลใหเ้ กิดฝนแล้งบนโลกมนษุ ย์
เมือฝนแล้งจึงเกิดความเดือนร้อนไปทัวหัวระแหง พญาคันคากจึงอาสา
ไปรบกับแถน ซึงอยู่บนดอยใหญ ่ พญาคันคากเดินทางไปรบกับแถนมี
ระยะทางกว่าหนึงป
ในการสงคราม นอกจากพญาแถนหรือแถนหลวงซึงขีชา้ งชอื
พลายวันแล้ว ยังปรากฏชือแถนอีก 3 แถน คือ แถนเลิง แถนลอ และ
แถนหล่อ โดยมาชว่ ยแถนหลวงรบกับพญาคันคาก พวกแถนเปนพวกทีมี
เวทมนตร์ เมือพญาคักคากสามารถเอาชนะพญาแถนได้ และจึงอนญุ าต
ใหน้ าคไปเล่นนาในสระได้ ดังนัน ฝนจึงตกต้องตามฤดกู าลเชน่ เคย6
ในขณะเดียวกัน “แถน” ยังมบี ทบาทในฐานะ “ผสู้ ร้าง” ในหลากหลายตํานาน อาทิ “ตํานา
นพระกึดพระพาน”7 แถนปรากฏในตอนต้นเรือง เมอื ท้าวสลุ่นกุนแก้ปญหาพระอินทร์ได้ พระอินทร์
ได้นาํ ตัวไปยังเมอื งแถนทีอยู่ในสวรรค์ชันจาตุม แล้วขอใหแ้ ถนช่วย “หล่อ” รูปท้าวสลุ่นกุ้นซึงเปนคน
พิการขึนใหม ่ ในท้ายสุด แถนได้ใช้เบ้าหล่อพระอินทร์หล่อท้าวสลุ้นก้นุ ขนึ มาใหมจ่ นมรี ูปรา่ งหนา้ ตา
เหมอื นพระอินทร ์ ทําให ้ “แถน” ในเรืองนปี รากฏนยั ของบทบาทผสู้ ร้างมนษุ ยเ์ ชน่ เดียวกับตํานาน “
นาเต้าปุง” ตามสํานวนพงศวดารล้านช้าง ซึงเปนอีกสํานวนหนงึ ทีเปนทีรู้จักกันอย่างกว้างขวางใน
บทบาทของ “ผสู้ ร้างมนษุ ย์และผคู้ วบคุมมนษุ ย์” โดยนาํ เรืองกล่าวถึงแถนว่า (อ้างถึงใน, สุเทพ ไชย
ขันธุ,์ 2557: 42-44)
ในกาลก่อนนันก็เปนดินเปนหญา้ เปนฟาเปนแถน ผแี ละคนไป
มาหากันไมข่ าดสาย เมือนัน มีขุนใหญ ่ 3 คน คือ ปูลางเซิง ขุนคาน และ
ขุนเค็กอยู่สร้างบา้ นเมืองลุ่มกินปลา เอ็ดนาเมืองลุ่มกินขา้ ว เมือนัน แถน
ได้ใชใ้ หม้ ากล่าวแก่ผคู้ นทังหลายว่า ในเมืองลุ่มนีกินขา้ วใหบ้ อกใหห้ มาย
กินแลงกินงายก็ใหบ้ อกแถน ได้กินชินก็สง่ ใหข้ า ได้กินปลาก็สง่ ใหฮ้ อยแก่
แถน
6 สกุ ัญญา สจุ ฉายา, 2549, อ้างถึงใน ผา่ น วงษ์อ้วน, ผปู้ รวิ รรตและชาํ ระ, พญาคันคาก. (มหาสารคาม: ศนู ยว์ ัฒนธรรม
จังหวัดมหาสารคาม, 2525). หนา้ 38. เอกสารอัดสาํ เนา.
7 สกุ ัญญา สจุ ฉายา, 2549, อ้างถึงใน พระอรยิ านวุ ัตร เขมจารเี ถระ, ผปู้ รวิ รรต, ตํานานพระกึดพระพาน (มหาสารคาม:
ศนู ยอ์ นรุ กั ษ์วรรณคดีภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื , 2521), หนา้ 4.
20
เมือนัน คนทังสามบฟ่ งความแถน แมน้ ใชม้ าบอกตังสองครัง
สามครังก็บฟ่ งหันแล แต่นันแถนจึงใหน้ าท่วมเมืองลุ่มลิดเลียง ท่วมเมือง
เพียงละลายคนทังหลายก็ฉิบหายมากมายนกั ชะแล บริวารของขุนทัง
สามล้มตายหายหมก คงเหลือแต่ขุนทังสามและลูกเมีย จึงได้พากันทํา
แพลอยไปตามนา
นาท่วมถึงเมืองแถนจึงได้เขา้ เฝาหาพระยาแถน เมือนาลดก็ขอ
พญาแถนกลับมาเมืองลุ่ม พญาแถนอนญุ าตและได้มอบควายใหต้ ัวหนงึ
เพือมาชว่ ยทํานา ทังสามลงมาอยู่ทีเมืองนานอ้ ยอ้อยหนไู ด้ 3 ป ควายก็
ตาย ซากควายทีทิงไว้เกิดมีต้นนาเต้าปุงรอดออกมาจากซากรูจมกู ควาย
ออกผลมา 3 ลูก โดยแต่ละลูกใหญม่ าก ปูลางเซิง (หรือเรียกอีกชือหนึง
ว่า แถนชี) ได้เอาเหล็กเผาไฟแล้วเจาะรูนาเต้าทังสามลูก พอลูกนาเต้าแก่
ก็ปรากฏว่า มีคนอยู่ในลูกนาเต้าทังสามมากมาย ต่างก็สง่ เสียงขอออกมา
ขา้ งนอก ปูลางเซิงจึงเอาเหล็กแดงจีลูกนาเต้าใหท้ ะลุเปนรู คนก็ออกมา
จากรู้มากมายไมข่ าดสาย ขุนคานเอาสิงเจาะใหเ้ ปนรูอีกรูหนึง คนหลัง
ไหลออกมา 7 วัน 7 คืนจึงหมด คนทีออกจากรูช ี ม ี 2 พวก คือ ไทเล่ม
และไทวี คนทีออกจากรูสิวมี 3 พวก คือ ไทเลิง ไทลอ และไทควาง
นานวันเขา้ ผคู้ นทวีมากขึน ไมอ่ ยู่ในโอวาทคําสังสอน ขุนทัง
สามจึงไปร้องต่อพญาแถน พญาแถนจึงสง่ ขุนครูขุนครองลงมาอยู่
ปกครอง แต่ขุนนางทังสองเกียจคร้านไมท่ ํางาน กินแต่เหล้า ขุนเค็กกับ
ขุนคานจึงขันไปรายงานพญาแถน พญาแถนจึงเรียกขุนทังสองขึนเมือง
ฟา และสง่ คนเก่งจริงๆ ชือ “ขุนบุลม” มอบอํานาจสิทธขิ าดพร้อมด้วย
รีพลใหม้ าปกครองแทน ขุนบุลุมกับขุนมนตรีได้ชว่ ยกันแก้ไขปรับปรุงให้
ชาวเมือง “นานอ้ ยอ้อยหน”ู มีความรู้ในการทําไร่นา ทอผา้ เลียงสัตว์ มี
กินมีใชเ้ ปนสุขทัวหนา้
จากตํานานเรืองแถนทีปรากฏในสํานวนของพงศาวดารล้านชา้ ง พบว่า ฐานะเด่นของแถนใน
ตํานานดังกล่าว เปรียบเสมอื น ผ คู้ วบคุม ผดู้ ูแลความสงบ ในขณะที แถน ก็มอี ํานาจในการจัดการ
เรืองราวต่าง ๆ ทีเกิดขึนบนโลกมนษุ ย์ในมคี วามสงบสุขเรียบร้อยตามความเชอื ของคนในภมู ภิ าค
นอกจากน ี เมอื แถนสามารถควบคุมสิงต่าง ๆ ได้ แถนจึงปรากฏบทบาทของ ผสู้ ังการ อยู่ในหลาก
หลายตํานาน อาทิ ตํานานเรืองนาเต้าปุง ในส่วนของการเล่าถึงเรืองราวและบทบาทของ ขุนบุลุม (
ขุนบรม) ผเู้ ปนใหญ่ในเมอื งหนองแส โดยมเี นอื เรืองกล่าวถึงว่า (อ้างถึงใน, สุเทพ ไชยขันธุ,์ 2557:
42-44)
21
เมือขุนบุลุมจากเมืองหนองแสเขา้ ครองเมืองของแถนได้ 9 ป
พระองค์พร้มอมกับพระนางเทวีทังสองก็ปรารภปรึกษาถึงความอดอยาก
ยากแค้นของชาวเมืองทีอัตคัตขัดสนทุกประการ เพราะไมม่ ีสิงของอันใด
แมแ้ ต่ไฟก็ยังต้องใชไ้ มส้ ีกันจึงจะมีใช ้ ของทีใชน้ ันต้องนํามาจากเมือง
หนองแสทังสิน หลังจากการือจึงใหข้ ุนไล ขุนไย (แถนไย)และแมย่ ่าง่าม
รวม 3 คน เรียกว่า ขุนสามเฒา่ ขึนทูลแถนหลวงฟาคืน ผเู้ ปนพระราช
บิดาทีเมืองหนองแส
เรืองเดือดร้อนสําคัญของบา้ นเมืองอีกประการคือ ได้เกิดเครือ
เขากาด (เครือนาเต้าปุง) ทีกลางหนองก่ ู เมืองนานอ้ ยอ้อยหน ู และมีลูก
ใหญ ่ 2 ลูก สว่ นเครือได้สอดขึนมงุ บนต้นไฮใหญ ่ ทําใหบ้ า้ นเมืองมองไม
เห็นฟา แสงแดดสอ่ งไปถึงดิน อากาศหนาวเย็น ชาวเมืองอยู่ไมเ่ ปนสุข
ตามตํานาน ขุนบุลุม เมือเกิดมีเครือเขากาดบดบังแสงอาทิตย์ทําใหม้ ดื
มิด ไปหมด ขุนบุลุมจึงใหข้ ุนไล ขุนไย และย่างาม ไปขอความชว่ ยเหลือ
จากแถน แถนสง่ ใหล้ งมาตัดเครือเขากาด และเจาะนาเต้าปุงสองลูกที
เกิดจากเครือเขากาดนัน ทําใหม้ ีมนษุ ย์ สัตว์ สิงของ ไหลออกมามากมาย
ต่อมา ขุนบุลุมมีลูกชาย 7 คน เมือลูกทังเจ็ดเติบโต จึงใหแ้ ยกย้ายยกครัว
ไปสร้างบา้ นแปงเมืองต่าง ๆ ตามคําพรรณนาในนิทานว่า “ขุนลอใหไ้ ป
สร้างเมืองชวา เปนท้าวเปนพระยาแก่คนทังหลายเทอญ ยีผาลานใหไ้ ป
สร้างเมืองหัวเต สามจูสงใหไ้ ปสร้างเมืองแกวชอ่ งบัว ไสผงใหไ้ ปสร้าง
เมืองยวนโยนก งัวอินไปสร้างเมืองชาวใต้อโยธยา ลกกลมใหไ้ ปสร้าง
เมืองเชียงคม ยอสามเจ็ดเจิงใหไ้ ปสร้างเมืองพวน”8
จากตํานาน “นาเต้าปุง” ฉบับหนงั สือ “ขุนบุลุม” ดังกล่าว พบว่าอาจจะมคี วามสับสนและ
ความหลากหลายในตัวละคร ระหว่าง แ ถน กับ ขุนบุลุม ว่าเปนบุคคลคนเดียวกันหรือไม ่ หรือมคี วาม
สัมพันธก์ ันอย่างไร ผวู้ ิจัยยังไมอ่ าจจะชีได้อย่างชัดแจ้งได้จากนทิ านหรือตํานานเพยี งสาํ นวนเดียว
หากแต่เมอื พิจารณาถึงพฤติกรรมทีแสดงออกในการดําเนนิ เรืองแล้ว พบว่า ทังแถนและขุนบุลุม มี
ความสัมพันธก์ ันในเชิงของการแสดงถึงการใช้อํานาจ อย่างไรก็ตาม ถึงแมว้ ่า ตํานานล้านช้างจะ
กล่าวถึง ความสัมพันธข์ องแถนและขุนบุลุมเปนลักษณะของ ผสู้ ังการและผปู้ ฏิบัติการ แต่ในสํานวน
8 อธบิ ายประกอบคําพรรณนา ได้ดังนี ๑. เมอื งชวา หมายถึง เมอื งหลวงพระบางหรอื ล้านชา้ ง ๒. เมอื งหวั แต นา่ จะหมาย
ถถึงเมอื งทางสบิ สองพนั นาในจีน ๓. เมอื งแกว อยูใ่ นเวียดนาม ๔. เมอื งโยนก หมายถึง เมอื งทางล้านนา ๕. เมอื งอโยธยา
หมายถึง ดินแดนในไทย ๖. เมอื งเชยี งคม หมายถึง เมอื งคําเกิดในลาว ๗. เมอื งพวน หมายถึงเมอื งเชยี งขวา ในลาว
22
ของหนงั สือขุนบุลุม ก็ยังปรากฏความสัมพันธร์ ะหว่างขุนบุลมกับแถนในลักษณะของ ผ ขู้ อและผใู้ ห ้
โดยเนอื เรืองมกั กล่าวถึง การเกิดของคนและคนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านนั ก็ได้เดินทางไปปกครองดินแดน
ต่าง ๆ ในบริเวณอาณาจักรโดยรอบโดยมแี ถนเปนผชู้ ่วยเหลือ
เรืองเล่าเกียวกับแถนอีกหลายสํานวนมเี รืองราวทีว่าด้วยเรอื งของการเกิดของมนษุ ย์ว่ามา
จากนาเต้า แสดงถึงความเชือทีว่า ผคู้ นในอาเซียนและจีนตอนใต้ มีบรรพบุรุษต้นตระกูลทีร่วมกัน มี
ความเกียวโยงสัมพันธก์ ันเปนเครือญาติกันเนนิ นานมาแล้ว ในกรณีดังกล่าว สุกัญญา สุจฉายา
(2549:162-191) ได้เขียนบทความชือ แถน แมน: เทพ เทวา หรือบรรพชนคนไท เพือค้นหา
สมมตุ ิฐานเกียวกับเรืองของ แถน-แมน ว่า เปนเทวดาหรือบรรพชนของคนไท จากกรณีข้อสงสัยดัง
กล่าว นาํ ไปสู่การสืบค้นวรรณกรรม ตํานาน นทิ าน เรืองเล่า จากกลุ่มชาติพันธุต์ ่าง ๆ พบว่า หลักฐาน
จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนและบันทึกของนกั เดินทางตังแต่สมยั ราชวงศฮ์ ันเปนต้นมา
แสดงใหเ้ หน็ ว่า “แถน”เปนกลุ่มชาติพันธุห์ รือกลุ่มชนทีมอี ยูจ่ รงิ ในบรเิ วณภาคใต้ของจีน และเปนไป
ได้ว่าจะเปนกลุ่มบรรพชนของกลุ่มชนชาติไท เนอื งจากมวี ัฒนธรรมทีเปนมรดกร่วมกัน โดยเฉพาะ
กลุ่มทีเรียกว่า เตียวเยว่หรืออาณาจักรเตียน หรือแถนและพวกหมาง หรอื แมนบางกล่มุ
ในขณะที การพิจารณามหากาพย์วรรณคดีแหง่ อุษาคเนย์เรอื ง “ท้าวฮุง่ ท้าวเจือง”9 ซึงเปน
วรรณคดีทีมคี วามสําคัญของคนในภมู ภิ าคนสี ามารถสะท้อนและบง่ ชีถึงภาพแหง่ วัฒนธรรมในสมยั
อดีตได้เปนอย่างดี โดยวีรกรรมของท้าวฮุ่งได้ถูกประพันธข์ ึนเปนโคลงลาวประมาณสพี ันกว่าบท ใน
ช่วงพุทธศตวรรษที 20-21 ถึงแมว้ ่าเหตุการณ์ในสมยั ของท้าวฮุ้งท้าวเจืองจะอยูใ่ นยุคก่อนพทุ ธ
ศตวรรษที 19 แต่ก็นบั เปนวรรณคดีร้อยกรองทีเก่าแก่ทีสุดเรืองหนงึ ความเก่าแก่ของตัวบท
วรรณกรรมทําใหว้ รรณคดีเรืองนไี มเ่ ปนทีแพร่หลาย เพราะเนอื งจากจะเข้าใจเนอื เรืองยากแล้ว สภาพ
สังคมวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่าง ๆ ทีปรากฏในเรืองก็เปนสังคมดังเดิมยุคก่อนจะได้รับพทุ ธศาสนาก็
9 ตามท้องเรอื งของตํานานวีรบุรุษท้าวฮุง้ ท้าวเจือง มกี ารกล่าวถึงกล่มุ ชนทีมบี ทบาทประกอบกันขนึ เปนตํานานวีรบุรุษ
ตัวละครหนงึ ทีจัดได้ว่าเปนสว่ นประกอบสาํ คัญของเรอื งทีนาํ ไปสมู่ หากาพยเ์ รอื งนคี ือ ท้าวฮุง้ ท้าวเจือง จากการศกึ ษา
ตํานานของวีรบุรุษท่านน ี มกี ารตังขอ้ สงั เกตว่า ท้างฮุง้ เปนชนเผา่ ใดนนั หลักฐานทีปรากฏอยูใ่ นตํานานนนั ก็ยงั มสิ ามารถ
สรุปได้อยา่ งชดั เจน เนอื งจาก มปี รากฏตํานานเรอื งท้าวฮุง้ ท้าวเจืองในหลากหลายสาํ นวนทังในรูปของมขุ ปาฐะและลาย
ลักษณ ์ ตัวอยา่ งเชน่ ตามพงศวดารโยนก (สจุ ิตต์ วงศเ์ ทศ,2538:21) อันเปนประวัติศาสตรท์ ีพระยาประชากิจกรจักร
รวบรวมมาจากตํานานเมอื งเหนอื ของประเทศไทย เรยี กชอื ท้าวฮุง่ ว่า “ขุนเจือง” และว่าเปนคนล้านนา (ลาวจก) ทีสบื
เชอื สายมาจากพระเจ้าลกจักเทวราช ผตู้ ังต้นวงศน์ ขี นึ ในป ค.ศ 638 (พ.ศ. 1181) แต่คํานาํ ของ พระยาอนมุ านราชธน ได้
กล่าวถึง ท้าวฮุง่ ท้าวเจือง ในหนงั สอื เรอื งของชาติไทยไว้ว่า พวกขา่ จรายหรอื ขา่ เจืองซงึ อยูท่ างทิวเขาบรรทัด พรมแดน
ประเทศญวนแกวอ้างว่า ขุนเจืองเปนกษัตรยิ ข์ องตน (อ้างใน สจุ ิตต์ วงศเ์ ทศ,2538:20) สลิ า มหาวีรวงศ ์ ผชู้ าํ ระเรอื งท้าว
ฮุง้ ท้าวเจืองฉบบั จารกึ ใบลานพบทีหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ ได้สนั นษิ ฐานว่า ท้าวฮุง้ ท้าวเจือง เปนคนเชอื ชาติขอมหรอื
มอญซงึ เปนคนเผา่ เดียวกัน โดยอ้างอิงตามเหตผุ ลต่าง ๆ นอกจากนนั คือ จิตร ภมู ศิ กั ดิ ได้มคี วามเหน็ ตรงขา้ มกับมหา
สลิ าว่า จรงิ ๆ แล้ว ท้าวฮุง้ นนั เปนชาวเสยี ม (หรอื สยาม) ในตระกลู ไทย-ลาวแหง่ ล่มุ แมน่ ากก ซงึ ในอรรถาอธบิ ายของ
จิตรได้กล่าวถึงเหตผุ ลในแนวคิดนโี ดยเล่าถึงภาพของกองทัพสยาม หรอื “สยาํ กกุ ” ทีเขา้ ขบวนนาํ หนา้ กองทัพหลวงของ
ศรสี รู ยวรรมนั ที 2 ณ ระเบยี งประวัติศาสตรท์ ีปราสาทนครวัด จิตรเชอื ว่า เปนกองทัพชาวเสยี มกกุ แหง่ ล่มุ แมน่ ากกทีขุน
เจืองสง่ ไปชว่ ยงานศกึ (รบกับจามปา) ในฐานะเปนไมตรตี ่อกัน ซงึ ในระยะนนั ขุนเจืองครองเมอื งพะเยา (มลู นธิ โิ ครงการ
ตําราสงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์ สมาคมสงั คมศาสตรแ์ หง่ ประเทศไทย,2519: 110-150)
23
ยากแก่การตีความใหเ้ ข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่อย่างไรก็ตาม บางส่วนของเนอื หา ปรากฏเรืองราวของ
ความเชือและขนบธรรมเนยี มบางอย่างทีเกียวข้องกับงานวิจัย เช่น การนบั ถือผแี ถน การเซ่นสังเวย
บูชา เปนต้น
จากเรืองราวของท้าวฮุ่งท้าวเจือง สุกัญญา สุจฉายา (2549) พยายามสะท้อนใหเ้ หน็ เรืองราว
ของ “แถน” ด้วยการอ่านวรรณกรรมเรืองดังกล่าวอย่างละเอียดและค้นคว้าหาหลักฐานเพมิ เติมจาก
วรรณคดีและคติชนของกลุ่มชนชาติไทพร้อมทังนาํ มาตรวจสอบกับเอกสารประวัติศาสตรเ์ พอื นาํ มา
ช่วยในการประติดประต่อภาพของแถนใหก้ ระจ่างชัดขึน จากบทความดังกล่าว ผวู้ ิจัยมขี ้อสังเกต
เกียวกับเรือง “แถน” จากวรรณกรรมเรืองท้าวฮุ่งท้าวเจืองดังต่อไปน ี
● เมอื ง “แถน” เปนเมอื งใหญ่ เปนเมอื งทีเต็มไปด้วยสนิ ทรัพยล์ าค่า ประกอบกับ
ความเจริญด้านต่าง ๆ แต่ในทีสุด เมอื งแถนก็ยังต้องพ่ายต่อทําสงครามกับผที ้าว
ฮุ่ง ดังตัวอย่างเนอื เรืองดังน ี
บัดน ี ผผู้ า่ นพืนแถนใหญ ่ เมืองหลวง
ผายคําควรสังเผอื คําแจ้ง
ยังมีผา้ ลายวัน ผนื หลาก
ถวายอ่อนผเู้ นาแล้ง แต่ไกล ว่าอัน
อันหนึง ง้าวดาบแก้วในบอ่ เมืองแถน
ถวายบาไทขา่ วอวน พอฮู ้
เมืองแถนเจ้าบาเจือง
อันที ยียาด เฮวพุน้
คึดฮุง่ ผธู้ รรม์อ้าง เยืองความ หันแหล้ว
●
ในวรรณคดีช่วงต้น คําว่า "แถน" มคี วามหมาย หมายถึง เทพทียิงใหญ่ ดังตอนที
กล่าวถึงการกําเนดิ ของท้าวเจือง นางจอมทําพิธขี อลกู จากแถน โดยแถนเปนผสู้ ่ง
ท้าวเจืองมาเกิดดังความว่า
เคืองหฤทัยคิดใคร่แนว นามเชือ
นางก็
24
จิงจัก ทวนความท้าวเถิงแถน ดาด่วน
ขอลูกแก้วบุญเกือ เกิดมา
ออระใหมน่ ิวกําดาบ
“... ฮางเซ็ง
แยงคิงควนผา่ เผลียง แผวเนือ
แต่นัน เร็งโญเจ้าแถนคูน จงเกิด
ตัดคอ...”
เงือดดาบก้าแยงแมน่
● ในช่วงกลางของเรือง เปนตอนทําศกึ กับกองทัพของขุนเจือง “แถน” มสี ถานะ
เปนกลุ่มชนทีเปนพันธมติ รกับท้าวแองกาของเมอื งคําวัง ซึงเปนศตั รูกับขุนเจือง
ในเนอื เรืองกล่าวถึงแถนว่า เปนกลุ่มชนทีต้องใช ้ “ล่ามเมอื ง” เพือเปนสือกลาง
ในการติดต่อสือสาร (ในกรณีดังกล่าว เนอื เรืองชวนทําใหผ้ วู้ ิจัยตังข้อสังเกตว่า
เรืองราวของแถนมนี ยั ทีแสดงถึงความพวกเขา-พวกเรา หรือการแบ่งแยกกัน
ระหว่างมนษุ ย์-เทวดาอย่างชัดเจน) ในขณะที เนอื เรืองกล่าวถึงว่า กลุ่มแถน
เปนกลุ่มทีชอบดืม “เหล้า” ชอบกินแกงเนอื “ควาย” ชอบของ “บรรณการ”
พาหนะของแถนคือ “เกวียน”
● แถนทีปรากฏในวรรณคดีเรืองนี มกี ารแบ่งแยกแถนด้วยชือ หนา้ ที และ
ความสามารถ ชือของแถนมหี ลากหลาย โดยปรากฏชือต่าง ๆ ดังน ี
○ แถนลอ เปนแถนใหญ่ครองเมอื งกาหลง สามารถเอาชนะท้าวฮุ่ง
ได้ ใช้พาหนะเปนเกวียนทองคํา กวีใช้คําต่าง ๆ แทนชืออย่าง
หลากหลาย อาทิ “พระบาทเจ้าแถนลอ” “พระบาทเจ้าล้านโลก
แถนลอ” “พระบาทเจ้าแผน่ ฟา” “นรินทร์ท้าวแถนลอ” สุ
กัญญา สุจฉายา สัญนษิ ฐานว่า แถนลอ เปนผมู้ ผี วิ กายสีขาว
เนอื งจากปรากฏคําว่า “แถนลอผเู้ ผอื ก” นอกจากนนั ยังปรากฏ
คําว่า “ผแู้ หง่ เหง้า” ซึงหมายถึง ผมู้ เี ชือสายกันมาก่อน หรือเปน
ข้อสันนษิ ฐานว่า “แถน” เปนต้นตระกูลของมนษุ ย์ก่อนทีจะเดิน
ทางลงมาเมอื งลุ่ม (สุกัญญา สุจฉายา, 2549: 170)
25
○ แถววี เปนแถนทีคุมกองทัพช้างหา้ หมนื ตัว เปนแมท่ ัพฝายซา้ ย
ของกองทัพแถน เปนแถนหนมุ่ ทีมรี ูปหนา้ งดงาม จึงใชว้ ่า “อร
มอ่ ยหนา้ นงถ่าวแถนวี” ในขณะเดียวกัน แถนวี เปนแถนทีมเี มยี
มาก
○ แถนเลิง ต่อสู้จนถูกท้าวกิวใช้หอกแทงตาย
○ แถนเล็ม เปนลูกแถนเลิงคุมทัพฝายขวา
○ แถนซัง เปนเจ้าเมอื งเลียนพานทีผที ้าวฮุ่งยกขนึ มารบ แถนซงั ขี
ช้างชือคชสิงหไ์ ด้ชนช้าวกับท้าวฮุ่งจนตัวตาย มนี างผมหอมเปน
ชายา
○ แถนลม เจ้าเมอื งกองทูน ภายหลักพระอินทร์มาเชญิ ไปครอง
เมอื งสรวง
○ แถนงวง แถนเมง็ แถนมงิ เปนแถนปกครองเมอื งบ่อแก้ว และ
เสียส่วยคํา(ทองคํา)ใหแ้ ก่แถนลอ
○ แถนโกไก้ แถนถ่าว แถนเฟอง นาํ มา้ คําหมนื ต้วมาถวายผที ้าวฮุ่ง
○ แถนหมอก แถนตา แถนกาปน นาํ ช้างหมนื ตัวมาถวายผที ้าวฮุง่
○ แถนสิง แถนลม นาํ ฆ้องเงินคู่หนงึ มาถวายผที ้าวฮุ่ง
● จากวรรณคดีเรืองท้าวฮุ่งท้าวเจือง แสดงใหเ้ หน็ แหล่งทีอยูข่ อง “แถน”
หรือเมอื งของแถนว่า อยู่สูงกว่าเมอื งลุ่มหรือเมอื งของโลกมนษุ ย์ เมอื ง
แถนจัดเปน “ด้าวแดนผ”ี หรือหมายถึง เมอื งแหง่ ผี ในขณะที เมอื งแถน
เปนเมอื งทีเดินทางไปด้วยความยากลําบาก อาจต้องผา่ นดงเตย ขนึ
ภเู ขียว ผา่ นหว้ ยถึงเมอื งฟาตาทีเรียกว่า “เจ็ดแคว” ทีนนั มี “กระไดทอง
” ทีต้อง “ปน” ขึนไปยังเมอื งแถน ดังตัวอย่างเนอื เรืองทีกล่าวว่า
ฟาตาพุน้ เขาว่า เจ็ดแคว
เขาก็แปลงกระไดทอง ก่ายมือ เมืองฟา
ผนั ลวาขึนเมือบน ควงเทพ
หว้ายแมน่ าใจใคร ่ เถิงแถน
ขึนสูก่ ว้านพิเศษ เสาเดียว
26
จากข้อสังเกตในหลายประเด็น จะเหน็ ได้ว่า ในวรรณคดีเรือง ท้าวฮุ่งท้าวเจือง กวีได้ใหร้ าย
ละเอียดของ “แถน” อย่างคุ้นเคยว่า เปนกลุ่มชนทีอยู่ทีสูงทางตอนเหนอื และอยู่ในทิศตะวันออก
เฉียงเหนอื ของเมอื งท้าวฮุ่ง ใช้ช้างและมา้ เปนพาหนะในการทําสงคราม กลุ่นแถนเปนกลุ่มชนทีถูก
ยกย่องใหม้ สี ถานะสูงสุด เปนเหมอื นกลุ่มต้นตระกูล จากเนอื เรืองบรรยายใหเ้ หน็ ภาพของกลุ่มคนที
ชอบดืมเหล้า เนอื ควาย ใช้เกวียน และชอบของบรรณการ
นอกจากนนั แล้ว เรืองราวของแถน ยังมคี วามผกู พันและความสัมพันธก์ ับเรืองเล่าในลักษณะ
ของการเกิดมนษุ ย์ โดยยกแถนใหม้ พี ลังเหนอื ธรรมชาติ โดยมสี ถานะเปน “ผสู้ ร้าง” ข้อสรุปอย่างหนงึ
จากการพิจารณานทิ าน ตํานาน วรรณคดีทีกล่าวถึง “แถน” มองได้ว่า “แถน” เปนผทู้ ีมพี ลังอํานาจ
อยู่บนฟา ในตํานานของไทอาหมเรียกชือว่า ฟาตือจึง และ เลงดอน โดยเฉพาะคําหลังสะท้อนใหเ้ หน็
อิทธพิ ลของศาสนาฮินดูเพราะหมายถึง เทวดา ฟาตือจึงนอี ยู่ครองเมอื งฟาส่งใหข้ ุนหลวง ขุนหลาย ผู้
เปนหลานลงมาครองเมอื งนนู สูนคํา และกลายเปนต้นตระกูลไท (ฉัตรทิพย ์ นาคสุภา และเรณ ู วิชา
ศลิ ป, อ้างถึงใน, อานนั ท์ กาญจนพันธุ,์ 2555: 49) ส่วนข้อสรุปจากพงศาวดารล้านช้างก็เปนทีชัดเจน
ว่า “แถน” เปนผสู้ ร้างมนษุ ย ์ และได้ส่งขุนบุลม (ขุนบรม) มาปกครองเมอื งมนษุ ย ์ แต่ขณะทีตํานานใน
ล้านนา มกั เปลียนจาก “แถน” มาเปน “พระอินทร์” เกือบหมดแล้ว ทังน ี เพราะ ตํานานส่วนใหญ่คัด
ลอกขึนมาใหมโ่ ดยพระสงฆ ์ หลังจากได้รับอิทธพิ ลจากพระพุทธศาสนา (อานนั ท์ กาญจนพันธุ,์
2555: 49) เช่น ตํานานเมอื งเชียงตุง สํานวนหนงึ เขียนว่า พระอินทรธริ าชอยู่ชันฟาใหพ้ ญาธมั มกิ รา
ชมงั รายมาเกิด เพราะเมอื งขาดผปู้ กครอง (ทวี สว่างปญญางกูร, 2529: 70) จะเหน็ ได้ว่า การเปลียน
พลังอํานาจเหนือธรรมชาติจากแถน ถูกเปลียนกลายเปน พลังรูปแบบใหมจ่ ากตัวละครใหม ่ แต่
กระนัน ก็ยังยึดถือและมีความสอดคล้องกับความเชอื เดิม เพราะถือว่าอยู ่ “บนฟา” เช่นกัน ใน
ทํานองเดียวกันกับ พงศาวดารโยนก กล่าวว่า พระอินทร์ใหล้ าวจกเทวบุตรลงมาเกิด เพือเปนต้น
ราชวงศป์ กครองล้านนา (พระยาประชากิจกรจักร, 2516: 222)
อย่างไรก็ตาม อานนั ท์ กาญจนพันธ ุ์ (2555: 50-51) สืบค้นเพิมเติมพบว่า ยังมบี างตํานาน
เช่น เทวมลู ประเวณ ี ได้กล่าวถึง นทิ านปรัมปราว่า พระพรหมเปนผสู้ ร้างมนษุ ย์คู่แรกขึนชือว่า ปูแสง
ส ี ย่าแสงไส ้ โดยตํานานเรือง ปูสังกะสา ย่าสังกะส ี สุเทพ ไชยพันธ ุ์ (2557: 30-31) ได้ใหข้ ้อวินจิ ฉัยว่า
เปนตํานานของชาวไทใหญ่ในรัฐฉานของประเทศเมยี นมาร ์ นอกจากนนั ยังพบว่า มเี รืองราวเช่น
เดียวกันทีมณฑลยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เขตปกครองตนเองของชนชาติไทสิบสอง
ปนนาของชาวไทลือ และเขตปกครองตนเองชนชาติไทและจิงพัว เต๋อหง (เต้อคง) ก็มปี รากฏตํานาน
ปูสังกะสา ย่าสังกะสีเปนบรรพบุรุษคนไททีนนั ด้วย โดยสํานวนตํานานดังกล่าว เล่าไว้ว่า แถนเปนผู้
สร้างมนษุ ย์คู่แรกทีมชี ือว่า ปูสักกะสา-ย่าสังกะส ี หรือ ปูสางสีและย่าสางไส ้ โดยปูสังกะสาและย่า
สังกะส ี เปนมนษุ ย์คู่แรก ต่อมาปูกับย่าได้ลูก 12 คน จึงปนดินเปนรูปสัตว์ 12 ชนดิ ใหล้ ูกเล่น ทําให้
อุปนสิ ัยของลูกแต่ละคนแตกต่างกันออกไปตามรูปสัตว์ทีตนเล่น สัตว์ 12 ชนดิ เปรียบได้กับสัตว์ 12
27
ราศนี นั เอง ปูสังกะสา ย่าสังกะส ี มชี ือเรียกคล้าย ๆ กันหลายชือ เช่น ปูสางกะสา ย่าสางกะส ี ปูสางส ี
ย่าสางไส ้ ต่อมาภายหลังมชี ือเรียกอย่างอืนด้วย เช่น ปูเยอ ย่าเยอ เทวดาหลวง ผโี ขน ผตี าโขน
เปนต้น สําหรับปูเยอ ย่าเยอ ก็เปนตํานานอีกตํานานหนงึ ทีแสดงใหเ้ หน็ ถึงวิธขี องคนในบรเิ วณดัง
กล่าวทีเชือว่า “แถน” เปนผสู้ ร้างมนษุ ย ์ เรืองราวมคี วามคล้ายคลึงกับตํานานการสรา้ งมนษุ ย์ของปู
สังกะสา ย่าสังกะส ี ในขณะเดียวกัน เรืองราวจากตํานาน ปูเยอ ย่าเยอ สอดคล้องกับความเชือของคน
ไทดําหลากหลายประเด็น ดังนนั ผวู้ ิจัยจึงขอหยิบยกเรืองเล่าโดยสรุปมาเปนตัวอยา่ งและจะนาํ ไป
อภิปรายในหวั ข้ออืน ๆ ทีเกียวกับความเชือของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา ดังต่อไปน ี (สุเทพ ไชยพันธุ,์
2557: 59-64)
ตํานานหรือนิทานดังเดิม กล่าวไว้ว่า ผหี ลวงฟาคืน หรือพญา
แถนหลวง มอบหมายใหแ้ ถนจํานานหนึงลงมาอยู่สืบสร้างบา้ นเมืองใน
เมืองลุ่ม หรือทีเรียกว่า เมืองมนษุ ย์ สําหรับในเมืองฟาหรือเมืองแถนทีอยู่
บนสวรรค์นัน ต่างก็มีร่างกายเปนทิพย์ กินอาหารทิพย์ เหาะเหินเดิน
อากาศไปได้ทุกหนแหง่ ตราบจนเมือเหล่าแถนทังหลายได้มาอยู่ยังเมอื ง
มนษุ ย์ ร่างกายทีเคยเปนทิพย์ก็เปลียนเปนร่างกายธรรมดา มีเกิด แก่
เจ็บ ตาย ด้วยเหตุน ี คนเมืองลุ่มจะใฝฝนทีมีความหวังจะได้กลับไปอยูบ่ น
เมืองแถนบนฟาอีกครัง
ดังนัน มนษุ ย์เมืองลุ่มจึงพยายามสร้างความดี รวมทังมีการทํา
พิธไี หว้วอนผแี ถน เพือใหพ้ ญาแถนหลวงรับรู้ว่า ขณะอยู่เมืองมนษุ ย์ตน
ได้สร้างคุณงามความดีไว้มากมาย เมือตายไปแล้ว ขอใหพ้ ญาแถนจงรับ
พวกตนกลับไปอยู่เมืองแถนบนฟาเถิด
ในอดีตนัน มีเครือเขากาด ซึงเปรียบดังสะพานเชือมระหว่าง
เมืองแถนกับเมืองมนษุ ย์ เชือกันว่า เครือเขากาดเกิดบริเวณทีเรียกว่า “
หนองอุลา” ใกล้กับตาแสงสามหมืน ทีตรงนีเปนบา้ นของ “ปูตาลก ปูตา
เลา” บริเวณนีเรียกว่า “นานอ้ ยอ้อยหน”ู ต่อมาถูกสร้างเปน “เมืองแถน
” ในแคว้นสิบสองจุไทท ซึงก็คือ เมืองเดียนฟ ู ในประเทศเวียดนาม
ปจจุบัน
เครือเขากาดทําใหเ้ มืองแถนนบนฟากับเมืองมนษุ ย์สามารถไป
มาหาสูก่ ันได้ ปูเยอ ย่าเยอ เปนเทวดาทีอยู่ในเมืองแถน ได้ปนเครือเขา
กาดลงมาอาศยั อยู่เมืองลุ่มตามคําเชิญของ ปูตาลก ปูตาเลา และเมือมี
การตังบา้ นเรือนเปนเมืองแถนแล้ว คราใดทีมนษุ ย์มีความเดือดร้อนก็จะ
แต่งตังใหป้ ูเยอ ย่าเยอขึนไปขอความชว่ ยเหลือจากพญาแถน หรือบาง
28
ครังมนษุ ย์ก็ไปขอความชว่ ยเหลือด้วยตนเอง โดยขอใหป้ ูเยอ ย่าเยอ พา
ไปกันไต่เครือเขากาดขึนไป แต่เนืองจากมนษุ ย์เมืองลุ่มมีความเห็นแก่ตัว
ไมร่ ู้จักพอ เดือดร้อนอะไรก็พาไปเว้าวอนและอ้อนวอนแถน ทําใหพ้ ญา
แถนรําคาญและสังตัดเครือเขากาดทิง จากนันมา ก็ไมม่ ีเครือเขากาด
เชือมเมืองมนษุ ย์กับเมืองฟาเขา้ ไว้ด้วยกัน
ดังนัน เมือมีปญหาเดือนร้อน จึงต้องประกอบพิธไี หว้วอนขอ
ความชว่ ยเหลือแถนจากเมืองลุ่ม โดยเชือว่า พญาแถนสามารถได้ยินและ
รับรู ้ เมือพญาแถนพิจารณาว่า เปนเรืองทีถูกต้องตามครรลองครอง
ธรรม พญาแถนจึงประทานความชว่ ยเหลือมาใหผ้ คู้ นจึงได้อยูเ่ ย็น
เปนสุขเปนต้นมา
จากตํานานเรืองปูเยอ ย่าเยอในสํานวนดังกล่าว จึงเปนเหตุทีสามารถอธบิ ายถึงการปฏิบัติ
หรือมกี ิจกรรมเกียวกับฮีตคอง (จารีต ประเพณ ี ธรรมเนยี ม) เช่น การรําผฝี าเพือรักษาความเจ็บปวย
การเหยาเพือเสียงทาย การตีฆ้องบัง การจุดบงั ไฟพญาแถนเพอื ฝน การเสนบ้านเสนเมอื ง เปนต้น
อย่างไรก็ตาม ตํานานปูเยอ ย่าเยอยังมกี ารเล่าต่อกันมาอีกหลายสํานวน โดยมตี อนทีมคี วาม
สําคัญอีกตอนหนงึ ซึงเปนตอนกล่าวถึง “พฤติกรรมการตัด” เครือเขากาด พฤติกรรมดังกล่าว
สอดคล้องและมคี วามคล้ายคลึงกับ ตํานานสร้างโลกหรือกวามโตเมอื งของคนไทดําทีกล่าวถึงว่า ใน
อดีตแผน่ ดินกับแผน่ ฟาเคยอยู่ใกล้ชิดติดกัน แต่เมอื มนษุ ย์สร้างความวุ่นวายใหแ้ ถน แถนจึงตัดฟากับ
แผน่ ดินออกจากกัน ( ดังนัน จึงขอหยิบยกมาแสดงไว้เปนตัวอย่างในงานวิจัยชินนอี ีกสาํ นวนหนึง แต่
จะนําไปอภิปรายในหัวขอ้ อืน ๆ ต่อไป) โดยมเี นอื เรืองเล่าว่า
ครันเมือ พญาแถนสังใหต้ ัดเครือเขากาดแล้ว เกิดมีเครือเขา
กาดยักษ์เครือหนึงเติบโตขึนไปสูถ่ ึงสวรรค์ชันฟา แต่เครือเขากาดน ี ไม่
สามารถปนไต่ขึนไปยังเมืองพญาแถนได้ อีกทัง เครือเขากาดยักษ์นีได้
ปกคลุมลงมาบนพืนดิน และแผข่ ยายกิงก้านสาขาบดบังแสงอาทิตย์
ทําใหบ้ า้ นเมืองมนษุ ย์ตกอยู่ในความมืดมิดและหนาวเหน็บ ผคู้ นเดือน
ร้อนออกไปทํามาหากินไมไ่ ด้ เจ้าเมืองแถน(ในเมืองลุ่ม)จึงได้เรียกเหล่า
มหาเสนาอํามาตย์มาหารือว่า ทําอย่างไรจึงจะตัดเครือเขากาดยักษ์ที
ไมม่ ีประโยชน์อันใดนีได้
ทีประชุมสรุปว่า ใหเ้ สนาปาวประกาศหาผมู้ ีความสามารถโดย
จะมอบรางวัลแก่ผทู้ ีสามารถตัดเครือเขากาดได้ โดยในการนีมีผอู้ าสามา
เปนจํานานมาก แต่ไมม่ ีใครสามารถตัดเครือเขากาดลงมาได้ ในขณะ
29
เดียวกัน ปูเยอ ย่าเยอได้รับอาสาไปตัดเครือเขากาดยักษ์ เพือชว่ ยมนษุ ย์
ใหร้ อดพน้ จากความหนาวเย็นและความมืดมิด โดยเจ้าเมืองได้ถามปูเยอ
ย่าเยอว่า หากตัดเครือเขากาดยักษ์ได้จะต้องการสงิ ใดเปนรางวัล
ผเู้ ฒา่ ทังสองตอบว่า ไมข่ อรับรางวัลใด ๆ ทังสิน ขอแต่ว่าถ้า
ตายไปแล้วขอผคู้ นอย่าลืมชือของท่านทังสองและขอใหผ้ คู้ นเคารพสกั
การะบูชาเซ่นสรวงด้วย หลังจากนัน ปูเยอ ย่าเยอถือขวานใหญเ่ ดินมงุ่
หนา้ ไปยังโคนต้นเครือเขากาดยักษ์และเร่งมอื ฟนทังกลางวันและกลาง
คืนนาน 3 เดือน 3 วัน จึงสามารถตัดเครือเขากาดยักษ์นันลงได้ แต่เครือ
เขากาดนันใหญม่ าก จึงโค่นทับสองผเู้ ฒา่ ตายทันที ความทราบขา่ วถึง
เจ้าเมือง เจ้าเมืองพร้อมด้วยประชาชนจึงได้ทําพิธบี ูชาปูเยอ ย่าเยอ รวม
ทังประกอบพิธสี ง่ ดวงวิญญาณอย่างสมเกียรติ
การกล่าวถึง “แถน” ทีปรากฏอยู่ในตํานาน นทิ าน เรืองเล่า วรรณกรรมในอุษาคเนย ์ ยัง
ปรากฏเรืองราวของแถนในอีกหลากหลายแง่มมุ โดยเฉพาะ การศกึ ษาเปรียบเทียบระหว่างรูปลักษณ์
และเอกลักษณ์ของแถนกับความเปนภาพขององค์อินทร์จากข้อสงั เกตการแปลงแถนใหก้ ลายเปน
พระอินทร์ในตํานานมลู เหตุต่าง ๆ ของล้านนานบั เปนการศกึ ษาเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมทีมอง
การปะทะกันระหว่างความเชือดังเดิมและความเชอื แบบพุทธศาสนา การวิเคราะหจ์ ากการเปรียบ
เทียบกรณีดังกล่าว ยิงทําใหม้ องเหน็ ภาพของแถนในภาพตัวแทนของความเชอื ดังเดิม ในขณะที
พระอินทร์เปนตัวแทนของความเชือแบบพุทธศาสนา โดยเฉพาะ เมอื พระอินทร์เข้ามาอยู่ในพุทธ
ศาสนาตามตํานานแล้วนนั ทรงมฐี านะเปนเทพอุปฏฐากพระพุทธเจ้า มชี ือว่า ท้าวสักกะเทวราช
ลักษณะบางอย่างท้าวสักกะในพุทธศาสนายังคงสบื ทอดต่อมาจากคติพราหมณ ์ แต่ก็มหี ลายๆอย่างที
ท้าวสักกะ แตกต่างจากพระอินทร์ในคติพราหมณ์-ฮินดูอย่างสินเชิง ประเด็นนแี สดงใหเ้ หน็ ถึงการ
ผสมผสานระหว่างพราหมณ์-พุทธได้ชันหนงึ
ในคติความเชือดังเดิมของคนไท มกี ารนบั ถือแถนหรือผฟี าอยู่แล้ว ดังปรากฏในนทิ านขุน
บรม ทีนา่ สนใจคือ พญาแถน หรือ แถนหลวง นนั มชี ือว่า “แถนฟาคืน” ซึงเปนเทวดาแหง่ สายฝน มี
อํานาจบันดาลใหโ้ ลกมนษุ ย์อุดมสมบูรณ์หรือแหง้ แล้งได้ การบูชาแถนเพือความอุดมสมบูรณ์เปน
ทีมาของประเพณ ี “บุญบังไฟ” ของชาวอีสานแถนฟาคืนมอี ะไรหลาย ๆ อย่างทีเหมอื นคล้ายกับ
บทบาทของพระอินทร์มาก นอกจากน ี วรรณคดีท้องถินอีสานชันต่อๆ มา เช่น เรืองพญาคันคาก
และหนา้ ผากไกลกะด้น ยังมตี ัวละครทีปรากฏร่วมกันทังแถน พระอินทร ์ พระโพธสิ ัตว์ วรรณคดีเหล่า
นมี สี าระทีสะท้อนใหเ้ หน็ ได้ทังความขัดแย้งและการผสมผสานระหว่างคติความเชอื เกียวกับ
พระอินทร์ ท้าวสักกะ และแถน อย่างนา่ สนใจยิง
30
ปจจุบัน คนไทยสยาม (คนไทยภาคกลาง) ไมร่ ู้จัก “แถน” อย่างลึกซึง หากแต่จะ รู้จักเพียง
พระอินทร ์ แต่ก็เปนพระอินทร์แบบไทยๆ ซึงได้วิวัฒนาการผา่ นคืนวัน จนเปนพระอินทร์ไทยอันมี
ลักษณะเฉพาะแล้วด้วยเหน็ ว่า เรืองราวเกียวกับพระอินทร ์ ท้าวสักกะ และ แถน เปนวรรณกรรมท้อง
ถินและเปนข้อมลู คติชนสําคัญซึงสัมพันธก์ ับรากเหง้าความเปนไทย เรืองราวเหล่านยี ังเกียวข้องกับ
คติความเชือ พราหมณ์-พุทธ-ผี อันเปนต้นเค้าและหลักแหง่ ความคิดความเชอื ของคนไทย
ข้อสรุปจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า บทบาทในฐานะเทพผสู้ ร้างและบทบาทเกียวข้อง
กับชีวิตมนษุ ย์น ี ปรากฏเด่นชัดในพงศาวดารล้านช้าง (ประชุมพงศาวดารภาคที 1) ซึงกล่าวถึงความ
เชือแถนว่า แถนเปนผสู้ ร้างโลก สร้างสรรพสิงต่างๆ ใหแ้ ก่โลก พร้อมทังส่งมนษุ ย์ลงมาเกิดในนาเต้า
ปุง เมอื มนษุ ย์มปี ญหาปกครองกันไมไ่ ด้ ก็ต้องไปพึงแถน ท้ายสุดแถนได้ส่งขุนบรมมาปกครองบ้าน
เมอื งจึงสงบสุขรุ่งเรือง ในตํานานยังกล่าวอีกว่า ในสมยั นนั จํานวนพลเมอื งเพิมขึนรวดเร็ว “มากดัง
ทรายหลายดังนา” ขุนบรมจึงไปวิงวอนพญาแถนอีกและได้รับความช่วยเหลือมาเปนครังสดุ ท้าย โดย
พญาแถนได้ส่งแถนแต่งลงมาสร้างบ้านเมอื งให ้ สอนใหท้ ําไร่ทํานา สอนการทอผา้ เลียงไหม สอนให้
รู้จักพืชพันธุท์ ีเปนยารักษาโรค นอกจากนพี ญาแถนยังส่งแถนกลอนมาสอนแต่งกลอน ส่งแถนแพน
มาสอนดนตร ี ตีฆ้อง กรับ ปพาทย ์ พิณ สอนขับร้องฟอนรําและก่อนพญาแถนจะตัดข้อหลวงทาง
เชือมผกี ับคนนนั พญาแถนยังได้ส่งนางเทพอัปสร คือนางแอกแดง และนางยมพาลา ลงมาเปนชายา
ขุนบรมด้วยจะเหน็ ว่าในความเชือดังเดิม แถนไมเ่ พียงมบี ทบาทเปนผสู้ ร้างและเกียวข้องกับชีวิต
มนษุ ย์เท่านนั ตํานานขุนบรมยังได้สืออีกว่า แถนเปนบรรพบุรุษของมนษุ ย ์ เพราะทังขุนบรม นาง
แอกแดง นางยมพาลา ต่างเปนเทวดาทีมาจากเมอื งแถน (ภีรนยั โชติกันตะ, 2531: 64)
ความเชือเรืองแถน เปนความเชือดังเดิมของชาวไท-ลาว ก่อนทีพุทธศาสนา และ ศาสนา
พราหมณ์-ฮินด ู จะแผข่ ยายเข้ามา แถน คือผฟี าหรือผบี รรพบุรุษของมนษุ ย ์ ทังนคี นไท-ลาว ในอดีต
เชือว่า เมอื มนษุ ย์ตายไปแล้ว หากประกอบคุณงามความดีไว้ยามมชี ีวิตอยู ่ จะได้กลับไปเกิดในเมอื ง
แถน แถนมกี ําเนดิ เหมอื นเทวดา คือ อุปปาติกะ แถนในความเชือดังเดิมนนั ไมป่ รากฏว่ามชี ายาหรือ
ธดิ าเหมอื นพระอินทร์กับท้าวสักกะ แต่ในเมอื งแถนมแี ถนหลายองค์ อาจอุปมาได้ว่าแถนเหล่านเี ปน
ครอบครัวเดียวกัน แถนทีมบี ทบาทเด่นรองจากแถนฟาคืน ได้แก่ แถนแต่ง แถนหล่อ แถนแนน และ
แถนแพน (ภีรนยั โชติกันตะ, 2531: 64)
จากตํานาน นทิ าน วรรณคดีเรืองต่าง ๆ ทีผวู้ ิจัยทบทวนและหยิกยกมาเปนตัวอย่างเพือ
ทําความเข้าใจคําว่า “แถน” ผา่ นวรรณกรรมลายลักษณ ์ ผวู้ ิจัยพบว่า “แถน” ปรากฏอยู่ในบทบาท
ของการเปน “ตัวละครเอก” และ “ตัวประกอบ” โดย “แถน” ทีเปนตัวละครเอกนนั ปรากฏอยู่ใน
เรืองราวของ พญาคันคาก ท้าวฮุ่งท้าวเจือง ตํานานปูเยอย่าเยอ ตํานานนาเต้าปุง นทิ านขุนบรม ฯลฯ
ส่วนบทบาทของแถน ทีปรากฏเปน “ตัวประกอบ” นนั ปรากฏอยู่ในเรืองราวของ ตํานานพระกึด
31
พระพาน และเรืองราวทีมเี นอื หาทีแสดงถึงการลดบทบาทของแถนลงและแทนทีด้วยบทบาทหรือ
เปนบริวารของพระอินทร ์ หลังจากดินแดนดังกล่าวได้รับอิทธพิ ลจากศาสนาพุทธ เช่น เรืองพญาคัน
คาก เรืองหนา้ ผากไกกะด้น เปนต้น ในขณะเดียวกัน สถานะหรือฐานะของ “แถน” ก็ปรากฏอยู่
อย่างหลากหลาย ดังเช่น แถน ใ นฐานะเทพของผสู้ ร้าง ผทู้ ําลาย และเปนผใู้ หว้ ัฒนธรรมแก่มนษุ ย์
ซึงฐานะดังกล่าว นาํ ไปสู่การยอมรับอํานาจของแถนจากมนษุ ย์โดยสอื สารสิงเหล่าผา่ นตํานาน นทิ าน
และ วรรณกรรม
แต่อย่างไรก็ตาม เมอื สังเกตบทบาทและฐานะของแถน พบว่า ส ามารถเลือนไหลอัตลักษณ์
และความหมายไปตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม ดังเช่น นทิ าน ตํานาน วรรณกรรมบางเรือง กล่าว
ถึง “แถน” ในสถานภาพสูงสุด แต่เนอื หาบางตอน แถนกลับถูกบรรยายด้วยบทบาทการเปนปฏิปกษ์
กับสังคมอืน ๆ ดังเช่น เรืองราวของการแพ้ภัยสงครามเมอื ต่อสู้กับกองทัพของท้างฮุ่งในวรรณกรรม
เรืองท้าวฮุ่งท้าวเจือง ตัวบทดังกล่าวมนี ยั ของการเปลียนแปลงความมนั คงทางสัญลักษณ์ของความ
ยิงใหญ่ตามอุดมคติด้วยเพียงนามอื หรือฝมอื ของมนษุ ย ์
หรือแมแ้ ต่ นยั พฤติกรรมการต่อสู้ของพญาแถนหลวงกับพญาคันคากทีถือได้ว่าเปนพระ
โพธสิ ัตว์ซึงเปนอิทธพิ ลของศาสนาพุทธจนแถนต้องพ่ายแพ้และศโิ รราบ นยั ดังกล่าวสะท้อนใหเ้ หน็
ถึงการเปลียนแปลงความคิด-ความเชือผา่ นเรอื งราวทางตํานาน นทิ านอย่างประนปี ระนอม กรณีดัง
กล่าว สอดคล้องกับข้อคิดเหน็ ของสุกัญญา สุจฉายา (2549: 181-182) ทีได้ตังข้อสังเกตเกียวกับ
พัฒนาการความคิด-ความเชือในอาณาจักรล้านช้างว่า ก่อนทีผเู้ ปนต้นราชวงศล์ ้านช้างจะรับศาสนา
พุทธเปนศาสนาประจําชาติในสมยั พระเจ้าโพธสิ ารราช (พ.ศ. 2063) ชาวลาวหรือชาวล้านช้างมี
ประเพณีเลียงผฟี าผแี ถนในเดือนเจียงต่อเดือนย ี ทีเชียงดง เชียงทอง นครหลวงพระบาง พิธนี จี ัดขึน
หลายที ได้แก่ บริเวณหนิ ตังสามแท่ง (ผาขวาง ผาเดียวและก้อนก่ายฟา ในนาข้าวนอกเมอื งหลวง
พระบาง ทีกษัตริย์ของลาวต้องมาสักการะทุก ๆ 3 ป) บริเวณทีตังเสาหลักทังสามหรือเสาหลักเมอื ง
มพี ิธกี ารชุมนมุ ผตี ่าง ๆ ทุกระดับ นบั ตังแต่ แถนฟาคืน แถนคม แถนแต่ง แถนชัง แถนเถือก เฒ่าเยอ
เฒ่าไล่ แมย่ ่าง่าม แมม่ ด และเทวดาผรู้ ักษาผาติงและสบอู แมว้ ่าชาวไทลาวจะเปลียนมานบั ถือ
ศาสนาพุทธแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติชาวลาวและชาวไทยอีสานยังคงบูชาแถนทุกป เพราะถูก
กําหนดไว้ใน “ฮีตสิบสอง” ว่า เมอื ถึงเดือนหกจะต้องทําบุญบังไฟบูชาพญาแถนเพอื ขอฝน ในบุญ
บังไฟเอง พระภิกษุได้ผสมผสานคติความเชือของพุทธศาสนาเขา้ กับศาสนาผแี ถน จึงทําใหม้ กี ารแห่
บังไฟไปไหว้แถน
นอกจากน ี จากตํานาน นทิ าน วรรณกรรม ยังปรากฏนยั ความสัมพันธร์ ะหว่างแถนกับมนษุ ย์
ในลักษณะของการเกือกูลอาศยั ซึงกันและกัน ความสัมพันธด์ ังกล่าวสะท้อนผา่ นการเซ่นสรวงบูชา
หรือพิธเี สนต่าง ๆ ของกลุ่มคนไท สอดคล้องกับการศกึ ษาของ ประคอง นมิ มานเหมนิ ทร ์ (2544:
145-146) ทีศกึ ษาวิถีชีวิตในรอบปของกลุ่มชนชาติไท 6 กลุ่ม ได้แก่ ไทลือ ไทลาว (หลวงพระบาง)
ไทดํา ไทขาว ไทเขิน ไทใต้คง (ไทใหญ่) พบว่า คนไททัง 6 กลุ่ม ในระดับชาวบ้านทัวไปรับรู้ว่าม ี “
32
แถน” ผา่ น “พิธกี รรม” และ “แถน” เปนผมู้ อี ํานาจเหนอื ชีวิต แต่จะไมม่ กี ารเซ่นไหว้หรือติดต่อกับ
แถนโดยตรง “ยกเว้น” ในยามเจ็บปวย เช่น ชาวผไู้ ท ยังคงนบั ถือผแี ถนในการรักษาโรคแบบพืน
บ้านทีเรียกว่า “ลําผฟี า” หรือ “รําผฟี า”” ในกรณีดังกล่าว ผวู้ ิจัยตีความได้ว่า ผฟี าก็คือผแี ถนนนั เอง
แต่เปน “ผแี ถน” ทีอยู่ในบทบาทของการรักษาโรคด้วยพิธกี รรมการ “ขอ” “ขอร้อง” “ขอใหช้ ่วย”
หรือแมแ้ ต่พิธเี สนแก้เคราะหข์ องกลุ่มไทดําโดยแมม่ ด ทีจัดพิธเี พือเยือง (เสียงทาย-แลก) ขวัญหรือ
วิญญาณของผบี รรพบุรุษกลับสู่กะล่อหองเพอื รักษาอาการโรคภัยไขเ้ จ็บของคนปวยในครอบครวั
เปนต้น
ในขณะทีประเด็น “ชือแถน” ทีปรากฏ สะท้อนถึงนยั ของความหลากหลาย (diverse) ชนชัน
(racist) บทบาทหนา้ ที (function) โครงสร้างทางสังคม (social structure) และ ศลิ ปะทาง
วรรณศลิ ป (literary arts) โดยทังหมดล้วนส่งผลต่อปรากฏการณ์ทางสังคม เปนหนว่ ยปจจัยทีก่อให้
เกิดค่านยิ ม (value) ประเพณ ี (tradition) พิธกี รรม (cult) และ วัฒนธรรม (culture) ซึงจะได้นาํ ไป
วิเคราะหใ์ นบท ต่อ ๆ ไป
2.1.2 “แถน” ทปี รากฏในนิทาน ตํานาน เรอื งเล่า วรรณกรรมของกล่มุ ชาติพนั ธุ์ไทดํา
การทบทวนวรรณกรรมทีเกียวกับการศกึ ษาเรือง “แถน” ทีปรากฏในนทิ าน ตํานาน เรืองเล่า
วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําพบว่า มกี ารกล่าวถึง “แถน” อยู่ในมมุ มองของความเชือหรือ
ศาสนาดังเดิมของคนพืนถินหรือคนพืนเมอื งในเวียดนาม ลาว และไทย ศริ าพร ณ ถลาง (2545:
51-63) ใช้ตัวบทจากความโทเมอื งจากเมอื งมว้ ยทีชําระโดย J.R.Chamberlain10 พงศาวดารเมอื ง
แถง11 โดยวิเคราะหถ์ ึงเนอื เรืองเพือใหเ้ หน็ วิธคี ิดเกียวกับตํานานทีมคี วามเกียวข้องสัมพนั ธก์ ับความ
เชือเรือง “แถน” โดยตํานาน นทิ าน เรืองเล่าต่างๆ มกั มโี ครงเรืองทีกล่าวถึง “แถน” กับการสร้าง
โลก (creation myth) โดยเปนเรืองเล่าทีสะท้อนความคิดและจินตนาการของมนษุ ย์เกียวกับ
โลกธรรมชาติ ในขณะเดียวกัน ตํานานต่าง ๆ ยังแสดงถึงความสัมพันธร์ ะหว่างกลุ่ม “คนไท” กลุ่ม
ต่าง ๆ ร่วมไปถึงความสัมพันธข์ องกลุ่มคนไทกับกล่มุ ชาติพนั ธุอ์ ืน ๆ ในสังคม ศริ าพร ณ ถลาง
(2545: 53) วิเคราะหต์ ํานานการสร้างโลกในมมุ มองของคนไทดําในหนงั สือชอื “ชนชาติไทในนิทาน
” โดยใช้หลักวิชาทางคติชนวิทยา (folklore) เพือศกึ ษาเปรียบเทียบตํานานสํานวนต่าง ๆ เท่าทีจะ
สามารวบรวมได้ ทังสํานวนมขุ ปาฐะและสํานวนลายลักษณ ์ โดยเริมต้นด้วยการวิเคราะหเ์ ชิง
โครงสร้างโดยเปรียบเทียบอนภุ าค (motif) เหตุการณ์สําคัญ (traits) และแบบเรือง (tale types) เพือ
จะนาํ ไปสู่การอธบิ ายการแพร่กระจายและการจัดกลุ่มของตํานาน อันจะทําใหเ้ กิดความกระจ่าง
10 C hamberlain, J. 1992, "The Black Tai chronicle of Muang Mouay Part I: Mythology", in The Mon-Khmer
Studies Journal, vol. 21, pp. 19-55.
11 “พงศาวดารเมอื งแถง” ประชุมพงศาวดารเล่ม 9 , ครุ ุสภา, 2507.
33
เกียวกับความสัมพันธท์ างวัฒนธรรมระหว่างคนไทกลุ่มต่าง ๆ โดยได้แบ่งชุดเหตุการณ์ของเรืองออก
เปนตอน ๆ ดังน1ี 2
A การพูดถึงสภาพโลก
B การสร้างโลก – สร้างมนษุ ย์คู่แรก
C การเกิดลูกหลานของมนษุ ย ์
D การสร้างสัตว์
E การกินง้วนดิน
F การกําเนดิ ข้าว-การทํานา
G นาเต้า – กําเนดิ ชาติพันธุต์ ่าง ๆ
H การตังบ้านเมอื ง-การครองเมอื ง
จากชุดเหตุการณ์สามารถวิเคราะหแ์ บบเรืองจากนทิ าน ตํานาน วรรณกรรมของไทดําเปน
ตัวอย่างได้ดังต่อไปน ี
เรืองที 1 “พงศาวดารเมอื งแถง” เนอื เรืองกล่าวว่า
“แผน่ ดินเปนทุ่งว่างเปล่า (A3) เทวดาชายหญิง 10 องค์จะจุติไป
เปนต้นชาติของมนษุ ย์จึงอธษิ ฐานจิต สร้างนาเต้าและเขา้ ไปอยู่ในนาเต้า
นาเต้าลอยไปตกบนเขาแล้วแตกออก คนชาติพันธุต์ ่าง ๆ ออกมาตาม
ลําดับ คือ ขา่ ไทดํา ลาวพุงขาว ฮอ่ แกว (G1 ) ขา่ ไมอ่ าบนา ร่างกายจึง
หมองคลา ผไู้ ทและลาวอาบนาจึงมีผวิ เปนนวลใย ผไู้ ทไปตังเมืองแถง ขา่
เกียจคร้านไปอยู่ตามเขา ขุนบรมมีบุตรชือขุนลอ ตังเมืองหลวงพระบาง
หลานเจ้าลออยู่เมืองลา (H2)
แบบเรืองของพงศาวดารเมืองแถนคือ A3 G1 H2
หรือ แบบเรืองของ “ความโทเมอื ง” จากเมอื งหมว้ ย ของ J.R.Chamberlain ทีเล่าว่า
“แต่เดิมฟาดินอยู่ใกล้กัน (A7 ) ปูเจ้าตัดเครือเขากาด (เถาวัลย์)
ทีพันฟาดินออก ฟาดินจึงไกลกันดังทุกวันน ี ปูแถนทําใหโ้ ลกแล้งและต่อ
12 ช ุดเหตกุ ารณ์ A-H เปนชุดเหตกุ ารณท์ ีแบง่ เพอื วิเคราะหจ์ ากตํานาน นทิ าน วรรณกรรมของกล่มุ ชนชาติไทหลายกล่มุ
มไิ ด้แบง่ จากตํานาน นทิ าน วรรณกรรมของกล่มุ ไทดําเพยี งกล่มุ เดียว โดยเหตกุ ารณห์ ลัก ๆ แต่ละชว่ ง ยงั มรี ายละเอียดที
ต่างกันในแต่ละสาํ นวน ซงึ จะแยกยอ่ ยลงไปได้อีก เชน่ บางสาํ นวนเรมิ ต้นด้วยการบรรยายสภาพโลก (A) ว่าไฟไหมโ้ ลก ก็
จะแทนค่าอนภุ าคนวี ่า (A1) เปนต้น
34
มาทําใหฝ้ นตกจนนาท่วมโลก (A2 ) สัตว์และคนตายหมด แถนใหป้ ูแถน
เอา 8 หมากเต้าปุง (นาเต้า) มายังเมืองลุ่ม (โลก) ในหมากเต้าปุงม ี 330
แบบตัวคน 330 แบบขา้ ว 330 แบบตัวปลา (G1) ท้าวเงินเอาหมากเต้าปุ
งมาเมืองลอ ท้าวเงินมีลูก 7 คน คนโด คือ ท้าวลอ ท้าวลอ มีลูก 7 ตน
ท้าวเจือง เปนลูกคนที 7 เปนปูเชือของไทดําเวลานี (C2H 1)
แบบเรืองของ “ความโทเมือง” คือ A7 A2 G1 C2 H1
จากตัวอย่างแบบเรืองที ศริ าพร ณ ถลาง ได้วิเคราะหม์ าจากตํานาน นทิ าน วรรณกรรมของ
กลุ่มไทดําพอจะชีใหเ้ หน็ ว่า “แถน” ทีถูกกล่าวถึงในตัวบทดังกล่าว เปนตัวละครสําคัญตัวหนงึ ทีจัด
เปนตัวเชือม (mediator) ความสัมพันธเ์ ชิงเนือหาทีนําไปสูก่ ารอธบิ ายความสัมพันธท์ างสังคมของ
กลุ่มชนในอุษาคเนย์ อาทิเช่น แบบเรืองนาเต้ากับการกําเนดิ มนษุ ย ์ (G) หรือความเชือทีมนษุ ย์ออก
มาจากนาเต้า ซึงไมว่ ่าจะออกมาโดยการเจาะนาเต้า หรือ แถนเอาเหล็กจีนาเต้าปุงก็มปี รากฏอยู่หนา
แนน่ ในตํานานสร้างโลกของกลุ่มลาว ไทดํา ไทขาว แต่ถ้าเปนไทดํา หรือ ไทขาว จะเหน็ ชัดเจนว่า
แถนสร้างตัวแบบคนและสัตว์แล้วเอาไปใส่ในนาเต้า ภายหลังแถนจีนาเต้าใหอ้ อกมาอีกที แต่ทางลาว
ไมช่ ัดเจนว่า แถนสร้างคนหรือไม ่ เพียงแต่บอกว่าในนาเต้ามคี นอยู ่ และแถนเอาเหล็กไปจีใหค้ น
ชาติพันธุต์ ่าง ๆ ออกมา
การวิเคราะหเ์ รืองของ “แถน” ในวรรณกรรมของชาติพันธุไ์ ทดําด้วยวิธที างคติชนวิทยาของ
ศริ าพร ณ ถลาง ก็พอทีชีใหเ้ หน็ ศนู ย์กลางทีมกี ารปะทะสังสนั ทนท์ างวัฒนธรรมความคิดหลาย
กระแสรวมอยู่ด้วยกัน อาจเรียกได้ว่าเปน “ชุมทางความเชือ” เพราะเรืองราวการปรากฏขึนของ “
แถน” ในนทิ าน ตํานาน วรรณกรรมเปนภาพสะท้อนถึงฐานะความสัมพันธท์ างความเชือของคนพืน
เมอื งกลุ่มต่างๆ ในอุษาคเนย์ซึงนาํ ไปสู่การทําความเข้าใจ “แถน” อย่างลึกซึงในโอกาสต่อไป ใน
ขณะทีการทบทวนวรรณกรรมในมมุ มอง “แ ถน” ทีปรากฏในนทิ าน ตํานาน เรืองเล่า วรรณกรรมใน
อุษาคเนย์ ทําใหเ้ หน็ บทบาทของแถนในมติ ิต่าง ๆ
ทวี สว่างปญญางกูร (2553: 41-56) นกั วิชาการชาวไทยโซ่งได้เขียนบทความในบทความชือ
“กวามโตเมืองไทยโซ่ง” โดยปริวรรตกวามโตเมอื ง ฉบับของหนองซอ ซึงเปนหมบู่ ้านหนงึ ในจังหวัด
เพชรบุร ี กวามโตเมอื งฉบับน ี เปนเอกสารถ่ายสําเนา ไมท่ ราบชือผแู้ ต่งและชือผคู้ ัดลอก ไมท่ ราบวัน
เดือนปทีคัดลอก เขียนบนสมดุ กระดาษ ขนาด 10x32 เซนติเมตร กวามโตเมอื งฉบับน ี เคยถูกตีพิมพ์
เปนเล่มโดยศนู ย์ไทศกึ ษา รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในชือภาษาไทดําว่า “กวามโตใหญ ่ กวา
มไต่ปูศกึ (The great tale and the Odyssey of war lords) โดยเนอื ความของกวามโตเมอื งฉบับน ี
เริมต้นด้วยการเล่านทิ านเรืองของฟาดินไทดํา เรืองการกําเนดิ มนษุ ย ์ ซึงมเี รืองราวทีเกียวของกับ “
แถน” ในฐานะของผสู้ ร้างโลก โดยตัวอย่างตํานานส่วนหนงึ เล่าว่า
35
แถนหลวงได้สง่ ท้าวสวงและท้าวเงินลงมาเมอื งโอม เมืองอาย
แล้วลงต่อทีเมืองลอ (จังหวัดเหงียโหละในประเทศเวียดนาม) และจาก
เมืองลอ คนไทก็บุกเบิกต่อไปทางตะวันตก ตอนหนึงได้เล่าถึงปูเจ้าลาง
เจืองและสุดท้ายไปถึงเมืองแถงแล้วตังหลักอยูท่ ีเมืองหมว้ ย13
ข้อสังเกตจากบทความดังกล่าวอยู่ทีการกล่าวถึง กวามโตเมือง ในบริบทของความเปนไทย (
สังเกตการตังชือบทความทีใช้คําว่า “ไทยโซ่ง”) ผวู้ ิจัยมองว่า มนี ยั การประสานกันระหว่างความคิด
ซึงอาจจะนาํ ไปวิเคราะหถ์ ึงการพลวัตในเรืองของตัวบทกับบริบททีเปลียนแปลงไปในบทต่อ ๆ ไป
แต่ในขณะที ทวี สว่างปญญางกูร ได้กล่าวในบทความว่า กวามโตเมอื งไทยโซ่งฉบับทีแปลน ี มอี ายุ
เก่าแก่พอสมควร เพราะมตี ัวอักษรหลายตัวทีไมพ่ บในแบบเรยี นหรอื ผลงานวิชาการในสมยั น ี
นอกจากนนั แล้ว ยังพบคํา “ราชาศพั ท์” ภาษาเวียดนามซึงเข้าใจยาก กับพระนามจักรพรรดิ
เวียดนามหลายพระองค์ และการสะกดบางคํา ก็แปลกจากคําทีปรากฏในสมยั ปจจุบัน ในขณะที
ประเด็นข้อสังเกตเกียวกับ “แถน” กับ “บริบทใหม”่ ในพืนทีและสังคมไทย เปนประเด็นหนงึ ทีทําให้
พิจารณาถึงวรรณกรรมในพิธกี รรมอย่างหนงึ ของคนไทดํา คือ การบอกทางผขี วัญกลับสูเ่ มืองแถน
หรือเปนทีรู้จักกันในชือ “พับโสส่งสานแทง”14 หรือ หนงั สือศกั ดิสิทธสิ ําหรับการ “ส่งคํา” ซึงจะถูก
อ่านเฉพาะในพิธศี พเพือนาํ ทางใหว้ ิญญาณกลับไปสูส่ รวงสวรรค์เมอื งทีปรากฏอยู่ใน “กวามโทเมอื ง
” นนั เอง
ยุกติ มดุ าวิจิตร (2557) เรียบเรียงหนงั สือชือ “ ประวัติศาสตร์ไทดํา: รากเหง้าวัฒนธรรม
สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวถึงเนอื หาทีว่าด้วยเรืองของ “แถน” ผา่ นมมุ มองด้าน
“ประวัติศาสตร์นพิ นธข์ องกลุ่มชนไท” ซึงเปนการฉายภาพประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนไทผา่ นงาน
เขียนของเดวิด วัยอาจ (David Wyatt, 1976, อ้างถึงใน ยุกติ มกุ ดาวิจิตร, 2557: 26) ในหนงั สือชือ
“Choronical Traditions in Thai historiography” ทีสะท้อนใหเ้ หน็ “ตํานานของอดีตอันไกลโพ้น”
ทีว่าด้วยการก่อตังอาณาจักรไททางเหนอื ของประเทศไทยเมอื ก่อนคริสศตวรรษที 13 ไมม่ กี ารระบุป
ทีบันทึก ไมม่ ศี กั ราชของเหตุการณทีบันทึก รวมทังไมม่ ชี ือผเู้ ขียน โดยเอกสารทีมคี วามเกียวข้องกับ
เอกสารประวัติศาสตร์ไทดํามากทีสุด คือ ตํานานขุนบูลม หรือ ขุนบรม ทีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์
ลาวและเปนส่วนหนงึ ของพงศาวดารเมอื งนา่ น โดยเดวิด วัยอาจ มองว่า ตํานานขุนบูลมนนั เปน
ตัวอย่างของเรืองเล่าท้องถิน (local oral traditions) ทีรู้จักกันดีทีสุด ซึงแนน่ อนว่า การกล่าวถึงการ
อุบัติขึนมาของโลกและสิงของต่าง ๆ โดยเฉพาะการทีกลุ่มชนไทถือกําเนดิ มาจากนาเต้า แสดงใหเ้ หน็
ทีมาอันหลากหลายของตํานานและพงศาวดารของกล่มุ ชนชาวไท และทีสําคัญตัวบทล้วนกล่าวถึง “
แถน” ในมติ ิต่าง ๆ
13 ทวี สว่างปญญางกรู , กวามโตเมอื งไทยโซง่ , (วารสารศลิ ปากร ปที 30 ฉบบั ที 2, 2553) หนา้ 43.
14 Chamberlain, J. 1992, "The Black Tai chronicle of Muang Mouay Part I: Mythology", in The Mon-Khmer
Studies Journal, vol. 21, pp.20
36
การศกึ ษาของเกิมเกืองและเกิมจ่อง15ไ ด้นาํ เสนอเรืองราวทีเกียวข้องกับประวัติศาสตรน์ พิ นธ์
ของชนชาวไททีนกั วิชาการเวียดนามหลายคนได้นาํ มาอ้างอิงทางประวัติศาสตร ์ ซึงมที ังหมด 5
ประเภทด้วยกันคือ (1) เล่าความเมอื ง (2) ความไต่ปูศกึ (3) ความแฝงเมอื ง (4) เกร็ดประวัติศาสตร์
ของแต่ละเมอื ง และ (5) เล่าความเมอื งทีสรุปย่อไว้หนา้ กฎหมายเมอื ง โดยในแง่เนอื หา “เล่าความ
เมอื ง” จะเนน้ เรืองราวการจัดการบ้านเมอื งและเหตุการณ์สาํ คัญ ๆ ทีเกิดขึนในแต่ละเมอื ง เมอื
เปรียบเทียบกับ “ความแฝงเมอื ง” แล้ว ลักษณะทีสําคัญอย่างหนงึ ของ “เล่าความเมอื ง” คือ การ
บันทึกทังเรืองดีและเรืองร้ายทีเกิดแก่เจ้าเมอื ง ในขณะที “ความแฝงเมอื ง” จะเนน้ แต่เรืองดีหรือการ
สรรเสริญเจ้าเมอื ง ส่วน “ความไต่ปูศกึ ” ก็มสี ่วนทีกล่าวถึงการจัดการบ้านเมอื ง แต่จะเนน้ ทีการทํา
ศกึ สงครามมากกว่า สําหรับ “เกร็ดประวัติศาสตร์” เนน้ รายละเอียดเฉพาะเหตุการณ์ทีเจ้าเมอื ง
เข้าไปมสี ่วนร่วม ส่วน “เล่าความเมอื ง” จะเปนลักษณะการเล่าเรืองราวการสืบทอดวงศต์ ระกลู ของ
เจ้าเมอื ง
แต่เอกสารบางชิน เกิมเกืองและเกิมจ่องกลับจัดไว้นอกกลุ่มเอกสารทางประวัติศาสตร ์ ก็อาจ
นาํ มาใช้ศกึ ษาในทางประวัติศาสตร์ได้ เช่น ความเจืองหาน ซึงนกั วิชาการทังสองท่านได้จัดไว้ใน
ประเภทวรรณกรรมทีใช้ขับประกอบการแสดง โดย ความเจืองหาน เปนเนอื หาทีเล่าถึงบรรพบุรุษที
ลงมาจากฟา แผข่ ยายอํานาจไพร่พล จนกระทังตายไปแล้วยังขึนไปรบกับเทพเจ้าบนฟา ใช้ขับใน
การแสดง “แซ้ตังแซ้แปน” (ระบําโล่เหลียมโล่กลม) (ยุกติ มดุ าวิจิตร, 2557: 27) หากแต่ว่า เมอื
เปรียบเทียบกับสํานวนต่างๆ ของความเจืองหาน หรือทีรู้จักกันดีในเอกสารภาษาไทยว่าเปน ต ํานา
นท้าวฮุง่ ท้าวเจืองหรือตํานานพระยาเจือง กล่าวได้ว่าเปนเรืองเล่าเรืองเดียวกัน เพียงแต่ต่างสํานวน
ต่างภาษา และต่างอักษรกัน แต่ทีสําคัญคือ ตัวบทหรือเนอื เรืองนนั มกี ารกล่าวถึง “แถน” ในมติ ิและ
บทบาทต่าง ๆ ซึงสะท้อนถึงความคิด-ความเชือของกลุ่มชนคนไทเปนอยา่ งดี ในขณะเดียวกัน ยัง
สะท้อนภาพของการแลกเปลียนวรรณกรรมซงึ กันและกันระหว่างกล่มุ ชนอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ยุกติ มกุ ดาวิจิตร (2557: 29) ใหข้ ้อพิจารณาเอกสารทีมลี ักษณะ “เชิง
ประวัติศาสตร์” ว่า อาจเคยถูกใช้เปนเอกสารประกอบพิธกี รรมหรอื เปนความขบั ดังนนั โดยหลัก
การแล้ว หากเราพิจารณาเนอื หาของเอกสารโดยไมจ่ ํากัดเฉพาะทีวิธกี ารใช้เอกสารหรือกีดกัน
เอกสารทีเกียวข้องหรือมที ีมาจากวรรณกรรมมขุ ปาฐะออกไป ด้วยวิธนี จี ึงยังมเี อกสารอีกมาก โดย
เฉพาะในกลุ่มชนไทดํา ทีจัได้ว่าเปนเอกสารบันทึกเรืองราวในประวัติศาสตร ์ ซึง “เล่าความเมอื ง”
ของชนไทดําก็มลี ักษณะเดียวกันนนั โดย “เล่าความเมอื ง” ของไทดําทีนาํ มาใช้ในหนงั สือของ ยุกติ
มกุ ดาวิจิตรมที ังหมด 3 สํานวนด้วยกัน ได้แก่
1. เล่าความเมอื ง: สํานวนเมอื งลา โดยเปนสํานวนฉบบั ของเมอื งลาที
เกิมจ่องใช้เปนฉบับหลักแปลออกเปนภาษาเวียดนามเมอื ป ค.ศ.
15 เกิมเกืองและเกิมจ่อง เปนนกั วิชาการเชอื สายไทดํา สญั ชาติเวียดนาม (อ้างถึงใน ยุกติ มกุ ดาวิจิตร, 2557: 26)
37
1977 ฉบับเมอื งลานไี มม่ ตี ้นฉบับภาษาไทดํา เกิมจ่องแปลมาจาก
ต้นฉบับไทดําทีนา่ มอี ายุเก่าแก่ก่อนป ค.ศ. 1950 โดยยุกติ มกุ ดา
วิจิตร ได้เรียบเรียงเปนภาษาไทย
2. เล่าความเมอื ง: สํานวนเมอื งหมว้ ย สํานวนต้นฉบับเขียนด้วยภาษา
และอักษรไทดํา สันนษิ ฐานว่าคัดลอกบันทึกนเี มอื ป ค.ศ. 1965 และ
1967
3. ฉบับอักษรลาวโซ่ง ทีเกิมจ่องได้มาจากการทํางานภาคสนามและ
ทัศนศกึ ษาในประเทศไทยราวป ค.ศ. 2000 ฉบับนเี ขียนไว้ว่าเปน
ของ “หนองซอ” แต่ไมไ่ ด้ระบุอําเภอและจังหวัด (ในขณะทีการ
ทบทวนวรรณกรรมก่อนหนา้ นปี รากฏบทความเรือง “กวามโตเมอื ง
ไทยโซ่ง” ของทวี สว่างปญญางกูรทีกล่าวถึง กวามโตเมอื งฉบบั
หนองซอ)
จาก “ความเล่าเมอื ง” ทัง 3 สํานวน ยุกติ มกุ ดาวิจิตร ได้ศกึ ษาเปรียบเทียบกับ “ตํานานขุน
บรมในพงศวดารล้านช้างและพงศาวดารเมอื งนา่ น” ตามที เดวิด วัยอาจศกึ ษาและเขียนในหนงั สือ
เรือง “ Chronicle Traditions in Thai historiography” โดยเมอื นาํ สํานวนต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ
กันดูแล้ว จะเหน็ ความคล้ายคลึงกันหลายประการทีสามารถสะท้อนใหเ้ หน็ ถึง วิธคี ิดและความเชือที
ส่องทางใหแ้ ก่กัน ในขณะที เนอื หาเล่าความเมอื งทัง 3 ฉบับ มโี ครงสร้างคล้าย ๆ กัน กล่าวคือ อาจ
แบ่งออกได้เปน 2 ส่วน โดยส่วนที 1 เปนตํานานการก่อเกิดโลก และส่วนที 2 เปนเรืองราวขนาดยาว
กว่า ว่าด้วยเรืองของการก่อร่างสร้างบ้านเมอื ง การจัดการบ้านเมอื ง และการสืบทอดอํานาจของเจ้า
เมอื ง แต่ในงานวิจัยเรือง “พลวัตความเชือเรืองแถนฯ” ผวู้ ิจัยขอหยิบยกเฉพาะประเด็นและข้อ
สังเกตทีเกียวกับเรืองราวของ “แถน” มาพจิ ารณาดังต่อไปน ี
● การศกึ ษาเปรียบเทียบของตัวบทที 1 และ 2 พบว่า ความสัมพันธท์ ีขัด
แย้งกันระหว่าง “แถน” กับ “มนษุ ย์” เปนสิงทีทังพงศาวดารล้านชา้ ง
และเล่าความเมอื งต่างก็ใหค้ วามสําคัญ โดย “แถนกับมนษุ ย์มคี วามขัด
แย้งกันจนทีสุด “แถน” บันดานใหน้ าท่วมโลกและเปน “จุดหกั เห” ของ
เรืองทีมอี ยู่ในทัง 2 สํานวน
38
● ทังสํานวน “พงศาวดารล้านช้าง” และ “เล่าความเมอื ง” กล่าวถึงมนษุ ย์
ทีออกมาจากผลนาเต้าทีเปนผลการกระทําจาก “แถน” ว่า มตี ระกลู
ต่างๆ โดยสํานวนเมอื งลา กล่าวว่า “มบี รรดาตระกูลลอ เลือง กว่าง ต่ง
แลว โดยบรรดาตระกูลเหล่านยี อมรับใหต้ ระกลู ลอเปนเจ้านาย”
● ขุนบูลมของล้านช้าง ตังเมอื งขึนที “นานอ้ ยอ้อยหน”ู บรเิ วณ “เมอื งแถน
” (สะกดด้วยตัว น. แต่นกั วิชาการหลายท่านสนั นษิ ฐานว่า คือ ชอื เมอื ง
เดิมของเมอื งแถงหรือ เดียนเบียนฟู) ส่วน ท้าวสวงหรอื ท้าวเงินของไทดํา
ตังเมอื งบริเวณเมอื งลอ (ภาษาเวียดนามเรียกเมอื งเหงียะ โหละ ใน
จังหวัด เอียน บ๋าย)
ข้อสังเกตหนงึ ทีนา่ สนใจที ยุกติ มกุ ดาวิจิตร ได้ตังประเด็นเอาไว้ คือ ความคล้ายคลึงกันของ
ตํานานสํานวนต่าง ๆ ชวนใหส้ ันนษิ ฐานว่า หากตํานานขุนบูลมของพงศาวดารล้านช้างไมน่ าํ มาจาก
เรืองเล่าความเมอื งของไทดํา แสดงว่า ไทดําเองทีนาํ ตํานานเรืองนมี าจากพงศาวดารล้านชา้ ง หรือไม่
เช่นนนั ทัง “ล้านช้างและไทดํา” ต่างก็เปนกลุ่มชนทีร่วมกันสร้างตํานานน ี หากแต่จุดเนน้ ทาง
ภมู ศิ าสตร์ของล้านช้างและไทดํา โดยเฉพาะจุดกําเนดิ โลกและจุดเริมต้นในการสร้างบา้ นเมอื งต่าง
กัน แต่หากมองว่า ตํานานลักษณะนเี ปนตํานานทีหลาย ๆ กลุ่มชน หลาย ๆ ภาษาเล่าร่วมกันแล้ว “
ประวัติศาสตร์นพิ นธ”์ ลักษณะนกี ็อาจเรียกได้ว่าเปน “ประวัติศาสตร์สากล (universal history)” ดัง
นนั ด้วยมมุ มองดังกล่าว เมอื วิเคราะหก์ ับคติความเชือเรืองแถน ผวู้ ิจัยตังข้อสังเกตว่า “แถน” จัด
เปนคติความเชือทีเปนสากลและแพร่อยู่ในดินแดนอุษาคเนยด์ ้วยการยนื ยนั จากหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์นพิ นธ ์ เพียงแต่ปรากฏขึนในรูปแบบทีหลากหลายและแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม
หากวิเคราะหใ์ นเชิงสังคมศาสตร ์ จะใหเ้ หน็ ว่า ตัวบทพงศาวดารล้านช้างและเล่าความเมอื ง ล้วนมี
ความเกียวข้องกับเรืองราวของการถ่ายทอดความรู ้ คติ ความเชือหรือสํานกึ ทางประวัติศาสตร์และ
ชาติพันธุอ์ ย่างแยบยล ด้วยการทําใหก้ ระบวนการสร้างความรู้ทีถูกยึดกมุ ไว้โดยกลุ่มคนส่วนนอ้ ยของ
สังคม ถูกถ่ายทอดอย่างศกั ดิสิทธโิ ดยมเี รืองราวเกียวกับ “แถน” เขา้ ไปเกียวข้องสมั พนั ธ ์
นอกจากเรืองราวของ “แถน” ทีถูกหยิบยกมาด้วยมมุ มองทาง “ประวัติศาสตร์นพิ นธ”์ ผู้
วิจัยยังสนใจเรืองราวของ “แถน” ทีถูกกล่าวถึงในตัวบททีจัดเปนลักษณะของเรืองเล่ามขุ ปาฐะ (oral
tradition) ในสังคมไทย จากประเด็นดังกล่าว เรณ ู เหมอื นจันทร์เชย (2546) ได้เก็บรวบรวมนทิ าน
ไทยโซ่ง และนาํ เสนอในหนงั สือชุด “ โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุใ์ นประเทศไทย: นิทานไทยโซ่ง” โดย
การศกึ ษาโลกทัศนช์ าวไทยโซ่ง ผา่ นนทิ านไทยโซ่ง เรณ ู เหมอื นจันทร์เชย เก็บข้อมลู นทิ านไทยโซ่ง
จากรายงานการวิจัยวรรณกรรมพืนบ้านไทยทรงดํา อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุร ี โดย เรไร สืบสุข
39
และคณะ (2523) จํานวน 36 เรือง และจากการเก็บข้อมลู ข้อมลู นทิ านไทยโซ่ง จังหวัดนครปฐมของ
ผวู้ ิจัย จํานวน 20 เรือง รวมข้อมลู นทิ านไทยโซ่งทีใช้ในการวิจัยนจี ํานวน 56 เรือง
ผลการศกึ ษาพบว่าเรืองเล่าประเภทนทิ านประกอบด้วย นทิ าน 9 ประเภท ได้แก่ นทิ าน
ปรัมปรา นทิ านทรงเครือง นทิ านท้องถิน นทิ านมหศั จรรย ์ ตํานาน นทิ านมขุ ตลก นทิ านเรืองสัตว์
นทิ านคติ และนทิ านผ ี โดยโลกทัศนข์ องกลุ่มชาติพันธุไ์ ทยโซ่งทีสะท้อนผา่ นนทิ านพบว่า กลุ่ม
ชาติพันธุไ์ ทยโซ่งมโี ลกทัศนท์ ีสําคัญทีสะท้อนความเปนชาติพนั ธุไ์ ทยโซง่ ได้แก่ โลกทัศนเ์ กียวกับ
กําเนดิ สิงมชี ีวิต โดยในทีนทิ านไทยโซ่งเรืองตํานานแปดมะเต้างวงช้าง มกี ารกล่าวถึง “แถน” ว่าเปน
ผทู้ ําใหเ้ กิดสิงมชี ีวิตทังมนษุ ย์และสัตว์ โดยกําเนดิ มาจากนาเต้า สะท้อนใหเ้ หน็ ว่าไทยโซ่งยังมคี วาม
เชือเรืองแถนปรากฏอยู่ตํานานและนทิ าน
ส่วนโลกทัศนเ์ กียวกับความเชือเรืองผแี ละการนบั ถือศาสนาพบว่า ชาวไทยโซ่งมคี วามเชือ
และใหค้ วามเคารพผบี รรพบุรุษหรือผเี ฮือนอย่างมาก โดยสะท้อนใหเ้ หน็ ถึงพิธกี รรมทีเกียวข้องกับ
การเคารพ บูชาผบี รรพบุรุษ เช่น พิธเี สนเรือน พิธเี สนปาดตง ผเู้ ขียนได้กล่าวถึงความสัมพันธค์ วาม
เชือเรืองผ ี และความเชือศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ ์ ในสังคมวัฒนธรรมไทยโซ่ง ว่าปจจุบัน
ความเชือเรืองผขี องไทยโซ่งสามารถผสมกลมกลืนกับศาสนาพุทธ และพราหมณ ์ ดังจะเหน็ ได้จาก
ไทยโซ่งทุกบ้านยังคงมหี อ้ งสําหรับเปนทีอยู่ของผเี ฮอื น หรือ “กะล่อหอง” และขณะเดียวกันไทยโซ่ง
ยังตังศาลพระภมู -ิ ศาลเจ้าทีไว้หนา้ บ้าน และไทยโซ่งยังถือปฏิบัติพิธกี รรมเกียวกับศาสนาพุทธ เช่น
ทําบุญ ฟงเทศน์ ตักบาตร บวชพระอยู่เช่นกัน
ในขณะทีเมอื พิจารณาข้อสรุปของงานวิจัยชินดังกล่าวทีมคี วามเกียวข้องกับความเชอื เรอื ง “
แถน” เรณู เหมอื นจันทร์เชย (2546) ได้ตังขอ้ สงั เกตและสรุปได้ดังต่อไปน ี
● จากนทิ านไทยโซ่งจํานวน 56 เรือง พบว่า ฐานะและบทบาทของ “แถน”
ถือเปน “ผสู้ ร้างโลก” เปนผใี หญ่หรือเทพเจ้าทีมอี ํานาจสงู สดุ ในการ
สร้างสิงต่าง ๆ บนพืนโลก เปนผใู้ หก้ ารกําเนดิ ทุกสงิ ทีปรากฏในโลก ทังที
เกิดขึนโดยธรรมชาติและทีมนษุ ย์ประดิษฐค์ ิดค้นขึน (เรไร สบื สขุ , 2523:
32, อ้างถึงใน เรณู เหมอื นจันทร์เชย, 2546: 159) ดังเช่น นิทานเรือง
ตํานานแปดมะเต้างวงชา้ งของผไู้ ทยดํา ทีกล่าวถึงมนษุ ย์มาจากนาเต้าที
แถนส่งลงมาใหเ้ กิดบนพืนโลก หรือ นิทานเรือง ตาสีกับตาสา ทีมคี วาม
คิดว่า ทุกสิงทุกอย่างในโลก แถนเปนผสู้ ร้างใหม้ นษุ ย์ได้มกี ินมใี ช ้
● ความเชือเรือง “ผ”ี ของชาวไทยโซ่งทีถือว่า “แถน” เปนหวั หนา้ ผที ัง
มวล โดยความเชือเรืองผแี ละวิญญาณของชาวไทยโซ่ง จัดเปนโครงสรา้ ง
หลักวิธคี ิดทางความเชือ โดยเชือว่า สิงต่างๆ ในโลกอยูภ่ ายใต้อํานาจ
40
ของผแี ละสิงเหนอื ธรรมชาติ ดังนนั ชีวิตความเปนอยูแ่ ละพธิ กี รรมต่าง ๆ
จึงมคี วามสัมพันธแ์ ละเกียวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับผปี ระเภทต่างๆ การ
นบั ถือผขี องไทยโซ่งมที ังผดี ีและผรี ้ายทีจะสามารถดลบนั ดาลใหช้ ีวิต
และครอบครัวเปนไปตามความพอใจของผี ผที ีไทยโซ่งถือว่ามคี วาม
สําคัญและใกล้ชิดมากทีสุดคือ ผบี รรพบุรุษ หรอื ทีเรยี กว่า ผเี ฮือน หรือผี
เฮือน ซึงเปรียบได้ดังศาสนาประจําตัว เปนทียดึ มนั ทางใจ และเชือว่า
หากกระทําสิงทีไมด่ ีจะเปนการผดิ ผี ผเี รือนจะลงโทษ และผที ียงิ ใหญ่
ทีสุด คือ แถนหรือผฟี า ซึงเปนเทวดาอยู่บนฟาหรือเมอื งบน มอี ํานาจ
เหนอื ชีวิตมนษุ ย์ทังหลาย ดังนนั เมอื เกิดเจ็บปวยหรือเคราะหร์ ้าย จึง
ต้องทําพิธขี อร้องใหแ้ ถนช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม “แถน หรือ ผฟี า” ที
ปรากฏในนทิ านเปรียบได้กับเทวดา เช่น นทิ านเรอื ง ตํานานแปดมะเต้า
งวงชา้ ง นทิ านเรืองตาสีตาสา เปนต้น หรือบทบาท “ผใู้ หค้ วามช่วยเหลือ
” ทีชัดเจนปรากฏขึนในเรืองท้าวสีธน โดยอุบายของพ่อนางโนราห์ สีธน
ก็จนปญญา จึงร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าฟา เจ้าแถน หรือ นทิ าน
เรือง ตาเถนยายชี ทีกล่าวถึงเด็กทีเสียรู้ยายชี ได้ไปบอกแถนใหช้ ว่ ยเหลือ
เปนต้น
● กลุ่มชาติพันธุไ์ ทยโซ่ง มคี วามเชือในเรืองเวทมนต์คาถาทีเชือมโยงกับ
ฐานะการใหค้ วามช่วยเหลือของ “แถน” เช่น นทิ านเรอื งท้าวสีธน มเี นอื
เรืองว่า
นางโนราห์ได้บอกสีธนว่า พอ่ กับแมใ่ หส้ ีธนตัดต้นไมท้ ําไร่ทํานา
เมือได้ยินดังนัน สีธนก็เกิดความทุกข ์ นังร้องไหเ้ รียกหาพอ่ แมแ่ ละเจ้าฟา
เจ้าแถนใหล้ งมาชว่ ย เจ้าฟาเจ้าแถน เกิดความสงสารจึง “เนรมิต”
เทวดาลงมาชว่ ยตัดต้นไมจ้ นเตียน พร้อมถาง เผาจนกลายเปนไร่นา จาก
นัน พอ่ ตาก็ยังสังใหไ้ ปเอาถัวเอางาไปหว่าน สีธนก็หว่านถัวหว่านงาจน
หมด พอ่ ตาก็ยังมิวายสังใหส้ ีธนไปเก็บถัวเก็บงาใหเ้ ต็มถัง ถ้าขาดเพียง
เล็กนอ้ ยก็จะถูกตัดหัวทันที สีธนก็เปนทุกข์คิดว่าคราวนีจะต้องตายจาก
เมียรัก ก็นังร้องไห ้ เจ้าฟาเจ้าแถนสงสารจึงลงมาชว่ ย โดยเนรมิตนก
กามาชว่ ยกันเก็บถัวเก็บงาจนเต็มถัง สีธนก็รอดตาย
แต่กระนัน พอ่ ตาก็ยังหาวิธที ีจะคิดฆา่ สีธนโดยคิดใหล้ ูกสาวทัง
7 เขา้ หอ้ ง แล้วใหล้ ูกสาวแต่ละคนเอามือลอดชอ่ งออกมา เพือใหส้ ีธนจับ
41
มือนางโนราห ์ สีธนก็จนปญญา จึงยกมือไหว้เจ้าฟาเจ้าแถนใหล้ งมาชว่ ย
เจ้าแถนได้ยินดังนัน จึงเนรมิตแมลงวันบินมาเกาะบนมือของนางโนราห ์
สีธนเห็นดังนันจึงเขา้ ไปจับมือได้ถูกต้อง และได้แต่งงานอยู่กินด้วยกัน
นอกจากนแี ล้ว เรณ ู เหมอื นจันทร์เชย (2542) ได้เขียนหนงั สือเรือง “ โลกทัศน์ของกลุ่ม
ชาติพันธุใ์ นประเทศไทย: ความเชือเรืองผขี องไทยโซ่ง” โ ดย ศกึ ษาความเชือเรืองผขี องชาวไทยโซ่ง
โดยเฉพาะทีอําเภอบางเลน และอําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐมด้วยวิธกี ารศกึ ษาเชิงคติชน
วิทยา มวี ัตถุประสงค์เพือศกึ ษาเรืองความเชือเรืองผ ี ผา่ นการศกึ ษาพิธกี รรมการนบั ถือผตี ่างๆ ของ
ชาวไทยโซ่ง ประกอบด้วย แถนหรือผฟี า ผบี ้านผเี มอื ง ผเี ฮือนหรือผบี รรพบุรุษ ผปี า ผเี ขาและผอี ืนๆ
ผปี ระจําสถานที (เช่น ผบี ันได ผปี ระต ู ผเี ตาไฟ ผเี จ้าทีเจ้าทาง) ผที ีเกียวข้องกับการเกษตร ผตี ายโหง
ผปี ระจําต้นไม้ และผรี ้าย
ความเชือและการนบั ถือผเี ปนภมู ปิ ญญาทีเปนรากฐานสาํ คัญของกล่มุ ชาติพนั ธุไ์ ทยโซ่ง
โดยทีการนบั ถือผมี บี ทบาททางสังคมในด้านต่างๆ กล่าวคือ การนบั ถือผเี ปนบ่อเกิดพฤติกรรมทีจะ
ทําใหก้ ารดําเนนิ ชีวิตดีขึน เปนเครืองปลูกฝงพฤติกรรมทางจริยธรรม เปนการสร้างความสัมพันธใ์ น
สังคม ทําใหเ้ กิดความสามคั คี ช่วยเหลือเกือกูลกันในชุมชน เปนเครืองสร้างขวัญ กําลังใจและความ
เชือมนั พิธกี รรมทีประพฤติปฏิบัติกันอยู่ทีวัตถุประสงค์เพอื สรา้ งขวัญกําลังใจใหเ้ กิดความเชือมนั ว่า
ตนเองและครอบครัวจะมคี วามสุข มคี วามปลอดภัย ไมเ่ จ็บปวย อีกทังการนบั ถือผยี ังเปนการตอบ
สนองความต้องการทางด้านจิตใจ นอกจากบทบาทการนบั ถือผมี ผี ลด้านจิตใจ การนบั ถือผยี ังช่วย
ในการแก้ปญหาและวิกฤตต่างๆในชีวิต เช่น การทํามาหากิน และการรกั ษาสขุ ภาพ
2.1.3 “แถน” ในพนื ทกี ารเมือง-การปกครองและประวัติศาสตรข์ องกล่มุ ชาติพนั ธุ์
ไทดํา
จุดมงุ่ หมายของการการทบทวนวรรณกรรมเรือง “แถน” ในพืนทีการเมอื ง-การปกครองและ
ประวัติศาสตร์เพือการทําความเข้าใจ “แถน” ในบริบทของการ “หยิบ” หรือ “นาํ มาใช้” ในพืนที
ทางสังคมของกลุ่มชาติพันธ ุ์ ผวู้ ิจัยพิจารณาถึงการนาํ “แถน” มากล่าวอ้างถึง “สิทธ”ิ ในพืนที
ทางการเมอื งการปกครอง เบืองต้นผวู้ ิจัยพบว่า มอี ยู่ 3 ลักษณะ คือ
1) การสือความหมายผา่ นรูปสัญญะทางภาษาด้วยการกล่าวอ้างอิงภายใต้นยั คําว่า “
แถน” เพือการสถาปนาหรือสร้างอัตลักษณ์ของกล่มุ ชาติพนั ธ ุ์
2) การใช ้ “แถน” ในตํานาน นทิ าน วรรณคดีเพือสถาปนาหรือสร้างอัตลักษณ์ของ
กลุ่มชาติพันธุ์ ทังนี มกี ารสร้าง “จิตสํานกึ ร่วม” ผา่ นตัวบทต่าง ๆ ดังกล่าว
3) การเลือนไหลทางคติความเชือเรืองแถนในพืนทีทางการเมอื งการปกครองและ
ประวัติศาสตร์ ทังนเี พือการดํารงคงอยู่ของอัตลักษณ์กลุ่มชาติพนั ธุใ์ นพนื ทีใหม ่
42
ข้อพิจารณาประเด็นต่างๆ ทีผวู้ ิจัยได้ตังข้อสังเกตมาน ี จะได้ทําการวิเคราะหใ์ นวิเคราะหใ์ น
บทต่อ ๆ ไป แต่ในเบืองต้น การทบทวนวรรณกรรมทําใหพ้ บว่า เนอื เรืองของ “แถน” ทีปรากฏอยู่ใน
เอกสารเล่าความเมอื ง มนี ยั ของภาพตัวแทนเรืองของชนชันการปกครอง ในขณะที เมอื พิจารณาถึง
เรืองราวทีปรากฏอยู่ในตํานาน นทิ าน วรรณคดีพบว่าตัวบทมกี ารกล่าวอ้างถึงสถานทีต่าง ๆ โดยมี
ความเชือมโยงขึนเปนพืนที เปนอาณาบริเวณ เปนถินทีอยู่และเปนถินกําเนดิ ของกลุ่มชาติพนั ธ ุ์ ใน
ขณะที ขอบเขตความสําคัญยิงในประเด็นเรืองจิตสํานกึ ของไทดําบง่ ชีถึงความเปน “ตนเอง” กับ “
พืนที” ในบริเวณทีจํากัด โดยเฉพาะ “เมอื งลอ” และ “เมอื งแถง” ยุกติ มกุ ดาวิจิตร (2557: 48-49)
กล่าวว่า ก ารบง่ ชีตนเองกับพืนทีดังกล่าว ไมไ่ ด้เปนเพียงความผกู พันกับพืนทีเปล่า ๆ หากแต่ยังเปน
ความผกู พันทีมีสายสัมพันธท์ างสังคมการเมอื ง ทีเชือมโยงทังระหว่างกลุ่มชนชาวไทด้วยกันเองและ
กับกลุ่มชนชาวไทกลุ่มอืนๆ ทังกลุ่มทีมีอํานาจเหนอื ทัดเทียมกัน และใกล้เคียงกัน
การทบทวนวรรณกรรมดังกล่าว ผวู้ ิจัยพิจารณาและตังข้อสังเกตว่าการใหค้ วามสาํ คัญของ
เมอื งบางเมอื งโดยเฉพาะเมอื งลอและเมอื งแถง หรือเส้นทางการส่งหรือบอกใหผ้ กี ลับไปยังเมอื งฟา
เมอื งสวรรค์ ผา่ นเส้นทางบ้านเกิดของไทดําทีเมอื งลอ ดังนนั แมไ้ ทดําจะอพยพหา่ งไกลจากถินฐาน
ทางวัฒนธรรมมาถึงจังหวัดเพชรบุรีในประเทศไทย ความทรงจําของไทดําทีมตี ่อบุคคล วีรบุรุษ
สถานทียังคงสืบทอดต่อมาผา่ นการเล่าเรือง ตํานาน นทิ าน และทีสําคัญทีสุดคือ การสืบทอดความ
ทรงจําผา่ นบริบททางพิธกี รรมในช่วงของชีวิต
อย่างไรก็ตาม นอกจากเมอื งลอ และเมอื งแถงแล้ว ยังปรากฏตัวอย่างตํานานการกําเนดิ โลก
สํานวนเมอื งมว้ ย ซึงเปนตัวอย่างหนงึ ทีผวู้ ิจัยหยิบยกมาเพือแสดงใหเ้ หน็ ถึงการกล่าวอ้าง “ความเปน
หนงึ ” ภายใต้นยั ของคําว่า “แถน” เพือการสถาปนาหรือสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพนั ธุใ์ นเชิง
พืนทีภมู ศิ าสตร์ ดังตํานานทีกล่าวถึงการกําเนดิ โลกว่า
ก่อเปนดินเปนหญา้ ก่อเปนฟาดังทวงเห็ด
ก่อเปนดินเจ็ดก้อน ก่อเปนหินสามเสา้
ก่อเปนนาเก้าแคว ปากแต๊ ตาว
ยามนัน แถนจึงใหป้ ู “สะกง” ลงมาแต่งแผน่ ดินเมืองลุ่ม
มีทุกอันทุกสิง มีทุกตัวทุกตน
แถนจึงใหเ้ จ็ดปูมาแต่งเมืองลุ่มเปนบา้ นเปนเมือง
ยามนัน ปูทําแหลูกเหล็กลูกทอง (ทองแดงหรือทองสําริด) กินก้อยกินลาบ
ขว้าง (แห) ตกนา กินปลาแข่ กินปลาบก
ขว้างตกบก กินกวางกินเก้ง
43
ขว้างตกบา้ น กินลูกกินคน
ยามนัน ทุกตัวทุกสิง ณ เมืองลุ่มรู้พูด
ทุกตัวนากต่างรู้กล่าว ทุกตัวเค้าแมวตัว “ลา” ต่างรูเ้ จรจา
ทุกตัวหมตู ัวหมาต่างรู้กล่าว
ยามนัน ฟาจึงแล้งสีแสด ฟาจึงแดดสีแสน
วัวควายตายอยากหญา้ บา่ วค้าตายหา่ งกลางทาง
ยามนัน ปูสะกงฟาจึงเอางมู าเหยียด
เอาเขียดมา “ดอย” (วางนอน) เอาหอยมาทํา “วางเหล้า” (เครืองสงั เวย)
ยามนัน ฟาจึงคุ้มมามืด ฟาจึงฮึดมาหลัง
มือเดียวกันวันเดียวฝนแสนหา่ เม็ดฝนเท่าหนว่ ยมะหว้า หา่ ฝนเท่าหนว่ ยมะหมว้ ย
ทุกหว้ ยนาต่างนอง ทุกดอนหินดอนทรายต่างท่วม
ยามนัน นาจึงถมท่วมถึงแถน มือเดียววันเดียว
ยามนัน ทุกสิง ณ เมืองลุ่มตายหมด
ยามนัน แถน จึงปลูกพันธุค์ นลงเมืองลุ่มใหม ่
มีแปดหนว่ ยมะเต้าปุง แปดเสาทองคาฟา
ในหนว่ ยมะเต้าปุงมีทุกอันทุกสิว
มีสามร้อยสามสิบพันธุข์ า้ วในนา มีสามร้อนพนั ธุเ์ มืองล่มุ
ยามนันแถนจึงใหป้ ูเจ้าท้าวสวงท้าวเงิน
เอามาเต้าปุงลงมายังเมืองโอมเมืองอายนอกฟา
จึงใหป้ ูเจ้าท้าวเงินผเู้ ปนลูก เอามะเต้าปุงลงมายังเมอื ง “ล้อ” (ลอ) นอกฟา
จึงมีลูกชือ ปูเจ้าท้าวลอ
ยามนันปูเจ้าท้าวเงินจึงแต่งแผน่ ดินเมืองลอ
ปูเจ้าท้าวเงินจึงปนมะเต้าปุงไปทุกแหง่ แต่งไปทกุ แผน่ ดินเมืองล่มุ
ยามนันเอาขึนเมืองบ๋อ – แต๊หกหนว่ ยมะเต้าปุง หกเสาทองคาฟา
เอาไปเมือง “โซ้น” กับเมืองลาว
เมือง “โกย”16 กับเมือง “ลี” เมือง “ซ้อ” สองหนว่ ยมะเต้าปุง สองเสาทองคาฟา
ยามนัน ปูเจ้าท้าวเงินจึงใหป้ ูเจ้าท้าวลอกินเมอื งลอ
จึงใหป้ ูเจ้าขุนเลืองเปนหมอ ปูเจ้าท้าวลอเปนท้าว
ยามนันปูเจ้าท้าวเงินจึงกลับคืนไปกินเมืองโอมเมอื งอายเยียงเก่า
16 ย ุกติ มดุ าวิจิตร (2557: 32) ได้ใหข้ อ้ สนั นษิ ฐานอยา่ งนา่ สนใจว่า “เมอื งโกย” คือ เมอื งสยาม โดยคนไทดําเรยี กคน
สยามว่า “บกั โกย” แปลว่า ไอ้โกย โดยคําว่า “บา่ โกย” ยงั เปนคําเรยี กติดปากชาวไทยโซง่ ทีจังหวัดเพชรบุรี หมายถึงคน
ไทยนนั เอง
44
จากตํานานดังกล่าว จะเหน็ ได้ว่า “แถน” เปนผดู้ ลบันดาลใหเ้ กิดมนษุ ย ์ มอี ํานาจจัดการพืนที
การเมอื งการปกครองผา่ นบุคคลภายใต้คําบญั ชาการ การพิจารณาภาพของการแผข่ ยายอํานาจของ
แถนผา่ นตํานานหรือคําเล่าเมอื งของกลุ่มชาติพนั ธุไ์ ทดํา เปนสือส่องทางใหเ้ หน็ ถึงนยั ของอาณานคิ ม
ทีกลุ่มชาติพันธุห์ นงึ กําลังกล่าวอ้างถึงอารยธรรมทีกําลังก่อตัวขนึ อย่างไรก็ตาม เปนทีนา่ สนใจว่า
ตํานาน นทิ าน วรรณกรรมเหล่านนั ไมไ่ ด้เปนเพียงตํานานเล่าขานอย่างไร้บริบททีเฉพาะเจาะจง
ตํานานถินกําเนดิ ของไทดํายังได้รับการตอกยาใน “พิธกี รรม” และในเอกสารประวัติศาสตร์ของ
หนว่ ยทางการเมอื ง และในท้ายทีสุด ก็ยังสามารถกลับมาใช้ในพิธกี รรมเช่นเดียวกัน การบอกเล่าใน
พิธกี รรมไมเ่ พียงจะบอกถึงความสําคัญของตํานาน แต่ยังแสดงใหเ้ หน็ ว่า ตํานานจะได้รับการตอกยา
ผลิตซา และสืบทอดอย่างทรงพลัง ซึงหากมองอีกมมุ หนงึ การรู้และการใช้หนงั สือและอักษร
ประกอบกับ “ปฏิบัติการ” ต่าง ๆ ทีดูเหมอื นเปนวัฒนธรรมมขุ ปาฐะ ซึงเปนวัฒนธรรมก่อนการเรียน
รู้หนงั สือ
เมอื กล่าวย้อนถึงพืนทีในการกล่าวอ้างถึงการสอื ความหมายผา่ นรูปสัญญะทางภาษาด้วย
การกล่าวอ้างถึงคําว่า “แถน” หรือ “แถง” เพือการสถาปนาหรือสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพนั ธุ์
ตามทีปรากฏในเอกสารจารีต “ความโทเมอื ง” ของกลุ่มไทดํา ทําใหเ้ หน็ ถึงความสําคัญของ “เมอื ง
แถง” ในฐานะทีเปนเมอื งศนู ย์กลางสําคัญของกลุ่มไทดํามายาวนานในบริบทของพรมแดนการ
ปกครอง พิเชฐ สายพันธ ุ์ (2554) เขียนบทความเชือ เ มืองแถง-เดียนเบียนฟู: การเมืองชาติพันธุแ์ ละ
การเปลียนผา่ นสูร่ ัฐสังคมนิยมของกลุ่มไทในเวียดนาม เพือเสนอประเด็นการเมอื งชาติพันธุข์ องกลุ่ม
ไทดําในเมอื งแถง หรือเดียนเบียนฟ ู ซึงปจจุบันอยู่ในเขตของสาธารณรัฐสังคมนยิ มเวียดนาม กลุ่ม
ชาติพันธุไ์ ทต้องปรับตัวในช่วงเปลียนผา่ นระหว่างอํานาจรัฐแบบจารีตและรัฐประชาชาติสมยั ใหม ่
ไมว่ ่าจะเปนการเผชิญหนา้ ระหว่างไทย ฝรังเศส และเวียดนาม ในพืนทีดังกล่าว ตังแต่ปลายคริสต์
ศตวรรษที 18 เปนต้นมา จนในทีสุด ถูกผนวกรวมเข้าเปนส่วนหนงึ ของสาธารณรัฐสังคมนยิ ม
เวียดนาม ข้อมลู จากภาคสนามบางส่วน พิเชฐ สายพันธ ุ์ ได้ชีใหเ้ หน็ ว่า แมล้ ักษณะสังคมของกลุ่ม
ชาติพันธุไ์ ทจะสูญเสียอํานาจทางการปกครองในระบบจารตี ของตนอย่างทีเคยเปนมา แต่การธาํ รง
อยู่ของอัตลักษณ์วัฒนธรรมได้เปนเครืองมอื ต่อรองฐานะการธาํ รงอยู่ของสังคมไทในเวียดนามได้
อย่างมพี ลัง ทังในการอยู่ร่วมกันในกรอบของสังคมรัฐประชาชาติเวียดนาม และการอยู่ร่วมกันกับ
การเปลียนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ทีมากับกระแสโลกาภิวัฒนใ์ นปจจุบนั
ในขณะที การใช ้ “แถน” ในตํานาน นทิ าน วรรณคดีเพือสถาปนาหรือสร้างอัตลักษณ์ของ
กลุ่มชาติพันธ ุ์ ทังน ี มกี ารสร้าง “จิตสํานกึ ร่วม” ผา่ นตัวบท โดยพิเชฐ สายพันธ ุ์ (2554: 21-24) ได้
หยิบยกตัวบทตํานาน “ล้านเจือง” ทีปรากฏอยู่ในเอกสารจารีตนพิ นธท์ างประวัติศาสตรข์ องไทดําที
เรียกว่า “ความโทเมอื ง” ซึงจะถูกนาํ ออกมาอ่านในพิธศี พมาเปนข้อพจิ ารณาถึงประเด็นของต้น
ตระกูลไทดําและบรรพบุรุษในเมอื งแถง พิเชฐ สายพันธ ุ์ กล่าวว่า “ล้านเจือง” ปรากฏตัวขึนก่อนที
ความโทเมอื งจะกล่าวถึงกษัตริย์ทีมตี ัวตนทางประวัติศาสตร ์ ทีชัดเจนคือ พระเจ้าสามแสนไทแหง่
45
หลวงพระบางและจักรพรรดิเลถายตงของเวียดนาม กษัตริย์ทังสองพระองค์ต่างก็มอี ํานาจทางการ
เมอื งมากในช่วงพุทธศตวรรษที 20 เนอื ความในความโทเมอื งกล่าวถึงการเคลือนยา้ ยของคนไทกลุ่ม
น ี ซึงนาํ โดยวีรบุรุษล้านเจือง เดินทางจากเมอื งลอซึงอยู่ทางทิศตะวันออก เมอื อพยพมาถึง “เมอื ง
แถง” ล้านเจืองจึงได้ตัดสินใจตังบ้านเมอื งและตังศนู ย์กลางการปกครองขึนที “ปอมล้านเจือง”
ปจจุบันเปนทีรู้จักกันดีในนาม “เนนิ เขา A1” ซึงเปนเนนิ เขาสําคัญในยุทธภมู เิ ดียนเบียนฟ ู ซึงคน
ท้องถินโดยเฉพาะชาวไทดําต่างก็รับรู้กันดีว่า ปอมลานเจือง เคยเปนทีฝงศพของล้านเจืองมาก่อน
ดังนนั ช่วงเวลาที “ล้านเจือง” นาํ พาคนไทอพยพเข้ามาตังถินฐานบริเวณเมอื งแถงอย่างนอ้ ย
ก่อนต้นพุทธศตวรรษที 20 ตามทีปรากฏในความโทเมอื ง ก็เปนช่วงรอยต่อทีดินแดนนอี ยู่ระหว่าง
เขตอํานาจการเมอื งทียิงใหญ่คือ กลุ่มลาวหลวงพระบางกับกลุ่มเวียดนาม ในขณะที ล้านเจือง ผเู้ ปน
วีรบุรุษและเปนผนู้ าํ ต้นตระกูลไททีเคลือนยา้ ยเข้ามาตังถินฐานทีเมอื งแถง คนไทกลุ่มนจี ึงอาศยั ทีมา
ทางประวัติศาสตร์ทีชัดเจนและยกย่องใหล้ ้านเจืองเปนบรรพบุรุษต้นตระกูล “ไทดํา” เรียก “ล้าน
เจือง” ว่า “ปูเจ้าล้านเจือง” โดยเรืองราวของวีรบุรุษล้านเจืองปรากฏอยู่ในเอกสารจารตี ของกล่มุ ไท
ดําหลากหลายสํานวนนอกเหนอื จากความโทเมอื งเอง เช่น ความเจืองหาน ความไต่ปูศกึ โซ่ผเี ฮือน
นอกจากน ี ทีมาและสํานกึ ประวัติศาสตร์ชาติพันธุช์ ุดน ี ทําใหก้ ลุ่มไทดําแยกแยะตัวเองออกจากคน
ท้องถินกลุ่มอืนๆ รวมไปถึงพวกไทขาวทีมปี ระวัติทีมาแตกต่างออกจากกันไป ประวัติศาสตร์
ชาติพันธุจ์ ึงเปนส่วนสําคัญส่วนหนงึ ทีทําใหน้ ยิ ามอัตลักษณ์ของความเปน “ไทดํา” มคี วามชัดเจนถึง
ทุกวันน ี
2.2 แนวคิดทฤษฏที ใี ช้ในการวิเคราะห ์
2.2.1 แนวคิดเรอื งการพลวัตทางสงั คม
ประเด็นพิจารณาเกียวกับพลวัต หมายถึง การเคลือนไหว การเปลียนแปลง และการไมอ่ ยู่นงิ
ทีเปนธรรมชาติของสังคม สุพิน ฤทธเิ พ็ญ (อ้างใน คอมท์, 2554: 27) นาํ เสนอเรืองของการ
เปลียนแปลงทางสังคมมอี ยู ่ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) สังคมสถิตย์(social statics) คือ สังคมคงทีในแนว
อนรุ ักษ์ ประกอบด้วยความเชือ ประเพณ ี วัฒนธรรมดังเดิมมกี ารเปลียนแปลงนอ้ ยมาก และ 2)
สังคมพลวัต (social dynamics) คือ สังคมทีเปลียนแปลงไปตามเหตุการณ์และสถานการณ ์ เปนการ
เปลียนไปทังสังคม และเสมอื นเปนกฎของชีวิตสังคมโดยทัวไปทีมกั มกี ารเปลียนแปลงเสมอ ทังน ี สม
ศกั ดิ ศรีสันติสุข (2551:138) กล่าวว่า การเปลียนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมมสี าเหตุมาจาก 4 ปจจัย
ได้แก่ 1) ปจจัยทางภมู ศิ าสตร ์ หมายถึง เมอื สิงแวดล้อมทางธรรมชาติเปลียนแปลง มนษุ ย์ก็ย่อมมี
การเปลียนแปลงตามไปด้วย 2) ปจจัยทางด้านชีววิทยา หมายถึง เมอื ระบบชีวภาพของมนษุ ย ์ ตกอยู่
ภายในการปกครองของผอู้ ืน นนั หมายถึงย่อมมกี ารเปลียนแปลงขึนกับวิถีชีวิตของผถู้ ูกปกครอง 3)
46
ปจจัยทางเศรษฐกิจ หมายถึง เมอื ค่าครองชีพเปลียนแปลงไป ย่อมมผี ลกระทบต่อผคู้ นในสังคมใน
อันทีจะดินรนเพือใหอ้ ยู่รอดด้วยวิธกี ารต่าง ๆ และ 4) ปจจัยทางวัฒนธรรม หมายถึง เมอื มคี ่านยิ ม
ใหมท่ ังทีเปนวัตถุนยิ มและวัฒนธรรมใหมแ่ พร่กระจายเขา้ สสู่ งั คม ก็ย่อมเกิดการเปลียนแปลงขึนกับ
ผคู้ นและสังคมนนั ๆ
นอกจากนนั ฟอร์ไซท์ (อ้างใน สุพิน ฤทธเิ พ็ญ, 2554: 27) ยังกล่าวว่า พลวัตของสังคม เกิด
จากปฏิสัมพันธภ์ ายในกับภายนอกของสังคม ซึงอาจเปนสถาบันทีใหญ่กว่า เพือปรับความสัมพันธ์
กับอีกฝายหนงึ อย่างเหมาะสม ตามความต้องการของสมาชิกส่วนใหญ่ของสังคม นาํ ไปสู่การยอมรับ
การพัฒนาและปฏิบัติการไปในทิศทางเดียวกันของสมาชิกในสงั คมนนั ๆ ในขณะเดียวกัน ทุกระบบ
ของสังคม ไมว่ ่าจะเปนวัฒนธรรม สังคม บุคลิกภาพ หรือค่านยิ มของคนในสังคม ก็จะต้องมกี าร
เปลียนแปลงและเปนการเปลียนแปลงร่วมกันเพือความอยู่รอดของสงั คมด้วย 4 วิธกี ารด้วยกัน คือ
1. การปรับตัวใหเ้ ข้ากับสิงแวดล้อม เพือสามารถใช้ประโยชนจ์ ากสงิ แวดล้อมนนั ๆ ได้
อย่างเหมาะสม
2. วิธบี ูรณาการแบบรวมหนว่ ย โดยทีทุกฝายและสมาชิกโดยรวมของสงั คมจะต้องให้
ความร่วมมอื และมคี วามสามคั คีต่อกัน
3. การมงุ่ บรรลุวัตถุประสงค์ เมอื สังคมกําหนดวัตถปุ ระสงค์ใด ๆ ในการเปลียนแปลงก็
ต้องพยายามดําเนนิ การใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์นนั ใหไ้ ด้
4. การธาํ รง ฟนฟู สร้างแรงจูงในของปจเจกบุคคล และขจัดความเครียดภายในหนว่ ย
ต่าง ๆ ของสังคม โดยสถาบันครอบครัวเปนสถาบันแรกทีพงึ ปฏิบัติต่อสมาชิก
อย่างไรก็ตาม การทบทวนวรรณกรรมทีกล่าวถึงเรือง “แถน” กับประเด็นทางด้าน “พลวัต”
ยังมผี สู้ นใจศกึ ษานอ้ ย หากแต่การใช้คติชนวิทยาในการมองพลวัตเรอื งของการนาํ ตัวบททีอยูใ่ น
ชุมชนมาปรับใช้บริบททางสังคมทีนาํ ไปสู่การนาํ เสนออัตลักษณ์ในมมุ ของการต่อรองกับกระแส
วัฒนธรรมหลักของแต่ละท้องถินนนั มผี ศู้ กึ ษาไว้อยา่ งพอสมควร อาทิ
สุพิน ฤทธเิ พ็ญ (2554) จัดทําวิทยานพิ นธเ์ รือง “สามลอนางอุเปยมและเจ้าสุธนางมโนห์รา:
ความหมายและการดํารงอยู่ในบริบททางสังคมของชนชาติไท” จากวิทยานพิ นธฉ์ บับดังกล่าว ได้
วิเคราะหต์ ัวบท พลวัต ความหมายและการดํารงอยู่ของวรรณกรรมเรอื งสามลอนางอุเปยมและเจ้าสุ
ธนนางมโนหร์ าในบริบททางสังคมของกลุ่มชนชาวไทในรฐั ฉาน และกลุ่มชนชาวไทลืนในสิบสองพัน
นา โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานวิธวี ิทยา คือ วิจัยเชิงเอกสารและวิจัยภาคสนามในรัฐฉาน ประเทศ
พมา่ และในเขตการปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองพันนา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วย
วิธกี ารสังเกตและสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้แนวคิดทางคติชนวิทยา สังคมวิทยา และ มานษุ ยวิทยา เปน
เครืองมอื ในการตีความ วิเคราะห ์ สรุปผล และนาํ เสนอผลงานวิจัย ซึงผลการวิจัยพบว่า วรรณกรรม
เรืองสามลอนางอุเปยวเปนนทิ านพืนบ้านของกล่มุ ชนชาวไทใหญ่ทีเล่าขานสบื ต่อกัน จนกระทังมี
47
การสร้างสรรค์เปนวรรณกรรมลายลักษณ์และพฒั นาเปนสือศลิ ปวัฒนธรรมในรูปแบบทีหลากหลาย
ในขณะทีวรรณกรรมเรืองเจ้าสุธนนางมโนหร์ ามเี ค้าเรอื งมาจากสุธนชาดกในปญญาสชาดกและได้
รับการสร้างสรรค์มาเปนวรรณกรรมลายลักษณ์ของกล่มุ ชน ในขณะทีวรรณกรรมมขุ ปาฐะก็ได้ทํา
หนา้ ทีบอกเล่าเรืองราวทีเกียวข้องกับกําเนดิ ของกล่มุ ชนใหผ้ คู้ นในสงั คม ผสู้ ร้างสรรค์วรรณกรรมทัง
สองเรืองใช้หลักธรรมตามคติพุทธเปนแก่นเรืองและยึดหลักศลิ ปะการประพันธท์ ีเรียบง่ายในการนาํ
เสนอ
จากวิทยานพิ นธฉ์ บับดังกล่าว พบว่าการวิเคราะหพ์ ลวัตของวรรณกรรมทังสองเรืองในบริบท
ทางสังคมพบว่า ผนู้ าํ ท้องถินชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ประกอบด้วยพระสงฆ ์ ศลิ ปน ผนู้ าํ กองกําลังกู้
ชาติไทใหญ ่ รวมทังผนู้ าํ ท้องถินชาวไทใหญ่ในประเทศจีนและประเทศไทย ได้ร่วมกันผลิตซาและส่ง
ต่อวรรณกรรมเรืองสามลอนางอุเปยมไปสู่กล่มุ ชนอย่างเข้มแข็ง ในขณะทีรัฐบาลจีนได้ใช้นโยบายทํา
เอกลักษณ์วัฒนธรรมใหเ้ ปน “ประเพณีประดิษฐ”์ กล่าวคือ เปนสินค้าทางวัฒนธรรมทีขายได้ เพือ
กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสัมพันธก์ ับชนกล่มุ นอ้ ย และผนู้ าํ ด้านการแสดงของกลุ่มชาวไทลือ
สนองนโยบายดังกล่าว โดยการนาํ เสนอวรรณกรรมเรืองเจ้าสุธนนางมโนหร์ าด้วยรูปแบบใหม ่ จน
ทําใหว้ รรณกรรมทังสองเรืองเกิดการเปลียนแปลงในด้านรูปแบบ เนอื หา และบทบาทหนา้ ทีของ
วรรณกรรมในสังคม ซึงการวิเคราะหค์ วามหมายและการดํารงอยูใ่ นบรบิ ททางสังคมของวรรณกรรม
เรืองสามลอนางอุเปยวและเจ้าสุธรนางมโนหร์ า พบว่า สังคมและผใู้ ช้วรรณกรรมได้ร่วมกันปรับ
เปลียนบทบาทวรรณกรรมพืนทีในสังคมพุทธมาเปนวรรณกรรมเพือยนื ยนั ตัวตนทีสามารถบง่ บอก
พืนทีทางสังคม คงไว้ซึงศกั ดิศรี และยกระดับความเปนอยู่ของกล่มุ ชน
จากตัวอย่างงานวิทยานพิ นธข์ องสุพิน ฤทธเิ พ็ญ พบว่า กลุ่มชาติพันธุไ์ ทใหญ่และกลุ่ม
ชาติพันธุไ์ ทลือพยายามใช้ตัวบททางด้านงานวรรณกรรมทีอยู่ในวัฒนธรรมมาต่อรองกับกระแส
สังคมทีเปลียนไปของแต่ละยุคสมยั เพือประกาศความเปนตันตนทีมอี ยู่จรงิ บนพนื ทีทางสงั คม การ
หยิบยกเอาวรรณกรรมหรือตัวบททีอยู่ในวิถีมาใช ้ จึงเปนแบบอย่างของการสร้างสรรค์และจัดการ
เพือปรับเปลียนใหอ้ ยู่ในรูปแบบของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ซึงสอดคล้องกับงานวิจัยของวัชราภรณ ์
ดิษฐป์ าน (2555) ในเรือง “ความเชือเรืองพระอุปคุตปราบมาร: การสืบทอดและการผลิตซาในสังคม
ไทยปจจุบัน” จากงานวิจัยดังกล่าวพบว่า คติความเชือเรืองพระอุปคุตปราบมารดํารงอยู่ในสังคม
ไทยปจจุบันทังในรูปแบบของการสืบทอดและการผลิตซาในบรบิ ทใหม ่ โดยคนไทยในภาคเหนอื และ
ภาคอีสานได้สืบทอดการประกอบพิธอี ัญเชิญพระอุปคุตมาคุ้มครองงานพิธที างพุทธศาสนามาถึง
ปจจุบัน แต่มกี ารปรับเปลียนรายละเอียดและรูปแบบในการประกอบพิธกี รรมเพอื ใหส้ อดคล้องกับ
สภาพสังคมสมยั ใหม ่ นอกจากนยี ังมกี ารนาํ พิธกี รรมอัญเชิญพระอุปคตุ ไปใช้ในงานรูปแบบอืนซงึ
เปนการผลิตซาความเชือเรืองพระอุปคุตปราบมารในบรบิ ทใหมท่ ีไมใ่ ช่การสืบทอดพิธกี รรมแบบเดิม
ปรากฏการณ์การผลิตซาความเชือเรืองพระอุปคตุ ปราบมารยังเกิดขนึ ในภาคตะวันตกและภาคใต้
เมอื มกี ารสร้างพระอุปคุตเพือปองกันภัยธรรมชาติหรือภัยพิบตั ิต่างๆ ในบริเวณชายทะเล การ
48
ประยุกต์ใช้พิธกี รรมอัญเชิญพระอุปคุตและการสร้างพระอุปคุตด้วยวัตถุประสงค์ทีแตกต่างจากเดิม
ในบริบทใหมแ่ ละพืนทีใหม ่ จึงเปนปรากฏการณ์การผลิตซาความเชือเรอื งพระอุปคุตปราบมาร ที
เกิดจากการนาํ ความเชือ ตํานาน พิธกี รรมเกียวกับพระอุปคุตมาปรับใช้ใหส้ อดคล้องกับวิถีชีวิตและ
ประโยชนใ์ นสถานการณ์ปจจุบัน
จากงานวิจัยของวัชราภรณ ์ ดิษฐป์ าน ทําใหพ้ บว่า มกี ารนาํ คติความเชือดังเดิมทีอยู่ใน
วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชนมาปรับใช้ใหเ้ ข้ากับสถานการณ์ทางสงั คมในปจจุบนั มกี ารประยุกต์
พิธกี รรมอันเปนวัตรปฎิบัติของกลุ่มคนแต่ละสงั คมมาปรับใช้ใหเ้ ขา้ กับวิธคี ิดแบบใหมโ่ ดยผนวกเอา
ผคู้ นในสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จากตัวอย่างดังทีได้กล่าวมานนั ยิงทําใหเ้ หน็ ภาพของการนาํ “
คติความเชือ” มาสร้างเปน “ทุนทางวัฒนธรรม” อย่างลงตัว โดยนาํ เสนอออกมาเปนรูปแบบหรือ
ปรากฏการณ์ทางสังคมทีหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ในท้ายทีสุด “ทุนทางวัฒนธรรม” ก็ต้องปรับ
เปลียนบทบาททีเคยใช้อยู่ในชีวิตประจําวันกลายเปน “สินค้าทางวัฒนธรรม” ในบริบทของการท่อง
เทียว ดังที อภิลักษณ ์ เกษมผลกูล (2555) ได้นาํ เสนอบทความเรือง “เรืองเล่าพืนบา้ นกับการสร้าง
มลู ค่าเพิมแก่ผลิตภัณฑ์และการท่องเทียวท้องถินในภาคกลาง: มิติความสัมพันธร์ ะหว่าง
ปรากฏการณ์โหยหาอดีตกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โ ดยอภิลักษณ ์ เกษมผลกูล นาํ เสนอว่า เรืองเล่า
พืนบ้าน เปนเรืองราวทีสร้างสรรค์ถ่ายทอดผา่ นในกลุ่มชน ผา่ นการกลันกรองจากความคิด ความ
รู้สึก ประสบการณ์และจินตนาการของชาวบ้าน จนสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ
อย่างยิงนทิ านพืนบ้าน ตํานานพืนบ้าน และประวัติศาสตร์ท้องถิน อย่างไรก็ตาม ทีผา่ นมาในสังคม
วัฒนธรรมไทยมกี ารนาํ เรืองเล่าเหล่านมี าใช้ประโยชนใ์ นแง่มมุ ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย อาทิ บทบาท
ในสังคมทีใช้ประเพณีบอกเล่า บทบาทในการรักษามาตรฐานทางพฤติกรรมทีเปนแบบแผนทาง
สังคม บทบาทในการใช้ความเพลิดเพลินและเปนทางออกใหแ้ ก่ความคับข้องใจของบุคคลในสังคม
เปนต้น ต่อมาเมอื มแี นวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาแพรห่ ลายมากขึน ข้อมลู คติชนโดยเฉพาะ
เรืองเล่าพืนบ้านจึงเปน “คลัง” และ “ต้นทุน” สําคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เมอื แปร “
คุณค่า” ใหเ้ ปน “มลู ค่า” ด้วย ส่งผลใหข้ ้อมลู ทางคติชนมบี ทบาทอย่างสําคัญในมติ ิเศรษฐกิจ
สร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิงเมอื เรืองเล่าต่าง ๆ เหล่านไี ด้รับการชุบชีวิตอีกครังท่ามกลางกระแส
ทุนนยิ มและปรากฏการณ์โหยหาอดีต เรืองเล่าธรรมดา ๆ จึงกลายเปนเครืองมอื สําคัญทีช่วย “เพิม
มลู ค่า” ใหแ้ ก่สินค้าใหส้ ามารถแข่งขันในตลาดได้
จากบทความดังกล่าว ยิงสะท้อนใหเ้ หน็ อย่างเด่นชัดว่า “เรืองเล่า” หรือ “คติความเชือ” ที
แฝงอยู่ใน “ตัวบท”ของวัฒนธรรมหนงึ ๆ เปนส่วนสําคัญในการสร้าง “มลู ค่า” ใหก้ ับ ผลิตภัณฑ์ของ
ท้องถินเพือใช้ในบริบทของการท่องเทียวได้อยา่ งลงตัวและเปนทียอมรับ
49
2.2.2 การผลิตซาทางวัฒนธรรม (cultural reproduction)
การผลิตซาทางวัฒนธรรม (cultural reproduction) เปนส่วนหนงึ ของพลวัตทางวัฒนธรรม
เมอื วัฒนธรรมบางอย่างมกี ารสืบทอดส่งต่อภายในกล่มุ สังคมหนงึ ๆ จากรุ่นสู่รุ่นทําใหว้ ัฒนธรรมนนั
ยังมชี ีวิตอยู่หรือมบี ทบาทในกลุ่มสังคม หรือวัฒนธรรมบางอย่างทีเคยมอี ยู่ในอดีตถูกรอื ฟนเลือกสรร
ขึนมาผลิตซาหรือนาํ มาปฏิบัติใหมโ่ ดยอาจปรับเปลียนรูปแบบบา้ งเพอื ใหส้ อดคล้องกับจุดมงุ่ หมาย
ปจจุบัน หรืออาจมกี ารริเริมวิถีปฏิบัติใหมโ่ ดยนาํ สิงทีมอี ยูแ่ ล้วในวัฒนธรรมหลักมาตีความใหม ่ ทําให้
เกิดการผลิตซาทางวัฒนธรรมบางอย่างในพืนทีใหมท่ ีไมเ่ คยมวี ิถีปฏิบัติเชน่ นนั มาก่อน ซึง
ปรากฏการณ์ทีเกิดขึนเหล่านเี หน็ ได้จากการสบื ทอดและการผลิตซาความเชือเรืองต่าง ๆ โดย
กาญจนา แก้วเทพ17 กล่าวถึง กระบวนการผลิตวัฒนธรรม (production) และการผลิตซาเพือ
สืบทอดวัฒนธรรม (reproduction) ตามแนวคิดของเรย์มอน วิลเลียมว่าวัฒนธรรมเปนสิงทีถูกผลิต
บริโภค และผลิตซาโดยคนในกลุ่มสังคมต่าง ๆ การผลิตซาวัฒนธรรมจะทําใหว้ ัฒนธรรมนนั ดํารงอยู่
ไมเ่ สือมสลายไปจากสังคมนนั สิงทีถูกนาํ มาผลิตซาคือสิงทีถูกเลือกใหด้ ํารงอยูไ่ ปต่อไปผา่ นประเพณี
การเลือกสรร (tradition of selection) ของคนในสังคม ในขณะที ศาสตราจารย ์ ดร.เอกวิทย ์ ณ
ถลาง18 ได้เสนอว่า การผลิตซาทางวัฒนธรรม หรือการผลิตใหมท่ างวัฒนธรรมเพือปรับปรนใหเ้ ข้า
กับสถานการณ์ทีเปลียงแปลงไป เปนการนาํ ภมู ปิ ญญาไทยซึงเปนต้นทุนทางวัฒนธรรมทีมอี ยู่แล้วใน
สังคมไทยมาประยุกต์ใช้ใหส้ อดคล้องกับปรบิ ทของสงั คมปจจุบัน เพือจะเผชิญหนา้ กับกระแส
วัตถุนยิ ม บริโภคนยิ ม พาณิชย์นยิ ม และอํานาจนยิ ม ทีครอบงําสังคมไทยสมยั ใหม ่ สังคมไทย
สามารถจะนาํ ภมู ปิ ญญามาประยุกต์ และ ผลิตซา หรือ ผลิตใหม ่ เพือรับใช้คนปจจุบัน ซึงก่อใหเ้ กิด
การผลิตซาทางวัฒนะรรมเพือแก้ปญญาในสถานการณ ์ และปริบททางสังคมใหม ่ การผลิตซาทาง
วัฒนธรรมยังรวมถึงการนาํ พิธกรรมหรือความเชือนนั มาจรรโลงประโยชนใ์ นปจจุบนั
วัชราภรณ ์ ดิษฐป์ าน (2555)1 9มองว่า การผลิตซาทางวัฒนธรรมมคี วามหมายคาบเกียวกับ
คําว่า สืบทอด ดังทีมผี ใู้ ช้คําว่า การผลิตซาทางวัฒนธรรมเพือการสืบทอด โดยวัชราภรณ ์ มองว่า การ
สืบทอดวัฒนธรรมและการผลิตซาทางวัฒนธรรมมที ังสว่ นทีสมั พันธก์ ันและสว่ นทีแยกออกจากกัน
โดยสามารถอธบิ ายได้ผา่ นปรากฏการณ์ทีเกิดขนึ ในความเชือและพิธกิ รรมเกียวพระอุปคุต กล่าวคือ
หากเปนพืนทีวัฒนธรรมภาคเหนอื และภาคอีสานทีมตี ํานานและพธิ กี รรมเกียวกับพระอุปคุตมาแต่
ดังเดิม การประกอบพิธกี รรมต่าง ๆ ทียังคงปฏิบัติต่อเนอื งกันมาถึงปจจุบันนบั ว่าเปนการสบื ทอด
วัฒนธรรม ซึงในกรณีนกั วิชาการบางคนอาจเรียกว่าเปนการผลิตซาเพอื การสบื ทอด เพราะมกี าร
ประกอบพิธกี รรมเดิมซาๆ กันนนั เอง หากแต่การสืบทอดไมอ่ าจนาํ มาใช้กับวิถีปฏิบัติบางอยา่ งเกียว
กับพระอุปคุตทีมกี ารริเริมในปริบทใหม ่ เช่น การสร้างหออุปคุตไว้ในบริเวณสวนสาธารณะเมอื ง
17 กาญจนา แก้วเทพ. (2545). เมอื สอื สอ่ งและสรา้ งวัฒนธรรม. พมิ พค์ รงั ที 2: กรุงเทพฯ (น.214-219,233-236)
18 เอกวิทย์ ณ ถลาง. (2532). การสบื ทอดและการปรบั ปรนวัฒนธรรมใหส้ มสมยั . สาํ นกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรม
แหง่ ชาติ สโู่ ฉมหนา้ ใหมข่ องวัฒนธรรมกับการพฒั นา. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รนิ ติง. (น.42)
19 วัชราภรณ์ ดิษฐป์ าน. (2556) ความเชอื เรอื งพระอุปคตุ ปราบมาร: การสบื ทอดและการผลิตซาในสงั คมไทยปจจุบนั .
อ้างใน วารสารอักษรศาสตร์ ปที 42 ฉบบั ที 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2556. (น.224-227)
50
ประจวบคีรีขันธซ์ ึงเปนพืนทีทีมไิ ด้มพี ิธกี รรมเกียวกับพระอุปคตุ มาแต่ดังเดิม ในทีน ี วัชราภรณ ์ ดิษฐ์
ปานคิดว่าเหมาะสมทีจะใช้คําว่าผลิตซามากกว่า เพราะเปนการผลิตซาความเชือและตํานานเรือง
พระอุปคุตปราบมารในปริบทใหม ่
ดังนนั “การผลิตซาทางวัฒนธรรม” จึงหมายถึง การหยิบยกเอาวัฒนธรรมบางอย่างขึนมาให้
ความหมายและใหค้ ุณค่าผา่ นวิถีปฏิบัติใหม ่ ๆ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมแบบใหมอ่ ันทําให้
วัฒนธรรมนนั ได้รับการเนน้ ยาใหโ้ ดดเด่น หรือมชี ีวิตขึนมาใหมใ่ นปริบททีไมเ่ คยมมี าก่อน การผลิต
ซาทางวัฒนธรรมจึงก่อใหเ้ กิดการนาํ วัฒนธรรมมาผลิตใหมใ่ นวัตถปุ ระสงค์ใหม ่ เพือใหส้ อดคล้อง
ตอบสนองกับสถานการณ์หรือปริบทใหม่ หรอื มกี ารสรา้ งความหมายใหม ่
2.2.3 ประเพณปี ระดิษฐ์ (invented tradition) ภายใต้วัฒนธรรมประชานิยม
วัฒนธรรมประชานยิ ม หมายถึง วัฒนธรรมของมวลชน (mass culture) ทีถูกผลิตหรือสร้าง
ขึนโดยมวลชนเพือมวลชน ซึงการพิจารณาสิงต่าง ๆ ว่าจัดเปน “ความนยิ ม” ของมวลชนหรือไมน่ นั
สามารถพิจารณาได้จากการยอมรับและชืนชอบจากผคู้ นจํานวนมาก หรือ ของสิงนนั ถูกผลิตเพือมงุ่
เนน้ สู่การบริโภคโดยใช้กลไกของตลาดเปนตัวกระตุ้นความต้องการ ทังนขี ึนอยู่กับกลุ่มของอํานาจ
ทุนทีจะควบคุมหรือชีนาํ แนวทาง จนอาจมองได้ว่าผลผลิตหรือวัตถุทางวัฒนธรรมประชานยิ มถกู
ตีความกลายเปน “สินค้า” ด้าน “เริงรมย์วัตถุ” และเมอื วัฒนธรรมประชานยิ มถูกจัดใหเ้ ปนขัวตรง
ข้ามกับวัฒนธรรมระดับสูง และถูกกระทําผา่ นกระบวนการทางวัฒนธรรมผา่ น “วาทกรรมกระแส
หลัก” วัฒนธรรมประชานยิ มจึงอาจถูกจัดว่า “ด้อยค่า” และใหเ้ ปนตัวแทนของความเปนอืนทาง
วัฒนธรรม (representation of cultural otherness) ในขณะเดียวกัน การเสพวัฒนธรรมประชา
นยิ ม ถูกมองใหเ้ ปนปรากฏการณ ์ “การบริโภค” ซึงเปนพฤติกรรมของสังคมร่วมสมยั ทีทรงอิทธพิ ล
ยิงต่อการดําเนนิ ชีวิต มกี ารสร้างการนยิ ามตัวตน และการสร้างสํานกึ ของความเปนมนษุ ย ์ รูปแบบ
และความหมายต่าง ๆ ของการบริโภคได้อย่างแยบยล ดังนนั วัฒนธรรมประชานยิ มเปนวัฒนธรรมที
ใหค้ วามสําคัญกับปรากฏการณ์ในมมุ มองของความเปน “กระแส” ทีมกั ผลิตขึนในรูปแบบของ “
วัตถุ” หรือ “สินค้า” นาํ ไปสู่การ “บริโภคนยิ ม” และมกี ารสร้าง “ความหมายอืน” แทนทีการบริโภค
“ความหมายทีควรจะเปน” ซึงบางกรณีก็นาํ ไปสู่การผลิตสร้าง ประเพณีหรือพิธกี รรมสมัยใหม ่ ของ
ผคู้ นในสังคม
กระบวนการสร้างความหมายทีนาํ ไปสู่ปรากฏการณ์ทางสังคม เปนผลรวมของการประกอบ
สร้างโดยใช้วัตถุดิบทางวัฒนธรรมหรือวัตถุดิบโบราณ (ancient materials) ไมว่ ่าจะเปนนทิ าน
ตํานาน เรืองเล่า หรือ คติความเชือ พิธกี รรม ฯลฯ ซึงจะถูกกําหนดขึนจากกฎเกณฑ์ทียอมรับกันทัง
โดยเปดเผยและโดยปริยาย อีกทังมลี ักษณะเชิงพิธกี รรมหรือสัญลักษณ์ทีต้องส่งทอดมมุ มองเรอื ง
ของ “ค่านยิ ม” “แบบแผน” และ ความประพฤติทีแนน่ อนและกระทําซาตามแบบเดิม วิธคี ิดดัง
กล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “ ประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition) ซึงหมายถึง ชุดของวิถีปฏิบัติ