The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการ "ชาติพันธุ์: พลวัตของการสืบสานภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียน"
โครงการย่อย "พลวัตวัฒนธรรมไทดำ: คติความเชื่อเรื่องแถน" โดย ไอยเรศ บุญฤทธิ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mrboonyarit, 2021-07-10 09:44:04

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ "พลวัตวัฒนธรรมไทดำ: คติความเชื่อเรื่องแถน"

โครงการ "ชาติพันธุ์: พลวัตของการสืบสานภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียน"
โครงการย่อย "พลวัตวัฒนธรรมไทดำ: คติความเชื่อเรื่องแถน" โดย ไอยเรศ บุญฤทธิ์

Keywords: ไทดำ,แถน,พลวัต,วัฒนธรรม

51 

(a  set  of  practice)​20  โดยเปนสิงทีเกิดขึนเพือตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม ่ แต่อาจจะใช้รูปแบบ
อ้างอิงกับสถานการณ์เก่าหรืออาจจะสร้างอดีตของมนั ขนึ มาเอง  โดยประเพณีมกั จะถูกนาํ เสนอใน
ลักษณะทีมคี วามคงทีไมแ่ ปรเปลียน  ซึงเปนลักษณะทีตรงข้ามกับความเปลียนแปลงและนวัตกรรม
ของโลกสมยั ใหมท่ ีเกิดขึนอย่างสมาเสมอ  

แนวคิดเรืองการประดิษฐป์ ระเพณ ี (the  invention  of  tradition)  เปนแนวคิดทีได้รับความ
สนใจอย่างยิงตังแต่ต้นค.ศ.198021  แนวคิดดังกล่าวใช้อธบิ ายปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ทีกําลังเกิดขึนใน
โลกปจจุบันอย่างแพร่หลาย จากแนวคิดดังกล่าว Eric Hobsbawm (2004) ได้เจาะจงเลือกใช้คําว่า “
ประเพณีประดิษฐ ์ (invented tradition)” โดย Hobsbawm ได้ใหท้ ัศนะเปรียบเทียบระหว่างคําว่า “
ประเพณ ี (tradition)”  เปนสิงทีแตกต่างจากคําว่า  “ขนบธรรมเนยี ม  (custom)”  กล่าวคือ  “
ประเพณี”  เปนปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมทีไมผ่ นั แปร  มแี บบแผนตายตัวและเปนสิงทีสังคมยึดถือ
ปฏิบัติกันมา จนก่อใหเ้ กิดการปฏิบัติกิจกรรมนนั  ๆ ในลักษณะจําเจ (Routinization) และมแี บบแผน 
(bureaucratization)  ขณะที  “ขนบธรรมเนยี ม”  เปนสิงทียังคงมกี ารเปลียนแปลงและสามารถ
ยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ทางสังคม  ดังนนั   ด้วยนยั ของคําว่า  “ประเพณี”  ทีแสดงใหเ้ หน็ ถึง
คุณสมบัติที  “คงที”  “แนน่ อน”  และ  “ไมแ่ ปรผนั ”  จึงกลับเปนแรงขับใหเ้ กิดพลวัตการเปลียนแปลง
หรือสร้างใหมม่ ากว่านยั ของคําว่า  “ขนบธรรมเนยี ม”  หรือ  “วัฒนธรรม”  ทีมนี ยั ของการแปรผนั อยู่
ตลอดเวลา   

เอกรินทร ์ พึงประชา  (2545)  มองว่า  “ประเพณีทีถูกประดิษฐ”์   จัดเปนปรากฏการณ์ทาง
สังคมทีก่อตัวขึนจากหยิบยกเอาวัตถุดิบทางวัฒนธรรม  อาทิ  เรืองราวทางประวัติศาสตร ์ พิธกี รรม 
งานเฉลิมฉลองและ  ข้อปฏิบัติต่าง  ๆ  ของสังคม  หรือทีเรียกว่า  การอ้างอิง  “อดีต”  ทีสัมพันธก์ ับ
สังคมตนมาตีความใหม ่ ต่อเติม  และปรุงแต่งเพือรับใช้สังคมในสถานการณ์ปจจุบัน  ในขณะเดียวกัน
ก็มกี ารแสวงหาความหมายใหมห่ รือการอ้างอิงใหมท่ ังในแง่ของเศรษฐกิจ  การเมอื ง  และสังคม  ซึง
สอดคล้องกับความคิดของ Hobsbawm ทีมองว่า เส้นทางการประดิษฐห์ รือการสร้างประเพณีใหม ่ ๆ 
คือการประยุกต์ใช้ของเก่าในเงือนไขหรือบรบิ ทใหม ่ หรือการใช้รูปแบบเก่าเพือจุดประสงค์ใหม ่ ใน
ขณะทีข้อสงสัยเรืองของ  จ​ ุดเริมต้น  กลับไมไ่ ด้เปนประเด็นที Hobsbawm ใหค้ วามสําคัญมากนกั  แต่
มองว่า  เปนส่วนหนงึ ทีทําใหเ้ ข้าใจภาพของประวัติศาสตรส์ งั คมได้กระจ่างขนึ   เพราะ  “ประเพณี
ประดิษฐ”์   เปนส่วนหนงึ ของประวัติศาสตร์สังคมทีแสดงใหเ้ หน็ ถึงการนาํ ประวัติศาสตร์มาใชเ้ ปน
เครืองมอื ในการสร้างความชอบธรรม  ใหก้ ับกลุ่มหรือสังคมตน  “ประเพณีประดิษฐ”์   จึงเปนภาพ
สะท้อนของสังคมในช่วงเวลานนั ได้ดีระดับหนงึ   

ปฐม  หงส์สุวรรณ  (2556:  213-214)  นาํ เสนอบทความเรือง  ​“แมน่ าโขงกับการเวทีประเพณี
ประดิษฐใ์ นอีสาน”  โ​ ดยกล่าวถึง  “การประดิษฐส์ ร้างประเพณี”  ของชาวอีสานในปจจุบันว่า  ได้ช่วย

20 Eric Hobsbawm,Terence Ranger. The invention of Tradition. Cambridge University Press.๒๐๐๔ (pp.1-14) 
21 อ้างถึงใน, ปรติ ตา เฉลิมเผา่ กออนนั ตกลู . แนวความคิดเรอื งการประดิษฐป์ ระเพณแี ละขอ้ วิจารณ์ วารสารสงั คมวิทยา
มานษุ ยวิทยา ปที 21 ฉบบั ที 1: 2545. (น.197) 

52 

ทําใหม้ องเหน็ และเข้าใจประเพณีของอีสานอันหลากหลาย  มที ังการต่อเติม  การปรุงแต่ง  ดัดแปลง 
และสร้างความหมายใหมใ่ หเ้ กิดขึน  ทังน ี ก็เพือรับใช้สังคมในสถานการณ์ปจจุบัน  การประดิษฐส์ ร้าง
ประเพณีภายใต้บริบทของการเปลียนแปลงทางสงั คม  ถือเปนความพยายามในการทีจะดํารงรักษา 
อนรุ ักษ์  สืบทอดประเพณีในเชิง  “คุณค่า”  เอาไว้ใหม้ ากทีสุด  ถึงแมผ้ คู้ นส่วนใหญ่จะมองว่า  การปรุง
แต่งประเพณีในปจจุบันเกิดการประดิษฐเ์ พือสรา้ ง  “มลู ค่า”  เปนสําคัญ  แต่ท้ายทีสุด  ก็จะพบว่า 
ประเพณีต่าง  ๆ  เหล่านนั ล้วนตอบสนองความต้องการทางจิตใจ  และประเพณีประดิษฐเ์ หล่านกี ็ยัง
เปนเครืองมอื ในการช่วยทําใหเ้ หน็ การปรับตัวทางวัฒนธรรมซงึ ก่อใหเ้ กิดพลังเชงิ สรา้ งสรรค์แก่
ชุมชนและท้องถินขึนมาได้เช่นกัน   

งานวิจัยของ  พิเภก  เมอื งหลวง  (2554)  เรือง  ​มโนทัศน์และสัญลักษณ์ในงานบุญแปดหมืนสี
พันขันธ ์ ทีบา้ นท่ามว่ ง  อําเภอเสลภมู  ิ จังหวัดร้อยเอ็ด:  การศกึ ษาในฐานะพิธกี รรมประดิษฐ ์ ชีใหเ้ หน็
ถึงการทําใหเ้ ข้าใจวิธกี ารประดิษฐพ์ ิธกี รรมในสังคมไทยปจจุบนั  นาํ เรืองเล่าทางพระพุทธศาสนาและ
เรืองเล่าพืนบ้านมาอธบิ ายเครืองประกอบพธิ ที ีประดิษฐข์ นึ   ในพิธกี รรมมกี ารใช้วัตถุสัญลักษณ์และ
พฤติกรรมสัญลักษณ ์ วัตถุสัญลักษณ์มที ังวัตถุสัญลักษณ์แทนพระธรรมคําสอนของพระพทุ ธเจ้า 
วัตถุสัญลักษณ์แทนเครืองบูชาพระพุทธเจ้า  วัตถุสัญลักษณ์แทนอํานาจเหนอื ธรรมชาติและวัตถุ
สัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ ์ ส่วนพฤติกรรมสัญลักษณ์มกี ารใช้เสียงสวดคาถา  การใช้เสียง
ดนตรีและการร้อง  เล่น  เต้น  ฟอน เพือสร้างบรรยากาศแหง่ ความศกั ดิสิทธใิ นพิธกี รรม  นอกจากนนั  
ยังมกี ารสร้างสัญลักษณ์จากการตีความคัมภีร์ใบลานเรือง ​แปดหมืนสีพันพระธรรมขันธ ์ ในการสร้าง
พิธกี รรมเปนรูปธรรมโดยการประดิษฐเ์ ครืองประกอบพิธบี างอย่างจํานวน  84,000  ชิน  เช่น  ประธูป 
ประทีป  ธงช่อ  ธงไชย  งานบุญแปดหมนื สีพันขันธจ์ ึงเปนตัวอย่างของพิธกี รรมประดิษฐโ์ ดยพระสงฆ์
ในท้องถินอันเปนวิธกี ารหนงึ ในการสร้างศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาใหแ้ ก่ชาวบา้ นในอีสาน  

นอกจาก  “ประเพณีประดิษฐ”์   จะเปนส่วนหนงึ ของประวัติศาสตร์สังคมทีแสดงใหเ้ หน็ ถึง
การนาํ ประวัติศาสตร์มาใช้เปนเครืองมอื ในการสร้างความชอบธรรมใหก้ ับกลุ่มหรือสงั คมตนแล้วนนั  
Hobsbawm  ยังได้ตังข้อสังเกตทัวไปเกียวกับ  “ประเพณีประดิษฐ”์   ว่ายังสามารถสถาปนาหรือสร้าง
สัญลักษณ์ทีเปนเครืองยึดเหนียวทางสังคม (social cohesion) หรือ ความเปนสมาชิกของกลุ่ม ซึงวิธี
คิดดังกล่าว  ถูกอธบิ ายผา่ นกรณีศกึ ษาของ  Terrence  Ranger  (1983)  เรือง  ​The  invention  of 
Tradition  in  colonial  Africa  ซ​ ึงเปนการนาํ เสนอสังคมลัทธจิ ักรวรรดินยิ มในดินแดนแอฟรกิ าช่วง 
ค.ศ.1870-1890โดย  Ranger  มองว่า  เปนยุคของการนาํ แนวคิดเรือง  ประเพณีประดิษฐข์ องชาว
ยุโรปมาสู่ดินแดนแอฟริกา  โดยสือผา่ นสถาบันหลักทางสังคม  เช่น  ศาสนา  การศกึ ษา  และการ
ปกครอง  เปนต้น  โดย  Ranger  ได้บรรยายภาพของประเพณีประดิษฐใ์ นแอฟรกิ าว่า  เปนการนาํ เข้า
ทางความคิดอันเนอื งมาจากลัทธลิ ่าอาณานคิ มจากดินแดนยุโรปสูแ่ อฟริกา เพือแบ่งแยกความเปน “
คนขาว”  ออกจาก  “คนดํา”  หรือ  ตนเองออกจากคนอืน  (others)  ด้วย  “ประเพณีประดิษฐ”์   ในรูป
แบบต่าง  ๆ  เช่น  การนาํ แนวคิดเรืองการจัดตังโรงเรียนทีมแี นวคิดจากสหราชอาณาจักรไปสร้างใน

53 

แอฟริกาโดยได้สือถึงผลผลิตทางวัฒนธรรมของความเปนพวกของคนผวิ ขาว  อันมนี ยั ของความเปน 

“ผดู้ ี” ในสังคมของคนดํา เปนต้น   
ในขณะเดียวกันงานวิจัยของ ภาณุพงศ ์ อุดมศลิ ป (2554) เรือง ล​ ัทธพิ ิธกี ารนับถือเจ้าแมส่ อง

นางกับชุมชนชายฝงลุ่มนาโขง  ก​ ็ยังพอจะทําใหเ้ หน็ เรืองราวของการสร้างสถาปนาความเปนสมาชิก

ของกลุ่มผา่ นแนวคิดเรืองประเพณีประดิษฐ ์ โดยงานวิจัยดังกล่าว  ชีใหเ้ หน็ ว่า  พิธกี รรมทีถูกสร้างขึน

เกียวกับเจ้าแมส่ องนางแสดงใหเ้ หน็ บทบาทต่อชุมชนชายฝงโขงในหลายมติ ิ  บทบาทเหล่านปี รับ

เปลียนไปตามบริบทของสังคม  ตํานานเจ้าแมส่ องนางมบี ทบาทในการแสดงสํานกึ ร่วมความเปนชาว

ลาวเวียงจันทนท์ ีมบี รรพบุรุษร่วมกันทีอพยพมาตังชุมชนตามชายฝงลุ่มนาโขงฝงไทยในอดีต  โดย

พิธกี รรมทีสร้างขึนมบี ทบาทในการใหค้ วามหวังเรืองความอุดมสมบูรณ ์ ความเจริญรุ่งเรืองและความ

มงั คังแก่ชุมชน  มบี ทบาทในการใหค้ วามหวังด้านความปลอดภัย  การปกปองคุ้มครอง  และขจัดปด

เปาเคราะหภ์ ัย  เพือเปนการสร้างขวัญ กําลังใจใหแ้ ก่ลูกหลาน มบี ทบาทในการสร้างความสมานฉันท์

ระหว่างกลุ่มชาติพันธุท์ ีแตกต่างกันและมบี ทบาทในการสรา้ งเครือขา่ ยผสู้ บื ทอดอํานาจหนา้ ทีทาง

วัฒนธรรมใหแ้ ก่ชุมชนอีกด้วย  
อย่างไรก็ตาม  Hobsbawm2​ 2  ได้ตังข้อสังเกตเกียวกับลักษณะเด่นของการสรา้ งประเพณี

ประดิษฐ ์ ไว้  3  ประการด้วยกัน  คือ  1)  ประเพณีประดิษฐท์ ีถูกสร้างขึน  บางอย่างก็อยู่ได้นาน  บาง

อย่างก็อยู่ได้เพียงช่วงสัน  ๆ  โดย  Hobsbawm  ได้ยกตัวอย่างเรืองชุดแต่งกายของทหารทีหรูหรา

สวยงามก่อนช่วงสงครามโลกครังทีหนงึ จะหมดไป  กลายเปนชุดเรียบขรึมนา่ เกรงขาม  เปนต้น  2) 

ประเพณีประดิษฐม์ กั เกียวข้องกับการสร้างสํานกึ ทางชนชันหรอื เฉพาะกลุ่มทางสังคมมากกว่าทีจะ

เปนเรืองราวของสังคมโดยรวม  และ  3)ประเพณีประดิษฐท์ ีเกิดขึนในโลกสมยั ใหมม่ คี วามสมั พันธ์

ระหว่าง  “การประดิษฐ ์ /  สร้างขึน  (invention)  และ  “การเกิดขึนใหมอ่ ย่างฉับพลัน (spontaneous 

genaeration) ทีเกิดจากการ “วางแผน / จงใจ” ในการเปน “เครืองมอื ” ในสังคมมวลชนสมยั ใหม ่  

 

จากข้อสังเกตของ  Hobsbawm  ทัง  3  ประเด็นทําใหม้ องเหน็ ว่า  ประเพณีประดิษฐ ์ มนี ยั ของ

วาระในการสร้างเปนสําคัญ  โดยวาระดังกล่าวสะท้อนใหเ้ หน็ ถึงความสัมพันธเ์ ชิงอํานาจระหว่างผู้

สร้างกับภาวะทางสังคม  ข้อคิดเหน็ ดังกล่าว  สอดคล้องกับความคิดของ  ธเนศ  วงศย์ านนาวา (อ้างถึง

ใน, ศริ าพร ณ ถลาง, 2556: 44) ซึงได้อภิปรายขยายความต่อเนอื งจาก Hobsbawm ในประเด็นเรือง

ความสัมพันธร์ ะหว่างรัฐชาติกับประเพณีประดิษฐว์ ่า  “รัฐประชาชาติเปนผลผลิตของสภาวะสมยั

ใหม ่ (modernity)  ทําใหป้ ระเพณีต้องกลายเปนผลิตผลของสภาวะสมยั ใหมไ่ ปโดยปริยาย”  และ  “

การดํารงอยู่ของประเพณีจํานวนมากเปนอนกุ รมของประเพณีชุดใหญ่ทีผกู ติดกับรฐั ประชาชาติ 

ประเพณีจึงเปนกลไกของรัฐและกลไกการเมอื ง”  นอกจากนนั   ธเนศ  วงศย์ านนาวา  ยังตังข้อสังเกต

ต่อไปทีทําใหเ้ หน็ ถึงความผกู โยงระหว่างรัฐไทยกับการประดิษฐป์ ระเพณีว่า  “สถานะของรัฐ

22 Eric Hobsbawm (1983) อ้างถึงใน ชนดิ า ชติ บณั ฑิตย,์ (2545:202-218) 

54 

ประชาชาติไทยถูกทําใหก้ ลายเปนสังคม  หรือหากจะกล่าวอีกนยั หนงึ ก็หมายถึง สังคมเท่ากับรัฐ และ
เมอื ทุกสิงทุกอย่างอยู่ภายใต้กลไกขอรัฐประชาชาติก็จะทําใหส้ ังคม  การเมอื ง  วัฒนธรรม  ฯลฯ  เชือม
ต่อจนกลายเปนเนอื เดียวกัน”  
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

55 

บทที 3 
วิธดี ําเนินงานวิจัย 

  
3.1 วิธกี ารดําเนินการวิจัย และสถานทที ําการทดลอง/เก็บขอมูล  

วิธดี ําเนนิ การวิจัยประกอบด้วยการรวบรวมขอ้ มลู เบอื งต้น  การเลือกพืนทีวิจัย  การเลือก
กลุมผใู ห ้ ข้อมลู หลัก  การเก็บข้อมลู ภาคสนาม  แนวทางการวิเคราะหข์ ้อมลู   การวิเคราะหข์ ้อมลู   การ
เสนอผลการวิเคราะหก์ ารบูรณาการเว็บไซต์เครอื ขา่ ยสงั คมเพอื งานทางวัฒนธรรม  ดังรายละเอียด
ต่อไปน ี

  
3.1.1  การรวบรวมงานวิจัยเบืองต้น  ศกึ ษางานวิจัย  และ  เอกสารทางวิชาการต่าง  ๆ  ทีเกียว
ของกับ  ภาษา  วัฒนธรรม  นทิ าน  ตํานาน  เรืองเล่า  วรรณกรรมบทพิธกี รรม  และตัวบท  ทังน ี ข้อมลู
กลุ่มดังกล่าวสอดคล้องกับประเด็น ทางด้านคติความเชอื เรืองแถนของกล่มุ ชาติพนั ธุไ์ ทดํา  
 
3.1.2  พืนทีวิจัย  คณะผวู้ ิจัยประสงค์ใหง้ านวิจัยนมี คี วามเชือมโยงและสอดคลองกับโครงการ
วิจัย “ชาติพันธ ุ์ ภาษา วัฒนธรรม และการพัฒนาการทองเทียวเชิงชาติพันธุ”์  (Ethnicity Language 
Culture  and  Ethnic  Tourism  Development)  ซึงดําเนนิ การโดยคณะผวู้ ิจัยของ  ‘กลุ่มวิจัยภาษา
และวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ’์   สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย  มหาวิทยาลัยมหดิ ล 
(2552-2554)  จึงกําหนดพืนทีเปน  จังหวัดนครปฐม  ที  หม ู่ 9  บ้านสะแกราย  ตําบลดอนยายหอม 
อําเภอเมอื ง จังหวัดนครปฐม  
 
3.1.3  การเก็บข้อมลู ภาคสนาม  งานวิจัยเปนการเก็บข้อมลู วิจัยเชิงคุณภาพเปนหลัก  โดยใช้
การสัมภาษณ ์ สังเกตการณ ์ และการสังเกตอย่างมสี ่วนรวม  เพือรวบรวมรายละเอียดต่าง  ๆ  ทีเกียว
ของกับประเด็นวิจัย โดยใช้วิธ ี การทําแผนที การทํา transectwalk การทํา focus group การประชุม
เชิงปฏิบัติการอยางมสี ่วนรวม  (participatory  workshop)  ซึงการลงภาคสนามดังกล่าว  มวี ิธกี าร
รวบรวมและจัดหมวดหมขู ้อมลู ออกเปน  ดังน ี 1) ข้อความ มาจากการจดบันทึกประเด็นศกึ ษาต่าง ๆ 
ทีได้พบจากภาคสนามจริง  2)  ภาพถ่าย  ภาพจากกล้องดิจิตอล  3)  เสียง  จากการบันทึกเสียงใน
ประเด็นทีสนใจ เช่น บทร้อง บทสวดในการประกอบ พิธกี รรม การออกเสียงภาษา เสียงเครืองดนตร ี
เปนต้น  4)  ภาพเคลือนไหว  จากการบันทึกวิดีโอ  โดยกล้องวิดีโอดิจิตอล  การบันทึกเหตุการณ์ด้วย 
กล้องวิดีโอนนั ใหค้ วามนา่ สนใจเปนอย่างมาก เนอื งจากสามารถถ่ายทอดความรู้สึก และ รายละเอียด 
ของประเด็นทีกําลังศกึ ษาอยู่ได้ดี 
 

56 

3.1.4  แนวทางการวิเคราะหข์ ้อมลู   โครงการวิจัยดังกล่าว  ใช้แนวทางการวิจัยแบบมสี ่วนรวม 
เพือมงุ่ เสริมอํานาจด้านการจัดการ  ความรู้ใหแ้ ก่ประชาชนคนชาติพันธุผ์ า่ นการจัดการเรยี นรู้เชงิ
ปริวรรต:  คติความเชือเรืองแถน  ทังน ี เพือการ เรียนรู้ร่วมกัน เพือสร้างศนู ย์กลางการเรียนรู้เพือการ
สืบสานภาษาและวัฒนธรรมอย่างมพี ลวัต  ภายใต้แนวคิดพิพิธภัณฑ์ทีมชี ีวิตของชุมชน  อันจะยัง
ประโยชนใ์ นการรวมคนใหเ้ ข้ามาทํางานร่วมกัน  การเสริม  กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนใน
ชุมชน ดึงดูดนกั ทองเทียวใหเ้ ข้ามาศกึ ษาเรียนรู ้ เพือการผดุงรักษา มรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติ
พันธุใ์ หด้ ํารงไว้คู่กับสังคมไทย  นอกจากน ี หวั ใจสําคัญของการวิจัยแบบมสี ่วนรวมคือ การสร้างความ
รู้จากทรรศนยี มติ ิของ  เจ้าของวัฒนธรรม  การวิเคราะหข์ ้อมลู จึงอาศยั หลักการเรียนรู้เชงิ ปริวรรตที
มงุ่ ใหผ้ เู้ รียนเปนศนู ย์กลาง และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างยังยืน ใช้การเสวนาและสะท้อนคิด
ไตร่ตรอง  ในทุกๆ  ขันตอนของการทํางาน  แล้วสร้างเปนข้อสรุปตามแนวทาง  อุปนยั เชิงวิเคราะห ์
(analytic induction)  
 
3.2 การวิเคราะหข์ ้อมูล 

3.2.1  วิเคราะหอ์ งค์ประกอบและโครงสร้างคติความเชือเรืองแถนผา่ นตัวบท  พิธกี รรม  ต่าง 
ๆ  และวิถีชีวิตในปจจุบันของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําเพอื นาํ มาใชในการจัดการเรียนรูเ้ ชงิ ปรวิ รรต:  คติ
ความเชือเรืองแถน 

3.2.2  วิเคราะหเ์ นอื หาและความหมายผา่ นตัวบทและวิถีชวี ิตในปจจุบนั ทีกล่าวถึงคติความ
เชือเรืองแถนของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําเพือนาํ มาใชในการจัดการเรยี นรูเ้ ชงิ ปริวรรต: คติความ เชือเรือง
แถน 

3.2.3  วิเคราะหบ์ ทบาท  หนา้ ที  และสถานภาพของคติความเชือเรืองแถนผา่ นตัวบท 
พิธกี รรมต่าง  ๆ  และวิถีชีวิตในปจจุบันของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําเพือนาํ มาใชในการจัดการเรียนรู้เชิง 
ปริวรรต: คติความเชือเรืองแถน 
 
3.3 การเสนอผลการวิจัยและขอสรุป (conclusions and final report) 

3.3.1  นาํ เสนอผลการวิจัยและขอสรุปดวยการบรรยาย  (descriptive)  ในรูปแบบของ 
รายงานการวิจัย หนงั สือและบทความวิจัย 

- นาํ เสนอผลงานเรือง “พลวัตวัฒนธรรมไทดํา: คติความเชือเรืองแถนในสังคมปจจุบัน 
”  เพือนาํ เสนอผลงานวิจัยในที  ประชุม  The  Fifth  International  Conference  on 
Lao Studies มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ์

3.3.2 นาํ เสนอผลการวิจัยและขอสรุปด้วยการบรรยายในการประชุมทางวิชาการ 
  
  

57 

​บทที 4 

พลวัตวัฒนธรรมและความเชอื เรอื งแถนกล่มุ ชาติพนั ธุ์ไทดําในปจจุบนั  

 
ความเชือเรือง  “แถน”  เปนความเชือทีสําคัญสําหรับกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําและเปนวัฒนธรรม

ร่วมรากในดินแดนอุษาคเนย ์ เปนความเชือทีสร้างสํานกึ ร่วม  (collective  memories)  และความ
สัมพันธ ์ (relations)ภายในกลุ่มทีผคู้ นในดินแดนแถบนเี ชือกันว่า  “แถน”  หรือ  “ผฟี า”  คือ “ผแี หง่
บรรพบุรุษ”  บ้างก็ว่าเปนผสู้ ร้างโลก  ใหก้ ําเนดิ มนษุ ย์และสรรพสิงบนโลก  รวมไปถึงการปกปกรักษา
ดูแลคุ้มครองภยันตราย  ชาวไทดํารู้จักและผกู พันกับวิธคี ิดเรือง  “แถน”  ในรูปแบบของนทิ าน  เรือง
เล่า  ตํานาน  เพลงขับ  ซึงนาํ ไปสู่แบบแผนการสร้าง  ประเพณ ี พิธกี รรม  หากแต่ในปริบทของสังคม
วัฒนธรรมปจจุบัน  การนาํ เสนอ  “แถน”  ของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา  มพี ลวัตการเปลียนแปลงภายใต้
ปจจัยทางสังคมทีมคี วามแตกต่างกันไปตามรูปแบบและพนื ทีต่าง ๆ  

Chamberlain  ได้ใหท้ ัศนะทีสอดคล้องและมคี วามเปนไปได้ว่า  คําว่า  Tien  (天)  ในภาษาจีน 
อ่านว่า  “เทียน”  แปลว่า “ฟา” หรือ “สวรรค์” ซึงอาจเปนคําเดียวกันกับคําว่า “แถน” ทีหมายถึง ผู้
ยิงใหญ่และครอบคลุมทุกสิงทุกอย่าง  สุกัญญา  สุจฉายา  (2549:162-191)​3  พบว่า หลักฐานจากการ
บันทึกทางประวัติศาสตร์ส่วนหนงึ ของจีนและบนั ทึกของนกั เดินทางตังแต่สมยั ราชวงศฮ์ นั เปนต้นมา 
แสดงใหเ้ หน็ ว่า  “แถน”เปนกลุ่มชาติพันธุห์ รือกลุ่มชนทีมอี ยูจ่ รงิ ในบริเวณภาคใต้ของจีน  และเปนไป
ได้ว่าจะเปนกลุ่มบรรพชนของกลุ่มชนชาติไท  เนอื งจากมวี ัฒนธรรมทีเปนมรดกร่วมกัน  โดยเฉพาะ
กลุ่มทีเรียกว่า  เตียวเยว่หรืออาณาจักรเตียน  หรือแถนและพวกหมาง  หรือแมนบางกลุ่ม  ในขณะที 
ประคอง นมิ มานเหมนิ ทร ์ (2544: 145-146) ศกึ ษาวิถีชีวิตในรอบปของกลุ่มชนชาติไท 6 กลุ่ม ได้แก่ 
ไทลือ  ไทลาว  (หลวงพระบาง)  ไทดํา  ไทขาว  ไทเขิน  ไทใต้คง  (ไทใหญ่)  พบว่า  คนไททัง  6  กลุ่ม  ใน
ระดับชาวบ้านทัวไปรับรู้ว่ามี “แถน” ผา่ น “พิธกี รรม” และ “แถน” เปนผมู้ อี ํานาจเหนอื ชีวิต   

ในขณะที  สุริยา  สมทุ คุปติ  และคณะ  (2540:  164) กล่าวว่า ในระบบจักรวาลวิทยาของกลุ่ม
ชาติพันธุต์ ่าง ๆ บริเวณสองฝงแมน่ าโขง ได้แก่ ลาว ภไู ท ข่า ส่วยหรือกูย โส ้ และ เขมร ว่าผฟี าหรือผี
แถนยังเปนทีรู้จักทัวไปในหมบู่ ้านชนบททางอีสานว่า  “ผที างเทิง(ฟา)  หรือ  ผที ีอยู่บนฟา  โดยผฟี า
หรือผแี ถน มชี ือเรียกแตกต่างออกจากกันไปตามพืนถินต่าง ๆ เช่น ผหี ลวง ผไี ท้ ผไี ทเทิง ผแี ถน แถน
หลวง  แถนแนน  แถนเคอ  แถนคาย  แถนเคาะ  แถนชัง  แถนเถือก  แถนช ี แถนสิว  แถนแมน่ างหรือ
เทวดา  ฯลฯ  ชาวอุษาคเนย์เชือว่า  ผฟี าหรือผแี ถน  หรือพญาแถน  เปน  “เจ้าแหง่ ผ”ี   เปนผสู้ ร้างโลก
และสรรพสิงต่าง ๆ ขึนมา  

นอกจากน ี “แถน” ยังมบี ทบาทในฐานะ “ผสู้ ร้าง” ในหลากหลายตํานาน อาทิ “ตํานานพระ
กึดพระพาน”  แถนปรากฏในตอนต้นเรือง  เมอื ท้าวสลุ่นกุนแก้ปญหาพระอินทร์ได้  พระอินทร์ได้นาํ
ตัวไปยังเมอื งแถนทีอยู่ในสวรรค์ชันจาตุม  แล้วขอใหแ้ ถนช่วย  “หล่อ”  รูปท้าวสลุ่นกุ้นซึงเปนคน
พิการขึนใหม ่ ในท้ายทีสุด  แถนได้ใช้เบ้าหล่อของพระอินทร์หล่อท้าวสลุ้นกุ้นขนึ มาใหมจ่ นมรี ูปร่าง

58 

หนา้ ตาเหมอื นพระอินทร ์ ทําให ้ “แถน”  ในเรืองนปี รากฏนยั ของบทบาทผสู้ ร้างมนษุ ยเ์ ช่นเดียวกับ
ตํานาน  “นาเต้าปุง”  ตามสํานวนพงศวดารล้านช้าง  ซึงเปนอีกสํานวนหนงึ ทีเปนทีรู้จักกันอย่างกว้าง
ขวางในบทบาทของ “ผสู้ ร้างมนษุ ย์และผคู้ วบคุมมนษุ ย์” (อ้างถึงใน, สุเทพ ไชยขันธุ,์ 2557: 42-44)  

ตํานานทีว่าด้วยเรืองของ  “แถน”  คือ  “ผสู้ ร้าง”  ปรากฏในตํานาน  นทิ านของหลากกลุ่ม
ชาติพันธ ุ์ อาทิ  ต​ ํานานของไทอาหม  เรียก  “แถน”  ว่า  ​ฟาตือจึง  และ  เ​ ลงดอน  โดยเฉพาะคําหลัง
สะท้อนใหเ้ หน็ อิทธพิ ลของศาสนาฮินดูเพราะหมายถึง  เทวดา  ฟาตือจึงนอี ยู่ครองเมอื งฟาส่งใหข้ ุน
หลวง  ขุนหลาย  ผเู้ ปนหลานลงมาครองเมอื งนนู สูนคํา  และกลายเปนต้นตระกูลไท  (ฉัตรทิพย ์ นาค
สุภา  และเรณ ู วิชาศลิ ป,  อ้างถึงใน,  อานนั ท์  กาญจนพันธุ,์   2555:  49)  ส่วนข้อสรุปจากพงศาวดาร
ล้านช้างก็เปนทีชัดเจนว่า  “แถน”  เปนผสู้ ร้างมนษุ ย ์ และได้ส่งขุนบุลม  (ขุนบรม)  มาปกครองเมอื ง
มนษุ ย ์  

ในคติความเชือดังเดิมของคนไท  มกี ารนบั ถือแถนหรือผฟี าอยู่แล้ว  ดังปรากฏในนทิ านขุน
บรม  ทีนา่ สนใจคือ  พญาแถน  หรือ  แถนหลวง นนั มชี ือว่า “แถนฟาคืน” ซึงเปนเทวดาแหง่ สายฝน มี
อํานาจบันดาลใหโ้ ลกมนษุ ย์อุดมสมบูรณ์หรือแหง้ แล้งได้  การบูชาแถนเพือความอุดมสมบูรณ์เปน
ทีมาของประเพณี “บุญบังไฟ” ของชาวอีสาน   

  การกล่าวถึง  “แถน”  ทีปรากฏอยู่ในตํานาน  นทิ าน  เรืองเล่า  วรรณกรรมในอุษาคเนย ์ ยัง
ปรากฏเรืองราวของแถนในอีกหลากหลายแง่มมุ   โดยเฉพาะ การศกึ ษาเปรียบเทียบระหว่างรูปลักษณ์
และเอกลักษณ์ของแถนกับความเปนภาพขององค์อินทรจ์ ากข้อสังเกตการแปลงแถนใหก้ ลายเปน
พระอินทร์ในตํานานมลู เหตุต่าง ๆ ของล้านนานบั เปนการศกึ ษาเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมทีมอง
การปะทะกันระหว่างความเชือดังเดิมและความเชอื แบบพทุ ธศาสนา  การวิเคราะหจ์ ากการเปรียบ
เทียบกรณีดังกล่าว  ยิงทําใหม้ องเหน็ ภาพของแถนในภาพตัวแทนของความเชอื ดังเดิม  ในขณะที 
พระอินทร์เปนตัวแทนของความเชือแบบพุทธศาสนา  โดยเฉพาะ  เมอื พระอินทร์เข้ามาอยู่ในพุทธ
ศาสนาตามตํานานแล้วนนั   ทรงมฐี านะเปนเทพอุปฏฐากพระพุทธเจ้า  มชี ือว่า  ท้าวสักกะเทวราช 
ลักษณะบางอย่างท้าวสักกะในพุทธศาสนายังคงสืบทอดต่อมาจากคติพราหมณ ์ แต่ก็มหี ลายๆอย่างที
ท้าวสักกะ  แตกต่างจากพระอินทร์ในคติพราหมณ์-ฮินดอู ย่างสินเชิง  ประเด็นนแี สดงใหเ้ หน็ ถึงการ
ผสมผสานระหว่างพราหมณ์กับพุทธได้ชันหนงึ   

อย่างไรก็ตาม  เมอื สังเกตบทบาทและฐานะของแถน  พบว่า  ​สามารถเลือนไหลอัตลักษณ์และ
ความหมายไปตามปริบททางสังคมวัฒนธรรม ดังเช่น นทิ าน ตํานาน วรรณกรรมบางเรือง กล่าวถึง “
แถน”  ในสถานภาพสูงสุด  แต่เนอื หาบางตอน  แถนกลับถูกบรรยายด้วยบทบาทการเปนปฏิปกษ์กับ
สังคมอืน  ๆ  ดังเช่น  เรืองราวของการแพ้ภัยสงครามเมอื ต่อสู้กับกองทัพของท้าวฮุง่ ในวรรณกรรม
เรืองท้าวฮุ่งท้าวเจือง  ตัวบทดังกล่าวมนี ยั ของการเปลียนแปลงความมนั คงทางสญั ลักษณ์ของความ
ยิงใหญ่ตามอุดมคติด้วยเพียงนามอื หรือฝมอื ของมนษุ ย ์ หรือแมแ้ ต่ นยั พฤติกรรมการต่อสู้ของ พญา
แถนหลวงกับพญาคันคาก  ทีถือได้ว่าเปนพระโพธสิ ัตว์ซึงเปนอิทธพิ ลของศาสนาพุทธจนแถนต้อง

59 

พ่ายแพ้และศโิ รราบ  นยั ดังกล่าวสะท้อนใหเ้ หน็ ถึงการเปลียนแปลงความคิด-ความเชือผา่ นเรืองราว
ทางตํานาน นทิ านอย่างประนปี ระนอม  

 ดังนัน “แถน” วัฒนธรรมร่วมรากในอุษาคเนย์ ทีปรากฏขึนในลักษณะต่าง ๆ  จึงสะท้อนนยั
ของความหลากหลาย  (diverse)  ชนชัน  (racist)  บทบาทหนา้ ที  (function)  โครงสร้างทางสังคม 
(social structure) และ ศลิ ปะทางวรรณศลิ ป  (literary arts) โดยทังหมดล้วนส่งผลต่อปรากฏการณ์
ทางสังคม  เปนหนว่ ยปจจัยทีก่อใหเ้ กิดค่านยิ ม  (value)  ประเพณ ี (tradition)  พิธกี รรม  (cult)  และ 
วัฒนธรรม (culture) เพือธาํ รงรักษาความเปนกลุ่มเอาไว้ใหม้ นั คง  
  
4.1 “แถน” ในพิธกี รรมทคี นไทดํารูจ้ ักและนับถือ  

คนไทดําในประเทศไทย  รับรู้เรืองราวเกียวกับ  “แถน”  ผา่ น  ตํานาน  นทิ าน  เรืองเล่า  และ 
พิธกี รรม  เรณ ู เหมอื นจันทร์เชย  (2546)  ศกึ ษาเรืองเล่าประเภทนทิ านของกลุ่มไทดํา  ประกอบด้วย 
นทิ าน  9  ประเภท  ได้แก่  นทิ านปรัมปรา  นทิ านทรงเครือง  นทิ านท้องถิน  นทิ านมหศั จรรย ์ นทิ าน
ตํานาน  นทิ านมขุ ตลก  นทิ านเรืองสัตว์  นทิ านคติ และนทิ านผ ี โดยโลกทัศนข์ องกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา
ทีสะท้อนผา่ นนทิ านพบว่า กลุ่มชาติพันธุไ์ ทยโซ่งมโี ลกทัศนท์ ีสําคัญทีสะท้อนความเปนชาติพันธุไ์ ทย
โซ่ง  ได้แก่  โลกทัศนเ์ กียวกับกําเนดิ สิงมชี ีวิต โดยในทีนทิ านไทยโซ่งเรืองตํานานแปดมะเต้างวงช้าง มี
การกล่าวถึง  “แถน”  ว่าเปนผทู้ ําใหเ้ กิดสิงมชี ีวิตทังมนษุ ย์และสัตว์  โดยกําเนดิ มาจากนาเต้า  สะท้อน
ใหเ้ หน็ ว่าไทยโซ่งยังมคี วามเชือเรืองแถนปรากฏอยู่ตํานานและนทิ าน  ในขณะที คนไทดํา รู้จัก “แถน
”  ในฐานะของ  “เทวดาสูงสุด”  หรือ  “ผทู้ ีมอี ํานาจลึกลับเหนอื ทุกสิงทุกอย่างในโลก”  แต่ในปจจุบัน 
ขนบการเล่านทิ าน  ตํานาน  เรืองเล่า  ในวัฒนธรรมไทดําแทบจะสูญสินไป  เนอื งจากผวู้ ิจัยไมพ่ บการ
เล่านทิ านเรืองต่าง ๆ ในวิถีชีวิตชาวไทดําในประเทศไทย ขณะที ภัสรา รู้พันธ ์ (สัมภาษณ์, 15 มนี าคม 
2558)  ชาวไทดําจังหวัดสุราษฏรธาน ี ใหท้ ัศนะเพิมเติมว่า  ชาวไทดําในประเทศไทยรู้จัก  “แถน”  แต่
ในพิธกี รรมเพียงเท่านนั   และหากหมบู่ ้านใด ไมม่  ี “แมม่ ด” ผทู้ ําพิธตี ิดต่อกับแถน คนในหมบู่ ้านและ
เยาวชนไทดํารุ่นใหมย่ ิงไมร่ ู้จักแถนของชาวไทดํา เพราะไมม่ พี ิธกี รรมและไมม่ ผี รู้ ู้ทีแท้จริงบอกเล่าสบื
ต่อ   

ในประเทศสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว  คนไทดํา  รับรู้เรืองราวเกียวกับแถนด้วย
ปริบททางสังคมในลักษณะเดียวกันกับคนไทดําในประเทศไทย  ผวู้ ิจัยพบว่า  คนไทดําในลาวมคี วาม
สัมพันธก์ ับแถนในลักษณะของการ “พึงพาอาศยั ” กัน  ขวัญ สิงลอ (สัมภาษณ์,14 กรกฏาคม 2558) 
ผเู้ ฒ่าชาวไทดํา  หมบู่ ้านธงชัยใต้  แขวงหลวงนาทา  กล่าวถึงช่วงชีวิตทีเคยเปน  “ทหารรับจ้าง”  ทํา
สงครามกับฝรังเศส  ช่วงนนั   ขวัญ  สิงลอ  ต้องไปเปนทหารประจําการทีเมอื งหลวงพระบาง  ซึงเปน
ชีวิตทีลําบากและเสียงตาย ทุกวันก่อนออกไปสนามรบ ขวัญ สิงลอ จะบนบานหรือบอกกล่าวต่อองค์
แถนว่า “เจ้าปวฟา เจ้าสิช่วยรักษาชีวิตข่อยและครอบครวั ด้วยเด้อ”  

60 

ครันเมอื สงครามยุติ ขวัญ สิงลอ กลับมาสู่บ้านเกิดทีธงชัยใต้ ครังนนั  ลูกและภรรยาได้หนภี ัย
สงครามหายไป  คนในหมบู่ ้านไมม่ ใี ครทําพิธกี รรมฮีตคองของไทดําเนอื งจากไมม่ แี มม่ ด หมอเสน  ดัง
นนั  ขวัญ สิงลอ จึงเปนแกนนาํ ในการรวมชาวบ้านทีกระจัดกระจายตามเมอื งต่างๆ  ใหก้ ลับสู่มาตุภมู ิ
ด้วยการจัดพิธกี รรมของไทดํากลางหมบู่ ้าน  (โดยปกติทําส่วนตัวทีบ้าน)  ทังพิธเี สนเรือน  พิธเี สนเต็ง 
เสนแก้เคราะห ์ ปาดตงไหว้ผบี รรพบุรุษ รวมทัง พิธบี ูชาพญาแถน ฯลฯ ทังนจี ะได้ใช้พิธกี รรมดังกล่าว
เปนสือเรียกคนใหก้ ลับคืนถิน  หลังจากการจัดพิธกี รรมอย่างเอิกเกริกได้ประมาณหนงึ ป  เมอื ชาวบ้าน
ทีพลัดพรากจากกันได้ข่าวว่าหมบู่ ้านธงชัยใต้มผี คู้ นกลับมาอยู่กันแล้วจึงได้ทยอยเดินทางกลับมา
เปนลําดับ  ครานนั เอง  ขวัญ  สิงลอ  จึงได้พบหนา้ กับลูกและภรรยาทีไมไ่ ด้เจอกันเปนเวลาร่วม  10  ป 
ขวัญ  สิงลอ  กล่าวว่า  เ​ ปนเพราะเราบูชาองค์แถนนีเอง  แถนจึงชว่ ยใหเ้ ราสําเร็จและสมหวังทุก
ประการ  

ในขณะที เพชรตะบอง ไพศนู ย ์ (สัมภาษณ์, 27 กันยายน 2558) ชาวไทดํา จังหวัดเลย กล่าว
ว่า แถนในโลกทัศนข์ องคนไทดํามที ังหมด 10 แถน คือ แถนหลวง แถนปวกาลาวี แถนชาด แถนแนน 
แถนบุญ  แถนก๊อ  แถนเคาะ  แถนสิง  แถนสัด  และ  แถนนงุ่ ขาว  แต่ละแถนมหี นา้ ทีรับผดิ ชอบทีแตก
ต่างกัน  คนไทดําเชือว่า  แถนมตี ัวตนจริง  แถนมอี ิทธฤิ ทธ ิ มอี ํานาจมาก  ชาวไทดําทุกคนยําเกรงแถน
เพราะเชือว่า  แถนสามารถทําใหเ้ กิดอะไรก็ได้  เช่น  ทําใหเ้ กิดภัยพิบัติ  ทําใหค้ นตายก็ได้  ส่วนรูปร่าง
หนา้ ตาของแถนจะเปนอย่างไรไมม่ ใี ครรู ้ หนา้ ทีของแถนคือ ดูแลชาวโลก รักษาคนปวย ช่วยเหลือคน 
ดูแลผเี รือน  ลงโทษคน  ส่วนทีอยู่ของแถนนนั   แถนอยู่สูงสุดบนฟา  การบูชาแถนต้องบูชาด้วยควาย
เท่านนั  อํานาจของแถนทําใหฝ้ นตก ฟาร้อง นาท่วม ลมพายุ โดยความคิดเหน็ ดังกล่าว สอดคล้องกับ
ความคิดของ ไสว เพชรรุณ (สัมภาษณ์, 22 มกราคม 2559) ประธานมลู นธิ ไิ ทดํา ประเทศไทย กล่าว
ว่า  “แถน”  คือ  เทวดาสูงสุด  ไมส่ ามารถลบหลู่ได้  แถนเปนผดู้ ลบันดาลความเจริญ  ความสุข  แต่ใน
ขณะเดียวกัน  แถนก็ยังสามารถทําใหเ้ กิดโรคภัยไข้เจ็บแก่คนในครอบครัว  และเมอื เกิดความทุกข์อัน
เนอื งมาจากการเจ็บไข้ได้ปวย ชาวไทดําเชือว่า เพราะอํานาจของแถนดลบันดาลใหเ้ กิดความทุกข ์ ดัง
นนั   พิธ“ี เสนเต็ง”  หรือ  “เสนนอ้ ยจ้อย”  จึงถูกจัดขึนเพือขอร้องใหแ้ ถนช่วยยกโทษและปลดปล่อย
วิญญาณบรรพบุรุษใหห้ ลุดจากโซ่พันธนาการบนเมอื งแถนตามความเชอื   ผทู้ ําพิธเี สนเต็งคือ“แมม่ ด
”  หรือ  “หมอมด” ทีสามารถติดต่อสือสารกับ “แถน” บนฟาได้ รูปแบบพิธเี สนเต็งมขี ันตอนทีหลาก
หลายและแตกต่างไปตามพืนที  

  ปจจุบัน  ลําดับขันตอนของพิธเี สนเต็ง  ถูกลดทอนขันตอนเนอื งด้วยสภาพของสังคมที
เปลียนแปลงไป  ปยวรรณ  สุขเกษม  (สัมภาษณ์,27  มกราคม  2559)  ใหท้ ัศนะว่า  เสนเต็งในปจจุบัน 
ถูกจัดขึนเพือสร้างขวัญและกําลังใจใหแ้ ก่ผปู้ วยและบรรดาญาติเท่านนั   เนอื งจากวิทยาการทางการ
แพทย์สมยั ใหมเ่ ข้ามาแทนทีความเชือดังเดิม  ในขณะที  เมอื พิจารณารูปแบบและขันตอนของการ
ประกอบพิธ ี ยิงเหน็ ได้ชัดว่า พิธเี สนเต็งในปจจุบัน ถูกปรับเปลียนไปตามสภาพ เช่น คนไทดําตระกูล
ผตู้ ้าว  ได้แก่ ตระกูลสิงลอคํา สิงลอนอ้ ย เปลียนจากการบูชาแถนด้วยควายเปนการบูชาด้วยหมแู ทน 

61 

เนอื งจากสภาพทางเศรษฐกิจ  หรือขันตอนบางลําดับถูกตัดทอนลง  เช่น  พิธเี สนเต็งพืนทีบ้านนาปา
หนาด  อ.เชียงคาน  จ.เลย  พิธเี สนเต็งพืนทีบ้านบางระกํา  อ.เมอื ง  จ.พิษณุโลก  เปนต้น  อย่างไรก็ตาม 
บางพืนทีในประเทศไทย  คนไทดําตระกูลผตู้ ้าวก็ยังยึดวิธกี ารบูชาเฉกเช่นเดิมดังเช่น  กรณีการทําพิธี
เสนเต็งของชาวไทดําสายตระกูลผตู้ ้าวในพนื ทีอําเภอท่าแซะ  จังหวัดชุมพร  ยังใช้ควายเปนสัตว์บูชา
พญาแถนตามความเชืออยู ่  

อย่างไรก็ตาม  พิธเี สนเต็ง  ของชาวไทดําทีบ้านนาแง้น  แขวงหลวงนาทา  สาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาวกลับยังคงรูปแบบของพิธกี รรมดังกล่าวอย่างดังเดิม  จันอ้อ  ไลสะหวัน  (
สัมภาษณ์,  19  มกราคม  2559)  กล่าวถึง พิธเี สนเต็งในหมบู่ ้านว่า ชาวไทดําจัดพิธขี ึนก็ต่อเมอื  คนใน
บ้านหรือคนในครอบครัวเจ็บปวยอาหารหนกั   การเสนเต็งเริมต้นจากการไปหา  “หมอเยือง”  เพือ
เสียงทายว่า  เกิดจากสาเหตุใด  หรือบรรพบุรุษคนใดถูกอํานาจของแถนจองจําไว้บนเมอื งฟา  เมอื
ทราบถึงสาเหตุด้วยการทํานายจากการเสียงทายแล้ว  พิธเี สนเต็งจึงถูกจัดขึนเพือรักษาโรคของคนใน
ครอบครัว ขันตอนของพิธเี สนเต็งก็มไิ ด้มกี ารลดลําดับพิธแี ต่อย่างใด หากแต่ การบูชาแถนด้วยควาย
ถูกปรับเปลียนใหก้ ลายเปนหมดู ้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเฉกเช่นเดียวกับประเทศไทย  

กรณีของพิธเี สนเต็ง ผวู้ ิจัยมองว่า เปนพิธกี รรมทีชีใหเ้ หน็ ถึงความสัมพันธร์ ะหว่างคนกับแถน
อย่างชัดเจน  นอกจากในพิธที ีจะม ี “วัตถุสัญลักษณ ์ (symbolic  object)”  ทีใช้เพือสือความหมายใน
การขอขมาเพือไถ่โทษแล้ว  ยังปรากฏพฤติกรรมสัญลักษณ ์ (symbolic  behavior)  ทีมกี ารจําลองใน
การปฏิบัติต่อองค์แถน  โดยจะมแี มม่ ดผทู้ ําพิธเี ปนตัวแทนลูกหลานขอขมา  โดยแมม่ ดเปนสือกลาง
ระหว่างมนษุ ย์กับเมอื งฟา  นอกจากแมม่ ดผทู้ ําพิธแี ล้ว   ยังมลี ูกหลานในบ้านต้องร่วมขอขมา  และ
ต้องจัดหาหนมุ่ สาวพรหมจาร ี ชาย  2  หญิง  2 เรียกว่า “หนมุ่ เข้าร้าน สาวกวานจา” มาร่วมในพิธอี ีก
ด้วย  

นอกจากนแี ล้ว  ชาวไทดําก็ยังคงมพี ิธกี รรมอืน  ๆ  ทีแสดงใหเ้ หน็ ถึงความสัมพันธร์ ะหว่างคน
กับแถน อาทิ พิธเี สนแก้เคราะห ์ พิธปี ลูกกล้วยเมอื งฟา-เมอื งลุ่ม เปนต้น  ในขณะที พืนทีบ้านนาแง้น 
แขวงหลวงนาทา  สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว  มพี ิธ ี “เซอเฮือนหมาว”  หรือ  พิธ ี “ขึน
บ้านใหม”่   ซึงได้มกี ารบันทึกด้วยภาษาไทดํา  พิมพ์เปนอักษรลาวดังตัวอย่างในภาพที  1  พิธ ี “เซอ
เฮือนหมาว”  มขี ันตอนทีแสดงถึงความสัมพันธร์ ะหว่าง  “คนกับแถน”  อย่างชัดเจนเช่นกัน  ขันตอน
พิธที ีสําคัญตอนหนงึ คือ  การเชิญแถนเทวดาจากฟาลงมาสถิตยังปรมั พิธที ีถูกจัดเตรียมอยา่ งง่าย  ๆ 
ด้วยการปูเสือในพืนทีทีถูกจัดไว้  การเชิญเริมต้นจากหมอพิธเี อือนเอ่ยบทสวดเพือเชิญ  แถน  เทวดา 
บริวารแถน  ผเี จ้านาย  ผเี มอื ง  มาร่วมพิธ ี กินของเซ่นไหว้และขอร้องใหแ้ ถนช่วยอํานวยอวยพรให้
สร้างบ้านเรือนสําเร็จลุล่วงอย่างดี ขอแถนช่วยใหน้ าท่าอุดมสมบูรณ ์ ขอแถนใหบ้ ันดาลฝนฟาตกต้อง
ตามฤดูกาล  ขอแถนใหบ้ ันดาลลมพายุใหเ้ ปลียนทิศทาง  ไมม่ าทําความเสียหายใหแ้ ก่บ้านเรือน  ใน
ขณะทีพิธดี ังกล่าวในพืนทีประเทศไทยไมม่ ปี รากฏ กําจร เพชรยวน (สัมภาษณ์, 9 กุมภาพันธ ์ 2559) 
กล่าวว่า  ไทดําในประเทศไทยยังคงเหลือพิธกี ารขึนบ้านใหมเ่ พยี งการตัดไมข้ ม่ นาม  ซึงเปนเพียงการ

62 

ขอขมาเจ้าปาเจ้าเขาหรือผปี ระจําต้นไม ้ และการบอกกล่าวว่าได้ตัดเอาไมม้ าสร้างบา้ นเท่านนั   มไิ ด้

นาํ ไปประกอบกิจอย่างอืน  ส่วนลําดับขันตอนการขึนบ้านใหมก่ ็ปรับประยุกต์ใช้ตามคนไทยใน

ปจจุบัน  

 

 

  
  
ภาพที  1:  ตัวอย่างบางสว่ นของความเซอเฮือนหมาว  (ความเซอเฮือนใหม)่   บันทึกด้วยภาษา
ไทดํา พิมพ์เปนอักษรลาว (เข็มเพชร ไลสะหวัน,สัมภาษณ์ 19 มกราคม 2559)  
 
ทอน แปนโก๋ (สัมภาษณ์,22 มกราคม 2559) ใหข้ ้อสังเกตว่า พิธคี วามเซอเฮือนใหม ่ ของชาว
ไทดําทีแขวงหลวงนาทา  อาจได้รับอิทธพิ ลจากพิธกี รรมของกลุ่มชาติพันธุท์ ีอยูแ่ วดล้อม  เพราะ
พิธกี รรมของไทดําทีเกียวข้องกับแถน  จะไมม่ กี ารเชิญแถนลงจากฟามาสู่ดิน  และนอกจากนนั   เมอื
พิจารณาถึงเนอื หาจากตัวบททีได้ยกตัวอย่างมา  ยิงแสดงใหเ้ หน็ ชัดว่า  มกี ารผสมผสานระหว่างวิธคี ิด
เรืองแถนกับวิธคี ิดเรืองการบูชาผขี องลาวเข้าไว้ด้วยกัน เนอื งจากปรากฏการเอ่ยเรียกผเี จ้านาย ผเี จ้า
เมอื งของทางลาวมาร่วมพิธ ี ข้อสังเกตดังกล่าว  สอดคล้องกับความคิดเหน็ ของ เชาวลิต อารยุติธรรม 
(สัมภาษณ์,22 มกราคม 2559) ปราชญ์ชาวบ้าน ชาวไทดํา จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า โดยหลักปฏิบัติ
ต่อองค์แถนนนั   ชาวไทดําไมม่ พี ิธกี รรมในลักษณะของการเชือเชญิ แถนลงมายังพนื ดิน  เพราะถือว่า
เปนการรบกวนต่อแถน  แถนเปนเทวดาสูงสุดซึงจะไมล่ งมายุ่งเกียวกับมนษุ ย ์ มนษุ ย์เท่านนั ทีจะเปน
ผขู้ อร้องใหแ้ ถนดลบันดาลอํานาจมาช่วยเหลือ   
จากกรณีพิธเี สนเต็ง  ตัวแทนของพิธกี รรมแบบดังเดิม  ส ู่ พิธเี ซอเฮือนใหม ่ ตัวแทนของ
พิธกี รรมแบบผสมผสาน  นาํ ไปสู่การพิจารณากรอบการมองด้วยวิธคี ิดแบบค่ตู รงข้าม  (binary 
opposition)  ทําใหเ้ หน็ ถึงความเชืออันเนอื งจากพิธกี รรมในระดับของกระบวนทัศน ์ (paradigm)  ที
กล่าวถึง  ว​ ิธคี ิดชุดหนึง  ทีว่าด้วยเรืองของการบูชาพระยาแถนด้วยวิธดี ังเดิมและแบบผสมผสาน  วิธี
คิดแบบคู่ตรงข้ามจากพิธกี รรมดังกล่าว  แสดงใหเ้ หน็ ถึงคู่ตรงข้ามทีเปนในลักษณะของ  ​ดิน  กับ  ฟา 
ซึง  “ดิน”  เปนความหมายหรือสัญลักษณ์ของ  “โลกมนษุ ย์”  ส่วน  “ฟา”  คือความหมายหรือ
สัญลักษณ์แทน  “แถน” ในขณะที ตัวเชือมความสัมพันธเ์ ชิงพิธกี รรม (mediator of ritual) ระหว่าง

63 

โลกมนษุ ย์กับแถน  คือ  ผทู้ ําพิธ ี ซึงหมายถึง  หมอมด  แมม่ ด  หมอพิธ ี หรืออีกนยั หนงึ อาจหมายถึง 
ควายหรือหมซู ึงเปนสัตว์บูชาพระยาแถนทีทําใหโ้ ลกมนษุ ย์กับฟาสามารถเชอื มต่อกันได้ผา่ น
พิธกี รรม  เมอื พิจารณาถึงคู่ตรงข้ามและตัวเชือมพบว่า  ​ภาพรวมวิธคี ิดและทิศทางของการบูชาแถน
ของชาวไทดําในประเทศไทย  มลี ักษณะจากข้างล่างขึนสู่ข้างบน  ในขณะที  พิธกี รรมของชาวไทดํา 
เมอื งหลวงนาทา  ส่วนหนงึ พบว่ามลี ักษณะจากข้างบนลงสู่ข้างล่างพืนดิน  ทิศทางทีแตกต่างกัน
สะท้อนใหเ้ หน็ โครงสร้างวิธคี ิดเกียวกับความสัมพนั ธร์ ะหว่างคนกับแถนในเชงิ พฤติกรรม
เปลียนแปลงไป แต่ก็สามารถดํารงความเชือของแถนเอาไว้ได้ในกลุ่ม   

โครงสร้างความคิดในมมุ มอง  “ดิน  กับ  ฟา”  ส่งผลใหเ้ กิดรูปแบบทางความคิดและนาํ ไปสู่
ความหลากหลายของพิธกี รรม  ในขณะที  ทิศทางและตัวเชือม  ถูกกล่าวถึงในรูปแบบของความเปน
ของแท้  (authenticity)  ทีเปนแบบอย่างการปฏิบัติ  (ดังในกรณีของการอ้างถึงลักษณะการบูชาจาก
ล่างสู่บนและการเชิญแถนจากบนลงล่าง)  ผวู้ ิจัยมองเหน็ ว่าประเด็นเรืองของความเปนของแท้  เปน
ประเด็นหนงึ ทีมคี วามสําคัญในเชิงสังคมศาสตร ์ กล่าวคือ  การกล่าวอ้างถึงความจริงแท้  ถือว่ามนี ยั
เชิงอํานาจรูปแบบหนงึ ทีเกิดขึนเพือสร้างความชอบธรรมใหแ้ ก่ภมู ปิ ญญาหรอื มรดกทางวัฒนธรรม
หนงึ ๆ   

อย่างไรก็ตาม  การดํารงคงอยู่ของแถนในพิธกี รรม ทําใหเ้ กิดการสืบสานภาษาและวัฒนธรรม
ของชุมชนชาวไทดํา  หรือแมแ้ ต่การคงอยู่ของพิธกี รรมทีถูกปรับเปลียนและแปลงความหมายก็
สามารถนาํ มาสู่ความร่วมมอื ของคนไทดําในชุมชน  ดังกรณีตัวอย่างเพิมเติม  อาทิ  การนาํ พิธแี ซปาง 
หรือ  พิธบี ูชาแถน  ไหว้ครูหมอมด  หมอมนต์ของชาวไทดํามาตัดทอนและนาํ เสนอในรูปแบบของ  “
การแสดง”เพียง  3-5  นาที  เพือแสดงอัตลักษณ์ถึงความเปนไทดําของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุไ์ ทดํา 
บ้านนาปาหนาด จ.เลย ซึงเปนส่วนหนงึ ของการจัดการท่องเทียวเชิงชาติพันธุล์ ักษณะหนงึ   

นอกจากนแี ล้ว  จากการเก็บข้อมลู ภาคสนาม  ผวู้ ิจัยยังพบปรากฏการณ์ทางสังคมทีมคี วาม
เกียวข้องกับการพลวัตวัฒนธรรมในรูปแบบของการหยบิ ยกเอาวัฒนธรรมบางอยา่ งขนึ มาใหค้ วาม
หมายและใหค้ ุณค่าผา่ นวิถีปฏิบัติใหม ่ ๆ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมแบบใหมอ่ ันทําใหว้ ัฒนธรรมนนั
ได้รับการเนน้ ยาใหโ้ ดดเด่น  หรือมวี ิถีชีวิตขึนมาใหมใ่ นปริบททีไมเ่ คยมมี าก่อน  การผลิตซาทาง
วัฒนธรรมจึงก่อใหเ้ กิดการนาํ วัฒนธรรมมาผลิตใหมใ่ นวัตถุประสงค์ใหม ่ เพือใหส้ อดคล้องตอบสนอง
กับสถานการณ์หรือปริบทใหม่ หรือมกี ารสรา้ งความหมายใหม ่

 
นอกจากน ี “ความเชือเรืองแถน”  ของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําในประเทศเวียดนามยังมคี วามเชือ
ทียังนบั ถืออย่างเหนยี วแนน่ ซึงสะท้อนผา่ นวิถีความเชอื ของชาวบ้านไทดําไมน่ บั ถือศาสนาใด 
นอกจากการนบั ถือผตี ามบรรพบุรุษ และบูชาผบี รรพบุรุษในเครือตระกูลด้วยกันและมกี ารปฏิบัติกัน
อย่างเคร่งครัด ในขณะที ยามเมอื เจ็บปวย มกี ารไหว้ผฟี าผแี ถนเพือขอใหช้ ่วยเหลือ และเมอื ตายไปก็
จะมคี ําขับบอกทางเพือกลับไปยังเมอื งลอ แต่หากปวยหนกั ก็จะไปโรงพยาบาล  

64 

เต๋น ลา ชุง (สัมภาษณ์, 18 ธนั วาคม 2558) ชาวไทดําเมอื งมอคเจา ประเทศเวียดนาม กล่าว

ว่า  แถนคือ  เทวดา  หรือนางฟา  การรับรู้เรืองแถนผา่ นการเรียนรู้เรืองนทิ านของชาวไทดํา  แต่ก็ไม่

สามารถจดจําเนอื หาใจความได้  ส่วนแถน  ทีอยู่ในความทรงจํา  ส่วนใหญ่รับรู้ผา่ นพิธกี รรมต่าง  ๆ มี

การไหว้แถนในเทศกาลสําคัญ  เช่นงานปใหม ่ การสร้างบ้านสร้างเรือน  มกี ารขอพรจากแถน  ใหแ้ ถน

ช่วยคุ้มครอง ใหม้ ชี ีวิตทีดี 

ก่า แอง จุง (สัมภาษณ์, 18 ธนั วาคม 2558) ชาวเมอื งเดียนเบียนฟ ู ใหท้ ัศนคติเกียวกับความ

เชือเรืองแถนว่า เปนผทู้ ีสามารถดลบันดาลความสุขได้ และผทู้ ีสามารถติดต่อแถนได้คือ หมอผ ี หมอ

มด  ในขณะเดียวกัน  แถน  สามารถดลบันดาลใหห้ ายจากโรคภัยหายเจ็บได้  แต่ในขณะทีเมอื รัฐบาล

มนี โยบายใหส้ ังคมเปนสังคมพหวุ ัฒนธรรม  (multicultural)  ทางรัฐบาลจึงใหเ้ จ้าหนา้ ที  ทหาร 

พยาบาล  หมอ  ตํารวจ  ได้เรียนรู้ภาษาไทดํา และภาษาของชนเผา่  เพือทําความเข้าใจวัฒนธรรมของ

แต่ละชนเผา่   เปนลักษณะการดําเนนิ การในเชิงลึก  เพือถ่ายทอดวิทยาการใหม ่ ๆ แก่ชาวชนเผา่  โดย

เฉพาะเรืองทางสาธารณสุข  จึงทําใหป้ จจุบันใหช้ าวบ้านบางส่วนดูแลสุขภาพตามการรกั ษาแบบใหม ่

ซึง ก่า แอง จุง มองว่า นคี ือการเปลียนแปลงเกียวกับความเชือเรืองแถนในมติ ิหนงึ  

 

ความนา่ สนใจอีกประการหนงึ เกียวกับข้อมลู ความเชือแถนอีกมมุ หนงึ คือ  การใช้รูป

สัญลักษณ ์ “พระเยซู”  แทน  รูปสัญลักษณ ์ “แถน”  ทีเมอื งเซิลลา  ประเทศเวียดนาม  ผวู้ ิจัยพบ  การ

ปรากฏของเรืองเล่าทีรองรับการสร้างศาลแถนในชุมชน โดยเรอื งเล่ามอี ยูว่ ่า 

  

เวลาประมาณหนึงทุ่มของคืนวันหนึง  ในหมบู่ า้ นมีควายตัวหนึงวิงซน

เขา้ บา้ นของชาวบา้ น  วิงชนขา้ วของเครืองใชต้ กหล่นระเนระนาดเสยี หายหลาย

บา้ น  จนมาถึงบา้ นของชาวเวียดนามทีนับถือคริสต์  ควายตัวนัน  ได้วิงชนมอเต

อรไซต์จนล้ม  และวิงหนา้ ลงปลัก  จากนันชาวบา้ นจึงได้ตามควายตัวนันไป  ได้

สอบถามชาวบา้ นในละแวกนันว่า  ควายตัวนันเปนของบา้ นใด  แต่ก็ไมม่ ีผอู้ อก

มารับว่าตัวเองเปนเจ้าของ แต่เมือไปถึงปลักควายนัน ควายตัวนันได้หายไปแล้ว 

ชาวบา้ นหาเท่าไหร่ก็ไมเ่ จอ (กา ถิ ทวา, สัมภาษณ์, 19 ธนั วาคม 2558) 

 

กา  ถิ  ทวา  กล่าวเสริมเรืองราวทีสร้างขึนมาภายใต้ปรากฏการณ์ความเชอื เรืองแถนทีผกู โยง

กับพระเยซูว่าบริเวณพืนทีเกิดเหตุนนั   สมยั ก่อน  เคยเปนลานฆ่าควายประกอบพิธกี รรมของกล่มุ

ไทดํา  ส่วนหนงึ ของควายทีถูกฆ่าก็เพือการบูชาองค์พญาแถน  ดังนนั   จึงเปนเหตุใหช้ าวบ้านเข้าใจกัน

ว่า  ควายตัวทีวิงซนจนชนข้าวของชาวบ้านพังเสียหายนนั   คือ  ควายของพญาแถนทีส่งลงมา 

ประกอบกับ  บ้านหลังทีควายตัวดังกล่าว  วิงชนจนมอเตอรไซต์ล้มเปนบ้านหลังหนงึ ของชาว

เวียดนามทีมาซือทีมาสร้างบ้าน  ในขณะเดียวกัน  เจ้าของบ้านหลังนนั   นบั ถือศาสนาคริสต์  และมอง

65 

เหตุการณ์ทีเกิดว่าเปนควายของแถนเช่นกัน  ดังนนั จึงได้สร้างศาลขึนมา  ณ  จุดทีควายเข้ามาชน
มอเตอร์ไซต์ล้ม  ขณะทีรูปเคารพทีสร้างขึนมา  เปนรูปลักษณ์ขององค์พระเยซู  ซึงเปนการสวมทับวิธี
คิดเรืองของ “เทพเจ้า” ลงไปอย่างลงตัว 

ประเด็นดังกล่าว  ผวู้ ิจัยมองเหน็ ว่าเปนการใช้เรืองเล่า  “ควายของแถน”  ผนวก  “ความเชือ
ของศาสนาคริสต์” จนเกิดการสร้าง “สัญลักษณ์” ใหเ้ กิดความศรัทธาของคนในชุมชน ถือว่าเปนการ
ใช้อนภุ าค  (motif)  ทีมอี ยู่ร่วมกันในสังคม  (cultural  sharing)  และเมอื มกี ารสร้างสัญลักษณ ์ (ศาล
แถน-พระเยซู)  ขึนมา  ชาวไทดําในหมบู่ ้านได้ใหค้ วามเคารพนบั ถือ  มกี ารเล่าเรืองเล่าทีรองรับการ
สร้างศาลขึนมาและแพร่กระจายภายในหมบู่ ้านเท่านนั   ยังไมม่ กี ารแพร่กระจายออกสู่หมบู่ ้านไทดํา
อืนๆ ดังนนั  จึงมเี พียงชาวไทดําทีเข้ามาบูชาศาลแถนทีนเี พียงเท่านนั  ในขณะเดียวกัน มกี ารบูชาศาล
แถนองค์นดี ้วยพิธกี รรมเยียงประเพณีชาวไทดํา  อาทิ  การฆ่าหมเู ซ่นไหว้  (พระพญาแถน – พระเยซู) 
การแหน่ างแต๋ง (ความเชือเรืองหญิงสาวบริสทุ ธทิ ีถวายแก่พญาแถน) เปนต้น  

  
4.2 ประเพณี “แหเ่ จ้าขึนวัง” : ประเพณปี ระดิษฐภ์ ายใต้ตํานาน “ลาวหามเจ้า”   

ประเพณ ี “แหเ่ จ้าขึนวัง”  จัดโดย  มลู นธิ ไิ ทยทรงดํา  ประเทศไทยและความร่วมมอื ของเครือ
ข่ายชาวไทดําทัวประเทศไทย  จัดขึนครังแรกเมอื วันที  30  เมษายน  2556  ณ  อ.เมอื ง  จ.เพชรบุร ี
กิจกรรมดังกล่าว ได้รับความร่วมมอื จากชาวไทดําทัวประเทศไทย พิธกี ารเริมจากการรวมตัวของชาว
ไทดํา ณ ลานกว้างข้างเขาวัง ชาวไทดําแต่ละพืนทีแต่งกายชุดประจํากลุ่มทีอวดโฉมกันอย่างสวยงาม 
มกี ารจัดทําเครืองประดับตกแต่งในขบวนพิธแี หอ่ ยา่ งมสี ีสนั   ประกอบด้วย  ดอกไมล้ ายปกลายต่าง  ๆ 
ทีนาํ เสนอผา่ นรูปแบบของปายขบวน ตุง (ธง) และ การตบแต่งขบวน  

  
ภาพที 2 : กิจกรรมประเพณี “แหเ่ จ้าขึนวัง” จากตํานาน “ลาวหามเจ้า”  

  
ประเพณ ี “แหเ่ จ้าขึนวัง”  ใช้ตํานาน  ​“ลาวหามเจ้า”  ซึงเปนเรืองราวทีรองรับการสร้าง
ประเพณีนขี ึนมา  ตํานานลาวหามเจ้า  เปนตํานานเรืองเล่าทีกล่าวถึง  เรืองราวของชาวไทดําทีถือกัน
ว่า  เปนเกียรติภมู ขิ องชาวไทดํา  ทีทํางานใกล้ชิดรับใช้พระมหากษัตริย ์ โดยพระบาทสมเด็จ

66 

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั   รัชกาลที  4  โปรดเกล้าฯ  ใหช้ าวไทดําเปนแรงงานก่อสร้างพระตําหนกั เขาวัง

เมอื ประมาณป  พ.ศ.  2410  และเมอื สร้างพระตําหนกั เขาวังเสร็จ  ชาวไทดํายังได้รับพระ

มหากรุณาธคิ ุณใหป้ ฏิบัติหนา้ ทีเปนคนจัดเตรยี มแคร่และแบกหามกษัตรยิ  ์ พระบรมศานวุ งศ ์ เจ้า
นาย  ขึนสู่พระตําหนกั เขาวัง  นอกจากนนั   ทรงมพี ระกรุณาโปรดเกล้าใหม้ ตี ําแหนง่ มหาดเล็ก  เรียก “​

เด็กชา”  รับผดิ ชอบหนา้ ที  “พนกั งานเสลียง”  โปรดเกล้าฯ  แต่งตังเด็กชาหามเสลียงขึนเขาวังครังนนั  

ประกอบด้วย  นายออ  (ต้นตระกูล  “ออไอศนู ย์”)  นายไหม  (ต้นตระกูล  “ดังไหม”)  นายนวล  (ต้น

ตระกูล “นวลละออง”) นายย้อย (ต้นตระกูล “เพ็ชรติง”) นอกจากน ี ยังโปรดเกล้าฯ แต่งตังใหช้ าวไท

ดําปกครองกันเอง (เพียะ) ทังยังมกี ารโปรดเกล้าฯ แต่งตังใหเ้ ปนขุนนางหลายท่านด้วยกัน  

รูปแบบพิธแี หเ่ จ้าขึนวัง  เริมต้นด้วยขบวนของมลู นธิ ไิ ทยทรงดํา ประเทศไทย มกี ารจัดเสลียง

ตบแต่งด้วยดอกไมน้ านาชนดิ  บนเสลียงม ี พระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ของรัชกาลที 4 นอกจากนนั  มี

ชาวไทดําแต่งชุดประจํากลุ่มร่วมกันแบกเสลียงดังกล่าวขึนเขาวัง  หนา้ ขบวนมกี ารใช ้ “วงแคน

ประยุกต์”  บรรเลงเพลง  “ไทดํารําพัน”  และเพลงอืน  ๆ  นาํ ขบวนเพือสร้างบรรยากาศในการร่วม

กิจกรรม  ถัดจากขบวนเสลียง  ก็เปนขบวนชาวไทดําจากหมบู่ ้านต่าง  ๆ  ทัวประเทศทีมาร่วมงาน

ประเพณีแหเ่ จ้าขึนวัง  

เมอื ขบวนหยุด  ณ  พระตําหนกั เขาวัง  นายไสว  เพ็ชรรุณ  ประธานมลู นธิ ไิ ทยทรงดํา 

ประเทศไทย  นาํ พีนอ้ งชาวไทดําจากทัวประเทศ  ทําความเคารพด้วยการถวายบังคมพระบรมฉายา

ทิศลักษณ์รัชกาลที 4 และการคํานบั ตามรูปแบบวิธขี องชาวไทดํา หลังจากนนั  นายไสว เพ็ชรุณ อ่าน

คําสดุดีรัชกาลที 4 โดยภาษาไทดํา ดังน2ี 3 

 

องค์พอ่ หลวง  ผเู้ ปนเจ้าเปนต้าว  เฮย้   มือน ี สามสิบเมษา  เบือนหา้ ปลาย 

ขอ่ ยผลู้ ุ๊ผหู้ ลานไทยทรงดํา  เต็งหลาย  ได้มาสอ  ลงเขา่ เต้าขาไหว้เฮา้   องค์

พระจอมเกล้าเจ้าชีวิต  ผเู้ ปนจ้าวเปนเต้า  พระองค์ได้เสด็จสวรรคคต  เขา้ เมืองฟา

ปานแถน  เจ้าต้าวเมืองเอย  จังเหา้ ย์วิญญาณเจ้า  องค์ผเู้ ปนเจ้าต้าวเมืองฟา  เหา้ ย์

เจ้ามีสามสิแสน  ต้าวซ่า  หา้ สิบแสน  ต้าวลาว  เหา้ ย์มีสามสิบแสน ต้าวลุม เหา้ ย์มา

เฝาองค์เมือง  ผเู้ ปนเจ้าเปนต้าว  จังเหา้ ย์มีลุ๊บา้ นใต้  มาสง่ เกลือ  จังเหา้ ย์มีลุ๊บา้ น

เหนือ  มาสง่ เขา้   หยะกินจิน  เหา้ จินแล่นหาน  หยะกินปา  เหา้ ย์ปาแล่นล่ ู เหา้ ย์มีผู้

แต่งปาน  หลาปอม  จังเหา้ ย์มีหว้าสาวหนอ่ ม  มาโฮม  มาเปนขอ้ ยจ้วงใจ้ย์  เจ้าต้าว

เหย่าว์ นังเมือง...เนอ้   

เหา้ ย์เปนผบู้ า้ วไพน่ อ้ ย  มาสง่ เฝง  แก่งไหม  เหา้ ย์ได้นอนเสือกว้าง  หมอน

ซ้อน  โสนแสว่  ไหมกา จังเหา้ ย์วิญญาณ ผเู้ ปนเจ้าเปนต้าว เหา้ ย์อยู่เด้งสวรรค์ ชัน 

7 เหา้ ย์สมเด็จ เปนเหย่าว์เปนเต้า เมืองสวรรค์ เนอ้ ... วิญญาณเจ้า จีสะเด็จไปต้าง

23 อ่านเนอื ความโดย นายสมทบ ศริ นิ าโพธิ (ไอยเรศ บุญฤทธ-ิ ผบู้ นั ทึก) 

67 

เด้าย์ เหา้ ย์มีเต้งนางสวรรค์ มาแหม่ าฮม่  หลายหนา้  มีเต็งเทวหลา นําปอม เหา้ ย์มี
เต็งกองฆอ้ ง แหน่ ําไปปอมเจ้าฟา มีเต๊งปชะวาอาจ อาจ ฮัน เสียงปแป แอ๋ แอ๋ ปเก๊
นหลา  มาแหม่ าเฮา้   มีเต๊งกองหนา้ เก้า ตีสะเด็จนําหลัง มีเด็งผขู้ ํา ฮม่ เงินฮม่ กา มา
บังแดดเกิงฝน โผน ๆ ผา่ ย เหา้ ย์มีเต็งเทวหลา มาแหห่ ลายพันเนอ้  ขอ่ ยผนู้ อ้ ย อยู่
เมืองลุม จีจอยภาวนา สง่ บุญหนนุ เหา้ ย์ มีเต็งขอ่ ยจวงใจ๋ย์ เปนหมืนเปนแสน ขอ่ ย
ผนู้ อ้ ย  ภาวนา  เหา้ ย์วิญญาณ  เจ้าต้าว  นังปราสาทเงิน  ปราสาทต๊อง อยู่เมืองโบน 
เต้งเมืองฟาจังเหา้ ย์เจ้าฟา  อยู่เชียงซังหนว่ ยตาเว็น  เหา้ ย์อยู่เย็น  ซังบัวเงินบัวกา 
เนานา  บุญเจ้าขึนแล้วหย่าเหย้าว์ลง  เหา้ ย์ขึนโยง  ๆ  ซังกงฝายถาบ  เหา้ ย์บุญยืน
หย๊าบ  ๆ  ซังจอมปราสาท  เจ้าเอ็ดไว้เมืองเหย้าว์เพชรที  เหา้ ย์บุญบารม ี แก่เกล้า 
เหา้ ย์ได้เปนเขา้   เปนต้าว  ต่อมือหนา้ เนอ้   เหา้ ย์วิญญาณเจ้าต้าว  กุมบา้ นกุมเมือง 
เหา้ ย์ลุ๊เหา้ ย์หลานของไทยใต้ย์สยามน ี อยู่ดีกินดีเนอ้   เจ้าฟาองค์เมืองเอย  องค์
เมืองเอย  
 
จากข้อมลู ดังกล่าว ผวู้ ิจัยสรุปเนอื ความโดยยอ่ ความว่า  
  

“...องค์พอ่ หลวง  (รัชกาลที  4)  ผเู้ ปนเจ้าเปนนาย  ในกาลน ี วันที 30 
เมษายน  เหล่าขา้ พเจ้าและลูกหลานชาวไทยดําได้ร่วมใจมาเคารพเพอื แสดง
ความจงรักภักดีแก่องค์พอ่ หลวง  บัดน ี ท่านได้เสด็จสวรรคต ท่านเสด็จไปยัง
เมืองฟาเมืองแถนในชันเจ้าฟา  ขอใหพ้ ระองค์มีบริวารเปนสามสิบแสน
เทวดารับใช ้ หา้ สิบแสนเจ้าลาว สามสิบแสนเจ้าเมืองมนษุ ย์ ในการน ี ใหม้ ีลูก
หลานจากเมืองทิศใต้มาสง่ เกลือ  ลูกหลานทางทิศเหนือมาสง่ ขา้ วสง่ ปลาสง่
ชินเนือไว้ใหพ้ ระองค์ได้เสวย  ใหม้ ีผมู้ ารับใชท้ ่านผเู้ ปนเจ้าเปนใหญใ่ นชันฟา 
เนอ้ ...”  

  
ประเพณ ี “แหเ่ จ้าขึนวัง”  เปนกิจกรรมหนงึ ทีถูกจัดขึนและสามารถดึงเอาความทรงจํารว่ ม
ของชาวไทดําผา่ นรูปแบบของกิจกรรมภายใต้เรอื งราวตํานาน  “ลาวหามเจ้า”  ในขณะที  คํากล่าว
สดุดีรัชกาลที  4  ซึงเปนส่วนสําคัญทีสุดของงาน  เปนสิงทีสะท้อนใหเ้ หน็ มมุ มองของการผนวกใช ้ วิธี
คิดเรืองแถน  ก​ ับ  ​สัญลักษณ์แหง่   “รัฐไทย”  ผา่ นประเพณีประดิษฐอ์ ย่างกลมกลืน  ทําใหเ้ กิดการผสม
ผสานกับความเปนรัฐไทยและเกิดสํานึกร่วมชาติพันธ ุ์ นยั ของการผนวกและผสมผสานได้สร้างความ
เปนหนงึ เดียวระหว่างความเปนรัฐไทยกับความเปนกลุ่มไทดํา ตอกยาผา่ นแนวคิดเรืองระบบอุปถัมภ์
ทีสือผา่ นตํานานลาวหามเจ้าโดยมสี ถานะกษัตริย์กับคนต่างถิน  (เชลย)  เปนตัวบทเชือมสัมพันธแ์ ละ

68 

ดําเนนิ เรือง  ขณะทีปจจุบัน  สถานะดังกล่าวถูกแปลงใหก้ ลายเปน  ​สัญลักษณ์แหง่ รัฐไทยกับราษฏร
หรือพสกนิกรผา่ นประเพณีประดิษฐด์ ังกล่าว  

  
4.3  แถน  –  พุทธ  –  ครสิ ต์  :  การปะทะกันอยา่ งประณปี ระนอมระหว่างความเชือดังเดิมและ
ความเชือศาสนาอืน ๆ   

ไทดําใหค้ วามเคารพและนบั ถือแถนหรือผฟี า ผซู้ ึงเปนทุกสิงทุกอย่างและเปนผกู้ ําหนดทุกสงิ
บนโลก  การเชือฟงและกําหนดตามแถนสังจะทําใหเ้ กิดความสุขแก่ทังตัวเองและครอบครัว  โดยมี
พญาแถนหลวง (แถนลอ) เปนหวั หนา้ แถนทังปวง ส่วนผเี รือนหรือผบี รรพบุรุษใหก้ ารคุ้มครองปกปก
รักษาสมาชิกในครอบครัว  ดังนนั   การนบั ถือแถนและผจี ึงเปนตัวแทนของการนบั ถือศาสนาแบบ
ดังเดิม  

นอกจากนไี ทดํายังมคี วามเชือว่ามผี ปี ระจําอยู่ตามสถานทีต่างๆ เช่น ผเี ตาไฟ โดยเชือว่าหา้ ม
ข้ามเตาไฟเพราะจะทําใหเ้ ดือดร้อน  ผนี าทีทําหนา้ ทีในการคุ้มครองดูแลผลผลิตใหเ้ ติบโตงอกงาม 
โดยมกี ารเซ่นผนี าก่อนการเกียวข้าวเพือแสดงความขอบคุณผนี าโดยใช้เหล้ากับไก่เปนเครืองเซน่   ผี
ประจําหมบู่ ้านจะมกี ารตังศาลและมพี ิธเี ซ่นไหว้ในเดือนหก และยังมผี ปี ระจําตัวบุคคลทีเรียกว่าขวัญ 
ถ้าทําใหผ้ ปี ระจําตัวหรือขวัญตกใจก็จะทําใหผ้ นู้ นั เจ็บปวยได้  และเมอื มกี ารตาย  ภายหลังจากเผา
แล้วก็จะเก็บกระดูกเพือนาํ ไปฝงแล้วปลูกเรอื นหลังเล็กๆ  ทับไว้  ทีเรียกว่าเรือนแก้วทีปาเฮ่วหรือ
ปาช้าของชาวไทดํา  ไทดําเชือว่า  เมอื คนตายไปแล้ว  ขวัญหรือวิญญาณของผตู้ ายจะเดินทางไปเฝา
แถนก่อน หลังจากนนั ก็จะกลับมาประจําอยู่ทีบ้านเปนผเี รือนประจําบา้ น ในการทําพิธ ี หมอเสนและ
เขยกกจะทําหนา้ ทีบอกทางใหก้ ับขวัญหรือวิญญาณผตู้ าย  เพือชีแนะเส้นทางในการเดินไปเฝาแถน (
มธุรส ปราบไพรี, 2543: 75-78)  

ผ ี ในความเชือของไทยโซ่ง  มที ังคุณและโทษ  แบ่งได้เปน  4  ระดับ  ดังน ี (พนดิ า  เย็นสมทุ ร, 
2524: 30-32)  

1)  ผแี ถนหรือผฟี า  คือ  เทวดาอยู่บนสวรรค์  ผแี ถนอาจดลบันดาลใหค้ นมคี วามสุขหรือความ
ทุกข์ก็ได้ ดังนนั คนต้องอยู่ในทํานองครองธรรม ผแี ถนจึงจะใหค้ วามปกปองดแู ล  

2) ผบี ้านผเี รือน ทําหนา้ ทีดูแลรักษาบ้านเมอื งใหเ้ กิดสันติสุข ผชี นดิ นอี าจอยู่ตามปาเขา หรือ
ศาลหลักเมอื ง สําหรับผบี ้าน (ผปี ระจําหมบู่ ้าน) จะอยูท่ ีศาลเจ้าปูซงึ แต่ละปก็จะจัดพธิ เี ซน่ ไหว้  

3)  ผบี รรพบุรุษ  คือผปี ู  ย่า  ตา  ยาย พ่อ แม ่ หลังจากเสียชีวิตลูกหลานก็จะเชิญดวงวิญญาณ
ใหม้ าอยู่ทีหอ้ ง “กะล่อหอง” โดยจะทําพิธเี สนเรือนเพือเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษทุกปเปน
ประจํา  

4)  ผปี า  ผขี วงและผตี ่างๆ  คือ  ผที ีอยู่ตามปาเขา  ถ้าคนทําใหแ้ ค้นเคืองใจก็จะทําใหเ้ ปนไข้ไม่
สบายได้รับความเดือดร้อน  

69 

ปจจุบัน  เนอื งด้วยสังคมพหวุ ัฒนธรรม  การนบั ถือแถนและผขี องชาวไทดําในประเทศไทยมี
การผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธ  ประเพณี-พิธกี รรมหลายประเภทมกี ารนาํ ขันตอนพธิ ขี องพุทธ
ศาสนาเข้ามาผสมผสานอย่างแยกจากการไมอ่ อก การเปลียนวิธคี ิดจากการนบั ถือศาสนาแบบดังเดิม
สู่การนบั ถือพุทธศาสนาของชาวไทดํานาํ ไปสภู่ มู ปิ ญญาในการสรา้ งเรอื งราว  ตํานานเพือรองรับ
ปรากฏการณ์แหง่ ความเชือ  ดังกรณ ี ตํานานเรือง  “ผา้ เปยวศกั ดิสิทธ”ิ   ซึงเปน  “นทิ านอธบิ ายเหต ุ
(Explanatory tale)” ทีกล่าวถึง เหตุใดชาวไทดําจึงไมไ่ หว้พระ แ​ ต่กระนนั  ก็สามารถใช้ชีวิตในร่มบวร
พระพุทธศาสนาได้อย่างร่มเย็น โดยตํานานเล่าไว้ว่า  
  

  ใ​ นอดีตนัน  ปางเมือพระอนตุ ตรสัมมาสัมโพธญิ าณโคตมพุทธเจ้า
ประทับนังสมาธใิ ต้ต้นศรีมหาโพธจิ วนจะตรัสรู้เต็มที  ได้มีมหานทีพัดเอา
สรีระของพระองค์ลอยไปตามกระแส  เมือชาวไทดําผา่ นมาพบจึงได้เขา้
ชว่ ยเหลืออย่างสุดกําลัง  โดยนําเอาผา้ เปยวมัดต่อกันเปนผนื ใหญค่ ล้อง
สรีระพระองค์ขึนมาจากมหานที  เมือชว่ ยพระพุทธองค์ขึนมาได้สําเร็จ 
ด้วยความดีความชอบนันชาวไทดําจึงได้รับการยกเว้นจากพระบรม
ศาสดาโดยไมต่ ้องไหว้พระองค์ สว่ นผา้ เปยวจึงกลายเปนผา้ ศกั ดิสิทธขิ อง
คนไทดําและใชโ้ พกหัวมาถึงทุกวันน ี  
(กร ไพศนู ย์, สัมภาษณ์ 20 มกราคม 2559)  

  
ภาพที 3: ผา้ เปยวของหญิงชาวไทดํา ใชโ้ พกหัวในในกิจกรรมต่าง ๆ  

ทางวัฒนธรรมและใชส้ อยในวิถีชีวิต  
(ภาพผา้ เปยวจากเมืองเซินลา ประเทศเวียดนาม)  

  
จากตํานานเรือง  “ผา้ เปยวศกั ดิสิทธ”ิ   แสดงใหเ้ หน็ ถึงการสร้างตํานานทีประสานความเชือ
ระหว่างความเชือดังเดิมกับพุทธศาสนาอย่างประณีประนอม  และนอกจากภมู ปิ ญญาทีถูกสร้างสรรค์

70 

ใหเ้ กิดกลายเปน  นทิ าน  ตํานานแล้ว  ยังมกี ารนาํ เสนอและสือผา่ นงานศลิ ปะซึงสะท้อนพลวัตความ

เชือของคนไทดําในประเทศไทยทีถูกบรรจงถ่ายทอด  โดยศลิ ปนบรรจงแต่งแต้มสีสันเพือสร้าง

จินตนาการแหง่ การพลวัตซึงผสานกับวิถีพุทธอยา่ งลงตัว  ดังตัวอย่าง  จิตรกรรม  ฝาผนงั บนกุฏิ

ของวัดดอนทอง  จังหวัดนครปฐม  ภาพต่าง  ๆ  บอกเล่าเรืองราวทีว่าด้วยเรืองของการเปลียนแปลง

ความเชือและสิงยึดเหนยี วจิตใจของคนไทดํา   

 

  

  
ภาพที 4: จิตรกรรมฝาผนังบนกุฏิของวัดดอนทอง จังหวัดนครปฐม  

ทีแสดงถึงวิธชี ีวิตชาวไทดํากับพุทธศาสนา  
  
นอกจากจิตรกรรมฝาผนงั ทีประสานความเชอื ดังเดิมของไทดํากับพทุ ธศาสนาแล้ว  ยังมกี าร
สร้าง  “วัตถุมงคล” ทีถือว่าเปนวัตถุแทนความเชือของคนไทดํา วัตถุมงคลดังกล่าว จัดสร้างขึนในชือ
ว่า “หนมุ านอาคม นะเศรษฐไี ทยทรงดํา” จัดสร้างโดย วัดดอนรวบ อ.เมอื ง จ.ชุมพร เมอื  พ.ศ. 2557 
ผวู้ ิจัยพิจารณาวัตถุมงคลชินนพี บว่า  มกี ารหยิบเอา  “ตัวละคร”  จาก  “วรรณคดี”  มาเปนองค์
ประกอบในการสร้างรูปวัตถ ุ นนั คือ  การหยิบเอา  “หนมุ าน”  มาเปนภาพแทนของความมงั คัง  มงั ม ี
เนอื งด้วย  ความเชือ  “หนมุ าน”  ในวงการ  “วัตถุมงคล”24  เชือว่า  หนมุ านมีฤทธ ิ อยู่ยงคงกระพัน 
หายตัวได้ แปลงกายได้ มีเขียวแก้ว กุณฑล ขนเปนเพชร นอกจากนัน หนมุ านออกศกึ สูร้ บกับขา้ ศกึ ได้
ชัยชนะจึงได้เสวยสุขด้วยโภคทรัพย์ทังปวง  ส​ ่วนการสร้างความเปนมงคล  (sacralization)  ใหแ้ ก่วัตถุ
มงคลชินน ี อํานาจ  แสงทอง  (สัมภาษณ์,  6  มถิ ุนายน  2558)  ใหข้ ้อมลู ว่า  ได้อาราธนาพระคุณเจ้า
เกจิอาจารย์ผมู้ วี ิชาอาคม  อีกทัง  เชิญเกจิอาจารย์ชาวไทดําบริกรรมคาถาตามความเชอื ของไทดํา  (
มนตร์ไทดํา)  จนอานภุ าพของวัตถุมงคลชินนมี ชี ือเสียงโด่งดัง  เปนทีต้องการของคนไทดําในจังหวัด
ชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง คนไทดําเช่าบูชาไปหลายคนบอกต่อกันว่า หลังจากเช่าบูชา หนมุ านอาคม 
นะเศรษฐไี ทยทรงดําทําใหเ้ กิดความรารวย บางรายถูกหวย ถูกสลากกินแบง่ รัฐบาลอยูเ่ ปนนจิ   

24 อ่านเพมิ เติม สกุ ัญญา สจุ ฉายา, การประยุกต์ใชค้ ติชนในการสรา้ งวัตถมุ งคลในปจจุบนั , หนา้ 140-141, เรอื งเล่าพนื
บา้ นไทยในโลกทีเปลียนแปลง , ศริ าพร ณ ถลาง บรรณาธกิ าร 

71 

  

  

ภาพที 5: ตัวอย่างวัตถุมงคลคนไทดํา รุ่น “หนมุ านอาคม นะเศรษฐไี ทยทรงดํา”  

จัดสร้างโดย วัดดอนรวบ อ.เมือง จ.ชุมพร  

  

นอกจากการนบั ถือศาสนาพุทธแบบฉบับชาวไทดําในพืนทีต่าง  ๆ  ในประเทศไทยแล้ว  ยังมี

การผสานความเชือระหว่างวิธคี ิดเรืองแถนกับความเชือครสิ ต์ศาสนาในหลายพืนที  อาทิ  พืนทีหมทู่ ี 

4  บ้านนาปาหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย ทีรับเอาวิธคี ิดของพระคริสต์เข้ามาสวมทับความเชือเรืองแถน

อย่างลงตัว ความเชือแบบผสมผสานทีเกิดขึน ชาวไทดํากลุ่มดังกล่าวเชือว่า แถน คือ พระเจ้าสูงสุดซึง

เปรียบดังพระคริสต์  ในขณะเดียวกัน  ความเชือเรืองแถนในแบบลักษณะดังกล่าว  มพี ิธกี รรมสวด

อ้อนวอนบูชาแถน(พระคริสต์)  ทุกวันอาทิตย ์ ขันตอนของการสวดอ้อนวอนเปนตามขนบการ

สวดของคริสต์ศาสนา โดยมคี ัมภีร์คําสวดฉบบั ภาษาไทดํา  

  
ภาพที 6: หนา้ ปก “หนังสือบันทึกคําสอนองค์แถน  
(ถอดเสียงภาษาไทดํา - ปบ เจียน กว๊าม เจ้า ปว ฟา)  

หรือ หนังสือคําสอนของพระเยซู  
(บรรทัดทีสอง ถอดเสียงเปนภาษาไทดํา- กว๊าม หยัน ปาว ตอย ล๊วง ต๊าง เจ้า เย ซู)  
  

72 

คําว่า “องค์แถน” หรือ “เจ้าปวฟา” ถูกใช้เรียกและสวดแทนชือพระเยซูคริสต์ ในช่วงพิธกี าร
สารภาพบาป ชาวไทดํามกั กล่าวถึง “ความผดิ ” “ความขุ่นข้องหมองใจ” “ความขับข้องใจ” “ความไม่
สบายใจ”  ต่อองค์แถน  คําพูดโดยส่วนใหญ่จะเปนการ  “ขอร้อง”  ให ้ “องค์แถน” ช่วยเหลือ เรืองราว
โดยส่วนมากจะกล่าวถึง  ความไมส่ บายใจทีคิดไมด่ ีต่อธรรมชาติ  จึงได้ขอใหพ้ ญาแถนช่วยเหลือใหฝ้ น
ฟาตกต้องตามฤดูกาล  ช่วงท้ายของพิธกี รรม  มกี ารร่วมร้องเพลงภาษาไทดํา  ใช้ทํานองสวดของทาง
คริสต์  แต่บางช่วง  มกี ารร่วมร้องเพลงด้วยภาษาไทดํา  โดยใช้ทํานองเพลง  “ไทดํารําพัน”  ในการสวด
บูชาอ้อนวอน   

โสภา  คุ้มคํา  (สัมภาษณ์,  21  มนี าคม  2559)  กล่าวว่า  แถน  คือ  เปนพระคริสต์  ผดู้ ลบันดาล
ความสงบสุขแก่โลก  ชาวไทดําทีหนั มานบั ถือแถนในลักษณะเช่นน ี ก็เพราะต้องการ  “การหลุดพ้น” 
จาก “ข้อกําหนด-ข้อบังคับ” ของวัฒนธรรมไทดําทีว่าด้วยเรือง “ความเชือเรืองผแี ละแถนแบบดังเดิม
”  ดังนนั   การนบั ถือแถนลักษณะดังกล่าว  จึงเชือว่า  เมอื คนไทดําตายไป  วิญญาณจะขึนสวรรค์ไป
สถิตย์อยู่กับองค์แถน และจะไมก่ ลับมายังโลกมนษุ ย์อีก ดังนนั  ด้วยวิธคี ิดเช่นน ี จึงไมจ่ ําเปนต้องมกี าร 
“เลียงผบี รรพบุรุษ” อีกต่อไป ดังนนั  ชาวไทดําทีนบั ถือแถนลักษณะน ี จึงทําพิธยี ก“กะล่อหอง (หอ้ งผี
บรรพบุรุษ)” ออกจากบ้านโดยสินเชิง และจะมพี ธิ กี รรมสวดอ้อนวอนแถนแทนที   

  

  
ภาพที 7: ชาวไทดํา บา้ นนาปาหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย   
ผศู้ รัทธาในแถนพระคริสต์กําลังร่วมพิธสี วดบูชาองค์แถน ณ คริสตจักรบา้ นนาปาหนาด  
  
การยกหอ้ งกะล่อหอง  ออกจากบ้าน  นบั เปนการเปลียนแปลงวิธคี ิดทีเกียวกับผบี รรพบุรุษ
ของชาวไทดําเปนอย่างมาก เนอื งจาก หอ้ งกะล่อหอง มนี ยั ความสัมพันธใ์ นเชิงเครือญาติ และยังเปน
ทีมาของการทําพิธกี รรมต่าง  ๆ  ของชาวไทดํา  กรณีของ  การยกกะล่อหองออกจากบ้าน  ยังเปน
ประเด็นทีถกเถียงกันในหมบู่ ้านนาปานาด  อย่างไรก็ตาม  เพชรตะบอง  ไพศนู ย ์ (สัมภาษณ์,  18 
มนี าคม  2559)  กล่าวว่า  เรืองของความเชือเปนสิทธสิ ่วนบุคคลทีทุกคนสามารถจะนบั ถือ  ดังนนั   ใน

73 

หมบู่ ้านนาปาหนาด  ชาวไทดําจะนบั ถือศาสนาอะไร  ปฏิบัติพิธกี รรมอย่างไร ก็ล้วนอยู่ทีการตัดสินใจ
ของแต่ละบุคคล  แต่ความสําคัญอยู่ที  ศาสนาหรือความเชือเหล่านนั   ทําใหช้ ุมชนมคี วามสงบสุขและ
สามารถรักษาความเปนกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําได้มากนอ้ ยเพียงใด  ในขณะที  ข้อคิดเหน็ ดังกล่าว 
สอดคล้องกับ  นฤนาถ  สิงลอ  (สัมภาษณ์,3  มนี าคม  2559)  ชาวไทดําผสู้ นใจศกึ ษาเปรียบเทียบ
วัฒนธรรมไทดําใน  3  ประเทศ  (ประเทศไทย ลาว เวียดนาม) กล่าวว่า ในสมยั ก่อน “กะล่อหอง” ถือ
เปน  “อัตลักษณ์”  ของคนไทดํา  คนไทดําต้องม ี “กะล่อหอง”  เพือการทําพิธกี รรมบูชาผบี รรพบุรุษ 
แต่ในปจจุบัน กะล่อหอง เปนเพียง “สัญลักษณ์” ทีบ่งบอกถึง ความเปนไทดําได้ในระดับหนงึ เท่านนั  
เนอื งจาก  บ้านของคนไทดําสมยั ปจจุบัน  บางบ้านก็มไิ ด้มกี ะล่อหองอยู่กับบ้านแล้ว  อันเนอื งจาก
หลายเหตุผล  แต่อย่างไรก็ตาม  ชาวไทดําก็จะกระทําการพิธที ีเกียวกับผบี รรพบุรุษอย่างเคร่งครดั  
หากแต่  “สัญลักษณ์” ทีหมายถึง “อัตลักษณ์” ความเปนไทดํา ได้ลดเลือนหายจากไปทีละนดิ  ดังนนั  
การคงอยู่ของ  “กะล่อหอง”  จะมหี รือไมม่ นี นั   คงไมส่ ําคัญเท่ากับการมพี ิธกี รรมรําลึกถึงบรรพบุรุษ
มากนอ้ ยเพียงใดต่างหาก  
  

  
ภาพที 8: ประตูทางเขา้ หมบู่ า้ นชาติพันธุไ์ ทดํา บา้ นนาปาหนาด อ.เชยี งคาน จ.เลย ทีแสดง
สัญลักษณ์ความเชือและศาสนาไว้ ประกอบด้วย (เรียงจากด้านซา้ ย) 1. สญั ลักษณ์ “ขอกดุ ” แทน 

ศาสนาผแี ละความเชือเรืองแถน    
2. สัญลักษณ์ “เจดีย์” แทน พุทธศาสนา และ 3. สญั ลักษณ์ “ไมก้ างเขน” แทน ศาสนาคริสต์  

  
 
 
 
 

74 

4.4 วัตถมุ งคลองค์แถน : มงคลวัตถผุ สานความเชือ พทุ ธ-พราหมณ์-ผ(ี แถน)  
“วัตถุมงคล”25  หมายถึง  สิงทีเกิดจากความเชือความศรัทธา  และค่านยิ มในวัตถ ุ สิงของ  ที

กลุ่มคน หรือคนบางคนเชือว่า วัตถุหรือสิงของนนั ใหผ้ ลอย่างใดอย่างหนงึ ในทางทีเปนประโยชนห์ รอื
เปนคุณต่อผทู้ ีครอบครอง  เช่นเชือว่าทําใหเ้ กิดผลทางด้านการคุ้มครองปองกัน  ขับไล่ปดเปาสิงชัว
ร้าย หรือดลบันดาลใหเ้ กิดผลอย่างใดอย่างหนงึ กับผทู้ ีมไี ว้ในครอบครอง อีกนยั หนงึ   วัตถุมงคลเปน
สิงทีมอี ิทธพิ ลเหนอื ธรรมชาติ  มผี ลทางด้านจิตใจต่อผทู้ ีครอบครอง  ในขณะเดียวกัน  วัตถุมงคล  เปน
สิงทีมากับ ความเชือ ลัทธ ิ หรือศาสนา ดังนนั  วัตถุมงคล จึงถูกสร้างขึนภายใต้อิทธพิ ลของลัทธคิ วาม
เชือ  หรือศาสนานนั ๆ  และมรี ูปแบบเปนลักษณะต่างๆ  แตกต่างกันไปตามความเชือ  ซึงอาจจะสร้าง
ขึนใหม้ รี ูปหรือเกิดความหมายแทนสิงนนั   

วัตถุมงคลคนไทดํา  สร้างขึนภายใต้ปริบทของความเชือทางศาสนาทีผสานความเชอื   พุทธ  –
พราหมณ์-ผ(ี แถน)  เข้าไว้ด้วยกัน  วัตถุมงคลคนไทดํา  จัดสร้างขึนในชือ  ​พระพญาแถนรวยแสนล้าน 
(1  สายเลือด  2  สายนา  จากแมโ่ ขงเชือมโยงสูเ่ จ้าพระยา)  ใ​ นรูปแบบของวัตถุมงคล  “จาตุคามราม
เทพ”  แนวคิดของการสร้างทีเชือว่า  พญาแถน  เปนเทพเจ้าทีมมี หทิ ธานภุ าพ  เหนอื ธรรมชาติเปนผู้
บันดาล  ใหเ้ กิดทุกสิงทุกอย่างแก่มนษุ ย ์ และสรรพสิงในโลกน ี เปนผบู้ ันดาลใหฝ้ นฟาตกต้องตาม
ฤดูกาล  เปนผบู้ ันดาลความสุขทุกข ์ ความมงั ม ี ความงาม  เปนผคู้ ุ้มครองดูแลคนดี  ลงโทษคนกระทํา
ผดิ   เปนผดู้ ูแลชะตาชีวิตของมวลมนษุ ย์โลก  “พญาแถน”  เปนเทพเจ้าทีชาวไทยทรงดํา  ไทยอีสาน 
ไทยเวียง ไทยยวน และไทยพวน (ตระกูลไทยลาว) นบั ถือตามบรรพบุรุษมานานนบั พัน ๆ ป  

รูปลักษณะของ ​พระพญาแถนรวยแสนล้าน เปนวัตถุวงกลมแบน ด้านหนา้  เปนรูปพญาแถน
นงั ขัดสมาธอิ ยู่บนฐานพญานาค  ระหว่างฐานพญานาคเปนรูปควายนอนหมอบ  (พาหนะของแถน) 
ใต้รูปควายหมอบ ปรากฏอักษร ม.ท.ด.ท (มลู นธิ ไิ ทยทรงดํา ประเทศไทย) และ ข้อความ “พญาแถน
รวยแสนล้าน”  ส่วนด้านหลัง  เปนรูปจาตุคามรามเทพ  หรือบางมวลสาร  เปนรูปพระนครคีร ี (เขาวัง) 
จ.เพชรบุร ี สถานทีความทรงจําของกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา  ส่วนการบูชา  ​พระพญาแถนรวยแสนล้าน  มี
บทสวดเฉพาะคือ เริมต้นจากการตังนะโม 3 จบ โดยกล่าวคําว่า ข​ ะอุติโย มะคะติโย โสยะตะ มิยะถัง 
อะหังตัง สาธ ุ นอกจากนนั  ยังมกี ารสร้าง “แหวนพญาแถนรวยแสนล้าน” ขึนมาในวาระเดียวกันอีก
ด้วย  โดยออกแบบรูปแถนเปนลักษณะเดียวกันกับวัตถุมงคลพระพญาแถนรวยแสนล้าน  เพียงแต่
แหวนพญาแถนรวยแสนล้านจัดสร้างตามจํานวนทีมกี ารสงั จองไว้เท่านนั   

ในขณะที นยั ของ พระพญาแถนรวยแสนล้าน นอกจากจะสร้างขึนเพือเปนวัตถุมงคลของคน
ไทดําแล้ว  ยังเชือว่าสามารถดลบันดาลความรารวยอันเนอื งจากความเชอื ทีว่า  แถนสามารถดล
บันดาลความมงั มใี หแ้ ก่ผทู้ ีบูชาได้  ดังนนั   ในปริบทของสังคมทุนนยิ ม  ดังนนั   จึงไมผ่ ดิ นกั ทีการสร้าง
วัตถุมงคลดังกล่าวจะนาํ เอาอนภุ าค (motif)“การบนั ดาล” ของแถนมาใชใ้ นวัตถมุ งคลชนดิ น ี  
  

25 ณ​ ฐั พล อยูร่ ุง่ เรอื งศกั ดิ.(2555).ประวัติศาสตรผ์ า่ นพระเครอื ง คติความเชอื และพทุ ธพาณชิ ย.์ นครปฐม: โรงพมิ พ์
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร พระราชวังสนามจันทร ์

75 

  
ภาพที 9 : พระพญาแถนรวยแสนล้าน (ด้านหนา้ ) และแหวนพญาแถนรวยแสนล้าน   

จัดสร้างโดย มลู นิธไิ ทยทรงดํา ประเทศไทย  
  

สมทบ  ศริ ินาโพธ ิ (สัมภาษณ์,  22  มกราคม  2559)  หนงึ ในคณะกรรมการจัดสร้างพระพญา
แถนฯ  กล่าวว่า  การสร้างวัตถุมงคลไทดําฯ  ผรู้ ิเริมจัดสร้าง คือ นายไสว เพชรรุณ ประธานมลู นธิ ไิ ทย
ทรงดํา  ประเทศไทย  โดยมแี นวคิดทีต้องการระดมทุนเพือซือทีดินก่อสรา้ งทีทําการมลู นธิ ไิ ทยทรงดํา 
ประเทศไทย  นอกจากนนั   ​การสร้างพญาแถนใหก้ ลายเปนวัตถ ุ ถือเปน  การเผยแพร่ความเชือเรือง
แถนใหแ้ ก่เยาวชนรุ่นใหม ่ เนอื งจาก  ปจจุบัน  เยาวชนชาวไทดํารู้จักพญาแถนนอ้ ยมาก  การสร้าง
พญาแถนเปนรูปเคารพก็นบั เปนเครืองทีสามารถเตือนใจและบอกกล่าวแก่เยาวชนว่ายังมคี วามเชือ
เรืองแถนทีสําคัญสําหรับกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา  

กําจร  เพชรยวน  (สัมภาษณ์,  22  มกราคม  2559)  กล่าวถึง  พิธกี รรมในการปลุกเสก  พ​ ระ
พญาแถนรวยแสนล้าน  มคี วามสําคัญมาก  การปลุกเสกแบ่งเปน  2  พิธใี หญ ่ คือ  พ​ ิธพี ุทธาภิเษกโดย
พระสงฆ ์ และ  พิธกี รรมไทดําโดยแมม่ ดหมอมด  พิธพี ุทธาภิเษกได้อาราธนาพระคุณเจ้าเชือสายชาว
ไทดําและพระเกจิอาจารย์เปนผทู้ ําการปลุกเสก  อาทิ  พระครูประยุคนวการ  (หลวงพอแย้ม)  วัด
สามง่าม  จ.นครปฐม  พระครูปญญา  เพ็ชรคุณ  วัดพระปฐมเจดีย ์ จ.นครปฐม  พระครูประชารักษ์  (
หลวงพ่อหลา)  วัดดอนรวบ  จ.ชุมพร  และ  พระครูวิจิตรรวัชรธรรม  (วัดกุฏบางเค็ม  อ.เขาย้าย 
จ.เพชรบุรี)  ส่วนพิธกี รรมไทดําโดยแมม่ ดหรือหมอมด  จัดขึนเปนปรัมพิธขี ้าง  ๆ  พิธพี ุทธาภิเษก 
นอกจากน ี มวลสารทีใช้ในการจัดทําพระพญาแถนรวยแสนล้าน  ประกอบด้วยมวลสารจํานวน  14 
ชนดิ   มหี นงึ ชนดิ ทีมคี วามสําคัญเปนพิเศษคือ  มวลสารลําดับที  11  ซึงเปนมวลสารทีบ่งบอกถึงความ
เปนกลุ่มชาวไทดํา คือ อิฐ ดิน มวลสาร เพีย-ต้าว –ขุน-หลวงบรรพบุรุษต้นตระกูลชนเผา่ ไทยทรงดํา 
จากวัดหนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี และอิฐ ดินจากหลายวัดทีมอี ัฐขิ องบรรพบุรุษไทยทรงดํา  

  แมว้ ่า  การสร้าง  พระพญาแถนรวยแสนล้าน  จะเปนการผสมผสานความเชือ  พุทธ-
พราหมณ์-ผ(ี แถน) เพือแสดงออกถึงสัญลักษณ์แหง่ ชาติพันธุผ์ า่ นรูปวัตถกุ ็ตาม แต่รูปลักษณ์ของวัตถุ
มงคลพระพญาแถนรวยแสนล้าน  ทีถูกกําหนดสร้างขึน  อาจสวนทางกับแนวคิดความเชือเรืองแถน
ชาวไทดําหลายพืนที  อาทิ  นาย-ไมป่ ระสงค์ออกนาม  (สัมภาษณ์,  29  มกราคม  2559)  ทีเชือกันว่า 

76 

พญาแถน  ไมม่ รี ูปเคารพ  ไมม่ รี ูปร่างหนา้ ตาทีชัดเจน  และไมม่ ใี ครสามารถล่วงรู้ได้ว่ารูปลักษณ์ของ
พญาแถนเปนเช่นไร ดังนนั จึงไมส่ มควรทีสร้างเปนวัตถุดังกล่าว ในขณะที นาง-ไมป่ ระสงค์ออกนาม (
สัมภาษณ์,21  มนี าคม  2559)  ปฏิเสธการรับมอบ  พระพญาแถนรวยแสนล้านจากผสู้ ร้าง  เนอื งจาก
เชือว่า แถน เปนสิงสูงสุด ไมม่ ใี ครสามารถสรา้ งหรอื บอกได้ว่า แถนควรจะเปนรูปลักษณะอยา่ งไร   

หากแต่ในปริบทของ  “คติชนสร้างสรรค์  (creative  folklore)”  ผวู้ ิจัยมองว่า  พระพญาแถน
รวยแสนล้าน  จัดเปน  วัตถุทางคติชน  ชินหนงึ ทีได้หยิบเอาความเชือในกลุ่มมาผลิตหรือสรา้ งเพือ
สืบทอดหรือดํารงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธ ุ์ อย่างไรก็ตาม  นอกจากน ี ผวู้ ิจัยพบว่า  แนวคิดการทํา 
“แถน”  ใหก้ ลายเปน  “ทุนทางวัฒนธรรม  (cultural  capital)”  เพือสร้างมลู ค่าหรือคุณค่าทาง
วัฒนธรรม อย่างพบได้อีกหลายกรณี อาทิ   

● แนวคิดการนาํ แถนมาเปนเครือง “เชิญชวน” ใหค้ นไทดํารว่ มท่องเทียวในลักษณะ
การกลับสู่มาตุภมู ิ (ประเทศเวียดนาม) ตามเสน้ ทางคําบอกทางสู่เมอื งแถน ด้วย
แนวคิดทีว่า “กลับสู่อ้อมอกแหง่ แถน” พนสั ล้วนเมอื ง (สัมภาษณ์, 11 มนี าคม 
2559) ผรู้ ิเริมการท่องเทียวลักษณะดังกล่าว กล่าวว่า ต้องการจัดการท่องเทียวที
ทําใหค้ นไทดําเกิดความภาคภมู ใิ จในกลุ่มชาติพันธุต์ ัวเอง และรู้รากทีมาของกล่มุ ชน 
การกลับท่องเทียวไปยังเมอื งทีปรากฏในคําขบั บอกทางไปเมอื งแถนจากพิธกี รรม
หลังความตายนนั ถือเปนการได้ย้อนรอยบรรพบุรุษชาวไทดํา และได้รูจ้ ักสถานที
สําคัญต่าง ๆ ทีถูกบอกเล่าในวิถีชีวิตของชาวไทดํา เชน่ ขรัวหวาย นานอ้ ยอ้อยหน ู
นาตกตาดผไี พ เปนต้น  

● แนวคิดการสร้าง “รูปหล่อองค์พญาแถน” เพอื เปนศนู ยร์ วมใจชาวไทดํา ทีบา้ นเกาะ
แรต อ.บางเลน จ.นครปฐม ของ นายไสว เพชรรุณ ประธานมลู นธิ ไิ ทยทรงดํา 
ประเทศไทย ซึงปจจุบันได้ดําเนนิ การจัดเตรียมทีดินสาํ หรับรูปหล่อดังกล่าวไว้
เรียบร้อยแล้ว แต่ยังขาดทุนทรัพย์ในการจัดสร้าง  

● แนวคิดการจัดสร้าง “มหาวิทยาลัยไทดํา” ของ นายเพชรตะบอง ไพศนู ย์ ประธาน
ชมรมหล้า-ลอง เจ้าของพิพิธภัณฑ์ไทดํา บ้านนาปาหนาด อ.เชยี งคาน จ.เลย โดย
เพชรตะบอง ไพศนู ย์ (สัมภาษณ์, 21 มนี าคม 2559) มแี นวคิดโดยนาํ “แถน” ซงึ เปน
ความเชือสูงสุดของชาวไทดํามา “เล่าเรือง” และ “ดําเนนิ เรอื ง” เกียวกับวิถีชวี ิตของ
ชาวไทดําอย่างเปนวัฏจักร เพชรตะบอง ไพศนู ย์ ใหท้ ัศนะว่า แถนของไทดํามี 10 
แถน แต่ละแถนมบี ทบาทหนา้ ที (function) ไมเ่ หมอื นกัน ดังนนั สามารถดึงเอา
บทบาทหนา้ ทีของแถนแต่ลงองค์มาสังสอนเรืองราวต่าง ๆ ของวิถีชวี ิตของชาวไทดํา
ได้ โดยไมถ่ ือว่าเปนการลบหลู่ แต่อีกมมุ หนงึ ถือว่าช่วยสืบสานวัฒนธรรมไทดําใหแ้ ก่
ลูกหลานและผทู้ ีสนใจได้อีกวิธหี นงึ   

  

77 

4.5 นวนิยาย “แถนเมืองฟา” : เมือตัวอักษรถ่ายทอด “หวั ใจ” ไทดํา ในสงั คมไทยรว่ มสมัย  
นวนยิ าย เรือง “แถนเมอื งฟา” ได้แรงบันดาลใจจากประเพณีและวัฒนธรรมทีอยูร่ อบตัวของ 

พราวพุธ  นกั เขียนชาวไทดําทีเคยฟงนทิ านจากพ่อและแม ่ เมอื งแถน  เปนเรืองหนงึ ทีพราวพุธได้รับ
ฟงตังแต่เด็ก  ๆ  เล่าถึง  เมอื งทีพญาแถนสร้างขึนมาใหอ้ ยู่ในผลนาเต้า  เมอื งแถนเปนดินแดนทีอุดม
สมบูรณ ์ ชาวเมอื งแถนอยู่กินกันอย่างสุขสบาย  ต่อมา  ชาวเมอื งเกิดเบือและอยากจะออกจากผลนา
เต้า  จึงไปขอกับพญาแถนใหเ้ จาะผลนาเต้าจนชาวเมอื งหลังไหลออกมาดังสายนา แต่สุดท้ายทุกคนก็
ต่างโอดครวญกันว่าไมน่ า่ ออกมาเลย  เพราะเมอื ออกมาแล้วลําบากกว่าอยู่ในผลนาเต้าหลายเท่า 
และนนั เปนทีมาของความต้องการสุดท้ายของชาวไทดํา  คือการได้กลับไปทีเมอื งแถนบ้านเก่าของ
พวกเขาอีกครัง  

  
ภาพที 10: นวนิยายเรือง แถนเมืองฟา ผเู้ ขียนนามปากกา พราวพุธ นักเขยี นชาวไทดํา  
  
แถนเมอื งฟา เปนเรืองราวการผจญภัยของหญิงสาวชาวไทดํา จ.เพชรบุร ี นามว่า “แพรไหม” 
ด้วยเหตุไมค่ าดฝน แพรไหมพบว่าตัวเองได้เข้ามาสู่เมอื งแถนเมอื งทีแพรไหมไมเ่ คยเชอื เลยว่าจะมอี ยู่
จริง  ณ  เมอื งแถน  แพรไหมเหน็ ผคู้ นในเมอื งแถนต่างก็ชอบร้องราํ ทําเพลง  หนมุ่ สาวต่างพากันเล่น
โยนลูกช่วง  ไมม่ ใี ครเจ็บปวย  แพรไหมได้พบกับครอบครัวของ  “สิงห”์   ชาวเมอื งแถนทีคอยดูแลแพร
ไหม  เรืองราวการผจญภัยในเมอื งแถนระหว่าง  แพรไหมกับสิงห ์ เปนเรืองราวทีเข้มข้น  ผเู้ ขียน
บรรยายใหเ้ หน็ ภาพของสภาพภมู ปิ ระเทศของเมอื งแถน  ชีวิตความเปนอยู่ของผคู้ น  ตลอดจนเรือง
ราวทีเกียวข้องกับพญาแถน  แถนเมอื งฟาเปนนวนยิ ายแนวโรแมนติก  แฟนตาซีทีสอดแทรกวิถีชีวิต 
วัฒนธรรม ประเพณีของชาวไทดําไว้อย่างแนบเนยี น  

78 

นวนยิ ายเรือง แถนเมอื งฟา ถือเปนงานศลิ ปะประเภทวรรณศลิ ป ทีถ่ายทอดความเชือ-ความ
คิดเรืองแถนผา่ นวรรณกรรมร่วมสมยั   ซึงเปนวิธกี ารหนงึ ทีสามารถถ่ายทอดเรืองราวทีเกียวกับแถน
ได้อีกแนวทางหนงึ ซึงไมแ่ ตกต่างจากการรับรู้เรืองแถนผา่ นพิธกี รรมของชาวไทดํา  แถนเมอื งฟาจึง
อาจเปรียบได้ดัง “นทิ านไทดํา” ของยุคปจจุบัน โดยเปนเรืองราวเกียวกับการเดินทาง-การผจญภัยที
เมอื งมนษุ ย์และเมอื งแถนของคนไทดํา  นอกจากน ี แถนเมอื งฟายังแฝงไปด้วยอุดมการณ์ชาติพันธุท์ ี
ถ่ายทอดผา่ นตัวละคร  ในขณะเดียวกันยังเกิดปมขัดแย้งระหว่างทัศนคติแบบอนรุ ักษ์นยิ มกับการ
มองโลกแบบวิทยาศาสตร์ของคนในปจจุบัน  อย่างไรก็ดี  บทบาททีเกิดขึนล้วนเปนจินตนาการของผู้
เขียนทีผกู เรืองและเชือมโยงด้วยความเข้าใจจากการเติบโตในวัฒนธรรมไทดําทีมปี ู  ย่า  ตา  ยาย  พ่อ 

แม่ เปนผคู้ อยสังสอน 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

79 

บทที 5 
บทสรุปและอภิปรายผล 

  
ปรากฏการณ์ความเชือเรืองแถนทีเกิดขึนกับกล่มุ ชาติพันธุไ์ ทดํา  ผวู้ ิจัยมองเหน็ ว่า  เปน
ลักษณะของการผลิตซาทางวัฒนธรรม  หรือการผลิตใหมท่ างวัฒนธรรมเพือปรับปรนใหเ้ ขา้ กับ
สถานการณ์ทีเปลียนแปลงไป  เปนการนาํ เอาภมู ปิ ญญาไทดําซึงเปนต้นทุนทางวัฒนธรรมทีมอี ยู่แล้ว
ในสังคมไทดํามาประยุกต์ใช้ใหส้ อดคล้องกับปรบิ ทของสงั คมปจจุบัน  สังคมไทดําสามารถจะนาํ
ภมู ปิ ญญามาประยุกต์ หรือ ผลิตใหม ่ เพือการธาํ รงความเปนกลุ่มชาติพันธ ุ์ ก่อใหเ้ กิดการผลิตซาทาง
วัฒนธรรมเพือแก้ปญหาในสถานการณ์และปริบททางสังคมใหม ่ เช่น  ​ประเพณีแหเ่ จ้าขึนวัง  การ
ประพันธน์ วนิยาย  “แถนเมืองฟา”  เปนต้น  นอกจากน ี การผลิตซาทางวัฒนธรรมยังรวมถึงการนาํ
พิธกี รรมหรือความเชือนนั มาจรรโลงประโยชนใ์ นปจจุบนั   
อย่างไรก็ดี  การผลิตซาความเชือเรืองแถน  มคี วามหมายคาบเกียวกับคําว่า  สืบทอด
อุดมการณ ์ ซึงเปนการผลิตซาทางวัฒนธรรมเพือการสืบทอด  ผวู้ ิจัย  มองว่า  การสืบทอดวัฒนธรรม
และการผลิตซาทางวัฒนธรรมมที ังส่วนทีสมั พันธก์ ันและสว่ นทีแยกออกจากกัน  โดยสามารถอธบิ าย
ได้ผา่ นปรากฏการณ์ทีเกิดขึนในความเชือและพธิ กี รรมเกียวความเชอื เรอื งแถน  กล่าวคือ  หากเปน
พืนทีทางวัฒนธรรมของชาวไทดําทีมตี ํานานและพิธกี รรมเกียวกับแถนแต่ดังเดิม  การประกอบ
พิธกี รรมต่าง  ๆ  ทียังคงปฏิบัติต่อเนอื งกันมาถึงปจจุบันนบั ว่าเปนผลิตซา  เนอื งด้วยเพราะมกี าร
ประกอบพิธกี รรมเดิมซาๆ  กันนนั เอง  เช่น  ​การประกอบพิธกี รรมเสนเต็ง  (ประเทศไทยและลาว) 
พิธกี ารเซอเฮือนใหม ่ (ลาว)  เปนต้น  หากแต่การสืบทอดไมอ่ าจนาํ มาใช้กับวิถีปฏิบัติบางอยา่ งเกียว
กับแถนทีมกี ารริเริมในปริบทใหม ่ เช่น  ​การสร้างวัตถุมงคลองค์แถน  ในทีน ี ผวู้ ิจัยมองว่าเหมาะสมที
จะใช้คําว่าสืบทอดมากกว่า เพราะเปนการสง่ ต่อความเชือเรอื งแถนในปริบทใหมห่ รือรูปแบบใหม ่  
ในขณะที  ปรากฏการณ์ความเชือเกียวกับแถน  มนี ยั ทีข้องเกียวกับลักษณะแนวคิดเรือง  “
ประเพณีประดิษฐ ์ (invented  tradition)”  ซึงเปนส่วนหนงึ ของประวัติศาสตร์สังคมไทดําทีแสดงให้
เหน็ ถึงการนาํ ภมู ปิ ญญา  นทิ าน ตํานาน เรืองเล่า ประวัติศาสตร์มาใช้เปนเครืองมอื ในการสร้างความ
ชอบธรรม ใหก้ ับกลุ่มหรือวิถีปฏิบัติของตน อาทิ ป​ ระเพณีแหง่ เจ้าขึนวัง ห​ รือ รูปแบบการท่องเทียว “
กลับสูอ่ ้อมอกแหง่ แถน”  เปนต้น  จึงเปนภาพสะท้อนของสังคมไทดําในช่วงเวลานนั ได้ดีระดับหนงึ  
นอกจาก  ยังทําใหเ้ ข้าใจประเพณีของไทดําแบบดังเดิมและแบบประยุกต์ทีมที ังการต่อเติม  การปรุง
แต่ง  ดัดแปลง  และสร้างความหมายใหมใ่ หเ้ กิดขึน  การประดิษฐส์ ร้างสิงใดใดโดยใช้ความเชือเรือง
แถนในรูปแบบใหม ่ ๆ ภายใต้บริบทของการเปลียนแปลงทางสังคม ถือเปนความพยายามในการทีจะ
ดํารงรักษา อนรุ ักษ์ สืบทอดประเพณีในเชิง “คณุ ค่า” เอาไว้   
จากตัวอย่าง  “ปรากฏการณ์”ต่าง  ๆ  ทีหยิบยกมา  ผวู้ ิจัยมองเหน็ ว่า  “แถน”  ในปริบทของ
ความเชือของประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว  แบ่งเปน  2  ภาคของความ

80 

หมาย  คือ 1. แถนในภาคของความหมายในรูปสัญญะ กล่าวถึง ตัวตนของแถน รูปลักษณะ หรือการ
ปรากฏของแถนในนทิ าน  เรืองเล่า  ตํานาน  วรรณคดี  พิธกี รรม  และ  2.  แถนภาคนยั ของมายาคติ 
กล่าวถึง  ภาพแทนเชิงวัฒนธรรมทีหมายถึง  ความเชือดังเดิม  หากพิจารณาจาก  “ปรากฏการณ์”  ที
เกิดขึน พบว่า “แถน” ทัง 2 ภาคความหมาย มพี ลวัตการเปลียนแปลงตามสภาพสังคมอยู่ตลอดเวลา 
ผวู้ ิจัยสรุปลักษณะการพลวัตได้ 3 ประเด็นด้วยกันคือ   

1.  อุดมคติพลวัต  หมายถึง  หลักการหรือคุณค่า  (value)  ของคําว่า  แถน  มพี ลวัตในเชิง
จินตนาการและความเชือ  ดังตัวอย่างในกรณีของ  วิธคี ิดเรืองแถนกับความเชือในศาสนาคริสต์  ทีรับ
เอาวิธคี ิดของพระคริสต์เข้ามาสวมทับความเชือเรอื งแถนอยา่ งลงตัว  ในขณะเดียวกัน  วิธคี ิดเรือง
อุดมคติ  (ideal)  ในมมุ มองของหลักการอันเนอื งจากเงือนไขของความสัมพันธร์ ะหว่างชาติพันธุก์ ับ
ความเปนรัฐ  ก็ปรากฏใหเ้ หน็ ในปรากฏการณ์ของคําสดุดีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั  
รัชกาลที  4  ทีกล่าวถึงความเกียวข้องสัมพันธก์ ับเรืองพืนที  (space)  ของแถนทีถูกก้าวลาอาณาเขต
เข้าไปด้วยความยินยอมโดยไมม่ ปี ฏิกริยาต่อต้านทางวัฒนธรรม  อุดมคติพลวัตชีใหเ้ หน็ ถึงการผสม
ผสานเพือเปลียนอุดมการณ์เพือนาํ ไปสู่ วิธคี ิดหรือขนบแบบใหมท่ ีชาวไทดํายอมรบั ได้  

2.  วิธคี ิดพลวัต  หมายถึง  ความคิดร่วมและวิถีปฏิบัติของคนกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําต่อแถนมี
พลวัตเปลียนแปลง  วิธคี ิดพลวัตปรากฏขึนอยู่หลากหลาย  อาทิ  แถนพระคริสต์  กรณ ี การยกหอ้ งกะ
ล่อหอง ออกจากบ้าน ซึงนบั เปนการเปลียนแปลงวิธคี ิดทีเกียวกับผบี รรพบุรุษของชาวไทดํากับความ
เชือเรืองแถน  เนอื งจาก  หอ้ งกะล่อหอง  มนี ยั ความสัมพันธใ์ นเชิงเครือญาติ  และยังเปนทีมาของการ
ทําพิธกี รรมต่าง  ๆ  ของชาวไทดํา หรือ วัตถุมงคลแถน กรณีการไหว้บูชาด้วยบทสวดเฉพาะ ​ขะอุติโย 
มะคะติโย  โสยะตะ  มิยะถัง  อะหังตัง  สาธ ุ เปนต้น  วิธคี ิดพลวัตเช่นนตี ่างจากการวิถีปฏิบัติต่อแถน
แบบดังเดิม  ข้อสังเกตทีนา่ สนใจคือ  วิธคี ิดพลวัตทีเกิดขึนจะเปนไปในลักษณะของการผสมผสาน
ระหว่างวัฒนธรรมพืนถิน  วัฒนธรรมแวดล้อม  และการแพร่กระจายจากวัฒนธรรมภายนอก  ทังน ี
เพือการดํารงอยู่ของแถนในสังคมนนั ๆ อย่างไมแ่ ปลกแยก  

3.  รูปแบบพลวัต  หมายถึง  รูปลักษณ์หรือการนาํ เสนอองค์  “แถน”  มพี ลวัตเปลียนไปตาม
สังคม  ปรากฏการณ์รูปแบบพลวัตจัดเปนการนาํ   “แถน”  มาใช้เปน  “ทุนทางวัฒนธรรม”  เพือสร้าง
มลู ค่าหรือคุณค่าทางวัฒนธรรม  อาทิ  การสร้างวัตถุมงคลแถน  การเล่าเรืองแถนในรูปแบบของ
วรรณกรรมร่วมสมยั เรือง  แถนเมอื งฟา  เปนต้น  รูปแบบพลวัตปรากฏขึนอย่างมากในลักษณะของ
แถนในความหมายของรูปสัญญะ รูปแบบพลวัตมปี จจัยเนอื งด้วยสุนทรียะทางศลิ ปะเข้ามาเกียวข้อง
ในประเด็นของการออกแบบ การนาํ เสนอเพือจูงใจใหเ้ กิดความต้องการหรอื เปนทีนา่ สนใจของคนไท
ดําและคนนอกวัฒนธรรม  

ในขณะทีปจจัยทีมอี ิทธพิ ลต่อพลวัตทีเกียวข้องกับ  “แถน”  เพือธาํ รงกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํา  ใน
ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ   

1. การเปลียนแปลงตามสังคม-วัฒนธรรมกระแสหลัก   

81 

2. การเปลียนแปลงตามสังคมท้องถิน (localization)   
3. การเปลียนแปลงจากศาสนาและความเชือภายนอกวัฒนธรรม   
4.การเปลียนแปลงตามวิธคี ิดเรืองประเพณีประดิษฐ์ (invented tradition)   
5. การเปลียนแปลงภายใต้เงือนไขทางการท่องเทียวเชิงชาติพันธ ุ์  
6.การปรับเปลียนภายใต้เงือนไขทางศลิ ปะและการสอื ความหมายในสังคมรว่ มสมยั   
  
เปนข้อทีนา่ สังเกตว่า  ในยุคทีปริบททางสังคมได้เปลียนไป  กลุ่มชาติพันธุไ์ ทดํามกี ารปรับตัว
ไปตามกระแสสังคมทีเปลียนแปลง  มกี ระบวนการทางความคิดทีพิจารณาการนาํ เสนอในรูปแบบ
ต่าง  ๆ  โดยมวี ิธกี ารคัดสรรวัฒนธรรมบางส่วนมาต่อรองกับกระแสสังคม โดยเลือกทีจะรับวัฒนธรรม
ต่างพืนทีหรือต่างถินเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมดังเดิมของตน  วิธคี ิดทีเกิดขึนน ี จัดได้ว่าเปนการ
พลวัตทางวัฒนธรรมอันมปี จจัยมาจากการเปลียนแปลงทางสังคมเพอื ธาํ รงกล่มุ ชาติพนั ธุข์ องตนไว้
ใหย้ ืนหยัดมนั คง  ถึงแมว้ ่าความเชือเรืองแถนในกลุ่มชาติพันธุไ์ ทดําจะเปนเรืองราวทีถือเปน  “
อุดมการณ์” อันสูงสุดทีไมอ่ าจจะเปลียนแปลงได้ แต่ “ปรากฏการณ์” ทีผวู้ ิจัยนาํ เสนอจากพืนทีกลุ่ม
ชาติพันธุไ์ ทดําในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว  ก็พอจะเปนภาพสะท้อน
ใหเ้ หน็ ถึงพลวัตวัฒนธรรมไทดํา:  คติความเชือเรืองแถน”  ทีผวู้ ิจัยพยายามเชือมโยงใหเ้ หน็ วิธคี ิดของ
ชาวไทดําอย่างมพี ลังในสังคมยุคปจจุบัน.  

  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

82 

บรรณานุกรม 

 
ภาษาไทย  

กิงแก้ว มรกฎจินดา, (2550) การศกึ ษาวัฒนธรรมไทยโซ่งเพือการจัดการเรียนรู้ : กรณีศกึ ษา 
ณ หมบู่ า้ นสะแกราย ตําบลดอนยายหอม อําเภอเมืองและหมบู่ า้ นลําเอียด ตําบล
ตลาดจินดา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัญฑิต, 
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.  

โครงการวิชาบูรณาการหมวดศกึ ษาทัวไป. (2544). มนษุ ย์กับสังคม Man and Society. 
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  

จตุพล ทองสกล. (2553). การดํารงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุข์ องชาวไทดํา บา้ นหัวถนน ตําบล
ดอนพุทรา อําเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต, 
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.  

จิตร ภมู ศิ กั ดิ.(2524).ความเปนมาของคําสยาม,ไทย ลาว และขอม และลักษณ์ทางสงั คมของ
ชือชนชาติ. สํานกั พิมพ์ดวงกมล: กรุงเทพฯ.  

ดวงเดือน บุนยาวงศ.์ (2540). แนวคิดและฮตี คอง ท้าวฮุง่ ท้าวเจือง. สํานกั พมิ พม์ ติชน: 
กรุงเทพฯ.  

ดารินทร์ เหมอื นอินทร์. (2545).แนวคิดเรืองประเพณีประดิษฐ์ introduction invention 
tradition.​ วารสารสังคมวิทยามานษุ ยวิทยา ปที 21 ฉบับที 1: 2545.  

ถนอม คงยิมละมยั . (2544). เรืองอําเภอเขาย้อย. เอกสารประกอบการสอน วิชา ส 071 ท้อง
ถินของเรา 1 (อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี). เพชรบุรี : โรงเรียนเขาย้อยวิทยา.  

ทวี พรมมา. (2541). เรือนไทยดําบา้ นนาปาหนาด ตําบลเขาแก้ว อําเภอเชยี งคาน จังหวัด
เลย. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.  

ทวี สว่างปญญางกูร, กวามโตเมืองไทยโซ่ง, (วารสารศลิ ปากร ปที 30 ฉบับที 2,2553)  
ทวีโรจน์ กลากล่อมจิตต์. (2551). ฃุนนางโซ่ง. เพชรภมู กิ ารพิมพ์: เพชรบุรี.  
__________________. (2551). ​เจ้าจอมโซ่ง. เพชรภมู กิ ารพิมพ์: เพชรบุรี.  
__________________. (2553). ​ตํานานโซ่งตักนาเขา้ วัด. เพชรภมู กิ ารพิมพ์: เพชรบุรี.  
นาํ พวัลย์ กิจรักษ์กุล. (2536). การศกึ ษารูปแบบการตังถินฐาน ประชากร เศรษฐกิจและ

วัฒนธรรมของลาวโซ่งจังหวัดนครปฐม (รายงานการวิจัย). สถาบันวิจัยและพัฒนา 
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.  
นชิ ธมิ า บุญเฉลียว. (2552). ความทรงจําร่วมของคนลือพลัดถินกับประเพณีประดิษฐกรรม. 
วิทยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตร์มหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่   

83 

นธิ ิ เอียวศรีวงศ.์ (2539). สังคมไทยในกระแสการเปลียนแปลง. คณะกรรมการเผยแพร่และ
ส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.): กรุงเทพฯ  

บุญยงค์ เกศเทศ. (2546). สืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ-์ ไท สายใยจิตวิญญาณ ล่มุ นาดํา-แดง.   

กรุงเทพฯ : สํานกั พิมพ์หลักพิมพ์.แ  
บุญยงค์ เกศเทศ. (2554). “ไทดํา” เมืองแถง “ทรงดํา”ถินสยาม จากหนองแฮด ถึง หนอง

ปรง.   

กรุงเทพฯ : อินทนลิ .  
ปฐม หงษ์สุวรรณ. (2550). กาลครังหนึง: ว่าด้วยตํานานกับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สํานกั

พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  
______________. (2550). คติชนวิทยา. เอกสารประกอบการสอนวิชาคติชนวิทยา. มหาสารคาม : 

ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร ์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.  
______________. (2556). แมน่ าโขงกับการเปนเวทีประเพณีประดิษฐใ์ นอีสาน. วารสารอักษร
ศาสตร์ ปที ฉบับที 2. เดือนกรกฏาคม-ธนั วาคม 2556  
ประธาน เขียวขํา. (2546). การเปลียนแปลงทางวัฒนธรรมในพิธกี รรมชุมชน และประเพณี
เกียวกับชีวิต : ศกึ ษากรณีชุมชนลาวโซ่ง จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานพิ นธป์ ริญญา
มหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  
ปราณี วงษ์เทศ. (2525). แนวคิดการศกึ ษาเพลงพืนบา้ นทางมานษุ ยวิทยา. กรุงเทพฯ: 
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร  
ปริตตา เฉลิมเผา่ กออนนั ตกูล. แนวความคิดเรืองการประดิษฐป์ ระเพณีและขอ้ วิจารณ ์
วารสารสังคมวิทยามานษุ ยวิทยา ปที 21 ฉบับที 1: 2545.  
พรพิมล ชันแสง. (2541). อินก๋อน : ประเพณีการละเล่นของลาวโซ่ง : เขาย้อย เพชรบุรี. 
วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหดิ ล.  
พิเชฐ สายพันธุ.์ (2554). เมอื งแถง-เดียนเบยี นฟู การเมอื งชาติพันธุแ์ ละการเปลียนผา่ นส่รู ฐั
สังคมนยิ มกลุ่มไทในเวียดนาม.วารสารสังคมวิทยามานษุ ยวิทยา ปที 30 มกราคม-
มถิ ุนายน 2554.  
พิเภก เมอื งหลวง. (2554). มโนทัศน์และสัญลักษณ์ในงานบุญแปดหมืนสีพันขนั ธ์ ทีบา้ น
ท่ามว่ ง อําเภอเสลภมู ิ จังหวัดร้อยเอ็ด: การศกึ ษาในฐานะพธิ กี รรมประดิษฐ.์  
วิทยานพิ นธอ์ ักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  
เพชรตะบอง สิงหห์ ล่อคํา. (2548). หมบู่ า้ นไทดํา. เลย : เมอื งเลยการพิมพ์.  

84 

เพ็ญนภิ า อินทรตระกูล. (2535). การนับถือผขี องชาวไทยดําบา้ นนาปาหนาด ต.เขาแก้ว 
อ.เชียงคาน จังหวัดเลย. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.  

เพ็ญศรี ดุ๊ก. (2529). วัฒนธรรมพืนบา้ น คติความเชือ. กรุงเทพฯ: โครงการไทยศกึ ษา ฝาย
วิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  

ภานพุ งศ์ อุดมศลิ ป. (2554). ลัทธพิ ิธกี ารนับถือเจ้าแมส่ องนางกับชุมชนชายฝงล่มุ แมน่ าโขง. 
วิทยานพิ นธอ์ ักษรศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  

ม.ศรีบุษรา. (2522). ไทยดํารําพัน. กรุงเทพฯ: ศริ ิพรการพิมพ ์  
มานติ า เขือนขันธ.์ (2541). ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถินชาวลาวโซง่ . 

กรุงเทพฯ : สํานกั งาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาติ.  
ยศ สันตสมบัติ. (2544). มนษุ ย์กับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ:โรงพิมพม์ หาวิทยาลัย ธรรมศาสตร ์  
ยุกติ มดุ าวิจิตร.(2557). ประวัติศาสตร์ไทดํา: รากเหง้าวัฒนธรรม-สงั คมไทยและเอเชยี ตะวัน

ออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ: สํานกั ศลิ ปวัฒนธรรมร่วมสมยั กระทรวงวัฒนธรรม.  
ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542. กรุงเทพฯ: นานมี

บุ๊คพับลิเคชันส์.  
ราชบัณฑิตยสถาน.(2548).พจนานกุ รม ศพั ท์วรรณกรรมท้องถินไทย ภาคอีสาน เรือง ท้าวฮุง่

ขุนเจือง เล่ม 1. บริษัทสหมติ รพรินติงแอนด์พับลิชชงิ จํากัด: กรุงเทพฯ.  
ราชบัณฑิตยสถาน.(2551).พจนานกุ รม ศพั ท์วรรณกรรมท้องถินไทย ภาคอีสาน เรอื ง ท้าวฮุง่

ขุนเจือง เล่ม 2. บริษัทสหมติ รพรินติงแอนด์พับลิชชิงจํากัด: กรุงเทพฯ  
เรณู เหมอื นจันทร์เชย. (2546). โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุใ์ นประเทศไทย นิทานไทยโซง่ . 

กรุงเทพฯ:   

สหธรรมกิ จํากัด.  
วัชราภรณ ์ ดิษฐป์ าน. (2556) ค​ วามเชือเรืองพระอุปคุตปราบมาร: การสืบทอดและการผลิตซา

ในสังคมไทยปจจุบัน.  ​อ้างใน  วารสารอักษรศาสตร ์ ปที  42  ฉบับที  2  กรกฎาคม  – 
ธนั วาคม 2556.  
วารสารอักษรศาสตร์ ปที 35 ฉบับที 2. (2549). ฉบับนิทาน ตํานาน จินตนาการ ความจริง. 

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  
วารสารอักษรศาสตร์ ปที 42 ฉบับที 2. (2556). ฉบับพิเศษ คติชนสร้างสรรค์. คณะอักษร

ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  
ประคอง นมิ มานเหมนิ ทร์. (2543). นิทานพืนบา้ นศกึ ษา. กรุงเทพฯ: โครงการตําราคณะ

อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  

85 

ศริ าพร ณ ถลาง. (2545). ชนชาติไทในนทิ าน แลลอดแว่นคติชนและวรรณกรรมพืนบ้าน. 
กรุงเทพฯ: สํานกั พิมพ์มติชน.  

_____________.  (2552).  ​ทฤษฏีคติชนวิทยา  วิธวี ิทยาในการวิเคราะห์ตํานาน-นิทานพืนบา้ น. 
กรุงเทพฯ: สํานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  

สถาบันไทยคดีศกึ ษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(2538).ตํานานเกียวกับท้าวฮุง้ ท้าวเจือง มติ ิ
ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. ส่องศยามจํากัด: กรุงเทพฯ.  

สมทรง บุรุษพัฒน,์ สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, สุมติ รา สุรรัตนเ์ ดชา,ปทมา พฒั นพ์ งษ์, ณรงค์ อาจ
สมติ ิ และพิเชฐ สีตะพงศ.์ (2554). การใชภ้ าษาและทัศนคติต่อภาษาและการท่อง
เทียวเชิงชาติพันธุข์ องกลุ่มชาติพันธุใ์ นภมู ิภาคตะวันตกของประเทศไทย. นครปฐม: 
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหดิ ล.  

สมทรง บุรุษพัฒน.์ (2524). การเล่นคอนของลาวโซ่งทีบางกุ้ง. สถาบันวิจัยภาษาและ
วัฒนธรรมเพือพัฒนาชนบท, มหาวิทยาลัยมหดิ ล.  

_____________. (2540). ​สารานกุ รมกลุ่มชาติพันธุใ์ นประเทศไทย: ไทยโซง่ . กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ
.  

สุจิตต์ วงศเ์ ทศ.(2538).ท้าวฮุ่งท้าวเจือง วีรบุรุษสองฝงโขง.สํานกั พมิ พ์มติชน: กรุงเทพฯ.  
_____________.(2548).ชุดหนงั สือ “ท้าวฮุ่งท้าวเจือง มหากาพย์แหง่ อุษาคเนย”์ .สาํ นกั พมิ พ์มติ

ชน: กรุงเทพฯ.  
_____________. (2548).ชุดหนงั สือ “ท้าวฮุ่งท้าวเจือง วีรบุรุษสองฝงโขง”.สาํ นกั พมิ พ์มติชน: 

กรุงเทพฯ.  
สุเทพ ไชยขันธุ.์ (2556). ผไู้ ท ลูกแถน : สานสัมพันธ์ เชือมพรมแดนอาเซียน เปนหนึงเดียว. 

กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลิเคชัน.  
____________. (2557). น​ ิทานพญาแถน แก่นตํานานอาเซียน. กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลิเคชัน.  
____________. (2557). ผ​ ไู้ ท ลูกแถน ภาค 2 : สืบค้นรากเหง้าผไู้ ทนานาชาติ จากนทิ านพญาแถน. 

กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลิเคชัน.  
สุพิน ฤทธเิ พ็ญ. (2554). สามลอนางอุเปยมและเจ้าสุธนนางมโนห์รา: ความหมายและการ

ดํารงอยู่ในบริบททางสังคมของชนชาติไท. วิทยานพิ นธด์ ุษฎีบัณฑิต สาขาภมู ภิ าคลุ่ม
แมน่ าโขงและสาวะวินศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม.่   
สุมติ ร ปติพัฒน์ และ เสมอชัย พูลสุวรรณม. (2540). ลาวโซ่ง : พลวัตของระบบวัฒนธรรมใน
รอบสองศตวรรษ (รายงานการวิจัย). สํานกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาติ.  
สุมติ ร ปติพัฒน,์ พิเชฐ สายพันธ,์ ธาํ รงศกั ดิ เพชรเลิศอนนั ต์, นลินี ตันธุวณิชย์. (2552). ไทดํา 
ไทขาว ไทแดง และไทยเหลือง: อัตลักษณ์เปด อัตลักษณ์ปด Tai Dam, Tai Khao, 

86 

Tai Daeng and Thai Lueng: Opened – hidden Identity.​ กรุงเทพฯ: มลู นธิ ิ
โครงการตําราสังคมศาสตร์และมนษุ ยศาสตร ์  
สุริยา สมทุ คุปติและคณะ,(รายงานการวิจัยเรือง วิธคี ิดของคนไทย พิธกี รรม “ขว่ งผฟี อน” 
ของ “ลาวข้าวเจ้า” จังหวัดนครราชสีมา.สํานกั เทคโนโลยสี งั คม มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีสุรนารี, 2540).  
อานนั ท์ กาญจนพันธ.์ (2553). ทฤษฏีและวิธวี ิทยาของการวิจัยวัฒนธรรม ทะลุกรอบและกับ
ดักของความคิดแบบคู่ตรงกันขา้ ม. กรุงเทพฯ: สํานกั พิมพ์อมรินทร ์  
เอกรินทร ์ พึงประชา.(2545). พระราห:ู  ประเพณีประดิษฐแ์ หง่ วัดศรี ษะทอง. วิทยานพิ นธม์ หา
บัณฑิตสาขาสังคมวิทยาและมานษุ ยวิทยา : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์ กรุงเทพฯ  
เอกวิทย ์ ณ ถลาง. (2532). ​การสืบทอดและการปรับปรนวัฒนธรรมใหส้ มสมยั . สํานกั งานคณะ
กรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาติ  สู่โฉมหนา้ ใหมข่ องวัฒนธรรมกับการพัฒนา.  กรุงเทพฯ: 
อมรินทร์พรินติง.  
  
ภาษาอังกฤษ  
Chamberlain, J. 1992, "The Black Tai chronicle of Muang Mouay Part I: Mythology", 
in T​ he Mon-Khmer Studies Journal,​ vol. 21, pp. 19-55.   
Clifford  Geertz.(1973)​The  interpretation  of  cultures  :  selected  essays ​ .  NewYork: 
Basic Books.  
Eric  Hobsbawm,  and  Terrence  Ranger.  (1983).  T​ he invented of Tradition.C​ ambride: 
Cambridge University Press.  
  
สมั ภาษณ์  
กา ถิ ทวา (สัมภาษณ์, 19 ธนั วาคม 2558) 
ก่า แอง จุง (สัมภาษณ์, 18 ธนั วาคม 2558) 
กร ไพศนู ย์, สัมภาษณ์ 20 มกราคม 2559  
กําจร เพชรยวน (สัมภาษณ์, 22 มกราคม 2559)   
กําจร เพชรยวน (สัมภาษณ์, 9 กุมภาพันธ์ 2559)  
ขวัญ สิงลอ (สัมภาษณ์,14 กรกฏาคม 2558)  
เข็มเพชร ไลสะหวัน,สัมภาษณ์ 19 มกราคม 2559  
จันอ้อ ไลสะหวัน (สัมภาษณ์, 19 มกราคม 2559)  
เชาวลิต อารยุติธรรม (สัมภาษณ์,22 มกราคม 2559)  
ทอน แปนโก๋ (สัมภาษณ์,22 มกราคม 2559)  

87 

นฤนาถ สิงลอ (สัมภาษณ์,3 มนี าคม 2559)  
ปยวรรณ สุขเกษม (สัมภาษณ์,27 มกราคม 2559)  
พนสั ล้วนเมอื ง (สัมภาษณ์, 11 มนี าคม 2559)  
เพชรตะบอง ไพศนู ย์ (สัมภาษณ์, 27 กันยายน 2558)  
เพชรตะบอง ไพศนู ย์ (สัมภาษณ์, 18 มนี าคม 2559)  
เพชรตะบอง ไพศนู ย์ (สัมภาษณ์, 21 มนี าคม 2559)  
เต๋น ลา ชุง (สัมภาษณ์, 18 ธนั วาคม 2558) 
ภัสรา รู้พันธ์ (สัมภาษณ์, 15 มนี าคม 2558)  
สมทบ ศริ ินาโพธิ ( สัมภาษณ์, 9 กุมภาพันธ์ 2559)  
สมทบ ศริ ินาโพธิ (สัมภาษณ์, 22 มกราคม 2559)  
โสภา คุ้มคํา (สัมภาษณ์, 21 มนี าคม 2559)  
ไสว เพชรรุณ (สัมภาษณ์, 22 มกราคม 2559)  
อํานาจ แสงทอง (สัมภาษณ์, 6 มถิ ุนายน 2558   

 


Click to View FlipBook Version