เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 97 เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น: การýึกþาüิเคราะĀ์เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน นภดล ทิพยรัตน์1 บทคัดย่อ การüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาเกี่ยüกับเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นในüัฒนธรรมดนตรีของไทย และýึกþา üิเคราะĀ์ลักþณะทางÿังคีตลักþณ์ของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น โดยการเลือกใช้เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนเป็นกรณีýึกþา จากการýึกþาพบü่า เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นในüัฒนธรรมดนตรีของไทยเท่าที่ปรากฏĀลักฐานนั้น ถือเป็นเพลง ไทยÿำเนียงภาþาที่มีจำนüนบทเพลงน้อยมาก ซึ่งปรากฏบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นเพียง 5 เพลง คือ เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน เพลงญี่ปุ่นรัญจüน เพลงญี่ปุ่นรำพึง เพลงญี่ปุ่นไทย และ เพลงโĀมโรงซากุระ โดยบทเพลงÿ่üนใĀญ่ใช้Āน้าทับÿองไม้ เü้นเพียงเพลงโĀมโรงซากุระ ที่จะมีการใช้กลองตุ๊กบรรเลงประกอบเป็นจังĀüะเลียนเÿียงของกลองไทโกะของญี่ปุ่นใน ทำนองท่อนที่บรรเลงเป็นทำนองเพลงซากุระแบบเดิมของญี่ปุ่นที่ผู้ประพันธ์ได้แทรกไü้ในเพลง ÿำĀรับเพลงญี่ปุ่น ฉะอ้อน มีลักþณะเป็นเพลงท่อนเดียü Āลüงประดิþฐไพเราะ(ýร ýิลปบรรเลง) ได้ประพันธ์ขยายเป็นอัตรา 3 ชั้นและตัด ลงเป็นอัตราชั้นเดียü โดยเพลงนี้มี 4 จังĀüะ ใช้ระบบเÿียง 5 เÿียง คือ โด เร มี ซอล ลา ปัจจุบันนี้เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นรüมถึงเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในĀมู่นักดนตรีไทยมากนัก และ แทบจะไม่มีการบรรเลงในปัจจุบัน ทั้งที่เพลงลักþณะนี้เป็นเพลงÿำเนียงĀรือเพลงภาþาที่มีจำนüนน้อยมาก ถือเป็นภูมิ ปัญญาที่ÿำคัญอย่างĀนึ่งของüัฒนธรรมดนตรีของไทย ดังนั้นภาคÿ่üนต่างๆที่เกี่ยüข้องกับดนตรีไทย จึงคüรฟื้นฟู ÿืบ ÿาน และอนุรักþ์เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นใĀ้ยังคงอยู่และเป็นที่รู้จักในüัฒนธรรมดนตรีของไทยต่อไป คำÿำคัญ: เพลงไทย, ÿำเนียง, ญี่ปุ่น, ญี่ปุ่นฉะอ้อน 1 ผู้ช่üยýาÿตราจารย์ คณะýิลปกรรมýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยÿงขลานครินทร์ üิทยาเขตปัตตานี, อีเมล์: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 98 Thai Songs with Japanese Accents: An Analytical Study of Yee Poon Cha On Song Noppadol Tippayarat 2 Abstract The research aims to study traditional Thai songs in a Japanese style in Thai musical culture and to examine the musical forms of traditional Thai songs in a Japanese style, using “Yee Poon Cha On” as a case study. The study has found that the traditional Thai songs in a Japanese style are rare, with evidence of only five songs, namely “Yee Poon Cha On”, “Yee Poon Run Juan”, “Yee Poon Ram Paung”, “Yee Poon Thai”, and “Sakura Overture”. Most of these songs use the Song Mai rhythm, except for Sakura Overture, in which the Took, a Thai drum, is played to mimic the sound of a Japanese drum called Taiko for the melody which is part of the traditional Sakura song. As for Yee Poon Cha-On, it is a one verse song composed by Luang Praditphairo (Sorn Sillapabanleng). The song was originally composed using a medium tempo but was later changed to a fast tempo. It has four rhythms and five tones: Do, Re, Me, Sol, and La. Currently, the traditional Thai songs in a Japanese style, including Yee Poon Cha On, are not well known among Thai musicians, and are rarely performed. However, these songs are considered an important part of Thai music. Therefore, different sectors related to Thai music should revive, preserve, and promote them, ensuring that they remain a part of Thai music in the future. Key Words: Thai Song, Accent, Japan, Yee Poon Cha On 2 Assistant Professor, Faculty of Fine and Applied Arts, Prince of Songkla University, Pattani Campus, E-mail: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 99 1. บทนำ üัฒนธรรมการดนตรีของไทย โดยเฉพาะดนตรีประจำชาติที่มีแบบแผนมาอย่างยาüนานและเกี่ยüข้องกับ รูปแบบของการประพันธ์เพลงไทยที่ÿำคัญลักþณะĀนึ่งคือ การประพันธ์เพลงโดยอาýัยท่üงทำนอง ÿำเนียง ลีลา และ รูปแบบเฉพาะทางดนตรีของชนชาติต่างๆ ที่อาýัยอยู่ในประเทýไทย Āรือมีคüามเชื่อมโยงกับบริบททางÿังคม üัฒนธรรม Āรือปฏิÿัมพันธ์ด้านต่างๆที่เกี่ยüของกับประเทýไทย มีการตั้งชื่อเพลงเĀล่านี้ด้üยการนำชื่อของชนชาตินั้นๆ ระบุไü้ที่คำแรกของชื่อเพลง เพื่อÿื่อคüามĀมายบ่งบอกü่าเพลงนี้มาจากอิทธิพลทางดนตรีของชนชาติต่างๆ รüมถึงเพื่อ เป็นใĀ้เกียรติและบ่งบอกÿำเนียงเพลงไทยที่เลียนÿำเนียงมาจากชนชาตินั้นๆ ดังจะเĀ็นได้จากชื่อเพลงไทยĀลายเพลงที่ มักมีชื่อชนชาติต่างๆ ในชื่อเพลง เช่น ลาü แขก จีน พม่า ฝรั่ง และ ญüน เป็นต้น (พงþ์ýิลป์ อรุณรัตน์, 2550, น. 156) เรียกเพลงลักþณะนี้ü่า “เพลงภาþา” Āรือ “เพลงไทยÿำเนียงต่างชาติ” บางครั้งผู้คนÿ่üนĀนึ่งอาจไม่เข้าใจบริบทที่มา ของเพลงไทยเĀล่านี้ü่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และนำไปÿู่คüามเข้าใจผิดĀลายที่ü่าเพลงเĀล่านี้เป็นบทเพลงของต่างชาติĀรือ เป็นเพลงที่นำมาจากต่างชาติ แล้üมาบรรเลงในüงการดนตรีไทย เพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงต่างชาติเĀล่านี้ เท่าที่ปรากฏในüัฒนธรรมดนตรีของไทยนั้น มีมากมายĀลาย บทเพลง อาทิ เพลงลาüดüงเดือน เพลงเขมรพüง เพลงมอญดูดาü เพลงจีนขิมเล็ก เพลงพม่ารำขüาน เพลงญüนเคล้า เพลงแขกต่อยĀม้อ เพลงฝรั่งรำเท้า เป็นต้น ซึ่งบทเพลงเĀล่านี้ÿ่üนใĀญ่มักเป็นบทเพลงในอัตรา 2 ชั้น ต่อมาได้พัฒนา ขยายเป็นเพลงอัตรา 3 ชั้น และตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียü จนครบเป็นเพลงเถาก็มีปรากฏใĀ้เĀ็นเป็นจำนüนมาก นอกจากนี้ยังมีข้อÿังเกตอีกประการĀนึ่งü่า เพลงไทยในช่üงอยุธยานั้นÿ่üนใĀญ่เป็นเพลงที่มีชื่อเพลงเป็นคำภาþาไทย ไม่มีการนำชื่อชนชาติต่างๆ มานำĀน้าชื่อเพลงĀรือเป็นÿ่üนĀนึ่งของเพลง เช่น เพลงพระทอง ตุ๊ดตู่ ดอกไม้ไทร ดอกไม้ ไพร ทองย่อน Āรือเพลงÿายÿมร นั้นย่อมแÿดงใĀ้เĀ็นü่า บทเพลงไทยÿำเนียงต่างๆ เĀล่านี้น่าจะเกิดขึ้นในช่üงĀลัง อยุธยาเป็นĀลักประมาณในช่üงรัตนโกÿินทร์ อย่างไรก็ตามในบรรดาเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงต่างๆนั้น พบü่ามีเพลงไทยอยู่ÿำเนียงĀนึ่ง คือเพลง ภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียง “ญี่ปุ่น” ซึ่งเมื่อย้อนดูประüัติýาÿตร์คüามÿัมพันธ์ระĀü่างไทยกับญี่ปุ่นในอดีตมาจนกระทั่ง ถึงปัจจุบันกลับพบü่า คüามÿัมพันธ์ระĀü่างไทยและญี่ปุ่น ทั้งทางประüัติýาÿตร์ เýรþฐกิจ การเมือง ÿังคมและทาง üัฒนธรรมระĀü่าง 2 ประเทý มีคüามผูกพันใกล้ชิดกันมายาüนานĀลายมิติ ได้เรียนรู้กันüิถีชีüิต üัฒนธรรม ประเพณีซึ่ง กันและกันมาอย่างยาüนาน แต่ทü่ากลับพบจำนüนชื่อเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นน้อยมากไม่ถึง 10 เพลงในüัฒนธรรมดนตรี ของไทยเมื่อเทียบกับเพลงไทยÿำเนียงอื่นๆ ยิ่งไปกü่านั้นĀากพิจารณารายละเอียดในเชิงปฏิÿัมพันธ์ทางดนตรีของทั้ง 2 ประเทý โดยเฉพาะของชาüไทยที่ มีต่อüัฒนธรรมดนตรีญี่ปุ่นก็จะพบü่า มีบทเพลงประจำชาติญี่ปุ่นเพลงĀนึ่งที่ชาüไทยคุ้นเคย จึงÿ่งผลใĀ้เพลงญี่ปุ่น กลายเป็นที่รู้จักกันดีในÿังคมไทยในระดับĀนึ่ง ทำใĀ้การรับรู้คüามรู้ÿึกเชิงÿำนüนเพลงญี่ปุ่นมีคüามคุ้นชิ้นกับÿังคมไทย ผ่านคüามคุ้นชินจากบทเพลงนี้ตามไปด้üย คือ “เพลงซากุระ” ซึ่งถือเป็นบทเพลงญี่ปุ่นที่ชาüไทยรู้จักและคุ้นเคยเป็น อย่างดีทั้งชื่อและทำนองของบทเพลง ซึ่งในตัüบทเพลงนี้มีอัตลักþณ์ทางÿังคีตลักþณ์ที่มีคüามเป็นÿำเนียงดนตรีญี่ปุ่นที่ ค่อนข้างชัดเจนและโดดเด่นที่คนไทยทราบดีü่าเพลงนี้เป็นบทเพลงญี่ปุ่นแท้ๆ เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาüัฒนธรรมดนตรีของไทย พบü่าĀนึ่งในบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นนั้น คือ เพลง “ญี่ปุ่นฉะอ้อน” ซึ่งเป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่เก่าแก่เพลงĀนึ่ง ที่เป็นเพลงท่อนเดียüและมีอัตราครบเป็นเพลงเถา ดังนั้นผู้üิจัยจึงมีคüามÿนใจที่จะýึกþาเกี่ยüกับเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่มีอยู่ร่üมกันกับในบรรดาเพลงไทยÿำเนียงต่างๆ
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 100 เนื่องจากบทเพลงนี้เป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นท่อนเดียüที่ไม่มีทางเปลี่ยน และมีการขยายเป็นอัตราÿามชั้นและตัดลง เป็นชั้นเดียüที่ÿามารถเชื่อมโยงคüามÿัมพันธ์เชิงโครงÿร้างเพลงดั้งเดิมกับÿ่üนขยายและตัดทอนได้ เพื่อýึกþาองค์ คüามรู้ที่เกี่ยüข้องอันจะนำไปÿู่การพัฒนาüงการüิชาการดนตรีและคüามÿัมพันธ์ระĀü่างüัฒนธรรมระĀü่าง 2 ประเทý คือไทยและญี่ปุ่น 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 ýึกþาประüัติคüามเป็นมาของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น 2.2 üิเคราะĀ์ลักþณะทางÿังคีตลักþณ์ของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น โดยกำĀนดเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนเป็นกรณีýึกþา 3. แนวคิดทฤษฎีที่ใช้ การýึกþาครั้งนี้เป็นการüิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้üิธีการýึกþาเชิงมานุþยüิทยาการ ดนตรี (Ethnomusicology) เพื่อýึกþาข้อมูลเกี่ยüกับเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น โดยการýึกþาข้อมูลคüามÿัมพันธ์ระĀü่าง ดนตรีเชิงüัฒนธรรมที่เกี่ยüข้องกับÿังคมไทยและญี่ปุ่น โดยใช้ทฤþฎีการแพร่กระจายและการปรับเปลี่ยนทางüัฒนธรรม (Cultural Diffusion) ที่เป็นการýึกþาการเลือกรับปรับใช้üัฒนธรรมจากแĀล่งĀนึ่งมายังอีกแĀล่งĀนึ่ง โดยการ แพร่กระจายทางüัฒนธรรมนี้ÿามารถไปได้ทุกที่ที่ไม่มีอุปÿรรคด้านภูมิýาÿตร์ (ยý ÿันติÿมบัติ, 2548ม น.25) ร่üมกับ การýึกþาเชิงดนตรีüิทยา (Musicology) เพื่อýึกþาเกี่ยüกับลักþณะทางÿังคีตลักþณ์และโครงÿร้างของบทเพลง โดย อาýัยĀลักการüิเคราะĀ์บทเพลงตามÿังคีตลักþณ์และการüิเคราะĀ์ (Form and Analysis in Music) ประชากรที่ใช้ใน การýึกþาครั้งนี้ คือ เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น กลุ่มตัüอย่างที่ใช้ คือ เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน 4. วิธีดำเนินการศึกษา การýึกþาเรื่อง “เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น : การýึกþาüิเคราะĀ์เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน” ในครั้งนี้ มีüิธีดำเนินการ ýึกþาดังต่อไปนี้ 4.1 ทบทüนüรรณกรรมในÿ่üนที่เกี่ยüข้องกับเพลงไทยÿำเนียงต่างๆ และค้นคü้าข้อมูลเอกÿารและแถบเÿียงเกี่ยüกับ ประüัติ คüามเป็นมา และลักþณะของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น 4.2 ýึกþาและค้นคü้ารüบรüมข้อมูลเกี่ยüกับโน้ตเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่ยังคงปรากฏในปัจจุบัน 4.3 นำข้อมูลทั้งที่เกี่ยüข้องกับประüัติคüามเป็นมาและประüัติบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นมารüบรüมและüิเคราะĀ์ เกี่ยüกับพัฒนาการ และจำนüนบทเพลงเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน 4.4 เลือกบทเพลงตัüอย่างเพื่อýึกþาüิเคราะĀ์ÿังคีตลักþณ์เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น โดยการüิจัยครั้งนี้ได้เลือกบทเพลง “ญี่ปุ่นฉะอ้อน” เป็นกรณีýึกþา เนื่องด้üยพบü่าเป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่ÿุดจากการýึกþาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นต้นในงานชิ้นนี้ 4.5 ÿังเคราะĀ์ üิเคราะĀ์ และÿรุป อภิปราย พร้อมข้อเÿนอแนะจากการýึกþาเพื่อเป็นองค์คüามรู้ในแüดüงüิชาการ ทางด้านดนตรีและทางด้านญี่ปุ่นýึกþาต่อไป
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 101 5. ผลการศึกษา การýึกþาเรื่อง “เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น : การýึกþาüิเคราะĀ์เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน” มีผลการýึกþาตาม üัตถุประÿงค์ของการüิจัยดังต่อไปนี้ 5.1 เพลงไทยสำเนียงญี่ปุ่นในวัฒนธรรมดนตรีไทย ในบรรดาเพลงไทยที่ปรากฏในüัฒนธรรมดนตรีของไทยนั้น เกิดจากการÿั่งÿมภูมิปัญญา ประดิþฐ์ คิดค้น ดัดแปลง รüมถึงเลือกรับปรับใช้จากüัฒนธรรมดนตรีอื่น จนเกิดเป็นบทเพลงไทยที่ยังคงÿืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน Āาก จำแนกตามลักþณะและประเภทของเพลงไทยนั้น มีĀลากĀลายประเภท เช่น เพลงโĀมโรง เพลงĀน้าพาทย์ เพลงเถา เพลงทยอย เพลงลา เพลงเรื่อง เพลงตับ และ เพลงเดี่ยü เป็นต้น บทเพลงแต่ละประเภทมีคüามแตกต่างกัน ทั้งในแง่ การนำบทเพลงไปใช้งาน üิธีบรรเลง ลักþณะเฉพาะทางÿังคีตลักþณ์ และüงดนตรีที่ใช้ÿำĀรับการบรรเลงเพลงแต่ละ ประเภท รüมถึงแนüทางĀรือทางเพลงที่อาจจะมีการประดิþฐ์ทางเพลงที่แตกต่างกันไปตามครูเพลงĀรือนักดนตรีอีก ด้üย อย่างไรก็ตามในบรรดาเพลงไทยทั้งĀมดนี้ ยังมีลักþณะของเพลงไทยรูปแบบĀนึ่งที่เป็นเอกลักþณ์ที่ÿำคัญของ üัฒนธรรมด้านดนตรีของไทย คือ เพลงไทยÿำเนียงต่างๆ เพลงไทยÿำเนียงต่างๆ Āรือเพลงภาþา ถือเป็นลักþณะที่ÿำคัญประการĀนึ่งของüัฒนธรรมทางด้านดนตรีของ ไทย ÿันนิþฐานü่า เพลงลักþณะนี้เกิดขึ้นช่üงกรุงรัตนโกÿินทร์ (ทรงพล เลิýกอบกุล, 2565, น.30) ÿังเกตได้ü่า Āาก ย้อนไปýึกþารายชื่อบทเพลงไทยที่ปรากฏมาช่üงก่อนĀน้านั้นเช่นในÿมัยอยุธยาจะพบü่า เพลงไทยในช่üงเüลาดังกล่าü จะใช้ชื่อเป็นภาþาไทย โดยไม่มีการนำชื่อของชนชาติต่างๆ ระบุไü้Āน้าชื่อเพลงĀรือเป็นÿ่üนĀนึ่งของชื่อเพลง แต่ชื่อ เพลงไทยที่มีชื่อของชนชาติอื่นๆ จะเริ่มพบมากÿมัยรัตนโกÿินทร์ เรียกเพลงชนิดนี้ü่า เพลงÿำเนียงĀรือเพลงภาþานั้นๆ โดยÿ่üนใĀญ่เป็นเพลงในอัตรา 2 ชั้น และเริ่มมีการขยายเป็นอัตรา 3 ชั้นและตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียüในช่üงรัชÿมัย รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมาซึ่งÿ่üนใĀญ่เป็นผลงานการประพันธ์เพลงของ Āลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) จนมาถึง รัชÿมัยรัชกาลที่ 9 ที่อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้ประพันธ์เพลงÿำเนียงภาþาขยายและตัดลงจนครบเพลงเถาอีกเป็น จำนüนมาก ÿำĀรับเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นนั้น เป็นเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงที่ÿะท้อนใĀ้เĀ็นคüามÿัมพันธ์อันดี ระĀü่างญี่ปุ่นและไทยที่มีมาอย่างยาüนาน จนทำใĀ้ญี่ปุ่นเป็นอีกชนชาติĀนึ่งที่ปรากฏชื่อชนชาติในüัฒนธรรมดนตรีของ ไทยในเพลงภาþาĀรือเพลงÿำเนียงต่างๆ ของไทย และแม้คüามÿัมพันธ์ระĀü่างไทยและญี่ปุ่นจะมีมาอย่างยาüนานกü่า 600 ปีดังปรากฏĀลักฐานจากบันทึกจากเอกÿาร “เรคิไดโฮอัน” (อิชิอิ โยเนะโอะ และ โยชิกาüะ โทชิฮารุ, 2542, น. 9) ก็ตาม แต่การýึกþารüบรüมข้อมูลจากการÿัมภาþณ์และเอกÿารต่างๆเท่าที่พบในขณะนี้ กลับพบบทเพลงไทยÿำเนียง ญี่ปุ่นจำนüน 5 เพลงเท่านั้น คือ เพลงญี่ปุ่นรัญจวน เดิมเป็นเพลงไทยในอัตรา 2 ชั้น เพลงนี้เป็นเพลงที่มี 2 ท่อน และใช้Āน้าทับÿองไม้ ประพันธ์โดยĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ต่อมานายชนก ÿาคริก ซึ่งเป็นทายาทของĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ได้นำเพลงนี้มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียüจนครบเป็นเพลงเถา เมื่อüันที่ 21 กรกฎาคม พ.ý. 2521 และได้นำออกบรรเลงครั้งแรกเมื่อüันที่ 5 ตุลาคม พ.ý. 2527 ในงาน “เชิดชูเกียรตินักแต่งเพลง ไทย” ของÿมาคมนักแต่งเพลงแĀ่งประเทýไทย ณ โรงละครแĀ่งชาติ กรุงเทพมĀานคร เพลงญี่ปุ่นรำพึง เดิมเป็นเพลงไทยในอัตรา 2 ชั้น เพลงนี้เป็นเพลงที่มีท่อนเดียü และใช้Āน้าทับÿองไม้ เช่นเดียüกับเพลงญี่ปุ่นรำพึงโดยĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ประพันธ์ขึ้นเพื่อใช้ในการแÿดงละครร้องของ
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 102 Āม่ĂมĀลüงต่üนýรี üรüรรณ ต่Ăมาเมื่ĂเดืĂนเมþายน พ.ý. 2521 ýาÿตราจารย์ ดร.Ăุทิý นาคÿüัÿดิ์ ได้นำเพลงดังกล่าü มาแต่งขยายขึ้นเป็นĂัตรา 3 ชั้น และตัดลงเป็นĂัตราชั้นเดียüจนครบเป็นเพลงเถา เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน เป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่เดิมเป็นเพลงในĂัตรา 2 ชั้น ประพันธ์โดยĀม่ĂมĀลüงต่üนýรี üรüรรณ โดยใช้ÿำĀรับบรรเลงเพลงประกĂบการแÿดงละคร ต่ĂมาĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ได้นำเพลง นี้มาประพันธ์ขยายเป็นĂัตรา 3 ชั้น และ ตัดลงเป็นชั้นเดียüจนครบเป็นเพลงเถา เพลงญี่ปุ่นไทย เป็นเพลงระบำĂัตรา 2 ชั้น ประพันธ์ขึ้นใĀม่โดยĂาจารย์มนตรี ตราโมท เพื่Ăใช้ในการขับร้Ăง ประกĂบเพลงประüัติýาÿตร์ขĂงพลตรีĀลüงüิจิตรüาทการ เพลงโĀมโรงซากุระ เพลงนี้ถืĂเป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่ใĀม่ที่ÿุด และมีคüามแตกต่างจากเพลงไทยÿำเนียง ญี่ปุ่นเพลงĂื่นๆ เนื่Ăงจากเป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่เป็นเพลงประเภทเพลงโĀมโรง และเป็นการนำเพลงญี่ปุ่นแท้ คืĂ เพลงซากุระ มาประพันธ์เป็นเพลงโĀมโรง โดยการประพันธ์เป็นทางเปลี่ยนและนำมาร้Ăยเรียงต่Ăเนื่ĂงใĀ้เป็นเพลง เดียüกัน จุดเด่นขĂงเพลงนี้นĂกจากประพันธ์ขึ้นจากเพลงญี่ปุ่นแท้ๆแล้ü ยังแทรกการเดี่ยüเครื่ĂงดนตรีคืĂ ซĂด้üง ในช่üงที่บรรเลงเป็นเพลงญี่ปุ่น และใช้เครื่ĂงประกĂบจังĀüะบรรเลงเลียนเÿียงกลĂงไทโกะ ซึ่งเป็นเครื่Ăงดนตรีประเภท จังĀüะขĂงญี่ปุ่น บทเพลงนี้ประพันธ์โดย ýาÿตราจารย์ ดร.บุþกร บิณฑÿันต์ Ăดีตคณบดี คณะýิลปกรรมýาÿตร์ จุāาลงกรณ์มĀาüิทยาลัย และนำĂĂกบรรเลงเผยแพร่เป็นครั้งแรกในงานประชุมüิชาการไทýึกþาครั้งที่ 2 ณ มĀาüิทยาลัยĂัมÿเตĂร์ดัม ประเทýเนเธĂร์แลนด์ ในปี พ.ý.2541 เพลงนี้เป็นการÿะท้ĂนใĀ้เĀ็นถึงกระบüนการ แพร่กระจายและการปรับเปลี่ยนทางüัฒนธรรม (Cultural Diffusion) ทางดนตรีจากüัฒนธรรมดนตรีญี่ปุ่นมาÿู่ üัฒนธรรมการดนตรีขĂงไทยที่ชัดเจนเพลงĀนึ่ง รüมถึงมีการüิเคราะĀ์ลักþณะทางÿังคีตลักþณ์ขĂงเพลงนี้ไü้ใĀ้เĀ็น คüามเชื่Ăมโยงทางüัฒนธรรมดังกล่าü (นภดล ทิพยรัตน์, 2559, น.114-131) Ăย่างไรก็ตาม ในการýึกþารüบรüมข้Ăมูลเกี่ยüกับเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่ปรากฏใน “ÿารานุกรมเพลงไทย” ที่ รüบรüมโดยณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์นั้น พบข้Ăมูลบางÿ่üนü่ายังมีบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่ปรากฏชื่Ăเพิ่มเติม นĂกเĀนืĂจากทั้ง 5 เพลงนี้ เช่น เพลงญี่ปุ่นÿำเริง และ เพลงญี่ปุ่น ทü่าข้Ăมูลที่เกี่ยüกับ 2 เพลงนี้มีน้Ăยมาก และ เกี่ยüข้Ăงกับบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่ÿืบค้นได้ข้างต้น เช่น “เพลงญี่ปุ่นÿำเริง” คืĂเพลงญี่ปุ่นรำพึงในĂัตรา 2 ชั้น ÿ่üนเพลง “ญี่ปุ่น” เป็นทำนĂงเพลงเก่าเพลงĀนึ่ง Ăยู่ในตำราเพลงมโĀรี ชุดเพลงเกร็ดนĂกเรื่Ăงลำดับที่ 15 มาตั้งแต่ ÿมัยĂยุธยา (ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์, 2542, น. 87) แต่เนื่Ăงจากในการüิจัยครั้งนี้ไม่ÿามารถÿืบค้นตัüบทเพลงได้ü่า แท้จริง แล้üเพลงนี้เป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นĀรืĂไม่ ĀรืĂเป็นเพียงเพลงไทยที่ใช้ชื่Ăเพลงü่าญี่ปุ่นเท่านั้น จึงจะไม่นำมา üิเคราะĀ์ด้üย 5.2 การýึกþาüิเคราะĀ์ลักþณะทางÿังคีตลักþณ์เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น : เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน เถา “เพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăน” ทางที่Āลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ประพันธ์ขึ้นนั้น มีลักþณะเป็นเพลงเถา ประกĂบด้üยĂัตรา 3 ชั้น Ăัตรา 2 ชั้น และĂัตราชั้นเดียü ทั้งนี้เพลงญี่ปุ่นฉะĂ้ĂนขĂงเดิมนั้นเป็นเพลงในĂัตรา 2 ชั้น โดยĀม่ĂมĀลüงต่üนýรี üรüรรณ เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 103 ภาพที่ 1 Āม่ĂมĀลüงต่üนýรี üรüรรณ (ที่มา : Ā้Ăงÿมุดดนตรีÿมเด็จพระเทพรัตน์) จากนั้นĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ได้นำเพลงญี่ปุ่นฉะĂ้ĂนในĂัตรา 2 ชั้นขĂงเดิมที่ Āม่ĂมĀลüง ต่üนýรี üรüรรณ ประพันธ์ไü้แต่เดิมเพื่ĂประกĂบละครร้Ăงนี้ มาขยายขึ้นเป็นĂัตรา 3 ชั้น และตัดลงเป็นĂัตราชั้นเดียü จนครบเป็นเพลงเถาเมื่Ăปี พ.ý.2474 โดยได้มีการเผยแพร่โน้ตเพลงนี้เป็นครั้งแรกเนื่ĂงในโĂกาÿครบรĂบ 200 ปีแĀ่ง การÿมโภชกรุงรัตนโกÿินทร์ในĀนังÿืĂ “ประชุมผลงานเพลงĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง)” เมื่Ăปี พ.ý. 2525 โดยเป็นการบันทึกโน้ตแบบตัüเลข 9 ตัüตามแนüทางที่Āลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ได้คิดค้นขึ้นและมีการ แปลเป็นโน้ตด้üยตัüĂักþรภาþาĂังกฤþกำกับไü้ตามเÿียงดนตรีตะüันตก ĂักþรภาþาĂังกฤþแทนเÿียงดนตรีในĀนังÿืĂ เล่มดังกล่าü ได้แก่ เÿียง โด แทนด้üย D เÿียง เร แทนด้üย R เÿียง มี แทนด้üย M เÿียง ฟา แทนด้üย F เÿียง ซĂล แทนด้üย S เÿียง ลา แทนด้üย L เÿียง ที แทนด้üย T
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 104 ภาพที่2 Āลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) (ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/Āลüงประดิþฐไพเราะ_(ýร_ýิลปบรรเลง)) โดยโน้ตเพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăนที่บันทึกตามโน้ตแบบตัüเลข 9 ตัü และ ĂักþรภาþาĂังกฤþ ต้นฉบับเดิมที่Āลüง ประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) บันทึกไü้มีลักþณะดังนี้ ภาพที่ 3 โน้ตเพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăนที่บันทึกด้üยโน้ตตัüเลข 9 ตัüและĂักþรภาþาĂังกฤþ (ที่มา : มูลนิธิĀลüงประดิþฐไพเราะ, 2525, น. 357-358)
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 105 เมื่ĂนำมาถĂดเป็นโน้ตเพลงไทยด้üยรูปแบบแทนเÿียงĂักþรภาþาไทย ซึ่งเป็นการบันทึกโน้ตที่นิยมใช้Ăย่างเป็น ทางการและแพร่Āลายในüงการดนตรีไทย ÿามารถแปลเป็นโน้ตĂักþรไทยได้ดังต่Ăไปนี้ โน้ตเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน Ăัตรา 3 ชั้น - - - - - - - ล - - - ซ - - - ด - - - ร - - - ม - ซ - - - ล – ซ - - - - - - - ซ - - - ม - - - ร - - - ด - - - ล - ซ - - - ม – ร - - - - - - - ร - - - ม - - - ด - - - ร - - - ม - ซ - - - ล – ซ - - - - - - - ม - - - ด - - - ล - - - ซ - - - ม - ร - - - ด – ล - - - - - - - ด - - - ร - - - ม - - - - - - - ร - - - - ม ร ด ล - - - - - ด – ล - - - - - ด – ล - - - - - ด – ล ด ซ ล ด - ม - ซ - - - - - - - ม - - - - - - - ร - - - ด - - - ล - - - - - - - ซ - - - - - - - ม - - - - - - - ร - - - - - - - - ด ร ม ร - ด – ด Ăัตรา 2 ชั้น - - - - - - - ด - - - ร - ม - ซ - - - ซ - - ม ร - ด – ร - ม – ร - - - - - - - ด - - - ร - ม - ซ - - - ม - ร - - - ด - ร ม ร ด ล - - - - - - - ด - - - ร ม ร ด ล - - - ด - ล - - ด ซ ล ด - ม -ซ - - - - - - - ม - - - ร - ด – ล - - - ซ - - ม ร - ม – ร - ด – ด
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 106 Ăัตราชั้นเดียü - - - - - - - ด - - ร ม - ซ – ร - - - ม - ซ - - - ด – ร ม ร ด ล - - - - - ด – ล ด ซ ล ด - ม – ซ - - - ม - ร ด ล - ซ ม ร - ด – ด ÿ่üนบทร้Ăงที่ใช้ในเพลงนี้ นำมาจากบทประพันธ์ในเรื่Ăง พระลĂนรลักþณ์ ในกรมพระราชüังบüรมĀาýักดิพล เÿพ ซึ่งร้ĂงกันĂยู่ในปัจจุบัน เป็นทางที่คุณĀญิงชิ้น ýิลปบรรเลงปรุงทางขึ้นใĀม่ในระยะĀลัง (มูลนิธิĀลüงประดิþฐ ไพเราะ, 2525, น.356) โดยบทร้Ăงดังกล่าüมีเนื้ĂĀาดังนี้ “ ...บทร้องอัตรา 3 ชั้น เที่ยวแรก โอ้เจ้าเÿาวภาคย์ของพี่เอ๋ย ไฉนเลยจะได้ชมÿมÿอง พลบค่ำคร่ำครวญถึงนวลน้อง จนย่ำยามÿองฆ้องประโคม แต่ข่าวคำร่ำลือแล้วมิĀนำ พี่มาซ้ำฟังซอยอรูปโฉม เที่ยวกลับ เĀมือนพระเมรุเอนทับทรวงโทรม แÿนโทมนัÿนึกไม่นิทรา แล้วเคลือบคลุมกลุ้มจิตผิดÿังเกต ภูวเรศรัญจวนĀวนĀา อาลัยในÿองวนิดา ÿุดแÿนเÿน่Āาอาวรณ์ บทร้องอัตรา 2 ชั้น เที่ยวแรก พระเผยแกลแลดูแÿงเดือน ดังผิวพักตร์เพื่อนแพงÿมร เคลิ้มเĀ็นเป็นÿองบังอร มาแนบนอนบนที่แท่นÿุวรรณ เที่ยวกลับ นักÿนมก้มกรานอยู่งานถวาย พระแย้มยิ้มพริ้มพรายเข้ารับขวัญ ครั้นรู้ว่าÿุรางค์นางกำนัล ทรงธรรม์ขวยเขินÿะเทิ้นใจ บทร้องอัตราชั้นเดียว เที่ยวแรก เพราะแรงฤทธิ์วิทยาอาคม ในอารมณ์ร้อนรนĀม่นไĀม้ เที่ยวกลับ เĀมือนบ้าĀลังคลั่งคลุ้มเคลิ้มไคล้ คว้าไขว่กอดเขนยนั่งเชยชม... ” (มูลนิธิĀลüงประดิþฐไพเราะ, 2525, น. 356)
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 107 อย่างไรก็ตามงานüิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้มีüัตถุประÿงค์ในการüิเคราะĀ์บทร้องของเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนในเชิงÿังคีต ลักþณ์ แต่มุ่งเน้นüิเคราะĀ์ลักþณะของÿังคีตลักþณ์ทำนองเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนเป็นĀลัก แต่เพื่อใĀ้เĀ็นบริบทของเพลง ญี่ปุ่นฉะอ้อนในภาพรüมประกอบการýึกþา จึงได้นำเนื้อร้องของบทเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนมานำเÿนอพอÿังเขป เพื่อใĀ้เĀ็น ภาพของอิทธิพลดนตรีญี่ปุ่นในüัฒนธรรมดนตรีของไทยไปพร้อมกันü่า แม้จะเป็นเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น แต่เนื้อร้องก็ ยังคงใช้คำร้องภาþาไทยเช่นเดียüกับบทร้องของเพลงไทยในüัฒนธรรมดนตรีของไทยโดยทั่üไปเป็นĀลักเช่นกัน ÿำĀรับการýึกþาüิเคราะĀ์ลักþณะทางÿังคีตลักþณ์ของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น โดยการใช้กรณีýึกþาเพลง ญี่ปุ่นฉะอ้อนในครั้งนี้ เมื่อüิเคราะĀ์บทเพลงในบริบททางด้านดนตรีของเพลงนี้ โดยอาýัยโน้ตเพลงต้นฉบับที่บันทึกไü้ใน ĀนังÿือประชุมผลงานเพลงĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ดังข้างต้นพบü่า มีลักþณะทางÿังคีตลักþณ์ที่ÿำคัญ ดังต่อไปนี้ ลักþณะของกลอนเพลง เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน เป็นเพลงที่ไม่ได้ขึ้นต้นด้üย “เท่า”3 และไม่มีลักþณะของ “โยน”4 เมื่อüิเคราะĀ์ภาพรüม ของเพลงüิเคราะĀ์ได้ü่า บทเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนนี้เป็นบทเพลงประเภทเพลงกรอ จุดüิเคราะĀ์ที่ÿำคัญคือ โน้ตเพลงทั้ง อัตรา 3 ชั้น อัตรา 2 ชั้น และอัตราชั้นเดียü มีโน้ตเพลงที่ประพันธ์ไü้ÿำĀรับการบรรเลงด้üยüิธีการกรอĀรือลากเÿียง ยาüเป็นĀลัก ทั้งนี้Āากพิจารณาจากลักþณะของผู้ประพันธ์เพลงนี้พบü่า การประพันธ์เพลงประเภทเพลงกรอนั้น เป็น เอกลักþณ์และอัตลักþณ์ที่ÿำคัญในการประพันธ์เพลงของĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) อยู่แล้üและมีเจตนา ที่จะประพันธ์ใĀ้ÿอดรับกับเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนในอัตรา 2 ชั้นของเดิมที่Āม่อมĀลüงต่üนýรี üรüรรณ ประพันธ์ไü้ที่มี ลักþณะเป็นเพลงกรอ เพื่อใĀ้ต่อเนื่องÿัมพันธ์กันทั้งอัตรา 3 ชั้น อัตรา 2 ชั้น และอัตราชั้นเดียü การใช้เÿียงและบันไดเÿียง เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน เถา เป็นเพลงที่ใช้เÿียงในบทเพลงจำนüน 5 เÿียง ประกอบด้üย เÿียงโด เÿียงเร เÿียงมี เÿียงซอล และเÿียงลา คือ เÿียงที่ 1 เÿียงที่ 2 เÿียงที่ 3 เÿียงที่ 5 และเÿียงที่ 6 ซึ่งĀากเทียบกับĀลักการเÿียงทางดนตรี ทั่üไปอาจะเรียกลักþณะการใช้ระบบเÿียงดังกล่าüü่าเป็นลักþณะแบบ ระบบ 5 เÿียง (Penta Tonic Scale) และเมื่อ üิเคราะĀ์โน้ตเพลงในเพลงทั้งĀมดยังพบü่า ในโน้ตเพลงของบทเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนทั้งĀมดนี้ ไม่มีการใช้เÿียงผ่านĀรือ เÿียงรอง ทั้งเÿียงฟา และเÿียงที(เÿียงที่ 4 และเÿียงที่ 7) แต่อย่างใด จังĀวะและความยาวของบทเพลง ข้อมูลการใช้Āน้าทับประกอบการบรรเลงเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน เถา กำĀนดใĀ้ใช้Āน้าทับ “ÿองไม้” (ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์, 2542, น.87) ดังนั้นĀากเทียบĀน้าทับÿองไม้กับจำนüนคüามยาüของบทเพลงแต่ละอัตราในการบรรเลง จังĀüะĀน้าทับประกอบการบรรเลง พบü่าแต่ละอัตรา คือ ทั้งอัตรา 3 ชั้น อัตรา 2 ชั้น และ อัตราชั้นเดียü มีจำนüน อัตราละ 8 จังĀüะ กล่าüคือ อัตรา 3 ชั้นมีจำนüน 8 บรรทัด อัตรา 2 ชั้นมีจำนüน 4 บรรทัด และอัตราชั้นเดียüมี จำนüน 2 บรรทัด 3 เท่า ในüัฒนธรรมดนตรีของไทย คือ ลักþณะของเพลงไทยที่ประกอบด้üยการย้ำเÿียงใดเÿียงĀนึ่งอยู่ครึ่งอัตราĀน้าทับเป็นอย่างน้อย และมักปรากฏในการขึ้นต้นของบทเพลงĀรือท่อนเพลง 4 โยน ในüัฒนธรรมดนตรีของไทย คือกระบüนการบรรเลงทำนองที่ย้ำเÿียงเช่นกัน แต่เป็นการนำเÿียงเพื่อเร่งจังĀüะและนำไปÿู่การ บรรเลงแบบลูกล้อลูกขัดที่เป็นการแบ่งüรรคเพลงเพื่อใĀ้เครื่องดนตรีพüกเครื่องนำและเครื่องตามบรรเลงรับÿ่งกัน
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 108 ดังนั้นเมื่Ăเพลงนี้เป็นเพลงที่บรรเลงด้üยทางกรĂเป็นĀลัก ซึ่งโดยทั่üไปĀากเป็นเพลงกรĂแล้üจะใช้Āน้าทับÿĂง ไม้บรรเลงประกĂบ จึงมีคüามÿĂดคล้Ăงกันทั้งในแง่ขĂงการเทียบคüามยาüเพลงด้üยĀน้าทับÿĂงไม้และการเทียบด้üย บรรทัดเพลงที่ประกĂบด้üย 1 บรรทัด 8 Ā้Ăงเพลง ผู้üิจัยจึงขĂใช้การĂธิบายคüามยาüด้üย “บรรทัดตามการบันทึก โน้ตเพลงไทย 8 Ā้Ăง” เนื่Ăงจากเป็นที่เข้าใจและÿามารถนำเÿนĂข้Ăเท็จจริงตรงกันและเข้าใจได้กü่าการเทียบเป็นĀน้า ทับที่มีคüามยาüลดĀล่นกันไปในแต่ละĂัตรา โดยÿามารถÿรุปคüามยาüขĂงบทเพลงนี้ได้ü่า เพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăน มีคüาม ยาüในĂัตรา 3 ชั้นจำนüน 8 บรรทัด คüามยาüในĂัตรา 2 ชั้นจำนüน 4 บรรทัด และ คüามยาüในĂัตราชั้นเดียüจำนüน 2 บรรทัด รูปแบบของท่อนเพลง เพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăน เถา เป็นเพลงท่Ăนเดียüไม่มีทางเปลี่ยน ดังนั้นรูปแบบเพลงนี้จึงมีลักþณะรูปแบบขĂงเพลง เป็น A5 ลักþณะเÿียงลูกตก เพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăน เถา เป็นเพลงที่มี 4 จังĀüะ ดังนั้นĀากüิเคราะĀ์ตามโครงÿร้างจังĀüะคู่ขĂงĀน้าทับÿĂงไม้ แต่ละท่Ăนจะมีเÿียงตกดังต่Ăไปนี้ จังĀüะที่ 2 เÿียงตก คืĂ เÿียงเร จังĀüะที่ 4 เÿียงตก คืĂ เÿียงลา จังĀüะที่ 6 เÿียงตก คืĂ เÿียงซĂล จังĀüะที่ 8 เÿียงตก คืĂ เÿียงโด เมื่ĂüิเคราะĀ์เÿียงตกขĂงแต่ละจังĀüะพบü่า แต่ละจังĀüะจะมีเÿียงตกที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้นเมื่Ăเชื่Ăมโยงกับการใช้ ระบบเÿียง 5 เÿียงที่ประกĂบด้üยเÿียง โด เร มี ซĂล และ ลา เÿียงตกลงแต่ละจังĀüะจะขาดเฉพาะเÿียงตกคืĂเÿียงมี เท่านั้น และÿังเกตได้ü่าเÿียงมีคืĂเÿียงกลางขĂงกลุ่มเÿียงนี้ ลักþณะกลอนเพลงที่ÿำคัญ ลักþณะทางÿังคีตลักþณ์ที่ÿำคัญขĂงบทเพลงที่ÿามารถบ่งบĂกคüามเป็นÿำเนียงเพลง ĀรืĂภาþาขĂงเพลงที่ ÿำคัญคืĂ การüิเคราะĀ์เกี่ยüกับกลĂนที่ปรากฏในบทเพลงนั้นๆ ÿำĀรับเพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăนก็เช่นกัน เมื่ĂüิเคราะĀ์กลĂน เพลงแต่ละท่Ăนแล้ü พบลักþณะขĂงกลĂนเพลงที่ÿำคัญที่ใช้ในแต่ละĂัตราจังĀüะปรากฏดังต่Ăไปนี้ อัตรา 3 ชั้น ลักþณะขĂงกลĂนเพลงที่พบการใช้รูปแบบกลĂนเพลงซ้ำๆกันมากที่ÿุดในĂัตรา 3 ชั้นขĂงเพลงญี่ปุ่นฉะĂ้Ăน คืĂกลĂนเพลงในลักþณะนี้ / - - - - / - - - x / - - - x / - - - x / - - - x / - - - x / - x - - / - x – x / 5 ซึ่งĀากเป็นเพลง 2 ท่Ăน จะมีรูปแบบ A B และĀากเป็นเพลงที่มี 3 ท่Ăนจะมีรูปแบบ A B C และĀากเป็นเพลง 2 ท่Ăนที่มีช่üงต้นขĂง ท่Ăนแต่ละท่ĂนเĀมืĂนกันแต่ช่üงท้ายท่Ăนแตกต่างกัน จะมีลักþณะรูปแบบ AB AC เป็นต้น
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 109 ดังปรากฏในโน้ตเพลงที่ขีดเÿ้นใต้ต่Ăไปนี้ - - - - - - - ล - - - ซ - - - ด - - - ร - - - ม - ซ - - - ล – ซ - - - - - - - ซ - - - ม - - - ร - - - ด - - - ล - ซ - - - ม – ร - - - - - - - ร - - - ม - - - ด - - - ล - - - ม - ซ - - - ล – ซ - - - - - - - ม - - - ด - - - ล - - - ซ - - - ม - ร - - - ด – ล โดยพบในบรรทัดที่ 1 บรรทัดที่ 2 บรรทัดที่ 3 และบรรทัดที่ 4 แต่มีการเปลี่ยนเÿียงในแต่ละบรรทัด อัตรา 2 ชั้น กลĂนเพลงที่พบมากที่ÿุดในĂัตรา 2 ชั้น คืĂกลĂนเพลงในลักþณะนี้ / - - - - / - - - x / - - - x / - x - x / ดังปรากฏในโน้ตเพลงที่ขีดเÿ้นใต้ต่Ăไปนี้ - - - - - - - ด - - - ร - ม - ซ - - - ซ - - ม ร - ด - ร - ม – ร - - - - - - - ด - - - ร - ม - ซ - - - ม - ร - - - ด - ร ม ร ด ล - - - - - - - ด - - - ร ม ร ด ล - - - ด - ล - - ด ซ ล ด - ม -ซ - - - - - - - ม - - - ร - ด – ล - - - ซ - - ม ร - ม – ร - ด – ด โดยพบในบรรทัดที่ 1 บรรทัดที่ 2 บรรทัดละ 2 ช่üงติดต่Ăกัน แต่มีการเปลี่ยนเÿียงในแต่ละบรรทัดโดยลูกตก ขĂงขĂงเพลงÿĂดคล้ĂงกับĂัตรา 3 ชั้น เช่นกัน อัตราชั้นเดียü ในĂัตราชั้นเดียüพบü่า ไม่มีการใช้กลĂนเพลงที่ซ้ำกัน
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 110 จากบทเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนทั้ง 3 อัตรา พบü่ามีการใช้กลอนเพลงที่มีลักþณะแบบ “การลากเÿียงยาüแล้üทอน จังĀüะต่อเนื่องในท้ายบรรทัดĀรือท้ายüรรคเดียüกัน” ดังจะเĀ็นได้จากโน้ตเพลงในอัตรา 3 ชั้นและอัตรา 2 ชั้นที่ผู้üิจัย üิเคราะĀ์ดังตัüอย่างข้างต้น พบü่ามีลักþณะที่ตัüโน้ตในกลุ่มแรกแรกๆเป็นโน้ตที่เÿียงยาü (เทียบได้กับโน้ตตัüกลม ในทางดนตรีÿากล) ในช่üงต้น แล้üใช้โน้ตที่มีคüามยาüของแต่ละเÿียงลดลงมาครึ่งĀนึ่ง (เทียบได้กับโน้ตตัüขาü) ในช่üง ท้ายในแต่ละบรรทัดĀรือüรรคเพลง ซึ่งประโยคเพลงลักþณะนี้ถือเป็นประโยคที่พบในเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนเป็นจำนüนมาก โอกาสและวงดนตรีที่ใช้ในการบรรเลง เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนนั้น เดิมเป็นเพลงในอัตรา 2 ชั้นที่ Āม่อมĀลüงต่üนýรี üรüรรณ ประพันธ์ขึ้นเพื่อใช้บรรเลง ประกอบละครร้องตั้งแต่รัชÿมัยพระบาทÿมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่Āัü (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นที่ชัดเจนü่าในการ บรรเลงเพลงประกอบการแÿดงโขนละครร้องต่างๆ ÿ่üนใĀญ่จะใช้üงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ แต่เมื่อĀลüงประดิþฐ ไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ประพันธ์บทเพลงนี้โดยนำเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนในอัตรา 2 ชั้นมาขยายเป็นอัตรา 3 ชั้น และตัด ลงเป็นชั้นเดียü บทเพลงนี้จึงกลายเป็นเพลงเถา ที่ÿามารถบรรเลงด้üยüงดนตรีประเภทใดก็ได้ แต่üัตถุประÿงค์ของเพลง เถาโดยทั่üไปนั้น จะเป็นเพลงบรรเลงเพื่อการฟังและการขับกล่อมเป็นÿำคัญ อย่างไรก็ตามดังที่ทราบกันดีü่า เพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้ Āาฟังได้ยากมาก ใน üัฒนธรรมดนตรีของไทยจึงแทบจะไม่อาจรับฟังบทเพลงดังกล่าüในปัจจุบันเท่าที่คüรนัก Āากแต่ที่บรรเลงอยู่ก็เป็นการ บรรเลงด้üยเครื่องดนตรีประยุกต์จากต่างชาติ เช่น กู่เจิ้ง เนื่องจาก อาจารย์ชนก ÿาคริก ซึ่งเป็นทายาทของĀลüง ประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นไü้Āลายเพลง มีคüามÿนใจในเครื่องดนตรี จีนชนิดนี้ และได้ýึกþาüิธีการบรรเลงและนำมาประยุกต์กลüิธีในการบรรเลงเพลงไทย และเผยแพร่ผลงานเพลงไทย ด้üยกู่เจิ่งĀลายบทเพลงรüมถึงเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นในชื่อüง “ภุมริน” และได้รับคüามนิยมเป็นอย่างมากในช่üง ระĀü่างปี พ.ý. 2530 – 2540 ซึ่งĀนึ่งในนั้นคือเพลง ญี่ปุ่นรันจüญ แต่ในขณะเดียüกันĀากพินิจพิเคราะĀ์ในเชิง มานุþยüิทยาการดนตรีและดนตรีüิทยาคüบคู่กันไป การนำเพลงญี่ปุ่นฉะอ้อนมาบรรเลงด้üยกู่เจิ้งก็ÿะท้อนกลิ่นอาย คüามเป็นญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีเช่นกัน เนื่องจากกู่เจิ่งเป็นเครื่องดนตรีจีนที่แพร่กระจายและเกิดการปรับเปลี่ยนทาง üัฒนธรรมเข้าไปยังญี่ปุ่น จนก่อใĀ้เกิดเป็นเครื่องดนตรีญี่ปุ่นที่เรียกü่า โกโตะ ที่ยังคงมีลักþณะเครื่องดนตรีและüิธีการ บรรเลงที่ใกล้เคียงกับกู่เจิ้งของจีน ดังนั้นการบรรเลงเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นด้üยกู่เจิ่งที่üงภุมรินนำเÿนอ จึงคงกลิ่นอาย ดนตรีที่ได้อรรถรÿคüามเป็นญี่ปุ่นด้üย 6. สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การýึกþาครั้งนี้ÿะท้อนใĀ้เĀ็นü่า ภูมิปัญญาที่ÿำคัญประการĀนึ่งของกระบüนการÿร้างÿรรค์ทางด้าน üัฒนธรรมดนตรีของไทยที่มีมาแต่โบราณกาลประการĀนึ่งคือ การประพันธ์เพลงไทยโดยอาýัยลักþณะÿำเนียงเพลง ท่üงทำนอง และจังĀüะลีลาที่มีการประยุกต์จากÿำเนียงĀรือบทเพลงของชนชาติต่างๆ ที่ในüัฒนธรรมดนตรีของไทย เรียกเพลงเĀล่านี้ü่า “เพลงภาþา” Āรือ “เพลงไทยÿำเนียงต่างชาติ” โดยบทเพลงลักþณะดังกล่าü ถือเป็นมรดกทาง ภูมิปัญญาที่ÿำคัญของüัฒนธรรมดนตรีไทยที่ยังคงมีการÿืบทอดและการบรรเลงเพลงภาþาĀรือเพลงÿำเนียงต่างชาติ เĀล่านี้ที่เป็นเพลงเก่าดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ü รüมถึงการÿร้างÿรรค์เพลงใĀม่ๆ ต่อเนื่อง รüมการประยุกต์ใช้เพลงภาþาĀรือ เพลงÿำเนียงต่างชาติเĀล่านี้ในรูปแบบต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 111 “เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่น” ถือเป็นเพลงภาþาĀรือเพลงÿำเนียงต่างชาติÿำเนียงĀนึ่ง ที่มีจำนüนบทเพลงจำนüน น้อยมากเมื่อเทียบกับเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงต่างชาติอื่นๆ การÿืบค้นรüบรüมข้อมูลในครั้งนี้พบü่า เพลงไทย ÿำเนียงญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้มีเพียง 5 บทเพลงเท่านั้น คือ เพลงญี่ปุ่นฉะอ้อน ญี่ปุ่นรัญจüน ญี่ปุ่นรำพึง เพลงญี่ปุ่นไทย และ โĀมโรงซากุระ แต่ก็ยังมีบทเพลงที่ปรากฏชื่อเพลงเกี่ยüกับญี่ปุ่นอีก 2 บทเพลง แต่ไม่มีĀลักฐานเกี่ยüกับบทเพลง ยืนยัน คือ เพลงญี่ปุ่นÿำเริง และ เพลงญี่ปุ่น ทั้งนี้จากการรüบรüมประüัติคüามเป็นมาของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นนั้นพบü่า บุคคลที่มีคüามÿำคัญในการทำ ใĀ้เกิดเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่ÿำคัญคือ Āลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง) เนื่องจากเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นÿ่üน ใĀญ่มาจากการประพันธ์เพลงĀรือเกี่ยüข้องกับบทบาทĀน้าที่ของท่าน (เü้นเพียงโĀมโรงซากุระที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะ Āลัง) ยิ่งไปกü่านั้นบทเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่มีอยู่จำนüนน้อยนิดเĀล่านี้ ได้เริ่มเลือนĀายไปจาก üัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีของไทยและมีโอกาÿรับฟังยากขึ้นเมื่อเทียบกับเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงต่างชาติ อื่นๆ ผู้üิจัยคิดü่าÿ่üนĀนึ่งเพราะขาดการÿืบÿาน อนุรักþ์ ÿ่งเÿริม และเผยแพร่เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นเĀล่านี้ อาจมี ปัจจัยจากจำนüนเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่น้อย และ เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้ถูกบรรจุไü้ในระบบการýึกþา ระดับต่างๆ ที่เกี่ยüการปฏิบัติดนตรีของไทย ทั้งในและนอกระบบดังเช่นเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงอื่นๆ ที่มีคüาม นิยมในการรับฟัง การต่อเพลง และการบรรจุเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นไü้ในĀลักÿูตรการเรียนการÿอน ทางด้านดนตรีในระดับต่างๆ ประเด็นที่ÿำคัญอีกประการĀนึ่งคือ จากการýึกþาในครั้งนี้เมื่อÿืบค้นประüัติคüามเป็นมาของเพลงไทยÿำเนียง ญี่ปุ่นต่างๆ พบü่า ยังมีคüามคลุมเครือในเรื่องประüัติของบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นที่มีแĀล่งอ้างอิงประüัติคüามเป็นมา ที่ĀลากĀลาย จึงคüรมีการชำระประüัติคüามเป็นมาของเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นเĀล่านี้เพื่อคüามชัดเจนต่อไปด้üย ดังนั้นจึงคüรช่üยÿ่งเÿริมใĀ้เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นใĀ้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้üยüิธีการต่างๆ อาทิ การบรรจุเพลง ไทยÿำเนียงญี่ปุ่นไü้ในระบบการýึกþาดนตรีของไทย การจัดแÿดงและเผยแพร่เพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นใĀ้เป็นที่รู้จักในüง กü้าง รüมถึงการบันทึกบทเพลงไทยÿำเนียงญี่ปุ่นไü้เพื่อการอนุรักþ์เพลงต้นฉบับและเผยแพร่ในฐานะที่บทเพลงเĀล่านี้ เป็นÿ่üนĀนึ่งของเพลงภาþาĀรือเพลงไทยÿำเนียงต่างชาติในüัฒนธรรมดนตรีของไทย ใĀ้ยังคงอยู่เป็นที่รู้จักกันอย่าง แพร่Āลายมากขึ้นต่อไป เอกสารอ้างอิง (References) ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์.(2542). ÿารานุกรมเพลงไทย. เรือนแก้üการพิมพ์. ทรงพล เลิýกอบกุล. (2565).กระฎุมพี - ผู้ดีใĀม่กับการพัฒนาดนตรีไทยต้นรัตนโกÿินทร์. üารÿาร Mahidol Music Journal. 4 (2), 23-36. นภดล ทิพยรัตน์. (2559) “โĀมโรงซากุระ : ÿังคีตลักþณ์และการüิเคราะĀ์. üารÿาร JSN Journal. 6 (1), 114-131. พงþ์ýิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบทดนตรีไทย. โรงพิมพ์มĀาüิทยาลัยýิลปากร พระราชüังÿนามจันทร์ มูลนิธิĀลüงประดิþฐไพเราะ. (2525). ประชุมบทเพลงĀลüงประดิþฐไพเราะ (ýร ýิลปบรรเลง). ม.ป.ท. ยý ÿันติÿมบัติ. (2548). ระบบคติคüามเชื่อและค่านิยมทางÿังคม. ÿำนักพิมพ์มติชน.
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 112 ĂิชิĂิ โยเนะโĂะ และ โยชิกาüะ โทชิăารุ. (2542). ความÿัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี. มูลนิธิโครงการตำราÿังคมýาÿตร์ และมนุþยýาÿตร์.
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 113 ÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่น: ข้อÿังเกตเกี่ยüกับการด ารงอยู่อย่างต่อเนื่อง ชüินทร์ ลีนะบรรจง1 บทคัดย่อ บทคüามüิชาการนี้มีจุดประÿงค์เพื่อที่จะýึกþาการด ารงอยู่ของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นที่ÿืบทอดมาอย่างยาüนาน ด้üยราชüงý์เดียüที่ÿืบทอดมาจากจักรพรรดิจิมมุจนถึงปัจจุบันอันเป็นลักþณะพิเýþที่ไม่มีใครเĀมือน üิธีการýึกþาจะ กระท าด้üยการÿืบค้นจากเอกÿารเพื่อüิเคราะĀ์โดยตั้งÿมมุติฐานü่าจักรพรรดิมีอ านาจปกครองแต่เพียงในนามเท่านั้น อ านาจที่แท้จริงอยู่ที่ตัüแทนเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อÿรุปที่ได้จากการýึกþาแÿดงใĀ้เĀ็นü่า อ านาจของ จักรพรรดิญี่ปุ่นในอดีตนับจากýตüรรþที่ 6 ในช่üงÿมบูรณาญาÿิทธิราชย์เป็นต้นมาถูกตัüแทนในĀลายรูปแบบเป็นผู้ใช้ แทน แม้มีการเปลี่ยนระบบการปกครองแต ่อ านาจปกครองก็ถูกนักการเมืองในปัจจุบันเป็นผู้ใช้แทนเช ่นกัน ท าใĀ้ ผู้ปกครองไม่จ าเป็นต้องเข้ามาแทนที่จักรพรรดิ Āากแต่ตั้งตนเป็นตัüแทนใช้อ านาจก็เพียงพอแล้ü ด้üยเĀตุนี้ÿถาบัน กþัตริย์ญี่ปุ่นจึงÿามารถด ารงอยู่อย่างต่อเนื่องมาได้โดยไม่ขาดตอนด้üยราชüงý์เดียü ค าÿ าคัญ: ÿถาบันกþัตริย์, จักรพรรดิ, ตัüแทน, คüามÿัมพันธ์ระĀü่างจักรพรรดิกับตัüแทน, การด ารงอยู่อย่างยาüนาน 1 ýาÿตราจารย์ ดร., อาจารย์พิเýþ Āลักÿูตรปริญญาโทญี ่ปุ ่นýึกþา คณะýิลปýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยธรรมýาÿตร์, อีเมล์: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 114 Japan Monarchy: Remarks Related to the Long Continuity Chawin Leenabanchong2 Abstract This paper has objective to investigate the long continuity of Japan’s Monarchy by single family, which is the special character that no other nations had. Although the emperor has been a symbol of continuity with the past, the degree of power exercised by the emperor has varied considerably throughout Japanese history. Study methodology uses an easy to access documentaries to analysis the setup hypotheses that Japanese emperors have nearly always been controlled by regents, shoguns or external political forces in order to clarified or explain what has happened. Conclusions indicated that either in absolute monarchy period or not, emperor power was normally executed by representatives, who were nominally appointed by the emperor, in the name of emperor. Therefore, who ever be the rulers need no change or substitute for the emperor. Keywords: Monarchy, Representatives, Emperor, relationship between Emperor and representatives, long continuity 2 Professor Dr., Special Lecturer, Japanese Studies Program, Faculty of Liberal Arts, Thammasat University, E-mail: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 115 1. บทน า บทคüามüิชาการนี้มีจุดประÿงค์เพื่อýึกþาการด ารงอยู่ของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นที่ÿืบทอดมาอย่างยาüนานกü่า 2 พันปีเพียงราชüงý์เดียüนับจากปฐมจักรพรรดิจิมมุที่ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ก่อนคริÿต์กาล 660 B.C.จนถึงปัจจุบัน อะไร คือÿาเĀตุ Āากเปรียบเทียบกับประüัติýาÿตร์ของประเทýอื่น ผู้ที่เข้าÿู่อ านาจปกครองจะÿถาปนาตนเองเป็น “เจ้า” ใน ชื่อที่แตกต่างกัน เช่น จักรพรรดิฮง ไทชิ (皇太極) ปฐมกþัตริย์แĀ่งราชüงý์ชิง (清) ของจีน (Wilkinson, 2012, p. 806) ที่เข้ามาแทนที่ราชüงý์จิน (金) ของพระบิดาที่ยึดอ านาจมาจากราชüงý์Āมิง (明) การใช้อ านาจปกครองจึงกระท าเมื่อÿามารถเข้าÿู่อ านาจในฐานะกþัตริย์และมีการเปลี่ยนราชüงý์เมื่อมีการ เปลี่ยนผู้มีอ านาจปกครองเป็นคนของตระกูลอื่น แต่ในกรณีญี่ปุ่นมิได้เป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่รับรู้โดยทั่üไปในüงกü้างก็ คือการคงอยู่ของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นนั้นมาจากการคงอยู่ของจักรพรรดิญี่ปุ่น แต่ÿิ่งที่อาจรับรู้ในüงแคบคือจักรพรรดิ ญี่ปุ่นมีการÿืบเชื้อÿายต่อเนื ่องเพียงราชüงý์เดียüและการครองราชย์กับอ านาจปกครองประเทýมิได้ÿอดคล้องกัน ข้อÿังเกตนี้จึงเป็นประเด็นการýึกþาของบทคüามนี้ üิธีการýึกþาจะÿืบค้นจากเอกÿารที่ÿามารถเข้าถึงได้เพื่อüิเคราะĀ์ในประเด็นเกี่ยüกับคüามÿัมพันธ์เชิงอ านาจ การปกครองประเทýญี ่ปุ ่นระĀü่าง ตัüแทน(ของจักรพรรดิ) กับ จักรพรรดิ ที ่แปรเปลี ่ยนไปตามยุคÿมัยโดยอาýัย ÿมมุติฐานที่ตั้งขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการอธิบาย ตัüแทนในที่นี้Āมายถึง ผู้ปกครอง (ruler) ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปใน แต่ละÿมัย เช่น เซÿโช Āรือ โชกุน จากระบบการปกครองแบบÿมบูรณาญาÿิทธิราชย์จนมาถึงนักการเมืองในระบบการ ปกครองปัจจุบัน โดยมีÿมมุติฐานü่าจักรพรรดิมีอ านาจปกครองแต่เพียงในนามเท่านั้น อ านาจที่แท้จริงอยู่ที่ตัüแทน เพื่อ อธิบายปรากฏการณ์การมีอยู่อย่างต่อเนื่องของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นภายใต้ผู้ปกครองที่เป็นตัüแทนที่เปลี่ยนแปลงไปตาม ยุคÿมัย โครงÿร้างบทคüามประกอบไปด้üย คüามเป็นมาและการด ารงอยู่ของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันและÿมมุติฐานที่ตั้งขึ้นมาในที่นี้เพื่ออธิบาย (ÿ่üนที่ 2-3) การýึกþาคüามÿัมพันธ์ในเชิงอ านาจระĀü่างจักรพรรดิ กับตัüแทนโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่üงเüลาคือ ก่อนและĀลังยุคทันÿมัย และ ในยุคนักการเมือง (ÿ่üนที่ 4-6) เพื่อแÿดงใĀ้ ü่าตัüแทนเข้ามาใช้อ านาจของจักรพรรดิได้อย่างไรในแต่ละช่üงเüลา ÿ่üนที่ 7 เป็นÿรุปและข้อÿังเกตุ ผลลัพธ์ที่ได้จะมีÿ่üนช่üยใĀ้เกิดคüามรู้คüามเข้าใจเกี่ยüกับญี่ปุ่นในด้านüิชาการ (contribution) ในมุมมองที่ อาจแตกต่างออกไปและมีÿ่üนช่üยใĀ้เกิดคüามเข้าใจในÿถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่ 2. คüามเป็นมาของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่น จากข้อมูลการÿืบÿันติüงý์3 ÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นมีเพียงราชüงý์เดียüเท่านั้นโดยมีต าแĀน่งจักรพรรดิ (天皇) เป็นประมุขและÿืบÿันติüงý์นับจากปฐมจักรพรรดิจิมมุ (神武 660 – 585 B.C.)4 จนถึงจักรพรรดินารุฮิโตะ (徳仁 ค.ý. 2019 - ปัจจุบัน) โดยไม่ขาดตอนรüม 126 องค์ ประกอบด้üยจักรพรรดิ 116 องค์และจักรพรรดินี 10 องค์ แม้ü่าจะมีข้อถกเถียงในประเด็นเรื่องคüามมีอยู่จริงของจิมมุเนื่องจากไม่มีĀลักฐานทางüิทยาýาÿตร์ที่ÿามารถ พิÿูจน์ย้อนกลับไปได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ท าใĀ้การรับรู้ (perception) ที่ü่าญี่ปุ่นมีการปกครองโดยจักรพรรดิเÿียไป ยังคงมี 3 จากเüปไซต์ของ Imperial Household Agency’s Genealogy of Emperors of Japan 4 ในที่จะĀมายถึง ช่üงเüลาที่มีชีüิตกรณีอ้างถึงบุคคล Āรือ ช่üงเüลาที่อยู่ในต าแĀน่งกรณีอ้างถึงต าแĀน่ง
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 116 Āลักฐานในเชิงüิทยาýาÿตร์5 ที่พิÿูจน์คüามมีอยู่ของจักรพรรดิที่Āลายฝ่ายยอมรับร่üมกันในจักรพรรดิองค์ต่อมา (Hoye, 1999, p. 78) ที่เริ่มจากจักรพรรดิองค์ที่ 29 คือจักรพรรดิคิมเม (ค.ý.539 - 571) การเป็นทายาทÿืบทอดมาจากÿุริยะ เทพีอะมะเทราซึ (天照大御神 /天照大神) ของจิมมุจึงมีคüามเป็นได้ÿูงที่จะเป็นต านานเพราะการมีชื่อเรียกü่าเป็น “โอรÿแĀ ่งÿรüงÿüรรค์” (天子) ซึ ่งมีคüามเป็นต านานมากกü ่าข้อเท็จจริงเนื ่องจากไม ่มีĀลักฐานเชิงüิทยาýาÿตร์ ÿนับÿนุน ขณะที่ต าแĀน่งจักรพรรดินั้นมีอยู่จริงโดยมีต้นแบบจากประเทýจีน คüามเป็นมาของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นที่ ด ารงอยู่และÿืบทอดโดยจักรพรรดิจากรุ่นÿู่รุ่นจึงเป็นการผÿมผÿานระĀü่างต านานในช่üงแรกและคüามจริงในช่üงĀลัง เพื่อแÿดงคüามเĀนือกü่าผู้อื่นในรูปแบบกึ่งÿมมุติเทพเพื่อประโยชน์ในการปกครอง6 3. ÿมมุติฐานการด ารงอยู่ของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คüามยากล าบากของคüามคิดอนุรักþ์นิยม คือ การอธิบายถึงประโยชน์ที่แนüคิดอนุรักþ์นิยมมีต่อÿังคมมนุþย์ เนื่องจากการรักþาÿิ่งที่คüรเป็นใĀ้คงอยู่อาจขัดแย้งกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นคüามจริงของโลก7 ÿถาบันกþัตริย์ก็ไม่ได้ นอกเĀนือไปจากĀลักคิดอันนี้ จากคüามเป็นไปของÿถาบันกþัตริย์ญี ่ปุ ่นที ่ได้กล ่าüมาในĀัüข้อที ่ 2 ก ่อนĀน้านี้ การÿร้างÿมมุติฐาน (hypothesis) เพื ่ออธิบายจึงเริ ่มต้นจากการประมüลข้อเท็จจริงที ่มีอยู ่อย ่างĀลากĀลายด้üยตั้งข้อÿมมุติ (assumptions) เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยüข้องประเด็นที่ต้องการýึกþาและก าĀนดÿมมุติฐานขึ้นมาเพื ่อใช้ อธิบาย ÿมมุติฐานจึงเป็นเครื่องมือในüิธีการýึกþา (methodology) เพื่ออธิบายการคงอยู่ของÿถาบันกþัตริย์ญี ่ปุ่น เพียงราชüงý์เดียü ÿมมุติฐานที่น าเÿนอในที่นี้ก็คือ อ านาจของจักรพรรดิมีเฉพาะในนาม อ านาจที่แท้จริงในการปกครองตกอยู่กับ ผู้ปกครองที่เป็นตัüแทนที่แต่งตั้ง(Āรือมิได้แต่งตั้ง)โดยจักรพรรดิ อาจกล่าüได้ü่าจักรพรรดิญี่ปุ่นมีอ านาจปกครอง 8 ยาüนานในช่üงจักรพรรดิเมจิจนถึงจักรพรรดิโชüะเมื่อÿงครามโลกครั้งที่ 2 ÿิ้นÿุด นอกเĀนือจากĀ้üงเüลานี้แล้üถูก ตัüแทนใช้อ านาจปกครองในนามจักรพรรดิ Āากÿมมุติฐานนี้เป็นจริง การที่บุคคลใดจะเข้าÿู่อ านาจในการปกครองจึงไม่ มีคüามจ าเป็นที่จะต้องเข้ามาÿถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิĀรือกþัตริย์เĀมือนประเทýอื่น เช่น จีน Āรือ ไทย ด้üยเĀตุนี้ จึงท าใĀ้ÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นคงอยู่อย่างต่อเนื่องพร้อมกับการÿืบÿันติüงý์ของจักรพรรดิโดยไม่ขาดตอน 5 เท่าที่ÿามารถตรüจÿอบได้มีแĀล่งที่มาที่ถูกน ามาใช้อ้างอิง คือ (1)บันทึกเĀตุการณ์ญี่ปุ่น (日本書紀) ที่จัดท าตามค าÿั่งของจักรพรรดิ เทนมูโดยเจ้าชายโทเนริและโอ ยาÿุมาโร แล้üเÿร็จในปีค.ý.720 ในÿมัยจักรพรรดินีเกนโช(องค์ที่ 44 ค.ý.715-724) มี 30 บท กล่าüถึง จักรพรรดิองค์แรกเรื่อยมาจนถึงจักรพรรดิจิโต(องค์ที่ 41 ค.ý.690-697) และ 1 บทที่แÿดงล าดับการÿืบÿันติüงý์ และ (2)บันทึก ĀลักฐานจากĀลุมฝังýพที่มีรูปร่างคล้ายรูกุญแจที่เรียกü่า โคะฟุน (古墳) ที่มีอยู่ทั่üประเทýซึ่งมีĀลักฐานüัตถุพยาน เช่น เครื่องใช้ และ บันทึกเĀตุการณ์ตั้งแต่ปลายýตüรรþที่ 3 ถึง 7 ที่แÿดงการมีอยู่ของจักรพรรดิ 6 จักรพรรดิฮิโรฮิโตได้กล่าüถึงประเด็นนี้ไü้ในÿุนทรพจน์ปีใĀม่ ค.ý.1946 ü่า เป็นคüามเข้าใจผิดที่(ถูกท าใĀ้เข้าใจü่า. . . ผู้เขียน) จักรพรรดิเป็นเทพในร่างมนุþย์ซึ่งมีผลต่อแนüคิดที่ท าใĀ้คนญี่ปุ่นมีÿถานะเĀนือกü่าชนชาติอื่น (Wetzler, 1998, p. 3) 7 ดูได้จาก (Scruton, 2014) แปลโดย “ใจเป็นกลาง” 8 นิยามของอ านาจในที ่นี้Āมายถึง อ านาจปกครองด้üยการออกกฎĀรือระเบียบโดยมีการบังคับใช้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงมิใช ่ผู้ออก กฎระเบียบแต่เพียงล าพัง Āากแต่ต้องÿามารถบังคับใช้กฎระเบียบที่ออกมา จะโดยกฎĀมายĀรือก าลังก็ตามแต่กรณีไป
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 117 4. อ านาจจักรพรรดิกับตัüแทนก่อนยุคทันÿมัย9 ตั้งแต่ýตüรรþที่ 6 เป็นต้นมาจนถึงปลายýตüรรþที่ 19 อ านาจของจักรพรรดิÿ่üนใĀญ่10ตกไปอยู่กับบุคคลอื่น ที่เข้ามาเป็นตัüแทนในการใช้อ านาจแทนจักรพรรดิ มีตัüแทนจากตระกูลที่เข้ามาใช้อ านาจแทนจักรพรรดิ เช่น ตระกูล โซะงะ (蘇我 ค.ý.536-645) ตระกูลฟุจิüะระ (藤原 ค.ý.850-1070) ตระกูลไทระ (平 ค.ý.1159-1180) ตระกูลมิ นะโมะโตะ (源 ค.ý.1192-1333) ตระกูลอชิคะงะ (足利 ค.ý.1336-1565) และตระกูลโทะคุงะüะ (徳川 ค.ý.1603- 1867) ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในยุคของตระกูลโซะงะและตระกูลฟุจิüะระ11เป็นยุคแรกของการใช้อ านาจแบบ “Āลังบ้าน” ผ่านการแต่งงาน ระĀü่างระĀü่างจักรพรรดิกับคนในทั้ง 2 ตระกูลนี้ เช่น โซะงะ โนะ อินะเมะ (蘇我稲目) ผู้เป็นพ่อตาจักรพรรดิคิมเม เนื่องจากแต่งงานกับลูกÿาüของอินาเมะและใĀ้ก าเนิดลูกชายที่เป็นจักรพรรดิโยเมในเüลาต่อมา เช่นเดียüกับตระกูลฟุจิ üาระที่ฝ่ายชายในตระกูลกลายเป็น พ่อตา ลุง น้องเขย ของจักรพรรดิĀลายองค์ ท าใĀ้เกิดต าแĀน่งที่ÿงüนไü้ÿ าĀรับคน ในตระกูลฟุจิüาระเท่านั้น คือ เซÿโช (摂政 ผู้ÿ าเร็จราชการÿ าĀรับจักรพรรดิในช่üงüัยเยาü์) และ คัมปะขุ (関白 ผู้ÿ าเร็จราชการ) ต าแĀน่งทั้ง 2 นี้มิได้มีอ านาจในการปกครองโดยตรงĀากแต่อาýัยอ านาจกระท าแทนแบบ “Āลังบ้าน” เนื่องจากการเป็นที่เป็นปรึกþาĀรือผู้ÿ าเร็จราชการของจักรพรรดิในช่üงüัยเยาü์โดยอาýัยคüามเป็นเครือญาติท าใĀ้มี อ านาจบริĀารราชการซึ่งแตกต่างจากต าแĀน่งโชกุนดังจะกล่าüต่อไป ตัüแทน เช่น ฟุจิüะระโนะ มิชินะงะ (藤原 道長 ค.ý.966-1027) ผู้เป็นพ่อของลูกÿาü 3 คนที่ในภายĀลังได้เป็นจักรพรรดินีจากการแต่งงานกับจักรพรรดิและเป็นปู่ของ จักรพรรดิอีก 3 องค์ในเüลาต่อมาจึงเป็นผู้ใช้อ านาจอย่างไม่เป็นทางการในการ แต่งตั้ง ถอดถอน จัดล าดับการÿืบÿันติ üงý์ บริĀารงานราชการเมื่ออยู่ในüัยเยาü์Āรือแม้แต่เป็นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใĀญ่แล้üของจักรพรรดิในช่üงเüลาดังกล่าü ÿ่üนต าแĀน่งโชกุนนั้นÿงüนไü้ÿ าĀรับตระกูลมินะโมะโตะ ตระกูลอชิคะงะ และตระกูลโทะคุงะüะ Āลังจาก ÿมัยเฮอันเป็นต้นมา การใช้อ านาจของตัüแทนเริ่มออกĀน้า(ÿั่งการโดยตรง)แทนที่จะกระท าอยู่เบื้องĀลังเĀมือนดังเช่น ÿมัยตระกูลโซะงะและตระกูลฟุจิüาระเคยท า ตระกูลไทระ ตระกูลมินะโมะโตะ ตระกูลอชิคะงะ และตระกูลโทะคุงะüะ ต่างใช้ซามุไรอันเป็นกองก าลังติดอาüุธÿ่üนตัüเพื่อเข้าÿู่ต าแĀน่งตัüแทนจักรพรรดิโดยตรง ต าแĀน่งโชกุนในฐานะ ผู้กระท าการแทนจักรพรรดิจึงเป็นผู้ÿ าเร็จราชการที่ได้รับมอบอ านาจด้üยการแต่งตั้งจากจักรพรรดิใĀ้ใช้อ านาจในทาง โลกแทนและปล่อยใĀ้จักรพรรดิเป็นผู้ใช้อ านาจของÿรüงÿüรรค์ซึ่งไม่มีอยู่จริงบนโลกมนุþย์ ต าแĀน่งที่จักรพรรดิแต่งตั้ง ล้üนไม่มีอ านาจอยู่ในตัüมันเองเพราะแม้แต่ตัüจักรพรรดิเองก็ยังไม่มีอ านาจนั้นเนื่องจากขาดซามุไรในการบังคับใช้ อ านาจปกครอง Āากแต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่ได้รับต าแĀน่งนั้นจะมีอ านาจติดตัüมาด้üยĀรือไม่ต่างĀาก 9 ญี่ปุ่นในยุคทันÿมัยในที่นี้Āมายถึงญี่ปุ่นในยุคที่มีการเปิดประเทýพร้อมกับการล่มÿลายของระบบโชกุนจากตระกูลโทะคุงะüะĀรือที่รู้จัก ในชื่อของการปฏิüัติเมจิในปีค.ý.1868 10 มีบางĀ้üงเüลาที่ผู้ที่ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิก าเนิดมาจากมารดาที่ไม่ได้เกี่ยüข้องทางÿายเลือดกับตระกูลโซกะĀรือตระกูลฟูจิüาระ เช่น จักรพรรดิอุเอดะ(ครองราชย์ปีค.ý. 887) แต่ก็จะĀลีกเลี่ยงอิทธิพลจากการใช้อ านาจแบบ “Āลังบ้าน” ได้ยากในระยะยาüเพราะการ อภิเþกÿมรÿของตัüจักรพรรดิเองĀรือโอรÿในเüลาต่อไปไม่ÿามารถกระท าได้กับÿามัญชนĀากต้องการใĀ้ทายาทอยู่ในล าดับการÿืบÿันติ üงý์ ดังนั้นจึงมีโอกาÿÿูงที่จะถูกครอบง าจากฝ่ายĀญิงที่มาจากตระกูลทั้ง 2 11 ดูได้จาก (Shinoda, 2019) ในĀัüข้อ Fujiwara Family
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 118 เมื่อแบ่งแยกอ านาจแบบนี้แล้üก็ไม่มีประโยชน์ที่ผู้ปกครอง (ruler) จะต้องไปÿถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ เพื่อใĀ้ได้มาซึ่งอ านาจในทางโลกเพราะจักรพรรดิมีอ านาจแต่เพียงในนามเท่านั้น12 ผู้ที ่ใช้อ านาจที ่แท้จริงแทนจึง กลายเป็นโชกุนที่มาจากบรรดาไดเมียüผู้ที่มีอ านาจทั้งĀลายในโลกคüามเป็นจริงที่ÿามารถเข้าÿู่ต าแĀน่งโชกุนได้ ต าแĀน่งโชกุนจึงไม่มีอ านาจในตัüมันเองĀากแต่ขึ้นอยู่กับคนที่จะมาเป็นต่างĀากü่ามีอ านาจติดตัüมาด้üย Āรือไม่ ต่างจากการเป็นไดเมียüที่ต้องมี “แÿง” Āรือ อ านาจในตัüเอง การเป็นไดเมียüจึงเป็นเงื่อนไขที่จ าเป็นในการเข้า ÿู่ต าแĀน่งโชกุน โอดะ โนบุนะงะ Āรือ โทโยโทมิ ฮิเดะโยชิ แม้จะไม่ได้ต าแĀน่งโชกุนแต่ก็เป็นไดเมียüที่มีอ านาจมาก ที่ÿุดคนĀนึ่งในช่üงเüลาของตนเอง ในทางตรงกันข้าม โชกุนโยชิอกิ13(足利 義昭) ที่ได้ต าแĀน่งโชกุนก็เนื่องมาจากได เมียüเช่นโนบุนะงะเป็นผู้ยกก าลังเข้ามาเกียüโตตามค าเชิญอย่างลับๆของจักรพรรดิ14 (Brinkley & Kikuji, 1912, p. 479) เพื่อรักþาคüามไม่ÿงบจากการที่ตระกูลมิโยชิ (三好氏) ได้น าก าลังเข้ามาเกียüโตเพื่อปลดโชกุนเดิมและแต่งตั้งโชกุนคน ใĀม่เÿียเอง Āลังจากÿถานการณ์อยู่ในคüามคüบคุมของโนบุนะงะ จักรพรรดิจึงแต่งตั้งโยชิอกิเป็นโชกุนĀลังจากที่ต้อง ไปขอคüามช่üยเĀลือจากĀลายไดเมียüแต่ไม่เป็นผล เĀล่านี้จึงเป็นข้อมูลที่ÿนับÿนุนü่าท าไมโชกุนในฐานะตัüแทนใช้ อ านาจของจักรพรรดิจึงไม่ÿถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิเÿียเองเĀมือนในĀลายๆประเทýและต าแĀน่งที่จักรพรรดิตั้งไม่ ü่าจะเป็นโชกุนĀรือไม่ก็ไม่ได้มีอ านาจในตัüของมันเองĀากแต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะมาด ารงต าแĀน่งนั้นมีอ านาจติดตัüมาด้üย Āรือไม่ จักรพรรดิĀลายองค์มีอ านาจในช่üงเüลาÿั้นๆ เช่น จักรพรรดิโกโทบะที่ชิงอ านาจจากโชกุนที่มาจากตระกูลมิ นะโมะโตะในÿมัยคะมะกุระในปีค.ý.1221 Āรือ ในช่üงที่ยาüที่ÿุดที่จักรพรรดิมีอ านาจปกครองคือÿมัยจักรพรรดิเมจิขึ้น ครองราชย์ (ค.ý.1868-1912) จนถึงÿงครามโลกครั้งที่ 2 ÿิ้นÿุด (ค.ý.1945) ในÿมัยจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ ดังนั้นเมื่อ น ามาเปรียบเทียบระĀü่างช่üงเüลาที่จักรพรรดิมีอ านาจกับช่üงเüลาที่มีจักรพรรดิจะเĀ็นได้ü่าแม้ÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นที่ น าโดยจักรพรรดิจะด ารงอยู่ยาüนานÿืบต่อกันมา แต่อ านาจมิได้อยู่ในมือจักรพรรดิตามเüลาในการด ารงอยู่แต่อย่างใด 5. อ านาจจักรพรรดิกับตัüแทนในยุคทันÿมัย (modernization) ญี่ปุ่นในยุคทันÿมัยĀมายถึงญี่ปุ่นในยุคที่มีการเปิดประเทýพร้อมกับการล่มÿลายของโชกุนจากตระกูลโทะคุงะ üะĀรือที่รู้จักในชื่อของการปฏิüัติเมจิ เพื่อคüามเข้าใจเกี่ยüกับคüามÿัมพันธ์เชิงอ านาจของจักรพรรดิกับตัüแทนในยุคนี้ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีข้อเท็จจริงบางประการที่คüรท าคüามเข้าใจเÿียก่อน กล่าüคือ 5.1 การปฏิüัติเมจิกับจักรพรรดิเมจิ เจ้าชายมุซึฮิโตะ (睦仁) ÿืบทอดเป็นจักรพรรดิเมจิต่อจากจักรพรรดิโคเมผู้เป็นพระราชบิดาในปี ค.ý.1867 ขณะเมื่อมีอายุเพียง 15 ปีซึ่งเป็นไปได้ยากที่เด็กอายุเพียงเท่านี้จะเป็นผู้น ารüบรüมก าลังคนจนÿามารถโค่นล้มโชกุนที่ใช้ อ านาจปกครองแทนจักรพรรดิที่กระท าÿืบเนื่องมากü่า 264 ปีนับจากอิเอยาÿุมีชัยจากการต่อÿู้ที่เซงกิกะฮาระและ 12 ดูเพิ่มเติมได้จาก (Wakabayashi, 1991) 13 โชกุนคนÿุดท้ายที่มาจากตระกูลอชิกะงะและÿละต าแĀน่งĀลังจากที่ถูกโนบุนะงะขับไล่ออกจากเกียüโต ต าแĀน่งโชกุนจึงเü้นü่างจนอิ เอยาÿุได้รับการแต่งตั้ง 14 นอกจากนี้ยังแÿดงใĀ้เĀ็นด้üยü่าจักรพรรดิก็ไม่มีอ านาจในทางโลก Āากแต่ต้องพึ่งพาผู้อื่นที่มีอ านาจดังเช่นกรณีตัüอย่างของโนบุนะงะ ข้างต้น
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 119 ได้รับการแต่งตั้งเป็นโชกุนคนแรกของตระกูลโทะคุงะüะ ในปีค.ý.160315 ข้อมูลเช่นนี้จึงบ่งชี้ü่าการปฏิüัติเมจิมิได้เกิด จากจักรพรรดิเมจิตามชื่อแต่อย่างใด 5.2 ที่มาของก๊ก16ที่ก่อการปฏิüัติเมจิและคüามล้มเĀลüของระบบซังคิงโคไท (参覲交代) ผลจากอดีตคือจากการต่อÿู้ที่เซงกิกะฮาระ (ค.ý.1600) มีผลต ่ออนาคตคือการปฏิüัติเมจิ(ค.ý.1868) อัน เนื่องมาจากคüามบาดĀมางในอดีตที่อิเอยาซึก่อไü้กับก๊กโจชู (長州藩) และ ก๊กโทซะ (土佐藩) เมื่อกü่า 200 ปีก่อน17 ก๊กโจชูโดยล าพังไม่ÿามารถก่อการโค่นล้มอ านาจของโชกุนจากตระกูลโทะคุงะüะได้Āากปราýจากคüามร่üมมือของ ก๊กซัทซึมะ (薩摩藩) ที่มีทั้งก าลังคน üิทยาการจากตะüันตก และมีคüามมั่งคั่งเป็นล าดับต้นๆที่เป็นรองก็แต่เพียงโชกุน ÿ่üนก๊กโทซะเป็นผลÿืบเนื่องมาจากอดีตที่อิเอยาซึลงโทþไดเมียüผู้ปกครองจากตระกูลโชโซคะเบะจากการต่อÿู้ ที่เซงกิกะฮาระเช่นกันและไม่ไü้ใจคนในพื้นที่โดยÿ่งคนของตนเองมาปกครองแทน แต่ก็ท าได้กับซามุไรระดับบน(โจชิ) ÿ่üนซามุไรระดับล่างĀรือซามุไรพื้นบ้าน(โกชิ)ยังไม่ÿามารถปกครองได้ ซามุไรระดับล่างที่มีĀัüก้าüĀน้า18เช่น ซะกะโม โตะ เรียüมะ ที่แม้จะเป็นคนของโทซะแต่ได้กลายมาเป็นตัüกลางÿ าคัญที่ท าใĀ้ซัทซึมะกับโจชูĀันมาร่üมมือกันโดยชู ประเด็นร่üมเรื่องการขับไล่ต่างชาติ-คืนอ านาจ(จากโชกุนจากตระกูลโทะคุงะüะ)กลับไปใĀ้จักรพรรดิ19 ซัทซึมะจากที่ เคยอยู่ฝ่ายโชกุนมาก่อนเมื่อแปรพักตร์มาร่üมอยู่กับโจชูจึงท าใĀ้การปฏิüัติเมจิÿ าเร็จได้ ระบบที่ออกแบบเพื่อคüบคุมและบั่นทอนก าลังทางเýรþฐกิจของบรรดาไดเมียüเพื่อมิใĀ้มีก าลังคüามÿามารถที่ จะล้มล้างอ านาจโชกุนได้ก็คือ ซังคิงโคไท (参覲交代) ไม่ÿามารถใช้ได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับซัทซึมะที่เป็นก๊กฝ ่าย ชนะจากการต่อÿู้ที่เซงกิกะฮาระและมีคüามมั่งคั่งจากการค้าที่เกาะโอกินาüะที่มีพื้นที่ปกครองอยู่ในบริเüณจังĀüัด คะโกะชิมะในปัจจุบันซึ่งĀ่างไกลรัฐบาลโชกุนที่เอโดะมาก ท าใĀ้ได้ÿิทธิพิเýþไม่ต้องเข้ามารับใช้โชกุนที่เอโดะทุกปี เĀมือนเช่นไดเมียüคนอื่น การÿะÿมคüามมั ่งคั ่งและĀรือก าลังคนจึงÿามารถท าได้ แตกต่างจากไดเมียüคนอื่นที ่ไม่ ÿามารถอยู่ในพื้นที่ปกครองของตนเองได้ตลอดปี 15 เจ้าชายมุซึฮิโตะได้รับต าแĀน่งจากบิดาขณะมีอายุน้อย การโค่นล้มโชกุนจากตระกูลโทะคุงะüะที่üางรากฐานมานานถึง 264 ปี (ค.ý. 1603-ค.ý.1868) ไม่น่าท าได้ด้üยตนเองเพียงล าพังในทันทีที่ครองราชย์ เĀตุอีกประการก็คือ เมื่อเปรียบเทียบกับก๊กโจชูที่มีจ านüน ก าลังคนมากกü่ายังต้องพยายามถึง 2 ครั้งและได้แนüร่üมจากก๊กซัทซึมะในครั้งĀลังจึงโค่นล้มÿ าเร็จ 16 ก๊ก (藩) ในที่นี้น่าจะมีคüามเĀมาะÿมมากกü่าแคü้น เนื่องจากก๊กเป็นĀน่üยการปกครองที่อาจรüมตัüมาจากคนĀลายตระกูล ขณะที่ แคü้นนั้นÿื่อคüามĀมายถึงพื้นที่ ÿ่üนใĀญ่มักจะได้ชื่อตามก๊กที่มีอ านาจปกครองในพื้นที่นั้น 17 ในที่นี้แนüคิดเรื่องการเข้ามาของ “เรือด า” น่าจะเป็น “ตัüเร ่ง” ใĀ้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกü่าเป็นÿาเĀตุของการปฏิüัติเมจิ นโยบายปิดประเทýงดติดต่อค้าขายโดยตรงกับต่างชาติ (鎖国) มายาüนาน ท าใĀ้ญี่ปุ่นล้าĀลังในด้านüิทยาการและมารู้ตัüü่าล้าĀลังก็ เมื่อต่างชาติโดยÿĀรัฐฯเข้ามาบังคับใĀ้เปิดประเทýด้üยนโยบาย “เรือปืน” ที่ประเมินแล้üÿู้ในทางการทĀารไม่ได้ ท าใĀ้โชกุนจากตระกูล โทะคุงะüะต้องเข้าĀาจักรพรรดิเพื่อขอค าปรึกþาĀรืออีกนัยĀนึ่งก็คือ “การโยนĀินถามทาง” ü่าจะเปิดประเทýตามค าเรียกร้องของ ต่างชาติĀรือไม่ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนและถูกตีคüามü่าอ่อนแอจากการตัดÿินใจเองไม่ได้ ก๊กที่เคยมีคüามบาดĀมาง เช่น โจชู จึงอาýัยเĀตุนี้เรียกร้องใĀ้คืนอ านาจใĀ้กับจักรพรรดิเพื่อขับไล่คนป่า (尊皇攘夷) 18 พüกĀัüก้าüĀน้าที่ถูกเรียกในÿมัยเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโทะคุงะüะü่า "ชิชิ" 志士 Āรือบางครั้งเป็น "อิชินโนะ ชิชิ" 維新志士 ซึ่งเป็น เชื้อของการกบฏจากซามุไรระดับล่างที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันซามุไรระดับบนของก๊กโทซะ 19 ภายĀลังปฏิüัติล้มล้างโชกุนจากตระกูลโทกุงาüะÿ าเร็จ เมื่อได้อ านาจปกครองร่üมกับจักรพรรดิทั้งÿองก๊กก็มิได้มีการขับไล่ต่างชาติ ออกไปตามค าขüัญที่ชูขึ้นมานี้แต่อย่างใด
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 120 อาจกล่าüโดยÿรุปได้ü่า การต่อÿู้ที่เซงกิกะฮาระมีผลต่อก๊กทั้ง 3 ที่ได้กลายมาเป็นผู้ก่อการปฏิüัติเมจิในเüลา ต่อมา คüามมั่งคั่งของซัทซึมะได้มาจากอิเอยาÿุปูนบ าเน็จโดยมอบĀมายใĀ้เป็นผู้ปกครองพื้นที่ตอนใต้ÿุดของเกาะคิüชู และอนุญาตใĀ้ผนüกดินแดนโอกินาüะเข้ามาในการปกครองแม้ÿถานะเป็นเพียงไดเมียüคนนอก (外様大名) ขณะที่โจ ชูกลายเป็นก๊กที่ยากจนเพราะถูกลงโทþจากอิเอยาซึริบพื้นที่ปกครองเดิมและลดýักดินา ÿ่üนโทซะนั้นจากการลงโทþ ของอิเอยาซึต่อไดเมียüจากตระกูลโชโซคะเบะโดยการปลดและÿ่งคนนอกพื้นที่มาปกครองแทน เกิดการกระด้าง กระเดื่องกับซามุไรระดับล่างในพื้นที่ ท าใĀ้เกิดพüกĀัüก้าüĀน้า เช่น ซะกะโมโตะ เรียüมะ ผู้กลายเป็นตัüประÿานที่ท า ใĀ้ 2 ก๊กที่มีภูมิĀลังแตกต่างกันÿามารถมาร่üมมือกันได้ 5.3 ปฏิüัติĀรือปฏิรูปเมจิ? ในช ่üงต้นของยุคÿมัยเมจิอาจเรียกได้ü ่าเป็นการ “ปฏิüัติ” เนื ่องจากมีการต ่อÿู้แย ่งชิงล้มล้างอ านาจการ ปกครองระĀü่างโชกุนจากตระกูลโทะคุงะüะกับก าลังของคณะปฏิüัติที่น าโดยก๊กทั้ง 420 แต่Āลังจากนั้นได้กลายเป็นการ “ปฏิรูป” ในภายĀลังเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อคüามทันÿมัยĀรือตะüันตกนิยมในด้านการเมือง เýรþฐกิจ และ ÿังคม เช่น มีรัฐบาลกลางที่มีกองก าลัง(ทĀาร)เป็นของตนเองโดยไม่พึ่งพาซามุไรของแต่ละก๊ก มีการปกครองด้üยลาย ลักþณ์อักþร (รัฐธรรมนูญ) มีการยกเลิกก๊ก ÿถานะของไดเมียüและซามุไรด้üยการเกณฑ์ทĀารและĀ้ามพกพาดาบไปใน ที่ÿาธารณะ มีการตั้งเขตปกครองเป็น โทะ โด ฟุ และ เค่ง (都 道 府 県) ตั้งชื่อพื้นที่เขตปกครองใĀม่โดยไม่ใช้ชื่อก๊ก และรัฐบาลกลางเป็นผู้มีอ านาจÿ่งคนไปปกครองแทนที่ก๊กเดิม ดังนั้นชื่อเรียกที่มีอยู่อย่างĀลากĀลายไม่ü่าจะเป็น Meiji Renovation, Revolution, Reform, or Renewal จึงÿามารถใช้ได้Āมด แต่อาจเรียกโดยรüมü่าเป็น Meiji Restoration Āรือ 明治維新 5.4 อ านาจของจักรพรรดิเมจิกับตัüแทน ĀากüิเคราะĀ์จากข้อมูลข้างต้นที่กล่าüมา ในระยะแรกรัฐบาลกลางที่มีจักรพรรดิเมจิเป็นผู้น าน่าจะตกอยู่ ภายใต้อ านาจของก๊กที่เป็นผู้น าปฏิüัติ เช่น ซัทซึมะ และ โจชู อย่างĀลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากจักรพรรดิเมจิเป็นเพียงแต่ ผู้น ารัฐบาลกลางที่ขาดอ านาจปกครองของตนเอง เช่น ทĀาร และอ านาจในการเก็บภาþีทั่üประเทýเพราะก๊กต่างๆยังมี ซามุไรและอ านาจปกครองในพื้นที่ของตนเองอยู่ แต่Āลังการÿลายก๊ก ยกเลิกระบบซามุไร21 และÿร้างอ านาจของ รัฐบาลกลางเข้ามาทดแทนรัฐบาลท้องถิ่นของก๊กต่างๆในแต่ละพื้นที่ในช่üงĀลัง กล่าüได้ü่าไม่เคยมีมาก่อนที่อ านาจ ÿถาบันกþัตริย์ที่น าโดยจักรพรรดิเมจิจะมีอ านาจทัดเทียมตัüแทนจากก๊กต่างๆที่เข้าร่üมเป็นรัฐบาล เĀตุผลที่ÿนับÿนุนก็คือ (1)จักรพรรดิแม้มิได้เป็นผู้น าฝ่ายบริĀารที่ริเริ่มน าเÿนอนโยบายĀรือน าไปปฏิบัติ แต่ก็ ยังคงเป็นผู้น าของรัฐที่มีอ านาจใĀ้คüามเĀ็นชอบขั้นÿุดท้ายต่อการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี(ผู้น าฝ่ายบริĀาร)ที่คณะผู้อาüุโÿ (元老) ของซัทซึมะและโจชูคัดเลือกมา (2)จักรพรรดิเริ่มกระชับอ านาจด้üยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกและน ามาใช้ โดยจักรพรรดิเมจิในปีค.ý. 1889 ที่มิได้ใĀ้อ านาจประชาชนในการเลือกตัüแทน(ÿภาผู้แทน)เข้ามาร่üมใช้อ านาจผ่าน ระบบรัฐÿภาที่แÿดงถึงการถ ่üงดุลของอ านาจที่เกิดขึ้นแต่เพียงอย่างเดียü Āากแต่ใĀ้อ านาจมาอยู่ที่จักรพรรดิด้üย เช ่นกัน เช ่น การเป็นผู้บังคับบัญชาก าลังทĀารบกและทĀารเรือแต ่เพียงผู้เดียüและการที ่รัฐมนตรีต้องรายงานต่อ 20 Āรืออาจเรียกได้ü่าÿิ้นÿุด เอโดะบะคุฟุ (江戸幕府) และเริ่มต้น ฮันบัตซึ (藩閥) Āรือ Meiji oligarchy แทนเนื่องจากคณะรัฐมนตรี และผู้ด ารงต าแĀน่งที่ÿ าคัญทางการเมืองเป็นคนที่มาจากก๊ก (藩) ต่างๆ เช่น 長州 薩摩 肥前 Āรือ 土佐 21 ด้üยการรับโอนĀนี้ÿินของไดเมียüและค่าใช้จ่ายซามุไรโดยออกเป็นพันธบัตรใĀ้กับไดเมียüและซามุไร ท าใĀ้ไดเมียüไม่มีอ านาจ ปกครองพื้นที่และคน(ซามุไร)อีกต่อไป
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 121 จักรพรรดิแทนที่ÿภาผู้แทน เป็นต้น และ(3)การที่จักรพรรดิเมจิมีการเจริญพระชนม์พรรþาที่ยาüนานกü่าจักรพรรดิองค์ อื ่นเป็นพิเýþคือครองราชย์อยู ่ในต าแĀน ่งตั้งแต ่ ค.ý.1868 จนถึงÿิ้นพระชนม์เมื ่อ ค.ý.1912 เช ่นเดียüกับ พระบาทÿมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่Āัüที่ครองราชย์ในĀ้üงเüลาเกือบจะเท่ากันคือ ค.ý.1868-1910 อันเป็นยุค ทันÿมัยของไทยเช่นเดียüกัน ท าใĀ้จักรพรรดิมีเüลากü่า 20 ปีก่อนÿิ้นรัชกาลที่จะใช้อ านาจปกครองตามที่ก าĀนดไü้ใน รัฐธรรมนูญปีค.ý.1889 ที่ตนเองร่างขึ้นมา 6. อ านาจจักรพรรดิกับตัüแทนในยุคนักการเมือง นับจากการมีรัฐธรรมนูญในปีค.ý.1889 รูปแบบคüามÿัมพันธ์ในเชิงอ านาจของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นกับตัüแทน ก็เริ่มเปลี่ยนไป อาจแบ่งช่üงเüลาของคüามÿัมพันธ์ออกได้เป็น 2 ช่üงคือ 6.1 ยุคก่อนÿงครามโลกครั้งที่ 2 ÿิ้นÿุด ยุคนี้เริ่มจากการมีรัฐธรรมนูญเมจิในปีค.ý.1889 จนถึงเมื่อÿิ้นÿุดÿงครามโลกครั้งที ่ 2 ที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ ÿงคราม คาบเกี่ยüจักรพรรดิ 3 องค์คือ จักรพรรดิเมจิ จักรพรรดิไทโช และจักรพรรดิโชüะ รัฐธรรมนูญเมจินอกจากจะเป็นคüามทันÿมัยอันĀนึ่งที่ญี่ปุ่นรับมาจากโลกตะüันตกแล้üยังเป็นตัüก าĀนด คüามÿัมพันธ์ในเชิงอ านาจที่จักรพรรดิมีอีกด้üย ÿถาบันกþัตริย์ในรัฐธรรมนูญเมจิจึงเป็นระบอบประชาธิปไตยที ่มี จักรพรรดิอยู่เĀนือรัฐธรรมนูญ กล่าüคือจักรพรรดิแม้จะมิได้เป็นผู้น าฝ่ายบริĀาร เป็นเพียงผู้น ารัฐ (Head of State) แต่ รัฐธรรมนูญก าĀนดใĀ้ÿามารถใช้อ านาจบริĀารได้ เช่น การรับรองผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่คณะผู้อาüุโÿคัดเลือกมา โดยไม่จ าเป็นต้องมาจากÿภาผู้แทน Āรือ การเป็นผู้บังคับบัญชาก าลังทĀารบกและทĀารเรือโดยตรง Āรือการที่รัฐมนตรี รายงานโดยตรงต่อจักรพรรดิแทนที่จะเป็นÿภาผู้แทนĀรือนายกฯ ขณะที่ตัüแทนจากประชาชนมีÿ่üนร่üมและอ านาจ จ ากัดเนื่องจากจ ากัดขอบเขตใĀ้ÿิทธิเลือกตั้งเฉพาะเพýชายที่เÿียภาþีเกิน 15 เยน ÿ่üนการÿืบÿันติüงý์เป็นเรื่องที่อยู่ นอกเĀนือรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแม้จะมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักþณ์อักþร มีการแบ่งแยกการใช้อ านาจและใĀ้ประชาชนมี ÿ่üนร่üม แต่อ านาจของจักรพรรดิยังอยู่เĀนือรัฐธรรมนูญ โดยข้อเท็จจริงÿถานะจักรพรรดิจึงมิได้เป็นเพียงÿัญลักþณ์แต่ อย่างใด การüางรากฐานใĀ้อ านาจจักรพรรดิอยู่เĀนือรัฐธรรมนูญของจักรพรรดิเมจิที่น าตัüแบบมาจากอังกฤþและ เยอรมันมาประยุกต์กับÿังคมการเมืองญี่ปุ่นจึงเป็นเงื่อนไขÿ าคัญอันĀนึ่งที่ท าใĀ้จักรพรรดิโชüะÿามารถน าประเทýเข้าÿู่ ÿงครามโลกครั้งที่ÿองได้โดยปราýจากการมีÿ่üนร่üมของประชาชนผ่านตัüแทนในระบบรัฐÿภา 6.2 ยุคĀลังÿงครามโลกครั้งที่ 2 ÿิ้นÿุด จนถึงปัจจุบัน จุดĀักเĀÿ าคัญของคüามคงอยู่ของระบบกþัตริย์ญี่ปุ่นก็คือการแพ้ÿงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จักรพรรดิโชüะเข้ามา มีÿ่üนร่üมก่อÿงครามอย่างปฏิเÿธได้ยาก22 แต่ÿิ่งที่นายพลแมคอาเธอร์ในฐานะผู้น าฝ่ายชนะÿงครามเลือกก็คือ ใĀ้ระบบ กþัตริย์ญี่ปุ่นคงอยู่มิได้ยกเลิกและมิได้เอาผิดĀรือถอดถอนจักรพรรดิโชüะดังเช่นผู้ที่ถูกกล่าüĀาü่าเป็นอาชญากร ÿงครามคนอื่น เช่น นายพลโตโจ ท าใĀ้จักรพรรดิโชüะยังคงอยู่ในต าแĀน่งและÿามารถÿืบทอดต าแĀน่งจักรพรรดิแต่ ภายใต้ÿภาพแüดล้อมใĀม่จากรัฐธรรมนูญฉบับใĀม่ที่จักรพรรดิโชüะเป็นผู้ประกาýใช้โดยคüามเĀ็นชอบของÿภาผู้แทน 22 จักรพรรดิเป็นผู้บังคับบัญชาÿูงÿุดของทĀารบกและทĀารเรือ (มาตรา 11) และ เป็นผู้มีอ านาจในการประกาýĀรือยุติÿงคราม (มาตรา 13) ของรัฐธรรมนูญฉบับปีค.ý.1889 ซึ่งจักรพรรดิก็ได้ใช้อ านาจดังกล่าüยอมแพ้กับฝ่ายÿัมพันธมิตรจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเÿธได้ยาก
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 122 ในปีค.ý.1947 ที ่ก าĀนดขอบเขตอ านาจĀน้าที ่ของจักรพรรดิเÿียใĀม่ใĀ้ แคบ ชัดเจน และเป็นรูปธรรม มากกü่า รัฐธรรมนูญปีค.ý.1889 เช่น ÿถานะของจักรพรรดิได้เปลี่ยนไปเป็นÿัญลักþณ์แĀ่งประเทýญี่ปุ่น (มาตรา 1) แทนที่จะ เป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอ านาจÿูงÿุด การÿืบÿันติüงý์ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติในกฎมณเฑียรบาลที่ได้รับคüามเĀ็นชอบจาก รัฐÿภา (มาตรา 2) ผู้ใดจะล่üงละเมิดด้üยการฟ้องร้อง(จักรพรรดิ)ไม่ได้เพราะกระท าตามค าแนะน าและคüามเĀ็นชอบ จากคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อการนั้นแทน (มาตรา 3) ขณะที่การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่เกี่ยüกับกิจการของรัฐจะกระท าโดยค าแนะน าและคüามเĀ็นชอบของคณะรัฐมนตรี(มาตรา 7) จักรพรรดิจึงไม่ ÿามารถริเริ่มĀรือกระท าการใดที่ฝ่ายการเมือง(ĀรืออีกนัยĀนึ่งคือนักการเมืองที่ท าĀน้าที่ตัüแทนประชาชน)ไม่เĀ็นชอบ ด้üยได้เลย กล่าüโดยย่อก็คือ ภายใต้รัฐธรรนูญฉบับปีค.ý.1947 อ านาจของจักรพรรดิลดลง ขณะที่อ านาจของตัüแทนคือ นักการเมืองมีมากขึ้น ÿภาผู้แทนที่เรียกโดยย่อü่า “ไดเอ็ท”23 จึงเป็นองค์กรÿูงÿุดที่มีอ านาจปกครองโดยมีนักการเมือง เป็นตัüแทนใช้อ านาจจักรพรรดิ 7. ÿรุปและข้อÿังเกต จากข้อมูลและการüิเคราะĀ์ในที่นี้ การด ารงอยู่อย่างต่อเนื่องยาüนานกü่า 2 พันปีของÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นโดย ราชüงý์เดียüนั้นมิได้เกิดขึ้นด้üยคüามบังเอิญ Āากแต่เนื่องมาจากÿมมุติฐานที่ตั้งขึ้นมาü่า จักรพรรดิมีอ านาจแต่เพียงใน นามเท่านั้น อ านาจที่แท้จริงอยู่กับผู้ปกครองซึ่งเป็นตัüแทนจักรพรรดิในรูปแบบที่แตกต่างตามยุคÿมัยÿามารถน ามาใช้ อธิบายได้ การเข้าÿู่อ านาจปกครองจึงไม่จ าเป็นต้องเข้ามาแทนที่ต าแĀน่งประมุขนั่นคือจักรพรรดิแต่อย่างใด ÿถาบัน กþัตริย์ญี่ปุ่นจึงด ารงอยู่ได้มิได้เปลี่ยนไปตามตัüแทนที่เป็นผู้ปกครอง นับจากýตüรรþที่ 6 เป็นต้นมาตัüแทนจากตระกูลที่มีอ านาจจึงผลัดกันเข้ามาใช้อ านาจปกครองในนาม จักรพรรดิ Āากจักรพรรดิเป็นโอรÿจากÿüรรค์ อ านาจจากÿรüงÿüรรค์ของจักรพรรดิซึ่งเป็นนามธรรมจ าเป็นต้องพึ่งพา อ านาจของตัüแทนที่มีอยู่จริงในโลกมนุþย์ซึ่งเป็นรูปธรรมเนื่องจากมีก าลังคนและอาüุธซึ่งเป็นปัจจัยÿ าคัญÿ าĀรับการ บังคับใช้กฎที่ออกมาเพื่อปกครองบ้านเมือง ในขณะที่ตัüแทนĀากต้องการมีÿถานะเĀนือü่าผู้อื่นก็ต้องพึ่งพาอ านาจจาก ÿüรรค์ของจักรพรรดิเท่านั้นในการแต่งตั้งใĀ้มีต าแĀน ่งที่แม้จะไม่มีอ านาจในตัüมันเองแต่เป็นเครื่องบ่งชี้ÿถานะที่ เĀนือกü่าเพราะได้รับการยอมรับจากÿรüงÿüรรค์ นี่จึงเป็นคüามÿัมพันธ์พิเýþที่ไม่มีใครเĀมือนและไม่เĀมือนใคร ระĀü่างจักรพรรดิและตัüแทนของญี่ปุ่น จักรพรรดิมีอ านาจเĀนือตัüแทนยาüนานที่ÿุดก็คือในช่üงจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์จนถึงจักรพรรดิโชüะและ มาอยู่กับตัüแทนĀรือนักการเมืองเมื่อÿิ้นÿุดÿงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ü่านายพลแมคอาเธอร์ตัดÿินใจถูกĀรือไม ่ที ่ใĀ้ จักรพรรดิโชüะยังอยู่ในต าแĀน่ง แต่ก็เป็นการüางต าแĀน่งÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นใĀ้กลายมาเป็นÿัญลักþณ์อย่างแท้จริง และมีขอบเขตĀน้าที่ที่ชัดเจนแน่นอนด้üยรัฐธรรมนูญฉบับปีค.ý.1947 ที่ÿĀรัฐฯมีบทบาทÿ าคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ Āากพิจารณาจากคüามก้าüĀน้าในการพัฒนาเýรþฐกิจและÿังคมของญี่ปุ่นĀลังÿงครามโลกครั้งที่ 2 การÿืบทอด 23 ในรัฐธรรมนูญฉบับปีค.ý.1889 ÿภาผู้แทน Āรือ 帝国議会 ประกอบด้üยÿภาที่มาจากการเลือกตั้งและÿภาคิโซคุอิน (貴族院) ที่ คล้ายกับÿภาขุนนางในระบอบรัฐÿภาอังกฤþที่มาจากการแต่งตั้งโดยจักรพรรดิ ขณะที่ในรัฐธรรมนูญปีค.ý.1947 ÿภาผู้แทน Āรือ 国会 ประกอบด้üย 2 ÿภาเช่นกันคือ 衆議院 และ 参議院 ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งคู่
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 123 ต าแĀน่งจักรพรรดิอีกครั้งĀนึ่งนับจากรัชกาลโชüะจนถึงปัจจุบันภายใต้ÿภาพแüดล้อมใĀม่ดูเĀมือนจะเป็นไปด้üยกันได้ดี และเป็นĀลักฐานที่ÿนับÿนุนการตัดÿินใจของนายพลแมคอาเธอร์ที่ใĀ้ÿถาบันกþัตริย์ญี่ปุ่นคงอยู่ เอกÿารอ้างอิง (References) ภัคธีมา บุญเพ็ง (2562). “ปัจจัยที่ท าใĀ้ญี่ปุ่นยอมรับรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยÿĀรัฐอเมริกา”, ÿารนิพนธ์, คณะอักþร ýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยýิลปากร Brinkley, F. and Kikuji, D. (1912). A History of Japanese People, The Encyclopedia Britannica Company Hoye, T. (1999). Japanese Politics: Fixed and Floating Worlds, Prentice Hall Inc. Scruton, R. (2014). How to be a Conservative, Bloomsbury Continuum, U.K. Shinoda, M. (2019, May 17). Fujiwara Family. Encyclopedia Britannica. (https://www.britannica.com/topic/Fujiwara-family 16/10/2023) Wakabayashi, B.T. (1991). “In Name Only: Imperial Sovereignty in Early Modern Japan”, The Journal of Japanese Studies, Vol. 17, No. 1 (Winter, 1991), pp. 25-57 Wetzler, P. (1998). Hirohito and War, University of Hawaii Press. Wilkinson, E. (2012). Chinese History: A New Manual, Cambridge, MA: Harvard University Asia Center
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 124 ภาคผนüก รัฐธรรมนูญฉบับปีค.ý.194724 Āมüด 1 พระจักรพรรดิ มาตรา 1 พระจักรพรรดิทรงเป็นÿัญลักþณ์แĀ่งประเทýญี่ปุ่นและคüามเป็นอันĀนึ่งอันเดียüกันของประชาชนชาüญี่ปุ่น ฐานะดังกล่าüตั้งอยู่บนพื้นฐานแĀ่งคüามเĀ็นพ้องของประชาชนชาüญี่ปุ่นซึ่งด ารงไü้ซึ่งอ านาจอธิปไตย มาตรา 2 ราชบัลลังก์เป็นÿิ่งที่ÿืบทอดโดยเชื้อÿายการÿืบราชบัลลังก์ใĀ้เป็นไปตามที่บัญญัติไü้ในกฎมนเทียรบาลที่ได้รับ คüามเĀ็นชอบจากรัฐÿภา มาตรา 3 พระราชกรณียกิจทั้งปüงของพระจักรพรรดิที่เกี่ยüกับกิจการของรัฐ จะต้องได้รับค าแนะน าและคüามเĀ็นชอบ จากคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อการนั้น มาตรา 4 พระจักรพรรดิจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยüกับกิจการของรัฐ เฉพาะที่บัญญัติไü้ในรัฐธรรมนูญนี้ และ ไม่ทรงไü้ซึ่งพระราชอ านาจเกี่ยüกับการปกครองประเทý พระจักรพรรดิทรงÿามารถมอบĀมายพระราชกรณียกิจที่ เกี่ยüกับกิจการของรัฐ ดังกล่าüได้ ตามที่บัญญัติไü้ในกฎĀมาย มาตรา 5 เมื่อมีการแต่งตั้งผู้ÿ าเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไü้ในกฎมณ เทียรบาล ผู้ÿ าเร็จราชการแทน พระองค์จะปฏิบัติĀน้าที่เกี่ยüกับกิจการของรัฐในพระนามของ พระจักรพรรดิในกรณีนี้ใĀ้ใช้คüามในüรรคแรกของ มาตราก่อนมาบังคับโดยอนุโลม มาตรา 6 พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยการเÿนอชื่อของรัฐÿภา พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งผู้พิพากþาซึ่ง เป็นประธานýาลÿูงÿุด โดยการเÿนอชื่อของ คณะรัฐมนตรี มาตรา 7 พระจักรพรรดิ โดยค าแนะน าและคüามเĀ็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทรง ปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยüกับ กิจการของรัฐดังต่อไปนี้เพื่อประชาชน 1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกาýใช้กฎĀมาย ค าÿั่ง คณะรัฐมนตรี และÿนธิÿัญญา 2. การเรียกประชุมรัฐÿภา 3. การยุบÿภาผู้แทนราþฎร 4. การประกาýใĀ้มีการเลือกตั้งทั่üไปของÿมาชิกรัฐÿภา 5. การใĀ้การรับรองการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีรüมทั้งข้าราชการอื่น ๆ ตามที่บัญญัติในกฎĀมายตลอดจนĀนังÿือ มอบอ านาจและพระราชÿาÿน์ตราตั้ง เอกอัครราชทูตและอัครราชทูต 24 ภัคธีมา (2562)
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 125 6. การใĀ้การรองรับการนิรโทþกรรมทั่üไป การนิรโทþกรรมเฉพาะบุคคล การ ลดĀย่อนโทþ การอภัยโทþตลอดจน การคืนÿิทธิ 7. การÿถาปนาเกียรติยýและพระราชทานเครื่องราชอิÿริยาภรณ์ 8. การใĀ้การรับรองในĀนังÿือÿัตยาบัน รüมทั้งเอกÿารทางการทูตอื่น ๆ ตามที่ บัญญัติไü้ในกฎĀมาย 9. การรับเอกอัครราชทูตและอัครราชทูตต่างประเทý 10. การประกอบพระราชพิธี มาตรา 8 การโอนทรัพย์ÿินใĀ้แก่ราชÿ านัก Āรือการที่ราชÿ านักรับโอนทรัพย์ÿิน Āรือมอบทรัพย์ÿินใĀ้โดยเÿน่Āา ต้อง เป็นไปตามคüามเĀ็นชอบของรัฐÿภา
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 126 การเมืองüัฒนธรรมในแผ่นดินไĀüใĀญ่คันโต ค.ý. 1923: จากแผ่นดินไĀüÿู่ทัณฑ์ÿüรรค์และการฟื้นฟูýีลธรรมของชาติ กฤตพล üิภาüีกุล1 บทคัดย่อ แผ่นดินไĀüใĀญ่คันโต ค.ý. 1923 ไม่เพียงเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ÿร้างคüามเÿียĀายใĀ้แก่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นเĀตุการณ์ทางÿังคมüัฒนธรรมที่ÿะท้ĂนใĀ้เĀ็นค่านิยมในÿังคมและĂุดมการณ์ทางการเมืĂง การýึกþา เกี่ยüกับแผ่นดินไĀüในไทยÿ่üนใĀญ่เน้นไปที่ข้Ăมูลทางüิทยาýาÿตร์และการจัดการภัยพิบัติ แต่ละเลยการýึกþา ผลกระทบทางÿังคมและประüัติýาÿตร์ บทคüามนี้จึงมีüัตถุประÿงค์เพื่Ăýึกþาประüัติýาÿตร์และการตĂบÿนĂงขĂง ผู้คนในÿังคมญี่ปุ่นต่Ăแผ่นดินไĀüใĀญ่คันโต เพื่Ăท าคüามเข้าใจการเมืĂงüัฒนธรรมในแผ่นดินไĀüใĀญ่คันโต การýึกþานี้พบü่าแผ่นดินไĀüใĀญ่คันโตเป็นแผ่นดินไĀüที่ÿร้างคüามเÿียĀายยิ่งกü่าแผ่นดินไĀüครั้งใดใน ประüัติýาÿตร์ขĂงญี่ปุ่น การตĂบÿนĂงขĂงผู้คนในÿังคมญี่ปุ่นต่Ăภัยพิบัติครั้งนี้ÿะท้ĂนใĀ้เĀ็นค่านิยมในÿังคมและ Ăุดมการณ์ทางการเมืĂงขĂงชนชั้นน าในÿมัยนั้น ชนชั้นน าและปัญญาชนตีคüามแผ่นดินไĀüü่าเป็นทัณฑ์จากÿüรรค์เพื่Ă ลงโทþคนญี่ปุ่นที่ĀลงใĀลมัüเมาไปกับüัฒนธรรมตะüันตก ลัทธิปัจเจกนิยมและบริโภคนิยม รัฐบาลพยายามใช้ แผ่นดินไĀüใĀญ่คันโตเป็นÿัญลักþณ์เพื่Ăฟื้นฟูýีลธรรมขĂงคนในชาติ ค าÿ าคัญ: แผ่นดินไĀüญี่ปุ่น,คันโต,การเมืĂงüัฒนธรรม,การฟื้นฟูýีลธรรม,ชาตินิยมญี่ปุ่น 1 นักüิจัย ÿถาบันเĂเชียýึกþา จุāาลงกรณ์มĀาüิทยาลัย, Ăีเมล์: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 127 Cultural Politics in the 1923 Great Kanto Earthquake: From the Earthquake to Divine Retribution and National Moral Restoration Krittaphol Viphaveekul2 Abstract The 1923 Great Kanto Earthquake was not just Japan's most catastrophic disaster. It also represents a social and cultural incident that reflects the social values and political ideologies of society. Most earthquake studies in Thailand focus on scientific data and disaster management while neglecting their social and historical impacts. This article therefore aims to study the history and social responses to the Great Kanto Earthquake to understand the cultural politics of the incident. The study found that the Great Kanto Earthquake was the most destructive earthquake in the history of Japan. Japan's response to this disaster can reflect the social values and political ideologies of society. The elite and intellectuals interpreted the earthquake as divine retribution for the Japanese, who were obsessed with western culture, individualism, and consumerism. Governments also utilised the earthquake as a symbol to restore national morality. Keywords: Japan earthquake, Kanto, cultural politics, moral restoration, Japanese nationalism 2 Researcher at Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University, E-mail: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 128 ÿังคมÿูงüัยในญี่ปุ่น: แรงงานไทยพร้อมไĀมกับงานบริบาลผู้ÿูงอายุที่ญี่ปุ่น ÿุดปรารถนา ดüงแก้ü1 บทคัดย่อ ปี 2019 ญี่ปุ่นออกนโยบายเปิดรับแรงงานบริบาลชาüต่างชาติท าใĀ้แรงงานไทยĀญิงจ านüนมากÿนใจเดินทาง ไปท างานที่ญี่ปุ่น แต่ติดเงื่อนไขทักþะภาþาญี่ปุ่นและการบริบาล งานบริบาลเป็นงานบริการดูแลผู้ÿูงอายุโดยตรงจึง ต้องการแรงงานที่มีทักþะÿื่อÿารและโต้ตอบเป็นภาþาญี่ปุ่นได้บทคüามüิจัยชิ้นนี้มีüัตถุประÿงค์คือýึกþาÿังคมÿูงüัยที่ ญี่ปุ่นกับÿถานการณ์คüามต้องการนักบริบาลผู้ÿูงอายุและคüามพร้อมของแรงงานไทยในงานบริบาลผู้ÿูงอายุชาüญี่ปุ่น โดยรüบรüมข้อมูลจากการÿัมภาþณ์เชิงลึกกับองค์กรที่เกี่ยüข้องกับบริบาลทั้งภาครัฐและเอกชน รüม 7 แĀ่งในปี 2021 ผลการýึกþาพบü่าแรงงานจากไทยเป็นกลุ่มเป้าĀมายและด้üยลักþณะนิÿัยการเคารพและใÿ่ใจผู้อาüุโÿตามüัฒนธรรม ไทย ญี่ปุ่นจึงต้องการแรงงานบริบาลจากไทย ฝั่งแรงงานไทยเองก็ต้องการไปท างานที่ญี่ปุ่นแต่ยังขาดทักþะโดยเฉพาะ ภาþาญี่ปุ่น อีกทั้งไม่มีใบรับรองระดับภาþาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดอ่อนของแรงงานไทย ปัจจุบันแรงงานมีทางเลือกคือเข้า ýึกþาในโรงเรียนเอกชนที่เปิดÿอนบริบาลและภาþา ช่üยใĀ้แรงงานÿร้างทักþะภาþาญี่ปุ่น (upskill) รüมถึงเพิ ่มพูน ทักþะ (reskill) การบริบาลแบบญี่ปุ่น รüมถึงภาครัฐคüรมีการÿ่งเÿริมและพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้เพื่อการเพิ่มพูน ทักþะงานบริบาลและภาþาของแรงงานไทยก่อนเดินทางไปต่างประเทý เพื่อใĀ้แรงงานไทยมีทักþะการท างานเพิ่มและ ĀลากĀลายขึ้น น าไปÿู่การÿร้างแรงงานที่มีทักþะและÿมรรถภาพในการแข่งขันระดับÿากล ค าÿ าคัญ: ÿังคมÿูงüัย, ญี่ปุ่น, แรงงานไทย, บริบาล, ผู้ÿูงอายุ 1 ดร, คณะýิลปýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยมĀิดล, อีเมล์: [email protected]
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 129 Ageing Society in Japan: Are Thai Workers Ready for Elderly Care in Japan? Sutpratana Duangkaew2 Abstract In 2019, Japan released a policy to welcome foreign caregivers, which led to significant interest among Thai female workers to travel to Japan for employment. However, they faced challenges related to Japanese language skills and caregiver competence. Caregiving involves direct care for the elderly and demands workers who are proficient in both communication and conversation in Japanese. The objective of this research is to study the aging society in Japan, the demand for elderly caregivers, and the preparedness of Thai workers in the Japanese caregiving field. Data was collected through in-depth interviews with caregiving organizations, both public and private, totaling seven entities in 2021. The study found that Thai workers are highly sought after as they possess characteristics of respect and care for the elderly, which align with Thai culture. Japan seeks Thai caregivers due to these cultural traits. However, Thai workers aspire to work in Japan but often lack essential skills, especially the Japanese language. Additionally, many lack official Japanese language certification, which is a weakness. Currently, Thai workers have the option to attend private schools that offer caregiver and language courses, helping them upskill in Japanese caregiving and language proficiency. The article suggests that the government should promote and develop learning resources to enhance the language and caregiving skills of Thai workers before they travel abroad. This will lead to a more skilled and competitive global workforce in the caregiving sector. Keywords: Ageing society, Japan, Thai Workers, caregiver, elderly 2 Dr., Faculty of Liberal Arts, Mahidol University, E-mail: [email protected]
การนําเสนอผลงาน รูปแบบโปสเตอร์ สนับสนุนโดย มูลนิธิฮาคูโฮโด
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 132 แนüทางการช่üยเĀลือผู้ป่üยฮิคิโคโมริในประเทýญี่ปุ่น Solving Approaches for Hikikomori Symptoms in Japan ธนÿิทธิ์ ด ำรงÿันติพิทักþ์, โชþิตำ ÿ ำรüมใจ, นันท์นภัÿ บัüระภำ, ÿิริมล ธำระทำน, นภัÿÿร รำมüรังกูร, อ.üิþณุ Āำญýึก คณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ Thanasit Damrongsantipitak, Chosita Samruamjai, Nannaphat Bawrapa, Sirimon Taratan, Napatsorn Ramwarungkura, Ajarn Witsanu Hansuk Faculty of Liberal Arts, Panyapiwat Institute of Management บทคüำมนี้น ำเÿนอเกี่ยüกับแนüทำงกำรช่üยเĀลือผู้ป่üยฮิคิโคโมริในประเทýญี่ปุ่น โดยมีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþำ แนüทำงกำรช่üยเĀลือผู้ป่üยในประเทýญี่ปุ่น โดยýึกþำเกี่ยüกับรูปแบบของกำรช่üยเĀลือจำกทำงภำครัฐและ ภำคเอกชน จำกกำรýึกþำพบü่ำÿำเĀตุที่จ ำนüนผู้ป่üยฮิคิโคโมริÿูงขึ้นในทุกปีมีÿำเĀตุมำจำกแรงกดดันภำยในÿังคม ญี่ปุ่น ที่มักจะมีกำรแข่งขันÿูงและกำรถูกแบ่งแยกออกจำกกลุ่มเพื่อนและÿังคมĀรือถูกรังแก ÿ่งผลใĀ้เกิดคüำมรู้ÿึก ต่อต้ำนÿังคมจนไม่อยำกพูดคุยĀรือใช้ชีüิตอยู่ร่üมกับผู้อื่น และเมื่อเกิดปัญĀำ คนÿ่üนใĀญ่มักจะใĀ้คüำมÿ ำคัญกับกำร ป้องกันกำรเกิดโรค น้อยคนที่จะรู้ถึงในกรณีที่Āำกเป็นผู้ป่üย ทำงรัฐบำลญี่ปุ่นมีüิธีช่üยเĀลืออย่ำงไร จึงเป็นÿำเĀตุใĀ้ ทำงรัฐบำล และองค์กรที่มีÿ่üนเกี่ยüข้องได้เข้ำมำมีบทบำทในกำรใĀ้คüำมรู้และใĀ้คüำมช่üยเĀลือในĀลำย ๆ ด้ำน เช่น กำรใĀ้ค ำปรึกþำจำกจิตแพทย์ผู้เชี่ยüชำญ กำรผลักดันใĀ้กลับเข้ำÿู่โรงเรียน จนท ำใĀ้ผู้ป่üยÿำมำรถกลับเข้ำÿู่ÿังคมได้ อย่ำงปกติ
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 134 üิüัฒนาการและคüามÿ าคัญของกัญชาในประเทýญี่ปุ่น The Evolution and Importance of Cannabis in Japan ชüกร ประÿารยา, ภาÿกร แก้üกล้า, ýุภกานต์ ÿง่ากชกร ÿุทธิโชค ÿังข์ทอง, กานต์ ÿุขÿü่าง, อ.üิþณุ Āาญýึก คณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ Chawakorn prasanya, Phatsakon Kaewkla, Suphakan Sa-ngakotchakorn, Suttichok Sangthong, Karn Suksawang, Ajarn Witsanu Hansuk Faculty of Liberal Arts, Panyapiwat Institute of Management จากการýึกþาüิüัฒนาการของกัญชาในประเทýญี่ปุ่นพบü่าคนญี่ปุ่นมีคüามผูกพันกับกัญชามาอย่างเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นพืชที่มีÿรรพคุณที่ÿามารถใช้ได้ĀลากĀลาย และแทรกซึมอยู่ในชีüิตประจ าüันที่มีอิทธิพลต่อจิตใจ กลายเป็นÿัญลักþณ์ของคüามบริÿุทธิ์Āลังจากÿงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกจัดü่าเป็นÿิ่งผิดกฎĀมายและถูกคüบคุมการใช้ เป็นพิเýþ โดยÿามารถใช้ได้ในด้านการแพทย์เท่านั้น Āลังจากการแพร่ระบาดของโคüิด-19 กัญชาก็กลับเข้ามามี บทบาทอีกครั้งโดยใช้ÿารÿกัด CBD ในกัญชามาใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเป็นÿิ่งที่มีประโยชน์และไม่ขัดต่อกฎĀมาย ของประเทý ในอนาคตด้านกฎĀมาย คาดü่าจะÿามารถใช้กัญชาได้โดยอยู่ภายใต้การคüบคุมของรัฐ ในอนาคตด้าน โฆþณา กัญชาจะถูกใช้ในÿื่อได้โดยไม่ผิดกฎĀมาย ในด้านÿังÿรรค์มีผลิตภัณฑ์จากÿารÿกัดของกัญชาแพร่Āลายขึ้นเพื่อ ตอบÿนองคüามต้องการของผู้บริโภค Āากรัฐบาลและÿื่อมüลชนใĀ้ข้อมูลกับประชาชน กัญชาก็จะÿามารถอยู่ร่üมกับ ประชาชนได้
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 136 บทบาทของน ้าและไฟในพิธีพิÿูจน์คüามบริÿุทธิ์ที่ปรากฏในüรรณกรรม เรื่องโคะจิกิและรามเกียรติ์ The Role of Water and Fire in Purity Ceremonies in the Kojiki and the Ramakien ÿรĂรรถ จันทรโต คณะศิลปศาÿตร์ มĀาวิทยาลัยธรรมศาÿตร์ Soraat Chanto Faculty of Liberal Arts, Thammasat University การüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่ĂýึกþาบทบาทขĂงน ้าและไฟในพิธีพิÿูจน์คüามบริÿุทธิ์ซึ่งปรากฏในüรรณกรรม เรื่ĂงโคะจิกิขĂงญี่ปุ่นและüรรณกรรมเรื่Ăงรามเกียรติ์ขĂงไทย เเละýึกþาคติคüามเชื่ĂขĂงÿĂงประเทýที่ÿะท้Ăนผ่านการ ใช้น ้าและไฟในพิธีดังกล่าü โดยใช้โคะจิกิฉบับแปลเป็นภาþาญี่ปุ่นปัจจุบันขĂงยะมะกุจิโยะฌิโนะริ(山口佳紀) และ รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทÿมเด็จพระพุทธยĂดฟ้าจุāาโลก (รัชกาลที่ 1) แล้üüิเคราะĀ์บทบาทขĂงน ้า และไฟ และคติคüามเชื่Ăที่ÿะท้Ăนผ่านบทบาทเĀล่านั้น ผลการýึกþาพบü่า ในüรรณกรรมเรื่Ăงโคะจิกิน ้ามีบทบาท เป็นเครื่Ăงช าระล้างมลทิน ÿ่üนไฟมีบทบาทเป็นเครื่Ăงพิÿูจน์คüามบริÿุทธิ์ใจ ในüรรณกรรมเรื่Ăงรามเกียรติ์น ้ามีบทบาท เป็นเครื่Ăงพิÿูจน์คüามบริÿุทธิ์ใจ ÿ่üนไฟมีบทบาทเป็นเครื่Ăงพิÿูจน์คüามบริÿุทธิ์ทั้งทางกายและทางใจ นĂกจากนี้ บทบาทขĂงน ้าและไฟดังกล่าüยังÿะท้Ăนในคติคüามเชื่Ăเรื่Ăงการใช้น ้าและไฟในขนบธรรมเนียมและประเพณีขĂงชาü ญี่ปุ่นและชาüไทย
บทบาทของน้ำและไฟในพิธีพิสูจน7ความบริสุทธิ์ที่ปรากฏใน วรรณกรรมเรื่องโคะจิกิและรามเกียรติ์ The Role of Water and Fire in Purity Ceremonies in the Kojiki and the Ramakien โคะจิกิเป*นวรรณกรรมประเภทบันทึกประวัติศาสตร9เล;มแรกของญี่ปุDน ซึ่งมีการรวบรวมขFอมูลเกี่ยวกับราชวงศ9รวมทั้ง เทพนิยายและตำนานต;าง ๆ ไวF ส;วนในประเทศไทย วรรณกรรมสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีการระบุถึงเทพนิยายและตำนานต;าง ๆ คือ รามเกียรติ์ ซึ่งแมFจะมีตFนกำเนิดจากคัมภีร9รามายณะของอินเดีย แต;รามเกียรติ์มีการเเปลเเละเสริมเรื่องใหม;ใหFมี องค9ประกอบของไทยร;วมดFวย ถึงแมFวรรณกรรมทั้งสองจะมีประวัติความเป*นมาแตกต;างกัน แต;สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งสอง นับเป*นวรรณกรรมที่มีการบอกเล;าเกี่ยวกับเทพปกรณัมและตำนานต;าง ๆ นอกจากนี้ในตัวบทของวรรณกรรมทั้งสองเรื่องมี การระบุถึงพิธีที่ว;าดFวยการพิสูจน9ความบริสุทธิ์โดยใชFน้ำและไฟ ดFวยเหตุนี้ผูFศึกษาจึงหยิบยกประเด็นบทบาทของน้ำและไฟ ในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ในวรรณกรรมทั้งสองเรื่องเป*นกรณีศึกษา โดยวิเคราะห9ว;าสะทFอนใหFเห็นคติความเชื่อในญี่ปุDนและ ไทยผ;านบทบาทเหล;านั้นอย;างไร เพื่อศึกษาบทบาทของน้ำและไฟในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิของญี่ปุDนและ วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ของไทย และศึกษาคติความเชื่อของสองประเทศที่สะทFอนผ;านบทบาทดังกล;าว 1. ในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิและรามเกียรติ์ใชFน้ำและไฟในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ โดยแตกต;างกันในรายละเอียด 2. บทบาทของน้ำและไฟในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิและรามเกียรติ์สะทFอนคติความเชื่อ เกี่ยวกับน้ำและไฟในประเทศญี่ปุDนและไทย ผูFศึกษาทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องโคะจิกิและรามเกียรติ์ จากนั้นเปรียบเทียบตัวบทที่ว;าดFวยพิธีพิสูจน9 ความบริสุทธิ์โดยใชFโคะจิกิฉบับแปลเป*นภาษาญี่ปุDนป_จจุบันของยะมะกุจิโยะฌิโนะริ (山口佳紀)และรามเกียรติ์ฉบับ พระราชนิพนธ9ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟaาจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) แลFววิเคราะห9บทบาทของน้ำและไฟ และคติความ เชื่อที่สะทFอนผ;านบทบาทเหล;านั้น หากพิจารณาจากตัวบทแลFวการที่มหาเทพอะมะเตะระซุและเทพซุซะโนะโอะต;างนำอาวุธและเครื่องประดับจุ;มลงไปใน น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห;งสรวงสวรรค9 สันนิษฐานว;าอาจเป*นการชำระลFางมลทินจากอาวุธและเครื่องประดับก;อนที่จะนำไปใชFใหF กำเนิดบุตรในพิธีอุเกะอิต;อไป เนื่องจากน้ำในน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห;งสรวงสวรรค9มีพลังอำนาจในการชำระลFางใหFบริสุทธิ์จาก มลทินต;าง ๆ ดังนั้นจึงมองว;าน้ำในพิธีอุเกะอิหรือพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิมีบทบาทเป*น เครื่องชำระมลทิน 2. ตัวบทที่ว;าดFวยพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่มีการใชFไฟในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิ 「(略)これに対し、木花之佐久夜毘売は答えて、「私が妊娠した子がもし国つ 神の子ならば、産む時に無事ではありますまい。もし天つ神の子ならば、無事で しょう」と申して、ただちに戸口のない高い神聖な建物を作り、その建物の内に 入り、土で塗り塞いで、今まさに産もうとする時にその建物に火をつけて産ん だ。」 3. ตัวบทที่ว;าดFวยพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่มีการใชFน้ำในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา น2อมเศียรกราบลงด2วยปรีดา อสุราตั้งสัตย?สาบาน ขอฝูงอมรเทเวศร? อันเรืองเดชสถิตทุกสถาน ทั้งหกสวรรค?ชั้นวิมาน จงเปJนทิพยานครั้งนี้ แม2นข2ามิตรงตLอเบื้องบาท พระนารายณ?ธิราชเรืองศรี เข2าด2วยพวกพาลไพรี มีจิตคิดคดเปJนกลมา ขอให2พระแสงศรสิทธิ์ สังหารชีวิตของข2า แล2วรับพระพิพัฒน?สัตยา จบเหนือเกศาดื่มกิน ฯ ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา หากพิจารณาจากตัวบทแลFวน้ำที่พิเภกใชFดื่มในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน9สัตยานั้นสันนิษฐานว;าอาจใชFเป*น เครื่องมือในการพิสูจน9ความบริสุทธิ์ใจของพิเภกต;อพระรามในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน9สัตยา เนื่องจากน้ำถือเป*น เครื่องชำระใหFบริสุทธิ์จึงนิยมนำมาใชFในพิธีกรรมต;าง ๆ ของไทย ดังนั้นจึงมองว;าน้ำในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ มีบทบาทเป*นเครื่องพิสูจน9ความบริสุทธิ์ใจ 4. ตัวบทที่ว;าดFวยพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่มีการใชFไฟในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ แม2นข2าระคนรสรัก ด2วยทศพักตร?แลชายใด นอกออกไปจากพระจักรกฤษณ? มาตรแม2นแตLจิตพิสมัย ไมLซื่อตLอเบื้องบาทพระภูวไนย ประกอบการสิ่งใดที่ไมLดี ขอจงพระเพลิงเจ2าสังหาร ชนมานข2าม2วยอยูLที่นี่ ให2ตกนรกอเวจี แสนกัลปZพันป[อยLาพ2นทุกข? แม2นข2าคงครองสัจธรรม? เทวัญจงชLวยให2เปJนสุข จะเหยียบยLางเข2าไปในเพลิงลุก ทุกก2าวอยLาร2อนบาทา แล2วคำรพจบกองอัคคี ทั้งพระธรณีใสLเกศา ครั้นเสร็จซึ่งตั้งสัตยา ก็เสด็จลีลาลุยไฟ ฯ ฯ ๑๔ คำ ฯ หากพิจารณาจากตัวบทแลFวไฟที่นางสีดาใชFในพิธีลุยไฟนั้นสันนิษฐานว;าอาจใชFเป*นเครื่องมือเพื่อพิสูจน9ความ บริสุทธิ์ทั้งทางกายและทางใจของนางสีดาต;อพระราม เนื่องจากไฟถือเป*นเครื่องชำระใหFบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงมองว;า ไฟในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ มีบทบาทเป*นเครื่องพิสูจน9ความบริสุทธิ์ทั้งทาง กายเเละใจ หากพิจารณาจากตัวบทแลFวไฟที่เทพโคะโนะฮะนะโนะซะกุยะบิเมะใชFจุดตอนใหFกำเนิดบุตรนั้น สันนิษฐานว;าอาจใชFเป*น เครื่องพิสูจน9ความบริสุทธิ์ของเทพโคะโนะฮะนะโนะซะกุยะบิเมะว;าไดFตั้งครรภ9บุตรที่มีเชื้อสายแห;งเทพสวรรค9จริง เนื่องจาก ไฟถือเป*นเครื่องชำระใหFบริสุทธิ์ดังนั้นจึงมองว;าไฟในพิธีพิสูจน9ความบริสุทธิ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิมีบทบาทเป*น เครื่องพิสูจน9ความบริสุทธิ์ใจ คติความเชื่อเรื่องการใชFน้ำและไฟในขนบธรรมเนียมและประเพณีของชาวญี่ปุDนและชาวไทย น้ำในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิมีบทบาทเป*นเครื่องชำระมลทิน ส;วนไฟมีบทบาทเป*นเครื่องพิสูจน9ความบริสุทธิ์ใจ ในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ น้ำมีบทบาทเป*นเครื่องพิสูจน9ความบริสุทธิ์ใจ ส;วนไฟมีบทบาทเป*นเครื่องพิสูจน9 ความบริสุทธิ์ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนี้บทบาทของน้ำและไฟดังกล;าวยังสะทFอนออกมาในคติความเชื่อเรื่อง การใชFน้ำและไฟในขนบธรรมเนียมและประเพณีต;าง ๆ ของชาวญี่ปุDนและชาวไทยอีกดFวย บทบาทของน้ำและไฟถือเป*นเครื่องชำระใหFบริสุทธิ์ สรอรรถ จันทรโต ชั้นป/ที่ 3 คณะศิลปศาสตร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร: (山口他,2007,p.57) 1. ตัวบทที่ว+าด.วยพิธีพิสูจน7ความบริสุทธิ์ที่มีการใช.น้ำในวรรณกรรมเรื่องโคะจิกิ 「さてこうして、それぞれ天の安の河(高天原にある川)をはさんでうけいをす る時に、まず天照大御神が建速須佐之男命の腰に帯びた十拳の剣(長剣)を乞い 受け、三つに打ち折り、玉の音もさやかに高天原の聖なる井戸でふりすすいで、 齒みに齒んで吐き出した(略)」 「速須佐之男が、天照大御神の左の御みずらに巻いた、数多くの八尺の勾玉を長 い緒で貫き通した髪飾りの玉を乞い受け、玉の音もさやかに高天原の聖なる井戸 でふりすすいで、齒みに齒んで吐き出した(略)」 น้ำและไฟในคติความเชื่อของชาวญี่ปุDนและชาวไทยถือเป*นเครื่องชำระใหFบริสุทธิ์ ความเป'นมาและความสำคัญของป3ญหา วัตถุประสงค9 สมมติฐาน ขอบเขตและวิธีการวิจัย ผลการวิเคราะห, สรุปและอภิปรายผล (山口他,2007,p.114-115) (กรมศิลปากร, 2540, น. 174) (กรมศิลปากร, 2540, น. 420) การล%างร'างกายก'อนเข%าศาลเจ%า เทศกาลโอะฮะมะโอะริ พิธีมิโซะงิ การใช%น้ำในพิธีบรมราชาภิเษก การอาบน้ำในพิธีปลงผมไฟ ประเพณีสงกรานตG เทศกาลดนโดะยะกิ เทศกาลไฟนะชิ พิธีโกะมะ พิธีลุยไฟสะเดาะเคราะหG ประเพณีไหลเรือไฟ พิธีโหมกูณฑG
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 138 ปัจจัยที่ÿ่งผลต่อการแปลคําบ่งชี้ภาþาญี่ปุ่นกลุ่ม “A-” เป็นภาþาไทย ของผู้เรียนภาþาญี่ปุ่นชาüไทย Factors Affecting the Translation of Place-indicating Demonstrative Word “A-” to Thai of Thai Japanese Language Learners นนทพรรทน์ แผ่ธนกิจ, ณัฐนิช โÿภณรัตน์, นฤมล จันทร์นฤเบý, ปฐิมาพร ฮ้อýิริมานนท์, üรนิþฐา Āงþ์Āิรัญพันธ์, ผý.ดร.อัþฎายุทธ ชูýรี คณะĂักþรýาÿตร์ จุāาลงกรณ์มĀาüิทยาลัย Nonthapat Phaethanakij, Nattanit Sophonrat, Nareumon Jannareubate, Patimaporn Horsirimanont, Woranitta Honghirunphan, Asst.Prof.Dr.Asadayuth Chusri Faculty of Arts, Chulalongkorn University การýึกþาครั้งนี้ýึกþาการแปลค าบ่งชี้ÿถานที่กลุ่ม “A-” (ア系) ที่มักถูกแปลเป็นภาþาไทยü่า “โน่น” ใน ÿถานการณ์ต่าง ๆ ของผู้เรียนภาþาญี่ปุ่นชาüไทยที่มีคüามรู้เทียบเท่าการÿอบ JLPTระดับ N1-N2 จ านüน 60 คน และ ท าคüามเข้าใจปัจจัยของการใช้ค าบ่งชี้ÿถานที่กลุ่ม “A-” ที่มีคüามแตกต่างจากการใช้ค าบ่งชี้ÿถานที่ในภาþาไทย ผล จากการýึกþาการแปลค าบ่งชี้ÿถานที่กลุ่ม “A-” เป็นค าบ่งชี้ÿถานที่ในภาþาไทยในเงื่อนไข 6 เงื่อนไขจ านüน 15 ข้อ โดยมีรูปภาพประกอบค าอธิบาย พบü่าปัจจัยการแปลค าบ่งชี้ÿถานที่กลุ่ม “A-” ของผู้เรียนภาþาญี่ปุ่นชาüไทยเป็นค า อื่นที่ไม่ใช่ “โน่น” มีอยู่ 4 ปัจจัยĀลักดังนี้ 1. ปัจจัยด้านคüามเป็นคนนอก-คนใน 2. ปัจจัยด้านÿิ่งกีดขüาง 3. ปัจจัยด้าน การอ้างถึงต้นก าเนิดของเÿียงĀรือกลิ่น 4. ปัจจัยด้านองýาการมองของผู้พูด โดยพบü่ากรณีที่มองไม่เĀ็นต้นก าเนิดที่ ชัดเจนจะแปลเป็นค าü่า “นี่” เป็นĀลัก ÿ่üนปัจจัยที่มักแปล “A-” เป็น “โน่น” คือปัจจัยด้านระยะทางไกลที่ไกลมาก (มากกü่า 7 เมตร) ทั้งกรณีĀันĀน้าเข้าĀากัน และกรณีไกลจากทั้งÿองฝ่าย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแปลคําบ่งชี้ภาษาญี่ปุ่นกลุ่ม “A-” Factors affecting the translation of place-indicating demonstrative word “A-” to Thai of Thai Japanese language learners บรรณานุกรม สรุปผล มูลเหตุงานวิจัย เป็นภาษาไทยของผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย คณะผู้จัดท ำพบü่ำ ค ำบ่งชี้ÿถำนที่ (現場指示) กลุ่ม “A-” (ア系) ที่ มักถูกแปลเป็นภำþำไทยü่ำ “โน่น” ไม่ÿำมำรถแปลเช่นนั้นได้ตลอดเüลำ อีกทั้งยังรู้ÿึกไม่เข้ำกับภำþำไทยในบำงบริบท ด้üยเĀตุนี้จึงตั้งค ำถำมดังนี้ 1. Āำกไม่แปลค ำบ่งชี้ÿถำนที่กลุ่ม “A-”เป็น “โน่น” ÿำมำรถแปล เป็นค ำบ่งชี้อื่น ๆ อะไรได้บ้ำง 2. ปัจจัยใดบ้ำงที่จะÿ่งผลต่อกำรแปลค ำบ่งชี้ด้ำนÿถำนที่กลุ่ม “A-” กำรýึกþำครั้งนี้จึงมีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþำกำรแปลค ำบ่งชี้ÿถำนที่กลุ่ม “A-” (ア系) ที่มักถูกแปลเป็นภำþำไทยü่ำ “โน่น” เป็นภำþำไทยใน ÿถำนกำรณ์ต่ำง ๆ ของผู้เรียนภำþำญี่ปุ่นชำüไทยที่มีคüำมรู้เทียบเท่ำ กำรÿอบüัดระดับคüำมÿำมำรถทำงภำþำญี่ปุ่น (JLPT) ระดับ N1-N2 วิธีการดําเนินงาน • คัดเลือกประโยคตัüอย่ำงจำกÿื่อมำดัดแปลงและน ำĀลักกำร ข้อมูล จำกĀนังÿือ และงำนüิจัยมำประกอบÿร้ำงเป็นโจทย์ÿ ำĀรับแบบ ÿ ำรüจ กลุ่มตัüอย่ำงที่ท ำแบบÿ ำรüจคือผู้เรียนภำþำญี่ปุ่นชำüไทยที่ มีคüำมรู้เทียบเท่ำกำรÿอบüัดระดับคüำมÿำมำรถทำงภำþำญี่ปุ่น (JLPT) ระดับ N1-N2 จ ำนüน 60 คน เก็บข้อมูลด้üยกำรท ำแบบ ÿ ำรüจผ่ำนกูเกิลฟอร์ม (Google Form) ทั้งÿิ้น 15 ข้อ • ผู้ท ำแบบÿ ำรüจจะต้องเลือกค ำแปลภำþำไทยที่เĀมำะÿมกับประโยค ภำþำญี่ปุ่นที่โจทย์ใĀ้มำกที่ÿุดโดยพิจำรณำจำกรูปภำพประกอบและ ค ำอธิบำยÿถำนกำรณ์ เรียงตำมล ำดับจำกมำกไปน้อย (ใช้แล้üเป็น ธรรมชำติ ใช้ได้ และไม่คüรใช้) • üิธีกำรนับผลจำกกำรÿ ำรüจ จะนับคะแนนจำกแท่งกรำฟทั้ง 3 แท่ง ในค ำบ่งชี้Āนึ่ง (นี่ นั่น Āรือ โน่น) โดยก ำĀนดค่ำถ่üงน้ ำĀนักใĀ้ “ใช้ แล้üเป็นธรรมชำติ” นับเป็น 2 คะแนน “ใช้ได้” นับเป็น 1 คะแนน และ “ไม่คüรใช้” นับเป็น 0 คะแนน จำกนั้นน ำจ ำนüนค ำตอบใน แท่งกรำฟมำคูณกับเกณฑ์ค่ำถ่üงน้ ำĀนัก แล้üน ำผลลัพธ์ที่คูณแล้ü ทั้งÿำมแท่งมำรüมกันและคิดเป็นค่ำเปอร์เซ็นต์ต่อไป นนทพรรทน์ แผ่ธนกิจ・ณัฐนิช โสภณรัตน์・นฤมล จันทร์นฤเบศ ปฐิมาพร ฮ้อศิริมานนท์・วรนิษฐา หงษ์หิรัญพันธ์・ผศ.ดร. อัษฎายุทธ ชูศรี คณะผู้จัดทํา ตารางสรุปผล ประเภท รายละเอยีด ใช้มากที่สุด คะแนน (%) ใช้รองลงมา คะแนน (%) ใช้น้อยที่สุด คะแนน (%) 4.5 เมตร นั่น 82.50% โน่น 80% นี่ 5% 7.5 เมตร นี่ 67.50% นั่น 64.16% โน่น 29.16% 20-30 เมตร โน่น 93.33% นั่น 75% นี่ 4.16% 4.5 เมตร นั่น 89.16% โน่น 62.50% นี่ 6.66% 7.5 เมตร นั่น 90.83% โน่น 45% นี่ 25% 20-30 เมตร โน่น 90.83% นั่น 82.50% นี่ 6.66% ข้อ 1 นี่ 85.83% นั่น 40% โน่น 7.50% ข้อ 2 นี่ 86.67% นั่น 27.50% โน่น 11.66% ข้อ 1 นั่น 85.83% โน่น 61.66% นี่ 45% ข้อ 2 นี่ 68.33% นั่น 65% โน่น 18.33% เสียง นี่ 87.50% นั่น 50% โน่น 8.33% กลิ่น นี่ 84.16% นั่น 38.33% โน่น 3.33% ทแยงขนึ้นั่น 90.83% โน่น 70% นี่ 1.25% ทแยงลง นั่น 85.83% โน่น 70% นี่ 3.33% 33.33% นี่ 29.16%ระนาบเดียวกัน เอยีงซ้าย-ขวาองศาการมอง นั่น 93.33% โน่น 対立型 融合型 内外 สิ่งกีดขวาง ต้นก าเนิดของ เสียงและกลิ่น สรุปผล สรุปผล • มีเพียงปัจจัยข้อ 1 และ 2 เรื่องระยะทำงทั้ง 対立型 และ 融合型 ที่ÿ่งผลใĀ้แปลเป็น “โน่น” ใน ระยะทำงที่ไกลมำก (เกิน 7 ม.) และพบü่ำ ア系 มีระยะทำงกำรใช้ที่ใกล้กü่ำของไทยค่อนข้ำงมำก ท ำ ใĀ้แปลเป็น “โน่น” เกิดขึ้นน้อย และพบü่ำมีข้อยกเü้นของปัจจัยระยะทำงคือ “บริบททิýทำง” ที่แปล เป็น “นี่” เพรำะมีมโนทัýน์ต่อเรื่องดังกล่ำüต่ำงกัน • ปัจจัยข้อที่ 3 ด้ำนคüำมรู้ÿึกคüำมเป็นคนใน-คนนอก (内外) คนไทยยังคงแปลü่ำ “นี่” ตำมปัจจัยเรื่อง ระยะทำง แÿดงใĀ้เĀ็นü่ำคนไทยไม่มีมโนทัýน์เกี่ยüกับคüำมเป็นคนใน-คนนอกเĀมือนคนญี่ปุ่น • ปัจจัยข้อที่ 4 นั่นคือด้ำนÿิ่งกีดขüำงระĀü่ำงผู้พูดกับÿิ่งที่ต้องกำรอ้ำงถึง กำรมีÿิ่งกีดขüำงมำบดบังใĀ้ มองเĀ็นÿิ่งที่ของที่ต้องกำรกล่ำงถึงไม่ชัดÿ่งผลใĀ้มีกำรแปลเป็นทั้ง “นั่น” และ “นี่” • ปัจจัยข้อที่ 5 ต้นก ำเนิดของÿิ่งที่กล่ำüถึง พบü่ำคนไทยไม่ได้ใĀ้คüำมÿ ำคัญ แต่ใĀ้คüำมÿ ำคัญกับกำร รับรู้กลิ่นĀรือเÿียงที่เดินทำงมำĀำโÿตประÿำท จึงมีกำรแปล ア系 เป็น “นี่” มำกที่ÿุด • ปัจจัยข้อที่ 6 องýำกำรมองของผู้พูดÿ่งผลต่อกำรแปลในแง่ที่ü่ำ มุมมองทแยงขึ้นและลงจะใĀ้ คüำมรู้ÿึกü่ำมีระยะทำงที่ไกลกü่ำมุมมองระนำบเดียüกันกับผู้พูด แต่อย่ำงไรก็ไม่ท ำใĀ้รู้ÿึกถึงระยะทำง ที่ไกลจนแปลเป็น “โน่น” ได้ จึงพบผลกำรÿ ำรüจในปัจจัยนี้ü่ำ คนไทยมักแปลเป็น “นั่น” มำกที่ÿุด • จำกข้อÿรุป ÿำมำรถเรียบเรียงปัจจัยกำรแปลค ำบ่งชี้ÿถำนที่กลุ่ม “ア系 ” ของผู้เรียนภำþำญี่ปุ่นชำü ไทยเป็นค ำอื่นที่ไม่ใช่ “โน่น” เป็น 4 ปัจจัยĀลักดังนี้ 1. ปัจจัยด้ำนคüำมเป็นคนนอก-คนใน 2. ปัจจัยด้ำนÿิ่งกีดขüำง 3. ปัจจัยด้ำนต้นก ำเนิดของเÿียงĀรือกลิ่น 4. ปัจจัยด้ำนองýำกำรมองของผู้พูด จำกรำยงำนฉบับนี้จะชี้ใĀ้เĀ็นü่ำกำรแปลค ำบ่งชี้ÿถำนที่ ア系 เป็นภำþำไทยนั้นมิได้มีกฎเกณฑ์ที่ แน่นอนü่ำจะแปลเป็น “โน่น” เÿมอไปเพรำะปัจจัยที่กล่ำüไปเป็นตัüแปรอันคüรน ำมำพิจำรณำร่üมด้üย ตัวอย่างแบบสํารวจและกราฟแสดงผล 53 6 1 33 24 3 5 55 0 10 20 30 40 50 60 ใช้แล้วเป็นธรรมชาติ ใช้ได้ ไม่ควรใช้ 「あっちでこれで遊ぼーぜー。」 โน่น น่ ัน นี่ 33 15 12 24 29 7 12 11 37 0 10 20 30 40 50 60 ใช้แล้วเป็นธรรมชาติ ใช้ได้ ไม่ควรใช้ 「食堂はあそこね。早く行こう、お腹が ペコペコだから。」 นี่น่ ัน โน่น QR CODE รูปเล่มรายงาน ฉบับเต็ม 国立国語研究所 (1981)『日本語の指示詞』 国立国語研究所 <https://iss.ndl.go.jp/books/R100000001-I072517571-00> コンジット サランヤー (2004)「日本語とタイ語の現場指示--話し手と聞き手が横に並んで 対話する場合」『筑波応用言語学研究』 11, pp. 73-84 <https://iss.ndl.go.jp/books/R000000004-I7269889-00> 日本語記述文法研究会 (2009)『現代日本語文法7』くろしお出版
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 140 การแÿดงถึงภาพและบทบาทของยักþ์ในüรรณคดีเรื่อง โอโตงิโซชิ Depiction and Characterization of Demon (Oni) in Otogisoushi ภูกานต์ ชูเดชา, ผý.ดร.ภัทร์อร พิพัฒนกุล, รý.นภÿินธุ์ แผลงýร คณะมนุþยýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยýรีนครินทรüิโรฒ Phukan Chudecha, Asst.Prof.Dr.Pat-on Phipatanakul, Assoc.Prof.Napasin Plaengsorn Faculty of Humanities, Srinakharinwirot University บทคüามนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาภาพลักþณ์และบทบาทของยักþ์ (鬼) ที่ปรากฏในüรรณคดีเรื่อง โอโตงิโซชิ (御伽草子) ได้แก่ตอน ชูเท็นโดจิ(酒呑童子) อิซซูนโบชิ(一寸法師) และอนโซชิชิมาüาตาริ(御曹子島渡) ใช้ รูปแบบการüิจัยเชิงพรรณนา เก็บรüบรüมข้อมูลโดยýึกþาจากเอกÿาร ต าราต่าง ๆ ที่เกี่ยüข้อง ผลการýึกþาพบü่า ยักþ์ที่ปรากฏในทั้งÿามตอนมีภาพลักþณ์ร่üมกันคือ 1.อาýัยอยู่ตามป่าเขา 2.รับประทานเนื้อมนุþย์3.ÿามารถÿื่อÿาร กับมนุþย์ได้4.อาýัยอยู่เป็นกลุ่ม ไม่อยู่ตนเดียü ÿ่üนบทบาทในเนื้อเรื่องนั้น พบü่ายักþ์ในตอนอิซซูนโบชิมีของüิเýþที่ เป็นประโยชน์กับมนุþย์ยักþ์ในตอนอนโซชิชิมาüาตาริมีคüามรักเกิดขึ้นระĀü่างยักþ์และมนุþย์ขณะที่ยักþ์ในตอนชู เท็นโดจิชอบÿุราและเป็นตัüร้ายลักพาตัüĀญิงÿาü อาจÿรุปได้ü่ายักþ์ในนิทานโบราณทั้งÿามตอนมีüิถีชีüิตคล้ายมนุþย์ แต่ภาพลักþณ์และบทบาทเป็นภัยต่อมนุþย์Āรือตัüละครในเรื่อง จึงท าใĀ้ยักþ์กลายเป็นตัüร้าย ÿะท้อนคüามเชื่อเรื่อง ยักþ์ของชาüญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบราณ
ก า ร แ ส ด ง ถ ึ ง ภ า พ แ ล ะ บ ท บ า ท ข อ ง “ ย ั ก ษ ์” ใ น ว ร ร ณ ค ด ี เ ร ื อ ง โ อ โ ต ง ิโ ซ ช ิ D E P I C T I O N A N D C H A R A C T E R I Z A T I O N O F D E M O N S ( O N I ) I N O T O G I - S O U S H I อาจา รย ท ี่ ป ร ึ ก þ า ผ ý . ด ร . ภัท รอร พิพัฒ น กุล ร ý . น ภ ÿิน ธุ แ ผ ลง ý ร น าย ภูกา น ตชูเ ด ช า P H U K A N C H U D E C H A ม Ā า üิท ยาลัย ý รีน ค ริน ท ร üิโ ร ฒ 2 . üัต ถ ุ ป ร ะÿง ค 1 . เ พ ื่ อ ýึก þ า ภ า พ และ บ ท บ า ท ข องยัก þใ น ü ร ร ณ ค ดีเ ร ื่ อง โอโ ต งิโ ซ ชิ 2 . เ พ ื่ อ ýึก þ าอิท ธิพ ล ข องยัก þท ี่ มีผ ล ตอ เ น ื้ อเ ร ื่ อง 3 .ÿ ม ม ติฐ า น กา ร ý ึ ก þ า ยัก þมีภ า พ ลัก þ ณเ ปน ปý าจรายและ มี บ ท บ า ท ÿํา คัญ คือ ทํา ใ Āตัüละ ค ร เอกกลาย เ ปน üีร บุรุþ ใ น จุด พ ลิก ผัน ข อง เ ร ื่ อง 5 .ÿร ุ ป ผ ล ยัก þยัง ค ง มีภ า พ ลัก þ ณท ี่ นากลัü เ พ ร า ะ รูป ลัก þ ณภ าย น อกและกา รกร ะ ทํา แ ตก็ไ ม ไ ดเ ปน ตัü รายเÿ ม อไ ป กา ร มีอยู ข องยัก þ ใ น ท ั้ ง 3 เ ร ื่ องÿง ผ ล ตอกา ร พัฒ น า ข อง ตัü ละ ค ร เอก 1 . ค ü า ม ÿํา คัญ และ ท ี่ ม า ข อง ปญ Ā า ÿ มัย มุโ ร ะ ม ะจิมีü ร ร ณ กร ร ม นิท า น เ ร ื่ อง เลา รูป แ บ บ นิยายÿ ั้ น คือ “โอโ ต งิโ ซ ชิ” ผูüิจัยไ ดýึก þ า ภ า พ ลัก þ ณและ บ ท บ า ท ข องยัก þท ี่ ป ร าก ฏ ใ น บ ร ร ด า เ ร ื่ องÿ ั้ น เ Ā ลา น ั้ น เ พ ื่ อใ Āท ร า บ üา “ยัก þ” ÿา ม า รถ ตีค ü า ม Ā ม ายใ น Ā ลายแงมุม อยา ง ไ ร 「御伽草子」 「鬼」 ผูüิจัยไ ดýึก þ ายัก þใ น เ ร ื่ องÿ ั้ น 3 เ ร ื่ อง ไ ดแก S H U T E N D O U J I I S S U N B O U S H I O N Z O U S H I - S H I M A W A T A RI คน พ บ ดัง ตอไ ป น ี้ ยัก þใ น เ ร ื่ อง S ช อ บ เ Ā ลาÿา เก ช อ บ ÿ ต รี และลัก พ า ตัü ภ ร รยาและลูกÿา ü ม นุþ ยมี จุด จ บ คือโ ด น ตัด ค อ ยัก þใ น เ ร ื่ อง I พ ก ข อง üิเ ý þ ยัก þใ น เ ร ื่ อง O มีช ื่ อ ค ลาย ม า ร ต า ม ค ü า ม เ ช ื่ ออิน เ ดีย เ ชน ร า เ ซ็ต ÿึยา ช ะ และ เ ปน มิต รกับ ม นุþ ยและแ ตง ง า น กัน บ ท บ า ท ใ น เ น ื้ อเ ร ื่ อง ตอ ตัüละ ค ร เอก 1 .ÿง ผ ลใ Āโยริมิต ซึเ ปน üีร บุรุþ 2 .ÿง ผ ลใ Āอิซ ซุน โ บ ชิตัü โ ต ข ึ้ น 3 .ÿง ผ ลใ Āโย ชิต ซึเ น ะ เ รีย น รูüิช า ป ร า บ ýัต รูนํา ม าÿูยุค ข อง ต ร ะกูล มิน า โ ม โ ต ะ 4 . ผ ลกา ร üิเ ค ร า ะ Ā ข อ ม ู ล 「一寸法師」 「酒呑童子」 「御曹子島渡」 市古貞次(1985)『御伽草子 上』岩波書店 市古貞次(1986)『御伽草子 下』岩波書店 藤井紫影(1915)『御伽草紙全』有朋堂書店 「羅刹」 「夜叉」 (頼光) (義経)
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 142 การýึกþาพฤติกรรมการเปิดรับÿื่อและคüามชื่นชอบภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง ซีตรัÿ Media Exposure Behaviors and Preference for Citrus ปัณณิกา รัýมี, อ.ÿุüัธน์ เรืองýรี คณะมนุþยýาÿตร์และÿังคมýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏเทพÿตรี Pannika Radsamee, Ajarn Suwat Ruangsari Faculty of Humanities and Social Sciences, Thepsatri Rajabhat University งานüิจัยนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาถึงพฤติกรรมการเปิดรับÿื่อภาพยนตร์อนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิง เรื่อง ซีตรัÿ และเพื่อýึกþาคüามชื่นชอบภาพยนตร์อนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิง เรื่อง ซีตรัÿ ใช้แบบÿอบถามกับกลุ่มตัüอย่างจ านüน 600 คน พบü่าĀัüข้อพฤติกรรมเปิดรับÿื่อ อันดับ 1 ด้านคüามต้องการ (มีคüามชื่นชอบในการรับชมเรื่องซีตรัÿ) อันดับ 2 ด้านเป้าĀมาย (ตัüละครในเรื่องซีตรัÿมีอิทธิพลต่อท่าน) อันดับ 3 คือ ด้านประÿบการณ์นิÿัย (มีคüามพึงพอใจใน คาแรคเตอร์ของตัüละครเรื่อง ซีตรัÿ) อันดับ 4 ด้านทัýนคติและค่านิยม (มีทัýนคติที่ดีในเรื่องการรักเพýเดียüกัน) อันดับ 5 ด้านÿภาüะ (มีคüามชื่นชอบĀรืออินไปกับÿถานการณ์ต่าง ๆ ในอนิเมชั่น) อันดับ 6 ด้านการใช้ประโยชน์(มี จดจ าเนื้อĀาในเรื่องซีตรัÿได้) และอันดับ 7 ด้านคüามÿามารถ (มีคüามชื่นชอบภาพรüมของทั้งอนิเมชั่นเรื่องซีตรัÿ) ใน ÿ่üนของĀัüข้อคüามชื่นชอบอนิเมชั่น เรื่อง ซีตรัÿ กลุ่มตัüอย่างÿ่üนใĀญ่ พบü่า อันดับ 1 ด้านคüามน่าดึงดูดใจ (ตัü ละครในเรื่องมีคüามÿüย Āล่อ Āน้าตาดี) และอันดับ 2 ด้านคüามน่าไü้üางใจ (มีคüามไü้üางใจอยากใĀ้อนิเมชั่นเรื่องนี้มี ภาคต่อไป)
เพýĀญิง 61.5% เพýชาย 38.5% 15-18 ป 52% 19-21 ป 24.3% 22-24 ป 12.5% 24 ปขึ้นไป 11.2% มัธยมýึกþาตĂนปลาย43% ระดับประริญญาตรี 42% มธยมýกþาตĂนตน13.2% 1.2 ดานอายุ บทคัดยอ งานüิจัยนี้มีüัตถุประÿงค1) เพื่Ăýึกþาถึงพฤติกรรมการเปดรับÿื่ĂภาพยนตรĂนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิง เรื่Ăง ซีตรัÿ 2) เพื่Ăýึกþาคüามชื่นชĂบภาพยนตรĂนิเมชั่นแนü ĀญิงรักĀญิง เรื่Ăง ซีตรัÿ การýึกþาครั้งนี้ใชแบบÿĂบถามเปนเครื่ĂงมืĂในการเก็บรüบรüมขĂมูลกับกลุมตัüĂยางที่จํานüน 600 คน ผลการüิจัยพบüา ĀัüขĂพฤติกรรมเปด รับÿื่Ă Ăันดับที่Āนึ่ง คืĂ ในดานคüามตĂงการ (มีคüามชื่นชĂบในการรับชมเรื่Ăง ซีตรัÿ) Ăันดับที่ÿĂง คืĂ ดานเปาĀมาย (ตัüละครในเรื่Ăง ซีตรัÿ มีĂิทธิพลตĂทาน) ที่ÿาม คืĂ ดานประÿบการณนิÿัย (มีคüามพึงพĂใจในคาแรคเตĂรขĂง ตัüละครเรื่Ăง ซีตรัÿ) Ăันดับที่ÿี่ดานทัýนคติและคานิยม (มีทัýนคติที่ดีในเรื่ĂงการรักเพýเดียüกันĂยู) Ăันดับที่Āา ดาน ÿภาüะ (มีคüามชื่นชĂบĀรืĂĂินไปกับ ÿถานการณตาง ๆ ในĂนิเมชั่น) Ăันดับที่Āกดานการใชประโยชน (มีจดจําเนื้ĂĀาในเรื่Ăง ซีตรัÿ ได) และĂันดับÿุดทาย คืĂ ดาน คüามÿามารถ (มีคüามชื่นชĂบภาพรüมขĂงทั้งĂนิเมชั่นเรื่Ăง ซีตรัÿ) ในÿüนขĂงĀัüขĂคüามชื่นชĂบĂนิเมชั่น เรื่Ăง ซีตรัÿ กลุมตัüĂยางÿüนใĀญพบüา Ăันดับที่Āนึ่ง คืĂ ดาน คüามนาดึงดูดใจ (ตัüละครในเรื่Ăงมีคüามÿüย ĀลĂ Āนาตาดี) Ăันดับที่ÿĂง คืĂ ดานคüามนาไüüางใจ (มีคüามไüüางใจĂยากใĀĂนิเมชั่น เรื่Ăงนี้มีภาคตĂไป) ที่มาและคüามÿําคัญของปญĀา ในโลกยุคใĀมนั้นไดกลายเปนÿังคมที่ไรขีดจํากัดขĂงขĂมูลขาüÿาร (Unlimited Information Society) เปนยุคที่มีการเปลี่ยนผานและมีการแลกเปลี่ยนขĂมูล ระĀüางกลุมคน Ăงคกร มากยิ่งขึ้น (“ÿารüจจักรüาลซีรีÿüายไทย”, 2564) การเขาถึงขĂมูลขาüÿารตลĂดจนÿารÿนเทýมีคüามÿะดüกÿบายมากขึ้น การรับรูขĂมูล ขาüÿาร การÿื่Ăÿารที่มีคüามทันÿมัยทั้งระบบดาüเทียม ระบบดิจิทัล ระบบĂื่น ๆ ทําใĀการกระจายขาüÿารขĂมูลไปไดĂยางรüดเร็üและเชื่ĂมโยงกันĀลายชĂงทาง ประเทýตาง ๆ ในโลกมีคüามใกลชิดกันมากกüาÿังคมในยุคที่ผานมา เชน ÿื่Ă ขาüÿารตาง ๆ ที่ÿามารถเชื่Ăมโยง และเปดรับไดĂยางรüดเร็üและงายดายผานโลก ĂินเทĂรเน็ต ไมüาจะเปนชĂงทางเü็บไซตเฟซบุก Ăินÿตาแกรม ทüิตเตĂรยูทูป เปนตน เชนเดียüกับปจจุบันเกี่ยüกับบุคคลคüามĀลากĀลายทางเพýและยังเปนประเด็น ที่ยังไมถูกยĂมรับในÿังคม แมüาการรักเพýเดียüกันเริ่มแพรĀลายมากขึ้นทั่üโลก ตามÿื่ĂตางๆจนทําใĀÿื่ĂขยายตัüĂยางรüดเร็üและทําใĀรูจักบุคคลที่มีคüามĀลากĀลาย ทางเพýมากขึ้นโดยเรียกคนกลุมนี้üา LGBTQ+ Ăยางไรก็ตาม นักการตลาดเล็งเĀ็นกลุมคนที่มีคüามĀลากĀลายทางเพý (LGBTQ+) เปนกลมผูบริโภคในฝนซึ่งในปจจุบันนักการตลาดไดพยายามเขาถึงผูบริโภคคน กลุมนี้โดยการÿรางรายไดจากÿื่ĂĂินเตĂรเน็ต ดานโฆþณา Ăนิเมชั่น ภาพยนตรการตูน มังงะ ซีรีÿนüนิยาย เพื่ĂถายทĂดทัýนคติขĂงคüามรักที่มีตĂบุคคลเพýเดียüกัน เชน ชายรักชายและĀญิงรักĀญิง ที่นิยมมากที่ที่ÿุดคืĂ ชายรักชาย ตĂมาĀญิงรักĀญิงก็เริ่มมีกระแÿมากขึ้น และĀนึ่งในภาพยนตรĂนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิงที่นิยมมาก ที่ÿุด คืĂ ซีตรัÿ เปนเรื่Ăงราüคüามรักที่เกิดขึ้นโดยทั้งÿĂงฝายเปนผูĀญิงเปนตัüละครĀลัก ๆ ชื่Ăเมยและ ยูÿุที่ตางÿายเลืĂดกัน เพราะแมขĂงยุÿุไดแตงงานใĀมกับคุณพĂ คนใĀมที่มีลูกÿาüชื่Ăüา เมยเพื่Ăนรüมชั้นเรียนขĂงตัüเĂงทําใĀยุÿุไดมาĂยูรüมกันในฐานะพี่ÿาüขĂงเมยทําใĀทั้งคูตĂงใชชีüิตĂยูดüยกันและคüามÿัมพันธที่ทั้งคูใกลชิดกัน จากคําüาพี่นĂงก็แปลเปลี่ยนเปนคüามรัก ตีพิมพเมื่Ăüันที่ 17 พฤýจิกายน ป2012 และฉายในญี่ปุนüันที่ 6 มกราคม ป2018 มีคüามนาÿนใจตรงที่üา คüามคิดและ ทัýนคติทางเพýในเนื้Ăเรื่Ăงนี้จะÿื่ĂĂĂกมาในทิýทางไĀน นิÿัยตัüเĂกมีนิÿัยที่ตางกันมากตางตนตางไมมีประÿบการณเรื่ĂงการรักเพýเดียüมากĂน นาติดตามüาทั้งคูจะรัก และลงเĂยกันĂยางไร และคüามเปนพี่นĂงที่ตางÿายเลืĂด รüมไปถึงคüามÿัมพันธกับเพื่Ăน ครĂบครัü ที่ĂาจจะะเปนĂุปÿรรคตĂคüามรักขĂงทั้ง 2 คน üาจะเปดใจและ ยĂมรับเกี่ยüกับคüามÿัมพันธแบบĀญิงรักĀญิงไดĀรืĂไม ดังนั้นผูüิจัยจึงýึกþา พฤติกรรมการเปดรับÿื่Ăและคüามชื่นชĂบĂนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิงทเรื่Ăง เรื่Ăง ซีตรัÿทั้งนี้การทําüิจัยนี้ÿามารถนําใชเปนแนüทางในกาทําÿื่Ă มุมมĂงใĀมีคüามĀลากĀลายมากขึ้น ทําใĀÿังคมมĂงบüก เขาใจÿื่Ăแนüนี้มากขึ้น üัตถุประÿงคของงานüิจัย 1. เพื่Ăýึกþาถึงพฤติกรรมการเปดรับÿื่ĂภาพยนตรĂนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิง เรื่Ăง ซีตรัÿ 2. เพื่Ăýึกþาคüามชื่นชĂบภาพยนตรĂนิเมชั่นแนüĀญิงรักĀญิง เรื่Ăง ซีตรัÿ üิธีการดําเนินงานüิจัย 1. ประชากรและการเลือกกลุมตัüอยาง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใชในการüิจัยครั้งนี้คืĂ กลุมเยาüชนชายและĀญิงที่มีĂายุระĀüาง 15-24 ปที่มีประÿบการณการรบชมภาพยนตรĂนิเมชั่น เรื่Ăง ซีตรัÿ 1.2 กลุมตัüĂยางในการเลืĂกกลุมตัüĂยางจํานüน 600 คน 2. เครื่องมือที่ใชในการüิจัย เครื่ĂงมืĂที่ในการüิจัยครั้งนี้คืĂ แบบÿĂบถาม ที่ผูüิจัยÿรางขึ้นจากทฤþฎีแนüคิดที่เกี่ยüขĂง โดยแบบÿĂบถามประกĂบดüย 3 ÿüน ดังนี้ ÿüนที่ 1 ขĂมูลÿüนบุคคลขĂงผูตĂบแบบÿĂบถาม ÿüนที่ 2 ขĂมูลเกี่ยüกับพฤติกรรมการเปดรับÿื่Ă ÿüนที่ 3 ขĂมูลเกี่ยüกับคüามชื่นชĂบĂ นิเมชั่น เรื่Ăง ซีตรัÿ 3. การüิเคราะĀขอมูล ผูüิจัยใชÿถิติเชิงพรรณนาเพื่ĂĂธิบายผลการýึกþา ดานขĂมูลทั่üไปขĂงผูตĂบขĂมูลเกี่ยüกับ พฤติกรรมการเปดรับÿื่Ă และคüามชื่นชĂบ คüามชื่นชĂบĂนิเมชั่น เรื่Ăง ซีตรัÿโดยการชี้แจงเปนคüามถี่ (จํานüน) และคารĂยละ การĀาคาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการüิจัย 1. ขอมูลทั่üไปของผูตอบแบบÿอบถาม 1.1 ดานเพý กลุมตัüĂยางÿüนใĀญเปนเพýĀญิง จํานüน 369 คน คิดเปนรĂยละ61.5 และเพýชาย จํานüน 231 คน คิดเปนรĂยละ 38.5 1.2 ดานĂายุกลุมตัüĂยางÿüนใĀญมีชüงĂายุ15-18 ปจํานüน 312 คน คิดเปนรĂยละ 52 ĂันดับÿĂงชüงĂายุ19-21 ปจํานüน 146 คน คิดเปน รĂยละ 24.3 ĂันดับÿามชüงĂายุ22-24 ปจํานüน 75 คน คิดเปนรĂยละ 12.5 และĂันดับÿุดทายคืĂ ชüงĂายุ24 ปขึ้นไป จํานüน 67 คน คิดเปนรĂยละ 11.2 คน 1.3 ดานการýึกþา กลุมตัüĂยางÿüนใĀญมีการýึกþามัธยมýึกþาตĂนปลาย จํานüน 258 คน คิดเปนรĂยละ 43 ĂันดับÿĂง ระดับปริญญาตรีจํานüน 252 คน คิดเปนรĂยละ 42 Ăันดับÿาม มัธยมýึกþาตĂนตน จํานüน 79 คน คิดเปนรĂยละ 13.2 Ăันดับÿุดทาย ÿูงกüาปริญญาตรีจํานüน 11 คน คิดเปนรĂยละ 1.8 2. พฤติกรรมการเปดรับÿื่ออนิเมชั่น เรื่อง ซีตรัÿ การüิเคราะĀเกี่ยüกับขĂมูลเกี่ยüกับพฤติกรรมการเปดรับÿื่ĂขĂงกลุมตัüĂยาง โดยภาพรüม Ăยูในระดับมากÿุด (x ̅= 4.29, S.D. = 1.20) ซึ่งเมื่Ăพิจารณาเปนรายดาน พบ üา กลุมตัüĂยางÿüนใĀญมีพฤติกรรมการเปดรับÿื่ĂดานคาคüามตĂงการ ในระดับมาก (x ̅= 4.47, S.D. = 1.99) ĂันดับÿĂง ดานเปาĀมาย ในระดับมากÿุด (x ̅= 4.30, S.D. = 1.89) Ăันดับÿาม ดาน ประÿบการณและนิÿัย ในระดับมากÿุด ( x ̅= 4.26, S.D. = 1.85) Ăันดับÿี่ดานทัýนคติและคานิยมในระดับมาก ( x ̅= 4.20,S.D. = 1.85) ĂันดับĀา ดานÿภาüะ ในระดับมาก ( x ̅= 4.20, S.D. = 1.79) ĂันดับĀก ดานการใชประโยชนในระดับมาก ( x ̅= 3.90, S.D. = 1.60) และĂันดับÿุดทาย ดานคüามÿามารถ ในระดับ มาก ( x ̅= 3.32, S.D. =1.89) 3. คüามชื่นชอบอนิเมชั่น เรื่อง ซีตรัÿ การüิเคราะĀเกี่ยüกับขĂมูลเกี่ยüกับคüามชื่นชĂบĂนิเมชั่น เรื่Ăง ซีตรัÿขĂงกลุมตัüĂยางโดยภาพรüม Ăยูในระดับมากÿุด ( x ̅4.46, S.D. = 1.04) ซึ่งเมื่Ăพิจารณาเปนราย ดาน พบüา กลุมตัüĂยางÿüนใĀญมีคüามนาดึงดูดใจ ในระดับมากÿุด ( x ̅= 4.47, S.D. = 2.01) และĂันดับÿĂงคืĂ ดานคüามนาไüüางใจ ในระดับมากÿุด (x ̅= 4.46, S.D. = 2.05) 1.แผนภูมิüงกลมขอมูลทั่üไปของผูตอบแบบÿอบถาม 1.1 ดานเพý 1.3 ดานการýึกþา 2. ตารางแÿดงคาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานเกี่ยüกับพฤติกรรมการเปดรับÿื่อ 3. ตารางแÿดงคาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานเกี่ยüกับคüามชื่นชอบอนิเมชั่น ÿรุปและอภิปรายผล การýึกþาพฤติกรรมการเปดรับÿื่Ăและคüามชื่นชĂบภาพยนตรĂนิเมชั่นเรื่Ăงซีตรัÿ โดยการÿํารüจจาการเก็บขĂมูลทั่üไปจากผูÿĂบถาม พบüา กลุมตัüĂยางÿüนใĀญเปนเพýĀญิง Ăายุ15-18 ปการýึกþาระดับมัธยมýึกþาตĂนปลาย ในดานการเปดรับÿื่Ă กลุมตัüĂยางÿüนใĀญมี พฤติกรรมการเปดรับÿื่Ă พบüา Ăันดับที่Āนึ่ง คืĂ ในดานคüามตĂงการ โดยมีคüามชื่นชĂบในการรับชมเรื่Ăง ซีตรัÿ และดานคüามชื่นชĂบกลุม ตัüĂยางÿüนใĀญพบüา Ăันดับที่Āนึ่ง คืĂ ดานคüามนาดึงดูดใจ โดยตัüละครในเรื่Ăงมีคüามÿüย ĀลĂ ĀนาตาดีĂันดับที่ÿĂง พฤติกรรมการ เปดรับÿื่ĂขĂง ÿüนใĀญจะเปดรับจาก ดานคüามตĂงการในการรับชมภาพยนตรĂนิเมชั่นเรื่Ăง ซีตรัÿ ซึ่งมีคüามตĂงการที่จะรับชมเรื่Ăง ซีตรัÿ มากที่ÿุด ทั้งภาพรüมขĂงĂนิเมะเนื้Ăเรื่Ăงมีคüามÿุข ตัüละครที่ที่มีผลตĂคüามรูÿึกเรา ĀรืĂĂินไปกับÿถานการณตางๆในĂนิเมชั่น ที่นาติดตามใน คüามรักขĂงĀญิงรักĀญิง จึงทําใĀเกิดคüามตĂงการในที่จะรับชมในĂนิเมะ แนüĀญิงรักĀญิงที่เกิดขึ้นเปนĂยางมากในÿังคมไทยปจจุบัน ซึ่ง ÿĂดคลĂงกับ ซึ่งÿĂดคลĂงกับ ขüัญชีüา ÿางĀลüง (2552) Ăธิบายüาคนเรามีแนüโนมที่จะเปดรับขาüÿารจากÿื่ĂĀรืĂเลืĂกÿื่Ăบางชนิดที่มีการ เผยแพรขาüÿาร ตรงกับทัýนคติĀรืĂคüามÿนใจขĂงตนเĂง นั่นคืĂ บุคคลจะแÿüงĀาขĂมูล (Information Seeking) เปดรับขĂมูลที่ตนĂยากรู เพื่Ăเพิ่มคüามรูและคüามบันเทิง เนื่ĂงจากผูรับÿารมีคüามĂยากรูĂยากเĀ็น และตĂงการขาüÿารที่เปนประโยชน ÿĂดคลĂงกับคานิยม คüาม เชื่Ă และทัýนคติขĂงตนคüามชื่นชĂบĂนิเมชั่น เรื่Ăง ซีตรัÿ ในดานคüามนาดึงดูดใจ เนื่Ăงจากดานตัüละคร ในเรื่Ăงมีคüามÿüย ĀลĂ Āนาตาดี ทําใĀผูรับชมมีคüามนาดึงดูดใจใĀติดตามและผูรับชมเกิด จินตนาการรüมดüยไปกับตัüละครและเนื้Ăเรื่ĂงในแตละตĂนทําใĀเนื้Ăเรื่Ăงมีคüามนา ติดตามเพิ่มขึ้นĂยางตĂเนื่Ăง จนมีกระแÿตĂบรับที่ดีจึงทําใĀผูรับชมลงคüามเĀ็นĂยากใĀทําภาคตĂเยĂะมาก ซึ่งÿĂดคลĂงกับ Shimp (2003) ที่กลาüüา คüามดึงดูดใจขĂงผูนําเÿนĂÿินคา จะทําใĀเกิดคüามชื่นชĂบและคüามÿนใจขĂงผูบริโภคĂยางมีประÿิทธิภาพ McGuire & Muiman (1965) กลาüüา การใชคüามดึงดูดใจในการนําเÿนĂÿินคา จะชüยเพิ่มระดับคüามโนมนาüใจและทําใĀผูบริโภคเกิด ทัýนคติขĂงผูนําเÿนĂÿินคา ไดและยังชüยÿงเÿริมภาพลักþณขĂงÿินคา การใชผูนําเÿนĂÿินคาที่มีรูปรางĀนาตาที่นาดึงดูดใจ ทําใĀผูบริโภคเกิดคüามÿนใจ ชื่นชĂบ มากกüาการใชÿื่Ăÿารดüยคําพูด และการใชรูปรางĀนาตาที่ดีขĂงผูนําเÿนĂÿินคาÿามารถโนมนาüใĀผูบริโภคĂยากมีÿüนรüมกับÿินคา ที่ถูกนํา เÿนĂ การใชผูที่มีชื่Ăเÿียงที่มีคüามนาดึงดูดใจนั้นจะชüยตĂบโจทย ใĀผูบริโภคเกิดคüามตั้งใจ ซื้Ăผลิตภัณฑไดมากกüาการใชบุคคลธรรมดา ทั่üไป ซึ่งเĀมืĂนกับการÿรางตัüละครและพล็Ăตเรื่ĂงขĂง ซีรี่ÿüายที่ตĂงทําใĀดูโดดเดนนาÿนใจ เอกÿารอางอิงĀลัก กิติมา ÿุรÿนธิ. (2533). คüามรูทางการÿื่Ăÿาร. กรุงเทพฯ: มĀาüิทยาลัยธรรมýาÿตร. ขüัญชีüา ÿางĀลüง. (2552). การเปดรับขาüÿารการตลาดและขาüÿารเชิงรณรงคเกี่ยüกับÿุรา กับ คüามรูทัýนคติ และพฤติกรรมการบริโภคÿุราขĂงเยาüชนในเขตกรุงเทพมĀานคร. üิทยานิพนธปริญญามĀาบัณฑิต, มĀาüิทยาลัยธุรกิจ บัณฑิตย. ดüงฤทัย พงýไพฑูรย. (2544). การเปดรับขาüÿาร คüามรูและทัýนคติเกี่ยüกับเพýýึกþาขĂงüัยรุน ในเขต กรุงเทพมĀานคร. üิทยานิพนธปริญญามĀาบัณฑิต, จุāาลงกรณมĀาüิทยาลัย. ทักþญา ĀมĂกบัü. (2563). พฤติกรรมการเปดรับÿื่Ăที่มีผลตĂคüามชื่นชĂบซีรี่ÿüายเรื่Ăงเพราะเราคูกัน ขĂงเยาüชน ในเขตกรุงเทพมĀานคร มĀาüิทยาลัยกรุงเทพ. ทิตยา ÿุüรรณชฎ. (2520). คüามÿัมพันธระĀüางทัýนคติกับพฤติกรรม. กรุงเทพฯ: ÿถาบัน บัณฑิตพัฒนบริĀาร ýาÿตร. ÿูงกüาปริญญาตรี 1.8% การýึกþาพฤติกรรมการเปดรับÿ ื่ อและคüามช ื่ นชอบภาพยนตรอนิเมช ั่ นเร ื่ อง ซีตรัÿ โดย นางÿาüปณณิกา รัýมีและ อ.ÿุüัธนเรืองýรี(ท ี่ปรึกþา) คณะมนุþยýาÿตรและÿังคมýาÿตรมĀาüิทยาลัยราชภัฏเทพÿตรี
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 144 การýึกþาการรับรู้และการใช้จริงของค าĀยาบในภาþากุลÿตรีญี่ปุ่น Perception and Actual Use of Swear Words in Japanese Female Language อัมรินทร์ เถื่อนÿท้าน, อ.ÿุüัธน์ เรืองýรี คณะมนุþยýาÿตร์และÿังคมýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏเทพÿตรี Ammarin Thuansatan, Ajarn Suwat Ruangsari Faculty of Humanities and Social Sciences, Thepsatri Rajabhat University การýึกþาüิจัยนี้เป็นการýึกþาการใช้จริงของค าĀยาบในภาþากุลÿตรีญี่ปุ่น โดยมีüัตถุประÿงค์ 1) เพื่อýึกþา การรับรู้ของค าĀยาบในภาþากุลÿตรี 2) เพื่อýึกþาการใช้จริงของค าĀยาบในภาþากุลÿตรีโดยใช้แบบÿอบถามการรับรู้ และการใช้จริงของค าĀยาบในภาþากุลÿตรีญี ่ปุ่น 16 ข้อ กลุ่มตัüอย่าง ได้แก่ชาüญี่ปุ่นจ านüน 10 คน พบü่า กลุ่ม ตัüอย่างทุกคนมีการรับรู้ถึงค าĀยาบในภาþากุลÿตรี ค าĀยาบในภาþากุลÿตรีที่มีการรับรู้มากที่ÿุดคือ ふくよかでい らっしゃる (ดูอüบขึ้นมาĀน่อยนะ) จ านüน 9 คน ÿ ่üนการใช้จริงของค าĀยาบในภาþากุลÿตรีมีน้อยมาก กลุ่ม ตัüอย่างที่ใช้จริงมีเพียง 1 คน
บทคัดย่อ การýึกþาการรับรู้และการใช้จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรีญี่ปุ่น โดย นายอัมรินทร์ เถื่อนÿท้าน คณะมนุþยýาÿตร์และÿังคมýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏเทพÿตรี การýึกþาüิจัยนี้เป็นการýึกþาการใช้จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรีญี่ปุ่น โดยมีüัตถุประÿงค์ 1) เพื่อýึกþาการรับรู้ ของคำĀยาบในภาþากุลÿตรี 2) เพื่อýึกþาการใช้จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรี โดยใช้แบบÿอบถามการรับรู้และการใช้จริงของคำ Āยาบในภาþากุลÿตรีญี่ปุ่น 16 ข้อ กลุ่มตัüอย่าง ได้แก่ชาüญี่ปุ่นจำนüน 10 คน พบü่า กลุ่มตัüอย่างทุกคนมีการรับรู้ถึงคำĀยาบใน ภาþากุลÿตรี คำĀยาบในภาþากุลÿตรีที่มีการรับรู้มากที่ÿุดคือ ふくよかでいらっしゃる (ดูอüบขึ้นมาĀน่อยนะ) จำนüน 9 คน ÿ่üน การใช้จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรีมีจำนüนเพียง 1 คน โดยผู้üิจัยได้üิเคราะĀ์ข้อมูลจากผู้ตอบแบบÿอบถามที่มีการใช้จริงของคำ Āยาบในภาþากุลÿตรีü่า ผู้ที่ตอบแบบÿอบถามเป็นเพýĀญิง อายุ19-22ปี มีการýึกþาระดับปริญญาตรี ผู้ตอบแบบÿอบถามดังกล่าü ไม่ได้รับชมอนิเมะ ซีรีย์ Āรืออ่านมังงะอาจกล่าüü่าที่ภาþากุลÿตรีในปัจจุบันแม้คนที่รู้จักจะมีอย่างแพร่Āลายในÿังคมญี่ปุ่นอาจเพราะ มาจากการýึกþาในÿังคม การดูĀนัง ซีรีย์ อนิเมะ Āรืออ่านมังงะก็ตาม แต่การนำมาใช้จริงมีจำนüนน้อย ที่มาและคüามÿำคัญของปัญĀา ภาþากุลÿตรีของญี่ปุ่นเป็นภาþาเฉพาะทางของบุคคลชนชั้นÿูงของกุล ÿตรีญี่ปุ่นในอดีต แม้ü่าปัจจุบันก็ยังมีใĀ้พบเĀ็นตามอนิเมชั่นของญี่ปุ่นบ้าง แต่คน ÿ่üนมากก็รู้จักแค่เพียงผิüเผินเท่านั้นเนื่องจากภาพลักþณ์ของกุลÿตรีที่คนÿ่üนมาก เข้าใจ ก็คือĀญิงÿาüที่ดูมีคüามร่ำรüยและมีคüามคüามÿุภาพในคำพูดของตนอยู่เÿมอ มีการแÿดงท่าทีĀยิ่งยโÿ Āรือแÿดงฐานะอย่างเปิดเผย และภาพลักþณ์ที่ดูน่ารัก อ่อนโยนÿง่างามตลอดเüลา ลักþณ์ประเภทนี้จะแÿดงภาพลักþณ์ของกุลÿตรีที่ดูดี ÿมบูรณ์แบบ แÿดงคüามไร้เดียงÿากับĀลายÿิ่งĀลายอย่าง ด้üยคüามที่ต้องเคร่งในการ แÿดงออกภาพลักþณ์ของกุลÿตรีตลอดเüลาทำใĀ้ไม่คุ้นเคยกับเรื่องปรกติแบบคน ทั่üไป ในปัจจุบันภาþากุลÿตรีไม่มีใĀ้พบเĀ็นมากนักเนื่องจากเป็นภาþาแÿดงบทบาท ที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม แต่ÿามารถพบเĀ็นภาþากุลÿตรีได้จากนิยาย การ์ตูน อนิเมชั่น ซึ่ง ภาþากุลÿตรีก็ÿามารถแบ่งแยกออกไปได้อีกĀลายภาþาĀลายüิธีการพูดĀนึ่งในนั้นคือ “คำĀยาบ” (Waruguchi) คำĀยาบในภาþากุลÿตรีถูกใช้เพื่อแÿดงคำพูดที่Āยาบคาย คำÿบถ คำดูถูกเĀยียดĀยาม และคำนินทาü่าร้าย โดยคำĀยาบที่ÿื่อออกมาจะไม่มีการ แÿดงภาพลักþณ์ภายนอกออกมาใĀ้ผู้อื่นรับรู้ü่าผู้พูดกำลังใช้คำĀยาบ ซึ่งตัüอย่างที่พบ ได้จาก cktt (2564) ตัüอย่าง เช่น การพูดü่า 「おっとりしていらっしゃる」แปล ตรงตัüü่า “ดูใจเย็นไม่รีบไม่ร้อนเลยนะ” มีคüามĀมายโดยนัยที่ต้องการพูดประชด ประชันคนที่ไม่ตั้งใจทำอะไรเลยและขาดคüามรอบคอบ üัตถุประÿงค์ 1.ýึกþาการรับรู้ของคำĀยาบในภาþากุลÿตรี 2. ýึกþาการใช้จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรี üิธีการดำเนินüิจัย 1. ผู้üิจัยÿร้างแบบÿอบถามจากการรับและการใช้จริง ของคำĀยาบในภาþากุลÿตรี 16 ข้อ จาก cktt (2021) ดังนี้1) 庭師にわしが 必要ひつようですわね 2) いつもお元気げんきそうで 3) ふくよかでいらっしゃる 4) のん びりしていらっしゃる 5) お人 ひとはよろしいのですけれど 6) 合理的 ごうりてきなことに 徹 てっしていらっしゃる 7) 贅沢ぜいたくなことがお嫌 きらいなの 8) 世渡よわたりに長けていらっ しゃる 9) 頓 着 とんちゃくがないお方 かたですから 10) 自信じしんがおありで 11) お気 き だてに 難がおありで 12) おっとりしていらっしゃる 13) お目立め だ ちになる方 ほう では いらっしゃらない 14) はっきりしていらして 15) お地味じ み な(お派手は で な) ご趣味しゅみでいらして 16)個性的 こせいてきな 装 よそおいをなさる方 かた で 2.ผู้üิจัยเก็บข้อมูลจากการÿุ่มตัüอย่างแบบเจาะจงโดย การเลือกกลุ่มตัüอย่างที่มีคุณÿมบัติตามคüามต้องการของผู้üิจัย กล่าüคือกลุ่มตัüอย่างทุกคนมีÿัญชาติญี่ปุ่น ใช้ภาþาญี่ปุ่นเป็นภาþาแม่ จำนüน 10 คน 3.ผู้üิจัยüิเคราะĀ์และĀาค่าเฉลี่ยจำนüนการรับรู้และการ ใช้จริง ü่ามีคนที่รับรู้ถึงคำĀยาบในภาþากุลÿตรีĀรือไม่ Āากรับรู้ถึงการ มีอยู่เคยนำมาใช้จริงĀรือไม่ ผลการüิจัย 4.1 ข้อมูลทั่üไปของผู้ตอบแบบÿอบถาม 1. ด้านเพý เพýĀญิง 5 คน และเพýชาย 5 คน ทั้ง 2 จำนüนเท่ากันคิดเป็น ร้อยละ 50 2. ด้านอายุกลุ่มตัüอย่างÿ่üนใĀญ่มีช่üงอายุ 19-22 ปี จำนüน 9 คน คิดเป็น ร้อยละ 90 และมี 1 คน ที่มีช่üงอายุ 23-26 ปี คิดเป็นร้อยละ 10 ในÿ่üนของกลุ่มตัüอย่าง ช่üงอายุ 15-18 ปี และกลุ่มตัüอย่างในช่üงอายุ 27 ปีขึ้นไป ไม่พบผู้ตอบแบบÿอบถาม 3. ด้านระดับการýึกþา ระดับปริญญาตรีĀรือต่ำกü่า จำนüน 5 คน และระดับ การýึกþาระดับปริญญาตรี จำนüน 5 คน ทั้ง 2 จำนüนเท่ากันคิดเป็นร้อยละ 50 ในÿ่üนของ กลุ่มตัüอย่างที่มีระดับการýึกþาระดับปริญญาตรีĀรือมากกü่า ไม่พบผู้ตอบแบบÿอบถาม 4. ด้านเüลาในการรับชมอนิเมะ กลุ่มตัüอย่างÿ่üนใĀญ่ที่รับชมอนิเมะ 1-5 ชั่üโมงในแต่ละÿัปดาĀ์มีจำนüน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ลำดับที่ÿองคือ กลุ่มตัüอย่างที่ไม่ได้ รับชมมีอยู่ 2 คน คิดเป็นร้อยละ 20 ลำดับที่ 3 ซึ่งมีจำนüนเท่ากันคือ ผู้ที่รับชมอนิเมะ 5-10 ชั่üโมง และรับชมอนิเมะ 15 ชั่üโมงขึ้นไป จำนüนอย่างละ 1 คน คิดเป็นร้อย 10 ในÿ่üนของ กลุ่มตัüอย่างที่รับชมอนิเมะ 10-15 ชั่üโมง ไม่พบผู้ตอบแบบÿอบถาม 5. ด้านเüลาในการรับชมซีรี่ย์ กลุ่มตัüอย่างที่ไม่รับชมซีรีย์ และกลุ่มตัüอย่างที่ รับชมซีรีย์ 1-5 ชั่üโมงมีจำนüนเท่ากันคือ 4 คน คิดอย่างละร้อยละ 40 และกลุ่มตัüอย่างที่ รับชมซีรีย์ 10-15 ชั่üโมง และกลุ่มตัüอย่างที่รับชมซีรีย์ 15 ชั่üโมงขึ้นไปมีจำนüนเท่ากันคือ 1 คน คิดอย่างละร้อยละ 10 ในÿ่üนของการรับชมซีรีย์ 10-15 ชั่üโมง ไม่พบผู้ตอบ แบบÿอบถาม 6. ด้านเüลาในการอ่านมังงะ กลุ่มตัüอย่างÿ่üนใĀญ่ที่อ่านมังงะ 1-5 ชั่üโมงใน แต่ละÿัปดาĀ์มี 6 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ลำดับที่ÿองคือไม่อ่าน จำนüน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 30 และ 10-15 ชั่üโมง จำนüน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ในÿ่üนของ 5-10 ชั่üโมง และ 15 ชั่üโมงขึ้นไป ไม่พบผู้ตอบแบบÿอบถาม 4.2การรับรู้ของผู้ตอบ แบบÿอบถาม จำนüนผู้ที่ตอบแบบÿอบถาม ทั้งĀมด 10 คน จากคำถามทั้งĀมด 16 ข้อ จากการ คำนüณในตารางพบü่าผู้ที่รับรู้ถึงคำĀยาบในภาþา กุลÿตรีมีอยู่จำนüนนึง ซึ่งจากคำถามใน แบบÿอบถามข้างต้นโดยประโยคที่มีผู้รู้มากที่ÿุดคือ ข้อ Q3 ふくよかでいらっしゃる จำนüน 9 คน Āรือ ร้อยละ 56.25 ลำดับที่ÿองมีผู้ที่รับรู้ถึงประโยคใน ข้อต่อไปนี้จำนüนเท่ากันคือ ข้อ Q5 お人 ひと はよろしい のですけれど Q7 贅沢ぜいたくなことがお嫌 きらいなの Q12 おっ とりしていらっしゃる Q13 お目立め だ ちになる方 ほう ではい らっしゃらない Q14 はっきりしていらして Q15 お 地味じ み な(お派手は で な)ご趣味しゅみでいらして จำนüน 8 คน Āรือร้อยละ 50.00 ลำดับที่ÿามมีผู้ที่รับรู้ถึงประโยค ในข้อต่อไปนี้จำนüนเท่ากันคือ ข้อ Q4 のんびりして いらっしゃる Q 6 合理的 ごうりてきなことに徹 てっしていらっしゃ る Q10 自信じしんがおありで Q16 個性的 こせいてきな 装 よそおいをなさ る方 かた で จำนüน 7 คน Āรือร้อยละ 43.75 และลำดับ ที่ÿามที่มีผู้ที่รับรู้ถึงประโยคในข้อต่อไปนี้จำนüน เท่ากันคือ ข้อ Q2 いつもお元気げんきそうで Q9 頓 着 とんちゃくが ないお方 かた ですから Q11 お気 き だてに難 なん がおありで จำนüน 6 คน Āรือร้อยละ 37.50 ลำดับที่ÿี่ ข้อ Q8 世渡よわたりに長けていらっしゃる จำนüน 5 คน Āรือร้อย ละ 31.25 ลำดับÿุดท้าย ข้อ Q1 庭師にわしが必要ひつようですわ ね จำนüน 4 คน Āรือร้อยละ 25.00 ตามลำดับ 4.3 การใช้จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรี จำนüนผู้ที่ตอบแบบÿอบถามทั้งĀมด 10 คน จากคำถามทั้งĀมด 16 ข้อ จากการคำนüณในตารางพบü่าผู้ที่ใช้คำĀยาบในภาþากุลÿตรีจริงมีอยู่เพียงคนเดียüจาก ทั้งĀมด 10 คน ที่ได้ตอบแบบÿอบถาม ซึ่งจากคำถามในแบบÿอบถามข้างต้นพบü่าประโยค ที่มีการใช้จริงมีทั้งĀมด 3 ข้อ คือ ข้อ Q3 ふくよかでいらっしゃる Q4 のんびりしていらっ しゃる Q12 おっとりしていらっしゃる Āรือคิดเป็นร้อย 6.25 ในÿ่üนของข้อ Q1 庭師にわしが必要ひつよう ですわね Q2 いつもお元気げんきそうで Q5 お人 ひとはよろしいのですけれど Q6 合理的 ごうりてきなことに徹 てっ し ていらっしゃる Q7 贅沢ぜいたくなことがお嫌 きらいなの Q8 世渡よわたりに長けていらっしゃる Q9 頓 着 とんちゃくがな いお方 かたですから Q10 自信じしんがおありで Q11 お気 き だてに難 なんがおありで Q13 お目立め だ ちになる方 ほう ではいらっしゃらない Q14 はっきりしていらしてQ15 Q15 お地味じ み な(お派手は で な)ご趣味しゅみでいら して Q16 個性的 こせいてきな 装 よそおいをなさる方 かた で ไม่พบถึงการใช้จริงของผู้ตอบแบบÿอบถาม ÿรุป ภาþากุลÿตรี( お嬢様言葉 じょうさまことば )เป็นภาþาผู้Āญิงที่ถูกใช้เพื่อแÿดงถึงกิริยามารยาทและภาพลักþณ์ของĀญิง ÿาüที่ดูงดงาม ÿุภาพ อ่อนโยนในÿายตายของคนภายนอก คำĀยาบที่ปรากฎในภาþากุลÿตรีก็มักจะการพูดเÿียดÿี ประชดชัน ไม่พูดคำĀยาบโดยตรง ซึ่งทั้งภาþากุลÿตรีและคำĀยาบในภาþากุลÿตรีมักจะไม่ปรากฏการใช้ใน ชีüิตประจำüัน แต่มักจะปรากฏการใช้ภาþากุลÿตรีในอนิเมะ มังงะ โดยผลการýึกþาของผู้üิจัยพบü่า ในปัจจุบันมีการรับรู้ถึงคำĀยาบในภาþากุลÿตรีจำนüนĀนึ่ง แต่การใช้ จริงของคำĀยาบในภาþากุลÿตรีมีน้อยมาก กล่าüคือ พบการใช้จริงเพียง 3 คำ ได้แก่ ふくよかでいらっしゃる ที่Āมายถึง อüบขึ้น กล่าüโดยอ้อมถึงคนที่มีรูปร่างอ้üน ÿ่üนประโยค のんびりしていらっしゃる กับประโยค おっとりしていらっしゃ る ที่มีคüามĀมายในการü่าร้ายคนที่ขี้เกียจĀรือทำตัüเอื่อยเฉื่อย ก็ถูกใช้ในการพูดกล่าüกับเพื่อนĀรือคนรู้จักที่ทำตัüเอื่อย ๆ ซึ่งผู้ตอบแบบÿอบถามระบุü่า มิได้เป็นการกล่าüร้าย แต่เป็นเพียงการพูดเล่นกับเพื่อนÿนิทเท่านั้น ผู้üิจัยÿันนิþฐานü่า ÿาเĀตุที่ภาþากุลÿตรีมีการรับรู้ของคำĀยาบในภาþากุลÿตรีมากกü่าการใช้จริง เนื่องจาก ในÿื่อบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ ซี รีย์ อนิเมะ มังงะ ยังไม่ปรากฏการใช้คำĀยาบในภาþากุลÿตรีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนüแฟนตาซี ดังนั้น ผู้คนในÿังคมจึง ยังมีการรับรู้ถึงคำĀยาบในภาþากุลÿตรีอยู่บ้าง เอกÿารอ้างอิงĀลัก จักริน จุลพรĀม. (2564). คำÿแลงที่ใช้เพื่อบริภาþในทüิตเตอร์. คำ ÿแลงที่ใช้เพื่อบริภาþในทüิตเตอร์. üารÿารüิชาการคณะมนุþยýาÿตร์และÿังคมýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏนครÿüรรค์, 8(1) : 58-71. cktt. (2021). 【お嬢様言葉 50 選】語尾の特徴から日常挨拶、悪口ま で一挙ご紹介!. เข้าถึงได้จาก https://cktt.jp/119293. happymail. (2021). お嬢様言葉の 9 つの特徴&3 つの鉄則!上品な 挨拶から悪口の言い方まで解 説. เข้าถึงได้จาก https://happymail.co.jp/happylife/characteristic/ladyswords/. อ."#ธ% เ'องศ*(+ป-กษา)
เอกÿารĀลังการประชุมüิชาการระดับชาติÿมาคมญี่ปุ่นýึกþาแĀ่งประเทýไทย ครั้งที่ 17 Proceedings of the 17th Annual Conference of JSAT 146 ถอดบทเรียน: การýึกþา “คüามÿ าเร็จและการเติบโตของüัยรุ่น” ในมุมมองของจิตüิทยาพัฒนาการ ผ่านอนิเมะเรื่อง “กันดั้มแม่มดจากดาüพุธ” Exploring Personal Growth and Achievements during Adolescence: a Developmental Psychology Case Study of “Mobile Suit Gundam the Witch from Mercury” เบญจรัตน์ จงจ ำรัÿพันธ์ (นักวิจัยอิสระ) Bencharatana Jongjumruspun (Independent Scholar) “ถ้ำĀนีจะได้เพียงĀนึ่ง ถ้ำเดินĀน้ำจะได้ถึงÿอง” เป็นประโยคÿ ำคัญจำกเรื่องกันดั้มแม่มดจำกดำวพุธที่ÿะท้อน ถึงเรื่องกำรพัฒนำตนเองของวัยรุ่น และกลำยเป็นวัตถุประÿงค์ของบทควำมชิ้นนี้คือ ถอดบทเรียนกำรใช้ชีวิตของตัว ละครจำกเรื่อง “กันดั้มแม่มดจำกดำวพุธ” ในเรื่องควำมÿ ำเร็จของวัยรุ่น เมื่อถอดค ำออกมำในมุมจิตวิทยำ จะได้เป็นค ำ ว่ำ “กำรเติบโตภำยใน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบĀนึ่งของÿุขภำวะจิตที่ดี ของ Ryff & Keyes (1995) ที่Āมำยถึง กำรที่เรำ รับรู้ว่ำตัวเรำพัฒนำได้ นอกจำกนี้ยังตรงกับค ำว่ำ “ควำมÿ ำเร็จ” ในองค์ประกอบÿุขภำวะองค์รวมของ Seligman (2011) คือ ควำมÿ ำเร็จที่ตนเองประเมินว่ำ ตนÿำมำรถเดินทำงตำมเป้ำĀมำยได้ถูกต้อง มองในเรื่องกำรกระท ำมำกกว่ำ ผลลัพธ์ÿุดท้ำย ผ่ำน 2 ตัวละครคือ ซูเล็ตต้ำ เมอร์คิวรี่ และ กูเอล เจเติร์ก