The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pooh_pooh_55_, 2021-04-06 08:31:23

Animalia Kingdom

kingdom(1)

1

2

3

1

อาณาจกั รสตั ว์ (Kingdom Animalia)

ส่ิงมีชีวิตที่จดั อยู่ในอาณาจกั รมีมากกว่า 1.7 ล้านสปีชีส์ ในจานวนน้ีเปน็ แมลงประมาณ 6 แสนชนดิ
สตั ว์ถือเปน็ สงิ่ มชี วี ติ ท่ีมีความสาคญั ต่อระบบนิเวศในแง่ของผบู้ ริโภค ซง่ึ เป็นผลทาใหม้ ีการถ่ายทอดพลังงานไป
ยังผู้บริโภคระดับต่าง ๆ นอกจากน้ีสัตว์ยังเป็นตัวทาให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซ่ึงมีความสาคัญในการ
สงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื และกอ่ ใหเ้ กิดความสมดลุ ในธรรมชาติ

1. เซลล์แบบยคู าริโอต (Eukaryotic Cell) คือเซลล์ที่มเี ยื่อหุ้มนิวเคลียส ในไซโทพลาสซึมมีออรแ์ กน
เนลล์ตา่ ง ๆ กระจายอยู่

2. ร่างกายประกอบด้วยเซลลช์ นิดทีไ่ ม่มผี นังเซลล์ เรียกวา่ เซลล์สตั ว์ ทาใหเ้ ซลลม์ ลี ักษณะออ่ นนุ่มและ
แตกต่างไปจากเซลล์พืช เซลล์เหล่าน้ีจะมารวมกันเป็นเน้ือเยื่อเพ่ือทาหน้าท่ีเฉพาะอย่าง ซึ่งพบว่าเซลล์ใน
เน้ือเย่ือมักมีขนาดและรูปรา่ งเหมือนกัน มีการประสานการทางานระหว่างกัน สัตว์ช้ันสูงมเี น้ือเยื่อหลายชนิด
สามารถจาแนกตามหนา้ ทแ่ี ละตาแหน่งท่ีอยูข่ องรา่ งกายเปน็ 5 ประเภท คือ เนอื้ เย่อื บผุ วิ (Epithelial Tissue)
เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (Muscular Tissue) เน้ือเย่ือลาเลียง (Vascular
Tissue) และเน้ือเย่ือประสาท (Nervous Tissue)

3.สร้างอาหารเองไมไ่ ด้ เพราะไม่มคี ลอโรฟิลล์ ดังน้นั การดารงชวี ติ จงึ ต้องกนิ สงิ่ มชี ีวิตอ่ืนเปน็ อาหารซงึ่
อาจเปน็ พืชหรือสัตว์ดว้ ยกัน การดารงชีวติ จึงมกั เปน็ แบบผลู้ า่ เหยอ่ื หรือปรสติ เสมอ

4.โดยท่วั ไปเคลื่อนที่ได้ดว้ ยตนเองตลอดชีวิต มีบางชนดิ พบวา่ เมอ่ื เป็นตวั เต็มวัยแลว้ เกาะอย่กู บั ที่

5.โดยส่วนใหญ่สามารถตอบสนองต่อส่ิงเร้าได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีระบบประสาท มีอวัยวะรับ
ความรูส้ ึกและตอบสนอง เช่น การกินอาหาร การขบั ถ่าย การสบื พันธุ์ เป็นตน้

ระดับการทางานรว่ มกันของเซลล์ (Level of Cell Organization)

โดยดูการร่วมกันทางานของเซลล์และการจัดเป็นเน้ือเย่ือนั้น มีลักษณะเป็นอย่างไรมากหรือน้อย
เพียงใด ซ่ึงทาใหแ้ บง่ สัตวอ์ อกเปน็ พวกใหญ่ๆ คอื 1.1 เนือ้ เยอื่ ที่ไมแ่ ทจ้ ริง (No True Tissue) เรยี กสตั วก์ ลุม่ นี้
วา่ พาราซวั (Parazoa) เนอ่ื งจากเซลล์ในสตั ว์กลมุ่ น้ีไมม่ ีการประสานงานกันระหวา่ งเซลล์ โดยเซลล์ทกุ เซลลจ์ ะ
มีหนา้ ทีใ่ นการดารงชีวติ ของตนเอง หนา้ ท่ที ่วั ไป คือ สบื พันธุ์ ได้แก่ พวกฟองนา้

เน้ือเยื่อที่แทจ้ ริง (True Tissue) เรียกสตั ว์กล่มุ นว้ี ่า ยูเมตาซัว (Eumetazoa) ซึ่งเนื้อเยื่อจะถกู สร้าง
ข้ึนเปน็ ชั้น หรือเรียกว่า ช้นั ของเนื้อเย่ือ (Germ layer) มี 2 ประเภท คือ

เนื้อเยื่อ 2 ชั้น (Diploblastica) ประกอบด้วยเน้ือเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) และเน้ือเย่ือชั้นใน
(Endoderm) ไดแ้ ก่ พวกไฮดรา แมงกะพรุน โอบีเลยี

เนื้อเย่ือ 3 ชั้น (Triploblastica) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อช้ันนอก ชั้นกลาง (Mesoderm) และช้ันใน
ไดแ้ ก่ พวกหนอนตวั แบนข้ึนไป จนถงึ สตั ว์ท่ีมกี ระดกู สนั หลัง

2

ชนั้ ของเนอื้ เยอื่
ท่ีมา https://sites.google.com/

สมมาตร (Symmetry)

คอื ลักษณะการแบง่ ร่างกายออกเปน็ ซีกๆ ตามความยาวของซกี เท่าๆ กนั มอี ยู่ 3 ลกั ษณะ ได้แก่
1.ไม่มีสมมาตร (Asymmetry) มีรูปร่างไม่แน่นอน ไม่สามารถแบ่งซีกซ้ายและซีกขวาได้เท่า ๆ กัน

ไดแ้ ก่ พวกฟองนา้
2.สมมาตรแบบรศั มี (Radial Symmetry) ร่างกายของสตั วจ์ ะมีรูปร่างคล้ายทรงกระบอก หรือล้อรถ

ถ้าตดั ผา่ นจุดศนู ย์กลางแล้วจะตดั อยา่ งไรก็ได้ 2 สว่ นท่เี ทา่ กันเสมอ หรือเรยี กวา่ มีสมมาตรทผ่ี า่ ซกี ไดเ้ ท่า ๆ กนั
หลาย ๆ คร้งั ในแนวรัศมี ไดแ้ ก่ สัตว์พวกไฮดรา แมงกะพรนุ ดาวทะเล เม่นทะเล

3.สมมาตรแบบครึ่งซีก (Bilateral Symmetry) หรือมีสามาตรท่ีผ่าซีกได้เท่า ๆ กัน เพียง 1 ครั้ง
สมมาตรแบบนส้ี ามารถผ่า หรือตดั แบ่งครึ่งร่างกายตามความยาวของลาตวั แลว้ ทาให้ 2 ขา้ งเท่ากนั ได้เพยี งครงั้
เดียวเทา่ นน้ั ได้แก่ พวกหนอนตัวกลม แมลง สัตว์มีกระดกู สนั หลงั

3

ลักษณะสมมาตรแบบครึ่งซกี
ท่มี า https://www.baanjomyut.com/

ลักษณะการสมมาตร
ท่มี า https://sites.google.com/

4

การเปลยี่ นแปลงของบลาสโทพอร์ (Blastophore) ซึง่ สามารถแบง่ สตั ว์ตามการเกิดช่องปากได้ 2
กลุ่ม คือ

1.โปรโตสโตเมีย (Protostomia) เป็นสัตวพ์ วกทีช่ อ่ งปากเกิดก่อนช่องทวารในขณะท่เี ป็นตวั อ่อน ซึ่งชอ่ ง
ปากเกิดจากบลาสโตพอร์ หรอื บริเวณใกล้ ๆ บลาสโตพอร์ (Blastopore) ได้แก่ พวกหนอนตวั แบน หนอนตัว
กลม หนอนมปี ล้อง หอย สตั ว์ขาปลอ้ ง

2.ดวิ เทอโรสโตเมีย (Deuterostomia) เป็นสตั ว์พวกทช่ี ่องปากเกิดภายหลงั ช่องทวาร เกดิ จากชอ่ งใหม่
ทีจ่ ะเจริญพฒั นาไปเป็นทางเดินอาหารซง่ึ อยู่ตรงข้ามกบั บลาสโตพอร์ ได้แก่ พวกดาวทะเล และสตั วม์ กี ระดกู
สนั หลงั

การแบ่งเซลล์ของตวั ออ่ นระยะต่างๆ
ทมี่ า https://www.gotoknow.org/
ชอ่ งว่างภายในลาตวั (body Cavity) สัตวพ์ วกที่มสี มมาตรแบบครึง่ ซีก จะมลี กั ษณะของชอ่ งวา่ ง
ภายในลาตวั ที่แตกต่างกัน แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คอื
Acoelomate สัตวท์ ไ่ี ม่มีช่องวา่ งภายในลาตัว ในระหว่างช้นั Endoderm และ Ectoderm จะมี Solid
mass ของเซลล์ท่ี เรียกว่า Parenchyma ทาให้ไม่มีช่องว่างภายในลาตัว พบในสัตว์ที่อยู่ใน Phylum
Platyhelminthes ( หนอนตวั แบน )

5

Pseudocoelomate สัตว์ท่ีมีช้องลาตัวแบบเทียม จะมีช่องว่างอยู่รอบๆ ท่อทางเดินอาหารและอวยั วะ
ภายในซึ่งเป็นช้ัน Endoderm แต่จะไม่มีช้ัน Mesoderm มาบุช้ัน Endoderm น้ี เน่ืองจากชั้น mesoderm
จะบเุ ฉพาะส่วนของผนังลาตวั ซ่ึงเป็นชน้ั Ectoderm ทาใหเ้ กดิ ชอ่ งลาตัวเทียม (Pseudocoelom) พบในสตั ว์ท่ี
อย่ใู น Phylum Rotifera, Nemertea และ Nematoda

Coelomate สัตว์ที่มีสมมาตรแบบครง่ึ ซีกและมีการจัดเรยี งตัวของชั้นเนื้อเย่ือแบบ 3 ช้ันพวกที่เหลอื
จะเปน็ พวกท่ีมีชอ่ งว่างลาตวั ทแ่ี ทจ้ ริง (True Coelom หรอื Eucoelomate) ช่องวา่ งภายในลาตวั ดา้ นทตี่ ดิ กับ
อวัยวะภายในและดา้ นท่ีตดิ กับผนังลาตวั จะถกู ห่อหุ้มดว้ ยเนอื้ เย่ือช้ัน Mesoderm

การเกิดชอ่ งวา่ งภายในลาตวั
ทม่ี า https://www.scimath.org/

6

ทางเดนิ อาหาร (Digestive tract)

โดยทั่วไปแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ลกั ษณะ คอื
1.ทางเดินอาหารแบบไมส่ มบรู ณ์ (Incomplete Digestive Tract) เปน็ ทางเดินอาหารของสตั ว์ทมี่ ปี าก

แตไ่ ม่มที วารหนกั หรอื มชี ่องทางเดนิ อาหารเขา้ ออกทางเดียวกัน หรือทางเดินอาหารแบบปากถุง (One-hole-
sac) ได้แก่ พวกไฮดรา แมงกะพรนุ หนอนตวั แบน

2.ทางเดนิ อาหารแบบสมบรู ณ์ (Complete Digestive Tract) เป็นทางเดินอาหารของสัตวท์ ีม่ ีทง้ั ปาก
และทวารหนัก หรือมชี อ่ งทางเขา้ ออกของอาหารคนละทางกนั หรอื ทางเดินอาหารแบบทอ่ กลวง (Two-hole-
tube) ไดแ้ ก่ พวกหนอนตัวกลม จนถึงสัตวม์ ีกระดกู สนั หลงั

การแบง่ เปน็ ปลอ้ ง (Segmentation)

1.การแบ่งเปน็ ปลอ้ งเฉพาะภายนอก (Superficial Segmentation) เปน็ การเกดิ ปล้องขน้ึ เฉพาะทส่ี ่วนผิว
ลาตัวเทา่ นั้นไมไ่ ดเ้ กิดตลอดตัว เช่น พยาธิตวั ตดื

2.การแบง่ เป็นปล้องทแี่ ท้จริง (Metameric Segmentation) เปน็ การเกดิ ปลอ้ งขน้ึ ตลอดลาตวั ท้ังภายนอก
และภายใน โดยข้อปล้องเกดิ ข้ึนในเนอ้ื เยอ่ื ชนั้ กลาง ทาให้เนอื้ เยื่อชั้นอื่นๆ เกดิ เป็นปลอ้ งไปดว้ ย ได้แก่ ไส้เดือน
ก้งุ ปู แมลง ตลอดไปจนสตั ว์มกี ระดูกสันหลงั ทุกชนิด (เอกสารอา้ ง หนังสอื หลักชีววิทยา 1 Principles Of
Biology 1 สาขาชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ทักษณิ วิทยาเขตพัทลุง)

7

Phylum Porifera (พอริเฟอรา)

ลกั ษณะทั่วไป (General Characteristics)

Porifera (Porus = รู + Ferre = มี) ประกอบด้วยสัตว์ท่มี ีช่ือเรยี กทั่วไปว่า ฟองน้า (Sponges) การ
ตั้งชื่อไฟลัมน้ีสืบเน่ืองจากลักษณะลาตัวของฟองน้ามีรูพรุนเล็ก ๆ เต็มไปหมดทั้งตัว รูพรุนเหล่าน้ีจะเป็น
ทางผ่านเข้าของนา้ ซึง่ เป็นการนาเอาออกซิเจนและอาหารเข้าสฟู่ องน้า ฟองน้าเป็นสตั ว์ท่ีไม่มีอวัยวะลักษณะ
เนื้อเยอ่ื ขาดการประสานงานระหวา่ งเซลล์จงึ ไมเ่ ปน็ เนอ้ื เยอ่ื ท่ีแทจ้ ริง และจากการที่ตวั แกข่ องฟองน้าเปน็ สตั วท์ ่ี
เกาะอยู่กบั ท่ีจึงไม่มีอวยั วะรบั รู้ความรสู้ ึกและระบบประสาท

ความสาคัญของฟองน้ามีไม่มาก ในสมัยก่อนมีการเพาะเล้ียงฟองน้าถูตัวเป็นการค้า แต่ปัจจุบันก็มี
ฟองน้าวิทยาศาสตร์ซ่งึ ราคาถูกกวา่ เข้ามาแทนที่ ส่วนความสาคญั ทางด้านวิชาการนั้น ฟองนา้ เป็นสตั ว์กึง่ กลาง
ระหว่างส่งิ มีชวี ติ เซลล์เดยี วและสตั ว์หลายเซลล์ชนดิ ทม่ี เี นือ้ เยอ่ื ทแ่ี ทจ้ รงิ

ทีม่ า https://quizlet.com/

ลกั ษณะทวั่ ไปของฟองนา (General Characteristics)

1.การท่ีเซลล์ในเนื้อเย่ือทางานเป็นอิสระต่อกัน การจัดระบบร่างกายของฟองน้าจึงเป็นระดับเซลล์
(Cellular Grade)

2.ฟองน้ามกี ารหมนุ เวียนน้าผา่ นเข้าสู่ลาตวั น้าที่ผา่ นเข้าในปรมิ าตรสูงแต่เปน็ การไหลเวียนอยา่ งชา้ ๆ
(แรงดันต่า) น้าท่ีผ่านเข้าไปน้ีจะเป็นสว่ นสาคัญสาหรบั การดารงชีวิตของฟองน้าคือ การกินอาหารการหายใจ
การหมนุ เวยี น การกาจดั ของเสยี และการสืบพันธุ์ จะเกดิ ขึน้ ในขณะท่ีมกี ารไหลเวยี นของนา้

8

ภาพ โครงสร้างของฟองน้า
http://www1a.biotec.or.th/

การหมุนเวยี นนา (Water Circulation)

การหมุนเวยี นนา้ มคี วามสาคัญยงิ่ ในการดารงชีวิตของฟองน้า นา้ ผ่านเข้าตวั ฟองนา้ ในปรมิ าตรสูง แต่
เป็นการไหลเวียนอย่างช้า ๆ (แรงดันต่า) น้าท่ีผ่านเข้าจะนาอาหารและออกซิเจนมาให้ฟองน้าใช้ในการ
ดารงชีวิต และทาให้เกิดการหมุนเวียน การกาจัดของเสีย และการสืบพันธุ์ การหมุนเวียนน้าผ่านเข้าไปตาม
ส่วนต่างๆของลาตัวเร่มิ จากลกั ษณะการหมุนเวียนน้าแบบง่ายแล้วพฒั นาให้มีความซับซ้อนมากข้ึนตามลาดบั
พัฒนาการนเี้ กิดขึน้ เพอ่ื เพิม่ พน้ื ทีข่ องเนอื้ เยอ่ื ทม่ี หี น้าท่ใี นการกินอาหารใหม้ ากขึน้ คอื เปน็ การเพม่ิ พ้ืนทผ่ี ิวของ
โคเอโนไซต์ ทาให้กินอาหารได้มากข้ึน ฟองน้าเติบโตได้ดีข้ึน การหมุนเวียนน้าผ่านไปเข้าในตัวฟองน้าท่ีมี
ลักษณะเป็นแบบพื้นฐาน 3 แบบ มีดงั น้คี ือ

1.แบบแอสโคนอยด์ (Asconoid Pattern) เป็นลักษณะทางเดินน้าแบบงา่ ยทส่ี ดุ ฟองน้าที่มีทางเดิน
นา้ แบบนม้ี เี พยี ง 2 สกุลคือ Leucosolenia และ Clathrina ซึ่งเป็นฟองน้าขนาดเลก็ ท่ีมกั อย่รู วมกันเปน็ โคโลนี
ลาตัวเป็นท่อหรือเป็นถุง ช่องกลางท่อคือสปนั โกซิลบุดว้ ยโคเอโนไซต์ ช่องเปิดใหญ่ตรงขา้ มด้านที่ยึดเกาะคอื
ออสคูลลัม บนผนงั ทอ่ มรี ูพรนุ เต็มไปหมดคอื ออสเทีย

2.แบบไซโคนอยด์ (Syconoid Pattern) เป็นแบบท่ีพัฒนามาจากแอสโคนอยด์ และแบ่งย่อยเป็น 2
แบบ คือ Simple Syconoid และ Complex Syconoid

2.1Simple Syconoid เกิดจากผนังตัวแบบแอสโคนอยด์โป่งออก (Evaginated) โดยรอบ เกิดเป็น
แขนงจานวนมากอยู่รอบๆผนังเดมิ โคเอโนไซตซ์ ่งึ เดมิ เคยบอุ ย่ใู นสปนั โกซลิ จะมาบุอยใู่ นแขนงเหล่านีแ้ ทนเม่ือ
มาดทู ส่ี ่วนแขนงเหลา่ นี้จะพบว่ามีลกั ษณะผนังตามลักษณะทั่วไปคอื ประกอบด้วยพนิ าโคเดิรม์ มโี ซฮิล โคเอโน
เดริ ์ม และชอ่ งกลวงในแขนงนีเ้ ปน็ ช่องตอ่ มาจากสปันโกซิลเดิม แขนงส่วนนโี้ ปง่ ออกมาในแนวรัศมจี ากผนังเดมิ
จึงเรียกว่าแขนงรัศมีหรือช่องในแนวรัศมี (Radial Canal, Radial Chamber) แต่ถ้าดูภายในช่องกลวงจะ
พบว่าโคเอโนไซต์ท่อี ยู่หนาแน่นในช่องเลก็ ๆน้ีจะมีแฟลเจลลมั ยาวย่ืนออกมามากมายเต็มช่องน้ี จึงเรียกไดอ้ ีก
ช่ือหนึ่งว่าช่องแฟลกเจลลาหรือห้องแฟลกเจลลา (Flagelated Canal, Flagelated Cham-ber) หรืออาจ

9

เรยี กว่าชอ่ งของโคเอโนไซต์ (Choanocyte Canal, Choanocyte Chamber) แขนงเหลา่ นมี้ ชี ่องเปิดทเ่ี รยี กวา่
โพรโชพายล์ (Prosopyle) และจุดที่เกิดการโป่งออกของแขนงจะเปน็ ช่องนา้ ออกจากแขนงเข้าสปันโกชิลคอื
อโพพายส์ (Apopyle) ส่วนในสปันโกซิลซ่ึงเป็นทางน้าออกจะบดุ ้วยเอนโดพินาโคไซต์ ฟองน้าที่มีทางเดินนา้
แบบนี้จะแขนงที่สัมผัสอยู่กับน้าโดยตรงไม่มีการยึดเกาะระหว่างแขนงคือ Syceta แต่ไซโคนอยด์ส่วนใหญ่
แขนงในเป็นอิสระจากกนั ปลายของแขนงมเี ยือ่ บางๆ (Membrane) ยึดระหว่างกนั และมีรเู ปดิ อยูบ่ นเย่ือให้นา้
ผ่านเขา้ ไปในช่องวา่ งระหว่างแขนงรัศมี คอื ทอ่ น้าเข้า (Incurrent canal) แล้วจึงผา่ นเข้าโพรโซพายล์

2.2Complex Syconoid เปน็ ไซโคนอยดท์ พ่ี ัฒนาดีข้ึนอกี ระดับหนง่ึ คอื พินาโคเดริ ์มและมโี ซฮิลหนา
ขึ้นมากเป็นเน้ือเย่ือผิว (Aermal Tissue) หรือคอร์เท็กซ์ (Cortex) ผนังหนาตรงบริเวณปลายแขนงรัศมีจะ
เช่ือมต่อกันเกดิ เป็นผนังเรียบคลมุ อยดู่ ้านนอก ช่องว่างท่ีอยู่ในคอรเ์ ท็กซค์ ือท่อน้าเข้าบุด้วยพินาโคไซดบ์ นผิว
ของคอรเ์ ท็กซ์น้ีจะมชี อ่ งให้น้าผา่ นเข้า ซองนา้ เข้าคอื Aermal Pore ทางเดนิ นา้ ของ Complex Sycornoid จึง
เพม่ิ Aermal Tissue เขา้ ไปดว้ ย ฟองน้าทมี่ ีทางเดนิ น้าแบบนค้ี ือ Grantia

3.แบบลวิ โคนอยด์ (Leuconoid Pattern) เป็นลักษณะการหมุนเวียนน้าที่พฒั นามาดที ี่สดุ โดยท่ีแขนง
รัศมใี นแบบไซโคนอยดม์ ีการโปง่ ออกโดยรอบอกี คร้ังหนงึ่ เกดิ เป็นแขนงรศั มเี ลก็ ๆ (Small Radial Chamber)
รอบแขนงรศั มเี ดมิ โดเอโนไซตบ์ ุอย่ใู นแขนงเลก็ ๆเหลา่ น้ี แขนงเดิมรวมท้งั สปันโกซิลลดขนาดลงเปน็ ท่อนา้ ออก
(Excurrent Canal ทางเดนิ นา้ แบบลวิ โคนอยด์ด์เปน็ ลกั ษณะของทางเดนิ นา้

ภาพแสดงสว่ นประกอบตา่ งๆของฟองนา้
https://sites.google.com/

ระบบการหายใจ (Respiratory System)

ฟองน้าไม่มีอวัยวะในการหายใจและขับถ่าย แต่ฟองน้าได้รับออกซเิ จนและกาจดั ของเสียโดยวิธีการ
แพร่ผ่านเยอ่ื หุ้มเซลลข์ องแต่ละเซลล์ นอกจากน้ีอมีโนไซด์และโคเอโนไซตข์ องฟองนา้ น้าจืดยงั มคี อนแทรก็ ไทล์
แวควิ โอล อยดู่ ้วย

10

จะเห็นได้ว่าพฤตกิ รรมในการดารงชีวิตของฟองน้าจะต้องอาศัยการไหลเวียนของกระแสน้าผา่ นตัว
ซึ่งมีแรงดันน้าที่ต่ามาก เช่น ฟองน้าลิวโคนอยด์ชนิด Leuconia ซึ่งเป็นฟองน้าขนาดเล็กสูงไม่เกิน 10
เซนติเมตร เส้นผ่าศนู ย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร จะมที ่อนา้ เขา้ (Incurrent Canal) ประมาณ 81,000 ทอ่
อัตราเรว็ ของน้าในการไหลผ่านท่อเหล่านี้จะอยูป่ ระมาณ 0.1 เซนติเมตร ต่อวินาที สาหรับแขนงรัศมี (radial
Canal) ซ่งึ มีอยู่กวา่ 2 ลา้ นซ่อง อตั ราเรว็ ของนา้ ไหลผา่ นลดลงเหลอื 0.001 เซนตเิ มตร ต่อวนิ าที อตั ราการไหล
ที่ช้ามากนี้ทาใหโ้ คเอในไซต์มีเวลาจะดกั จับอาหารท่ีมากับนา้ และมีการแลกเปลีย่ นแก๊สได้ อัตราเรว็ ของน้าที่
ไหลออกไปทางออสคลู มั ประมาณ 8.5 เซนติเมตร ต่อวินาที แรงดนั นา้ ทเี่ พ่มิ ขึน้ นจ้ี ะส่งกากอาหารและของเสีย
ให้พุ่ง ออกไปไกลตัวสาหรับการตอบสนองของฟองน้าต่อส่ิงเร้ามีน้อยมาก และถ้ามีการตอบสนองก็เป็นไป
อยา่ งช้าๆเชน่ ร่องเปิดบนลาตัวฟองน้าสามารถหดปิดและเปดิ ออกได้ช้ามาก

ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System)

ฟองนา้ สืบพันธ์ุทงั้ แบบอาศัยเพศและแบบไม่อาศัยเพศ

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการแตกหน่อ (Bucting) การแตกหน่อภายนอก (External
Budding) หน่อใหม่ท่เี กิดข้ึนจะเจริญจนมขี นาดพอควร จึงหลุดจากตัวแม่เจริญเป็นตัวใหม่ หรืออาจคงอยู่ใน
ลักษณะของโคโลนี ส่วนการแตกหน่อภายใน (Internal Budding) หรือการเกดิ เจมมูล (Gemmulation) จะ
เกิดในฟองน้าน้าจืดและฟองน้าทะเลบางชนิด การสร้างเจมมูลมปี ัจจยั ทเ่ี กี่ยวข้องคือแสงและอุณหภูมิเจมมูล
เกิดจากอาร์คีโอไซต์มารวมตัวกันอยู่ในมีโซฮิลแล้วมีเปลือกไอตินหุ้ม และอาจมีหรือไม่มีขวากซิลิกอนมาหมุ้
เม่ือตัวแมต่ ายไป เจมมูลยังคงอยู่รอดได้ เป็นลกั ษณะการดารงพนั ธ์แุ บบหนงึ่ การฟักตัวของเจมมลู ไม่เก่ยี วข้อง
กบั ฤดกู าล แตเ่ ชือ่ วา่ เกิดจากปจั จยั ภายในและความตอ้ งการอาหาร มีการค้นพบวา่ เจมมลู ของฟองนา้ บางชนดิ
จะสร้างสารห้ามการฟักตัวในระยะแรกของการเกิดเจมมูล เจมมูลฟักออกมาทางช่องเปิดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า
ไมโครพายล์ (Micropyle)

การสืบพันธแุ์ บบอาศัยเพศ ฟองนา้ มีทัง้ ชนิดทีเ่ ป็นโมนเชียล (Monoecious) และชนดิ ทเี่ ป็นไดอีเชยี ส
(Dioecious) ถ้าเป็นโมนีเซียสจะเป็นแบบโพรแทนตรี (Protandry) คือการที่สัตว์ที่มีเพศรวมจะผลิตสเปริ ม์
ก่อนผลติ ไข่ อารค์ ีโอไซตแ์ ละโคเอโนไซต์ของฟองน้าจะแปรสภาพไปเป็นไข่และสเปิรม์ เกดิ การปฏสิ นธขิ ้ามตัว
อยใู่ นมีโซฮิล เอมบริโอเจริญเปน็ ตัวออ่ นอยใู่ นมโี ซฮลิ แล้วจึงออกมากับกระแสน้าทาง

ระบบหมนุ เวยี นน้า ตัวออ่ นของฟองนา้ มี 2 แบบคือ

1.แอมฟิบลาสทูลา (Amphiblastula) เป็นระยะตัวอ่อนของฟองน้าใน Class Calcisposis และ

Subclass Homoscleromorpha ของ Class Demospongiae ไข่ท่ีได้รับการปฏิสนธิจะพัฒนาขึ้นมาเปน็ ตวั

อ่อนท่ีมีลกั ษณะคล้ายระยะบลาสทลู าคือ เซลล์ทีเ่ รียงตัวรอบบลาสโทซลิ จะแบ่งเปน็ 2 กลุ่ม กลุ่มเซลล์ขนาด

ใหญ่ เรียกว่า มาโครเมียร์ (Macronmere) มีชอ่ งเปดิ อยู่ กลมุ่ เซลล์ขนาดเล็กท่มี แี ฟลเจลลมั หนั เข้าหาบลาสโท

ซีล เรียกว่า ไมโครเมียร์ (Micromete) จากนั้นไมโครเมียร์จะปลิ้นด้านในออกมาด้านนอกทางช่องเปิดของ

มาโครเมียร์ แฟลเจลลัมของไมโครเมียร์จึงออกมาอยู่ภายนอก เรียกตัวอ่อนระยะน้ีว่า แอมฟิบลาสทูลา

(Amphiblastula) ซึ่งจะเข้าสูร่ ะบบหมุนเวยี นน้าและออกมาภายนอกเมอ่ื หาทเี่ กาะได้แล้วเกิดแกสทรเู ลช่นั ไม

โครเมยี ร์จะเปน็ ด้านทป่ี ่มุ ลงไปในบลาสโทซิล เซลลใ์ นไมโครเมยี ร์จะพัฒนาไปเป็นช้ันเซลลช์ น้ั ในคือ โค

11

เอโนเดริ ม์ ส่วนมาโครเมียร์พัฒนาไปเป็นช้ันเซลลผ์ วิ ลักษณะน้ีต่างจากในดาเรยี และเมทาซัวอน่ื ๆซึ่งเซลลท์ ่มี ี
แฟลเจลลัมจะพัฒนาไปเป็นอิพิเดอร์มิส ดังนั้นเม่ือ 2 ชั้นของฟองน้าจึงเรียกว่าเย่ือผิวหนัง (Aermal
Epithelium) แทนเอคโทเดิร์ม และเย่ือบุภายใน (Inner Epithelium) แทนเอนโดเดิร์ม ตัวอ่อนจะยึดเกาะ
ทางดา้ นไมโครเมยี ร์ และทะลุด้านตรงขา้ มออกเป็นออสคลู มั

2.พาเรนไคมูลา (Parenchymula) เป็นตวั อ่อนของฟองนา้ ส่วนใหญ่ ลกั ษณะตวั ออ่ นเปน็ ก้อนเซลล์ท่ี
ตัน ผิวนอกเป็นเซลลท์ ี่มแี ฟลเจลลัมจงึ ว่ายนา้ ไดด้ ี เซลล์ท่ีอยู่ภายในเปน็ อารค์ ีโอไซต์ หลังจากตัวออ่ นยึดเกาะ
แลว้ เซลลแ์ ฟลเจลเลตทผ่ี วิ จะเคลอื่ นที่เข้าไปภายในตรงชอ่ งของมาโครเมยี รพ์ ัฒนาไปเป็นโคเอโนไซต์ สว่ นอารค์ ี
โอไซต์ภายในพัฒนาไปเป็นพินาโคไซต์ แล้วพัฒนาต่อไปเป็นฟองน้าตัวอ่อน (Immature Stage) ท่ีเรียกว่า
ระยะรากอน (Rhagon Stage) รากอนมีผนงั ทีห่ นามาก

การงอกใหม่ (Regeneration) และการเกิดเอมบริโอจากเซลล์ร่างกาย (Somatic
Embryogenesis)

ฟองน้ามคี วามสามารถสงู ในการงอกใหมเ่ พือ่ เสริมสรา้ งส่วนท่เี กดิ บาดแผลหรือขาดหายไป จึงเป็นการ
งอกใหม่ (Regeneration) เพื่อรักษาบาดแผล แต่ถ้าฟองน้าถูกตัดออกเป็นชิ้นขนาดเลก็ หรือถ้าแยกเซลลใ์ น
ฟองน้าออกจากกันหมดแล้วปล่อยท้ิงไว้จะเกดิ การรวมกลุ่มเป็นเซลล์กลุ่มเลก็ ๆ ซ่ึงชิ้นของฟองน้าแต่ละช้ิน
และกลุ่มเซลล์แต่ละกลมุ่ สามารถเติบโตข้ึนมาเป็นฟองน้าใหม่ได้ การเกิดฟองน้าแบบน้ีเป็นการเกิดเอมบรโิ อ
จากเซลล์ร่างกาย (Somatic Embryogenesis) ซึ่งให้ประโยชน์ในการเพาะเล้ียงฟองน้าถูตัวที่เป็นฟองน้า
เศรษฐกิจในสมัยก่อน การรวมตัวของเซลลจ์ ะเกิดข้ึนในสปซี ีเ่ ดยี วกนั และพบว่าอมโี บไซต์เปน็ เซลลท์ ท่ี าหน้าท่ี
รวบรวมเซลลเ์ ขา้ ดว้ ยกัน

12

การจัดหมวดหม่แู ยกจาแนกคลาสออกเป็น 4 คลาส (Classification)

1.Class Calcispongiae
เรียก ฟองน้าแคลคาเรยี เน่ืองจากเป็นฟองน้าทม่ี ีสปคิ ลู ที่เปน็ สารประกอบหนิ ปูนสปคิ ูลอาจเป็นแท่ง
เดียวหรือเป็นแฉก 3 แฉก หรือ 4 แฉก แท่ง สปิคูลมักจะแยกจากกัน แต่บางชนิดก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน
ขนาดของสปิคูลเทา่ กัน ลักษณะการหมุนเวียนน้ามที ั้ง 3 แบบ ไข่และสเปิรม์ เปลี่ยนแปลงมาจากโคเอโนไซต์
และปฏิสนธิภายใน ฟองนา้ กลมุ่ นี้ มีขนาดเลก็ สูงไม่เกิน 10 เซนตเิ มตร และมักอยูร่ วมกนั เปน็ กล่มุ ส่วนใหญม่ สี ี
คลา้ แตบ่ างชนิดมีสีสด เช่น สเี หลอื ง สแี ดง สีเขยี ว เปน็ ตน้ ฟองน้าแคลคาเรียดารงชีวติ อยใู่ นบริเวณชายฝ่งั

https://extreamrock.weebly.com/

2.Class Hyalospongtae (Hexactinolida)
มีชื่อเรียกท่ัวไปว่าฟองน้าแก้ว (Glass Sponge) ส่วนใหญ่ดารงชีวิตอยู่ในทะเลลึกประมาณ 500-
1,500 เมตร และมสี มมาตรรัศมี มีลักษณะรูปรา่ งคลา้ ยแจกันหรือกรวย มักเกาะกับพ้นื โคลนโดยกา้ นหรือราก
ท่ีเป็นสปิคูล (Root Spicules) ขนาดของฟองน้าแก้วสูงประมาณ 7.5-10 เซนติเมตร หรืออาจมากกว่า 1.3
เมตร ลักษณะเด่นคือมีสปิคซิลิกอนแบบหกแฉกทส่ี านต่อกันเป็นตาข่ายเป็นสปคิ ูลเด่น ทาใหม้ ีลกั ษณะคลา้ ย
ถว้ ยแก้วจดั เป็นโครงรา่ งแขง็ แรง สปิคูลมที ้งั ขนาดเลก็ และขนาดใหญ่การ
จัดเรียงตัวของฟองน้าแก้วมีลักษณะต่างจากฟองน้าอ่นื ๆทง้ั หมด ลาตัวที่เปน็ ท่อลอ้ มรอบสปองโกซลิ
นัน้ ไม่มีพินาโคเดิร์มปกคลมุ แตจ่ ะมเี ยื่อผวิ หนังบางๆ (Filmlike dermal membrane) คลมุ อย่บู นโครงร่างบน
เยื่อนี้จะมีรูเปิด (Ostia) ให้น้าผ่านเข้า ชั้นมีโซฮิลไม่มสี ารก้ัน อาร์คีโอไซต์และคอลเลนไซต์มีเท้าเทียมยื่นยาว
ออกมาเชื่อมสานกันเป็นตาข่าย (Trabecular net) ภายในตาข่ายนี้จะมีช่องคล้ายน้ิวมือ (Finger-shape
Chamber) ซง่ึ บดุ ว้ ยโคเอโนไซต์และเปดิ ออกสปองโกชิลกระจายอยู่ ออสคูลมั มีขนาดใหญ่และมแี ผน่ ตะแกรง
(Seivelike Plate) ปิดคลุมอยู่ ลักษณะของ Chamber ท่ีคล้ายนิ้วมือทาให้มีลักษณะค่อนมาทางลิวโคนอยด์
แต่โครงสรา้ งกต็ า่ งจากลิวโคนอยดอ์ ่ืนๆท้ังปวงเพราะมีโคเอโนไซต์กระจายอยทู่ ้งั หมด ไมไ่ ด้มีเฉพาะในCham-
ber ยอ่ ย จึงไมอ่ าจจดั เปน็ ลิวโคนอยดไ์ ด้

13

ฟองน้าแก้วท่ีมีช่ือเสียงเป็นที่รู้จักคือ Euplectella (Venus Flower Basket) ซึ่งเคยนิยมใช้เป็น
ของขวัญในงานแตง่ งาน ความหมายของของขวัญชนดิ นีค้ ือคาขวัญทวี่ ่า “จนกวา่ ความตายจะมาพรากจากกนั ”
(Till death us do part) สบื เน่อื งจากการทตี่ วั ฟองน้าเป็นทอ่ ปดิ ตวั อ่อนของสตั ว์ทะเลโดยเฉพาะกุ้งขนาดเลก็
สกุล Spongicola ทผี่ า่ นเขา้ ไปในตัวฟองน้าตามกระแสนา้ แล้วดารงชวี ิตอยู่ในตัวฟองน้าจนเม่ือตัวโตข้ึนจะไม่
สามารถผ่านตาขา่ ยของสปคิ ูลออกมา จึงตอ้ งอยภู่ ายในตัวฟองน้าจนตายไป

https://extreamrock.weebly.com/

3.Class Demospongjae
มฟี องนา้ ประมาณรอ้ ยละ 95 ของฟองนา้ ทง้ั หมดในไฟลมั ส่วนใหญ่เปน็ ฟองน้าขนาดใหญ่ สปคิ ูลเปน็
สารซิลิกอนท่ีไม่เป็นหกแฉก ฟองน้าในกลุ่มนี้มีหลายชนิดท่ีมีสปันจนเป็นที่ฝังตัวของขวาก และบางชนิดมี
เฉพาะสปันจินอย่างเดียว ทางเดินน้าเป็นแบบลวิ โคนอยด์ ดารงชีวิตในทะเลยกเว้น Family Spongilidae ท่ี
เป็นฟองน้าน้าจืด
ฟองน้าน้าจืดกระจายท่ัวไปในน้าท่ีมีออกซิเจนสูง ฟองน้าน้าจืดจะอยู่เปน็ กลุ่มก้อน เกาะอยู่ตามก่ิง
ก้านของพืชน้าหรอื ชิ้นไม้ในน้า ลักษณะคล้ายเศษสงิ่ ของท่ีมีรูพรุน สอี าจเป็นสอี อกน้าตาลหรือสอี อกเขียวสกุล
ที่พบทั่วไปคือ Spongilla และ Myenia ฟองน้านา้ จดื เตบิ โตดีในชว่ งกลางฤดรู อ้ น แต่บางชนิดก็พบวา่ เติบโตใน
ฤดหู นาว ฟองน้าจะตายและสลายตัวไปในปลายฤดหู นาวโดยทิง้ เจมมูลไวฟ้ องน้าน้าจดื มเี ย่อื ผิวคลุมตัว ใต้เย่ือ
ผิวเป็น Subdermal Space แบง่ เปน็ ส่วน ๆ ฟองน้านา้ จดื มักจะมอี อสคูลัมหลายอัน ซ่ึงอาจมีลักษณะย่นื ยาว
ออกคล้ายปล่องไฟสปคิ ูลมี 2 ขนาด สปิคูลขนาดใหญฝ่ ังตวั อยู่ในตาข่ายของสปันจินสปิคูลขนาดเล็กฝังอยู่ใน
เซลลข์ องฟองนา้
ฟองน้าทะเลมขี นาดรปู ร่างและสที ี่แตกต่างกันมาก บ้างเป็นกลมุ่ ก้อน บ้างเป็นทรงสูงและแตกแขนง
คลา้ ยนิว้ บางชนดิ เต้ียและแผ่กว้าง บางชนิดเจาะฝังเขา้ ไปในเปลือกหอย บางชนดิ มรี ูปรา่ งคล้ายพดั แจกนั หรอื
ลกู บอล เป็นตน้ Oscarela และ Halsarca เป็นกลุ่มทโ่ี บราณ Loggerhead Sponge เปน็ ฟองน้าขนาดใหญม่ ี
เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางหลายเมตร

14

ฟองน้าถูตัว (Spongia, Hippospongia) เป็นกลุ่มฟองน้าที่เรียกว่า Horny Sponge โครงร่างเป็น
สปันจิน จึงเหมาะแก่การใช้ถูตัวในเวลาอาบน้า เมื่อเก็บฟองน้าถูตัวมาตากไว้ เน้ือเยื่อจะเนา่ เปอื่ ย ซึ่งจะล้าง
ออกเหลอื ก้อนสปนั จนิ ไว้ใช้ ฟองน้าถูตัวจงึ เป็นฟองนา้ ที่มคี ณุ ค่าทางการค้า (Commercial Sponge)

https://extreamrock.weebly.com/

4.Class Sclerospongae
มีฟองน้าน้อยชนิด ฝังตัวอยู่ตามรอยแยกของแนวปะการังจึงมักเรียกว่าฟองน้าปะการัง (Coraline
Sponge) ทางเดินน้าแบบลิวโคนอยด์ มีสปิคูลเป็นสารซลิ กิ อน และมสี ปันจนิ และมีช้นั ของหนิ ปนู เป็นโครงร่าง
บางๆหุ้มตัว ลักษณะอ่ืนๆเหมือนฟองน้าใน Class Demospongee (อ้างอิงจากหนังสือสัตววิทยา
นันทพร จารพุ นั ธ์ุ)

15

Phylum Cnidaria (ไนดาเรีย)

Cnidara (knide - ทาให้ระคายเคือง + arua - เก่ียวข้องกับ) เป็นสัตว์กลมุ่ ใหญม่ ีจานวนกว่า 9,000
ชนิด ชื่อไฟลัมได้มาจากเซลล์ท่ีเรียกว่าไนโดไซท์ (Cnidocytes) ไนโดไซท์มีออร์แกเนลล์เป็นถุงเข็มพิษท่ี
เรยี กว่านีมาโทซสี (Nematocysts) เปน็ ลักษณะเฉพาะของไฟลัมนีมาโทชสี พบได้ในไนดาเรยี และพบในสตั ว์ใน
Phylum Ctenophora อีกเพียง 1 ชนดิ เทา่ น้นั ช่อื ไฟลมั เดมิ คือ Coelenterata (koilos – กลวง + enteron
– ทางเดินอาหาร + ata - มีลักษณะ) ซ่ึงจะรวมเอา Ctenophora ไว้ด้วยเพราะมีลักษณะลาตัวกลวง
เช่นเดยี วกันสัตวใ์ นไฟลัมไนดาเรียดารงชวี ิตในทะเลในบริเวณนา้ ตน้ื เปน็ ส่วนใหญแ่ ต่มบี างชนดิ ทอ่ี ยูใ่ นน้าจืด

ลักษณะทัว่ ไป (General Characteristics)

1.เปน็ สตั ว์น้าในทะเลเปน็ สว่ นใหญ่ บางชนดิ อย่ใู นน้าจืด

2.สมมาตรรัศมี (Radial Symmetry) หรือสมมาตรครึ่งซีก (Bilateral Symmetry) คือเมื่อตัดตัวไน
ดาเรียผา่ นเสน้ กลางตวั (Central Axis) จากปากไปด้านตรงข้ามปากจะมีเพียง 2 ระนาบเทา่ นัน้ ท่จี ะแบง่ ตัวใน
ดาเรียออกเป็น 2 ส่วนที่เหมอื นกัน

3.รปู ร่างแบบพน้ื ฐานมี 2 แบบคอื โพลบิ (Polyp) และเมดซู า (Medusae)

4.โครงรา่ งภายนอกหรือภายในเปน็ องค์ประกอบ ประเภทไคติน แคลเซยี มหรือโปรตีน

5.ผนังตัวประกอบดว้ ยเนอ้ื เยื่อ 2 ช้ัน (Diploblastic) อพิ ิเดอมสิ และแกสโตรเดอมิส (Gastrodermis)
และมีมโี ซเกลยี (Mesoglea) คนั่ กลาง ในดาเรยี บางชนดิ มีเซลลแ์ ละเยื่อเกี่ยวพนั อยูใ่ นมโี ซเกลยี เน้อื เยื่อทั้งสอง
ชั้นทางานในลักษณะของเน้ือเยื่อ เช่น การหดส่วนลาตัว เป็นการทางานร่วมกันระหว่างเซลล์ และการ
ประสานงานของเซลล์ประสาท ดงั นน้ั จงึ จัดในดาเรียไว้ในระดับเน้อื เยอื่ (Tissue Grade)

6.ช่องกลางตัว (Gastrovascular Cavity) มีช่องเปิดเพียงช่องเดียวทาหน้าทเ่ี ปน็ ปากและทวารหนัก
มกั จะมหี นวดรอบปากหรือในบรเิ วณของปาก

7.ไนโดไซท์จะอยู่ในอิพิเดอมิส หรือแกสโตรเดอมิส หรือพบในเน้ือเยื่อท้ังสองชั้นไนโดไซท์มีมากที่
บริเวณหนวดซ่ึงอาจเรยี งตัวกนั เป็นกลมุ่ เรยี กว่าแบตเตอร่ี (Batteries)

8.มีตาขา่ ยของเซลล์ประสาท (Nerve Net) เซลล์ประสาทมแี ขนงแอกซอน (Axon) ท่ีประสานเขา้ กบั
เซลลร์ ับความรูส้ ึก

9.ระบบกล้ามเนอ้ื เปน็ เส้นใยตามยาว และตามขวาง แตกแขนงออกจากเซลล์บุผวิ ดา้ นนอกและดา้ นใน
ของผนังลาตวั

10.สืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ และสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการสร้างแกมีท
(Gamete) ในตาเรยี มีเพศแยก (Dioecious) หรอื เพศรวม (Nonoccious)

11.ไมม่ รี ะบบขับถ่ายและระบบหายใจ

16

12.ไม่มีชอ่ งตัว (Acoelom)

การมรี ูปร่างสองแบบหรือไดมอฟซิ มึ (Dirmorphism)

ไนดาเรียมีลกั ษณะรูปร่างทแ่ี ตกต่างกนั สองแบบและรูปร่างท้ังสองแบบน้ีจะมอี ยู่ในแตล่ ะภาคของวัฏ
จกั รชวี ิต รูปร่างทีเ่ ป็นรูปแบบพื้นฐานสองแบบน้คี ือ

1.แบบโพลบิ (Polyps)
เป็นรูปร่างแบบทรงกระบอก ปลายดา้ นหนง่ึ เป็นฐานใชใ้ นการยึดเกาะกับส่งิ ต่าง ๆ เปน็ แว่นฐาน (Basal Disc)
หรือแว่นเท้า (Pedal Disc) ส่วนลาตัวท่ีเป็นทรงกระบอก (Column Body) เป็นท่อต้ังขึ้น ปลายด้านบนคือ
แว่นปาก (Oral Disc) ประกอบด้วยแผ่นเน้ือท่ีนูนสูงขึ้นเรียกว่าไฮโปสโตม (Hypostome) ช่องปากอยู่
กึ่งกลางไฮโปสโดม ที่รอยต่อระหว่างลาตวั และแว่นปาก จะมีหนวดเรียงตวั โดยรอบ และอาจมหี นวดเรียงตัวอยู่
บน ไฮโปสโตม รอบ ๆ ช่องปาก

2.แบบเมดชู า (Medusae)
มีลักษณะคล้ายร่มหรอื ระฆงั เพ่ือให้ง่ายแก่การศึกษารูปรา่ งแบบเมดูซา จึงใช้วิธีเปรียบเทยี บจากโพ
ลิบคือ ถ้าตัดโพลิบส่วนฐานออกประมาณคร่ึงตัวจากน้ันจึงเอาเนื้อเยื่อผนังตัวมาเชื่อมเข้าด้วยกัน ลาตัวจะมี
ลกั ษณะเป็นรูปถ้วยแลว้ ดึงปากให้ยาวออกเป็นงวง เม่อื จบั ควา่ ลงแว่นปากจะอยู่ด้านล่างโดยมีหนวดอยูท่ ่ีขอบ
ของแวน่ ปาก มที ่อยาวห้อยลงมาเป็นงวงคือมานูเบรียม (Manubnum) และมีชอ่ งปากอยปู่ ลายงวง ดงั นนั้ เรา
จะได้ในดาเรยี ทม่ี ลี ักษณะเปน็ ถ้วยควาลงหรอื คล้ายรม่ หรอื ระฆงั

ภาพแสดงรปู ร่าง Cnidaria
https://sites.google.com/

17

ลักษณะและการทางาน nematocyst
http://thaigoodview.com/

ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)

ไนดาเรยี กนิ สัตว์อืน่ ๆ เป็นอาหาร (Carnivores) เนอ่ื งจากส่วนใหญ่เป็นพวกทไ่ี มเ่ คลอ่ื นท่ีดงั นน้ั หนวด
จึงเป็นส่วนสาคัญในการกินอาหาร หนวดของไนดาเรีย ส่วนใหญ่จะยาว และไม่แตกแขนง แต่บางชนิดก็ส้นั
และมีสว่ นปลายขยายออกเรียกวา่ Capitate Tentacle เส้นหนวดอาจกลวงซึง่ เปน็ ช่องกลวงท่ตี ่อมาจากแกส
เตอรอนหรืออาจตันโดยมีแกสโตรเดอมิสทป่ี ระกบกันเป็นแกน จานวนหนวดของไนดาเรียแตกต่างกันไปใน
ชนดิ ตา่ งๆ และแมแ้ ตใ่ นชนดิ เดยี วกนั กย็ ังมจี านวนหนวดที่ตา่ งกนั หนวดปรับตวั เพือ่ ใช้จับอาหาร จึงมไี นโดไซท์
กระจายอยูบ่ นหนวด หรืออาจเรียงตัวกนั เป็นกลุ่มโดยมใี นโดไซทข์ นาดใหญ่ลอ้ มรอบด้วยไนโดไซท์ขนาดเลก็
เรยี กว่าแบตเตอร่ี (Bateries)เวลามเี หยอ่ื มาแตะถกู หนวด จะพงุ่ นี้มาโทซีสออกมาฆ่าเหยอื่ แล้วหนวดจบั อาหาร
ส่งเข้าปากผ่านไปยงั แกสเตอรอน เชลลต์ ่อมสร้างนา้ ยอ่ ยพวกโปรตีเอส (Protease) ออกมาย่อย จากน้ันอาหาร
โปรตีนท่ีย่อยในข้ันต้นรวมท้ังลิปิด และแป้งจะถูกเซลล์นิวตรีท่ีปโอบเข้าไปเป็นถุงอาหารเกิดการย่อยจน
สมบรูณภ์ ายในเซลล์ สารอาหารทไี่ ดจ้ ากการย่อยจะส่งออกไปยงั เซลลอ์ ืน่ ๆ

ระบบการหายใจ (Respiratory System) การหมุนเวียนนา (Water Circulation)
ระบบขบั ถา่ ย (Excretory System)

การหายใจ หมุนเวียน ขับถา่ ยของไนดาเรยี เปน็ การแพรผ่ ่านเขา้ ออกจากเยอ่ื หุ้มเซลล์

ระบบประสาท (Nervous System)

ตาข่ายประสาทของไนดาเรียเป็นตัวอย่างของระบบประสาทแบบแผ่กระจาย (Diffuse Nervous
System) แผงประสาทน้ีจะพบในอิพิเดอมิสและแกสโตรเดอมิส เกิดเป็นตาข่ายประสาทสองตาข่ายท่ี

18

ประสานกนั แอกซอนของเซลลป์ ระสาทจะประสาน กบั เซลลป์ ระสาทอน่ื หรอื ประสานตรงจดุ เชอ่ื มกบั เชลลร์ บั
ความรสู้ ึกเมอื่ รบั รู้ต่อสงิ่ เรา้ และประสานกบั อวัยวะตอบสนองคอื เซลลอ์ ิพิทลี ิโอมัสคลู า และนีมาโทซีส กระแส
ประสาทใน สัตว์ชนั้ สงู จะเดนิ ทางไปในทิศทางเดยี ว แตส่ าหรบั ไนดาเรียย้อนกลบั ได้

รบั รู้และตอบสนองต่อส่งิ เรา้ โดยการทางานของระบบประสาทแบบร่างแห หรอื ตาข่ายประสาท (Nerve net)
https://earnkook.wordpress.com/

ระบบสบื พนั ธ์ุ (Reproductive System)

ไนดาเรียมีการสืบพันธ์ุท้ังแบบไม่อาศัยเพศ และอาศัยเพศ ไนดาเรียทุกชนิดมีการสืบพันธ์ุ แบบไม่
อาศัยเพศโดยการแตกหนอ่ โพลิบจะแตกหน่อออกจากโพลบิ เดิมเทา่ นน้ั แต่เมดูชา อาจแตกหน่อออกจากโพ
ลบิ หรืออาจจะแตกหนอ่ จากเมดูซา การแตกหน่อโดยทห่ี นอ่ ไม่ หลุดออกไปทาใหเ้ กิดโคโลนซี ่งึ จะพบในไฮโดร
ซัวและแอนโทซัว

สาหรับการสบื พันธ์ุแบบอาศัยเพศ ไนดาเรียสว่ นใหญม่ ีเพศแยก เซลลส์ บื พนั ธ์เุ กดิ จากเซลลอ์ ินเตอร์
สตเี ชียลของอพิ เิ ดอมิสหรอื แกสโตรเดอมิส การสืบพนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศมกั เกิดในเวลาท่ีอากาศอุน่ ขนึ้ ไฮโดรชวั
สว่ นใหญ่และไซโฟซัวสร้างเซลลส์ บื พนั ธุ์ในเมดูซาแต่ แอนโทซวั สร้างเซลล์สบื พนั ธจ์ุ ากเย่อื ชน้ั ในของโพลบิ การ
ปฏิสนธิมักเกิดในตัวแม่หรอื อาจ ปฏิสนธิภายนอกตัว ไซโกตพัฒนาขึ้นมาเปน็ ตัวอ่อนที่ว่ายน้าได้คือตัวอ่อนพ
ลานลู า (Planula Larva) ซง่ึ จะหาทเ่ี กาะเพ่ือเจรญิ เตบิ โตเป็นโพลิบใหม่

เมตาเจนเนซสิ (Metagenesis) เปน็ การสบื พันธุแ์ บบสลับโดยการแตกหนอ่ สลบั กับ การสืบพันธแุ์ บบ
อาศัยเพศ เมตาเจนเนซสี จะพบได้ในสัตว์กล่มุ อืน่ ๆ แต่ท่ีเห็นได้ชัดเจนจะพบใน ไฮโดรซัว โดยเฉพาะ Obelia
และพบใน ไซโฟซัว โดยเฉพาะแมงกระพรนุ สกลุ Aurelia

19

การสืบพันธ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศยั เพศ
https://earnkook.wordpress.com/

การจาแนกประเภท

ไนดาเรียจาแนกออกเปน็ 4 Class (Lutz, 1986) ดงั นีค้ ือ
Class 1 Hydrozoa สว่ นใหญม่ ีรูปรา่ ง 2 แบบสลบั กนั ในวัฏจกั รชวี ิต บางชนดิ มเี ฉพาะโพลบิ บางชนิด
มีแต่เมดูซา การดารงชีวิตอาจเป็นในลักษณะตัวเดียว (Solitary Hydroid) หรือเป็นโคโลนี (Colonial
Hydroid) มโี ซเกลยี ไมม่ เี ซลล์ เซลลส์ บื พันธุส์ รา้ งจากอพิ เิ ดอมสิ โพลิบกบั เมดซู าในวัฏจกั รชวี ติ มีขนาดไลเ่ ลย่ี กนั
เรามกั เรยี กสัตวท์ ีอ่ ยใู่ น Class Hydrozoa วา่ (Hydroid)
Class 2 Cubozoa รูปร่างแบบเมดูซา ดารงชีวิตในทะเล มีโซเกลียหนามีเซลล์อยู่ ตัวต่อตัวถ้วยเปน็
ส่ีเหลี่ยมลูกเต๋ามีหนวดยาวอยู่ท่ีมุมทั้งสี่ของตัวถ้วย ตัวอย่างได้แก่ ตัวต่อทะเล (Seawasp) Class นี้เดิม
รวมอยู่ใน Class Scyphozoa
Class 3 Scyphozoa รูปรา่ งแบบเมดซู า ระยะตวั ออ่ นบางระยะมรี ูปรา่ งแบบโพลบิ ดารงชวี ติ ในทะเล
มโี ซเกลียหนามเี ซลล์อยู่ เซลลส์ บื พันธ์สุ รา้ งจากแกสโตรเดอมสิ มีอวัยวะรับความรู้สกึ
Clas 4 Anthozoa รูปร่างแบบโพลบิ ทง้ั หมด ดารงชีวิตในทะเล เซลลส์ ืบพันธุ์สรา้ งจากแกสโตรเดอมิส

1.Class Hydrozoa
มีสัตว์ประมาณ 3,000 ชนิด ขนาดตัวเล็ก ส่วนใหญ่ดารงชีวิตอยู่ในทะเลและเป็นโคโลนี และวัฏจักร
ชวี ิตโดยท่ัวไปจะมรี ะยะทส่ี บื พนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศบนโพลบิ และสืบพันธแุ์ บบอาศยั เพศในระยะเมดซู า แตบ่ าง
ชนดิ เช่นไฮดราไม่มีระยะเมดูซา Hydactina เป็นชนดิ ทด่ี ารงชวี ิตแบบโคโลนี้ในทะเล ไม่มรี ะยะเมดซู า Liriope
เป็นไฮดรอยในทะเลทีไ่ ม่มีระยะโพลบิ ตัวอ่อนเจริญเป็นเมดซู า Sarsia นอกจากจะสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศแล้ว
ยังสามารถแตกหน่อออกมาจากมานูเบรียมได้ ระยะเมดูซาของไฮโดรซัวเรียกว่า ไฮโดรเมดูซา

20

(Hydromedusa) ซ่งึ จะมีขนาดเลก็ มากและแตกตา่ งจาก เมดูซาของไซโฟซัวตรงที่ขอบถ้วยของไฮโดรเมดูซามี
เยือ่ วีลัม (Velum) เปน็ เย่อื บางๆ ติดอยู่ด้านในของขอบถ้วย

ไฮดรา
ทม่ี าภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/

2.Class Cubozoa
เป็นเมดซู าที่มีลักษณะก้าก่ึงระหว่างไฮโดรซวั กับไซโฟซัว ตัวถ้วยค่อนข้างยาว ซ่ึงอาจยาวถึง 25 ซ.ม.
รูปทรงของตัวถ้วยเป็นสี่เหล่ียม ไม่มีสี ลอยตัวได้ดี มานูเบรียมส้ันเปิดเข้ากระเพาะตรงกลางตัว ( Central
Stomach) แล้วจึงแตกแขนงเป็นถุงกระเพาะ (Gastric Pouch) ยาวถึงขอบถ้วย ท่ีมุมท้ังสี่ของรูปถ้วยจะมี
หนวดเส้นเดยี วหรอื เปน็ กลมุ่ ทโี่ คนของหนวดมสี เตโตซีสต์และ โอเซลลัส เช่นเดียวกับไฮโดรเมดขู า ไนดาเรยี ใน
กลุ่มนี้ ได้แก่ ต่อทะเล (Sea Wasps – Chiropalmus , Chironex) ซึ่งนี้มาโทชีสมีพิษร้ายแรงมาก เฉพาะ
รายงานจากออสเตรเลยี มีคนตายถึง 50 คนจากกะพรุน 2 ชนดิ น้ี

ตอ่ ทะเล
ทม่ี าภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/

21

3.Class Scyphozoa
มีระยะเมดูชาเป็นลักษณะเด่น ส่วนระยะโพลิบจะเป็นระยะตัวอ่อนท่ีมีขนาดเล็กมาก มักเรียกกลุ่ม
ไซโฟซัวน้ีว่า แมงกะพรุน (Jelly Fishes) แมงกะพรุนท่ัว ๆ ไปมีเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวถ้วยประมาณ 2-40
ซม. แต่ตัวท่ีมีขนาดใหญ่มากคือ Cyana Capillata มีเส้นผ่าศูนย์กลางถงึ 2 เมตร เมดูซาของไซโฟซวั เรยี กว่า
ไซโฟเมดูซา (Scyphom Edusa) ปกติจะว่ายน้าเปน็ อสิ ระยกเว้นเพยี ง 1 Order ท่เี กาะอยูก่ ับท่ี โดยมกี ้านงอก
ออกจากเอกซอ์ มั เบลลาใช้ในการยดึ เกาะ

แมงกะพรุน

ที่มาภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/

4.Class Anthozoa
มีรูปร่างแบบโพลบิ ท่ีมีลกั ษณะคล้ายดอกไม้ (Flowerlike Apperance) ดารงชีวิตในทะเลทั้งหมดทง้ั
ในบริเวณน้าตื้นและนา้ ลึกและพบท้ังในแถบข้ัวโลกลงมาจนถึงเขตร้อนขนาดแตกต่างกนั อย่างมาก ดารงชวี ิต
เป็นตัวเด่ียว ๆ หรือเป็นโคโลนี และส่วนใหญ่มโี ครงรา่ งค้าจุน สัตว์ในคลาสน้ีมจี านวนมากท่ีสดุ ในไฟลมั จาก
ความแตกต่างในแง่ของลักษณะการดารงชีวิตและลักษณะของโครงร่างที่แตกต่างกัน จึงแบ่งสัตว์ในคลาสนี้
ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ดอกไม้ทะเล (Sea Anemones) ปะการังอัลไซโอนาเรียน (Alcyonarian Corals) และ
ปะการังโซแอนทาเรีย (Zoantharian Corals) ซึ่งก็คือปะการังโครงร่างแข็ง (Stony Corals) ท่ีพบท่ัวไป
(หนงั สอื สตั ววิทยา ผู้แตง่ : บพธิ จารุพันธ์ และ นนั ทนาพร จารุพันธ์)

ปะการงั
ที่มาภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/

22

Phylum Ctenophora (ทโี นฟอรา)

ทีโนฟอรา (ช่ือวิทยาศาสตร์: Ctenophora) เป็นไฟลมั หน่งึ ของสตั วไ์ ม่มีกระดกู สนั หลงั พบตามชายฝงั่
ทะเล โครงสรา้ งคลา้ ยสัตว์ในไฟลัมไนดาเรยี ที่มรี ปู รา่ งแบบกระดิง่ ควา่ แต่ท่ตี ่างไปคือลาตวั เป็นทรงกลม มดี ้าน
ปากและด้านตรงข้ามปาก เทนทาเคิลไม่มีเขม็ พษิ สืบพนั ธุ์แบบไมแ่ ยกเพศ ปฏิสนธิภายนอก โดยไขแ่ ละสเปริ ์ม
ใชป้ ากเป็นทางออก อยู่ในนา้ เคม็ ทง้ั หมดว่ายน้าอย่างอสิ ระ เคลอ่ื นท่ีโดยแผงหวี ไดแ้ ก่ หวีวุน้

รูปรา่ งของหววี ้นุ จะคล้ายแมงกะพรุน (Jellyfish) แตท่ ่ีจริงแลว้ หววี ุ้นและแมงกะพรุนอยู่คนละไฟลัม หวี
วุ้น เป็นสัตว์จากไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora) แมงกระพรุน เป็นสัตว์จากไฟลัมไนดาเรีย (Cnidaria) มี
รูปร่างสมมาตรเหมือนกัน ต่างกันตรงท่ีแมงกะพรุนจะมีเข็มพิษแต่หวีวุ้นไม่มีเข็มพิษ แต่จะมีเซลล์สร้างสาร
เหนียวยดึ ตดิ ใชจ้ บั เหย่ือเรยี กว่า คอลโลบลาสต์ โดยสัตว์เหล่านมี้ ีลักษณะ

-ลาตัวโปรงใส
-เคลือ่ นที่โดยอาศยั การพดั โบกของชเิ ลยี (Cilia)
-มเี ทนตาเคลิ 2 เสน้
-รอบตัวแบง่ เป็น 8 สว่ น โดยมีแถบชเิ ลียยาว 8 แถว มลี กั ษณะคล้ายชี่หวี

"สตั วจ์ าพวกทโี นฟอรา" จากหนังสือคุนสท์ฟอรเ์ มินแดร์นาทวั ร์ของแอ็นสท์ เฮ็คเคลิ ปี 1904

:https://www.wikiwand.com/th/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3

%E0%B8%B2)

ลักษณะทัว่ ไป (General Characteristics)

พวกมนั เปน็ สง่ิ มีชีวิตทีก่ าลงั อยู่ในช่วงรอยต่อของวิวัฒนาการ ก่อนที่จะพัฒนาให้มีรทู วารถาวรน่ันเอง
หวีวุ้นผิวปุ่ม เดิมมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันตก แต่ตอนนี้พวกมันถูกพบใน
ยโุ รปและภมู ิภาคเอเชียตะวนั ตกดว้ ย ตวั โตเตม็ วยั จะมคี วามยาวประมาณ 7-12 เซนตเิ มตร อาหารของมนั
คือ แพลงกต์ อน สตั วเ์ ปลือกแขง็ ขนาดเลก็ ไขแ่ ละตวั ออ่ นของปลา ไปจนถึงตวั ออ่ นของหวีวนุ้ ชนิดเดยี วกัน
ดว้ ย

23

ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)

ไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับรา่ งกายสว่ นหลังแบบสตั ว์ท่ัวไป แต่เมื่อของเสยี
ในรา่ งกายสะสมเพม่ิ ขน้ึ บางสว่ นของทางเดนิ อาหารจะพองตวั ขน้ึ จนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสดุ
จากนัน้ เซลลท์ างเดนิ อาหารจะรวมตัวเข้ากบั เซลล์หนังกาพรา้ เปน็ ชอ่ งเปดิ ให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมา
ได้ โดยตัวเต็มวัยจะขับถ่ายทุก 1 ชั่วโมง และตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที ซึ่งสาเหตุท่ีทาใหม้ นั สามารถรวม
เซลลเ์ พือ่ เป็นรทู วารช่วั คราวได้ เพราะเซลลข์ องมนั เรยี งตวั ชน้ั เดยี วนัน่ เอง
ระบบหมุนเวียนเลอื ด (Circulatory System)

สัตว์พวกน้ยี ังไมม่ ี ระบบหมนุ เวียนเลอื ด
ระบบการหายใจ (Respiratory System)

สัตว์พวกนี้ยังไม่มีระบบหายใจ
ระบบขับถา่ ย (Excretory System)

สัตว์พวกน้ียังไม่มีระบบขับถ่าย หวีวุ้น ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ รูทวารจะปรากฏข้ึนก็
ตอ่ เม่ือรา่ งกายต้องการขับถ่ายของเสยี และเมือ่ เสร็จธรุ ะแล้วรูทวารช่วั คราวกจ็ ะหายไปเหมอื นไมม่ อี ะไรเกิดขน้ึ
ระบบประสาท (Nervous System)

สมองของหวีวนุ้ เปน็ ต้นแบบของสมองของสตั ว์ทุกชนิดบนโลกรวมท้งั มนุษย์ด้วย สมองของหววี นุ้ เป็น
สมองขน้ั พื้นฐานชอ่ื ว่า Aboral Organ (แอบบอรอล ออรแ์ กน) มนั ยงั ชว่ ยให้หววี ุ้นสามารถรู้ทิศวา่ ตัวมันกาลัง
วา่ ยนา้ ข้นึ หรอื กลบั หัวอยู่ นักประสาทวิทยาได้ทาการวจิ ัยโดยการถอดรหัสโปรง่ แสงชนดิ นใ้ี นปี 2007 ก็พบว่า
พวกมันมีระบบประสาทท่ีซับซ่อน และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสัตว์ชนิดอื่นท้ังปวง Ctenophora มีระบบ
ประสาท 2 ไม่ใช่ระบบเดยี ว และแต่ละระบบแตกต่างจากระบบของมนุษย์ มันมีพัฒนาการทมี่ ีความแตกต่าง
จากระบบประสาทของสตั วช์ นิดอนื่ ๆ อีกดว้ ยดงั น้ัน Ctenophora ถือวา่ เป็นจ้าวแห่งการสร้างตัวตนใหม่ " มนั
ปฏิรูปสมองของตวั เองด้วย "

นักประสาทวิทยาท่านน้ันได้กล่าวว่า เค้าเคยได้ทาการวิจัยโดยผา่ สมองของ Ctenophora ออกมา 4
คร้งั และทาให้มนั มชี วี ิตอยู่ตอ่ อีก 3-4 วันและมนั กส็ ร้างสมองออกมาใหมไ่ ด้ ทาซ้าถึง 4 ครั้งสมองก็งอกออกมา
ใหมอ่ กี

แตส่ ิง่ ทนี่ ่าสนใจทสี่ ุดก็น่าจะคือ มันทาให้แผลที่ผา่ ตัดหายได้ใน 2 ชั่วโมงคร่ึง โดยไมม่ รี อยแผลหลงเหลอื
อย่เู ลย จริง ๆ แล้วมนั สรา้ งเซลลป์ ระสาทได้ไมเ่ หมอื นมนษุ ยเ์ รา มนั สร้างไดเ้ รว็ และแตกต่างซง่ึ เปน็ สงิ่ มชี ีวติ ท่ี
น่าทึ่งมาก

นักวทิ ยาศาสตรย์ ังคงมนึ งงกบั ระบบร่างกายของมันจึงต้ังฉายาใหม้ นั ว่า " เอเลยี่ นแหง่ ท้องทะเล " โดย
เปรยี บเทยี บกับสตั วช์ นดิ อน่ื ๆ เพราะ Ctenophora มนั มีความแตกตา่ งจากสตั ว์ทุกชนดิ และแตกตา่ งมากกวา่
มนษุ ยก์ บั ตวั ฟองน้า
ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System)

มีระบบสบื พันธ์แุ บบรวมเพศ (Hermaphrodite) ไม่มีช่วงชวี ติ ที่เป็นโคโลนี ตัวอ่อนถูกเรียกว่า Cydippid
Larva บางชนิดสามารถเรืองแสงได้ มี 2 คลาสคือ

1.Class Tentaculata เปน็ พวกที่มีหนวดเทนตาเคิล

24

2.Class Nuda เป็นพวกที่ไมม่ ีหนวดเทนตาเคลิ

โครงสรา้ งของหววี ุ้น และหนวดจับอาหาร
(ท่ีมาภาพ : www.uprm.edu/biology/profs/borges/3425/radiata.ppt)

โครงสรา้ งของหวีวนุ้ และการจดั เรยี ง Comb
(ทีม่ าภาพ : www.uprm.edu/biology/profs/borges/3425/radiata.ppt)

25

หววี ุ้นชนดิ ต่าง ๆ
(ทีม่ าภาพ : http://www.microscopy-uk.org.uk/mag/imgmay04/pleurobrachia.jpg

http://www.imagequest3d.com)

(อา้ งองิ จาก
https://thenisong.wordpress.com/2017/08/18/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82
%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2/?fbclid=IwAR0tYgxJ
kff_sr5Z4D0pD4deNf--lFZslHotKrQutgXAi_-h4pqsQ7mPvwk)

26

Phylum Platyhelminthes (แพลลทีเฮลมินธสี )

Platyhelminthes มาจากภาษากรีก (Platy + Helminth = Flat Worm) หมายถึง หนอนท่ีมีลาตัว
แบน ได้แก่ พวกหนอนตวั แบน ช่ือสามัญ Flat orm มีท้งั ที่ดารงชวี ิตอยา่ งอิสระ เรยี ก หนอนตัวแบน และพวก
ท่เี ป็นพยาธใิ นสตั วอ์ ื่น เรียก พยาธติ ัวแบโดยสตั ว์ในไฟลมั นีอ้ าศยั อยูท่ ้งั ในน้าเคม็ นา้ จืด และบริเวณพ้นื ดินท่ีมี
ช้ืนสงู พบประมาณ 20,000 สปีชสี ์

ลักษณะทีส่ าคญั (Characteristics)

1.มสี มมาตรเป็นแบบครึง่ ซีก (Bilateral Symmetry)

2.มเี น้อื เยื่อ 3 ชั้น (Triloblastics Animal) ไมม่ ชี ่องตวั (Acoelomate) คอื ไม่มีชอ่ งว่างระหว่างผนัง
ลาตัว กับผนังทางเดนิ อาหาร ผนังช้ันนอกอ่อนนุ่ม บางชนิดมีซิเลยี เช่น พลานาเลีย บางชนิดมีคิวทิเคลิ
(Cuticle) หุ้มและมีปุ่มดูด หรอื ขอเกี่ยว (Hooks) สาหรับยึดเกาะกับโฮสต์ (Host) เช่น พยาธิใบไม้ (Flukes)
พยาธติ ัวตดื (Tapeworms)

3.ร่างกายแบนทางด้านหลังและด้านท้อง (Dorsoventrally) ไม่มีข้อปล้อง แต่บางชนิด เช่น พยาธิ
ตวั ตืด มขี ้อปลอ้ ง แต่เปน็ ปลอ้ งท่ีเกิดข้ึนเฉพาะที่ผวิ ลาตวั เทา่ น้ัน

4.พวกทม่ี กี ารดารงชีวิตอยา่ งอสิ ระ จะมเี มือกลนื่ ๆ หมุ้ ตัว เพื่อใช้ในการเคลอ่ื นที่ ส่วนพวกทด่ี ารงชีวิต
แบบปรสติ (Parasitic Type) จะมคี ิวทเิ คลิ (Cuticle) หมุ้ ตัวซ่ึงสร้างจากเซลล์ท่ผี ิวของลาตวั ทาหน้าทปี่ อ้ งกนั
อนั ตรายซงึ่ เกิดจากนา้ ย่อยของผ้ถู ูกอาศัย (Host)

5.ระบบทางเดินอาหาร (Digestive System) มีท่อทางเดินอาหารท่ีเป็นปลายตัน หรือเป็นแบบท่ไี ม่
สมบูรณ์ (Incomplete Digestive tract) มีปากแตไ่ มม่ ีทวารหนัก และพบวา่ ทางเดินอาหารแตกแขนงออกเปน็
2-3 แฉก ส่วนในพยาธติ ัวตืดไมม่ ีทางเดนิ อาหาร

6.สัตว์ในไฟลัมนี้เริ่มมีการรวมตัวของอวัยวะแสดงลักษณะหัว (Cephalization) คือ มีปมประสาท
สมอง อวัยวะรับความรสู้ ึก และช่องปากมารวมกันอย่ทู างด้านหน้าของลาตวั

7.ระบบหายใจ (Respiratory System) ไม่มีอวัยวะที่ใช้ในการหายใจโดยเฉพาะ ในพวกปรสิตจะ
หายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Respiration) เช่น พยาธิใบไม้ ซึ่งพบว่ากระบวนการน้ีให้
คาร์บอนไดออกไซด์ และอินทรีย์สารสะสมอยู่ในร่างกายสูง ความเข้มข้นของน้านอกร่างกายสูงกว่าภายใน
ร่างกาย จึงมีผลทาให้น้าเคล่ือนผ่านเข้าสู่ร่างกาย ระบบขับถ่ายจึงทาหน้าท่ีปรบั สภาวะน้าภายในร่างกายให้
สมดลุ ส่วนพวกท่ีดารงชีวิตอย่างอสิ ระ จะหายใจแบบใชอ้ อกซเิ จน (Aerobic Respiration) โดยการใช้ผวิ ตวั ใน
การแลกเปล่ยี นแก๊ส

8.ระบบขับถ่าย(Excretory System) มีอวัยวะ ท่ีเรียกว่า โพรโตเนฟริเดีย (Protonephridia) มี
ลักษณะเป็นท่อที่ปลายด้านในปิด และมีท่อไปเปิดออกด้านนอก ซึ่งประกอบด้วยท่อตามยาวหลายท่อ
(Protonephridial Canal) จากท่อเล็กๆ น้ีจะมีท่อแยกไปเป็นทอ่ ย่อย (Capillary) ท่ีปลายทอ่ ยอ่ ยมเี ซลลโ์ พร
โตเนฟริเดยี ลกั ษณะเป็นรปู ถว้ ย (Flame Bulb) มแี ฟลกเจลลมั เป็นกระจกุ อย่ดู า้ นในของถ้วย ซึง่ จะโบกพัดไป

27

มาคลา้ ยเปลวเทียน จึงเรียกว่า เฟลมเซลล์ (Flame Cell = เซลล์เปลวไฟ) การโบกพัดของแฟลกเจลลมั ทาให้
เกิดแรงดึงน้าผ่านเข้าสทู่ ่อของเสียที่โพรโตเนฟริเดีย กาจัดออกในรูปของแอมโมเนียทล่ี ะลายอยู่ในน้า ซึ่งจะ
ไหลออกมาตามทอ่ และออกสภู่ ายนอกทางช่องเปิด ท่ีเรยี กวา่ เนฟริดโิ อพอร์ (Nephridiopore)

9.ระบบประสาท(Nervous System) ประกอบด้วย ปมประสาทด้านหน้า (Anterior Ganglia) หรือ
ปมประสาท รูปวงแหวน (Nerve Ring) ทาหน้าที่เป็นสมองเช่ือมระหว่างเส้นประสาทใหญ่ตามยาว
(Longitudinal Nerve Cord) ซ่ึงทอดไปตามยาวของร่างกายจานวน 2 เส้น และมีเส้นประสาทตามขวาง
(Transverse Nerve) เชื่อมระหว่างเสน้ ประสาทใหญ่ท้งั สองด้วย มีอวัยวะรับสัมผัสแบบง่ายๆ บางชนิดมีตา
(Eye Spot)

10.ระบบสืบพันธุ์(Reproductive System) แบบอาศัยเพศ(Sexual Reproduction)โดยมีสองเพศ
อยู่ในตัวเดียวกัน จัดเป็นกะเทย (Hermaphrodite) มีการปฏิสนธิภายในตัวเอง (Self Fertilization) และ
ปฏิสนธิแบบข้ามตัว (Cross Fertilization) และมีการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ โดยการงอกใหม่
(Regeneration)

การจัดจาแนก (Classification)

1.Class Tubellaria พลานาเรยี

- Free Living ในน้าจืด ทะเลหรือ Terrestrial บนบก ยกเว้น Order Temnocephalida จะเป็น
Ectoparasite ของ Crustacean ในหอยทากและเตา่

- การเคลอื่ นที่ (Movement) อาจมี หรือ ไม่มี Cilia บางชนิดใช้ Muscular Undulation การทางานของ
กล้ามเนอ้ื ขยับเปน็ ลกู คลน่ื บางชนดิ Mucus Gland Cell เพอ่ื สร้างเมอื กช่วยในการเคล่อื นที่

- Muscle มี 3 ช้ัน กล้ามเน้ือวงแหวน Circular Muscle กล้ามเนื้อทแยง Diagonal Muscle กล้ามเน้ือ
ตามยาว Longitudinal Muscle

- ช้ัน Mesenchyme จะมี Parenchyma Cell เรียงตัวหลวม ๆ มีเซลล์ Neoblast ทาหน้าที่ถ่ายเทสาร
ภายในและหน้าทเ่ี กย่ี วกบั การสบื พนั ธด์ุ ว้ ย

28

ลักษณะทวั่ ไปของพลานาเรยี
ทม่ี า https://ngthai.com/

ระบบประสาท Nervous System
ทม่ี า https://sites.google.com/

ระบบสบื พันธุ์ Reproductive System
ทมี่ า https://kaksyukron.my.id/

29

การจัดจาแนกสู่ระดับ Order จะใช้การมีหรือไม่มี Vitellaria ใน Reproductive System และ
ลักษณะของทอ่ ทางเดนิ อาหาร แบ่งไดเ้ ป็น

กลมุ่ ที่ไม่มี Vitellaria
Order Acoela : Small turbellarian ไม่มที อ่ ทางเดนิ อาหาร กิน Diatom
Order Catenulida : แบ่งตวั ตามขวาง Transverse Fission และติดกันเป็นลกู ปัด
Order Macrostomida : พบในนา้ จืด ทะเล บอ่ น้าพรุ ้อน
Order Polyclatida : Large Marine Form มที ่อทางเดินอาหารแตกเป็นแขนงทว่ั ร่างกาย

กลมุ่ ที่มี Vitellaria
Order Neorhabdocoela : เป็น Turbellarian กลมุ่ ใหญ่ที่สดุ พบในน้าจดื และทะเล
Order Temnocephalida : เป็น Ectoparasite ของ Crustacean หอยทากและเตา่
Order Tricladida : ทอ่ ทางเดินอาหารแตกเป็น 3 แขนง

2.Class Monogenea ปลิงใส
- Mono = หนึ่ง + genea = บ้าน หมายถึง ใน Life Cycle ต้องการ Host ชนิดเดียวเป็น Endoparasite
ใน Amphibian , Reptile และหมึก ตัวเรียนกว่า Onchomiracidium
- Anterior Attachment Organ : Hook ,Sucker , Bothrium เรียกว่า Prohaptor
- Posterior Attacchment Organ : Suker , Clamp , Anchor,hooklet เรยี กวา่ Opisthaptor

ลักษณะทัว่ ไปของ Monogenea
ท่ีมา https://thefishsite.com/

30

วงชีวติ ของ Monogenea
ท่ีมา https://www.researchgate.net/

การจัดจาแนก (Classification)

1.Order Monopisthocotylea
2.Order Polyopisthocotylea

ที่มา https://link.springer.com/

31

3.Class Digenea พยาธใิ บไม้
- Di = สอง + genea = บ้านหมายถงึ ใน Life cycle ต้องการ Host มากกว่า 1 ชนิด ตวั อ่อนเรยี กวา่
Miracdium
- Organ ที่ใช้ในการยึดเกาะติดกับ Host อยู่ทางด้านหน้า 1 อัน เรียกว่า Oral Sucker และบริเวณ
กลางลาตวั หรือด้านท้าย 1 อนั เรยี กว่า Ventral Sucker หรือ Acetabulum
- ผนงั ลาตัว เรียกว่า Tegment บางชนดิ ปกคลุมด้วย Scale-Like Spine
- การกินอาหาร Feeding ดูดซึมอาหารจาก Host
- ระบบสืบพันธุ์ Reproducttive System เป็นแบบ Hermaphrodite ยกกเว้น พยาธิใบไม้เลือด
ระบบสืบพันธ์ุเพศเมีย ประกอบด้วย Ovary , Oviduct , Ootype , Yolk Gland ,Seminal Receptacle ,
Uterine Pore
ระบบสืบพันธ์ุเพศผู้ ประกอบด้วย Testis , Vas Efferent , vas Deferens , Cirrus Sac , Vas Deferens ,
Seminal Vesicle , Cirrus , Prostate Gland , Genital Atrium
- ตวั เตม็ วัย Adult เปน็ ปรสติ ในสตั ว์มกี ระดกู สนั หลัง พบในอวยั วะต่างๆ ตับ ปอด ท่อทางเดนิ อาหาร
กระเพาะปสั สาวะและกระแสเลือด มกี ารสบื พันธุ์อาศยั แบบอาศยั เพศ Sexual Reproduction
- ตัวอ่อน Larva มีหลายระยะ คือ Miracidium , Sporocyst , Redia ,Cercaria Metacercaia เปน็
ปรสิตของหอย ปู กุ้ง ปลา และสามารถเพิ่มจานวนได้โดยการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ Asexual
Reproduction

วงชีวติ ของ Digenea
ท่ีมา http://atlas.or.kr/atlas/

32

4.Class Cestoda พยาธิตดื
- ลาตวั แบน Dorsoventarally Flattened และยาว (Ribbon Shape)
- ดารงชีวิตเป็นปรสติ Facultative parasite ตวั เตม็ วัยอาศัยในลาไส้
- ไม่มรี ะบบทางเดินทาง อวัยวะสืบพันธ์ุเจริญมากเปน็ Hermaphrodite สามารถเกดิ Self –

Fertilization ในปล้องเดยี วกนั หรือต่างปลอ้ งกัน

ลักษณะทวั่ ไปของ Cestoda
ท่มี า https://quizlet.com/

33

การจดั จาแนก (Classification)

1.Order Cyclophllidea
Scolex มี Sucker 4 อัน อาจมีหรือไม่มี Rostellum ปล้องมักจะมีความกว้างมากกว่าความยาว
ภายในไข่มีตัวอ่อนท่ีมี Hook 6 อัน เรียกว่า Oncospere ตัวอ่อนอยู่ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง
Vertebrate เปน็ เจ้าของบ้านก่งึ กลาง Intermediate Host มีตวั อ่อนที่มีรปู แบบต่างๆ คอื

-Cysicercus มีลักษณะแบบ bladder – Like ภายในจะมีตวั ออ่ นอยู่ 1 Scolex
-Coenerus มีลักษณะคลา้ ยกับ Cysticercus แต่จานวน Scolex
-Hydatid ภายในจะมีการพัฒนาของ Scolex ให้มีจานวนมากๆบางครั้ง 1 Hydatid Cyst
สามารถพบ Scolex จานวนเปน็ พนั อยภู่ ายใน
2.Order Pseudophyllidea
Scolex แบบ Bothria รังไข่ Ovary มีรูปร่างแบบ Bilobed ตั้งอยู่บริเวณ Posterior ของปล้อง
Testes และ Vitellaria มีลักษณะเปน็ Follicular กระจัดกระจายไปท่ัวภายในปล้องมี Gensterior
Pores ภายในไขม่ ตี ัวอ่อนทีม่ ี Cilia เรยี กวา่ Coracidium เมอื่ ตวั ออ่ นออกจากไข่จะถกู เจา้ บา้ นตวั ที่ 1
คือกลุ่ม Crustaceans กินเข้าไปในลาไส้ ตัวอ่อนจะเคล่ือนท่ีและพัฒนาเป็นระยะ Procercoid
ช่องวา่ งภายในลาตัว ของ Host เมอ่ื ปลากิน Crustaceans เขา้ ไป ตวั อ่อนจะเคลื่อนทีไ่ ปยังกล้ามเนื้อ
และพัฒนาเป็นระยะ Plerocercoid และเมื่อเจ้าบ้านจาเพาะกินปลาเข้าไป ตัวอ่อน Plfrocercoid
จะพฒั นาเปน็ ตวั เตม็ วัย (อ้างองิ จาก : เอกสารประกอบการสอนสัตววิทยา สาขาวชิ าชีววทิ ยา คณะ
วทิ ยาศาสตร์)

วงชีวิตของ Cestoda
ทีม่ า https://en.wikipedia.org/

34

Phylum Nematoda (นีมาโทดา)

สตั วใ์ นไฟลมั นมี าโทดามีชื่อเรียกท่ัวไปว่า หนอนตวั กลม (Round Worms) มรี ูปรา่ งยาวเรยี ว หัว ท้าย
แหลม (Nema = เส้นด้าย) หนอนตัวกลมมที ั้งทเ่ี ปน็ ปรสติ ในสัตว์ ในพืช และดารงชีวิตเป็นอิสระ โดย พบได้
แทบทุกแหง่ ในทกุ สภาพของระบบนเิ วศ เช่น ในน้าจดื ในทะเลลึก ในดนิ โคลน ในทะเลทราย หรอื เขตขัง้ โลกท่ี
หนาวเย็น และอาศัยอยู่ตามซากพืช ซากสตั ว์ พวกทดี่ ารงชีวติ เป็นอิสระมกั จะกินแบคทีเรยี รา และอินทรียว์ ัตถุ
เป็นอาหาร ดังน้ันในดินหรอื โคลนทีม่ ีความอุดมสมบูรณ์มากจะพบหนอนตัวกลมจานวนมาก เคยมีผู้ตรวจพบ
หนอนตัวกลมนับล้านตัวในโคลน 1 ลูกบาศก์เมตรจากบริเวณเขตชายฝ่ังทะเล หนอนตัวกลมส่วนใหญ่จะมี
ความยาวน้อยกว่า 5 เซยติเมตร หนอนตัวกลมท่เี ปน็ ปรสติ และพวกท่อี าศัยอยู่ในทะเลมกั จะมขี นาดใหญก่ ว่า
พวกทดี่ ารงชีวิตเปน็ อสิ ระและพวกท่ีอยใู่ นนา้ จืด หนอนตัวกลมทพ่ี บในสายรก (Placenta) ของปลาวาฬหัวทุย
(Sperm Whale) ยาวถึง 9 เมตร จานวนชนิดของหนอนตวั กลมท่ีตัง้ ชอื่ แล้วมีประมาณ 30,000 ชนิด และทีย่ งั
ไม่ได้ตั้งช่ือยังมีอีกจานวนมาก คาดว่าจะมากกว่าที่ได้ต้ังช่ือไว้แลว้ หลายสิบเท่าตัว และส่วนใหญจ่ ะดารงชวี ิต
อย่างอสิ ระ ในนา้ และในดิน ส่วนพวกที่เปน็ ปรสติ มจี านวนชนิดนอ้ ยกวา่ มาก

การจัดหมวดหมู่ของหนอนตัวกลมจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยใช้อวัยวะรับความรู้สกึ เก่ยี วกับ
สารเคมี (Chemoreceptor) ซึ่งพบท่ีปลายหางของหนอนตัวกลมทเี่ รยี กวา่ เฟสมิด (Phasmid)

ในการจดั แบ่งออกเป็น 2 Class คอื
1.Class Phasmidia (Secernentia) มีเฟสมิด ระบบขับถ่ายเป็นแบบท่อ (Canal Cystem) ตัวอย่าง
ได้แก่ หนอนตวั กลมนา้ จืด (Freshwater Nematode)
ไสเ้ ดอื นฝอยในปมรากพชื (Root-Knot Nematode)
พยาธปิ ากขอ (Hook Worm)
พยาธติ ัวกลมในปอดหนู
พยาธเิ ขม็ หมดุ (Pin Worm)
พยาธิไส้เดือนในลาไส้ (Intestinal Round Worm)
พยาธิไสเ้ ดือนสุนขั
พยาธติ วั กลมปลาทะเล
พยาธิกินี (Guinea Worm)
พยาธใิ นลกู ตา (Eye Worm)
พยาธิตวั จดี๊
พยาธิตัวกลมในเลอื ด

2.Class Aphasmidia (Adenophorea) ไมม่ ีเฟสมดิ อวยั วะขับถา่ ยของเสยี เปน็ ตอ่ มไม่มที อ่ ขบั ถ่าย
ตวั อย่างไดแ้ ก่

พยาธแิ ส้มา้ (Whip Worm)
พยาธแิ คพิลลาเรยี (Capillaria Worm)
พยาธิทรคิ ินา (Trichina Worm)

35

ลักษณะท่ัวไป (General Characteristics)

หนอนตัวกลมมรี ูปร่างแบบเดียวกันหมดคือ ลาตัวเปน็ รูปทรงกระบอกกลม หัวท้ายเรียวเล็กลง ส่วน
หัวไม่เด่นชัด (ไม่มี Cephalization) ร่างกายไม่แบ่งเป็นส่วน ๆ อย่างชัดเจน ไม่มีแฟลเจลลัม หรือซเี ลียทใี่ ช้
ช่วยในการเคลื่อนท่ีซีเลียพบเฉพาะบริเวณอวัยวะรับความรู้สึกซึ่งอยู่ท่ีส่วนหัว ( Amphid) แต่เป็นซีเลียท่ี
เคลื่อนไหวไม่ได้ มีสมมาตรของซกี ซ้ายขวา ปลายด้านหน้าจะมีช่องปากและรมิ ฝีปาก (Lip) เป็นตมุ่ เน้อื รอบๆ
ปาก จานวน 3 หรือ 6 อัน รอบๆ ปากจะมี Sensory Papilla หรือ Bristle รบั ความรู้สกึ พวกทโี่ บราณจะมรี มิ
ฝปี าก 6 อัน ส่วนพวกท่ีอยู่ในดนิ และพวกที่เป็นปรสิตจะมีริมฝีปาก 3 อนั หรอื ไมม่ ี รมิ ฝีปากเลย

ปลายหางของหนอนตัวกลมจะเรียวแหลมสว่ นปลายหางของตัวผู้มักจะมีอวัยวะท่ีทาหน้าท่ีช่วยยึด
เกาะขณะผสมพันธุ์ เชน่ สปคิ ูล (Spicule) เบอรซ์ า (Bursa) เปน็ ตน้

ผนังตัว ผนังลาตวั ของหนอนตัวกลมประกอบด้วยชนั้ คิวทเิ คลิ อยู่นอกสดุ ถัดเข้ามาเป็นช้ันอิพิเดอรม์ ิส
และชัน้ กลา้ มเน้อื ตามลาดับ

คิวทิเคิล เป็นชั้นนอกสุดและหนามากในกลุ่มที่เป็นปรสิต ส่วนกลุ่มที่ดารงชีวิตเป็นอิสระมีคิวติเคิล
หนาและใส มองเห็นอวยั วะภายในไดช้ ัดเจน ควิ ทิเคลิ ทหี่ นาทาให้หนอนตัวกลมแพรก่ ระจายไปทว่ั ทุกแห่ง ควิ ทิ
เคิลส่วนมากจะเรยี บไมม่ ีลวดลาย แต่บางบริเวณอาจมลี ายขวาง มีสันตามแนวยาว (Alae) สองข้างของลาตัว
ตอนท้ายและป่มุ ตา่ ง ๆ ซึ่งมักจะใช้ในการจัดหมวดหมู่ โครงสรา้ งทางเคมีของคิวทเิ คิล ของหนอนตัวกลมเปน็
โปรตีนแข็งหรอื สเคลอโรโปรตีน (Scleroprotein) ท่ีไม่มไี คติน (Chitin) หรือเคอราติน (Kera-Tin) โดยทั่วไป
คิวทิเคิลแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ Cortical Layer อยู่นอกสุดมีลิปิดคลุมบาง ๆ แมทริกซ์ (Matrix Layer) ชั้น
กลางเป็นชน้ั ของสารคลา้ ยอัลบมู นิ (Albumin) ช้ันในสุดคือ Basal Layer เปน็ ชนั้ ของเสน้ ใย (Fibrous) ซึง่ เปน็
เยื่อเหนียว คิวทิเคิลทาหน้าทป่ี ้องกันตัวโดยรบั แรงกระแทกได้ดีมาก และป้องกันอนั ตรายจากน้าย่อยในลาไส้
ของสตั วท์ ่มี ันเขา้ ไปอาศัยอยู่ ควิ ทเิ คิลเกา่ จะหลดุ ออกไปเม่อื มีการลอกคราบ (Molting) และสร้างควิ ทิเคิลใหม่
ข้ึนมาแทนหนอนตัวกลมจะมีการลอกคราบ 4 ชุดในวัฏจักร คิวทิเคิลเก่าจะหลุดออกมาเปน็ แผน่ หรอื เป็นช้นิ
เลก็ ๆ แต่ในบางชนิดหลุดออกมาทั้งช้ินเหมอื นในกุง้ หรือปู

คิวติเคิลนอกจากจะหุ้มภายนอกร่างกายแล้ว ยังบุอยู่ทีผ่ วิ ด้านในของทอ่ ทางเดินอาหารตอนต้น และ
ตอนทา้ ยอีกดว้ ย

อิพิเดอร์มิส เป็นช้ันทอ่ี ยูต่ ดิ กบั คิวทเิ คิล มักจะเรยี กว่าชัน้ ไฮโพเดอร์มสิ (Hypodermis) มีลักษณะรปู
สาม ทาใหแ้ ทรกอยู่ แตย่ ังไมท่ ราบหน้าทแ่ี นช่ ัด เป็น Syncytial Layer คือ เซลล์ไม่มผี นังกนั้ ระหว่างเซลล์ แต่
หนอนตัวกลมท่ีโบราณ เช่น พวกท่ีดารงชีวิต เป็นอิสระในทะเลบางชนิด ช้ันอิพิเดอร์มิสไม่เป็น Syncytial
Layer และในชัน้ น้ีอาจจะมตี ่อม Hypodermal Gland ช้นั อพิ เิ ดอร์มิสในบางบริเวณจะโป่งเปน็ สันยน่ื เขา้ ไปใน
ชีลอมเทียม สันน้ีจะมี 4 สันคือสั้น กลางหลัง (Dorsal Cord) สันกลางด้านทอ้ ง (Ventral Cord) และสันข้าง
ตัว (Lateral Cord) ขนาดใหญ่ 2 ช้ัน นิวเคลียสของเซลลใ์ นชั้นนจ้ี ะมารวมกันอยู่ท่สี นั ข้างตวั ทง้ั สองข้าง และ
อาจจะมที ่อขับถา่ ยฝงั่ อยู่ในสัน ข้างตัวซึง่ พบในหนอนตัวกลมบางชนดิ

ชันกล้ามเนือ ชั้นกล้ามเนือ้ ของหนอนตัวกลมอยตู่ ิดกับอพิ เิ ดอร์มสิ เป็นกลา้ มเนื้อตามยาวเพียง อย่าง
เดียว ใยกล้ามเน้ือมีรูปร่างยาวเรียวและมีแขนงของกล้ามเน้ือ (Muscle Cell Process) ยื่นออกมาจากเซลล์
กลา้ มเนอ้ื แตล่ ะเซลลไ์ ปทีเ่ สน้ ประสาทดา้ นหลงั (Dorsal Nerve Cord) และเสน้ ประสาทด้านท้อง (Lven-Tral

36

Nerve Cord) การหดตัวของกล้ามเนื้อทาให้เกิดคลื่นต่อเนื่องจากด้านหัวไปยังด้านท้ายของลาตัวเพื่อการ
เคล่ือนที่

ซลี อมเทียม ซีลอมมขี นาดใหญ่มากและเป็นซลี อมเทียม (Pseudocoelom) มีของเหลวบรรจอุ ยเู่ ตม็ ซี
ลอมเป็นโครงรา่ งเหลวของร่างกาย (Hydrostatic Skeleton) ของเหลวดังกลา่ วจะพยุงอวัยวะต่าง ๆ ให้ลอย
อยู่ใน ซีลอมและมีความสาคัญต่อการเคลื่อนท่ี การกินอาหาร การขับถ่าย ของเหลวในซีลอมมีซีโลโมไซต์
(Coelomocytes) ลอยตัวอยู่ 1-3 คู่ เข้าใจว่าเซลล์เหล่านี้ทาหน้าท่ีกาจัดของเสีย ดูดซับอาหาร และ
สงั เคราะห์สารต่าง ๆ

ระบบยอ่ ยอาหารและการกินอาหาร (Digestive System)

หนอนตัวกลมกินอาหารได้หลายอยา่ ง เช่น พวกที่ดารงชีวิตเป็นอสิ ระจะกินหนอนจกั ร (Rotifer) หมี
น้า (Water Bear : Tardigrades) หนอนปล้องขนาดเลก็ สาหร่าย รา ส่วนพวกที่เป็นปรสติ ในสตั ว์มักจะ กิน
เนือ้ เยอ่ื ตา่ ง ๆ ของโฮสต์ หรอื กนิ อาหารท่ียอ่ ยแลว้ จากโฮสต์ อวยั วะสาคัญในการกินอาหารของหนอน ตัวกลม
คือ ฟาริงซ์ ซึ่งจะทาหน้าท่ีดูดเอาอาหารเข้าปาก พวกท่ีเป็นปรสิตในพืชจะมีสไทเลต (Stylet) หรือ สเปียร์
(Spear) ซ่งึ เปน็ ท่อแหลมยาวยน่ื ออกมาจากปากดูดกินของเหลวจากพืชและสัตว์

ทอ่ ทางเดินอาหารของหนอนตวั กลมประกอบดว้ ย
1. ทอ่ ทางเดินอาหารสว่ นหน้า (Fore gut) ไดแ้ ก่
- ปาก (Mouth) มีรมิ ฝปี าก (Tips) 3 หรอื 6 อนั อย่รู อบ ๆ ปาก หนอนตัวกลมในทะเลส่วนใหญ่มีริม
ฝีปาก 6 อนั ส่วนพวกปรสิตในสัตว์มักมี 3 อัน
– อุง้ ปาก (Buccal Cavity) เป็นผนงั ดา้ นในบุด้วยคิวทิเคิลแข็งเป็นสนั และมีสไทเลตหรอื ฟนั อยู่ รอบ
ๆ พวกที่เป็นปรสิตดูดกินน้าเลี้ยงของพืชจะมีสไทเลตยาวยืน่ ออกมานอกปาก พยาธิ ปากขอจะมฟี ันเปน็ แผ่น
ขนาดใหญอ่ ยภู่ ายในอุ้งปาก
- ฟารงิ ซ์ (Pharynx) เป็นท่อยาวมีกลา้ มเน้ือบุผนังหนามาก ช่องภายในค่อนข้างแคบ
2. ท่อทางเดนิ อาหารตอนกลาง (Mid Gu ได้แก่ ลาไส้ซึ่งเปน็ ทอ่ ยาว มีลิ้นปิดเปิดระหว่างลา ไส้กับฟา
รงิ ซ์ การย่อยอาหารและดูดซบั อาหารเกดิ ข้นึ ในลาไสก้ ารย่อยเป็นแบบย่อยนอกเซลล์
3. ทอ่ ทางเดินอาหารตอนท้าย (Hind Gut) เปน็ ทอ่ ส้นั ๆ ได้แก่ เรคตมั (Rectum) หรือเรยี กวา่ โคลเอ
คา (Cloaca) ในเพศผู้ เพราะเป็นทางออกของสเปิรม์ ด้วย ท่อทางเดินอาหารสว่ นท้ายน้ีมักจะมีต่อมเรคทอล
(Rectal Gland) เป็นตอ่ มเดีย่ วหลายตอ่ มมาเปดิ เขา้ เรคตัม ต่อมเรคทอลพบมากในพวกทเี่ ปน็ ปรสติ ยังไม่ทราบ
หน้าทแี่ นช่ ัด ปลายเรคตัมเปน็ ทวารหนัก

ระบบขับถา่ ยและการปรบั สมดุล (Excretory System)

หนอนตัวกลมมรี ะบบขบั ถา่ ยท่ีแตกตา่ งไปจากสตั วอ์ ่นื ๆ โพรโทเนฟรเิ ดียซึง่ มีเฟลมเซลลจ์ ะเสื่อมสลาย
ไป แตร่ ะบบขบั ถา่ ยจะมี 2 แบบ คือ แบบต่อม และแบบทอ่ แบบต่อมจะพบในหนอนตวั กลม นา้ จดื และปรสิต
บางชนดิ คอื มีต่อมด้านท้อง 1-2 ตอ่ ม เรยี กวา่ รเี นตต์ (Renette) อยู่ทางดา้ นหน้าข้างฟารงิ ซ์ ทาหน้าที่ดูดซบั
ของเสียจากของเหลวของชีลอมเทยี ม แล้วสง่ ออกทางรูขับถ่าย (Excretory Pore) ท่ีอยู่บริเวณหวั หนอนตัว
กลมที่พัฒนาตัวดีข้ึนจะมีระบบท่อที่พฒั นามาจากรีเนตต์ คือ รีเนตต์สอง ข้างยาวออกเปน็ ท่อจะมีแขนงตาม
ขวางเช่ือมทาให้เกิดเป็นรูปตัว H หรือรีเนตต์ส่วนหน้า หายไปก็จะเป็นรูปตัว U หัวกลับ หรือบางชนิดไม่มี

37

ระบบขับถา่ ยแต่จะกาจัดของเสยี ออกทางคิวทิเคลิ และทวารหนัก พวกทมี่ ีท่อขบั ถ่าย ตัวท่อจะฝังอยู่ในเสน้ ขา้ ง
ตวั

การแลกเปล่ียนแกส๊ (Resiratory System)

หนอนตวั กลมแลกเปล่ยี นแก๊สโดยการแพรโ่ ดยตรง และสาหรับหนอนตวั กลมทอี่ ยู่ในทท่ี ข่ี าดออกซเิ จน
จะหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Respiration)

ระบบประสาทและอวยั วะรับความรสู้ ึ (Nervous System and Organ)

หนอนตัวกลมมีวงแหวนประสาทรอบฟาริงซ์ (Circumpharyngeal Brain, Nerve Fing) สมอง
ประกอบดว้ ยปมประสาท 4 ปม และมเี สน้ ประสาท 6 เส้นแยกออกไปยังอวยั วะรอบๆปาก และมเี ส้นประสาท
กลางหลัง กลางท้อง และสองข้างตัวอยู่ในสันของอิพิเดอร์มิส หนอนตัวกลมบางชนิดมีเส้นเช่ือมระหว่าง
เส้นประสาท หนอนตัวกลมเรม่ิ มรี ะบบต่อมไร้ท่อสรา้ งฮอร์โมนควบคุมการลอกคราบ การสร้างคิวทิเคลิ และ
การเปลี่ยนแปลงรปู รา่ งในชว่ งของการเจรญิ เตบิ โต

อวัยวะรับความรู้สึกของหนอนตัวกลมที่สาคัญได้แก่ พาพิลลี (Papilla) หรือ บริสเทิล
(Bristle) ซึง่ พบมากทีบ่ รเิ วณรอบๆ ปาก ทาหนา้ ทส่ี ัมผัส นอกจากน้ีกม็ ีอวยั วะรบั ความรสู้ ึกเก่ยี วกบั สารเคมีซึ่ง
มอี ยู่ 2 ชนดิ คือ แอมฟดิ (Amphid) กบั เฟสมดิ (Phasmid) แอมฟดิ อยทู่ ี่ดา้ นขา้ งของส่วนหัวเปน็ แอง่ ปุม่ ลกึ ลง
ไปจากคิวทิเคิล ก้นแอ่งมีกล่มุ เซลล์ประสาทมารบั ความรู้สกึ จานวนมาก ส่วนเฟสมิดเป็นต่อมเดี่ยวอยสู่ องข้าง
ของส่วนหาง ต่อมมีทอ่ สน้ั เปิดออกนอกตวั หนอนตวั กลมจะมีแอมฟดิ หรอื เฟสมดิ เพยี งอย่างใดอยา่ งหนงึ่ พวก
ท่ีเป็นปรสิตจะมเี ฟสมดิ เกือบทง้ั หมด ส่วนหนอนตัวกลมที่อยู่ในน้าจืด ในน้าทะเลจะมีแอมฟดิ หนอนตัวกลม
บางชนดิ มีตา (ocelli) อยู่สองข้างของฟาริงซ์ แตพ่ บในพวกทอี่ ยู่ใน น้าเพยี งบางชนดิ เท่าน้นั

ระบบสบื พันธ์ุ (Reproductive System)

หนอนตัวกลมมเี พศแยก (Dioecious) บางชนดิ เปน็ เพศรวม (Monoecious) แตจ่ ะสรา้ งเซลล์สบื พนั ธ์ุ
ต่างเวลากัน (Protandic) มีเพียง 2-3 ชนิดท่ีสืบพันธ์แบบพารธ์ ีโนเจเนซสิ และมี 2-3 ภายใน ตัวผู้และตัวเมีย
จะมลี กั ษณะต่างกัน เหน็ ได้จากลักษณะอ่นื ๆ อวยั วะสบื พันธ์ุมกั จะยาวและขดตวั หรอื อยใู่ นซีลอมเทยี มโดยไม่
มีเยื่อยึด

ตวั ผู้ อวยั วะสืบพันธุข์ องตัวผ้สู ่วนใหญ่มเี พยี ง 1 อัณฑะ สเปิร์มสรา้ งจากเซลลส์ บื พันธ์ุ (Germ Cell) ที่
อยู่ปลายอัณฑะ หรอื อาจสร้างจากผนังของอัณฑะ สเปิร์มไมม่ ีแฟลเจลลมั วาส เดเฟอเรนส์ เป็นทอ่ จากอณั ฑะ
ยาวลงมายังตอนท้ายตัว และตอนปลายขยายออกเปน็ ถุงเก็บสเปิร์ม (Semin Vesicle) ซ่ึงที่ผนังมีเซลล์ตอ่ ม
สร้างสารหล่อล่ืนให้สเปิร์ม ต่อมาเป็นท่อฉีดสเปิร์ม (Ejaculatory Duct) ซื่งเปิดเข้าโคลเอคา และมีต่อม
ลกู หมากหรอื ต่อมพรอสเทต (Prostate Gland) เปดิ เข้าทอ่ ฉดี สเปริ ม์ ทผ่ี นังของโคล เอคามีถุงนี้จะสร้างเดอื ย
ท่ใี ช้ในการจับคู่ (Spicule Pouch) ถงุ นจี้ ะสร้างเดือยซงึ่ เปน็ สารควิ ทเิ คลิ ใช้ในการจบั คู่ผสมพนั ธ์ุ (Copulatory
Spicule) หนอนตวั กลมส่วนใหญ่มีเดอื ย 1 คขู่ นาดเทา่ กนั หรืออาจไม่ เทา่ กัน มีเพยี ง 2-3 ชนดิ ทม่ี เี พยี ง 1 อนั
ถุงเดือยของหนอนบางชนิดสร้างสารช้ินเล็ก ๆ ท่ีเรียกว่า กูเบอ นาคูลัม (Gubernaculum) เป็นตัวนาเดือย
ออกมาทีท่ วารหนัก เดือยจะทาหน้าท่ีชว่ ยถา่ ยสเปริ ม์ โดยจะขยายรูสืบพนั ธ์ขุ องตวั เมียให้กวา้ งขน้ึ

38

ตวั เมีย อวยั วะสืบพนั ธุ์ของตัวเมีย สว่ นใหญ่มเี ป็นคู่ รงั ไข่เป็นทอ่ ยาวขดพนั กนั ตอ่ จากรังไขเ่ ปน็ ท่อนา
ไข่ ปลายท่อพองออกเป็นถงุ รับอสุจิ (Seminal Receptable) ถัดมาเป็นถุงยาวใหญค่ อื ยทู รี่ ัส (Uterus) ยูท่ีรสั
จากท่อนาไข่ทั้งสองรวมเข้าวาไจนา (Vagina) ปลายวาไจนาเปิดออกท่ีรูสืบพันธุ์ (Gonopore) หรือ วูลวา
(Vulva) ท่ีบรเิ วณกึ่งกลางดา้ นทอ้ งคอ่ นมาขา้ งหน้า

การปฏิสนธิ ตัวผู้จะใช้หางพนั ตัวเมยี ตรงบริเวณรสู บื พนั ธุ์ ตัวผู้อาจอยู่ในลกั ษณะลาตัว ตั้งฉากกับตวั
เมีย หรือด้านหัวขนานคกู่ ับด้านหัวของตัวเมีย หรืออาจกลบั หัวสลบั กับตัวเมียกไ็ ด้ เมอ่ื ตวั ผู้ใชเ้ ดอื ยสอดเขา้ ไปที่
รสู บื พันธต์ุ ัวเมยี ถา่ ยสเปริ ์มเข้าวาไจนาแลว้ ตัวหนอนจะแยกออกจากกัน สเปริ ม์ เคลือ่ นยา้ ยไปตามยทู ีร่ สั ไปยงั
ถุงรับสเปิรม์ การปฏิสนธิเกิดขน้ึ ภายในถุงรับสเปริ ์ม ไข่ทีไ่ ด้รบั การปฏิสนธิ จะมีเย่ือหุ้มหลายช้ันและเคลอ่ื นทไี่ ป
ยังบริเวณรูสืบพันธ์ุโดยอาศัยแรงอัดของของเหลวในซีลอม จานวนไข่ แตกต่างกันตามแต่ชนิดของหนอน
หนอนตวั กลมทเี่ ป็นปรสิตวางไข่ถงึ 200,000 ฟอง เปลือกไข่เป็นสาร ประเภทไคตนิ จงึ ทนตอ่ ความแห้งได้ดี ตวั
อ่อนจะฟักอยูใ่ นเปลือกไขแ่ ละลอกคราบอยู่ในเปลือกไข่ 1-2 คร้งั ก่อนจะฟกั ออกมาภายนอก โดยทว่ั ไปหนอน
ตัวกลมจะลอกคราบ 4 ครั้งก่อนจะเป็นตัวเต็มวยั ตวั เตม็ วยั ไมม่ กี ารลอกคราบอีก

หนอนตัวกลมทีเ่ ปน็ ปรสติ หนอนตัวกลมเปน็ ปรสติ ทง้ั ในสตั ว์และพืช คนแทบทกุ คนและสตั ว์มกี ระดกู
สนั หลังเกอื บทุกชนิด จะมีหนอนตัวกลมอาศยั อยู่ด้วย แต่ทไ่ี ม่มอี าการผิดปกติเน่อื งจากหนอนตัวกลมส่วนใหญ่
ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ อันตรายมากนัก สาหรบั หนอนตัวกลมทส่ี าคญั มอี ยู่หลายชนิดคอื

1.พยาธิไสเ้ ดือน ซ่งึ มชี ือ่ วทิ ยาศาสตรว์ ่า Ascaris Jumbricoides มีประมาณการวา่ ทว่ั โลกมคี นได้รับ
พยาธิตัวน้ีถึง 700 ล้านคน หนอนตัวเมียยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร และหนอนตัวผ้ยู าวตวั แก่ดารงชีวิต
อยู่ในลาไสเ้ ลก็ ของคน กินอาหารในลาไสเ้ ล็กของคน และดูดเลอื ดจากแผลท่ีผนังลาไส้ พยาธิไส้เดือนสามารถ
วางไขไ่ ด้มากถึง 200,000 ฟองตอ่ วนั และมีชีวิตอยใู่ นลาไส้เลก็ ของคนนานนบั ปี ตวั อ่อนระยะแรกอยใู่ นเปลือก
ไข่แล้วลอกคราบระยะที่ (M1) และเจริญอยา่ งรวดเรว็ เปน็ ตัวออ่ น ระยะที่ 2 อย่ใู นเปลือกไข่ การติดต่ออาจเกดิ
ในระยะนี้ เมือ่ ไขถ่ กู กนิ เขา้ ไปโดยโฮสต์ ตัวอ่อนระยะท่ี 2 พกั ออกจากเปลอื ก ตวั อ่อนฝงั ตวั เข้าไปในผนงั ลาไส้
เข้าสกู่ ระแสเลอื ดไปยังตบั หวั ใจ และปอด ตามลาดับ ตวั อ่อนเจาะเขา้ ผนงั ปอดเข้าไปในถงุ ลมของปอด ตอ่ มา
ไปยงั ท่อของถุงลม (Bronchioles) มายงั ขว้ั ปอด (Bron Chus) หลอดลม และเขา้ สู่ฟารงิ ซ์ ตวั อ่อนถูกกลืนกลบั
เข้าไปยงั หลอดอาหาร กระเพาะระยะเวลาในการเดินทางไปตามอวัยวะต่าง ๆ ประมาณ 10 วนั ระหว่างนต้ี ัว
อ่อนลอกคราบระยะท่ี 2 สิ้นสุดทีล่ าไส้เล็ก กลับมาทลี่ าไส้เลก็ จะลอกคราบครงั้ 3 (M2 และ M3) เป็นตัวอ่อน
ระยะท่ี 3 และ 4 เมือ่ ตัวอ่อนระยะท่ี 4 กลบั มาที่ลาไสเ้ ล็กจะลอกคราบครง้ั สุดท้าย (M4) และเจรญิ เปน็ ตวั แก่
ใชเ้ วลาประมาณ 2 เดือน
2.พยาธิปากขอ (Hook Worm) พยาธิปากขอทีพ่ บทว่ั ไปในคนคือ Necator Americanus และ Aneylostoma
Duodenale ชื่อพยาธิปากขอมาจากลักษณะทปี่ ลายหัวงอไปทางดา้ นหลงั ของ ลาตัว Ngeator Americanus
พบในทวีปอเมริกา และเป็นชนิดที่พบได้มากกว่า Ancylostoma Duodenale คนในสหรัฐอเมริกามีพยาธิ
ชนดิ นถี้ ึงรอ้ ยละ 95

พยาธิปากขอมีอุ้งปากขนาดใหญ่ที่มีฟัน (Teeth) หรือแผ่นตัด (Cutting Plate) อยู่ในอุ้งปาก
พยาธปิ ากขอ คอื การสูญเสียเลือดและก่อใหเ้ กดิ โรคโลหิตจาง (Anemia) พยาธทิ ่มี ีอย่ใู นรา่ งกาย พยาธปิ ากขอ
ตัวผู้มีส่วนหางแผ่ออก และมีแขนงของเนือ้ มาคาจุนคลา้ ยร่มเรียกว่าเบอร์ซา (Bursa) ตัวผู้ยาว 7-9 มิลลเิ มตร
ส่วนตวั เมยี ยาว 9-11 มิลลเิ มตร และมีหางเรียวตามปกติ ตวั เมียวางไข่มากถึง 100,000 ฟอง ตอ่ วัน ไขอ่ อกมา
กับอุจจาระของโฮสต์เจรญิ เปน็ ตัวออ่ นและฟักตัวออกจากไข่อยู่ตามดิน กินจุลินทรยี ์และ อุจจาระเปน็ อาหาร

39

ระยะน้ีเป็นระยะที่ดารงชีวิตอยู่ได้เอง มีการลอกคราบ 2 ระยะ (M, และ My) เป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ซ่ึงเปน็
ระยะตดิ ตอ่ ตวั ออ่ นระยะตดิ ต่อจะเจาะเข้าผวิ หนงั บรเิ วณง่ามนว้ิ เทา้ ของโฮสต์เข้าสกู่ ระแสเลอื ดไปยงั ปอดเขา้ สู่
ถุงลมไปยังหลอดลมและฟาริงซ์ ในท่สี ุดถกู กลืนเขา้ ไปในลาไสเ้ ลก็ ระหว่างทางผ่านเข้าอวยั วะตา่ งๆ มีการลอก
คราบระยะท่ี 3 เป็นตัวอ่อนระยะท่ี 4 เขา้ สู่ลาไสเ้ ลก็ ลอกคราบระยะสดุ ท้ายเป็นตัวแก่ในลาไส้เล็ก

3.พยาธทิ รคิ ินา (Trichina Worm - Trichinella Spiralis) เปน็ พยาธิขนาดเลก็ ทก่ี อ่ ใหเ้ กิดโรคทริคิโน
ซสี (Trichinosis) ตวั ผูย้ าวประมาณ 1.6 มิลลิเมตร ตัวเมียยาวประมาณ 4 มิลลเิ มตร การตดิ ตอ่ เกดิ จากการกนิ
เนื้อ หมูที่ไม่สกุ ดี ตัวแก่ท้ังสองเพศฝังตัวอยใู่ นเย่ือบุผนังลาไสเ้ ลก็ หลังจากจับคู่ผสมพันธุ์แล้ว ตัวผู้ตายไปแล้ว
ถูกขับออกมากับอุจจาระ ตัวเมียฝังลึกเข้าไปในผนังลาไส้ ตัวอ่อนระยะที่ 1 ฟักออกจากไข่ต้ังแต่อยู่ในยุทรี ัส
(Ovoviviparous) ตัวเมียจะให้ตัวอ่อนได้มากถงึ 1,500 ตัว ตัวเมียมีอายุไมน่ านก็จะตายไป ตัวอ่อนระยะท่ี 4
จะออกจากตวั แม่ทางวูลวาแลว้ เจาะเข้าผนังลาไสเ้ ข้าสกู่ ระแสเลือดไปยงั กล้ามเนื้อลายตามแขน ขา และผนัง
ลาตวั ตวั อ่อนเจาะฝงั เข้าไปในกลา้ มเน้อื และเขา้ เกราะ ซสี ตม์ เี ปลือกหินปูนหมุ้ แต่ละซีสตม์ ตี ัว ออ่ นได้มากกว่า
1 ตวั ซสี ตส์ ามารถมีชวี ิตอยูไ่ ด้นาน 7-8 ปี เม่ือโฮสต์ถาวรกนิ เน้อื ท่มี ซี ีสตเ์ ขา้ ไปในทางเดินอาหาร ตวั ออ่ นออก
จากซสี ต์เจรญิ เปน็ ตัวแก่

ทริคิโนซีส (Trichionosis) เป็นโรคที่รุนแรงอาจถึงตายได้ อาการของโรค คือ กล้ามเนื้ออักเสบ
แข็งตวั และลีบเลก็ โฮสตถ์ าวรทส่ี าคญั ที่สดุ คอื หนู แต่เกิดไดก้ ับสตั ว์เลี้ยงลูกดว้ ยนา้ นมทุกชนิด

4 พยาธิแส้ม้า (Whipworm - Trichuris Trichiura) คาว่า Trichiura แปลว่า หางเป็นเส้น ตัวของ
พยาธิแสม้ ้ามสี ่วนทโ่ี ปง่ พองออกคลา้ ยด้ามแส้ และส่วนท่ีเรยี วยาวออกไป เดมิ เขา้ ใจว่าส่วน ดา้ มแมเ้ ปน็ ส่วนหัว
และสว่ นท่เี รียวยาวเปน็ หาง แต่ความจรงิ แล้วสว่ นหัวกลบั เรยี วยาว เพราะภายในตวั มเี พียงทอ่ ทางเดินอาหาร
ส่วนต้นเท่านั้น แต่ส่วนท้ายมีท้ังทางเดินอาหารและอวัยวะสืบพันธ์ุอยูด่ ้วย พยาธิแส้ม้าตัวผู้ยาวประมาณ 45
มิลลิเมตร ลาตัวตอนท้ายม้วนขดเป็นวง ตัวเมียยาวประมาณ 50 มิลลิเมตร ส่วน ท้ายยาวมนตามปกติ ตัวแก่
อาศัยอยู่ในลาไสแ้ ละไสต้ ่ิงของสัตว์เลย้ี งลกู ด้วยนา้ นมโดยการฝังตวั เข้าไปใน ผนังลาไส้ ถ้ามีปรมิ าณมากทาให้
ตายได้ พบมากในเดก็

5.พยาธิเข็มหมุดหรือพยาธิเส้นด้าย (Pinworm, Thread Worm - Enterobius Vermicularis) เป็น
หนอนพยาธิที่แพรก่ ระจายมากทสี่ ุด เป็นพยาธิทพ่ี บมากในเด็ก และไม่มีอนั ตรายรา้ ยแรงนัก เพราะตัวหนอน
อาศัยอยู่ในท่อทางเดินอาหารเท่านั้น ตัวผู้ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร หางม้วนงอ ตัวเมียยาว ประมาณ 12
มิลลิเมตร ตัวหนอนอาศัยอยูใ่ นเรคตัม เม่ือผสมพนั ธ์ุแลว้ ตัวเมียคลานออกมาวางไข่บรเิ วณทวาร หนักในเวลา
กลางคืน เวลาคลานออกมาจะทาให้โฮสต์เกิดอาการคนั เม่ือเด็กเกาจะมไี ข่ติดไปกับเล็บ เอามือเข้าปากไขจ่ ะ
กลบั เขา้ ทางเดินอาหารลอกคราบและฟกั เป็นตัวแกน่ อกจากนี้ไข่ยังออกมาติดตามทีน่ อน และเสอ้ื ผา้ ในโฮสต์
ตัวเมียท่ีคลานออกมาวางไข่จะกลับเข้าไปในเรคตัมใหม่ ดังนั้นพยาธิชนิดนี้จึงครบวงชีวิต ในโฮสต์เพียงชนดิ
เดียวเท่าน้นั

6 พยาธิตัวจดี๊ (Gnathostoma Spinigerum) เป็นพยาธใิ นลาไสข้ องสตั วกินเนื้อ หวั ของพยาธิ ฝังเข้า
ไปในกระเพาะและทาใหเ้ กดิ เนือ้ งอกในกระเพาะ โฮสตส์ ่ือกลางท่ี 2 ของพยาธติ วั จ๊ดี คือ ปลา สัตว์ เลอื้ ยคลาน
ในนา้ และสัตว์สะเทินนา้ สะเทินบก โดยท่ีพยาธิจะเจรญิ เปน็ ตวั ออ่ นระยะที่ 3 อยู่ในโฮสตเ์ หล่าน้ี และในระยะน้ี
จะมีการถ่ายเทพยาธิเข้าสู่โฮสต์ส่ือกลางที่ 2 อื่นๆ โดยตัวอ่อนจะไม่สามารถเจริญเป็นตัวแก่ นอกจากโฮสต์
ถาวรที่เป็นสัตว์กินเน้ือจะกนิ เข้าไป คนเราจัดเป็นโฮสต์สอื่ กลางท่ี 2 ท่ีได้รับพยาธิมาโดย บังเอิญ ตัวอ่อนไม่
สามารถพัฒนาเปน็ ตัวแก่ในคน แตต่ ัวออ่ นจะเจาะผนังกระเพาะเข้าสเู่ น้ือเย่อื แลว้ คลานไปตามใต้ผิวหนงั ไปยัง
อวยั วะต่างๆ ทาใหเ้ กิดอาการปวดจดุ ๆ และที่อันตรายทสี่ ดุ ก็คอื การเขา้ ไป ทาลายเนือ้ เยอ่ื สมองทาใหต้ ายได้

40

7.ปาราสิตในพืช หนอนตัวกลมที่เป็นปรสิตในพืชซึ่งมักเรียกว่าไส้เดือนฝอยจะมีขนาดเล็กตัวยาว
ประมาณ 34 มลิ ลิเมตร พบครง้ั แรกจากปมบนตน้ ขา้ วสาลี ตอ่ มาพบว่าปมทีร่ ากของแตงกวาเกิดจาก หนอนตวั
กลม Meloidogyne sp. ซ่ึงเป็นพยาธิตัวกลมในพืชที่แพรห่ ลายมาก รูปร่างของพยาธิอาจเป็นเส้น ยาวเรียว
และตัวเมยี สว่ นใหญม่ ีลักษณะเป็นถงุ และหนอนกลมุ่ น้ีจะมีสไทเลตในอ้งุ ปากไว้เจาะเนอ้ื เยื่อพืช ลักษณะการ
เ ป็ น ป รสิต มี 3 ลั ก ษณะ คื อ ป ร สิ ตเก าะ ดูด น้ าเลี้ย งภา ยน อก ( Ectoparasite) ป รสิต ถึงภายใน
(Serniendoparasite) คือฝังบางส่วนของลาตัวเข้าไปในพืช และปรสิตภายใน (Endoparasite) เข้าไปอยใู่ น
พชื ท้งั ตัวเป็นปรสิตในพืชท่แี พร่กระจายทว่ั โลก ก่อให้เกดิ ปมบนรากของพืชทวั่ ไป Knot Nematode) ตวั ผยู้ าว
เรียว ตวั เมียปอ้ มสนั้ และพฒั นาเปน็ ถุงทรงกลมในทส่ี ดุ

หนอนตัวกลมที่ดารงชีพเป็นอิสระ หนอนตัวกลมทีด่ ารงชวี ติ เป็นอิสระพบทัว่ ไปในน้าจดื ในทะเล ใน
ดนิ ชนื้ ลักษณะเด่นคอื ผิวตัวบางใส สามารถมองเห็นอวัยวะภายในไดช้ ดั เจน โดยท่ัวไปจะมีขนาดเล็กกว่าพวก
ทเ่ี ปน็ ปรสติ สกุลท่ีพบบ่อย ๆ ในนา้ จืดได้แกส่ กลุ Rhabditis ซง่ึ แพร่กระจายอย่ทู วั่ โลก นอกจากนี้ระยะตวั ออ่ น
(Larval) ของหนอนตวั กลมที่เปน็ ปรสติ บางระยะจะดารงชีวิตเป็นอสิ ระอยใู่ นน้า รอโอกาสท่จี ะเขา้ สู่โฮสต์เพ่ือ
ดารงชีวิตเป็นปรสิตต่อไป เช่น พยาธิปากขอมตี ัวออ่ นระยะท่ี 1 และ 2 ดารงชีวิตเปน็ อสิ ระอยู่ในน้า เรยี กตวั
อ่อนระยะนี้ว่า Rhabditis Form เพราะรูปรา่ งคล้ายสกุล Rhabditis ต่อมาลอกคราบเป็นระยะ Filari-Form
ซึง่ เป็นระยะตดิ ตอ่ ชอนไชเข้าสรู่ า่ งกายคน

หนอนตัวกลมที่ดารงชีวิตเป็นอิสระอีกชนิดหน่ึงท่ีรู้จักกันมานานแล้วได้แก่ หนอนน้าส้มสายชู
(Vinegar Eel) ชนิด Turbatrix Acet มักพบในถังหมักน้าส้มสายชู หนอนชนิดน้ีออกลูกเป็นตัวแบบ
Ovovivipa-Rous (อ้างองิ จาก : หนง้ สอื สตั ววิทยา ผแู้ ตง่ : บพิธ จารุพันธ์)

41

Phylum annelida (แอนเนลลิดา)

สตั วใ์ นไฟลัมแอนเนลดิ า มีรา่ งกายที่ประกอบดว้ ยปล้อง (Segment) เรยี งตอ่ กันในแนวยาว เรยี ก
ลักษณะน้ีว่า เมตาเมอริซึม (Metamerism) แต่ละปล้องเรียกว่า เมตาเมีย (Metameres) จานวนปล้องพบ
ต้ังแต่ 10 ปล้อง จนถึง 1000 ปล้อง ปล้องท่เี กดิ ใหม่ๆจะอยูท่ า้ ยตวั ปล้องที่เกดิ ก่อนอยู่ทางดา้ นหนา้ ของลาตัว
ปล้องแต่ละปล้องจะมีลกั ษณะคลา้ ยกัน ส่วนของลาตัวท่ีอยู่หน้าสุดเรียกว่าโปรสโตเมียม (Prostomium) หรื
ออครอน (Acron) สว่ นนย้ี งั ไม่ถือวา่ เปน็ ปลอ้ ง เพราะมีโครงสรา้ งและอวัยวะไมเ่ หมอื นปล้องอนื่ ๆ ปลอ้ งถัดมา
เรียกเพอริสโตเมียม (Peristomium) นับเป็นปล้องแท้จริงปล้องแรกลอ้ มรอบปาก การเกิดปล้องใหม่จะเกดิ
หน้าไพจิเดยี ม

1.รา่ งกายแบ่งเป็นปลอ้ งอยา่ งแทจ้ รงิ มีสมมาตรแบบคร่งึ ซีก (Bilateral Symmetry)

2.มีรยางค์เป็นแทง่ เลก็ ๆ เรียกว่า เดือย (Setae) เป็นสารไคติน (Citin) เช่น ไส้เดือนดิน มีเดือยช่วย
ในการเคล่ือนที่และการขุดรู ส่วนไส้เดือนทะเลมีเดือย และแผ่นขาหรือพาราโพเดีย (Parapodia) ย่ืนออกมา
ทางดา้ นขา้ งของลาตวั ใชใ้ นการเคลื่อนท่ี แต่ปลงิ ไมม่ รี ยางคใ์ ด ๆ

3.มีช่องตัวท่ีแท้จรงิ ช่องตัวถูกแบง่ ออกเปน็ ห้อง ๆ โดยมีเย่ือก้ัน (Septum) ก้ันช่องตัวไว้ภายในชอ่ ง
ตวั มีของเหลว (Coelomic Fluid) บรรจุอย่ทู าให้ร่างกายไม่แฟบ

4.ทางเดินอาหารสมบูรณเ์ ป็นท่อยาวตลอดร่างกาย

5.ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นแบบปิด (Closed Circulatory System) น้าเลือดมีสีแดง เพราะมี
ฮีโมโกลบินละลายอยหู่ ายใจผ่านทางผิวหนัง หรือเหงือก

6.ระบบขบั ถา่ ยจะเป็นอวยั วะขบั ถา่ ย ทีเ่ รยี กวา่ เนฟรเิ ดยี (Nephridia) อยู่ทกุ ปลอ้ ง ๆ ละ 1 คู่ เนฟ
รเิ ดียจะช่วยขบั ของเสียออกจากชอ่ งตัวและกระแสโลหิตออกนอกร่างกายทางรขู บั ถ่าย (Nephridiopores)

ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)

ทอ่ ทางเดนิ อาหารจะเปน็ ทอ่ ตรงแบบสมบรู ณ์ (Complete Digestive Tract) อาจจะแบง่ ออกเป็น
หลาย ๆ ส่วนขึ้นอยกู่ บั ประเภทของการกนิ อาหาร ผนงั ของท่อทางเดนิ อาหารจะมกี ล้ามเนอื้ บุอยู่ เพือ่ ทาหน้าท่ี
บีบตัวทาใหเ้ กิดการเคล่อื นไหวแบบลูกคลืน่ (Peristalsis Movement)

42

การหมนุ เวยี นและการแลกเปล่ยี นแกส๊ (Respiratory System)

ระบบหมนุ เวียนโลหติ เป็นแบบปดิ เสน้ เลือดหลกั ทท่ี าหนา้ ที่ในการหมุนเวียน ได้แก่

1.Dorsal Vessel อยู่เหนือทางเดินอาหารยาวไปตลอดความยาวของลาตวั
2.Ventral Vessel อยู่ใตท้ อ่ ทางเดนิ อาหาร
3.หัวใจ (Heart) เปน็ เสน้ เลอื ดท่เี ชือ่ มระหวา่ งเส้นเลอื ดดา้ นหลงั กับเส้นเลือดด้านท้อง เปน็ วงแหวนรอบ
ทอ่ ทางเดินอาหารตอนตน้ ๆ เสน้ เลอื ดมีความแตกต่างกันมากทัง้ จานวนเสน้ เลือด และตาแหน่งของเส้น
เลือด นอกจากนบ้ี างชนิดจะมีเลอื ดทีไ่ หลเวียนอยู่ในแอ่งเลอื ดเปน็ ท่อยาวต่อเนื่องกนั คล้ายกับเสน้ เลือด
แต่ไม่มีผนังเส้นเลือดอย่างแท้จริง มักเรียกว่าเลือด (Blood Channel) หรือแอ่งเลือด (Blood Sinus)
เลือดประกอบไปด้วยเซลล์เมด็ เลือด ที่มรี ปู รา่ งเหมอื นตัวอมบี า เรียกว่า (Phagocytic Amoebocyte) ที่
ละลายอยู่ในพลาสมา (Plasma) มีหลายแบบ เช่น ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) สีแดงฮีมีริทริน
(Hemerythrin) สีแดงคลอโรครูโอรนิ (Chlorocruorin) สีเขยี วการแลกเปล่ียนแกส๊ จะใช้ผิวหนงั เปน็ หลกั
บางชนิดอาจใช้เหงอื ก (Gill) ในการแลกเปลย่ี นแก๊ส

การขบั ถ่ายของเสยี (Waste Excretion)

อวัยวะขับถ่ายท่ีพบมี 2 ประเภท โปรโตเนฟฟรเิ ดีย (Protonephridia) พบในแอนเนลิดโบราณ และ
เมตาเนฟฟริเดีย (Metanephridia) โปรโตเนฟฟรเิ ดียมีปลายท่อด้านในที่แตกแขนงและปลายตัน ที่ปลายมี
เซลล์จาเพาะที่เรียกว่า โซลีโนไซท์ (Solenocyte) ซ่ึงคล้ายและอาจจะ homologous กับเซลล์ขับถ่าย
(Flame Cell) ของกลุ่มสัตว์ไม่มชี ่องตัว โซลีโนไซท์เป็นท่อสนั้ ๆ หุ้มแฟลกเจลลัมหน่ึงเส้น ส่วนเมตาเนฟฟ
ริเดียปลายท่อที่จุ่มอยู่ในของเหลวในช่องตัวจะมีลักษณะเป็นกรวย มีขนส้ัน ๆ บุอยู่ท่ีขอบเรียกว่า เนฟ
โฟลสโตม (Nephrostome) สว่ นทอ่ ขับถ่ายจะขดงอไปมามเี สน้ เลือดฝอยหลอ่ เลี้ยง ของเสยี จะถกู กรองเข้าสู่
กรวยโดยตรง (Direct Filtration) ของเสยี ทีถ่ ูกขบั ถ่ายออกมานี้ เป็นพวกแอมโมเนยี ยเู รีย กรดยรู กิ

ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรสู้ กึ (Nervous System and Sense Organ)

ระบบประสาทประกอบไปดว้ ยปมประสาท และเส้นประสาท (Nerve Cord) ปมประสาททสี่ าคญั
ไดแ้ ก่

1.สมอง (Brain) เกดิ จากปมประสาทเหนอื หลอดอาหาร (Supraesophageal Ganglion) 2 ปมเชื่อม
รวมกนั จงึ มลี ักษณะเป็นพู 2 พู (Bilobed Brain) มกั เรยี กวา่ Cerebral Ganglia

2.ปมประสาทใต้หลอดอาหาร (Subesophageal Ganglian) อย่ใู ต้สมอง

43

3.Circumenteric Connective หรือ Cicumesophageal Connective เป็นเส้นประสาทเชื่อม
ระหว่างสมองกบั ปมประสาทสมองใตห้ ลอดอาหารมี 1 คู่ โดยจะโอบหลอดอาหาร (Pharynx or Esophagus)
เอาไว้

4.เส้นประสาทด้านท้อง (Ventral Nerve Cord) เป็นเส้นประสาทที่ต่อออกมาจากปมประสาทใต้
หลอดอาหาร ปกติจะมีสองเส้นและมีปมประสาทอยู่หลายปม แต่ในบางกลุ่มจะมกี ารเช่ือมรวมกนั เปน็ เสน้
เดียว ปมประสาทแตล่ ะปมมีแขนงประสาทแยกออกมา 3-5 คู่ส่งไปอวยั วะต่าง ๆ ในเสน้ ประสาทด้านท้องจะ
มีเซลล์ขนาดใหญ่ หลายเซลลท์ าหน้าท่คี วบคมุ การทางานของกลา้ มเนื้อ ทาให้เคลื่อนท่ีได้รวดเร็ว เพราะรับ
ความรู้สึกและส่งความรู้สึกเร็วมาก เซลล์ประสาทในสมองบางเซลล์ และปมประสาทใต้หลอดอาหาร
เรยี กวา่ เซลล์คลอมาฟฟนิ (Chromaffincell) ทาหนา้ ที่สรา้ งสารคลา้ ยฮอรโ์ มน ทาหนา้ ที่ควบคมุ การสบื พันธุ์

อวัยวะรบั ความรู้สกึ ท่พี บประกอบด้วย

1.ตา มีทง้ั แบบที่เป็นตารับแสง (Photoreceptor) ธรรมดาและตาชนิดท่ีรบั ภาพได้
2.เซลลร์ ับสัมผสั (Tactil Cell ) กระจายตัวอย่ทู ่วั ผิวตวั รบั ความรสู้ ึกโดยการสัมผสั
3.อวัยวะรับความรู้สกึ ทางเคมี (Chemoreceptor) เป็นเซลล์บางเซลล์ในช้ันอิพเิ ดอมสิ ท่ที า
หนา้ ทร่ี บั ความรสู้ กึ ทางด้านเคมี ช่วยในการหาอาหาร
4.อวยั วะทรงตวั (Statocyst) สร้างทอ่ หรอื ขดุ รูและอยดู่ ้านใน

ระบบสบื พันธ์ุ (Reproductive System)

มที ้งั เพศรวมและเพศแยก การสบื พันธ์ุส่วนใหญเ่ ปน็ แบบอาศยั เพศมีเพยี งบางชนดิ เท่านน้ั ท่ี
สบื พันธ์ุโดยการแตกหนอ่ (Budding) อวัยวะสบื พนั ธุ์จะอยใู่ นปลอ้ งลาตัวชว่ งใดช่วงหน่ึงในตาแหนง่ ทแี่ น่นอน
ในแต่ละชนดิ เซลล์สบื พันธทุ์ ั้งไขแ่ ละสเปริ ม์ จะออกจากรังไขห่ รืออณั ฑะมาอยู่ในชอ่ งตวั ในรปู ของแกมโิ ตโกเนีย
(Gemetogonia) ซ่งึ เป็นระยะไมส่ มบรู ณ์เตม็ ท่ี ดงั นนั้ ต้องอยู่ในช่องตวั ระยะหนงึ่ กอ่ น หลงั จากนนั้ จงึ ออกนอก
ตัวโดยทอ่ ช่องตวั (Coelomoduct) หรอื ใช้ทอ่ ขับถา่ ยชนิดเมตาเนฟฟรเิ ดยี ม นาเซลลส์ บื พนั ธุอ์ อกนอกตัว เพอ่ื
การปฎสิ นธิ ซง่ึ จะมกี ารปฎสิ นธภิ ายในตวั และนอกตัว

การจาแนกประเภท (Classification)

การจาแนกประเภทจะอาศัยซิต้ีเป็นตัวจาแนก เพราะไคลเทลล่ัมนั้นจะปรากฎให้เห็นต่อเม่ือ
เจริญเติบโตพรอ้ มจะสืบพนั ธเ์ุ ทา่ น้ัน สว่ นซิตีจ้ ะปรากฏให้เห็นต้งั แตแ่ รก จาแนกออกเปน็ 3 Class คือ

Phylum Annelida จาแนกไดด้ งั นี

1. Class Polycheata สร้างท่อ (Tube) อาศยั อยใู่ นทอ่

Subclass Errantia – Nereis , Perinereis

Subclass Sedentaria – Tube Worm

44

2.Class Oligochaeta อยู่บนบกขดุ รใู นดินชื้น ๆ
3.Class Hirudinea

1.Class Polychaeta
ลกั ษณะทวั่ ไป (General Characteritics)

ตัวโพลีคีตปประกอบไปด้วยส่วนหวั ลาตัวและปลายหาง (Pygidium) ส่วนหัวจะเกิดจากโปรสโต
เมียม (Prostomium) และเพอริสโตเมียม (Peristomium) ที่เปลี่ยนแปลงไป ตา (ถ้ามี) จะอยู่บนโปรสโต
เมียม สว่ นหนวด(Tentacle) จะตดิ อยู่ท้งั โปรสโตเมียมและเพอรสิ โตเมียม พวกท่ีสรา้ งทอ่ หรอื ขุดรอู ยจู่ ะไมม่ ตี า

การหมุนเวียนโลหิตและการแลกเปล่ียนแกส๊ (Respiratory System)

ระบบหมุนเวยี นเลือดเจรญิ ดีมีเส้นเลือดขนาดใหญ่ ใช้แอ่งเลือดรบั เลือด (Sinus) ซ่ึงมีลักษณะเป็น
ช่องยาว ๆ อยู่เหนือทางเดินอาหารแทนเส้นเลือด รงควัตถุในการหายใจที่อยู่ในพลาสมาส่วนมากเป็น
ฮีโมโกลบิน มีบางชนิดเป็นคลอโรคลูโอรนี อวัยวะในการแลกเปล่ยี นแก๊สใช้ผิวตัว พวกที่มีขนาดใหญ่จะใช้
พาราโปเดยี มทาหน้าทีเ่ ป็นเหงือกด้วยทาหน้าที่แลกเปลีย่ นแก๊สหรอื อาจใช้ผวิ ตวั แลกเปล่ียนแกส๊ โดยตรง

ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรสู้ ึก (Nervous System and Sense Organ)

ระบบประสาท ถ้าเป็นพวกที่ยังโบราณอยู่เสน้ ประสาทท้อง จะเป็นเส้นคู่พวกท่ีพัฒนาแล้วเส้นคู่
เช่อื มรวมกนั เป็นเสน้ เดีย่ ว เสน้ ประสาทอาจจะฝังในชนั้ กล้ามเน้อื หรอื ลอยอยใู่ นช่องตวั กไ็ ด้

อวัยวะรับความรู้สึกประกอบด้วย
1.ตา (Eye) พบในพวก Errantia มี 2-4 คู่ โดยปกติมันจะหนีแสงจ้า ๆ พวกที่ว่ายตามผิวน้า

ตามีขนาดใหญม่ ากและเช่ือว่าสามารถรับภาพได้ พวกท่ีอยู่ในท่อหรือขุดรูไม่มตี า แต่อาจจะมเี ซลล์
รบั แสง กระจายอยตู่ ามผิวหนงั สามารถรับแสงได้

2.เซลลร์ ับสมั ผัส (Tactile Cell) พบทวั่ ไปตามผิวตัว โดยเฉพาะรยางค์ข้างตัวและส่วนหัว
3.อวัยวะนูเคลิ (Nuchal Organs) พบบรเิ วณสว่ นหวั เปน็ อวยั วะรบั ความรสู้ ึกทางเคมี
4.สเตโตซีส (Statocysts) พบในโพลีคีตกลุ่มพวก Sedentaria บางชนิดท่ีอยู่ในท่อพบทผ่ี นัง
ตัวส่วนหัวเปน็ อวัยวะในการทรงตวั

ระบบสืบพนั ธุ์ (Reproductive System)

อวัยวะสืบพนั ธุ์ของโพลิคีตไม่ปรากฎเด่นชัด ไข่หรือสเปริ ม์ จะสรา้ งจากเยื่อยุช่องท้อง ของปลอ้ ง
หลาย ๆ ปล้องบรเิ วณส่วนทา้ ยชองลาตัว ในช่วงฤดูสืบพนั ธุป์ ลอ้ งบรเิ วณนี้จะบวม มสี ีแตกตา่ งจากบริเวณอ่ืน

45

เซลล์สืบพันธุ์จะหลุดออกจากเยื่อบชุ ่องท้องและลอยอยู่ในของเหลวในช่องตัว เซลล์สืบพันธ์ุเหล่าน้ีจะยงั ไม่
เจริญเต็มทจี่ ะเจริญอยู่ในชอ่ งทอ้ งอกี ระยะหนงึ่ จนเจริญเต็มทีจ่ ึงออกจากตัวทางทอ่ สืบพนั ธ์ุหรอื ทะลผุ วิ ออกมา
อยใู่ นน้าทะเล มีการปฎสิ นธิในน้าทะเล พวกท่ีอยใู่ นท่อมักปฎสิ นธภิ ายในท่อเพศเมียตัวอ่อนเจริญอยใู่ นทอ่

Subclass Errantia

เป็นพวกท่ีอาศัยอยู่ตามพื้นทราย หรือว่ายน้าเป็นอิสระขุดรูอยู่ตื้น ๆ แต่ไม่อยู่ในรูตลอดเวลา
หนอนกลุ่มน้ีจะมีส่วนหัวเจริญดีมาก มีเขี้ยว (Jaw) สาหรับจับเหยื่อเป็นอาหาร เช่น มาเพรียง (Nereis ,
Perinereis)

Subclass Sedentaria

เปน็ พวกทข่ี ดุ รู อย่อู ย่างถาวรหรอื อยใู่ นท่อ ส่วนหวั ของหนอนกลุม่ น้จี ะไม่เจริญ ไม่มีตาไมม่ ีเข้ียว
แต่จะมหี นวด (Tentacle) จานวนมากชว่ ยกรองอาหาร พาราโปเดยี มเลก็ มาก ซีตี้น้อยมาก ผวิ ตวั มีเมือกมาก
เช่น หนอนทอ่ (Tube Worm)

2.Class Oligochaeta

ลักษณะทัว่ ไป (General Characteritics)

สัตว์ในคลาสโอลิโกคีตา ส่วนใหญ่อยู่บนบกโดยขุดรอู ยู่ในดินชื้น ๆ ที่มีสารอินทรยี ์สงู ได้แก่ไส้เดือน
ดิน การเป็นปล้องเกิดจากร่องลึกระหวา่ งปลอ้ ง

1.ซติ ้ี จะพบในแต่ละปล้อง ยกเว้นปลอ้ งแรกและปล้องบริเวณไคลเทลลมั และไพจเิ ดียมไม่มซี ติ ี้
2.ไคลเทลลมั พบในไสเ้ ดอื นระยะตวั เตม็ วยั เทา่ นั้น
3.ช่องเปิดอวัยวะสืบพนั ธุ์ มี 1 คู่ อยทู่ ่ปี ลอ้ ง 18
4.เนฟฟริดิโอฟอร์ ชอ่ งเปิดจากท่อขบั ถา่ ย กระจายอยูต่ ามปลอ้ งไม่มีแบบแผนทแี่ นน่ อน
5.ช่องด้านหลัง เป็นรูกลางหลังอยู่ตรงรอยต่อระหว่างปล้อง รูน้ีจะทะลุเช่ือมกับช่องตัว นาเอา
ของเหลวออกมาเคลือบผวิ
6.ปุ่มสืบพันธุ์ เป็นอวยั วะยึดเกาะขณะจบั คผู่ สมพนั ธม์ุ ี 2 ค่บู นปล้องท่ี 17 และ 19

ระบบหมุนเวียนและการแลกเปลยี่ นแก๊ส (Respiratory System)

มีเส้นเลือดหลักอยู่ 3 กลุ่ม คือ เส้นเลือดกลางหลัง (Dorsal Blood Vessel) เส้นเลือดใต้ลาไส้
(Ventral Blood Vessel) และเส้นเลือดด้านท้องและด้านข้างของเส้นประสาท (Subneural and Lateral
Neural Blood Vessel) นอกจากน้ียังมเี ส้นเลือดด้านข้างเป็นเสน้ เลอื ดขยายใหญ่บีบหดตัวได้ดีมักเรียกหัวใจ
เทียม การแลกเปล่ยี นแก๊สใช้ผิวตัวเป็นหลักโดยกระบวนการแพร่

การขบั ถ่าย (Waste Excretion)

ไส้เดือนดินใช้เมตาเนฟฟริเดีย กาจัดของเสียโดยกรองของเสียจากช่องตัวและกาจดั ออกนอกตวั
ปล้อง 3 ปล้องแรก และปล้องสดุ ทา้ ยไมม่ เี มตาเนฟฟรเิ ดยี ปลอ้ งอ่นื ๆ จะมปี ลอ้ งละ 1 คู่ มีเมตาเนฟฟรเิ ดยี ท่ี

46

ปล้องท่ี 4,5 และ 6 ท่ีมีลักษณะพิเศษคือ จะสกัดของเสียเข้าสฟู่ าริงซ์ และปล่อยใหข้ องเสยี ออกไปกับกาก
อาหาร เมตาเนฟฟรเิ ดยี บริเวณฟารงิ ซ์คือ ปล้องท่ี 7-14 จะมีที่ผิวตัว จานวนมากกระจายท่ัวปลอ้ ง กาจดั
ของเสยี ซึ่งมีทั้งแอมโมเนยี และยูเรียปล้องท่ี 15 ขึ้นไป

ระบบประสาทและอวัยวะรบั ความรูส้ ึก (Nervous System and Sense Organ)

ระบบประสาทของไส้เดือนดิน มีโครงสร้างเช่นเดียวกับลักษณะทั่วไปของแอนเนลิดเพียงแต่
เสน้ ประสาททอ้ งสองเส้นจะเชือ่ มรวมกนั เป็นเสน้ เดยี ว เสน้ ประสาทด้านท้องนจี้ ะอยู่ในชั้นกล้ามเน้อื ของผนัง
ตัว สมอง มีลักษณะเป็นสองพู เพราะเกิดจากปมประสาทหน้าหลอดอาหารมาเชื่อมรวมกนั อยู่เหนือหลอด
อาหาร

อวยั วะรับความรูส้ กึ

1.ตา มีตาลักษณะเป็นรูปถ้วยที่มีรงค์วัตถุอยู่ (Pigmented - Cup Ocelli) แต่ตาของโอลิโกคีต
สว่ นมากมีเซลล์รับแสงอยใู่ ต้ชั้นอพี เิ ดอมิสบรเิ วณโปรสโตเมยี ม
2.อวัยวะรับความรู้สึกทางเคมี เปน็ กลุ่มเซลล์ในช้ันอีพเิ ดอมิสรวมกันเป็นกระจุกหรอื เป็นปุ่ม ปลาย
ด้านบนของเวลล์มีขนส้ัน ๆ ติดอยู่ทาหน้าที่รับการกระตุ้น ปลายเซลล์ด้านล่างเช่ือมต่อกับ
เส้นประสาท

ระบบสบื พนั ธ์ุ (Reproductive System)

โอลิโกคีตท่ีอยู่ในน้าหลายชนิด สืบพันธุ์โดยการแบ่งตัวตามขวาง ทั้งน้ีแต่ละชนิดจะมีตาแหน่ง
ของปล้องแต่ละปล้องท่ีแน่นอนในการแบ่งตัว ส่วนของลาตัวท่ีขดออกมาจะสร้างส่วนหัวข้ึนมาใหม่ โดย
กระบวนการงอกใหม่ ในบางครงั้ ตัวใหม่ยังไมท่ นั หลุดออกจากตวั เดิมก็จะแบง่ ตวั ทนั ทที าให้เกดิ เปน็ สายยาว

ไส้เดอื นดนิ ทอ่ี ยบู่ นบกจะมีเพศรวมอวัยวะสบื พันธจุ์ ะพบในตาแหนง่ ท่แี น่นอนในแตล่ ะสกุลอวัยวะสืบพนั ธ์ุของ
ไส้เดือนดินประกอบด้วยกันและเอาไว้ สเปิรม์ จากช่องตัวเพศผตู้ ัวหน่ึง จะส่งเข้าไปเกบ็ ในถงุ สเปิร์มทลี ะค่จู น
ครบทุกคใู่ ชเ้ วลาจบั นานประมาณ 1 ชัว่ โมง จึงแยกออกจากกัน เม่อื ไสเ้ ดอื นแยกออกจากกันประมาณ 2-3วัน
จะมีการเปลย่ี นแปลงที่บรเิ วณไคลเทลลมั เพื่อสรา้ งถงุ หมุ้ ไข่ (Cocoon) ต่อมเมือกจะสรา้ งเมอื กคลมุ บริเวณไคล
เทลลัมและสร้างโคคูน จะสร้างเปลือกของโคคูน ซึ่งเป็นสารคล้ายไคติน สารนี้จะแข็งตัวเมื่อถูกอากาศ
กลายเปน็ แผน่ เหนียว ๆ ตอ่ มาสร้างไขข่ าว ออกมาอยใู่ นเปลือกของโคคนู ซ่ึงมีช่องเพศเมียอยู่ที่ไคลเทลลัมจะ
ปล่อยไข่ออกมาอยู่ในโคคูน หลังจากนั้นโคคูนจะแยกตัวออกจากผนังตัวของไส้เดือนดินคล้ายกับเป็นปลอก
หลวม ๆ เม่ือไส้เดือนดินหดตัวและเคล่ือนทถี่ อยหลงั โคคูนจะเคล่ือนที่ไปข้างหน้า เมื่อเคล่อื นทีผ่ ่านชอ่ งเปดิ
ของถุงสเปิรม์ ก็จะรบั สเปริ ม์ เข้ามาในโคคูน และมีการปฎสิ นธิภายในโคคูน เมื่อโคคูนหลดุ ออกจากตัวไสเ้ ดือน
ปลายสองดา้ นของโคคนู ก็จะหดปิดสนิท เป็นถุงรูปไขม่ ีสเี หลอื งออ่ น ๆ

47

3.Class Hirudinea

ปลงิ น้าจืดมีลาตัวด้านหลงั โค้งนนู เลก็ น้อย ดา้ นทอ้ งเรียบ มจี านวนปลอ้ งคงที่ คอื 34 ปล้อง ปลอ้ ง
แต่ละปล้องจะมปี ล้องย่อยต้ังแต่ 2-5 วง ส่วนมากมี 3 วงย่อยต่อ1ปล้อง ปลงิ มีแว่นดูด 2 อัน อยู่ทางหัวและ
ท้ายคือ แว่นดูดรอบปาก (Oral Suker) เกิดจากปล้องหน้าสดุ 5 ปล้องทดี่ ้านท้องเช่ือมรวมกันเปน็ แว่นดูด มี
ปากอย่กู ลางส่วนแวน่ ดดู ตอนทา้ ย (Caudal Suker) มีขนาดใหญก่ วา่ เกิดจากสองปล้องสุดท้ายเปล่ยี นแปลงไป

การแลกเปล่ียนแกส๊ (Respiratory System)

ปลิงใช้ผวิ ตัวในการแลกเปลยี่ นแก๊ส มีบางชนิดเชน่ ปลงิ ในครอบครัว (Piscicolidae) มีเหงือกอยู่
ขา้ งตัวท้งั สองขา้ ง ภายในเหงือกมีของเหลวของช่องตวั บรรจุอย่เู ตม็

การขับถา่ ยของเสยี (Waste Excretion)

ปลงิ มอี วยั วะขับถ่ายชนิดเมตาเนฟฟริเดยี จานวน 10-17 คู่ โดยจะพบบนปลอ้ งบรเิ วณกลาง ๆ
ตวั ปล้องละ1 คู่ เมตาเนฟฟริเดียมีขนาดใหญแ่ ละมีสว่ นประกอบดงั นี้

1.เนฟโฟรสโตม เป็นสว่ นปลายทจ่ี มุ่ อยใู่ นทอ่ ของชอ่ งตัว
2.แคปซลู เป็นกระเปาะกลมตอ่ จากเนฟโฟรสโตม ทาหนา้ ที่สรา้ งของเหลวในช่องตวั
3.ท่อขับถา่ ย เป็นท่อขดไปมา กรองของเสียและนาไปเก็บท่ีสว่ นปลายท่อ ซึ่งพองออกเป็นถุง กอ่ นจะ
ปล่อยออกนอกตัวทางเนฟฟรดิ ิโอพอร์ของเสียเป็นแอมโมเนียและยเู รยี

ระบบประสาทและอวัยวะรับความร้สู ึก (Nervous System and Sense Organ)

ระบบประสาทเจรญิ ดีท่สี ุดในบรรดาสตั ว์ในฟลัมแอนเนลลิดาด้วยกัน ตัวเซลล์ประสาทในปม
ประสาทจะรวมตัวกนั เปน็ กลมุ่ หลายกลุม่ เส้นประสาททอ้ งยังเป็นเสน้ คู่แตป่ มประสาทบนเสน้ น้ีจะเชื่อมกันเปน็
ก้อนเดี่ยว สว่ นโครงสรา้ งอ่นื ๆ ของระบบประสาทเหมือนกับโอลโิ กคีต

อวยั วะรบั ความรู้สึกของปลงิ ประกอบดว้ ย

1.ตา อยู่ทางด้านหลังของส่วนหัว มีต้ังแต่ 1-5 คู่ เรียงเป็นแถวตามแนวยาว ตาประกอบรับแสง อยู่
รวมกันเปน็ กระจกุ ในแอ่ง ปลิงชอบแสงอ่อน ๆ ยกเว้นเวลาหวิ จะออกล่าเหยื่อทม่ี ีแสงจา้ ๆ ได้
2.ตุ่มรับความรู้สึก เป็นกลุ่มเซลล์รับความรู้สึก ปลายด้านบนของเซลล์ มีขนส้ัน ๆ ติดอยู่เป็นกระจุก มี
ลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ เรียงตัวเป็นวงอยู่บนร่องระหว่างปล้อง หรือกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่ทาง
ดา้ นหลงั ของแตล่ ะปลอ้ ง


Click to View FlipBook Version