98
3. หลอดอาหาร เปน็ ท่อเล็ก ๆ อยตู่ ดิ อย่ทู างด้านหลังของฟารงิ ซ์
4. กระเพาะเป็นทอ่ ตอ่ จากหลอดอาหาร มีการยอ่ ยอาหารนอกเซลล์
5. ลาไส้ ยาวและวกกลบั ขนึ้ ไปทางดา้ นหนา้ ไปเปดิ ออกท่ที ่อน้าออก การดูดซึมเกิดท่ลี าไส้
6. ทวารหนักอยู่ใตท้ อ่ นา้ ออก
น้ากรองออกจากฟาริงซ์ทางชอ่ งเหงือก ผนังรอบช่องเหงอื กประกอบด้วย ผนังฟาริงซ์ในแนวขวาง คอื
Transerse Bar และผนังฟาริงซ์ในแนวต้ังคือ Longitudinal Bar ภายในผนัง ฟาริงซ์จะมีท่อเลือด (Blood
Channel) แตกแขนงอยู่ตามขอบของช่องเหงือกเวลาท่ีน้าผ่านออกมาจากฟาริงซ์จะมีการแลกเปลี่ยนแก๊ส
ระหวา่ งนา้ กับทอ่ เลือดเหล่าน้ี
ระบบขบั ถ่าย (Excretory System)
ของเสียส่วนใหญ่ประมาณ 90% เป็นแอมโมเนียซึ่งจะกาจัดผ่านออกทางฟาริงซ์ ทูนิคหรือผิวของ
อวัยวะอ่นื ๆ อมโี บไซท์ทาหน้าทข่ี บั ถ่ายโดยการดูดซึมเอากรดยรู ิคและของเสยี ที่เป็นของแข็งและอน่ื ๆ ไว้จน
เต็ม อมโี บไซท์เคลอื่ นทไี่ ปเกาะทผี่ วิ ของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะอวยั วะทางเดนิ อาหารและระบบสบื พันธ์ุ ซ่ึง
จะเกาะอย่ตู ลอดชวี ิต
ระบบหมุนเวียน (Respiratory System)
เพรียงหัวหอมมรี ะบบหมุนเวียนแบบเปิด เลือดของเพรยี งหวั หอมไม่มีรงควัตถุในการหายใจ แต่มอี มี
โบไซท์อยู่มาก หัวใจเป็นท่อสัน้ ๆ อยู่ในแอ่งหัวใจท่ีบริเวณห่วงของทางเดินอาหาร หัวใจเกิดจากการโป่งย่นื
ออกมาของเย่ือหุ้มหัวใจ หัวใจวางตัวในแนวหลัง-ท้อง เส้นเลือดที่ออกจากหัวใจทางด้านท้องคือ
Subendostyle Vessel อยู่ที่ผนังด้านท้องของฟาริงซย์ าวขึ้นไปด้านหนา้ เส้นเลือดนี้จะแตกแขนงเปน็ ทอ่ นา
เลือดเข้าไปในผนังฟาริงซ์ (Pharyngeal Channel) ซ่ึงจะรวมกันเข้าสู่ Medial Dorsal Sinus อยู่ใต้ Dorsal
Lamina เสน้ เลอื ดนี้จะแตกแขนงเขา้ ไปอวัยวะภายในต่าง ๆ แล้วรวมเข้าเป็น Dorsal Abdominal Sinus เข้า
สูห่ วั ใจ ทางด้านหลัง เพรียงหวั หอมมีการไหลเวียนเลอื ดได้ทั้ง 2 ทศิ ทาง เชน่ ถา้ ฉดี เลือดออกทางดา้ นทอ้ งแลว้
พกั สกั ครจู ะสูบฉีดเลอื ดออกทางด้านหลังสลบั กัน
ช่องตวั (Coelomate)
เพรียงหวั หอมไม่มชี ่องตัวที่แท้จรงิ เนอ่ื งจากช่องตัวหายไปในระหวา่ งวิวัฒนาการช่องตัวทเ่ี หลืออยู่คือ
ชอ่ งว่างรอบหวั ใจและอพิ ิคาร์เดยี ม (Epicardium) อพี คิ าร์เดียมพฒั นามาจากเอนโดเดริ ์มเปน็ ทอ่ นา้ ที่ขนานกบั
ทางเดินอาหาร ยงั ไม่ทราบหน้าท่ีท่แี ท้จรงิ
ระบบประสาท (Nervous System)
เพรียงหวั หอมมีปมประสาทสมอง (Cerebral Ganglion) อยู่ในมีเซนไคม์ของผนังตัวบริเวณระหวา่ ง
ท่อน้าท้ังสอง จากปมประสาทน้ีจะมีเส้นประสาทไปยงั สว่ นต่าง ๆ ของลาตัวใต้ปมประสาทนี้จะมีต่อมใตป้ ม
ประสาท (Subneural Gland) ซึ่งมีช่องว่างภายใน ด้านหนา้ ของตอ่ มเปน็ ท่อออกไปทกี่ รวยซีเลียทอ่ี ยทู่ างด้าน
99
หลังของฟาริงซ์ ด้านท้ายของต่อมมีเส้นประสาทของเน้ือเยื่อซึ่งเจริญข้ึนมาแทนท่ีเส้นประสาทของตัวอ่อน
ดังนั้นจึง Homologous กบั เส้นประสาทสนั หลังของคอรเ์ ดทอนื่ ๆ
เพรียงหัวหอมไม่มีอวัยวะรับความรูส้ ึกเฉพาะ แต่มีเซลล์รับความรู้สึกอยมู่ ากมายในบริเวณทอ่ นา้ ท้งั ดา้ นนอก
และด้านในท่ีหนวดและในเอเตรียม เซลล์รับสัมผัสและเชลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับสารเคมีที่รวมอยู่ด้วยนัน้
นา่ จะมสี ว่ นในการควบคมุ กระแสการหมนุ เวียนน้า
การสืบพนั ธุ์ (Reproductive System)
การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ เพรียงหัวหอมส่วนใหญ่มเี พศรวม และมักจะมีอัณฑะและรังไข่อย่างละ
หน่ึงอัน โดยท่ัวไปรังไข่จะอยู่บริเวณเหนือกระเพาะมีลักษณะเป็นถุง ส่วนอัณฑะอยู่ถัดลงมา ท่อนาไข่
(Oviduct) และทอ่ นา้ สเปิรม์ (Sperm Duct) เปน็ ทอ่ ขนานกนั ไปเปิดออกท่เี อเตรียม
เพรยี งหัวหอมตวั เด่ยี ว ๆ มกั จะสรา้ งไข่ท่มี ไี ข่แดงน้อย การปฏสิ นธเิ กดิ นอกตัวในนา้ ทะเล ตวั ออ่ นของ
เพรียงหัวหอมคล้ายลูกอ๊อดของกบ จึงเรียกว่าตัวอ่อนลูกอ๊อด (Tadpole Larva)
การสบื พันธุแ์ บบไม่อาศัยเพศ เปน็ การแตกหนอ่ ทาใหเ้ กิตโคโลนี แต่ละตวั ในโคโลนีมขี นาดเล็กแต่เมื่อ
อยรู่ วมกนั จะเปน็ โคโลนขี นาดใหญ่
2.Class Thaliacea
Thaliacea เป็นพวกที่วา่ ยน้าเปน็ อิสระเปน็ แพลงกต์ อน มีเพียง 6 สกุล ดารงชีวิตอยู่ในเขตอบอุน่ Thaliacea
ทุกชนิดมกี ารสบื พนั ธท์ุ ้ังสองแบบในวงชีวิต ในการสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศ ไข่ที่ปฏสิ นธแิ ล้วเจริญเป็นโอโอซูอิด
(Oozooid) แต่ถ้าเป็นการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ หน่อจะเจริญเป็นบลาสโตซูอิด
(Blastozooid)
Pyrosoma โคโลนีมีลักษณะเป็นท่อปลายเปิดด้านเดียวเคล่ือนท่ีโดยการลอยตัวไปในแนวนอน ขนาดของ
โคโลนีอาจยาวถึง 2 เมตรเปลือกเป็นเยลลาตินและมีแขนงย่ืนออกมา Pyrosoma มีการเรืองแสงเกิดจาก
แบคทีเรียที่อาศยั อยู่ร่วม (Sym Bioticbateria) ในเซลลข์ องมีเซนไคม์ และไข่ ตัวยาว 25-120 เซนตเิ มตร ทอ่
กลวงของ โคโลนีเป็นทอ่ รวมนา้ ออก (Common Cloaca) แต่ละตัวคือซูอิด (Zooid) บนผนังของโคโลนีจะมี
ท่อน้าเข้าหันออกภายนอก และท่อน้าออกหันเข้าท่อรวมน้าออก ช่องเปิดของท่อรวมน้าออกมีวิลัม (Velum)
ซึ่งเปน็ เยื่อปิดทมี่ รี ูให้น้าออก การปฏิสนธิเกิดขึ้นภายในตัวและเจริญเปน็ เป็นโอโอซอู ิดอยบู่ รเิ วณใกลก้ บั หัวใจ
ทางตอนท้ายของเอนโดสไตล์ โอโอซอู ิดจะมีสโตลอนงอกแทงทะลุออกจากซูอดิ มีการแตกหน่อเปน็ บลาสโต
ซูอดิ (Blastozooid) 4 หน่อเรยี งเป็นสายยาว หนอ่ ทั้ง 4 จะเคลือ่ นย้ายมาเรียงตัวที่ผิวรอบโอโอซูอดิ ซ่ึงจะออก
จากโคโลนีแม่ตามทางน้าออกเจริญเป็นโคโลนีใหมโ่ ดยการแตกหน่ออยา่ งต่อเนือ่ งจากหน่อเดิม 4 หน่อ
Doliolum มตี ัวเต็มวยั เป็นโกโนซูอิดทเ่ี ป็นตัวเดี่ยว ๆ (Solitary Phase) รูปรา่ งคล้ายถงั เหลา้ ตัวยาวประมาณ
1-2 เซนติเมตร เปลือกบางใส ผนังตัวมีแถบกลา้ มเน้ือเป็นวงสมบูรณ์อยู่ 8 แถบ แถบแรกและแถบสุดทา้ ยทา
หน้าท่ีเป็นกลา้ มเนือ้ หูรดู ช่องน้าเข้าและออกอยู่ตรงขา้ มกัน เคลื่อนท่ีด้วยแรงฉีดของน้า ฟาริงซม์ ชี ่องเหงอื ก
หลายช่องอย่ทู างตอนทา้ ยเท่านนั้ มเี อนโดสไตล์ แต่ไม่มีดอรซ์ ัล ลามินา อณั ฑะอยู่ใกล้ เอนโดสไตล์ และถัดมา
เปน็ รงั ไข่ ไขท่ ี่ผสมแล้วออกมาเจรญิ อยู่ในทะเลเปน็ ตัวอ่อนทมี่ ีลกั ษณะคลา้ ยลกู อ๊อดมที ูนิคหนาหมุ้ มีหาง ต่อมา
100
หางจะหายไปเจริญเป็นโอโอซูอิด (Oozooid) ซ่ึงมีแขนงย่ืนออกมาจากส่วนท้ายของลาตัวทางด้านหลังคือ
สเปอร์ (Spur) หรือคาโดฟอร์ (Cadophore) ทางด้านท้องบรเิ วณถัดจากเอนโดสไตล์จะมสี โตลอน ซึ่งปลาย
ของสโตลอนจะมีหน่อบลาสโตซูอิดเกิดข้ึน บลาสโตซูอิดจะเคล่ือนย้ายไปเกาะที่คาโดฟอร์เรียงตัวเป็นแถว
ตามยาว แถวของบลาสโตซอู ดิ ทางดา้ นข้างไมม่ ีอวัยวะสืบพันธุ์ ทาหน้าทกี่ นิ อาหารเพือ่ เลย้ี งโคโลนีเป็นแกสโตร
ซูอิด (Gastrozooid) แถวกลางไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์ แต่จะมีแขนงย่ืนออกมาทางด้านท้อง (Ventral Spur)
เปน็ โฟโรซอู ิด (Phorezooid) บลาสโตซอู ิดบางตวั จะมาเกาะทส่ี เปอรข์ องโฟโรทูอิดและเจรญิ เปน็ โกโนซอู ิดซึ่ง
จะหลุดออกไปเจริญเปน็ ตวั เต็มวยั ใหม่
-Salpa พบในทะเลเกือบทุกแห่ง ช่วงท่ีเป็นตัวเด่ียว (Solilary Phase) เป็นโอโอซูอิดท่ีเกิดจากไข่ท่ี
ผสมแล้ว ลาตัวใส มีก้อนสีดาภายในตัวคือ นิวเคลียส (Nucleus) ซึ่งประกอบด้วย กระเพาะ ลาไส้และต่อม
นา้ ยอ่ ย Salpa มแี ถบกลา้ มเน้อื วงแหวน 7 แถบท่ีไมส่ มบรู ณ์ ไม่มผี นังทางดา้ นขา้ งของฟาริงซ์ ชอ่ งของฟารงิ ซ์
จึงต่อเนื่องไปกับเอเตรยี ม แต่จะมีแถบของสนั เหงอื ก (Gill Ridge) พาดระหว่างฟารงิ ซก์ ับเอเตรียม ซ่ึงกค็ อื
ดอร์ซัล ลามินานั่นเอง ด้านท้องมีเอนโดสไตล์ สโตลอนเกิดใกล้กับเอนโดสไตล์เป็นเส้นยาว มีการแตกหน่อ
เกดิ บลาสโตซอู ดิ เรียงเป็นแถวอยู่บนสโตลอน บลาสโตซอู ดิ มอี วยั วะสบื พันธุ์ และมีการปฏสิ นธภิ ายในไขท่ ่ีผสม
แล้วเจริญอยู่ทีผ่ นงั ฟาริงซ์จนเป็นโอโอซอู ิดจงึ ออกจากตัวแม่ (Viviparous)
3.Class Larvacea
Larvacea (ชื่อ Larvacea แสดงถึงการที่ตัวเต็มวัยยังคงมีลักษณะบางประการของตัวอ่อนอยู่) เป็น
แพลงก์ตอนท่ีพบได้ทว่ั ไป ขนาดตัวเล็กยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และโปร่งแสงอวัยวะสบื พันธุ์สแี ดงและสี
ม่วง มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเพียงอย่างเดียว เปลือกหุ้มตัวเป็นเยลลาติน ซึ่งอาจจะหุ้มท้ังตัว หรือเป็น
เหมอื นฟองอากาศตดิ อยกู่ บั ตัว
-Oikopleura มีขนาดเล็ก ลาตัวยาวไม่เกิน 5 มิลลิเมตร มีหางของตัวอ่อน (Larva Tail) ซ่ึงยาว
ประมาณ 3-7 เทา่ ของลาตัว หางบดิ ไปข้างหน้าขนานไปกับลาตัว ดา้ นหลงั ของหางมีเส้นประสาทสนั หลังและ
โนโตคอร์ดขนานกันอยู่ ลาตัวรวมทั้งหางจะมเี ปลอื กหุ้ม เปลอื กแยกตัวจากผิวตวั สองข้างของดา้ นหลังเปลอื ก
จะมีชอ่ งนา้ เขา้ (Incurrent Window) 1 คู่ ซ่งึ มลี กั ษณะคล้ายตะแกรงกรองนา้ จะมเี พยี งช้ินส่วนขนาดเล็กมาก
เท่านั้นที่จะผ่านเข้าไปได้เป็นการกรองขั้นต้น (Prefilter) กระแสน้าจะผ่านต่อไปยังระบบกรองน้าเพ่ือกรอง
อาหาร อาหารที่ถูกเมอื กจับไว้จะผ่านเข้าปาก ส่วนน้าที่กรองออกมาจะผ่านออกจากเปลือกไข่ แรงดันน้าใน
เวลาฉดี น้าออกจะทาให้ตัวเคลื่อนท่ีไปในทิศทางตรงข้ามเปลือกของ Oikopleura มีขนาดใหญ่กวา่ ตวั มาก ทา
ให้เคลือ่ นตัวอยู่ในเปลือกได้ การหมนุ เวียนเกดิ จากการเคลือ่ นไหวแบบลกู คลนื่ ของหาง น้าที่หมุนเวียนเข้ามา
ทางแผ่นกรองจะทาให้แผ่นกรองอุดตันจึงต้องมีการเปลี่ยนเปลือกใหม่ ที่เปลือกจึงมีช่องเปิดสาหรับให้ตัว
Oikopleura ออกมาเพอ่ื สร้างเปลอื กใหม่ซ่งึ มักจะสร้างใหมท่ ุก 3 ชั่วโมง
2.Subphylum Cephalochordata
Cephalochordata (การท่ีมโี นโตคอร์ดยาวเข้าไปถงึ หวั ) มีชื่อสามัญวา่ Lancelets ตามลักษณะรปู รา่ งที่คลา้ ย
หอก ส่วนคาว่า Amphioxus เคยเป็นช่ือสกลุ ของ Brachiostoma แต่ปัจจบุ นั ใช้ Amphioxus เป็นช่อื สามัญ
101
ของ Cephalochordate ซึ่งมีเพียง 2 สกุล คือ Branchiostoma และ Asymmetron และทั้งหมดมีเพียง
ประมาณ 30 ชนิด Asymmetron ตา่ งจาก Branchiostoma ตรงทม่ี อี วยั วะสบื พนั ธเ์ุ พียงข้างขวาขา้ งเดียว
Amphioxus
แอมฟิออกซัสเปน็ สตั ว์ที่น่าสนใจเน่ืองจากมีลักษณะสาคัญของคอร์เดททง้ั 3 ประการ และจัดตัวใน
ลกั ษณะที่ไม่ซับซอ้ น และอาจจะมีส่วนคล้ายคลงึ กบั บรรพบรุ ุษของคอร์เดท
ตัวแอมฟิออกซัสยาวประมาณ 5 เซนติเมตร หัวท้ายเรียว ตัวแบนทางด้านข้าง ตัวค่อนข้างจะโปร่งแสง
ดารงชวี ิตอย่ใู นท่ีตน้ื ตามทะเลในเขตรอ้ นและเขตอบอุ่น โดยจะฝังตัวอยใู่ นทรายท่สี ะอาดหรอื ตามหนิ ทรายการ
ฝงั ตัวจะฝงั ตัวตั้งฉากกบั พ้ืนโผลเ่ ฉพาะปลายดา้ นหนา้ ออกมาในเวลากลางคืนอาจจะไมฝ่ งั ตัว แตจ่ ะว่ายน้าโดย
การเคลอ่ื นไหวกลา้ มเนื้อทางด้านขา้ งของลาตวั และแอมฟอิ อกซัสยังสามารถเคลื่อนทีไ่ ปในทรายไดด้ ี
ลกั ษณะภายนอก (General Characteristics)
รูปร่างของแอมฟอิ อกซัสคล้ายปลา แต่ไม่มคี รบี ขา้ งและส่วนหัวแยกออกจากตัวได้ไม่ชัดเจน กึ่งกลาง
ด้านหลังของลาตัวมีครีบหลงั (Dorsal Fin) ยาวตลอดความยาวของลาตัว ครีบตอนท้ายแผ่ออกเปน็ ครีบหาง
(Caudal Tin) และครบี ทางดา้ นทอ้ งยาวออกไปด้านหนา้ เปน็ ครีบทอ้ ง (Ventral Fin) ท้งั ครบี หลงั และครบี ทอ้ ง
มแี กนค้าจนุ เปน็ แท่งโครงรา่ ง (Skeletal Rod) เรยี งตอ่ กันเปน็ แถวอยู่ในครบี (Fin Ray) แทง่ โครงรา่ งเป็นสาร
ประเภทเยลลาตินและเน้ือเยื่อเก่ียวพนั ลาตัวด้านท้องบรเิ วณหน้าครีบท้องจะแบนและสองข้างของท้องจะมี
ผนังยื่นลงมา เรียกว่า Metapleural Fold ด้านหน้าของลาตัวมีลักษณะเป็นกรวยลึกลงไปเป็นกรวยปาก
(Vestibule, Oral Hood) ที่ขอบของกรวยปากมีหนวดอยู่คือ Oral Tentacle บริเวณฐานของครีบหางทาง
ด้านซ้ายจะมีช่องเปิดของทวารหนัก และหน้าครีบท้องมีช่องเปิดของเอเตรียม เรียกว่า เอทริโอพอร์
(Atriopore)
ผนงั ตวั
ผนังตัวประกอบด้วย อพิ ิเดอมิส ซ่งึ จะสร้างคิวตเิ คิลหุม้ ตัว ใตอ้ พิ ิเดอมสิ เปน็ เย่ือเกี่ยวพนั เปน็ ชัน้ บาง ๆ
และมีเซลล์รบั ความรู้สึกอยู่ แต่ไม่มีต่อมและไม่มีเซลลเ์ ม็ดสี ถัดเข้าไปจึงเป็นกล้ามเน้ือทบี่ ุด้วยเพอริโตเนียม
กล้ามเน้ือของแอมฟิออกซัสเป็นปลอ้ งและมีลกั ษณะเป็นบล๊อกรูปตัว V และเป็นเสน้ ใยตามยาว เรียกว่าไมโอ
โตม (Myotome) หรือไมโอเมีย (Myomere) เย่ือที่หุ้มกล้ามเนื้อแต่ละปล้องเป็นเส้นใยของเน้ือเยื่อเก่ยี วพนั
เรียกว่า ไมโอคอมมา (Myocomma) ผนังตัวทางด้านท้องประมาณ 2 ใน 3 ของลาตัว ส่วนหน้าจะเป็น
กล้ามเน้อื ตามขวาง (Trans Verse Muscle)
โครงร่าง แอมฟิออกซัสมิโนโตคอรด์ เปน็ แท่งทรงกระบอกยาวจากหัวไปถึงหาง และมีอยู่ตลอดชวี ิต
นอกจากน้ียังมแี ท่งโครงรา่ ง (Skeletal Rod) เรียงตัวเปน็ แถวคา้ จนุ ครีบ เรยี กว่า Fin Ray และคา้ จุนกรวยปาก
และหนวดทก่ี รวยปาก
102
ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)
แอมฟิออกซัสกนิ อาหารโดยการกรอง (Filter Feeder) อาหารของแอมฟิออกซัสเป็นส่ิงมีชีวิตขนาด
เลก็ ทม่ี ากับนา้ ในการหมนุ เวยี นนา้ ทางเดินอาหารประกอบดว้ ยอวยั วะดงั น้คี อื
- ช่องปาก อยู่บนเย่ือวีลัม (Velum) และมีกล้ามเน้ือวงกลมลอ้ มปาก และหนวดบนเมอ่ื วีลมั (Velar
Tentacle) 12 เสน้ หนวดทาหน้าทป่ี ้องกนั ไมใ่ ห้สงิ่ ของแข็ง ๆ ผา่ นเข้าปากผนงั ดา้ นในของกรวยปากมกี ารโป่ง
ออกเปน็ ลอนทีม่ ีซเี ลยี อยู่ คอื Wheel Organ หนวดทข่ี อบของกรวยปากมีเซลล์รบั ความรู้สึกอยู่
- ฟาริงซ์ เปน็ อวยั วะขนาดใหญซ่ ง่ึ แบนด้านข้าง ผนงั ดา้ นในของฟาริงซ์จะมรี ่องกลางดา้ นหลังเรียกว่า
Hyperbranchial Groove (Epipharyngeal Groove) และร่องกลางด้านท้องเรียกว่า Hypobranchial
Groove (Endostyle)
- ลาไส้ ตอนต้นของลาไส้มีแขนงยื่นออกมาทางด้านหน้าเป็นแขนงจากทางเดินอาหารตอนกลาง
(Midgut Cecum) เป็นต่อมสร้างน้าย่อยจึงมักเรียกว่า ตับ (Liver) แต่ทางานไม่เทียบเท่ากับตับของสัตว์มี
กระดูกสันหลงั
- ทวารหนักเป็นช่องเปิดปลายลาไส้ เปิดออกทางด้านซ้ายของลาตวั บริเวณฐานของครีบหาง
ระบบหายใจและระบบหมุนเวียน (Respiratory System)
ฟารงิ ซ์ยดึ ตดิ ทางด้านหลงั และหอ้ ยอยู่ในช่องเอเตรียม (Atrium) ซึ่งบดุ ว้ ยเย่อื ประเภทเอคโตเดริ ์ม น้า
ผา่ นเข้าทางปาก กรองออกจากฟาริงซ์ผา่ นชอ่ งเหงือก แลว้ ออกทางเอทริโอพอร์ ผนงั ฟาริงซท์ ี่อยรู่ ะหว่างซ่อง
เหงอื ก คือ Gill Bar การหายใจเกดิ ข้ึนในขณะที่นา้ ผ่านออกมาจากชอ่ งเหงอื ก
หัวใจของแอมฟิออกซัสไม่มีกล้ามเนื้อบุ แต่จะมีลักษณะเป็นช่องว่างหรือแอ่งเลือดอยู่ทางตอนท้าย
ของฟารงิ ซ์ เลือดจากแอ่งเลอื ดนจ้ี ะออกมาทางด้านท้อง (Ventral Aorta) ซ่ึงจะหดตัวอย่างตอ่ เนื่องทาให้เกิด
แรงดันเลือดสง่ เลอื ดออกมายัง Afferent Branchial Artery ท่แี ตกแขนงอยูใ่ น Gill Bar แล้วออกจาก Gill Bar
ทาง Efferent Brachial Artery เข้าสู่ Dorsal Aorta ซ่ึงมีอยู่ 1 คู่ทางด้านหน้าแล้วรวมเป็นเส้นเดียวทาง
ตอนท้าย เลือดท่ีฟอกแลว้ นี้จะส่งไปยังอวัยวะภายในต่าง ๆ โดยแตกแขนงเป็น Intestinal Capillaries และ
รวมกันเป็น subintestinal vein ซ่ึงจะรับสารอาหารจานวนมากจากลาไส้และนาเลอื ดเข้าตับทาง Hepatic
Portal Vein เส้นเลอื ดจากตบั คอื Hepatic Vein จะนาเลือดเขา้ แอ่งเลอื ด
ระบบขบั ถา่ ย (Excretory System)
อวัยวะขับถ่ายเป็นโปรโตเนฟฟรเิ ดยี อยู่ทางดา้ นหลงั ของฟารงิ ซ์ เนฟฟริเดียแต่ละอนั มี Flame Cell
หลายเซลล์ โปรโตเนฟฟรเิ ดียมที่เชอื่ มระหวา่ งซ่องตัวกับเอเตรยี มมีเป็นรอ้ ยคู่
ระบบประสาท (Nervous System)
แอมฟอิ อกซสั มีเส้นประสาทยาวอยดู่ ้านหลังในโตคอร์ด ด้านหนา้ ขยายใหญข่ ้ึนเลก็ นอ้ ยเปน็ สว่ นสมอง
ทีด่ ้านหน้ามีจุดตาสีดาเปน็ กลมุ่ และเรยี งเปน็ แนวอยู่ทางดา้ นท้องของเส้นประสาท
103
ระบบสบื พนั ธ์ุ (Reproductive System)
แอมฟิออกซิสมีเพศแยก อวัยวะสืบพันธุ์มีจานวนมากเป็นก้อนหลายคู่โปง่ ย่ืนเข้าไปในเอเตรียม เม่ือ
ผนังของอวัยวะสืบพันธ์ุแตก จะปล่อยไข่หรือสเปิร์มเข้าสู่เอเตรียมออกไปปฏิสนธินอกตัวทางเอทริโอพอร์
สาหรับ Asymmetron มอี วัยวะสบื พนั ธเุ์ พียงขา้ งขวาขา้ งเดยี ว
ความสาคญั ของโปรโตคอรเ์ ดท
เพรียงหัวหอมและแอมออกซัส มลี กั ษณะทีค่ ล้ายคลงึ กันหลายประการ เช่น การกินอาหารโดยการกรอง การที่
มีฟาริงซ์ขนาดใหญ่ มีเอนโดสไตลท์ ่ีสรา้ งเมอื ก เป็นตน้ ท้งั เพรียงหัวหอมและแอฟิออกซสั มลี กั ษณะเดน่ ของคอร์
เดทครบทั้ง 3 ประการ เพยี งแต่ไม่มกี ระดูกสนั หลังจึงเป็นลักษณะเช่อื มโยงระหว่างสัตว์ไม่มกี ระดกู สนั หลังกับ
สตั วม์ ีกระดกู สนั หลัง โดยเฉพาะแอมฟิออกซมั ีลกั ษณะเด่นทงั้ สามประการท้ังในระยะตัวอ่อนและตัวเตม็ วัย จงึ
เป็นตัวอย่างสาคัญในการศึกษาสัตว์มกี ระดูกสนั หลงั ต่อไป ( อ้างอิงจาก : หนังสือสัตววิทยา ผู้แต่ง : บพิธ
จารพุ ันธ์ุ และนนั ทพร จารุพนั ธ์ุ
104
คณะผู้จัดทา
นางสาวธิดารัตน์ เรืองขา รหัสนิสิต 622021074
นางสาวนูรีญา บญุ ลาภ รหัสนิสติ 622021076
นางสาวใบเฟิรน์ แกว้ มณี รหัสนสิ ิต 622021077
นางสาวปนัดดา สาเภาเมฆ รหัสนิสิต 622021078
นางสาวพิมพน์ ภัส สุขฟุง้ รหสั นิสติ 622021080
นางสาวภัทรศรนั ย์ คงงสม รหสั นสิ ติ 622021082
นางสาวภาณุมาศ บารงุ รหสั นิสติ 622021084
นายภาณพุ งศ์ แกว้ ทับทิม รหสั นิสิต 622021093
นายสชุ าติ แกว้ สง รหัสนิสติ 622021153
สาขาวิชาชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพทั ลงุ