The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมบทความกิจกรรม “ท้องถิ่นเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น”
ภายใต้ โครงการเสวนาท้องถิ่น: เรื่องเล่าและประสบการณ์ ปีงบประมาณ 2565 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teresio.natthawat, 2022-09-16 02:48:18

ท้องถิ่นเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น

รวมบทความกิจกรรม “ท้องถิ่นเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น”
ภายใต้ โครงการเสวนาท้องถิ่น: เรื่องเล่าและประสบการณ์ ปีงบประมาณ 2565 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Keywords: ประวัติศาสตร์ม,โบราณคดี,ท้องถิ่น

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 45

เจา้ พอ่ ปราสาททอง ศนู ยร์ วมศรัทธาคนพนมร้งุ :
บทบาทความเช่ือและพลวัตของ
งานบวงสรวงเจา้ พ่อปราสาททอง

พงศธร ดาวกระจาย1

1 ผู้ช่วยนักโบราณคดี อทุ ยานประวตั ศิ าสตร์พนมรุง้ จงั หวัดบรุ รี มั ย์.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 46

บทคดั ย่อ

เขาพนมรุ้ง เป็นที่ตั้งของปราสาทพนมรุ้ง ศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย อัน
ประกอบไปด้วยความยิ่งใหญ่ มนต์ขลัง และความศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันปราสาทพนมรุ้งเปรียบเหมือนภาพจาเมอื่
กล่าวถึงจังหวัดบุรีรัมย์ โดยในเดือนเมษายนของทุกปีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคการท่องเที่ยวใน
จังหวัดบุรีรัมย์จะร่วมกนั จดั ประเพณบี วงสรวงและดูพระอาทติ ยข์ ้ึนผ่าน 15 ช่องประตูทปี่ ราสาทพนมรุ้ง ซ่ึงถือ
เปน็ งานใหญ่ประจาปขี องจงั หวดั บรุ ีรมั ย์

แต่หากในมุมมองท้องถิ่นของชาวบ้านรอบเขาพนมรุ้ง งานบวงสรวงใหญ่ประจาปีของคนพนมรุ้ง
คอื “งานบวงสรวงเจา้ พ่อปราสาททอง” ศาลเจา้ พอ่ ทต่ี ้ังตระหง่านอยู่เชงิ เขาพนมรุ้งทางด้านทศิ ตะวันตก (ทาง
ขึ้นเขาพนมรุ้งฝั่ง อ. เฉลิมพระเกียรติ) ซึ่งเป็นที่เคารพรวมศรัทธาของผู้คนรอบเขาพนมรุ้ง โดยในเดือน
พฤษภาคมของทุกปี ชาวบ้านและหน่วยงานราชการท้องถิ่นจะจัดประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง เพื่อ
เป็นสิริมงคลแกช่ าวบ้านรอบเขาพนมรงุ้ และเป็นการบอกกลา่ วเจา้ พ่อก่อนเริม่ ทาเกษตรกรรมในแตล่ ะรอบปี

บทความชิ้นนี้จึงมจี ดุ ประสงค์ เพื่อศึกษาบทบาทความเชื่อของเจ้าพ่อปราสาททองทีม่ ีต่อผู้คนที่อาศัย
อยู่ใกล้กับเขาพนมรุ้ง และพลวัตของประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง โดยผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อ
ของชาวบา้ นท่มี ีตอ่ ศาลเจา้ พ่อปราสาททอง เปน็ คตคิ วามเชือ่ ทีโ่ ดดเด่นในภาคอีสาน คอื ความเชอื่ เรื่องผปี ูต่ า –
ผีบรรพบุรษุ ประจาชมุ ชน ซง่ึ จะนิยมสร้างศาลเหลา่ นี้ไว้ตามจุดท่เี ป็นเนินดิน หรอื ทส่ี งู เช่น ศาลเจา้ พ่อปราสาท
ทองที่สร้างขึ้นบริเวณเชิงเขาทางขึ้นเขาพนมรุ้ง โดยการจัดงานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททองในช่วงเดือน
พฤษภาคมเป็นประจาของทกุ ปี มีความสัมพนั ธ์กับบญุ เดือนหกของชาวอีสาน (บญุ บง้ั ไฟ) คือเปน็ การบอกกล่าว
เจา้ พอ่ ปราสาททองให้ฝนตกตามฤดูกาลก่อนจะเริ่มทาเกษตรกรรมในแตป่ ี

นอกจากนี้บทบาททางความเชื่อของเจ้าพ่อปราสาททองต่อชาวพนมรุ้ง ได้ปรากฏการปรับเปลี่ยนไป
ตามบริบท ค่านิยม และกระแสการท่องเที่ยวในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแม้จะได้รับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลง
ดังกล่าว แต่นางกลับกันการเปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง
ผกู พนั เหนีย่ วแน่นกนั มากขน้ึ ขนึ้ แมเ้ วลาจะผา่ นไปกช่ี ว่ งเวลาแล้วกต็ าม

คาสาคัญ: เจา้ พอ่ ปราสาททอง, งานบวงสรวง, เขาพนมรุ้ง

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 47

บทนา

เขาพนมรุ้ง เป็นภูเขาไฟที่ดบั สนิทมาแล้วกว่า 900,000 ปี มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวดั บุรีรัมย์ ตั้งอยู่ที่
ตาบลตาเป๊ก อาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ประมาณ 60 กิโลเมตร บริเวณ
ปากปล่องภูเขาไปเป็นที่ตั้งของ “ปราสาทพนมรุ้ง” ศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณที่สวยงามมากที่สุด
แหง่ หนึง่ ในประเทศไทย2 ปจั จุบันปราสาทพนมรงุ้ ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดบรุ ีรมั ย์ เป็นท่ีรู้จักและพูด
ถึงในวงกว้างโดยเฉพาะ ความสวยงาม ความมหัศจรรย์พระอาทิตย์ตรง 15 ช่องประตู และความยิ่งใหญ่ของ
ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งประจาปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งจัดโดยจังหวัดบุรีรัมย์ หน่วยงาน
ภาครัฐ เอกชน และภาคการทอ่ งเท่ียวในจงั หวดั บุรรี ัมย์

แต่สาหรบั ชาวอาเภอเฉลิมเกียรติ จงั หวดั บุรีรมั ย์ งานประเพณีทยี่ ่งิ ใหญแ่ ละมีความสาคัญเทยี บเท่ากับ
ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง คือ “งานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง” ที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมของทุกปี
สอดคล้องกับบุญเดือนหกของชาวอีสาน (บุญบั้งไฟ) งานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททองเป็นงานที่ชาวบ้านต่าง
รวมแรงใจ แรงกาย แรงศรัทธา จัดขึ้นเพื่อเซ่นไหว้สักการะ “เจ้าพ่อปราสาททอง” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สาหรับ
ชุมชนที่ต้งั รายล้อมรอบเขาพนมรุ้ง ศาลดังกล่าวต้ังอยู่เชิงเขาพนมรุ้งด้านทิศตะวันตก เป็นศูนย์รวมศรัทธาของ
ชาวพนมรุ้ง และถูกยกให้เป็นสถานที่สาคัญประจาอาเภอเฉลิมพระเกียรติ ตามคาขวัญประจาอาเภอที่ว่า
“เมืองพนมรุ้ง ทุ่งฝ้ายคา นามพระราชทาน ตานานทบั หลัง ท่ีต้ังเจา้ พ่อปราสาททอง ของดีผ้าภอู คั นี”
ทั้งนี้ความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อปราสาททองสันนิษฐานว่าเป็นคติความเชื่อท้องถิ่นของชาวอีสานในเรื่องการสร้าง
ศาลประจาชุมชน โดยเมื่อใดที่ก่อตั้งชุมชนขึ้นมา ณ บริเวณใด้ก็ตาม จะมีการเลือกพื้นที่สูง เนินดิน หรือที่ที่มี
ตน้ ไม้ใหญ่ สาหรับตง้ั เปน็ “ศาลปู่ตา” ไวเ้ ป็นที่สงิ สถิตของผปี ระจาชุมชนเพ่ือใช้เป็นสถานท่ีสาหรับเคารพบูชา
ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งสิ่งลี้ลับในความเชื่อของชาวอีสานเหล่านี้เชื่อว่าสามารถช่วยปกป้องคุ้มครองภัยอันตราย
หมบู่ า้ นอย่เู ย็นเป็นสุข และความอดุ มสมบูรณท์ างดา้ นการผลผลติ ทางการเกษตรนัน่ เอง3

ภูมิหลังเมอื งพนมรงุ้

จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกขนานนามเป็นดินแดนภูเขาไฟ เพราะมีภูเขาไฟมากถึง 6 ลูก อันได้แก่ ภูเขาไฟ
กระโดง ภูเขาไฟปลายบัด ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟเขาคอก ภูเขาไฟเขาหุบ และภูเขาไฟพนมรุ้ง ซึ่งภูเขาไฟ
เหล่านีด้ ับสนทิ ประมาณ 300,000 - 900,000 ปีมาแลว้ 4 และจงั หวดั บุรีรมั ย์ยงั ปรากฏศาสนสถานในวฒั นธรรม
เขมรโบราณ หรอื ทนี่ ยิ มเรียกกนั ว่า ปราสาทหิน กระจดั กระจายอยูท่ ั่วท้งั จังหวดั มากกวา่ 60 แหง่ ซง่ึ ความโดด
เด่นของสภาพพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รวบรวมและปรากฏเป็นคาขวัญของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ว่า “เมืองปราสาท
หิน ถนิ่ ภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม เลิศลา้ เมอื งกีฬา”

2 กรมศลิ ปากร, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ เอกลักษณแ์ ละภมู ปิ ญั ญา จังหวดั บรุ ีรมั ย์
(กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, 2544), 4.

3 ฉัตรทพิ ย์ นาถสุภา, “เศรษฐกิจหมู่บา้ นไทยในอดีต.” (กรุงเทพฯ: เจริญยาการพมิ พ์, 2537), 67.
4 กรมศิลปากร, เร่อื งเดมิ , 4.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 48

สาหรับพื้นที่ศึกษาในงานชิ้นนี้ คือ เขาพนมรุ้ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
ชอ่ื “พนมรุ้ง” เป็นชื่อของภูเขาไฟ บนยอดเขามีศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ คือ ปราสาทพนมรุ้ง ซ่ึง
มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 – 18 โดยชื่อพนมรุ้ง ไม่ใช่ชื่อใหม่ แต่เป็นชื่อที่พบในจารึกภาษาเขมร 4 หลัก
อนั ได้แก่ จารกึ พนมรุง้ 2 3 และ 4 ปรากฏคาว่า วนรงุ ซ่งึ แปลวา่ ภูเขาท่กี วา้ งใหญ่ และในจารึกภาษาสนั สกฤต
ก็ปรากฏคาเรียกเขาพนมรงุ้ แห่งน้อี กี หลายชอ่ื เช่น สถลู าทริ สถลู ไศล รมยศรี ี เปน็ ตน้ 5

จากหลักฐานทางโบราณคดี และประวัตศิ าสตร์ศลิ ปะ พบวา่ พนื้ ทเ่ี ขาพนมร้งุ เจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วง
พุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งตรงกับระยะเวลาในจารึกที่พบที่ปราสาทพนมรุ้ง ระบุว่า “นเรนทราทิตย์” ผู้เป็นพระ
ญาตขิ องพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผ้สู รา้ งปราสาทนครวัด ไดร้ บั พระราชทานท่ีดินบริเวณเขาพนมรุ้ง ท่านได้ทานุ
บารงุ สรา้ งปราสาทประธานของปราสาทพนมรงุ้ และบูรณะศาสนสถานเดมิ ทตี่ ้ังอยู่บนเขาพนมรุ้งแห่งน้ี ทาให้
ปราสาทพนมรงุ้ กลายเป็นเทวลยั พระศวิ ะขนาดใหญ่บนภเู ขา เปรยี บดงั กับตาหนกั ของพระศิวะบนเขาไกรลาส6
นอกจากนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เทวลัยพนมรุ้ง ยังเป็นจุดพักบนเส้นทางสาคัญที่เชื่อมระหว่างเมืองพระ
นครหลวง ในเขตประเทศกัมพูชา กับ เมืองพิมาย ในจังหวัดนครราชสีมา หรือที่คุ้นเคยในชื่อ “เส้นทางราช
มรรคา” น่นั เอง

ภาพท่ี 1 และ 2 ปราสาทพนมรุ้งศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ
(ถา่ ยเมอื่ วันท่ี 30 มถิ ุนายม พ.ศ. 2565)

ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 19 อิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรโบราณเริ่มเสือ่ มลงในดินแดนอีสานใต้ แต่ถึง
กระนั้นพื้นที่รอบเขาพนมรุ้งก็ยังมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องเรื่อยมา เพราะพบหลักฐานว่าในสมัยอยุธยาตอนต้น
มีการกล่าวถึงเมืองพนมรุ้งปรากฏใน จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ พบที่วัดฉางประชานิมิต ตาบลบ้านฉาง
อาเภอสนธิ จังหวัดลพบุรี มีเนื้อความกล่าวว่า พ.ศ. 1982 เจ้าสามพระยา โปรดเกล้าให้ขุนศรีไชยราชมงคล

5 พสิ ิฐ เจริญวงศ์ และคณะ, ปราสาทพนมรุง้ . พิมพ์ครง้ั ที่ 6, (บรุ รี มั ย:์ สานักโบราณคดี กรมศลิ ปากร. 2551),
103 – 104.

6 เรอื่ งเดียวกนั , 125 – 133.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 49

เทพยกทัพไปตี เมืองพมิ าย-พนมรุ้ง เพอื่ เปดิ เสน้ ทางไปตเี มอื งพระนครหลวง แต่เจา้ เมอื งเหลา่ นน้ั ได้มาเข้าเฝ้าฯ
จงึ โปรดฯ ให้ไปครองเมอื งตามเดิม7

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเมืองพิมายและเมืองพนมรุ้ง ยังมีการอยู่อาศัยต่อจากสมัย
วัฒนธรรมเขมรเรืองอานาจและคงสถานะเป็นเมืองขนาดใหญ่ในเขตอีสานใต้ นอกจากนี้ในพงศาวดารเขมร
ฉบับนักองค์เองยังได้กล่าวถึง การทาสงครามระหว่างพระศรีโสไท และพระธรรมราชาเพื่อแย่งชิง ราชสมบัติ
โดยอ้างว่าพระธรรมราชาได้หนีไปอยู่ที่ “บ้านทาเลอมทางเหนือของเขาพนมรุ้ง” เพื่อซ่องสุมกาลังคน ทั้งน้ี
พระธรรมราชาสามารถรวบรวมคนไดเ้ ปน็ จานวนมากและยกทัพกลบั ไปรบชนะพระศรีโสไทไดส้ าเร็จ8

กระทั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชื่อของเมืองพนมรุ้งหายไป และปรากฏชื่อ “เมือง
นางรอง” ขึ้นมาแทน (อาเภอนางรองในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งเมืองนางรองอยู่ห่างจากเขาพนมรุ้งประมาณ 20
กิโลเมตร สันนษิ ฐานวา่ เกดิ การเคลอ่ื นยา้ ยหรืออพยพมาของผู้คนจากเมืองพนมรงุ้ มายังเมืองนางรอง เน่ืองจาก
สะดวกต่อการเดินทางระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่เติบโตขึ้นในสมัยนี้อันได้แก่ เมืองนครราชสีมา เมืองตะลุง เมือง
ขุขนั ธ์ เมอื งอุบลฯ เป็นต้น

ปัจจุบันชุมชนที่ตั้งอยู่รายล้อมเขาพนมรุ้ง ส่วนใหญ่เป็นชุมชนใหม่ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานราวทศวรรษที่
2400 - 2450 ซึ่งประกอบไปด้วยหลากหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ เขมร ลาว ส่วย ไทยเบิ้ง และจีน เข้ามาต้ัง
ถน่ิ ฐานเพือ่ ขยับขยายที่ดนิ ทากนิ โดยชาวบา้ นสว่ นใหญย่ ดึ อาชีพทานาเปน็ หลักต้ังแตอ่ ดีตจวบจนถงึ ปจั จุบนั 9

เจา้ พ่อปราสาททองคือใคร แล้วทาไมเรียกเจ้าพอ่ ปราสาททอง ?

ความเชื่อของมนุษย์นับต้ังแต่อดีตเป็นตน้ มา ต่างมีความเชื่อว่าปรากฏการณธ์ รรมชาติที่อยู่นอกเหนือ
การควบคุมของมนุษย์ เช่น ฟ้าผ่า ฝนตก กลางวัน กลางคืน ฯลฯ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่า
ภเู ขา แม่น้า ฯลฯ ล้วนมสี ่ิงลี้ลบั และสิง่ เหนือธรรมชาตเิ ปน็ ผคู้ วบคุมตามแตล่ ะความเช่ือในของท้องถ่ิน ตัวอย่าง
ที่พบเห็นได้มากคือ การสร้างศาลพระภูมิเพื่อให้เทวดาอารักษ์มาปกปักดูแลรักษาบ้านเรือนให้อยู่ร่มเย็นเป็น
สุข10

เฉกเชน่ เดียวกับความเช่อื ของชาวพนมรุ้งต่างเชื่อว่าภูเขาลกู ใหญ่แหง่ น้ี ทีม่ องเหน็ มาตั้งเกิดและเต็มไป
ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และซากปรักหักพงั ของสิ่งก่อสร้างเก่าแกน่ ้ัน ล้วนมีผูด้ ูแลปกปกั รักษาซ่ึงกค็ อื
“เจ้าพอ่ ปราสาททอง” เรอื่ งราวของเจ้าพ่อปราสาททองไม่ปรากฏในเอกสารใดอย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่คา
บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ภายในชุมชนที่เล่าสืบต่อกันมา โดยนัยยะของเจ้าพ่อปราสาททองเป็นผีปู่ตาประจา

7 ศานติ ภกั ดคี า, ยทุ ธมรรคาเสน้ ทางเดินทพั ไทย-เขมร, (กรงุ เทพฯ: มตชิ น, 2557), 68 - 69.
8 เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ เดยี วกัน.
9 สัมภาษณ์ โกสมุ มูลคา อายุ 53 ป,ี ผ้ใู หญบ่ า้ นหมู่ 1 ตาบลตาเป๊ก , วนั ที่ 12 มิถนุ ายน 2565.
10 สันติ ทพิ นา, “ปรากฏการณ์ทางสงั คมและกลวิธีการนาเสนอเรือ่ งสนั้ ในนติ ยสารรายสัปดาห์ ปีพทุ ธศักราช
2555.” วิทยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาและวรรณกรรมไทย, (มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภฏั
มหาสารคาม, 2558). 132.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 50

ชุมชน อาศัยอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของหมู่บา้ น (สาหรับอ.เฉลมิ พระเกยี รติ คือ เขาพนมรุ้ง) ตามความเช่ือท้องถ่ิน
ของชาวอีสานนน่ั เอง

ภาพท่ี 3 ศาลเจา้ พอ่ ปราสาททองที่เชงิ เขาพนมรงุ้ ภาพที่ 4 แผนท่แี สดงทีต่ ้งั ศาลเจ้าพอ่ ปราสาททอง
(ถ่ายเม่ือ 16 กรกฎาคม 2565) (ท่มี า Google Earth เขา้ ถงึ เมื่อ 24 มถิ นุ ายน 2565)

ดว้ ยพนื้ ทส่ี ว่ นใหญข่ องอาเภอเฉลมิ พระเกียรตสิ ามารถมองเห็นเขาพนมรุง้ ได้อย่างชดั เจน และเขาพนม
ร้งุ นับไดว้ า่ เปน็ แหล่งทรัพยากรท่สี าคญั ได้แก่ ของปา่ ตน้ นา้ ป่าไม้ พชื ผกั ตามฤดูกาล ซ่ึงล้วนเป็นปัจจัยสาคัญ
ในการดารงชีวิตของผู้คนในอดีต จึงทาให้ผคู้ นรอบเขาพนมรุ้งต่างมีความผูกพันธ์และใชป้ ระโยชน์จากเขาพนม
รุง้ แห่งนีต้ ง้ั แต่ดีตจวบจนถงึ ปจั จุบนั

ด้วยพ้ืนทีข่ องเขาพนมรงุ้ มขี นาดใหญ่ การเดนิ ทางบนภูเขามคี วามอันตรายง่ายต่อการหลงป่า ชาวบ้าน
จึงเชื่อว่าก่อนเริ่มหาของป่า เลี้ยงวัวควาย หรือทากิจธุระใด ๆ ต้องขึ้นไปกราบขออนุญาติจากเจ้าพ่อปราสาท
ทองที่สถิตอยู่ ณ ปราสาทพนมรุ้งเสียก่อน11 แต่การเดินทางขึ้นไปบนปราสาทพนมรุ้งซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา
ในขณะนั้นต้องผ่านป่าไม้รกทึบ และเส้นทางสูงชัน ทาให้ชาวบ้านริเริ่มสร้างศาลไม้ไว้ที่เชิงเขาพนมรุ้ง และ
อัญเชิญเจ้าพ่อปราสาททองมาประดิษฐานยังศาลไม้แห่งนี้ เพ่ือสะดวกต่อการกราบไหว้ สักการะ ขออนุญาต
หรือพิธีกรรมอื่น ๆ ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล โดยปัจจุบันเนินดินบริเวณเชิงเขาพนมรุ้งด้านทิศตะวันตก
ยงั คงเป็นท่ตี ง้ั ของศาลเจา้ พ่อปราสาททองตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจบุ นั นนั่ เอง

สาหรับชื่อ “เจ้าพ่อปราสาททอง” สันนิษฐานว่าเกิดจากความเชื่อของชาวบ้านในอดีตเรื่องปราสาท
พนมรุ้งเป็นพระราชวังโบราณ เป็นพระราชวังทีม่ ากไปด้วยสมบัติ ทองคา และสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้อง
กบั หลกั ฐานทางโบราณคดที ี่พบในระหวา่ งการบรูณะปราสาทพนมรงุ้ ในช่วง พ.ศ. 2515 - 2531 หลกั ฐานที่พบ
ได้แก่ แผ่นทอง เครอ่ื งประดับทอง เทวรูปโบราณในศาสนาฮินดู เป็นต้น12 ด้วยสาเหตดุ งั กล่าวจงึ เป็นต้นกาเนิด
ของชอื่ เจ้าพ่อปราสาททอง ซ่งึ หมายถงึ ผูด้ แู ลปกครองปราสาททองคา หรือ มากไปด้วยทองคา นั่นเอง

ศาลเจ้าพ่อปราสาททองหลังแรกมีลักษณะเป็นศาลไม้ หลังคาสังกะสี ตั้งอยู่ที่เชิงเขาพนมรุ้งทางด้าน
ทิศตะวันตก แต่ไม่ทราบว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้าง ภายในศาลไม้ประดิษฐานก้อนหินธรรมชาติ

11 สัมภาษณ์ ประดบั เขม็ รกุ ขา อายุ 67 ป,ี ชาวบ้านหมู่ 3 ตาบลตาเปก๊ , วันท่ี 12 มิถุนายน 2565.
12 กรมศิลปากร, สานักงานโบราณคดีและพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตทิ ี่ 9 นครราชสีมา. ปราสาทเมอื งตา่ .
กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปากร, 2540. หนา้ 105

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 51

แทนรูปเคารพ (สันนิษฐานว่าคือหลักหิน) ส่วนศาลที่เห็นอยู่ในปัจจุบนั ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา
โดยทาเป็นศาลปูนหลังคามงุ กระเบอ้ื ง ตงั้ อยู่พน้ื ที่เดิมติดกับศาลไม้หลงั แรก13

นบั ตัง้ แต่มีการต้ังศาลเจา้ พ่อปราสาททองท่ีเชิงเขาพนมรุ้งเป็นต้นมา ศาลแห่งนี้ได้เป็นที่เคารพศรัทธา
ต่อชาวบ้านและนักท่องเท่ียวทเ่ี ดนิ ทางมาท่องเทย่ี วอุทยานประวตั ิศาสตร์พนมรุ้ง ผา่ นการแสดงความเคารพใน
รูปแบบต่าง ๆ เช่น ในอดีตชาวบ้านจะการยกมือไหว้ขอให้เดินทางขึ้นเขาพนมรุ้งปลอดภัย ส่วนในปัจจุบัน
ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจะบบี แตรแสดงความเคารพเพื่อให้การขับรถขนึ้ เขาพนมรงุ้ ปลอดภัยไม่เกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ยังมีผู้คนทั้งจากในท้องถิ่นและคนต่างถิ่นมากราบไหว้ขอพรบนบานต่อเจ้าพ่อปราสาทองอย่าง
สมา่ เสมอส่วนใหญ่จะขอเร่ือง หน้าเรอื่ งท่ีการงาน เส่ียงโชค และการฝากฝงั เป็นลกู เจ้าพ่อปราสาททอง เป็นต้น
ของเซ่นไหว้ที่นิยมจะประกอบไปด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้า บุหรี่ หมากพลู หัวหมู ไก่ต้ม รูปปั้นไก่ หรือรูป
ปั้นช้าง

ภาพท่ี 5 คณะศรัทธาเจา้ พอ่ ปราสาททอง ภาพที่ 6 ของเซ่นไหว้งานบวงสรวงเจา้ พ่อปราสาททองประจาปี 2565
(ถา่ ยเม่ือ 16 กรกฎาคม 2565) (ถ่ายเม่อื 16 กรกฎาคม 2565)

ดว้ ยความศกั ด์ิสิทธ์ิของเจา้ พ่อปราสาททอง ทาให้ตลอดระยะเวลาทผ่ี ่านมาจนถึงในปัจจุบันมีผู้คนมาก
หมายจากทกุ สารทิศ ทุกสาขาอาชีพ เขา้ มาบชู าสักการะเจ้าพอ่ ปราสาททองแห่งน้ีอย่างไมข่ าดสาย แตถ่ งึ แม้จะ
มีผู้ศรัทธามากมายแต่กลับไม่มีผู้ดูแลความสะอาดของสถานที่ ทาให้ในปี พ.ศ. 2562 เกิดการรวมตัวของกลุ่ม
คนรุน่ ใหม่ซง่ึ มภี มู ิลาเนาในอาเภอเฉลมิ พระเกยี รติ ในนาม “คณะศรัทธาเจา้ พ่อปราสาททอง” อาสาเข้ามาคอย
ดูแลรกั ษาความสะอาด ความเรียบร้อยของพื้นท่ีรอบศาลเจ้าพ่อปราสาททอง และยังรวมไปถึงการเข้ามาเป็นมี
ส่วนรวมสาคัญเพื่อขบั เคลอื่ นพิธบี วงสรวงเจ้าพ่อปราสาททองเปน็ ประจาในทกุ ๆ ปอี ีกด้วย14

13 เบญจวรรณ นาราสัจจ์, “ภาพตวั แทนของปราสาทพนมรุง้ ในมมุ มองทอ้ งถน่ิ .” วารสารสังคมลุม่ น้าโขง 8, 2
(พฤษภาคม - สิงหาคม 2555): 10 – 11.

14 สมั ภาษณ์ สทุ ธินันท์ พรหมชัย อายุ 30 ป,ี ตัวแทนคณะศรทั ธาเจา้ พ่อปราสาททอง, วันที่ 16 พฤษภาคม 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 52

ตัวอย่างที่สาคัญ คือ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 คณะศรัทธาเจ้าพ่อปราสาททอง ผู้นาชุมชน และ
ชาวบ้าน ไดท้ าการสร้างประติมากรรมเจ้าพ่อปราสาททองขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีลักษณะเป็นปูนปน้ั ทาสีเสมือน
คนจริง เป็นชายสูงวยั ผมขาว น่ังบนตงั่ ทอง มอื จับไมต้ ะพดวางราบบนเข่าทั้งสองข้าง เพือ่ นาไปประดิษฐาน ณ
ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง แทนหลักหินซึ่งเป็นรปู เคารพเดิม มีการทาพิธอี ัญเชญิ ขึ้นประดิษฐานภายในศาล เม่ือ
วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 จึงทาให้วันที่ 26 กรกฎาคม ของทุกปีจึงนับเป็นวันบวงสรวงสมโภชเจ้าพ่อ
ปราสาททองด้วยเช่นเดยี วกนั

พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง

พธิ ีบวงสรวงเจา้ พอ่ ปราสาททอง เกดิ ขึ้นจากความเคารพศรัทธาของชาวบ้านรอบเขาพนมรุ้งต่อเจ้าพ่อ
ปราสาททองโดยเฉพาะชาวอาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัด สาหรบั ช่วงเวลาในการจัดพิธีกรรมดังกล่าวนิยมจัด
ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีเนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกของชาวบ้านในแถบนี้ จุดมุ่งหมายที่
สาคัญของพิธีกรรม จัดขึ้นเพือ่ เป็นการบอกกลา่ วให้เจา้ พ่อปราสาททองช่วยดลบันดาลฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล
และขอใหช้ าวบ้านท่ีอาศัยรอบเขาพนมรุ้งอนั มีเจ้าพ่อปราสาททองเป็นศูนย์รวมใจให้อยู่เย็นเป็นสขุ กระทาการ
คา้ ขายหรอื ประกอบกิจการใด ๆ ให้เจริญรุ่งเรืองไม่มีอปุ สรรคเข้ามาขวา้ งกั้น และขอให้มีนักท่องเท่ียวเท่ียวชม
ความงามของปราสาทพนมรงุ้ เดินทางขับรถขึน้ เขาพนมรุ้งอย่างปลอดภัยไมเ่ กิดอบุ ตั เิ หตุหรือภัยอันตราย15

สถานที่สาหรบั จัดพิธีบวงสรวงเจา้ พ่อปราสาททอง ปัจจุบนั จะใช้พื้นที่เนินดินรอบศาลเจ้าพ่อปราสาท
ทอง และพ้นื ท่ีหนา้ ศาลเจา้ พ่อปราสาททอง โดยมีผู้นาในพิธี ผนู้ าชมุ ชน และชาวบ้าน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอาเภอ หวั หน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานทอ้ งถ่นิ ในพน้ื ท่ี พราหมณผ์ ู้ทาพิธี และคณะดนตรีวงปีพาทย์
ประชาชนทวั่ ไป และผศู้ รทั ธาทม่ี าเขา้ รว่ มพิธีกรรม

ในส่วนของเครื่องเซ่นไหว้เจ้าพ่อปราสาททองตามพื้นถิ่นเดิมประกอบด้วย หัวหมู 9 หัว น้าหวาน 9
ขวด เหล้าขาว 9 ขวด บายศรีชั้นเดียว 9 ต้น และผลไม้ต่าง แต่ในปัจจุบันเน่ืองด้วยมีผู้ศรัทธาเป็นจานวนมาก
ทาให้มเี คร่ืองเซน่ ไหว้เพ่ิมขึ้นเปน็ จานวนมาก โดยเฉพาะงานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททองประจาปี พ.ศ. 2565
ที่ผ่านมา มีจานวนหัวหมูถึง 225 หัว มี น้าหวาน – เหล้าสี – เหล้าขาว – ผลไม้ต่าง ๆ เป็นจานวนมาก และ
บายศรที ่สี งู ถึง 9 ชน้ั

สาหรับวันในการประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง จะนิยมจัดในวันขึ้น 15 ค่า เดือน 6 หรือ
วันพระใหญ่วันอื่น ๆ ในเดือนพฤษภาคมตามที่ผู้นาท้องถิ่น คณะศรัทธา และประชาชนลงความเห็นร่วมกัน16
โดยมขี น้ั ตอนในพิธีกรรมดังนี้

15 สัมภาษณ์ สทุ ธินนั ท์ พรหมชัย อายุ 30 ป,ี ตัวแทนคณะศรทั ธาเจา้ พ่อปราสาททอง, วนั ท่ี 16 พฤษภาคม 2565.
16 สัมภาษณ์ สทุ ธินนั ท์ พรหมชัย อายุ 30 ปี, ตวั แทนคณะศรัทธาเจา้ พอ่ ปราสาททอง, วันท่ี 16 พฤษภาคม 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 53

กอ่ นเริ่มงานบวงสรวงเจา้ พอ่ ปราสาททอง 2 สัปดาห์

- ประชุมหารอื ระหวา่ งผ้นู าท้องถ่นิ และชาวบา้ น เพ่อื เตรียมพร้อมการจัดงาน

- ผู้นาทอ้ งถนิ่ ชาวบ้าน ผู้ศรัทธา ผู้ประกอบการธรุ กจิ ในชุมชน เสนอตัวเปน็ เจ้าภาพถวายหัว
หมู บรจิ าคเงิน โรงทาน และการแสดง สาหรับจัดงานบวงสรวงเจา้ พ่อปราสาททอง

กอ่ นเร่มิ งานบวงสรวงเจา้ พอ่ ปราสาททอง 3 วนั

- คณะศรัทธาเจ้าพ่อปราสาททอง ผู้มีจิตอาสา ทาความความสะอาดพื้นที่ ปรับพื้นท่ี
เตรียมพรอ้ มสาหรับวันงาน

วนั งานบวงสรวงเจา้ พอ่ ปราสาททอง

- 07.00 น. นายอาเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นาท้องถิ่น ชาวบ้าน ผู้ศรัทธา ผู้ประกอบการ
ธุรกิจในชุมชน พร้อมกันที่ลานดินใกล้ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง เพื่อทาพิธีทาง
พุทธศาสนา (พิธีสงฆ์) ถวายดอกไม้ สังฆทาน ปัจจัย และถวายฉันเช้าแก่
พระสงฆ์ทีม่ าร่วมประกอบพธิ ีทางพุทธศาสนา

- 07.30 น. คณะศรัทธาเจ้าพ่อปราสาท พราหมณ์ผู้ทาพิธี ชาวบ้านผู้ศรัทธาบางส่วน ตั้ง
ขบวนแห่รูปเจ้าพ่อปราสาททอง จากภายในชุมชน (ปัจจุบันตั้งขบวนบริเวณ
ตลาดสด อ.เฉลมิ พระเกียรต)ิ

- 08.00 น. คณะศรทั ธาฯ เริ่มแห่รูปเจ้าพอ่ ปราสาททอง พร้อมด้วยบายศรี มายงั เชิงเขาพนม
รุ้ง เมื่อถึงบริเวณหน้าที่ว่าการ อ.เฉลิมพระเกียรติ นายอาเภอ หัวหน้าส่วน
ราชการ ผู้นาท้องถ่ิน ชาวบ้าน ผศู้ รทั ธา ผปู้ ระกอบการธรุ กจิ ในชุมชน ภายหลัง
เสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ที่ศาลเจ้าพ่อปราสาททองมาร่วมขบวนแห่ เพื่ออัญเชิญรูปเจ้า
พ่อปราสาททองและบายศรไี ปประดิษฐานบนศาลเจา้ พอ่ ปราสาททอง

- 08.30 น. นายอาเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นาท้องถิ่น ชาวบ้าน ผู้ศรัทธา ผู้ประกอบการ
ธรุ กิจในชุมชน นาเครอ่ื งเซ่นไหวม้ าวางบรเิ วณหน้าศาลเจ้าพ่อปราสาททอง

- 09.09 น. พราหมณ์ผู้ทาพิธีเริ่มประกอบพิธีพราหมณ์ พิธีบวงสรวง และพิธีเรียกเจ้าพ่อมา
รับเครื่องเซ่นไหว้ นายอาเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นาท้องถิ่น ชาวบ้าน ผู้
ศรทั ธา ผู้ประกอบการธรุ กจิ ในชมุ ชน ข้นึ ไปบริเวณหน้าศาลเจา้ พอ่ ปราสาททอง
เพื่อปกั หางธปู บนเครื่องเซ่นไหว้ โปรยดอกไม้

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 54

- 10.00 น. เริ่มการแสดงราอัปสรา กันตรึม ราวงจากชาวบ้าน ฯลฯ ระหว่างนีผ้ ู้ศรัทธา และ
ชาวบ้านบางส่วน ขึ้นไปกราบไหว้ขอพร ถวายพวงมาลัยดอกไม้ เสริมความป็น
สิรมิ งคล

- 11.30 น. เสร็จสิ้นพิธี

ภาพที่ 7 พิธีสงฆ์เวลา 7.00 น. ภาพที่ 8 ขบวนอัญเชิญรูปและบายศรมี ายงั ศาลเจ้าพอ่ ปราสาททอง
(ถ่ายเมื่อ 16 กรกฎาคม 2565) (ถา่ ยเมือ่ 16 กรกฎาคม 2565)

ภาพท่ี 9 พิธีพราหณ์การบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง ภาพที่ 10 ประธานในพธิ จี ุดหางธปู บวงสรวงเจ้าพ่อฯ
(ถา่ ยเม่อื 16 กรกฎาคม 2565) (ถ่ายเม่อื 16 กรกฎาคม 2565)

ภาพที่ 11 การแสดงโดยชมรมผใู้ หญบ่ า้ นอาเภอเฉลมิ พระเกียรติ ภาพที่ 12 การแสดงราอปั สราโดยคณะผมู้ จี ติ ศรัทธา
(ถ่ายเมือ่ 16 กรกฎาคม 2565) (ถา่ ยเมอ่ื 16 กรกฎาคม 2565)

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 55

เจ้าพอ่ ปราสาททองกบั คนพนมรงุ้ : ความสมั พันธ์ระหว่างเจ้าพ่อปราสาททองกบั คนพนมร้งุ
“คนพนมรงุ้ ” เป็นคาเรียกแทนชาวบ้านที่อาศยั อยู่ใกล้เคียงกับเขาพนมร้งุ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัย

อยู่เขตอาเภอเฉลมิ พระเกียรติ จังหวัดบรุ รี ัมย์ ทีใ่ ชน้ ิยมแทนตนเอง คนกลมุ่ นม้ี วี ถิ ีชวี ติ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั เขาพนมรุ้ง
ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษหรือตั้งแต่เกิดจวบจนถึงปัจจุบัน โดยในงานศึกษาชิ้นนี้สามารถแบ่งความสัมพันธ์ระหว่าง
เจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้งได้ 3 ช่วงเวลา ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ถูกถ่ายทอดเป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า
สามารถชว่ ยสะทอ้ นภาพความสมั พนั ธร์ ะหว่างเจา้ พอ่ ปราสาททอง เขาพนมรุ้ง และคนพนมรุ้งได้เป็นอยา่ งดี

1. เจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง ก่อน พ.ศ. 2515 (ช่วงแรกเริ่มตั้งถิ่นฐาน – ก่อนบูรณะ
ปราสาทพนมร้งุ )

แตเ่ ดิมในอดีตพน้ื ท่ี เขาพนมร้งุ หรือ อาเภอเฉลิมพระเกียรติ อยู่ในเขตการปกครองของอาเภอนางรอง
โดยจากคาบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ข้อมูลว่าเมืองนางรองเป็นเมืองใหญ่ มีคนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็น
จานวนมากสว่ นใหญ่ประกอบกจิ การโรงสีข้าว17 ชาวบา้ นท้องถ่นิ เริ่มขยับขยายท่ีดนิ ทานาเพื่อป้อนโรงสีและหา
รายได้เข้าครอบครัว ในช่วงเวลานี้เองจึงเกิดการอพยพหาที่ดินทากิน (ปลูกข้าว) มีกลุ่มคนหลายกลุ่มเข้ามา
ตั้งถิ่นฐานใกล้เคียงกับเขาพนมรุ้ง เช่น ไทยเบิ้ง (ไทยโคราช) จากนางรอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านตาเป๊ก 18
ไทยเขมรจากอาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านยายแย้มและบ้านหนองบัวราย19 คนลาว
เขา้ มาตง้ั ถนิ่ ฐานทบ่ี ้านโคกเมือง เปน็ ต้น

เมื่อมีการเข้ามาอยู่อาศัยของผู้คนเป็นจานวนมาก ทาให้เขาพนมรุง้ ซึ่งมีปา่ ไม้ท่ีอุดมสมบูรณ์กลายเปน็
จุดศูนย์รวมของทรัพยากรเช่น อาหาร ต้นน้า ของป่า พืชพันธ์ุต่าง ๆ สาหรับเลี้ยงสัตว์ พื้นที่รอบเขาพนมรุ้ง
มีแหล่งน้าไหลผ่าน ดินมีแร่ธาตุภูเขาไฟและบนภูเขามีพืชผักสาหรับบริโภคได้ตามฤดูกาล จึงทาให้มีหลั่งไหล
เขา้ มาตัง้ ถิน่ ฐานรอบเขาพนมรุ้งอย่างคึกคักโดยเฉพาะในชว่ งทศวรรษท่ี 2460 - 2590 อาชีพหลักของชาวบ้าน
ในแถบนี้คอื การปลูกขา้ วและเมอ่ื เกบ็ เก่ยี วแล้วกพ็ ากนั นั่งเกวยี นเพ่ือไปสง่ โรงสีท่ีอาเภอนางรองต่อไป20

17 สัมภาษณ์ ประดับ เขม็ รกุ ขา อายุ 67 ป,ี ชาวบ้านหมู่ 3 ตาบลตาเปก๊ , วันที่ 12 มิถุนายน 2565.
18 สัมภาษณ์ โกสมุ มูลคา อายุ 53 ป,ี ผ้ใู หญบ่ ้านหมู่ 1 ตาบลตาเปก๊ , วันท่ี 12 มถิ ุนายน 2565.
19 สัมภาษณ์ ยายเยม สงครามรอด อายุ 85 ป,ี ชาวบา้ นหมู่ 7 ตาบลจรเข้มาก, วนั ที่ 15 กันยายน 2562.
20 สมั ภาษณ์ ประดับ เข็มรุกขา อายุ 67 ปี, ชาวบา้ นหมู่ 3 ตาบลตาเปก๊ อาเภอเฉลมิ พระเกยี รติ, วนั ท่ี 12
มถิ ุนายน 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 56

ภาพท่ี 13 ปราสาทหนิ พนมร้งุ กอ่ นการบูรณะ ภาพท่ี 14 ปราสาทหินพนมรุง้ กอ่ นการบรู ณะ
(เออื้ เฟือ้ ภาพโดยกรมศิลปากร) (เอือ้ เฟ้ือภาพโดยกรมศิลปากร)

ในขณะที่รอบเขาพนมรุ้งมีเริ่มมีการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ปราสาทเขาพนมรุ้งเองอยู่ในสภาพทรุดโทรม
ปราสาทประธานพงั ทลาย ป่าไมป้ กคลุม แต่กลับแฝงไปด้วยมนต์ขลงั และความยิ่งใหญเ่ มื่อกว่า 1,000 ปมี าแลว้
โดยชาวบ้านในแถบนี้เองก็รับรู้การมีอยู่ของศาสนสถานขอมโบราณบนภูเขาแห่งนี้ แต่รับรู้อยู่ในความเชื่อว่า
ที่วา่ ปราสาทพนมรุ้ง คือ พระราชวงั โบราณ21 เป็นสถานทท่ี ี่มเี จ้าของคอื บรรพชนคนโบราณ

ดังนั้นเมื่อชาวบ้านขึ้นมาหาของป่าหรือต้อนวัวควายขึ้นมาเลี้ยงบนเขาพนมรุง้ ทุกคนต่างยกมือกราบ
ไหว้ปราสาทพนมรุ้ง เพราะเชื่อว่าการกระทาดังกล่างเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อสิ่งลี้ลับที่ชาวบ้านเรียก
กันว่า “เจ้าพ่อปราสาททอง” ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งยังเชื่อว่าสิ่งเจ้าพ่อปราสาททองนั้นสามารถช่วย
คุ้มครองตนเองให้ไมพ่ บอนั ตรายและกลบั บา้ นได้อยา่ งปลอดภยั ในทกุ ๆ ครั้ง

ด้วยความยากลาบากให้การขึ้นไปกราบไหว้เจ้าพ่อปราสาททองที่ปราสาทพนมรุ้ง จากการเดินผ่าน
ป่ารกทึบ เส้นทางที่สูงชัน และเดินไต่ตามแนวเขา ทาให้ชาวบ้านริเริ่มสร้างศาลไม้ไว้ที่เชิงเขาพนมรุ้งด้านทิศ
ตะวันตก เพื่ออัญเชญิ เจา้ พอ่ ปราสาทปราสาททองมาสิงสถิต ณ ศาลท่เี ชงิ เขา เพื่อสะดวกตอ่ การกราบไหว้บูชา
โดยบริเวณดังกลา่ วถือว่าเปน็ เส้นทางขึน้ เขาของชาวบ้านที่อาศัยอยทู่ างตะวันตกของเขาพนมรุ้งนัน่ เอง โดยการ
มากราบไหว้ของชาวพนมรุ้งส่วนใหญ่เป็นเรื่องขอให้เดินทางขึ้นเขาพนมรุ้งอย่างปลอดภัย และขอให้ผลผลิต
ทางการเกษตรบนพื้นแผน่ ดนิ ใหมง่ อกงามขายไดร้ าคา22

21 สัมภาษณ์ ยายพุน่ เพ็งประโคน อายุ 80 ป,ี ชาวบ้านหมู่ 7 ตาบลจรเข้มาก อาเภอประโคนชัย, วนั ท่ี 14
กนั ยายน 2562.

22 สัมภาษณ์ สทุ ธนิ นั ท์ พรหมชยั อายุ 30 ป,ี ตัวแทนคณะศรัทธาเจ้าพอ่ ปราสาททอง, วนั ที่ 19 กรกฎาคม 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 57

ภาพที่ 14 ศาลเจ้าพอ่ ปราสาททองหลงั แรก ภาพที่ 15 เขาพนมรุ้งแหล่งทรัพยากรสาคญั ของชาวบ้าน
(ถ่ายเมอ่ื 16 กรกฎาคม 2565) (ถ่ายเมือ่ 16 กรกฎาคม 2565)

โดยในอีกแง่หนึ่งผู้ศึกษาสันนิษฐานว่าการสร้างศาลเจ้าพ่อปราสาททองไว้ที่บริเวณเชิงเขาพน มรุ้ง
มีวัตถุประสงคใ์ นการสรา้ งข้ึนเพ่ือเป็น “เปิงบ้าน” หรอื “ศาลปู่ตา” ซึ่งมกั สร้างขึ้นเมือ่ มกี ารตั้งถน่ิ ฐานแห่งใหม่
ของคนอีสานไวส้ าหรับเปน็ ทีย่ ึดเหนยี่ วจติ ใจของผู้คนทยี่ ้ายมาก่อตงั้ ชมุ ชนใหมน่ ั่นเอง23

เห็นได้ว่าช่วงเวลาก่อน พ.ศ. 2515 ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง
มีรูปแบบในเชิง “ผู้อยู่มาก่อน” กับ “ผู้มาอยู่ทีหลัง” โดยชาวบ้านที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบนี้ล้วนให้
ความเคารพต่อเจ้าพ่อปราสาททองซ่ึงเชอื่ ว่าเปน็ ผู้ปกครองดินแดนรอบเขาพนมรุง้ แห่งนี้ และมีปราสาทพนมรุ้ง
เป็นพระราชวังโบราณ ดังนั้นการเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย ขยับขยายที่ดินทากิน และใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ใน
พน้ื ท่ีที่มีร่อยรอยอารยธรรมเก่าแก่ ผมู้ าอยู่ใหม่จาเป็นต้องแสดงความเคารพนอบน้อมต่อบรรพชนคนโบราณที่
เคยปกครองดินแดนแห่งนี้ โดยหวังว่าผีบรรพชนคนโบราณจะช่วยให้การเกษตรกรรมได้ผลผลิตดี และ
ปลอดภัยจากภยั อันตรายตา่ ง ๆ นน่ั เอง

2. เจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง พ.ศ. 2515 – 2562 (การบูรณะปราสาทพนมรุ้ง - การตั้งอาเภอ
เฉลมิ พระเกยี รติ – เริ่มตน้ ความศกั ดิ์สิทธิข์ องเจา้ พ่อปราสาททอง)

การเข้ามาบูรณะปราสาทพนมรุ้งโดยกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2515 และแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. 2531
สง่ ผลใหใ้ นช่วงเวลาดังกล่าวชาวบา้ นไมส่ ามารถเข้าไปกราบไหว้เจา้ พ่อปราสาททองซึง่ ชาวบ้านเช่ือว่าสถิตอยู่ยัง
ปราสาทพนมรุ้งได้ ผนวกกับระยะเวลากว่า 16 ปี และภายหลังได้มีการประกาศกฎระเบียบเรื่องการไหว้
บวงสรวงของกรมศิลปากร ทาให้การไหว้เจา้ พ่อปราสาททีป่ ราสาทพนมรุ้ง ยากลาบาก และมีข้อจากัดมากข้ึน
ทาให้ศาลเจ้าพ่อปราสาททองซ่ึงตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพนมรุ้งจึงกลายพืน้ ที่หลักสาหรับผู้ที่ต้องการกราบไหว้เจ้า
พ่อปราสาททองตั้งแตก่ ารบรู ณะปราสาทพนมรงุ้ แล้วเสร็จเรือ่ ยมา

ต่อมาราว พ.ศ. 2530 ผู้ศรัทธาและชาวบ้านได้รวบรวมทุนทรัพย์ และสร้างศาลเจ้าพ่อ
ปราสาททองหลังใหม่เป็นศาลปูนหลังคามุงกระเบ้ืองต้ังอยู่ไวใ้ กล้เคยี งกบั ศาลไมเ้ ดิม24 ทั้งน้ีการสร้างศาลข้ึนมา
ใหม่ช่วยสะท้อนให้เหน็ ว่าเจ้าพ่อปราสาททองได้กลายเป็นที่เคารพศรทั ธาของชาวบ้านในแถบเขาพนมรุ้ง และ

23 ฉตั รทิพย์ นาถสุภา, เศรษฐกิจหมบู่ ้านไทยในอดตี , 67.
24 เบญจวรรณ นาราสจั จ์, “ภาพตวั แทนของปราสาทพนมรงุ้ ในมุมมองท้องถนิ่ .” 11.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 58

มิใชท่ าหน้าทเี่ ป็นเพยี งศาลป่ตู าประจาชุมชน แตก่ ลบั ได้รบั การยกสถานะเป็นผดู้ แู ลความรม่ เยน็ เป็นสุขของชาว
พนมรุ้งอีกด้วย

สันนิษฐานว่าการจัดงานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททองในรูปแบบท้องถิน่ เริ่มข้ึนภายหลงั การสร้างศาล
หลังใหม่ จากต่างคนต่างเซ่นไหว้ได้เริ่มปรับเปลี่ยนเป็นการรวมกลุ่ม ทั้งในระดับครอบครัว และระดับหมู่บ้าน
การเซ่นไหว้เจ้าพ่อปราสาททองในช่วงเวลานี้มีวัตถุประสงค์คือขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้ผลผลิต
ทางการเกษตรซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของชาวพนมรุ้งได้ผลตอบแทนที่ดีนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการ
เซน่ ไหวก้ ่อนขน้ึ บา้ นใหม่ กอ่ นแต่งงาน งานบุญตา่ ง ๆ รวมไปถึงการขอโชคลาภ เม่ือมคี นมาขอเป็นจานวนมาก
และสมปรารถนาหลายคน สง่ ผลใหเ้ จา้ พ่อปราสาททองจงึ กลายเป็นสง่ิ ศักดิส์ ิทธ์ิประจาเขาพนมรุ้ง

กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญคือคือการประกาศตั้งอาเภอเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาส
ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพื้นที่
แยกออกมาจากอาเภอนางรอง และอาเภอละหานทราย ในปี พ.ศ. 2539 เกดิ การสรา้ งศนู ย์ราชการของอาเภอ
ตั้งอยู่ห่างจากเชิงเขาพนมรุง้ เพียง 1 กิโลเมตร ส่งผลให้ข้าราชการประจาในพื้นที่อาเภอเฉลิมพระเกียรติ รับรู้
รู้จัก และศรัทธาในเจ้าพ่อปราสาททองตามชาวพนมรุ้งมากขึ้น เป็นเหตุให้หลังการตั้งอาเภอเฉลิม
พระเกียรติเป็นต้นมา “งานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง” ที่จัดทากันเพียงในท้องถิ่นได้ถูกกลายเป็นงาน
ประจาอาเภอเฉลิมพระเกียรติในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยมักมีนายอาเภอเป็นประธานในการ
นาบวงสรวงเจา้ พ่อปราสาททองในทุกปี25

ภาพที่ 16 ศาลเจ้าพอ่ ปราสาททองหลังทส่ี องสรา้ งขึน้ ราว พ.ศ. 2530
(เอ้อื เฟอ้ื ภาพโดย คุณสุทธนิ ันท์ พรหมชยั )

25 สัมภาษณ์ ชวนชม เวยี งเงิน อายุ 55 ปี, ท้องถนิ่ อาเภอเฉลมิ พระเกยี รติ, วันท่ี 5 มถิ ุนายน 2565

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 59

นอกจากการเซ่นไหว้เจ้าพ่อปราสาททองจะเชื่อวา่ สามารถดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลได้แล้ว
นั้น ศาลเจ้าพ่อปราสาททองแห่งนี้ยังเป็นที่ศรัทธาในเรื่องการขอบนบาน การขอโชค การขอให้หายป่วย และ
การเซ่นไหว้เพื่อขอฝากฝั่งเป็นลูกเจ้าพ่อปราสาททอง ให้ท่านคุ้มครองเมื่อมาทางาน มาอยู่อาศัย หรือมาทา
ธุรกิจในอาเภอเฉลมิ พระเกียรติ ของเซ่นไหว้ที่นิยมนามาไหว้ คือ หัวหมู ไก่ต้ม พวงมาลัย ดอกไม้ ผลไม้ เหลา้
บุหรี่ และน้าหวานต่าง ๆ สาหรับสิ่งของแก้บนที่นิยมนามาถวายเจ้าพ่อปราสาททอง คือ “รูปปั้นไก่ชน” โดย
เชอื่ วา่ เจา้ พ่อปราสาททองช่นื ชอบการตไี ก่ และ “รูปป้นั ช้าง” โดยเช่ือวา่ พาหนะของเจา้ พ่อปราสาททองคือช้าง
นน่ั เอง

ภาพที่ 17 รูปปั้นไก่ – ช้าง ของที่ชาวบ้านนิยมนามาแก้บน ภาพที่ 18 หลักหินทาจากหินทรายเป็นรูปเคารพเดิมของศาล
(ถ่ายเม่ือ 19 มิถุนายน 2565) เจ้าพ่อปราสาททอง (ถา่ ยเม่ือ 19 มิถุนายน 2565)

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2515 – 2562 ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้งได้ผูก
ติดยึดเหนี่ยวจมีสถานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจาอาเภอ แม้ในช่วงแรกจะไม่สามารถขึ้นไปกราบไหว้เจ้าพ่อ
ปราสาททองที่ปราสาทพนมรุ้งได้ตามวิถีเดิมของชาวพนมรุ้งเพราะขัดกับกฏระเบียบของกรมศิลปากร
แต่เหตุผลดังกล่าวช่วยทาให้ศาลเจ้าพ่อปราสาททองบริเวณเชิงเขาพนมรุ้ง ได้รับความเคารพและเป็นที่รู้จัก
ของชาวบ้านในแถบนี้มากยิ่งขึ้น จนมีการรวมแรงรวมใจกันสร้างศาลเจ้าพ่อปราสาททองหลังใหม่ด้วยวัสดุท่ี
คงทนถาวรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การยกระดับการเซ่นไหว้เจ้าพ่อปราสาททองเป็นพิธีบวงสรวงซึ่ งมีอาเภอ
เฉลิมพระเกียรติเป็นผู้นาในการจัด ยิ่งทาให้สถานะของศาลเจ้าพ่อปราสาททองกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจา
อาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ดังที่ปรากฏในคาขวัญอาเภอเฉลิมพระเกียรติที่ว่า “เมืองพนมรุ้ง
ทุง่ ฝ้ายคา นามพระราชทาน ตานานทบั หลงั ทตี่ ัง้ เจ้าพ่อปราสาททอง ของดีผ้าภูอัคน”ี

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 60

3. เจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง พ.ศ. 2562 – ปัจจุบัน (กาเนิดคณะศรัทธา – ยุคการท่องเที่ยวตาม
รอยละครนาคี – การท่องเทยี่ วตามเส้นทางมูเตลู)

ในยุคท่กี ารส่อื สารไร้ขอบเขต การเผยแพร่เรื่องราวเรอ่ื งความมหศั จรรยพ์ ระอาทติ ยต์ รง 15 ประตขู อง
ปราสาทพนมรุ้ง ความโด่งดังของทีมฟุตบอลสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ซึ่งใช้ปราสาทพนมรุ้งเป็นสัญลักษณ์ของ
สโมสรจนประสบความสาเรจ็ ในประเทศไทยอย่างมากมาย กระแสจากละคร “นาคี” ที่ออกอากาศทางช่อง 3
ในปี พ.ศ. 2559 และมีฉากหลังเป็นปราสาทพนมรุ้ง และมิวสิควีดีโอเพลง “Lalisa” ของ ลิซ่า Blackpink
สง่ ผลให้การท่องเทยี่ วในจังหวดั บุรรี ัมย์โดยเฉพาะที่ปราสาทพนมรุง้ คึกคักเปน็ อย่างมาก

กระแสการท่องเที่ยวที่กล่าวมาข้างต้นนาความเปลี่ยนแปลงครั้งสาคัญมาสู่ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง
อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2562 กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีภูมิลาเนาอยู่ในอาเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย์ได้รวมตัว
จัดตั้ง “คณะศรัทธาเจ้าพ่อปราสาททอง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้องของศาลเจ้า
พอ่ ปราสาททอง ใหม้ คี วามสวยงาม สมดงั เป็นอกี หนงึ่ สญั ลกั ษณ์ของอาเภอเฉลมิ พระเกยี รติ

โดยกลุ่มคณะศรัทธาได้ดาเนินการพูดคุยกับผู้นาชุมชน ผู้ศรัทธา และชาวบ้านคนพนมรุ้ง เรื่องการ
ปรับปรุงพื้นที่ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง เช่น การทาสีใหม่ เทปูน ปูกระเบื้องหน้าศาล ติดไฟส่องสว่าง เพื่อให้
ศาลเจา้ พอ่ ปราสาททองดูสงา่ งามสวยงามมากขึ้น

บทบาทที่สาคัญอีกหนึ่งอย่างคือในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 กลุ่มคณะศรัทธาฯ ได้ริเริ่มจัดทา
รูปหล่อเจ้าพ่อปราสาททองเสมือนจริง เป็นชายสูงวัย ผมขาว นั่งบนตั่งทอง มือจับไม้ตะพดวางราบบนเข่าทั้ง
สองข้าง เพื่อนาไปประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง แทนหลักหินซึ่งเป็นรูปเคารพดั้งเดิม 2563 โดยได้
ออกแบบตามจินตนาการ แต่ทุกรายละเอียดล้วนได้รับการพูดคุยกับผู้นาชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ และตัวแทนชาว
พนมรุ้งก่อนแล้ว ก่อนจะมีพิธีอัญเชิญรูปหล่อเจ้าพ่อปราสาททองขึ้นประดิษฐานภายในศาล เมื่อวันที่ 26
กรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยออกแบบตามจินตนาการและทุกรายละเอียดผ่านการพูดคุยกับผู้นาชุมชน ผู้เฒ่าผู้
แก่ และตัวแทนชาวพนมรุง้ 26

ในด้านพิธีกรรมคณะศรัทธาฯ ยังเป็นรอยเชื่อมระหว่างหน่วยงานราชการในท้องถิ่น เช่น อาเภอ
เทศบาล อบต. กับชาวพนมรุ้ง ในการจัดพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททองประจาปี และรับหน้าที่เป็นผู้นาใน
การประกอบพิธี ได้แก่ การจัดหาพราหมณ์ การจัดหาบายศรี การจัดหาวงดนดรีบรรเลง รวมไปถึงการเปิดรบั
บริจาคตา่ ง ๆ สาหรับใช้ภายในงานบวงสรวงอีกดว้ ย

26 สมั ภาษณ์ สทุ ธินนั ท์ พรหมชัย อายุ 30 ป,ี ตัวแทนคณะศรัทธาเจา้ พ่อปราสาททอง, วนั ที่ 19 กรกฎาคม 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 61

ภาพที่ 19 กล่มุ คณะศรัทธาเจ้าพ่อปราสาททอง ภาพท่ี 20 อัญเชิญรูปหลอ่ เจา้ พ่อปราสาททองไปประดษิ ฐานท่ีศาล
(เออ้ื เฟ้อื ภาพโดย คณุ สทุ ธนิ ันท์ พรหมชัย) (เอื้อเฟ้อื ภาพโดย คณุ สทุ ธนิ นั ท์ พรหมชัย)

ภาพที่ 21 อัญเชิญรปู หลอ่ เจ้าพอ่ ปราสาททองไปประดิษฐานทศ่ี าล ภาพท่ี 22 ศาลเจา้ พอ่ ปราสาททองในปัจจบุ นั
(เออื้ เฟอ้ื ภาพโดย คณุ สุทธนิ นั ท์ พรหมชัย) (ถ่ายเมอ่ื 16 กรกฎาคม 2565)

ทั้งน้ีความสมั พนั ธร์ ะหว่างเจ้าพ่อปราสาททองกบั คนพนมรงุ้ นับตัง้ แต่มีการตง้ั กลุ่มคณะศรัทธาเจ้าพ่อ
ปราสาททองขึน้ มาใน พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ศาลเจา้ พอ่ ปราสาททองก็ได้รับการดูแลเปน็ อย่างดี โดยการอาสา
ออกมาเป็นตัวแทนของกลุ่มศรัทธาในครั้งนี้ได้รับแรงผลักดันจากกระแสการท่องเที่ยวปราสาทพนมรุ้ง ผ่าน
กระแสความมหัศจรรย์ของพนมรุ้ง ทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ละครนาคี และล่าสุดคือเพลงของลิซ่าแบล็ค
พิ้งค์ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวปราสาทพนมรุ้งอย่างล้นหลาม ดังนั้นศาลเจ้าพ่อปราสาททองซ่ึง
เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพนมรุ้งซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาพนมรุ้งจึงจาเป็นที่จะต้องมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
เหมาะสมต่อการเวียนว่ายเข้ามาสักการะ ไม่อยู่ในบรรยากาศน่ากลัว เหตุผลดังกล่าวเป็นปัจจัยสาคัญในการ
ปรับเปลี่ยนสถานะเจา้ พ่อปราสาททองจากศาลปู่ตาประจาชุมชน ให้กลายเป็นสถานที่ศักดิส์ ทิ ธิ์และเป็นที่เชดิ
หน้าชตู าประจาอาเภอเฉลมิ พระเกยี รติตอ่ ไป

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 62

ภาพที่ 23 ศาลเจา้ พ่อปราสาททองในปจั จบุ ันเปน็ ท่เี คารพนบั ถือและศูนย์รวมศรัทธาของชาวพนมรงุ้
(ถา่ ยเมอ่ื 16 กรกฎาคม 2565)

บทสรุป
จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง สามารถสรุปได้ว่ารูปแบบ

ความสัมพันธ์ระหว่างเข้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามบริบทของ
สังคม และตามค่านิยมของสังคม จากอดีตซึ่งชาวบ้านแสดงความเคารพเพราะเชื่อว่าเจ้าพ่อปราสาททองเป็น
ผีบรรพบุรุษ บรรพชนคนโบราณที่เคยอาศัยอยู่ที่เขาพนมรุ้งมาก่อน ซึ่งอาจช่วยให้การตั้งถิ่นฐานใหม่ของ
ชาวบ้านที่พึ่งอพยมาที่เขาพนมรุ้งอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และเดินทางขึ้น – ลงเขาพนมรุ้งได้อย่างปลอดภัย มาเป็น
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ก่อกาเนิดความเชื่อถือศรัทธารวมจิตใจของผู้คนชาวพนมรุ้งที่ต่างมีความเชื่อว่าเจ้าพ่อ
ปราสาททองสามารถดลบันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล ให้โชคลาภ ให้เรื่องการบนบาน หรือให้การประกอบ
ธุรกิจราบรื่น เป็นต้น จนมีสถานะเป็นพื้นทีศ่ ักดิ์สิทธิ์ประจาอาเภอ และท้ายที่สุดคือการทารูปหล่อเสมือนจรงิ
เพื่อประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง การเข้ามาจัดการความสะอาดและงานประเพณีให้เป็นระบบ
ระเบียบมากขึ้นจากกลุ่มคณะศรัทธาคนรุ่นใหม่ในสังคม เพื่อให้ศาลเจ้าพ่อปราสาททองมีความศักดิ์สิทธิ์และ
เป็นหน้าตาของอาเภอเฉลิมพระเกียรติต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้เองทาให้เห็นพัฒนาการทางความเชื่อของ
ชาวพนมร้งุ ที่ได้เกิดข้นึ ในแตล่ ะชว่ งละเวลา ทาให้เหน็ วา่ ความศรัทธาต่อเจา้ พ่อปราสาททองถูกเชื่อมร้อยไว้กับ
คนพนมรุ้งซึ่งทาให้บทบาทและความศรัทธาของชาวพนมรุ้งต่อเจ้าพ่อปราสาททองยังคงไม่เสื่อมคลายลงไป
แมเ้ วลาจะผ่านไปกช่ี ่วงเวลาแลว้ กต็ าม

บทบาทความสัมพันธ์ของเจ้าพ่อปราสาททองกับคนพนมรุ้ง นับว่าเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธาของคน
พนมรุ้ง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมือง สร้างความศรัทธาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนช่วย
สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านในเรื่องการเกษตรซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานบวงสรวงเจ้าพ่อปราสาททอง
นอกจากนเ้ี รอ่ื งราวของเจา้ พ่อปราสาททองยังสามารถบ่งบอกถงึ ความเปน็ สงั คมอสี านได้อยา่ งชัดเจนมากย่ิงขึ้น
ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อถือศรัทธาผี โดยเฉพาะผีบรรพบุรุษ ผีเจ้าป่าเจ้าเขา ผีเจ้าที่ อย่างจริงจังและมั่นคง
แมว้ ่าผสี างเทวดาเป็นสง่ิ ทตี่ นไม่สามารถมองเหน็ ตวั ตนก็ตาม

______________________________________________

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 63

รายการอา้ งอิง

หนงั สือ วารสาร แลพวิทยานพิ นธ์
กรมศลิ ปากร. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลักษณ์และภูมปิ ัญญา จังหวัดบุรรี ัมย์

(กรุงเทพฯ: โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว, 2544.
_________. สำนกั งานโบราณคดแี ละพิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติท่ี 9 นครราชสมี า. ปราสาทเมืองต่ำ.

กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปากร. 2540.
ฉัตรทพิ ย์ นาถสุภา. เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดตี . กรุงเทพฯ: เจริญยาการพมิ พ์, 2537.
เบญจวรรณ นาราสจั จ.์ “ภาพตวั แทนของปราสาทพนมร้งุ ในมมุ มองท้องถิน่ .” วารสารสังคมลุม่ น้าโขง 8, 2

(พฤษภาคม - สงิ หาคม 2555): 1 – 25.
พสิ ฐิ เจรญิ วงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์คร้ังท่ี 6. บรุ ีรมั ย์: สานักโบราณคดี กรมศิลปากร, 2551.
ศานติ ภกั ดีคา. ยุทธมรรคาเสน้ ทางเดินทัพ ไทย-เขมร. กรุงเทพฯ: มตชิ น. 2557.
สนั ติ ทิพนา. “ปรากฏการณ์ทางสงั คมและกลวธิ ีการนาเสนอเรอื่ งส้ันในนิตยสารรายสปั ดาห์ ปีพทุ ธศักราช

2555.” วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าภาษาและวรรณกรรมไทย. มหาสารคาม:
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม. 2558

สมั ภาษณ์
โกสมุ มลู คา อายุ 53 ปี. สัมภาษณ์, วนั ท่ี 12 มิถนุ ายน 2565.
ชวนชม เวียงเงนิ อายุ 55 ปี. สัมภาษณ์, วนั ท่ี 5 มิถนุ ายน 2565
ประดับ เข็มรุกขา อายุ 67 ปี. สัมภาษณ์, วนั ท่ี 12 มถิ นุ ายน 2565.
ยายพนุ่ เพง็ ประโคน อายุ 80 ป.ี สัมภาษณ์, วนั ท่ี 14 กนั ยายน 2562.
ยายเยม สงครามรอด อายุ 85 ปี. สมั ภาษณ์, วันที่ 15 กนั ยายน 2562.
สทุ ธินันท์ พรหมชัย อายุ 30 ป.ี สมั ภาษณ,์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 64

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 65

จากอดตี สู่ปัจจุบนั ตาลโตนด
พืชเศรษฐกจิ (ไม่)สาคญั ของสุพรรณบรุ ี

ฑิษญา ธาตุบุรมย์1

1 นักศกึ ษาสาขาวิชาประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถ่ินชน้ั ปีท่ี 4 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 66

บทคัดย่อ
สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่ปรากฏการมีต้นตาลโตนดเป็นจานวนมาก หากแต่เมื่อใครหลายคนนึกถึง
น้าตาลจากต้นตาลโตนด หรือน้าตาลโตนด ล้วนนึกถึงเมืองเพชรบุรี และในขณะเดียวกัน สุพรรณบุรีก็แทบ
ไม่ได้มีการกล่าวถึงความสาคัญของพืชตาลโตนดในพื้นที่ในฐานะของพืชเศรษฐกิจเลย ท้ังที่ต้นตาลโตนดที่
สพุ รรณบรุ ีน้นั กม็ มี าก บทความน้ตี อ้ งการศึกษาเกย่ี วกบั ตาลโตนดในพน้ื ท่จี ังหวัดสพุ รรณบุรี โดยมวี ัตถปุ ระสงค์
หลกั เพอื่ ศกึ ษาถึงความสาคัญของตาลโตนดท่ีมผี ู้คนในพื้นที่จากอดตี สู่ปัจจุบนั และรวมไปถึงศึกษาสาเหตุท่ีต้น
ตาลโตนดนั้นไม่เปน็ พืชเศรษฐกิจในพ้ืนท่ี รวมไปถึงศกึ ษาวา่ ตาลโตนดมบี ทบาทกับคนในพ้ืนทีอ่ ย่างไร โดยได้ใช้
แนวคิดทางประวัติศาสตร์ รวบรวมหลักฐานที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ของความสาคัญของตาลโตนดกับ
สุพรรณบุรีทั้งหลักฐานเอกสารราชการ บันทึกของชาวต่างชาติ นิทานเรื่องเล่าของคนในท้องถิ่น มาวิเคราะห์
และศกึ ษาถึงความสาคัญในอดตี และปัจจบุ นั ของตาลโตนดในพน้ื ที่จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
โดยผลการศกึ ษานัน้ ชีใ้ ห้เหน็ ว่า ตาลโตนดน้ันนัน้ เป็นพชื ทม่ี คี วามสาคัญต่อชาวสพุ รรณบรุ เี ป็นอย่างมาก
จริงในอดีต ทั้งในด้านวิถีชีวิตและเศรษฐกิจ โดยอาจเป็นแหล่งส่งออกน้าตาลจากตาลโตนดสาคัญในพื้นที่
ท้องถิ่น และมีความเป็นไปได้ว่าไม่เพียงส่งออกภายในท้องถิ่นบริเวณใกล้เคียงเท่านั้นแต่อาจส่งออกถึง
ต่างประเทศ ผ่านการค้าขายกับต่างชาติของกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการเปลี่ยนแปลง การมี
สนธิสญั ญาเบาว์รงิ่ ในชว่ งสมยั รัตนโกสินทรส์ ง่ ผลต่อความต้องการขา้ วของภาครฐั ทาให้ข้าวราคาดี ชาวบ้านใน
พื้นที่จึงได้หันมาทานาข้าวแทนการทาการเกษตรเกี่ยวกับต้นตาลโตนด บวกกับการเริ่มใช้น้าตาลทรายแทน
น้าตาลจากตาลโตนด จึงทาให้ตาลโตนดนัน้ ไม่ได้เป็นพืชที่ส่งผลตอ่ เศรษฐกิจของสุพรรณบุรีอีกต่อไป ส่งผลมา
จนถงึ ในปัจจุบนั เองตาลโตนดก็ไม่ไดน้ ับวา่ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของสุพรรณบุรีมากนัก เพราะด้วยในปัจจุบัน
เองเราไม่ค่อยรับประทานน้าตาลจากตาลโตนดแล้วแต่ใช้น้าตาลทรายในครัวเรือน การใช้ประโยชน์จาก
ตาลโตนดนั้นก็จะใช้ในมุมของการเป็นของฝากจากพื้นที่มีในท้องถิ่น เช่น น้าตาลสด หรือการใช้เป็นสถานที่
ทอ่ งเที่ยวเพื่อชมววิ ทิวทัศนข์ องต้นตาล

คาสาคัญ : ตาลโตนด, น้าตาล, พืชเศรษฐกจิ , สพุ รรณบุรี

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 67

บทนา
น้าตาล ชื่อแทนวัตถุดิบให้ความหวานที่มีความสาคัญต่อผู้คน เพราะเป็นหนึ่งสิ่งสาคัญที่เกี่ยวข้องกับ

ปัจจัย 4 อันสัมพันธ์กับการดารงชีวิตของมนุษย์ เพราะน้าตาลกลายเป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหาร
ทาให้อาหารมีรสหวานเพิม่ อรรถรสในการรับประทานและช่วยให้อาหารนั้นมีรสท่ีดขี ึ้น น้าตาลจึงนับได้ว่าเปน็
หนึ่งสิ่งสาคัญที่อยู่คู่ครัวเรือนของผู้คนมานับตั้งแต่ครั้งอดีต น้าตาลนั้นมีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นน้าตาลโตนด
น้าตาลมะพร้าว น้าตาลปี๊บ น้าตาลทราย แต่ละชนิดก็แตกต่างกันด้วยที่มาของน้าตาลชนิดนั้นๆ ว่าได้มาจาก
อะไร อย่างน้าตาลทรายที่ใช้อยูก่ ันอย่างแพร่หลายในปจั จบุ ัน ก็ได้มาจากอ้อย เป็นต้น และการที่พืชชนิดหน่งึ
สามารถแปรรูปเป็นผลผลิตออกมาและผู้คนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลให้พืชชนิดนั้นๆ กลายเป็น
พืชเศรษฐกิจที่มีผลตอ่ ท้องถ่ินอย่างเช่นในปัจจุบัน เราก็แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อ้อย เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจ
ของไทยที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้คนอยู่ไม่น้อย เพราะน้าตาลทรายนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ทุกบ้าน
ทุกครวั เรอื นจะต้องใช้ นับได้ว่าเปน็ อีกหนง่ึ ส่ิงสาคัญ

แม้ในปัจจุบันน้าตาลทรายที่เรารู้จักและใช้ในครัวเรือนนั้นจะทามาจากอ้อย แต่ในอดีตความหวาน
เหล่านี้ทามาจากพืชที่พบได้ทั่วไปในท้องถิ่น โดยมีข้อสันนิษฐานว่าพืชชนิดแรกที่คนไทยรู้จักในการนามาแปร
รูปเป็นวัตถุดิบให้ความหวานคือตาล ดังการที่เราเรียกวัตถุดิบนี้ว่าน้าตาล จึงเป็นที่มาของน้าตาลที่ใช้เรียกมา
จนปัจจุบัน น้าตาลในอดีตนั้นหากกล่าวว่าน้าตาลแล้วก็คงจะต้องเป็นผลผลิตจากตาล หรือตาลโตนด ซึ่งเป็น
พืชที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ท้องถิ่นของไทย แม้ต่อมาจะสามารถใช้พืชชนิดอื่นให้ความหวานได้ ทั้งมะพร้าว อ้อย
แต่ชื่อเรียกของน้าตาลก็สามารถบ่งบอกได้ดีว่าในอดีตนั้น ตาลเป็นพืชหลักที่ทาให้เกิดสิ่งให้ความหวานท่ี
เรยี กว่า ‘นา้ ตาล’ ขึ้นมา

การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของกันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนมานาน เมื่อน้าตาลกลายเป็นสิ่งจาเป็นใน
ครัวเรือน บริเวณที่สามารถผลิตน้าตาลได้มาก ก็จะเป็นแหล่งในการส่งออกสาคัญ ทาให้พืชที่มีผ ลผลิตน้ัน
กลายเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ไปด้วย โดยหากพูดถึงน้าตาลโตนดแล้วนั้น คนไทยส่วนใหญ่ก็คงจะคุ้นเคยกับ
นา้ ตาลโตนดท่ีเป็นของขนึ้ ช่อื ของจังหวดั เพชรบุรี

แต่เน่ืองจากจังหวัดสุพรรณบุรเี ป็นอีกพื้นที่ท่ีมตี ้นตาลโตนดเปน็ จานวนมาก ในเอกสารการเสด็จตรวจ
ราชการหัวเมือง ของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ก็ได้มีการกล่าวถึงความสนใจในรายได้และ
กระบวนการผลิตตาลโตนดที่สุพรรณบุรี รวมไปถึงสุพรรณบุรีกับเพชรบุรีก็มีนิทานพื้นบา้ นท่ีหยอกล้อกันเร่ือง
ตาลโตนดว่าที่ใดมากกว่าที่ใดอยู่ หากแต่เมื่อพูดถึงแหล่งตาลโตนดขึ้นชื่อแล้วนั้นทุกคนต่างนึกถึงจังหวัด
เพชรบุรีเพียงที่เดียวทีเ่ ป็นเมืองขน้ึ ชื่อของตาลโตนด แตก่ ลับไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงสุพรรณบุรีท้ังที่ก็เป็นพ้ืนท่ีท่ีมี
ตาลโตนดเยอะเช่นกันและน้อยคนนักที่จะรู้ว่าสุพรรณบุรีมีตาลโตนดอยู่มาก รวมไปถึงตาลโตนดเองก็ไม่ไดถ้ กู
นบั ว่าเป็นพืชเศรษฐกจิ ทีส่ าคัญในสุพรรณบรุ ีอีกดว้ ย

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 68

จากข้อสงสยั ในข้างต้น การศึกษาในคร้ังน้ีจึงจะศึกษาว่าปัจจัยใดที่ทาให้พืชตาลโตนดในสุพรรณบุรีไม่
ถูกพูดถึง และศึกษาถึงความสัมพันธ์ของตาลโตนดกับสุพรรณบุรีว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรจากอดีต ตลอด
เรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องราวตาลโตนดในสุพรรณบุรีและสาเหตุที่ทาให้ตาลโตนด
ไม่เปน็ พืชเศรษฐกจิ ในพ้ืนท่ีรวมไปถึงศึกษาวา่ ตาลโตนดมบี ทบาทต่อพื้นท่อี ยา่ งไร

จงั หวดั สพุ รรณบุรี
สภาพทั่วไปของพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางด้านทิศตะวันตกของ

ประเทศไทย มีอาณาเขตด้านทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดชัยนาท อุทัยธานี ทิศใต้ติดกับจังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ทิศตะวันตกติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี
อุทัยธานี มีแม่น้าสายสาคัญไหลผ่านคือแม่น้าสุพรรณบุรี (ท่าจีน) อยู่ในลุ่มน้าท่าจีน ประกอบด้วย 11 อาเภอ
คอื อาเภอเมือง อาเภอบางปลาม้า อาเภอสองพน่ี ้อง อาเภออู่ทอง อาเภอดอนเจดีย์ อาเภอศรีประจันต์ อาเภอ
สามชุก อาเภอหนองหญา้ ไซ อาเภอเดิมบางนางบวช และอาเภอด่านชา้ ง มีความเป็นมาและการตั้งถนิ่ ฐานของ
ผ้คู นต้งั แต่ยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์ และเปน็ พน้ื ทที่ มี่ ีตาลโตนดเป็นจานวนมาก

สุพรรณบุรี เป็นเมืองที่จะพัฒนาการในระยะเริม่ แรกช่ือว่า สุพรรณบุรี ซึ่งปรากฎเป็นลายลักษณอ์ ักษร
ครั้งแรกในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 ศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหง บอกเรื่องราวของกรุงสุโขทัย ในสมัยพ่อขนุ
รามคาแหง ขณะครองอาณาจักรสุโขทัยในราวต้นศตวรรษที่ 19 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารง
ราชานุภาพ ได้ทรงตีความว่า สุวรรณภูมิ ที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงนี้ มีความหมายเช่นเดียวกัน
อู่ทองจึงชื่อว่า เมืองสุวรรณภูมิที่ปรากฏชื่อในศิลาจารึกเป็นเมืองเดียวกับเมืองโบราณอู่ทองในจังหวัด
สุพรรณบรุ ี

ตาลโตนด
ตาลโตนด หรือ ตาล เป็นพืชตระกูลปาล์มพัดชนิดหนึ่ง มีถิ่นกาเนิดในแอฟริกา เข้าสู่เอเชียตะวนั ออก

เฉียงใต้ แถบฝั่งตะวันออกของอินเดีย และกระจายตัวทั่วภูมิภาคเอเชียได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา เมียนมาร์
กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย เป็นพืชที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ทั้งต้น ใบ ดอก ผล พบ
กระจายอย่ทู ว่ั พน้ื ทีป่ ระเทศไทย แต่พบมากในจงั หวดั เพชรบรุ ี สุพรรณบรุ ี นครปฐม และสงขลา

โชติมา จตุรวงค์ กล่าววา่ ตาลเป็นพืชด้ังเดิมของ แอฟริกา แต่แพร่หลายในเอเชยี การแพร่พันธ์ุุของ
ตาลใช้เมล็ด ในประเทศไทยตาลมีชื่อเรียกหลายชื่อ คนภาคกลางเรียกว่า “ต้นตาลโตนด” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า
“ต้นตาล” คนภาคใต้เรียกว่า “ตาลโตนด” หรือ “ต้นโหนด” คนปัตตานีและสงขลา เรียกว่า “ปอเก๊าะตา”
ต้นตาลเป็นพืชที่ให้น้าหวานที่เรียกว่า น้าตาล ซึ่งนาไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าคนไทยรู้จักตาลโตนดเป็นพืชที่ให้
น้าหวานก่อนพืช ชนิดอื่น เพราะคนไทยเรียก น้าตาล ไม่เฉพาะน้าตาลจากตาลโตนด แต่รวมถึง น้าหวานที่ได้
จากพชื ชนิดอน่ื ๆ เชน่ ออ้ ย และมะพรา้ ว หรอื อาจจะเปน็ เพราะ คนไทยนยิ มนา้ ตาลโตนดมากทส่ี ดุ 2

2 โชตมิ า จตุรวงค์, “ผังเมอื งสุโขทยั และวัฒนธรรมการปลกู ตาล”, หนา้ จ่ัว 14 (2560), 26.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 69

โดยโชติมา จตุรวงค์ ตั้งข้อสังเกตและสันนิษฐานว่า พบต้นตาลทุกแห่งที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย
จึงสันนิษฐานว่าชาวอินเดียนาต้นตาลเข้ามาและปลกู ในประเทศไทย เพราะปรากฏต้นตาลในพุทธประวัติและ
พระสตู รข้างตน้ รวมทั้งเร่ืองชาดก ตน้ ตาลพบในพื้นทอ่ี นิ เดียกลาง ไดแ้ ก่ เมอื งกสุ นิ ารา และ เมืองราชคฤหแ์ ละ
มิถลิ า ตัง้ แตค่ รัง้ กอ่ นพุทธกาลและพทุ ธกาลตามลาดบั เมืองท่าสาคัญในประเทศไทยท่ีมีการติดต่อกับอินเดียใน
สมยั โบราณล้วนเป็นแหล่งท่ีมีต้นตาลโตนดมากเป็นพิเศษตั้งแต่อดีต เชน่ เพชรบุรี สุพรรณบรุ ี (อู่ทอง) ชัยนาท
(สรรคบ์ ุร)ี นครปฐม (นครชยั ศรี) สงขลา และนครศรีธรรมราช เปน็ ตน้ โดยพบมากเปน็ พิเศษ คือเพชรบรุ ี และ
สุพรรณบุรี ที่เมืองโบราณจันเสน อาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรคท์ างทิศตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยากพ็ บ
ตราประทับรปู คนกาลังปนี ตน้ ตาลเพ่ือไปเอาน้าตาล โดยคนปนี ตาลสะพายกระบอกน้าตาลไว้ด้านหลัง ต้นตาล
พบในประเทศไทยท้ังภาคกลางและภาคใต้ โดยเฉพาะพ้นื ท่ซี ีกตะวันตก ท่ีติดกบั ประเทศพม่า สันนษิ ฐานว่าคน
อนิ เดียและพมา่ เป็นผนู้ าตน้ ตาลเข้ามาปลกู ในประเทศไทย3

นอกจากนั้น โชติมา ยังได้ยกข้อสังเกตของ สุรีย์ ภูมิภมร มาสนับสนุน โดยกล่าวว่า สุรีย์นั้นต้ัง
ข้อสังเกตว่าต้นตาลในประเทศไทยส่วนใหญ่ขน้ึ บรเิ วณฝั่งตะวนั ตกของแม่น้าเจ้าพระยา ตน้ ตาลมีถิ่นกาเนิดใน
ประเทศอินเดีย พม่า และศรีลังกา โดยนาเข้ามาปลูกโดยชาวอินเดียและพม่า เพราะพื้นที่ที่ได้รับวัฒนธรรม
อินเดียจะมีการปลูกต้นตาลทั่วไป และบริเวณที่พม่าเดินทัพมารุกรานไทยจะมีการปลูกต้นตาลไว้เป็นเสบียง
อาหารสารอง รวมทั้งบริเวณใดที่คนพม่าและมอญเข้ามาพักอาศัยจะมีการปลูกต้นตาล คนมอญนิยมปลูกต้น
ตาลในวันเกิด ต้นตาลปลูกไว้บริเวณรอบบ้านหรือที่หัวไร่ปลายนาเพื่อเป็นแหล่งอาหาร หารายได้ และปรับ
สภาพแวดล้อม4

ตาลโตนดกับสพุ รรณบรุ ี
ในปัจจุบันหากพูดถึงตาลโตนดและสุพรรณบุรี อาจจะมองภาพไม่ออกว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร

หรือตาลโตนดเป็นพืชที่ส่งผลต่อพื้นที่อย่างไร หากแต่เมื่อผู้ศึกษานั้นได้สืบค้นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึง
ความสัมพันธ์ของตาลโตนดและพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีในอดีตนั้นพบได้เป็นจานวนหนึ่ง ซึ่งเพียงพอต่อการท่ี
จะกล่าวได้ถึงพื้นที่สุพรรณบุรีในอดีตที่มีต้นตาลโตนดเป็นจานวนมาก ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่าพื้นที่จังหวัด
สพุ รรณบุรีน้นั เป็นพื้นที่ท่ีมตี าลโตนดอยู่มากจากความเปน็ ไปได้ในเรื่องของวัฒนธรรมการปลูกตาลท่ีได้รับผ่าน
ศาสนามาจากอินเดีย แม้ในปัจจุบันตาลโตนดจะน้อยลงไปมากจนแทบไม่เห็นภาพความเป็นดงตาล แต่หลาย
หลักฐานก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงตาลโตนดในพื้นที่สุพรรณบุรีว่ามีอยู่จริง ดังเช่นการปรากฏในงานวรรณกรรม
ทั้งวรรณกรรมของท้องถิ่นอย่างนิทานหรือเรื่องเล่าท้องถิ่น ไปจนถึงงานวรรณคดีอย่างนิราศ หรือแม้กระทั่ ง
บันทึกการเสด็จประพาสจากพระมหากษัตรยิ ์ ไปจนถงึ การปรากฏเปน็ ช่อื บา้ นนามเมือง สงิ่ เหลา่ น้ีลว้ นเป็นภาพ
สะทอ้ นของตาลโตนดในพ้นื ทส่ี ุพรรณบรุ ีในอดีตได้เป็นอยา่ งดี

3 โชตมิ า จตรุ วงค์, “ผงั เมอื งสุโขทยั และวัฒนธรรมการปลกู ตาล”, หน้าจ่วั 14(2560), 26.
4 เรือ่ งเดียวกัน.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 70

เร่อื งเลา่ ทอ้ งถนิ่ : นิทานเรอ่ื งตาลยอดดว้ น
เรื่องเล่าท้องถิ่นนิทานหรือตานานต่างๆก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

สามารถเหน็ ภาพได้ชดั เจนมากขนึ้ โดยในพน้ื ทส่ี ุพรรณบรุ ีเองปรากฏนิทานพ้ืนบ้านเร่ืองหนึง่ ที่มีความเกี่ยวข้อง
กับตาลอยู่ด้วย ช่วยให้เห็นถึงความสาคัญของผู้คนในสุพรรณกับตาลว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่จริง โดยนิทาน
เรื่องนนั้ คือเร่อื ง ‘ตาลยอดด้วน’ เป็นนทิ านพ้นื บ้านท่เี ลา่ กันในแถบจังหวัดสุพรรณบรุ ี เร่ืองมอี ยู่วา่

“มีกระทาชายคนหนึ่งแกเป็นชาวเพชรบุรีแต่แกไปได้ภรรยาที่สุพรรณบุรี แล้วก็คราวหน่ึง
แกเข้าร่วมวงกะแช่หรือวงน้าตาลเมากับเพื่อนบ้าน ในระหว่างต่างคนต่างเดินต่างกินกันดี
แล้ว ปัญหาโลกแตกเรื่องหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในวงกระแช่ นั่นคือเกิดบังเอิญต่างมาถกเถียงกัน
ว่า เอ…เมืองเพชรบุรีกับเมืองสุพรรณบุรีนี้เมืองไหนจะมีต้นตาลมากกว่ากัน เถียงกันไป
เถียงกันมาจนจวนจะเข้าสู่การวิวาทอยู่แล้ว แต่เขยชาวเพชรบุรีแกยังมีสติดีอยู่เพราะเห็น
ว่าขืนวิวาทกันขึ้นแล้วจะเกิดความ เสียหายแก่อนาคตอันแจ่มใสของตนเองอย่างมิต้อง
สงสัย จึงจาเป็นจาใจต้องยอมรับว่า เออจริงต้นตาลเมืองเพชรนั้นน้อยกว่าต้นตาลเมือง
สุพรรณบุรจี ริง เรอื่ งทเ่ี กิดขึน้ ทสี่ พุ รรณบุรีแลว้ กช็ าวสุพรรณบุรเี ป็นผู้เลา่

ต่อมาเกิดมีชาวสุพรรณบุรีไปเยือนเมืองเพชรบุรีบ้าง แล้วเจ้าปัญหาโลกแตกก็
บังเอิญไปโผล่ที่เมืองเพชรอีก คราวนี้ชาวสุพรรณบุรีไปน้อยคนและก็ไปต่างถิ่นของตนเสยี
ด้วย ในที่สุดชาวสุพรรณบุรีจึงยอมสรุปลงเอยคิ้วขมวดท้ายด้วยการโต้เถียงลงด้วยเสียง
อ้อยอ้อยว่า “เออว่ะตาลสุพรรณ น้อยกว่าตาลเพชร” แต่กระนั้นยังอดทิ้งทอยแบบฉบับ
นกั เลงสพุ รรณบรุ เี สียนดิ หนอ่ ยไมไ่ ด้วา่ “น้อยกว่าต้นเดียวแหละ คอื อา้ ยตน้ ยอดดว้ น” 5

วรรณคดี : นิราศสพุ รรณบุรี
ตาลโตนดสุพรรณนั้นปรากฏในนิราศของสุนทรภู่ เมื่อคราวเดินทางมาหาแร่และยาอายุวัฒนะที่เมือง

สพุ รรณบรุ ี พ.ศ.2379 กล่าวถึงสภาพพนื้ ที่และพืชพรรณ มใี จความสาคญั เกย่ี วกับตาลโตนด ว่า

เลี้ยวหนึ่งถงึ บ้านช่ือ โพคลาน
โพใหญไ่ ม้บรู าณ รม่ ชื้น
สองฝัง่ พรงั่ พฤกษตาล โตนดพุ่ง สูงเอย
ท่าลาดหายทรายต้ืน ตล่ิงลว้ นสวนมะเขอื

5 พระมหาอดสิ ร ถริ สีโล, ประวัติศาสตรเ์ มอื งสุพรรณบรุ ี (กรงุ เทพ:โอเดียนสโตร,์ 2547), 119.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 71

บนั ทึก : พระราชหตั ถเลขา เรอ่ื งเสดจ็ ประพาสลาน้ามะขามเฒ่า เมอ่ื พ.ศ.2441 (ฉบบั ที2่ )
ปรากฏข้อมลู เก่ียวกับตาลโตนดทส่ี ุพรรณบรุ ี ความว่า

“…วันที่ 21 ตุลาคม ลงเรือศรีเทพไปเข้าคลองระหว่างวัดมหาธาตุ และหลักเมืองไปออก
หลงั เมอื ง ในทอ้ งทุ่งหลังเมอื งมีต้นตาลเป็นอนั มาก เป็นตลง่ิ สงู ดงตาลแลสุดสายตา เหมือน
อย่างขน้ จากฝั่งนา้ ลงไปท้ัง 2 ข้าง ในหวา่ งดงตาลเปน็ ทุ่งนางามดเี ป็นอนั มาก พระป่าเลไลย์
อยทู่ ช่ี ายดงตาล...”

ชือ่ บ้านนามเมอื ง
ในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ ชือ่ บ้านนามเมืองนน้ั กม็ คี วามสาคญั เปน็ อยา่ งมาก เพราะการตงั้ ชอื่ ภูมินาม

ของพื้นที่นั้นก็มักจะตั้งตามลักษณะเด่นของพื้นที่หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ดังนั้นแล้วการหยิบยกสิ่งหนึ่ง
ขึ้นมาเป็นชื่อที่ผู้คนจะใช้เรียกสถานที่นั้น ย่อมสามารถอนุมานได้ถึงความสาคัญของสิ่งนั้นที่มีต่อพื้นที่ได้เป็น
อยา่ งดี ในบริเวณพนื้ ที่จังหวดั สุพรรณบุรีน้ันพบช่ือภมู ินามที่เกย่ี วกบั ตาลอยู่เป็นจานวนมาก ยกตวั อยา่ งเชน่ ใน
อาเภอเดมิ บางนางบวชมีบ้านดอลตาลเสี้ยน ตาบลทงุ่ คลี บ้านดอนตาล ตาบลหวั นา บา้ นค่อนแคดงตาล ตาบล
บ่อกรุ อาเภอเมืองมีหมู่บ้านดอนตาล ตาบลดอนตาล บ้านหนองตาลกาบ ตาบลไผ่ขวาง บ้านลาดตาล ตาบล
ดอนมะสงั ข์ อาเภอสองพ่นี ้องมีบ้านใหม่ตาลกาบ ตาบลหัวโพธิ์ บา้ นต้นตาล ตาบลตน้ ตาล เป็นต้น และสาเหตุ
ที่หลายพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีภูมินามเกี่ยวข้องกับตาล ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของตาลโตนดกับพื้นที่
สพุ รรณบรุ ไี ดช้ ัดเจนมากย่งิ ข้ึน

ดังเห็นได้จากหลายหลักฐานที่กล่าวไปในข้างต้น อันแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องของตาลโตนดกับพื้นที่
จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วนั้น หลักฐานเหล่านี้ต่างชี้ให้เห็นถึงว่าในอดีตบริเวณพื้นท่ีสุพรรณบุรีนั้นเห็นจะมีต้น
ตาลโตนดอยู่มากเป็นที่แน่นอน เพราะนอกจากการปรากฏการณ์บอกถึงลักษณะปริมาณของต้นตาลแล้ว ยัง
ปรากฏความเช่อื เกย่ี วกับตาลอยู่อีกด้วย

ความเชือ่ เกีย่ วกับ ตาล
เดชา ศิริภัทร กล่าวไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ถึงความเชื่อเกี่ยวกับตาลโตนดในพื้นที่จังหวัด

สุพรรณบุรีว่า ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีสมัยก่อนชาวสุพรรณนิยมปลูกต้นตาลโตนดเมื่อเกิดบุตรชายใน
ครอบครัว มีผู้วิเคราะหว์ า่ จุดประสงค์หลัก คือ เมื่อบุตรชายมอี ายุครบบวช (20 ปี) ต้นตาลโตนดนั้นก็โตพอทา
น้าตาลได้แล้ว ซึ่งน้าตาลโตนดนิยมนามาทาน้าตาลเลี้ยงแขกในงานบวชที่มักมีงานฉลองกันข้ามวันข้ามคืน6
ดังนั้นแล้วตาลโตนด จึงไม่ได้เปน็ เพียงพืชที่ใช้เป็นตน้ กาเนิดวัตถุดบิ สาคัญอย่างน้าตาลเทา่ นั้น หากแต่เข้ามามี
บทบาทต่อผู้คนในพื้นที่ด้วยการเขา้ มาเป็นส่วนหนึง่ กบั วัฒนธรรมวถิ ชี วี ิตความเปน็ อยขู่ องชาวบา้ นอีกดว้ ย

6 เดชา ศิรภิ ทั ร, ตาลโตนด ตัวแทนความหวานและความสูง, เข้าถงึ เม่ือ 4 เมษายน 2565, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
https://www.doctor.or.th/article/detail/3473.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 72

บทบาทของตาลโตนดตอ่ เศรษฐกจิ สุพรรณบุรีในอดตี
รชั กาลท่ี 3 โปรดใหช้ าวลาวไปตดั ต้นตาลท่สี ุพรรณ

อีกหนึ่งหลักฐานที่มาสนับสนุนแนวคิดที่ว่าในอดีตสุพรรณบุรีนั้นมีต้นตาลโตนดอยู่มากนั่นก็คือมี
หลักฐานปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขา บุนนาค) กล่าวถึงการที่
โปรดใหเ้ กณฑช์ าวลาวไปตัดตาลที่สพุ รรณบรุ ีเพ่ือนาไปสรา้ งป้อมทสี่ มทุ รปราการ ความว่า

“คร้ังนนั้ เจ้าอนเุ จ้าเมอื งเวียงจนั ท์ ลงมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ชว่ ยในการพระ
บรมศพ ผคู้ นลงมามาก จ่งึ ทรงพระราชดารแิ ล้วใหข้ อแรงไพร่พลที่มาด้วยให้ไปตดั ต้นตาลที่
เมืองสุพรรณลาเข็ญลงมาตกท่า ไม่กาหนดว่าเท่าไร จะไปใช้ที่เมืองสมุทรปราการ อนุก็ให้
ราชวงศค์ มุ คนไปทาการ คร้นั จวนฤดฝู น อนจุ ะกลบั ข้นึ ไป จงึ ทูลขอพวกละครผู้หญิงข้างใน
กับดวงคา ซึ่งเปนลาวเวียงต้อนครัวมาแต่แผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่เมืองสระบุรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่โปรดพระราชทานให้ ได้แต่คนร้องของเจ้าพระยาอภัย
ภูเบศรค์ นหน่งึ เจ้าคณุ วังหลวงจดั ให้ อนกุ ็กราบถวายบังคมลากลับขน้ึ ไปเวียงจันท์ มีความ
โทมนสั ด้วยไม่ไดส้ มความปรารถนา”7

มนี ้าตาลไมพ่ อสง่ ออก
จากบันทึกการเสด็จตรวจราชการหัวเมือง ของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพนั้น ได้พูดถึงเรื่อง

ของตาลโตนดท่สี พุ รรณไวด้ ว้ ยเชน่ กัน ความว่า

“วันที่ ๑๐ สิงหาคม เวลาเช้าได้มีการประชุมพวกพ่อค้าแลผู้ชานาญการทาตาลโตนด
ไต่ถามเอาความรู้เหน็ ในการน้นั ได้ความวา่ ในเมืองสพุ รรณ์นแี้ ต่ก่อนสินค้าขาออกมีเข้าปลา
ถั่วงา หนังเขา น้าตาลไม้ไผ่ เสา ไม้กระดาน ไม้รอด ฝาง แต่ในเวลานี้มีแต่เข้าเป็นสินค้า
ใหญ่กับปลาแลไม้ไผ่ป่า, ไม้กระดาน, ไม้รอด แต่ฝางถั่วงาน้าตาลโตนดไม่มีพอเป็น
สินค้าออก ถึงต้องซื้อน้าตาลเมืองเพชรบุรีเข้ามาใช้ในเมืองไต่สวนเอาเหตุในเมืองนี้ว่า
เพราะเหตุใดสินคา้ ซง่ึ เคยมจี ึงหมดไป ไดค้ วามว่าเพราะเขา้ ราคาดคี นหันลงทานามาก”8

7 เจา้ พระยาทพิ ากรวงศ์ (ขำ บนุ นาค),พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสนิ ทรร์ ัชกาลท่ี1-4 (กรงุ เทพ: ศรปี ัญญา,
2555),1011.

8 จดหมายเหตรุ ะยะทาง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการหัวเมืองใน ร.ศ.117,119, 2 (ม.ป.ท:
ม.ป.ท, 2515. พิมพใ์ นงานทำบุญอายคุ รบ 60 ปี ของพระสเุ ทพเมธี 3 เมษายน 2515),5.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 73

บทวเิ คราะห์
สพุ รรณบรุ ีสง่ ออกน้าตาล ?

คา ผกา กลา่ วถึงนา้ ตาลในบทความประวัติศาสตร์ชนช้ันรัฐไทยและการเดินทางของของสูงสู่ภัยฉกาจ
อันดับหนึ่ง9 ไว้ว่า สยามนั้นผลิตน้าตาลเพื่อการส่งออกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ตามที่พบในเอกสารบันทึก
ของครอวฟ์ อรด์ 10 ที่เข้ามาในสยามตงั้ แต่สมัยรชั กาลท่ี 2 นบั วา่ เป็นสินคา้ อุตสาหกรรมแปรรปู จากพืชเศรษฐกิจ
ของไทยชนิดแรกท่ีสยามส่งเป็นสินค้าออก น่าจะทารายได้ให้รัฐคอ่ นข้างสูงและรุ่งเรืองที่สุดในยุคของรัชกาลที่
3 ต่อมาจนในปี 2398 ที่สยามต้องลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง ส่งผลให้อานาจการผูกขาดการค้าของรัฐไทย
สิ้นสุดลง และต้องเข้าสู่ระบบการค้าแบบแข่งขันเสรีที่มีตลาดโลกเป็นตัวกาหนดราคา อุตสาหกรรมน้าตาล
ทรายของไทยทอ่ี ยภู่ ายใต้ระบบผูกขาดและการเก็บภาษีทซ่ี า้ ซอ้ น เป็นอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรม และ
ต้องแข่งขันกับราคาน้าตาลของตลาดโลก ในช่วงปี 2420-2460 ซึ่งราคาน้าตาลในตลาดโลกตกต่า ค้นพบการ
ทาน้าตาลจากหวั บีต ยุโรปพฒั นาการทาน้าตาลทรายขาวบรสิ ุทธิ์ ฟลิ ปิ ปนิ สแ์ ละชวาเร่ิมผลิตน้าตาลทรายขาว
คณุ ภาพสงู ออกสตู่ ลาด อตุ สาหกรรมนา้ ตาลของสยามจึงไมส่ ามารถแข่งขนั ในตลาดโลกได้

กิจการโรงงานน้าตาลเริ่มประสบปัญหาการส่งออก เนื่องจากราคาน้าตาลตลาดโลกตกต่า ไทยไม่ มี
พื้นที่ผลิตน้าตาล ไม่ส่งออกน้าตาลแต่นาเขา้ แทน ชนชั้นสูงจึงจะกินน้าตาลทรายขาว เพราะถือว่าแพง หายาก
เป็นของมีค่า น้าตาลทรายจึงเป็นของที่ราคาแพงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีกาลังซื้อ เพราะฉะนั้นในระดับท้องถน่ิ
น้าตาลที่นิยมบริโภคกันในประเทศสาหรับคนทั่วไป คือ น้าตาลโตนด น้าตาลมะพร้าว น้าตาลจากหญ้าคา
นา้ ตาลทรายแดงทผี่ ลิตเพ่ือตลาดในประเทศโดยเฉพาะ11 ตาลโตนดจึงนบั ไดว้ า่ เปน็ พืชเศรษฐกจิ สาคัญในระดับ
ท้องถิ่น

แม้ตาลโตนดจะพบได้ทั่วไปก็จริงอยู่ หากแต่การส่งออกน้าตาลนั้นจาเป็นจะต้องใช้เป็นจานวนมาก
เพราะไม่ใช่แค่เพียงให้เพียงพอต่อการใช้สอยครัวเรือนตามการค้าขายภายในปกติ ดังนั้นแล้วบริเวณพื้นที่ที่มี
ต้นตาลโตนดเยอะจนคาดว่าสามารถส่งออกน้าตาลไปยังท้องถิ่นอื่นได้นั้นจึงเห็นจะเป็นที่จังหวัดเพชรบุรี
สุพรรณบรุ ี นครปฐม และสงขลา เพราะเปน็ พื้นท่ีท่ีมตี ้นตาลโตนดอย่เู ปน็ จานวนมาก

แม้ไม่มีหลักฐานที่ระบุถึงการส่งออกตาลโตนดของสุพรรณโดยตรง จึงไม่อาจรู้หรือแน่ใจได้ว่า
สุพรรณบุรนี ัน้ ไดส้ ง่ ออกตาลโตนดจรงิ หรอื ไม่ หากแตจ่ ากบันทกึ ของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ท่ีวา่

“…น้าตาลโตนดไม่มีพอเป็นสินค้าออก ถึงต้องซื้อน้าตาลเมืองเพชรบุรีเข้ามาใช้ในเมืองไต่
สวนเอาเหตใุ นเมืองนี้ว่าเพราะเหตใุ ดสินค้าซึ่งเคยมีจึงหมดไป ได้ความว่าเพราะเข้าราคาดี
คนหนั ลงทานามาก…”

9 คำ ผกา, ประวัติศาสตร์ชนชน้ั รฐั ไทยและการเดนิ ทางของของสูงสู่ภัยฉกาจอนั ดับหน่ึง, เข้าถึงเม่อื 20 มนี าคม
2565, เข้าถงึ ได้จาก https://themomentum.co/momentum-opinion-history-of-sugar-thai/.

10 เจ้าพระยาทพิ ากรวงศ์ (ขำ บนุ นาค), พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่1-4, 769.
11 คำ ผกา, ประวตั ิศาสตร์ชนช้นั รฐั ไทยและการเดนิ ทางของของสูงสู่ภัยฉกาจอนั ดับหนงึ่ .

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 74

ก็ทาให้สามารถสันนิษฐานได้ว่าก่อนช่วงเวลาที่บันทึกเสด็จตรวจราชการหัวเมืองนี้ อาจมีการส่งออก
น้าตาลจากสุพรรณบุรีจริง เพราะจากหลักฐานการปรากฏตาลโตนดมากในพื้นที่ และการอยู่ในพระเนตร
พระกรรณของกษัตริย์12 รวมไปถึงการเข้ามาไต่ถามถึงกระบวนการผลิตกับผู้ชานาญการทาตาลโตนดในพื้นที่
สุพรรณบุรีของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ อันถือได้ว่าเป็นคนของจากทางรัฐส่วนกลาง เท่ากับว่ารฐั มี
ความสนใจในกิจการการทาตาลโตนดในพื้นที่สุพรรณบุรีอยู่ แต่เมื่อไต่ถามเอาความแล้วก็ได้รู้ว่าเพราะคนใน
พื้นที่หันไปทานาข้าวกันมากขึ้น คนจึงไม่ได้สนใจที่จะใช้ประโยชน์จากต้นตาลแล้ว จึงทาให้การทาการเกษตร
เกี่ยวกับตาลนั้นลดลง น้าตาลโตนดจึงไม่มีพอที่จะส่งออก จนทาให้สุพรรณบุรีต้องนาเข้าน้าตาลจากเพชรบุรี
แทน

ส่งออกเพียงทอ้ งถิ่นหรือตา่ งประเทศ
จริงอยู่ที่หลังจากอุตสาหกรรมน้าตาลอ้อยเข้ามาทาให้สยามผลิตน้าตาลทรายเพื่อส่งออกเป็นสาคัญ

อันสามารถทาเงนิ ให้กบั รฐั ได้อยา่ งไม่น้อย หากแตใ่ นยุคกอ่ นหน้านน้ั ที่เราจะสามารถผลติ น้าตาลทรายจากอ้อย
ได้ เราตอ้ งใช้นา้ ตาลท่ีมาจากตาลกนั เสยี ก่อน ดงั จากการเรยี กสิง่ ทีใ่ ห้ความหวานนวี้ า่ น้าตาล ดังน้ันแล้วน้าตาล
โตนดจึงเป็นน้าตาลทีผ่ ลิตและเป็นแหลง่ ให้ความหวานในสังคมไทยมาตั้งแต่คร้ังอดีต เพราะถือเป็นน้าตาลที่ได้
จากพชื ท่ีพบได้ท่วั ทัว่ ในพ้ืนที่ประเทศไทยเอง น้าตาลโตนดจึงถือเป็นน้าตาลท่ีถูกใช้ในท้องถิ่นมากที่สุดก็เป็นไป
ได้ นอกจากน้ันจากหลักฐานเอกสารของฮอลันดาสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา กไ็ ด้กล่าวถึงว่าสยามน้ันได้ส่งออกน้าตาล
ขายต่างประเทศ ซึ่งน้าตาลนั้นก็คือน้าตาลหม้อและน้าตาลทรายสีคล้า13 โดยในส่วนของน้าตาลหม้อนั้นได้ทา
การสง่ ออกถึง 1,000 หมอ้ ดว้ ยกนั

ไม่มีใครรู้ได้ว่าน้าตาลหม้อหรือน้าตาลทรายสีคล้านัน้ คอื น้าตาลที่ได้มาจากพืชประเภทไหนเป็นแนช่ ดั
หากแต่ กฤช เหลือลมยั ไดก้ ล่าวไว้ในบทความเรื่อง คนไทย(ไม่)กินหวาน14 ไวว้ ่าน้าตาลหม้อน้ันคือน้าตาลจาก
ตาลโตนดและมะพร้าว โดยกลา่ ววา่

“ในขณะเดียวกัน การทาน้าตาลจากตาลโตนดก็ยังมีมากที่เพชรบุรี สุพรรณบุรี น้าตาล
มะพร้าวทามากที่สมุทรสาคร สมุทรสงคราม น้าตาลจากมีที่สมุทรปราการและภาคใต้แถบ
คาบสมุทรสทิงพระ ยิ่งเมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับรายนามสินค้าส่งออกในสมัยอยุธยาตาม
เอกสารฮอลันดาฯ ก็จะเห็นว่า น้าตาลหม้อ คือน้าตาลจากตาลโตนดและมะพร้าว (และ

12 กรณพี ระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา้ เจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี 3 ทรงใหช้ าวลาวไปตัดตน้ ตาลท่ีสุพรรณมากสรา้ งป้อม ทำให้
เห็นได้ว่าพระองค์ทรงได้รับรู้วา่ ตน้ ตาลทสี่ พุ รรณบรุ นี ั้นมมี ากเพียงพอตอ่ การให้ไพร่พลไปตดั และนำมาสร้างป้อมได้

13 เอกสารของฮอลนั ดาสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา พ.ศ.2151-2163 และ พ.ศ.2167-2185,แปลจาก Dust Papers ค.ศ.
1608-1620 และค.ศ.1624-1642, แปลโดย นนั ทา สตุ กุล(กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร),134.

14 กฤช เหลือลมยั ,คนไทย(ไม)่ กินหวาน? , เข้าถึงเมอื่ 4 เมษายน 2565, เข้าถึงได้จาก
https://waymagazine.org/krit_sweetless/.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 75

อาจจะหมายถึงอ้อยด้วย) คงทารายได้ให้ราชสานักกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ มาอย่าง
ยาวนานสมา่ เสมอ”

และจากขอ้ มลู ของนกั โบราณคดีอยา่ ง เมธนิ ี จิระวฒั นา ระบุว่าภาชนะดนิ เผาทรงหม้อตาล (คาดว่าคือ
ภาชนะท่บี รรจนุ ้าตาลหมอ้ ) ไวว้ ่าเปน็ ภาชนะที่ใช้บรรจุนา้ ตาลโตนด โดยกลา่ วว่า

“ภาชนะดนิ เผาประเภทน้ี สนั นิษฐานวา่ ใช้เป็นภาชนะบรรจุนา้ ตาลเพื่อใช้ในครวั เรือน ซ่ึงนับ
แต่สมัยอยุธยา - รัตนโกสินทร์ น้าตาลเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่พ่อค้าชาวต่างประเทศนิยมชื้อจาก
ไทย เนื่องจากคุณภาพดี ราคาถูก โดยในสมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕) น้าตาล
นับเป็นสินค้าสาคัญที่ชาวต่างประเทศให้ความสนใจ นอกเหนือจากข้าว เครื่องเทศ พริกไทยดา รง
ฝาง ฯลฯ บรรดาพืชผลเหลา่ นี้สง่ มาจากพ้ืนที่ตอนในของไทยมารวมอยู่ที่เมืองบางกอก แล้วจึงนาลง
เรอื สินค้าสง่ ต่อไปยงั สิงคโปร์ บอมเบย(์ ปัจจุบัน คอื มมุ ไบ ประเทศอินเดยี ) และประเทศอังกฤษ เพื่อ
ขายใหก้ ับดินแดน

หนังสือวชิรญาณวิเศษ ร.ศ.๑๐๙ - ๑๑๐(พ.ศ.๒๔๓๓ - ๒๔๓๔) กล่าวถึงผลผลิตน้าตาลของ
ไทยว่า "...สรรพน้าตาลต่างๆที่ทาอยู่หรือมีอยู่ในประเทศเรานี้ มีอยู่ ๖อย่าง คือ น้าตาลทราย 2
น้าอ้อย ๑ น้าตาลโตนด ๑ น้าตาลมะพร้าว ๑ น้าตาลจาก ๑ แต่น้าตาลทรายนี้ต้องทาด้วยน้าอ้ อย
น้าตาลโตนดทาด้วยทะลายตาลหรืองวงตาลที่แรกออก น้าตาลกรวดทาด้วยน้าตาลทราย น้าตาล
มะพร้าวทาด้วยจั่นมะพร้าว น้าตาลจากทาด้วยงวงจาก..." น้ำตำลที่มีกำรผลิตและใช้บรรจุภัณฑ์
ประเภทหม้อดินเผำนั้นมีเฉพำะน้ำตำลโตนด ซึ่งราคาการจาหน่ายโดยทั่วไป ๑๔ หม้อเป็นเงิน ๑
บาท หากเป็นช่วงน้าตาลโตนดขาดแคลน อาจจาหน่ายในราคา ๘ หม้อ ๑ บาท”15

ดงั นน้ั แล้วเปน็ ไปได้หรือไมว่ า่ หากพืชที่พบได้มากในท้องถิ่นของไทยนั้นเป็นตาลโตนด ท่ีสามารถนาไป
ผลิตเป็นน้าตาลโตนดใช้เป็นวัตถุดิบให้ความหวานได้แล้วนั้น น้าตาลโตนดเองอาจเป็นสินค้าส่งออกในอดีตท่ี
สาคญั อกี ด้วย

อยธุ ยาสามารถผลิตน้าตาลไดเ้ องหรอื ไม่
เท่าทผี่ ู้ศึกษาไดท้ าการรวบรวมข้อมูล ยงั ไม่พบหลักฐานทพ่ี ูดถึงวา่ อยธุ ยานั้นสามารถผลิตนา้ ตาลได้เอง

จนเพียงพอสาหรับส่งออกหรือไม่ แต่เมื่อพูดถึงการทาน้าตาลโตนด คาดว่าคนในท้องถิ่นแถบนี้น่าจะสามารถ
ทาได้กันหมด เพราะตาลนั้นก็เป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ หากเมื่อพูดถึงการขายในระดับที่มากกว่าการ

15 เมธินี จริ ะวัฒนา, ภาชนะดนิ เผาทรงหมอ้ ตาลพบจากการดำเนินงานทางโบราณคดใี นกรงุ เทพมหานคร, เขา้ ถงึ
เม่ือ 4 เมษายน 2565, เข้าถงึ ได้จาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/21983-ภาชนะดินเผาทรงหมอ้ ตาล
พบจากการดำเนนิ งานทางโบราณคดีในกรุงเทพมหานคร.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 76

ค้าขายภายในท้องถิ่นคือการค้าขายภายนอกหรือส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศแล้วนั้น อาจจะต้องมี
จาเป็นต้องใช้น้าตาลในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นแล้วหากไม่มีแหล่งผลิตที่มากพอ อยุธยาจะสามารถ
สง่ ออกนา้ ตาลไดจ้ ริงหรือ และถา้ หากมแี หล่งผลติ ทมี่ ากพอจนสามารถผลติ น้าตาลโตนดเพียงพอทจ่ี ะส่งออกได้
แนน่ อนว่าจะต้องมหี ลกั ฐานการพูดถึงปรมิ าณตาลท่อี ยุธยาเป็นแน่นอน

แต่ไม่เป็นไปตามนั้น จากการศึกษา บริเวณพื้นที่ที่ถูกล่าวถึงว่ามีการปลูกตาลอยู่มากนั้นกลับไม่ใช่
อยธุ ยา ดงั เชน่ ท่โี ชติมา จตรุ วงค์ ชว้ี ่าบรเิ วณท่ีเกิดการปลูกตาลหรือตาลข้นึ เยอะน้นั เป็นบรเิ วณฝ่ังตะวันตกของ
แม่นา้ เจ้าพระยา โดยท่ีสุพรรณบรุ ี ราชบรุ ี และเพชรบรุ ี เป็นแหลง่ ปลกู ตาลทส่ี าคัญ ซึ่งสโุ ขทัยก็มีวัฒนธรรมใน
การปลูกต้นตาลด้วย โดยวัฒนธรรมการปลูกตาลเป็นส่วนหนึง่ ของศาสนา ดังนั้นแล้วผู้ศึกษาจึงมองว่าบริเวณ
พ้ืนท่ที จ่ี ะสามารถผลิตนา้ ตาลโตนดไดม้ ากเห็นจะเป็น สุพรรณบรุ ี ราชบุรี และเพชรบุรี ดังท่ีกล่าวไปในขา้ งตน้

และเมื่อพูดถึงระบบการค้าและการเก็บภาษีของอยุธยาที่ค่อนข้างที่จะดีมากนั้น อยุธยามีความเจริญ
ทางด้านการค้าขาย ไม่เพียงแต่การค้าขายกับต่างประเทศที่เป็นการค้าภายนอก แต่การค้าภายในนั้นก็สาคัญ
การคา้ ภายใน หมายถงึ การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ส่ิงของจาเป็นในหมู่พวกเดียวกันเอง
ที่เป็นชาวบ้านชาวเมอื ง หรือไพร่ฟ้าขา้ แผ่นดิน รวมทั้งคนต่างด้าวท้าวต่างแดนหรอื ชาวต่างชาติที่เดนิ ทางผา่ น
เข้ามาหรือเข้ามาตงั้ ถิ่นฐาน ไมว่ า่ จะชั่วคราวหรอื ถาวร ทัง้ นี้เพอ่ื การดารงชวี ติ ประจาวันภายในสงั คม16

สุพรรณบุรีได้ส่งสินค้าอะไรเข้าอยุธยาบ้างหรือไม่นั้น สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวไว้ในบทความ อยุธยา
ศนู ย์กลางการคา้ นานาชาติ ตลาดน้า-บก ในเมอื ง นอกเมอื ง และยา่ นการผลิต ว่า

“แถวหน้าวัดสมอ วัดขนุน วัดขนาน สามวัด ชาวเมืองอ่างทอง เมืองลพบุรี เมืองอินทร์บุรี
เมืองพรหมบุรี เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรค์บุรี เมืองสุพรรณบุรี เอาข้าวเปลือกบรรทุกเรือใหญ่น้อยมา
จอดขายทนี่ ั่น และชาวบา้ นแถวหนา้ วัดท้ังสามตั้งโรงสี โรงกระเดื่อง สขี ้าวซอ้ มข้าวขายชาวพระนคร
และขายพวกโรงต้มสุรา ถงึ ฤดสู าเภาเข้ากท็ าขา้ วสารขายจนี ในสาเภาเปน็ เสบียง”

ดังนั้นแล้วก็เท่ากับว่าสุพรรณบุรีนั้นก็มีการส่งออกผลผลิตเข้าอยุธยา แม้จากหลักฐานจะพบเจอแค่
ข้าวเปลือก หากแต่อาจเป็นไปได้ว่ามีแนวโน้มที่น้าตาลส่งออกของอยุธยาอาจจะมาจากการค้าขายภายในกับ
สุพรรณบุรไี ดด้ ว้ ยเชน่ กัน

16 สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ, อยธุ ยา ศูนยก์ ลางการคา้ นานาชาติ ตลาดน้ำ-บก,ในเมือง นอกเมือง,ยา่ นการผลติ , เข้าถงึ เม่อื
4 เมษายน 2565, เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_205555.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 77

ขอ้ คิดเห็นเพม่ิ เติมจากผศู้ ึกษา : ตาลสุพรรณบุรีกบั นยั ยะทางการเมอื ง
ตาลโตนดนั้นเป็นพืชที่ถือว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้แทบจะทุกส่วน ทั้งเป็นอาหาร หรือเป็นวัสดุ

อุปกรณใ์ นการก่อสร้าง ส่ิงท่นี ่าสนใจคือ ไม้ตาล ไมต้ าลนน้ั นับได้วา่ แข็งแรงและมีนา้ หนักเบา สามารถนามาใช้
ประโยชน์ได้หลายอย่างทั้งทาข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้กระทั่งทาเรือ หรือเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนไทยอย่าง
การนามาทาสาก และรวมไปถึงสามารภนามาสร้างป้อมทีซ่ ง่ึ มคี วามสาคัญต่อสยามในยุคจารีตมาก

จากหลักฐานการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้คนของเจ้าอนุวงศ์ไปตัดตาลที่
สุพรรณเพื่อที่จะนาไปสร้างป้อมทีส่ มุทรปราการแล้วนัน้ ก็เป็นอีกหลักฐานท่ีสะท้อนความอุดมสมบรู ณข์ องต้น
ตาลทส่ี พุ รรณไดจ้ ริง แต่มีข้อนา่ สนใจเพิ่มเตมิ จากผ้ศู กึ ษาอยบู่ างประการ

ข้อน่าสนใจในความคิดเห็นของผู้ศึกษาที่ว่านั่นก็คือ เพราะสาเหตุใดจึงจะต้องให้ไปตัดต้นตาลท่ี
สุพรรณบุรี เพราะหากดูความเป็นไปได้แล้วนั้น บริเวณพื้นท่ีท่ีมตี ้นตาลโตนดเยอะ และดูเหมือนจะเยอะกวา่ ท่ี
สุพรรณเสียด้วยอย่างที่เพชรบุรี แต่กลับไม่รับสั่งให้ไปตัดตาลที่เพชรบุรีแต่กลับให้ไปตัดต้นตาลที่สุพรรณ แล้ว
ย้อนลงมาท่สี มทุ รปราการซึ่งในทัศนะของผู้ศึกษาเองมองว่าน้ันดูจะยากลาบากเสยี กวา่

อาจเป็นไปได้ว่านี่เป็นนัยยะทางการเมืองในทางหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจจะ
ต้องการกดขี่เพื่อกดความเป็นลาวไม่ให้กาเริบขึ้นมา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการปกครองในฐานะบุคคลที่มี
อานาจมากกว่า โดยในกรณนี ้เี คยมีนักประวัติศาสตรล์ าวอย่าง ดร. มยรุ ี และ ดร. เผยพนั เหง้าสวี ัทน์17 ได้ระบุ
ถึงสาเหตกุ ารเกดิ กบฏเจ้าอนวุ งศ์ไวว้ า่ เปน็ เพราะสยามกาลงั จะกลนื กนิ ชาติลาวและไทยกดข่ีลาวมาก โดยได้ยก
กรณีไทยใช้ให้คนลาวไปตัดต้นตาลที่สุพรรณบุรี แล้วขนไปสมุทรปราการ กับเกณฑ์ชาวลาวไปตัดไม้ไผ่ 5,000
ลา เพ่อื เอาไปปิดขวางปากน้าเพื่อป้องกนั การโจมตีของอังกฤษนี้ขน้ึ มาสนบั สนนุ ด้วย

ดงั น้ันแล้วนี่จงึ ถือเป็นข้อคิดเหน็ เพิม่ เติมจากผู้ศึกษา เพราะหากในอดีตการเดนิ ทางไปที่สุพรรณบุรีน้ัน
ยากลาบากกว่าการเดินทางไปที่เพชรบุรีจริงและยังทรงรับสั่งให้ไปตัดตาลมา ก็ดูจะเป็นที่น่าแปลกใจอยู่มาก
รวมถึงการที่ระบุถึงว่าไม่ได้กาหนดว่าต้นตาลทีต่ ัดมาน้ันต้องเป็นจานวนเท่าไหร่กเ็ ช่นกัน การใช้ผู้คนทากิจการ
ทางราชการและสร้างป้อมทมี่ ีความสาคัญนั้น นา่ จะต้องมีการกาหนดปริมาณทีช่ ัดเจนถึงจานวนวัสดุที่จะนามา
สร้าง การที่ทรงรบั สัง่ เช่นนี้ก็ดูคล้ายทีจ่ ะไมไ่ ด้ต้องการให้เป็นเรือ่ งสาคัญจาเป็นนัก หากแต่ต้องการใหไ้ ปตดั มา
เฉยๆเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของผู้ศึกษา โดยอาจยังไม่สามารถเป็นข้อคิดเห็นที่มี
น้าหนักได้มากพอ เนื่องด้วยยังขาดการศึกษาและรวบรวมข้อมูลอยู่มาก ด้วยว่าประเด็นนี้นั้นอยู่นอกเหนือ
วัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้ ดังนั้นอาจไม่เป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่กล่าวไปในข้างต้น อย่างไรก็ตาม
หากแต่สิ่งสาคัญที่ได้จากหลักฐานนี้ เป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งที่ทาให้เห็นภาพความเป็นท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับ
ตาลโตนดของพื้นที่สุพรรณบุรีได้ เพราะการที่สามารถส่งออกทั้งน้าตาลและต้นตาลไปยังพื้นที่อื่นได้ให้เห็นถงึ

17 สุวิทย์ ธรี ศาสวตั , ทำไมเจ้าอนวุ งศ์ จึงต้องปราชัย, เข้าถึงเมอ่ื 20 มีนาคม 2565, เข้าถงึ ได้จาก
https://www.silpa-mag.com/history/article_10322.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 78

ปรมิ าณตาลโตนดในบริเวณพื้นที่นี้ได้เป็นอย่างดี ว่าในอดตี ตน้ ตาลโตนดท่สี ุพรรณบรุ ีน้ันมีมากจริง และมีความ
เป็นไปได้ถงึ การเปน็ พืชเศรษฐกิจของพน้ื ทนี่ ี้ด้วย

บทบาทของตาลโตนดต่อเศรษฐกิจสพุ รรณบุรีในปจั จบุ นั
หลงั จากการเปลี่ยนแปลงในชว่ งก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เรอื่ ยมาจนถึงปัจจุบัน ตาลโตนดนับว่ามีบทบาท

กับเศรษฐกิจน้อยลงไปทุกที ไม่เพียงแต่กับพื้นที่สุพรรณบุรีเท่านั้น แต่เรียกได้ว่าบทบาทของน้าตาลโตนดกับ
คนไทยนั้นเริ่มลดลงไปเป็นอย่างมาก อาจด้วยเพราะกาลเวลาเปลี่ยนไป บริบทสังคม เศรษฐกิจและพ้ื นที่
เปลี่ยนไป ผู้คนไม่ได้ใช้น้าตาลโตนดในครัวเรือนอย่างปกติ แต่หันมาใช้น้าตาลทรายในชีวิตประจาวัน เพราะ
ความสะดวกในกระบวนการผลิตและการใช้ น้อยครั้งที่จะหยิบน้าตาลโตนดหรือน้าตาลมะพร้าวมาประกอบ
อาหาร มักพบในการทาขนมไทยหรืออาหารที่มีความจาเป็นต้องอาศัยลักษณะเฉพาะของน้าตาลโตนดหรือ
น้าตาลมะพรา้ ว เชน่ กลิ่นหรอื รสชาตทิ ี่นา้ ตาลทรายไม่อาจทดแทนไดเ้ พยี งบางครั้งเท่านน้ั
น้าตาลโตนด

ผู้ศึกษาได้มีโอกาสลงพืน้ ทเี่ พ่ือเก็บข้อมูลที่ตลาดสามชุกร้อยปี อาเภอสามชกุ จังหวัดสุพรรณบุรี ความ
น่าสนใจของตลาดสามชุกนี้นั้นเป็นตลาดที่ค่อนข้างได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว มักเป็นอีกหนึ่งจุดหมาย
ปลายทางที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะเวียนมาเมื่อมาถึงสุพรรณบุรี ดังนั้นแล้วสินค้าที่ขายภายในตลาดนั้น
นอกจากจะเป็นสินค้าที่ขายกันในท้องถิ่นตามปกติ ยังคงต้องเป็นสินค้าที่สามารถอธิบายถึงความเป็น
สพุ รรณบรุ แี ละทอ้ งถน่ิ สุพรรณบุรีได้ เพราะถอื เป็นอีกสถานท่ีทจ่ี ะสามารถนาเสนอความเปน็ ท้องถ่ินให้กับผู้คน
ที่มาท่องเทยี่ วในพน้ื ท่ี

และจากการลงพื้นที่ของผู้ศึกษาพบว่า สิ่งที่น่าสนใจคือตลาดสามชุกร้อยปีนั้นมีการขายน้าตาล18 อยู่
มาก ทั้งน้าตาลสดในลักษณะเป็นเครื่องดื่มและน้าตาลที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็งหรือบ้างก็เป็นลักษณะกึ่ง
ของเหลวที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์เป็นกล่องหรือกระปุก โดยจากการสอบถามน้าตาลสดนั้นเป็นน้าตาลจาก
มะพร้าว และน้าตาลที่มีลักษณะเป็นก้อนส่วนใหญ่ก็เป็นน้าตาลมะพร้าวด้วยเช่นกัน แต่ก็มีบางร้านได้ขาย
นา้ ตาลโตนดอย่ดู ้วย แต่เมือ่ สอบถามดนู า้ ตาลโตนดท่ีขายทตี่ ลาดสามชุกนนี้ ั้น เป็นน้าตาลโตนดทม่ี าจากจังหวัด
เพชรบุรีไม่ใช้น้าตาลโตนดที่ผลติ ในพืน้ ที่จังหวัดสพุ รรณบุรี

ผู้ศกึ ษาจงึ สนั นษิ ฐานไดว้ า่ อาจจะเป็นผลมาจากในอดตี ทเ่ี มื่อบทบาทของการทาเกษตรกรรมตาลโตนด
ในพื้นที่สุพรรณบุรีนั้นได้ลดลงไป กิจการน้าตาลโตนดก็ลดน้อยลงจนไม่สามารถเพียงพอต่อการใช้จ่ายภายใน
พ้ืนทจ่ี นตอ้ งมีการรับเอาน้าตาลโตนดจากเพชรบรุ เี ข้ามา ดงั ทป่ี รากฏในเอกสารเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
สมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพดังที่กล่าวไปในข้างต้น มีผลเรื่อยมาทาให้ท้องถิ่นพื้นที่สุพรรณบุรีนั้นได้รับ
หรือนาเข้าน้าตาลโตนดจากเมืองเพชรบุรีเป็นสาคัญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และการที่น้าตาลโตนดมีขายอยู่

18 น้ำตาลในทน่ี ห้ี มายถงึ น้ำตาลท่นี อกเหนอื จากนำ้ ตาลทรายทวั่ ไปทพ่ี บเจอไดต้ ามปกติ เชน่ น้ำตาลสด นำ้ ตาล
มะพรา้ ว นำ้ ตาลโตนด

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 79

อย่างแพร่หลายนี้ก็เป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งที่ทาให้สามารถเห็นความสัมพันธ์ของผู้คนชาวสุพรรณกับน้าตาล
โตนดได้เปน็ อยา่ งดี
สถานทท่ี อ่ งเที่ยว

นอกจากใช้ผลผลิตเปน็ อาหารแล้ว ลักษณะของต้นตาลที่ถกู ปลกู เป็นทิวแถวยังสง่ ผลให้วิวทิวทัศนน์ ัน้
สวยงาม ให้ความรู้สึกถึงความเป็นชนบท เหมาะสาหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชื่นชมธรรมชาติหรือพักผ่อน
หย่อนใจ ในปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากต้นตาลในอีกทางหนึ่งก็คือการใช้ประโยชน์จากการชมวิวทิวทัศน์ ใน
สุพรรณบุรีมีการจัดทาโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาพักผ่อนเพื่อสัมผัสใกล้ชิดกับท้องทุ่งนาที่มีวิวทิวทัศน์
ของต้นตาลปลูกเป็นทิวแถว ให้ความรู้สึกถึงการเป็นท้องถิ่นชนบทอยู่ด้วยเช่นกัน และเนื่องด้วยจังหวัด
สุพรรณบุรนี ้ันอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ การเดินทางใช้เวลาไมน่ าน ผู้คนที่เข้ามาทางานในเมอื ง
หรือคนในเมืองเอง หากต้องการพักผ่อนหย่อนใจจากสภาพแวดล้อมในเมืองที่เป็นอยู่ในชีวิตประจาวัน แต่มี
ข้อจากัดเร่อื งการเดินทาง ระยะเวลาทวี่ ่างงาน สุพรรณบุรีก็เปน็ อกี หนงึ่ ตวั เลือกที่ไดร้ ับความสนใจ

บทวเิ คราะห์
ผลกระทบจากสนธสิ ัญญาเบาวร์ ิง่

หากจะศึกษาถึงจุดเปลี่ยนแปลงของตาลโตนดในพื้นที่สุพรรณบุรีแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าจากบันทึกการ
เสด็จตรวจราชการหัวเมืองของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพที่ได้สอบถามกับผู้ชา นาญการทาตาลโตนด
ในพื้นที่ว่าสาเหตุที่ผู้คนในสุพรรณไม่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับตาลโตนดแล้วเพราะอะไร และได้ทราบจาก
ผู้ชานาญการทาตาลโตนดเหล่านั้นว่าเป็นเพราะข้าวราคาดี ชาวบ้านจึงหันไปปลูกข้าวไปทานากันมากขึ้น จึง
เท่ากับว่าในช่วงที่ได้ลงเสด็จตรวจราชการหัวเมืองนั้น เป็นช่วงที่ชาวบ้านในท้องถิ่นได้ปลูกข้าวกันเป็นจานวน
มากแลว้

อีกหนึ่งสิ่งสาคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือการศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความ
เปลี่ยนแปลงนี้ และเมื่อได้มองในภาพที่กว้างขึ้นจากสุพรรณบุรีไปถึงระบบเศรษฐกิจของไทยหรือสยามใน
ขณะนั้น เพ่ือมองหาถึงปัจจยั ท่ีทาให้ข้าวราคาดีจนชาวบา้ นในท้องถ่ินได้หนั มาปลูกข้าวและละทิ้งอาชีพการทา
ตาลโตนดไป ทาให้ได้เหน็ ถงึ ปัจจัยทนี่ า่ สนใจและคาดว่าเปน็ ปัจจัยสาคญั ท่ีส่งผลกระทบต่อเรื่องดังกล่าว นั่นคือ
ในชว่ งน้ันเปน็ หลงั ชว่ งทเ่ี กดิ เหตกุ ารณส์ าคญั อนั ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างการลงนามในสนธิสัญญา
เบาวร์ ิง่ ทท่ี าใหไ้ ทยหรือสยามได้กลายเป็นแหล่งสง่ ออกข้าวที่สาคัญ ข้าวกลายเป็นพชื เศรษฐกิจสาคัญของไทย
ในเวลาต่อมา ส่งผลให้ผู้คนในท้องถิ่นหันมาทานาข้าวกันมากขึ้นกว่าเดิมจนอาจจะทาให้ละทิ้งอาชีพดั้งเดิมท่ี
เคยทากันอยู่กอ่ นเดิมไปด้วยเชน่ กนั

โดยเมื่อย้อนดูถึงหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษแลประเทศสยาม หรือที่เรียกกัน
ทว่ั ไปว่าสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง สนธสิ ัญญาที่สยามทาอังกฤษ สนธิสัญญาเบาวร์ ิ่งน้ีเป็นสนธิสญั ญาทล่ี งนามเม่ือ 18
เมษายน พ.ศ. 2398 ตรงกบั สมยั รชั กาลท่ี 4 โดยมีสาระสาคญั คือการเปดิ การคา้ เสรีกับต่างประเทศในสยาม

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 80

ไกรฤกษ์ นานา กล่าวถงึ ผลกระทบทางเศรษฐกิจสาคัญของสยามในช่วงหลังการใช้สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
ไว้ว่าหลงั การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ร่งิ นนั้ เกดิ การขยายตวั ทางการค้ากบั ตา่ งประเทศ กรงุ เทพฯ กลายเป็น
ศนู ย์กลางการค้าตา่ งประเทศของเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ และทะเลจีนใต้ สินค้าจากท่ตี ่างๆ เชน่ มลายู อนิ เดยี
เขมร ฯลฯ ส่งมารวมกันที่กรุงเทพฯ เพื่อจะรอการส่งออกไปยังประเทศจีนและญี่ปุ่น ขณะเดียวกันสินค้าจาก
จีนและญี่ปุ่นก็ส่งมายังกรุงเทพฯ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ และสินค้าจากสยามที่เดิมเคยส่งไปเฉพาะ
ประเทศในแถบเอเชีย ก็ขยายการส่งออกไปสยู่ ุโรป และออสเตรเลยี 19

หลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง การส่งออกข้าวได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง เพราะระบบการค้าที่
เปลี่ยนไป และความต้องการของตลาดโลกมีเพิ่มมากขึ้น หลัง พ.ศ.2398 เป็นต้นมา ชาวนาได้ขยายการผลิต
ข้าวเพิ่มขึ้น ทาให้การปลูกพืชชนิดอื่นท่ีเลี้ยงตัวเองได้ เช่น อ้อย ฝ้าย และพืชที่จาเป็นในการครองชพี อื่นๆ ลด
น้อยลง ผลผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนก็ลดลงไปด้วย หรือบางทีก็เลิกผลิตไปเลย เพราะแรงงานส่วน
ใหญจ่ ะนาไปใชใ้ นการผลิตขา้ วแทน20

แนวคดิ แบง่ งานกนั ทาในระบบเศรษฐกิจอตุ สาหกรรม
ดงั ทีก่ ล่าวไปในข้างต้นว่าปัจจัยสาคัญทีส่ ่งผลถงึ การเปลยี่ นแปลงของตาลโตนดน้นั ก็คือการท่ีข้าวเริ่มมี

บทบาทสาคัญกลายเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ เหตุด้วยเพราะในช่วงนั้นสยามต้องส่งออกข้าวเป็นจานวนมาก
ดว้ ยผลจากสนธิสัญญาเบาว์รง่ิ แต่อาจไมใ่ ชเ่ พียงเร่อื งของปริมาณทท่ี าใหข้ ้าวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีมีบทบาท
ต่อสยามอันส่งผลถึงท้องถิ่น หากแต่เมื่อลองมองในมุมของแนวคิดทางเศรษฐกิจในยุคนั้นแล้วอาจจะทาให้
สามารถเห็นภาพและเขา้ ใจถึงปัจจัยทรี่ ว่ มส่งผลในอีกทางหน่ึงได้

อังกฤษเป็นชาติแรกเริ่มที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมสิ่งทอในการ
ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 แนวคิดเรื่องของเสรีนิยมของอดัม สมิธ เข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจฝ่ัง
ตะวันตกเป็นอย่างมาก โดยหนึ่งในหลักการสาคัญที่อดัม สมิธได้กล่าวไว้คือเร่ืองของหลักการแบ่งงานกันทา
การแบ่งงาน หรือ Division of labour ที่กระบวนการผลิตจะถูกแบ่งเป็นงานย่อยๆ และแรงงานทางานใน
ส่วนของตนจนเกิดความชานาญ ทาให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ นาไปสู่การขยายการผลิต หลักการ
นี้ได้มีส่วนสาคัญต่อระบบเศรษฐกิจของโลกตะวันตกเป็นอย่างมาก รวมถึงมีผลต่อไทยจากการก้าวเข้าสู่
การค้าเสรีเมื่อลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ กล่าวไว้ในวิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจไทยในรอบ 200 ปี
ว่าลักษณะทั่วไปที่สาคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงสนธิสัญญาเบาว์ริ่งว่า ระบบเศรษฐกิจกิจช่วงนี้คือการถูก
รวมเข้าอยู่ในกระบวนการขยายตัวของทุนระดับโลก โดยยอมรับหลักแบ่งงานกันทาระหว่างประเทศแบบ
อาณานคิ ม (Colonial International Division of Labour) กล่าวคอื ประเทศไทยทาหน้าที่ผลิตสินค้าเฉพาะ

19 ไกรฤกษ์ นานา, ‘กรณจี ลาจล’ ภายหลงั สนธิสญั ญาเบารงิ่ และเซอรจ์ อหน์ ถกู กดดนั ใหพ้ ้นจากตำแหนง่ , เขา้ ถึง
เม่ือ 4 เมษายน 2565, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://www.silpa-mag.com/history/article_74355.

20 เรอื่ งเดยี วกนั .

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 81

อย่าง ในด้านสินคา้ ข้นั ปฐมและวตั ถดุ ิบเพื่อส่งออก เปน็ การแลกเปลีย่ นกับสินค้าสาเรจ็ รูป เพอ่ื นาเขา้ มาสาหรับ
การบริโภคภายในประเทศ การผลิตแบบเลย้ี งตวั เองคอ่ ย ๆ ลม้ ลงเมอื่ การผลติ เฉพาะอย่างขยายตวั มากข้นึ เชน่
การหันมาผลิตข้าวเป็นหลักในภาคกลาง หลังจาการทาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง มีผลให้การผลิตแบบเลี้ยงตัวเอง
โดยเฉพาะการทาหัตกรรมพื้นบ้านต้องพังทลายลง เพราะการไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจากกลุ่มประเทศ
ศนู ยก์ ลางทุนนิยมโลก (โดยเฉพาะองั กฤษ)21

และด้วยปัจจัยดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งข้อสนับสนุนที่ทาให้สังคมเกษตรกรรมการปลูกข้าวของไทยนั้น
ขยายตัวเพิ่มขึ้น ข้าวได้ก้าวขึ้นมากลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นผลผลิตสาคัญในการสง่ ออก สอดคล้องกับ
แนวคิดการแบ่งงานกนั ทาของกระแสโลก เป็นอีกหนึง่ สิ่งทีช่ ูโรงข้าวให้กลายเป็นพืชเศรษฐกจิ ในระบบเสรีนิยม
และเมื่อข้าวมีบทบาทมากขึ้น จึงทาให้การทาผลิตในรูปแบบอื่นค่อยๆ หมดบทบาทลงไปด้วย ในกรณีของ
ตาลโตนดในพื้นที่สุพรรณบุรีก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนสาคัญที่ช่วยให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ด้วย
เชน่ กัน

บทสรุป
ดังนั้นแล้วการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของสุพรรณบุรี ผ่านตาลโตนดตามที่ผู้ศึกษาตั้งข้อสงสัย

นน้ั กล่าวไดว้ ่าจากร่องรอยหลักฐานและความเป็นไปได้ สันนษิ ฐานวา่ ในยุคสมยั ก่อนการทาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
ตาลโตนดเป็นอีกพืชชนิดหนึ่งที่สามารถทารายได้ให้กับคนในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งการแปรรูปผลผลิตทาง
การเกษตรส่งออกใหก้ ับชาวสุพรรณ ท้ังการส่งออกน้าตาลโตนด และการส่งออกตน้ ตาล อันเนือ่ งด้วยพื้นท่ีเป็น
บริเวณที่มีต้นตาลอยู่มาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าในพื้นที่สุพรรณจะมีวัตถุดิบเป็นตาลโตนดมากขนาดไหน บริบท
ของสภาพแวดล้อมต่างก็ย่อมส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง บทบาทของตาลโตนดก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุค
สมัยอันเนื่องมาด้วยปัจจัยต่างๆ และจากผลการศึกษาก็กล่าวได้ว่าการที่ตาลโตนดไม่ได้ถูกพูดถึงเป็น
พืชเศรษฐกิจสาคัญของสุพรรณบุรีก็อาจด้วยว่าเหตุและปัจจัยที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพการทานามากกว่า
อย่างการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งของสยามที่ทาให้สยามกลายเป็นแหล่งส่งออกข้าวที่สาคัญส่งผลทาให้
ชาวสุพรรณไม่ได้ให้ความสาคัญกับตาลโตนดมากเท่ากับข้าว และข้าวจึงได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสาคัญ
เร่อื ยมาจนปจั จุบัน หรอื ดว้ ยบริบทของสังคมไทยที่น้าตาลทรายเขา้ มามีบทบาทต่อครวั เรือนไทยในการหยิบใช้
มากกว่าน้าตาลโตนด อาจจะเนื่องด้วยทั้งเรื่องของความสะดวกในการใช้สอย ส่งผลมาจนถึงในปัจจุบันเอง
ตาลโตนดกไ็ ม่ได้นบั ว่ามีผลต่อระบบเศรษฐกจิ ของสุพรรณหรือไทยมากนัก เพราะดว้ ยในปัจจุบันเองเราไม่ค่อย
รบั ประทานน้าตาลจากตาลโตนดแล้วแตใ่ ช้นา้ ตาลทรายในครวั เรือนแทน

______________________________________________

21 สธุ ี ประศาสนเ์ ศรษฐ,“วิวัฒนาการระบบเศรษฐกจิ ไทยในรอบ200ปี,” เศรษฐศาสตรก์ ารเมืองบรู พา 1,1

(กรกฎาคม-ธันวาคม 2556) : 23-49.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 82

รายการอ้างอิง
หนังสอื และบทความ
กรมศลิ ปากร. วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ เอกลกั ษณ์และภมู ปิ ัญญาจงั หวดั สุพรรณบรุ ี.

กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542.
จดหมายเหตุระยะทาง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย เสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองใน ร.ศ.117,119. พมิ พค์ รงั้

ท่ี 2. ม.ป.ท: ม.ป.ท, 2515. (พมิ พใ์ นงานทาบญุ อายคุ รบ 60 ปี ของพระสเุ ทพเมธี 3 เมษายน 2515).
จันทร์ศริ ิ แทน่ มณี. ตน้ ตาล ภมู ปิ ญั ญาคนเมอื งเพชร. เพชรบุร:ี โรงพิมพเ์ พชรบุรีการพมิ พ์, 2552.
เจา้ พระยาทิพากรวงศ์ (ขา บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รัชกาลที่ 1-4. กรุงเทพ:ศรปี ญั ญา

,2555
โชติมา จตุรวงค.์ ผงั เมืองสุทัยและวฒั นธรรมการปลกู ตาล. หนา้ จัว่ 14(2560): 6-43.
ธิติพงศ์ มีทอง และคณะ. สนธสิ ญั ญาเบาร่ิงกบั ผลกระทบทางเศรษฐกจิ ไทยพุทธศักราช 2398. งานประชมุ

วชิ าการระกับชาติครงั้ ที่ 12 มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครปฐม (9-10 กรกฎาคม 2563): 2655-2661.
นันทา ศุตกุล, ผแู้ ปล.เอกสารของฮอลันดาสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา พ.ศ. 2151-2163 และ พ.ศ. 2167-2185.

กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร, 2513.
สุธี ประศาสนเ์ ศรษฐ.“ววิ ฒั นาการระบบเศรษฐกิจไทยในรอบ 200 ป”ี .วารสารเศรษฐศาสตร์การเมอื งบูรพา

1,1 (กรกฎาคม-ธนั วาคม 2556) : 23-49.
อดิศร ถรี สโี ล. ประวัตศิ าสตร์เมอื งสุพรรณบุรี. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์, 2557.

วทิ ยานิพนธ์
ชาตชิ าย มกุ สง. น้าตาลกับวฒั นธรรมการบรโิ ภครสหวานของสังคมไทย พ.ศ.2504-2539. วทิ ยานิพนธ์ศลิ ป

ศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาประวตั ศิ าสต์ คณะศลิ ปะศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2548.
อรนชุ เกิดพุ่ม. การศึกษาวิเคราะหผ์ ลิตภัณฑจ์ ากไมต้ าลโตนดของจังหวดั เพชรบุร.ี ปริญญานิพนธ์ ปรญิ ญา

มหาบัณฑิต สาขาวชิ าศลิ ปศกึ ษา มหาวิทยาลัยศรีคนรินทรวโิ รฒ, 2551.

สือ่ ออนไลน์
กฤช เหลือลมยั . คนไทย(ไม่)กนิ หวาน?. เข้าถึงเมื่อ 4 เมษายน 2565. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก

https://waymagazine.org/krit_sweetless/.
กรงุ เทพธุรกจิ . พฒั นาเศรษฐกจิ การเมืองระบอบศกั ดนิ าสยามสูร่ ะบอบทนุ นยิ มแบบไทย. เขา้ ถงึ เม่อื 4

เมษายน 2565. เขา้ ถึงได้จาก https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/106545.
ไกรฤกษ์ นานา. ” ‘กรณีจลาจล’ ภายหลงั สนธิสญั ญาเบาริ่ง และเซอร์จอหน์ ถกู กดดันใหพ้ ้นจากตาแหน่ง” ใน

นติ ยสารศลิ ปวัฒนธรรม. ฉบบั เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2550. เผยแพรใ่ นระบบออนไลนค์ รั้งแรกเม่อื 9

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 83

กันยายน 2564. เข้าถงึ เมอ่ื 4 เมษายน 2565. เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.silpa-mag.com/history
/article_74355.
คา ผกา. น้าตาล ประวัตศิ าสตร์ชนชนั้ รัฐไทยและการเดินทางของของสงู สูภ่ ัยฉกาจอันดับหน่งึ . เข้าถงึ เมอื่
20 มนี าคม 2565. เขา้ ถึงไดจ้ าก https://themomentum.co/momentum-opinion-history-of-
sugar-thai/.
โคลงนริ าศสุพรรณ. เขา้ ถงึ เมื่อ 4 เมษายน 2565. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://vajirayana.org/โคลงนริ าศสพุ รรณ-
ของสนุ ทรภู่-ฉบบั สมบรู ณ์/โคลงนิราศสพุ รรณ.
เดชา ศิริภัทร. ตาลโตนด ตัวแทนความหวานและความสูง. เข้าถงึ เม่อื 4 เมษายน 2565. เข้าถงึ ได้จาก
https://www.doctor.or.th/article/detail/3473.
นนทพร อยู่มัง่ มี. ย้อนกจิ การโรงงาน “นา้ ตาล” ในไทยยุคก่อนเปลีย่ นแปลงการปกครอง. เข้าถงึ เม่อื 4
เมษายน 2565. เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.silpa-mag.com/history/article_66444.
ปรางวลัย พูนทว.ี เกร็ดเล็กเกร็ดนอ้ ยของนา้ ตาลทราย. เขา้ ถึงเมื่อ 4 เมษายน 2565. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
https://themomentum.co/kitchenpedia-sugar/.
เมธินี จริ ะวฒั นา. ภาชนะดินเผาทรงหม้อตาลพบจากการดาเนนิ งานทางโบราณคดีในกรุงเทพมหานคร.
เข้าถงึ เม่ือ 4 เมษายน 2565. เขา้ ถึงได้จาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/21983-
ภาชนะดินเผาทรงหม้อตาลพบจากการดาเนนิ งานทางโบราณคดีในกรงุ เทพมหานคร.
วชิ ัย เทียนถาวร. เศรษฐกจิ ยุคปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัย ในรัชกาลท่ี 4 และ 5 ตามแบบตะวันตก (พ.ศ.
2394-2453). เข้าถึงเมอ่ื 4 เมษายน 2565. เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.matichon.co.th /article
/news_1101062.
สุจิตต์ วงษเ์ ทศ. อยธุ ยา ศูนย์กลางการคา้ นานาชาติ ตลาดน้า-บก,ในเมอื ง นอกเมอื ง,ย่านการผลติ . เข้าถงึ
เมอื่ 4 เมษายน 2565. เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.matichon.co.th/columnists/news_205555.
สวุ ทิ ย์ ธรี ศาสวตั . ทาไมเจ้าอนุวงศ์ จงึ ต้องปราชยั . เขา้ ถึงเมอื่ 20 มีนาคม 2565. เข้าถงึ ไดจ้ าก
https://www.silpa-mag.com/history/article_10322.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 84

กล่มุ สตรีพฒั นากล้วยนา้ ว้าไทยกับการปรับตัวเศรษฐกิจ
ชมุ ชนบ้านทงุ่ สมอ จงั หวดั กาญจนบุรี1

ปพนิ ญา ทวสี งา่ 2

1 บทความนี้ปรับปรุงจากรายงานการค้นคว้าเฉพาะบุคคล เรื่อง “การปรับตัวเศรษฐกิจชุมชนบ้านทุ่งสมอ :
กรณีศึกษากล่มุ สตรพี ฒั นากลว้ ยนา้ ว้าไทย ตาบลทุ่งสมอ อาเภอพนมทวน จงั หวัดกาญจนบรุ ี พ.ศ.2540-2564” ตามหลักสูตร
ปริญญาศลิ ปศาสตรบัณฑติ สาขาวิชาประศาสตรท์ ้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

2 บัณฑิตปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี
การศกึ ษา 2564

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 85

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งศึกษาและทาความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเขตพื้นที่ตาบลทุ่งสมอ
อาเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี กรณีศึกษาจากกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาปจั จยั ทส่ี ง่ ผลต่อการรวมกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยนา้ ว้าไทย 2) เพ่อื ศกึ ษาถึงบทบาทของกลุ่มสตรีพัฒนา
กล้วยน้าว้าไทยที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชนบ้านทุ่งสมอ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
ศกึ ษาจากขอ้ มูลเอกสาร และงานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ งกับพน้ื ท่ศี กึ ษารวมท้งั การเก็บข้อมูลภาคสนาม

ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทาให้เกิดการรวมกลุ่มประกอบด้วย 3 ปัจจัยสาคัญ ได้แก่ ผู้นากลุ่มที่มี
วสิ ัยทัศน์ในการพัฒนาต่อยอดผลติ ภัณฑส์ ินคา้ ทางการเกษตรอย่างกลว้ ยนา้ ว้าที่นามาแปรรูปเป็นขนมขบเข้ียว
ประกอบกับความต้องการสร้างรายได้เสริมของเกษตรกร และการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ของ
ภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร พาณิชย์จังหวัด สาหรับบทบาทของกลุ่มสตรีพัฒนา
กล้วยน้าว้าไทย สามารถจาแนกได้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชนบ้านทุ่งสมอ
2) ด้านการตลาดท่มี ผี ลตอ่ การขยายช่องทางจาหน่ายผลิตภณั ฑ์จากสินคา้ เกษตรกรรมของชมุ ชน 3) ด้านแหล่ง
เรยี นรู้และพฒั นาส่กู ารทอ่ งเที่ยวเชงิ เกษตรกรรม

คาสาคญั : กลุม่ สตรีพัฒนากล้วยนา้ ว้าไทย, กลว้ ยน้าว้า, เศรษฐกจิ ชมุ ชนบ้านท่งุ สมอ, จงั หวดั กาญจนบรุ ี

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 86

บทนา

ชุมชนบ้านทุ่งสมอตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอาเภอพนมทวน ห่างจากที่ว่าการอาเภอประมาณ
9 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร มพี ืน้ ท่จี านวน 9,375 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็น
พนื้ ท่ีราบลุ่ม มีคลองชลประทานน้าไหลผ่านตลอดทัง้ ปี3

ชมุ ชนบ้านทงุ่ สมอในยคุ เกษตรกรรม (กอ่ นทศวรรษ 2500)

ช่วงก่อนทศวรรษ 2500 ชุมชนทุ่งสมอเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทุกบ้านล้วนแล้วแต่มีอาชีพ
ทานา พันธุ์ข้าวพื้นเมือง คือ พันธุ์สองรวง พันธุ์นางน้าแกง พันธุ์นอนทุ่ง หอมมะลิที่ปลูกในหมู่บ้านมีน้อย
ชาวบ้านเลี้ยงวัวเลี้ยงควายและเลี้ยงหมู บ้านที่มีที่สีข้าวส่วนใหญ่จะเลี้ยงหมูเป็นจานวนมาก เช่น บ้านกานัน
กาจร บัวซ้อน4 เป็นต้น ส่วนชาวบ้านจะเลี้ยงหมูบ้านละ 1 – 2 ตัว อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงหมู คือปลายข้าว
ราข้าว เมื่อหมูโตชาวบ้านก็จะนาหมูไปขาย การทานายังคงอาศัยน้าฝนเป็นหลัก ส่วนน้าที่ใช้อุปโภคบริโภค
ใช้น้าสระที่ชาวบ้านช่วยกันขุดไว้ในหมู่บ้าน ปีไหนน้าแล้งมากน้าในสระไม่พอ ก็จะพากันไปตักน้าที่สระ
สาธารณะที่จะมีชาวบ้านทุ่งสมอ ดอนเจดีย์มาใช้ร่วมกัน5 สมัยนั้นยังคงใช้จุดตะเกียงให้แสงสว่างในตอน
กลางคนื การเดินทางในสมยั นน้ั จะใช้วิธกี ารเดินเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเกวยี นจะมีไว้ใช้เพยี งขนของเท่าน้ัน คนนิยม
เดินไปทานา หรอื ถ้าไปต่างหมู่บ้านก็จะใช้วธิ เี ดิน6 สมยั ก่อนคนในชมุ ชนบ้านทุ่งสมอแทบไม่ต้องใช้เงินเพราะทุก
อย่างหาได้รอบตัว ไม่ว่าจะพวกผักปลาข้าว ถ้าไม่มีจริงๆ ก็จะนาข้าวไปแลกเปลี่ยนกับพวกสิ่งของที่ต้องการ
กับไร่ของคนจีนที่ตาบลดอนเจดีย์ หรือถ้ามีเรื่องใช้เงินมากก็จะขายวัวขายควายที่เลี้ยงไว้ การเดินทางเพื่อซ้ือ
ของที่จาเป็นหรือหาบข้าวไปแลกของใช้ คนบ้านทุ่งสมอเลือกที่จะเดินทางไปในตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี
มากกว่าที่จะเดินทางไปอาเภอพนมทวน แม้ระยะทางการเดินทางจะไกลถึง 15 กิโลเมตร เพราะเมือง
กาญจนบุรีมีความเจรญิ มากกวา่ หรือถ้าไปใกลๆ้ หมูบา้ นก็จะเดนิ ไปบา้ นหนองขาวซึง่ อยูต่ ิดกบั หมบู่ ้านท่งุ สมอ

ยคุ ของการปรบั ตวั แรงงานภาคเกษตรกรรมของชมุ ชนบา้ นทงุ่ สมอ (2500-2530)

ตอ่ มาในช่วงปที ศวรรษ 2500 ถือเปน็ จดุ เริ่มตน้ ของยุคแรงงานภาคเกษตรกรรม ในสมัยนั้นชุมชนบ้าน
ทุ่งสมอยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ยังคงทานาเป็นอาชีพหลัก แต่ในช่วงเวลาว่างจากการทานา คนในชุมชนจะ
รบั จ้างทั่วไป อาชีพเสรมิ ของคนชุมชนทุ่งสมอ มอี าชีพเสริมในพื้นที่คือการเผาถ่าน ถา้ ออกไปรับจ้างนอกตาบล
จะไปรบั จ้าง ปลูกอ้อยตัดอ้อย ถากหญ้า ที่ไรย่ าสบู ในพนื้ ท่ตี ่างตาบล ซึ่งเปน็ ไรข่ องคนจนี ทางแทบพื้นที่อาเภอ

3 สภาเด็กและเยาวชนตาบลทุง่ สมอ, โครงการจดหมายเหตุทุ่งสมอ, ( ม.ป.ท. ม.ป.ป.), 1.
4 สัมภาษณ์ โสระดา วงษ์ษา, ชาวบา้ นตาบลทงุ่ สมอ, 4 กุมภาพันธ์ 2565.
5 สมั ภาษณ์ ประคอง พงษไ์ พบูลย์, ชาวบา้ นตาบลท่งุ สมอ, 26 สิงหาคม 2564 .
6 สมั ภาษณ์ นางแป้น อนิ เจริญ, ชาวบ้านตาบลท่งุ สมอ, 28 สิงหาคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 87

ทา่ ม่วง7 เร่ิมมไี ฟฟ้าใช้ โดยเรมิ่ ตน้ จากวดั ทุ่งสมอทมี่ ีเคร่ืองป่ันไฟ ใชจ้ ่ายไฟฟ้าให้กบั บา้ นเรือนในชุมชน ถ้าบ้าน
ไหนใช้ไฟวัดก็ต้องมาเสียเงินค่าไฟให้กับวัด8 ปี 2507 เกิดรถโดยสารประจาทางสายท่ี 1723 กาญจนบุรี-
พนมทวน โดยเริ่มต้นจากสถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี ไปตามถนนสายกาญจนบุรีอู่ทอง โดยจะผ่าน
หนองขาว ทงุ่ สมอและบา้ นทวน ไปสดุ เสน้ ทางทีต่ ลาดเขตอาเภอพนมทวน9

ปี 2510 สง่ิ ทคี่ ่อยๆ เปลีย่ นแปลงในพนื้ ท่ชี ุมชนทุ่งสมอ คอื บางบา้ นเปลีย่ นมาใชร้ ถไถในการทานาแทน
การใช้วัวใช้ควายในการทานา เริ่มมีการผลิตข้าวเพื่อจาหน่ายมากขึ้น เกิดโรงสีในชุมชน และจะมีรถเข้ามารับ
ซ้อื ข้าวเปลือกในชุมชุนบา้ นทุง่ สมอ

พื้นที่ทุ่งสมอเริ่มมีไฟฟ้าใช้ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 ปี เกิดการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น
ในบา้ นทุง่ สมอ เปน็ การเพ่ิมช่องทางเศรษฐกิจภายในชุมชน เป็นอาชีพเกยี่ วกับการเจียระไนนิลเจียระไนพลอย
ซ่งึ พลอยกับนิลท่ีนามาเจยี ระไนนามาจากพ้ืนที่อาเภอบ่อพลอย ซึง่ อย่ไู มไ่ กลกบั ตาบลทุ่งสมอมากนัก วธิ ีการคือ
เมือ่ ได้รับกอ้ นพลอยมากจ็ ะนาไปโกลนพลอย ซึ่งเป็นขั้นตอนในการนาพลอยมาตดั และเจียระไนใหเ้ ปน็ รูปต่างๆ
เช่น รูปวงกลม รูปไข่ รูปหัวใจรปู หยดน้า รูปสี่เหลี่ยมเป็นต้น หลังจากนั้นก็ทาการแต่งพลอย เป็นขั้นตอนการ
นาพลอยท่โี กลนเป็นรปู ร่างท่ีตอ้ งการ นามาติดกบั ไมท้ วนแล้วนาไปแต่งกับหินเพชร ทัง้ น้ขี ึ้นอยู่กบั ว่าพลอยเม็ด
ดังกลา่ วมรี อยแตกร้าวมากเพียงใด หากมรี อยแตกร้าวมาก จาเป็นท่ีจะตอ้ งใชห้ ินเพชรท่ีมีความละเอียดสูงเพ่ือ
ใช้ในการเจียรเพื่อลบรอยแตกร้าวเมอื่ ทาการโกลนเสรจ็ ก็จะนามาเจยี ระไน10

การเจียระไนเป็นขั้นตอนการตัดเหลี่ยมพลอยให้ได้ตามแบบที่ต้องการ ทั้งนี้จะทาการเจียระไนจาก
หน้าพลอย ก่อนที่จะเจียระไนทีก่ ้นพลอย เมื่อเจียระไนเสร็จ ถึงขั้นตอนการทาความสะอาดพลอยเป็นขั้นตอน
สุดท้าย โดยการนาพลอยที่ผ่านการเจียระไนแล้วไปแช่ในโซดาไฟ แล้วจึงนามาเช็ด และตรวจสอบความ
เรยี บรอ้ ยอีกคร้ัง ก่อนจะนาเมด็ พลอยที่ได้ไปส่งเถา้ แก่11

ช่วงประมาณปี 2520 มีการต่อท่อน้าสระจาหน่ายไปตามบ้าน ทาให้ชาวบ้านไม่ต้องมาเดินหาบน้าท่ี
สระโดยวัดวางท่อไปตามถนนในหมู่บ้าน แต่ละบ้านต้องต่อท่อจากถนนใหญ่เข้าบ้านของตนเอง ส่วนค่าน้าเสยี
ให้วัดเดือนละ 20 บาท12 โรงสีและคนในหมู่บ้านเลิกเลี้ยงหมู เนื่องจากหมูส่งกลิ่นเหม็น จึงทาการเลี้ยงหมูใน

7 สมั ภาษณ์ วาสนา ปานเปีย, ชาวบา้ นตาบลทุ่งสมอ, 16 สิงหาคม 2564.
8 สัมภาษณ์ มาลา เมอื งนิล, ชาวบ้านตาบลทุ่งสมอ, 31 สิงหาคม 2564.
9 ประกาศคณะกรรมการควบคุมการขนส่ง ฉบับที่17, “กาหนดเส้นทางสาหรับการขนส่งประจาทางด้วยรถยนต์โดยสารใน
ชนบท (จังหวดั กาญจนบุร)ี ”(2508, 18 มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา เลม่ 82 ตอนท่ี 6. หน้า 31.
10 สมั ภาษณ์คุณอษุ า แผนกุล, ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ, 3 มีนาคม 2564.
11 สัมภาษณค์ ุณจันทร์ บญุ กอ, ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ, 3 มีนาคม 2564.
12 สมั ภาษณ์ โสระดา วงษษ์ า, ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ, 3 กนั ยายน 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 88

หมู่บ้านทุ่งสมอค่อยๆ หายไป ช่วงที่คนในชุมชนออกไปทางานต่างพื้นที่มากยิ่งขึ้น คือช่วงประมาณปี
2524-2525 เป็นช่วงที่คนวัยหนุ่มสาวและเด็กที่เรียนจบในชั้นประถมในชุมชนบ้านทุ่งสมอ ออกไปทางานที่
กรุงเทพฯ การไปทางานท่ีกรงุ เทพฯ ในยุคนม้ี หี ลายรนุ่ รนุ่ แรกคือร่นุ คณุ ยายบุญเกดิ รวมชมรตั น์ ที่ไปกับญาติๆ
ไปขายข้าวแกงที่อู่รถเมล์ของบริษทั บุญผ่อง ที่สาเหร่ จากนั้นก็ขยายไปอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติ ต่อมาก็พาคน
ทุ่งสมอไปขายอาหารอยู่ที่สโมสรอาจารย์ที่จุฬาฯ13 เด็กในหมู่บ้านทุ่งสมอไปอยู่กับคุณป้าเยอะมากไปเป็นชุด
แต่ละชุดจะไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะกลับมาอยู่ที่ชุมชนทุ่งสมอ14 บางคนก็ไม่
กลบั มาอยู่ทงุ่ สมอ ยงั มีคนไปทางานท่เี มืองกาญจนบุรี ถือเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ท่คี นในชุมชนทุ่งสมอออกไปทางานข้าง
นอก เพราะชุมชนบ้านทุ่งสมอทานาเพื่อยังชีพไม่ได้ขายข้าว ทาให้การเงินไม่พอใช้จ่ายบ้านไหนมีลูกมากก็จะ
แบ่งออกไปทางานที่เมืองกาญจนบุรี หรือบ้านไหนมีที่นาน้อยก็จะแบ่งกันไปออกทางานเพื่อหาเงินมายังชีพ
ชว่ งนี้เปน็ อกี ช่วงของการปรบั ตัวของคนในพืน้ ที่ ทเ่ี ปลยี่ นจากการทานาเพอื่ ยังชพี เมอ่ื เกิดโรงสชี มุ ชนจึงเปล่ียน
มาสีข้าวขายกันมากขึ้น ความเจริญเริ่มเข้ามากับความตอ้ งการที่ต้องใชเ้ งนิ จึงเกิดการค่อยๆปรบั ตวั ของคนใน
ทุ่งสมอ

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 การเจียระไนนิลกับการเจียระไนพลอยในพื้นที่ชุมชนบ้านทุ่งสมอเริ่ม
คึกคักมากขึ้น เป็นอาชีพเสริมที่คนในหมู่บ้านทากันควบคู่กับการทานา เรียกได้ว่าทากันแทบทุกบ้าน มีการต้ัง
กลมุ่ กันหลายกลุ่มในหมู่บา้ น โดยแต่ละกล่มุ จะมีเถา้ แก่ในการนางานมาใหค้ นในหมบู่ ้านทา ซง่ึ เถ้าแก่เป็นคนใน
ชุมชนบ้านทุ่งสมอ บ้านท่ีเป็นเถ้าแก่ทาพลอยในสมัยนั้นมีบ้านป้าเสริม บ้านป้าถวิล บ้านป้าพิมพ์ และ
บ้านตาเฮ้ว15 โดยงานเจยี ระไนนิลเจียระไนพลอยจะประกอบไปด้วยการโกลนเพื่อตัดนิลกับพลอยเป็นรูปต่างๆ
ต่อมาเป็นขั้นตอนในการตกแต่งก่อนที่จะนามาเจียระไน และทาความสะอาด หลังจากนั้นก็จะนามาขึ้นเรือน
เป็นเครอ่ื งประดบั โดยจะมีคนมารับซอื้ หรอื เถา้ แก่จะเอาไปขายในตัวเมืองของจังหวดั กาญจนบรุ ี

นอกจากน้นั ยังเกดิ กลุ่มแม่บ้านเกษตรทุ่งสมอสามัคคี ในปี 2533 เป็นกลุ่มทีเ่ กดิ ขึ้นจากคนในพ้ืนที่เริ่ม
มกี ารกู้เงนิ จากนายทุนมาลงทุนซื้อเมล็ดพันธ์ขุ ้าว ซือ้ ปยุ๋ พอเสรจ็ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวพ่อค้าคนกลางก็จะเข้ามารับ
ซื้อข้าวเปลือกในราคาถูก ไม่คุ้มกับการลงทุน ทางเกษตรอาเภอพนมทวนกับสานักพัฒนาชุมชนได้เข้ามา
แนะนาใหจ้ ดั ตัง้ กล่มุ เพือ่ เปน็ การผลิตและจาหนา่ ย เพอื่ เปน็ การเพิ่มมลู ค่าของสินค้า16

เห็นได้ว่าจากเดิมชุมชนบ้านทุ่งสมอทานาเพื่อยังชีพ ก็เริ่มเปลี่ยนมาขายข้าวแทนที่จะเก็บเข้ายุ้งฉาง
ประกอบกับความเจริญที่เขา้ มาในพ้ืนที่ ทาให้คนในชุมชนเกดิ การปรับตวั เกิดแรงงานภาคเกษตรกรรมทีผ่ ันตวั

13 สัมภาษณ์ โสระดา วงษ์ษา, ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ, 3 กันยายน 2564.
14 สัมภาษณ์ บุญชว่ ย ออ่ นละออ, ชาวบ้านตาบลท่งุ สมอ, 3 กันยายน 2564.
15 สัมภาษณ์ มาลา เมอื งนิล, ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ, 31 สงิ หาคม 2564.
16 สภาเดก็ และเยาวชนตาบลทุ่งสมอ, โครงการจดหมายเหตทุ ุ่งสมอ, ( ม.ป.ท. ม.ป.ป.), 89.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 89

ไปทางานอาชพี เสรมิ ที่ไมต่ ้องเดินทางออกจากหมู่บา้ นคือการทานิลทาพลอย จึงสามารถทาใหก้ ารเกษตรกรรม
ขั้นพืน้ ฐานยงั คงอยไู่ ม่ได้หายไปไหน อีกท้ังในชว่ งเวลาน้พี บวา่ มกี ารเคล่อื นย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรม ไป
ทางานภายนอกชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ออกไปทางานในพื้นที่ต่างถิ่น หรือเข้ามาทางานใน
พืน้ ทีก่ รงุ เทพฯ เพิม่ มากขึ้น

การเข้ามาของวสิ าหกิจชมุ ชนในพนื้ ที่ชมุ ชนบา้ นทุ่งสมอ (2540-ปัจจบุ ัน)

หลังจากที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2540 ที่เป็นยุคฟองสบู่แตกส่งผลให้เกิดความผันผวน
ทางเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตรกรรมหลายชนิดมีราคาตกต่า รวมทั้งปัญหาราคาขา้ วตกต่า ในช่วงนั้นรัฐบาล
ไทยดาเนินนโยบายสง่ เสริมและสนบั สนุน SMEs อย่างจรงิ จงั โดยรัฐบาลคาดหวังให้ SMEs เป็นชอ่ งทางในการ
สร้างรายได้และสร้างงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเชื่อว่า SMEs จะเป็นกลไกสาคัญในการแก้ไขปัญหาความ
ยากจน และสรา้ งความย่งั ยืนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ทั้งนี้ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบญั ญตั สิ ่งเสริม
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมครั้งแรกในปี พ.ศ.254317 ช่วงนั้นกรมพัฒนาชุมชนได้เข้ามามีส่วนช่วย
แนะนาการจัดตั้งกลุ่มขึ้นในชุมชนบ้านทุ่งสมอ โดยในปี 2540 เกิดกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทย ต่อมาปี
2543 เกิดกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาเกษตรกรทุ่งสมอ เกิดจากการรวบรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งโรงสีชุมชนเพื่อผลิตข้าว
กล้องออกจาหน่าย โดยใช้ชื่อตราสินค้าว่า “ทุ่งสมอ” มีการต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรท่ี
หลากหลายมากยิ่งข้ึน ได้แก่ ข้าวกล้องหอมมะลินาปี จมูกข้าวรุง่ อรุณ จมูกข้าวอบกรอบ ตรากุ๊งกิ๊ง18 ปี 2544
มกี ารขุดคลองชลประทานทาใหช้ าวบ้านมีน้าใช้ในการทานา ชว่ งนนั้ การเจยี ระไนนลิ เจียระไนพลอยในหมู่บ้าน
ยังคงคึกคัก จึงจัดตั้งเป็นกลุ่มหัตถกรรมเจียระไนนิลเจียระไนพลอยในปี 2547 19 ถึงแม้จะจัดตั้งกลุ่มอย่างเปน็
ทางการแตก่ ารทานลิ ทาพลอยยังคงมหี ลายกล่มุ และทากบั เถ้าแก่คนเดิม

ช่วงทศวรรษ 2550 ชุมชนทุ่งสมอเริ่มมีความเจรญิ มากขึ้น การเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเริ่มลดลงเหลือเพียง
ไม่กี่บ้านที่ยังคงเลี้ยงอยู่ คนในหมู่บ้านหันมาใช้รถไถกันมากขึ้น คนรุ่นใหม่หันไปทาอาชีพอื่น มีทั้งรับราชการ
รับจ้างหรือไปทางานในพ้ืนท่ีอืน่ ก่อนปี 2553 การทานิลทาพลอยในหมู่บ้านมีงานเข้ามาให้ทาเยอะมาก สร้าง
รายได้จานวนมากให้กับชาวบ้านและถือเป็นจุดเปลี่ยนของใครหลาย ๆ คน 20 หลังจากเกิดเหตุการณ์ประท้วง
ในปี 2553 แล้วมีการปิดสนามบิน ทาให้ตลาดพลอยเริ่มซบเซาไม่สามารถส่งออกได้ ส่งผลทาให้งานทานิล

17 สถาบันวจิ ัยเศรษฐกิจปว๋ ย อ๊งึ ภากรณ์, นโยบายสง่ เสริม SMEs: เราไปถงึ สง่ิ ท่คี าดหวงั หรอื ยงั , เข้าถึงเมื่อ
วันท่ี 3 กนั ยายน 2564, เข้าถึงได้จาก https://www.pier.or.th/?abridged=นโยบายสง่ เสรมิ -smes-เราไปถึง.

18 สภาเด็กและเยาวชนตาบลทุ่งสมอ, โครงการจดหมายเหตุทุ่งสมอ, ( ม.ป.ท. ม.ป.ป.), 87.
19 สมั ภาษณ์ พะเยาว์ มเี ท, หัวหน้ากลุ่มหัตถกรรมเจยี ระไนนลิ -พลอย, 31 สิงหาคม 2564.
20 สมั ภาษณ์ มาลา เมืองนลิ , ชาวบา้ นตาบลทุง่ สมอ, 31 สงิ หาคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 90

ทาพลอยเริ่มลดน้อยลง21 หลายคนเริ่มปรับตัวไปทาอาชีพเสริมอย่างอื่นที่มีในหมู่บ้าน หลายกลุ่มเริ่มปิดตัวลง
ปัจจุบนั เหลืออยเู่ พยี ง 2 กลมุ่ ท่ียังทาอยู่ คือกลุ่มบ้านป้าถวิล กบั กลมุ่ หัตถกรรมเจยี ระไนนิลเจียระไนพลอย

ปี 2561-2562 พื้นที่บ้านทุ่งสมอเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คือคาเฟ่ที่กาลังเป็นที่นิยมในจังหวัด
กาญจนบุรี พื้นที่บ้านทุ่งสมอมีคาเฟ่และร้านอาหารทั้งหมด 2 ร้าน คือ บานาน่าฟาร์มและยูแอนมี เกิดกลุ่ม
วิสาหกิจชมุ ชนกลมุ่ ใหมข่ ้นึ ในหมู่บ้านทุง่ สมอ คือ กลุ่มผ้าไทยพืน้ ถนิ่ บา้ นท่งุ สมอ

ปี 2563-ปัจจุบัน มีการลาดยางถนนทั้งหมู่บ้าน เปลี่ยนจากถนนคอนกรีตมาเป็นถนนลาดยาง การทา
นิลทาพลอยในชุมชนบ้านทุ่งสมอเหลือเพียงไม่กี่บ้านที่ยังทาอยู่ กลุ่มหัตถกรรมต้องหยุดชะงักลง และกลุ่ม
วสิ าหกจิ ชมุ ชนในหมบู่ ้านต้องปรบั ตัวใหเ้ ขา้ กับยุคโควิด -19 เพราะพิษเศรษฐกจิ ในยคุ โควดิ
กลมุ่ สตรพี ัฒนากลว้ ยนา้ ว้าไทย

กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยถือว่าเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เกิดการรวมกลุ่มในชุมชนบ้านทุ่งสมอ
โดยเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มในรูปแบบของกิจการครัวเรือน ในปี 2540 โดยผู้ริเริ่มในการรวมกลุ่มคือ
คุณจินตนา สระสาอาง ท่ีต้องการหาอาชีพเสรมิ ให้กับกลุ่มเครือญาตหิ ลังจากที่ว่างจากการทานา ประกอบกับ
ช่วงนน้ั กลว้ ยนา้ วา้ ในพน้ื ท่ีชมุ ชนบา้ นทงุ่ สมอและจังหวดั กาญจนบรุ ีมรี าคาต่า เปน็ ของทหี่ างา่ ย และคุณจินตนา
มปี ระสบการณใ์ นการแปรรูปอาหารจึงนากลว้ ยน้าว้ามาแปรรูปเป็นขนมขบเคย้ี ว ต่อมาในปี 2545 ได้รวบรวม
คนในชมุ ชนบ้านทุ่งสมอและไดจ้ ดทะเบียนเปน็ วสิ าหกิจชุมชน โดยใช้ชื่อกลมุ่ ว่า “กลมุ่ สตรีพัฒนากล้วยน้าว้า
ไทย” ผลิตสินค้า OTOP ภายใต้แบรนด์ชื่อ “บานาน่า” มีเรื่องเล่าถึงที่มาการเกิดกลุ่มเพียงสั้นๆคือ
“บานานา่ น้ีมีตานานตั้งแตเ่ ลก็ พวกเราจาได้ แมป่ อ้ นกลว้ ยนา้ ว้าให้นอ้ ง”

ปี 2546 ทางกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยได้เข้าร่วมการคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์กับโครงการหนึ่ง
ตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับระดับ 3 ดาว และพัฒนาเรื่อยมาจะได้รับระดับ 5 ดาว ในปี2547 ทางกลุ่มสตรี
พัฒนากลว้ ยนา้ ว้าไทยได้รับมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์ชุมชน (มผช. มอก. อย. เป็นต้น) ต่อมาในปี 2551 ไดจ้ ดั ต้งั เป็น
บริษัทสยามบานาน่า ในปี 2560 ได้เข้าร่วมกับโครงการ OTOP นวัตวิถีและนาแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มา
จัดสร้างศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีทุ่งสมอ ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2561 จึงได้ต่อยอดและเปิดร้านอาหารที่ชื่อว่า
“บานาน่าฟาร์ม” ที่มีสวนกล้วยขนาดใหญ่และการนาเสนออาหารที่ทามาจากกล้วย มีการวางจาหน่ายสินค้า
OTOP ทีม่ าจากโรงงานและวางขายสินค้าเกษตรท่ีมาจากชุมชน

21 สัมภาษณ์ มาลา เมอื งนิล, ชาวบา้ นตาบลทุง่ สมอ, 31 สงิ หาคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 91

ผลการวจิ ัย

การศึกษากลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจชุมชนบ้านทุ่งสมอ เพ่ือ
ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรวมกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทย ตาบลทุ่งสมอ อาเภอพนมทวน จังหวัด
กาญจนบุรี และเพื่อศึกษาถึงบทบาทของกลุ่มสตรีพัฒนากลว้ ยน้าว้าไทยที่มผี ลต่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกจิ
ชมุ ชนบา้ นทงุ่ สมอ พบว่า

ปัจจยั ทสี่ ่งผลใหก้ ลมุ่ สตรพี ฒั นากลว้ ยน้าวา้ ไทยประสบผลสาเร็จ ประกอบไปด้วย 3 ปจั จยั คอื

1. ผู้นา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาให้กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยประสบผลสาเร็จเนื่องจากผู้นามีการ
บริหารจัดการกลุ่มที่ดีและผู้นามีประสบการณ์ในการแปรรูปอาหารและมีความต้องการที่จะสร้างรายได้เสริม
ให้กบั ครอบครวั และคนในชุมชนจึงเกดิ การรวมกลมุ่ ข้ึนโดยนาสนิ ค้าภายในชุมชนอย่างกลว้ ยนา้ ว้านามาแปรรูป
เพื่อเพิ่มมูลค่า อีกทั้งผู้นายังมีความสัมพันธ์ที่ดกี ับสมาชิกภายในกลุ่มไม่วา่ จะเป็นสมาชิกในชุมชนบ้านทุ่งสมอ
สมาชกิ นอกชุมชน และความสมั พันธ์ท่ดี ีกับองคก์ รหรือหน่วยงานต่างๆของภาครฐั

2. แรงจูงใจในการสร้างรายได้เสริมของภาคเกษตรกรรม เปน็ ปจั จยั หนง่ึ ที่สง่ ผลให้เกิดการรวมกลุ่ม
เพ่อื สร้างรายได้เสริม ซงึ่ ในชมุ ชนบา้ นทุ่งสมอเกดิ การรวมกลุ่มด้วยกนั หลายรูปแบบไม่วา่ จะเป็นกลุม่ อาชีพเสริม
เกย่ี วกับภาคเกษตรกรรมหรือกล่มุ อาชีพเสรมิ เกีย่ วกับกลุ่มวสิ าหกิจชมุ ชน ซึง่ กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยถือ
วา่ เป็นกลมุ่ อาชพี เสริมหน่ึงท่ีเกิดขึ้นภายในชุมชนบ้านทุง่ สมอทส่ี รา้ งรายได้ให้กับคนในชุมชน “จุดประสงค์ของ
คุณจินตนาก็คือการสร้างรายได้ให้ชุมชน ให้คนในชุมชนมีรายได้แล้วเหมือนกับว่าจากการสร้างรายได้ให้กับ
ตาบลทุ่งสมอ กลบั กลายเป็นว่าสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่างถิ่นคือต่างอาเภอท่ีพร้อมที่มีกล้วยสามารถส่งให้เรา
ทั่วประเทศ”22 จะเห็นได้ว่ามีการสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่างถิ่นต่างอาเภอผ่านวิธีการรับซื้อกล้วยและสร้าง
เครอื ขา่ ยกลุ่มทอดกลว้ ย

3. หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาให้เกิดการรวมกลุ่ม อย่างกรมพัฒนาชุมชนที่เข้ามา
แนะนาการจดั ตง้ั กลมุ่ วสิ าหกิจชุมชนให้แกค่ นในชุมชนบ้านทุ่งสมอและดแู ลกลุ่มวสิ าหกิจชุมชน นอกจากนั้นยัง
มีหนว่ ยงานอ่ืนๆ ทเี่ ขา้ มาให้การสนับสนนุ และเล็งเห็นว่ากลุ่มสตรีพฒั นากลว้ ยนา้ ว้าไทยมศี ักยภาพมากพอที่จะ
เขา้ รว่ มกบั โครงการต่างๆ ของรฐั ทาให้เป็นอกี ช่องทางหน่ึงทที่ าให้กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยมีกลุ่มตลาด
ใหม่ผ่านหน่วยงานรัฐ

22 สมั ภาษณ์ ปราณี จุ้ยวนั , ผจู้ ัดการฝ่ายผลติ และตรวจสอบคณุ ภาพสินคา้ กลมุ่ สตรีพฒั นากลว้ ยนา้ ว้าไทย , 16
สิงหาคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 92

บทบาทของกลุม่ สตรพี ฒั นากลว้ ยน้าว้าไทย ประกอบไปดว้ ย 3 บทบาท คอื

บทบาทด้านชุมชน ซึ่งทางกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยมีบทบาททางด้านชุมชนทั้งในชุมชนบ้าน
ทุ่งสมอและชุมชนต่างถิ่น คือด้านการสร้างงานสร้างอาชีพผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผ่านเครือข่าย
กล่มุ ทอดกลว้ ยที่ทอดกล้วยส่งให้กับทางกลุ่มสตรีพฒั นากลว้ ยน้าว้าไทย มีท้งั ในพ้นื ท่ี อาเภอทองผาภูมิ จังหวัด
เพชรบุรีและจังหวัดน่าน มีการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกภายในกลุ่มตกเดือนละ 5 พันบาท และสร้างรายได้
ให้กบั เครอื ขา่ ยทอดกล้วยรอบละ 30,000-40,000 บาทต่อรอบ

บทบาทด้านการตลาดของกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทย คือการเพิ่มมูลค่าราคาให้กับกล้วยน้าว้า
จากตารางดา้ นล่างเป็นตารางที่แสดงให้เห็นราคากล้วยน้าว้าแบบหวีท่ีรวบรวมโดยกรมการคา้ ภายในกระทรวง
พาณิชย์ตั้งแต่ปี 2543-2560 ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาขายแบบปลีกมีราคาที่สูงขึ้นในแต่ละเดือนแต่กลุ่มเกษตรกร
ผู้ปลูกกล้วยน้าว้ากลับขายได้ในราคาที่ต่า อย่างพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีหรือในพื้นที่ชุมชนบ้านทุ่งสมอ กล้วย
น้าว้าเป็นของที่มีราคาต่า หาง่ายชาวบ้านนิยมปลูกกันทุกบ้าน จึงทาให้คนนิยมนากล้วยน้าว้าไปเลี้ยงวัว ทาง
กลุ่มจึงเข้ามามบี ทบาทในการรับซือ้ กล้วยนา้ วา้ จากชาวบ้านในชุมชนหรือรับซือ้ ชาวบ้านต่างชุมชนทีน่ ามาขาย
ในรูปแบบของการช่ังกิโลหรือเหมาไร่ ซึง่ ตอนปี 2540 กลว้ ยน้าว้ามีราคา 6 สลงึ ถึง 2 บาท ชาวบ้านนามาขาย
ให้กับทางกลุ่มได้ครั้งละ 3,000-5,000 บาท ทางกลุ่มจึงสอนการแปรรูปให้กับกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มเกษตรกร
เพื่อมาขายให้กับทางกลุ่ม ซึ่งจะได้ราคาที่เพิ่มขึ้น เป็นรอบละ 30,000-40,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้าง
รายไดท้ เ่ี พม่ิ ขนึ้ ใหก้ บั กลุ่มเกษตรและเป็นการเพมิ่ มูลค่าให้กบั กลว้ ยน้าวา้

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 93

บทบาทด้านแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวของกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทย มีการให้ความรู้และ
สอนแปรรูปกล้วยให้กับกลุ่มแม่บ้านและนักเรียนนักศึกษาที่สนใจ ทางกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยมีการ
ขยายพันธุ์กล้วยกล้วยน้าว้า โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและพัฒนาพันธุ์กล้วย ด้านการท่องเที่ยวคือการ
พัฒนาและต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่แต่เดิมมีเพียงการเข้ามาศึกษาดูงานกับทางกลุ่มที่โรงงาน ได้ต่อ
ยอดโดยการสร้างบานาน่าฟารม์ ที่เป็นทั้งสถานทีท่ ่องเที่ยวและเป็นศนู ย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎใี หม่ อีกทั้งยัง
เปน็ พ้ืนท่วี างจาหน่ายสนิ คา้ OTOP และสินค้าเกษตรจากชุมชน

สรปุ

เห็นไดว้ ่าชุมชนบา้ นทงุ่ สมอเกดิ การปรบั ตัวทางเศรษฐกจิ อยู่ดว้ ยกนั 2 ชว่ ง คอื ยุคของการปรับตัวของ
แรงงานภาคเกษตรกรรมที่คนในชุมชนเริ่มมองหาอาชีพเสริมหรือการเข้ามาของอาชีพเสริมใหม่ การที่คนใน
ชุมชนออกไปทางานนอกพื้นที่และการเปลี่ยนจากการทานาเพื่อยังชีพมาเป็นการทานาเ พื่อจาหน่ายข้าวมา
ย่ิงขึ้น ซ่ึงต่อมาไดม้ ีการเข้ามาของกลุ่มวสิ าหกิจชุมชนในพื้นท่ีบา้ นทุ่งสมอ อย่างกรณีของกลุ่มสตรีพัฒนากล้วย
น้าว้าไทยจะเห็นได้ถึงการผันตัวจากกลุ่มเกษตรกรมาสู่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการรวมกลุ่มคือ
ปัจจัยทางด้านผู้นาที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในด้านเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้าว้าและเครือข่าย
สมาชกิ หรอื จะเปน็ ปจั จยั ในเรื่องของแรงจูงใจในการสรา้ งรายได้เสริมของภาคเกษตรกรรม ซึง่ เปน็ รูปแบบของ
กลุ่มอาชีพเสริม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มอาชีพเสริมในภาคเกษตรกรรมและกลุ่มอาชีพเสริมด้านการใช้
แรงงานในพื้นที่ชุมชนบ้านทุ่งสมอ ปัจจัยสุดท้าย คือ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ที่สามารถเห็นความสาเร็จของ
โครงการต่างๆของรัฐที่เข้ามาผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 กลุ่มในพื้นที่ชุมชนบ้านทุง่ สมอ อย่างกลุ่มสตรีพัฒนา
กลว้ ยน้าว้าไทยกับความสาเร็จในการดาเนนิ กิจการมาตลอด 20 ปีทผี่ ่านมา จะเหน็ ถึงหน่วยงานต่างๆของรัฐท่ี
เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและหาตลาดให้กลับทางกลุ่ม ซึ่งหน่วยงานประกอบๆไปด้วย กรมพัฒนา
ชมุ ชน กรมสง่ เสรมิ การเกษตร พาณชิ ยจ์ งั หวัด เป็นตน้

สว่ นบทบาทของกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทย สามารถแบง่ ได้เป็น 3 ดา้ น คอื 1. ดา้ นการเพ่ิมมูลค่า
ทางเศรษฐกิจชุมชนบ้านทุ่งสมอ คือการเพิ่มมูลค่าในการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนซึ่งรายได้อาจไม่เยอะ
เท่ากบั การทานาแต่คนในชุมชนสามารถใชเ้ วลาว่างจากการทานาให้เกิดประโยชน์และสามารถสร้างรายได้เพื่อ
แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 2. บทบาทด้านการตลาดที่มีผลต่อการขยายช่องทางจาหน่ายผลิตภัณฑ์
จากสินค้าเกษตรกรรมของชุมชน และ 3. ด้านแหล่งเรียนรู้และพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมซึ่งทาง
กลุ่มได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพันธุ์กล้วยน้าว้าและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ไม่ได้เพียงแต่แปรรูปกล้วยน้าว้า
อย่างเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มที่พยายามพัฒนาตนเองเพื่อความสาเร็จในการต่อยอด
ผลติ ภณั ฑ์ท่ีทามาจากกล้วยนา้ ว้าและการเป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ียวเชงิ เกษตร

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 94

จากการศึกษาแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวให้เขา้ กับเศรษฐกิจและความต้องการของคนในชุมชนที่มาก
ขึ้น จะเห็นได้จากการหันมาประกอบอาชีพเสริมในรูปแบบต่าง ๆ มีทั้งที่ออกไปทางานนอกหมู่บ้านและเกิด
อาชีพเสรมิ ขึ้นในหมู่บ้าน ซึง่ ระบบการทาเกษตรในหมู่บา้ นนัน้ ไม่ไดถ้ ูกทาลายแตเ่ ปน็ การปรับตวั ให้เข้ากับความ
ต้องการและวิถีชีวิตใหม่ เกิดการอพยพของแรงงานวัยหนุ่มสาว เมื่อระยะเวลาผ่านไปคนหนุ่มสาวที่ออกไป
ทางานนอกหมู่บ้านก็จะกลับเข้ามาทางานในระบบเกษตรกรรมหรือกลุ่มอาชีพเสริมในหมู่บ้านเพิ่มมากขึ้น ซ่ึง
การปรับตวั ของคนในชมุ ชนไม่ได้พึง่ พาระบบเกษตรหรือรอผลผลิตข้าเพยี งอยา่ งเดยี ว แตห่ ยิบเอาวัตถุดิบที่มีใน
ชุมชนนามาต่อยอดและให้คุณค่าผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มของกลุ่มเกษตรกรที่ทานาหรือกลุ่มเกษตรที่ปลูก
กลว้ ยนา้ ว้า ท่พี ยายามปรบั ตวั โดยการนาสนิ ค้าทางการเกษตรมาแปรรปู เพ่ือเพ่ิมมลู คา่ อย่างการนากล้วยน้าว้า
มาแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวที่สามารถมองเห็นได้จากกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้าว้าไทยที่รวมกลุ่มกันเพื่อสร้าง
รายได้เสริม แต่กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ไม่ได้ละทิ้งอาชีพเดิมและจะเห็นความพยายามในการปรับตัวเพื่อสร้าง
แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแหล่งใหม่ โดยที่พยายามนาเสนอความเป็นเกษตรกรรมของตนเองเพื่อสร้างรายได้
และดึงดูดให้นกั ทอ่ งเทยี่ วเขา้ มาเยยี่ มชมในท้องถน่ิ ของตนเองมากย่ิงขนึ้

______________________________________________


Click to View FlipBook Version