The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมบทความกิจกรรม “ท้องถิ่นเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น”
ภายใต้ โครงการเสวนาท้องถิ่น: เรื่องเล่าและประสบการณ์ ปีงบประมาณ 2565 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teresio.natthawat, 2022-09-16 02:48:18

ท้องถิ่นเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น

รวมบทความกิจกรรม “ท้องถิ่นเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น”
ภายใต้ โครงการเสวนาท้องถิ่น: เรื่องเล่าและประสบการณ์ ปีงบประมาณ 2565 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Keywords: ประวัติศาสตร์ม,โบราณคดี,ท้องถิ่น

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 95

รายการอ้างอิง

เอกสารช้ันต้น

“ประกาศคณะกรรมการควบคมุ การขนส่ง ฉบับท่ี17 เรอ่ื ง กาหนดเส้นทางสาหรบั การขนส่งประจาทางด้วย
รถยนต์โดยสารในชนบท(จงั หวัดกาญจนบุร)ี ”.ราชกจิ จานเุ บกษา เล่ม 82 ตอนที่ 6 (18 มกราคม
2508). หนา้ 30-31.

ขอ้ มูลออนไลน์
สภาเดก็ และเยาวชนตาบลทุ่งสมอ. โครงการจดหมายเหตุชุมชนตาบลทงุ่ สมอ. เข้าถึงเมอื่ วันท่ี 25 มกราคม

2564, เข้าถึงไดจ้ าก http://www.thungsamorkan.go.th/document/.pdf.
สถาบนั วจิ ยั เศรษฐกจิ ป๋วย อ๊งึ ภากรณ.์ นโยบายส่งเสริม SMEs: เราไปถงึ ส่งิ ทีค่ าดหวังหรอื ยัง. เขา้ ถงึ เม่ือวนั ท่ี

3 กันยายน 2564. เขา้ ถึงได้จาก https://www.pier.or.th/?abridged=นโยบายส่งเสริม-smes-เรา
ไปถึง.

สัมภาษณ์
จันทร์ บุญกอ. ชาวบ้านตาบลทุง่ สมอ. สมั ภาษณ์, 3 มีนาคม 2564.
บุญชว่ ย อ่อนละออ.ชาวบา้ นตาบลทุ่งสมอ. สัมภาษณ์, 3 กันยายน 2564.
แป้น อนิ เจรญิ . ชาวบา้ นตาบลทุ่งสมอ. สมั ภาษณ์, 28 สิงหาคม 2564ใ
ประคอง พงษไ์ พบลู ย.์ ชาวบา้ นตาบลทุ่งสมอ. สมั ภาษณ์, 28 สงิ หาคม 2564.
ปราณี จยุ้ วัน. ผู้จัดการฝ่ายผลติ และตรวจสอบคุณภาพสินคา้ กล่มุ สตรพี ฒั นากลว้ ยนา้ วา้ ไทย. สัมภาษณ์,

16 สงิ หาคม 2564.
พะเยาว์ มีเท. หัวหนา้ กลมุ่ หัตถกรรมเจยี ระไนนลิ -พลอย. สมั ภาษณ์, 31 สงิ หาคม 2564.
มาลา เมืองนิล. ชาวบ้านตาบลท่งุ สมอ. สัมภาษณ์, 31 สงิ หาคม 2564.
วาสนา ปานเปยี . ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ. สัมภาษณ์, 16 สงิ หาคม 2564.
โสระดา วงษษ์ า. ชาวบา้ นตาบลทุ่งสมอ. สัมภาษณ์, 3 กนั ยายน 2564.
อษุ า แผนกลุ . ชาวบ้านตาบลทงุ่ สมอ.สมั ภาษณ์, 3 มีนาคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 96

จากนครปฐมสูป่ ระจวบครี ขี นั ธ์:
การเคลอ่ื นย้ายของกล่มุ ตระกูลชยั หา

นนท์พิเชษฐ์ชาญ ชยั หา1

1 นักศกึ ษาชั้นปีท่ี 4 สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์ศลิ ปะ คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 97

บทคดั ย่อ
กลุ่มตระกูลชัยหา เป็นตระกูลที่มีพื้นเพเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านเลาเต่า ตาบลห้วยพระ
อาเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ก่อนที่จะมีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยจากจังหวัดนครปฐมไปสู่
พื้นที่ตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งล้วนแล้วแต่มี
ปัจจัยท่สี ่งผลต่อการเคลือ่ นย้ายของกลมุ่ ตระกูลน้ีหลายประการ จงึ นามาส่คู วามน่าสนใจของการศกึ ษาในคร้ังนี้
โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนตระกูลชัยหาให้เข้ามาอยู่
อาศัยในพื้นที่ตาบลไชยราช ในชว่ งทศวรรษ 2500 และเพื่อศกึ ษาปจั จัยที่ทาให้กลุม่ คนตระกูลนี้เลือกเข้ามาอยู่
อาศัยในพื้นที่ตาบลไชยราช นอกจากนี้ยังสืบเนื่องไปถึงการศึกษาบทบาทของกลุ่มตระกูลที่ส่งผลต่อตาบล
ไชยราชหลังการอพยพเคลื่อนยา้ ยเข้ามา ทั้งนีก้ ารศึกษาครั้งนี้มีการใช้ข้อมลู จากการสัมภาษณ์บุคคลในตระกูล
ชยั หา ภาพถา่ ย การลงพืน้ ทภี่ าคสนาม ประกอบกบั เอกสารชัน้ ต้นและเอกสารช้ันรองทีเ่ กี่ยวข้อง
ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยสาคัญที่ส่งผลตอ่ การเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนตระกูลชัยหาให้เข้ามาอยู่อาศัย
ในพื้นที่ตาบลไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงทศวรรษ 2500 ได้แก่ ปัญหาทุพภิกขภัย
หรือภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครปฐมในช่วงทศวรรษ 2500 รวมถึงการคมนาคมและการขนส่งที่เป็นไปอย่าง
สะดวกมากขึ้นในขณะนั้น เนื่องจากมีการตัดถนนเพชรเกษมและการเกิดขึ้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา ส่วนปัจจัยที่ทาให้กลุ่มคนตระกูลนี้เลือกเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่
ตาบลไชยราช ไดแ้ ก่ ราคาทดี่ นิ ในพืน้ ท่ีตาบลไชยราชมีราคาถูกกวา่ ที่ดินในเขตพื้นที่ใกล้เคียง รวมไปถึงพื้นท่ีใน
ตาบลไชยราชยังมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทาเกษตรกรรม ด้วยปัจจัยเหล่านี้เป็นผลให้ในเวลาต่อมา
ชุมชนได้มกี ารพฒั นาและขยายตัวข้ึนเป็นลาดับและมผี ู้คนเข้ามาอยู่อาศัยอย่างหนาแนน่ จนกระท่ังปัจจุบัน
หลังจากที่กลุ่มตระกูลนี้ได้อพยพเข้ามาในตาบลไชยราช ได้มีบทบาทสาคัญหลายประการในชุมชน
ได้แก่ ด้านสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากกลุ่มตระกูลนี้เป็นกลุ่มตระกูลแรก ๆ ที่ได้มีการบุกเบิกพื้นที่อยู่อาศัย
และพื้นที่ทากินจึงมีส่วนที่ทาให้ชุมชน เศรษฐกิจ และจานวนประชากรเกิดการขยายตัว ด้านความเชื่อ
กลุ่มตระกูลนี้มีบุคคลที่มีพื้นฐานการเป็นครูหมอพื้นบ้านมาแต่ครั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐม เมื่อเข้ามาในพื้นท่ี
ตาบลไชยราชจึงมีฐานะเปน็ ผูน้ าทางศาสนพธิ แี ละเปน็ แพทย์แผนโบราณให้กับคนในชมุ ชน ดา้ นศิลปวฒั นธรรม
และประเพณี กลุ่มตระกูลนี้ได้นารูปแบบวัฒนธรรมและประเพณีอย่างภาคกลางลงมาเผยแพร่ให้กับผู้คนใน
ตาบลไชยราชจนกลายเป็นอัตลักษณ์ของพนื้ ที่ในปัจจบุ นั

คาสาคัญ: ตระกูลชัยหา, จังหวัดนครปฐม, ตาบลไชยราช, อาเภอบางสะพานน้อย, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์,
การเคลอ่ื นยา้ ย

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 98

บทนา
ตระกูลชัยหา เป็นกลุ่มตระกูลที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตาบลเลาเต่า อาเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม

แต่ด้วยในราวทศวรรษ 2500 ในเขตพื้นที่ของจังหวัดนครปฐมได้เกิดปัญหาทุพภิกขภัย (ภัยแล้ง) อย่างหนัก
ทาให้กลุ่มตระกูลนี้ได้รับผลกระทบเนื่องจากกลุ่มตระกูลนี้มีการประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก
ขณะเดียวกันจานวนประชากรในตระกูลก็มีเพม่ิ มากข้ึนด้วย ประกอบกับราคาที่ดินในจังหวัดนครปฐมค่อนข้าง
สูง จึงทาให้ที่ดินไม่เพียงพอกับจานวนสมาชิกภายในตระกูล นี้เองจึงเป็นเหตุที่ทาให้ ในกลุ่มตระกูลนี้
ต้องเดนิ ทางเพือ่ ไปหาที่อยูอ่ าศัยและท่ีทากนิ ใหม่ ๆ ในระยะเวลาต่อมา

กระทั่งในราว พ.ศ. 2507 คุณปู่เทียน ชัยหา หนึ่งในบุคคลในสายตระกูล จึงได้เริ่มเดินทางไปหาซ้ือ
ที่ดินในพื้นที่ต่างจังหวัด จนพบกับที่ดินในเขตพื้นที่ตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ ที่ในขณะนั้นยังเป็นเพียง หมู่ที่ 9 บ้านไชยราช ขึ้นกับตาบลทรายทอง อาเภอบางสะพาน
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรู ณ์ มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่ของบ้านไชยราชอยู่ติดกับรอยต่อของ
ภาคใต้ นอกจากนี้ราคาที่ดินในพื้นที่บ้านไชยราชมีราคาที่ค่อนข้างถูก ปู่เทียนจึงได้ตัดสินใจทาการซื้อที่ดินไว้
จานวนหนึ่ง หลังจากนั้นจึงได้เดนิ ทางกลบั ไปยังจังหวัดนครปฐมเพื่อชักชวนให้พี่นอ้ งในสายตระกูลอพยพย้าย
ถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัยในตาบลไชยราช ทาให้บุคคลในกลุ่มตระกูลชัยหาจานวนหลายครอบครัว ได้เริ่มขาย
ท่ีดนิ ในพน้ื ที่จงั หวดั นครปฐม และอพยพย้ายถน่ิ ฐานเข้ามาในพ้ืนที่ตาบลไชยราช โดยได้ทาการซื้อที่ดินจากคน
ในพื้นที่ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพรกร้างเต็มไปด้วยป่าหญ้าคา จากนั้นจึงทาการบุกเบิกพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยและ
ทาการเกษตร

ด้วยเหตุนี้กลุ่มตระกูลชัยหา จึงมีบทบาทสาคัญในฐานะกลุ่มตระกูลแรก ๆ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
และทาการบุกเบิกพืน้ ที่ตาบลไชยราช ซ่ึงสง่ ผลต่อการเปล่ียนแปลงของพื้นท่ี ไมว่ า่ จะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ
ศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรม ทาให้ตาบลไชยราชเกิดพัฒนาการของชุมชนเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ซ่ึงสะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ บทบาทของสายตระกลู นี้ท่ีมีความสัมพนั ธ์ต่อพฒั นาการของชุมชนอย่างมาก

ประวตั ิของกลมุ่ ตระกลู ชัยหา และการเคลือ่ นย้ายเข้ามาตั้งถน่ิ ฐานในพื้นท่ีตาบลไชยราช
เล่ากันว่าตระกูลชัยหา เป็นกลุ่มชาวลาวขี้ครั่งหรือลาวครั่ง ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในเขตพื้นท่ี

บ้านเลาเต่า ตาบลห้วยพระ อาเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยมีทวดแกะ เป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งมีบุตร
ธิดาทงั้ ส้นิ 6 คน ไดแ้ ก่ นายวนั นายไว นางแว่น นายเทยี น นายเหรยี ญ และนายเหมียน ชยั หา2 (ภาพท่ี 1) โดย
กลุ่มตระกูลน้ีมกี ารประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ทานา และเลี้ยงววั รวมถึงประกอบอาชีพค้าขาย
และอาชีพลิเกด้วย ต่อมาบุตรและธิดาได้มีการแต่งงานกับคนไทยและคนจีน จนเกิดเป็นตระกูลที่มีลูกหลาน
จานวนมาก

2 สัมภาษณ์ สามารถ ชัยหา, อายุ 61 ปี ชาวบ้านตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์,
1 ตลุ าคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 99

จากคาบอกเล่าพบว่าในช่วง

ต้น พ.ศ. 2500 ได้เกิดปัญหา

ทุพภิกขภัยอย่างหนักในจังหวัด

นครปฐม ทาให้ชาวบ้านในพื้นท่ี

ไม่สามารถประกอบอาชีพทาง

การเกษตรได้เต็มที่ ทั้งในช่วงเวลา

นั้นตระกูลชัยหาได้มีสมาชิกใน

ครอบครัวจานวนมากขึ้น ทาให้

ที่ดินไม่เพียงพอต่อกับการแบ่ง

พื้นที่อยู่อาศัยและที่ทามาหากิน

ภาพท่ี 1 สายตระกลู ชัยหาท่ีมพี ืน้ เพดัง้ เดิมอย่ใู นจงั หวดั นครปฐม ให้กับลูกหลานทุกคนได้3 จึงเป็น
เหตุให้ปู่เทียน ชัยหา (ภาพที่ 2)

ไดเ้ รมิ่ เดินทางเพ่ือไปหาพน้ื ที่ทากนิ ใหม่ในเขตจังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ์ โดยปูเ่ ทยี น เลา่ วา่ ในตอนแรกได้เดินทาง

มาหาญาตใิ นอาเภอทับสะแกพร้อมกับต้งั ใจจะมาดทู ีด่ นิ ท่นี ัน้ ด้วย แต่ในเขตอาเภอทับสะแกในขณะนน้ั ไม่ค่อยมี

ที่ดินให้จับจอง จึงมีผู้แนะนาให้เดินทางไปดูที่ดินในแถบเขาไชยราช4 (ขณะนั้นอยู่ในเขตของอาเภอ

บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งมีที่ดินให้จับจองมากกว่า

หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปตามคาแนะนา เมื่อเห็นว่าที่ดินในเขต

บ้านไชยราชมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพาะปลูก จึงได้มี

การซอื้ ทีด่ ินติดกับบงึ ขนาดใหญ่ใกล้กับเขาไชยราชไว้จานวนหนึ่ง ปัจจุบัน

คือที่ดินในเขตหมู่ที่ 5 ต าบลไชยราช (ภาพที่ 3) และได้มี

การประกอบอาชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรมที่ประสบ

ผลสาเร็จเนื่องจากพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ จากนั้นปู่เทียนจึงไเดินทาง

กลบั ไปชกั ชวนญาติพี่น้องในสายตระกลู ใหเ้ ดินทางเข้ามาในพื้นที่บ้านไชย

ราชในภายหลงั 5

ภาพท่ี 2 ปูเ่ ทียน ชัยหา

3 สมั ภาษณ์ เฉลียว รตั นจานงค,์ อายุ 70 ปี ชาวบา้ นตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์,
20 ตลุ าคม 2564.

4 เขาที่ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่ของตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และตาบลเขาไชยราช
อาเภอปะทวิ จังหวัดชุมพร

5 สัมภาษณ์ นายเทียน ชัยหา, อายุ 97 ปี ชาวบ้านตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์,
26 พฤศจิกายน 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 100

บุคคลที่เดินทางอพยพตามมาต่อไป คือ ทวดแกะ หัวหน้าตระกูล และทวดเต่า ชัยหา ผู้เป็นภรรยา

พรอ้ มกบั บตุ รคนอ่นื ๆ เช่น ปเู่ หรยี ญและปูเ่ หมียน ชัยหา ระยะแรกกลุ่มตระกูลท่ีอพยพมาในคร้ังนี้ได้ไปอาศัย

ในที่ดินของปู่เทียน ชัยหา บริเวณใกล้กับเขาไชยราชริมบึงน้าขนาดใหญ่ จากน้ันจึงได้มีการซื้อที่ดินทากิน

บริเวณใกล้ ๆ กบั ทดี่ ินของปเู่ ทยี น เพ่ือสรา้ งท่อี ยอู่ าศัยและใช้พนื้ ท่ีในการเพาะปลกู เนอื่ งจากเป็นท่ีดินท่ีมีราคา

ถูกกวา่ พน้ื ท่ีอ่ืน ๆ

ต่อมาปู่ไว ชัยหา ลูกชายของ

ทวดแกะ ได้เดินทางมาเยี่ยมกลุ่มพี่น้อง

ในตระกูลชัยหาที่ได้ย้ายเข้ามาตั้งที่อยู่

อาศัยในบ้านไชยราชก่อนหน้าแล้ว

พบว่าในพื้นที่น้ีมีความอุดมสมบูรณ์และ

มีการทาเกษตรกรรม เช่น เพาะปลูก

ข้าวโพด พริก ขิง และได้ผลผลิตดีอย่าง

มาก ปู่ไวจึงได้เดินทางไปบอกกล่าวกับ

ภาพที่ 3 บ้านของปู่เทยี นในปัจจุบนั สรา้ งขนึ้ ในทีด่ นิ เกา่ ย่าทองหยิบ ชัยหา ผู้เป็นภรรยาคนแรก
(ซึ่งในขณะนั้นมีลูกจานวน 8 คน) ถึง

สภาพพน้ื ทบี่ า้ นไชยราชวา่ เปน็ หมบู่ า้ นท่ีมีความอุดมสมบรู ณ์ เพาะปลูกและทามาหากนิ ดี “...ปลกู อะไรก็งามไป

หมด...” 6 โดยเฉพาะการปลูกขิงที่มีราคาดีในช่วงนั้น ต่างจากในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐมที่มีความแห้งแล้ง

และได้ชักชวนให้ย่าทองหยิบย้ายลงไปทามาหากินในพื้นที่บ้านไชยราช แต่ในครั้งนั้นย่าทองหยิบยังไม่ได้

ตัดสินใจลงมาด้วย ปู่ไวจึงได้เดินทางอพยพมาพร้อมกับภรรยาคนที่สองและลูกสาวคนโตของย่าทองหยิบกอ่ น

และได้ไปอาศัยอยู่กบั ปู่เหมียนในพ้นื ท่ใี กล้กบั บงึ นา้ ใกล้เขาไชยราช ในทท่ี ่ีต้ังบา้ นอยอู่ าศยั กนั ในตอนแรก

ต่อมาย่าทองหยิบ คิดที่จะเดินทางย้ายตามลงไป จึงได้ขายที่นาในตาบลเลาเต่าเพื่อนาเงนิ มาซื้อที่ดนิ

ทากินสาหรับประกอบอาชีพและลงหลักปักฐานอย่างถาวร ณ บ้านไชยราช หลังจากย้ายมายังบ้ านไชยราช

ในครั้งแรกย่าทองหยิบได้ไปอยู่อาศัยร่วมกับบ้านของปูเ่ หมยี น ต่อมาได้ย้ายไปอยู่กับลูกสาวคนโตซึ่งย้ายลงมา

กอ่ นและมีที่อย่อู าศยั แล้ว ปจั จบุ ันคือในเขตหมู่ที่ 1 ตาบลไชยราช และได้ชว่ ยเหลือลูกสาวคนโตทาไร่ทาสวน7

ในขณะนั้นลูกอีกหลายคนของย่าทองหยิบ ยังคงอยู่อาศัยในบ้านเลาเต่า จังหวัดนครปฐม เนื่องจาก

ในช่วงเวลานั้นยังคงศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาจึงยังไม่สามารถย้ายมาได้ หลังจากจบการศึกษาใน

ปีการศกึ ษานั้นจงึ ไดย้ า้ ยลงมาพร้อมกนั ท้งั ครอบครัวในสายของย่าทองหยบิ

6 สมั ภาษณ์ อรพรรณ สุทธิโสภณ, อายุ 59 ป,ี ชาวบ้านตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ์
, 17 ตลุ าคม 2564.

7 สัมภาษณ์ เฉลยี ว รัตนจานงค์, 20 ตุลาคม 2564.

ระยะต่อมาร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 101

กลุ่มคนตระกูลชัยหา โดยเฉพาะครอบครัวแม่ทองหยิบได้ซื้อและบุกเบิกที่ดินทากินในเขตหมู่ 1
ตาบลไชยราชปัจจบุ ันจานวนมาก โดยเลือกซื้อที่ดินทางฝัง่ ตะวันตก ที่เป็นพื้นทีป่ ่า ที่ราบชายเขา และทุ่งเลี้ยง
สัตว์อันกว้างใหญ่8 ซึ่งเป็นที่ดินราคาถูก แต่ห่างไกลจากถนนจึงไม่เป็นที่นิยมของคนกลุ่มอืน่ ๆ ที่เดินทางลงมา
ซื้อพื้นที่ในเขตบ้านไชยราช แต่ย่าทองหยิบคิดไว้ว่า หากซื้อที่แล้วต่อไปตัดถนนผ่านที่เหล่านี้ก็จะเจริญเอง
(ภาพท่ี 4)

ระยะแรก

ภาพท่ี 4 ภาพการกระจายพ้นื ท่อี ยู่อาศยั ของกลุ่มตระกลู ชยั หา
ที่มา: ปรบั ปรงุ จาก https://earth.google.com/

ปจั จยั สาคัญทส่ี ่งผลต่อการเคลอ่ื นยา้ ยของกลุ่มตระกลู ชัยหาให้เขา้ มาอยูใ่ นพืน้ ทตี่ าบลไชยราช
จากการสัมภาษณ์ของบุคคลในสายตระกูลชัยหา พบว่าปัจจัยที่คนกลุ่มนี้เลือกที่จะอพยพเข้ามา

อย่อู าศยั ในบา้ นไชยราชในชว่ งทศวรรษ 2500 ประกอบด้วยกันหลายปัจจัย ได้แก่
ปญั หาภัยแล้งในจังหวัดนครปฐม

ในช่วง พ.ศ. 2500 หลายพื้นที่ในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตภาคกลางและภาคตะวันตกของไทย ได้เกิด
ปัญหาทุพภิกขภัยขึ้นอย่างหนัก รวมไปถึงจังหวัดนครปฐมที่ได้เกิดปัญหาความแห้งแล้งขึ้นใน
เขตทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดนครปฐม อันได้แก่ อาเภอเมือง อาเภอกาแพงแสน และกิ่งอาเภอดอนตูม 9
สอดคล้องกับขอ้ มลู ในหนงั สอื จังหวัดนครปฐม งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษทจี่ ดั พมิ พ์ขึ้นในช่วง พ.ศ. 2499 ทไี่ ด้
กล่าวถึงพื้นที่ในจังหวัดนครปฐมเอาไว้ว่า “...อาเภอเมือง และอาเภอกาแพงแสนเท่านั้น พื้นดินในที่ดอนแห้ง

8 สัมภาษณ์ สามารถ ชัยหา, 1 พฤศจกิ ายน 2564.
9 ตอ่ มาถกู ยกขึน้ เปน็ อาเภอดอนตูมใน พ.ศ. 2512

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 102

แลง้ ...ทานาได้บ้างบางแห่งเท่าน้ัน...” 10 จนส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการเลี้ยงสัตว์

ของคนในจังหวัด ต่างจากพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกอันเป็นที่ราบลุ่มแม่น้านครชัยศรี ที่มีความอุดมสมบูรณ์

มากกว่า และด้วยความที่กลุ่มตระกูลนี้มีการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรโดยเฉพาะพืชไร่และ

การเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก จึงเป็นเหตุให้กลุ่มคนตระกูลชัยหากลุ่มแรกได้เริ่มเดินทางเพื่อไปหาแหล่งที่ดินทากิน

ใหม่ในพน้ื ทอี่ น่ื ๆ ท่มี ีความอดุ มสมบูรณ์มากกว่า

จานวนทดี่ ินไม่เพียงพอตอ่ จานวนประชากรในตระกลู

พบว่า ในราว พ.ศ. 2507 ขณะที่กลุ่มตระกูล

ชัยหายังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านเลาเต่า จังหวัด

นครปฐม ช่วงเวลานั้นกลุ่มตระกูลนี้ได้มีสมาชิกใน

ครอบครวั จานวนมากพอสมควร ทาให้ท่ีดนิ เดิมที่มีอยู่

ไม่เพียงพอต่อการจัดแบ่งให้แก่ลูกหลาน โดยปู่เทียน

ชัยหาได้ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนั้น“...ที่นามีอยู่หน่อย

ที่ไร่มีอยู่นิด ไม่ค่อยจะพอ ถึงได้ขยับขยายมานี่...ที่

ทางที่นั่นมันคับแคบ ไอ้เด็กเกิดใหม่ใหญ่ที่หลัง มัน

ไม่มีที่ทามาหากิน...” ซึ่งจากการลงพื้นที่สารวจใน

พื้นที่บ้านเลาเต่า ในตาแหน่งที่ดินที่กลุ่มตระกูลนี้เคย

อาศัยอยู่พบว่าที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่จานวนไม่มาก

(ภาพที่ 5) แต่ช่วงเวลานั้นที่ดินส่วนใหญ่ต้องมีการ

จัดแบ่งสาหรับเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่ดินสาหรับ ภาพที่ 5 ภาพถา่ ยทางอากาศแสดงตาแหน่งในที่ดนิ เดิม
ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทั้งนี้เหตุที่กลุ่มตระกูล ของตระกูลชยั หาในพนื้ ทบี่ า้ นเล่าเต่า จ.นครปฐม
นี้ไม่เลือกซื้อพื้นที่เพิ่มเติมเพราะราคาที่ดินในพื้นที่ ท่มี า: ปรับปรงุ จาก https://earth.google.com/

จังหวัดนครปฐมในขณะนั้นมีราคาที่สูงอยู่พอสมควร ปัจจัยนี้จึงมีส่วนสาคัญอย่างมากที่ทาให้กลุ่มตระกูลน้ี

เลอื กและตัดสนิ ใจท่ีจะไปหาทด่ี ินใหม่ ๆ ท่ีมีราคาถูกและมพี ้นื ท่กี วา้ งขวา้ งมากพอสาหรับสมาชิกในตระกูล

การคมนาคมและการขนสง่ สะดวกข้นึ

ในราว พ.ศ. 2482 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามในขณะนั้นได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ

ทางหลวง พ.ศ. 2482 ว่าด้วยเรื่องการสารวจและเวนคืนที่ดินสาหรับนามาสร้างทางหลวงแผ่นดิน11 เรื่อยมา

จึงได้มีการจัดสร้างทางหลวงแผ่นดิน และเส้นทางคมนาคมขึ้นในประเทศจานวนหลายเส้นทาง รวมไปถึง

10 สานักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ, จังหวัดนครปฐม งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
(พระนคร: คณะกรรมการประชาสัมพนั ธ์ และพมิ พเ์ อกสารการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ สภาวฒั นธรรม, 2500), 2.

11 “พระราชบญั ญัติทางหลวง พุทธศกั ราช 2482,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56, (13 พฤศจิกายน): 1681.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 103

ถนนเพชรเกษม ที่กาหนดสร้างขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานครไปสู่อาเภอหาดใหญ่
จังหวดั สงขลา แลว้ เสร็จเมอ่ื พ.ศ. 249312

หลังจากการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคมขึ้นในประเทศ การเชื่อมต่อของแต่ละพื้นท่ี
ในจึงเริ่มมีการสะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งในจังหวัดนครปฐมเอง เรื่อยมาจนลงมาสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ใน
ตอนนั้นมีถนนเพชรเกษมเป็นหนึ่งในเส้นทางสาคัญที่ตัดผ่าน ถนนเส้นนี้ได้ตัดผา่ นพื้นท่ีของตาบลไชยราชดว้ ย
เช่นกัน แต่พบว่าในราว พ.ศ. 2499 ถนนยังคงมีเลนเดียวและมีสภาพเป็น “...ถนนหินและลูกรัง ยังไม่ได้
ลาดยาง...”13 (ภาพที่ 6) ต่อมาเมื่อช่วง พ.ศ. 2504-2506 และ พ.ศ. 2510-2514 เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลได้
ดาเนนิ การใหม้ ีการจัดต้ังแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติฉบับที่ 1 และ ฉบับท่ี 2 ซงึ่ หนึ่งในนโยบายท่ีมี
การกาหนดขึ้น คือ การพัฒนาในด้านคมนาคม รวมไปถึงการปรับปรุงทางหลวงแผ่นดนิ ให้มีสภาพถาวรมั่นคง
ขนึ้ 14 ถนนเพชรเกษมทผ่ี า่ นบ้านไชยราชจงึ ได้รบั การลาดยางในภายหลัง15

ภาพท่ี 6 ถนนเพชรเกษมในตาบลไชยราชขณะยงั มีไมม่ กี ารลาดยาง

ในราว พ.ศ. 2500 หลังจากมีการตัดถนนเพชรเกษมตั้งแต่กรุงเทพมหานครจนถึงอาเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา ช่วงเวลานั้นได้มีระบบขนส่งสาธารณะเชือ่ มต่อระหว่างพื้นทีภ่ าคกลางและภาคใต้ เช่น บริษัท
ร.ส.พ. ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ทับสะแก และบริษัทยานยนต์นครปฐม วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ชุมพร16 หรือที่

12 “ประกาศสานกั นายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งชื่อทางหลวงแผน่ ดนิ และสะพานขนาดใหญ่ทัว่ ราชอาณาจักร,” ราชกิจจา
นุเบกษา เลม่ 67, ตอนท่ี 67 (12 ธันวาคม 2493): 6366.

13 สานักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ, จงั หวดั ชุมพร งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ (พระนคร:
คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ และพมิ พ์เอกสารการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ สภาวฒั นธรรม, 2500), 20.

14 สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ แห่งชาต,ิ “แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั สอง พ.ศ. 2510-
2514,” 2510, 19.

15 สมั ภาษณ์ สามารถ ชยั หา, 1 พฤศจกิ ายน 2564.
16 สานกั วฒั นธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาต,ิ จังหวัดประจวบครี ีขนั ธ์ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ,
9.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 104

เรียกว่ากันว่า รถแดง17 ซึ่งเป็นรถโดยสารประจาทางที่ผู้คนมักใช้เดินทางเนื่องจากผ่านในหลายจังหวัดและ
เนอ่ื งดว้ ยในขณะน้ันผคู้ นยังไม่คอ่ ยมรี ถยนตส์ ว่ นตวั ในการสัญจร

จากคาบอกเล่า กลุ่มคนจากจังหวัดนครปฐมได้เดินทางเข้ามาสู่พื้นที่บ้านไชยราชโดยใช้รถโดยสาร
ประจาทางที่มีรอบวิ่งวันละรอบจากตัวเมืองนครปฐมสู่บ้านไชยราช โดยเฉพาะสายกรุงเทพฯ-ชุมพร ทั้งยัง
มีการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเคลื่อนย้ายผู้คนและสิ่งของจากจังหวัดนครปฐมเข้ามาในพื้นที่บ้านไชยราช
ในขณะที่ถนนเพชรเกษมยังเปน็ ถนนท่มี ีการสวนเลน มสี ภาพเป็นดนิ ลูกรัง นอกจากนี้ยงั พบวา่ หลงั จากการย้าย
เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่บา้ นไชยราชแล้ว ในช่วงต้นกลุ่มตระกูลชัยหาท่ีอาศัยอยู่สองพื้นที่ยงั คงมีการติดต่อและ
ไปมาหาสู่กันอยู่ จึงทาให้เห็นว่าในช่วงเวลานั้นการคมนาคมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทาให้ผู้คนเลือกที่จะ
เดินทางไปหาพ้นื ท่อี ยทู่ ากนิ ใหม่ ๆ

นอกจากนี้พื้นที่บ้านไชยราชยังมีเส้นทางรถไฟสายใต้ผ่านเช่นกัน โดยมีสถานีที่ใกล้ที่สุด คือ
สถานีรถไฟเขาไชยราช แต่เนื่องจากสถานีตั้งอยู่ห่างไกลกับหมู่บ้านประมาณ 4.5 กิโลเมตร ทั้งการเดินทาง
ไปยังสถานีค่อนข้างลาบาก จึงทาให้การเดินทางโดยใช้รถไฟไม่เป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งหากจะใช้รถไฟผู้คนมัก
นิยมเดินทางไปขึ้นรถไฟที่สถานีบ้านห้วยสัก18 ที่ตั้งอยู่ห่างจากบ้านไชยราชประมาณ 10 กิโลเมตร เนื่องจากมี
ถนนและเสน้ ทางทส่ี ะดวกมากกวา่

จากที่กล่าวมาข้างแสดงใหเ้ ห็นว่าพื้นท่ีในเขตภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศไทยในช่วงเวลา
นั้น เริ่มมีการคมนาคมที่มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนบ้านไชยราชน่าจะเติบโตขึ้นมา
หลังจากมีถนนเพชรเกษมตัดผ่าน ในช่วงหลัง พ.ศ. 2500 ตามนโยบายของรฐั บาลในช่วงเวลานั้นที่เป็นหนึ่งใน
ปัจจัยทีท่ าใหช้ มุ ชนน้ีมีการขยายตัวข้นึ

ราคาของท่ีดนิ ในพนื้ ท่บี ้านไชยราช
ปจั จยั หนึง่ ทเ่ี ปน็ เหตุให้ตระกูลชัยหาเลือกเข้ามาอยู่อาศยั ในเขตบ้านไชยราช เน่อื งจากในเวลานั้นที่ดิน
ในพื้นที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และทางตอนบนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
มีราคาสูงมากต่างกับราคาที่ดินในเขตตาบลไชยราชที่ในขณะนั้นมีราคาที่ค่อนข้างถูก กลุ่มคนจากจังหวัด
นครปฐมจึงเลือกที่จะขายที่ดินในถิ่นที่อยู่เดิมของตนซึ่งในขณะนั้นมีราคาสูง แล้วนาเงินมาซื้อที่ดินใน
บ้านไชยราช ซึง่ เป็นที่ดนิ ของชาวบา้ นในท้องถนิ่ เดมิ ดังคาบอกเลา่ ของปู่เทียน ชัยหาทก่ี ลา่ วว่า “ทโ่ี น่นมันแพง
ทีน่ ่ีไม่แพง สองพนั สามพัน”
ปู่เทียน ชัยหา ซึ่งเป็นบุคคลคนแรกในตระกูลชยั หาที่ได้เดินทางมาหาซื้อทีด่ ินในบ้านไชยราช ได้บอก
เล่าถึงสภาพพื้นที่ตาบลไชยราชว่า “...แต่เดิมมีสภาพเป็นป่ารั้ง คนในพื้นที่ได้โค่นไม่ใหญ่ทาข้าว (ปลูกข้าว-
ผูเ้ ขยี น) ได้ขา้ วชดุ หนงึ่ แล้วหญ้าคามันก็เกิดข้นึ เขากไ็ ม่เอาแล้ว เขากข็ ายเรา......” 19 ทาให้ท่ีดินดังกล่าวไม่เป็น

17 สมั ภาษณ์ สวนยี ์ ทองอาด, อายุ 51 ปี, ชาวบ้านตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, 1
พฤศจิกายน 2564.

18 สมั ภาษณ์ สามารถ ชยั หา, 1 พฤศจกิ ายน 2564
19 สมั ภาษณ์ นายเทียน ชัยหา, 26 พฤศจกิ ายน 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 105

ที่ต้องการของเจ้าของที่ดินเดิมที่ดินจึงมีราคาถูก ปู่เทียนจึงซื้อที่ดินดังกล่าวไว้จานวนหนึ่งเนื่องจาก
“...ท่ดี นิ ไมแ่ พง...แปลงหนึง่ กไ็ ม่เทา่ ไหร.่ ..” 20

กลุ่มคนนครปฐมที่ย้ายเข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่จึงมักจะเลือกซื้อที่ดินทางฝั่งตะวันออกของถนน
เพชรเกษมเน่ืองจากเปน็ ท่ีดนิ ในประเภท น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. ท่ดี นิ มีราคาคอ่ นข้างถูกและสามารถซ้ือขายโอน
เป็นกรรมสิทธิ์ได้ ทั้งยังเป็นที่ดินที่ใกล้กับถนนทางหลวงในเวลานั้น ต่างจากทางฝั่งตะวันตกของถนนที่ใน
ระยะแรกผคู้ นมักไม่นยิ มซ้ือเนื่องจากไม่ไดต้ ั้งอยตู่ ดิ กบั ถนนเพชรเกษม และเปน็ ที่ดิน ส.ป.ก. และปา่ สงวน

ทาเลทีต่ ้งั และความอุดมสมบรู ณข์ องพืน้ ทตี่ าบลไชยราช
ตาบลไชยราช เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบชายเขา ในเขตรอยต่อของภาคใต้และภาคตะวันตก ระหว่าง
จังหวัดชุมพรและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ทาให้พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์
มีดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก มีบึงน้ากลางชุมชน มีลาน้าไหลผ่าน อุดมไปด้วยป่าไม้ และสัตว์ป่า สะท้อน
ให้เห็นผ่านเอกสารและตานานที่กล่าวถึงพื้นที่บ้านไชยราชว่ามีสภาพเป็น “...ทุ่งกว้างซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วย
ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่านานาชนิด หนองน้าขนาดใหญ่...” 21 รวมถึงเอกสารในช่วง พ.ศ. 2500 อย่างใน
หนังสือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ได้ระบุถึงพื้นที่ในเขตทางตอนล่างของจังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ ความว่า “...แถบใต้ตั้งแต่กิ่งอาเภอทับสะแกลงไปจนถึงอาเภอบางสะพานมีฝนตกเกือบ
ตลอดปี จึงทาให้อากาศเย็นสบายไม่ร้อน เหมาะในการปลูกพชื ไร่และทาต้นไม้ยืนต้น...”22 ด้วยสภาพอากาศที่
ฝนตกชุกตลอดทงั้ ปีสง่ ผลให้ “...ท้องท่อี าเภอบางสะพาน...เหมาะในการเพาะปลูกมากกว่าแห่งอืน่ การทาไร่จึง
ทากันมากในเขตอาเภอนี้...”23 แตกต่างกับพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ “...ฝนไม่ตก
มากนัก...”24 สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงทศวรรษ 2500 พื้นที่บ้านไชยราชซึ่งตั้งอยู่ในเขตอาเภอบางสะพาน
ขณะนั้น เป็นพื้นที่ที่มีฝนตกชุกตลอด มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทาอาชีพเกษตรกรรมมากกว่าพื้นที่
ทางตอนเหนือของจังหวัด ซึ่งก็สอดคล้องกับในช่วงเวลานั้นที่กลุ่มคนจากจังหวัดนครปฐมได้เลือกที่จะ
เดนิ ทางเข้ามาในพนื้ ที่บ้านไชยราช เพื่อหาทดี่ ินทากนิ ใหม่ ๆ ด้วยประสบปัญหาเรือ่ งภัยแล้งในจังหวัดนครปฐม
พื้นท่ีตาบลไชยราชจงึ เหมาะแกก่ ารทาอาชีพเกษตรกรรมดว้ ยเชน่ กัน

จากคาบอกเล่าด้วยพื้นท่ีบ้านไชยราชมีความอุดมสมบูรณ์ หลังจากที่กลุ่มคนกลุ่มแรกเดินทางเข้ามา
จึงได้เริ่มประกอบอาชีพเพาะปลูกพืชไร่ เช่น พริก ข้าวโพด และโดยเฉพาะขิง ซึ่งน่าจะเป็นอาชีพที่ชาวบ้าน
ในพื้นที่ปลูกก่อนอยู่แล้ว จนสร้างรายได้อย่างมากใหก้ ับครอบครัว ซึ่งนาไปสู่คาบอกเล่าที่จะเป็นสิ่งชักชวนให้

20 สัมภาษณ์ นายเทียน ชยั หา, 26 พฤศจกิ ายน 2564.
21 สานกั งานองค์การบริหารส่วนตาบลไชยราช, ประวัตคิ วามเปน็ มา.
22 สานักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแหง่ ชาต,ิ จังหวัดประจวบคีรขี ันธ์ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
(พระนคร: คณะกรรมการประชาสมั พันธ์ และพิมพเ์ อกสารการจดั งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ สภาวฒั นธรรม, 2500), 3.
23 เร่อื งเดยี วกัน, 4.
24 เร่อื งเดยี วกัน.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 106

ผู้คนในจังหวัดนครปฐมเดินทางย้ายถิ่นฐานเข้ามาในบ้านไชยราชเพื่อปลกู พริกและขิงในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็น
พืชเศรษฐกจิ ของชุมชนในชว่ งเวลาน้นั

บทบาทของกลมุ่ ตระกูลชัยหาท่ีมีต่อพื้นท่ตี าบลไชยราชหลังการอพยพยา้ ยเขา้ มา

ตระกูลชัยหาถือเป็นกลุ่มตระกูลแรก ๆ ท่ีอพยพย้ายเข้ามาในพื้นที่บ้านไชยราชขณะยังเป็นชุมชน

ขนาดเล็ก มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาแต่เดิม เช่น

กลุ่มชาวลาวจากเวยี งจันทร์ที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในช่วงก่อนหน้า และกลุ่มคนท้องถิ่นดั้งเดิม ทาให้บทบาทของ

กลุ่มตระกูลมักจะมีความสัมพันธ์กับการเป็นจุดเริ่มต้นที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับชุมชน โดยบทบาทล้วนมี

ความเกี่ยวขอ้ งกบั ด้านสังคม เศรษฐกิจ ศาสนาและความเช่ือ และด้านศลิ ปะและวฒั นธรรมการแสดง ซง่ึ ส่งผล

ตอ่ การเปลี่ยนแปลงใหก้ บั ชุมชนบ้านไชยราชในแตล่ ะชว่ งเวลาเสมอมา

ดา้ นสงั คม

บุกเบิกพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่บ้านไชยราชก่อนการย้ายเข้ามาของกลุ่มตระกูลชัยหายังคงมีสภาพเป็น

ป่าทึบและเต็มไปด้วยต้นหญ้าคา ที่ดินดังกล่าวจึงมีราคาถูกมาก ดังมีคาเปรียบกันว่า “...เงินราคาหมื่นบาท

สามารถซื้อที่ได้เป็นร้อย ๆ ไร่...” โดยที่ดินส่วนใหญ่ในบ้านไชยราชขณะนั้น มักเป็นที่ดินดั้งเดิมของคนใน

ท้องถิน่ และที่ดินป่าสงวน

ในตอนแรกปู่เทียนได้ซื้อที่ดินในพื้นที่อยู่อาศัยก่อน ก่อนที่จะขยับขยายซื้อที่ดินรอบข้างออกไปเรื่อย

ๆ25 หลังจากปู่เทียนมีพื้นทีม่ ากขึ้นจึงไดเ้ ริ่มประกอบอาชีพปลูกขิงและทาการเกษตรไปสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะ

กลับไปชักชวนญาติพี่น้องในจังหวัดนครปฐมให้เดินทางเข้ามาในพื้นที่บ้านไชยราช จากนั้นจึงได้เริ่มมี

กลุ่มตระกูลชัยหาตามมา และซื้อที่ดินในบริเวณที่ใกล้เคียงกับบ้านของปู่เทียน ต่อมาจึงทาการบุกเบิกพื้นที่

อยู่อาศัยและพนื้ ทท่ี ากินตอ่ ไป

ต่อมาเมื่อคุณย่าทองหยิบ ชัยหา

ได้เดินทางจากจังหวัดนครปฐมเข้ามาใน

บ้านไชยราช ทาให้พื้นที่ได้รับการบุกเบิก

อย่างมากอีกครั้ง โดยย่าทองหยิบได้เลือก

ที่จะบุกเบิกที่ดินทางฝั่งตะวันตกของ

ถนนเพชรเกษม (ปัจจุบันอยู่ในเขตหมู่ 1

ของตาบลไชยราช) (ภาพที่ 7) เนื่องจาก

ในตอนนั้นย่าทองหยิบได้ไปอาศัยอยู่กับ ภาพท่ี 7 ภาพของตาบลไชยราช ถ่ายจากเขาโพธ์ิ เมือ่ พ.ศ. 2558
ลูกสาวคนโตในเขตที่ดินฝั่งตะวันออกของ โดยที่ดินฝ่งั ตะวนั ตก จะอยูร่ มิ ถนนเพชรเกษมทางขวาของภาพ
ถนนเพชรเกษมที่อยู่ในเขตหมู่ที่ 1 ของ

ตาบลไชยราชปัจจุบัน จากนั้นจึงได้เลือกที่จะขยับขยายที่อยู่ออกไป โดยไปเช่าที่ดินอยู่อาศัยทางฝั่งตะวันตก

25 สานักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ, จงั หวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 107

ของถนนเพชรเกษม ระยะเวลาผา่ นไปยา่ ทองหยิบจงึ ไดเ้ รม่ิ ซ้ือทด่ี ินทางฝ่ังตะวันตกของถนนเพชรเกษมจากคน
ในท้องถิ่น ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่นาเก่า26 ที่ดินเลี้ยงวัวเก่า27 และเป็นที่ดินที่มสี ภาพเป็นปา่ ทึบและมีความรกรา้ ง
ขณะเดียวกนั ได้มกี ารซื้อที่ดินป่าสงวนและทดี่ ินของทางหลวงผ่านการขายของคนในท้องถิ่นด้วย โดยหารู้ไม่ว่า
ทด่ี ินดังกล่าวเปน็ ทีด่ ินของรัฐทาให้ที่ดินบางสว่ นถกู เวนคืนพืน้ ที่ไปในระยะหลงั

อย่างไรก็ตาม หลงั จากย่าทองหยิบไดซ้ อ้ื ที่ดนิ จากคนในท้องถ่ินแล้ว ทดี่ นิ ทางด้านตะวนั ตกจงึ เร่ิมได้รับ
การบุกเบิก โดยที่ดินส่วนใหญ่ย่าทองหยิบได้จัดสรรแบ่งให้ลูก ๆ ของตน ขณะเดียวกันย่าทองหยิบก็ได้เลือก
ทจ่ี ะแบ่งขายทด่ี นิ ของตนให้ญาติพี่น้องและคนในกลมุ่ ตระกลู อืน่ ๆ ท่อี พยพเข้ามาในภายหลังดว้ ย ย่าทองหยิบ
ยังได้ยินยอมให้รัฐตัดถนนผ่านในที่ดินของตน เนื่องจากท่านคิดว่าการแบ่งขายที่ดินและการที่มีถนนตัดผ่าน
ที่ดินของตน จะทาใหพ้ ้ืนทข่ี องตนเจรญิ และพฒั นาข้นึ 28

พื้นฐานความคิดดังกล่าวน่าจะมาจากการที่กลุ่มตระกูลชัยหา เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม
ซึ่งมีถนนและการคมนาคมที่สะดวก คนในตระกูลจึงอาจเล็งเห็นถึงประโยชน์ของที่ดินที่ตั้งอยู่ใกล้กับถนนก็
เป็นได้ สอดคล้องกับพื้นที่อยู่อาศัยเดิมในจังหวดั นครปฐมที่มีพื้นที่ตดิ กับถนนในชุมชนซึง่ สามารถเช่ือมต่อไปสู่
ตวั เมอื งได้อย่างสะดวก

ปัจจัยประการสาคัญที่ช่วยส่งเสริมการซื้อที่ดินของกลุ่มตระกูลชัยหาได้เป็นจานวนมาก พบว่า
อาจเนื่องมาจาก ส่วนหนึ่งกลุ่มตระกูลชัยหามีทุนทรัพย์มากจากการขายที่ดินเดิมในพื้นที่จั งหวัดนครปฐม
ซึ่งในขณะนั้นมีราคาสูง มาซื้อที่ดินที่มีราคาถูกกว่า ดังคาบอกเล่าของปู่เทียนว่า “...ที่นั่นมันแพง ขายที่น้อย
มาซื้อที่มาก ได้ที่เยอะกว่า...”29 ต่อมาเมื่อมีที่ดินทากินในพื้นที่บ้านไชยราชจึงได้มีการประกอบอาชีพทางการ
เกษตรจนมีทนุ ทรัพยใ์ นการขยับขยายพนื้ ท่ีมากข้นึ

ขณะที่คนในท้องถิ่นได้เลือกที่จะขายที่ดินทากินของตนให้กลุ่มตระกูลชัยหา ทั้งพื้นที่ติดกับ
ถนนเพชรเกษมและที่ดนิ รกรา้ ง จากคาบอกเล่าได้กล่าวว่า คนที่อยูอ่ าศัยในท้องถ่นิ มาแตเ่ ดิมมักเลือกที่จะขาย
พน้ื ทท่ี ากนิ ของตนเองซ่งึ ตดิ กบั ถนนเพชรเกษมที่ขณะนั้นยังไมไ่ ดล้ าดยาง เนือ่ งจากในระยะเวลานั้นคงไมไ่ ด้เห็น
ประโยชน์จากการมีที่อยู่อาศัยติดกับถนน จึงเลือกที่จะขายที่ดินใกล้ถนนแล้วเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ทากินใหม่ใน
เขตอื่น ๆ ของบ้านไชยราชโดยเฉพาะพน้ื ที่ทางตอนในทเี่ ป็นพื้นทปี่ ่าไม้ใหญ่ ตา่ งจากกลุ่มคนนครปฐมท่ีมีกาลัง
ทรัพย์ในการซื้อพื้นที่ใกล้ถนน30 อันเนื่องมาด้วยการที่มีเงินจากการขายที่ทากินในจังหวัดนครปฐม
ที่ในขณะนั้นมีราคาสูง และคงเห็นกาลไกลว่าในอนาคตพื้นที่ติดถนนคงสร้างประโยชน์ให้อีกมาก เห็นได้จาก
ในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนในจังหวัดนครปฐมมักจะตั้งอยู่ติดกับสองข้างของ
ถนนเพชรเกษม

26 สัมภาษณ์ อรพรรณ สุทธิโสภณ, 17 ตุลาคม 2564.
27 สมั ภาษณ์ สามารถ ชัยหา, 1 พฤศจิกายน 2564.
28 สัมภาษณ์ อรพรรณ สุทธโิ สภณ, 17 ตลุ าคม 2564.
29 สมั ภาษณ์ นายเทียน ชยั หา, 26 พฤศจกิ ายน 2564.
30 สมั ภาษณ์ สามารถ ชยั หา, 1 พฤศจิกายน 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 108

การแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดินระหว่างคนในพื้นที่และคนจากจังหวัดนครปฐมนี้เอง ที่ถือเป็นส่วนช่วย
ทาให้บ้านไชยราชเกิดการขยายตัว ด้วยคนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนได้เข้าไปซื้อที่ดินในเขตอื่น ๆ
ของบ้านไชยราชซึ่งยังไม่ได้รับการบุกเบิก ตลอดจนการเข้ามาซื้อและบุกเบิกพื้นที่ของกลุ่มคนจากจังหวัด
นครปฐม จนทาให้พื้นที่ต่าง ๆ ของบ้านไชยราชได้เกิดการพัฒนา และมีการกระจายตัวอยู่อาศัยกันมากข้ึน
นามาสู่การขยายตวั เปน็ ตาบลในระยะเวลาตอ่ มา

ตามเส้นเวลาของชุมชนพบว่า หลังจากที่กลุ่มคนจากตระกูลชัยหาอพยพย้ายเข้ามาผ่านไประยะเวลา
ไม่ถึง 10 ปี ใน พ.ศ. 2517 ทางราชการได้ประกาศตั้งกิ่งอาเภอบางสะพานน้อยโดยแยกออกจากอาเภอ
บางสะพานทาให้บ้านไชยราช ซึ่งขณะนั้นขึ้นกับตาบลทรายทอง ถูกโอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิ่งอาเภอ
บางสะพานน้อย และประมาณ 7 ปี ต่อมา กิ่งอาเภอบางสะพานน้อยได้ถูกเลื่อนสถานะขึ้นเป็นอาเภอ
บางสะพานนอ้ ย ใน พ.ศ. 2524 31 จนใน พ.ศ. 2529 บา้ นไชยราชจงึ ได้ถูกต้งั เปน็ ตาบลไชยราช

เห็นได้ว่าหลังจากการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนทั้งตระกูลชัยหาและกลุ่มคนจากจังหวัดนครปฐมเข้ามา
ในพื้นที่อาเภอบางสะพานน้อยและตาบลไชยราช ในราวทศวรรษ 2510 รัฐได้มีการตั้งกิ่งอาเภอ ตั้งอาเภอ
จนต่อมาบ้านไชยราชได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นตาบล การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีส่วนมาจากการเพิ่มขึ้นของจานวน
ประชากรและความเจริญของพื้นท่ีในขณะนั้น จากเอกสารรายงานการสารวจข้อมูลเขตพัฒนา ตาบลช้างแรก
อาเภอบางสะพานน้อย ในปี 2524 พบว่าขณะนั้นบ้านไชยราช มีจานวนครัวเรือนทั้งสิ้น 256 ครัวเรือน มี
จานวนประชากรจานวนท้ังสิ้น 1,527 คน32 ซง่ึ เป็นจานวนทีม่ ากที่สุดเมื่อเทียบกับหมบู่ า้ นในอาเภอเดียวกันใน
ขณะนนั้ สง่ ผลให้ในราว พ.ศ. 2529 บา้ นไชยราชไดถ้ ูกจัดตั้งขึ้นเปน็ ตาบลไชยราช

ถึงแม้จานวนประชากรดังกล่าวจะไมใ่ ช่จานวนประชากรของตระกูลชยั หาทั้งหมด แต่นั้นอาจแสดงให้
เหน็ วา่ ตระกลู ชยั หาและตระกลู ท่ีอพยพเคล่ือนย้ายลงมา ไดเ้ ป็นส่วนเพิ่มจานวนประชากร และเพิ่มความเจริญ
กับพื้นที่ ผ่านการบุกเบิกที่เริ่มขึ้นตั้งแต่การอพยพเข้ามาครั้งแรกของสายตระกูล ขณะที่คนในท้องถิ่นเดิมได้มี
การขยับขยายเข้าสู่พื้นที่ตอนใน นามาสู่การเพิ่มจานวนของพื้นที่ทากินและที่อยู่อาศัยของคนที่จะเข้ามาใน
ระยะหลังต่อมา

ดา้ นเศรษฐกิจ
บุกเบิกพื้นที่ทากิน ปัจจัยสาคัญที่ทาให้กลุ่มตระกูลชัยหาเลือกที่จะอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่
ตาบลไชยราช เนื่องมาจากพื้นทีต่ าบลไชยราชมีความอุดมสมบูรณ์และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี แตกต่างกับถิ่นที่
อยู่อาศัยเดิมในจงั หวัดนครปฐมท่ีในขณะนน้ั มีความแห้งแลง้ อย่างมาก

31 “พระราชกฤษฎีกา ตั้งอาเภอบางสะพานน้อย พ.ศ. 2524”, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98, ตอนที่ 115 (13
กรกฎาคม 2524): 8.

32 “รายงานการสารวจข้อมูลเขตพฒั นา ตาบลช้างแรก อาเภอบางสะพานนอ้ ย จงั หวัดประจวบครี ีขันธ์ พ.ศ. 2524,”
เอกสารกรมการพฒั นาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, (8) มท 5. 4.1.28/2, หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต.ิ

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 109

เมื่อกลุ่มตระกูลชัยหาได้เดินทางเข้ามาซื้อที่ดินอยู่อาศัยแล้วก็ได้มีการซื้อที่ดินทากินไปพร้อมกันด้วย

ในระยะแรกกลุ่มตระกูลชัยหาได้เข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรมทาพืชไร่ ได้แก่ พริก ข้าวโพด และ

โดยเฉพาะขงิ ทถี่ ือเป็นพชื ทท่ี ารายไดใ้ ห้กบั ตระกูลน้ีอยา่ งมาก (ภาพท่ี 8)

ปู่เทียน เล่าว่า แต่เดิมชาวบ้านใน

ท้องถิ่นเดิมได้มีการปลูกขิงในพื้นที่กันอยู่

แล้ว ปู่เทียนจึงได้ไปเอาพันธุ์ขิงมาจาก

อาเภอทับสะแกสาหรับมาปลูกที่บ้าน

ไชยราช เมื่อได้ผลผลิตจะมีการส่งไปยัง

กรุงเทพฯ ในระยะแรกมีการขนส่งโดย

รถไฟ ต่อมาเมื่อถนนเพชรเกษมเจริญข้นึ จึง

ได้มีการไปคุยกับ จ่าสิงพร เจ้าของบริษัท

ขนส่งในเขตอาเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ภาพท่ี 8 บรรยากาศการทาขิงของตระกูลชยั หา
ว่าต้องการขนส่งขิงไปกรุงเทพจานวนมาก

จากนั้นจึงได้มีการขนส่งเข้ากรุงเทพ ปู่เทียนเล่าว่า “...ตอนแรกมีคันเดียวมันไม่พอ ทีหลังมากันเต็มหมด

เต็มหน้าถนน...” ทาให้เห็นถึงภาพความครึกครื้นของการขนส่งขิงในขณะนั้นว่าต้องมีการมั่งคั่งไปด้วย

การขนส่ง การทาขิงส่งผลต่อการสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับกลุ่มตระกูลชัยหากลุ่มแรกที่เข้ามา

ดังคาสัมภาษณ์ของปูเ่ ทยี นวา่ “...มาฟน้ื ลืมตาอาปากได้ก็เพราะขิง...”

ต่อมากลมุ่ คนกลุ่มแรกท่ีเขา้ มาได้กลบั ไปชักชวนให้ผู้คนในสายตระกลู ที่อยู่ในจังหวัดนครปฐมเดินทาง

ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในบ้านไชยราชเพื่อทาการเพาะปลูกขิง เนื่องจากเป็นอาชีพที่สร้างกาไรอย่างมาก สิ่งนี้เอง

เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทาให้กลุ่มคนในสายตระกูลนี้เลือกที่จะเข้ามาเพิ่มเติมในภายหลัง โดยพบว่าเมื่ออพยพ

เขา้ มาแล้วก็ได้มีการประกอบอาชีพปลูกขิงเชน่ กัน ทาให้กลุ่มตระกูลชัยหาล้วนแล้วแตม่ ีทุนทรัพย์สาหรับตั้งตัว

ข้นึ มาอยา่ งมากในขณะนัน้

เมือ่ สรา้ งรายได้มากแล้วทาไมไม่ปลูกขิงกันต่อ? ปู่เทยี นได้เลา่ ถงึ เหตุที่ไม่ทาการเพาะปลูกขิงต่อว่า “...

ขิงมันกนิ หน้าดิน ทาได้หนเดียวทาซ้าปีสองไม่ได้ ต้องทาใหม่ ทใี่ หมเ่ ร่ือยไป แตท่ ีนท้ี ีใ่ หมก่ เ็ ก่าเข้า ไม่ค่อยมีแล้ว

...” ความดังกล่าวแสดงให้เหน็ ว่าถึงแม้การเพาะปลูกขิงจะสรา้ งได้อย่างมหาศาลแตส่ ุดท้ายก็ย่อมมีเหตุปัจจัยท่ี

ทาให้การเพาะปลูกดังกล่าวต้องหยุดไปอันเนื่องมาจากที่ดินทากินที่ไม่เพียงพอ หากจะปลูกขิงต่อไปต้องมี

การซอื้ ท่ีดินเพิ่มเติมไปเร่อื ย

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 110

อย่างไรก็ตามเมื่อเลิกกิจการเพาะปลูกขิงแล้ว พบว่าในระยะต่อมากลุ่มตระกูลชัยหาได้ใช้ที่ดินที่ปลกู

ขิงเดมิ ประกอบกับเงินทุนท่ีได้จากการส่งขิงไปขายยงั กรุงเทพฯ มาต่อยอดในการปลกู พืชสวน ที่สามารถสร้าง

ผลผลิตในระยะยาวได้ ในครั้งแรกนยิ มการปลูกมะพรา้ ว แตป่ จั จบุ ันในทดี่ ินของตระกลู ชัยหาโดยส่วนใหญ่นิยม

การปลูกพืชสวนชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะทุเรียน (ภาพที่ 9) และมังคุด สาเหตุดังกล่าวพบว่า ในช่วง

พ.ศ. 2532 ได้เกิดไต้ฝุ่นพายุเกย์ มีศูนย์กลางพายุอยู่ที่จังหวัดชุมพร ทาให้พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทางการ

เกษตรในตาบลไชยราชได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ

มะพร้าวในพื้นที่บ้านไชยราชที่มีการโค่นล่มเป็นจานวนมาก ทา

ให้หลังจากนั้นกลุ่มคนในตระกูลและคนในตาบลไชยราช เลือก

ที่จะหันมาปลูกพืชยืนต้นที่แข็งแรงกว่า33 อย่างทุเรียน มังคุด

และเงาะ ทาให้ต่อมาพืชดังกล่าวกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจของ

ตาบลในปจั จบุ นั

ขณะเดียวกันในระยะเวลาหนึ่งทุเรียน มังคุด และเงาะ

มีราคาถูกมาก ขณะที่ยางพาราและปาล์มมีราคาสูง ทาให้กลุ่ม

คนในตระกูลชัยหาเลือกที่จะโค่นพืชสวนทิ้ง แล้วหันมาปลูก

ยางพาราและปาล์มแทน ซึ่งในขณะนั้นสามารถสร้างรายได้ให้

กลุ่มตระกูลได้อย่างมากเช่นกัน ปัจจุบันพบเห็นการปลูก

ยางพาราและปาล์มจานวนมากในชุมชน แต่เนื่องจากราคา

ยางพาราท่คี อ่ นขา้ งถูกในปัจจุบัน จึงมกี ารโคน่ ต้นยางท้ิงมากขึ้น ภาพที่ 9 สวนทุเรยี นของปูเ่ ทียน ชยั หา
ดว้ ยเช่นกนั ปัจจุบันต้องยอมรับว่าราคาพืช สว น

โดยเฉพาะทุเรียนมสี ูงข้ึนมากกวา่ พืชชนิดอื่น ๆ ทาใหก้ ลุ่มตระกลู ชัยหาที่ยังคงปลูกทุเรียนเอาไว้ สามารถสร้าง

รายได้ใหค้ รอบครัวของตนได้อย่างมาก ขณะท่ีกลุม่ ตระกลู ชยั หาอีกกล่มุ ทม่ี ีการปลูกยางพารา ไดเ้ ลือกท่ีจะโค่น

ต้นยาง แล้วหันมาปลูกพืชชนิดอื่นที่สร้างรายได้ในปัจจุบัน เช่น ทุเรียน ปาล์ม มะพร้าว ข้าวโพด แล ะพริก

เนือ่ งจากในขณะน้ีมรี าคาที่ดกี วา่

การเพาะปลูกพืชแต่ละชนิดที่กล่าวมา ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจภายในชุมชนเสมอมา ตั้งแต่แรกที่มี

การเพาะปลูกขิง ซึ่งถือเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กลุ่มตระกูลอย่างมาก จนนามาสู่การต่อยอดในการประกอบ

อาชีพและการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ต่อไป ส่งผลให้ปัจจุบันกลุ่มคนในตระกูลเป็นเจ้าของสวนและเจ้าของ

ธุรกิจขนาดใหญ่

พบว่าเมื่อกลุ่มตระกูลชัยหามีทุนทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่มักนาเงินที่ได้ไปขยายผลทางธุรกิจ

โดยเฉพาะการนาเงินไปซื้อท่ดี ินเพิ่มเติมเพ่ือทาการเพาะปลูกพืช ขณะเดียวมีกลุม่ ตระกูลชัยหาท่ีเลือกนาเงินไป

ซื้อที่ดินในเขตใกล้พื้นที่ถนนเพชรเกษมเพื่อเปิดกิจการต่าง ๆ ได้แก่ ห้องแถวให้เช่า ดังในปัจจุบันที่พบว่า

33 สมั ภาษณ์ นายเทียน ชยั หา, 26 พฤศจกิ ายน 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 111

ห้องแถวและพื้นที่ว่างให้เช่าตลอดสองฝากถนนโดยส่วนใหญ่ล้วนมีเจ้าของเป็นบุคคลในตระกูลชัยหา นามาสู่
การที่คนภายนอกมาเช่าพื้นที่เพื่อทาการเปิดธุรกิจต่าง ๆ ริมถนน เนื่องจากเป็นทาเลที่เหมาะสมและมีผู้คน
สัญจรไปมาอยู่เสมอ ขณะที่ยังพบว่ากลุ่มตระกูลชัยหาได้ต้ังบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของตนติดกับถนนเพชรเกษม
เพื่อประกอบอาชีพค้าขายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบการตั้งกิจการปั๊มน้ามัน และให้เช่าพื้นที่สาหรับการตั้ง
รา้ นสะดวกซอื้ ซ่ึงเป็นท่ดี ินของกลมุ่ ตระกูลทเ่ี คยซ้ือพ้ืนที่ติดถนนไว้ในอดีต

การลงทุนของกลุ่มตระกูลชัยหาในด้านที่ดิน ทาให้พื้นที่ตาบลไชยราชเกิดเป็นพื้นที่ชุมชนและมี
การขยายตัวของชุมชนที่มีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก เกิดการแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจภายใน
ชุมชน มกี ารประกอบอาชีพภายในชุมชนมากข้ึน จนปจั จุบันตลอดสองฝากของถนนเพชรเกษมพบวา่ มีจานวน
ประชากรของคนอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก

นอกจากนี้ยังพบว่า พื้นที่ที่กลุ่มตระกูลเคยได้บุกเบิกสาหรับทาการเกษตร ปัจจุบันได้รับการพัฒนา
เป็นศูนย์บรกิ ารพักรถทางหลวงด้วย ได้แก่ ศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ ที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นทีด่ ้านหน้าของเขา
โพธิ์ ซึ่งครั้งหนึ่งย่าทองหยิบเคยเป็นเจ้าของพื้นทีบ่ รเิ วณนั้น เนื่องจากได้ซื้อที่ดนิ จากคนในท้องถิน่ โดยหารู้ไม่
ว่าทดี่ ินดงั กลา่ วเป็นทดี่ นิ ของกรมทางหลวง ย่าทองหยบิ ได้ทาการบุกเบิกพืน้ ท่ีดังกล่าว สาหรบั ทาเป็นพ้ืนท่ีทาง
การเกษตร จนในเวลาต่อมาในราวทศวรรษ 2530 กรมทางหลวงได้เวนคืนที่ดินสาหรับทาพื้นที่พักรถ จนที่ดิน
ดังกล่าวได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์บริการพักรถทางหลวงเขาโพธิ์ และถือเป็นที่ตั้งของปั๊มปตท.
และร้านสะดวกซื้อ 7-11 แห่งแรก ๆ ของจังหวัด ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านตาบลไชยราชได้เข้ามาจับจองเช่า
รา้ นค้าเพอื่ ประกอบอาชีพด้วย ทาให้ช่วงเวลาระยะหน่ึงพ้นื ท่ีบรเิ วณเขาโพธิ์เป็นแหล่งเศรษฐกิจหลักของชุมชน
ไชยราชอยา่ งมาก เนื่องจากมรี ถทีล่ งไปสูภ่ าคใตแ้ ละขน้ึ สู่กรุงเทพมกั จะแวะพักเสมอ

กลุ่มตระกูลชัยหา มีทุนทรัพย์มาจากการเพาะปลูกเป็นสาคัญ เมื่อมีเงินจึงมักนาเงินที่ได้ไปซื้อพื้นท่ี
เพิ่มเติมเพื่อต่อยอดธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นซื้อที่ดินสาหรับการเพาะปลูก หรือซื้อที่ดินสาหรับดาเนินกิจการต่าง ๆ
โดยส่วนใหญ่ตระกูลชัยหามักนิยมการซื้อที่ดินติดกับถนนเพชรเกษม มีการเปิดกิจการห้องแถวให้เช่าค้าขาย
เปดิ กิจการป๊มั น้ามัน และให้เช่าทดี่ นิ ทากนิ สง่ ผลให้ปจั จุบนั พ้ืนท่ีใหเ้ ช่าดังกลา่ ว มกั มีผู้คนนิยมมาเช่าพ้ืนที่เพื่อ
เปดิ กิจการการคา้ ใหญน่ ้อยต่าง ๆ เช่น ร้านค้าสะดวกซ้อื 7-11, ตลาดนัด และกจิ การทเ่ี ป็นส่ิงจาเป็นของคนใน
ชุมชน ทาให้พื้นที่สองฝั่งถนนเพชรเกษมที่ผ่านตาบลไชยราชในปัจจุบัน เป็นย่านเศรษฐกิจที่สาคัญของชุมชน
โดยเฉพาะหมู่ท่ี 1 และหมทู่ ี่ 5 ตาบลไชยราชในปัจจุบัน

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 112

ด้านศาสนาและความเชอ่ื

บุคคลในตระกูลชัยหาที่มีบทบาทสาคัญในเรื่องเกี่ยวเนื่องกับศาสนาและความเชื่อ ได้แก่ ปู่ไว ชัยหา

ที่มหี นา้ ท่ีเสมือนเปน็ หมอชาวบ้าน ทง้ั ศาสตร์ด้านความเชือ่ ทางศาสนาและพิธีกรรม และศาสตรท์ างด้านแพทย์

แผนโบราณ

ศาสตร์ทางความเชื่อทางศาสนา

และพิธกี รรม ปูไ่ ว ชัยหา ถกู ยกย่องให้เป็นครู

หมอท่คี อยทาหนา้ ที่เป็นผู้นาทางความเช่ือท้ัง

ทางศาสนาพุทธ และความเช่ืออนื่ ๆ โดยปู่ไว

มีหน้าที่เป็นผู้ดาเนินการพิธีและเป็นต้นเสียง

ในการน าพิธีการ เช่น การตั้งศาล

พระภูมิ การยกเสาเอกบ้าน การเคารพศาล

ศักดิ์สิทธิ์ประจาหมู่บ้านในพิธีกรรมต่าง ๆ

การไล่สิ่งอัปมงคล หรือแม้กระทั่งการดูฤกษ์ ภาพท่ี 10 ป่ไู ว ชยั หา (น่ังบนศาล) และปู่เหมยี น ชัยหา (ยืน)
ยามในการประกอบพิธีกรรม ที่คนในหมู่บ้าน ประกอบพิธกี รรมทางความเชอ่ื ในงานอปุ สมบท
มักจะเชิญปู่ไว ไปเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม

(ภาพที่ 10)

ศาสตร์ทางด้านแพทย์แผนโบราณ ปู่ไว ชัยหา ถือเป็นหมอชาวบ้านที่ผู้คนในตาบลไชยราชมักจะ

เดินทางมารักษา เนื่องจากท่านมีความสามารถทางด้านการรักษาโรคอย่างโบราณ ผสมกับศาสตร์ความเช่ือ

ชาวบ้าน จากคาบอกเล่ากล่าวว่า ปู่ไว ได้รับการเรียนรู้ศาสตร์ของแพทย์โบราณมาจากบรรพบุรุษใน

สายตระกูลชัยหามาต้งั แต่อยทู่ ี่จังหวดั นครปฐม เมือ่ ปู่ไว ไดย้ า้ ยมาอยใู่ นตาบลไชยราชแล้วจึงไดม้ ีการนาศาสตร์

ดงั กล่าวมารักษาคนในพ้ืนทด่ี ้วย โดยทต่ี งั้ ของบา้ นปู่ไว ต้งั อยู่ริมถนนเพชรเกษม จงึ มักมีผ้เู ดินทางมารกั ษาเสมอ

การรักษาที่มักเป็นที่กล่าวถึงเมื่อพูดถึงปู่ไว คือการรับฝาดคอเด็ก หรือการล้วงคอเด็กโดยใช้ตาหรับยา

อยา่ งโบราณ

หลังจากที่ปู่ไว ชัยหา ได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ศาสตร์ทางด้านความเชื่อพิธีกรรมและด้านแพทย์แผน

โบราณไม่ได้มีบุคคลในสายตระกูลสืบทอด ปัจจุบันจึงทิ้งไว้เพียงหลักฐานที่เป็นตารายาโบราณและตารา

ด้านพิธีกรรม รวมไปถึงหลักฐานทางความทรงจาที่ครั้งหนึ่งบุคคลในสายตระกูลชัยหาเคยมีหน้าที่เป็นผู้นา

ทางด้านความเช่ือและเปน็ ที่พงึ่ ใหก้ ับผคู้ นในชมุ ชนช่ัวขณะหนงึ่

ด้านศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณี

การสานหมวกเจ๊ก หมวกเจ๊ก มีลักษณะเป็นหมวกทรงแหลมสูง ปีกหมวกบานออก ทาด้วยไม้ไผ่สาน

และกรุด้วยใบไผ่ ถือเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมที่พบมากในจังหวัดนครปฐม อันเป็นภูมิปัญญาที่มีต้นกาเนิด

มาจากชาวจีน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นจังหวัดนครปฐมมีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก ทั้งกลุ่มคนจีนและ

กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน จึงได้นาวิธีการสานหมวกนี้เข้ามาในไทยและถ่ายทอดวิธีการสานไปสู่ลูกหลาน

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 113

โดยเฉพาะคนชาวจีนในเขตบ้านทุ่งเผาเต่า อ.เมอื ง จังหวัดนครปฐม ท่ที ากันเป็นอาชีพในครอบครัวซึ่งยังคงพบ

เห็นได้ในปัจจุบัน ประกอบกับที่ในจังหวัดนครปฐมมีต้นไผ่จานวนมากจึงเหมาะแก่ประกอบอาชีพดังกล่าว

จนกระทั่งตอ่ มาคนในจังหวัดนครปฐมได้อพยพเขา้ มาอยอู่ าศัยในบา้ นไชยราชจึงได้นาภมู ิปัญญานี้เข้ามาด้วย

ย่าทองหยิบ ชัยหา ภรรยาคนแรกของปู่ไว ชัยหา

เป็นหนึ่งในบุคคลที่ยังคงประกอบอาชีพสานหมวกเจ๊กใน

ชุมชนบ้านไชยราชในปัจจุบัน (ภาพท่ี 11) ซึ่งแต่เดิม

ย่าทองหยิบ เป็นคนในพื้นที่บ้านทุ่งเผาเต่า จังหวัด

นครปฐม มีบิดาเป็นชาวจีนโพ้นทะเลและมีมารดาเป็น

คนไทย ย่าทองหยบิ เลา่ ว่าไดร้ บั วิธีการสานหมวกมาจากคน

จีนที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้บ้านในหมู่บ้านทุ่งเผาเต่า

ต่อมาหลังจากย่าทองหยิบได้แต่งงานกับปู่ไว จึงได้ย้ายไป

อยู่ท่ีบา้ นเลาเต่าและไดส้ านหมวกเปน็ อาชีพ จากนนั้ เมือ่ ลูก

สาวแต่ละคนโตขน้ึ พอทางานได้ ยา่ ทองหยบิ จะสอนวิธีการ

สานหมวกแก่ลูกเพื่อช่วยกันทามาหากินในครอบครัว34

ต่อมาหลังจากย้ายมาอยู่ในตาบลไชยราชแล้วย่าทองหยิบ

ยังคงมีการสานหมวกอยู่และถือเป็นอาชีพหนึ่งของ ภาพท่ี 11 ยา่ ทองหยบิ สานหมวกเจก๊

ครอบครัว

ปัจจุบันตระกูลชัยหา ไม่ว่าจะเป็นย่าทองหยิบ ลูกสาวคนโต หรือรุ่นหลาน ยังคงมีการสานหมวกให้

เหน็ อยู่ แตจ่ ะทาเฉพาะในชว่ งทวี่ ่างจากการทาเกษตรกรรม เน่ืองจากการหมวกท่ีสานมีราคาถูก บางครั้งก็ได้มี

การส่งไปขายยังพื้นที่ของจังหวัดนครปฐมหรือมีการรับมาจากจังหวัดนครปฐมเพื่อนามาขายในตาบลไชยราช

อีกทหี น่ึง นอกจากสายตระกลู ชัยหาแล้วก็ยงั สามารถพบการสานหมวกไดใ้ นกล่มุ คนนครปฐมอน่ื ๆ ทย่ี า้ ยลงมา

เชน่ กนั ทง้ั น้ีตระกลู ชยั หาได้มีการถ่ายทอดวธิ ีการสานหมวกให้กับคนในพ้ืนท่ีทส่ี นใจ ทง้ั ยังมีการเผยแพร่วิธีการ

สานไปยังพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง จนปัจจุบันการสวนหมวกได้รับการต่อยอดและพัฒนาให้เป็นสินค้าที่ระลึก

จนถกู นาไปจดั แสดงในงานวฒั นธรรมสาคญั ของอาเภอและจังหวดั

สาเนยี งเหน่อบ้านในนครปฐม ในเรือ่ งสาเนียงภาษา พบได้วา่ กลุม่ คนจากจงั หวัดนครปฐมยังคงมีการ
พูดที่สาเนียงที่เรียกว่า “พูดเหน่อนครปฐม” หรือที่เรียกกันว่า “เหน่อบ้านใน” ซึ่งเมื่อลองเทียบสาเนียงของ
ญาติจากสายตระกูลเดียวกันที่ยังคงอยู่อาศัยในจังหวัดนครปฐมกับกลุ่มคนนครปฐมที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยใน
บ้านไชยราช พบว่าเป็นกลุ่มสาเนียงภาษายังคงมีลักษณะเดียวกัน แตกต่างกับสาเนียงของคนท้องถิ่นเดิม
ที่อาศัยอยู่อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์-จังหวัดชุมพร ที่มีความคล้ายกับสาเนียงคนภาคใต้
ผสมกบั สาเนียงคนภาคกลางผสม หรือทีเ่ รียกกนั ว่า “สาเนยี งนอก” ปัจจุบันสาเนยี งเหนอ่ นครปฐม ยงั คงมีการ
พูดกันในครอบครวั ของกลมุ่ คนทย่ี า้ ยมาจากจังหวัดนครปฐม

34 สัมภาษณ์ อรพรรณ สุทธโิ สภณ, 17 ตลุ าคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 114

ดนตรีและศิลปะการแสดง ตระกูลชัยหาเป็นกลุ่มตระกูลที่มีความสัมพันธ์กับศาสตร์ด้านดนตรีและ

ศิลปะการแสดงอย่างมาก โดยเฉพาะการแสดงที่นามาจากพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ กลองยาว ลิเก มโหรี

และปี่พาทย์ ซึ่งการมีพื้นฐานทางด้านศิลปะการแสดงส่งผลทาให้สายตระกูลนี้มีการเปิดธุรกิจวงดนตรี

ขนาดใหญ่ ทง้ั ยงั นามาสู่วฒั นธรรมอยา่ งภาคกลางในพนื้ ทีบ่ า้ นไชยราช

ลิเก เป็นการแสดงการราร้องอย่างภาคกลาง โดยกลุม่ ตระกูลชัยหาได้ประกอบอาชีพลิเกมาต้ังแต่ครง้ั

ที่ยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม โดยมีปู่ไว ชัยหา เป็นผู้ริเริ่มและเป็นหวั หน้าคณะ ทั้งยังเป็นครูสอนลิเกให้กบั

พี่น้องและลูกหลานในสายตระกูล ปู่เทียน น้องของปู่ไว ซึ่งเคยอยู่ร่วมคณะลิเกครั้งนั้นเช่นกัน ได้เล่าว่า

“...ลเิ กหดั เลน่ กันเอง ปูไ่ วเปน็ หัวหนา้ ไปฝึกมา มีคนแนะให้ วา่ ตอ้ งมบี ทไหนบา้ ง...” 35

เมื่อสายตระกูลชัยหาอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาในบ้านไชยราช ได้นาวิธีการและศิลปะการแสดง

ดังกล่าวมาฝึกหัดให้กับลูกหลานและคนในท้องถิ่น โดยส่วนใหญ่มักให้ลูกหลานฝึกหัดเป็นตัวละครหลัก

โดยปู่ไวยังคงเป็นครทู ท่ี าการสอนเปน็ หลัก

ปัจจุบันถึงแม้การแสดงลิเกจะไม่

ปรากฏให้เห็นในพื้นที่ตาบลไชยราชแล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นมรดกและสิ่งตกค้าง

มาจากการเล่นลิเกในครั้งนั้น คือ การ

ถ่ายทอดพื้นฐานด้านการขับร้องและ

พื้นฐานด้านการแสดงให้กับลูกหลานใน

สายตระกูล โดยพบว่าลูกหลานในสาย

ตระกูลชยั หาเกือบท้ังหมดนิยมการขับร้อง ภาพท่ี 12 ลกู หลานในสายตระกลู ชัยหาร่วมกนั รอ้ งเพลง
และการแสดงอย่างมากจนถือเป็นตระกูล

ทเี่ ปน็ ตระกลู ท่ีมเี ลือดเป็นศิลปินอย่างแทจ้ ริง36 (ภาพที่ 12) หลกั ฐานทป่ี ราฏอยา่ งเด่นชัด คือ การเปิดวงดนตรี

“วาเลนไทนม์ วิ สิค” ของนายสามารถ ชัยหา ทถี่ ือเปน็ วงดนตรีขนาดใหญค่ ณะแรกของตาบลและพน้ื ท่ีใกล้เคียง

ในขณะนั้น ที่มักจะได้รับการว่าจ้างไปจัดการแสดงในงานต่าง ๆ เช่น งานบวช งานแต่ง และงานสาคัญอื่น ๆ

นายสามารถเล่าว่า ตนมีพื้นฐานการร้องเพลงและการแต่งเพลง มาจากการหัดร้องเล่นลิเกกับปู่ ไว ชัยหา

ซ่งึ เป็นบดิ า จนต่อมามกี ารเปดิ วงของตนเอง ในราว พ.ศ. 252937

ถงึ แม้ วงดนตรีวาเลนไทนม์ ิวสคิ จะลดบทบาทลง แต่ที่บา้ นของนายสามารถยังคงมเี คร่อื งดนตรี และมี

การถ่ายทอดบทเพลงต่าง ๆ ไว้มากมาย ในช่วงเทศกาลสาคญั ยังพบเห็นการชักชวนญาติพี่น้องในสายตระกูล

มารวมตัวขับร้องเพลงกันอยู่เสมอ ภาพเหล่านั้นล้วนสะท้อนให้เห็นภาพ ของสายตระกูลที่เกิดขึ้นมาคู่กับการ

แสดงอยา่ งเหน็ ไดช้ ัดเจน

35 สัมภาษณ์ นายเทียน ชัยหา, 26 พฤศจิกายน 2564
36 สัมภาษณ์ สามารถ ชยั หา, 26 มีนาคม 2565.
37 เรื่องเดยี วกัน.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 115

มโหรีและปี่พาทย์ เป็นการรวมของดนตรีหลายชนิด เพื่อใช้
ในการประกอบพิธีการ การแสดงหรือประกอบการขับร้อง พบว่ากลุ่ม
ตระกลู ชัยหามกี ารต้ังวงปี่พาทย์สาหรับประกอบการแสดงลเิ กเป็นหลัก
และใช้เป็นดนตรีในพิธีการต่าง ๆ โดยเครื่องดนตรีหลัก ๆ ที่กลุ่ม
ตระกูลนี้เคยมีการใช้ในการแสดง ได้แก่ ขลุ่ย ระนาด กลอง และแคน
ซึ่งเปน็ การนาเครือ่ งดนตรีตา่ ง ๆ มาประยกุ ตแ์ ละประกอบเปน็ วงดนตรี

เครื่องดนตรีเหล่านี้มีประวัติว่าปู่ไว ชัยหา และพี่น้องได้
ร่วมกันทาขึ้นเอง ดังเช่น ที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน ได้แก่ ระนาด
จานวนหลายราง ทบ่ี ้านของป่เู ทียน ชัยหาและบา้ นนายสามารถ ชยั หา
ซ่งึ ปจั จบุ ันไมไ่ ด้มีการนามาแสดงแลว้

นอกจากนี้ยังพบว่าในครอบครัวปู่เทียน ชัยหา มีการทา ภาพที่ 13 รถแหท่ ีอ่ ยู่ ณ บ้านปเู่ ทยี น
รถแห่หรือรถเครื่องเสียงเคลื่อนที่ (ภาพที่ 13) เพื่อใช้เป็นวงดนตรี
ประกอบจังหวะสาหรับใช้ในงานประเพณีของตาบล เชน่ งานทอดกฐิน โดยวงรถแห่ดงั กลา่ วจะไมม่ นี ักร้องมีแต่
การใช้เครื่องดนตรีมาร้องราทาเพลงเท่านั้น แตกต่างจากวงรถแห่โดยทั่วไปที่มักนิยมมีนักร้อง เครื่องดนตรี
สว่ นใหญม่ ีทงั้ เครื่องดนตรตี ะวันตกรุ่นเกา่ และเคร่ืองดนตรีไทยและอสี าน เชน่ แคน และกลองยาว ท่ีมักนามา
ประกอบเปน็ เพลงร่วมกนั ปัจจุบันสามารถพบเหน็ การแหไ่ ดเ้ ฉพาะงานสาคัญในตาบลเท่าน้ัน

การใชแ้ คนเปน็ หนง่ึ ในเครื่องดนตรีประกอบจังหวะอาจเปน็ สว่ นท่ีสะท้อนใหเ้ ห็นตัวตนของกลุ่มตระกูล
ชัยหาที่มีเชื้อสายเป็นกลุ่มชาวลาวครั่ง จึงมีพื้นฐานในการเล่นแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในวัฒนธรรมลาวและ
มีการสืบทอดสง่ ตอ่ การเลน่ แคนมาจนถึงลูกหลานในรนุ่ ปจั จุบนั

วงกลองยาว จากคาบอกเล่า พบว่า การเล่น
กลองยาว เป็นความนิยมของกลุ่มตระกูลนี้ที่มี
มาแล้วตั้งแต่ในจังหวัดนครปฐม โดยมีพ่อคุณยาง
คงลา เปน็ ครกู ลองยาว คนสาคัญ ตอ่ มาเม่ือกลุ่มคน
ในสายตระกูลอ่นื ๆ จากจงั หวดั นครปฐมเขา้ มา เชน่
ตระกูลสิมมา และตระกูลคงลา ซึ่งเป็นกลุ่มตระกูล
ในเครือญาติและเป็นที่รู้จักกับตระกูลชัยหาได้พา
ภาพที่ 14 ภาพถ่ายเกา่ การเล่นกลองยาวในตาบลไชยราช วัฒนธรรมการเล่นกลองยาวเข้ามาและตั้งสานัก
ฝึกหดั อยู่ทางดา้ นฝ่ังตะวนั ตกของถนนเพชรเกษมในเขตหมู่ท่ี 1 ในปัจจบุ ัน โดยมีปูใ่ บ สมิ มา และปู่สอน คงลา
เป็นครูฝึก เนื่องด้วยสายตระกูลชัยหาชื่นชอบการเล่นร้องราทาเพลงอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ลูกหลานจึงมักเข้าไป
ฝกึ ฝนการตกี ลองยาวกับสายตระกูลดงั กล่าว จนมพี นื้ ฐานการเล่นกลองยาว ตอ่ มากลุม่ สายตระกลู อ่ืน ๆ ไดเ้ ลิก
ความนิยมในการแสดงกลองยาวลงไป แต่กลมุ่ ตระกูลลชยั หายงั คงสบื การแสดงดงั กล่าวเอาไว้38

38 สัมภาษณ์ สามารถ ชัยหา, 26 มนี าคม 2565.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 116

การแสดงกลองยาวดังกล่าวได้ส่งต่อความนิยมให้กับพื้นที่บ้านไชยราช ดังปรากฏในภาพเก่า ที่พบว่า
เมื่อมีประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ ผู้คนมักนิยมการใช้กลองยาวเป็นเครื่องดนตรีหลัก (ภาพที่ 14) สะท้อนถึงภาพ
การนาวัฒนธรรมภาคกลางมาถ่ายทอดยังพื้นที่บ้านไชยราช กระทั่งปัจจุบันยังคงสืบทอดการเล่นวงกลองยาว
ผ่านการฝึกสอนนักเรียนของโรงเรียนในตาบลไชยราช เมื่อมีงานประเพณีสาคัญในตาบลมักมีการว่าจ้าง
วงกลองยาวจากโรงเรยี นในตาบลเขา้ มารว่ มแสดง ทงั้ นเ้ี พอ่ื เปน็ การสนบั สนุนการศกึ ษาใหก้ ับนักเรียนด้วย

การแสดงลิเก มโหรี ปีพาทย์ และกลองยาว ถือเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมการแสดงจาก
ภาคกลางได้ซ่งึ กลุ่มตระกูลท่เี คยอาศยั อยใู่ นพน้ื ที่ภาคกลางได้นาลงมาพรอ้ มกับจิตวญิ ญาณศิลปนิ ของตน ทาให้
พื้นที่บ้านไชยราช มีวัฒนธรรมที่มีรูปแบบอย่างภาคกลางดังที่ปรากฏในปัจจุบัน แม้บางสิ่งอาจหายไปจาก
ชุมชนแล้ว แต่เคา้ ของความเปน็ ประเพณีและวิถีชีวิตแบบภาคกลางกย็ งั คงอย่ใู นพน้ื ท่ีเสมอ

ประเพณี พิธีกรรม กลุ่มคนที่ย้ายมาจากจังหวัดนครปฐม ส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก
ประเพณี และพิธีกรรมจึงอิงกับวันสาคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา ที่จะมีการแห่เทียนพรรษาไป
ตามแต่ละวัดรอบหมู่บ้าน (ภาพที่ 15) ช่วงหลังวันออกพรรษา มีประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะและขบวนแห่
พุ่มกฐิน ประเพณีสลากภัต และประเพณีรดน้าดาหัวผู้ใหญ่ในวนั สงกรานต์ เป็นต้น รวมถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวกับ
ชีวิต เช่น การโกนผมไฟในตอนเกิด งานอุปสมบท (ภาพที่ 16) งานมงคลสมรส และงานอวมงคล เป็นต้น
ตลอดจนบทสวดของพระสงฆ์และมกั ทายคที่เป็นสาเนียงแบบภาคกลาง และการใช้กลองยาวเป็นเครื่องดนตรี
สาหรับใชร้ นื่ เรงิ ในวนั สาคญั ท่มี ีการแห่

ภาพท่ี 15 ประเพณีแหเ่ ทยี นเขา้ พรรษา ภาพท่ี 16 งานอปุ สมบท

พบว่าประเพณีและพิธีกรรมเหล่านี้ในชุมชนบ้านไชยราชมีความคล้ายครึงกับประเพณีทางภาคกลาง

มากกว่าที่จะอิงกับประเพณีทางภาคใต้ของไทย ทาให้เห็นว่าประเพณีและพิธีกรรมเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นมา

พร้อมกับกลุ่มคนจากทางภาคกลางที่เริ่มย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ในช่วงหลังทศวรร ษ 2500 และได้นา

ประเพณี พิธีกรรมเหล่านี้เข้ามาด้วย สอดคล้องกับคาสัมภาษณ์ที่กล่าวว่าประเพณีและพิธีกรรมในพื้นท่ี

บ้านไชยราชเป็นการตามอย่างกับประเพณีที่ทากันในพื้นที่จังหวัดนครปฐม หากแต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ

บางประการไปบา้ ง

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 117

สรุป
กลมุ่ คนจากจังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะตระกลู ชยั หาถอื เปน็ ภาพสะท้อนของกล่มุ คนในพ้ืนท่ภี าคกลาง

และภาคตะวันตกในช่วงทศวรรษ 2500 ที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานจากที่ทากินเดิมไปสู่ที่ดินทากินใหม่
เนื่องจากมีปัจจัยในด้านสภาพพื้นที่และบริบทสังคมในช่วงเวลานั้นเป็นตัวกระตุ้น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึง
การเริ่มทจี่ ะเดินทางจากพ้นื ท่เี มืองไปสู่พืน้ ที่ชนบท อันนามาส่กู ารพฒั นาและขยายตัวของพ้นื ท่ีในตา่ งจงั หวัดใน
ระยะเวลาต่อมา

จากการศึกษาในครั้งนี้จึงสรุปได้ว่าปัญหาทุพภิกขภัยหรือภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครปฐมในช่วง
ทศวรรษ 2500 รวมถึงการคมนาคมและการขนส่งที่เป็นไปอยา่ งสะดวกข้ึน เนื่องจากมีการตัดถนนเพชรเกษม
จนมีรถโดยสารประจาทาง รถไฟ และรถยนต์แล้ว เป็นปัจจัยสาคัญที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคน
เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ตาบลไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงหลังทศวรรษ 2500
ประกอบราคาที่ดินในพื้นที่บ้านไชยราชมีราคาถูกกว่าที่ดินในเขตภาคกลางและภาคตะวันตกจังหวัดอื่น ๆ
รวมไปถึงปัจจัยทางด้านพื้นที่ในเขตบ้านไชยราช ซึ่งในมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทาเกษตรกรรม
เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ติดต่อกับทางภาคใต้ของไทย ที่กล่าวมาข้างต้นถือได้ว่าเป็นปัจจัยสาคัญ
ที่ทาให้กลุ่มคนนครปฐมเลือกที่จะเข้ามาอาศัยในพื้นที่บ้านไชยราช จนชุมชนได้มีการพัฒนาและขยายตัวขึ้น
เปน็ ตาบลไชยราชในเวลาต่อมาซงึ่ เป็นชุมชนทีผ่ ู้คนอาศัยอยอู่ ย่างหนาแน่นอย่างมากในปัจจบุ นั

หลังจากที่กลุ่มตระกูลนี้ไดอ้ พยพเข้ามาในพื้นท่ีตาบลไชยราชไดม้ ีส่วนสาคัญในการเป็นจุดเร่ิมต้นของ
การเปล่ยี นแปลงชุมชนในดา้ นต่าง ๆ เชน่ ดา้ นสังคมและเศรษฐกิจ ท่ีกลุม่ ตระกลู นี้ ได้บุกเบิกพ้นื ทบี่ า้ นไชยราช
สาหรับตัง้ ที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยพบว่ากลุ่มตระกูลนี้มักนาเงินท่ีได้ไปลงทุนกับการซอ้ื
ที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินติดถนน ส่งผลต่อการขยายตัวของพื้นที่ เศรษฐกิจ และจานวนประชากรในชุมชน
ในระยะเวลาต่อมา ในด้านความเชื่อ บุคคลในสายตระกูลชัยหามีฐานะหมอครู ที่คอยเป็นผู้นาทางศาสนพิธี
และเปน็ หมอแพทยโ์ บราณ สาหรบั เปน็ ท่ีพง่ึ ทางจติ ใจให้กับคนในพ้ืนที่ รวมถงึ ดา้ นศิลปวฒั นธรรมและประเพณี
ที่ถือเป็นบทบาทอีกประการที่สาคัญของกลุ่มตระกูลชัยหา เนื่องจากกลุ่มตระกูลนี้ได้มีการนาวัฒนธรรมและ
ประเพณที ่มี ีอยใู่ นพื้นทภ่ี าคกลางลงมาเผยแพร่ให้กับบ้านไชยราชจนสง่ ผลใหต้ าบลไชยราชมีพน้ื ฐานการดาเนิน
วถิ ชี ีวิตท่มี รี ปู แบบอยา่ งวัฒนธรรมภาคกลางมากกวา่ ทจี่ ะองิ วัฒนธรรมภาคใต้ อย่างเห็นไดช้ ัดในปจั จบุ ัน

ปัจจุบันบทบาทของตระกูลชัยหา เห็นได้ชัดในด้านการดาเนินกิจการและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
การเกษตรกรรม และกิจการการเช่าที่ดินอยู่อาศัยและเช่าที่ดินประกอบอาชีพ ขณะที่บทบาททางด้าน
วัฒนธรรมประเพณี ด้านศาสนาและความเชื่อ ตระกูลชัยหาจะเป็นกลุ่มตระกูลที่คอยสนับสนุนในด้านเงินทุน
และการเข้าร่วมพิธีการมากกว่า แตกต่างจากในอดีตที่มักเป็นผู้นาทางศาสนพิธี ปัจจุบันบุคคลในสายตระกูล
ท่มี ชี ว่ งชวี ิตอยู่ในยคุ บกุ เบิกพน้ื ท่บี ้านไชยราชไดเ้ สยี ชวี ิตลงไปมากแล้ว คงเหลอื ไวซ้ ่ึงเคา้ ของวัฒนธรรมประเพณี
อย่างภาคกลางทก่ี ลุม่ ตระกลู ชัยหาไดน้ ามาเปน็ พ้นื ฐานให้กบั ชมุ ชนและลกู หลานในสายตระกูลกระทง่ั ปัจจบุ ัน

______________________________________________

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 118

รายการอ้างอิง
เอกสาร
คณะกรรมการฝา่ ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตฯุ . วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลักษณ์

และภมู ปิ ญั ญา จงั หวดั ประจวบคีรขี ันธ์. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร, 2544.
“ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรือ่ ง ตั้งและเปลย่ี นแปลงเขตตาบลในทอ้ งท่กี ง่ิ อาเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวัด

ประจวบครี ีขันธ์.” ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ 97, ตอนที่ 147 (23 กนั ยายน 2523): 3320.
“ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรอ่ื ง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตาบลในทอ้ งท่ีกิง่ อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัด

ประจวบครี ีขันธ.์ ” ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ 103, ตอนที่ 166 (26 กันยายน 2529): 46.
“ประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งชอ่ื ทางหลวงแผ่นดนิ และสะพานขนาดใหญ่ทว่ั ราชอาณาจักร.” ราช

กจิ จานุเบกษา เลม่ 67, ตอนท่ี 67 (12 ธนั วาคม 2493): 6366.
“พระราชกฤษฎีกา ต้งั อาเภอบางสะพานนอ้ ย พ.ศ. 2524.” ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม 98, ตอนท่ี 115 (13

กรกฎาคม 2524): 8.
“พระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศกั ราช 2482.” ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ 56, (13 พฤศจิกายน): 1681.
สมควร ปนั แสง. บรรณาธิการ. สุวรรณสมโภชวัดแม่พระฟาตมิ าและโรงเรียนอรณุ วทิ ยา 2495-2545.

สมุทรปราการ: สตารบ์ มู อินเตอรพ์ ริ้นท,์ 2545.
สานักวฒั นธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาต.ิ จังหวดั ชมุ พร งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ.

พระนคร: คณะกรรมการประชาสมั พันธ์ และพิมพ์เอกสารการจัดงานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ
สภาวฒั นธรรม, 2500.
_________. จังหวัดนครปฐม งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ. พระนคร: คณะกรรมการประชาสมั พันธ์ และ
พมิ พ์เอกสารการจดั งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2500.
_________. จงั หวัดประจวบคีรขี นั ธ์ งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ. พระนคร: คณะกรรมการประชาสมั พันธ์
และพมิ พเ์ อกสารการจดั งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ สภาวฒั นธรรม, 2500.
_________. จังหวดั ราชบรุ ี งานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ. พระนคร: คณะกรรมการประชาสัมพนั ธ์ และ
พมิ พเ์ อกสารการจัดงานฉลอง 25 พทุ ธศตวรรษ สภาวฒั นธรรม, 2500.
สานกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจแหง่ ชาต.ิ “แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับสอง พ.ศ.
2510-2514.” 2510.
_________. “แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ แหง่ ชาติ ระหส่างระยะเวลา พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2506 และถงึ พ.ศ.
2509.” 2504.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 119

ข้อมลู ออนไลน์
สานักงานองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลไชยราช. ประวตั ิความเป็นมา. เขา้ ถึงเมอ่ื 30 ตุลาคม 2564. เข้าถึงได้

จาก http://www.chairach.go.th/page.php?id=4159
_________. สภาพท่ัวไป. เขา้ ถงึ เมื่อ 30 ตลุ าคม 2564”. เขา้ ถงึ ไดจ้ ากhttp://www.chairach.go.th/

page.php?id=4160

สมั ภาษณ์
เฉลยี ว รตั นจานงค์. อายุ 70 ปี. ชาวบา้ นตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ.์

สมั ภาษณ์, 20 ตลุ าคม 2564.
เทยี น ชัยหา. อายุ 97 ปี. ชาวบา้ นตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์. สมั ภาษณ์,

26 พฤศจิกายน 2564.
ทองหยิบ ชัยหา. อายุ 96 ปี. ชาวบา้ นตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ์.

สัมภาษณ์, 23 พฤษภาคม 2563.
สวนยี ์ ทองอาด. อายุ 51 ป.ี ชาวบ้านตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบครี ีขันธ์.

สัมภาษณ,์ 1 พฤศจกิ ายน 2564.
สามารถ ชยั หา. อายุ 61 ป.ี ชาวบา้ นตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ์.

สมั ภาษณ์, 1 ตุลาคม 2564, 1 พฤศจกิ ายน 2564.
อรพรรณ สทุ ธิโสภณ. อายุ 59 ป.ี ชาวบา้ นตาบลไชยราช อาเภอบางสะพานน้อย จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ์.

สัมภาษณ์, 17 ตุลาคม 2564.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 120

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 121

ละพอมาเปดิ ผ้าม่านกงั้ : กึ่งทศวรรษนาฏยนิพนธ์ มมส.
อสี านใหมท่ ่ีเราภมู ใิ จ (พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563)

ณัฐวัชร์ อินทรยี ์สังวรณ์1
วรชั ญา ประสาทชัย2

1 บัณฑิตปรญิ ญาตรสี าขาวิชาประวตั ศิ าสตร์ทอ้ งถ่นิ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร ปกี ารศึกษา 2563
อีเมล: [email protected]

2 บัณฑิตปรญิ ญาตรสี าขาวิชาประวตั ศิ าสตร์ท้องถ่นิ คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ปีการศกึ ษา 2563
อเี มล: [email protected]

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 122

บทคัดยอ่

กึ่งทศวรรษที่ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563) ‘นาฏยนิพนธ์’ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
(มมส.) ได้ถูกผลติ และเผยแพร่ออกมาภายใต้โครงการ Folk dance skills 7 : Choreography in traditional
styles นาฏยนิพนธ์เหล่าน้ีไม่เพียงสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยเรื่องราวที่นาเสนอ ลีลาของนักแสดง
และดนตรปี ระกอบ แตใ่ นแง่หน่ึงยังเป็น ‘ความแปลกใหม’่ ในวงการนาฏศิลป์พ้นื เมืองภาคอสี าน และได้กลาย
มาเป็นอานาจอ่อนที่สง่ ผลตอ่ วงการนาฏศลิ ปพ์ ืน้ เมืองอสี าน รวมถึงนาฏศลิ ปพ์ ้นื เมืองอนื่ ๆ ในยคุ รว่ มสมัยอยา่ ง
ปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นการศึกษากระบวนการ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เบื้องหน้าและเบื้องหลังผ้าม่านกั้งน้ี
จงึ เป็นสงิ่ ทนี่ า่ สนใจ สมควรหยิบยกมาศกึ ษาเปน็ อย่างย่ิง

ผลการศึกษานาฏยนิพนธ์จานวน 59 ชิ้น ในชว่ งระหวา่ ง พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563 พบวา่ นาฏยนิพนธ์
มมส. สามารถจาแนกได้ทั้งสิ้น 5 ประเภท คือ ประเภทประวัติศาสตร์ ประเภทวิถีชีวิต ประเภทประเพณีและ
ความเชื่อ ประเภทวรรณกรรม และประเภทอื่นๆ โดยภายใต้กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทั้ง 5 ประเภทน้ี
ปรากฏกระบวนการที่สาคัญภายใต้ผลงานเหล่านั้น 2 กระบวนการ คือ กระบวนการเชิดชูอีสาน และ
กระบวนการทาให้เป็นอีสาน ซึ่งกระบวนการทั้งสองเกิดขึ้นภายใต้ปรากฏการณ์การตื่นขึ้นของพลังในท้องถิ่น
ในการนิยามตัวตนในพ้นื สาธารณะในฐานะ ‘อีสานใหม่’ เพื่อคัดงา้ งนิยามจากส่วนกลาง วา่ แท้จริง ‘ฉันเปน็ ใคร
ไมเ่ ปน็ รองใคร และนค่ี อื ตัวตนทฉี่ ันภมู ิใจ’

คาสาคญั : นาฏยนพิ นธ์, มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, อสี าน, อสี านใหม่

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 123

บทนา

‘มมส.’ หรือ ‘มหาวิทยาลัยมหาสารคาม’ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2511 เดิมเป็นวิทยาเขตหนึ่งของ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต่อมาได้แยกตัวจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศในวันท่ี 9 ธันวาคม พ.ศ. 2537
นับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเป็นต้นมา มมส. เปิดสอนนักศึกษาในหลากหลายสาขาวิชา ภายใต้วิสัยทัศน์
‘เป็นเลิศทางวิชาการ บูรณาการความรู้จากท้องถิ่นสู่สากล’3 หนึ่งในนั้น คือ สาขาศิลปศาสตร์ ที่ได้พัฒนา
จดั ตง้ั เปน็ ‘คณะศลิ ปกรรมศาสตร์’ ในวันที่ 21 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2545

ปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) คณะศิลปกรรมศาสตร์เปลี่ยนชื่อเป็น ‘คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรม
ศาสตร์’ จัดการเรียนการสอนใน 3 ภาควิชา คือ ภาควิชาทัศนศิลป์ ภาควิชาศิลปะการแสดง และภาควิชา
วัฒนธรรมและการออกแบบ ภายใต้พันธกิจการเป็นศูนย์กลางในการผลิตการวิจัยและสร้างสรรค์ศิลปกรรม
ศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยภาควิชาหนึ่งที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการนาฏศิลป์ ก็คือ ‘ภาควิชา
ศิลปะการแสดง’ ที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิตแบ่งออกเป็น 4 วิชาเอก ได้แก่
วชิ าเอกนาฏยศิลป์ไทย วชิ าเอกนาฏยศลิ ป์พ้ืนเมือง วิชาเอกนาฏยศิลปะตะวันตก และวชิ าเอกศิลปะการละคร
นอกจากนี้ยังมีการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการแสดง
และหลักสตู รปรัชญาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาการวิจยั และสร้างสรรคศ์ ิลปกรรมศาสตร์อกี ด้วย

สิ่งที่ทาให้ภาควิชาดังกล่าวเป็นที่รู้จัก นอกเหนือจากการมีรายวิชาเอกนาฏยศิลป์พื้นเมือง ที่มีการ
เรียนการสอนด้านดุริยะและนาฏยศิลป์อีสาน ก็คือ ‘ผลงานนาฏยนิพนธ์’ ที่ถูกผลิตขึ้นมาภายใต้ โครงการ
Folk dance skills 7 : Choreography in traditional styles และถูกเผยแพร่สสู่ าธารณะ ทั้งในรูปแบบ
การแสดงสด และวิดีทัศน์บันทึกการแสดงย้อนหลังในแพลตฟอร์มยูทูปตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยช่ือ
โครงการย่อยที่แตกต่างกันไปแต่ละปี อาทิเช่น โครงการสร้างศิลป์ถิ่นอีสาน พ.ศ. 2557 โครงการจาร พ.ศ.
2558 โครงการภมู ิ พ.ศ. 2559 โครงการอสี านพิพฒั น์ พ.ศ. 2562 เป็นตน้

นาฏยนิพนธ์เหล่านี้ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้กับผูช้ ม ด้วยเรื่องราวท่ีถูกคัดสรรมานาเสนอ ลีลา
ของนักแสดง เครื่องแต่งกาย และดนตรีประกอบ แต่ในมุมหนึ่งนาฏยนิพนธ์เหล่านี้ยังเป็น ‘ความแปลกใหม่’
และได้กลายเป็นอานาจอ่อน (soft power) ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปยังวงการนาฏศิลป์ไทยเป็นวงกว้าง เพราะ
เป็นการนาเสนอภาพลักษณ์ความเป็น ‘อีสานใหม่’ ที่แตกต่างไปจาก ‘อีสานเดิม’ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป
ผ่านการนาเสนอของส่วนกลาง ตัวอย่างเช่น ภาพลักษณ์ ‘การนุ่งซิ่นยาว’ แทน ‘การนุ่งซิ่นสั้น’ ดังนั้นจึงเป็น
ที่สิ่งที่น่าสนใจ ที่จะหยิบยกตัวอย่างผลงานนาฏยนิพนธ์ มมส. มาศึกษากระบวนการที่ซ่อนอยู่ ทั้งเบื้องหน้า

3 มหาวิทยาลัยหาสารคาม, วสิ ัยทัศน์/ ปรชั ญา/ พนั ธกิจ/ ปณิธาน, เข้าถงึ เม่อื 8 พฤศจกิ ายน 2563, เขา้ ถึงไดจ้ าก
http://www.web.msu.ac.th/msucont.php?mn=mhistory&paction=SUB_VISIONMSU.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 124

และเบื้องหลังผ้าม่านกั้ง เวทีนาฏยนิพนธ์ มมส. นี้ ที่บางครั้งถูกเรียกอย่างลาลองว่า ‘สายป่า’ เพื่อล้อกับ
แนวทางท่ีสวนทางกบั ส่วนกลาง ในทานองพระ

โดยงานศึกษาชิ้นนี้เป็นการปรับปรุงมาจากภาระงานในรายวิชา 350335 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย
ศิลปากร ของข้าพเจ้านายณฐั วัชร์ อินทรีย์สังวรณ์ และนางสาววรัชญา ประสาทชัย ในชื่อหวั ข้อ ‘กึ่งทศวรรษ
นาฏยนิพนธ์ มมส.’ ในภาคเรียนท่ี 1/2563

วตั ถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาลักษณะของนาฏยนิพนธ์ ภายใต้โครงการ Folk dance skills 7 : Choreography in
traditional styles ระหว่าง พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563

2. เพื่อศึกษากระบวนการและปรากฏการณ์ที่แฝงอยู่ในการผลิตนาฏยนิพนธ์ ภายใต้โครงการ Folk
dance skills 7 : Choreography in traditional styles ระหว่าง พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563

ระเบียบวิธกี ารศกึ ษา

งานศึกษาชิ้นนี้เป็นงานศึกษาเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้กระบวนการวิจัยจากเอกสาร (Documentary
research) ประเภทวิดีทัศน์ที่ถูกเผยแพร่ทางแพล็ตฟอร์มยูทูปเป็นหลัก โดยมีขอบเขตการศึกษา คือ ผลงาน
นาฏยนิพนธ์ภายใต้โครงการ Folk dance skills 7 : Choreography in traditional styles ของคณะ
ศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ระหว่าง พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563
ประกอบด้วย 5 โครงการย่อย คอื โครงการภมู ิ…Proud (พ.ศ. 2559) โครงสาร...อีสาน (พ.ศ. 2560) โครงการ
3T I-san กาลนยิ ม (พ.ศ. 2561) โครงการอสี านพพิ ฒั น์ Prosperity of E-san (พ.ศ. 2562) และโครงการ Tisa
ทิศานุทิศ (พ.ศ. 2563) รวมทั้งสิ้น 59 ชิ้นงาน เนื่องด้วยเหตุสองประการ ประการแรกโครงการในปีดังกล่าว
สามารถสืบหาได้ผ่านช่องทางออนไลนไ์ ด้อยา่ งครบถว้ นทกุ ชุดการแสดง และประการทีส่ องผู้ศึกษามีระยะเวลา
ในการทางานที่จากัด ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ในขณะนั้น จึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลเชิงลึกได้
เทา่ ท่ีควร

ผู้ศึกษาได้มีวิธีการดาเนินการศึกษาแบ่ง 2 วิธี คือ การรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งแต่
ละขั้นตอนมรี ายละเอียด ดังนี้

1. การรวบรวมข้อมูล: ผู้ศึกษาได้แบ่งการรวบรวมข้อมูลออกเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 คือ
การศกึ ษาข้อมูลจากเอกสารและงานวจิ ัย เก่ียวกบั การพัฒนาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ โครงการ Folk dance
skills 7 : Choreography in traditional styles คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ และ

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 125

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่วนแนวทางที่ 2 คือ การศึกษาข้อมูลจากวิดีทัศน์บันทึกการแสดงนาฏยนิพนธ์
มมส. ในช่วงเวลาทกี่ าหนด ในประเดน็ ของเน้ือหา ลักษณะ และวตั ถปุ ระสงค์ของการแสดง

2. การวิเคราะห์ข้อมูล: ผู้ศึกษานาข้อสังเกตุที่ได้จากการศึกษาวิดีทัศน์การแสดงนาฏยนิพนธ์มา
จาแนกประเภท และวิเคราะหก์ ระบวนการและปรากฏการณ์ ท่ีเกิดขน้ึ ในนาฏยนิพนธ์ มมส. กอ่ นจะนาข้อมูลที่
ได้มาเทียบเคียงกับข้อมูลที่ได้จากเอกสารและงานวิจัย เพื่อเข้าใจปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการผลิตนาฏยนิพนธ์
มมส.

ผลการศึกษา

1. ลักษณะของศิลปนิพนธ์ ภายใต้โครงการ Folk dance skills 7 : Choreography in
traditional styles ระหวา่ ง พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563

โครงการ Folk dance skills 7 : Choreography in traditional styles เป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชาทักษะนาฏยศิลป์พื้นเมือง 7 ในรายวิชาเอกนาฏศิลป์พื้นเมืองชั้นปีที่ 4 ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ในแสดง
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษานาฏศิลป์พื้นเมืองอีสาน ที่ผ่านกระบวนการศึกษาทั้งแนวคิด หลักการทฤษฎี และ
ภาคปฏิบัติ ก่อนนามาสังเคราะห์อย่างถูกต้องและมีหลักการ จนเกิดออกมาเป็นชุดการแสดงพื้นเมือง
สร้างสรรค์ ที่นาไปสู่ความก้าวหน้าทางความคิด การวิเคราะห์ และการวิจารณ์แก่ศาสตร์ทางด้าน
ศิลปะการแสดง หรือนาฏยนิพนธ์

จากการศึกษานาฏยนิพนธ์ ภายใต้โครงการ Folk Dance Skills 7 : Choreography in traditional
styles ในระหว่าง พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2563 พบว่ามีนาฏยนิพนธ์การแสดงพื้นบ้านทั้งสิน้ 59 ชิ้น ซึ่งสามารถ
จาแนกประเภทเน้ือหาของการแสดองของแตล่ ะปี ดังนี้

ตารางที่ 1 ตารางแสดงประเภทการแสดงพื้นบ้าน ภายใต้โครงการ Folk Dance Skills 7 : Choreography
in traditional styles ในระหว่าง พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2563

ประวตั ศิ าสตร์ โครงการภมู …ิ Proud (พ.ศ. 2559) อ่ืน ๆ
- อารยวนั ทา วถิ ีชีวติ ประเพณีความเชื่อ วรรณกรรม - ฟ้อนปัญจะมลาช
คันธาวชิ ยั บชู า
- อุแอง่ ฟอ้ น - กลองยาวฮบั ขวญั - คนิงแกว้ สดี า - ฟ้อนแพนหาง
- ฮอยอาลัยองค์ - แพรตุ้มคณุ - เรว กางเก้ียว
ธาตุพนม - - สมมาบญุ คุณธร - คันทามาลา
นินทร์ อธิษฐาน
- เสียงตมุ้

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 126

โครงการภูม…ิ Proud (พ.ศ. 2559

ประวัตศิ าสตร์ วิถชี ีวติ ประเพณีความเชื่อ วรรณกรรม อ่ืน ๆ

- มงั มนู คณู ขา้ ว - นบมาตาอ าลา

- ฮตี สวงเฮอื คณุ

โครงสาร...อสี าน (พ.ศ. 2560)

ประวตั ศิ าสตร์ วถิ ีชีวิต ประเพณคี วามเชื่อ วรรณกรรม อื่น ๆ

- นารายัณชลาสนิ ธ์ุ - ยอญ้องคิงนาง - แหฮ่ อ้ มโฮมขวัญ - สุมณฑานาฏนาง

- เซง้ิ บั้งไฟไทอสิ าน - ฆ้องวอนแถน ย่างแยงยัวระยาตร

พัฒนา - หง้าวนางฟอ้ น – นางแอกไค้ขอฝน -
- ศรทั ธาเทวนมั รุ้ง - บวชควายญาพอ่ - ลาเพลิน

หลวงบวงสรวงปู่ ออนซอนแกว้ ไอค่ า

เผา้ เจ้าโฮงแดง

โครงการ 3T I-san กาลนยิ ม (พ.ศ. 2561)

ประวตั ศิ าสตร์ วถิ ชี ีวติ ประเพณีความเชื่อ วรรณกรรม อืน่ ๆ

- โรบ านาฏกเทว - โสมสอางค์กางกัง้ - ฟอ้ นสะหลอง - ยอยืนน้อม - ฟอ้ นมาตา

เดียสกั การ์ สมมา พรแก้วทศธรรม คณุ ากร

- ลาเพลนิ สะเวนิ ใจ - ศขิ ิณฺฑ ศกฺติ - ฟอ้ นศสั ยมนทาน

- สิรสิ ังกนั ตะ

- เส่ินยา้ ยฟายฟ้อน

- เศกิ มา้ งปรปักษ์

- ผาบสกั กะได

โครงการอสี านพิพฒั น์ Prosperity of E-san (พ.ศ. 2562)

ประวตั ศิ าสตร์ วิถีชีวติ ประเพณคี วามเช่ือ วรรณกรรม อ่นื ๆ

- ยอญอ้ ง ญาแม่ - ลาวญวนฟ้อน - โฮมฟ้อนต้อนรับ - เนียงชระขญม

เมอื ง สะหลอง - โฮมกะธูปบซู า - พะมยั กวั้ กล่อม

- ลีลาผญาซ่ิง - เรือมละออนอร สอง

แกว - อ้วั คาไขคารหสั

- สลองพลสมุ ณุ ฑา -

- เศิกพญาศาสตรา

ยทุ ธ์

- งางามยอ้ ยกอ่ ง

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 127

โครงการอสี านพพิ ฒั น์ Prosperity of E-san (พ.ศ. 2562)

ประวัติศาสตร์ วถิ ีชีวิต ประเพณีความเชื่อ วรรณกรรม อน่ื ๆ

ประวัติศาสตร์ - ลาเพลินเอ้คงิ แปง
-
ส ร ร ส ุ ว ร ร ณ ส ั ง ข์

สวมฮปู

โครงการ Tisa ทศิ านทุ ศิ (พ.ศ. 2563)

วถิ ีชีวติ ประเพณีความเชื่อ วรรณกรรม อื่น ๆ

- บ.ข.ส. - โฮม-ฮอ้ ย-เฮือ-ฮุง - สง่ เมอื เนาฟ้า - ซูซอ้ นนลินี

-ซังบิเยอละเบอออ - ยงโย๋ ยงโย้ - ล าเพลิน Food

- วางมาด วาดทา่ Delivery

จากตารางจะเห็นได้ว่านาฏยนิพนธ์ มมส. สามารจาแนกได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ได้แก่ประเภท
ประวัติศาสตร์ ประเภทวิถีชวี ติ ประเภทประเพณีและความเช่ือ ประเภทวรรณกรรม และประเภทอ่ืน ๆ ซึ่งแต่
ละประเภทก็มลี ักษณะและรายละเอียด ดงั นี้

1. ประเภทประวัตศิ าสตร์: ม่งุ นาเสนอเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของภาคอสี าน ในแงม่ มุ ต่าง ๆ ตั้งแต่
ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคร่วมสมัย อาทิเช่น วิถีชีวิตของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ผูกโยงกับ
ไหดินเผาในการแสดงอุแอ่งฟ้อน (2559) ความศรัทธาของชาวขอมโบราณในดินแดนอีสานต่อพระศิวะในการ
แสดงศรัทธาเทวนัมรุ้ง (2560) พัฒนาการการแสดงหมอลาเพลินช่วง พ.ศ. 2500 ในการแสดงลาเพลินสะเวิน
ใจ (2561) สตรบี รรดาศกั ดภิ์ ายใต้การปกครองแบบอาญาสีใ่ นการแสดงยอญ้อง ญาแมเ่ มือง (2562) เปน็ ตน้

2. ประเภทวิถีชีวิต: มุ่งนาเสนอเรื่องราววิถีชีวิตของคนในภาคอีสาน ในกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ได้
กาหนดระยะเวลาของเหตุการณ์ไว้อย่างชัดเจน เป็นภาพโดยกว้าง อาทิเช่น ค่านิยมสตรีที่ดีในการแสดงยอญ้
องคงิ นาง (2560) วิถชี ีวิตของคนเวยี ตนามและคนไทลาวในท้องถ่นิ ท่ีเช่อื มโยงกนั ด้วยพุทธศาสนาในการแสดง
ลาวญวนฟ้อนสะหลอง (2562) วิถีชีวิตของคนเยอ อ. ราษีไศล จ. ศรีสะเกษ ในการแสดงซังบิเยอละเบอออ
(2563) การเดินทางเขา้ มาทางานในกรงุ เทพฯ ด้วยรถขนส่งสาธารณะในการแสดง บ.ข.ส. (2563) เป็นตน้

3. ประเภทประเพณีและความเชอ่ื : ม่งุ นาเสนอประเพณีและความเชอ่ื ในท้องถน่ิ อีสานในหลากหลาย
รูปแบบ ทงั้ ในลักษณะของการจาลองพิธกี รรม และการตอ่ ยอดแนวคดิ จากความเชื่อออกมาเปน็ การแสดง อาทิ
เช่น การเล่นกลองยาวของชาว อ. วาปีประทุม และประเพณีการรับน้องในมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการ
แสดงกลองยาวฮบั ขวญั (2559) คติการฟ้อนดาบของร่างทรงสตรีในพธิ กี รรมในการแสดงหง้าวนางฟ้อน (2560)
ความเชื่อเรื่องอานาจของขนนกยูงในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในพิธีกรรมในการแสดงศิขิณฺฑ ศกฺติ ( 2561)

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 128

ประเพณีการแห่ต้นกระธูป อ. ภูเขียว จ. ชัยภูมิ ในการแสดงโฮมกะธปู บูซา (2562) ความเชื่อเร่ืองผตี ามคนใน
นครกัณฑ์ ต้นเคา้ ผตี าโขนในการแสดงยงโย๋ ยงโย้ (2563) เปน็ ตน้

4. ประเภทวรรณกรรม: มุ่งนาเสนอวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสาน ซึ่งปรากฏทั้งในรูปแบบของ
วรรณกรรมคาสอนในคัมภีร์ใบลาน วรรณกรรมลากลอนในการแสดงหมอลา และวรรณกรรมมุขปาฐะอธิบาย
สิ่งต่าง ๆ อาทิ ตานานทะสาบดึกดาบรรพ์ บ้านแสนสี จ. ร้อยเอ็ด ในการแสดงเรว (2559) ตานานขุนทึงขุน
เทืองในการแสดงนางแอกไค้ขอฝน (2560) การแสดงหมอลาต่อกลอนทานองอุบล คณะเพชรอุบล เรื่อง นาง
สงกรานต์ในการแสดงสิริสังกันตะ (2561) กลอนลาพญาช้างฉัททันต์ของนางบุญช่วง เด่นดวงในการแสดงงา
งามยอ้ ยก่อง (2562) นิทานขูลูนางอว้ั ตอนเผาศพขูลูนางอั้วในการแสดงส่งเมือเนาฟา้ (2563) เปน็ ต้น

5. ประเภทอื่น ๆ : มุ่งนาเสนอเรื่องราวต่าง ๆ โดยนาความเป็นอีสานเข้าไปผสมผสาน ไม่ได้ชี้ชัด
เจาะจงเป็นประวัตศิ าสต์ วิถีชีวิต ประเพณีและความเชื่อ และวรรณกรรมของภาคอีสาน ได้แก่ ความเชื่อเรื่อง
ของไหว้ครูในวันไหว้ครูในการแสดงฟ้อนปญั จะมลาชบูชา (2559) การเกี้ยวพาราสีระหว่างนกยงู ตวั ผู้กบั นกยงู
ตวั เมยี ในการแสดงฟอ้ นแพนหางกางเกย้ี ว (2559) บุญคุณของแม่ตามมงคลสามสิบแปดประการเพื่อสะท้อนให้
เหน็ ผลของความกตญั ญูในท่ามกลางสังคมที่มขี ่าวการทารา้ ยบุพการีอยู่เนือง ๆ ในการแสดงฟ้อนมาตาคุณากร
(2561) ทะเลบัวแดง อ. กุมภวาปี จ. อุดรธานี ในการแสดงซูซ้อนนลินี (2563) และกระแสการใช้บริการส่ัง
อาหารออนไลนใ์ นการแสดงลาเพลิน Food Delivery (2563)

จากการจาแนกนาฏยนิพนธ์ทั้ง 59 ชิ้นออกมาเป็นประเภทตามกลุ่มทั้ง 5 ทาให้เห็นว่านาฏยนิพน์
เหล่านี้ต่างมุ่งนาเสนอความเป็น ‘อีสาน’ ในหลากหลายมิติแตกต่างกันไป แต่ก็มีแนวทางร่วมกัน คือ การ
นาเสนอความเป็นอีสานดว้ ย ‘ความภาคภูมิใจ’ จึงเปน็ สง่ิ ที่น่าสนใจวา่ ในขณะเบ้ืองหนา้ ผ้าม่านก้นั สงิ่ เหล่าน้ีได้
นา่ จะคือสาส์นหลกั ที่ถกู นาเสนอออกไป แล้วเบ้ืองหลงั ผ้ามา่ นกน้ั การแสดงนัน้ เล่า มอี ะไรท่ีแฝงเรน้ อยู่

ในหัวข้อลาดับต่อไปจึงจะเป็นการเปิดผา้ ม่านกั้นเวทีการแสดงนาฏยนิพนธ์ มมส. ไม่ใช่เพื่อเสพความ
งดงามและความเป็นอสี านในหลากหลายแง่มุมในการแสดง ตามความหมายของถ้อยวลีท่ีมกั ถูกมาใช้เมื่อมีการ
เปิดม่านการแสดงหมอลาเพลินอีสาน แต่เพื่อเข้าใจปรากฏการณ์เบื้องหลังผ้าม่านนั้น หรือกระบวนการที่
เกดิ ขนึ้ ก่อนจะมาเป็นการแสดง รวมถึงปรากฏการณท์ ่ผี ลักดนั ให้เกิดกระบวนการเหล่านี้

2. กระบวนการและปรากฏการณ์ที่แฝงอยู่ในการผลิตนาฏยนิพนธ์ ภายใต้โครงการ Folk dance
skills 7 : Choreography in traditional styles ระหวา่ ง พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2563

2.1 กระบวนการท่แี ฝงอยูใ่ นการผลติ นาฏยนิพนธ์ มมส.

เมอื่ ลองแยม้ ผา้ ม่านที่แบ่งแยกระหวา่ งเบ้ืองหนา้ และเบื้องหลังการแสดงออก จะพบวา่ กว่าก่ึงทศวรรษ
ที่ผ่านมา ภายใต้การสร้างสรรค์ชิ้นงานนาฏยนิพนธ์ มมส. ได้ปรากฏกระบวนการสาคัญ 2 กระบวนการ ที่มี

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 129

พื้นฐานสาคัญมาจากความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวตนท้องถิ่น และวิสัยทัศน์ของมหาวิทยามหาสารคามที่ว่า
“บูรณาการความรู้จากท้องถิ่นสู่สากล”4 นั่นคือ กระบวนการเชิดชูอีสาน และกระบวนการทาให้เป็นอีสาน
ซง่ึ แตล่ ะปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ มรี ายละเอยี ด ดงั ตอ่ ไปนี้

1. กระบวนการเชิดชูอีสาน คือ ความพยายามในการนาเสนออีสานในมุมมองต่าง ๆ ด้วยกลวิธีท่ี
หลากหลาย เพื่อแสดงให้เห็นถงึ ความรุ่งเรอื งทางวัฒนธรรมของภาคอีสานที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร โดยจะเหน็
ได้ว่านาฏยนิพนธ์ตลอดดหา้ ปี ต่างก็มีทิศทางในการสื่อสารไปทางเดียวกัน คือ การนาเสนอความเป็นอีสานใน
มิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ ด้านวิถีชีวิต ด้านวรรณกรรม และด้านประเพณี โดยเน้นเป็นพิเศษ
กับวัฒนธรรมชาวบ้าน ใหไ้ ด้มีพ้นื ทีใ่ นวงการนาฏศลิ ป์ไทยด้วยรูปแบบท่มี ี ‘ความเปน็ ตัวของตวั เอง’ มากขน้ึ

เพราะในหลายทศวรรษท่ผี ่านการนิยามความเป็น ‘ภาคอีสาน’ ในวงการนาฏศลิ ป์ ถูกจากดั อยู่ภายใต้
การชี้นาของวิทยานาฏศิลป์ ทั้งสามแห่งในภาคอีสาน แม้การเกิดขึ้นของวิทยาลัยเหล่าน้ีจะเปิดพื้นที่ใหว้ งการ
นาฏศิลป์อีสานได้มีพื้นที่ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แต่ภาพลักษณ์เหล่านั้นก็ล้วนถูกผลิตขึ้น
บนพื้นฐานแนวคิดจักรวาลกรุงเทพ ที่กดให้วัฒนธรรมที่ต่างภูมิภาคภายใต้ขอบเขตอานาจของรัฐไทย
มสี ถานภาพต่ากว่าวัฒนธรรมศนู ย์กลาง ความเปน็ อสี านในวงการนาฏศลิ ป์ต้งั แตใ่ นชว่ ง 2500 เป็นต้นมา จงึ ถูก
ครอบดว้ ยกรอบของความเปน็ ‘วัฒนธรรมชาวบ้าน’ ทไ่ี ม่สามารถเทยี บไดก้ ับวัฒนธรรมส่วนกลาง ไมว่ ่าจะเป็น
ความสวยงามหรือความลึกซึ้ง ดังคากล่าวที่ว่า “แต่เดิมเซิ้งอีสานจริงๆ ไม่มีท่าทางอะไรมีแต่กินเหล้ายกไม้
ยกมือสะเปะสะปะให้เข้ากับจังหวะเสียงกลองไปตามใจ โดยไม่คานึงถึงความสวยงาม นอกจากให้เข้าจังหวะ
กลอง ตบมอื ไปตามฤทธิ์เหลา้ ”5

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมอีสาน ตามแบบฉบับเดิม โดยเฉพาะในด้านนาฏศิลป์ไม่เคย
ไปไกลกว่าคาว่า ‘สนุกสนาน’ และดูเหมือนว่าการยอมรับความสนุกสนานนั้นจะสะท้อนมุมมองถึงความคิด
ที่ตัดสินว่าวัฒนธรรมดังกล่าวไม่มีแก่นสารใด จนไม่อาจยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง หากไม่ได้รับการยึดโยงเข้ากับ
ส่วนกลาง ตัวอย่างทีเ่ ห็นได้ชัดเชน่ ช่ือการแสดง อยา่ งการแสดงลาตังหวายที่ปรากฏช่ือเรียกในเอกสารท่ีตีพิมพ์
ใน พ.ศ. 2525 ว่า ‘ราตังหวาย’ (ภาพที่ 1) แทนทจ่ี ะเปน็ คาวา่ ‘ลา’ ทีแ่ ปลว่าการขบั ร้องตามด้ังเดิม กลบั ใช้คา
วา่ ‘รา’ แงห่ นึง่ อาจมีความผดิ พลาดในการถา่ ยเสียง แตแ่ งห่ น่ึงก็สะท้อนความพยายามผูกโยงวัฒนธรรมอีสาน
เข้ากับความเป็นศนู ย์กลางที่เหนอื กวา่ เพือ่ ให้การแสดงอสี านเปน็ ที่ยอมรบั

4 มหาวิทยาลัยหาสารคาม, วสิ ัยทศั น์/ ปรชั ญา/ พนั ธกจิ / ปณิธาน, เข้าถึงเม่อื 8 พฤศจกิ ายน 2563, เขา้ ถึงไดจ้ าก
http://www.web.msu.ac.th/msucont.php?mn=mhistory&paction=SUB_VISIONMSU.

5 โครงงานบรู ณาการ O-Net 3 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ โรงเรยี นนวมนิ ทราชนิ ทู ศิ สวนกหุ ลาบวทิ ยาลยั ปทมุ ธานี, การ
แสดงภาคตะวันออกเฉียงเหนอื , เข้าถึงเมอ่ื 5 พฤศจกิ ายน 2563, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
http://skp.ac.th/ONet/307/northeast/www/art.html.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 130

ภาพท่ี 1 เอกสารระบชุ อื่ ‘ราตังหวาย’ ใน พ.ศ. 2525
(ท่มี า: หอสมดุ แห่งชาติเฉลมิ พระเกยี รติ ร. ๙ นครราชสีมา, ราตงั หวาย, เขา้ ถงึ เมือ่ 5 พฤศจิกายน 2563,

เข้าถึงไดจ้ าก https://www.finearts.go.th/nlt-korat/view/19764-ราตงั หวาย.)
แต่ลักษณะของนาฏยนิพนธ์ มมส. นั้นแตกต่างออกไปจากนั้น กล่าวคืองานทุกชิ้นต่างพยายามนา
ความเป็น ‘ท้องถิ่น’ ออกมาแสดงโดยไม่ได้ยึดโยงกับวัฒนธรรมส่วนกลางเป็นหลัก โดยแสดงได้เห็นได้อย่าง
ชัดเจนจากชื่อการแสดงจานวนหนึ่ง ที่เลือกใช้การสะกดอักขระวิธีตามสาเนียงท้องถิ่น ไม่ใช่ลักษณะของการ
ปริวรรต (เขียนรูปไทย แต่ออกเสียงตามสาเนียงท้องถิ่น) เช่น ฟ้อนสะหลองสมมา (2561) แทนที่จะเป็นฟ้อน
ฉลองสมมา ลาเพลินเอค้ ิงแปงสรรสุวรรณสังขส์ วมฮูป (2562) แทนที่จะเปน็ ราเพลนิ พระสังข์สวมรูป โฮม-ฮอ้ ย-
เฮือ-ฮุง (2563) แทนที่จะเป็น รวมร้อยเรือรุ่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาถิ่นไปเลยอย่าง ซังบิเยอ
ละเบอออ (2563) พะมัยกว้ั กลอ่ มสอง (2562) ผาบสักกะได (2561) อกี ด้วย
ไมเ่ พยี งเทา่ นนั้ จากการศกึ ษาลักษณะการแสดงอยา่ งละเอยี ด ทัง้ เรอื่ งขององคป์ ระกอบ ท่า และดนตรี
ยังพบอกี วา่ กระบวนการนาความเปน็ ท้องถ่นิ ไปสู่ความเป็นสากล หรอื การเปน็ ที่ยอมรับถึงคณุ ค่า ตามแนวทาง
ของ มมส. ยังสามารถจาแนกเปน็ 2 รูปแบบใหญ่ น่นั คอื การนาเสนอแบบไม่อิงกับวัฒนธรรมสว่ นกลาง และ
การนาเสนอแบบอิงแอบกับวัฒนธรรมส่วนกลาง โดยการนาเสนอทั้งสองแบบก็มีลักษณะงานและการ
นาเสนอแตกต่างกันไป ดงั นี้

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 131

1.1 การนาเสนอแบบไมอ่ งิ กับวฒั นธรรมส่วนกลาง
ในรูปแบบแรกเน้นการนาเสนอ ความเป็นท้องถิ่นออกมาโดยไม่สนใจวัฒนธรรมส่วนกลาง มุ่งให้เห็น
ความสมจริงตามธรรมชาตขิ องท้องถิ่น มเี พียงการจัดรูปแบบให้มคี วามเปน็ ระเบียบและพร้อมเพรยี ง เช่น การ
แสดงเซิ้งบั้งไฟไทอีสานพัฒนา (2560) ที่ผู้แสดงหลักมีการใช้อุปกรณ์อย่างนกหวีดในการแสดง ตามแบบการ
เซิ้งบั้งไฟอีสานในยุค 2500 เป็นต้นมา ซึ่งผู้นาเซิ้งในขบวนจะใช้การเป่านกหวีดในการให้สัญญาณเปลี่ยนท่า
การแสดงลลี าผญาซิ่ง (2562) ผู้แสดงจะไมย่ ิ้มในขณะแสดงช่วงแรก ตามแบบหางเคร่ืองหมอลาสมยั ก่อน ท่ีจะ
ไม่ยมิ้ ระหว่างแสดง การแสดงกลองยาวฮับขวญั ผ้แู สดงผ้หู ญงิ ทาผมส้ัน ใสร่ องเท้าแตะคีบ ตามแบบผูแ้ สดงเซ้ิง
ในขบวนกลองยาวของชาวบ้าน เปน็ ตน้ (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 ตวั อยา่ งการนาเสนอความเป็นทอ้ งถน่ิ แบบไม่องิ กับวฒั นธรรมสว่ นกลาง

1.2 การนาเสนอแบบอิงแอบกับวัฒนธรรมส่วนกลาง
ในขณะทรี่ ูปแบบหลังนีจ้ ะมลี ักษณะการนาเอาต้นทนุ ทางวัฒนธรรมในท้องถ่ิน มาผสมเข้ากับแนวทาง
ของวัฒนธรรมสว่ นกลางดา้ นนาฏศิลป์ โดยมีลกั ษณะของ ‘การตอ่ รอง’ ไมใ่ ช่ ‘การยอมรบั ’ ระหว่างความเป็น
ไทย และความเป็นลาว ซึ่งมีนัยยะถึงความเป็นพื้นบ้าน และในเวลาเดียวกันก็มีนัยยะถึงความเป็นล้านช้าง
อู่อารยธรรมสาคญั ในพ้นื ทภ่ี าคอีสาน เพื่อเชิดชูมรดกทางวัฒนธรรมทอ้ งถ่ินอีสาน ในทานองเธอทาได้ฉนั ก็ทาได้
เช่น การแสดงสลองพลสุมุณฑา (2562) ที่ผู้ศึกษาได้นาเอาวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่อง ท้าวโสวัจ มาแสดงตาม
แบบแผนการเล่าเรื่องการแสดงนางจันทร์ตรวจพล ในละครเรือ่ งพระร่วง โดยเปล่ียนเปน็ การตรวจพลของนาง
สุมุณฑาที่ขึ้นครองนครแทนพระสวามี และใช้การแต่งกายแบบพื้นเมือง อีกทั้งบทร้องทานองท้องถิ่น (ในการ
แสดงดงั กล่าวใช้ทานองขับพวนเมอื งเชียงขวาง - ภาพที่ 3)
หรือสุมณฑานาฏนาง ย่างแยงยัวระยาตร (2560) ที่กล่าวถึงการเดินทางไปชมสวนของนางสุมณฑา
ในตอนต้นเรื่องของวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่อง สินไซ ก็ได้มีแบบแผนการแสดงตามแบบการแสดงชมสวน ท่ี
ปรากฏในวงการนาฏศิลป์ไทยอย่างการแสดงนางเกนหลงชมสวน แต่ก็ให้ตัวแสดงหลักอย่างนางสุมณฑา

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 132

แตง่ กายด้วยชดุ แบบหลวงพระบาง กล่าวคอื นุง่ ซมิ่ ยาวเกอื บกอมเท้า สวมเสอ้ื ปั๊ด ทบั ดว้ ยสไบ เกล้าผมเป็นมวย
ประดับด้วยเส้นทอง เช่นเดียวกับตัวละครประกอบอื่น ๆ ก็แต่งกายแบบท้องถิ่นอีสาน คือผู้หญิงนุ่งซ่ินยาว
เกอื บกอมเทา้ ห่มสไบ เกล้าผมเฉยี ง ในขณะทผ่ี ูช้ ายไม่สวมเสื้อ และนุ่งผา้ สนั้ (ภาพที่ 4)

ภาพที่ 3 ภาพเปรียบเทียบการแสดงนางจนั ทรต์ รวจพลกับการแสดงสลองพลสุมณุ ฑา

ภาพที่ 4 ภาพเปรยี บเทียบการแต่งกายแบบหลวงพระบาง กับการแต่งกายตัวแสดงหลกั ในการแสดง
สมุ ณฑานาฏนาง ยา่ งแยงยัวระยาตร

กล่าวเปรียบเทียบโดยง่ายกับ ‘อาหาร’ คือ ในขณะที่การนาเสนอการการเชิดชูแบบไม่อิงกับ
วัฒนธรรมส่วนกลาง ก็เหมือนการนาเสนอความเป็นอาหารแบบดั้งเดิมอีสาน ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และ
รสสมั ผสั ในขณะทกี่ ารนาเสนอการเชดิ ชูแบบอิงแอบกบั วัฒนธรรมส่วนกลาง กเ็ หมือนการนาวัตถุดิบจากอีสาน
ไปปรุงด้วยขั้นตอนหรือส่วนผสมบางประการจากภายนอก จนได้ออกมาเป็นอาหารอีสานรูปแบบใหม่
ที่รูปลักษณ์ต่างออกไป แต่ก็ยังคงรสสัมผัสและกลิ่นอายความเป็นอีสานได้เหมือนอาหารแบบดั้งเดิม ลักษณะ
ของการต่อรองที่เกิดขึ้นในการนาความเป็นอีสานที่ปรากฏในนาฏยนิพนธ์นี่เอง ที่สะท้อนกระบวนการอีก
ประการหนึ่งทเี่ กดิ ขน้ึ น่ันกค็ อื ‘กระบวนการทาใหเ้ ป็นอสี าน’

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 133

2. กระบวนการทาให้เป็นอีสาน: คือ ความพยายามในการใส่ดีเอ็นเอความเป็นอีสาน ลงไปในการ
แสดงนาฏยนิพนธ์ เพื่อแสดงความภาคภูมิใจในท้องถิ่นตามที่ปรากฏค่านิยมองค์กรในตอนหนึ่งที่ว่า “O
(Ownership) ความรู้สึกเป็นเจ้าของบ้านและภาคภูมิใจในศาสตร์และศิลป์”6 จึงทาให้เกิดนาฏยนิพนธ์ที่มีทั้ง
ลักษณะของการต่อรองระหว่างความเป็นท้องถิ่นและความเป็นส่วนกลางอย่างมีชั้นเชิง และลักษณะของ
การนาเอาความเป็นท้องถิ่นมารับใช้สังคม สอดรับกับปรัชญาของคณะที่ว่า “ศิลปกรรมศาสตร์สร้างสรรค์
ชาตแิ ละพัฒนาสงั คมมนุษย์”7 โดยทัง้ 2 ลักษณะมรี ายละเอยี ดดังนี้

2.1 ลักษณะของการต่อรองระหวา่ งความเป็นท้องถิ่นและความเปน็ สว่ นกลางอยา่ งมีช้ันเชิง
ในลักษณะแรกเมื่อมองดผู วิ เผินจะคลา้ ยกับแนวทางที่วทิ ยาลยั นาฏศิลป์ได้ทาไปแลว้ ในช่วงก่อนหน้านี้
แตเ่ มื่อพิจารณารูปแบบท่ีส่ือสารออกมา จะพบว่าการต่อรองท่เี กิดขึ้นไม่ใช่การยอมรับว่าวัฒนธรรมของตนน้ัน
มคี วามต่าตอ้ ย จนตอ้ งเอาตัวเองไปผูกโยงกับวัฒนธรรมสว่ นกลาง แต่คือการแสดงใหเ้ หน็ วา่ วัฒนธรรมของตนก็
มีดี แบบวัฒนธรรมส่วนกลาง ดังที่อธิบายไปแล้วในกระบวนการเชิดชูอีสาน โดยลักษณะเด่นที่พบในการ
ต่อรองที่เกิดขนึ้ มที ั้งการแต่งกาย การใช้ทา่ และรปู แบบการแสดง
อย่างในกรณีการแสดงคนิงแก้วสีดา (2559) ผู้สร้างสรรค์ได้นาเอาวรรณกรรมเรื่องพระลักพระลาม
จากหนังสือผูกวัดเหนือ จ. สกลนคร และการแสดงหมอลาต่อกลองเรื่องรามเกียรติ์ทานองขอนแก่น คณะ
รัตนศิป์อินตาไทยราษ มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน ก็ได้ออกแบบให้พระลักพระลาม (พระลักษณ์พระราม) ใน
ทอ้ งเรอื่ ง แม้จะทรงเคร่ืองประดับกษตั ริยด์ ว้ ยชฎา สังวาล และพาหุรัดตามอย่างละครไทย กย็ งั ใส่ผ้านุ่งส้ัน ตุ้ม
(หม่ ) ผ้าขดิ อย่างชายชาวอีสาน ที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฮูปแต้มภายในสิม เช่นเดียวกับตวั ละครอื่น ๆ ในขณะ
ที่นางสีดาในเรื่อง แม้โดยรวมจะเป็นการแต่งกายแบบภาคกลาง ผู้สร้างสรรคก์ ็เลือกใช้ผา้ โฮลจากอีสานใต้เปน็
ผ้านุ่ง แทนการใช้ผ้ายก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อศึกษาให้ลึกลงไป ก็จะพบว่าศิราภรณ์ต่างถูกออกแบบตามภาพ
จิตรกรรมภายในสิม ทถ่ี กู เขยี นขึ้นโดยชาวอีสานอีกด้วย (ภาพที่ 5)

6 คณะศลิ ปกรรมศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, ยทุ ธศาสตร์ ค่านยิ มองคก์ ร, เข้าถึงเม่ือ 8
พฤศจิกายน 2563, เข้าถงึ ไดจ้ าก https://fineart.msu.ac.th/th/ยุทธศาสตร์-ค่านยิ มองค์กร/.

7 คณะศลิ ปกรรมศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ปรัชญา/วสิ ยั ทศั น/์ พันธกิจ, เข้าถึงเมือ่ 8
พฤศจกิ ายน 2563, เข้าถึงได้จาก https://fineart.msu.ac.th/th/ปรชั ญาวิสัยทศั นพ์ นั ธกิจ/.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 134

ภาพที่ 5 การแสดงคนิงแก้วสีดาเปรยี บกบั การแตง่ กายแบบกษัตริย์ท่นี ิยมการเขียนฮปู แต้มประดับสมิ
หรือในกรณีการแสดงอารยวันทา คันธาวิชัย (2559) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพระพุทธรูปศิลปะ

ทวารวดีใน จ. มหาสารคาม ซึ่งเป็นที่เคารพศรทั ธาของประชาชน ก็ได้เอาท่าจากระบาทวารวดี ที่ประดิษฐ์ข้นึ
โดยกรมศิลปากรมาใช้ โดยเพิ่มความเป็นอีสานด้วยจังหวะการย่อเท้าที่เน้นสะโพก เน้นการเคลื่อนไหว ซึ่ง
แตกต่างระบาทวารวดีแบบเดิมที่เน้นการบิดเท้า งอแขน อยู่กับที่ ทั้งมีการนาเครื่องดนตรีพื้นเมืองอย่างแคน
และโหวดมาใช้ในการบรรเลงเพลงตลอดทง้ั การแสดง แทนการใช้ซอบรรเลงตามแบบเดมิ (ภาพที่ 6)

ภาพท่ี 6 เปรยี บเทียบระหวา่ งการแสดงอารยวนั ทา คันธาวชิ ยั และระบาทวารวดี
ไม่เพียงเท่านั้นการต่อรองที่เกิดขึ้นอีกประการท่ีน่าสังเกต คือ การพยายามอธิบายถึงการนุ่งซ่ินสั้นวา่
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง 2500 เป็นต้นมา ในทานองที่ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับว่าคือวัฒนธรรมดั้งเดิม
เพียงแต่เป็นการพัฒนาที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของภาคกลาง โดยหากสังเกตจะพบการแสดงหลายชุดที่นุ่งซิน่
สั้น ตามแบบที่ผู้คนคุ้นเคย จะถูกกากับด้วยชื่อ หรือที่มาที่แสดงถึงความเป็นการแสดงว่าอยู่ในยุคร่วมสมัย
อยา่ งเซิง้ บัง้ ไฟไทอีสานพฒั นา (2560) กลองยาวฮบั ขวัญ (2559) ลาเพลนิ ออนซอนแกว้ ไอค่ า (2560) ลาเพลิน
สะเวนิ ใจ (2561) และลีลาผญาซงิ่ (2562) น่าสนใจวา่ ในกรณนี ี้จงึ จะเหน็ การใช้รปู แบบการแสดงอยา่ งลาเพลิน
และลาซง่ิ ซึ่งถูกพฒั นาขน้ึ ในภายหลังในการแสดง เพอ่ื ตอ่ รองและเผยแพรค่ วามเข้าใจ

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 135

2.2 ลักษณะของการนาเอาความเปน็ ท้องถ่ินมารบั ใช้สังคม

ในลักษณะสุดท้ายที่เกิดขึ้น คือ การนาเอาศิลปวัฒนธรรมอีสานมารับใช้สังคม ทั้งแง่ของการนา
การศึกษาทางประวัติศาตร์โบราณคดีมาต่อยอด อย่างในกรณีของการแสดงศรัทธาเทวนัมรุ้ง (2560)
ผสู้ ร้างสรรคไ์ ด้นาองคค์ วามรทู้ างโบราณคดีจากการศึกษาปราสาทหินพนมรุง้ จ. บรุ รี มั ย์ มาสรา้ งเปน็ การแสดง
ท่ีสื่อถึง ‘ความเช่ือ ความศรทั ธา ของชาวขอมในท้องถิ่นทีม่ ีในสมยั ขา้ งต้นต่อเทวสถาน’ โดยสอ่ื ให้เห็นถึงความ
เป็นท้องถิ่นอีสานด้วยการเลือกใช้วงกันตรึมอย่างอีสานใต้บรรเลง และใช้นักร้องท้องถิ่นอย่างน้าผึ้ง เมือง
สุพรรณเป็นผู้ร้องประกอบด้วยบทร้องไทยผสมเขมรท้องถิ่น ที่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาทางโบราณคดีเรื่อง
ความเชื่อไศวะนิกายในพน้ื ท่ี ซง่ึ ไม่เคยปรากฏบทร้องเนื้อหาเช่นนี้มากอ่ นในการบรรเลงกันตรึมแบบเดมิ

หรือการสะทอ้ นปรากฏการณ์ทางสงั คมทเ่ี กิดขึ้น อยา่ งการแสดงชุด บ.ข.ส. (2563) เลือกนาเสนอภาพ
ของการเข้ามาทางานในกรุงเทพของคนอีสาน ที่มีฉากหลังคือท่ารถ จ. นครราชสีมา ด้วยเครื่องดนตรีอีสาน
อยา่ งพิณเป็นตัวหลักในการบรรเลง การแสดงชดุ ลาเพลิน Food Delivery (2563) เลือกนาเสนอปรากฏการณ์
ธุรกิจการส่งั อาหารออนไลน์ดว้ ยการแสดงตามขนบหมอลาเพลินและการเลือกใช้ผา้ ขาวม้าเป็นองค์กระกอบใน
เครื่องแต่งกาย การแสดงซูซ้อนนลินี (2563) เลือกนาเสนอแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดง จ. อุดรธานี ด้วย
ทานองเพลงอีสาน และเครื่องแต่งกายที่สื่อถึงดอกบัวแดงในรูปลักษณ์ของซิ่นยาว ห่มสไบ ไว้มวยเฉียงตาม
แบบวฒั นธรรมลา้ นช้าง

มากกว่านั้นการรับใช้สังคมด้วยศิลปวัฒนธรรมอีสานที่เกิดขึ้น ยังคือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ
สร้างสรรค์สังคมที่ดี อย่างในกรณีของการแสดงฟ้อนมาตาคุณากร (2561) ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์
คือ “สืบสาน สงั่ สม และสรา้ งคณุ คา่ ใหแ้ ก่สงั คมในรูปแบบฟ้อนอสี าน” ในประเด็นเรื่องความกตญั ญูต่อบุพการี
ซึ่งเพื่อการนี้ผู้สร้างสรรค์ได้เลือกใช้ทั้งดนตรีแบบอีสาน พร้อมด้วยเนื้อร้องภาษาถิ่นในการส่งสาส์น และได้
เลือกใช้เครื่องแต่งกายที่สะท้อนความเป็นท้องถิ่นอีสาน ตามแบบที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามต้องการสื่อ คือ
การนงุ่ ผ้าซ่ินตอ่ ตนี ยาว หม่ สไบ เกลา้ มวยเฉยี ง เปน็ เคร่อื งแต่งกายของนกั แสดงอีกด้วย

โดยสรุปจากทั้งสองลักษณะจะเห็นได้ว่าการแสดงความเป็นภาคอีสาน หรือทาให้การแสดงที่ปรากฏ
สู่สายตาเป็นอีสานตามแบบฉบับนาฏยนิพนธ์ มมส. ปรากฏทงั้ การแตง่ กายทนี่ ยิ มใหผ้ ู้หญิงนงุ่ ซ่ินยาว ไวผ้ มมวย
เฉียง ห่มสไบ ในขณะที่ผู้ชายนิยมให้นุ่งส้ันเหนือขึ้นมาจากเข่า การใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างแคน พิณ และ
ซอกันตรึม การใช้รปู แบบการแสดงอย่างการแสดงลาเพลินและลาซ่ิง และการใช้ภาษาทั้งในบทรอ้ งและชือ่ ชุด
การแสดง

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 136

2.2 ปรากฏการณ์ท่แี ฝงอยู่ในการผลิตนาฏยนิพนธ์ มมส.

กระบวนการที่เกิดขึ้นในนาฏยนิพนธ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทั้งการเชิดชูอีสานและการทาให้เป็น
อีสาน นอกจากตอบสนองต่อปรัชญา พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และค่านิยมองค์กรของคณะศิลปกรรมศาสตร์และ
วัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับ
พื้นบ้านและชาติแล้ว แง่หนึ่งยังสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์การตื่นตัวของกระแสท้องถิ่นนิยมในภาคอีสาน
ในการลุกขึ้นมาอธิบายตัวตนที่แท้จริงของคนอีสาน โดยเฉพาะในวงการนาฏศิลป์ ภายหลังถูกแนวคิดจักรวาล
กรงุ เทพ ฯ กดทบั ไวม้ าอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่อีสานได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติสยามโดยสมบูรณ์ ผ่านการดาเนินนโยบายมณฑล
เทศาภิบาล และการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน ภายหลังเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ส่วนกลางหรือกรุงเทพ ฯ
ก็ได้กลายมาเป็นผู้กาหนดภาพลักษณ์ของอีสานมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะหรือ
วัฒนธรรม ด้วยมุมมองแบบจักรวาลกรุงเทพ จึงเป็นผลใหท้ ้องถิ่นอีสานไม่สามารถนิยามตัวตนทีแ่ ท้จริง ทั้งยัง
ต้องน้อมรบั ภาพลักษณ์ของดินแดนที่หา่ งไกล กันดาร และล้าหลัง เสมอื นหนง่ึ ‘แดนเนรเทศ’ ที่สว่ นกลางมอบ
ใหอ้ ยา่ งเหยยี ดหยัน

กระทง่ั เมื่อเกดิ การเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซ่ึงเปดิ โอกาสให้คนสยามในทุกภูมิภาคมีส่วน
ในการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านระบอบประชาธิปไตย คนอีสานจานวนหนึ่งสามารถก้าวขึ้นมาแสดงออก และ
เคลื่อนไหวทั้งการเมืองและวัฒนธรรมบนสานึก ‘ท้องถิ่นนิยม’ ภายหลังจากที่ถูกปิดกั้นมาอย่างนาน โดยเกิด
ท้ังจากการเขา้ ไปมบี ทบาทของนกั การเมืองท้องถิน่ ในการบริหารประเทศ ทท่ี าใหเ้ กิดการผลักดนั นโยบายที่เป็น
ประโยชน์ต่อผู้คนในภูมิภาค และจากการสร้างความเป็นชาตินิยมทั้งของรัฐไทยและขบวนการกู้ชาติในลาวท่ี
เข้ามาเคล่อื นไหวในพ้ืนที่ ซ่งึ ประกอบด้วยนกั การเมือง ปัญญาชน และประชาชน จึงทาให้เกิดการต่ืนตัวในการ
ค้นหาความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคนอีสาน โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายที่มาที่แท้จริงของ
ตนเอง เป็นผลให้เกิดการผลิตงานศึกษาเอกสารยุคจารีต อันได้แก่ เพ็ชรพื้นเมืองเวียงจันทร์ ของ ทองพูล
ครีจักร ศกึ ษาเอกสารพ้ืนเวียงซึ่งกลา่ วถึงเหตุการณ์กบฏเจ้าอนวุ งศ์ และกาพย์บั้งจุ้มของชนชาติไทย ของพระ
ธรรมราชานวุ ัตร ศกึ ษาเอกสารพน้ื ขุนบรม

การเติบโตของท้องถิ่นนิยมในการอธิบายตัวตนของตนเองยิ่งมีมากขึ้น เมื่อเกิดการออกแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงหลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา เพราะด้วยกรอบคิดของรัฐไทยที่มุ่งพัฒนา
เศรษฐกิจของประเทศให้ทดั เทยี มกบั ระบบเศรษฐกจิ ของโลกทุนนิยม จึงทาใหเ้ กดิ กรอบวาทกรรมทีม่ อบอานาจ
ให้รัฐไทยสร้างคุณค่าหรือแปลความหมายให้กับทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของงรัฐ ให้เป็นทรัพยากรในการ
ตอบสนองต่อความต้องการในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม จึงทาให้องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ และมรดก
วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ได้รับความสนใจในการสร้างคุณค่าแตกออกเป็นสองประการ

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 137

ประการแรกเพื่อเป็น ‘สินค้าทางวัฒนธรรม’ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในขณะที่ประการที่สองเพื่อ ‘สร้าง
สานึก’ ถึงความเปน็ พลเมืองผ่านการรับรู้เอกลกั ษณ์ของชาติ

ความสนใจอยา่ งหลังสอดรบั กับเบ้ืองหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ทม่ี ุ่งเน้นการกาจัดภัยคอมมิวนิสต์ให้
ไมส่ ามารถแผ่อิทธิพลเข้ามาในประเทศไทย เพราะการเข้ามาจัดการมรดกวัฒนธรรมความทรงจาภายในชุมชน
ในเวลาเดียวกนั ก็คือ การเข้ามาส่งผ่านองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของชาติผ่านวาทกรรมการพัฒนา เพื่อทา
ใหเ้ กดิ สานกึ ความเป็นชาติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จึงไม่แปลกที่ภาพลักษณ์อสี าน โดยเฉพาะในด้านมรดก
วัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น จะมีอิงแอบกับความเป็นส่วนกลาง และยังคงมีสถานต่ากว่าวัฒนธรรม
ส่วนกลางอยู่ อย่างในกรณขี องการแสดงนาฏศลิ ป์

แต่ผลของการพยายามเข้าไปจัดการกับวัฒนธรรมเหล่านี้ พร้อมๆกับการเริ่มให้ความสาคัญในการ
พัฒนาประเทศด้วยการศึกษา ก็ทาให้เกิดการเข้าไปจัดตั้งสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในภาคอีสาน
ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใน พ.ศ. 2506 วิทยาลัยวิชาการศึกษา วิทยาเขตมหาสารคาม พ.ศ. 2511 และ
วิทยาลัยครูในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น จ. อุบลราชธานี จ. อุดรธานี จ. สุรินทร์ จ. เลย เป็นต้น
สถาบันการศึกษาเหล่านี้ไม่เพียงทาหน้าผลิตนักศึกษาที่มคี ุณภาพในการขบั เคล่ือนเศรษฐกิจ แต่ยังมีสว่ นอย่าง
มากในการศกึ ษาประวัตศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรมท้องถ่นิ ของพ้นื ทีต่ า่ ง ๆ ทัว่ ภาคอสี าน

ยิ่งภายหลังนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา ที่ส่งเสริมการและ
กระจายอานาจสู่ท้องถิ่นให้ได้เรียนรู้เร่ืองราวท้องถิ่นของตนมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องยึดกับความเป็นส่วนกลาง
ตามการเฟื่องฟูของกระแสประชาธิปไตยจากเหตกุ ารณ์ 14 ตุลา ก็ยิ่งทาให้สถาบนั อุดมศกึ ษาให้ความสนใจใน
การศึกษาวัฒนธรรมท้องถิน่ มากขึน้ และส่งผลกระตุ้นให้ปราชญ์พื้นบ้านได้เข้ามีบทบาทในการเคลื่อนไหวทาง
วัฒนธรรม จงึ ทาให้เกดิ การผลิตงานวิชาการต่าง ๆ ออกมาเพื่อพยายามอธิบายความเป็นท้องถิ่นอีสาน โดยคน
อีสานอย่างแท้จริงมากขึ้น เป็นพิเศษในช่วงหลังทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เอื้อให้
ความเป็นท้องถิ่นมีพนื้ ที่มากขึน้ ในสว่ นต่าง ๆ ความเปน็ ท้องถ่ินนยิ มจึงยิ่งเตบิ โต และได้รบั การยอมรับตามเป็น
จรงิ ตามลาดับ

หนึ่งในนั้นก็คือ ‘นาฏยนิพนธ์ มมส.’ ภายใต้โครง Folk dance skills 7 : Choreography in
traditional styles คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ที่ได้ก่อตั้งคณะขึ้นใน พ.ศ. 2545 ซึ่งได้
พยายามอย่างยิ่งยวด ที่ได้จะนาเสนอภาพลักษณ์ของ ‘อีสานใหม่’ ที่ไม่ล้าหลัง และไม่เป็นรอง โดยเฉพาะใน
วงการนาฏศิลป์ ให้ออกสู่สาธารณะ ด้วยการบูรณาการศาสตร์และความรู้ทั้งจากปราชญ์ท้องถิ่น ซึ่งได้เข้าไป
เป็นอาจารย์พิเศษภายในคณะ ตัวอย่างเช่น นางฉวีวรรณ ดาเนิน ศิลปินแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2535 สาขา
ศลิ ปะการแสดงหมอลา เขา้ กับองคค์ วามรนู้ าฏศิลปส์ ่วนกลางจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณาวุฒิ เช่น ศาสตราจารย์

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 138

กิตติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร. เกิดศิริ นกน้อย (ผู้กากับร่วมในโขน
พระราชทาน)

บทส่งท้าย: นค่ี อื การตื่นตัวของกระแสทอ้ งถน่ิ อย่างแทจ้ ริง ?

ภาพลักษณ์อีสานภายใต้รูปลักษณ์การนุ่งซิ่นยาวอย่าง มมส. นอกจากให้ความสวยงามแปลกตาไป
จนถกู เรียกกนั อย่างลาลองว่า ‘สายป่า’ แทจ้ ริง คือ ตวั แทนของการต่ืนข้ึนของพลงั ในท้องถ่ิน ซ่งึ สั่งสมมาอย่าง
ยาวนาน นบั ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ทพ่ี ยายามนิยามตัวตนบนพ้ืนที่สาธารณะวา่ ‘ฉนั เป็นใคร’ และความเป็นฉันน้ัน
‘ไม่เป็นรอง’ เพื่อคัดง้างกับรูปลกั ษณ์การนุ่งซิน่ สัน้ ที่แทนถึงการต้องยอมจานนเปน็ รองส่วนกลาง ในการยอม
เป็นเหมอื น ‘ตัวตลก’ เพือ่ ใหไ้ ด้รบั การยอมรับ จนต้องเปน็ ในสิง่ ที่ไมใ่ ชต่ วั ตนมาอย่างยาวนาน สอดคล้องกับช่ือ
โครงการในแต่ละปี ที่ต่างมุ่งแสดงให้เห็นความภูมิใจในตัวตนของตน (ภูมิ) ที่ต้องการสื่อสารออกไปยังทุกคน
(สาร…อีสาน) ซึ่งไมว่ า่ จะผา่ นไปนานแค่ไหนตวั ตนเหล่านนั้ ก็ไมเ่ คยล้าสมัยไม่เคยเป็นปมด้อย (กาลนิยม) ทั้งยัง
มีความเจรญิ งอกงาม (อสี านพพิ ัฒน์) และคอื ตัวแทนของพวกเขาในพน้ื ท่ตี า่ ง ๆ (ทิศานุทิศ)

กระนนั้ ก็ตามกน็ ่าสนใจวา่ แม้จะกล่าวว่าศลิ ปนิพนธ์ มมส. เป็นภาพแทนการต่นื ตวั ของกระแสท้องถ่ิน
นยิ มในภาคอสี าน กย็ ังไม่อาจจะกล่าวไดอ้ ย่างเต็มปากเสยี ทเี ดยี ว เพราะเมื่อพินจิ และจาแนกผลงานศิลปนิพนธ์
เหล่านั้นออกมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในท่ามกลางความตระการตา เรื่องราวของอีสานอีกจานวนหนึ่งได้
‘ลอ่ งหนไป’ จากงานศิลปนิพนธ์เหลา่ นี้ นน่ั คือ ภาพของคนอสี านกลุ่มอ่นื ๆ ท่ีไม่ได้พนั ผูกตัวเองกับพุทธศาสนา
และศาสนาผีแถน ได้แก่ กลุ่มคริสตชน กลุ่มญวนที่นับถือเทพเจ้า และกลุ่มจีน และภาพของประวัติศาสตร์ใน
บางช่วง โดยเฉพาะประวัติศาสตร์บาดแผล ไมว่ า่ จะเป็นกบฏ (?) ผีบญุ การเบยี ดเบียนคริสตชน ขบวนการเสรี
ไทย หรอื ขบวนการสังคมนิยม

อนึ่งปัญหาเหล่านี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ มมส. แต่ต้นรากของปัญหาอาจมีที่มาจาก ‘พรมแดนการรับรู้’
ประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ที่ยังคงให้พื้นที่กับเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง ของกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งมากกว่า
เรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง ของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทาให้เรื่องราวบางเรื่องไม่ได้ถูกหยิบยกมานาเสนอเป็นการ
แสดง ทั้งด้วยการไมเ่ คยรบั รู้เรื่องราวเหลา่ น้ันจากระบบการศึกษา หรือส่ือรอบตัว และการไมส่ ามารถนาเสนอ
เร่ืองราวบางเรื่องออกไปในที่สาธารณะ เพราะอาจมีผลกระทบต่อความมนั่ คงในการดาเนินชวี ิตของคณะผู้ผลิต
ศิลปนพิ นธ์ รวมถึงสถาบันการศึกษา

ดังนัน้ ในอนาคตหากประเทศไทยสามารถขยาย ‘พรมแดนการรับร’ู้ ประวัติศาสตร์ ได้กว้างมากข้ึนใน
ทกุ ๆ ระดับชน้ั เราก็อาจไดเ้ ห็นศลิ ปนิพนธ์ มมส. ทน่ี าเสนอเร่อื งราวของอีสานในมิตอิ ื่น ๆ ทีม่ ากกวา่ สังคมชาว
พุทธเจือผกี ็เป็นไปได้ ซ่งึ กค็ งจะน่าสนใจไมน่ อ้ ยเลยทีเดยี ว.

______________________________________________

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 139

รายการอ้างอิง
วทิ ยานพิ นธ์
อนุชติ สงิ หส์ ุวรรณ. “ประวตั ศิ าสตร์นพิ นธอ์ ีสาน พ.ศ. 2475 ถึงสิน้ ทศวรรษ 2520.” วทิ ยานิพนธ์ ปรญิ ญา

อกั ษรศาตรมหาบณั ฑิต สาขาประวัตศิ าสตรศ์ กึ ษา บัณฑิตวทิ ยาลัยมหาวิทยาลยั ศิลปากร. 2553.

ขอ้ มลู ออนไลน์
คณะศลิ ปกรรมศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ปรัชญา/วิสยั ทศั น/์ พนั ธกจิ . เข้าถงึ

เม่อื 8 พฤศจกิ ายน 2563. เขา้ ถงึ ได้จาก https://fineart.msu.ac.th/th/ปรัชญาวิสัยทัศน์พนั ธก/ิ .
______. ประวัติคณะ. เข้าถงึ เมอ่ื 8 พฤศจิกายน 2563. เข้าถงึ ได้จาก h ttps://fineart.msu.ac.th/th/

ประวัตคิ ณะ/.
______. ยทุ ธศาสตร์ คา่ นิยมองคก์ ร. เข้าถึงเมอ่ื 8 พฤศจกิ ายน 2563. เขา้ ถึงได้จากhttps://fineart.msu.

ac.th/th/ยทุ ธศาสตร์-ค่านิยมองค์ก/.
โครงงานบรู ณาการ O-Net 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียนนวมนิ ทราชินทู ิศ สวนกหุ ลาบวทิ ยาลยั ปทุมธาน.ี

การแสดงภาคตะวันออกเฉียงเหนอื . เข้าถงึ เมอื่ 5 พฤศจิกายน 2563. เขา้ ถึงได้จาก
http://skp.ac.th/ONet/307/northeast/www/art.html.
มหาวิทยาลยั หาสารคาม. ประวัติความเปน็ มา. เข้าถงึ เมือ่ 8 พฤศจกิ ายน 2563. เขา้ ถึงไดจ้ าก
http://www.web.msu.ac.th/msucont.php?mn=mhistory&paction=SHOW_ABOUTMSU
______. วิสัยทศั น/์ ปรชั ญา/ พนั ธกจิ / ปณิธาน. เข้าถงึ เม่ือ 8 พฤศจิกายน 2563. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
http://www.web.msu.ac.th/msucont.php?mn=mhistory&paction=SUB_VISIONM SU.
สานกั หอสมดุ กลาง มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ศิลปวัฒนธรรมอีสาน: การแสดงพ้ืนบา้ น. เขา้ ถงึ เมอื่ 8
พฤศจิกายน 2563. เขา้ ถึงไดจ้ าก https://www.lib.ru.ac.th/journal/isan/art/index.html.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 140

บทบาทชาวบ้านกับการดารงอยู่ของพิธีกรรมโนราโรงครู
บา้ นทา่ แค จังหวัดพัทลุง1

วชิราภรณ์ ไข่ชว่ ย2

1 บทความนี้ปรับปรุงจากรายงานค้นคว้าเฉพาะบุคคล เรื่อง “บทบาทของชาวบ้านกับการดารงอยู่ของพิธีกรรมโนรา
โรงครูในตาบลท่าแค อาเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง พ.ศ. 2543-2564” ตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต
สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์ทอ้ งถิ่น คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร

2 บัณฑิตปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ปีการศกึ ษา 2564

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ ร่ื อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น | 141

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่อง “บทบาทชาวบ้านกับการดารงอยู่ของพิธีกรรมโนราโรงครูบ้านท่าแค จังหวัดพัทลุง”
มีวตั ถุประสงค์เพื่อ (1) ศกึ ษาแนวทางและกระบวนการท่ีชาวบ้านชุมชนทา่ แคใช้ในการธารงไว้ซึ่งภมู ิปญั ญาทาง
วัฒนธรรมชุมชน และนาไปสู่การดารงอยู่ของพิธีกรรมโนราโรงครู (2) ศึกษาถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลให้
ชาวบ้านชุมชนท่าแค สืบสานและผลักดันให้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นนี้ยังคงอยู่ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษา
เชิงคุณภาพ โดยอาศัยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารและวรรณกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการเก็บ
รวบรวมข้อมูลจากการลงพน้ื ท่ภี าคสนามสัมภาษณ์แบบเชิงลกึ

ผลการศึกษา พบว่าการดารงอยู่ของพิธีกรรมโนราโรงครูท่าแค เกิดขึ้นจากบทบาทของชาวบ้านใน
พื้นที่ 3 กลุ่ม คือ โนราใหญ่ คณะกรรมการงานโนราโรงครูท่าแค และชาวบ้าน แต่ละกลุ่มมีแนวทางและ
กระบวนการที่ใชใ้ นการธารงไวซ้ ่งึ วฒั นธรรมชุมชนในลักษณะของการทางานร่วมกัน ไดแ้ ก่ (1) การสบื ทอด (2)
การส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ (3) การสืบสานคุณค่า โดยแต่ละกระบวนการเกิดขึ้นจากการทางานของ
ชาวบ้านแต่ละกลุ่มท่ีแตกต่างกันออกไป แต่มีรูปแบบของการทางานที่เกื้อหนุนและส่งเสริมกัน ซึ่งชาวบ้านท้ัง
3 กลุ่ม ต่างมีบทบาทและขอบเขตในกระบวนการนั้นลดหลั่นกันไป โดยแต่ละกระบวนการนั้น เกิดขึ้นภายใต้
หลายปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยภายใน ซึ่งเกิดขึ้นจากความผูกพันกับความเชือ่ ที่อยู่คู่กับชุมชน คือความเช่ือ
เรื่องครูหมอโนรา และความพร้อมของชุมชนท่าแค ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเข้ามาของหน่วยงานภายนอกท่ี
ให้ความรว่ มมือ สนับสนุน ใหโ้ นราโรงครทู ่าแคสามารถดารงอยู่ได้ รวมไปถงึ การเขา้ มาของกลุ่มนักวชิ าการและ
ผู้ทส่ี นใจ ในการสนบั สนุนใหเ้ กิดการเขา้ มาของผู้คนนอกพน้ื ท่ี โดยปจั จัยทั้งหมดน้ันต่างเป็นตวั ผลักดันให้คนใน
พื้นที่ร่วมมือกันในการอนุรักษ์สืบสานสิ่งที่มีคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้เป็นภาพลักษณ์อันโดดเด่น
ของประชาชนชาวจังหวดั พัทลงุ และชาวปักษใ์ ต้ อันนาไปสู่การดารงอย่ขู องพธิ กี รรมโนราโรงครูทา่ แคนนั่ เอง
คาสาคญั : โนราโรงครูทา่ แคพัทลุง, การดารงอยู่, บทบาทชาวบ้าน

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 142

บทนา

โนราโรงครู ซึ่งเป็นโนราท่ีแสดงเพ่ือประกอบพิธเี ชิญครหู รือบรรพบรุ ษุ ของโนรามายังพืน้ ที่พธิ ี เพื่อรับ
การเซ่นสังเวยจากลูกหลานที่เคารพ เพื่อรับของแก้บนและเพื่อครอบเทริดหรือผูกผ้าแก่ผู้แสดงโนรารุ่นใหม่
ด้วยเหตุที่ต้องทาการเชื้อเชิญครูมาเข้าทรงหรือมาลงยังโรงพิธี จึงเรียกพิธีกรรมนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า “โนราลง
ครู”3 ซึ่งโนราลงครูนั้นไม่เน้นการแสดง หากแต่เป็นการเชิญพ่อแม่ตายายผู้ล่วงลับไปแล้วมาเข้าทรงลูกหลาน
ที่เป็นคนทรง การลงครูจึงถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ ในกลุ่มผู้ที่มีบรรพบุรุษเป็นโนรา ที่อาจ
กล่าวได้ว่า โนราโรงครูเป็นพิธีกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ เป็นพิธีกรรมที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตและ
สังคมของชาวภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโนราและผู้มีเชื้อสายที่แม้ว่าครูหมอโนราจะล่วงลับไปแล้วและอยู่ใน
โลกของนามธรรม รวมไปถึงการเป็นที่พึง่ ของชาวบ้านในพ้ืนทที่ ่ีเมื่อเกดิ ปัญหาชวี ติ และไมส่ ามารถแก้ไขได้ด้วย
ตนเอง มีการหนั ไปพง่ึ พิงวญิ ญาณเหลา่ น้ี

โดยโนราโรงครูที่ถือได้ว่ามีความสาคัญ เป็นที่รู้จักทั้งคนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และมีความ
น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ โนราโรงครูบ้านท่าแค ตาบลท่าแค อาเภอเมืองจังหวัดพัทลุง โดยโนราโรงครูบ้าน
ทา่ แคเปน็ พธิ ีกรรมโนราโรงครูใหญ่ เปน็ สถานท่ที ี่ชาวบา้ นมีความเชือ่ วา่ “ขนุ ศรีศรัทธา” บคุ คลที่เปรยี บเสมือน
เปน็ ครสู าคัญของโนรา เคยฝกึ สอนการราโนราแก่ศิษย์ ซึ่งชาวบ้านเรยี กชื่อโนราโรงครูใหญว่ ัดท่าแคว่า “โรงครู
ขุนทา(ขุนศรีศรัทธา)” เพราะเชื่อกันว่าวัดท่าแคหรือบ้านท่าแคเป็นที่อยู่ของขุนศรีศรัทธาและครูโนราอื่น ๆ
นอกจากนั้นทอ้ งถิน่ ท่าแคยังถือเป็นพื้นท่ีท่ีมกี ารจัดพิธีกรรมโนราโรงครตู ามแบบดั้งเดิม สมบูรณ์ครบถ้วน โดย
ชุมชนวัดท่าแคนั้นจะมีการแสดงโนราโรงครูที่จัดขึ้นเป็นประจาทุกปี จนถือได้ว่าเป็นงานประจาปีของจังหวัด
พัทลุง คณะโนราและลูกหลานเชื้อสายโนราจะมีการจัดกิจกรรม “โนราโรงครู” ขึ้น เพื่อแสดงถึงความกตัญญู
ต่อครหู มอโนราและบรรพบรุ ุษ อีกท้งั ยงั ถอื เป็นการอนุรักษ์และสบื สานพธิ กี รรมไหว้ครูโนรา พธิ ีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ตามความเชือ่ ของชาวพทั ลงุ โดยเฉพาะผู้มเี ชื้อสายโนรา ศิลปะการแสดงท้องถิ่นภาคใต้ซึ่งเชื่อวา่ มีถิ่นกาเนดิ ที่
จังหวดั พัทลุง4

ดังนั้นจึงเห็นได้ถึงความสาคัญของการจัดงานโนราโรงครูวัดท่าแค ตาบลท่าแค อาเภอเมือง จังหวัด
พัทลุง ที่มีบทบาทต่อชุมชนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจึงนาไปสู่ความสนใจในกลุ่มชาวบา้ นวัดท่าแค โดยศึกษาจาก
ชาวบ้านที่มีความแตกต่างในเรื่องของต้นทุน ทั้งความรู้ เศรษฐกิจ เครือข่ายความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโนรา
ผู้ซงึ่ ทาหน้าท่ีสบื ทอดพธิ ีกรรมโนราโรงครู กลมุ่ ผ้นู าชมุ ชนในทอ้ งถิ่น เครอื ข่ายสาคญั ทชี่ ่วยประสานงานระหว่าง

3 จุฑาภรณ์ มีสุขศรี, “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศิลปะการแสดงโนราโรงครูวัดท่าแค เพื่อการ
ท่องเที่ยววัฒนธรรม”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารงานวัฒนธรรม วิทยาลัยนวัตกรรม
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2558.

4 เรื่องเดยี วกนั , 3.

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถิ่ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 143

หน่วยงานภายนอกกับคนในชุมชน ตลอดจนชาวบ้านที่ถือเป็นอีกหนึ่งกาลังขับเคลื่อนหลักในการจัดงานโนรา
โรงครวู ดั ท่าแคท่ีมีมาต้ังแตร่ ะยะเริ่มตน้ ถึงบทบาทของชาวบ้านชุมชนวัดทา่ แค ตาบลทา่ แค อาเภอเมืองพัทลุง
จังหวัดพัทลุง ที่มีความพยายามในการรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ที่แสดงถึงอัตลักษณ์และความมี
สานกึ ร่วมของคนในท้องถิ่นเดียวกัน คาถามที่นา่ สนใจคือ ปัจจัยใดบ้างทสี่ ่งผลให้ชาวบ้านชุมชนวัดท่าแคมีการ
สืบทอดมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของบรรพชนใหด้ ารงอย่ใู นสถานการณป์ จั จบุ นั เป็นกรณศี ึกษาในการทา
ความเข้าใจการเล่นโรงครโู ดยให้ความสาคัญกับผคู้ นและชุมชนผเู้ ป็นเจ้าของวัฒนธรรมน้ัน พร้อมทั้งพยายามที่
จะทาความเข้าใจเรื่องราวมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมชุมชนอย่างโนราโรงครูวัดท่าแค ตาบลท่าแค อาเภอ
เมืองพทั ลุง จังหวดั พัทลุง เพื่อให้เกิดความรู้ความเขา้ ใจที่เพมิ่ มากย่ิงขึน้

วตั ถปุ ระสงค์

1. เพื่อศึกษาแนวทางและกระบวนการที่ชาวบ้านชุมชนท่าแคใช้ในการธารงไว้ซึ่งภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมชุมชน และนาไปสู่การดารงอยขู่ องพธิ กี รรมโนราโรงครู

2. เพื่อศึกษาถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ชาวบ้านชุมชนท่าแค สืบสานและผลักดันให้
ศิลปวฒั นธรรมท้องถ่ินน้ียงั คงอยู่
วธิ กี ารดาเนนิ งาน

การศกึ ษาเปน็ การศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ โดยอาศัยการศึกษาค้นควา้ ขอ้ มูลจากเอกสารและวรรณกรรมต่าง
ๆ ที่เก่ยี วข้อง รวมทัง้ ใชเ้ ป็นข้อมลู ในการตรวจสอบผลทไ่ี ด้จากการสมั ภาษณ์ ทัง้ ในด้านประวตั คิ วามเปน็ มาของ
โนราการเล่นโนราโรงครูและพัฒนาการและความเป็นมาของท้องถิ่นที่ศึกษา ซึ่งจะใช้เอกสารชั้นรอง เช่น
หนังสือพิมพ์ ตาราวิชาการ บทความ วารสาร งานวิจัย วิทยานิพนธ์ วรรณกรรม อินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้อง เป็น
ต้น ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ภาคสนาม การสัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลปัจจุบันจาก
การสังเกตวถิ ีชวี ติ ชาวบ้านชมุ ชนทา่ แค ทม่ี ีส่วนรว่ มในการจัดงานพธิ ีกรรมโนราโรงครขู ้ึน เพือ่ นามาวเิ คราะห์ถึง
ปัจจัยที่ส่งผลให้ชาวบ้านชุมชนท่าแค สืบสานและผลักดันให้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นนี้ยังคงอยู่ อันเป็นการ
นาไปสู่การแสดงให้เหน็ ถึงบทบาทของชาวบ้านชุมชนวัดทา่ แค ท่มี ีตอ่ การดารงอยู่ของพธิ ีกรรมโนราโรงครู เพื่อ
ค้นหาข้อสรุปของงานวิจัยในครั้งนี้ คือ แนวทางและกระบวนการที่ชาวบ้านชุมชนท่าแคใช้ในการธารงไว้ซ่ึง
ภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมชมุ ชน และปัจจัยในดา้ นต่าง ๆ ท่ีสง่ ผลใหช้ าวบา้ นชุมชนทา่ แค สบื สานและผลักดันให้
ศิลปวฒั นธรรมทอ้ งถ่ินนี้ยังคงอยู่

ร ว ม บ ท ค ว า ม กิ จ ก ร ร ม ท้ อ ง ถ่ิ น เ ล่ า เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น | 144

กลุม่ ผูใ้ ห้ขอ้ มูล
สัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (key informant) ทั้งกลุ่มคณะกรรมการงานโนราโรงครู

ท่าแค โนรา (ผสู้ บื ทอด) และตวั แทนชาวบา้ นผูม้ ีเชื้อสายโนรา
การสัมภาษณ์แบบประวัติศาสตรค์ าบอกเลา่ ทั้งการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อศึกษาค่านิยม

และลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมกับคนทั่วไป สัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (key informant)
โดยกาหนดผูใ้ ห้ขอ้ มลู หลักซึ่งอยใู่ นชมุ ชนท่าแค ไดแ้ ก่ ผู้อาวุโสท่รี เู้ ร่ืองเก่ียวกับหัวขอ้ วิจยั อย่างดี คอื ผู้นาชมุ ชน
คณะกรรมการงานโนราโรงครูท่าแค โนรา และชาวบา้ น
การวิเคราะห์ข้อมลู

หลังจากการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลจากทั้งข้อมูลปฐมภูมิ คือ ข้อมูลจากการลงพื้นที่ภาคสนาม
สัมภาษณ์ และข้อมูลทุติยภูมิ คือ เอกสาร งานวิจัย วารสาร และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น โดยผู้ศึกษาได้นา
ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะหข์ ้อมูลที่รวบรวมได้โดยการจัดระบบ แยกประเภทตามวัตถุประสงค์และขอบเขตของ
การวจิ ยั โดยวิเคราะห์เชงิ เนื้อหา เพ่อื นาไปสู่การสรุปผลการศกึ ษาของงานวจิ ยั ครงั้ นี้
ผลการศึกษา

1.บทบาทของชาวบ้านท่าแค
บทบาทของโนราใหญ่

จากการสมั ภาษณ์โนราเกรียงเดช โนราใหญ่ในพธิ ีโนราโรงครทู า่ แคในปจั จุบัน ทาใหท้ ราบว่าโนราใหญ่
ทาหน้าที่เป็นผู้นาในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในโรงพิธีให้เป็นไปตามขั้นตอนที่มีการกาหนดไว้ เป็นผู้ที่มี
หน้าที่สาคัญในการดาเนินพิธีกรรมโนราโรงครูตั้งแต่เริ่มต้น และสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นผู้ที่มี
ความสามารถและความชานาญเกี่ยวกับพธิ ีกรรมนั้นๆ เป็นอยา่ งดี ซงึ่ เกดิ ขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์มาเป็น
ระยะเวลานาน ตลอดจนการเป็นผู้ที่ต้องผ่านพิธีกรรมต่างๆ เพื่อรองรับฐานะในการเป็นโนราใหญ่ที่สามารถ
เปน็ ผูป้ ระกอบพธิ กี รรมโนราโรงครูได้5

บทบาทของโนราใหญ่ท่าแคเร่ิมตั้งแตพ่ ิธีกรรมโนราโรงครูท่าแคที่จัดเป็นประเพณีใหญ่ในปี 2514 ที่มี
“โนราแปลก ท่าแค” (แปลก ชนะบาล) ครูโนราชื่อดังแห่งบ้านท่าแค เป็น“นายโรงโนรา” หรือ “โนราใหญ่”
แต่พธิ ีกรรมโนราโรงครูที่เกดิ ข้ึนเป็นเพยี งโนราโรงครเู ฉพาะสายของโนราแปลก ชนะบาลเพียงเทา่ นัน้ อย่างไรก็
ตามเมื่อมีการเกิดขึ้นของพิธีกรรมโนราโรงครูท่าแค ซึ่งเป็นพื้นที่พิธีกรรมส่วนรวมอย่างในปี 2543 “โนรา
สมพงษ์ ชนะบาล” เป็นนายโรงโนรา และปัจจุบันโนราโรงครูวัดท่าแค มี “โนราเกรียงเดช นวลระหงส์” หรือ

5 สัมภาษณ์ เกรียงเดช ขาณรงค์, โนราเกรียงเดช โนราใหญ่โรงครูทา่ แค, 17 มกราคม 2565.


Click to View FlipBook Version