The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-06-30 22:09:01

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

1

2

เอกสารสรปุ เนอ้ื หาท่ตี อ งรู

รายวิชาศาสนาและหนา ทพ่ี ลเมือง
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รหสั สค31002

หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551

สาํ นกั งานสง เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย

สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

หามจําหนา ย

หนังสือเรยี นนี้จัดพมิ พด ว ยเงินงบประมาณแผน ดินเพอ่ื การศกึ ษาตลอดชีวติ สําหรับประชาชน
ลิขสิทธิ์เปน ของสาํ นกั งาน กศน.สาํ นักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ



4

สารบญั

หนา

คํานํา 1
สารบญั 3
คาํ แนะนําการใชเอกสารสรปุ เน้ือหาทตี่ องรู 9
โครงสรางรายวชิ า 17
บทท่ี 1 ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ………………………….………………………….. 18

เรื่องที่ 1 ศาสนาตา งๆ ……………………………………………………………… 19
เร่ืองที่ 2 หลกั ธรรมสําคญั ของศาสนาตา งๆ ………………………………… 22
เร่ืองที่ 3 การปฏบิ ัติตนใหอ ยรู วมกันอยางสันตสิ ุข ……………………….. 27
เรื่องท่ี 4 วธิ ีฝกปฏบิ ัติพฒั นาจติ ใจในแตละศาสนา ………………………..
เร่ืองท่ี 5 การพฒั นาสตปิ ญญาในการแกป ญหาตา งๆ และการพัฒนา 29

ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม ……………………………………. 33
เรอ่ื งที่ 6 วัฒนธรรมประเพณีในประเทศไทยและประเทศตางๆ ในโลก 34
เรอ่ื งท่ี 7 การอนุรักษแ ละสืบทอดวฒั นธรรมประเพณี …………………… 35
เรื่องท่ี 8 ขอปฏบิ ัติในการมสี วนรวม สืบทอดประพฤติ ปฏิบัติตน
37
เปนแบบอยา งการอนุรักษวฒั นธรรมประเพณีอันดงี าม 38
ของสังคมไทย ……………………………………………………………..
เรอ่ื งที่ 9 แนวในการเลอื กรบั ปรบั ใชวฒั นธรรมตา งชาติ อยาง
เหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย …………………………………
เรอ่ื งท่ี 10 คานยิ มที่พึงประสงคของสงั คมไทย ……………………………...
เรือ่ งที่ 11 คานยิ มท่ีพงึ ประสงคของประเทศตางๆในโลก ……………….
เร่ืองท่ี 12 วธิ ีปฏิบตั ิในการประพฤติตนเปน ผูนํารว มในการปองกนั
และแกปญ หาพฤตกิ รรมที่ไมพ งึ ประสงคใ นสังคมไทย …….
กจิ กรรมทายบท ……………………………………………………………………

สารบญั (ตอ) 5
หนา

บทท่ี 2 หนาทพ่ี ลเมือง ………………………………………………………..…………………. 45
เร่อื งท่ี 1 บทบัญญตั ขิ องรฐั ธรรมนูญทมี่ ผี ลตอการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมและมผี ลตอฐานะของประเทศในสงั คมโลก ………. 47
เรอ่ื งท่ี 2 บทบาทหนาท่อี งคกรกลางและการตรวจสอบการ
ใชอํานาจรัฐ ……………………………………………………………….. 49
เรื่องท่ี 3 ความเปนมาและการเปลยี่ นแปลงรฐั ธรรมนูญ ……………….. 57
เรอ่ื งที่ 4 รัฐธรรมนญู และกฎหมายอื่นๆ ……………………………………… 67
เรื่องท่ี 5 การปฏบิ ัตติ นใหส อดคลอ งตามบทบญั ญตั ิของรัฐธรรมนญู
และการสนับสนนุ สง เสรมิ ใหผูอื่นปฏิบตั ิ ……………………….. 97
เรื่องที่ 6 หลกั สทิ ธมิ นุษยชนและบทบาทคณะกรรมการสิทธ์ิ …………. 104
เรอ่ื งท่ี 7 กฎหมายระหวา งประเทศท่วี า ดวยการคุมครองสทิ ธิ
ดา นบุคคล …………………………………………………………………. 105
เรื่องที่ 8 การปฏบิ ัติตามหลักสทิ ธมิ นุษยชน ………………………………… 109
เรื่องท่ี 9 หลักการสาํ คัญของประชาธิปไตย หลกั ความเสมอภาค
หลกั นิติรฐั และนติ ิธรรม หลักเหตุผล หลักการประนีประนอม
และหลกั การยอมรับความคิดเห็นตาง เพือ่ การอยูรวมกนั
อยางสันติ สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท ……………………….. 111
เร่ืองที่ 10 การมสี วนรว มของประชาชนในการปองกนั และ
ปราบปรามการทุจริต ……………………………………………….. 116
กจิ กรรมทา ยบท …………………………………………………………………… 119

เฉลยกจิ กรรม ………………………………………………………………………………………... 125
บรรณานกุ รม ……………………………………………………………………………………….... 132
คณะผูจดั ทํา …………………………………………………………………………………………. 135

6

คําแนะนาํ ในการใชเอกสารสรุปเนอ้ื หาที่ตอ งรู
รายวิชาศาสนาและหนาทพี่ ลเมอื ง
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

หนังสอื เรยี นสรุปเนือ้ หา สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 จัดทําข้ึนเพื่อสรุปเน้ือหาใหกับผูเรียน กศน. จึงควรทําความเขาในและ
ปฏิบัตดิ ังนี้

1. ศกึ ษาโครงสรางของรายวิชาศาสนาและหนาทพี่ ลเมือง ระดับมธั ยมศกึ ษา
ตอนปลาย โดยสามารถศกึ ษาไดจ ากมาตรฐานการเรียนรู สาระตามหลกั สูตรและผลการเรียนรู
ทีค่ าดหวัง

2. หนังสอื สรุปเน้อื หาเลม นี้ เปนเพียงการสรุปเนื้อหา มีสาระสําคัญท่ีคณะผูจัดทําได
สรุปเนื้อหา เพ่ือใหงาย สะดวกและอํานวยใหเกิดกระบวนการเรียนรู ท่ีใชเวลาในการศึกษา
นอ ยลง หากไมเ ขา ใจในเร่ืองใด ใหก ลับไปศึกษาจากหนงั สอื เรียนของสํานักงาน กศน.
หรอื หนงั สอื เสริมอนื่ ๆ เพ่ิมเติมเพ่อื ความเขา ใจทีเ่ พม่ิ ข้ึน

2. หนังสอื เลมน้ี ไดส รุปและแบง เนอื้ หาออกเปน 2 บท แตล ะบทมสี าระการเรยี นรู
ครบถว นตามตารางวเิ คราะหห ลักสูตร

4. หนังสือเลมน้ี แบง ออกเปน 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เปน เนอื้ หาสาระการเรยี นรู แบงเปน 2 บท คอื
บทที่ 1 ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี
บทท่ี 2 หนา ที่พลเมอื ง
ตอนท่ี 2 เปนกิจกรรม ซึง่ มีทั้งแบบอัตนัยและปรนัย อยทู ายบทท้งั 2 บท

สวนเฉลยและแนวเฉลยจะอยทู า ยเลม
5. ในการทํากิจกรรม ผเู รยี นควรทํากจิ กรรมทา ยบทและตรวจสอบกับเฉลยและ

แนวคาํ ตอบท่ีอยทู า ยเลม

7

โครงสรา ง
รายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002)

ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

สาระสําคญั

เปนสาระที่เกี่ยวกับศาสนาตางๆ ท่ีเกี่ยวขอ งกับกําเนิดศาสนา และศาสดาของ
ศาสนาตางๆ หลักธรรมสําคัญของศาสนาตางๆ การเผยแพรศาสนา ความขัดแยงในศาสนา
การปฏิบัติตนใหอยูรวมกันอยา งสันติสุข การฝกจิตในแตละศาสนา การพัฒนาปญญา
ในการแกไขปญหาตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม วัฒนธรรมประเพณี ดานภาษา
การแตงกาย อาหาร ประเพณีสําคัญๆของประเทศตางๆ ในโลก การอนุรักษและสืบทอด
วัฒนธรรมประเพณี การมีสวนรว มในการสืบทอดและปฏิบัติตนเปน แบบอยางในการอนุรักษ
วฒั นธรรมตามประเพณีของชาติและการเลือกปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับ
ตนเองและสงั คมไทย คา นิยม ทีพ่ งึ ประสงคข องสังคมไทยและประเทศตางๆ ในโลก การปฏิบัติ
ตนเปนผูน าํ ในการปองกนั และแกไ ขพฤติกรรมไมเ ปนท่ีไมพ งึ ประสงคในสังคมไทย

ผลการเรียนรทู ่ีคาดหวงั

1. อธบิ ายประวัตหิ ลักคําสอนและการปฏบิ ตั ติ นตามหลักศาสนาที่ตนนับถอื
2. เห็นความสําคัญของวัฒนธรรมประเพณีและมีสวนในการปฏิบัติตน
ตามวฒั นธรรมประเพณที องถิ่น

3. ปฏิบัตติ นตามหลักธรรมทางศาสนาวัฒนธรรมประเพณี

4. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความ
หลากหลายทางศาสนาวฒั นธรรมประเพณี

8

ขอบขายเนื้อหา

บทท่ี 1 ศาสนาตางๆ ในโลก
เรื่องท่ี 1 ศาสนาตา งๆ
เรอ่ื งที่ 2 หลกั ธรรมสําคัญของศาสนาตางๆ
เรื่องท่ี 3 การปฏบิ ัติตนใหอ ยูรว มกันอยางสันติสุข
เรอ่ื งท่ี 4 วิธีฝกปฏบิ ัติพัฒนาจติ ใจในแตล ะศาสนา
เรื่องท่ี 5 การพฒั นาสตปิ ญญาในการแกป ญ หาตา งๆ และการพัฒนา
ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม
เรอ่ื งท่ี 6 วัฒนธรรมประเพณใี นประเทศไทยและประเทศตา งๆ ในโลก
เรอ่ื งท่ี 7 การอนุรักษและสบื ทอดวฒั นธรรมประเพณี
เรื่องท่ี 8 ขอปฏบิ ัติในการมีสวนรวม สบื ทอดประพฤติ ปฏบิ ตั ติ น
เปน แบบอยา งการอนรุ กั ษวฒั นธรรมประเพณอี ันดีงามของ
สังคมไทย
เรื่องท่ี 9 แนวในการเลอื กรับ ปรับใชวฒั นธรรมตางชาติไดอ ยาง
เหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย
เรอ่ื งท่ี 10 คา นยิ มทีพ่ งึ ประสงคของสงั คมไทย
เรอ่ื งท่ี 11 คา นยิ มที่พงึ ประสงคของประเทศตา งๆในโลก
เรอ่ื งที่ 12 วธิ ปี ฏบิ ัตใิ นการประพฤติตนเปนผูนํารว มในการปองกนั และ
แกป ญหาพฤตกิ รรมท่ไี มพึงประสงคใ นสังคมไทย

บทที่ 2 หนา ท่ีพลเมือง
เรื่องที่ 1 บทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนญู ทม่ี ีผลตอ การเปลีย่ นแปลงทาง
สังคมและมผี ลตอ ฐานะของประเทศในสังคมโลก
เรอ่ื งท่ี 2 บทบาทหนา ทีอ่ งคกรกลางและการตรวจสอบการใชอาํ นาจรฐั
เรือ่ งที่ 3 ความเปน มาและการเปลย่ี นแปลงรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ 4 รฐั ธรรมนญู และกฎหมายอืน่ ๆ
เรื่องท่ี 5 การปฏบิ ัตติ นใหสอดคลอ งตามบทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนญู
และการสนับสนนุ สง เสรมิ ใหผ อู นื่ ปฏบิ ตั ิ
เรอ่ื งที่ 6 หลักสิทธิมนษุ ยชนและบทบาทคณะกรรมการสทิ ธ์ิ

9

เร่อื งท่ี 7 กฎหมายระหวา งประเทศท่ีวา ดว ยการคุมครองสทิ ธดิ านบุคคล
เรอื่ งท่ี 8 การปฏบิ ตั ิตามหลกั สิทธิมนษุ ยชน
เรอ่ื งท่ี 9 หลกั การสาํ คญั ของประชาธิปไตย หลกั ความเสมอภาค

หลกั นติ ิรฐั และนิตธิ รรม หลกั เหตุผล หลักการประนีประนอม
และหลักการยอมรับความคดิ เหน็ ตางเพือ่ การอยูรว มกันอยาง
สนั ติ สามัคคี ปรองดอง สมานฉนั ท
เรอ่ื งท่ี 10 การมีสว นรว มของประชาชนในการปอ งกนั และปราบปราม
การทจุ รติ

1

บทที่ 1
ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี

สาระสาํ คัญ

ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี คานิยมที่ดีงามมีความสําคัญตอประเทศเพราะแสดง
ถึงเอกลักษณความเปนชาติ เปนส่ิงที่นาภาคภูมิใจ ทุกคนในชาติตองชวยกันอนุรักษสืบทอด
วัฒนธรรมประเพณคี า นยิ มทดี่ ีงานใหคงอยูคูกับชาติ แตสังคมในปจจุบันชาติที่มีวัฒนธรรมทาง
วัตถุเจริญกาวหนา จะมอี ทิ ธิพลสง ผลใหช าติที่ดอยความเจริญดานวัตถุรับวัฒนธรรมเหลานั้นได
โดยงาย ซึ่งอาจสงผลใหวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองเส่ือมถอยไป ดังน้ันชาติตาง ๆ
ควรเลือกรับปรับใชวัฒนธรรมตา งชาตไิ ดอ ยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย

ผลการเรยี นท่ีคาดหวงั

1. มีความรูความเขา ใจในวฒั นธรรมประเพณขี องไทยและตา ง ๆ ในโลก

2. ตระหนักถึงความสําคัญในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและชนชาติตาง ๆ
ในโลก

3. มีสว นรว มสืบทอดวฒั นธรรมประเพณีไทย
4. ประพฤติตนเปนแบบอยางของผูมีวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยและ
เลือกรบั หรอื ปรบั ใชว ัฒนธรรมจากตางชาติไดอ ยา งเหมาะสมกับตนเองและสงั คมไทย
5. ประพฤติปฏบิ ตั ติ ามคา นิยมท่พี ง่ึ ประสงคของสงั คมโลก
6. เปนผูนําในการปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมท่ีไมพึ่งประสงค
ของสงั คมไทย

ขอบขา ยเน้ือหา

บทท่ี 1 ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
เรื่องท่ี 1 ศาสนาตางๆ
เร่อื งท่ี 2 หลักธรรมสําคัญของศาสนาตา งๆ
เรื่องท่ี 3 การปฏิบตั ิตนใหอ ยูรว มกนั อยางสันตสิ ขุ
เร่อื งท่ี 4 วิธีฝก ปฏิบตั ิพฒั นาจติ ใจในแตละศาสนา

2

เรอ่ื งท่ี 5 การพฒั นาสติปญญาในการแกป ญหาตางๆ และการพฒั นา
ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม

เรื่องที่ 6 วฒั นธรรมประเพณใี นประเทศไทยและประเทศตางๆ ในโลก
เรอ่ื งท่ี 7 การอนุรกั ษแ ละสืบทอดวฒั นธรรมประเพณี
เรื่องที่ 8 ขอปฏบิ ตั ใิ นการมสี วนรวม สบื ทอดประพฤติ ปฏิบตั ติ นเปน

แบบอยา ง การอนุรักษวัฒนธรรมประเพณอี ันดีงามของ
สงั คมไทย
เรอ่ื งท่ี 9 แนวในการเลอื กรบั ปรับใชวฒั นธรรมตา งชาติไดอ ยางเหมาะสม
กบั ตนเองและสงั คมไทย
เรื่องที่ 10 คา นยิ มทพี่ ึงประสงคข องสงั คมไทย
เรอื่ งท่ี 11 คา นยิ มทพ่ี งึ ประสงคของประเทศตา งๆในโลก
เรือ่ งที่ 12 วธิ ีปฏบิ ตั ิในการประพฤตติ นเปน ผูน าํ รวมในการปองกันและ
แกป ญหาพฤตกิ รรมทไ่ี มพึงประสงคในสงั คมไทย

3

เร่ืองที่ 1 ศาสนาตางๆ

ความหมายของศาสนา

ศาสนาคอื คําสอนที่ศาสดานํามาเผยแผ ส่ังสอน แจกแจง แสดงใหมนุษยละเวนจาก
ความชั่ว กระทําแตความดี ซ่ึงมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนนั้นดวยความเคารพเล่ือมใสและ
ศรัทธา คาํ สอนดงั กลา วจะมีลักษณะเปน สจั ธรรม ศาสนามีความสําคัญตอบุคคลและสังคม ทําให
มนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข ศาสนาในโลกนี้มีอยูมากมายหลายศาสนา
ดวยกนั แตว ตั ถุประสงคอ นั สําคัญยิ่งของทกุ ๆศาสนาเปนไปในทางเดียวกนั กลา วคอื จงู ใจใหค นละ
ความชั่ว ประพฤตคิ วามดีเหมือนกนั หมด หากแตการปฏิบัติพิธีกรรมยอมแตกตางกันไปตามความ
เช่อื ของแตละศาสนา

ศาสดาของศาสนาพุทธ

พระพุทธศาสนาเชือ่ เร่อื งการเวยี นวาย ตาย เกิด ในวัฏสงสาร ถาสตั วโลกยังมีกิเลสคือ
รัก โลภ โกรธหลง จะตองเกิดในไตรภูมิ คือ 3 โลก ไดแก นรกภูมิ โลกมนุษย และเทวโลก
พระพทุ ธเจาไดบ าํ เพญ็ บารมมี าทุกภพทกุ ชาตแิ ละบําเพ็ญบารมอี ยา งย่ิงยวดใน 10 พระชาติสดุ ทาย
เรยี กวา ทศชาติ ดังนี้

1. เตมียชาดก (พระเตมียใบ) เปนชาดกท่ีแสดงถึงการบําเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ
การออกบวชหรือออกจากกาม

2. มหาชนกชาดก (พระมหาชนก) เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญวิริยบารมี คือ
ความเพียร

3. สวุ รรณสามชาดก (สุวรรณสาม) เปนชาดกท่ีแสดงถึงการบําเพ็ญเมตตาบารมี คือ
การแผไ มตรีจติ เพอ่ื ใหสตั วท ั้งปวงเปน สขุ ถวนหนา

4. เนมิราชชาดก (พระเนมิราช) เปนชาดกท่ีแสดงถึงการบําเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ
ความตั้งใจมัน่ คง

5. มโหสถชาดก (พระมโหสถ) เปนชาดกแสดงถึงการบําเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ
ความตัง้ ใจม่นั คง

4

6. ภูรทิ ตั ชาดก (พระภูรทิ ัต) เปนชาดกทแี่ สดงถงึ การบําเพญ็ ศีลบารมี คอื
การรักษาศลี

7. จนั ทกมุ ารชาดก (พระจนั ทราช) เปน ชาดกท่แี สดงถึงการบําเพ็ญขนั ตบิ ารมี คือ
ความอดทน

8. นารทชาดก (พระพรหมนารท) เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญอุเบกขาบารมี
คอื การวางเฉย

9. วิทูรชาดก (พระวิทูร) เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญสัจจบารมีคือความ
ซ่ือสตั ย

10. เวสสันดรชาดก (พระเวสสันดร) เปนพระชาติสุดทายของพระพุทธเจาชาติ
กอนจึง จะเกิดเปน พระพทุ ธเจา ในพระชาติตอ ไป เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญทานบารมีคือ
การบรจิ าคทาน

ประวตั ิพระพุทธเจา

พระพุทธเจาทรงมีพระนามเดิมวา “สิทธัตถะ”ทรงเปนพระราชโอรสของ
“พระเจา สทุ โธทนะ” กษตั รยิ ผูครองกรงุ กบิลพัสดุ แควนสักกะ และ “พระนางสิริมหามายา”
พระราชธดิ าของกษตั ริยราชสกุล โกลยิ วงศแ หงกรงุ เทวทหะ แควนโกลิยะ

ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางสิริมหา
มายา ทรงพระสุบินนิมิตวามีชางเผือกมีงาสามคูไดเขามาสูพระครรภ ณ ท่ีบรรทมกอน
ท่ีพระนางจะมีพระประสูติกาลที่ใตตนสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เม่ือวันศุกรข้ึนสิบหาคํ่า
เดือนวสิ าขะ ปจ อ 80 ป กอ นพุทธศักราช (ปจจบุ นั สวนลมุ พินวี นั อยูใ นประเทศเนปาล)

ทันทีที่ประสูติเจาชายสิทธัตถะทรงดําเนินดวยพระบาท 7 กาวและมีดอกบัวผุด
ข้ึนมารองรับพระบาทพรอมเปลงวาจาวา “เราเปนเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก
การเกิดคร้ังนี้เปนครั้งสุดทายของเรา”แตหลังจากเจาชายสิทธัตถะประสูติกาลไดแลว 7 วัน
พระนางสิรมิ หามายาก็เสด็จสวรรคต เจา ชายสิทธตั ถะจงึ อยูใ นความดูแลของพระนางประชาบดี
โคตมี ซงึ่ เปน พระขนิษฐาของพระนางสริ ิมหามายา

ตอ มา พราหมณท ั้ง 8 ไดท าํ นายวา เจาชายสทิ ธตั ถะมีลกั ษณะเปนมหาบุรุษ คือหาก
ดาํ รงตนในฆราวาสจะไดเ ปนจักรพรรดิ ถา ออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกของโลก แตโกณฑัญญะ

5

พราหมณ ผอู ายุนอ ยทส่ี ุดในจาํ นวนนัน้ ยืนยนั หนกั แนน วาพระราชกุมาร สิทธัตถะจะเสด็จออกบวช
และจะไดตรัสรเู ปน พระพทุ ธเจา

เจา ชายสิทธตั ถะทรงศกึ ษาเลา เรียนจนจบศิลปศาสตรท ้งั 18 ศาสตร ในสํานักครูวิศวา
มิตรและเน่ืองจากพระบดิ าไมป ระสงคใหเจาชายสิทธัตถะเปนศาสดาเอกของโลก ตามคําทํานาย
จึงพยายามทําใหเจาชายสิทธัตถะ พบเห็นแตความสุขโดยการสรางปราสาท 3 ฤดูใหอยูประทับ
เมอื่ มพี ระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกบั พระนางพิมพาหรือยโสธราพระธิดาของพระเจา
กรงุ เทวทหะซึ่งเปนพระญาติฝา ยมารดา จนเม่ือมพี ระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาไดประสูติ
พระราชโอรสมพี ระนามวา “ราหลุ ” ซ่ึงหมายถึง “บวง”

วันหน่งึ เจา ชายสทิ ธัตถะ ชวนสารถีทรงรถมาประพาสอุทยานคร้ังน้ันไดทอดพระเนตร
เห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ซ่งึ แตกตา งจากสถานท่ีท่ีพระองคประทับอยูในปราสาท 3
ฤดู ทีม่ แี ตค วามสุข ทา มกลางหนุมสาวและเสียงดนตรี จึงทาํ ใหพ ระองคห าทางพนทุกขจากเทวทูต
ทั้งส่ี และเสด็จออกบรรพชาในเวลาตอมาในขณะทีม่ พี ระชนมายุ 29 พรรษา

หลังจากทรงผนวชแลว พระองคมุงไปท่ีแมน า้ํ คยา แควน มคธ ไดพยายามเสาะแสวงทาง
พน ทุกขด ว ยการศึกษาในสํานักอาฬารดาบสกาลามโคตรและอทุ กดาบสรามบุตร และทรงเห็นวานี่
ยงั ไมใ ชท างพน ทุกข

จากนั้นพระองคไดเสด็จไปท่ีแมนา้ํ เนรญั ชราในตําบลอุรเุ วลาเสนานคิ มและทรงบาํ เพ็ญ
ทุกขกิริยาดวยการขบฟนดวยฟน กลั้นหายใจและอดอาหารจนรางกายซูบผอม ทรงเห็นวานี่ยัง
ไมใ ชท างพน ทกุ ข จึงทรงเลิกบาํ เพ็ญทุกขกิริยา ตอมา ทาวสักกะเทวราช ไดทรง ดีดพิณ เพ่ือเปน
กุศลโลบายใหพระองคเปนแนวทางในการบําเพ็ญเพียร คือ เม่ือทรงดีดพิณสายแรก ท่ีขึงไวตึง
เกินไป เสียงก็จะแหลมเล็ก เมือ่ ดดี พิณสายท่ีสอง ทข่ี งึ ไวหยอนเกนิ ไป เสยี งกจ็ ะทุม ไมไ พเราะ และ
เมอื่ ดดี พณิ สายทสี่ าม ทข่ี งึ ไวพ อดี เสยี งจะดงั กงั วาลไพเราะ เมือ่ พระองคไ ดฟง เสียงพิณท้ังสามสาย
ของทา วสักกะเทวราชแลว พระองคก ็ทรงคิดไดว าการปฏบิ ัติท่ีเขมงวดเกินไป รางกายก็จะซูบผอม
ไมม ีเร่ยี วแรง แตหากทรงปฏบิ ตั ิทีห่ ยอนยานเกนิ ไป การปฏบิ ัติก็จะไมป ระสบความสําเร็จ พระองค
จึงใชท างสายกลางมาเปนแนวทางในการปฏบิ ตั ิ

มีนางสุชาดา อาศัยอยูในหมูบานละแวกนั้น ไดเดินผานมาพบพระองค คิดวาเปน
เทวดา จึงไดถ วายขาวมธุปายาสแดพระองค หลังจากพระองคไดเสวยขาวมธุปายาสแลว ก็ไดนํา
ถาดไปเสยี่ งอธิษฐานวา หากพระองคบําเพ็ญเพียรสําเร็จ ก็ขอใหถาดลอยทวนนํ้า ปรากฏวาถาด
ลอยทวนนาํ้ ไดอ ยางนาอัศจรรย โดยพระองคไดป ระทบั นั่งใตตนโพธิ์และไดตรัสรู สัมมาโพธิญาณ

6

ใตตนโพธ์ิ เมื่อยามสาม ริมฝงแมน้ําเนรัญชรา ตรงกับวันเพ็ญเดือนหก ขณะท่ีมีพระชนมายุ 35
พรรษา

หลังจากตรัสรูแลว พระองคทรงเสวยวิมุตติสุขอยูเปนเวลา 7 สัปดาห แลวเสด็จไป
โปรดปญ วัคคีย ทีป่ า อิสิปตนมฤคทายวนั โดยไดแสดงธรรม “ธมั มจักกปั ปวัตนสูตร” ซง่ึ ถือเปนการ
แสดงพระธรรมเทศนาครัง้ แรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8 ตรงกับวันอาสาฬหบูชา

ศาสดาของศาสนาอสิ ลาม

ศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ นบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดน
ทะเลทรายอาหรับเมอื งเมกกะประเทศซาอดุ ีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออก เปน หลายกลมุ
ขาดความสามัคคี ยากแกการปกครอง มีการรบมุงฆาฟนกันตลอดเวลาไมมีศาสนาเปนแกนสาร
คนสวนใหญนบั ถอื เทพเจาและรูปเคารพตา งๆ ประชาชนไมมีศีลธรรม สตรีจะถูกขมเหงรังแกมาก
ทสี่ ดุ นบมี ฮู มั หมัดเกิดขนึ้ ทา มกลางสภาพสงั คมท่ีเสอื่ มทรามเชน น้ี จึงคดิ หาวิธที ี่จะชวยปรบั ปรุงแก
ไขสถานการณน ใ้ี หด ีขึน้ นบีมฮู ัมหมัดเปนผทู ่ฝี กใฝใ นศาสนาหาความสงบและบําเพ็ญสมาธทิ ่ีถา้ํ ฮีรอ
บนภูเขานูร ในคืนหน่ึงของเดือนรอมฎอน กาเบรียลทูตของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมา
ประทาน นบมี ูฮมั หมดั ไดนาํ คําสอน เหลา น้มี าเผยแผจนเกิดเปนศาสนาอิสลามข้ึน ในระยะแรก
ของการเผยแผศ าสนาไดร บั การ ตอ ตานเปนอยา งมากถึงกบั ถกู ทํารายจนตอ งหลบหนไี ปอยูเมืองมะ
ดีนะฮ จนเปนที่ยอมรับและมีคนนับถือมากมาย ก็กลับมายึดเมืองเมกกะทําการเผยแผศาสนา
อิสลามอยางเต็มที่ การเผยแผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตางๆ ในยุคหลังเปนไปโดย
ไรสงครามเขายดึ เมอื ง เพ่ือเผยแผศ าสนา โดยมคี มั ภรี ในศาสนาอสิ ลามคอื คมั ภีรอลั กุรอาน

ศาสดาของศาสนาคริสต

ศาสนาคริสตเปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยมคือเช่ือวามีพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว
เปนผูสรางโลกและสรรพส่ิง พระเจาองคนั้นคือ พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเชื่อวามนุษยมีบาป
มาแตก ําเนิดพระเจาจงึ สงพระเยซู มาไถบาป เชือ่ วา วิญญาณเปน อมตะ เมื่อถึงวันตัดสินโลกมนุษย
จะไปอยูในสวรรค หรือในนรกชั่วนิรันดร เช่ือวามีเทวดาอยูมากมายทั้งฝายดีและฝายช่ัว ซาตาน
เปน หัวหนาฝา ยช่วั ในทสี่ ดุ กจ็ ะถกู พระเจาทาํ ลาย

7

ศาสนาคริสตเปนศาสนาท่ีมีผูนับถือมากที่สุดในโลก คําวา Christ มาจากภาษาโรมัน
วา Christus และคําน้ีมาจากภาษากรีก อีกตอหน่ึงคือ คําวา Christos ซ่ึงแปลมาจากคําวา
Messiah ในภาษาฮบิ รู คําวาmessiah แปลวา พระผูป ลดเปลอ้ื งทุกขภ ยั

ศาสนาคริสต เกิดในปาเลสไตนเม่ือ พ.ศ. 543 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซู
ซึ่งเปนศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสตเปนศาสนาท่ีพัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิว
เพราะศาสนาคริสตน ับถือพระเจา องคเ ดียวกันกบั ศาสนายูดายคอื พระยะโฮวาห พระเยซเู ปนชาวยวิ
มไิ ดปรารถนาท่จี ะตง้ั ศาสนาใหมแ ตท รงตอ งการปฏิรปู ศาสนายิวใหบรสิ ุทธข์ิ ้ึนทรง กลาววา
“อยา คดิ วาเรามาทําลายพระบัญญัติและคําของศาสดาพยากรณเสีย เรามไิ ดม าทําลายแตม า
เพือ่ ทาํ ใหส าํ เรจ็ ”

กอนหนา ที่พระเยซูประสตู ิ ประเทศปาเลสไตนไดตกเปนเมอื งข้ึนของจกั รวรรดิ
ใกลเคยี งตดิ ตอ กนั เปนระยะเวลากวา 100 ป เร่ิมตงั้ แตศตวรรษท่ี 1 กอนคริสตกาล ตกเปนเมืองข้ึน
ของอสั ซีเรีย บาบิโลเนียจักรวรรดิเปอรเซีย จักรวรรดิกรีกในสมัยพระเจาอเล็กซานเดอรมหาราช
และในที่สุดตกเปนของอาณานิคมจักรวรรดิโรมัน ตลอดเวลา ที่ตกเปนเมืองข้ึนนี้ ผูพยากรณ
หลายทานไดพ ยากรณถงึ พระเมสสิอา (Messiah) พระผูชวย ใหรอด ซึ่งเปน พระบุตรของพระเจา
ที่จะเสดจ็ มาปลดแอกชาวยวิ ใหไดร บั เสรภี าพและจะทรงไถบาปใหชาวยิวพนจากความหายนะและ
ไดร ับความรอดช่ัวนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเชื่อใน คําพยากรณนี้มากและพระเยซูประสูติในชวง
เวลาน้นั พอดี พระเยซเู กิดทีห่ มบู านเบธเลเฮม แขวงยดู าย กรุงเยรูซาเลม็ มารดาช่ือมาเรีย บิดาชอื่
โยเซฟ ตามประวัติมาเรียนน้ั ตง้ั ครรภ มากอนขณะที่ยังเปนคูหมั้นกับโยเซฟ เทวทูตจึงมาเขาฝน
บอกโยเซฟวาบตุ รในครรภมาเรีย เปนบุตรของพระเจาใหตงั้ ช่ือวา เยซู ตอ มาจะเปน ผูไถบ าปใหกับ
ชาวยวิ โยเซฟจงึ ปฏบิ ัตติ ามและรับมาเรียมาอยูดวยโดยไมสมสูเย่ียงภริยา พระเยซูไดรับการเล้ียง
ดอู ยางดเี ปน ศิษยของโยฮัน ศกึ ษาพระคมั ภีรเกาจนแตกฉาน ทานมีนิสัยใฝสงบชอบวิเวก เมื่ออายุ
30 ป ไดรับศลี ลา งบาปที่แมน ้าํ จอรแ ดน ตั้งแตนัน้ มาถือ วา ทา นสาํ เรจ็ ภมู ธิ รรมสูงสุดในศาสนาพระ
องค มีสาวก 12 คน เปนหลักในศาสนาทําหนาที่สืบศาสนามีนักบุญเปโตร (SaintPeter)
เปนหวั หนาผสู บื ตําแหนงนักบญุ เปโตรตอ ๆ มาจนถงึ ปจ จุบันเรียกวาสมเด็จพระสันตะปาปา พระ
เยซูเผยแผศาสนาท่ัวดินแดนปาเลสไตนเปนเวลา 3 ป มีพวกปุโรหิตธรรมาจารยและพวกซีซาร
เกลยี ดชัง ขณะทีพ่ ระองครบั ประทานอาหารมื้อคํ่ากับสาวก 12 คนเปนม้ือสุดทาย ทหารโรมันจับ
ตวั ทานในขอ หาเปนกบฎและถูกตัดสินใหลงโทษประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไว จนสิ้นพระ
ชนม

8

ศาสดาของศาสนาพราหมณห รอื ฮินดู

ศาสนาพราหมณหรอื ฮนิ ดู เกิดในเอเชียใต คือ ประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 1,400 ป
กอนคริสตศักราช เกิดจากพวกอารยันที่อพยพเขามาในประเทศอินเดีย ถือกันวาเปนศาสนา
ท่เี กา แกท ี่สุดในโลก พระเวทเปน คัมภีรศ าสนาพราหมณไ ดรับการยกยอ งวา เปน คัมภีรทเี่ กาแกที่สุด
ในโลก และเปน วรรณคดีท่ีเกาแกท่ีสดุ ในโลก ชื่อของศาสนาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ในตอนแรกเรม่ิ เรียกตัวเองวา “พราหมณ” ตอมาศาสนาเส่ือมลงระยะหนึ่งและไดมา
ฟน ฟูปรับปรุงใหเปนศาสนาฮินดูโดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเน้ือหาหลักธรรม
คําสอนใหด ีข้นึ คาํ วา “ฮินดู” เปนคําทใี่ ชเรียกชาวอารยันทอ่ี พยพเขาไปตั้งถิ่นฐาน ในลุมแมนํ้าสินธุ
และเปน คําท่ีใชเ รียกลกู ผสมของชาวอารยันกบั ชาวพืน้ เมืองในชมพทู วปี และชนพื้นเมืองน้ีไดพัฒนา
ศาสนาพราหมณโดยการเพ่ิมเติมอะไรใหมๆ ลงไปแลวเรียกศาสนาของพวกนี้วา “ศาสนาฮินดู”
เพราะฉะนน้ั ศาสนาพราหมณจ งึ มีอีกชอื่ ในศาสนาใหมวา “ฮินด”ู จนถงึ ปจ จุบนั

ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวก ตามการยกยอง
นับถอื เทวะทง้ั 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญๆ นิกายใดนบั ถือเทวะองคใ ดก็ยกยองวา เทวะองคน ้นั สูงสดุ
ตอมานักปราชญชาวฮินดูไดกําหนดใหเทวะท้ัง 3 องคเปนใหญสูงสุดเสมอกัน เทวะทั้ง 3 องคนี้รับการ
นาํ มารวมกันเรยี กวา “ตรมี รู ติ” ใชคําวาสวดวา “โอม” ซ่ึงยอมาจาก “อะอุมะ” แตละพยางคแทนเทวะ
3 องค คือ

1. “อะ”แทนพระวิษณุหรือพระนารายณ
2. “อ”ุ แทนพระศวิ ะหรอื อิศวร
3. “มะ”แทนพระพรหม

ศาสดาของศาสนาซกิ ข

ศาสนาซกิ ข เปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยม มีทานคุรุนานักเทพเปนศาสดาองคที่ 1
สืบตอมาถึงทานคุรุโควินทสิงหเปนศาสดาองคท่ี 10 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูท่ีเมืองอัมริสสา แควน
ปญ จาป ประเทศอนิ เดียเปน ศูนยชาวซิกขท วั่ โลก

พระคัมภีรเปนสิ่งสําคัญที่ตองเคารพสูงสุดจัดวางในท่ีสูงบนแทนบูชา จะตองมี
ผูปรนนบิ ัติพระคมั ภรี อยเู สมอคอื การศึกษาและปฏิบัติตามอยางเครงครัด ชาวซิกขทุกคน จะตอง
ถอดรองเทาและโพกศีรษะกอนเขาไปในโบสถจะตองเขาไปกราบพระคัมภีรดวยความเคารพเสีย
กอน

9

คมั ภรี ข องศาสนาซกิ ขเ รียกวา ครันถ-ซาหิปหรือคันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความวา
คัมภีรหรือหนังสือ สวนใหญเปนคํารอยกรองสั้นๆ รวม 1,430 หนามีคําไมนอยกวาลานคํา
มี 5,894 โศลก โศลกเหลานี้เขากบั ทาํ นองสังคตไี ดถงึ 30 แขนง จัดเปนเลม ได 37 เลม ภาษาทใี่ ชใ น
คัมภีรมีอยู 6 ภาษาหลักคือ ปญจาบี (ภาษาประจําแควนปญจาปอันเปนถิ่นเกิด ของศาสนา)
มลุ ตานี เปอรเ ซยี น ปรากรติ ฮนิ ดแี ละมารถี

ศาสนาซกิ ขโ บราณประมาณรอยละ 90 เชนเดียวกับศาสนิกชนในศาสนาอ่ืนที่ไมเคย
รอบรคู มั ภีรของศาสนาของตน ดังนั้น คัมภีรจึงกลายเปนวัตถุศักด์ิสิทธิ์ ผูไมเกี่ยวของไมสามารถ
แตะตอ งไดทีห่ ริมณเฑยี รหรือสวุ รรณวหิ าร ในเมอื งอมฤตสรา แควนปญจาป มีสถานท่ีประดิษฐาน
คมั ภีรถ ือเปน ศูนยก ลางศาสนาซิกข

ในวิหารของศาสนาซิกขไมบังคับใหรูปมีเคารพนอกจากคัมภีร ใหถือวาคัมภีรนั้นคือ
ตัวแทนของพระเจา ทุกเวลาเชาผูรักษาวิหารจะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีรเปนการ
เปลยี่ นผา คลุมทําความสะอาด วางคมั ภีรล งบนแทนภายในมาน ซงึ่ ปก ดวยเกล็ดเพชร กอนพิธีสวด
ในเวลาเชา ครน้ั ตกเย็นกน็ ําคัมภรี ไปประดษิ ฐานไวบนต่งั ทองในหอ งพิเศษไมใ หฝุนละอองจบั ตองได

เรอ่ื งท่ี 2 หลกั ธรรมสาํ คญั ของศาสนาตา งๆ

หลักธรรมสาํ คัญของศาสนาตางๆ

หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา

1. หลักธรรมเพอื่ ความหลดุ พน เฉพาะตวั

อริยสัจ 4 แปลวา ความจริง อนั ประเสรฐิ มอี ยสู ่ปี ระการคือ
1. ทุกข คือสภาพที่ทนไดยากภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพท่ีบีบคั้น

ไดแก ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก การเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญส้ิน)
การประสบกบั ส่งิ อนั ไมเปน ที่รักพลดั พรากจากส่ิงอันเปนที่รักการปรารถนาสิ่งใดแลวไมสมหวัง
ในสิง่ นัน้

2. สมุทัย คือสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข ไดแก ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-
ความทะยานอยากในกามความอยากไดทางกามารมณ, ภวตัณหา–ความทะยานอยากในภพ
ความอยากเปนโนนเปนน่ี และวิภวตัณหา–ความทะยานอยากในความปรารถนาจากภพ
ความอยาก ไมเ ปนโนนไมเ ปนนี่

10

3. นิโรธ คือความดับทุกข ไดแก ดับสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขกลาว คือ
ดบั ตณั หาทั้ง 3 ไดอยา งสิน้ เชิง

4. มรรค คือแนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข มีองคประกอบอยู
แปดประการคือ (1) สัมมาทฏิ ฐิ – ความเห็นชอบ (2) สัมมาสังกัปปะ-ความดําหริชอบ
(3) สัมมาวาจา-เจรจาชอบ (4) สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ (5) สัมมาอาชีวะ-เล้ียงชีพชอบ
(6) สัมมาวายามะ-พยายามชอบ (7) สัมมาสติ-ระลึกชอบและ (8) สัมมาสมาธ-ิ ต้ังใจชอบซง่ึ รว มเรยี ก
อกี ชือ่ หน่งึ ไดว า “มชั ฌิมาปฏิปทา” หรอื ทางสายกลาง

2. หลักธรรมเพ่ือการอยูร ว มกันในสงั คม

1. สัปปุริสธรรม 7 คือหลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตตบุรุษ 7
ประการ ไดแ ก

1) รูจักเหตุหรือธัมมัุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักเหตุ รูจักวิเคราะหหา
สาเหตุของสิง่ ตางๆ

2) รูจักผลหรืออัตถัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักผลท่ีเกิดข้ึนจากการ
กระทํา

3) รูจักตนหรืออัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักตนท้ังในดานความรู
คณุ ธรรมและความสามารถ

4) รูจักประมาณหรือมัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักประมาณรูจัก
หลักของความพอดีการดําเนนิ ชีวิตพอเหมาะพอควร

5) รูจักกาลเวลาหรือกาลัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักกาลเวลารูจัก
เวลาไหนควรทําอะไรแลว ปฏบิ ตั ใิ หเหมาะสมกบั เวลานั้นๆ

6) รจู กั บคุ คลหรอื ปริสัญตุ า หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติการปรับตน
และแกไขตนใหเ หมาะสมกับสภาพของกลมุ และชุมชน

7) รูจักบุคคลหรือปุคคลัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติตนให
เหมาะสมกบั บุคคลซง่ึ มีความแตกตางกนั

2. อทิ ธบิ าท 4 คือหลักธรรมท่ีนําไปสูความสําเร็จแหงกิจการมี 4 ประการ
คือ

1) ฉันทะคือ ความพอใจใฝร ักใฝห าความรูและความสรางสรรค
2) วิรยิ ะคือ ความเพยี รพยายาม มคี วามอดทนไมทอถอย

11

3) จติ ตะคือ ความเอาใจใสแ ละตัง้ ใจแนว แนในการทํางาน
4) วิมงั สาคอื ความหม่ันใชปญญาและสติในการตรวจตราและคดิ ไตรตรอง
3. กุศลธรรมบถ 10 เปนหนทางแหงการทําความดีงามทางแหงกุศลซ่ึงเปน
หนทางนําไปสคู วามสขุ ความเจรญิ แบงออกเปน 3 ทางคือ
1) กายกรรม หมายถึง ความประพฤติดีท่ีแสดงออกทางกาย 3 ประการ
ไดแก (1) เวนจากการฆาสัตวคือ การละเวนจากการฆาสัตวการเบียดเบียนกันเปนผูเมตตา
กรุณา (2) เวนจากการลักทรัพยคือ เวนจากการลักขโมย เคารพในสิทธิของผูอื่น ไมหยิบฉวย
เอาของคนอื่นมาเปนของตน (3) เวนจากการประพฤติในกามคือ การไมลวงละเมิดสามีหรือ
ภรรยาผูอน่ื ไมลวงละเมดิ ผิดประเวณี
2) วจีกรรม หมายถึง การเปนผูม คี วามประพฤติดซี งึ่ แสดงออกทางวาจา 4
ประการ ไดแก (1) เวนจากการพูดเทจ็ คอื การพูดแตความจรงิ ไมพูดโกหกหลอกลวง
(2) เวนจากการพดู สอเสยี ดคือ พูดแตใ นสิง่ ท่ีทําใหเ กิดความสามคั คกี ลมเกลยี วไมพ ูดจาในสิ่งท่ี
กอใหเกิดความแตกแยกแตกราว (3) เวนจากการพูดคาํ หยาบคือ พดู แตคําสุภาพออนหวาน
ออนโยนกับบุคคลอ่นื ทง้ั ตอ หนาและลบั หลงั (4) เวนจากการพูดเพอเจอคือ พูดแตค วามจรงิ
มเี หตุผลเนนเนอ้ื หาสาระทเ่ี ปนประโยชน พดู แตส ง่ิ ท่ีจาํ เปน และพดู ถกู กาลเทศะ
3)dมโนกรรม หมายถงึ ความประพฤติทเ่ี กิดขน้ึ ในใจ 3 ประการ ไดแก
(1) ไมอยากไดของของเขาคือ ไมคิดโลภอยากไดของผูอื่นมาเปนของตน (2) ไมพยาบาทปอง
รายผูอน่ื คอื มจี ติ ใจปรารถนาดอี ยากใหผ ูอน่ื มีความสุขความเจริญ (3) มีความเห็นท่ีถูกตอง คือ
ความเชือ่ ท่ีถูกตองคือความเชื่อในเรื่องการทําความดีไดดี ทําช่ัวไดชั่ว และมีความเช่ือวาความ
พยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ
4. สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีเปนวิธีปฏิบัติ
เพ่ือยึดเหน่ียวจิตใจของคนที่ยังไมเคยรักใครนับถือใหมีความรักความนับถือ สังคหวัตถุ
เปน หลักธรรมท่ชี ว ยผูกไมตรซี ่งึ กันและกันใหแ นนแฟนยงิ่ ขึน้ ประกอบดว ย
1) ทาน คือ การใหเปนสิ่งของตนใหแกผูอ่ืนดวยความเต็มใจ เพื่อเปน
ประโยชนแกผ รู ับ การใหเ ปนการยดึ เหนย่ี วน้ําใจกนั อยา งดีย่งิ เปน การสงเคราะหสมานน้ําใจกัน
ผูกมติ รไมตรีกันใหยงั่ ยนื
2) ปย วาจา คอื การเจรจาดวยถอยคาํ ไพเราะออนหวานพดู ชวนใหคนอ่ืน
เกิดความรักและนบั ถือ คําพดู ที่ดีน้ันยอมผกู ใจคนใหแนนแฟนตลอดไป หรือแสดงความเห็นอก

12

เห็นใจใหกําลงั ใจรจู กั พดู ใหเกิดความเขา ใจดีสมานสามัคคยี อมทาํ ใหเ กิดไมตรีทําใหร กั ใครนับถอื
และชว ยเหลือเกอ้ื กลู กัน

3) อัตถจรยิ า คือ การประพฤติสิ่งท่ีเปนประโยชนแกกัน คือชวยเหลือดวย
แรงกายและขวนขวายชว ยเหลือกิจกรรมตางๆ ใหล ลุ วงไป เปนคนไมดูดายชวยใหความผิดชอบ
ชว่ั ดีหรือชวยแนะนําใหเ กดิ ความรคู วามสามารถในการประกอบอาชีพ

4) สมานัตตตา คอื การวางตนเปนปกติเสมอตนเสมอปลาย ไมถือตัว และ
การวางตนใหเหมาะสมกับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก ผูใหญ ผูนอย หรือผูเสมอกัน ปฏิบัติ
ตามฐานะผนู อ ยคาราวะนอบนอม ยําเกรงผูใหญ

5. ศลี 5 เปนการรกั ษาหรือควบคุมกาย ศีลแปลวาปกติ ไมทําบาป โดยการละ
เวน 5 ประการคือ

1) ละเวนจากการฆา สตั วและการเบียดเบียนสตั ว
2) ละเวน จากการลักขโมย ปลน จี้ ฉก ชิง วง่ิ ราว
3) ละเวน การประพฤติผิดในกาม ลวงละเมิดลกู เมยี ผูอ นื่
4) ละเวนจากการพกู ปด พูดคาํ หยาบ พดู เพอเจอ พูดสอเสียด
5) ละเวน จากการเสพสรุ า
อานิสงคของการรักษาศลี
1. ทาํ ใหมีความสุขกายสุขใจ ทาํ ใหไมเ ปนคนลมื สติ
2. ทาํ ใหเกิดทรพั ยส มบตั ขิ ึ้นได
3. ทาํ ใหส ามารถใชสอยทรพั ยนัน้ ไดเต็มที่
4. ทําใหไ มต องระแวงวาจะมีศตั รมู าทวงทรพั ยคนื
5. ทําใหเ กยี รติคณุ ฟุงกระจายไป ทําใหเ กิดความเคารพเชอื่ ถอื
6. ตายแลวยอ มไปเกดิ ในสุคตภิ มู ิ
6. โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก เปนหลักธรรมท่ีชวยใหมนุษยทุกคน
ในโลกอยกู นั อยางมคี วามสุขมีนํ้าใจเอื้อเฟอมีคุณธรรมและทําแตส่ิงที่เปนประโยชนประกอบดวย
หลกั ธรรม 2 ประการ ไดแก
1) หิริ คอื ความละอายท่จี ะไมท ําความช่วั
2) โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวตอ บาป

13

การเผยแผพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธเจาไดเทศนพระธรรมเทศนาโปรดแกสกุลบุตรรวมทั้งเพ่ือนของสกุลบุตร
จนไดสําเร็จเปนพระอรหนั ตทงั้ หมดรวม 60 รปู

พระพุทธเจา ทรงมพี ระราชประสงคจะประกาศศาสนาทีพ่ ระองคไ ดตรัสรู จึงตรัสเรียก
สาวกทั้ง 60 รปู มาประชุมกนั และใหจารกิ แยกยายกนั เดินทางไปประกาศศาสนาในเสนทางที่ไมซํ้า
กนั เพอ่ื ใหส ามารถ เผยแผพ ระพทุ ธศาสนาในหลายพ้ืนที่

หลังจากสาวกไดเดินทางไปเผยแผพระพุทธศาสนาในพื้นท่ีตางๆทําใหมีผูเลื่อมใส
พระพทุ ธศาสนาเปน จาํ นวนมากพระองคจึงทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชไดโดยใช
วิธีการปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหย่ังรากฝงลึกและแพรหลาย
ในดนิ แดนแหง นน้ั เปน ตนมา

พระสมั มาสมั พุทธเจาไดทรงโปรดสัตวแ ละแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา 45
พรรษา ณ เวฬุคามใกลเมืองเวสาลี แควนวัชชี โดยกอนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองคทรงมี
ปจ ฉิมโอวาทวา “ดกู อ นภกิ ษทุ ้ังหลายเราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารท้ังปวงมีความเส่ือมสลายไป
เปน ธรรมดา พวกเธอจงทาํ ประโยชนต นเองและประโยชนของผูอ นื่ ใหสมบูรณด วยความไมป ระมาท
เถดิ ”

จากน้ันไดเสด็จดับขนั ธป รินิพพานใตตน สาละ ณ สาลวโนทยานของเหลา มลั ลกษัตริย
เมอื งกุสนิ าราแควนมัลละ ในวันข้ึน 15 ค่ําเดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันนี้ถือเปน
การเริม่ ตนของพุทธศกั ราช

หลกั ธรรมของศาสนาอสิ ลาม

แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลามประกอบดวยรายละเอียด
ท่สี าํ คัญๆ ดงั ตอ ไปนี้ คอื

1. ศรทั ธาตอ อลั เลาะห ใหศ รทั ธาโดยปราศจากขอ สงสัยใดๆ วา พระอลั เลาะหท รงมอี ยู
จริงทรงดาํ รงอยูดวยพระองค ทรงมีมาแตดั้งเดิม โดยไมมีสิ่งใดมากอนพระองคทรงดํารงอยูตลอด
กาล ไมมีสิ่งใดอยูหลังจากพระองคทรงสรางทุกอยางในทองฟาเพียบพรอม ดวยคุณลักษณะอัน
ประเสรฐิ

14

2. ศรทั ธาตอ มลาอิกะฮซุ งึ่ เปนบา วอลั เลาะหประเภทหนึ่งที่ไมอาจมองเห็นตัวตนหรือ
ทราบรปู รา งทแ่ี ทจ ริง บรรดามลาอกิ ะฮนุ ีป้ ราศจากความผิดพลาดบริสุทธจิ์ ากความมวั หมองทง้ั ปวง
มคี ุณสมบตั ิไมเ หมอื นมนษุ ยค อื ไมก นิ ไมนอน ไมม ีเพศ สามารถจําแลงรา งได

3. ศรทั ธาในพระคมั ภีรของพระเจา คือศรัทธาวาอัลเลาะหทรงประทานคัมภีรใหกับ
บรรดาศาสนทูตเพื่อนาํ ไปประกาศใหป ระชาชนไดท ราบหลกั คาํ สอน

หลกั ธรรมของศาสนาคริสต

ศาสนาคริสตจารึกหลักธรรมไวในคัมภีรไบเบ้ิล หลักธรรมของพระเยซูบางขอตรง
ขามกบั ศาสนายวิ บางขอใหการปฏริ ูปและประยกุ ตเ สียใหม เชน

1. พระเจาทรงเปนบิดาที่ดีพรอมที่จะประทานอภัยใหแกบุตรท่ีกลับใจ
แตข ณะเดียวกนั ก็ทรงเปน ผูทรงไวซ ึ่งความเดด็ เดย่ี วลงโทษผทู ีไ่ มเชื่อฟง

2. พระเยซทู รงเปน ผูประกาศขาวดีโดยแจงใหทราบวาอาณาจักรของพระเจา มาถึง
แลว ผูทศี่ รทั ธาจะไดรับมหากรณุ าธิคุณจากพระเจา

3. หลกั การสํานึกผิด ใหพ จิ ารณาตนเองวาใหทําผิดอะไรและต้ังใจที่จะเลิก ทําความ
ช่วั นัน้ เสีย

4. หลกั ความเสมอภาค คอื ความรักความเมตตาของพระเจา ทีม่ ีตอ มนุษยทั้งมวล
โดยไมเ ลอื กชั้นวรรณะ ผทู ี่ทาํ ความดีแลวตอ งไดร บั รางวลั จากพระเจา โดยเสมอภาคกัน

5. ใหล ะความเคียดแคนพยาบาท การจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รกั ตอบ
ใครอาฆาตมุงราย ก็ตองใหอ ภยั

หลักธรรมของศาสนาพราหมณห รือฮินดู
1. ธฤติ ไดแ ก ความมัน่ คง ความเพียร ความพอใจในสิ่งทต่ี นมี
2. กษมา ไดแก ความอดทนอดกลน้ั และมีเมตตากรุณา
3. ทมะ ไดแ ก การขมจิตมใิ หห ว่ันไหวไปตามอารมณ มสี ตอิ ยเู สมอ
4. อสั เตยะ ไดแก การไมลกั ขโมย ไมก ระทาํ โจรกรรม
5. เศาจะ ไดแก การทําตนใหส ะอาดท้ังกายและใจ
6. อินทรยี นิครหะ ไดแก การขม การระงบั อินทรีย 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ

เทา ทวารหนัก ทวารเบา และลําคอ ใหเปนไปในทางทถ่ี ูกตองอยใู นขอบเขต

15

7. ธี ไดแก การมสี ติ ปญ ญา รูจักการดําเนินชวี ิตในสงั คม
8. วทิ ยา ไดแ ก ความรทู างปรชั ญา
9. สตั ยา ไดแก ความจริง คอื ความซ่ือสตั ยส ุจริตตอกัน
10. อโกธะ ความไมโกรธ

หลักอาศรม 4
1. พรหมจารี ศกึ ษาเลาเรียนและประพฤติพรหมจรรยจนถึงอายุ 25 ป ศึกษาจบจึง

กลบั บาน
2. คฤหสั ถ ครองเรอื น จบจากการศกึ ษา กลับบา น ชว ยบิดามารดาทาํ งานแตงงาน

เพ่ือรกั ษาวงศต ระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเปน เครื่องดําเนนิ ชีวิต
3. วานปรสั ถ สงั คมกาล มอบทรัพยสมบัติใหบุตรธิดา ออกอยูปาแสวงหาความสงบ

บาํ เพ็ญประโยชนต อสังคมการออกอยูปาอาจจะทําเปน ครั้งคราวกไ็ ด
4. สนั ยาสี ปริพาชก เปนระยะสุดทา ยแหง ชวี ติ สละความสขุ ทางโลกออกบวช

เปนปรพิ าชกเพอื่ หลุดพน จากสงั สารวัฎ

หลักธรรมของศาสนาซกิ ข

คําสอนตามคัมภีรครันถ-ซาหิป ซึ่งบรรดาทานคุรุทั้งหลายไดประกาศไวเกี่ยวกับ
จริยธรรมอนั เปนเครอื่ งยงั สงั คมและประเทศชาติใหม ่นั คงอยไู ด และยังจิตใจของผูปฎิบัติ ใหบรรลุ
ถึงความผาสุกขน้ั สดุ ทา ยไดม นี ัยโดยสังเขปคอื

เก่ียวกับพระเจา “รูปทง้ั หลายปรากฏขึ้นตามคําสัง่ ของพระเจา (อกาลปุรุษ) สิ่งมีชีวิต
ทง้ั หลายอบุ ัติมาตามคําสง่ั ของพระเจา บุตรธดิ าจะไดรูถึงกําเนดิ บดิ ามารดาไดอยา งไร โลกท้ังหมด
รอยไวด วยเสน ดายคอื คาํ สั่งของพระเจา ”

“มนุษยทัง้ หลายมพี ระบดิ าผูเ ดียว เราท้งั หลายเปนบตุ รของทา นเราจงึ เปน พน่ี องกัน”
“พระเจาผูสรางโลก (อกาลปุรุษ) สิงสถิตอยูในสิ่งท้ังหลายท่ีพระเจาสรางและส่ิง
ท้งั หลายกอ็ ยูในพระเจา ”
“อาหลา (อลั ลอห) ไดสรา งแสงสวา งเปน ครง้ั แรก สตั วทัง้ หลายอบุ ตั มิ าเพราะศกั ดิ์

16

ของอา หลาสิง่ ทอี่ าหลาสรา งขน้ึ เกิดมาแตแ สงสวา งนัน้ เองจึงไมม ใี ครสงู ไมมีใครต่ํา ใครจะไมถามถึง
วรรณะ และกําเนดิ ของทา น ทานจงแสวงหาความจริงซึ่งพระเจาแสดงแกทาน วรรณะและกําเนิด
ของทา นเปน ไปตามจารีตของทานเอง”

“อยาใหใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผซู ่งึ รจู ักพรหมนัน่ แหละเปน พราหมณ อยาถือ
ตัวเพราะวรรณะความถอื ตวั เชน นเ้ี ปนบอ เกดิ แหง ความชัว่ ฯลฯ

“คนทั้งหลาย บางก็เปนอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคน
เปนอิมานซาฟจึงถือวาคนท้ังหลายเปนวรรณะเดียวกันหมด กรุตา (ผูสรางโลกตามสํานวนฮินดู)
และกรมี (อาหลาตามสาํ นวนมสุ ลมิ ) เปน ผูเ ดียวกัน เปน ผูเ ผอ่ื แผประทานอภัยอยาเขาใจผิดเพราะ
ความสงสยั และเชือ่ ไปวา มพี ระเจาองคทสี่ อง คนท้งั หลายจงปฏิบัติแตพระเจาองคเดียว
คนทง้ั หลายยอ มมพี ระเจา เดียว ทา นจงรไู วซึ่งรปู เดียว และวิญญาณเดียว”

หลักธรรมคาํ สอนของศาสนาชว ยสรา งคนใหเปนคนดี

คนดีเปนท่ีปรารถนาของทุกคน โลกนี้ยังขาดคนดีอยูมาก ยิ่งกวาขาดแคลนผูทรง
ความรแู ขนงตางๆ เสยี อีก ความจริงโลกไมไดข าดแคลนผมู ีความรหู รือผเู ชี่ยวชาญในสาขาตางๆ
มากนกั แตท ขี่ าดแคลนมากก็คือคนดี โลกจงึ วุนวายดงั ปจจุบนั คนจะเปน คนดไี ดก็ตองมีหลักยึด
ม่ันประจําใจคือมีศาสนา ยิ่งมีจิตใจยึดม่ันมากเทาไรก็ชวยใหเปนคนดีมากขึ้น เทาน้ัน ตรงกัน
ขา มถา ใจไมดีการกระทําตางๆ ก็พลอยรายไปดวย คนมีศาสนาหรือมีหลักธรรม มีคุณธรรมใน
ใจเปน คนดแี ตถา ไมม กี ็อาจเปนคนดีได แตเปนคนดีท่ีทําความดีก็ตอเมื่อมีผูอื่นรู จะไมทําความ
ช่ัวก็ตอเมื่อมีคนเห็น ถาไมมีใครรูใครเห็นก็อาจจะทําความชั่วไดงาย แตขณะเดียวกันคนดีไม
อาจทําท้ังความดีและความชัว่ ทงั้ ตอหนาและลับหลัง ทงั้ นีเ้ นื่องจากหลักธรรมคําสอนของทุก
ศาสนามงุ ใหมนษุ ยม ีหิริโอตัปปะ มคี วามละอายละเกรงกลัวตอ บาป

ผูท่ีไดชื่อวา เปน คนดที ี่สงั คมตอ งการมกั จะเปนคนมเี หตมุ ผี ล กลาหาญ อดทน
อดกล้นั มคี วามซอื่ สัตย สจุ ริต มกี ิริยามารยาทดี มเี สนห มีจติ ใจงาม เมตตาตอสตั วท้ังหลาย
รูจักชวยเหลือสงเคราะหผูอื่นเคารพในความคิดและความเปนเจาของของผูอ่ืน พูดจาในสิ่งที่
ถกู ตอ งเปน ความจริง พดู จาไพเราะ ออ นหวาน กอใหเกิดความสามัคคีกลมเกลยี วในหมคู ณะ
เปน ตน

17

ศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมคําสอนเปนเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจของศาสนิกชน
โดยทุกศาสนามีเปาหมายเดียวกันคือ “มุงใหทุกคนมีธรรมะมีคุณธรรมและสอนใหคน เปนคน
ดี” ดังน้ันศาสนาแตละศาสนาจึงมีหลักธรรมคําสอนของตนเองเปนแนวทางในการประพฤติ
ปฏบิ ัติ

เร่ืองท่ี 3 การปฏิบตั ิตนใหอยรู วมกนั อยา งสันติสุข

วิธปี องกนั และแกไขความขัดแยงทางศาสนาตอการอยรู ว มกันในสงั คม

วิธีปอ งกันแกไขความขัดแยง ทางศาสนาตอการอยูร ว มกันมหี ลายวิธี เชน
1. วธิ ยี อมกัน คือ ทกุ คนลดทิฏฐมิ านะ หนั หนา เขาหากัน ใหเกียรติซึ่งกันและกันไมดู
ถูกไมติฉินนินทาไมกลาววารายปายสีศาสนาของกนั และกัน พบกนั ครึง่ ทาง รจู กั ยอมแพ รจู ักยอม
กนั หวังพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกันถือวาทุกคนเปนเพื่อนรวมโลกเดียวกันโดยมีผูประสานสัมพันธ
ท่ที ุกฝา ยยอมรบั นบั ถอื
2. วิธีผสมผสาน คือ ทุกฝายทุกศาสนาเปดเผยความจริง มีการแลกเปล่ียนทัศนคติ
ความคิดเห็นแลกเปล่ียนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา
ทํากจิ กรรมในสังคมรวมกัน เชน สรา งสะพาน ถนน ฯลฯ
3. วิธีหลีกเล่ียง คือ การแกปญหาลดความขัดแยงโดยวิธี ขอถอนตัว ขอถอยหนี
ไมเ อาเรื่อง ไมเ อาความ ไมไ ปกา วกา ยความคิดความเชือ่ ของผูนบั ถือศาสนาที่ไมตรงกับศาสนาท่ีตน
นบั ถือ
4. วธิ ีการประนปี ระนอม คือ การแกปญ หาโดยวิธที าํ ใหท ัง้ สองฝายยอมเสยี สละบางสิง่
บางอยางลงมีทั้งการใหและการรับ ทุกฝายยอมเสียบางอยางและไดบางอยางมีอํานาจพอๆ กัน
ตา งคนตางก็ไมเสยี เปรยี บ

18

เร่อื งท่ี 4 วธิ ฝี ก ปฏิบัติพฒั นาจติ ใจในแตล ะศาสนา

การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในศาสนาพทุ ธ

หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงแสดงวิธีการปฏิบัติท่ีเรียกวา
“สมาธิ” คําวาสมาธิแปลวา จิตที่สงบตั้งม่ันอยูในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงไมฟุงซาน หรือการจัด
ระเบยี บความคดิ ได เชน ในขณะอานหนังสือจติ สงบอยูก ับหนงั สอื ทเี่ ราอาน เรียกวา จิตมีสมาธิ
หรอื ในขณะทท่ี ํางานจิตสงบอยกู ับงานท่ที าํ กเ็ รยี กวา ทาํ งานอยางมีสมาธิ สติ สมาธิ และปญญา
มีลกั ษณะเก้ือกูลกันและมีความสมั พนั ธอ ยางใกลช ดิ สติคอื ความต้ังมั่นเปนจุดเรม่ิ แลวมสี มาธิคือ
จติ ใจแนวแน และปญญาคือการไตรต รองใหรอบคอบ

ประโยชนข องสมาธิ
1. ประโยชนของสมาธิในชีวิตประจําวัน เชนทําใหจิตใจสบาย มีความสดชื่น ผองใส

และสงบกระฉบั กระเฉง วอ งไว มีความเพียรพยายาม แนวแนใ นสิง่ ที่กระทํา มีประสิทธิภาพในการ
ทํางาน

2. ประโยชนของสมาธิในการพัฒนาบุคลิกภาพ เชน ทําใหมีความแข็งแรง
หนักแนนทงั้ ทางรา งกายและจติ ใจ มสี ุขภาพจติ ดี สูสขุ ภาพท่ดี ีและรกั ษาโรคบางอยา งได

3. ประโยชนของสมาธิที่เปนจุดมงุ หมายของศาสนา เม่อื ไดสมาธิขั้นสูงแลว จะเกิด
ปญญาและบรรลจุ ุดมุง หมายของศาสนาได

4. จะมีเหตุผลในการตดั สินปญหาตา งๆ ไดถ ูกตองมากยง่ิ ขึ้น

วธิ กี ารฝก สมาธิ

ในคนื วนั เพญ็ เดือน 6 พระพทุ ธเจา ตรสั รโู ดยการนงั่ สมาธิดวยวิธีการอานาปานสติ คือ
ตั้งสติจดจอท่ลี มหายใจเขา-ออก เปน อารมณเดยี วจนจติ แนว แนเขาสสู มาธิซงึ่ เปน สงบสุข สงัด มีสติ
รูตัวบริบูรณ จากนั้นพระพุทธองคเกิดมหาปญญาคนพบทางดับทุกขแกชาวโลกคือ อริยสัจ 4
ดังน้ันการฝกสมาธิเปนหนทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติเพ่ือใหเกิดปญญา แกปญหาชีวิต และ
พัฒนาตนเองใหเกิดกาํ ลงั ใจเสยี สละยิง่ ขน้ึ เมตตายิง่ ขึน้ มปี ญญาประกอบการงานตนเอง มคี วามสขุ
สังคมโดยรวมมีความสุข แตอยางไรก็ตามพื้นฐานของผูปฏิบัติสมาธิหรือฝกสมาธิไดผลรวดเร็ว

19

ตองเปนผทู ม่ี ศี ลี 5 เปนพน้ื ฐานและศรทั ธายึดมั่นตอ พระรตั นตรยั เปนพทุ ธศาสนิกชนที่ดีคือการให
ทาน รกั ษาศลี และเจริญภาวนาคอื การทาํ สมาธิและทาํ ใหตนเองดขี ึ้น สงั คมเจรญิ ข้ึน

การพัฒนาคณุ ธรรมจริยธรรมในศาสนาอนื่ ๆ
ศาสนาคริสต ศาสนาอสิ ลาม และศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนิกชนของ

แตละศาสนาท่ีฝกพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมใหเจริญย่ิงๆ ขึ้นนั้น ลวนมีพ้ืนฐานเชนเดียวกับ
พทุ ธศาสนิกชน คือ การศรทั ธาในศาสดา คาํ สอนและแนวปฏบิ ัติของศาสนาของตน ความมีศรัทธา
ต้งั ม่นั มีจิตจดจอ ในศาสนาทีน่ บั ถือทําใหเกิดอารมณ ม่ันคงที่จะทําความดี ท่ีจะอดทน อดกล้ัน
ตอความทุกขต า งๆ ศาสนาครสิ ตม กี ารอธษิ ฐานกบั พระเจา การสารภาพบาป เปนการชําระมลทิน
ทางจิต ศาสนาอสิ ลามมกี ารสงบจิตม่นั ทําละหมาดเปน ประจําทกุ วันๆ วนั ละหลายครั้ง เปนกิจวัตร
สาํ คัญ และศาสนาพราหมณ-ฮินดู นั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลายแนวทางมีการวางเปาหมาย
ชวี ิตเพ่ือละกเิ ลสตา งๆ ศาสนาซิกขสอนวามนุษยมีฐานะสูงสุดเพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนกา
รฟอกวิญญาณใหส ะอาด

เร่ืองที่ 5 การพฒั นาสตปิ ญ ญาในการแกปญหาตางๆและการพัฒนาตนเอง
ครอบครวั ชุมชน สังคม

การเจรญิ สติปญญาท่ถี กู ตอ งทาํ อยางไร
ตลอดเวลาที่ผานมาหลายรอยป พวกเราชาวพุทธเขาใจพระธรรมคําสอนของ

พระพุทธเจา คลาดเคลื่อนมาตลอด คําวา สติปญญา ในพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจา ในพระ
ไตรปฏ กก็เชน กนั จะเหน็ วาการปฏบิ ตั ิธรรมของชาวพทุ ธในประเทศไทยไดม ีการอบรมสง่ั สอนกนั มา
นมนาน ใหช าวพทุ ธเจรญิ สตแิ ละปญญาตามคําสอนของพระพุทธเจา ทพ่ี ระองคต รสั ไว คือ เอาคําวา
สติไปเจริญ คือเราไปฝกใหเกิดสติรูเทาทันอิริยาบถตลอดเวลาท่ีมีการเคลื่อนไหวหรืออ่ืน ๆ เชน
เดินหนอ ยกหนอ น่ังหนอ ฯลฯ เปนตน การเอาสติไปฝกอยางน้ี เปนการปฏิบัติธรรม ท่ีผิดธรรม มีผล
ออกมาเปนสมาธิเทานนั้ ไมม ีปญญาเกดิ ขึน้ เพราะไมเ ขาใจ พระธรรมคาํ สอนของพระพุทธเจาและไม
รคู วามหมายของคาํ วา สติ หรือไมร ูธรรมชาตขิ อง คําวา สติ

สติ หมายถงึ การระลึกได สตเิ ปน ธรรมชาตอิ ันหน่งึ มีเฉพาะในตัวคนเทานั้นท่ีมีมากไม
ตองเจริญหรือไมตองสรางมันข้ึนมาอีกใด ๆ ทั้งส้ิน คนทุกคนมีสติอยูแลวมันทําหนาท่ีของมัน
ตลอดเวลา ต้ังแตเราต่ืนขึ้นมาไปจนถึงหลับไป คือทําหนาท่ีระลึก หรือลาก หรือดึงความจําท่ีเปน
สัญญาที่เก็บอยูในใจแลวแตวาในใจของผูใดจะเก็บบวก เก็บลบ หรือเก็บกุศลหรืออกุศลไวในใจ

20

มากกวา กนั อันไหนมมี ากกวา สตจิ ะดึง หรือระลึก หรือลากเอาอันนัน้ ออกมารับการกระทบสัมผัส
จากภายนอก ถา มีลบมากก็ดงึ เอาลบออกมารับ ถา มบี วกมากมันก็ดึงเอาบวกออกมารับแลวก็จะมี
การคิดปรุงแตงตอไป จากนั้นก็จะไปสูการกระทําผลจะออกมาตามเหตุที่ทําไว เชน มีเสียงดา
กระทบหู ถา ใจเราเกบ็ เอาอกศุ ลไวมาก สติก็จะระลึก หรือลากเอาอกุศลออกมารับเสียงดา ทําให
เกดิ ความไมพอใจแสดงออกมาอาจจะไปทํารายคนดาได แตถาในใจเก็บขอมูลท่ีเปนกุศล (บวก)
ไวมาก สติก็จะระลึกหรอื ลากเอากศุ ลน้นั ออกมารบั กระทบเสียงดา แลว มองเห็นเสียงดาน้ันเปนคํา
ตักเตอื นทันที มองเหน็ คณุ คา ของเสียงดาน้ันได น่ีคือหนาที่ของสติ มันทําหนาท่ีอยางน้ี การเจริญ
สติท่ปี ฏิบตั กิ ันมานั้นไมถูกตอง ทถ่ี กู ตอ งจะตอ งเจริญความรูท่ีดับทุกขได หรือปญญา ใหสติระลึก
ไดหรือลากมาตอนรับการกระทบสัมผัส เพื่อแกไขปญหาหรือทุกขตั้งแตที่ถูกกระทบสัมผัสหรือ
ที่มันเกดิ ซึง่ ตรงกับคาํ สอนของพระพทุ ธเจา ทีต่ รสั ไวว า ทกุ ขเกิดที่ไหนดบั ท่ีน่นั

ปญ ญา หมายถงึ ความรทู ด่ี ับทกุ ขไ ด ความรูท่ีดับทุกขไมไดไมใชปญญาทางธรรมเปน
เพยี งความรูหรือรอบรเู ทานั้น

ปญญา ในพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจา หมายถงึ พระธรรมในสวนทีเ่ ปนผล ไมใ ช
สวนท่ีเปนเหตุ เอาคําวาปญญาไปใชดับทุกขไมได จะตองรูและเขาใจตอไปอีกวาปญญาที่เปน
ความรทู ่ดี ับทุกขไ ดน ั้น มตี นตอแหลงกําเนดิ หรือเหตปุ จ จยั ของการเกิดของปญญาอยทู ี่ไหน

ปญญาเกดิ ขึ้นไดอยางไร ปญญาท่ีเปนความรูท่ีดับทุกขไดนั้นเกิดจากความจริงที่เปน
ความจรงิ ของโลกและชวี ติ เทา นั้น ความจรงิ เปนตน ตอของปญ ญา

ความจรงิ ของโลกและชีวิตก็คือ กฎธรรมชาติ 2 กฎ ที่พระพุทธเจาตรัสรู คือ กฎไตร
ลักษณ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเกิดข้ึน ต้ังอยู ดับไป และกฎของเหตุและปจจัยหรือ
อิทัปปจ จยตาปฏิจจสมปุ บาท กฎนแี้ หละคอื ตน ตอหรอื แมหรือเปน เหตปุ จจัยของปญ ญา ปญ ญาจะ
เกิดกบั ความจรงิ เทานัน้ อวิชชาเกดิ จากความพอใจหรือไมพอใจ หรือความเช่ือ ความเช่ือเปนเหตุ
เปนปจจยั หรอื ตน ตอของอวิชชา

เม่ือเรารูจักท่ีมาท่ีไปของสติปญญาแลวจะเห็นวา การปฏิบัติธรรมโดยการเจริญ
สติปญญาโดยตรงอยางที่มีการสอนการปฏิบัติกันในปจจุบันนี้ไมถูกตองตามธรรม ไมถูกเหตุถูก
ปจจยั เม่ือรูเหตปุ จจยั ของสตปิ ญ ญาแลว การปฏิบัติกเ็ ร่มิ เจริญปญญา ไมตองเจริญสติเพราะมีอยู
แลว แตค นเราขาดปญญาจงึ จําเปนตอ งเจรญิ ปญ ญามาดับทุกขหรือแกป ญ หา

การเจรญิ ปญญาทถี่ ูกตอง ตองเจริญท่ีเหตุของการเกิดปญญา เหตุปจจัยของการเกิด
ปญญาหรือสัมมาทิฏฐิ น้นั คอื พระธรรมคําสอนของพระพทุ ธเจา ทพี่ ระองคตรัสไวเปนทางสายเอก

21

คอื การวิปส สนาภาวนา พจิ ารณาขันธ 5 และอินทรยี  5 ใหร เู ห็นสงิ่ ทั้งปวงทม่ี ากระทบสัมผสั ตัวเรา
ตามความเปนจริงของโลก และชีวิตวาส่ิงทั้งปวงไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา ไมมีตัวตนเปนของ
ตนเองเกิดจากเหตุปจ จยั วา งจากตนหรือของตน พจิ ารณาใหร ูใหเ ห็นความจรงิ อยางน้ี จนเปนปกตินสิ ยั ใน
ชีวติ ประจําวนั แลวจะมปี ญญาหรือสัมมาทฏิ ฐิเกิดขน้ึ รเู ทา ทันความจรงิ ของโลกและชีวิต ดับความพอใจ
(โลภ) ไมพ อใจ (โกรธ) ทันที อยา งนีเ้ รียกวาสมั มาทิฎฐิ ปญญาเกดิ ขึ้น มรรคมีองค 8 เกิดขึ้น องคธรรม
อื่น ๆ จะเกิดตามมาจนครบโพธิปกขิยธรรม 37 ประการ แลวมีปญญาดับทุกขหรือแกไขปญหาใหกับ
ตัวเองไดถ าวร

เมื่อมีปญญา (รูจริง รูแจง) เกดิ ขนึ้ ในใจตลอดเวลาแลว ปญญากจ็ ะเขามาแทนทอี่ วชิ ชา
เมอ่ื มีอะไรมากระทบสมั ผสั ตวั เรา สติก็จะระลกึ หรือดึงหรอื ลากเอาความจริงที่เปนปญญาที่เก็บอยู
ในใจเปน สัญญา (ความจาํ ) ออกมารบั การกระทบสมั ผสั ปญ หาหรอื ทุกขก็จะถูกแกไขหรือดับที่มัน
เกดิ ทันที ยกตัวอยา งเชน มเี สยี งดา มากระทบหู สตกิ ็จะลากเอาหรือระลึกเอาปญ ญาหรือความจริง
ออกมารบั วาเสียงดาไมเที่ยง ปญ ญาจะทําหนา ทพ่ี จิ ารณาวาเสียงดาเกิดดับ คนดาก็เกิดดับ คนถูก
ดา กเ็ กิดดบั พดู งา ย ๆ วา คนดากต็ าย คนถกู ดาก็ตาย เชนกัน แลวปญญาจะสั่งใหย้ิมใหกับคนดา
ทันทีและก็ย้ิมไดดวย เพราะหนามืดหนาแดงท่ีเกิดจากความพอใจ ไมพอใจถูกดับไปกอนแลว
ปญญาก็ถูกแกไขในทางถกู ตองคือ ดบั ปญ หา ณ ทีเ่ กดิ น้นั ทนั ที ปญหาท่ีเกิดตอเนื่องตอไปอีกไมมี
ถาเราไมฝ กเจรญิ ความจริงไวในใจแลว กจ็ ะไมม ปี ญ ญาออกมารับเสียงดา สตกิ จ็ ะลากเอาความเช่อื
ที่เปนความพอใจ ไมพอใจที่เก็บเปนอวิชชาอยูในใจออกมารับการกระทบเสียงดา ความพอใจ
ไมพอใจก็เกิดขึ้นทําใหเราควบคุมตนเองไมได อาจจะไปทํารายรางกายคนดา ในที่สุดก็ตองไป
แกป ญ หาทสี่ ถานีตํารวจ หรือท่ีศาล หรือทีค่ ุก ซ่งึ ไมใชเ ปา หมายหรอื สง่ิ ทีค่ นเราตองการ

ความจริงแลว คําวาสติปญญาในพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจานั้นเปนคําตรัส
ยอ ๆ ของพระพุทธเจาใชตรัสกับพระอริยบุคคล ตรัสอยางนี้ อริยบุคคลเขาใจได จะเอาคําวา
สติปญ ญาไปปฏิบัตหิ รือไปเจริญโดยตรงไมไดไ มถกู ธรรม วธิ ีปฏิบัตหิ รอื เจรญิ สตปิ ญ ญาท่ถี ูกตอ งนั้น
ตองเอาพระธรรมที่เปนเหตุของการไดปญญามาปฏิบัติกอน จึงจะมีปญญาเกิดข้ึนเก็บไวในใจตน
เปนปกตินิสยั ประจาํ วันแลว ปญ ญาก็จะเขาไปแทนอวิชชา (ความหลง) อยใู นใจของเรา ใจของเราก็
เต็มไปดวยปญญา รูจริง รูแจง เม่ือมีอะไรมากระทบ สัมผัส สติก็จะลากหรือระลึกเอาปญญา
ออกมารบั การกระทบแลวแกป ญ หาหรือดับทกุ ขไ ด

สรุป การเจริญสติปญญา ก็คือ พิจารณาขันธ 5 และอินทรีย 6 ตามทางสายเอก
ทีพ่ ระพุทธเจา ตรัสรไู วน่ันเอง

เรื่องท่ี 6 วฒั นธรรมประเพณีในประเทศไทยและประเทศ

วฒั นธรรมประเพณเี ปน เอกลกั ษณของแตล ะประเทศซ่ึงมีความคล
ประเพณี ท่ีสําคัญๆ ดังนั้น ความแตกตางที่เกิดขึ้นในโลกน้ี ทําใหเกิดคว
ดงั น้ี

ท่ี ประเทศ ภาษา การแตงกา
1 บรูไน ดา ภาษามาเลย ชุดประจําชาติของบรูไนคลายกับ
เปน ภาษา ประเทศมาเลเซีย เรียกวา บาจู
รุสซาลาม ราชการ สวนชุดของผูหญิงเรียกวา บาจ
รองลงมาเปน แตผหู ญิงบรไู นจะแตงกายดวยเสื้อผ
อังกฤษและจีน มั ก จ ะ เ ป น เ สื้ อ ผ า ที่ ค ลุ ม ร า ง ก า
สว นผชู ายจะแตง กายดวยเสือ้ แขนย
นุงกางเกงขายาวแลวนุงโสรง เป
สังคมแบบอนุรักษนิยม เพราะบ
จงึ ตองแตงกายมิดชิดและสุภาพเรยี

22

ศตา งๆ ในโลก

ลายคลงึ และแตกตางกัน ไมวาจะเปนเรื่องภาษา การแตงกาย อาหาร และ
วามงาม ความเชื่อ ความศรัทธา และกลายเปนอัตลักษณในแตละประเทศ

าย อาหาร วฒั นธรรม/ประเพณี
บชุดประจําชาติของผูชาย อัมบูยตั -สตรีจะไม ย่ืนมือให
มลายู (Baju Melayu) (Ambuyat) บุรษุ
จูกุรุง (Baju Kurung) -ก า ร ช้ี นิ้ ว ไ ป ท่ี ค น ห รื อ
ผาท่ีมีสีสันสดใส โดยมาก ส่ิ ง ข อ ง ถื อ ว า ไ ม สุ ภ า พ
า ย ตั้ ง แ ต ศี ร ษ ะ จ ร ด เ ท า แตจ ะใชหวั แมม อื ชี้แทน
ยาว ตวั เส้อื ยาวถงึ เขา
ปนการสะทอนวัฒนธรรม
บรูไนเปนประเทศมุสสิม
ยบรอ ย

ที่ ประเทศ ภาษา การแตงกา

2 กัมพูชา ภาษาเขมร เปน ชุดประจาํ ชาตขิ องกัมพูชาคือ ซัมป

ภาษาราชการ กัมพูชา ทอดวยมือ มีทั้งแบบหลว

รองลงมาเปน เส้ือบริเวณเอว ผาที่ใชมักทําจากไ

องั กฤษ, อยางรวมกนั ซมั ปอตสําหรับผูหญงิ

ฝรั่งเศส, ของประเทศลาวและไทย ทั้งนี้ ซ

เวยี ดนามและ แตกตางกันไปตามชนชั้นทางสังคม

จนี ชีวิตประจําวันจะใชวัสดุราคาไมสูง

ญี่ปุน นิยมทําลวดลายตามขวาง ถ

ดา ยเงินและดายทอง

3 อนิ โดนเี ซยี ภาษา เกบายา (Kebaya) เปน ชดุ ประจําช

อินโดนเี ซยี เปน อนิ โดนีเซยี สําหรบั ผูห ญิง มีลักษณะ

ภาษาราชการ กลัดกระดมุ ตวั เสื้อจะมีสีสนั สดใส ป

สว นผาถงุ ท่ใี ชจ ะเปน ผาถุงแบบบาต

ผูช ายมักจะสวมใสเ ส้ือแบบบาตกิ แล

เตลกุ เบสคาพ (Teluk Beskap) ซ

ผสมผสานระหวา งเสื้อคลมุ สั้นแบบช

นุงโสรง เมื่ออยูบา นหรือประกอบพธิ

าย อาหาร 23
ปอต (Sampot) หรือผานุง อามอ็ ก
วมและแบบพอดี คาดทับ (Amok) วัฒนธรรม/ประเพณี
ไหมหรือฝาย หรือทั้งสอง -ระบําอัปสรา
งมคี วามคลายคลึงกบั ผานงุ (Apsara Dance)
ซัมปอดมีหลายแบบซ่ึงจะ
มของชาวกัมพูชา ถาใชใน
ง ซ่ึงจะสงมาจากประเทศ
ถาเปนชนิดหรูหราจะทอ

ชาติของประเทศ กาโด กาโด -ระบําบารอง
(Barong Dance)
ะเปนเสอื้ แขนยาว ผา หนา (Gado Gado) -ผาบาติก (Batik)

ปก ฉลุเปนลายลูกไม

ตกิ สวนการแตง กายของ

ละนุง กางเกงขายาวหรือ

ซง่ึ เปน การแตง กายแบบ

ชวาและโสรง และ

ธลี ะหมาดท่ีมสั ยดิ

ท่ี ประเทศ ภาษา การแตง กา
4 ลาว ภาษาลาว เปน ผูห ญงิ ลาวนุงผาซ่ิน และใสเสอ้ื แขน
ภาษาราชการ ผูชายมักแตงกายแบบสากล หรือ

ชั้นนอกกระดุมเจด็ เม็ด คลายเส้ือพ

5 มาเลเซีย ภาษามาเลย ชุดประจาํ ชาติมาเลเซยี ของผชู าย เร

เปนภาษา Melayu) ประกอบดวยเสื้อแขนยา

ราชการ จากผา ไหม ผาฝา ย หรือโพลีเอสเตอ

รองลงมาเปน สวนชุดของผูหญิงเรียกวา บ

อังกฤษ และจีน ประกอบดว ยเสื้อคลมุ แขนยาว และ

6 เมียนมาร ภาษาพมา เปน ชุดประจําชาติของชาวพมาเรียกวา

หรอื พมา ภาษาราชการ โสรงท่ีนุงทั้งผูชายและผูหญิง ในวา

ใสเส้ือเช้ิตคอปกจีนแมนดารินและ

จะใสผ าโพกศรี ษะทเ่ี รียกวา กอง บ

สวนผหู ญงิ พมา จะใสเ สือ้ ติดกระดุม

หรือเสื้อติดกระดุมขางเรียกวา ยินบ

คลุมไหลทบั

24

าย อาหาร วัฒนธรรม/ประเพณี
นยาวทรงกระบอก สําหรับ สลดั หลวงพระ -รําวงบาสโลบ
อนุงโจงกระเบน สวมเส้ือ บาง (Luang (Budsiob)
ระราชทานของไทย Prabang -การตักบาตรขา ว
เหนียว
Salad) -การรําซาบิน (Zabin)
รียกวา บาจู มลายู (Baju นาซิ เลอมกั -เทศกาลทาเดา คาอา
าวและกางเกงขายาวที่ทํา (Nasi Lemak) มาตัน (Tadau
อรทม่ี สี ว นผสมของผาฝาย Kaamatan)
าจูกุรุง (Baju Kurung)
ะกระโปรงยาว -ประเพณีปอยสา งลอง
า ลองยี (Longyi) เปนผา หลาเพ็ด (Poy Sang Long)
าระพิเศษตาง ๆ ผูชายจะ (Lahpet) -งานไหวพทุ ธเจดยี 
ะเส้ือคลุมไมมีปก บางครั้ง ประจําป
บอง (Guang Baung) ดวย
หนาเรียกวา ยินซี (Yinzi)
บอน (Yinbon) และใสผา

ท่ี ประเทศ ภาษา การแตง กา
7 ฟล ิปปนส
ภาษาอังกฤษ เปน ผูชายจะนุงกางเกงขายาวและสว
8 สิงคโปร
ภาษาราชการ ตากาล็อก (barong Tagalog) ซึ่งต
รองลงมาเปน มีบา คอตงั้ แขนยาว ท่ีปลายแขนเส
สเปน, จนี สวนผูหญิงนุงกระโปรงยาว ใสเ
ฮกเก้ยี น, จีน ยกตั้งข้ึนเหนือไหลคลายปกผีเส
แตจ ิ๋ว ฟล ิปปน ส (balintawak)
มภี าษาประจํา

ชาติคอื ภาษาตา

กาลอ็ ก

ภาษามาเลย เปน สงิ คโปรไ มม ชี ุดประจําชาติเปนของ

ภ า ษ า ร า ช ก า ร สิงคโปรแบงออกเปน 4 เช้ือชาติห
รองลงมาคือจีน อินเดีย และชาวยุโรป ซ่ึงแตล ะเชือ้ ช
กลาง สงเสริมให
พูดได 2 ภาษาคือ ของตนเอง เชน ผูหญิงมลายูในส
จีนกลาง และให (Kebaya) ตัวเส้ือจะมีสีสันสดใส ป

ใชอัง กฤษ เพื่อ เปนชาวจีน ก็จะสวมเส้ือแขนยาว
ติดต อง า นแล ะ กระดุม สวมกางเกงขายาว โดยเส

ชีวติ ประจําวนั แพรจีนกไ็ ด

าย อาหาร 25
วมเสื้อที่เรียกวา บารอง อโดโบ
ตัดเย็บดวยผาใยสัปปะรด (Adobo) วฒั นธรรม/ประเพณี
สื้อท่ีขอมือจะปกลวดลาย - เทศกาลอาตหิ าน
เส้ือสีครีมแขนสั้นจับจีบ (Ati - Atihan)
สื้อ เรียกวา บาลินตาวัก -เทศกาลซนิ ูล็อก
(Sinulog)

ตนเอง เน่ืองจากประเทศ ลกั ซา (Laksa) -เทศกาลตรษุ จีน
หลัก ๆ ไดแก จีน มาเลย -เทศกาล Hari Raya
ชาติก็มชี ดุ ประจําชาติเปน Puasa
สิงคโปร จะใสชุดเกบายา
ปกฉลุเปนลายลูกไม หาก
ว คอจีน เสื้อผาหนาซอน
สื้อจะใชผาสีเรียบหรือผา

ท่ี ประเทศ ภาษา การแตง กา
9 เวยี ดนาม
ภาษาเวียดนาม อาวหญาย (Ao dai) เปนชุดป
10 ไทย
เปน ภาษา เวียดนามที่ประกอบไปดวยชุดผ

ราชการ กางเกงขายาวซึ่งเปนชุดที่มักสวมใ

การสําคัญของประเทศ มีลักษณ

ในปจจุบนั เปนชดุ ท่ไี ดร ับความนยิ มจ

สวนผูชายเวียดนามจะสวมใสชุดอ

หรือ พิธีศพ

ภาษาไทย เปน สําหรับชุดประจําชาติอยางเปนทา

ภาษาราชการ นามวา "ชุดไทยพระราชนิยม" โด

สภุ าพบรุ ุษ จะเรยี กวา "เสือ้ พระราช

สาํ หรับสภุ าพสตรจี ะเปนชดุ ไทยทป่ี

ใชผายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ซ่ินมีจีบ

เขม็ ขัดไทยคาด สว นทอ นบนเปน สไ

ทอนเดียวกันหรือ จะมีผาสไบห

ขางหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล ทิ้งช

เหน็ สมควร ความสวยงามอยูท่เี นอ้ื ผ

ผทู ส่ี วม ใชเคร่ืองประดับไดงดงามส

26

าย อาหาร วัฒนธรรม/ประเพณี
ประจําชาติของประเทศ เปาะเปยะ -เต็ดเหวียนดาน (Tet
ผาไหมท่ีพอดีตัวสวมทับ เวียดนาม Nguyen Dan)
ใสในงานแตงงานและพิธี (Vietnamese -เทศกาลกลางฤดูใบไม
ณะคลายชุดก่ีเพาของจีน Spring Rolls) รวง
จากผูห ญิงเวยี ดนาม
อาวหญายในพิธีแตงงาน

างการของไทย รูจักกันใน ตมยํากุง (Tom -การไหว
ดยชุดประจําชาติสําหรับ Yam Goong) -โขน
ชทาน" -สงกรานต
ประกอบดว ยสไบเฉียง
บยกขางหนา มีชายพกใช
ไบ จะเย็บใหติดกับซ่ินเปน
หมตางหากก็ได เปดบา
ช า ย ด า น ห ลั ง ย า ว ต า ม ท่ี
ผา การเยบ็ และรูปทรงของ
สมโอกาสในเวลาคํา่ คืน

27

เร่ืองท่ี 7 การอนรุ ักษและสบื ทอดวฒั นธรรมประเพณี

ความหมายของวัฒนธรรม

วฒั นธรรมเปน เคร่ืองวดั และเครอื่ งกําหนดความเจริญหรือความเสือ่ มของสังคมและ
ขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกําหนดชีวิตตามความเปนอยูของคนในสังคมดังน้ันวัฒนธรรมจึงมี
อทิ ธิพลตอความเปนอยูข องบุคคลและตอความเจริญกา วหนาของประเทศชาติมาก

วัฒนธรรม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอยางท่ีมนุษยสรางขึ้นมา นับต้ังแตภาษา
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา กฎหมาย ศิลปะ จริยธรรม ตลอดจนวิทยาการและ
เทคโนโลยีตา ง ๆ อาจกลา วไดวา วฒั นธรรมเปน เครอื่ งมอื ทม่ี นษุ ย คิดคนขึ้นมาเพ่ือชวยใหมนุษย
สามารถดํารงอยูตอไปได เพราะการจะมีชีวิตอยูในโลกนี้ไดมนุษยจะตองรูจักใชประโยชนจาก
ธรรมชาติและจะตองรูจักควบคุมความประพฤติของมนุษยดวยกัน วัฒนธรรม คือคําตอบที่
มนษุ ยใ นสงั คมคดิ ขึน้ มาเพอ่ื แกป ญหาเหลาน้ี

ความหมายของประเพณี
ประเพณี เปนกิจกรรมท่ีมีการปฎิบัติสืบเน่ืองกันมา เปนเอกลักษณและ

มีความสําคัญตอสังคม เชนการแตงกาย ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย
คุณธรรม ความเช่ือ ฯลฯ อันเปนบอเกิดของวัฒนธรรมของสังคมเช้ือชาติตางๆ กลายเปน
ประเพณีประจําชาติตางๆกลายเปนประเพณีประจําชาติและถายทอดกันมาโดยลําดับ หาก
ประเพณีน้ันดีอยูแลวรักษาไวเปนวัฒนธรรมประจําชาติ หากไมดีก็แกไขเปล่ียนแปลงไปตาม
กาลเทศะ ประเพณีลวนไดรับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดลอมภายนอกที่เขามาสูสังคมรับเอาแบบ
ปฎิบัตทิ ี่หลากหลายเขามาผสมผสานในการดําเนินชีวิต ประเพณีจึงเรียกไดวาเปนวิถีแหงการ
ดําเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลตอประเพณีไทยมากท่ีสุด วัดวาอาราม
ตา งๆในประเทศไทยสะทอ นใหเห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาท่ีมีตอสังคมไทย และช้ีใหเห็นวา
ชาวไทยใหค วามสําคญั ในการบํารงุ พทุ ธศาสนาดว ยศิลปกรรม ท่ีงดงามเพ่ือใชในพิธีกรรมทาง
ศาสนาต้งั แตโ บราณกาล เปนตน

28

แนวทางการอนุรักษวฒั นธรรมไทย

การอนุรกั ษวฒั นธรรมไทยน้ัน ตองอาศัยความรวมมือกันของคนไทยทุกคน มีวิธีการ
ดงั นี้

1. ศึกษา คนควา และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมทองถ่ิน ท้ังท่ีมีการ
รวบรวมไวแ ลว และยังไมไ ดศ ึกษา เพ่อื ทราบความหมาย และความสําคญั ของวัฒนธรรม ในฐานะ
ท่เี ปนมรดกของไทยอยา งถองแท ซ่งึ ความรูด งั กลาว ถือเปน รากฐานของการดําเนินชวี ิต เพ่ือใหเห็น
คุณคา ทําใหเ กิดการยอมรบั และนาํ ไปใชประโยชนอยางเหมาะสม ตอ ไป

2. สงเสริมใหทุกคนเห็นคุณคา รวมกันรักษาเอกลักษณทางวัฒนธรรมของชาติและ
ของทอ งถิ่น เพ่อื สรา งความเขาใจและมน่ั ใจแกประชาชนในการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกระแส
วัฒนธรรมอน่ื ๆ อยา งเหมาะสม

3. รณรงคใหประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสําคัญ ของวัฒนธรรม
วา เปนเรื่องท่ีทกุ คนตองใหก ารรบั ผิดชอบรวมกันในการสงเสริมสนับสนุน ประสานงานการบริการ
ความรู วชิ าการ และทนุ ทรัพยสําหรบั จดั กิจกรรมทางวฒั นธรรม

4. สง เสริมและแลกเปลีย่ นวฒั นธรรมภายในประเทศและระหวา งประเทศ โดยการใช
ศลิ ปวัฒนธรรมทีเ่ ปนสอ่ื สรางความสมั พันธระหวางกนั

5. สรา งทัศนคติ ความรู และความเขาใจวาทุกคนมีหนาท่ีเสริมสราง ฟนฟู และการ
ดแู ลรักษา สภาพแวดลอมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมท่ีเปนสมบัติของชาติ และมีผลโดยตรง
ของความเปน อยขู องทกุ คน

6. จัดทําระบบเครือขายสารสนเทศทางดานวัฒนธรรมเพื่อเปนศูนยกลางเผยแพร
ประชาสัมพันธผลงาน เพ่ือใหประชาชนเขาใจ สามารถเลือกสรร ตัดสินใจ และปรับเปลี่ยน
ใหเหมาะสมกบั การดําเนนิ ชวี ติ ทง้ั นีส้ ือ่ มวลชนควรมบี ทบาทในการสงเสริม และสนับสนุนงานดาน
วฒั นธรรมมากยิ่งขึ้นดวย

29

เรอื่ งท่ี 8 ขอปฏิบตั ใิ นการมสี ว นรว ม สืบทอดประพฤติ ปฏบิ ตั ิตนเปนแบบอยาง
การอนรุ ักษวฒั นธรรมประเพณี อันดีงามของสังคมไทย
วฒั นธรรมไทยเปน ตวั กําหนดวิถขี องคนในสังคมไทย ทัง้ ยังเปนเครื่องวัดความเจริญ

หรือเสื่อมของสังคมไทย ซ่ึงมีผลตอความเจริญกาวหนาของประเทศ เพราะประเทศจะเจริญ
หรือไมชึ้นอยูกับการพัฒนาของคนในสังคม จากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติ ท่ีกลาวถึง
การพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนานั้น สังคมตองมีคุณภาพ จากการพัฒนาคน ปรากฏผล
ไดด งั นี้

1. เปนสังคมคุณภาพ หมายถึง สังคมไทยตองพัฒนาคนในสังคมทุกดาน ทั้งดาน
ความรู ทักษะ มีการดําเนินชีวิตท่ีดี โดยยึดหลักความพอเพียง ความพอดี และสามารถ
พ่ึงตัวเองได

2. เปนสังคมแหงภูมิปญญาและการเรียนรูและการเรียนรู โดยคนไทยสามารถ
เรียนรูไดตลอดชีวิตใหเปนคนคิดเปน ทําเปน และแกปญหาเปน เปนผูมีเหตุผล รวมใจกัน
พฒั นาภูมิปญญาไทย ควบคูกบั การอนุรักษสืบสานประเพณใี นทอ งถ่ิน

3. เปน สังคมที่มีความเอื้ออาทรตอกัน โดยตองปลูกฝงใหคนไทยเปนผูมีคุณธรรม
จริยธรรม และมีคานิยมท่ีถูกตอง พ่ึงพาอาศัย มีความรูรัก รูสามัคคี ภูมิใจในความเปนไทย
รกั ษาสถาบนั ทีส่ ําคญั ของสังคมไทยสืบตอ ไป

ดวยเหตุดังกลาวเบ้ืองตน การสืบทอดวัฒนธรรมไทย จึงเปนสิ่งจําเปนและ
มคี วามสําคญั ตอการพัฒนาคนและสงั คมไทยอยหู ลายประการดงั น้ี

1. ทําใหมองเห็นวิถีความเปนไทย ความคิดสรางสรรค ทั้งทางดานศาสนา สังคม
วฒั นธรรม การปกครองท่ีสงั คมสืบทอดกันมา

2. ทําใหส ังคมไทยเปนผมู ีความรับผิดชอบ รูจักรักษาระเบียบวินัย มีความรักชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริยรูจักพัฒนาตนเอง ซึ่งเปนการเสริมสรางในการปลูกจิตสํานึกท่ีดีงาม
เหมาะสมกับสภาพของสงั คมไทยสบื ไป

3. ทาํ ใหค นไทยทง้ั ชมุ ชนเมือง ชุมชนเมืองและชุมชนชนบท เกิดความรวมมือรวม
ใจ สงเสริมขนบธรรมเนียมที่ดี นําภูมิปญญาทองถ่ินมาใชใหเกิดประโยชนแกคนในชาติเปนที่
รจู ักของชาวโลก

4. ทําใหเกิดการถายทอดจากคนรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่งซ่ึงเนนวาเปนสืบทอด
เอกลักษณไทย เพอื่ ใหคงอยูในสังคมสืบตอ ไป

30

การธาํ รงรกั ษาวัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรม เปนสงิ่ มคี าทคี่ วรธาํ รงรักษาไวเปนมรดกสืบไป จึงเปนหนาที่ขององคกร
หลกั ของประเทศและคนไทยทุกคนท่ตี อ งสง เสรมิ และธํารงรักษาไว ซึ่งมีแนวทางดงั น้ี

1. การสั่งสมวัฒนธรรม เพือ่ การอนุรกั ษโ ดยประพฤติปฎิบัติวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม
ทงั้ ศิลปวรรณกรรม ประเพณตี างๆ คุณธรรม จริยธรรม ตามหลกั ศาสนา มารยาทไทย ศลี ธรรม จรรยา
ตา งๆ เพอ่ื ธาํ รงรักษาเอกลักษณของชาติและมกี ารถายทอด สูคนรุนตอ ไปใหเ ปนมรดกทางวัฒนธรรม

2. การถา ยทอดสบื สานวัฒนธรรม โดยการเรียนรูจากบรรพบุรษครอบครัว ผูใหญ
หรอื บุคคลอืน่ ซง่ึ เปน งานทางวัฒนธรรมประเพณีที่สังคมไว และเห็นวาเปนสิ่งท่ีดีงามมาปฏิบัติ
ถา ยทอด อาจออกมาเปนรูปแบบกิจกรรมตา งๆ เชน การตัง้ ชมรมวฒั นธรรมไทยซึ่งเปนงานทาง
วัฒนธรรมประเพณี ที่ส่ังสมไวและเห็นวาเปนสิ่งท่ีดีงามนํามาปฎิบัติ ถายทอด อาจออกมาใน
รูปแบบกิจกรรมตางๆ เชน ปายโฆษณา แผนผับ วิทยุและ โทรทัศน เปนตน เพ่ือธํารงรักษา
วฒั นธรรมสบื ไป

3. การปรับปรุงและเผยแพรทางวัฒนธรรมไทย โดยสรางความรูความเขาใจ
โดยอาศยั สอ่ื ตา งๆ โดยเนนการสงเสริมการทํากิจกรรมรวมกัน หรืออาจจขอความรวมมือจาก
ศิลปนเพลงสรา งสรรคเ นอื้ เพลงและรวมรองเพลงเก่ยี วกับวฒั นธรรมไทยสอดแทรกปรัชญาและ
วธิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ แบบไทย ช้ีนําใหคนไทยเลือกสรร วัฒนธรรมท่ีดีงาม และ ปฎิเสธวัฒนธรรม
อีน่ ที่ไมเ หมาะสมกับวิถีชีวิตแบบไทย เพ่ือบอกเอกลกั ษณป ระจําชาติ ใหชาวตางชาติไดเขาใจ
ในวัฒนธรรมไทย

4. รัฐบาลตองสนับสนุนและสงเสริมองคกรท่ีเกี่ยวของ ในการรณรงคเพ่ือการ
อนุรักษอบรมใหความรูเสนอขาว ประชาสัมพันธ ฟนฟู เผยแพร วัฒนธรรมไทยเพ่ือให
ชาวตางชาติรูจัก

การท่ีประเทศชาติกาวหนาน้ัน ข้ึนอยูกับทรัพยากรบุคคลเปนส่ิงสําคัญ และการ
ดํารงไวซึ่งความเปนชาติ การรักษาวัฒธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียมตางๆเพราะส่ิงเหลานี้
นับเปนส่ิงสําคัญท่ีเสริมใหคนในชาติเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน ความเปนชาติที่จะดํารงอยูไดน้ัน
ตองมีเอกลกั ษณและสิง่ สาํ คญั คือเอกลักษณข องความเปนชาติน่นั เอง

31

การสบื ทอดวฒั นธรรม
การพัฒนาและสบื ทอดวัฒนธรรมไทย เปนกระบวนการท่สี ําคญั ยิง่ ทจ่ี ะดํารงไว

ซ่ึงส่ิงท่ดี ีงามสืบไป การเรยี นรู และฝกตนเองใหเ ห็นคุณคาจึงเปนวิธกี ารที่ดี และควรทําต้ังแตวัย
เด็ก ดวยการปลูกจิตสํานึก โดยสถาบันท่ีสําคัญของชาติตองใหความสําคัญ ไมวาจะเปนการ
อบรมสัง่ สอน หรือการปฎบิ ัติตนเปนแบบอยางทด่ี กี ต็ าม
การสบื ทอดวัฒนธรรมไทยท่สี าํ คญั

1. การปลกู ฝงคา นิยมที่ดี ซง่ึ ตองเริ่มทีพ่ อ – แม ควรเปน ตัวอยา งท่ดี ี อบรมสั่งสอน
ลูกใหเปน คนดขี องสังคม

2. การจัดวิชาที่เกย่ี วกับวฒั นธรรมประเพณไี วใ นหลักสตู รทุกระดับช้ันเพื่อเปนการ
ปลูกฝงและสั่งสมความรู ประสบการณต้ังแตเด็ก ซึ่งตองอาศัยความรวมมือจาก
สถาบันการศึกษา ท้ังภาครัฐและเอกชน ไดแก กระทรวงศึกษา และภาคเอกชน ไดแก
สถาบันการศึกษาตาง ๆ

3. การสนับสนุนสงเสริมวัฒนธรรม ประเพณี อยางจริงจัง โดยประสานงานกับ
หนว ยงานของจังหวดั หรือทองถนิ่ ท้ังภาครฐั และเอกชน ชวยจัดงานฟนฟูวัฒนธรรมประเพณีให
เปน ที่รจู ัก

4. การจัดกิจกรรมสงเสริมวัฒนธรรมและประเพณีไทย โดยใชการทองเท่ียวเชน
โครงการ unseen Thailand เทีย่ วเมืองไทยไมไ ปไมร ู เปน ตน

5. การจัดงานเก่ียวกับผลิตภัณฑสินคาไทย เชนงาน OTOP (OneTambol One
Product) หนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ มีการสาธิตเก่ียวกับวัฒนธรรม ประเพณีไทย เร่ืองของ
อาชพี การแสดงพนื้ บา นตา งๆ อาจจดั งานท่หี นวยงานตางๆ ของรฐั และเอกชน

6. การเสนอขาวประกาศเกียรติคุณท่ีประพฤติตนเปนประโยชนตอสังคม โดยไม
หวงั ผลตอบแทน เปนตัวอยา งทีด่ ีแกค นทัว่ ไป เชน แมดีเดน ลูกกตญั ู หรือผูที่มีผลงานหรืออนุรักษ
ผลงานเกยี่ วกับวฒั นธรรมไทยผูอนรุ ักษห ุนละครโรงเลก็ ผูประดษิ ฐด นตรีไทย ทใ่ี ชวสั ดสุ มยั ใหม

7. การสงเสรมิ ใหสถาบนั ทางศาสนาเปน ศนู ยร วมแหลงความรูแขนงตางๆ เชน วัด
หรือพระสงฆ เปน ตนมีสว นในการชวยปลูกฝงสงเสริมประเพณี วัฒนธรรมในรูปแบบตางๆเชน
การเทศน การอบรม การเรยี นการสอนในโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทติ ย เปน ตน

32

ตารางเปรยี บเทยี บความแตกตางระหวา งวัฒนธรรมสากลและไทย

วฒั นธรรมสากล(ตะวนั ตก) วัฒนธรรมไทย

1. ดา นครอบครัว

- ครอบครัวเดี่ยวสมบูรณ - ครอบครัวขยายท่ีกําลังเปล่ียนแปลง

- สอนลูกใหพงึ่ พาตนเองสูง ขนาดเปนครอบครัวเด่ียว

- สอนลกู ใหพง่ึ พอ แม

2. ดา นความเชื่อและคานิยม

- เชื่อวิทยาศาสตร เหตผุ ล - เช่ือเร่อื งกฎแหง กรรม พรหมลขิ ิต

- ความเทาเทยี มกนั ของมนษุ ย - มนษุ ยเ กิดมาไมเทา เทียมกนั

- เคารพสิทธสิ วนบคุ คล สทิ ธิมนษุ ยชน - เคารพระบบอาวโุ ส

- เช่ือความถูกตอ ง ยุติธรรม กฎหมาย - การมีอภสิ ิทธ์ชิ น ถอมตน ลืมงาย

- วัตถนุ ยิ ม - จิตนยิ ม

3. ดานภาษา

- มภี าษาอังกฤษเปน ภาษากลาง - มีภาษาไทยเปน ภาษาประจาํ ชาติ

- สวนใหญแตละคนจะมีภาษาเปนของตนเอง

4. ดา นอาหาร

- เปนอาหารจดื ไมเผด็ - สวนมากมีทั้งอาหารจืด และอาหาร

เผด็ รอ น

5. ดา นเครอ่ื งแตงกาย

- ใชเสือ้ ผาคอนขา งหนาเพราะอากาศเย็น - เสื้อผาบาง สอดคลองกับสภาพอากาศ

ซง่ึ คอ นขางรอน

6. ดานเศรษฐกิจ

- มคี วามรพู ื้นฐานจากการปฏิวัติ วิทยาศาสตร - การขาดความรทู างวทิ ยาศาสตรแ ละ

และอุตสาหกรรม ในคริสตศตวรรษที่ 17-20 อตุ สาหกรรม ทําใหพ ้นื ฐานสงั คม

ทาํ ใหเ ปลย่ี นจากเศรษฐกิจจากเกษตรไปเปน เกษตรกรรม ยังคงอยหู นาแนน

อุตสาหกรรม ทนุ นิยม แตเ ปลี่ยนเปนอุตสาหกรรมใหม โดยการ

เรยี นแบบเทคโนโลยีภายนอก

33

วฒั นธรรมสากล(ตะวันตก) วัฒนธรรมไทย

7. ดา นการเมอื งการปกครอง

- มคี วามเชือ่ วาอํานาจเปนของประชาชนโดย - มีความเชื่อถือวาอํานาจเปนของผูมี

ประชาชนและเพื่อประชาชนซงึ่ เปน อุดมการณ บารมี จึงมีแนวโนมเปนเผด็จการ อํานาจ

ของประชาธปิ ไตย นยิ มหรือเบต็ เสร็จ

เร่ืองท่ี 9 แนวในการเลอื กรับ ปรับใชวัฒนธรรมตา งชาติ อยา งเหมาะสม
กบั ตนเองและสังคมไทย

เน่ืองจากวัฒนธรรมเปนสิ่งที่มนุษยสรางข้ึนจากวิถีการดําเนินชีวิตซํ้าๆ ของคนใน
สังคมน้ันๆ ในอดีตการเปล่ยี นแปลงทางวฒั นธรรมเกดิ ขึน้ นอยมากเพราะเปนลักษณะของสังคม
ปด ตอมาเม่ือแตละสังคมมีการติดตอระหวางกันมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตอกันในสังคมขาม
ภูมิภาค เชน ชาติตะวันตกกับชาติตะวันออกซึ่งเกิดข้ึนมากในชวงยุคลาอาณานิคม
เมื่อชาวตะวันตกออกลาอาณานิคมทางทวีปเอเชีย พรอมกับนําวัฒนธรรมของชาติตนเขามา
ดว ยเชน ศาสนา ภาษา การแตง กาย ทีอ่ ยูอาศยั อาหาร ความบันเทิง ฯลฯ

แนวโนมในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมของชาติตางๆ ในภูมิภาคเอเชีย
ซง่ึ มคี วามออ นแอกวาก็เรมิ่ มีการเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรมทําใหเกิดแรงผลักดันชักจูงทั้งสอง
ทาง คือ ทั้งการกระตุนใหยอมรับส่ิงใหม และการอนุรักษวัฒนธรรมเดิมท่ีตอตานการ
เปลย่ี นแปลงนน้ั

การเลือกรบั ปรบั ใชว ฒั นธรรมตางชาติ อยางเหมาะสมกับตนเองและสังคม

การเลอื กรบั วัฒนธรรมตางชาตกิ ารเลือกรับวัฒนธรรมน้ัน จะตองพิจารณา ไดตาม
ปจ จยั ดังตอ ไปนี้

1. วัฒนธรรมน้ันตองสามารถผสมผสานเขากับโครงสรางทางสังคมทาง คานิยม
และขนบธรรมเนยี มไทยได

2. วัฒนธรรมตางชาตินั้นตองมีสวนเก้ือหนุนใหเกิดการพัฒนาวัฒนธรรมไทยให
กา วหนา เชน การนําวทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี และคอมพิวเตอรเขามาใชในการผลิต การศึกษา
และการดําเนินชีวิตในสังคม หรือการนําคอมพิวเตอรมาใชในการเก็บและวิเคราะหขอมูล
เก่ียวกับวัฒนธรรมภูมิปญญาทองถิ่น และแลกเปล่ียนขอมูลเหลานั้นไปยังศูนยวัฒนธรรม

34

สถานศึกษาและผูท่ีสนใจอยางกวางขวางและรวดเร็ว อีกท้ังสามารถนําขอมูลเหลานี้ไปใช
ประโยชนใ นดา นธุรกจิ อตุ สาหกรรมพาณิชย

3. วฒั นธรรมตางชาติ ตอ งสามารถอยูรว ม หรอื เคียงคูไ ปกบั วฒั นธรรมไทยได เมื่อมี
วัฒนธรรมจากภายนอกเขา มา จําเปนตองเลือกสรรวาจะสามารถผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย
เราไดห รือไม

เรอ่ื งที่ 10 คานิยมทีพ่ ึงประสงคของสงั คมไทย

ในแตละสังคมมีลักษณะภายในที่แตกตางกันออกไป ขึ้นอยูกับลักษณะนิสัย
ความคิด ความเช่ือ แบบแผนในการดําเนินชีวิต คานิยมที่บุคคลภายในสังคมยึดถือ
ในขณะเดียวกันเม่ือสภาพแวดลอม สังคมภายนอกมีการเปล่ียนแปลงไปก็มีผลใหคานิยมของ
บุคคลในสังคมน้ันๆเปลี่ยนแปลงไมได ในขณะท่ีสังคมไทยดั้งเดิมเปนสังคมแบบเกษตรกรรม
คนในสงั คมสว นใหญน บั ถอื ศาสนาพทุ ธ บรรทัดฐานทางสงั คม และคานิยมสวนใหญจะมีพ้ืนฐาน
มาจากพทุ ธศาสนานอกจากนี้ยังมีท่ีมาจากพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ ระบบศักดินา ระบบ
เกษตรกรรม ความเชื่อในอํานาจของสิ่งศักด์ิสิทธ์ิและความกลัวโดยอาจสรุปไดวา คานิยมของ
บุคคลเกิดข้ึนจากแรงผลักดันภายใตตัวบุคคลและสภาพแวดลอมสังคม วัฒนธรรม คานิยม
สามารถเปลีย่ นแปลงไดถ า แรงผลักดันภายในหรือสภาพแวดลอมภายนอกอาจเปล่ียนแปลงไป
และนอกจากนน้ั คา นิยมของบุคคลทีม่ สี ถานภาพและประสบการณด านตางๆในชีวิตแตกตางกัน
อาจแตกตา งกันไปและคานิยมของบุคคลเปน สง่ิ ทีม่ อี ทิ ธิพลตอ พฤตกิ รรมของบุคคลโดยคานิยมที่
พงึ ประสงคข องคนไทยในอนาคตอาจสรปุ ไดดังน้ี

1. ความเอื้อเฟอเผื่อแผ คุณลักษณะเชนน้ีไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนท่ีวามนุษย
เราไมวายากดีมีจนอยางไร ตางเปนเพ่ือนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฎ
ดวยกัน ความสํานึกวาตนเองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูป
ความเอือ้ เฟอเผื่อแผชวยเหลอื กนั และกัน

2. การใหอภัย คือ การยกโทษใหคนท่ีทําผิด “การใหอภัย” มีความหมายวา
“ปลอยไป” เหมือนกับท่ีเจา หน้ียอมยกหน้ีใหค นทเี่ ปนหนเ้ี ขา

เราใหอ ภยั คนอืน่ เม่ือเราไมถ ือโทษและไมเรียกรอ งใหเ ขามาขอโทษหรอื ชดใช คัมภีร
ไ บ เ บิ ล ส อ น ว า ค ว า ม รั ก แ บ บ ไ ม เ ห็ น แ ก ตั ว เ ป น หั ว ใ จ สํ า คั ญ ข อ ง ก า ร ใ ห อ ภั ย อ ย า ง แ ท จ ริ ง
เพราะความรัก “ไมจดจาํ เรอื่ งท่ที าํ ใหเจ็บใจ”

35

3. การย้ิมแยม แจมใส คนไทยทุกคนคงทราบกันดีวาประเทศไทยของเรา
มีความประทบั ใจในรอยยมิ้ มาเปน เวลาชา นานชาวตางชาติจงึ ไดใหประเทศไทยเปน สยามเมือง
ย้ิม หรือ ยิ้มสยาม เพราะเห็นวาคนไทยเปนคนยิ้มเกงย้ิมงายหลายคร้ังที่ส่ือภาษากันไมคอย
เขา ใจแตค นไทยกจ็ ะย้มิ ไวก อนเสมอทําใหอกี ฝา ยรูสึกอบอุนใจวาจะไดรับ ความชวยเหลือดวย
นาํ้ ใจไมตรที ่ีดีอยา งแนนอน

4. การเคารพผูอาวุโส คานยิ มขอ นไ้ี ดแ สดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคมไทย
เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติผูอาวุโส
ผูใหญ ผูท ส่ี งั คมยกยอ งตามวาระตางๆ

5. ความมีระเบียบวนิ ยั หมายถึง ระเบยี บ กฎเกณฑขอบังคับสําหรับควบคุมความ
ประพฤติทางกายของคนในสังคมใหเรียบรอยดีงาม เปนแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะไดอยู
รวมกันดว ยความสุขสบาย ไมกระทบกระทง่ั ซง่ึ กันและกนั ใหหา งไกลจากความช่วั ทั้งหลาย
การอยรู วมกนั เปนหมูเหลา ถาขาดระเบียบวินัย ตางคนตางทําตามอําเภอใจความขัดแยงและ
ลักลั่นก็จะเกิดขึ้น ยิ่งมากคนก็มากเร่ือง ไมมีความสงบสุข การงานท่ีสําเร็จได ยอมตองอาศัย
ความมีวินัยของผูปฎิบัติเปนหลัก ความมีวินัยจึงเปนสิ่งสําคัญของคานิยมท่ีพึงประสงคทั้งของ
สังคมไทยและสงั คมโลก

เรอ่ื งที่ 11 คานยิ มท่พี ึงประสงคของประเทศตา งๆ ในโลก

คานิยมและจริยธรรม ในสังคมหนาเปนตัวกําหนดความเช่ือของบุคคลในสังคม
กอใหเกิดประโยชนตอสังคม พัฒนาสังคม นําไปสูความตั้งม่ันอยูในความดี ความรับผิดชอบ
ความเสียสละ ความกตัญูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และความเชื่อมั่นในคําสอน
ของศาสนา ดังน้นั คา นิยมและจริยธรรมของสังคม จําตองมีจุดมุงหมายในการละเวนจากการ
ทาํ ชัว่ เปน ส่ิงสาํ คญั คานยิ มและจริยธรรมท่ีท่ัวโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตน
มดี ังนี้

1. การตรงตอเวลา การพัฒนาตนเองใหเปนคนตรงตอเวลาน้ันสาระสําคัญอยูที่
รูจักแบงเวลาใหเหมาะสมกับกิจกรรมตางๆ และการจัดระบบระเบียบใหกับชีวิต ทุกๆ เรื่อง
เชนการทํางานใหเสร็จกอนเวลาเพ่ือจะไดมีเวลาตรวจทานและสงงานใหตรงตามกําหนด
นัดหมายกับผูใด ควรเผ่ือเวลาในการเดินทางเพื่อไปใหถึงจุดหมายกอนเวลาสักเล็กนอย
เปนการเตรียมความพรอ มใหต นเอง การเปน คนตรงตอเวลาทําใหเราเปนคนกระตือรือรน รักที่

36

จะเรียนรูอยูเสมอ เปนคนมีวินัย สามารถจัดการกับงานหรือส่ิงท่ีผานมาไดอยางเปนระเบียบ
จงึ ทําใหเ ปน คนทป่ี ระสบความสําเร็จ มีความกาวหนาในชีวิต รวมถึงเปนคนนาเช่ือถือไววางใจ
แกค นทว่ั ไปและสงั คมรอบขา ง

2. การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียน
ทางกาย วาจา ใจ เชน การใชคาํ พดู ทเี่ สียด เยาะเยย ถากถาง ดูหม่ินผูอื่น รวมทั้งการกลั่นแกลง
ทําลายทรพั ยสินผูอน่ื

3. ความเสียสละ เปนผูเอื้อเฟอเผ่ือแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน ลดละ
ความเหน็ แกตัว ชวยเหลอื ผูอนื่ ในยามท่ีมคี วามจาํ เปนไดท้ังกําลงั กายและกําลังทรพั ย หรือกําลัง
ทางสตปิ ญ ญา เพือ่ การอยรู ว มกนั อยา งสงบสุขในสงั คมโดยรวม

4. มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในส่ิงท่ีเห็นวาถูกตอง
ตามทาํ นองคลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตนเอง
และสวนรวม หรอื ทําใหต นเองและสว นรวมเสียผลประโยชนกต็ าม

5. ความละอายและเกรงกลวั ตอ กระทาํ ความช่วั โดยไมเขาไปเก่ยี วของกับความชั่ว
ทัง้ ปวง มจี ติ ใจที่ยบั ยง้ั ผลประโยชนท ี่ไดม าโดยมิชอบ

6. การรูจักเคารพในความคิดเห็นของตนเองและผูอื่น มีความสํานึกในสิทธิ
เสรีภาพความเสมอภาคของแตละบุคคล ไมวาจะเปนของตนเองและผูอื่น เปนการยอมรับ
สติปญญา ความคิดเห็นของผูอื่นเทากับของตนโดยไมหลอกตนเอง หรือมีความด้ือร้ันเอาแต
ความคดิ ของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่น เปนการฝกใหเปนคนมีเหตุผลรับฟงความ
คิดเห็นรอบดา น แลวนาํ มาพิจารณาดว ยตนเองเพอ่ื ขจดั ปญ หาความขัดแยง

7. มคี วามซ่ือสตั ยส จุ ริตตอตนเองและผอู ื่น หมายถึงความซ่ือสัตยตอตนเองเพ่ืออยู
ในความไมประมาทขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในส่ิงท่ีไดรับมอบหมาย
รวมท้ังมีความซอื่ สัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบตั ิตรงไปตรงมาอยา งสมํ่าเสมอ ไมคิดโกงหรือทรยศ
หักหลงั หรือชักชวนไปในทางเส่อื มเสียเพ่ือหาผลประโยชนสว นตน

8. ความมีวิจารณญาณในการตัดสินปญหาตางๆ หรือความมีเหตุผลในการ
พิจารณาไตรตรองไมห ลงเชื่อส่ิงใดงา ยๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทํา
ตามอารมณ มีจิตใจสงบเยือกเย็น ไมวูวาม สามารถรับฟงความคิดเห็นของคนอื่นท่ีขัดแยงกับ
ตนอยา งใจกวาง ไมแสดงความโกรธ หรือไมพ อใจไมม ีทิฏฐมิ านะ


Click to View FlipBook Version