The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-06-30 22:09:01

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

37

9. ความขยนั หมัน่ ศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทกุ สาขาวิชา
10. การักษาส่ิงแวดลอม และความเปนชาติ วรรณกรรม ประเพณี ตลอดจน
ดินแดนของตนเอง

เรอื่ งที่ 12 วิธีปฏิบตั ิในการประพฤติตนเปน ผนู ํารวมในการปอ งกนั และ
แกป ญ หาพฤติกรรมท่ีไมพ งึ ประสงคใ นสังคมไทย

คา นิยมของสังคมไทยท่ไี มพึ่งประสงค ควรไดรับการแกไขปรบั ปรงุ เนื่องจากจะเปน
อุปสรรคตอการพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ตัวอยา งท่สี ําคญั เชน

1. ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางท่ีผิด เชน นิสัยนิยมการพนันตั้งแตเด็ก มองการพนัน
ตางๆ เปนเรื่องปกติ

2. ใจกวาง รกั ษาหนา ตา โดยไมค าํ นงึ ถึงฐานะของตนเอง จนนาํ ไปสูการเปน หนส้ี ิน
3. การชวยเหลือพวกพอ งโดยไมค ํานงึ ถึงความถกู ตอง
4. เมือ่ เกดิ ปญ หาชอบใชคาํ วา ไมเปน ไร โดยไมค ิดแกไขปญหาอยา งจริงจงั
5. ชอบความสนุกสนาน ต้ังตนอยูบนความประมาท
6. ยกยองผูม ีฐานะและมอี ํานาจโดยปราศจากเหตุผล

การปองกนั และแกไขปญ หาพฤติกรรมตามคานิยมท่ไี มพงึ ประสงคในสงั คมไทย คอื
1. คานิยมท่ีดงี ามควรไดร บั การปลูกฝง ตัง้ แตย งั เปน เดก็ โดยคนในครอบครัว

โรงเรยี นและชุมชน
2. ผูใหญควรประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี
3. สงั คมควรยกยองใหเกยี รติผูที่ประพฤติปฏบิ ัติตามคา นิยมทด่ี ีงาม ไมยกยองผูมี

อํานาจหรือมีเงินแตป ระพฤตติ นไมเ หมาะสม
4. สื่อจะตอ งรวมกนั รณรงคใ หคนไทยมีคานยิ มท่ีดีงาม ไมส นับสนุนเผยแพรสิง่ ท่ี

ไมด ี เพราะสอื่ มีอทิ ธพิ ลตอสงั คมโดยเฉพาะกบั เดก็ และเยาวชน
5. อยา ปลอ ยใหปญ หาความเสอ่ื มทรามที่เกดิ จากการประพฤติตามคานยิ มที่ไมด ี

ผานไป เพราะเห็นเปน เร่อื งเลก็ นอยแตค วรเปน หนา ที่ของทุกคน
6. องคก รท้งั ภาครฐั และเอกชนควรสนับสนุนใหเ กิดชมรม สมาคม ในระดับทอ งถิ่น

เพ่ือใหสังคมเรยี นรูนาํ ไปสูพ นื้ ฐานทีแ่ ขง็ แกรงตอ ไป

38

กิจกรรมทายบทท่ี 1

1.1 จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. ใหนกั ศึกษาบอกความหมายของศาสนามาพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….

2. ใหนักศกึ ษาบอกวธิ ีแกไขความขัดแยง ทางศาสนาเพ่ือการอยูรวมกนั มาพอเขา ใจ
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….
3. ใหนกั ศึกษาบอกแนวทางการเจรญิ ปญ ญาทถี่ ูกตอ งพอเขาใจ
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….

39

4. ใหนักศึกษาบอกความหมายของวัฒนธรรมพรอมยกตัวอยางวัฒนธรรมและประเพณีใน
ทอ งถ่ินของตนเองมาอยา งนอย 2 ขอ
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….

5. ใหน กั ศึกษาอธิบายถึงคา นยิ มทพ่ี ึงประสงคข องสงั คมไทยมาเปนขอๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………….

40

1.2 จงเขยี นเครือ่ งหมาย x ทับตัวอกั ษร หนาขอท่ีถกู ตองที่สุด

1. อะไรทแ่ี สดงถึงความแตกตางระหวา งศาสนาตาง ๆ
ก. แสดงใหม นุษยเ วน จากความชั่ว
ข. ปฏบิ ัตพิ ิธกี รรม
ค. จูงใจใหค นละความชว่ั
ง. ความเชือ่

2. ขอ ใด ไมใ ช หลักอรยิ สจั 4
ก. ทุกข
ข. สมทุ ัย
ค. พโิ รธ
ง. มรรค

3. ขอ ใดเปน หลกั ธรรมทีผ่ กู ไมตรีใหแ นน แฟนย่งิ ขึ้น
ก. อรยิ สจั 4
ข. กุศลธรรมบถ 10
ค. ศีล 5
ง. สังคหวตั ถุ 4

4. หลักคําสอนที่วาใหศรัทธาตออลั เลาะห ใหศ รัทธาโดยปราศจากขอ สงสยั ใด ๆ วา
พระอัลเลาะห ทรงมอี ยูจรงิ ทรงดํารงอยูดว ยพระองค คอื หลักคําสอนของศาสนาใด
ก. อิสลาม
ข. ครสิ ต
ค. พราหมณ
ง. ซกิ ข

41

5. หลักธรรมของศาสนาพราหมณหรือฮินดูท่ีใหรูจักการขมจิตมิใหหว่ันไหวไปตามอารมณ
มสี ตอิ ยูเสมอ คือขอใด

ก. ธฤติ
ข. กษมา
ค. ทมะ
ง. อสั เตยะ
6. ศาสนาแตละศาสนา มีสิ่งใดทใ่ี ชเ ปน แนวทางในการประพฤตปิ ฏิบัติ
ก. กฎหมาย
ข. หลักธรรมคาํ สอน
ค. ความเชอื่
ง. แรงบนั ดาลใจ
7. การปองกนั และแกไขความขัดแยง ทางศาสนาท่ีใหทุกฝายทุกศาสนาเปดเผยความจริง และ
แลกเปลยี่ นขอ มูลซึง่ กันและกัน คือวธิ ีการในขอใด
ก. ยอมกนั
ข. ประนปี ระนอม
ค. หลกี เลย่ี ง
ง. ผสมผสาน
8. จิตที่สงบต้ังมั่นอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไมฟุงซาน หรือการจัดระเบียบความคิดได คือ
ความหมายของขอใด
ก. สติ
ข. สมาธิ
ค. ปญ ญา
ง. ศรทั ธา

42

9. “มนุษยมีฐานะสูงสุดเพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนการฟอกวิญญาณใหสะอาด”
คอื คําสอนของศาสนาใด

ก. อิสลาม
ข. คริสต
ค. พราหมณ
ง. ซกิ ข
10. ขอใด ไมใ ช ไตรลกั ษณใ นพระพทุ ธศาสนา
ก. อนิจจัง
ข. ทุกขัง
ค. อนตั ตา
ง. เวทนา
11. ขอ ใดเปนเอกลกั ษณข องวฒั นธรรมไทย
ก. ภาษา
ข. สถาบนั ครอบครวั
ค. วฒั นธรรมพืน้ บา น
ง. ศิลปกรรม
12. กลมุ ภาษาใดทป่ี ระชากรสวนใหญข องทวปี เอเซยี ใชม ากท่ีสดุ
ก. จีน
ข. สลาวกิ
ค. อินโด-อารยัน
ง. อิเรเนยี น
13. การสบื ทอดวัฒนธรรมไทยทไ่ี ดผลมากที่สุดคอื ขอใด
ก. เก็บขอมลู
ข. ช้ีแจงใหเ ห็นคุณคาและประโยชน
ค. การนาํ มาปฎบิ ตั ิ
ง. การบอกเลา

43

14. การไมกลา แสดงความคดิ เห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบกระเทอื นความรูส ึก
ผูอืน่ สะทอนลักษณะนสิ ัยคนไทยในคา นิยมขอ ใด

ก. ความเอ้ือเฟอ เผอ่ื แผ
ข. ความเคารพและออ นนอ มถอมตน
ค. ความกตญั ูกตเวที
ง. ความศรัทธาและปญญา
15. สถาบนั ใดทําหนา ทสี่ ง เสริมและวิจยั วฒั นธรรมไทย
ก. สถาบนั ศาสนา
ข. สถาบันการศึกษา
ค. สถาบันครอบครัว
ง. สถาบนั การเมอื ง
16. ปญหาสังคมขอใด ทีม่ ีผลทําลายคุณภาพชวี ิตของคนไทยทรี่ นุ แรงที่สุดในปจ จุบัน
ก. การทุจริต
ข. ส่งิ แวดลอ ม
ค. ครอบครวั
ง. ยาเสพติด
17. ขอใดประเพณี วฒั นธรรม ที่สะทอ นอัตลักษณของชาตพิ ันธ
ก. การแตง กาย
ข. การศึกษา
ค. การประกอบอาชีพ
ง. การฟอ นเลบ็
18. ขอใดชว ยสงเสรมิ ใหบ ุตรหลานแสดงความกตัญตู อผใู หญ
ก. ลอยกระทง
ข. แรกนาขวญั
ค. สงกรานต
ง. แหเ ทียน

44

19. ขอใดเปนการแสดงออกตอ ประเพณพี นื้ บา นที่กาํ ลังถูกลมื หรือสญู หายไปไดอยางเหมาะสม
และงา ยที่สดุ

ก. เขา รวมกิจกรรมกบั ชาวบา น
ข. เสนอโครงการรณรงคอนรุ กั ษป ระเพณพี ้นื บาน
ค. จดั แสดงนทิ รรศการประเพณพี ืน้ บา น
ง. ฝก อาสาเพื่อเผยแพรว ัฒนธรรม
20. ขอ ใดแสดงถงึ การยอมรบั วัฒนธรรมตางชาตใิ นสงั คมไทย
ก. จอย จงู คนแกขา มถนน
ข. ออย ไปลอยกระทงที่แมน้ําเจาพระยา
ค. จอย กลา วอรุณสวัสด์ิ ทักทายจมุ ตอนเชา
ง. โกก บั ทิน ชวนกนั ไปดูการแขง ขนั ฟตุ บอลรอบชงิ ชนะเลิศ

45

บทท่ี 2
หนา ท่ีพลเมือง

สาระสําคญั

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย
นบั ตงั้ แตป ระเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เมื่อป พ.ศ.
2475 มาถงึ ปจจุบัน (2553) ประเทศไทยใชรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ซ่ึงประชาชนชาวไทย ทุกคนควร
ตองมีความรูความเขาใจในหลักการ เจตนารมณตลอดจนสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญอยางถองแท
มีความรูในหลักการสําคัญของประชาธิปไตย หลักความเสมอภาค หลักนิติรัฐ และนิติธรรม
หลักเหตุผล หลักการประนีประนอมและหลักการยอมรับความคิดเห็นตางเพื่อการอยูรวมกันอยาง
สันติ สามัคคี ปรองดอง สมานฉนั ท และรวมกนั ในการปอ งกนั และปราบปรามการทุจรติ

ผลการเรยี นที่คาดหวงั

1. มีความรู ความเขาใจ ความเปนมาของรฐั ธรรมนูญ
2. บอกหลกั เกณฑส าํ คญั ของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยได
3. บอกสาระสําคญั ของรฐั ธรรมนญู ฉบับปจจุบนั ทีเ่ กย่ี วของกบั ตัวเองได
4. มีความรู ความเขาใจ เกยี่ วกบั บทบาทหนา ทข่ี ององคก รตามรัฐธรรมนญู
5. วิเคราะหหลักการสําคญั ของประชาธปิ ไตยและปฏิบตั ติ นตามคุณธรรม
จริยธรรม คา นิยมในการอยูรว มกันอยา งสามัคคีปรองดอง สมานฉันท
6. วเิ คราะหการแกป ญ หาการทจุ รติ และมีสวนรว มในการปองกันและปราบปราม
การทจุ รติ
7. รูและเขาใจความหมาย และความสําคญั ของสิทธมิ นุษยชน
8. บอกความหมายและขอบขายของสทิ ธมิ นุษยชนตามบทบัญญัตขิ อง
รัฐธรรมนญู ได
9. รจู ักใชและรักษาสิทธิของตนเองตามกฎหมาย

46

ขอบขายเนือ้ หา

เรือ่ งที่ 1 บทบญั ญัติของรฐั ธรรมนูญท่มี ีผลตอ การเปลีย่ นแปลงทางสังคมและ
มีผลตอ ฐานะของประเทศในสังคมโลก

เร่อื งที่ 2 บทบาทหนาทอ่ี งคกรกลางและการตรวจสอบการใชอ ํานาจรัฐ
เรื่องที่ 3 ความเปนมาและการเปลีย่ นแปลงรฐั ธรรมนูญ
เรื่องที่ 4 รฐั ธรรมนญู และกฎหมายอืน่ ๆ
เรอื่ งท่ี 5 การปฏิบตั ติ นใหส อดคลอ งตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญ

และการสนับสนนุ สงเสรมิ ใหผูอ่นื ปฏิบัติ
เรอ่ื งที่ 6 หลกั สทิ ธิมนษุ ยชนและบทบาทคณะกรรมการสิทธิ์
เรื่องท่ี 7 กฎหมายระหวางประเทศท่ีวาดวยการคุม ครองสทิ ธิดานบุคคล
เรอ่ื งที่ 8 การปฏบิ ัติตามหลกั สิทธมิ นษุ ยชน
เรอื่ งท่ี 9 หลกั การสาํ คัญของประชาธปิ ไตย หลักความเสมอภาค หลกั นติ ิรฐั

และนิติธรรม หลกั เหตุผล หลกั การประนีประนอมและหลักการ
ยอมรับความคิดเหน็ ตา งเพอ่ื การอยรู ว มกันอยางสนั ติ สามคั คี
ปรองดองสมานฉันท
เรอ่ื งที่ 10 การมีสว นรว มของประชาชนในการปอ งกนั และปราบปราม
การทจุ ริต

47

เรือ่ งที่ 1 บทบญั ญัติของรัฐธรรมนญู ท่มี ีผลตอ การเปล่ยี นแปลงทางสงั คม
และมีผลตอ ฐานะของประเทศในสงั คมโลก

รปู แบบการเมอื งการปกครองของไทยต้ังแตสมัยสุโขทัย จนถึงปพุทธศักราช 2475
เปนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กฎหมายที่ใชเปนหลักในการปกครองมีที่มา
จากกลมุ ผูปกครองคอื ทหารและกลมุ ขุนนาง สวนประชาชนเปนแคไพรธรรมดาหรือทาสที่ตอง
ทําตามคําส่ังของกลุมผูปกครองเทานั้น ซึ่งเปนท่ีมาของระบบอุปถัมภ ความ อยุติธรรมตาง ๆ
ทีเ่ กิดขน้ึ เกดิ จากบุคคลที่เปนกลุม ผูปกครองในชว งเวลานั้น ไมมรี ะบบท่ีจะตรวจสอบหรือถวงดุล
อํานาจกับคณะผูปกครองได จากรูปแบบการปกครองดังกลาวเม่ือมีชาวตะวันตกเดินทางเขา
มายังประเทศไทยจึงมองวาไทยเปนบานปาเมืองเถ่ือน(อนารยชน) โดยเฉพาะอยางย่ิงเมื่อ
ชาวตะวันตกท่ีเดินทางเขามาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาทําหนังสือสัญญาพระราช
ไมตรีกับประเทศไทย หนังสือสัญญาที่ทําข้ึนมาน้ันไดยอมใหฝรั่งมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือ
ยอมใหฝร่ังต้ังศาลข้ึนเรียกวา “ศาลกงสุล” ข้ึนพิจารณาคดีความของคนในบังคับของตนได อันเปน
การไมยอมอยูใตบังคับบัญชาของกฎหมายไทย ทั้งน้ีเน่ืองมาจากวาฝรั่งถือวากฎหมายและวิธี
พิจารณาความของประเทศไทยยังไมม รี ะเบียบแบบแผนดพี อ การทีฝ่ รงั่ ตางประเทศมีศาลกงสุล
พิจารณาคดีความของคนในบังคบั ของตนน้ัน ทาํ ใหประเทศไทยมีความยุงยากทางการปกครอง
เกิดขึ้นอยูเสมอ แมภายหลังในสมัยรัชกาลท่ี 5 ท่ีไดยอมเสียดินแดนบางสวน เพื่อแลกกับการ
สิทธิสภาพนอกเขตไทย (สยามประเทศในเวลาน้ัน) ในสายตาชาวโลกก็ยังเปนบานปา เมือง
เถ่อื น

แมวาจะมีการประกาศใหเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 เม่ือปพุทธศักราช 2448 สภาพ
สงั คมไทยก็ยงั ไมมคี วามเปล่ียนแปลงมากนกั เพราะประชาชนยังติดอยูกับความเคยชินในการมี
คนปกปองคุมครองและยังไมมีการจัดการศึกษาใหแกประชาชนเปนระบบ จนกระทั่งสมัย
รชั กาลท่ี 7 เมือ่ กระแสนิยมตะวันตกหลั่งไหลเขามามีการสงนกั เรียนไทยไปศึกษายังตางประเทศ
จํานวนมาก กลมุ นักศึกษาเหลานีเ้ มื่อสําเร็จการศึกษาก็ไดน าํ ส่งิ ทพ่ี บเห็นและองคความรูในเรื่อง
การเมืองการปกครองแบบตะวันตกกลบั เขามาดวยและพยายามท่ีจะพัฒนาประเทศไทยใหพน
จากคําวาบา นปา เมืองเถ่ือนในหลายๆดาน หน่ึงในการเปลี่ยนแปลงประเทศคือเรื่องการปฏิรูป
การปกครองโดยการยดึ อํานาจของคณะราษฎร เมื่อปพุทธศักราช 2475 (หลังการเลิกทาส 27
ป) จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี

48

พระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมขุ มกี ารประกาศใชรัฐธรรมนูญครั้งแรกในสยามประเทศ โดยถือ
วารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมายอ่ืนจะขัดหรือแยงมิได
หลักการสําคัญย่ิงในรัฐธรรมนูญคือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปนของราษฎรท้ังหลาย
พระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมุขของประเทศ ภายใตร ัฐธรรมนญู

การประกาศใชร ฐั ธรรมนูญมิไดทําใหสภาพสงั คมไทยเกิดการเปล่ียนแปลงแบบถอน
รากถอนโคนเพราะกลุมผูนําทางความคิดสวนใหญเปนผูที่ไดรับทุนไปศึกษาตอตางประเทศ
ประชาชนสว นใหญของประเทศยังไดร บั การศึกษานอ ยจนกระท่ังเมอ่ื มีการสงเสริมใหประชาชน
ไดรับการศึกษาสูงขึ้นประชาชนกลุมนี้จึงเร่ิมตระหนักถึงสถานภาพ บทบาทหนาท่ีสิทธิและ
เสรีภาพท่ีตนเองพึงไดร ับจากรฐั

บทบญั ญัตใิ นรฐั ธรรมนญู ทีถ่ อื วา มผี ลตอการเปล่ียนแปลงของสภาพสงั คมไทย ไดแ ก
1. การรบั รองสทิ ธิของชายและหญงิ วา มีสทิ ธิเทาเทยี มกนั
2. ความเสมอภาคในการบังคับใชกฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคลยอมเสมอกันใน

กฎหมาย และไดร ับความคมุ ครองตามกฎหมายเทาเทยี มกัน
3. ทมี่ าของรฐั บาล
4. การตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั
5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ท้ังท่ีเปนสิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เชน

สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกายของบุคคล การจับและคุมขัง การคนตัวบุคคล หรือการ
กระทําใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพจะกระทํามิได เวนแตมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ
การเขา ไปในเคหสถาน โดยปราศจากการยินยอมของผคู รอบครอง เสรภี าพในการเดินทาง และ
เสรีภาพในการเลือกถิ่นท่ีอยูภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการส่ือสารถึงกันโดยทางที่ชอบ
ดว ยเสรภี าพบริบูรณใ นการนับถอื ศาสนาสทิ ธิในกระบวนการยุติธรรมเสรภี าพในการแสดงความ
คดิ เหน็ ของบคุ คลและสอ่ื มวลชนสทิ ธเิ สรีภาพในการศกึ ษาสิทธิการไดรับบริการสาธารณสุขและ
สวสั ดกิ ารจากรฐั เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม

ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปนผลจากการมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวจึงเปน
หลักประกันท่ีประชาชนจะตองไดรับการคุมครองและดูแลจากรัฐ และมีผลตอการกระตุนให
ประชาชนเกดิ ความต่นื ตัวในการพิทักษส ทิ ธิของตนเอง รวมท้งั การปฏิบตั ิตนทีจ่ ะไมไปละเมิดตอ
สิทธิของผูอ่นื ความเปลย่ี นแปลงทางสงั คมทีผ่ ลจากการมีรฐั ธรรมนญู ทเ่ี ห็นไดอยางเปนรูปธรรม
ไดแก

49

1. ความตื่นตวั ในภาคประชาชนทจี่ ะเขามามีสว นรวมในการบรหิ ารจดั การประเทศ
โดยการตัง้ พรรคการเมอื ง การเปนสมาชิกพรรคการเมอื ง

2. เกดิ การรวมตวั ของกลุมบุคคลตัง้ เปนมูลนิธเิ พ่อื ปกปองดูแลสิทธิของประชาชน
ตามรัฐธรรมนญู เชนมลู นธิ ิคมุ ครองผบู รโิ ภค มูลนธิ คิ ุมครองสิทธสิ ตรี

3. การรวมตัวของกลุม บุคคลในอาชพี เดียวกนั เพ่อื เรียกรอ งความเปนธรรม
4. มรี ะบบยตุ ิธรรม ทีพ่ ิจารณาตดั สินคดีความจากเอกสาร พยาน หลักฐาน มี
ระบบการไตส วน สืบสวน สอบสวน และยกเลกิ วิธีการลงโทษในทางทารณุ กรรมเพ่ือให รับ
สารภาพ
5. ประชาชนไดรบั บรกิ ารในส่ิงท่ีเปน ปจ จยั พ้นื ฐานของการดาํ รงชวี ติ ไดแ ก บรกิ าร
การศกึ ษา บรกิ ารการรกั ษาพยาบาล
ความเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนในสังคมไทยดังกลาว มีผลใหประเทศไทยไดรับการ
ยอมรบั ในสายตาชาวโลกมากขนึ้ วา มไิ ดม คี วามเปน บานปา เมอื งเถื่อน โดยชาวตางชาติไดใหการ
ยอมรบั ในกฎหมายไทย

เรอ่ื งที่ 2 บทบาทหนา ท่อี งคก รกลางและการตรวจสอบการใชอ าํ นาจรฐั

แมวาประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมา
ต้ังแตป พ.ศ.2475 ในทางปฏิบัติผูบริหารประเทศท้ังฝายการเมืองและฝายประจําน้ัน จะมี
อาํ นาจอยา งมากมายและกวางขวางมาก หลายครัง้ ประชาชนมีความคลางแคลงใจในพฤติกรรม
ของผูบรหิ ารประเทศทัง้ ฝายการเมืองและฝายประจาํ วานาจะเปนไปเพื่อประโยชนตนหรือพวก
พอ งมากกวา เพือ่ ผลประโยชนของประเทศกไ็ มส ามารถดําเนินการตรวจสอบใดๆ ได

จนกระทั่งเม่ือมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2540 ซ่ึงไดริเริ่มใหมีการควบคุมอํานาจรัฐโดยบัญญัติไวใน หมวดท่ี 10 การตรวจสอบการใช
อํานาจรฐั มาตรา 291 –มาตรา 311 ซงึ่ ไดก ลา วถงึ เร่ืองตอไปน้ี

1. การแสดงบัญชรี ายการทรัพยสนิ หน้สี ิน
2. คณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง ชาติ
3. การถอดถอนจากตาํ แหนง
4. การดําเนนิ คดอี าญากบั ผูดํารงตาํ แหนงทางการเมอื ง

50

นอกจากกลา วถึงเร่ืองการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ แลวยังไดมีการจัดตั้งองคกร
อิสระขน้ึ มาเพื่อทําหนาทีใ่ ดหนาท่ีหน่ึงโดยตรง เชน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริตแหง ชาติ คณะกรรมการการเลือกตง้ั แตย ังมิไดกลาวถึงองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือ
องคกรตามรัฐธรรมนูญไวอยา งชัดเจน

ดังนั้นเม่ือกลาวถึง “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ”
ในรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงยังมีความเขาใจ ที่ไมตรงกันวา หมายถึง
องคกรใดบาง โดยคําวา “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นั้น ไมมีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตเปน
คาํ ทใ่ี ชเ รียกรวมๆ ถงึ องคก รทร่ี ัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2540 บญั ญตั ใิ หมขี ้ึน
เพื่อทําหนาท่ีในหนาที่หนึ่งโดยเฉพาะ เชน คณะกรรมการการเลือกต้ัง หรือ กกต. ทําหนาท่ีในการ
จัดการเลอื กตงั้ คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ทําหนา ที่ในการปอ งกันและปราบปรามการทจุ รติ และประพฤตมิ ิชอบ เปน ตน

สวนคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” ในมาตรา 266 ซ่ึงบัญญัติวา “ในกรณี ท่ีองคกร
ตางๆตามรฐั ธรรมนูญมปี ญ หาเก่ียวกบั อํานาจหนาทใ่ี หอ งคกรน้นั หรอื ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องพรอม
ความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย” ซ่ึงตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไดให
ความหมายโดยสรุปของคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หมายถึง องคกรที่รัฐธรรมนูญกําหนดใหมี
ขึ้นและมอบหมายอํานาจหนาที่ไวในรัฐธรรมนูญ เชน วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาลยตุ ธิ รรม เปน ตน

จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ไดทําใหเรื่องดังกลาวมีความชัดเจนข้ึน โดยกําหนดใหมีหมวดที่วาดวยองคกรตามรัฐธรรมนูญไวใน
หมวด 11 มาตรา 299–258 โดยแยกเปน 2 สว น รวม 7 องคก ร คือ

สว นท่ี 1 องคกรอิสระตามรฐั ธรรมนูญ จาํ นวน 4 องคก ร ประกอบดว ย
1) คณะกรรมการการเลอื กตง้ั
2) ผูตรวจการแผน ดนิ
3) คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แหงชาติ
4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน

สวนที่ 2 องคกรอืน่ ตามรฐั ธรรมนญู จาํ นวน 3 องคกร ประกอบดว ย
1) องคก รอยั การ
2) คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงชาติ

51

3) สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ

บทบาทหนา ทีข่ ององคก รอสิ ระตามรฐั ธรรมนญู

องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอํานาจ
หนาท่ี ดังน้ี

1. คณะกรรมการการเลือกต้ัง (กกต.) ประกอบดวยประธานกรรมการ 1 คน
กรรมการอ่นื อีก 4 คน ซ่ึงพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา คัดเลือกจาก
ผูมีความเปนกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตยสุจริตมีวาระการดํารงตําแหนง 7 ป
นับต้ังแตวันท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียวโดยประธาน
วุฒิสภาเปนผูล งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ

คณะกรรมการการเลอื กต้ังมีอาํ นาจหนาท่ี ดงั นี้

1. ออกประกาศหรือวางระเบยี บกาํ หนดการทั้งหลายอันจําเปน แกก ารปฏิบตั ติ าม
กฎหมาย

2. วางระเบียบเกี่ยวกับขอ หามในการปฏบิ ัตหิ นา ทขี่ องคณะรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรี
ขณะอยใู นตําแหนง เพื่อปฏบิ ตั ิหนา ท่ี โดยคํานงึ ถึงการรักษาประโยชนข องรัฐ และคาํ นึงถงึ ความ
สุจรติ เทย่ี งธรรมความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกต้ัง

3. กาํ หนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงนิ ใหแกพรรคการเมือง
การสนบั สนนุ ทางการเงินโดยรฐั การใชจา ยเงินของพรรคการเมอื งและผสู มัครรับเลอื กต้งั
รวมทั้งการตรวจสอบบญั ชีทางการเงนิ ของพรรคการเมืองโดยเปด เผย และการควบคมุ การจา ย
หรือรับเงนิ เพ่อื ประโยชนใ นการลงคะแนนเลอื กตัง้

4. มคี ําสงั่ ใหข าราชการ พนกั งาน หรอื ลกู จางของหนวยราชการ หนว ยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการสว นทองถิน่ หรือเจาหนา ที่อืน่ ของรัฐ ปฏบิ ตั ิการทัง้ หลาย อนั จําเปนตาม
กฎหมาย

5. สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉยั ชขี้ าดปญหาหรอื ขอ โตแยง
ทเี่ กิดขึ้นตามกฎหมาย

6. สงั่ ใหมกี ารเลอื กตั้งใหมหรอื ออกเสยี งประชามติใหมในหนว ยเลือกตงั้ ใดหนวย
เลือกตง้ั หนึง่ หรอื ทุกหนว ยเลือกตั้ง เมอ่ื มหี ลกั ฐานอนั ควรเชือ่ ไดวา การเลือกตง้ั หรือการออก
เสยี งประชามตใิ นหนวยเลือกตัง้ น้ันๆ มไิ ดเปนไปโดยสุจรติ และเทย่ี งธรรม

52

7. ประกาศผลการเลือกต้ัง ผลการสรรหา และผลการออกเสยี งประชามติ
8. สงเสรมิ และสนับสนุนหรอื ประสานงานกับหนว ยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวสิ าหกิจ หรือราชการสว นทอ งถน่ิ หรอื สนบั สนุนองคกรเอกชน ในการใหก ารศึกษาแก
ประชาชนเกย่ี วกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยท รงเปนประมขุ และ
สงเสริมการมสี ว นรว มทางการเมืองของประชาชน
9. ดาํ เนินการอืน่ ตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิในการปฏิบตั ิหนาทค่ี ณะกรรมการการ
เลอื กตง้ั มีอาํ นาจเรียกเอกสารหรือหลกั ฐานท่เี กย่ี วขอ งจากบคุ คลใดหรอื เรยี กบุคคลใดมาให
ถอ ยคาํ ตลอดจนใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนหนวยราชการ หนว ยงานของรฐั วิสาหกิจ
หรือราชการสวนทองถิ่นได

2. ผูตรวจการแผนดิน เปนคณะบุคคลจํานวน 3 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรง
แตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู
และมีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชน
รวมกันของสาธารณะ และมีความซ่ือสัตยสุจริต มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ป นับแตวันท่ี
พระมหากษัตรยิ ท รงแตงตั้ง และใหดาํ รงตาํ แหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผู
ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และใหม ีสาํ นักงานผตู รวจการแผนดินเปนหนวยงานอิสระ
ในการบริหารงานบคุ คลการงบประมาณ การดาํ เนินการอ่ืน ตามทก่ี ฎหมายบัญญัติ

ผตู รวจสอบการแผน ดิน มีอํานาจหนา ทีด่ ังน้ี
1. พิจารณาและสอบสวนหาขอ เท็จจรงิ ตามคาํ รอ งเรียนในกรณี

1) การไมปฏบิ ัติตามกฎหมาย หรือปฏบิ ตั นิ อกเหนอื อํานาจหนาทีต่ าม
กฎหมายของขา ราชการ พนักงาน หรอื ลูกจา งของหนวยราชการ หนวยงานของรฐั หรือ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสว นทองถนิ่

2) การปฏบิ ตั ิหรอื ละเลยไมปฏิบตั หิ นาทข่ี องขาราชการ พนักงาน หรือ
ลูกจางของหนว ยงานราชการ หนว ยงานของรัฐ หรอื รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถน่ิ
ทก่ี อ ใหเ กดิ ความเสียหายแกผรู อ งเรยี นหรือประชาชนโดยเปน ธรรม ไมว า การน้ันจะชอบหรอื ไม
ชอบดวยอาํ นาจหนาทกี่ ต็ าม

3) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบตั หิ นาที่หรอื ปฏิบัตหิ นา ทีโ่ ดยไมชอบ
ดวยกฎหมายขององคก รตามรัฐธรรมนญู และองคก รในกระบวนการยตุ ิธรรม ท้งั นี้ ไมรวมถงึ การ
พิจารณาพพิ ากษาอรรถคดีของศาล

53

4) กรณีอ่ืนตามทีก่ ฎหมายบญั ญัติ
2. ดาํ เนินการเก่ียวกับจรยิ ธรรมของผูด ํารงตําแหนง ทางการเมอื งและเจา หนา ท่ี
ของรัฐ
3. ติดตาม ประเมนิ ผล และจดั ทําขอเสนอแนะในการปฏิบตั ิตามรฐั ธรรมนูญ
รวมถึงขอพจิ ารณาเพ่อื แกไ ขเพม่ิ เติมรัฐธรรมนญู ในกรณที เ่ี หน็ วา จําเปน
4. รายงานผลการตรวจสอบและผลปฏบิ ัติหนาทพี่ รอ มขอ สงั เกตตอ คณะรฐั มนตรี สภา
ผูแทนราษฎร และวฒุ สิ ภา ทกุ ป
การใชอํานาจหนาที่ตาม (ขอ 1-4) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการ เมื่อมีการ
รองเรียนเวนแตเปนกรณีที่ผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผลกระทบตอความ
เสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพื่อคุมครองประโยชนสาธารณะผูตรวจการแผนดินอาจ
พจิ ารณาและสอบสวนโดยไมม กี ารรอ งเรยี นได
3. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.)
เปนองคกรอิสระท่ีประกอบไปดวยประธานสภา 1 คน และกรรมการอ่ืนอีก 2 คน ซ่ึงมี
พระมหากษัตรยิ ท รงแตงตัง้ ตามคาํ แนะนําของวฒุ สิ ภา
กรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหงชาติ ตอ งเปนผมู ีความซ่ือสัตยสุจริต
เปนทป่ี ระจกั ษ มีวาระการดาํ รงตาํ แหนง 9 ป นับตัง้ แตพ ระมหากษตั ริยท รงแตงต้ัง และใหดํารง
ตําแหนง ไดเ พียงวาระเดยี ว โดยมปี ระธานวฒุ สิ ภาเปน ผลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการ ให
มีสํานกั งานที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ท้ังน้ี
ตามกฎหมายบญั ญตั ิ
คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหง ชาติ มีอาํ นาจหนา ที่ ดงั นี้
1. ไตส วนขอ เทจ็ จรงิ และสรปุ สาํ นวนพรอ มท้ังทาํ ความเหน็ เกีย่ วกับการถอดถอน
ออกจากตําแหนง เสนอตอวฒุ ิสภา
2. ไตสวนขอ เท็จจริงและสรปุ สํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกย่ี วกบั การดําเนิน
คดอี าญาของผูดํารงตาํ แหนงทางการเมือง สงไปยังศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผูดาํ รงตําแหนง
ทางการเมือง
3. ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการ
ซึ่งดํารงตั้งแตผูอํานวยการหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอ
หนาท่ีหรือ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการ

54

ยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาท่ีของรัฐหรือขาราชการ ในระดับตํ่ากวาท่ีรวมกระทํา
ความผิดกบั ผดู ํารงตาํ แหนง ดงั กลา วหรือกบั ผูด ํารงตําเหนงทางการเมือง หรือท่ีกระทําความผิด
ในลกั ษณะท่ีคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นควรดําเนินการดวย
ท้ังน้ี ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยการปองกันและปราบปรามการทจุ ริต

4. ตรวจสอบความถกู ตองและความมีอยูจริง รวมทง้ั ความเปลี่ยนแปลงของ
ทรัพยส ินและหนี้สนิ ของผดู ํารงตําแหนง

5. กาํ กับดูแลคุณธรรมและจรยิ ธรรมของผูด ํารงตาํ แหนงทางการเมือง
6. รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบตั ิหนาท่ีพรอมขอ สงั เกต
ตอ คณะรัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒสิ ภา ทุกป ทง้ั น้ี ใหป ระกาศรายงานดงั กลาว
ในราชกจิ จานุเบกษา และเปด เผยตอ สาธารณะดว ย
7. ดําเนนิ การอนื่ ตามทกี่ ฎหมายบัญญัติ

4. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.) การตรวจเงินแผนดินใหกระทํา
โดยคณะกรรมการตรวจเงนิ แผนดินที่เปนอิสระและเปนกลางประกอบดวย ประธานกรรมการ
1 คน และกรรมการการอ่ืนอีก 6 คน ซ่ึงพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังจากผูมีความชํานาญและ
ประสบการณดานการตรวจเงินแผนดิน การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลังและ
ดา นอนื่ มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ป นับตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารง
ตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปน ผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
แตงตงั้ ประธานกรรมการการตรวจเงินแผนดินและผวู า การตรวจเงนิ แผนดิน และใหมีสํานักงาน
การตรวจเงินแผน ดินเปนหนวยงานท่ีเปนอิสระในการบริหารบุคคล การงบประมาณ และการ
ดาํ เนนิ การอ่ืนๆ ตามกฎหมายบัญญตั ิ

คณะกรรมการตรวจเงินแผน ดิน มีอาํ นาจหนาที่ ดังน้ี
1. กําหนดหลักเกณฑม าตรฐานเกย่ี วกับการตรวจเงนิ แผนดนิ
2. ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเก่ียวกับการ
ตรวจเงนิ แผนดิน
3. แตง ต้งั คณะกรรมการวนิ ยั ทางการเงนิ และการคลังทเี่ ปนอิสระ ทําหนาท่ีวินิจฉัย
การดําเนินการที่เก่ียวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาท
เก่ยี วกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินัยทางการเงินการคลังในเร่ืองดังกลาว เปนคดีท่ีอยูใน

55

อาํ นาจของศาลปกครอง ใหผ ูว า ตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาท่ีเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน
ท่ีเปนอสิ ระและ เปนกลาง

จากบทบาทหนา ที่ขององคกรอิสระ 4 องคก ร จะพบวา การตรวจสอบการใชอํานาจ
รัฐตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มีกระบวนการและมาตรการตรวจสอบนักการเมือง
ต้ังแตการเขาสูอํานาจโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระบวนการใชอํานาจรัฐ
โดยคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน
และผูตรวจการแผนดิน ที่คอยสอดสองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐตามกฎหมายอยาง
เครงครดั ในสภาพตามเปนจรงิ ในปจจุบนั จะเหน็ ไดวา กลไกลทางกฎหมายและองคกรอิสระไม
สามารถหยุดย้ัง แกไขปญหาทุจริตคอรรัปชั่นของนักการเมืองไดนอกจากการสงเสริมใหมี
กระบวนการตรวจสอบการดําเนินของภาครัฐ โดยประชาชนท่ีมีความเขมแข็งเขามามีสวนรวม
ในการตรวจสอบอยา งจริงจังตอ ไป

บทบาทหนาที่ขององคกรอืน่ ตามรัฐธรรมนูญ

1. องคกรอัยการ มีหนวยธุรกิจท่ีเปนอิสระในการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณ และการดําเนินการอ่ืน โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชาการ มีพนักงาน
อัยการ ทําหนาท่ีตามท่ีบัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายที่เก่ียวของ พนักงานอัยการมี
อสิ ระในการพจิ ารณาสั่งทาํ คดี และการปฏิบตั ิหนาท่ีใหเ ปน ไปโดยเท่ียงธรรม

2. คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหงชาติ ประกอบดวย ประธานกรรมการ 1 คน
กรรมการอ่ืนอีก 10 คน ซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผู
มีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีวาระการดํารง
ตําแหนง 6 ป นับต้ังแตวันทพ่ี ระมหากษัตรยิ ทรงแตงตัง้ และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว
โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มอี าํ นาจหนา ท่ี ดังนี้
1. ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรอื การละเลยการกระทาํ อันเปนการละเมิด
สทิ ธิมนุษยชนหรือไมเ ปน ไปตามพันธกรณรี ะหวา งประเทศเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย
เปนภาคี เสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานท่ีกระทําหรือละเลยการ
กระทาํ ดังกลาว เพ่อื ดาํ เนนิ การในกรณที ่ปี รากฏวา ไมมีการดาํ เนนิ การตามทีเ่ สนอ ใหร ายงานตอ
รฐั สภาเพือ่ ดาํ เนนิ การตอไป

56

2. เสนอเร่ืองพรอ มดว ยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนญู ในกรณีทีเ่ ห็นชอบตามท่ีมผี ู
รอ งเรียนวา บทบญั ญัตแิ หง กฎหมายใดกระทบตอ สิทธิมนุษยชนและมปี ญหาเก่ยี วกับความชอบ
ดว ยรัฐธรรมนูญทั้งนต้ี ามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวธิ ีพิจารณาของศาล
รฐั ธรรมนูญ

3. เสนอเรื่องพรอ มดวยความเห็นตอ ศาลปกครอง ในกรณีทเี่ หน็ ชอบตามที่มผี ู
รอ งเรียนวา กฎ คําสงั่ หรือการกระทาํ อื่นใดในทางปกครองกระทบตอ สทิ ธิมนษุ ยชนและ มี
ปญ หาเก่ยี วกับความชอบดวยรับธรรมนูญหรือกฎหมายทัง้ นี้ ตามพระราชบญั ญัติจดั ตัง้ ศาล
ปกครองและวิธีพจิ ารณาคดีปกครอง

4. ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เม่ือไดรับการรองขอจากผูเสียหายและ
เปนกรณีท่ีเห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ท้ังนี้ ตามท่ี
กฎหมายบญั ญัติ

5. เสนอแนะนโยบายและขอ เสนอในการปรบั ปรงุ กฎหมาย และกฎ ตอ รฐั สภา
หรือคณะรัฐมนตรีเพอื่ สง เสริมและคมุ ครองสทิ ธิมนุษยชน

6. สงเสรมิ การศึกษา การวิจัย และการเผยแพรค วามรูดา นสทิ ธมิ นษุ ยชน
7. สง เสริมความรว มมือและการประสานงานระหวา งหนวยราชการ องคกรเอกชน
และองคก รอนื่ ในดา นสิทธิมนุษยชน
8. จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชน
ภายในประเทศและเสนอตอรัฐสภา
9. อํานาจหนา ที่อน่ื ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ

ในการปฏบิ ตั หิ นาที่ คณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหงชาติตองคาํ นึงถึงผลประโยชน
สวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจ
เรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เก่ียวของจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา รวมทั้งมี
อํานาจอนื่ เพ่อื ประโยชนในการปฏิบัตหิ นา ท่ี ท้งั น้ี ตามที่กฎหมายบญั ญัติ

3. สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ มีหนาที่ใหคําปรึกษาและ
ขอ เสนอแนะตอคณะรฐั มนตรี ในปญ หาตา งๆ ทีเ่ ก่ยี วกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายท่ี
เก่ียวของ มีสํานักงานเปนหนวยงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ
และการดาํ เนินการอื่น ตามทกี่ ฎหมายบัญญตั ิ

57

จากบทบาทหนา ทข่ี ององคกรตามรฐั ธรรมนูญทง้ั 2 ประเภท พบความแตกตางของ
บทบาทหนาที่ขององคกรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ การที่
รัฐธรรมนูญกําหนดใหองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางกฎหมายไดตามมาตรา
139 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ซึ่งประธานองคกรนั้นเปนผูรกั ษาการ ตามมาตรา182 สามารถเสนอรา งพระราชบญั ญัติเกี่ยวกับ
การจัดองคกร และรางพระราชบัญญัติที่ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาไดดวย สวนองคกรอ่ืน
ตามรฐั ธรรมนูญไมมบี ทบัญญตั ใิ นลักษณะดังกลา ว

เรอ่ื งท่ี 3 ความเปน มาและการเปลีย่ นแปลงรัฐธรรมนญู

นั บ ตั้ ง แ ต ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ไ ด เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร ป ก ค ร อ ง จ า ก ร ะ บ อ บ
สมบรู ณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข ตั้งแตป
พ.ศ. 2475 เปนตนมาจนถึงปจจุบัน ยึดหลักความเทาเทียมกันในสิทธิ์โอกาสและเสรีภาพ
อํานาจอธิปไตยมาจากปวงชน ชาวไทย ผูปกครองประเทศจะตองมาจากการยินยอมพรอมใจ
กันของประชาชน และบริหารงานใหเปนไปตามความตองการของประชาชนตามหลักของ
ประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตย คือระบบการเมืองที่ประชาชนสวนใหญเปนผูกําหนดตัว
ผปู กครองและนโยบายของรัฐบาล โดยวธิ เี ลอื กตงั้ และอาํ นาจอธปิ ไตยเปน ของปวงชน

ประเทศไทยมีการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข
เปนแนวทางท่ีสําคัญตลอดมา โดยถือวาพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศ ทรงอยู
ภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจอธิปไตยเปนอํานาจสูงสุดของปวงชนชาวไทย ประชาชน
ชาวไทย ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ประชาชนเลือกตั้งตัวแทนของตนเขาไป
เพ่ือใชอํานาจบริหารประเทศ โดยยึดหลักกฎหมายและหลักการถือเสียงขางมากเปนเกณฑ
ตดั สนิ

ความเปนมาและการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

เนือ่ งจากรัฐธรรมนูญถอื เปนหลักสําคญั ในการปกครองประเทศ รัฐธรรรมนูญแตละ
ฉบบั จะสะทอนใหเหน็ ถึงรปู แบบการปกครอง ตลอดจนสภาพสิทธิและเสรีภาพของชาวไทยใน
แตล ะยุค แตละสมยั รัฐธรรมนญู ท่ผี า นมา แตละฉบับมสี าระสรุปไดดังตอ ไปนี้

58

1. พระราชบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามช่วั คราว พทุ ธศักราช2475
เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก สาระสําคัญคือ ประเทศไทยตองปกครองแบบ

ประชาธปิ ไตย โดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดในการ
ปกครองประเทศเปน ของประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับน้ีกําหนดใหมีสภาเดียวคือ สภาผูแทนราษฎร มีอํานาจกวางมาก
คือ พิจารณารางกฎหมาย ดูแลควบคุมการบริหารประเทศ มีอํานาจแตงต้ังและถอดถอน
คณะกรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี) ฯลฯ และมีอํานาจวินิจฉัยคดีซึ่งพระมหากษัตริยเปน
ผูตอ งหา ซง่ึ ศาลธรรมดาไมมสี ิทธ์ิรับฟองได

2. รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศักราช 2475
ประกาศใช 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 มหี ลกั การสําคญั แตกตา งจาก ฉบับท่ี 1

อนั เปน ฉบับชว่ั คราว ดงั น้ี
1. ยกยอ งฐานะพระมหากษตั รยิ ใ หสงู ขึน้ โดยบัญญัติวาใหทรงอยูในฐานะอันเปนที่

เคารพสกั การะ ผใู ดจะลว งละเมิดหรอื ฟอ งรอ งมไิ ด ใหองคพ ระมหากษตั รยิ และพระบรมวงศา-
นวุ งศต้ังแตหมอ มเจา ขนึ้ ไปอยูในฐานะเปน กลางทางการเมือง คือไมต อ งรับผิดทางการเมอื ง

2. สภานิติบัญญัติ (สภาผูแทนราษฎร) ไมมีอํานาจปลดพนักงานประจํา มีอํานาจ
ออกกฎหมาย มอี ํานาจควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผนดิน (แตฝายบริหารก็มี
อํานาจท่จี ะยบุ สภาผแู ทนราษฎรได)

3.ฝา ยบริหารซ่ึงเดิมเรยี กวา “คณะกรรมการราษฎร” เปลี่ยนเปน “คณะรัฐมนตรี”
คณะรัฐมนตรีนพี้ ระมหากษัตริยทรงแตงต้ัง มีจํานวนอยางนอย 14 คน แตไมเกิน 24 คน และ
ในจํานวน 14 คน ตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรรัฐธรรมนูญฉบับน้ีมีอายุการใชยาวนาน
ทส่ี ดุ คอื ประมาณ 15 ป

3. รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
ประกาศใช 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 ยังคงยึดหลักการรัฐธรรมนูญ

พุทธศักราช 2475 เปนหลัก โดยตองการใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากย่ิงข้ึน
มสี าระสําคัญดงั น้ี

1. กําหนดใหมสี ภา 2 สภา คือ สภาผูแทนฯ กับ วฒุ สิ ภา (เดมิ เรียกวาพฤฒสภา)
ใหสมาชิกสภาผูแทนมาจากการเลือกตง้ั โดยตรง สว นสมาชิกสภามาจากการเลอื กต้งั โดยออม

59

2. มีบทบญั ญตั แิ ยกขาราชการประจาํ กบั ขา ราชการการเมืองออกจากกันเปนฉบับ
แรก และกาํ หนดวา นายกรฐั มนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐมนตรี ดํารงตําแหนงขาราชการประจํา
ใดๆ มิได

3. อนญุ าตใหมีการจดั ตงั้ พรรคการเมืองไดเ ปน ครงั้ แรก (เดมิ มีเพียงพรรคเดยี วคอื
คณะราษฎร) รัฐธรรมนูญน้ีถูกยกเลกิ โดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจกิ ายน พุทธศักราช
2490 มีอายุการใชเพยี ง 18 เดอื น

4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่วั คราว พุทธศักราช 2490)
ประกาศใช 9 พฤศจิกายน 2490 เหตุผลประกาศใชคือ ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก

ไมสามารถแกปญ หาเศรษฐกิจและสังคมได สาระสําคญั คอื
1. มีสภา 2 สภา เชน เดิม คอื สภาผูร าษฎรและวุฒิสภา
2. อํานาจหนาที่วุฒิสมาชิกมีมากขึ้นคือ นอกจากยับย้ังรางกฎหมายแลว ยังมี

อํานาจใหความไววางใจหรอื ไมไ ววางใจฝา ยบริหารได
3. เพ่ิมเติมใหมีอภิรัฐมนตรี 5 คน เปนผูบริหารราชการในพระองคและถวาย

คําปรกึ ษาแตพระมหากษัตรยิ  แตไมมอี ํานาจบริหารราชการแผนดนิ

5. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2492
ประกาศใช 3 มีนาคม 2492 ฉบับน้ีผูรางใหความคาดหวังวาเปนฉบับท่ีดี มั่นคง

และเปนประชาธิปไตยมาก เพราะไดวางหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไวกวางขวาง
และปอ งกันการใชอ าํ นาจของรัฐตอการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไวดวย สวนสภาใหมี
สภา 2 สภา เชน เดมิ ฉบบั นีใ้ ชได 2 ปเ ศษ ก็ถกู ยกเลกิ โดยคณะรัฐประหาร เมอื่ 29 พฤศจิกายน
2494

6. รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2475 แกไขเพมิ่ เตมิ พ.ศ. 2495
สาระสาํ คัญ เหมอื นฉบับเดิมทุกประการแตไดแกไขเพิ่มเติมเรื่องสําคัญคือ กําหนด

วิธีลดจํานวนสมาชกิ วุฒิสภา

7. รฐั ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศักราช 2502
ประกาศใช 28 มกราคม 2502 ฉบับนี้ คณะรฐั ประหารประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ

การปกครองช่วั คราว มเี พยี ง 20 มาตรา

60

สาระสําคัญ คือ ฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจมากข้ึน โดยเฉพาะ
นายกรัฐมนตรีมีอํานาจเด็ดขาดตามมาตรา 17 ดวยการขอมติคณะรัฐมนตรีในการใชอํานาจ
สั่งการหรือการกระทําใดๆ ก็ไดท่ีเห็นวาเปนประโยชนตอความมั่นคง ความสงบของ
ประเทศชาติ และราชบัลลังก

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไมใหสิทธิเสรีภาพประชาชนในการมีสวนรวมในการปกครอง
รวมเวลาทีใ่ ชอยูถึง 9 ปเศษ จึงมีการประกาศรฐั ธรรมนูญฉบับถาวร

8. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2511
ประกาศใช 20 มถิ นุ ายน 2511 เปนฉบบั ท่ี 2 ท่รี า งโดยสภารางรัฐธรรมนญู

(ซง่ึ แตงต้ังโดยหัวหนาคณะปฏิวัติ) ใชเ วลารางนานทส่ี ดุ คอื กวา 9 ป สน้ิ เปลอื งคาใชจาย ถึง 100
ลา นบาท สาระสําคัญมีดงั นี้

1. ใหมีรัฐสภา 2 สภา วุฒิสภามีอํานาจมากกวาเดิมคือ เดิมมีอํานาจยับย้ังราง
กฎหมายผานสภาผูแทนราษฎร ยังมีอํานาจเพิ่มเติมคือ สามารถควบคุมฝายบริหารเทาเทียม
สภาผแู ทนราษฎร

2. มิใหนายกฯ หรือ รัฐมนตรี เปนสมาชิกรัฐสภา สภาผูแทนฯ จึงไมมีบทบาท
พอทจ่ี ะทาํ ลายเสถียรภาพของรัฐบาล และเรยี กรองตําแหนงรัฐมนตรี

รัฐธรรมนูญฉบับน้ใี ชไ ดป ระมาณ 3 ป ก็ถูกยกเลิก เพราะมีการรัฐประหารโดยกลุม
บคุ คลทมี่ สี ว นรา งและประกาศใชร ฐั ธรรมนูญฉบับนเ้ี มื่อ 17 พฤศจกิ ายน 2514

9. รฐั ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศักราช 2515
ประกาศใช 15 ธนั วาคม 2515 ผปู ระกาศใชค ือ รฐั บาลจอมพลถนอม กิติขจร ผูทํา

รัฐประหารสาระสําคัญคือ ใชสภานิติบัญญัติแหงชาติมาจากการแตงต้ังมีหนาที่ออกกฎหมาย
และอนมุ ตั ิรางรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอไปใหพิจารณาภายใน 3 ป และมีสิทธิตั้งกระทู
ถามรัฐมนตรีได แตไมมีสิทธิเปดอภิปรายไมไววางใจ สาระสําคัญอ่ืนๆ ยังคงเหมือนกับ
รัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะมาตรา 17 ซ่ึงเนนอํานาจสูงสุดเด็ดขาดของ
นายกรฐั มนตรี

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใชไดเพียงปเศษ นิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ไดรวม
พลงั เรียกรองใหม กี ารประกาศใชรัฐธรรมนญู ฉบับใหมโดยเร็ว วนั ท่ี 14 ตุลาคม 2516

61

รัฐบาลชุด จอมพลถนอม กิตติขจร จึงออกไป นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ไดรับการแตต้ังใหเปน
นายกฯ และยังใชร ัฐธรรมนูญฉบับนแ้ี ละประกาศใชร ัฐธรรมนญู ฉบับ พ.ศ. 2517

10. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2517
ประกาศใช 7 ตลุ าคม 2517 เปน ฉบับทม่ี ีความเปนประชาธิปไตยมากกวาทุกฉบับที่

ใชม า มีสาระสําคญั ดังนี้
1. มีรฐั สภา 2 สภา คือ สภาผแู ทนและสภาวุฒิสภา สภาผแู ทนมาจากการเลือกตั้ง

วุฒสิ ภา มาจากการแตง ตง้ั และมอี ํานาจนอยกวา วฒุ สิ ภา ตามบทบญั ญัตริ ัฐธรรมนญู ฉบับกอนๆ
2. การสบื ราชสมบัติ ในกรณีไมมพี ระราชโอรส รัฐสภาอาจใหค วามเห็นชอบในการ

ใหพระราชธดิ าสืบสนั ตตวิ งศไ ด
3. หลกั การดาํ เนินงานทางการเมอื งใหเปนไปโดยระบบพรรค ผูแทนราษฎรตองมี

สังกดั พรรคการเมอื งมิใหสมาชิกรฐั สภาทําการคาหรอื กจิ การใดทีอ่ าจทําใหร ัฐเสียประโยชน
4. นายกรัฐมนตรีตองมาจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐมนตรีตองเปนสมาชิก

สภาอยางนอยคร่ึงป รัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจและทํา
การคามไิ ด

5. ใหประชาชนมีบทบาทในการปกครองทองถิ่นของตนเองตามระบอบ
ประชาธิปไตย

6. มีบทบญั ญัติประกนั สทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนหลายประการรัฐธรรมนญู นี้ใชได
เพียง 2 ป ก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองประกาศยกเลิกเม่อื 6 ตุลาคม 2519

11. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2519
คณะปฎริ ปู การปกครองประกาศใชเ มือ่ 22 ตุลาคม 2519 มีโครงสรางการปกครอง

คลายรฐั ธรรมนญู การปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2515 คือ ใหม รี ฐั สภารฐั สภาเดียว
แตเรยี กชอื่ วา “สภาปฎิรูปการปกครองแผนดิน” มีสมาชิกจากการแตงตั้ง ไมมีอํานาจควบคุม
คณะรัฐมนตรีหรือฝายบริหารนายกฯ มีอํานาจเด็ดขาดในการบริหารตามมาตรา 21
(เหมอื นมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2502 และ พ.ศ.2515) รัฐธรรมนูญนี้ยกเลิก
ใชเมือ่ มีการปฏิวัติเกดิ ขึ้น เมอ่ื 20 ตุลาคม 2520

62
12. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2520

คณะรัฐประหารประกาศใชเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2520 มีโครงสรางการปกครอง
คลายธรรมนญู การปกครองและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2502 2515 2519 เพิ่มเติมสาระสําคัญ คือ
กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวย บุคคลของคณะรัฐประหารทําหนาที่กําหนด
นโยบายแหงรัฐ ควบคุมฝายบริหาร แตงต้ังถอดถอนนายกรัฐมนตรี ใหความเห็นชอบเก่ียวกับ
การใชอํานาจเด็ดขาดของนายกฯ และมีอํานาจแตงตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญถูก
ยกเลกิ และมีการประกาศใชรัฐธรรมนญู แหง อาณาจกั รไทย พ.ศ. 2521

13. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2521
ประกาศใช 22 ธันวาคม 2521 รัฐธรรมนูญฉบับน้ีรางโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ

มสี าระสําคัญ คือ
1. โครงสรางการปกครอง กาํ หนดดังน้ี

2. รัฐสภามี 2 สภา คือ สภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง
วุฒสิ ภามาจากการแตง ตงั้ และอาํ นาจไมเ กิน 3 ใน 4 ของสมาชกิ สภาผูแทน

3. ไมกําหนดวาคณะรัฐมนตรีจะตองมาจากรัฐสภา แตจะตองแถลงนโยบายแก
รัฐสภา เมื่อเขามาบริหารแผนดิน และมีบทเฉพาะกาลใหนายกฯ มีอํานาจส่ังการหรือการ
กระทาํ การใดๆ ไดเด็ดขาดจนกวา คณะรฐั มนตรไี ดรับการจดั ตั้งจะเขา ปฏบิ ตั งิ าน

63

4. การเลือกต้ัง 4 ปแรกต้ังแตเริ่มประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับน้ี ใหมีการเลือกตั้ง
แบบแบง เขตผูเขารับการเลือกต้ังจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไมก็ได หลังครบ 4 ปแลว ใหถือ
เขตจังหวัดเปนเขตการเลือกต้ังเวนแตกรุงเทพมหานครใหแบงเปน 3 เขต และผูสมัครเขารับ
การเลือกตงั้ จะตองสังกดั พรรคการเมือง
14. รฐั ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2534 (ฉบบั ร.ส.ช.)

ร.ส.ช. หรอื คณะรกั ษาความสงบเรยี บรอ ยแหงชาติ ไดประกาศใชธรรมนูญฯ ฉบับนี้
ขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 กําหนดใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติสภาเดียว มีหนาท่ีราง
รัฐธรรมนูญและพิจารณารางและรัฐมนตรีตามที่นายกฯ กราบบังคมทูล เพ่ือบริหารราชการ
แผน ดนิ
15. รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2534

แกไขเพิ่มเติมฉบบั ท่ี 6 พ.ศ. 2539 นับเปน ฉบับท่ี 15 ประกาศใช 9 ธันวาคม 2534
มสี าระสาํ คญั เพิม่ เติมดงั น้ี

1. พระมหากษัตรยิ ทรงเลือกและแตง ตงั้ ผูทรงคุณวุฒเิ ปนประธานองคมนตรี 1 คน
และองคมนตรีอ่ืนอีกไมเ กิน 18 คน ประกอบเปนองคมนตรี

2. รัฐสภา ประกอบดวยสภาผแู ทน และวุฒิสภา สภาผแู ทน ประกอบดวยสมาชกิ
393 คน สมาชกิ วุฒสิ ภามี 260 คน ประธานสภาผูแทนเปน ประธานรัฐสภา

3. นายกรัฐมนตรี ตองเปน สมาชกิ สภาผแู ทน
4. การผเู ลอื กตง้ั ใชการเลือกต้ังแบบแบง เขตและรวมเขต

16. รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2540
ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีความยาวถึง 336 มาตรา ยาวกวา

รัฐธรรมนูญทุกฉบบั ที่เคยประกาศใชในประเทศไทยหลังเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบรู ณาญาสทิ ธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และเนื่องจาก
ประชาชนทั่วไปกวา 800,000 คน มีสวนรวมโดยตรงและโดยออมในการยกรางรัฐธรรมนูญ
ฉบับน้ี จึงทําใหรัฐธรรมนูญฉบับน้ีคุมครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยไวมากกวาของ
นักการเมืองเหมือนในสมัยเรียน ดวยเหตุน้ี จึงมักนิยมเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวาเปน
“รัฐธรรมนญู ฉบบั ประชาชน”

64

17. รฐั ธรรมนูญ แหงราชอาณาจกั รไทย (ฉบับช่วั คราว) พุทธศกั ราช 2549
ประกาศใชใ นวันที่ 1 ตุลาคม 2549 มี 39 มาตรา เปน รฐั ธรรมนญู ฉบบั ช่วั คราว

ที่หวั หนา คณะปฏิรปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ หลังการท่ีไดกระทําการรัฐประหารเปนผลสําเร็จเมื่อวันท่ี
19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยแตงตั้งทีมงานนักกฎหมายเพ่ือรางรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และ
ไดม กี ารต้ังหนว ยงานในการดําเนินงานดงั น้ี

1. สภานติ ิบัญญัตแิ หง ชาติ ทาํ หนาท่ีแทนรฐั สภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภา
มสี มาชกิ จํานวน ไมเ กนิ 250 คน

2. คณะตลุ าการรฐั ธรรมนญู ทาํ หนา ทแ่ี ทนศาลรฐั ธรรมนูญ
3. สภารางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สมัชชาแหง ชาติของประเทศไทย ทําหนา ท่ี
รางรฐั ธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2550
4. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทาํ ทีก่ อใหเกดิ ความเสียหายตอ รฐั ทาํ หนา ท่ี
ตรวจสอบทรัพยสนิ อดตี คณะรฐั มนตรีในรัฐบาลท่ผี านมา

18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2550
ประกาศใชต้ังแตวันท่ี 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 เปนฉบับที่มีการจัดทําราง

รัฐธรรมนูญ โดยสภารางรัฐธรรมนูญจํานวน 100 คน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชวั่ คราว) พทุ ธศกั ราช 2549 มาตรา 25 ถึงมาตรา 31 และสภารา งรฐั ธรรมนูญ ไดแตงต้ัง
คณะกรรมาธิการ ยกรางรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน ทําการยกรางแลวสงรางรัฐธรรมนูญให
สมาชกิ สภารางรฐั ธรรมนูญและองคกรซ่ึงเปนคณะบุคคลพิจารณาและเสนอความเห็นรวม 12
คณะ หลังจากน้ันไดนํารางรัฐธรรมนูญดังกลาวเผยแพรใหประชาชนทราบ แลวนําเสนอราง
รัฐธรรมนูญตอสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบรางท้ังฉบับเรียงเปนราย
มาตรา เมอ่ื สภารา งรัฐธรรมนูญพิจารณาใหความเห็นชอบแลว จึงมีการเผยแพรตอประชาชน
เพ่ือทราบทั้งฉบับและจัดใหประชาชนผูมีสิทธิเลือกต้ังออกเสียงประชามติ วาจะใหความ
เห็นชอบหรือไมเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรอมกันทั้งประเทศเม่ือวันอาทิตยท่ี 19
สงิ หาคม 2550 ระหวา งเวลา 08.00 ถงึ 16.00 นาฬกิ า ซ่ึงเปน การออกเสียงประชามติคร้ังแรก
ในประวัติศาสตรการเมืองไทย การออกเสียงประชามติของประชาชน ผูมีสิทธิเลือกต้ังท้ัง
ประเทศจํานวน 45,092,955 คน มาใชสิทธอิ อกเสยี งประชามตจิ ํานวน 25,978,954 คน

65

คิดเปนรอยละ 57.61 ผลการออกเสียงประชามติยอมรับ 14,727,306 เสียง คิดเปนรอยละ
56.69 ไมยอมรับ 10,747,441 เสียง คิดเปนรอยละ 41.37 มีบัตรเสียและอื่นๆ จํานวน
504,120 ฉบับ คิดเปนรอยละ 1.94 ผลการออกประชามติของประชาชนท่ัวราชอาณาจักร
ยอมรับรางรฐั ธรรมนูญฉบบั น้ี ประธานสภานติ บิ ัญญัติแหงชาติไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลา
ทูลกระหมอมถวาย แดพระบาทสมเด็จพระเจาอยหัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 24
สิงหาคม 2550 จากการปฏิบตั ิดงั กลาวจึงเปน ประวัตศิ าสตรชาติไทยวา ไดม อบสิทธิและอํานาจ
ใ ห ป ร ะ ช า ช น ช า ว ไ ท ย ใ ห มี ก า ร อ อ ก เ สี ย ง ล ง ป ร ะ ช า ม ติ ว า จ ะ ย อ ม รั บ ห รื อ ไ ม ย อ ม รั บ
รา งรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปน ครงั้ แรกของประเทศไทย

รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลบังคับใชเมื่อ วันท่ี 24
สงิ หาคม 2550 มีสาระสาํ คัญที่แกไขเพิ่มเตมิ ไปจากรฐั ธรรมนูญ 2540 หลายประเดน็ ดงั น้ี

1. รัฐสภา ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาทั้งหมด 630 คน คือ
สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎร จํานวน 480 คน สมาชิกวุฒสิ ภา จํานวน 150 คน สภาผูแทนราษฎร
ประกอบดวยสมาชิก (สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ส.ส.) จํานวน 480 คน ไดมาจากการ
เลือกต้ังแบบแบงเขตเลือกต้ัง จํานวน 400 คน การเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน อายุ
ของสภาผูแทนราษฎร มีกําหนดคราวละ 4 ป นับตั้งแตการเลือกต้ังวุฒิสภา ประกอบดวย
สมาชิก (สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.) จํานวน 150 คน ไดมาจากการเลือกต้ังในแตละจังหวัด
จังหวัดละ 1 คน จํานวน 76 คน (รวมกรุงเทพมหานคร) การสรรหา จํานวน 74 คน (จํานวน
ส.ว. ทั้งหมดหักดว ย ส.ว. ท่ีมาจากการเลอื กตั้ง) สมาชกิ ภาพของสมาชกิ วุฒิสภา (ส.ว.) ท่มี าจาก
การเลือกตง้ั เร่ิมต้งั แตวันท่มี กี ารเลอื กตั้งสมาชกิ วฒุ สิ ภาสมาชิกภาพของสมาชกิ วุฒสิ ภาทมี่ าจาก
การสรรหา เริ่มตัง้ แตวนั ทีค่ ณะกรรมการการเลือกตง้ั ประกาศผลสรรหาสมาชกิ ภาพของวุฒิสภา
(ส.ว.) มีกําหนดวาระคราวละ 6 ป นับแตวันเลือกตั้งหรือวันท่ีคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศผลการสรรหา แลวแตก รณี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินหน่ึง
วาระไมได

2. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบดวย นายกรัฐมนตรีคนหน่ึง และรัฐมนตรีอ่ืน
อกี ไมเ กนิ 35 คน มหี นา ทบี่ ริหารราชการแผนดิน ตามหลักความรับผิดชอบรวมกันผูท่ีจะดํารง
ตาํ แหนง นายกรัฐมนตรี (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ตองเปน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวา 8 ปไมได

66

นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตองมีอายุไมต่ํากวา 35 ป ตองสําเร็จการศึกษาไมตํ่ากวา
ปรญิ ญาตรีหรือเทียบเทา

3. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย
1. องคกรอิสระตามรฐั ธรรมนูญ มี 4 องคกร ไดแ ก

1) คณะกรรมการการเลือกตงั้
2) ผตู รวจราชการแผน ดนิ
3) คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ (ป.ป.ช)
4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.)
2. องคกรอ่นื ตามรฐั ธรรมนูญ มี 3 องคก ร ไดแ ก
1) องคก รอัยการ
2) คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง ชาติ
3) สภาทป่ี รึกษาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ
4. หลกั การอืน่ ๆ ตามรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2550
1. การเสนอรางกฎหมายโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน
10,000 คน (เดมิ กาํ หนดไว 50,000 คน) มีสทิ ธิเขาชอื่ เสนอรางพระราชบญั ญัตติ อ ประธานสภา
2. การเสนอถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิในการ
เลือกต้ัง จํานวน 20,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาช่ือเสนอตอประธาน
วฒุ ิสภา เพ่อื ใหว ุฒิสภา เริ่มกระบวนการถอดถอนนักการเมอื ง
3. จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ
รัฐธรรมนูญ 2550 เปนรฐั ธรรมนญู ฉบับแรก ทีบ่ ัญญตั เิ ร่ืองจริยธรรมไว
4. การตรวจสอบทรัพยสิน ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองยื่นบัญชีแสดง
รายการทรพั ยส ินและหนีส้ ินของตน คูส มรส และบุตรท่ียังไมบรรลุนติ ภิ าวะ เปน ตน

67

เร่อื งที่ 4 รฐั ธรรมนูญและกฎหมายอนื่ ๆ

รัฐธรรมนญู
รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดวาดวยการจัดระเบียบการปกครองของประเทศ

รัฐธรรมนูญ มีฐานเหนือกวาบรรดากฎหมายทั้งปวง รวมทั้งกฎเกณฑทั้งหมดของประเทศ
กฎหมายใดท่ีขัดแยงกบั รัฐธรรมนญู

รฐั ธรรมนญู ฉบับปจ จบุ นั คือ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550
ประกาศใชเ มอ่ื วันที่ 24 สิงหาคม 2550 โดยกําหนดหลักเกณฑในการจัดระเบียบการปกครอง
ประเทศ มสี าระสาํ คญั โดยสรุป ดังน้ี

บททัว่ ไป
1. ประเทศไทยเปน ราชอาณาจกั รอันหนง่ึ อันเดียวกันจะแบงแยกมิได
2. ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท รงเปน

ประมุข
3. อาํ นาจอธิปไตยเปน ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ท รงเปนประมุข

ทรงใชอํานาจ น้ันทางรัฐสภา คณะรฐั มนตรี และศาล ตามบทบญั ญัติแหง รฐั ธรรมนญู นี้
4. การปฏบิ ัตหิ นา ท่ีของรัฐสภา คณะรฐั มนตรี ศาล รวมทั้งองคก รตามรัฐธรรมนูญ

และหนวยงานของรฐั ตอ งเปนไปตามหลักนิติธรรม
5. ศกั ด์ศิ รีความเปน มนุษย สิทธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบคุ คลยอมไดรับ

ความคุมครอง
6. ประชาชนชาวไทยไมว า เหลากาํ เนิด เพศ หรือศาสนาใด ยอ มอยูในความ

คมุ ครองแหงรัฐธรรมนูญนเี้ สมอกัน
7. รัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสงู สุดของประเทศ บทบัญญตั ิใดของกฎหมาย

กฎหรือขอบงั คบั ขดั หรือแยง ตอ รัฐธรรมนญู น้ี บทบญั ญตั ินั้นเปนอันใชบังคบั มิได
8. ในเม่อื ไมมีบทบญั ญัติแหง รฐั ธรรมนูญน้บี ังคบั แกกรณใี ด ใหวนิ จิ ฉัยกรณีนน้ั ไป

ตามประเพณกี ารปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ

68

บทบญั ญัติของรัฐธรรมนญู เก่ียวกับพระมหากษัตริย
มีหลายประการท่สี าํ คัญนําเสนอดงั น้ี
1. องคพระมหากษตั ริยทรงดํารงอยใู นฐานะอันเปน ทเ่ี คารพสักการะ ผูใ ด

จะละเมิดมไิ ด ผใู ดจะกลาวหาหรอื ฟองรองพระมหากษตั รยิ ใ นทางใดๆ มิได
2. พระมหากษตั ริยทรงเปนพทุ ธมามกะและทรงเปน อคั รศาสนูปถมั ภก
3. พระมหากษัตริยทรงดํารงตาํ แหนงจอมทพั ไทย

สทิ ธิ เสรีภาพ และหนาที่ของประชาชนชาวไทยตามรฐั ธรรมนญู
สทิ ธิ หมายถึง ส่งิ ที่ไมมรี ูปรา งซึง่ มีอยใู นตวั มนษุ ยม าตั้งแตเ กดิ หรือเกิดข้นึ

โดยกฏหมาย เพื่อใหมนุษยไดรับประโยชน และมนุษยจะเปนผูเลือกใชส่ิงน้ันเอง โดยไมมีผูใด
บังคับได เชน สิทธิในการกิน การนอน แตสิทธิบางอยางมนุษยไดรับโดยกฎหมายกําหนดใหมี
เชน สิทธิในการมี การใชทรัพยสิน สิทธิในการรองทุกขเมื่อตนถูกกระทําละเมิดกฎหมาย
เปน ตน

เสรภี าพ หมายถึง การใชสทิ ธิอยา งใดอยา งหน่ึง หรือกระทําการอยางใดอยางหน่ึง
ไดอ ยา งอิสระ แตท ัง้ นจี้ ะตองไมกระทบตอสทิ ธิของผูอ่นื ซง่ึ หากผใู ดใชส ทิ ธิเสรีภาพเกินขอบเขต
จนกอความเดือดรอ นตอผอู ื่น กย็ อ มถูกดาํ เนนิ คดตี ามกฎหมาย

หนาท่ี หมายถึง การกระทําหรือการละเวนการกระทําเพื่อประโยชนโดยตรงของ
การมีสิทธิหนาท่ีเปน ส่ิงท่ีบังคับใหมนุษยในสังคมตองปฏิบัติตามกฎเกณฑทางสังคมหรือ
กฎหมาย บัญญัติไว จะไมปฏิบัติตามไมได สวนสิทธิและเสรีภาพเปนส่ิงที่มนุษยมีอยูแตจะใช
หรอื ไมกไ็ ด

รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ไดกําหนดสิทธิ เสรีภาพ และหนาท่ี
ของประชาชนชาวไทยไวดงั น้ี

1. สทิ ธิของปวงชนชาวไทย
1) สทิ ธิในครอบครัวและความเปนอยูสว นตัว ชาวไทยทกุ คนยอ มไดรับความ

คุมครอง เกียรติยศ ช่ือเสยี ง และความเปนอยูสว นตัว
2) สทิ ธิอนรุ ักษฟ น ฟูจารีตประเพณี บุคคลในทองถ่ินและชุมชนตอ งชวยกัน

อนุรักษฟ น ฟูจารีตประเพณี วัฒนธรรมอนั ดงี าม ภมู ปิ ญญาทอ งถนิ่ เพ่อื รักษาไวใ ห คงอยู
ตลอดไป

69

3) สทิ ธใิ นทรัพยสิน บคุ คลจะไดร บั การคุมครองสิทธิในการครอบครอง
ทรัพยสินของตนและการสืบทอดมรดก

4) สิทธิในการรบั การศกึ ษาอบรม บคุ คลยอมมีความเสมอภาคในการเขารับ
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน 12 ป อยา งมคี ุณภาพและท่วั ถึง โดยไมเ สยี คาใชจาย

5) สิทธิในการรบั บรกิ ารทางดา นสาธารณสขุ อยา งเสมอภาคและไดม าตรฐาน
สาํ หรับผยู ากไรจ ะไดร ับสิทธใิ นการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรฐั โดยไม
เสียคา ใชจ าย

6) สิทธิทจี่ ะไดร ับการคมุ ครองโดยรัฐ เด็กเยาวชน สตรี และบุคคลในสังคม
ท่ีไดร บั การปฏบิ ัตอิ ยา งรุนแรงและไมเ ปน ธรรมจะไดร ับการคุมครองโดยรัฐ

7) สทิ ธิทีจ่ ะไดรบั การชวยเหลือจากรฐั เชน บุคคลท่ีมอี ายุเกินหกสบิ ป และ
รายไดไมพอตอ การยังชพี รัฐจะใหความชวยเหลอื เปนตน

8) สทิ ธทิ ี่จะไดส่งิ อํานวยความสะดวกอันเปน สาธารณะ โดยรัฐจะใหความ
ชว ยเหลือและอาํ นวยความสะดวกอันเปนสาธารณะแกบ คุ คลในสังคม

9) สิทธิของบคุ คลทีจ่ ะมสี วนรวมกบั รัฐและชุมชน ในการบํารงุ รักษาและการ
ไดประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ

10) สิทธทิ จ่ี ะไดร ับทราบขอ มูลขา วสารจากหนว ยงานของรฐั รัฐวิสาหกิจหรอื
ราชการสวนทอ งถ่นิ อยา งเปด เผย เวนแตก ารเปดเผยขอมลู น้นั จะมีผลตอความมัน่ คงของรฐั หรอื
ความปลอดภยั ของประชาชนสว นรวม หรอื เปนสวนไดสว นเสยี ของบุคคลซึง่ มีสิทธิไดรบั ความ
คมุ ครอง

11) สิทธิเสนอเรื่องราวรองทุกขโดยไดรับแจง ผลการพจิ ารณาภายในเวลา
อนั ควรตามบทบญั ญัติของกฎหมาย

12) สทิ ธิทบี่ ุคคลสามารถฟอ งรองหนวยงานราชการ รฐั วิสาหกจิ ราชการสวน
ทอ งถนิ่ หรือองคกรของรฐั ทีเ่ ปน นติ บิ ุคคลใหร ับผดิ ชอบการกระทาํ หรือละเวน การกระทําตาม
กฎหมายของเจาหนา ทข่ี องรัฐภายในหนว ยงานนัน้

2. เสรภี าพของปวงชนชาวไทย
1) เสรภี าพในเคหสถาน ชาวไทยทกุ คนยอมไดร ับความคุมครองในการอาศัย

และครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข การเขา ไปในเคหสถานของผูอ่นื โดยปราศจากการยนิ ยอม
ของผคู รอบครอง หรอื การเขา ไปตรวจคนเคหสถานโดยไมมีหมายคนจากศาลยอ มทําไมไ ด

70

2) เสรีภาพในการเดนิ ทางและการเลือกถน่ิ ท่อี ยู การเนรเทศบุคคลผมู สี ญั ชาติ
ไทยออกนอกราชอาณาจกั รหรอื หามมิใหบุคคลผูมีสญั ชาติไทยเขา มาในราชอาณาจักรจะกระทํา
มิได

3) เสรภี าพในการแสดงความคิดเหน็ ผา นการพดู การเขยี น การพิมพ
การโฆษณาและการส่อื ความหมายโดยวิธอี ื่น จะจาํ กดั แกบ ุคคลชาวไทยมไิ ด เวนแตโดยอาศยั
อํานาจตามบทบญั ญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อความมนั่ คงของรฐั เพ่อื รักษาความสงบเรยี บรอ ย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

4) เสรภี าพในการสอื่ สารถึงกนั โดยทางทีช่ อบดวยกฎหมาย การตรวจ การกกั
หรือ การเปด เผยขอมูลสวนบคุ คล รวมท้งั การกระทาํ ตาง ๆ เพอ่ื เผยแพรขอ มลู น้ัน จะกระทาํ
มิได

5) เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา นกิ าย ลัทธิ ความเช่ือทางศาสนา และ
เสรีภาพในการประกอบพิธีกรรมตามความเช่อื ของตน โดยไมเปน ปฏปิ กษตอ หนาทข่ี องพลเมือง
และไมข ัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยอ มเปนเสรภี าพของ
ประชาชน

6) เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ การจํากัดเสรภี าพ
ดังกลาวจะกระทําไมไ ด เวน แตโดยอาศยั อํานาจตามบทบญั ญัติของกฎหมายเพื่อคุมครอง
ประชาชนท่จี ะใชที่ สาธารณะหรือเพื่อรกั ษาความสงบเรยี บรอ ยเมอื่ ประเทศอยใู นภาวะสงคราม
หรอื ระหวางประกาศสถานการณฉ กุ เฉนิ หรือประกาศใชก ฎอัยการศกึ

7) เสรีภาพในการรวมตวั กันเปน สมาคม สหพันธ สหองคก ร องคก รเอกชน
หรือ หมคู ณะอ่นื การจํากดั เสรีภาพตา ง ๆ เหลานี้จะกระทาํ มไิ ด เวน แตอ าศยั อํานาจกฎหมาย
เฉพาะเพ่อื คมุ ครองประโยชนส ว นรวมของประชาชน การรกั ษาความสงบเรยี บรอ ยหรือปอ งกัน
การผูกขาดในทางเศรษฐกจิ

8) เสรีภาพในการรวมตวั จดั ต้งั พรรคการเมือง เพ่อื ดําเนินกจิ กรรมทาง
การเมอื งตามวิถที างการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริยท รงเปนประมุข

9) เสรีภาพในการประกอบอาชพี และการแขงขนั โดยเสรีอยา งเปนธรรม
การจาํ กดั เสรีภาพดงั กลา วจะทําได โดยอาศัยกฎหมายเพอ่ื ประโยชนใ นการรักษาความม่ันคง
ของรัฐหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ และเพ่ือปอ งกันการผกู ขาดหรอื ขจัดความไมเปนธรรมในการ
แขงขันทางการคา

71

3. หนา ที่ของประชาชนชาวไทย
1) บุคคลมีหนา ทร่ี กั ษาไวซ ง่ึ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ แ ละการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ
2) บคุ คลมหี นา ที่ปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย
3) บุคคลมีหนา ท่ีไปใชส ิทธเิ ลอื กต้งั บุคคลซึ่งไมไปเลือกต้งั โดยไมแจงเหตผุ ล

อนั สมควร ยอมเสียสิทธติ ามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิไว
4) บคุ คลมหี นาทีป่ องกนั ประเทศ รับราชการทหาร
5) บคุ คลมีหนา ทเี่ สียภาษีใหร ัฐ
6) บุคคลมหี นา ที่ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม ปกปอ งและสบื สาน

วฒั นธรรมของชาติ ภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่น รวมถึงการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ ม
7) บคุ คลผูเปน ขา ราชการ พนกั งาน หรอื ลกู จางหนว ยงานราชการ

รัฐวิสาหกิจ ราชการสว นทองถิน่ มีหนา ที่ดาํ เนินการใหเ ปนไปตามกฏหมายเพอื่ รักษาประโยชน
สวนรวมอํานวยความ สะดวกและใหบรกิ ารแกป ระชาชน

นโยบายบริหารราชการแผนดิน

รัฐตอ งดําเนนิ การตามแนวนโยบายดานการบรหิ ารราชการแผน ดิน ดงั ตอไปนี้
1. บรหิ ารราชการแผนดนิ ใหเ ปนไปเพอ่ื การพฒั นาสงั คม เศรษฐกิจ และความ
ม่ันคงของประเทศอยางยง่ั ยืน โดยตองสง เสรมิ การดําเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
และคาํ นงึ ถึงผลประโยชนข องประเทศชาตใิ นภาพรวมเปนสาํ คญั
2. จดั ระบบการบรหิ ารราชการสว นกลาง สว นภูมิภาค และสวนทอ งถ่ิน ใหมี
ขอบเขต อาํ นาจหนา ที่ และความรบั ผิดชอบที่ชดั เจนเหมาะสมแกก ารพัฒนาประเทศ และ
สนับสนุนใหจ งั หวดั มีแผนและงบประมาณเพ่อื พัฒนาจงั หวดั เพือ่ ประโยชนข องประชาชน
ในพนื้ ท่ี
3. กระจายอาํ นาจใหอ งคกรปกครองสว นทองถนิ่ พ่ึงตนเองและตดั สินใจในกิจการ
ของทองถ่ินไดเ อง สง เสริมใหองคก รปกครองสวนทอ งถ่นิ มีสวนรว มในการดําเนินการตาม
แนวนโยบายพื้นฐานแหงรฐั พฒั นาเศรษฐกจิ ของทอ งถ่นิ และระบบสาธารณูปโภคและ
สาธารณูปการ ตลอดท้ังโครงสรางพนื้ ฐานสารสนเทศในทอ งถ่ิน ใหทั่วถงึ และเทา เทยี มกันทวั่
ประเทศ รวมทง้ั พัฒนาจังหวัดที่มคี วามพรอมใหเ ปนองคก รปกครองสว นทองถ่ินขนาดใหญ
โดยคาํ นงึ ถึงเจตนารมณของประชาชนในจงั หวัดน้ัน

72

4. พฒั นาระบบงานภาครฐั โดยมงุ เนนการพฒั นาคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรม
ของเจาหนาท่ีของรัฐ ควบคูไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทํางาน เพ่ือใหการบริหาร
ราชการแผนดนิ เปนไปอยา งมปี ระสิทธภิ าพ และสงเสริมใหหนวยงานของรัฐใชหลักการบริหาร
กจิ การบา นเมืองทีด่ ีเปน แนวทางในการปฏิบตั ริ าชการ

5. จัดระบบงานราชการและงานของรฐั อยางอืน่ เพ่อื ใหการจดั ทาํ และการ
ใหบ รกิ ารสาธารณะเปนไปอยา งรวดเร็ว มปี ระสิทธภิ าพ โปรงใส และตรวจสอบได โดยคาํ นึงถงึ
การมสี วนรวมของประชาชน

6. ดาํ เนินการใหห นวยงานทางกฎหมายทมี่ ีหนา ทีใ่ หความเห็นเกีย่ วกับการ
ดําเนนิ งานของรฐั ตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐดาํ เนินการอยา ง
เปนอิสระ เพ่ือใหการบริหารราชการแผน ดินเปนไปตามหลกั นติ ธิ รรม

7. จดั ใหม ีแผนพฒั นาการเมือง รวมทั้งจดั ใหมีสภาพฒั นาการเมอื งที่มีความเปน
อสิ ระ เพ่ือติดตามสอดสอ งใหมกี ารปฏิบัตติ ามแผนดังกลาวอยา งเครง ครัด

8. ดําเนินการใหข าราชการและเจาหนาทข่ี องรฐั ไดรับสทิ ธิประโยชนอยาง
เหมาะสม

คุณสมบัติของผูสมัคร ส.ส.
1. มสี ัญชาติไทยโดยการเกดิ
2. มีอายุไมตํา่ กวา 25 ปบรบิ ูรณในวันเลือกตัง้
3. เปน สมาชกิ พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวนบั ถึงวันเลือกตั้งติดตอกันไมนอย

กวา 90 วัน นับถึงวันเลอื กตงั้ เวน แตในกรณีทม่ี ีการเลอื กต้งั ทั่วไปเพราะเหตยุ บุ สภา ตอ งเปน
สมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมอื งหน่ึงแตเพยี งพรรคเดยี วเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวา
30 วนั นับถงึ วันเลือกต้งั

4. ผสู มัครรับเลอื กตั้งแบบแบงเขตเลือกตงั้ ตอ งมลี ักษณะอยางใดอยา งหนึ่ง
ดงั ตอไปน้ดี วย

ก) มีชอ่ื อยูในทะเบยี นบา นในจงั หวดั ทส่ี มคั รรบั เลอื กต้ังมาแลว เปน เวลา
ติดตอ กนั ไมนอยกวา หา ปน ับถึงวันสมคั รรบั เลอื กตัง้

ข) เปนบคุ คลซ่ึงเกิดในจงั หวดั ทสี่ มคั รรบั เลอื กตงั้
ค) เคยศกึ ษาในสถานศกึ ษาทต่ี ้ังอยูใ นจงั หวัดทส่ี มคั รรบั เลอื กตั้งเปน เวลา
ติดตอกันไมน อยกวา หา ปก ารศึกษา

73

ง) เคยรบั ราชการหรอื เคยมชี ือ่ อยใู นทะเบียนบานในจังหวัดทส่ี มคั รรบั เลือกตง้ั
เปนเวลาตดิ ตอกันไมนอยกวาหาป

บคุ คลตองหา มมใิ หส มัคร ส.ส.
1. ตดิ ยาเสพตดิ ใหโ ทษ
2. เปน บคุ คลลม ละลายหรอื เคยเปน บุคคลลม ละลายทจุ ริต
3. เปน บคุ คลผมู ลี กั ษณะตองหามมใิ หใ ชสทิ ธิเลอื กตงั้ สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรตาม

มาตรา 100 (1) เปน ภกิ ษุ สามเณร นกั พรต หรอื นกั บวช (2) อยใู นระหวา งถูกเพิกถอนสทิ ธิ
เลือกตง้ั หรือ (4) วิกลจรติ หรอื จิตฟน เฟอนไมส มประกอบ

4. ตองคําพิพากษาใหจาํ คุกและถกู คมุ ขงั อยูโดยหมายของศาล
5. เคยตองคาํ พพิ ากษาใหจาํ คุกโดยไดพนโทษมายังไมถงึ หาปในวนั เลอื กต้งั
เวน แตในความผิดอนั ไดกระทําโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหุโทษ
6. เคยถกู ไลอ อก ปลดออก หรอื ใหอ อกจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรอื
รฐั วสิ าหกจิ เพราะทุจรติ ตอหนา ท่ี หรือถอื วากระทาํ การทุจริตและประพฤตมิ ิชอบใน วงราชการ
7. เคยตอ งคําพพิ ากษาหรอื คําส่งั ของศาลใหทรัพยสนิ ตกเปนของแผน ดิน เพราะ
ร่าํ รวยผดิ ปกตหิ รือมที รัพยส ินเพ่มิ ขึ้นผดิ ปกติ
8. เปนขา ราชการซ่ึงมีตาํ แหนง หรือเงินเดอื นประจาํ นอกจากขาราชการการเมือง
9. เปน สมาชิกสภาทองถ่ินหรอื ผูบ ริหารทอ งถิน่
10. เปนสมาชกิ วฒุ ิสภาหรือเคยเปนสมาชิกวุฒสิ ภาและสมาชิกภาพสนิ้ สุดลงแลว
ยงั ไมเ กนิ สองป
11. เปนพนกั งานหรือลูกจางของหนวยราชการ หนว ยงานของรัฐ หรอื รัฐวสิ าหกิจ
หรือเปนเจา หนา ทอ่ี นื่ ของรัฐ
12. เปน ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ กรรมการการเลอื กตั้ง ผูตรวจการแผนดิน
กรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ กรรมการตรวจเงนิ แผน ดนิ หรือกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแหง ชาติ
13. อยใู นระหวา งตอ งหา มมใิ หดาํ รงตําแหนง ทางการเมืองตามมาตรา 263
14. เคยถกู วฒุ ิสภามมี ตติ ามมาตรา 274 ใหถ อดถอนออกจากตาํ แหนง

74

คณุ สมบัติของผมู สี ิทธเิ ลอื กต้งั
1. สัญชาติไทยหรือผูมสี ัญชาติไทยโดยไดแ ปลงสัญชาติมาแลวไมนอ ยกวา 5 ป
2. อายุไมต าํ่ กวา 18 ปบริบูรณ ในวนั ที่ 1 มกราคม ของปท ม่ี ีการเลือกตงั้
3. มีช่ืออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกต้งั มาแลวเปน เวลาตดิ ตอ กันไมนอ ยกวา 90

วัน นับถึงวนั เลือกต้ัง
บุคคลตองหามมิใหใชสทิ ธเิ ลอื กต้ัง

1. เปนภิกษุ สามเณร นกั พรต หรือนกั บวช
2. อยูในระหวา งถกู เพิกถอนสทิ ธิเลือกตง้ั
3. ตอ งคมุ ขงั อยูโดยหมายของศาลหรือโดยคาํ ส่งั ทช่ี อบดว ยกฎหมาย
4. วิกลจริต หรอื จติ ฟน เฟอ นไมสมประกอบ

ความรเู กย่ี วกับศาลตามรัฐธรรมนูญ

การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาลซ่ึงตองดําเนินการใหเปนไป
โดยยตุ ธิ รรม ตามรฐั ธรรมนญู ตามกฎหมายและในปรมาภิไธยพระมหากษัตรยิ 

ผูพิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใหเปนไป
โดยถกู ตอง รวดเร็ว และเปนธรรมตามกฎหมาย
ศาลตามรัฐธรรมนูญ

ศาลรฐั ธรรมนญู ประกอบดว ยประธานศาลรฐั ธรรมนูญและตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ

รวม 15 คน ซึง่ พระมหากษตั รยิ ท รงแตง ต้ังตามคําแนะนาํ ของวฒุ ิสภา

อํานาจหนาท่ีที่สําคัญของศาลรัฐธรรมนูญ คือ การพิจารณาวินิจฉัยวาราง
พระราชบญั ญัตหิ รือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือรางขอบังคับการประชุมของ
สภาผูแทนราษฎร ของวุฒิสภา หรือของรัฐสภา ท่ีสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา
แลว แตก รณี ใหความเห็นชอบแลว แตย ังมิไดประกาศในราชกจิ จานุเบกษา มีขอความขัดหรือ
แยงตอรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญหรือไม หรือ
พิจารณาวินิจฉัยวา บทบัญญัติแหงกฎหมายที่ศาลจะใชบังคับแกคดีใดขัดหรือแยงตอ
รฐั ธรรมนญู โดยทศ่ี าลเห็นเอง หรือคูความโตแยง และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน
สวนท่เี กยี่ วกับบทบัญญัตนิ นั้ ตลอดจนพจิ ารณาวินิจฉัยปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาท่ีขององคกร

75

ตาง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซ่ึงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเปนเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี ศาล และองคก รอ่นื ของรฐั การพจิ ารณาคดขี องศาลรฐั ธรรมนญู เปนระบบไตสวน ศาลมี
อาํ นาจไตส วนหาขอ เท็จจริงและพยานหลกั ฐานเพมิ่ เตมิ ได ซ่งึ แตกตา งจากวธิ พี ิจารณาท่ีใชใ นคดีทั่วไป
ของศาลยุติธรรม
ศาลยุตธิ รรม

ศาลยุติธรรม เปนศาลที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีท้ังปวง เวนแตคดี
ทรี่ ฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมายบัญญตั ใิ หอยูใ นอาํ นาจของศาลอน่ื

ศาลยตุ ิธรรมมี 3 ช้ัน คือ ศาลชั้นตน ศาลอุทธรณ และศาลฎีกา เวนแตท่ีมีบัญญัติ
เปน อยา งอืน่ ในรฐั ธรรมนญู หรอื ตามกฎหมายอื่น

ศาลชัน้ ตน
ศาลชั้นตน เปนศาลท่ีรับฟองในชั้นเร่ิมตนคดีไมวาจะเปนคดีแพง หรือคดีอาญา

ประกอบดวย
ศาลแพง เปนศาลยตุ ธิ รรมช้นั ตน ซ่ึงมีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาคดีแพงท้ังปวงและ

คดีอ่ืนใดท่ีมิไดอยูในอํานาจของศาลยุติธรรมอื่น ศาลแพงมีเขตตลอดทองท่ีกรุงเทพมหานคร
นอกจากทอ งท่ที ่ีอยูในเขตของศาลแพงกรุงเทพใต ศาลแพงธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาล
ยุติธรรมอน่ื ตามท่พี ระราชบัญญัติจดั ตัง้ ศาลนน้ั กําหนดไว ในกรณีท่ีมีการย่ืนฟองคดีตอศาลแพง
และคดีน้ันเกิดข้ึนนอกเขตของศาลแพง ศาลแพงอาจใชดุลพินิจยอมรับไวพิจารณาพิพากษา
หรือมคี ําสงั่ โอนคดไี ปยังศาลยุติธรรมอ่ืนทีม่ ีเขตอํานาจ ศาลอาญา เปนศาลช้ันตนซึ่งมีอํานาจ
พิจารณาพิพากษาคดีอาญาท้ังปวงในเขตทองท่ีกรุงเทพมหานคร นอกจากทองที่ท่ีอยูในเขตของศาล
อาญากรงุ เทพใต ศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรี แตบรรดาคดีที่เกิดข้ึนนอกเขตอํานาจศาล
อาญาน้ันจะย่ืนฟองตอศาลอาญา ก็ได ทั้งน้ีอยูในดุลพินิจของศาลอาญาท่ีจะไมยอมรับพิจารณา
พิพากษาคดีใดคดีหน่ึงท่ียื่นฟองเชนน้ันก็ได เวนแตคดีน้ันจะโอนมาตามบทบัญญัติในประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความ

ศาลจังหวดั เปนศาลยุติธรรมช้ันตนที่ต้ังประจําในแตละจังหวัดหรือในบางอําเภอ
มเี ขตตามท่ีพระราชบญั ญัตจิ ดั ต้งั ศาลจังหวัดนนั้ ไดกาํ หนดไว มอี าํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีแพง
และคดีอาญาทั้งปวงท่ีมิไดอยูในอํานาจของศาลยุติธรรมอื่น ในกรณีท่ีมีการยื่นฟองคดีตอศาล
จังหวัด และคดีน้ันเกิดข้ึนในเขตของศาลแขวงและอยูในอํานาจของศาลแขวง ศาลจังหวัดนั้น
ตองมคี าํ ส่ังโอนคดีไปยงั ศาลแขวงท่มี เี ขตอาํ นาจ

76

ศาลภาษอี ากรกลาง เปนศาลที่ต้ังข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2530 มีอํานาจพิจารณาพิพากษา
คดภี าษีอากร ซง่ึ มีลกั ษณะพิเศษแตกตางจากคดีแพง ทั่วไป เพราะเปนขอพิพาทระหวางเอกชน
กับรฐั อนั เน่อื งมาจากการเก็บภาษอี ากร การอทุ ธรณในคําพิพากษาหรอื คาํ สัง่ ของศาลภาษีอากร
ใหอุทธรณไ ปยงั ศาลฎกี า ไมตองผา นศาลอทุ ธรณเพอ่ื ความสะดวกรวดเร็วในการดําเนินคดี

ศาลแรงงานกลาง จัดต้งั ข้นึ ตามพระราชบญั ญัติจัดต้ังศาลแรงงาน และวิธีพจิ ารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เปดทําการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใหเปน
ศาลชํานัญพิเศษ พิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ซ่ึงมีความแตกตางจากอรรถคดีทั่วไป
การดาํ เนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงาน จะใชวิธีไกลเกล่ีย และการระงับขอพิพาทเปน
หลกั แตหากคูกรณี (นายจาง-ลกู จาง) ไมส ามารถตกลงกนั ได ศาลกจ็ ะพิจารณาตดั สนิ ช้ีขาดตาม
บัญญัติ แหงกฎหมาย โดยคํานึงถึงความเปนธรรม และความสงบเรียบรอย ศาลแรงงาน
มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการจางแรงงาน สิทธิหนาที่ตามกฎหมายแรงงาน
ซ่ึงไดแกกฎหมายวาดว ยการคมุ ครองแรงงาน กฎหมายวาดวยแรงงานสัมพันธ กฎหมายวาดวย
เงินทดแทน กฎหมายวาดวยประกันสังคม เปนตน รวมท้ังกรณีละเมิดระหวางนายจางและ
ลกู จาง

การพิจารณาคดีประกอบดวยผูพิพากษา 3 ฝาย คือ ผูพิพากษาซ่ึงเปนขาราชการ
ฝายตุลาการ ผูพิพากษาสมทบฝายนายจาง และผูพิพากษาสมทบฝายลูกจาง จํานวนฝายละ
เทา ๆ กนั รว มเปน องคค ณะการพิจารณาพพิ ากษาคดี

ศาลอุทธรณ

ศาลอทุ ธรณ คอื ศาลสูงถัดจากศาลชั้นตนซ่ึงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดี
ท่ีอุทธรณค าํ พพิ ากษาหรือคําส่ังของศาลช้ันตนท่ีอยูในเขตอํานาจ กับมีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดคดี
ที่ศาลอทุ ธรณม อี ํานาจวินิจฉัยไดตามกฎหมายอ่ืนในเขตทองท่ีท่ีมิไดอยูในเขตศาลอุทธรณภาค
เวนแตคดีท่ีอยูนอกเขตศาลอุทธรณจะอุทธรณตอศาลอุทธรณก็ได ทั้งนี้อยูในดุลพินิจของศาล
อทุ ธรณท ี่จะไมยอมรบั พิจารณาพิพากษาคดใี ดคดีหน่ึงที่อุทธรณเชนนั้นก็ได เวนแตคดีน้ันจะได
โอนมาตามบทบัญญัติแหง กฎหมาย

77

ศาลฎกี า
ศาลฎีกา คือ ศาลสูงสุดซ่ึงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีท่ีอุทธรณ

คาํ พิพากษาหรือคาํ สั่งของศาลอุทธรณหรอื ศาลอุทธรณภ าค ตามบทบัญญัติแหงกฎหมายวาดว ย
การฎกี า นอกจากนี้ ยงั มอี ํานาจวนิ ิจฉยั ชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอํานาจวินิจฉัยไดตามกฎหมายอื่น
องคคณะพิจารณาพพิ ากษาคดีประกอบดวยผูพิพากษาอยางนอย 3 คน แตหากคดีใดมีปญหา
สําคัญ ประธาน ศาลฎีกามีอํานาจสั่งใหนําปญหาดังกลาวเขาสูการวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ
ซ่ึงประกอบดวย ผูพิพากษาศาลฎีกาทุกคนซ่ึงอยูปฏิบัติหนาที่ในวันท่ีมีการจัดประชุมใหญ
แตท้ังนี้ไมนอยกวา ก่ึงหน่ึงของจํานวนผูพิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด ศาลฎีกามีแผนกคดีพิเศษ
ทง้ั ส้ิน 10 แผนก เพื่อวนิ จิ ฉัยช้ีขาดคดีที่อาศัยความชํานาญพิเศษ มีผูพิพากษาศาลฎีกาประจํา
แผนก ๆ ละ ประมาณ 10 คน ไดแก

1. แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
2. แผนกคดีแรงงาน
3. แผนกคดีภาษีอากร
4. แผนกคดีทรพั ยสนิ ทางปญญาและการคา ระหวา งประเทศ
5. แผนกคดลี ม ละลาย
6. แผนกคดีอาญาของผูดาํ รงตาํ แหนงทางการเมอื ง
7. แผนกคดีพาณิชยและเศรษฐกิจ
8. แผนกคดสี ง่ิ แวดลอ ม
9. แผนกคดีปกครอง
10. แผนกคดอี าญาของผดู าํ รงตําแหนง ทางการเมือง

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎีกา เปนแผนกที่
จดั ต้ังข้ึนใหม ตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540 เพ่อื พจิ ารณาพิพากษา
คดีผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ไดแก นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรอื ขาราชการการเมืองอ่นื ซ่งึ ถูกกลาวหาวาร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดตอ
ตําแหนงหนาที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่
หรือทุจริตตอหนาท่ีตามกฎหมายอื่น รวมท้ังกรณีบุคคลอ่ืนท่ีเปนตัวการ ผูใช หรือผูสนับสนุน
ดว ย

78

องคคณะผูพิพากษาในแผนกน้ีประกอบดวย ผูพิพากษาศาลฎีกาจํานวน 9 คน
ที่คดั เลอื กโดยที่ประชุมใหญศาลฎกี า ขนึ้ น่ังพจิ ารณาคดีเชน เดยี วกบั ศาลช้ันตน แตการพิจารณา
คดีจะเปนระบบไตสวน ซ่ึงแตกตางจากวิธีพิจารณาที่ใชในคดีท่ัวไป ศาลมีอํานาจไตสวนหา
ขอเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมไดตามที่เห็นสมควร ตามวิธีพิจารณาคดีท่ีบัญญัติไวใน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทาง
การเมือง พ.ศ. 2542
ศาลปกครอง

ศาลปกครอง คือ ศาลท่ีมีหนาท่ีพิจารณาคดีปกครองระหวางรัฐกับราษฎร หรือ
ระหวางองคกรของรัฐ ดวยกันเอง ท้ังนี้ เปนศาลท่ีจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ แยกตางหากจากศาล
ยตุ ิธรรม

ศาลปกครองเปนศาลที่ใชระบบไตสวน โดยในแตละคดีจะมีการพิจารณาโดยองค
คณะของตุลาการ ตางจากศาลยุติธรรมซ่ึงใชระบบกลาวหา ศาลปกครองแบงออกเปน "ศาล
ปกครองช้นั ตน "และ"ศาลปกครองสูงสุด"

ศาลปกครองช้นั ตน
1. ศาลปกครองกลาง มีอาํ นาจตดั สนิ คดใี นเขตกรุงเทพมหานคร และอกี 7 จังหวัด
ใกลเคยี ง หรือคดที ยี่ ื่นฟอ งทศ่ี าลปกครองกลาง
2. ศาลปกครองในภูมิภาค ปจจบุ นั มี 7 แหง คือท่จี งั หวัดเชยี งใหม สงขลา
นครราชสีมา ขอนแกน พิษณุโลก ระยอง และนครศรีธรรมราช
ศาลปกครองสูงสดุ มอี าํ นาจตดั สินคดีท่ีย่ืนฟองตอศาลปกครองสูงสุดโดยตรง หรือ
คดอี ทุ ธรณค ําพิพากษาหรือคาํ ส่งั ของศาลปกครองช้นั ตน

ศาลทหาร
ศาลทหาร มอี ํานาจ พจิ ารณาพพิ ากษาลงโทษผกู ระทาํ ความผิดอาญาซึ่งเปนบุคคล

ทีอ่ ยูในอาํ นาจศาลทหารในขณะกระทําผดิ ส่ังลงโทษบุคคลใดๆ ท่ีกระทําผิดฐานละเมิดอํานาจ
ศาล นอกจากนี้ยังกําหนดใหมีอํานาจในการพิจารณาคดีอยางอื่นไดอีกตามที่จะมีกฎหมาย
บัญญตั ิเพิม่ เตมิ ทเี่ คยมมี าแลวเชน ความผิดฐานกระทําการอันเปนคอมมูนิตส เปนตน สําหรับ
อํานาจในการรับฟอ งคดขี องศาลทหารแบง ไดดังนี้ ศาลจังหวัดทหารจะรับฟองคดีท่ีจําเลยมีช้ัน
ยศเปนนายทหารประทวน ศาลมณฑลทหารจะรับฟองคดีที่จําเลย มีช้ันยศต้ังแตชั้นประทวน

79

จนถึงชั้นยศสัญญาบัตรแตไมเกินพันเอก สวนศาลทหารกรุงเทพจะรับฟองไดหมดทุกช้ันยศ
นอกจากนี้ช้นั ยศจาํ เลยมผี ลตอการแตงตง้ั องคค ณะตุลาการท่ีจะพิจารณาคดีดวย โดยองคคณะ
ตลุ าการทจ่ี ะแตงต้ังนั้นอยางนอ ยตองมีผูทมี่ ียศเทา กนั หรือสงู กวาจาํ เลย

องคกรตามรัฐธรรมนูญ

1. คณะกรรมการการเลอื กตัง้ (กกต.)

เปน องคก รอิสระตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย มีหนา ทีห่ ลกั เปน ผูควบคุม
และดําเนินการจัดหรอื จดั ใหมกี ารเลือกต้ัง หรือ การสรรหาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิก
วุฒิสภา สมาชกิ สภาทองถิ่นและผูบริหารทองถ่ิน แลวแตกรณี รวมท้ังการออกเสียงประชามติ
ใหเ ปน ไปโดยสจุ รติ และเทย่ี งธรรม

คณะกรรมการการเลอื กตงั้ มอี ํานาจหนา ทด่ี งั ตอ ไปน้ี
1. ควบคุมและดําเนินการจัด หรือจดั ใหมีการเลือกต้ังและการออกเสียงประชามติ
ตามท่ีกฎหมายกําหนดใหเ ปนไปโดยสุจริตและเทยี่ งธรรม
2. ออกประกาศกําหนดการท้งั หลายอันจาํ เปน แกการปฏิบตั ิตามกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยการเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา กฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยการออกเสียง
ประชามติ และกฎหมายวาดวยการเลือกต้งั สมาชิกสภาทอ งถน่ิ หรอื ผูบริหารทองถิ่น
3. มีคาํ สงั่ ใหขาราชการ พนักงาน หรอื ลกู จา งของหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั
รฐั วิสาหกิจ หรือราชการสว นทอ งถิน่ หรือเจาหนา ทอ่ี ่ืนของรัฐ ปฏิบตั กิ ารทั้งหลายอันจาํ เปน
ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรและสมาชกิ
วฒุ ิสภา กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู วา
ดว ยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายวา ดวยการเลอื กตงั้ สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบรหิ าร
ทอ งถิน่
4. ออกขอ กําหนดเปนแนวทางการปฏบิ ตั หิ นาท่ีของผทู ไ่ี ดรบั แตง ตัง้ ใหมอี ํานาจ
หนา ทีเ่ ก่ยี วขอ งกบั การเลอื กตง้ั หรอื การออกเสียงประชามติ
5. ดาํ เนนิ การแบง เขตเลือกตง้ั สาํ หรับการเลือกต้ังทใ่ี ชวิธีการแบงเขตเลือกตง้ั และ
จัดใหมบี ญั ชรี ายช่ือผูมสี ิทธเิ ลอื กต้ัง

80

6. สืบสวนสอบสวนเพ่อื หาขอเท็จจรงิ และวินจิ ฉัยชข้ี าดปญ หาหรอื ขอโตแยง ที่
เกิดขึ้นเก่ยี วกับการปฏิบตั ติ ามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยการเลอื กตส้ั มาชิกสภา
ผูแทนราษฎรและสมาชิกวฒุ สิ ภา กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง
กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยการออกเสียงประชามติ หรอื กฎหมายวาดว ยการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาทอ งถิ่นหรอื ผูบ รหิ ารทอ งถ่ิน

7. ส่งั ใหมีการเลือกตั้งใหมห รอื ออกเสียงประชามตใิ หมในหนวยเลือกต้ังใดหนวย
เลอื กต้ังหน่งึ หรอื ทกุ หนว ยเลอื กตงั้ หรอื สง่ั ใหมีการนับคะแนนใหม เมอื่ มหี ลกั ฐานอันควรเชอื่ ได
วา การเลือกต้งั หรือการออกเสยี งประชามตใิ นหนวยเลอื กต้ังนั้น ๆ มิไดเปนไปโดยสุจรติ และ
เท่ียงธรรม ท้ังนี้ ตามหลักเกณฑแ ละวิธีพจิ ารณาท่คี ณะกรรมการการเลอื กตัง้ กําหนด

8. ประกาศผลการเลอื กต้งั หรอื การออกเสียงประชามติ
9. ดําเนินการหรอื ประสานงานกับหนวยราชการ ราชการสวนทองถ่ิน รัฐวสิ าหกจิ
หรือหนวยงานอ่ืนของรฐั หรือสนับสนนุ องคกรเอกชนในการใหก ารศกึ ษาแกป ระชาชนเกี่ยวกบั
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมุข
10. จดั ทาํ รายงานผลการปฏิบตั งิ านประจาํ ปแ ละขอ สงั เกตเสนอตอรฐั สภา
11. ดําเนินการอืน่ ตามทพี่ ระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นี้ กฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนญู อื่น หรือกฎหมายอ่ืนกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการการเลอื กตงั้

2. คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง ชาติ (ป.ป.ช.)

เ ป น ค ณ ะ บุ ค ค ล ซึ่ ง ป ร ะ ก อ บ ด ว ย ป ร ะ ธ า น ก ร ร ม ก า ร ค น ห นึ่ ง แ ล ะ ก ร ร ม ก า ร
ผูท รงคณุ วุฒอิ ่นื อกี 8 คน ซง่ึ พระมหากษัตรยิ ทรงแตง ตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา ผูไดรับการ
เสนอช่ือและไดรบั เลอื กเปนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติตองเปนผูซึ่งมี
ความซื่อสัตยสุจริตเปนท่ีประจักษ มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 256 และพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา
ดวยการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2542 มาตรา 9-11

81

คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ มีอํานาจหนาท่ี
ดงั ตอ ไปน้ี

1. ไตส วนขอ เทจ็ จริงและสรุปสํานวนพรอมทัง้ ทาํ ความเหน็ เสนอตอวฒุ ิสภา
เกย่ี วกบั การถอดถอนจากตําแหนง

2. ไตส วนขอเท็จจรงิ และสรุปสํานวนพรอมทงั้ ทาํ ความเหน็ สง ไปยงั อยั การสูงสดุ
เพื่อฟอ งคดตี อศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผูดาํ รงตําแหนง ทางการเมอื ง เก่ยี วกับการดาํ เนิน
คดีอาญากบั ผูด ํารงตาํ แหนง ทางการเมืองตามมาตรา 308 ของรฐั ธรรมนูญ

3. ไตส วนและวินิจฉัยวาเจา หนา ท่ขี องรฐั รํา่ รวยผิดปรกติ กระทาํ ความผดิ ฐาน
ทุจรติ ตอหนา ท่ี หรือกระทําความผิดตอตําแหนง หนา ท่ีราชการหรอื ความผิดตอ ตําแหนงหนาที่
ในการยตุ ธิ รรม

4. การตรวจสอบทรพั ยสนิ และหน้สี นิ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
5. กาํ หนดหลกั เกณฑเ กี่ยวกับการกําหนดตาํ แหนง และชนั้ หรือระดับของเจา หนา ที่
ของรฐั ทจี่ ะตองยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสนิ และหนสี้ นิ
6. กาํ หนดหลกั เกณฑแ ละวิธกี ารยนื่ บัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินของ
เจาหนาที่ของรฐั และการเปดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพยสนิ และหนีส้ ินของผดู ํารงตาํ แหนง
นายกรัฐมนตรีและรฐั มนตรี
7. รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบตั ิหนา ท่พี รอมขอสังเกตตอ
คณะรฐั มนตรี สภาผูแทนราษฎร และวฒุ ิสภา ทุกป และนํารายงานออกเผยแพร เสนอ
มาตรการ ความเหน็ หรอื ขอ เสนอแนะตอ คณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรอื คณะกรรมการตรวจ
เงนิ แผนดิน เพ่ือใหมีการปรับปรงุ การปฏบิ ัตริ าชการ หรือวางแผนงานโครงการของสวนราชการ
รัฐวิสาหกจิ หรอื หนว ยงานของรัฐ เพื่อปอ งกนั หรอื ปราบปรามการทจุ รติ ตอหนา ที่ การกระทาํ
ความผดิ ตอตําแหนง หนาทร่ี าชการ หรอื การกระทําความผดิ ตอตาํ แหนง หนาท่ใี นการยตุ ธิ รรม
8. ดาํ เนินการสง เร่อื งใหหนวยงานที่เกี่ยวขอ งเพ่ือขอใหศ าลมีคําส่ังหรอื คําพพิ ากษา
ใหย กเลิกหรือเพิกถอนสทิ ธหิ รอื เอกสารสิทธิท่ีเจาหนาที่ของรฐั ไดอนุมัตหิ รืออนุญาตใหสิทธิ
ประโยชนห รอื ออกเอกสารสิทธแิ กบ ุคคลใดไปโดยมิชอบดวยกฎหมายหรอื ระเบยี บของทาง
ราชการอันเปน เหตใุ หเ สยี หายแกท างราชการ
9. ดําเนินการเพอ่ื ปอ งกันการทุจรติ และเสรมิ สรา งทัศนคติและคานิยมเกีย่ วกับ
ความซือ่ สตั ยส ุจริต

82

10. ใหความเหน็ ชอบในการแตงต้ังเลขาธิการ
11. แตงตง้ั บุคคลหรือคณะบุคคลเพือ่ ปฏบิ ัติหนา ท่ีตามที่ไดร บั มอบหมาย
12. ดาํ เนนิ การอื่นตามทพ่ี ระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู วาดวยการปอ งกัน
และปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายอ่นื กําหนด

องคก รอน่ื ตามรฐั ธรรมนูญ

1. องคก รอัยการ

มีอํานาจหนาที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายวาดวยอํานาจและ
หนาที่ ดงั นี้

อาํ นาจหนา ทีข่ องสาํ นกั งานอัยการสูงสุด มีอํานาจและหนาที่เกี่ยวกับงานธุรการ
และงานวิชากร เพื่อสนับสนนุ และอํานวยความสะดวกใหแกพนักงานอัยการและมีอํานาจและ
หนา ท่ี ดังตอ ไปนี้

1. ใหค วามชว ยเหลอื ประชาชนในการดาํ เนินการทางกฎหมายรวมตลอดทั้งในการ
คมุ ครองปองกันสทิ ธิและเสรภี าพของประชาชน และการใหค วามรทู างกฎหมายแกป ระชาชน

2. ใหค าํ ปรึกษา และตรวจรางสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายใหแกรัฐบาล และ
หนวยงานของรฐั

3. ใหค ําปรกึ ษา และตรวจรางสญั ญาหรือเอกสารทางกฎหมายใหแ กน ิติบคุ คล
ซ่ึงมิใชหนวยงานของรัฐแตไดมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดต้ังขึ้น ทั้งน้ี ตามที่
เหน็ สมควร

4. ดําเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีแพง หรือคดีปกครองแทนรัฐบาล หรือ
หนวยงานของรฐั ซง่ึ พนกั งานอัยการไดรบั ดําเนินคดีให

5. ดาํ เนนิ การตามท่ีคณะรฐั มนตรรี อ งขอ เวน แตการดําเนินการนั้นจะขัดตองานใน
ห น า ท่ี ห รื อ อ า จ ทํ า ใ ห ขั ด ต อ ค ว า ม เ ป น อิ ส ร ะ ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ห น า ท่ี ข อ ง พ นั ก ง า น อั ย ก า ร

6. ดําเนินการเกีย่ วกบั การฝกอบรมเพ่ือประโยชนใ นการพัฒนาขา รการฝายอัยการ
7. ใหความรวมมือกับหนวยงานของรัฐในการอํานวยความยุติธรรม การรักษา
ผลประโยชนข องรัฐและประชาชน

83

8. ตดิ ตอ และประสานงานกับองคกรหรือหนวยงานตางประเทศเกี่ยวกับเรื่องท่ีอยู
ในอาํ นาจและหนา ทข่ี องพนกั งานอัยการหรือสาํ นักงานอยั การสงู สดุ

9. ปฏิบัติการอ่ืนใดตามท่ีกฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจและหนาที่ของพนักงาน
อยั การ หรือสาํ นักงานอัยการสูงสดุ

ในการตรวจรางสัญญาตาม (ขอ 2 และขอ 3) ใหสํานักงานอัยการสูงสุด มีหนาท่ี
รักษาประโยชนของรัฐ ในการนี้สํานักงานอัยการสูงสุดมีหนาท่ีรายงานรัฐบาล หรือหนวยงาน
ของรฐั ตาม (ขอ 2) หรอื นติ ิบุคคลตาม (ขอ 3) ท่ีเปนคูสัญญาใหทราบถึงขอท่ีควรปรับปรุงหรือ
แกไขใหสมบูรณ ขอเสียเปรียบหรือขอที่อาจกอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ อํานาจหนาที่ของ
อัยการสงู สุด มีดังน้ี

1. กําหนดนโยบายและรบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ิราชการของสาํ นกั งานอัยการสูงสุด
ใหเกดิ ผลสัมฤทธ์ิและเปนไปตามเปา หมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของสํานักงาน
อัยการสูงสุด

2. ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการ ปฏิบัติราชการ และบริหารงาน
บุคคลของสํานักงานอัยการสูงสุด ใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน และประเพณี
ปฏบิ ตั ขิ องราชการ

3. บริหารจัดการงบประมาณ การเงิน ทรัพยสิน และการพัสดุของสํานักงาน
อัยการสงู สดุ

ในการปฏิบัติราชการตามวรรคหน่ึง อัยการสูงสุดอาจมอบอํานาจใหรองอัยการ
สูงสุด หรอื ขา ราชการฝา ยอยั การผหู นึง่ ผใู ดปฏบิ ัติหนา ทแ่ี ทนได

ใหอัยการสูงสุดโดยความเห็นชอบของ ก.อ. มีอํานาจออกระเบียบเกี่ยวกับการ
บรหิ ารจัดการงบประมาณ การเงนิ ทรัพยส ิน และการพสั ดุของสาํ นักงานอยั การสูงสุด

อํานาจหนา ทข่ี องพนกั งานอยั การ มดี ังน้ี
1. อํานาจและหนาท่ตี ามรฐั ธรรมนูญ
2. ในคดีอาญา มอี าํ นาจและหนาท่ีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และ ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติวาเปนอํานาจและหนาที่ของสํานักงานอัยการสูงสุดหรือ
พนักงานอยั การ
3. ในคดีแพง หรือคดีปกครอง มีอํานาจและหนาที่ดําเนินคดีแทนรัฐบาล
หนว ยงานของรัฐที่เปนองคกรตามรัฐธรรมนูญ ราชการสวนกลาง หรือราชการสวนภูมิภาคใน

84

ศาล หรอื ในกระบวนการทางอนญุ าโตตุลากรทง้ั ปวง กบั มีอาํ นาจและหนาท่ีตามกฎหมายอื่นซึ่ง
บญั ญัตวิ าเปนอํานาจและหนา ทีข่ องสํานักงานอยั การสูงสดุ หรือพนกั งานอยั การ

4. ในคดแี พง คดีปกครอง หรือคดีอาญา ซ่ึงเจาหนาท่ีของรัฐถูกฟองในเรื่องการที่
ไดกระทาํ ไปตามหนา ท่ีก็ดี หรอื ในคดีแพง หรอื คดีอาญาท่ีราษฎรผูหนี่งผูใดถูกฟองในเรื่องการท่ี
ไดกระทําตามคําสั่งของเจาที่ของรัฐซึ่งไดส่ังการโดยชอบดวยกฎหมาย หรือเขารวมหรือ
ชวยเหลือเจา หนาที่ของรัฐ ซึ่งกระทําการในหนาท่ีราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการ
จะรับแกต างใหก ็ได

5. ในคดีแพง คดีปกครอง หรือกรณีมีขอพิพาทที่ตองดําเนินการทาง
อนุญาโตตุลาการ ท่ีหนวยงานของรัฐซึ่งมิไดกลาวใน 3) หรือนิติบุคคลซ่ึงมิใชหนวยงานของรัฐ
แตไ ดม พี ระราชบัญญตั ดิ วยกันเอง เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับวาตางหรือแกตางใหก็
ได

6. ในคดที ีร่ าษฎรฟอ งเองไมไดโดยกฎหมายหาม เม่ือเห็นสมควรพนกั งานอัยการ
มีอํานาจเปนโจทกได

7. ดําเนนิ การตามท่เี ห็นสมควรเก่ียวกับการบังคับคดีอาญาเฉพาะในสวนของการ
ยดึ ทรพั ยส ินใชคา ปรับตามคาํ พพิ ากษา ในการนี้มิใหเรยี กคาฤชาธรรมเนยี มจากพนักงานอัยการ

8. ในกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันจําเลย หรือประกันรับส่ิงของไปดูแลรักษา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอํานาจและหนาที่ดําเนินคดีในการบังคับให
เปนไปตามสญั ญานั้น ในการน้มี ิใหเ รียกคา ฤชาธรรมเนยี มจากพนักงานอยั การ

9. อํานาจและหนา ทต่ี าม ก.อ. ประกาศกําหนดหรือเห็นชอบเพื่อปฏิบัติใหเปนไป
ตามกฎหมาย หรือมติคณะรัฐมนตรี

10. ปฏิบตั ิหนาทีอ่ ่ืนตามทก่ี ฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจและหนาที่ของพนักงาน
อยั การ

11. ปฏิบัติหนาที่อื่นตามท่ีกําหนดใหเปนอํานาจและหนาที่ของสํานักงานอัยการ
สูงสดุ ตามท่ไี ดร บั มอบหมายจากอยั การสูงสดุ

ในการปฏิบัติหนาที่ของพนักงานอัยการตามมาตรา 14 วรรค 3) 4) และ 5)
พนักงานอยั การจะออกคําส่งั เรยี กบุคคลใดๆ ทีเ่ กย่ี วขอ งมาใหถ อ ยคําก็ได แตจะเรียกคูความอีก
ฝายหนึ่งมาใหถ อยคําโดยคคู วามฝายนน้ั ไมย ินยอมไมได

85

พนักงานอัยการตําแหนงใดมีอํานาจดําเนินการตามวรรคหน่ึงไดเพียงใดใหเปนไป
ตามระเบยี บท่สี ํานักงานอัยการสงู สดุ กําหนดโดยความเห็นชอบของ ก.อ.

2. คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ เปนองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย ประกอบดวยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอ่ืนอีกสิบคน
ซง่ึ พระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงมีความรูหรือประสบการณ
ดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนที่ประจักษ ทั้งน้ี โดยตองคํานึงถึงการมีสวน
รว มของผูแทนจากองคก ารเอกชนดานสทิ ธมิ นุษยชน

การตรวจสอบทรัพยส ิน
ผูด ํารงตําแหนงทางการเมอื งดงั ตอไปน้ี มหี นาทยี่ ืน่ บญั ชีแสดงรายการทรัพยสินและ

หน้สี ินของตน คสู มรส และบุตรทย่ี ังไมบ รรลุนิตภิ าวะตอคณะกรรมการปองกันและปราบปราม
การทุจริตแหง ชาติ ทุกคร้งั ทเี่ ขารับตาํ แหนง หรอื พนจากตําแหนง

1. นายกรัฐมนตรี
2. รฐั มนตรี
3. สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
4. สมาชกิ วุฒสิ ภา
5. ขา ราชการการเมืองอืน่
6. ผูบริหารทอ งถน่ิ และสมาชกิ สภาทอ งถ่นิ ตามที่กฎหมายบัญญตั ิ

บัญชีตามวรรคหนึ่งใหยื่นพรอมเอกสารประกอบซ่ึงเปนสําเนาหลักฐานที่พิสูจน
ความมีอยูจริงของทรัพยสินและหน้ีสินดังกลาว รวมท้ังสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได
บคุ คลธรรมดาในรอบปภาษีทผี่ า นมา

การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหน้ีสินตามวรรคหน่ึง และวรรคสอง
ใหร วมถงึ ทรัพยสินของผดู ํารงตาํ แหนงทางการเมืองท่ีมอบหมายใหอยูในความครอบครองหรือ
ดแู ลของบคุ คลอืน่ ไมว า ทางตรงหรอื ทางออ มดว ย

86

การปกครองสว นทองถน่ิ

การปกครองสวนทองถิ่น คือ หนวยงานปกครองที่อยูใกลชิดกับประชาชนมากที่สุด
รูปแบบหน่ึง โดยปกติการปกครองสวนทองถ่ินจะเปดโอกาสใหประชาชนในเขตทองถิ่นน้ัน ๆ
เลอื กตัง้ ผูแทนของตนเขาไปทําหนาทเี่ ปน ผบู รหิ ารทองถิน่ หรอื เปน สมาชิกสภาทอ งถ่ินเพ่ือเลือก
ผูบริหารทองถนิ่ อีกทหี นง่ึ (เรยี กวาการเลือกตั้งโดยตรงหรอื โดยออ มตามลาํ ดับ) องคกรปกครอง
สวนทองถ่ินจะมีอํานาจอิสระ (autonomy) ในการบริหารจากรัฐไดในระดับหนึ่งตามขอบเขต
ที่กฎหมายกาํ หนด

กฎหมายอน่ื ๆ

นอกจากกฎหมายที่กลาวขางตนยังมีกฎหมายอ่ืน ๆ ท่ีควรศึกษามีดังน้ี กฎหมาย
แพงและพาณชิ ย

กฎหมายแพงและพาณิชย (ยอ: ป.พ.พ.) เปนประมวลกฎหมายแพง อันเปน
กฎหมายสารบัญญัติ (substantive law) แหงประเทศไทย เร่ิมรางครั้งแรกใน ร.ศ. 127
ตรงกับ พ.ศ. 2451 ในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกลา
เจาอยูหัว ภายหลังการประกาศใชกฎหมายลักษณะอาญาเม่ือปเดียวกัน เพ่ือริเร่ิมขอยกเลิก
บรรดาสนธสิ ัญญาทร่ี าชอาณาจักรสยามทาํ ไวก ับตา งประเทศอันมีผลใหสยามตองเสียเปรียบใน
ดานสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตและเอกราชทางการ

ผลของการกระทําผิดทางแพง การกระทําผิดทางแพง เรียกวาสภาพบังคับ
เปนขอ บงั คบั ที่ใชก ับผฝู าฝน ไมป ฏบิ ัตติ ามกฎหมาย คอื การใชค า สนิ ไหมทดแทนหรือคาเสียหาย
หรอื ใหชาํ ระหน้ดี ว ยการสงมอบทรัพยสิน ใหกระทําหรืองดเวนกระทําอยางใดอยางหน่ึงเพ่ือไถ
ความผิด

ขนั้ ตอนการดาํ เนนิ คดีแพงมาสูศ าล บคุ คลนําคดีมาสศู าล ได 2 กรณี
1. เมื่อมีขอ โตแ ยง สทิ ธิและหนา ท่ขี องบุคคลในทางแพง เชน นาย ก. ขายท่ีดนิ ให

นาย ข. แลวไมย อมไปจดทะเบียนโอนกรรมสทิ ธใหนาย ข. ถือโตแ ยงสทิ ธิของนาย ข.
2. เมอื่ มกี รณีบุคคลจะตอ งใชส ิทธิทางศาลตามกฎหมายกาํ หนดไว เชน เพื่อการ

แตง ตัง้ ผูปกครองใหผูเ ยาว ผูอนุบาล ผวู ิกลจรติ คดีมขี อ พิพาทมโี จทยแ ละจําเลย ผลการ
พจิ ารณา คือ การบังคบั คดหี รือการปฏิบัติตามคําสั่งของศาล เชน ใหช ําระหน้ี การจับและขัง
ลกู หนี้ ตามคําพิพากษา เปนตน


Click to View FlipBook Version