The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-06-30 22:09:01

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

สค31002 ศาสนาและหน้าที่พลเมือง

87

สาระนา รูของกฎหมายแพง

1. บุคคล หมายถึง สิ่งซ่ึงสามารถมีสิทธิและหนาที่ไดตามกฎหมาย แบงเปน 2
ประเภท

1.1 บคุ คลธรรมดา หมายถงึ คนซง่ึ มีสทิ ธแิ ละหนาทีต่ ามกฎหมาย
1.2 นิติบุคคล หมายถึง กลุมบุคคลหรือองคกรซ่ึงกฎหมายบัญญัติใหเปน
บุคคลอีกประเภทหนึ่งทไ่ี มใ ชบคุ คลธรรมดา และมสี ิทธแิ ละหนา ทตี่ ามกฎหมาย
สภาพบคุ คล บคุ คลธรรมดามีสภาพเปน บคุ คลตงั้ แตเ รมิ่ คลอดแลวอยูรอดเปนทารก
สิ้นสุดสภาพเมื่อตาย สวนนิติบุคคล มีสภาพเปนนิติบุคคลเมื่อกฎหมายใหอํานาจ หรือเม่ือ
ปฏิบัติตามข้ันตอนของกฎหมายครบถวน เชน พรรคการเมือง เปนนิติบุคคลตามข้ันตอนการ
กอ ต้งั ตามพระราชบญั ญตั พิ รรคการเมือง

2. ความสามารถของบคุ คล หมายถงึ ความสามารถในการมีสิทธหิ รอื ใชสิทธติ าม
กฎหมาย ซึ่งโดยปกติบุคคลทุกคนยอ มมีความสามารถในการใชสทิ ธิไดท ัดเทียมกัน แตมีบาง
กรณเี พื่อคมุ ครองบคุ คลบางประเภท กฎหมายจึงไดจาํ กัดหรือตัดทอนความสามารถของบคุ คล
ประเภท นั้น ๆ เสีย ซ่งึ บคุ คลเหลา นี้ไดแก ผหู ยอ นความสามารถซงึ่ แบง ออกไดเปน 3 ประเภท
คอื ผเู ยาว คนไรความสามารถ และคนเสมือนไรความสามารถ

3. ทรพั ยส นิ หมายถงึ วัตถุทัง้ ทมี่ รี ูปรา งและไมม ีรปู ราง ซึ่งอาจมรี าคาและอาจ
ถอื เอาได เชน บา น ที่ดิน เปนวัตถุมรี ปู รา ง ลขิ สิทธ์ิ สิทธบิ ัตร เปนวัตถุไมม ีรูปราง ซงึ่ แบง
ประเภทเปน อสังหารมิ ทรพั ย-สงั หารมิ ทรพั ย

4. นติ กิ รรมและสญั ญา คอื การใดๆ อันทําลงโดยชอบดวยกฎหมายและดว ยใจ
สมคั ร มงุ โดยตรงตอ การผกู นิตสิ มั พันธข นึ้ ระหวา งบุคคลเพอื่ จะกอ เปลย่ี นแปลง โอน สงวนหรือ
ระงับซ่ึงสทิ ธิ

นิตกิ รรม คอื การกระทําของบุคคลโดยชอบดว ยกฎหมายและมุงตอผลในกฎหมาย
ที่จะเกิดข้ึนอันไดแก การเคลื่อนไหวแหงสิทธิ มีการกอสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ สงวน
สิทธิและระงับซึ่งสิทธิ เชน สัญญาซื้อขาย, สัญญากูเงิน, สัญญาจางแรงงาน สัญญาใหและ
พนิ ยั กรรม เปน ตน

88

การแบงแยกประเภทของนติ กิ รรม
1. นติ กิ รรมฝายเดียว ไดแ ก นติ กิ รรมซงึ่ เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝา ย
หนึง่ ฝา ยเดียวและมีผลตามกฎหมาย ซึ่งบางกรณกี ็ทําใหผูทาํ นิติกรรมเสยี สิทธไิ ด เชน การกอ ตั้ง
มูลนธิ ิ คําม่นั โฆษณาจะใหรางวลั การรบั สภาพหน้ี การผอ นเวลาชําระหนีใ้ หล กู หนี้ คาํ มั่นจะซอื้
หรือจะขาย การทําพนิ ยั กรรม การบอกกลาวบังคบั จํานอง เปนตน
2. นิติกรรมสองฝาย (นิตกิ รรมหลายฝาย) ไดแ ก นิติกรรมซง่ึ เกิดขึ้นโดยการแสดง
เจตนาของบคุ คลต้ังแตส องฝา ยขึ้นไปและทกุ ฝายตองตกลงยินยอมระหวางกนั เชน สัญญาซอื้
ขาย สัญญากยู มื สัญญาแลกเปลย่ี น สัญญาขายฝาก จาํ นอง จาํ นาํ เปนตน

5. การซ้ือขาย คือ สญั ญาซึง่ บุคคลฝายหนึ่งเรียกวา "ผูขาย" โอนกรรมสิทธแ์ิ หง
ทรัพยสิน ใหแกบคุ คลอีกฝา ยหนง่ึ เรียกวา "ผซู ือ้ " และผซู ้อื ตกลงวาจะใชราคาทรัพยน ้ันใหแ ก
ผขู าย”

ทรัพยสินทซ่ี อ้ื ขายกันไมไ ด
1. สาธารณะสมบัติแผนดิน เชน ท่ีชายตลิง่ ปาสงวน
2. สทิ ธซิ งึ่ กฎหมายหวงหามโอน เชน สิทธทิ ไ่ี ดร บั มรดกขณะเจาของมรดกยงั มี
ชวี ติ อยู
3. ทรัพยส ินที่กฎหมายหามมีไวใ นครอบครอง เชน อาวุธปน เถอ่ื น ยาเสพติด
4. วัดและทธ่ี รณสี งฆ
5. ทรพั ยส นิ ทม่ี าโดยขอ กาํ หนดหามโอน
ประเภทของสญั ญาซอื้ ขาย ประเภทของสัญญาซ้อื ขายสามารถพิจารณาไดดังนี้
1. สญั ญาซือ้ ขายเสร็จเดด็ ขาด เปนสญั ญาซอื้ ขายทม่ี ีการกาํ หนดตัวทรัพยซอ้ื ขาย
ทแ่ี นนอน โดยผขู ายจะตอ งมสี ทิ ธิเหนอื ทรพั ยสนิ ท่ซี ้อื ขาย
2. สญั ญาจะซือ้ ขาย เปน สญั ญาที่คสู ญั ญามีเจตนาจะไปทําการโอนกรรมสทิ ธิก์ ันใน
ภายหลงั เพราะฉะนนั้ กรรมสทิ ธจิ์ ะยงั ไมโอนในขณะทท่ี าํ สญั ญา ซง่ึ รวมถึงกรณกี ารทําสญั ญาซื้อ
ขายทรัพยสนิ ทีต่ อ งทําใหถูกตองตามแบบท่กี ฎหมายกําหนด
3. คํามนั่ วา จะซื้อขาย ถา ทรพั ยสินที่ซอื้ ขายเปนอสงั หาริมทรัพย หรือ
สงั หารมิ ทรพั ยชนิดพิเศษ การจะทาํ คาํ มนั่ จะตอ งมหี ลักฐานเปนหนงั สืออยางใดอยางหน่งึ ลง
ลายมอื ชื่อ ฝา ยทีต่ อ งรบั ผิด หรือไดวางประจําไว หรอื ไดชําระหนีบ้ างสว นจงึ จะฟอ งรอ งบังคบั
คดีกนั ได

89

หนา ทข่ี องผูขาย
1. ตอ งสงมอบทรัพยสินทีข่ ายใหแ กผ ูซือ้
2. ตอ งสง มอบทรัพยสินท่ีขาย ตอ งไมชํารุดบกพรอ ง ซ่ึงในความชํารุดบกพรอ ง
ในท่นี ้ี หมายถงึ ลักษณะทท่ี รัพยสินทซี่ อื้ ขายในตัวของมนั เองมคี วามชํารุดหรอื มีความบกพรอง
อยูจนเปน เหตุใหท รัพยน ั้นราคาตกหรอื ไมเหมาะแกก ารใชประโยชนตามปกติหรือตามสภาพ
ของทรัพยส ินน้นั และความบกพรอ งหรือความชํารดุ นี้จะตอ งมอี ยูกอ นหรือตามสภาพของสัญญา
ซื้อขายเทา นั้น
หนา ท่ขี องผูซอ้ื
1. หนา ทใี่ นการรับมอบทรัพยส นิ ทีซ่ อื้ ขายตามเวลาตามสถานทแ่ี ละดวยวธิ ีการ
ตามที่ตกลงกนั ในสัญญาซอื้ ขายเวนแตผ ซู อื้ จะมสี ิทธบิ อกปดในกรณที ่ีเปนสงั หาริมทรพั ยเ มือ่
ผูข าย สง ทรัพยสินใหม ากเกินไปหรอื นอยกวาไปกวาทไ่ี ดต กลงกันไวหรอื ผขู ายสง มอบทรัพยสิน
ตามที่ตกลงกนั ปะปนกบั ทรพั ยสนิ อยางอื่นหรือในกรณที ่เี ปนอสังหาริมทรพั ยผูข ายสงมอบ
อสงั หาริมทรพั ยน นั้ มากเกินไปหรอื นอยกวาเกนิ ไปจากท่ไี ดต กลงกันไว
2. หนา ที่ในการชาํ ระราคาทรัพยสินทซ่ี ้อื ขายตามราคาทกี่ ําหนดไวใ นสญั ญาหรอื
ตามทางการทคี่ สู ัญญา เคยประพฤตปิ ฏิบตั ิตอ กันแตถาไมไ ดก ําหนดราคาไวเ ปน ที่แนนอน ผูซ อื้
กต็ อ งชําระราคาตามสมควรและการชาํ ระราคาก็ตอ งชําระภายในเวลาทีก่ ําหนดตามสญั ญาดว ย
แตถ า หากไมไดก ําหนดเวลาไวใ หชาํ ระราคาในเวลาเดียวกับเวลาที่สงมอบทรัพยส นิ ท่ซี อื้ ขายน้นั
3. หนา ทใ่ี นการชาํ ระคา ธรรมเนียมในการซ้อื ขาย หากตกลงกันไวในสัญญาวา ใหผู
ซ้ือชําระคนเดียวท้งั หมด แตถ า ไมไดต กลงกันไวผซู ือ้ ก็ตองมีหนาทช่ี าํ ระคา ธรรมเนียมคร่ึงหนึง่

6. การเชาทรพั ยส นิ
ป.พ.พ. มาตรา 537 บญั ญัติวา “อนั วาเชาทรัพยสินนั้น คือสัญญาซ่ึงบุคคลคนหน่ึง
เรียกวาผใู หเชา ตกลงใหบ ุคคลอีกคนหนึง่ เรยี กวา ผเู ชา ไดใชหรอื ไดรับประโยชนในทรัพยสินอยาง
ใดอยางหนง่ึ ช่วั ระยะเวลาอนั มจี ํากัด และผูเชา ตกลงจะใหค า เชา เพอ่ื การน้นั ”
7. การเชา ซอื้
สัญญาเชาซ้ือ คือ สัญญาที่เจาของทรัพยสินเอาทรัพยสินของตนออกใหผูอื่นเชา
เพอื่ ใชสอยหรอื เพ่อื ใหไ ดประโยชนและใหค ํามั่นวา จะขายทรัพยน้ันหรือจะใหทรัพยสินที่เชาตก
เปนสิทธิแกผูเชาซ้ือเม่ือไดใชเงินจนครบตามที่ตกลงไวโดยการชําระเปนงวด ๆ จนครบตาม
ขอ ตกลง

90

สัญญาเชาซ้อื มใิ ชส ญั ญาซ้ือขายผอนสงแมวาจะมีลักษณะคลายคลึงกันเรื่องชําระ
ราคาเปนงวดๆ ก็ตามเพราะการซอื้ ขายผอ นสง กรรมสทิ ธ์ิในทรัพยสินเปนของผูซ้ือทันทีขณะทํา
สัญญาไมตองรอใหชําระราคาครบแตประการใดสวนเรื่องสัญญาเชาซ้ือ เม่ือผูเชาบอกเลิก
สญั ญาบรรดาเงินทไ่ี ดช าํ ระแลวใหริบเปนเจาของทรัพยสินและเจาของทรัพยสินชอบที่จะกลับ
เขาครอบครองทรัพยส ินท่เี ชาได

8. การกยู ืมเงิน
การกูยืมเงิน คือ สัญญาอยางหนึ่ง ซึ่งเกิดจากบุคคลใดบุคคลหน่ึง ซ่ึงเรียกวา
“ผูก”ู มี ความตองการจะใชเงิน แตตนเองมีเงินไมพอ หรือไมมีเงินไปขอกูยืมจากบุคคลอีกคน
หน่ึงเรียกวา “ผูใหกู” และผูกูตกลงจะใชคืนภายในกําหนดเวลาใดเวลาหน่ึง การกูยืมจะมีผล
สมบูรณก ต็ อเมอ่ื มกี ารสง มอบเงิน ทยี่ มื ใหแ กผูทย่ี ืมในการกยู มื นี้ผใู หกูจะคดิ ดอกเบ้ยี หรอื ไมก ไ็ ด
หลักฐานในการกูยืม ในการตกลงทําสัญญากูยืมเงินน้ัน ถาหากวากูยืมกันเปน
จํานวนเงินเล็กนอ ยไมเกนิ 50 บาท กฎหมายไมไ ดบ งั คบั วาตอ งทําหลกั ฐานเปน หนงั สือ แสดงถึง
การกยู มื หรอื ทาํ สัญญาไวต อ กนั เชน ยมื เงนิ 20 บาท หรือ 30 บาท แลว เพยี งแตพูดจาตกลงกัน
กพ็ อ แตถ าหากวา กูยืมเปนจํานวนเกินกวา 50 บาท ตองทําหลักฐานแหงการกูยืมเปนหนังสือ
หรอื ทําหนังสือสัญญากไู วตอกัน เพ่ือจะไดใชเปนหลักฐานในการฟองรองบังคับคดีในกรณีท่ีไม
ปฏิบตั ิตามสัญญา ในหลกั ฐานแหงการกเู ปน หนังสือดงั กลา วนตี้ องมีขอ ความแสดงวาไดกูยืมเงิน
เปนจํานวนเทาใด มกี ําหนดใชคนื เมื่อใด และท่สี ําคัญจะตองมีการลงลายมือชือ่ ผูกู
อายุความ การฟองรองเรียกเงินตามสัญญากูจะตองกระทําภายในกําหนดอายุ
ความ ซง่ึ กฎหมายกาํ หนดไววา จะตอ งฟองภายใน 10 ปน ับแตวนั ที่ถึงกําหนดชําระเงนิ คนื

9. การหมนั้
การหมั้น หมายถึง การท่ีฝายชายตกลงกับฝายหญิงวาชายจะสมรสกับหญิงนั้น
และการหมั้นจะสมบูรณตอเม่ือไดสงมอบหรือโอนทรัพยสินอันเปนของหมั้นใหแกหญิงแลว
ของหม้นั คือทรัพยส นิ ทฝ่ี า ยชายสงมอบหรือโอนใหแกหญิงเพื่อเปนหลักฐานวาจะ
สมรสกบั หญิง
สินสอด คือทรัพยสินซ่ึงฝายชายให แกบิดามารดา ผูรับบุตรบุญธรรมหรือ
ผปู กครองฝายหญงิ แลวแตกรณี เพ่อื ตอบแทนการท่หี ญงิ ยอมสมรส

91

ผลของการหม้นั เมอ่ื มกี ารหมนั้ แลว ทาํ ใหเ กดิ สทิ ธิและหนา ทตี่ อกันคอื
1. สิทธิเรียกคาทดแทนจากคูสัญญา เมื่อมีการหม้ันแลว ถาฝายใดผิดสัญญาหม้ันอีก
ฝา ยหนงึ่ มสี ทิ ธเิ รียกใหร บั ผดิ ใชค าทดแทนไดในความเสยี หาย 3 ประการตอ ไปนี้

1.1 ทดแทนความเสียหายตอ กายหรอื ชอ่ื เสยี งแหง ชายหรอื หญิงน้ัน
1.2 ทดแทนความเสียหายเน่ืองจากการท่ีคูหม้ัน บิดามารดา หรือบุคคล
ผูกระทําการในฐานะ เชน บิดามารดาไดใชจายหรือตองตกเปนลูกหนี้เน่ืองในการเตรียมการ
สมรสโดยสุจรติ และตามสมควร
1.3 ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คูหมั้นไดจัดการทรัพยสินหรือการ
อนื่ อนั เกี่ยวแกอาชีพหรือทางทํามาหาไดของตนไปโดยสมควรดวยการคาดหมายวาจะไดมีการ
สมรส

10. การสมรส
การสมรส หมายถึง การท่ีชายและหญิงสมัครใจเขามาอยูกินกันฉันสามี ภริยา
ช่ัวชีวิตโดยจะไมเก่ียวของทางชูสาวกับบุคคลอ่ืนใดอีก การสมรสประกอบดวยหลักเกณฑ 4
ประการคอื
1. คูส มรสฝา ยหน่งึ จะตอ งเปน ชายและอกี ฝายจะตอ งเปน หญงิ
2. การสมรสจะตองเปนการกระทําโดยสมัครใจของชายและหญงิ หากชายหญิง
ไมยนิ ยอมสมรสกัน การสมรสน้ันเปนโมฆะ
3. การอยูก ินกนั ฉนั สามภี ริยาจะตองเปน ระยะเวลาชั่วชวี ิต
4. การสมรสจะตอ งมคี สู มรสเพยี งคนเดียวเทานั้น

เง่ือนไขการสมรส และผลของการสมรสทีฝ่ า ฝน เงอื่ นไขตามกฎหมาย
1. ชายและหญิงจะตอ งมีอายุ 17 ปบริบรู ณแลวทัง้ สองคน

2. ชายและหญิงจะตอ งไมเปน คนวิกลจริต หรือเปน บุคคลซ่งี ศาลสั่งใหเปน คนไร
ความสามารถ

11. การปกครองบตุ ร
สทิ ธิและหนา ท่รี ะหวา งบดิ ามารดากบั บตุ ร
1. บุตรมสี ิทธิไดชือ่ สกุลของบดิ าในกรณที บี่ ิดาไมป รากฏ บตุ รมีสทิ ธิใชชอ่ื สกลุ ของ
มารดา

92

2. ผใู ดจะฟอ งบพุ การีของตนเปนคดีแพงหรอื คดอี าญา มไิ ด แตเ ม่ือผูนน้ั หรือญาติ
สนทิ ของผูน้นั รองขอ อยั การจะยกคดขี ้ึนวากลาวก็ได

3. บุตรจาํ ตองอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
4. บดิ ามารดาจําตองอุปการะเลยี้ งดแู ละใหก ารศกึ ษาตามสมควรแกบ ุตรใน
ระหวางท่เี ปน ผเู ยาว บิดามารดาจําตอ งอปุ การะเล้ยี งดบู ุตรซึง่ บรรลนุ ติ ภิ าวะแลวแตเฉพาะ
ทพุ พลภาพและหาเลยี้ งตนเองมไิ ด
5. การรอ งขอคาอปุ การะเลยี้ งบตุ รหรอื ขอใหบ ุตรไดรับการอุปการะ เล้ยี งดโู ดยประ
การอ่ืน นอกจากอยั การจะยกคดขี ึ้นวา กลาวตามมาตรา 1562 แลว บดิ าหรอื มารดาจะนาํ คดขี ึน้
วากลา วกไ็ ด มาตรา 1566 บตุ รซง่ึ ยงั ไมบ รรลนุ ติ ภิ าวะตอ งอยูใตอ าํ นาจปกครองของบิดามารดา

12. การรับรองบุตร
การจดทะเบียนรับรองบุตร เปนวิธีการหน่ึงที่จะทําใหบุตรนอกสมรสเปนบุตร
ที่ชอบดว ยกฎหมายของบิดา เนอ่ื งจากบตุ รทีเ่ กดิ จากบดิ า และมารดาไมไ ดจ ดทะเบียนสมรสกัน
จะเปน บุตรท่ชี อบดว ยกฎหมายของมารดาเทานน้ั
ขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองบุตร สามารถทําไดโดยใหบิดาเปนผูยื่นคํารอง ณ
สํานกั ทะเบยี นอําเภอ หรือสํานักงานเขต แหงใดก็ได โดยนาํ หลกั ฐานคอื
1. สําเนาทะเบยี นบานฉบับเจา บา น ของบิดา มารดา และ บตุ ร
2. บตั รประจําตัวประชาชน ของบิดา มารดา สูติบตั รของบตุ ร ไปแสดง
3. พยานบคุ คลจํานวน 2 คน

13. การรับบตุ รบญุ ธรรม
คณุ สมบัตขิ องผทู จ่ี ะรับบุตรบุญธรรม และผูทีจ่ ะเปน บตุ รบุญธรรม
1. ผรู ับบุตรบญุ ธรรมตองมีอายุไมต า่ํ กวา 25 ป และตองมอี ายแุ กก วา ผจู ะเปน บตุ รบุญ
ธรรมอยา งนอ ย 15 ป
2. ผเู ปน บตุ รบญุ ธรรมที่มีอายไุ มตาํ่ กวา 15 ป ตอ งใหความยินยอมดวยตนเอง
3. ผเู ปนบตุ รบุญธรรมท่ีเปน ผูเยาวตอ งไดร ับความยนิ ยอมจาก บิดา และมารดา
หรอื ผปู กครอง
4. ผจู ะรับบุตรบุญธรรม หรือผูจะเปน บุตรบญุ ธรรม ถา มีคูสมรสอยูตองไดร ับความ
ยินยอมจากคสู มรสกอน

93

5. ผเู ยาวที่เปนบุตรบญุ ธรรมของบคุ คลใดอยจู ะเปน บุตรบญุ ธรรมของบุคคลอ่ืนอีก
ในขณะเดยี วกันไมไดเวน แตเ ปนบตุ รบญุ ธรรมของคูสมรสของผูรบั บุตรบุญธรรม

ข้ันตอนการปฏบิ ัติการจดทะเบียนรับเดก็ เปนบุตรบุญธรรม กรณีบุตรบุญธรรมเปน
ผเู ยาว ตอ งผานขน้ั ตอนของคณะกรรมการรับเดก็ เปน บตุ รบุญธรรมกอ นโดย

1. กรณที ่ีผูขอรับเดก็ เปนบุตรบุญธรรมมภี ูมลิ ําเนาอยูใ นกรุงเทพมหานคร หรอื
ตางประเทศใหย ื่นคาํ ขอพรอมหนงั สอื แสดงความยินยอมของบคุ คลผูมีอาํ นาจใหค วามยนิ ยอม
ณ ศูนยอํานวยการรบั เดก็ เปน บตุ รบุญธรรม กรมประชาสงเคราะห

2. กรณีมภี ูมลิ าํ เนาอยใู นตา งจงั หวัด ใหย่นื คําขอพรอ มหนงั สือแสดงความยนิ ยอม
ของบคุ คลผูมีอํานาจ ใหค วามยนิ ยอม ณ ทวี่ า การอําเภอ หรือท่ที ําการประชาสงเคราะหจังหวัด

14. การรับมรดก
มรดก คือ ทรัพยสินทุกชนิดของผูตาย รวมตลอดทั้งทรัพยสินที่เปนสิทธิ หนาที่
และความรับผิดตาง ๆ ของผูตายดวย เวนแตบรรดาที่ตามกฎหมายแลว หรือโดยสภาพแลว
เปน การเฉพาะตัวของผูต ายโดยแท ท้งั หมดนี้เรียกรวม ๆ วา กองมรดก
ที่สําคัญทรพั ยสินท่จี ะเปน มรดกไดนั้น ตองเปนทรัพยสินที่ผูตายมีอยูในขณะที่ตาย
ดวย ดงั น้นั เงนิ บํานาญซึ่งไมใ ชท รพั ยสนิ ทผ่ี ูตายมอี ยูในขณะท่ีตาย จงึ ไมเ ปน มรดกตามกฎหมาย
มรดกจะตกทอดแกทายาทเม่ือเจามรดกถึงแกความตายอาจจะเปนการตายโดย
เสียชีวิต หรือตายโดยผลของกฎหมาย คือ ถูกศาลส่ังใหเปนคนสาบสูญก็ได กองมรดกของ
บคุ คลน้ันยอมตกทอดแกทายาทโดยสิทธิตามกฎหมาย เรียกวา ทายาทโดยธรรม มี 6 ลําดับ
ดังน้ี
1. ผูสบื สันดาน ไดแ ก ลกู หลาน เหลน ลอ้ื
2. บิดามารดา
3. พน่ี อ งรวมบดิ ามารดาเดยี วกนั
4. พนี่ อ งรว มบดิ าหรือมารดาเดียวกนั
5. ปู ยา ตา ยาย
6. ลุง ปา นา อา
คสู มรสทีถ่ ูกตองตามกฎหมาย และยังมีชีวิตอยู ถือเปนทายาทโดยธรรมดวย หาก
เจามรดกทาํ พนิ ยั กรรมยกทรัพยใหผ ใู ดไว มรดกยอ มตกทอดแกผนู ัน้ เรียกวา ผรู บั พินยั กรรม

94

15. พินยั กรรม
พินัยกรรม คือ คําสั่งครั้งสุดทาย ซ่ึงแสดงเจตนากําหนดการเผื่อตายในเรื่อง
ทรพั ยส ินหรือ กจิ การตา ง ๆของผูทําพนิ ยั กรรม เพ่ือที่จะเกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผูทํา
พินยั กรรมถงึ แกความตาย โดยทําแบบใดแบบหน่งึ ที่กฎหมายกําหนดไว

กฎหมายอาญา

ความผดิ ทางอาญา คือ การกระทําที่มีผลกระทบกระเทือนตอสังคม รัฐจึงตองลงโทษ
ผูกระทาํ ผิด โดยมีหลักสําคัญ คือ การกระทํานั้นตองมีกฎหมายกําหนดไวชัดแจง โทษท่ีลงตองเปน
โทษท่กี ฎหมายกาํ หนดไว กฎหมายตองไมมีผลยอ นหลัง โทษอาญาทีใ่ ชลงแกผ ูก ระทําผิดมี 5 ประการ
เทา น้ัน คือ 1) ประหารชวี ติ 2) จาํ คุก 3) กกั ขงั 4) ปรบั 5) ริบทรัพยสิน

ความรับผิดทางอาญา ผูกระทําการท่ีกฎหมายกําหนดวาเปนความผิดจะตองรับ
ผดิ ทางอาญาเม่อื ไดกระทําโดยเจตนาเทาน้ัน เวน แตมีกฎหมายกําหนดไววาแมไมไดกระทําโดย
เจตนาก็เปนความผิด เชน การกระทําโดยประมาท การกระทําความผิดลหุโทษ ผูกระทําการ
ที่กฎหมายกําหนดวาเปนความผิดจะแกตัววาไมรูกฎหมายไมได เวนแตศาลเห็นวามีเหตุผล
สมควร

ขอยกเวนที่ไมตองรับผิดในทางอาญา เหตุยกเวนความผิด ถือวาผูกระทําไมมี
ความผิดอาญาเลย เชน การปองกันโดยชอบดวยกฎหมาย ผูเสียหายยินยอมใหกระทํา
มีกฎหมายประเพณี มีกฎหมายอ่ืนใหอํานาจกระทําได เหตุยกเวนโทษทางอาญา ถือวายังเปน
ความผิดอยูแ ตผูกระทําไมตองรบั โทษทางอาญา

1. การกระทําความผดิ ดวยความจาํ เปน
2. การกระทาํ ความผิดเพราะความบกพรอ งทางจติ
3. การกระทาํ ความผดิ เพราะความมึนเมา
4. การกระทําตามคาํ ส่งั ของเจา พนักงาน
5. สามี ภริยา กระทําความผดิ ตอ กันในเรื่องทรัพย
6. เด็กอายไุ มเกนิ 14 ป กระทาํ ความผดิ
เหตลุ ดหยอ นโทษ เปน เหตทุ ี่ศาลอาจลงโทษสถานเบาได
1. ศาลเชื่อวาบคุ คลนัน้ ไมร ูกฎหมาย
2. การกระทาํ โดยบนั ดาลโทสะ
3. บุพการกี บั ผูสืบสนั ดาน หรือพี่นองทก่ี ารกระทําความผดิ เกี่ยวกบั ทรพั ย

95

เด็กและเยาวชนกระทาํ ความผิด
เด็กและเยาวชนท่ีกระทําความผิดอาจกระทําไปเพราะขาดความสํานึกเทาผูใหญ
โทษสาํ หรับเด็กจงึ ตอ งแตกตางกับผใู หญโดยแบงออก เปน 4 ระดับ คือ
1. อายุไมเ กนิ 7 ป ไมตองรับโทษ
2. อายกุ วา 7 ป แตไมเ กิน 17 ป ไมตอ งรับโทษ แตศาลอาจวากลา วตกั เตือนและ
วางขอ กําหนดใหบ ิดามารดาปฏบิ ตั หิ รือสงตัวเดก็ ไปใหหนวยงานของรัฐ (บา นเมตตา) ดแู ล
อบรม สั่งสอนจนอายุครบ 18 ป
3. อายกุ วา 14 ป แตไมเกิน 17 ป อาจใชวิธกี ารดังกลา วขา งตนหรอื ลงโทษ
เชน เดยี วกบั ผูใหญแตลดมาตราสวนโทษลงกงึ่ หนึง่
4. อายกุ วา 17 ป แตไ มเกิน 20 ป ลงโทษเชน เดียวกับผูใหญแ ตลดมาตราสว นโทษ
ลง 1 ใน 3 หรือ ก่งึ หนึ่ง

เหตุบรรเทาโทษ เพิม่ โทษ ลดโทษ และรอการลงโทษ
เหตุบรรเทาโทษ เปนการกําหนดโทษใหเหมาะสมกับแตละบุคคลเพื่อใหโอกาส
ผูกระทาํ ความผดิ ไดมีโอกาสกลับตัวเปนพลเมืองดมี ีหลกั คอื ใชห ลังจากที่เพ่ิมโทษแลว เปนดุลย
พินิจของศาล ลดไดไมเกินกึ่งหนึ่งของโทษท่ีจะลง เหตุบรรเทาโทษ ไดแก เปนผูโฉดเขลาเบา
ปญญา อยูในความทุกขอยางสาหัส มีคุณความดีมากอน รูสึกความผิดและพยายามบรรเทา
ผลราย หรือใหความรูแกศาลอันเปนประโยชนแกการพิจารณา หรือมีเหตุอ่ืนๆท่ีสมควร เหตุ
เพ่ิมโทษ ลดโทษ และรอการลงโทษ เปนการกําหนดโทษใหเหมาะสมกับแตละบุคคลเพ่ือ
ปอ งกนั สังคม และแกไขผกู ระทาํ ผิดใหก ลบั ตนเปนพลเมืองดีและกลับเขา อยใู นสังคมไดต อไป

การพยายามกระทําความผิด คือการกระทําความผิดที่พนขั้นตอนการลงมือ
กระทาํ ความผิดแลว แตก ระทาํ ความผดิ น้ันไมบรรลุผล ตามที่ตองการมี 2 กรณี คือ กระทําการ
ไปไมต ลอดจนความผดิ สําเร็จซึ่งอาจเกิดจากการสมัครใจเองหรือถูกขัดขวางจากภายนอกก็ได
ไดกระทําไปตลอดแลวแตการกระทํานั้นไมบรรลุผลตามที่ตองการ ผูท่ีพยามกระทําความผิด
ตอ งรับโทษ 2 ใน 3 สว น ของโทษสําหรบั ความผิดนั้น

การรวมกันกระทําความผิด การรวมกันกระทําความผิดหรือท่ีเรียกกันวา
“ตัวการ” คือ การท่ีบุคคลตั้งแตสองคน ขึ้นไปตกลงใจรวมกันท่ีจะกระทําความผิดเดียวกัน
ซ่ึงอาจมีการแบงหนาที่กันทําเพ่ือหวังผลในการกระทําความผิดน้ัน ทุกคนตองรับโทษสําหรับ

96

ความผดิ นน้ั การกอ ใหผ ูอ นื่ กระทําความผดิ การกอ ใหผูอืน่ กระทาํ ความผิดหรอื ทีเ่ รียกวา “ผูใช”
คือ การท่ีทําใหผูอ่ืนกระทําความผิดไมวาจะเปนการบังคับ ขูเข็ญ จางวาน ยุยงสงเสริม หรือ
ดวยวิธีการใด ทุกคนตองรับโทษสําหรับความผิดน้ัน แตถาผูถูกใชมิไดกระทําตามท่ีถูกใช ผูใช
ตองรับโทษเพยี ง 1 ใน 3

การสนบั สนนุ การกระทําความผิด การสนบั สนุนการกระทําความผดิ คอื การทเ่ี ขา
ไปมีสวนในการกระทําความผิดท่ียังไมเปนตัวการแตเขาไปชวยเหลือใหความสะดวกกอนหรือ
ขณะกระทําความผดิ ตอ งรับโทษ 2 ใน 3

อายคุ วาม
อายคุ วาม เปนระยะเวลาทก่ี ฎหมายกําหนดไวเพ่ือมิใหผูกระทําผิดตองมีชนักติดหลังไป
ตลอดชวี ิตและเปนการที่เรงรดั คดีใหไดต ัวผกู ระทําความผิด อายคุ วามมี 3 ประเภท คอื
1. อายคุ วามฟอ งคดีทว่ั ไป มี 5 ระดบั คือ

1.1 20 ป สําหรบั ความผิดที่มีระวางโทษประหารชวี ิต จําคกุ ตลอดชวี ิตหรอื
จําคกุ 20 ป

1.2 15 ป สาํ หรบั ความผิดทม่ี ีระวางโทษจาํ คกุ กวา 7 ป แตย งั ไมถึง 20 ป
1.3 10 ป สาํ หรบั ความผดิ ท่มี รี ะวางโทษจาํ คุกกวา 1 ป ถงึ 7 ป
1.4 5 ป สาํ หรับความผดิ ที่มรี ะวางโทษจําคุกกวา 1 เดอื น ถึง 1 ป
1.5 1 ป สําหรับความผดิ ทมี่ รี ะวางโทษจาํ คกุ ต้ังแต 1 เดือนลงมา หรือตอ ง
ระวางโทษอยางอ่ืน
2. อายุความฟองคดคี วามผดิ อันยอมความได นอกจากถือตามอายุความฟองคดที ่ัวไป
แลว ยังตองรองทุกขภ ายใน 3 เดอื น นบั แตว ันทร่ี ูเ รอื่ งและรตู วั ผูกระทําความผิดดวย
3. อายุความฟองขอใหกักกัน จะฟอ งไปพรอมกบั การฟองคดีอนั เปนเหตุท่ีขอให
กกั กันหรอื อยา งชาภายใน 6 เดอื นนับแตวันทฟ่ี องคดีดังกลา ว

ความผิดตอแผน ดนิ และความผิดตอ สว นตวั
ความผิดตอ แผน ดิน คือ ความผิดทีม่ ผี ลกระทบตอ ผูท่ีถูกกระทําแลวยังมีผลกระทบ
ตอสังคม รัฐจงึ ตองเขา ดาํ เนินการเอาตัวผูกระทําผิดมาลงโทษใหไดแมผูที่ถูกกระทําจะไมติดใจ
เอาความกับผูกระทาํ ผดิ ตอไปแลวก็ตามเพือ่ ปอ งกนั สงั คม

97

ความผิดตอสวนตัว คือ ความผิดท่ีมีผลกระทบตอผูที่ถูกกระทํา แตไมมีผลกระทบ
ตอสงั คมโดยตรง ดังนัน้ เมอ่ื ผูทถ่ี ูกกระทาํ จะไมติดใจเอาความกับผูกระทําผิดตอไปแลว รัฐก็ไม
จําตอ งเขาไปดาํ เนนิ คดีกบั ผูก ระทําความผิดอีกตอ ไป

เรื่องท่ี 5 การปฏิบัติตนใหสอดคลองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและการสนับสนุน
สงเสรมิ ใหผ อู ่นื ปฏิบัติ

การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองท่ีหลักการยึดมั่นในความเสมอ
ภาคและเสรีภาพของบุคคล เปนการปกครองที่ยึดหลักกฎหมาย จึงจําเปนที่จะตองมี
รัฐธรรมนูญกําหนดกฎเกณฑและมาตรการตางๆ เพ่ือเปนส่ิงประกันหลักการ วิธีการและ
เปาหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพ่ือใหเปนการปกครองของประชาชน
โดยประชาชนและเพอ่ื ประชาชนอยางแทจ รงิ ดงั นัน้ สงั คมหน่งึ สงั คมใดจะอางวามีการปกครอง
ระบอบประชาธปิ ไตยไมไ ดถ า ไมย อมรับและใหหลกั ประกันในความสําคัญของสิทธิและเสรีภาพ
บุคคล

สิทธิ คือ อํานาจหรือประโยชนซึ่งกฎหมายรับรองและปองกันใหอํานาจอันชอบ
ธรรม

เสรีภาพ คอื สทิ ธิทจี่ ะทาํ และพูดไดโ ดยไมล ะเมิดกฎหมายและสิทธขิ องผอู ่ืน การใช
สทิ ธิภายในขอบเขตของกฎหมาย

การใชส ิทธภิ ายในขอบเขตของกฎหมาย คอื อํานาจอนั ชอบธรรมหรือความสามารถ
ทจ่ี ะกระทําไดโดยชอบธรรม สทิ ธิของบุคคลหรือกลมุ บคุ คล เปน สงิ่ ท่ไี ดรับการยอมรับโดยธรรม
เนียมประเพณีหรือกฎหมาย เพราะฉะน้ันอํานาจอ่ืนๆ แมกระทั่งอํานาจของรัฐจะกาวกายใน
สิทธิของบุคคลไมได ถาสิทธิของบุคคลใด บุคคลหน่ึงถูก กาวกายโดยบุคคลหรือนิติบุคคล
หรอื เจาหนา ท่ขี องรฐั เขาผูน้นั สามารถท่จี ะรองขอความยุตธิ รรมจากศาลได สิทธิของประชาชน
อาจจําแนกได ดังน้ี

1. สิทธิสวนบุคคล สิทธิมูลฐานที่ถือเปนสิทธิสวนบุคคลมีหลายประการ เชน
เสรีภาพในรางกาย การไปไหนมาไหน การเลือกประกอบอาชีพ การนับถือศาสนา นอกจากน้ี
การสมรส การหยารา ง ความสมั พนั ธในครอบครัว เหลา น้ีลวนเปนสิทธิสวนบุคคลท้ังส้ิน บุคคล
ทกุ คนยอ มมเี สรภี าพตราบเทาทีไ่ มขัดกฎหมาย

98

2. สิทธิในทรัพยสิน บุคคลทุกคนมีสิทธิจะมีสมบัติเปนของตนเอง รัฐจะตองทํา
หนาท่ีปองกันภัยอันจะเกิดตอทรัพยสินของประชาชนในรัฐดวย สิทธิของบุคคลเก่ียวกับ
ทรัพยสินน้ี ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 15 วรรค 2 บัญญัติวา “ทารกใน
ครรภมารดา ก็สามารถจะมีสิทธิตาง ๆ ไดหากวาภายหลังเกิดมาแลวอยูรอด” หมายความวา
แมแ ตท ารกท่อี ยูในครรภมารดาก็มีสทิ ธิในทรัพยสินหรือในมรดก ถาหากวาหลังจากที่ทารกนั้น
เกดิ มาแลวยงั มีชีวิตอยู

3. สทิ ธิท่ีจะไดรบั การคมุ ครองตามกฎหมาย หากบุคคลใดตกเปนผูตองหา ไมวาจะ
เปนคดีแพง หรืออาญา บุคคลนั้นไดร บั สิทธิท่ีจะไดรบั ทราบขอ หาจากเจาหนาที่ของรัฐรวมตลอด
ถึงการไดร บั สทิ ธทิ ี่จะสามารถกระทําได เชน ขอพบทนายเพ่ือรับคําปรึกษาหรือผลัดการใหการ
ท่ีสําคัญที่สุดคือ บุคคลจะตองไมถูกลงโทษถึงแกชีวิต เสียอิสรภาพ หรือเสียทรัพยสิน
โดยปราศจากการพจิ ารณาตามกระบวนการของกฎหมาย

4. สิทธใิ นทางการเมอื ง หมายถงึ ประโยชนในทางการเมืองท่ีกฎหมายใหแกบุคคล
ผมู ีสญั ชาติไทย เชน ประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 18 ปบริบูรณข้ึนไปมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
และเมือ่ มีอายุครบ 25 ป กม็ สี ทิ ธสิ มคั รรับเลอื กต้งั เปน ตน

ความเปนอยูของประชาชนในปจจบุ นั ยอมเกี่ยวพนั กับสทิ ธินานาประการ
ทงั้ สทิ ธขิ องตนเอง และสิทธิของผูอื่น การท่ีสังคมสับสนวุนวาย มีคดีแพงและคดีอาญาเกิดข้ึน
มากมาย เพราะมีการละเมิดสิทธิของผูอื่น ถาทุกคนไดรูจักสิทธิของตนเองภายในขอบเขตของ
กฎหมายแลว สงั คมทกุ วนั นก้ี ็คงไมสบั สนวุน วาย

สิทธิของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไดให
หลักประกันในสิทธิเสรีภาพสวนบุคคลไว เพื่อใหทุกคนรูสิทธิของตน ตามรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. 2541 ไดกําหนดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทยไว
ดงั ตอ ไปนี้

1. บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมาย และไดรบั การคุมครองเทาเทียมกัน คนยากจน
หรือคนมเี งินเม่อื ไดก ระทําความผิดแลว ยอ มไมไดร บั การยกเวน กฎหมายยอ มลงโทษเทาเทียมกัน

2. บุคคลยอมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา นิกายศาสนาหรือลัทธินิยม ในทาง
ศาสนาและยอมมเี สรภี าพในการปฏบิ ตั ิพิธกี รรมตามความเช่อื ถือของตน เม่ือไมเปนปฏิปกษตอ
หนาทข่ี องพลเมอื งและไมข ัดตอความสงบเรียบรอย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในการใช
เสรภี าพดังกลา ว บคุ คลยอ มไดรบั ความคมุ ครองมิใหร ัฐกระทําการใดๆ อนั เปน การรอนสิทธิหรือ

99

เสียประโยชนอันควรมิควรได เพราะเหตุที่นับถือศาสนานิกายศาสนา หรือลัทธินิยมในทาง
ศาสนา หรอื ปฏิบตั ิพิธีกรรมตามความเชอ่ื ถือแตกตา งจากบุคคลอนื่

3. บุคคลจะตองไมรับโทษอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันผิดกฎหมายซึ่งอยูใน
เวลาที่การกระทาํ นน้ั บญั ญตั ิเปนความผิดและกําหนดโทษไว และโทษลงที่จะลงแกบุคคลนั้นจะ
หนกั กวาโทษท่ีกาํ หนดไวในกฎหมาย ซงึ่ ใชอ ยูในเวลาที่กระทาํ ความผดิ นั้นมิได

4. ในคดอี าญา ใหส ันนิษฐานไวกอนวาผูตองหาหรือจําเลยไมมีความผิด ความผิด
ในคดอี าญาจะตองมีหลักฐานพสิ ูจนใหแ นช ดั ถามีหลักฐาน ถือวาบุคคลน้ันไมมีความผิด ดังนั้น
กอนทจี่ ะมีคําพิพากษาอันถึงท่ีสดุ แสดงวาบคุ คลใดแสดงความผดิ จะปฏบิ ตั ติ อ บุคคลน้ันเสมือน
ผูกระทําผิดมิได

5. บุคคลยอมมีเสรภี าพในรา งกาย การจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคล ไมวา
กรณีใดๆจะกระทาํ มไิ ด เวน แตโ ดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติตามกฎหมาย เชน มีหมายศาล
ยืนยนั ระบุไว เปนตน

6. ในกรณีที่ผูตองหาหรือจําเลย ในคดีอาญาเปนผูยากไร ไมมีทุนทรัพยพอ
จะจัดหาทนายความสําหรับตนเองได บุคคลดังกลาวยอมมีสิทธิที่จะรับการชวยเหลือ จากรัฐ
ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ เชน ใหอัยการเปน ทนายแกตา งให

7. บคุ คลใดตอ งรบั โทษอาญาโดยคําพิพากษาของศาลถึงท่ีสุด หากปรากฎตามคํา
พิพากษาของศาลท่ีร้ือฟนคดีขึ้นมาพิจารณาใหมในภายหลังวา บุคคลน้ันมิไดเปนผูกระทําผิด
ยอ มมสี ิทธทิ ี่จะไดร บั การทดแทนและไดรบั บรรดาสทิ ธทิ ่เี สียไป เพราะผลแหงคําพิพากษาน้ันคนื

8. การเกณฑแรงงาน เวน แตโ ดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะ
เพื่อประโยชนทางภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเปนการฉุกเฉิน หรืออาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย ซ่ึงบัญญัติใหกระทําไดในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการรบหรือการ
สงครามหรือในระหวา งเวลาทมี่ ปี ระกาศสถานการณฉ ุกเฉนิ หรอื ประกาศใหใชอยั การศกึ

9. บุคคลยอมมีเสรีภาพในเคหะสถาน ยอมไดรับความคุมครองในการท่ีจะอยู
อาศัยและครอบครองเคหะสถานโดยปกติสุข การเขาไปในเคหะสถานโดยปราศจากความ
ยินยอมของผูครอบครองก็ดี การตรวจคนเคหะสถานก็ดี จะกระทํามิเวนแตโดยอาศัยอํานาจ
ตามบทบัญญัตติ ามกฎหมาย

10. สิทธิของบุคคลในทรพั ยส ินยอมไดรบั ความคุมครอง ขอบเขตแหงสิทธิและการ
กําจัดสิทธิเชนวานี้ ยอมเปนไปตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย การสืบมรดกยอมไดรับความ

100

คุมครองสิทธิของบุคคลในการสืบมรดกยอมเปนไปตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย การเวนคืน
อสงั หาริมทรพั ยจ ะกระทํามิได เวน แตโ ดยอาศัยอาํ นาจตามบทบัญญตั แิ หง กฎหมายเฉพาะ
เพื่อการอันเปนสาธารณูปโภค หรือการอันจําเปนในการปองกันประเทศหรือการไดมาซ่ึง
ทรัพยากรธรรมชาติ หรอื เพื่อการผงั เมือง หรือเพ่ือการพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม
หรอื เพ่อื การปฏริ ปู ทดี่ ี หรือเพอ่ื ประโยชนสาธารณะอื่นๆ และตองชดใชคาทดแทนภายในเวลา
อันควรของเจา ของ ตลอดจนผูท รงสิทธิบรรดาท่ีไดรับการเสียหายในการเวนคืนนั้น ท้ังนี้ตามที่
ระบไุ วใ นกฎหมาย

11. บคุ คลยอมมเี สรีภาพในการพดู การเขียน การพิมพ และการโฆษณา
การจํากดั เสรภี าพเชนวานี้ จะกระทํามิไดเวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย
เฉพาะเพอื่ รักษาความม่ันคงของรัฐ หรือเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ หรือชื่อเสียงของ
บุคคลอน่ื หรือเพอ่ื รักษาความสงบเรยี บรอย หรอื ศลี ธรรมอันดีของประชาชนหรือ เพ่ือปองกัน
หรือระงับความเสอ่ื มโทรมทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

12. บุคคลยอมมีเสรีภาพในการฝกอบรมเมื่อไมขัดตอหนาท่ีของพลเมืองตาม
รัฐธรรมนูญ และไมขัดตอกฎหมายวาดวยการศึกษาภาคบังคับ และกฎหมายวาดวยการจัดตั้ง
สถานศึกษา

13. บุคคลยอมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบหรือปราศจากอาวุธ การจํากัด
เสรภี าพเชนวาน้ีจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะใน
กรณี การชมุ นุมสาธารณะและเพอ่ื รักษาความสงบเรียบรอ ย ในระหวางเวลาที่ในประเทศอยูใน
ภาวะการรบหรือการสงคราม หรือในระหวางเวลาท่ีมีการประกาศสถานการณฉุกเฉินหรือ
ประกาศใชก ฎอยั การศกึ

14. บคุ คลยอมมีเสรีภาพในการรวมกนั เปนสมาคม สหภาพ สหพันธ สหกรณหรือ
หมคู ณะอ่ืนๆ การรวมกนั การจดั ตั้งการดาํ เนนิ กจิ การและการเลิกของสมาคม สหภาพ สหพันธ
สหกรณ หรอื หมูค ณะอน่ื ๆ ยอ มเปน ไปตามบทบญั ญัตแิ หง กฎหมาย

15. บุคคลยอมมีเสรีภาพในการรวมกันเปนพรรคการเมืองเพ่ือดําเนินการในทาง
การเมืองตามวิถีทางปกครองระบอบประชาธปิ ไตยทบี่ ญั ญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนูญน้ี การรวมกันเปน
การจัดตั้ง การดําเนินกิจการและการเลิกพรรคการเมือง ยอมเปนไปตามบทบัญญัติแหง
กฎหมายวาดวยพรรคการเมอื ง ยอมไปตามบัญญัตแิ หง กฎหมายวา ดวยพรรคการเมอื ง

101

16. บคุ คลยอ มมีเสรภี าพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยกฎหมายการตรวจ
การกักหรือการเปดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลที่ติดตอถึงกัน รวมท้ังการกระทําดวยประการอื่นใด
เพื่อใหรูถงึ ขอ ความในสิ่งทส่ี ื่อสารท้งั หลายท่ีบุคคลมีตดิ ตอ ถึงกันจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัย
อาํ นาจบทบญั ญตั ิแหงกฎหมายเฉพาะ เพอื่ รักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีงามของ
ประชาชน หรอื เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ

17. บคุ คลยอมมีเสรใี นการเดินทาง และเสรภี าพในการเลือกถิ่นที่อยูภายในราชอา
ราชจักร การจํากัดเสรีภาพเชนวาน้ีจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจบทบัญญัติแหง
กฎหมายเฉพาะ เพื่อความม่ันคงของรัฐ หรอื ความสงบเรียบรอยของประชาชน หรือสวัสดิภาพ
ของประชาชน หรือการผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผูเยาว การเนรเทศบุคคลผูมีสัญชาติ
ออกนอกราชอาณาจักร หรือหามมิใหบุคคลผูมีสัญชาติไทยเขามาในราชอาณาจักรจะกระทํา
มิได

18. สิทธบิ คุ คลในครอบครัวยอมไดร ับความคมุ ครอง
19. บุคคลยอมมสี ิทธเิ สนอเร่ืองราวอันรอ งทุกข ภายในเงื่อนไขและวิธที าง
ทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ
20. สทิ ธิบคุ คลที่จะฟอ งหนว ยราชการ ซ่ึงเปนนิติบุคคลใหรับผิด เพื่อการ กระทํา
ของเจาพนกั งาน ยอ มไดร บั ความคมุ ครอง
21. บุคคลซ่ึงเปนทหาร ตํารวจ ขาราชการ พนักงานสวนทองถ่ินและพนักงาน
องคกรของรฐั ยอมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเชนเดียวกับประชาชนพลเมืองเวนแตท่ี
จํากัดในกฎหมายหรือกฎ หรือขอบังคับท่ีออกโดยอาศัยอํานาจกฎหมาย เฉพาะในสวนท่ี
เกย่ี วกบั การเมือง สมรรถภาพหรือวินัย
22. บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญใหเปนปฏิปกษตอชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย และรฐั ธรรมนญู มไิ ด

หนาที่ของประชาชนชาวไทย

หนาที่ คือ พันธะหรือความผูกพันที่กฎหมายกําหนดใหกระทํา หรืองดเวนไม
กระทาํ อยางใดอยางหนง่ึ การที่จะถอื วา เปนหนาทน่ี นั้ ตองมีกฎหมายบงั คบั ใหกระทําหรืองดเวน
ไมกระทาํ ถา ไมมีกฎหมายบงั คับกไ็ มถือเปน หนาที่ บคุ คลเรานอกจากจะเปนสมาชิกคนหน่ึงของ
ครอบครัวแลว เรายังเปนสมาชิกคนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติ ฉะน้ันเราจึงจําเปนตองมี

102

บทบาทและหนา ทพ่ี ึงปฏบิ ัติตอประเทศชาติท้ังนี้เพื่อความอยูรอดของประเทศชาติและเพื่อตัว
เราเองดว ย ดงั น้ี

1. ตอ งจงรักภัคดีและรกั ษาไวซ่งึ สถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย สถาบันชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย เปนสถาบันสูงบสุดของชาติ เปนที่เคารพสักการบูชาของประชาชน
ชาวไทยทกุ คน

2. ตองรักษาไวซ่ึงการปกครองระบบประชาธิปไตย ประเทศไทยปกครองโดย
ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริยเปน ประมขุ และมรี ฐั ธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสุดของ
ประเทศไทย ประชาชนทุกคนจึงตองมีหนาท่ีของคนไทยทุกคนที่จะตองดํารงรักษาไวซึ่งการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตย

3. ตองชวยกันปองกันประเทศ ประเทศชาติเปนของประชาชนชาวไทยทุกคน
ดงั นั้นในฐานะท่ีเราเปนสวนหนึ่งของประเทศ จึงตองมีหนาที่รักษาไวซ่ึงความเปนเอกราชและ
ความมน่ั คงของชาตโิ ดยการปอ งกันประเทศชาตใิ หพ น จากภัยอันตรายตางๆ ซ่ึงเกิดจากศัตรูท้ัง
ภายในและภายนอกประเทศ เมื่อมีเหตุรายข้ึนภายในประเทศ ตางก็ตองชวยกันปองกันและ
ปราบปรามใหความรวมมือกับเจาหนาท่ีของบานเมืองอยางเต็มท่ี โดยเฉพาะอยางย่ิงเปนงาน
โดยตรงทชี่ ายไทยทุกคนจะตองเขา รบั ราชการทหาร

4. ตอ งปฏิบตั ิตามกฎหมายบานเมืองอยางเครงครัด กฎหมายบานเมือง หมายถึง
กติกาหรือระเบียบกฎเกณฑที่วางไวใหประชาชนทุกคนปฏิบัติ เพ่ือความสงบเรียบรอยของ
บานเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยไดกําหนดใหประชาชนทุกคนมีสวนรวมในการ
พิจารณาเห็นชอบและกําหนดกฎหมายขึ้นใชในประเทศ โดยการเลือกต้ังผูแทนของตนเพ่ือไป
ปฏบิ ตั ิหนาทีอ่ อกกฎหมายในสภานิติบญั ญัติ จึงเทากับวาประชาชนทุกคนรวมกันตรากฎหมาย
ออกมาใชรวมกัน ประชาชนทุกคนจึงควรปฏิบัติตามกฎหมายอยางเครงครัดเพ่ือความสงบ
เรียบรอ ยและความผาสกุ รวมกัน

5. ตองใหค วามรว มมอื ชวยเหลือแกทางราชการ เจาหนาที่เปนตัวแทนของรัฐบาล
ในการที่จะใหบริการแกประชาชนและปฏิบัติใหเปนไปตามกฎหมายของบานเมือง ชวยเปนหู
เปนตา แกเ จา หนาท่ีบานเมอื ง เพ่ือชวยกันปราบปรามโจรผูราย หรือผูเปนภัยตอความสงบสุข
ตอ บานเมอื ง

6. ตองเสียภาษีอากรตามท่ีกฎหมายบัญญัติไว ประเทศชาติจะรุงเรืองและ
ประชาชนจะมีความสงบสขุ อยไู ด ก็ตองอาศัยการบรหิ ารราชการแผนดินของรัฐบาล เปนหนาท่ี

103

สําคัญที่ประชาชนชาวไทยจะตองชวยเหลือกันเสียภาษีอากร เพ่ือเราจะไดมีกําลังทหารไว
ปอ งกันเอกราชของชาติ มถี นนหนทางดีๆ ไวใ ช มโี รงเรยี นใหลูกหลานไดศึกษาเลา เรยี น
มีโรงพยาบาลสาํ หรบั รักษาเมอ่ื เราเจบ็ ไขไดปว ย เปนตน

การสนบั สนุนใหผูอ นื่ ปฎบิ ตั ิตามรัฐธรรมนูญ

ประชาชนควรปฏิบัติตน และสงเสริมใหผูอื่นปฏิบัติตนใหสอดคลองกับบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญ โดยปฏิบัติและสงเสริมใหผูอ่ืนปฏิบัติตามสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ของ
ประชาชนชาวไทย

1. ประชาชนตองตระหนักถึงความสําคัญของรัฐธรรมนูญวา รัฐธรรมนูญเปน
แมบ ทของกฎหมาย เปน กฎหมายสงู สดุ ท่กี ฎหมายอ่ืนจะขัดแยงไมไ ด

2. ประชาชนจะตองมีจิตสํานึกในหนาท่ีของคนไทยทุกคนท่ีจะตองรู และปฏิบัติ
ตามกฎหมาย โดยเฉพาะตอ งรกู ฎหมายรฐั ธรรมนญู เปนเบ้ืองตน

3. ประชาชนจะตอ งมีหนาทใี่ นการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐของบุคคลฝายตางๆ
วามีการดาํ เนนิ การถูกตองตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนูญหรือไม ถาไมถูกตองสามารถรองทุกข
ตอองคก รท่มี ีอํานาจตรวจสอบตามรัฐธรรมนญู ได

4. ประชาชนจะตองมีความกลา หาญในทางจริยธรรม การมีสวนรวมทางการเมือง
การปกครองในรูปแบบตางๆ ท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว เชน การมีสวนรวมของชุมชนทองถิ่นใน
การศกึ ษา การรกั ษาทรัพยากรธรรมชาติ การสงเสรมิ ภูมปิ ญ ญาทองถิ่น เปน ตน

5. การรูจักใชส ทิ ธิของตน และเสนอแนะใหผูอื่นใชสิทธิเลือกตั้ง สิทธิในการกอตั้ง
การรัฐประหาร การปอ งกนั การซือ้ สิทธขิ ายเสียง สิทธิในการเขาชื่อกันไมนอยกวา 50,000 คน
เพื่อขอใหม ีการถอดถอนผูดํารงคต ําแหนงระดบั รัฐ เปน ตน

6. ประชาชนตองรูจักใชวิจารณญาณในการสนับสนุนคนดีใหเปนตัวแทนของ
ประชาชน เขา ไปทาํ หนาท่ีในรฐั สภา หรอื เปน คณะรฐั มนตรี เพ่อื บริหารประเทศใหก าวหนา

104

เรื่องที่ 6 หลกั สิทธิมนษุ ยชนและบทบาทหนา ที่ความรบั ผดิ ชอบของคณะกรรมการสทิ ธิ์

ความหมายของสทิ ธมิ นษุ ยชน

1. สิทธิมุนษยชน
สทิ ธิมนุ ษยชน (Human Right) หมายถงึ สทิ ธิมุนษยทุกคนเกิดมามีความเทาเทียม
กันมีศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย มีอิสรภาพ เสรีภาพ ท้ังความคิดและการกระทําที่ไมมีใคร
สามารถลวงละเมิดไดโดยไดรับการคุมครองและไดรับความเปนธรรมจากรัฐและผูปกครองรัฐ
ท้ังเร่ืองการไดรับความชวยเหลือในการดํารงชีวิตและการบริโภคทรัพยากรของชาติอยางเทา
เทยี มกนั
2. ศักดศิ์ รคี วามเปน มุนษย
ศักด์ิศรีความเปนมุนษย (Human Dignity) หมายถึง คณุ สมบัติ จิตใจ สทิ ธิ
เฉพาะตวั ท่ีพ่งึ สงวนของมนษุ ยทุกคนและรักษาไวมใิ หบคุ คลอน่ื ละเมดิ ได การถูกละเมิดศกั ดิศ์ รี
ความเปนมนษุ ยจงึ เปน สิง่ ทีต่ องไดร บั การคุมครองและไดรบั ความยุตธิ รรมจากรัฐ
3. สทิ ธิมนษุ ยช นตามพระราชบญั ญตั ิสิทธิมนษุ ยชนแหง ชาติ พ.ศ.2542
สิทธมิ นุษยชนตามพระราชบัญญตั ิสิทธิมนุษยช นแหงชาติ พ.ศ.2542 หมายถึง
ศกั ดิ์ศรีความเปน มนุษย สิทธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบคุ คลทไี่ ดร บั การคมุ ครองตาม
รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย
4. สาเหตทุ ีม่ นษุ ยต อ งไดรบั ความคมุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน เกดิ จาก
1. มนษุ ยท ุกคนเกดิ มาแลว ยอมมีสิทธใิ นตัวเอง

2. มนษุ ยเปน สตั วส งั คม
3. มนุษยมเี กียรติภมู ิทเี่ กิดมาเปน มนุษย
4. มนษุ ยท ุกคนเกิดมามฐี านะไมเทา เทยี มกัน

105

เรื่องที่ 7 กฎหมายระหวา งประเทศท่วี าดว ยการคุมครองสทิ ธดิ านบุคคล
ปฏญิ ญาสากลวา ดวยการคุมครองสิทธมิ นุษยชนแหงสหประชาชาติ (ค.ศ.1948)

ปฏิญญาสากลวาการคุมครองสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (ค.ศ. 1948)
เปนเอกสารรับรองสิทธิมนุษยชนท่ีมีวัตถุประสงคเพ่ือมาตรฐาน เพ่ือมวลสมาชิกขององคการ
สหประชาชาติ (ซึ่งไทยก็เปนหนึ่งในสมาชิก) ไดยึดถือเปนกรอบแนวทางสําหรับการคุมครอง
สทิ ธิมนุษยชนในประเทศตนและสงั คมโลก อันประกอบดวยคําปรารภและรายละเอียดของสิทธิ
ประเภทตา งๆ ท่ีสาํ คัญดังนี้

การคมุ ครองสิทธิ
1. การคุม ครองสิทธติ ามธรรมชาตขิ องบคุ คล
1.1 ความเทา เทียมกนั
1.2 การไมเลือกปฏบิ ัตติ อบคุ คลโดยไมเปน ธรรม
1.3 การคุมครองชวี ิตและรางกาย
1.4 การไมถ กู บังคับเปน ทาส
1.5 การไดร ับสัญชาติและการเปนพลเมือง
1.6 สทิ ธิสมรสและครอบครัว
2. การคมุ ครองสทิ ธขิ องบุคคลจะไดร บั ประโยชนจากรัฐ
2.1 การศึกษาและการใชช วี ติ อยูรวมกับบุคคลอ่ืน
2.2 การพักผอ นจากการทํางาน
2.3 การรกั ษาพยาบาลเม่ือเจบ็ ปว ย
2.4 มีงานทาํ และไดร ับคาจา งเปน ธรรม
2.5 มาตรฐานการครองชพี ทดี่ ี
2.6 สิทธิทจี่ ะไดรบั การดแู ลจากรฐั ในบคุ คลทุกวัย
2.7 สิทธิดานนนั ทนาการ ศิลปะ ดนตรี และกีฬา
3. การคมุ ครองสิทธิของบุคคลดานกระบวนการยตุ ิธรรม
3.1 ความเทาเทยี มกนั ทางกฏหมาย
3.2 ผถู กู กลา วหาวา กระทําความผิดทางอาญา จะตอ งสันนิษฐานไวก อนวา เปน

ผบู ริสุทธ์ิ
3.3 การจับกมุ ขงั ใหเ สียอสิ รภาพ หรือถูกเนรเทศโดยพลการไมไ ด

106

3.4 กฎหมายคุมครองการละเมิดสิทธสิ วนบุคคลไมได
3.5 การพจิ ารณาพพิ ากษาคดอี ยางเปนธรรม
4. การคมุ ครองดา นเสรีภาพ
4.1 การนบั ถือศาสนา
4.2 การแสดงความคดิ เห็น
4.3 การเดนิ ทางและเลือกถน่ิ ทอี่ ยอู าศัย
4.4 การรวมกลุมและทํางานดว ยกันอยางสงบสุข

องคกรระหวา งประเทศทเ่ี ก่ียวขอ งสทิ ธมิ นุษยชนโลก

1. คณะรฐั มนตรีเศรษฐกจิ และสังคมแหงสหประชาชาติ
1.1 ใหคําแนะนาํ ตอ สมชั ชาสหประชาชาติ ภาคสี มาชกิ และองคก รชํานาญ

พเิ ศษตา งๆ เพอ่ื สง เสริมและปฏิบตั ิตามหลกั การสทิ ธมิ นุษยชน
1.2 จัดตงั้ คณะกรรมาธิการตา งๆ เพอื่ ทําหนาทีส่ ง เสรมิ ในเรือ่ งสทิ ธมิ นษุ ยชน

เชน คณะกรรมาธกิ ารสถานภาพสตรี คณะกรรมาธิการดานสังคม คณะกรรมาธกิ ารดานสทิ ธิ
มนษุ ยชน เปนตน

2. คณะมนตรีสิทธิมนษุ ยชน ( Human Rights Council : HRG )
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ตั้งขึ้นเม่ือวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2549 ณ กรุงเจนีวา
สวสิ เซอรแ ลนด ซึ่งประเทศไทยเคยเปน สมาชิกระหวา ง พ.ศ. 2543 - 2546 มอี ํานาจหนาท่ีดงั นี้

2.1 สงเสริมสทิ ธมิ นุษยชนศกึ ษา ใหการเรยี นรแู ละคําปรกึ ษาชวยเหลือดาน
เทคนิค

2.2 เปนเวทเี พือ่ การหารือประเด็นเฉพาะดานสิทธิมนุษยชน
2.3 ใหขอเสนอแนะเพื่อสงเสริมพัฒนาการจัดทํามาตรฐานหรือกฎหมาย
ระหวางประเทศดานสิทธมิ นุษยชน
2.4 ปอ งกันไมใหเ กดิ การละเมดิ สิทธิมนุษยชน
2.5 ดําเนนิ ภารกจิ ดา นสทิ ธิมนษุ ยชนโดยรว มมือใกลช ดิ กบั รัฐบาลสถาบันสิทธิ
มนุษยชนแหงชาตแิ ละภาคประชาสังคม
2.6 นําเสนอรายงานประจําปตอทป่ี ระชุมสมชั ชาสหประชาชาติ

107

3. องคการแรงงานระหวางประเทศ (International Labour Organization)
องคการแรงงานระหวางประเทศ เกิดข้ึนเพ่ือเรียกรองความยุติธรรมของสิทธิ
มนุษยชน เพ่ือใหมีหลักประกันดานการคุมครองแรงงานแกสหภาพแรงงานกรรมการท่ัวโลก
โดยประเทศไทยไดรวมกอตั้งองคการแรงงานระหวางประเทศประจําภูมิภาคเอเซียแปซิฟกใน
ประเทศไทย เมอื่ พ.ศ. 2509
4. องคการทุนเพ่ือเดก็ แหง สหประชาชาติ หรอื ยนู เิ ซฟ (UNICEF)
องคการทุนเพื่อเด็กแหงสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ มีวัตถุประสงคเพื่อใหความ
รวมมือกันประเทศกาํ ลงั พฒั นา ในความพยายามปรับปรุงสภาพความเปนอยูของประชากรวัย
เด็กท่ัวโลก โดยทูตยูนิเซฟประจําประเทศไทย คือ นายอานันท ปนยารชุน (พ.ศ. 2539)
นางสาวแอน ทองประสม และนายธีรเดช วงศพ ัวพันธ (พ.ศ. 2551) ซึ่งมสี วนรวมชวยรณรงคให
สงั คมหันมาสนใจสิทธิเด็ก ระดมเงนิ ชว ยเหลือเดก็ ยากจน
5. องคก ารนริ โทษกรรมสากล ( Amnesty International : AL )
องคการนิรโทษกรรมสากล ตั้งข้ึนเมื่อป พ.ศ. 2504 ณ กรุงลอนดอน อังกฤษ
มีวัตถุประสงคดานการคนควา การปองกันและการยุติการทํารายสิทธิมนุษยชน โดยแสวงหา
กระบวนการยตุ ธิ รรมสําหรับผูถ กู ละเมิดสทิ ธิ รณรงคเรียกรอ งความเห็นใจจากประชาชน
เพื่อกดดันใหบุคคลหรือองคการท่ีเก่ียวของใหความสนใจเร่ืองสิทธิมนุษยชนมากขึ้นตาม
ปฏิญญาสากลวา ดว ยสทิ ธิมนษุ ยชน ตลอดจนเสนอรายงานการละเมดิ สทิ ธิมนุษยชนประจําปแก
สังคมโลก

6. พันธมิตรทัว่ โลกดา นการคา หญิง ( GAATW )
พันธมิตรทั่วโลกดานการคาหญิง ต้ังข้ึนเม่ือป พ.ศ. 2537 ทําหนาที่เปนองคการ
ประสานและดําเนินกิจกรรมในประเด็นท่ีเก่ียวเน่ืองกับการยายถ่ินของแรงงานสตรีในทุก
ภูมิภาคทวั่ โลกเพ่อื พทิ กั ษคุม ครองสตรีทถี่ ูกคาและตอ ตานการคา หญงิ

บทบาทของประเทศไทยในการคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชนโลก
ในป 2543 ประไทยไดรับคัดเลือกเขาเปนสมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน

แหงสหประชาชน ( United Nation Commission on Human Right : & HR ) เปนคร้ังแรก
ในประวัติศาสตรโดยมีวาระการดํารงตําแหนง 3 ป ระหวางป พ.ศ. 2544 - 2548
คณะกรรมาธกิ ารสทิ ธมิ นษุ ยชนแหงสหประชาชาตซิ ง่ึ ประชมุ กันทกุ ปที่เจนีวา ถือเปนองคกร

108

ที่สําคัญที่สุดในดานสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติ มีสมาชิก 53 ประเทศจากท่ัวโลก โดย
ไดรับการเลือกต้ังจากคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแหงสหประชาชาติ สมาชิก
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ อยูในฐานะที่จะริเร่ิมหรือกําหนดมาตรฐานสากลดานสิทธิ
มนษุ ยชนในเวทีระหวางประเทศ

ในกรอบการประชุมคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติและการ
ประชุมในกรอบอ่ืนๆ ดานสิทธิมนุษยชน ไทยไดดําเนินการสงเสริมและคุมครองสิทธิ ในการ
พัฒนา (Right to Development) ซ่ึงครอบคลุมถึงสิทธิในการเมืองและสิทธิ ทางเศรษฐกิจ
สงั คมและวฒั นธรรม และไทยไดถ ายทอดประสบการณในการดาํ เนนิ งานภายในของไทยอันเปน
การสงเสริม และคุมครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน เชน การสงเสริมการมีสวนรวมของ
ประชาชนโครงการกองทนุ หมบู านโครงการ 30 บาทรกั ษาทกุ โรค การดาํ เนนิ งานดานยาเสพติด
เพ่ือฟนฟูผูติดยา การแกไขปญหาการคามนุษย เปนตน ซึ่งถือเปนการคุมครองสิทธิมนุษยชน
อยางเปนรูปธรรม

109

เรื่องท่ี 8 การปฏิบัตติ ามหลกั สิทธมิ นุษยชน

การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน หมายถึง การที่รัฐและหนาท่ีของรัฐปฏิบัติและ
ใ ห ค ว า ม รั บ ร อ ง คุ ม ค ร อ ง ด า น สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น อั น เ ป น สิ ท ธิ พื้ น ฐ า น ต า ม รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ห ง
ราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 แกป ระชาชน

บทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนญู พ.ศ. 2550 ที่เกีย่ วขอ งกับสทิ ธิมนษุ ยชนทีส่ าํ คญั มีดังน้ี
1. สทิ ธิสว นบุคคล ไดแก

1.1 สิทธิและเสรีภาพในชวี ิตและรางกาย
1.2 เสรีภาพในการเคหะสถาน
1.3 เสรีภาพในการเดนิ ทางและเลอื กถ่ินท่อี ยู
1.4 เสรภี าพในการสื่อสาร
1.5 เสรภี าพในการนับถอื ศาสนา
1.6 หามเกณฑแรงงาน ยกเวน เพ่ือประโยชนในการปอ งกันภัยพิบัติสาธารณะ
หรอื ประกาศใชกฎหมายอัยการศึก
1.7 เสรใี นการในการประกอบอาชีพ
1.8 สิทธิไดร บั หลักประกันความปลอดภัยในการทํางาน
1.9 สทิ ธิในทรัพยสิน
1.10 สิทธิการเวนคืนอสังหาริมทรพั ย
1.11 สิทธิในการรบั การศึกษา
1.12 เสรีภาพทางวชิ าการ
1.13 สทิ ธใิ นการเสนอเร่ืองราวรองทกุ ข
2. สิทธิในกระบวนการยุตธิ รรม ไดแก
2.1 สทิ ธโิ ทษทางอาญา บคุ คลผถู กู กลาวหาตองสนั นิษฐานวา ไมมีความผิด
จนกวา จะมคี ําพพิ ากษาอันถึงท่สี ดุ
2.2 สิทธขิ องผเู สียหาย ตองไดรับการสอบสวนอยา งถูกตอ ง รวดเร็ว เปน ธรรมและ
ไดร ับความชว ยเหลือจากรัฐ
2.3 สิทธเิ ดก็ เยาวชน สตรี ผูสงู อายุ และผพู กิ าร ยอ มมสี ิทธิไดร ับการปฏบิ ตั ิ
ตอ อยา งเหมาะสม

110

3. สทิ ธทิ างการเมอื งการปกครองและสาธารณะ ไดแก
3.1 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
3.2 สิทธิสื่อสาธารณะ
3.3 สิทธใิ นการฟอ งรองหนว ยงานรัฐ
3.4 เสรีภาพในการชุมชน
3.5 เสรภี าพในการจัดตั้งพรรคการเมอื ง
3.6 สทิ ธิในการตอ ตา นโดยสันติวธิ ี

4. สิทธิในความเสมอภาค และการสงเสริมของรฐั
4.1 สทิ ธบิ รกิ ารทางสาธารณสขุ
4.2 สทิ ธขิ องเด็กและเยาวชน
4.3 สทิ ธิในการไดรับความคมุ ครองจากรฐั
4.4 สทิ ธิของผสู ูงอายุ ผพู กิ าร ผยู ากไร

5. สิทธิในการรวมกลุมและในชมุ ชน
5.1 สิทธขิ องผบู รโิ ภค
5.2 เสรีภาพในการรวมกันเปนสมาคม
5.3 สิทธิชุมชนในการฟนฟจู ารีตประเพณี ภมู ปิ ญญา ศลิ ปวัฒนธรรมของ

ทอ งถิ่น

111

เรอ่ื งท่ี 9 หลกั การสาํ คญั ของประชาธปิ ไตย หลกั ความเสมอภาค หลักนิตริ ัฐและ
นิตธิ รรม หลกั เหตผุ ล หลกั การประนปี ระนอมและหลักการยอมรบั ความคดิ เห็น
ตาง เพอื่ การอยรู วมกนั อยางสนั ติ สามคั คี ปรองดอง สมานฉนั ท หลกั การสําคญั
ของประชาธิปไตย

หลกั การของประชาธปิ ไตยแตกตา งกนั ไปตามการ ทศั นะของนักวิชาการแตละทาน
ในท่ีนข้ี อกําหนดหลักการของประชาธปิ ไตยเฉพาะท่สี าํ คญั ๆ ดังนี้

1. หลกั อํานาจอธปิ ไตยของปวงชน (popular sovereignty) ดังท่กี ลา วมาแลว
วาประชาธิปไตยหมายถึงระบอบการปกครองท่ีถือมติปวงชนเปนใหญการถือเสียงขางมากเปน
ใหญ เพราะประชาธิปไตยตั้งอยูบนหลักปรัชญามนุษยนิยมท่ีเชื่อวามนุษย มีคุณคา มีศักด์ิศรี
มคี ุณภาพ สามารถท่จี ะปกครองกันเองได ไมควรที่จะใหอํานาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ
ไปอยูที่คนเดียว หรือกลุมคนสวนนอยกลุมเดียว หากแตควรที่จะใหประชาชนทุกคนมีสวนใน
การกาํ หนดความเปน ไปของสังคมและประเทศชาติรว มกัน คงเปนไปไมไดที่จะใหทุกคนมีความ
คิดเห็นเหมือนกันหมดทุกคน หากกลุมหนึ่งมีความคิดเห็นอยางหนึ่ง แตอีกกลุมหนึ่งมีความ
คิดเห็นอีกอยางหน่ึง บางครั้งการกําหนด ความเปนไปของสังคมและประเทศชาติจําเปนตอง
เลือกทจ่ี ะปฏิบัติ อยา งใดอยางหนึ่งเทา นน้ั ดังนั้นสังคมและประเทศที่เปนประชาธิปไตยจึงตอง
ใหสมาชิกทุกคนในสังคมลงมติเพ่ือใหทราบความคิดเห็นของคนสวนใหญและนํามาใชเปน
แนวทางในการกําหนดความเปน ไปของสังคมและประเทศชาติ

อยา งไรก็ดสี มาชกิ ในสังคมประชาธปิ ไตยจําเปนตอ งเขา ใจวา ฝา ยทีเ่ ปน เสียงขางมาก
ไมควรใชความเปนเสยี งขางมากละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพ้ืนฐานของฝายเสียงขางนอย ดังท่ี
เรียกวา “ปกครองโดยเสียงขางมากและเคารพสิทธิของเสียงขางนอย(majority rule and
minority rights)” เชน ฝา ยเสียงขางมากไมพึงใชมตเิ พอ่ื จดั สรรงบประมาณใหแกพ้นื ท่ีของพวก
ตนโดยไมคํานงึ ถงึ ความจําเปนของคนสว นนอยท่ีไดร ับความเดือดรอนและเม่ือตองปกครองดวย
เสียงขางมากตองยอมรับวาเสยี งขางมากอาจ จะบอกไดถงึ ความคดิ เห็นหรือความตอ งการของ
คนสวนใหญในสังคมเทาน้ัน แตอาจจะไมสามารถตัดสินความจริงและความถูกตองได ดังเชน
เมอื่ ประมาณหา รอ ยปก อ น คนเกือบทง้ั โลกนบั พันลา นคนเชื่อวาโลกเปนศูนยกลางของจักรวาล
มีเพียงนิโคลัส โคเปอรนิคัส และกาลิเลโอ กาลิเลอีเทานั้นท่ีบอกวาดวงอาทิตยเปนศูนยกลาง
ของจักรวาล แมเสียงขางมากจะลงมติใหโลกเปนศูนยกลางของจักรวาล แตความจริงก็หาได
เปนไปตามเสียงขางมากดว ย แลวอะไรที่จะทําใหเสียงขางมากเปนเสียงขางมากแหงความจริง

112

และความถูกตองก็คือการศึกษานั่นเอง ดังนั้น ประชาธิปไตยจะสําเร็จผลดวยดีน้ันจําเปนตอง
พัฒนาคุณภาพประชาชนอยา งมปี ระสิทธภิ าพดวย

2. หลักความเสมอภาค (equality) ประชาชนในระบอบเผด็จการยอมมีความ
เสมอภาคในความเปน มนษุ ยนอ ยกวา ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เชน สิทธิทางการเมือง
การปกครอง สิทธิเลือกต้ัง สิทธิในฐานะมนุษยหรือท่ีเรียกวาสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค
ในฐานะที่เปน มนุษย ความเสมอภาคในโอกาสทางการศกึ ษาการเมอื ง เศรษฐกิจ สังคม

อยางไรก็ดี มิไดหมายความวาประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะตองมีความ
เสมอภาค

เสมอภาคกนั ทุกเรื่องทั้งหมด ความเสมอภาคน้ีหมายถึงความเสมอภาคกันในฐานะ
มนุษย แตป ระชาชน ในระบอบประชาธปิ ไตยอาจมีบทบาท หนา ที่ทีแ่ ตกตางกันได เชน ครูยอม
มคี วามเสมอภาคกับนกั เรยี น ในฐานะท่เี ปนมนุษย และในฐานะท่ีเปนพลเมือง แตการที่ครูเปน
ผูทําหนาท่สี อน มอบหมายภารกิจการเรียน วัดและประเมินผลผูเรียน และนักเรียนเปนผูเรียน
รับมอบภารกิจการเรียน รบั การวัดและประเมนิ ผลจากครูนั้น มิไดหมายความวาครูกับนักเรียน
ไมเ สมอภาคกัน

กลาวคือ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตองยึดหลักการประสานกลมกลืน
(harmony) คือการกาวไปดวยกัน ทํางาน และพัฒนาไปพรอมกัน ดวยสํานึกความเปนอันหนึ่งอัน
เดียวกนั ของสังคมไมใ ชจําใจตอ งประนปี ระนอม ยอมลดราวาศอกใหกัน อันอาจเปนความจําเปนตอง
อยูรว มกนั ทไี่ มย ่ังยนื

3. หลักนิติธรรม (rule of law) ประชาธิปไตยจะเขมแข็งและมีสันติสุขได
ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยจะตองยดึ หลักนิติธรรมอันหมายถึงหลักการเคารพกฎหมาย
ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะเคารพกฎหมายเปนอยางดี กฎหมายน้ันตองเปนธรรม
เทยี่ งตรง และแนนอน ไมเ ปล่ยี นไปเปล่ียนมาตามอําเภอใจ จึงตองเปนกฎหมายท่ีบังคับใชเพื่อ
ประโยชนส ุขของประชาชนทุกคนเอง เชน กฎจราจร กฎหมายอาญา หากประชาชนไมเคารพ
กฎหมายสงั คมก็จะเกดิ ความสบั สนวนุ วายได

ทั้งนี้หมายรวมถึงระบบศาลและราชทัณฑดวย เพื่อท่ีประชาชนจะไดไมใชวิธีแก
แคน ลงโทษกันเองประชาชนในระบอบประชาธิปไตยพึงเห็นความสําคัญ เห็นคุณคา
เห็นประโยชนของการปฏิบตั ิตามกฎหมายไมใ ชจ ําใจปฏิบัติตามกฎหมายเพราะถูกบังคับที่คอย
แตจ ะฝาฝน เมอ่ื มีโอกาส

113

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมุข (constitutional
monarchy)

ประเทศทป่ี กครองดว ยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
หมายถึง ประเทศท่ีพระมหากษัตริยมีเพียงพระราชอํานาจในฐานะที่ทรงเปนประมุขเทาน้ัน
สวนอํานาจ นิติบัญญัติและอํานาจบริหารน้ันเปนของประชาชนท่ีเลือกและมอบอํานาจให
ตัวแทนใชอํานาจแทน แตตองใชอํานาจในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยเพ่ือใหเปนท่ี
ยอมรับ เนือ่ งจากยังมปี ระชาชนจํานวนมากที่คุนเคยและเห็นความสําคัญของการดํารงอยูของ
สถาบันพระมหากษัตริย การบัญญัติกฎหมาย การออกคําสั่ง การบริหารราชการในนามของ
ประชาชนดว ยกันเอง อาจไมไดรับการยอมรับเทาท่ีควร หรืออาจขาดเอกภาพในการปกครอง
ประเทศได

วัฒ น ธรรมและ วิถีชีวิต แบบ ป ระ ชาธิป ไต ยแบงต ามค ารวธรรม ปญญ าธรรม
และสามคั คธี รรม

การที่ประเทศจะเปนประชาธิปไตยไดน้ันจะมีแตเพียงรูปแบบและโครงสราง
การเมือง การปกครองเทานั้นไมไดแตประชาชนในประเทศนั้นจะตองมีวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต
แบบประชาธปิ ไตยดว ย กลาวคือประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะตองมีวัฒนธรรมและวิถี
ชวี ิตทส่ี อดคลอ งกบั ระบอบประชาธปิ ไตย ดังนี้

1. คารวธรรม คือ เหน็ คุณคาและเคารพศักด์ิศรีความเปนมนุษยและสิทธิมนุษยชน
ใชส ทิ ธิโดยไมล ะท้ิงหนาที่ ใชเสรภี าพอยางรับผิดชอบ ซ่อื สตั ยส จุ ริตและมีความโปรงใส ยึดหลัก
ความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

2. สามคั คีธรรม คอื มีจติ สาํ นึกรวมหมแู ละทาํ งานเปนหมูคณะยึดหลักภราดรภาพ
ใชหลักสันติวิธี ยึดหลักเสียงขางมากและเคารพสิทธิของเสียงขางนอย เห็นความสําคัญใน
ประโยชนของสวนรวม มีจิตสาธารณะ (public mindedness) และการมีจิตอาสา
(volunteerism) การมีสวนชวยในการพัฒนาครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม และ
ประเทศชาติอยางยัง่ ยนื

3. ปญญาธรรม คือ ยึดหลักเหตุผล ความจริง และความถูกตอง รูทันขอมูล
ขาวสารและรูทันส่ือสารมวลชน ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการเมือง
มีความกลาหาญทางจริยธรรม กลาที่จะยืนหยัดในส่ิงที่ถูกตอง มีทักษะการคิดอยางมี
วจิ ารณญาณ การใชเ หตผุ ล การตง้ั คําถาม การวิจัย การคนควา การรวบรวมขอมูล การโตแยง

114

ทักษะการสื่อสารในระบอบประชาธิปไตย ไดแก การฟง การอาน การคนควา การจับ
ใจความ การสรุปความ การยอความ การขยายความ การตีความ การแปลความ การพูด
การเขยี น การโตว าที การอภปิ ราย การวจิ ารณ การกลา แสดงออก การแสดงความคิดเห็น และ
การรบั ฟง ความคิดเห็นของผูอื่น พัฒนาความรู ความคิด จิตใจ พฤติกรรมและการทํางานของ
ตนเองอยูเสมอ มีสวนรวมทางการเมืองอยางสรางสรรค มีความรูพ้ืนฐานทางการเมือง
(political literacy)

คา นิยมพนื้ ฐานในการอยูร วมกันอยางสมานฉนั ท 12 ประการ
1. มคี วามรักชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย เปน คุณลกั ษณะท่แี สดงถึงรักความเปน

ชาติไทย เปนพลเมืองดีของชาติ มีความสามัคคี เห็นคุณคา ภูมิใจ เชิดชูความเปนไทย ปฏิบัติ
ตนตามหลักศาสนาท่ตี นนับถือ และแสดงความจงรกั ภกั ดตี อสถาบนั พระมหากษตั ริย

2. ซ่อื สัตย เสียสละ อดทน เปน คณุ ลกั ษณะที่แสดงถึงการยึดม่นั ในความถูกตอ ง
ประพฤติตรงตามความเปนจริงตอ ตนเองและผูอื่น ละความเหน็ แกตัว รจู ักแบง ปน ชว ยเหลอื
สังคมและบุคคลทค่ี วรใหรจู กั ควบคุมตนเองเมือ่ ประสบกบั ความยากลาํ บากและส่งิ ที่กอใหเ กิด
ความเสยี หาย

3. กตัญตู อ พอแม ผปู กครอง ครบู าอาจารย เปน คุณลักษณะที่แสดงออก ถึงการ
รูจักบุญคุณ ปฏิบัติตามคําส่ังสอน แสดงความรัก ความเคารพ ความเอาใจใส รักษาชื่อเสียง
และตอบแทนบุญคณุ ของพอ แม ผปู กครอง และครูบาอาจารย

4. ใฝหาความรู หมน่ั ศึกษาเลา เรียนทงั้ ทางตรงและทางออ ม เปน คณุ ลักษณะที่
แสดงออกถึงความต้ังใจ เพียรพยายามในการศกึ ษาเลา เรยี น แสวงหาความรู ท้ังทางตรงและ
ทางออ ม

5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม เปนการปฏิบัติสืบทอดอนุรักษ
วัฒนธรรม และประเพณีไทยอันดงี ามดวยความภาคภมู ใิ จเหน็ คณุ คาความสาํ คญั

6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย หวังดีตอผูอื่น เผ่ือแผและแบงปน เปนความ
ประพฤติ ท่ีควรละเวน และความประพฤตทิ ี่ควรปฏบิ ตั ติ าม

7. เขาใจเรียนรูการเปนประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
ท่ีถูกตอง คือ มีความรู ความเขาใจ ประพฤติปฏิบัติตนตามสิทธิและหนาที่ของตนเอง เคารพ
สิทธิและหนาท่ีของผูอ่ืน ใชเสรีภาพดวยความรับผิดชอบภายใตขอบเขตของกฎหมาย ตาม
ระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข

115

8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผูนอยรูจักการเคารพผูใหญ เปนคุณลักษณะ
ทแี่ สดงออก ถึงการปฏิบัติตามขอตกลง กฎเกณฑ ระเบียบ ขอบังคับ และกฎหมาย มีความ
เคารพและนอบนอ ม ตอ ผูใหญ

9. มีสติรูตัว รูคิด รูทํา รูปฏิบัติ ตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยูห ัวเปนการประพฤติปฏิบตั ติ นอยา งมสี ตริ ูตัว รูคิด รูทํา อยางรอบคอบถูกตอง เหมาะสม
และนอมนําพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูห วั ฯ มาปฏิบตั ใิ นชวี ติ ประจําวัน

10. รูจักดํารงตนอยูโดยใชหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดํารัส
ของพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั รูจักอดออมไวใชเม่ือยามจําเปน มีไวพอกินพอใช ถาเหลือก็
แจกจาย จําหนาย และขยายกิจการเมื่อมีความพรอม สามารถดําเนินชีวิตอยางพอประมาณ
มีเหตุผล มีภูมิคุมกันในตัวท่ีดี มีความรู มีคุณธรรม และปรับตัวเพ่ืออยูในสังคมไดอยางมี
ความสขุ

11. มคี วามเขมแข็งทง้ั รางกายและจิตใจ ไมย อมแพตอ อํานาจฝา ยต่าํ หรอื กเิ ลส
มีความละอายเกรงกลวั ตอ บาปตามหลกั ของศาสนา เปน การปฏบิ ัตติ นใหม ีรา งกายสมบรู ณ
แขง็ แรงปราศจากโรคภยั และมีจติ ใจท่เี ขม แขง็ ไมก ระทําความชั่วใดๆ ยดึ มนั่ ในการทาํ ความดี
ตามหลักของศาสนา

12. คํานึงถึงผลประโยชนของสว นรวมและตอชาติมากกวา ผลประโยชนของตนเอง
ใหความรว มมอื ในกิจกรรมที่เปนประโยชนตอสว นรวม และประเทศชาติ เสยี สละประโยชนสวน
ตนเพือ่ รกั ษาประโยชนของสวนรวม

116

เร่อื งที่ 10 การมีสวนรว มของประชาชนในการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ

การทจุ ริตคอรรัปชนั นับเปนมะเรง็ รา ยในสังคมไทยท่ีกําลังกัดกินประเทศของเราให
สึกกรอนลงไปเรื่อยๆ ความจริงที่นากลัวก็คือ ในการจัดอันดับความโปรงใสของนานาชาติ
ประจําป 2549 จากทั้งหมด 163 ประเทศ ไทยอยูอันดับท่ี 63 (จากคะแนนเต็ม 10 เราได 3.6
คะแนน) และถานับเฉพาะในแถบเอเชียดวยกันประเทศไทยถูกจัดใหเปนประเทศที่มีความ
โปรง ใสอยูในอนั ดบั ทา ยๆโดยมีสิงคโปรเปนประเทศท่ีมีความโปรงใสมากท่ีสุดดวยคะแนน 9.4
คะแนน สว นประเทศท่ีมคี ะแนนต่าํ สุดในเอเซียคือ พมา (1.9 คะแนน) ท่ีเลวรายยิ่งกวาน้ันก็คือ
ตลอดเวลา 12 ปที่ผานมา(ต้ังแต พ.ศ 2538–2550) ประเทศไทยไดคะแนนเฉลี่ยเพียง 3.3
คะแนน พ.ศ.2548 ดีข้ึนได 3.8 คะแนน แต พ.ศ 2549 ลดลงเหลือ 3.6 คะแนน จากตัวเลขท่ี
ไดจากขอมูลการสํารวจดังกลาวชี้ใหเห็นวาประเทศไทยยังคงไมสามารถแกปญหาการทุจริต
คอรัปชนั่ ไดเลย

การทุจรติ หมายถงึ การโกง คดโกง ฉอโกง (พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ สถาน พ.ศ.
2542 หนา 534) คําท่ีมีความหมายเดียวกับการทุจริต ไดแก การฉอราษฎร การบังหลวง
คอรรปั ชนั

การทจุ รติ คอรร ัปชันในความรสู ึกของคนท่ัวไปคือมะเรง็ รา ยบอนทาํ ลายชาติ ในทาง
กฎหมายการทุจริตคอรัปชั่นนับเปนอาชญากรรมรายแรง ตลอดเวลาท่ีผานมาได มีความ
พยายามทจ่ี ะใชกลไกของรฐั ในรูปแบบตางๆเพือ่ ขจัดส่ิงเลวรา ยดงั กลาวไมวาในรูปแบบของการ
ออกกฎหมาย ระเบียบ ขอกําหนด ขอบงั คับ จรรยาบรรณหรอื ในรูปแบบอื่นๆ การสรางองคกร
ตางๆขึ้นมาปราบปรามไมวาจะอยูภายใตการกํากับดูแลของฝายราชการประจํา หรือฝาย
การเมืองหรือแมการแตกําหนดใหอยใู นรูปแบบขององคกรอสิ ระ กต็ าม จะเห็นไดวามาจนถึงทุก
วันนี้ความมุงหมายในการที่จะปองกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ยังไมเปนผล
เทาทคี่ วรในขณะท่ีการทุจริตประพฤติมิชอบนั้นได มีพัฒนาการทั้งวิธีการ เทคนิค รูปแบบไป
มากมายและกอใหเ กดิ ความเสยี หายแกป ระโยชนของชาติแตละคร้ังนับเปนจํานวนเงินมากมาย
มหาศาล กลไกของระบบราชการท่ีจะขจัดสิ่งเลวรายดังกลาวแมจะมีมาก แตส่ิงหนึ่งท่ีตอง
ยอมรับก็คือ สังคมไทยเปนสังคมอุปถัมภ ท้ังระบบราชการไทยเปนระบบบังคับบัญชาจาก
ผูบงั คับบัญชาสูงสุดลดหล่ันกันลงมาจนถึงลางสุด ผูบังคับบัญชามีอิทธิพลสูงตอการใหความดี
ความชอบแกผูนอยอีกทั้งทัศนคติเดิมๆ ที่เจาหนาที่ของรัฐมักทําตัวเหมือนขุนนางเกาถือเอา
ตําแหนง หนาที่หาประโยชนใสตน เมอ่ื ตา งก็คดิ เชนนก้ี เ็ ลยไมมีใครตรวจสอบใคร ขาราชการชั้น

117

ผูน อ ยเห็นอะไรตอ งเงยี บไวเพราะเกรงจะไมปลอดภัย สทู าํ เปน ไมรูไมเห็นจะปลอดภัยกวาทั้งยัง
ไดรับความดีความชอบเสียดวยซ้ําไป ดีไมดีก็ทําตามกันไปเสียเลย ซ่ึงแมหากจับไดไลทัน
กระบวนการลงโทษก็ไมเขมแข็งพอเพราะจะอยใู นลักษณะลูบหนาปะจมกู เสียเปนสวนใหญ

แนวคิดการปองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยบทบาทของ
ภาคประชาชน (ป.ป.ช.ภาคประชาชน) จึงเปนอีกชองทางหนึ่งท่ีจะรักษาผลประโยชนของชาติ
โดยอาศัยการมีสวนรวมของประชาชนภายใตพื้นฐานความเขาใจวาคนไทยทุกคนตองมีสวน
รับผิดชอบดูแลอนาคตและความอยูรอดของชาติไทยของเรา ในการที่ประชาชนจะเขามามี
บทบาทในการตรวจสอบความโปรงใสของภาครัฐ ในฐานะ ป.ป.ช.ภาคประชาชนน้ันจึงตองมี
หลักการทํางาน ดังนี้

1. ตองมีความมงุ ม่ันตัง้ ใจท่ีจะอาสาเขามาทํางานเพือ่ ประโยชนข องบานเมอื ง
จริงๆ น่ันคือตองมีความเปนผูมีจิตอาสา มีความเสียสละ อดทน กลาหาญ มีความซื่อสัตย
สจุ ริต มคี วามโปรง ใสไมใ ชอ าํ นาจหนาที่เพื่อการแสวงหาประโยชนสวนตนหรือประโยชนใหแก
พรรคพวก นั่นหมายความวาเราตองมีภูมิคุมกันใหกับตัวเองโดยการดําเนินชีวิตแบบปรัชญา
พอเพียงของพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัว

2. ตอ งติดอาวธุ ทางปญ ญาใหกับตัวเองตลอดเวลา นั่นคือตองมีความรูที่เก่ียวของ
กับอํานาจหนาท่ีของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน และตองแสวงหาความรูใหเทาทันเทคนิคกลโกง
การทุจริตคอรัปชั่นดวยวิธีการตางๆเพ่ือเปนหลักในการทํางานใหถูกตองและเปนท่ีนาเช่ือถือ
ของสงั คม

3. ตองสรางการมีสวนรวมของประชาชนในรูปแบบตางๆ ไมวาจะเปนการการ
สรางเครือขายภาคประชาชนดวยกันเอง การติดอาวุธทางปญญาใหกับประชาชนโดยการให
ความรหู รือการเสนอแนะชอ งทางในการตรวจสอบความโปรงใสของการทาํ งานของภาครัฐ การ
สรางทัศนคติทถ่ี กู ตอ ง และการชีใ้ หเ ห็นอนั ตรายของการทจุ ริตคอรปั ชั่น

4. การเฝาระวังพื้นท่ีท่ีเห็นวาสุมเสี่ยงตอการแสวงหาผลประโยชน การสราง
เครือขา ยอาสาสมคั รแจงขอ มลู ขาวสารที่ไมชอบมาพากลตางๆเพ่ือรักษาผลประโยชนของชาติ
ไดทนั การ

5. ดําเนินกิจกรรมตางๆ เพ่ือรณรงคตอตานการทุจริตอยางตอเน่ืองในชุมชน
หมบู านตําบล และในทุกภาคสวนของสังคมโดยเฉพาะอยางยิ่งในสถานศึกษาทุกระดับเพ่ือให
เยาวชนไดต ระหนักถึงภยั รายของการทจุ ริตคอรปั ชน่ั

118

6. สงเสรมิ ใหประชาชนไดเ ขาไปมีบทบาทในการปองกันการทุจริตการเลือกต้ังทุก
ระดบั ไมว า ในระดับชาติหรือในระดบั ทอ งถิ่นเพอื่ การคดั กรองคนดี มคี วามรูความสามารถ
มีคุณธรรมเขา มาบริหารประเทศ ปองกนั คนไมด ไี มใ หเ ขามาแสวงหาประโยชนโดยมิชอบดังพระ
ราชดาํ รสั ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวท่ีใหสงเสริมคนดีใหคนดีไดปกครองบานเมืองและ
ควบคุมคนไมดีไมใ หมอี าํ นาจไมใ หก อความเดอื ดรอนวุนวายได

7. สง เสริมใหประชาชนไดเขา ไปมีบทบาทในการปองกันการทจุ ริตการบรหิ ารงาน
ขององคกรปกครองสวนทอ งถ่ินซ่ึงเปนการปกครองที่ใกลตัวของพีน่ องประชาชนมากที่สุดโดย
การสงเสริมใหป ระชาชนไดมีโอกาสเขา รวมประชมุ กําหนดนโยบายการบรกิ ารสาธารณะให
เปนไปตามความตองการของประชาชน ใหประชาชนไดเขา รว มตรวจสอบความโปรง ใสของการ
จัดซ้อื จดั จาง ใหประชาชนประเมินการทํางานขององคก รปกครองทองถ่ินของตน เปนตน

8. จัดใหมีการแลกเปลี่ยนและรับฟงความคิดเห็นและรับฟงขอเสนอแนะของ
สาธารณะชนเพื่อนํามาแกไขปรับปรงุ การทาํ งานของ ป.ป.ช. ภาคประชาชน ใหมีประสิทธิภาพมาก
ยง่ิ ข้นึ

9. จดั ใหม ีกจิ กรรมเผยแพรช ่อื เสยี งเกียรตคิ ุณยกยองใหก าํ ลงั ใจและชวยกันรณรงค
ปกปอ งคนท่ที าํ ความดี มคี วามซ่ือสตั ยสุจรติ มคี ณุ ธรรมเพอื่ ใหเ ปนตัวอยางทด่ี ีของสงั คม

10. หามาตรการรองรับการทํางานและคุมครองความปลอดภัยใหแก ป. ป. ช.
ภาคประชาชนและเครือขา ย

11. ใหม ีการประชาสมั พันธผลงานของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน อยางตอเนื่องเพื่อให
ประชาชน ไดท ราบและรณรงคใหประชาชนเขารวมกนั เปน เครอื ขายปอ งกันและปราบปราม
การทจุ รติ ประพฤตมิ ชิ อบ กับ ป.ป.ช. ภาคประชาชน กันอยา งกวางขวาง ซึ่งจะยังประโยชนใน
การปลกุ จติ สาํ นกึ ใหประชาชนดวยกันเอง ไดรวมกันรักษาผลประโยชนข องชาติ

119

กิจกรรมทา ยบทที่ 2

2.1 จงตอบคําถามตอไปน้ี

1. รัฐธรรมนญู หมายความวา อยา งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

2. สทิ ธมิ นษุ ยชนหมายถงึ
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

3. พลเมอื งดตี ามวถี ีชีวิตประชาธิปไตยควรมีแนวทางการปฏบิ ตั ิอยางไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

120

4. กฎหมายระหวางประเทศ หมายถงึ
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

5. สิทธมิ นุษยชน หมายความวาอยางไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………

2.2 จงเขยี นเคร่อื งหมาย x ทบั ตวั อกั ษร หนาขอท่ีถูกตองท่ีสุด
1. ขอใดจับคูองคก รและการใชอ ํานาจหนาทข่ี ององคก รผดิ จากที่บัญญตั ิไวต ามรัฐธรรมนู

ก. ค.ต.ง : ตรวจสอบบญั ชีและการเงินของหนวยงานตา งๆของรฐั
ข. ศาลปกครอง : วินิจฉัยอนั มาจากการกระทาํ หรอื ละเวน การกระทําการของ

หนวยงานราชการ
ค. ก.ก.ต. : ถอดถอนผดู าํ รงตาํ แหนงระดบั สงู
ง. ผตู รวจการแผนดิน : พิจารณาและสอบสวนหาขอ เท็จจริงตามคาํ รอ งเรยี น

ของประชาชน
2. ประเทศไทยมีการใช รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศกั ราช 2475 เมื่อใด

ก. 17 มิถนุ ายน 2475
ข. 27 มถิ ุนายน 2475
ค. 10 ธนั วาคม 2475
ง. 27 ธันวาคม 2475

121

3. ขอ ใดกลา วไมถ ูกตอ งเกย่ี วกับรฐั ธรรมนญู

ก. 14 หมวด 303 มาตรา

ข. 14 หมวด 309 มาตรา

ค. 15 หมวด 303 มาตรา

ง. 15 หมวด 309 มาตรา

4. รัฐธรรมนูญฉบับพุทธศกั ราช 2550 เปนรฐั ธรรมนูญฉบบั ทเ่ี ทา ได

ก. ฉบบั ที่ 16

ข. ฉบบั ท่ี 17

ค. ฉบับที่ 18

ง. ฉบับท่ี 19

5. ขอ ใดกลาวไมถ กู ตอง เกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญ

ก. เปนกฎหมายท่จี ดั ระเบยี บการปกครองของบานเมือง

ข. เปนกฎหมายสูงสดุ ของประเทศในประเทศประชาธิปไตย

ค. รัฐธรรมนญู ในประเทศประชาธิปไตยเปนผูน าํ ประเทศ

ง. รฐั ธรรมนูญเปน หลักสาํ คญั สูงสดุ ในการปกครองของผนู าํ ประเทศ

6. มาตรา 1 ของรัฐธรรมนญู บญั ญัตไิ วเ กี่ยวกับเรอื่ งใด

ก. ประมขุ ของรัฐ

ข. ความเปนรฐั เดย่ี วของราชอาณาจกั รไทย

ค. ศักดศ์ิ รีความเปนมนุษยแ ละความคุมครอง

ง. สิทธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย

7. องคกรใดมีอํานาจหนาทใ่ี นการวินิฉัยขอขัดแยงทางกฎหมายวา ขดั ตอรฐั ธรรมนูญหรอื ไม

ก. ศาลรฐั ธรรมนญู ข. ศาลปกครอง

ค. ป.ป.ช. ง. ก.ก.ต.

8. กฎหมายทขี่ ดั หรือแยงกบั รัฐธรรมนูญ มผี ลเปน อยางไร

ก. ยังคงใชไ มไ ด

ข. ใชบงั คับมิได

ค. ใชห รอื ไมก ไ็ ด

ง. ใชไ ดเพียงบา งสวน

122

9. ตามรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 1 ระบุวา ประเทศไทย
เปนราชอาณาจักร
ก. ท่มี พี ระมหากษตั ริยเปน ประมุข
ข. ท่มี ีการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
ค. อันหน่งึ อันเดียวจะแบง แยกมิได
ง. อนั หน่งึ อันเดียว จะแบง แยกมไิ ด อํานาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย

10. การกระทาํ ขอ ใด ไมข ัดตอบทบญั ญัตแิ หงรฐั ธรรมนญู ทีว่ า บคุ คลยอมมสี ิทธิและเสรีภาพใน
ชีวิตและรา งกาย
ก. พนกั งานสอบสวนใชไ ฟสอ งหนา และใชเ วลาสอบสวนผูตองหาตดิ ตอกนั ถึง
8 ชั่วโมง
ข. ประหารชีวิตนกั โทษตามกฎหมาย
ค. ตาํ รวจซอ มผูร า ยปากแขง็ เพือ่ ใหร ับสารภาพ
ง. จาํ คกุ ตลอดชีวติ

11. สทิ ธมิ นษุ ยชน คอื อะไร
ก. คือ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปนมนษุ ย
ข. คือ การมีสิทธิ เสรภี าพ มีหนาท่ี
ค. คือ การไดร บั คุมครองดวยกฎหมาย
ง. คอื การไดรบั การคมุ ครองจากสนธิสญั ญา

12. ส่งิ ทป่ี ระชาชนควรปฏิบัติควบคูไปกบั สิทธิและเสรีภาพ คอื ขอใด
ก. การประนปี ระนอม
ข. หนาท่ีความรับผดิ ชอบ
ค. บทบาท
ง. ความเสมอภาค

13. สทิ ธขิ อใดไมนา จะเปนสทิ ธิของพลเมืองไทย
ก. สิทธกิ ารไปออกเสียงเลอื กตงั้
ข. สทิ ธิการสมัครรับเลือกตงั้ สมาชิกสภาทุกระดบั
ค. สทิ ธิการผูกมติ รกับกลุมผูคา สินคา ชายแดนท่ีผิดกฎหมาย
ง. สิทธใิ นการอนรุ ักษภ ูมิปญ ญาพ้นื บา น และการรกั ษาคนไขดว ยสมุนไพร

123

14. ขอ ใดกลาวถูกตองเกีย่ วกับสิทธิมนุษยชน

ก. สทิ ธทิ ่ไี ดม าจากการประกอบอาชีพ

ข. สิทธทิ ่ีไดมาจากการปฏิบัติตนตามกฎหมาย

ค. สิทธทิ ่ีไดม าโดยการทาํ ความดี

ง. สทิ ธิมนุษยชนทกุ คนพึงไดร ับในฐานะทเ่ี กิดมาเปนมนษุ ย

15. คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาติอยใู นตาํ แหนงคราวละกีป่ 

ก. 4 ป ข. 5 ป

ค. 6 ป ง. 7 ป

16. ขอ ใดคอื การคมุ ครองปกปอ งผอู น่ื ตามหลักสิทธิมนุษยชน

ก. ไมค บคาใกลชดิ กับบคุ คลทีไ่ มน า ไวว างใจ

ข. ทํารา งกายใหแ ขง็ แรง รูจักเทคนคิ การปองกันตัว

ค. ไมออกจากบาน และไมเขาไปในสถานทท่ี ไี่ มปลอดภยั

ง. เผยแพรแนวความคดิ เก่ยี วกบั สทิ ธมิ นษุ ยชน

17. ขอใดคอื การคมุ ครองปกปอ งตนเองตามหลักสิทธิมนุษยชน

ก. เคารพในสทิ ธแิ ละเสรภี าพของผูอ ่นื

ข. ฝก ฝนการใชสติปญญาและเหตผุ ลตดั สนิ ใจเรื่องตา ง ๆ ดวยตนเอง

ค. กระตนุ ใหผ ทู ถ่ี ูกละเมิดสิทธิมนษุ ยชนลุกขน้ึ มาตอสูเรยี กรองความเปนธรรม

ง. การชวยกันเผยแพรแนวความคิดเกยี่ วกับสทิ ธิมนุษยชน

18. วิธีการทดี่ ีท่สี ดุ ในการคมุ ครองปกปอ งผอู ่นื ตามหลกั สทิ ธิมนษุ ยชนคือขอใด

ก. แนะนาํ และสงเสรมิ ใหเขารจู ักชวยตัวเอง

ข. เหน็ อกเหน็ ใจและมีเมตตากรุณาตอเพ่อื นมนุษยดวยกัน

ค. รวมมอื กนั กระจายขอ มูลความรู เกย่ี วกบั สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาค

ของประชาชน

ง. ไมลวงละเมดิ ลิดรอนหรือจาํ กัดสิทธแิ ละเสรีภาพของผอู ่ืน

124

19. หากพบการกระทาํ ที่ละเมดิ สทิ ธมิ นุษยชน ควรดาํ เนนิ การแจงเร่ืองดังกลา วตอ หนวยงานใด
ก. คณะกรรมการตรวจเงนิ แผนดนิ
ข. ศาลรัฐธรรมนญู
ค. ศาลปกครอง
ง. คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงชาติ

20. ขอใดเปนแนวทางในการแกปญ ญาการละเมิดสิทธมิ นษุ ยชนท่มี ผี ลย่ังยืนทีส่ ดุ
ก. เพิม่ โทษตอ ผูก ระทําละเมิดสทิ ธิมนุษยชน
ข. สรา งความเขา ใจและประชาสัมพนั ธแกประชาชนท่ัวไปใหทราบเร่ือง
สิทธมิ นษุ ยชน
ค. ปลูกฝง จติ สาํ นึกและรณรงคเร่อื งสิทธมิ นษุ ยชน รวมถงึ บรรจกุ ารเรยี นรเู รอ่ื ง
สิทธมิ นุษยชนไวใ นหลักสูตรการเรยี นการสอน
ง. ตง้ั หนวยงานดา นสิทธมิ นษุ ยชนและเพิม่ บุคคากรดา นสิทธิมนษุ ยชนใหมากขึ้น

125

เฉลยกิจกรรมทา ยบทที่ 1

1.1 จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี

1. ใหนักศกึ ษาบอกความหมายของศาสนามาพอสังเขป

แนวคาํ ตอบ

ศาสนาคือ คาํ สอนที่ศาสดานํามาเผยแผ ส่ังสอน แจกแจง แสดงใหมนุษยเวนจาก
ความช่ัว กระทําแตความดี ซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนน้ันดวยความเคารพเลื่อมใสและ
ศรัทธา

2. ใหนักศึกษาบอกวธิ ีแกไ ขความขดั แยง ทางศาสนาเพ่ือการอยรู วมกันมาพอเขา ใจ

แนวคาํ ตอบ

1. วิธียอมกัน คอื ทกุ คนลดทิฏฐมิ านะ หนั หนาเขาหากนั ใหเกียรติซง่ึ กันและกันไม
ดูถูกไมติฉินนินทาไมกลาววา รา ยปา ยสศี าสนาของกนั และกนั พบกนั ครงึ่ ทาง รูจักยอมแพ รูจัก
ยอมกัน หวังพ่ึงพาอาศัยซึ่งกันและกันถือวาทุกคนเปนเพ่ือนรวมโลกเดียวกันโดยมีผูประสาน
สมั พันธทท่ี กุ ฝา ยยอมรับนับถือ

2. วิธีผสมผสาน คอื ทุกฝายทกุ ศาสนาเปดเผยความจรงิ มกี ารแลกเปล่ียนทัศนคติ
ความคิดเห็นแลกเปล่ียนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา
ทาํ กิจกรรมในสงั คมรวมกัน เชน สรา งสระพานถนน ฯลฯ

3. วธิ ีหลกี เล่ยี ง คอื การแกป ญ หาลดความขัดแยง โดยวธิ ี ขอถอนตัว ขอถอยหนี
ไมเ อาเรอื่ ง ไมเ อาความ ไมไ ปกา วกา ยความคดิ ความเชอื่ ของผูนบั ถอื ศาสนาทไ่ี มต รงกบั ศาสนาที่
ตนนบั ถือ

126

4. วธิ กี ารประนปี ระนอม คอื การแกป ญหาโดยวิธีทําใหทั้งสองฝายยอมเสียสละบางส่ิง
บางอยา งลงมที งั้ การใหและการรบั ทุกฝายยอมเสียบางอยางและได บางอยางมีอํานาจพอๆ กัน
ตางคนตางก็ ไมเ สยี เปรยี บ

3. ใหน ักศึกษาบอกแนวทางการเจริญปญ ญาทีถ่ ูกตองพอเขา ใจ

แนวคําตอบ

ตองเจริญท่ีเหตุของการเกิดปญญา เหตุปจจัยของการเกิดปญญาหรือสัมมาทิฏฐิ
นั้นคือ พระธรรมคําสอนของพระพุทธเจาท่ีพระองคตรัสไวเปนทางสายเอก คือ การวิปสสนา
ภาวนา พิจารณาขันธ 5 และอินทรีย 5 ใหรูเห็นสิ่งทั้งปวงที่มากระทบสัมผัสตัวเราตามความ
เปนจรงิ ของโลก และชีวิตวา สิง่ ทัง้ ปวงไมเทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนัตตา

4. ใหนักศึกษาบอกความหมายของวัฒนธรรมพรอมยกตัวอยางวัฒนธรรมและประเพณีใน
ทองถิ่นของตนเองมาอยา งนอย 2 ขอ

แนวคําตอบ

วัฒนธรรม หมายถึง ทุกส่ิง ทุกอยางที่มนุษยสรางข้ึนมา นับตั้งแตภาษา
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา กฎหมาย ศลิ ปะ จรยิ ธรรม ตลอดจนวิทยาการและเทคโนโลยี
ตาง ๆ อาจกลาวไดวาวัฒนธรรมเปนเคร่ืองมือท่ีมนุษย คิดคนขึ้นมาเพื่อชวยใหมนุษยสามารถ
ดาํ รงอยูตอไปได เพราะการจะมชี วี ติ อยใู นโลกนี้ไดมนุษยจะตองรูจักใชประโยชนจากธรรมชาติ
และจะตองรจู ักควบคมุ ความประพฤตขิ องมนุษยดว ยกัน วัฒนธรรม คือคาํ ตอบที่มนุษยในสังคม
คดิ ขึน้ มาเพอื่ แกปญหาเหลา น้ี

ยกตวั อยางวฒั นธรรมและประเพณีในทองถนิ่ เชน วัฒนธรรมและประเพณใี นภาค
กลาง มีการใชเคร่ืองปนดินเผาตามชุมชนและหมูบานในชนบท การละเลนพ้ืนบานที่เปน
ลักษณะเดน ไดแก มงั คละราํ เตน เตนกาํ รําเคียว เพลงปรบไก เพลงลาํ ตัด เปนตน

127

5. ใหนกั ศึกษาอธิบายถึงคา นยิ มท่ีพงึ ประสงคของสงั คมไทยมาเปน ขอๆ

แนวคําตอบ

1. ความเออื้ เฟอ เผอื่ แผ คุณลกั ษณะเชนนไี้ ดร บั อทิ ธิพลมาจากคําสอนท่ีวามนุษย
เราไมวายากดีมีจนอยางไร ตางเปนเพื่อนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูใน สังสารวัฎ
ดวยกัน ความสํานึกวาตนเองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูปความ
เอ้ือเฟอ เผ่อื แผ ชวยเหลอื กันและกัน

2. การใหอภัย คือ การยกโทษใหคนท่ีทําผิด “การใหอภัย” มีความหมายวา
“ปลอยไป” เหมือนกับที่เจาหน้ียอมยกหนี้ใหคนที่เปนหนี้เขา เราใหอภัยคนอื่นเมื่อเราไมถือ
โทษและไมเรียกรองใหเขามาขอโทษหรือชดใช คัมภีรไบเบิลสอนวาความรักแบบไมเห็นแกตัว
เปนหัวใจสําคัญของการใหอ ภัยอยา งแทจรงิ เพราะความรัก “ไมจดจาํ เรอ่ื งท่ที าํ ใหเจบ็ ใจ”

3. การยม้ิ แยม แจม ใส คนไทยทุกคนคงทราบกันดีวาประเทศไทยของเรามีความ
ประทับใจในรอยยิ้มมาเปนเวลาชานานชาวตางชาติจึงไดใหประเทศไทยเปน สยามเมืองยิ้ม
หรอื ย้ิมสยาม เพราะเห็นวาคนไทยเปนคนย้ิมเกงย้ิมงายหลายครั้งท่ีส่ือภาษากันไมคอยเขาใจ
แตคนไทยก็จะยมิ้ ไวก อนเสมอทําใหอีกฝายรูสึกอบอุนใจวาจะไดรับ ความชวยเหลือดวยนํ้าใจ
ไมตรี ทีด่ อี ยา งแนนอน

4. การเคารพผอู าวุโส คานิยมขอ น้ีไดแ สดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคมไทย เชน
การมีกิริยา มารยาทสภุ าพออนนอ มตอผูอาวโุ สหรือผูใหญ การเคารพ ใหเกียรติ ผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่
สงั คมยกยองตามวาระตา งๆ

5. ความมีระเบียบวินัย หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑขอบังคับสําหรับควบคุม
ความประพฤติทางกายของคนในสังคมใหเรียบรอยดีงาม เปนแบบแผนอันหน่ึงอันเดียวกัน
จะไดอยูรวมกันดวยความสุขสบาย ไมกระทบกระทั่งซ่ึงกันและกัน ใหหางไกลจากความชั่ว
ทั้งหลาย การอยูรวมกันเปนหมูเหลา ถาขาดระเบียบวินัย ตางคนตางทําตามอําเภอใจ ความ

128

ขดั แยง และลกั ลนั่ กจ็ ะเกดิ ข้ึน ยิ่งมากคนก็มากเร่ือง ไมมีความสงบสุข การงานท่ีสําเร็จได ยอม
ตองอาศัยความมีวินัยของผูปฎิบัติเปนหลัก ความมีวินัยจึงเปนประเด็นสําคัญของคานิยมที่พึง
ประสงคของสังคมไทยและสงั คมโลก

1.2 จงเขียนเครือ่ งหมาย x ทบั ตัวอักษร หนาขอ ท่ถี ูกตอ งท่ีสุด

1. ข. 2. ค. 3. ง. 4. ก. 5. ค.
6 ข. 7. ง. 8. ข. 9. ง. 10. ง.
11. ก. 12. ก. 13. ค. 14. ข. 15. ข.
16. ง. 17. ก. 18. ค. 19. ก. 20. ค.

129

เฉลยกิจกรรมทา ยบทท่ี 2

2.1 จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี

1. รฐั ธรรมนญู หมายความวา อยา งไร

แนวคาํ ตอบ

รัฐธรรมนูญ (Constitution) หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถา
แปลตามความหมายของคํา จะหมายถึง การปกครองรัฐอยางถูกตองเปนธรรม (รัฐ + ธรรม +
มนญู ) ในความหมายอยางแคบ "รัฐธรรมนูญ" ตองมีลักษณะเปนลายลักษณอักษร และไมใชส่ิง
เดียวกับ กฎหมายรัฐธรรมนญู (Constitutional Law) เพราะ "กฎหมายรฐั ธรรมนญู "

มีความหมายกวางกวา และจะเปน รปู แบบลายลักษณอักษรหรือจารีตประเพณกี ไ็ ด

รัฐธรรมนูญในปจจุบันนั้น มีท้ังเปนลักษณะลายลักษณอักษร และลักษณะไมเปน
ลายลักษณอักษร โดยท่ลี ักษณะไมเ ปนลายลักษณอ กั ษร นอกจากจะใชห ลักของจารีต ประเพณี
การปกครองแลว กฎหมายทุกตัวท่ีเก่ียวของกับการปกครอง ยอมถือวาเปนสวนหน่ึงของ
รัฐธรรมนูญดว ย

2. สทิ ธมิ นุษยชนหมายถงึ

แนวคําตอบ

สิทธิข้ันพื้นฐานที่มนุษยเกิดมาพรอมกับความเทาเทียมกันในแงศักด์ิศรีความเปน
มนุษยและสทิ ธิ เพื่อดํารงชีวิตอยางมีศกั ดิ์ศรี โดยไมคํานึงถึงความแตกตางในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว
เพศ อายุ ภาษาศาสนา และสถานภาพทางกายและสุขภาพรวมทั้งความเชื่อทางการเมือง หรือ
ความเชื่ออื่นๆท่ีข้ึนกับพ้ืนฐานทางสังคม สิทธิมนุษยชนเปนสิ่งท่ีไมสามารถถายทอดหรือโอน
ใหแกผ ูอนื่ ได

130

3. พลเมอื งดตี ามวีถีชีวิตประชาธิปไตยควรมีแนวทางการปฏบิ ัติอยา งไร

แนวคําตอบ

1. ดา นสังคม การแสดงความคดิ อยางมเี หตผุ ล

2. ดานเศรษฐกจิ การประหยัดและอดออมในครอบครัว

3. ดา นการเมอื งการปกครอง การเคารพกฎหมาย

4. กฎหมายระหา งประเทศ หมายถงึ

แนวคําตอบ

กฎ กฎเกณฑ และขอตกลงท่ีเกิดขึ้นจากความตกลงหรือการแสดงเจตนา
เขาผกู พนั ของรฐั ต้งั แตส องรัฐข้ึนไปและมักใชเ ปน หลักในการพิพาทระหางประเทศ

5. สิทธมิ นษุ ยชนกับทหาร หมายความวาอยางไร

แนวคาํ ตอบ

ทหาร จาํ เปนตองไดรับความรูเก่ียวกับสิทธิมนุษยชน ท้ังนี้เปนผลสืบเน่ืองจากกรณี
เหตกุ ารณใชกําลงั เขา ระงบั การชุมนุมระหวา ง วนั ท่ี 17 - 20 พฤษภาคม 2535 ซ่งึ คณะรัฐมนตรี
ไดม มี ติเม่ือ 12 กันยายน 2535 รับทราบรายงานของคณะกรรมการกลั่นกรองรายงานผลการ
ตรวจสอบขอเท็จจริงของ เหตุการณดังกลาว และเห็นชอบตามขอสังเกตและความเห็นของ
คณะกรรมการ ฯ โดยมมี าตรการท่เี กยี่ วกบั กระทรวงกลาโหม คือ ขอ 3 รับไปดําเนินการบรรจุ
วิชาวาดวยสิทธิมนุษยชนพื้นฐานในการแสดงออกอยางเสรีใน หลักสูตรการศึกษาทุกแขนง
โดยเฉพาะการบรรจวุ ชิ าวาดว ยสิทธมิ นษุ ยชนพืน้ ฐานในหลกั สูตรวิชาทางทหาร ตํารวจ และนัก
ปกครองระดับตาง ๆ เพื่อใหตระหนักในคุณคาของสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติตนของ
เจาหนาท่ีของ รัฐ ฯลฯ

131

2.2 จงเขยี นเครอื่ งหมาย x ทบั ตวั อกั ษร หนาขอ ที่ถกู ตองท่สี ุด

1. ค 2. ค 3. ง 4. ค 5. ค
6. ก 7. ก 8. ข 9. ก 10. ข
11. ก 12. ข 13. ค 14. ง 15. ค
16. ง 17. ข 18. ก 19. ง 20. ค

132

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ (2540). ชุดการเรยี นการสอนเรอ่ื งสหประชาชาติ ระดบั
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพครุ ุสภาลาดพรา ว

กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน (2546) . ชดุ การเรียนทางไกล หมวดวิชาพฒั นาสงั คม
และชมุ ชน (เลม 2) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน . กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรสุ ภา
ลาดพรา ว

คณะอาจารย กศน. คูมือการเรยี นรูห ลกั สตู รใหมร ะดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย สาระ
การเรียนรู หมวดวชิ า พัฒนาสงั คมและชุมชน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ไผม ีเดยี
เซ็นเตอร จาํ กัด

จกั ราวธุ คาํ ทวี. สนั ต/ิ สามคั คี/ปรองดอง/คา นยิ ม 12 ประการ ของ คสช. : เนื้อหา
ชว ยสอนและจดั กจิ กรรม เพ่อื นครู, 2557. (เอกสารอดั สาเนา).

ทพิ วรรณ จันทรส วยและคณะ (2554). สาระการพฒั นาสังคม รายวิชา ศาสนาและ
หนาทพี่ ลเมอื ง(สค31002) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย หลกั สตู รการศกึ ษานอก

ระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศกั ราช 2551. นนทบรุ ี : สาํ นักพมิ พ ลอง ไลฟ เอด็
จาํ กัด.
เผดจ็ เอมวงศ และคณะ (2551). กฎหมายในประจาํ วัน : ตนเองครอบครวั ชุมชน

และประเทศชาติ ชวงชั้นท่ี 3 กลมุ สาระการเรยี นรู สังคมศึกษาศาสนาและ
วฒั นธรรม. กรุงเทพฯ : สาํ นักพิมพเ อมพันธ จาํ กัด
ยุรารัตน พันธยุ รุ า และคณะ (2552). สิทธิมนษุ ยชน หมวดวชิ าพัฒนาสงั คมและ
ชมุ ชน ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย หลกั สตู รการศกึ ษาระดบั พืน้ ฐาน
พุทธศกั ราช 2544 . กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พิมพเอมพนั ธ จํากัด
ราชกิจจานุเบกษา เลม ที่ 127 ตอนท่ี 69 ก. ประกาศวนั ที่ 12 พฤษจิกายน 2553.
พระราชบญั ญัตวิ ฒั นธรรมแหง ชาติ พทุ ธศกั ราช 2553.
วรทั ภพ มีชอบธรรม (2556). สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ า ศาสนาและหนา ที่
พลเมอื ง(สค31002) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบ
ระดบั การศกึ ษาข้ันพื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551. นนทบรุ ี : สํานกั พิมพป ยมิตร

133

มัลติมเี ดยี จาํ กดั .
วิไล ทรงโฉม (2548). ส่อื การเรยี นรู หมวดวชิ าพัฒนาสังคมและชมุ ชน ระดับ

มัธยมศกึ ษาตอนปลายการศกึ ษานอกโรงเรยี นตามหลกั สตู รการศกึ ษา
ระดบั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544 . กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทลามาจรัญพานชิ จาํ กัด

สถาบันการศกึ ษาทางไกล สํานักงาน กศน. (2548). ชุดการเรยี นทางไกล หมวดวิชา
พฒั นาสังคมและชุมชน(เลม 2) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพองคก ารรับสงสินคา และพสั ดภุ ัณฑ

สํานักงานสง เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั . หนังสอื เรยี น
สาระการพฒั นาสังคม รายวิชา ศาสนาและหนาทพี่ ลเมอื ง(สค31002)
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษา
ขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2557)

สาํ นกั งานคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหงชาต(ิ ป.ป.ช.). รวม
พลงั เดนิ หนา ฝา วกิ ฤตคอรรปั ชัน, เอกสารประชาสมั พนั ธ มปป.

สํานกั กฎหมาย สาํ นักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทจุ ริตแหงชาติ
(ป.ป.ช.). รวมกฎหมาย ระเบยี บ ประกาศ ท่เี กยี่ วขอ งกบั การปอ งกนั และ
ปราบปรามการทุจรติ , 2555.

______.โครงการเสริมสรางเครอื ขา ยประชาชนในการพทิ กั ษส าธารณสมบัต,ิ 2553.
(เอกสารอดั สาํ เนา)

______. “ยทุ ธศาสตรช าติวาดวยการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ ”.
สาํ นักงานคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง ชาติ

______.กรอบเนอื้ หาสาระ เรอ่ื ง การมีสว นรว มของประชาชนในการปองกันและ
ปราบปรามการทุจรติ , 2556. เอกสารอดั สาํ เนา

วิกิพเี ดีย สารานกุ รมเสร.ี องคก รตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย. (เวป็ ไซต) . เขาถึงได
จาก : https://th.wikipedia.org/wiki สืบคนเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม

2559.
วกิ ิพเี ดยี สารานุกรมเสร.ี องคก รอน่ื ตามรฐั ธรรมนญู (เว็ปไซต). เขาถงึ ไดจาก :

http://www.ago.go.th/function_2.php สบื คนเม่ือวันที่ 9 พฤษภาคม 2559.

134

วิกิพีเดยี สารานุกรมเสร.ี การปกครองสว นทอ งถนิ่ . (เว็ปไซต). เขาถงึ ไดจาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/ สืบคน เม่ือวนั ท่ี 9 พฤษภาคม 2559.

วกิ ิพเี ดยี สารานุกรมเสรี. กฎหมายแพง และพาณิชย. (เว็ปไซต) . เขาถงึ ไดจาก :
https://th.wikipedia.org/wiki สืบคนเม่อื วันท่ี 9 พฤษภาคม 2559.

วกิ ิพเี ดีย สารานกุ รมเสรี. บทบญั ญตั แิ หงประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยสํานกั งาน
คณะกรรมการ กฤษฎกี า. (เว็ปไซต) . เขา ถงึ ไดจ าก :
http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%BB03/%BB03-20-9999-
update.pdf สบื คน เมอ่ื วันท่ี 9 พฤษภาคม 2559.

135

คณะผูจดั ทาํ

ทปี่ รกึ ษา เลขาธิการ กศน.
นายสุรพงษ จําจด รองเลขาธกิ าร กศน.
นายประเสริฐ หอมดี ผูอํานวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกระบบ
นางตรีนุช สขุ สเุ ดช และการศกึ ษาตามอยั าศัย
ผูอาํ นวยการ สถาบนั กศน.ภาคกลาง
นายวิมล ชาญชนบท รองผอู าํ นวยการ สถาบัน กศน.ภาคกลาง
ด.ต.ชาติวุฒิ เพ็ชรนอ ย

ผสู รปุ เนอื้ หา ผอู ํานวยการ กศน.อําเภอสามโก
นางจิรชั ยา เฟอ งฟูรตั น ครู สถาบัน กศน.ภาคกลาง
นายบุญฤทธิ์ วริ ยิ านภุ าพพงศ ครู กศน.อําเภอสามโก
นางสาวรงุ แสง ชูวงษ ครู กศน.อําเภอสามโก
นางสาวปท มา พณิ พพิ ฒั นวรากลุ ครู สถาบัน กศน.ภาคกลาง
นายธนากร ไชยโพคา

ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ผอู าํ นวยการสํานักงาน กศน.จังหวดั ราชบุรี
นางสาวดารตั น กาญจนาภา ครู กศน.อาํ เภอโพธาราม
นายสนั ติ อิศรพันธุ ครู กศน.อาํ เภอปากทอ
นางฟาหมน รัตนฉายา ครู กศน.อําเภอดาํ เนินสะดวก
นางสาวจิตรา ถันอาบ ครู กศน.อําเภอเมอื งราชบุรี
นางสาวอัญชลี ภวู พาณชิ

ผพู ิมพต น ฉบบั ครู สถาบนั กศน.ภาคกลาง
นายธนากร ไชยโพคา

ผูออกแบบปก กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ
นายศุภโชค ศรีรัตนศลิ ป และการศึกษาตามอธั ยาศยั

136


Click to View FlipBook Version