The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รำลึกท่านอาจารย์พุทธทาส 116 ปี 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thammasapa.web, 2022-03-09 02:27:16

รำลึกท่านอาจารย์พุทธทาส

รำลึกท่านอาจารย์พุทธทาส 116 ปี 2565

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    41 

เขาลกู นเี้ รยี กวา่ “เขาพทุ ธทอง” พอทา่ นอาจารยม์ าอยตู่ รงนี้
ชาวบา้ นกเ็ รยี กวา่ วดั เขาพทุ ธทอง หรอื วดั เขาทอง จนกระทง่ั
ปัจจุบนั น้ี บางคนก็ยงั คงเรยี กอยู่ สว่ นทา่ นอาจารยท์ า่ นเรยี ก
ทใ่ี หม่นีว้ ่าโมกขพลารามหรอื สวนโมกข์ตามเดมิ
อยตู่ อ่ มาทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสตอ้ งการใหท้ ใ่ี หมน่ มี้ นั่ คง
จงึ ขอสรา้ งวดั และไดร้ บั อนญุ าต มชี อื่ วดั วา่ “วดั ธารนา้ํ ไหล”
โดยใชช้ อื่ ล�ำ หว้ ยทม่ี อี ยใู่ นวดั ทชี่ าวบา้ นแถวนเ้ี รยี กมาแตเ่ ดมิ วา่
“หว้ ยธารนา้ํ ไหล” มาเปน็ ชอ่ื ของวดั ตอ่ มาไดร้ บั วสิ งุ คามสมี า
ทำ�สังฆกรรมทางพระวินัยสงฆ์ได้ทุกอย่าง เขตสีมาอยู่บน
ยอดเขาพุทธทองในบรเิ วณ ๒ ไร่
ท่านอาจารย์พุทธทาสย้ายมาอยู่ที่นี้ ท่านเป็นผู้นำ�ใน
เรอื่ งต่าง ๆ ทุกอย่าง และได้อาศัยประชาชนเข้ามารว่ มมือ
กับท่าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศาลาโรงธรรม สร้างกุฏิท่ีพัก
ของพระ รวมถึงการทำ�ถนนหนทาง เพราะว่าตอนที่ท่านมา
อยู่แรก ๆ ต้องเดินมาตามหัวคันนาของชาวบ้าน สวนโมกข์
วัดธารนํ้าไหลอยหู่ ่างจากตลาดไชยา สถานรี ถไฟประมาณ
๔ กิโลเมตร มีความลำ�บากแก่ประชาชนที่จะมาที่วัด ท่าน
อาจารยพ์ ทุ ธทาสไดเ้ ปน็ ผนู้ ำ� รว่ มมอื กบั นายอำ�เภอไชยา และ

๑๑๖42 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกขุ   

ประชาชน รวมพระภิกษุสงฆ์ ช่วยกันทำ�ถนนสำ�เร็จ โดย
ชาวบา้ นบริจาคท่ดี ินให้สรา้ งเป็นถนน
ท่านอาจารย์พุทธทาสบางเวลาท่านออกไปบรรยาย
ในทตี่ ่าง ๆ เช่น ไปท่ีกรงุ เทพ ฯ บ้าง ไปท่อี ื่นบา้ ง เมอ่ื ท่าน
ไปที่อ่ืนก็มีพระท่ีท่านไว้ใจช่วยทำ�หน้าท่ีแทน มีพระรูปที่
ทุ่มเทเรี่ยวแรงช่วยเหลือท่านอาจารย์มากที่สุดก็คือ พระครู
สธุ นธรรมสาร เจา้ อาวาสวดั ชยาราม
ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาส ทา่ นเปน็ ผมู้ วี สิ ยั ทศั นก์ วา้ งไกล
ทา่ นมองเห็นวา่ ในอนาคตบรเิ วณนี้จะคบั ค่งั ด้วยผู้คน จะมี
ถนนหลวงผ่านหน้าวัด เพราะตอนที่ท่านมาเจอที่ตรงนี้ ท่ี
ตรงน้ีมันติดอยู่กับถนนยุทธศาสตร์ ที่ญ่ีปุ่นบังคับให้ทหาร
ตา่ งชาติ ทต่ี กเปน็ เชลยมาท�ำ การกอ่ สรา้ ง เรมิ่ กรยุ เปน็ เสน้ ทาง
ไว้แล้ว ทางยังไม่ทันสำ�เร็จ ญ่ีปุ่นแพ้สงครามเสียก่อน ทาง
เส้นน้มี ีขึน้ ต้ังแต่สงครามโลกคร้งั ที่ ๒
ทา่ นอาจารย์มองเหน็ วา่ ในอนาคต ถนนเสน้ นี้จะต้อง
สรา้ งขนึ้ เปน็ ถนนหลวงสายส�ำ คญั ทล่ี งไปปกั ษใ์ ต้ ประชาชน
จะคับคัง่ มากขึ้น จะสนใจมาสวนโมกขม์ ากขนึ้ ประกอบกับ

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    43 

อายสุ งั ขารของทา่ นจะนอ้ ยลง ทา่ นจงึ คดิ สรา้ งโรงมหรสพทาง
วญิ ญาณขน้ึ เผอ่ื วา่ แมท้ า่ นไมม่ ชี วี ติ แลว้ แตป่ ระชาชนเขา้ มา
ทนี่ ี่ กพ็ อจะมโี อกาสไดเ้ รยี นรธู้ รรมะโดยใชร้ ปู ภาพตา่ ง ๆ เปน็
ส่อื เป็นอุปกรณ์ เปน็ เครือ่ งมือใหค้ นเข้าใจธรรมะได้

ท่านจึงรวบรวมภาพตา่ ง ๆ ท่ีสอนธรรมะต้งั แต่ระดับ
ต่ํา ศีลธรรม ถึงระดับสูง ปรมัตถธรรม เขียนเอาไวท้ ีฝ่ าผนัง
ด้านในโรงมหรสพทางวิญญาณมากมาย ส่วนด้านนอกติด
ภาพปูนป้ัน เรื่องพุทธประวัติก่อนมีพระพุทธรูป ครบอย่าง
สมบรู ณต์ ง้ั แตป่ ระสตู ิ ตรสั รู้ แสดงธรรมจกั ร ปรนิ พิ พาน และ
แจกพระสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา้

๑๑๖44 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกขุ   

ส่วนบริเวณวัดในเนื้อที่ ๓๐๐ กว่าไร่ ท่านอาจารย์
ให้คนตัดทางเดินเป็นสาย ๆ ทวั่ บริเวณวัดแล้วสรา้ งกฏุ พิ ระ
รวมแล้ว ๗๐ กว่าหลัง เป็นกุฏิหลังเล็ก ๆ สำ�หรับพระอยู่
รูปเดียว ไม่มีห้องน้ําภายใน สร้างส้วมสำ�หรับใช้รวม ๆ อยู่
เป็นจุด ๆ มีท่ีอาบน้ํารวมอยู่ใกล้ ๆ ห้องนํ้า สวนโมกข์วัด
ธารนํ้าไหล ไม่มีโรงอุโบสถ มีแต่เขตวิสุงคามสีมาบนเขา
พทุ ธทอง เปน็ ทท่ี �ำ สงั ฆกรรมตา่ ง ๆ ตามพระวนิ ยั เชน่ ประชมุ
ฟังพระปาฏิโมกข์ และการบรรพชาอุปสมบทแก่ผู้มีศรัทธา
เป็นตน้
สว่ นพืน้ ราบบางจุด ท่านใหท้ �ำ เป็นลานหินโคง้ ใกล้ ๆ
กบั โรงมหรสพทางวญิ ญาณ และอยใู่ กลก้ ฏุ ทิ า่ นอาจารย์ ทา่ น
ใชเ้ ปน็ ทปี่ ระชมุ ฟงั เทศนฟ์ งั ธรรมในวนั ส�ำ คญั เชน่ วนั มาฆบชู า
วสิ าขบชู า วนั อาสาฬหบชู า ท�ำ เปน็ หนิ โคง้ ใชเ้ ปน็ ทพี่ ระสงฆ์
นงั่ ส�ำ หรบั ตกั บาตรสาธติ แบบครงั้ พทุ ธกาล วา่ เขาเลย้ี งพระ
จำ�นวนมาก ๆ ทำ�กันอย่างไร จัดข้ึนในวันเสาร์ตอนเช้าเป็น
ประจำ�ตลอดปี เว้นเฉพาะหน้าฝนเป็นเวลา ๓ เดือน

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    45 

ตอนบ่ายท่านจะบรรยายธรรมท่ีน่ี แบ่งเป็นภาค
มาฆบูชา ๓ เดือน วิสาขบูชา ๓ เดือน อาสาฬหบูชา ๓
เดอื น หยดุ เฉพาะฤดูฝน ๓ เดือน ทำ�ให้เกิดหนังสอื เลม่ ใหญ่
ข้นึ หลายเล่ม จากการบรรยายของท่านท่ีนี่
บางเวลามคี ณะบุคคลต่าง ๆ เช่น นักเรยี น นักศกึ ษา
ข้าราชการ และผู้สูงอายุมาศึกษาธรรมะที่สวนโมกข์ ท่าน
อาจารย์ก็ใช้ที่นี่ เป็นท่ีประชุมฟังการบรรยายในพรรษา วัน
รับตายาย ส่งตายาย มีประชาชนมากันมากนับพันคน ท่าน
ก็ใชล้ านหินโคง้ เป็นท่ีท�ำ บญุ ฟงั เทศน์ฟงั ธรรม

๑๑๖46 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ในพรรษาตรงกบั วันข้นึ ๑๓ คํ่า เดอื น ๑๐ มพี ระจาก
วัดต่าง ๆ มาแสดงคารวะท่านอาจารย์ ไม่น้อยกว่า ๑๐๐–
๒๐๐ รปู ซง่ึ ทา่ นอาจารยเ์ รยี กวนั นว้ี า่ “วนั เยย่ี มสวนโมกข”์
ก็ประชุมกนั ที่ลานหนิ โคง้ น้ี
มวี นั ส�ำ คญั อกี วนั หนงึ่ คอื ท�ำ บญุ วนั เกดิ ของทา่ นอาจารย์
ตรงกับวันท่ี ๒๗ พฤษภาคม วันนี้ท่านอาจารย์อดอาหาร
หนัก ๑ วัน ฉันเฉพาะนํ้าหรือน้ําปานะ มีคนมาร่วมทำ�บุญ
วนั เกดิ ของทา่ นเปน็ จ�ำ นวนมาก ทา่ นเรยี กวา่ “ท�ำ บญุ ลอ้ อาย”ุ
ท่านชักชวนคนที่มาร่วมงานให้อดอาหาร ๑ วัน เป็นการให้
ของขวัญแก่ท่าน ท่านเองบรรยายธรรมให้ประชาชนที่มา
ร่วมฟัง ๓ ครง้ั คร้งั ละไมน่ อ้ ยกว่า ๒ ชัว่ โมง คอื เวลา ๐๙.๐๐
น. ๑๕.๐๐ น. และ ๒๑.๐๐ น. กลางคืนก็ใช้ลานหินโค้งน้ี
แมก้ ารท�ำ วตั รเชา้ ท�ำ วตั รเยน็ ของพระเณรทสี่ วนโมกขก์ ใ็ ชก้ นั
ท่ีนี่ เว้นแต่ฝนตก ต้องเปลี่ยนไปใช้ท่ีอ่ืน แต่ปีหนึ่ง ๆ เพียง
ไมก่ ่ีครง้ั ที่ต้องไปท่ีอน่ื
สรปุ แลว้ ลานหนิ โคง้ ทท่ี า่ นอาจารยอ์ อกแบบลงทนุ นอ้ ย
ไดป้ ระโยชนม์ าก เดยี๋ วนมี้ วี ดั ตา่ ง ๆ จ�ำ ลองแบบลานหนิ โคง้
ทสี่ วนโมกขไ์ ปท�ำ ทว่ี ดั ของทา่ นขน้ึ หลายวดั นอกจากลานหนิ โคง้

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    47 

แล้ว ท่านยังให้ทำ�สนามหญ้าไว้เป็นท่ีประชุมจุคนจำ�นวน
มาก ๆ ได้ เชน่ ทหี่ นา้ โรงมหรสพทางวญิ ญาณ ใชเ้ ปน็ ทป่ี ระชมุ
ตักบาตรปีใหม่ ตักบาตรวันออกพรรษา ท่ีเรียกว่าตักบาตร
เทโวโรหณะ และสนามหญ้าหนา้ ศาลาโรงธรรม เปน็ ต้น
ทสี่ วนโมกข์ วดั ธารนาํ้ ไหล สมยั แรก ๆ ทที่ า่ นอาจารย์
มาอยู่ ทา่ นรบั เฉพาะพระทจ่ี บนกั ธรรมเอกและพระมหาเปรยี ญ
เทา่ นน้ั เขา้ มาอยเู่ พอื่ ศกึ ษาปฏบิ ตั ทิ างดา้ นจติ ใจ สมาธภิ าวนา
แต่ต่อ ๆ มา ท่านอาจารย์ก็ผ่อนผัน รับข้าราชการลาบวช
ท่ีเรียกว่า “พระราชภัฏ” เพ่ิมข้ึน รวมพระที่สมัครมาช่วย
ทำ�งาน จึงมพี ระมาอยจู่ �ำ พรรษาถงึ ๘๐ รปู ๙๐ รูป ถงึ ๑๐๐
รูปในบางปี
และยังมีญาติโยมอุบาสิกา อยากมาอยู่ปฏิบัติธรรมท่ี
สวนโมกขว์ ดั ธารนา้ํ ไหลดว้ ย ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสกแ็ บง่ เขต
สร้างบ้านอุบาสิกาข้ึนหลายหลัง เรียกว่าเขตอุบาสิกา มีร้ัว
ลวดหนามล้อม พระสงฆ์ไม่จำ�เป็นไม่เข้าไปในเขตอุบาสิกา
เว้นแต่มีเหตุจำ�เป็น จะเข้าไปต้องมีเพ่ือนไปด้วย โดยเฉพาะ
ในยามวกิ าลย่งิ กวดขันมาก

๑๑๖48 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกขุ   

ปกตทิ สี่ วนโมกขว์ ดั ธารนาํ้ ไหล มไี ฟฟา้ ใช้ แตเ่ ปดิ -ปดิ
เป็นเวลา เรม่ิ ๑๘.๐๐ น. เปดิ ปิด ๒๒.๐๐ น. ๐๔.๐๐ น.
เปิด ๐๖.๐๐ น. ปิด แต่ในเขตอุบาสิกา เปิดไฟตลอดคืน
กลางวันปดิ
สวนโมกข์วัดธารน้ําไหล เมื่อมีคนมาพักมากข้ึน ทั้ง
คนไทยและชาวต่างประเทศ จำ�เป็นต้องมีท่ีรับรองคน ท่าน
อาจารยจ์ งึ ใหส้ รา้ งเรอื นพกั หญงิ เรอื นพกั ชาย เรอื นพกั ชาว
ตา่ งประเทศ ขึ้นในวดั รับคนไดค้ รงั้ ละ ๒๐๐ คน เปน็ อย่าง
นอ้ ย นอกจากทพี่ กั แลว้ จ�ำ เปน็ ตอ้ งมโี รงครวั โรงฉนั ของพระ
และโรงอาหาร ทา่ นอาจารย์จึงใหส้ รา้ งขน้ึ ในวดั เพื่อสะดวก
แก่พระสงฆ์ และคนทีม่ าอยใู่ นวดั

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    49 

ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสทา่ นมชี วี ติ เพอื่ งาน “ทา่ นท�ำ งาน
สนกุ เปน็ สขุ เมอ่ื ท�ำ งาน ท�ำ งานทกุ ชนดิ ดว้ ยจติ วา่ ง” วนั หนง่ึ
ทา่ นเคยท�ำ งานถงึ ๑๘ ชว่ั โมง ผลงานของทา่ นจงึ มมี าก โดย
เฉพาะงานหนงั สอื เกยี่ วกบั ความรทู้ างธรรมะ ทที่ า่ นสอนแลว้
พิมพ์ขึ้นมา ท้ังเล่มเล็กและเล่มใหญ่ เฉพาะเล่มใหญ่ปกดำ�
ชุดธรรมโฆษณ์ เกือบ ๑๐๐ เลม่
ทา่ นอาจารย์ทำ�อะไรท�ำ จรงิ เชน่ เคยอบรมพระทีจ่ ะ
ไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศที่มาจากมหาจุฬาฯ
และมหามกุฎฯ ที่ค่ายลูกเสือธรรมบุตร เป็นเวลาประมาณ
๑๐ วนั ทา่ นนำ�พระเหลา่ น้ีนอนกลางแจง้ บนผ้าพลาสตกิ ใช้
ท่อนไม้เป็นหมอน กลางวันใช้ร่มไม้ ท่านอยู่กับพระสงฆ์
เหล่านี้ตลอดเวลาที่ทำ�การอบรม แม้ไปบิณฑบาต ท่านก็นำ�
พระเหล่านีไ้ ปด้วยกัน โดยชาวบ้านท่ศี รัทธา ไดม้ ารวมตวั กนั
ใส่บาตรได้อาหารแล้วก็นำ�ไปฉันกันในบาตร ไม่ใช้ช้อน ฉัน
ด้วยมือตามท่ีเหมาะสม อบรมแล้วมีหลายรูปที่ไปทำ�งาน
เผยแผ่ในต่างประเทศได้ผลดี เช่น พระมหาวนิ ฝ่ายธรรมยุต
ทไ่ี ปเผยแพรใ่ นประเทศอนิ โดนเี ซยี ท�ำ ใหค้ นอนิ โดนเี ซยี หนั มา
สนใจพุทธศาสนาเป็นจำ�นวนล้าน ที่ศรัทธาบวชเป็นพระก็มี
หลาย ๆ รปู

๑๑๖50 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ท่านอาจารย์พุทธทาสในวันพระปาฏิโมกข์ ๑๕ คํ่า
ข้างขึ้น ข้างแรม เมื่อพระลงมาปาฏิโมกข์เสร็จแล้ว ก็ลงมา
รว่ มประชมุ กบั พระทห่ี นา้ โรงมหรสพทางวญิ ญาณ ทา่ นอาจารย์
จะอบรมพระ โดยบรรยายธรรมะลกึ ๆ ใหพ้ ระฟงั ทา่ นเรยี ก
วา่ “ธรรมปาฏโิ มกข”์ หลายสบิ ครง้ั จงึ เกดิ เปน็ หนงั สอื ธรรม
ปาฏโิ มกข์ ข้นึ มา ซงึ่ หนงั สอื เลม่ น้ีมคี า่ ควรแกก่ ารศกึ ษาเปน็
อยา่ งยิ่ง
ท่านอาจารย์พุทธทาสจัดสวนโมกข์ วัดธารน้ําไหล
ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาเรียนรู้ ท่ีเก่ียวกับธรรมะใน
หลาย ๆ ดา้ น เช่น ยกทดี่ นิ บางสว่ นของสวนโมกข์ และซอื้ ท่ี
ของชาวบา้ นบางสว่ นเพ่ิมเติม รวมกันแลว้ ๓๐ กวา่ ไร่ ให้ใช้
เปน็ คา่ ยลกู เสอื ประจ�ำ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี เมอื่ ทางราชการ
สรา้ งเสรจ็ แลว้ กเ็ ปดิ ใหล้ กู เสอื มาอบรม และนมิ นตท์ า่ นอาจารย์
ช่วยอบรมลูกเสือหลายครั้ง จนเกิดหนังสือค่ายธรรมบุตร
ขึน้ มา

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    51 

ในส่วนอื่น ๆ ของวัด ท่านอาจารย์ก็ปรับปรุงให้เป็น
ทศ่ี กึ ษาทางธรรมเช่น สร้างสระน้าํ นาฬเิ กร์ ซง่ึ มีต้นมะพรา้ ว
บนเกาะกลางสระ เพราะทา่ นเหน็ ว่า บทกลอ่ มลกู ของชาว
ปักษ์ใต้ ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช
มบี ทเพลงกลอ่ มลกู ทส่ี อนศลี ธรรมมากมาย และมคี วามหมาย
ลึกซงึ้ ถึงขัน้ โลกตุ ระ พระนิพพาน กม็ ีอยู่หลายบท เชน่ บท
มะม่วงหิมพานต์ บทมะพร้าวนาฬิเกร์ และบทเพลงอื่น ๆ
เปน็ ตน้ แตท่ า่ นเหน็ วา่ บทเพลงกลอ่ มลกู เรอ่ื งมะพรา้ วนาฬเิ กร์
น่าสนใจที่สดุ ทา่ นจงึ ใหน้ ายสุจิต พนั ธมุ นาวนิ ซง่ึ มาพกั อยทู่ ี่
สวนโมกข์ มาช่วยงานท่านอาจารย์ ใช้รถแทรกเตอร์ขุดเป็น
สระรอบ ๆ ต้นมะพรา้ วซ่ึงมอี ยู่กอ่ นแล้ว เป็นท่ีศกึ ษาธรรมะ
จากสระนา้ํ ทท่ี �ำ ขนึ้ มา ทา่ นเรยี กวา่ สระนาฬเิ กร์ จากบทเพลง
กล่อมลูกท่แี มก่ ลอ่ มให้ลกู นอน ดงั มีเนอ้ื เพลงวา่
ครือน้องเอย ครอื มะพรา้ วนาฬิเกร์
ตน้ เดียวโนเน กลางทะเลขี้ผ้งึ
ฝนตกไมต่ อ้ ง ฟา้ รอ้ งก็ไม่ถงึ
กลางทะเลข้ีผง้ึ ถงึ ได้แตผ่ ู้พน้ บุญเอย ฯ

ความหมายมีว่าทะเลขี้ผ้ึง คือวัฏฏสงสาร มะพร้าว
นาฬเิ กร์ คอื พระนพิ พาน วฏั ฏสงสารกบั พระนพิ พานอยใู่ น
ทเี่ ดยี วกนั จะถงึ นพิ พานไดต้ อ้ งอยเู่ หนอื บาปเหนอื บญุ ขนั้ แรก
คือไม่ทำ�บาปก่อนแล้วทำ�บุญให้เพิ่มขึ้น ขั้นสุดท้ายต้องไม่
ยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในบญุ เรยี กวา่ เหนอื บญุ จงึ จะถงึ พระนพิ พานได้
ทะเลขี้ผ้ึง เม่ืออากาศเย็นก็แข็งตัว เมื่ออากาศร้อนก็
ละลาย เปลยี่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา เหมอื นอารมณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ
ในจติ ใจคน เด๋ยี วยินดี เด๋ียวยินร้าย พอใจ ไมพ่ อใจ เหมอื น
ทะเลข้ผี ึ้ง เปน็ วัฏฏสงสาร
สว่ นมะพร้าวนาฬเิ กร์ ฝนตกกไ็ ม่แตะต้อง ฟ้าจะรอ้ ง
เสียงก็มาไม่ถึง หมายถึงจิตใจของผู้เข้าถึงพระนิพพาน คือ

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    53 

ความดับทุกข์ เหนือความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่ยินดี
ยินร้าย เพราะไม่ยึดม่ันถือม่ันว่าอะไรเป็นตัวตน ไม่ยึดมั่น
แมใ้ นบญุ ถา้ ใครอบรมจติ ใหไ้ ดอ้ ยา่ งน้ี กจ็ ะถงึ พระนพิ พานได้
นอกจากสระนาฬิเกร์แล้ว ก็ยังมีอุทยานขาวท่ีท่าน
อาจารยใ์ หค้ นท�ำ ขน้ึ มา ปลกู แตด่ อกไมส้ ขี าวไวใ้ นทน่ี ี้ เพอื่ คน
ทเี่ ขา้ มาชมไดม้ คี วามรสู้ กึ วา่ ควรท�ำ จติ ใหข้ าวเหมอื นดอกไม้
อุทยานน้ี อยู่ริมหว้ ยธารน้ําไหลตอนบน ๆ เดีย๋ วนี้อยู่ตรงแอง่
นา้ํ ทีท่ �ำ ข้ึนใหม่ และให้ขดุ สระทม่ี ลี กั ษณะคลา้ ยเลข 8 ฝร่งั
อยู่ใกล้ ๆ กับค่ายลูกเสือ ท่านคงต้องการให้คนที่มาเห็นได้
นึกถงึ อริยมรรคมีองค์แปดประการ คอื
๑. สัมมาทฏิ ฐิ – ความเหน็ ชอบ
๒. สมั มาสังกปั โป – ความด�ำ รชิ อบ
๓. สมั มาวาจา – การพูดจาชอบ
๔. สมั มากมั มันโต – การทำ�การทำ�งานชอบ
๕. สมั มาอาชโี ว – การเลี้ยงชีวิตชอบ
๖. สมั มาวายาโม – ความพากเพียรชอบ
๗. สัมมาสติ – ความระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ – ความตัง้ ใจม่ันชอบ

๑๑๖54 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

อริยมรรคมีองค์แปดประการนี้ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
เปน็ ทางสายกลาง ทนี่ �ำ ชวี ติ พน้ จากความทกุ ข์ ทา่ นจงึ สรา้ ง
สระเลข 8 เปน็ อนสุ รณ์
ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสทา่ นท�ำ อะไร กเ็ พอื่ เปน็ ประโยชน์
แก่สังคม โดยเฉพาะการแสดงธรรม บรรยายธรรมของท่าน
ซึ่งพยายามทำ�เต็มท่ี ซ่ึงท่านถือว่าการสงเคราะห์ช่วยเหลือ
ประชาชนทางธรรม เป็นการสงเคราะห์ท่ีสำ�คัญท่ีสุด ดัง
พุทธภาษิตว่า “การใหธ้ รรมะเปน็ ทาน ชนะการใหท้ งั้ ปวง”
แตอ่ ย่างไรกด็ ี การสงเคราะหต์ ามธรรมดา ทา่ นก็ไมไ่ ด้
ละเลย ตัวอย่างเช่น สร้างโรงเรียนประถมในวัดธารน้ําไหล
ใหเ้ ดก็ ๆ ไดม้ าเรยี นทนี่ ี่ ซงึ่ เดยี๋ วนเ้ี ดก็ นกั เรยี นกย็ งั คงเรยี นอยู่
ท่านเคยเปิดกุฏสิ งฆ์อาพาธ ใหค้ นเข้ามารกั ษา รับยา
จากที่นี่ โดยมีผู้บริจาคเงินซื้อยาช่วยประชาชน มีหมอและ
พยาบาลจากโรงพยาบาลไชยา มารักษาในตอนบ่ายวันศุกร์
ซ่ึงทำ�อยู่นานเป็นเวลาหลายปี บางวันมีคนมารับบริการถึง
๕๐–๖๐ คน ได้เลิกไป เมื่อเกิดศาลาอนามัยขึ้นในหมู่บ้าน
ปากดา่ น ซึ่งอยู่ไมไ่ กลจากวดั

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    55 

ตอ่ มาเมอ่ื ทา่ นสรา้ งสวนโมกข์ วดั ธารนาํ้ ไหลเรยี บรอ้ ย
แลว้ ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสกเ็ รมิ่ คดิ สรา้ งสวนโมกขน์ านาชาติ
สร้างอาศรมธรรมทูต และอาศรมธรรมมาตาในขั้นสุดท้าย
การที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้มาเห็นที่ดินซึ่งเป็น
สวนโมกข์วดั ธารนํ้าไหลปัจจบุ นั เม่ือ ๗๐ ปกี วา่ มาแลว้ ตอน
ที่บริเวณน้ียังเป็นป่าดง ยังมีเสือและสัตว์อื่น ๆ เช่น กวาง
อีเก้ง หมูป่า ลิง ค่าง อาศัยอยู่มาก ประชาชนแถวน้ี มีอยู่
ไม่ก่ีครอบครัว พอท่านอาจารย์เข้ามาอยู่ บริเวณนี้ก็เร่ิม
เปลีย่ นแปลงไปในทางเจรญิ มปี ระชาชนเข้ามาอาศยั มากขึน้
มาสร้างสวน สร้างบ้านเรือนมากข้ึน กลายเป็นหมู่บ้านที่ได้
พฒั นาให้ทดั เทียมกบั หมู่บา้ นอ่นื ๆ ที่เจรญิ แล้ว
แตก่ อ่ นนหี้ มบู่ า้ นปากดา่ น คนลา้ หลงั กวา่ หมบู่ า้ นอน่ื
มาก ในเร่อื งท�ำ ความสะอาดบา้ นเรือน เรือ่ งอาหารการกิน
ขบั ถา่ ยกนั ตามธรรมชาติ ในปา่ ในสวน ในนา พอทา่ นอาจารย์
เข้ามาอยู่ที่นี่ ทำ�ให้คนในหมู่บ้านน้ีพัฒนาในด้านต่าง ๆ
ทัดเทียมกับท่ีอื่นทุกด้าน เร่ืองส่งลูกเข้าเรียนในระดับท่ีสูง
ขึ้นไป เรื่องความเป็นอยู่ และหน้าที่การงาน ก็ไม่แพ้ท่ีอื่น
คนในหมู่บ้านน้ี ได้สัมผัสเรียนรู้จากคนที่มาสวนโมกข์วัด

๑๑๖56 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ธารน้าํ ไหล ปีหน่ึง ๆ นบั หม่นื นับแสนคน คนแถวนี้ไดพ้ บปะ
คนจำ�นวนมาก ทง้ั คนไทยและชาวตา่ งประเทศ กวา่ หลาย ๆ
หมบู่ ้าน หลายต�ำ บล ในอำ�เภอไชยา และแม้แต่ท่อี ืน่
สวนโมกข์วัดธารนํ้าไหลมีบริเวณกว้าง ท่ีดินของวัด
๓๐๐ กวา่ ไร่ และมปี า่ เปน็ ของปา่ ไมอ้ กี ประมาณ ๔๐๐ กวา่ ไร่
รวมแลว้ ทบี่ รเิ วณนที้ ยี่ งั เปน็ ปา่ ประมาณ ๗๐๐ – ๘๐๐ ไร่ จงึ
ท�ำ ใหบ้ รเิ วณสวนโมกขว์ ดั ธารน้าํ ไหล อากาศดี อากาศเย็น
กว่าที่หลาย ๆ แห่งในหน้าร้อน การมีป่าทำ�ให้มีนก มีสัตว์
อยอู่ าศัย มเี รไร จักจ่นั สง่ เสยี งหริง่ ร้องชวนใหจ้ ิตเพลดิ เพลิน
ไพเราะวังเวง ท่ีสำ�คัญท่ีสุด การมีป่าไม้ทำ�ให้มีน้ําใต้ดิน
อดุ มสมบรู ณ์ มนี า้ํ บนดนิ เปน็ ล�ำ หว้ ยเลก็ ๆ มนี าํ้ ไหลตลอดปี
เดยี๋ วนม้ี ชี มุ ชนรอบ ๆ สวนโมกขว์ ดั ธารนา้ํ ไหลมากขนึ้
ตอ้ งอาศยั บอ่ บาดาล เจาะทอ่ี น่ื ไดน้ า้ํ ไมค่ อ่ ยดี นา้ํ แดงเปน็ สนมิ
แต่บ่อบาดาลที่เจาะภายในวัดหรือบริเวณใกล้วัด นํ้ากลับดี
ปจั จุบันนํา้ บาดาลในบริเวณนีไ้ ด้น้ําที่เจาะบริเวณสวนโมกข์
วดั ธารนา้ํ ไหลนเ่ี อง ท�ำ เปน็ นาํ้ ประปาใชท้ ว่ั ทงั้ หมบู่ า้ นไมน่ อ้ ย
กว่า ๒๐๐ ครวั เรือน

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    57 

ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสเคยพดู วา่ ทไ่ี หนตอ้ งการพฒั นา
หมบู่ า้ น ที่น้นั ควรมวี ดั เขา้ ไปอย่กู ่อน...
ข้าพเจ้าสรุปความเห็นของข้าพเจ้าในตอนน้ีว่า ท่าน
อาจารยพ์ ทุ ธทาสไดเ้ จรญิ กา้ วหนา้ ในชวี ติ การงาน เปน็ ประโยชน์
กวา้ งไกลไปทัว่ ประเทศและทั่วโลก เป็นเพราะท่านอาจารย์
ได้เกิดในครอบครัวท่ีดีมีสัมมาทิฏฐิ โดยเฉพาะโยมแม่ของ
ท่านสำ�คัญท่ีสุด ได้สอนให้อาจารย์ให้เป็นคนขยัน ประหยัด
รอบคอบ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณมาต้ังแต่เล็ก
แต่นอ้ ย
ถัดมาท่านอาจารย์ได้ครูอาจารย์ท่ีดีต้ังแต่ท่านยังอยู่
ในเยาวว์ ยั เพราะโยมพอ่ โยมแมส่ ง่ ทา่ นไปอยใู่ นวดั ถงึ ๒–๓ ปี
ได้เรียนรู้ส่ิงดี ๆ จากอาจารย์เจ้าอาวาส และพระสงฆ์ที่อยู่
ในวดั ท่านอาจารยไ์ ด้ฝกึ หัดอบรมบม่ นสิ ยั ในทางท่ีถูกทช่ี อบ
ทา่ นจงึ พดู ใหค้ นฟงั บอ่ ย ๆ วา่ ทา่ นไดด้ เี พราะทา่ นไดอ้ ยใู่ นวดั
เรยี นในวดั เมอื่ ตอนเด็กๆอายุราว ๘–๑๑ ปี
ตอ่ มาเม่อื ทา่ นบวชเป็นพระแล้ว กไ็ ดพ้ ระอาจารย์ทดี่ ี
คอยเปน็ กลั ยาณมติ รหลาย ๆ รูป เช่นพระครสู ธุ นธรรมสาร

๑๑๖58 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกขุ   

เจ้าอาวาสวัดชยาราม พระอุดมธรรมปรีชา อดีตเจ้าคณะ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระสำ�คัญที่สุดก็คือ สมเด็จพระ
พทุ ธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส กรงุ เทพฯ ซึง่ เคย
เสดจ็ มาเยยี่ มทา่ นอาจารยท์ ่ีสวนโมกขเ์ กา่ พมุ เรยี ง ในขณะท่ี
สมเด็จฯ ดำ�รงหนา้ ทแ่ี ทนสมเดจ็ พระสังฆราชในสมยั น้ัน
แมต้ อนทที่ า่ นอาจารยย์ า้ ยมาจากสวนโมกขเ์ กา่ พมุ เรยี ง
มาอยทู่ ส่ี วนโมกขว์ ดั ธารนา้ํ ไหลแลว้ กย็ งั มสี มเดจ็ พระสงั ฆราช
เสด็จมาเยี่ยมท่านอาจารย์ท่ีสวนโมกข์วัดธารน้ําไหล ถึง ๒
พระองค์ คอื สมเดจ็ พระสงั ฆราช วดั ราชบพติ ร และ สมเดจ็
พระญาณสงั วร วดั บวรนเิ วศ ซงึ่ เคยเสดจ็ มาเยยี่ มทา่ นอาจารย์
ที่นี่ถึง ๒ คร้ัง คร้ังสุดท้ายตอนที่ท่านอาจารย์ป่วยไม่สบาย
พระองค์ทรงเป็นห่วงจึงเสด็จมาเยี่ยมอีก นอกจากพระชั้น
ผู้ใหญ่แล้ว ยังมีพระผู้น้อยท่ีเป็นเพ่ือนที่ดีของท่านอาจารย์
อกี มากมาย

ท่านอาจารย์พุทธทาสมีสหายธรรม มีกัลยาณมิตร
อกี มากมายทเ่ี ปน็ คฤหสั ถ์ เป็นตน้ วา่ โยมเจา้ ช่ืน สิโรรส
เชยี งใหม่ อาจารยส์ ญั ญา ธรรมศกั ดิ์ พระดลุ ยพากยส์ วุ มณั ฑ์
อาจารยจ์ ติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ์ นายช�ำ นาญ ลอื ประเสรฐิ นายวโิ รจน์
ศริ ิอัฐ และคนอ่ืน ๆ อกี มากมายนบั ไมถ่ ว้ น รวมทงั้ ฝ่ายแม่ชี
อุบาสิกา เช่น กลุ่มของอุบาสิกากี เขาสวนหลวง ราชบุรี
กลุ่มแม่ชีวาด ถ้ําแกลบ เพชรบุรี และกลุ่มของคุณอรุณวตี
สวุ รรณกนิษฐ์ สวนอุศม เปน็ ต้น
ท่านอาจารย์มีกัลยาณมิตรมาก เพราะท่านเป็นผู้มี
คุณธรรมสูง มีความอดทนสูง มีเมตตาสูง เป็นผู้ทำ�อะไร
อาศัยเหตุผล ไม่เช่ืองมงาย ไม่นิยมไสยศาสตร์ วัตถุมงคล
ท่านใช้หลักกาลามสูตรเป็นเครื่องตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ
ท่านมกั พดู อยเู่ สมอว่า หลักกาลามสูตร ๑๐ อยา่ ง คือ

๑๑๖60 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

๑. อยา่ เช่อื โดยฟงั ตาม ๆ กนั มา
๒. อยา่ เชอ่ื โดยถอื ปฏิบตั สิ บื ๆ กนั
๓. อยา่ เชื่อ โดยการเลา่ ลอื
๔. อย่าเชอ่ื โดยอา้ งต�ำ รา
๕. อย่าเช่อื โดยตรรก
๖. อยา่ เช่ือ โดยการอนมุ านหรอื ปรัชญา
๗. อยา่ เชอ่ื โดยคิดตรองตามแนวเหตุผล
๘. อยา่ เชื่อ เพราะเข้ากับทฤษฎที ่ีตนคิดไว้แล้ว
๙. อย่าเชอ่ื เพราะมองเหน็ รปู ลกั ษณะทนี่ า่ จะเปน็
ไปได้
๑๐. อย่าเชอ่ื เพราะนับถือว่าท่านสมณะน้ีเป็นครู
ของเรา
จะเชื่อก็ต่อเม่ือตนได้รู้ด้วยใจอย่างถูกต้อง ว่าอะไร
เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ท่านอาจารย์ยึด
หลักกาลามสูตรเป็นเคร่ืองตัดสิน แม้ข้อความในพระคัมภีร์
พระไตรปิฎก ท่านก็กล้าวิจารณ์ว่า อะไรเป็นคำ�ตรัสของ
พระพุทธเจ้า อะไรเป็นของเขียนเพ่ิมเติมข้ึนภายหลังโดย
พระสงฆ์บางรปู

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    61 

ท่านอาจารย์จึงพูดยืนยันว่า พระไตรปิฎกสำ�หรับ
ปญั ญาชนแลว้ ตัดออกไดถ้ งึ ๔๐ เปอร์เซน็ ต์ แตส่ �ำ หรับคน
ทว่ั ไป ควรรกั ษาไวท้ ง้ั หมด เพราะประชาชนทวั่ ไปมแี ตศ่ รทั ธา
เช่อื วา่ พระธรรม คือพระไตรปิฎก บางคนสรา้ งพระไตรปิฎก
ไว้ในวัดเพ่ือได้บุญ แต่สำ�หรับปัญญาชน ผู้ต้องการปฏิบัติ
เพ่อื ดบั ทกุ ข์ ค�ำ สอนในพระไตรปิฎกไมต่ อ้ งใช้ทั้งหมด เพราะ
บางสูตรไม่เก่ียวกับเรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์ ท่านอาจารย์จึง
กลา้ พูดเช่นนน้ั
พระธรรมคำ�สอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ท่านจะนำ�
มาสอนในสงิ่ ทเ่ี ปน็ ประโยชนใ์ นการดบั ทกุ ข์ อยา่ งนอ้ ยกเ็ พอื่
ประโยชน์ เพื่อความสุขในข้ันโลกิยะ ข้ันศีลธรรม เช่น เรื่อง
ฆราวาสธรรม ๔ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ และเร่ืองทิศหก
เร่ืองทศพธิ ราชธรรม เรือ่ งกตญั ญกู ตเวที เป็นตน้
ตอนท้าย ๆ แหง่ ชีวติ ของทา่ น ท่านอาจารย์พทุ ธทาส
พดู บอ่ ยคือ เรื่องพรหมจรรย์ ๑๐ ประการ คือ
๑. ฉนั ทมูลกา – ฉันทะเปน็ มลู เหตุ
๒. มนสิการสัมภวา – มนสิการเป็นแดนเกดิ
๓. ผัสสสมุทยา – มีผัสสะเป็นเหตุใหเ้ กดิ

๑๑๖62 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

๔. เวทนาสโมสรณา – มีเวทนาเป็นท่ีประชุมรวม
๕. สมาธิปมุขา – มสี มาธเิ ป็นประมุข
๖. สตาธิปปัตเฺ ตยยา – มสี ติเป็นอธิบดี
๗. ปญั ญตุ ตรา – มีปญั ญาเป็นสง่ิ สูงสุด
๘. วมิ ุตตสิ ารา – มีวมิ ุตติเปน็ แกน่ สาร
๙. อมโตคธา – มีการหย่งั ลงสู่อมตะ
๑๐. นิพพานปริโยสานา – มพี ระนพิ พานเปน็ ปรโิ ยสาน
คือสิง่ สุดท้าย

ทา่ นไดเ้ ขียนเป็นคำ�กลอนอันไพเราะวา่

อันฉันทะ ควรเหน็ เป็นเหตมุ ูล
ใหพ้ น้ ความ อาดรู ด้วยโทสา
เป็นเหตใุ ห้ มีมนะ– สิการา
พจิ ารณา ถถี่ ว้ น ขบวนพรรณ

วา่ ผสั สะ เป็นมูลเหตุ ให้กระทบ
กับอารมณ์ จนครบ ในกองขนั ธ์
นำ�เวทนา มาพรอ้ มพรกั รักผกู พัน
จนพากนั เป็นทาส แห่งเวทนา

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    63 

จงึ ตอ้ งมี สมาธิ เปน็ ประมุข
เพือ่ ใหถ้ กู เง่อื นงำ� แหง่ ปัญหา
มีสติ เปน็ อธบิ ดี มีปรัชญา
ทคี่ มกล้า เปน็ ปฏภิ าณ งานรู้ทนั

แล้วจึงมี ปัญญา เปน็ อาวุธ
ทสี่ ูงสุด ตดั ปญั หา อันมหนั ต์
มีวิมุตติ เป็นแกน่ สาร งานส�ำ คัญ
ไดพ้ ากัน หลุดจากทุกข์ ทุกกระบวน

จึงพากนั หย่ังลง สู่อมตะ
ได้แจ่มจะ สน้ิ ทกุ ข์ ทุกกระสวน
นพิ พานเปน็ ปริโยสาน การประมวล
ได้ครบถว้ น แห่งพรหมจรรย์ อันถาวร

ถอดเปน็ ใจความวา่ การประพฤตพิ รหมจรรย์ คอื ชวี ติ
อนั ประเสรฐิ จะส�ำ เรจ็ ไดต้ อ้ งมฉี นั ทะ ความพอใจเปน็ มลู เหตุ
เพื่อจะได้พ้นจากทุกข์โทษต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ แล้วอาศัย
มนสกิ าร พจิ ารณาใหถ้ ถ่ี ว้ นแยบคายจนรูว้ า่ ตรงผัสสะ คือ
การกระทบของอายตนะภายใน ภายนอก และวญิ ญาณ เปน็

๑๑๖64 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ทส่ี �ำ คญั เช่น ตาเหน็ รปู วิญญาณเกดิ เปน็ จกั ขุสมั ผัส เป็นตน้
เพราะมันจะนำ�ให้เกิดเวทนาต่าง ๆ ถ้าระวังไม่ดี จะนำ�ไปสู่
ความเปน็ ทาสของเวทนาเหลา่ น้ี ตอ้ งมสี มาธเิ ปน็ ประมขุ มสี ติ
เป็นอธบิ ดี มีปัญญาเปน็ อาวุธ คอยปอ้ งกันกเิ ลสตา่ ง ๆ โดย
มุ่งวิมุตติ หลุดพ้นเป็นแก่นสาร ในท่ีสุดจะหยั่งลงสู่อมตะ
แลว้ บรรลุนพิ พานในข้ันสุดท้าย
ท่านอาจารย์พุทธทาส มองเห็นว่าพรหมจรรย์ ๑๐
ประการน้ี เป็นธรรมะท่ีสำ�คัญ ท่านจึงนำ�มาบรรยายหลาย
คร้งั ในบ้นั ปลายแห่งชวี ติ ของท่าน
ท่านอาจารยพ์ ุทธทาส ทา่ นฉลาด มคี วามสามารถใน
การสอนคน ฝกึ คน ลกู ศษิ ยล์ กู หา พระภกิ ษุ สามเณร รปู ไหน
มคี วามถนดั ทางไหน ทา่ นจะสนบั สนนุ ทกุ รปู ทกุ คน จนกระทงั่
พระภิกษสุ ามเณร ลกู ศษิ ย์ท่อี ยู่กบั ท่านเจรญิ ก้าวหนา้ เอาตัว
รอดตามความถนัดของตนทุกคน

ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสด�ำ เนนิ ชวี ติ เปน็ ตวั อยา่ งในทาง
ท่ีถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ดังที่กล่าวมาบ้างแล้ว
แตท่ ี่ยงั ไมไ่ ด้กลา่ วก็มีอยหู่ ลาย ๆ เร่อื ง เช่น ไมเ่ รยี่ ไรบอกบุญ
ไมต่ ง้ั ตบู้ รจิ าคในวดั ไมแ่ จกวตั ถมุ งคล ไมร่ ดนา้ํ มนต์ เปน็ ตน้
ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่มีเจตนากล่าวร้ายผู้อ่ืน แต่
ท่านชอบพูดความจริง ความถูกต้อง เพ่ือให้เกิดประโยชน์
ท่านมีความคารวะ ออ่ นน้อม รู้จกั ท่ตี ํา่ ทสี่ งู มีความกตญั ญู
กตเวทีต่อบิดา มารดา ครบู าอาจารย์ ไม่เคยลืมบุญคณุ คน
ท่านสอนให้มองแต่ในแง่ดี ท่านเขยี นเปน็ กลอนวา่

๑๑๖66 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

มองแตแ่ งด่ เี ถิด

เขามีสว่ น เลวบ้าง ชา่ งหวั เขา
จงเลอื กเอา ส่วนดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ แก่โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนท่ชี ว่ั อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มดี ี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเท่ยี ว เสาะหา สหายเอ๋ย
เหมอื นเทย่ี วหา หนวดเตา่ ตายเปล่าเลย
ฝึกใหเ้ คย มองแต่ดี มคี ุณจริง
ไม่นานนกั จกั มี ดีประดัง
จนกระทงั่ ถึงมี ดีอยา่ งยิ่ง
เม่อื พ้นดี จะถึงที่ นิพพานจริง
นบั เปน็ สงิ่ ควรฝกึ แน่ “มองแต่ดี”

อกี บทหน่ึงทีท่ ่านเขียนเตือนไวว้ ่า...

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    67 

จงท�ำ กับเพื่อนมนษุ ยโ์ ดยคิดว่า

เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจบ็ ตาย ของเรา
เขาเป็นเพอื่ น เวยี นว่ายในวัฏฏสงสาร ด้วยกะเรา
เขาตกอยู่ใต้อ�ำ นาจกเิ ลสเหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบา้ ง
เขามีราคะ โทสะ โมหะ ไม่นอ้ ยไปกว่าเรา
เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราว เหมอื นเรา
เขาไมร่ วู้ า่ เกดิ มาท�ำ ไม เหมอื นเรา ไมร่ จู้ กั นพิ พาน เหมอื นเรา
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนเราเคยโง่
เขาก็ตามใจตวั เองในบางอย่าง เหมอื นทเ่ี ราเคยกระท�ำ
เขาก็อยากดี เหมือนเรา ทอ่ี ยากดี – เด่น – ดงั
เขามักจะกอบโกย และเอาเปรียบเม่อื มโี อกาสเหมือนเรา
เขามสี ทิ ธิ ทจ่ี ะบ้า – เมาดี – หลงดี – จมดี เหมอื นเรา
เขาเป็นคนธรรมดา ทย่ี ึดมน่ั ถือมน่ั อะไรต่าง ๆ เหมอื นเรา
เขาไมม่ หี น้าท่ี ทจ่ี ะเปน็ ทุกข์ หรอื ตายแทนเรา
เขาเป็นเพ่ือน รว่ มชาติ รว่ มศาสนากะเรา

๑๑๖68 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

เขาก็ท�ำ อะไร ดว้ ยความคดิ ชั่วแลน่ และผลุนผลนั เหมือนเรา
เขามีหนา้ ท่รี บั ผิดชอบต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา
เขามสี ทิ ธิ ทจ่ี ะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสทิ ธิ ที่จะเลือก (แมศ้ าสนา) ตามพอใจของเขา
เขามสี ทิ ธิ ที่จะใชส้ มบตั ิสาธารณะ เทา่ กนั กบั เรา
เขามสี ิทธิ ทจ่ี ะเปน็ โรคประสาทหรอื เปน็ บ้า เทา่ กับเรา
เขามีสิทธิ ท่ีจะขอความช่วยเหลอื เหน็ อกเห็นใจ จากเรา
เขามสี ิทธิ ที่จะไดร้ บั อภัยจากเรา ตามควรแกก่ รณี
เขามสี ทิ ธิ ที่จะเป็นสงั คมนยิ ม หรือเสรีนิยม ตามใจเขา
เขามสี ทิ ธิ ที่จะเหน็ แก่ตวั กอ่ นเหน็ แกผ่ ู้อน่ื
เขามีสทิ ธิ แห่งมนษุ ยชนเท่ากับเรา ส�ำ หรบั จะอย่ใู นโลก

ถ้าเราคดิ กนั อยา่ งนี้
จะไม่มกี ารขดั แยง้ ใด ๆ เกดิ ข้นึ

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    69 

ข้อความเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าท่านอาจารย์พุทธทาส
เป็นพระเช่นไร ทา่ นเปน็ พระทพ่ี ดู จรงิ ท�ำ จรงิ ไดผ้ ลจริง สอน
ผอู้ ่นื จรงิ
ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นถึงพระราชาคณะชั้นธรรม
ท่ีพระธรรมโกศาจารย์ แต่ท่านกลับทำ�พินัยกรรมให้จัดงาน
ศพของทา่ นอยา่ งเรยี บงา่ ย โดยเขยี นวา่ “มรณภาพแลว้ เกบ็
ศพไว้ไม่เกิน ๓ เดือน ให้จัดฌาปนกิจศพโดยนำ�ศพวางบน
กองฟืนจุดไฟเผา ไม่ต้องขอพระราชทานเพลิงศพ อัฐิบรรจุ
ไว้ในบอ่ ซเี มนต์ใตฐ้ านพระพทุ ธรปู ในศาลาธรรมโฆษณ์ สว่ น
เถ้าถา่ นใหน้ ำ�ไปโปรยในที่ ๓ แห่ง
๑. ในทะเลชอ่ งอ่างทอง
อยู่ระหว่างเกาะสมุยกับแผ่นดนิ ใหญ่
๒. ในถาํ้ ทีเ่ ขาประสงค์ อำ�เภอทา่ ชนะ
๓. ที่เขาสกตน้ น้าํ ตาปี อ�ำ เภอพนม

สมณศกั ดิ์ของทา่ นอาจารย์พุทธทาส มดี ังน้ี
พ.ศ. ๒๔๖๙ พระเงอื่ ม อนิ ทปญั โญ
พ.ศ. ๒๔๗๓ มหาเงอื่ ม อนิ ทปญั โญ
พ.ศ. ๒๔๘๙ พระครอู ินทปัญญาจารย์
พ.ศ. ๒๔๙๐ ไดร้ ับแตง่ ตง้ั เป็นพระอปุ ัชฌาย์
พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นเจา้ อาวาสวดั พระบรมธาตไุ ชยา
พ.ศ. ๒๔๙๓ พระราชาคณะช้ันสามญั ที่พระอริยนนั ทมุนี
พ.ศ. ๒๕๐๐ พระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชชัยกวี
พ.ศ. ๒๕๑๔ พระราชาคณะช้นั เทพ ท่ีพระเทพวสิ ทุ ธิเมธี
พ.ศ. ๒๕๓๐ พระราชาคณะชนั้ ธรรม ทพี่ ระธรรมโกศาจารย์

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    71 

ทา่ นอาจารย์พุทธทาสไดร้ บั ปรญิ ญาดุษฎีบัณฑติ กิตตมิ ศกั ด์ิ
จากมหาวิทยาลัย ๗ แหง่ ดังน้ี
พ.ศ. ๒๕๒๒ พทุ ธศาสตร์ มหาจฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๒๘ อักษรศาสตร์ สาขาปรัชญาและศาสนา
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร
พ.ศ. ๒๕๒๘ ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคำ�แหง
พ.ศ. ๒๕๒๙ ศิลปศาสตร์ สาขาปรชั ญา
มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์
พ.ศ. ๒๕๓๐ อักษรศาสตร์ สาขาปรชั ญา
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
พ.ศ. ๒๕๓๒ พฒั นศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
พ.ศ.๒๕๓๖ ศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์

๑๑๖72 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

สมณศกั ดแ์ิ ละเกยี รตยิ ศทที่ า่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสไดร้ บั
เป็นเคร่ืองแสดงให้เห็นว่า คำ�สอนและผลงานของท่านเป็น
ท่ียอมรับในสังคมทุกระดับ แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ติดอยู่ใน
ลาภยศเหลา่ น้ี เปน็ เรอ่ื งธรรมดา เมอ่ื อยใู่ นโลกกต็ อ้ งเกยี่ วขอ้ ง
กับสมมุติบัญญัติเหล่าน้ี ท่านไม่ได้ปฏิเสธ ท่านใช้ส่ิงเหล่านี้
เปน็ เครอ่ื งมอื ในการเผยแผธ่ รรมะของพระพทุ ธเจา้ สว่ นจติ ใจ
ของท่าน ทา่ นเข้าใจ สัพเพ ธมั มา นาลัง อภนิ ิเวสายะ ธรรม
ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดม่ันถือมั่น ว่า “เป็นเรา
ของเรา” ทา่ นสอนเรอื่ งน้อี ย่เู สมอ

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    73 

การเรียนการศึกษาของท่านอาจารย์พุทธทาส สรุป
แลว้ ข้าพเจา้ เข้าใจ ดงั นี้
๑. ท่านเรียนจากโยมพ่อโยมแม่ของท่านเม่ืออยู่ใน
วยั เดก็
๒. ทา่ นเรยี นจากพระสงฆใ์ นวดั ตอนทที่ า่ นเขา้ ไปอยู่
ในวดั ถงึ ๒–๓ ปี
๓. ท่านเรียนจากหนังสือตำ�ราต่าง ๆ ตอนอยู่ใน
โรงเรยี น
๔. ท่านเรียนจากหนังสือตำ�ราต่าง ๆ ทางวิชาการ
โดยเฉพาะจากพระไตรปฎิ ก และความรใู้ นศาสนา
อ่นื
๕. ท่านเรียนจากธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อมรอบ ๆ ตัว
ทา่ น เพราะรอบ ๆ กฏุ ิของทา่ น ทา่ นทำ�เปน็ อ่าง
เลยี้ งปลาตา่ ง ๆ ไวเ้ ปน็ ครสู อน ทา่ นเรยี นจากสนุ ขั
แมว นก ไก่ กระรอก มด แมลง ไสเ้ ดอื น เรไร จกั จน่ั
ต้นไม้ พรรณไม้ ดอกไม้ ท่านสนใจเรียนรู้จากสิ่ง
เหล่าน้ีอยเู่ สมอ
๖. ท่านเรียนจากคนท่ีมาเก่ียวข้องกับท่าน ไม่ว่า
บรรพชิต หรือคฤหัสถ์ ท่านเคยแนะนำ�ว่า ถ้า
ตอ้ งการกา้ วหนา้ ในชวี ติ ใหต้ ง้ั ใจตดิ ตามเรยี นรชู้ วี ติ

๑๑๖74 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกขุ   

ของคนส�ำ คญั อยา่ งนอ้ ยสกั ๒–๓ คน ถา้ ท�ำ ไดม้ าก
กว่าน้ีก็ย่ิงดี คือเรียนชีวิตของคนเหล่าน้ีในระยะ
ยาว ไม่ใช่ระยะเพียงส้ัน ๆ จะได้อะไรดี ๆ มา
ปรับปรุงชีวิตของเราให้เจริญก้าวหน้าได้ ท่านเคย
สอนวา่ “เสยี อะไรกเ็ สยี ได้ แตอ่ ยา่ เสยี โงใ่ หค้ นอน่ื
หลอก” ท่านอาจารย์เก่ยี วข้องกบั คนจำ�นวนมาก
แต่เพราะท่านยึดหลักกาลามสูตร ท่านจึงไม่ถูก
คนหลอก
๗. ทา่ นอาจารยเ์ รยี นจากชวี ติ ของทา่ นเอง โดยเฉพาะ
เร่อื งจิตใจ ที่ท่านไดอ้ าศยั ท่วี ิเวก ฝึกสมาธิภาวนา
โดยเฉพาะระบบอานาปานสติ ๑๖ ขั้น คือ

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    75 

ขน้ั ที่ ๑ : ลมหายใจเขา้ ยาว - ออกยาว
ข้นั ท่ี ๒ : ลมหายใจเข้าสนั้ - ออกส้นั
ขั้นที่ ๓ : กายทัง้ ปวง คือ กายเนื้อ และกายลมท่ี
เกย่ี วข้องกนั
ขน้ั ที่ ๔ : ทำ�กายสังขารคือลมหายใจเข้าออกให้
รำ�งบั
ขน้ั ท่ี ๕ : ปติ ิ
ขน้ั ที่ ๖ : สุข
ขน้ั ที่ ๗ : จติ ตสงั ขาร คอื เวทนา
ข้ันที่ ๘ : ท�ำ จติ ตสงั ขารใหร้ �ำ งบั คอื เอาชนะเวทนา
ขั้นท่ี ๙ : รู้จกั จติ ทกุ ชนดิ
ขั้นท่ี ๑๐ : ท�ำ จิตให้ปราโมทย์
ขั้นที่ ๑๑ : ท�ำ จติ ใหต้ ง้ั ม่ัน
ขั้นที่ ๑๒ : ทำ�จติ ให้ปลดปลอ่ ย
ขั้นที่ ๑๓ : ตามเห็นความไมเ่ ทยี่ ง
ข้นั ท่ี ๑๔ : ตามเหน็ ความจางคลาย
ขั้นที่ ๑๕ : ตามเห็นความดบั
ขั้นท่ี ๑๖ : ตามเหน็ ความสลดั คนื

๑๑๖76 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านฝึกจิตโดยใช้ระบบอานา-
ปานสติน่ีเองเป็นหลัก เพราะว่าเม่ือเจริญอานาปานสติก็ได้
ชื่อว่า ได้เจริญสตปิ ฏั ฐาน ๔ คอื
๑. กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน
๓. จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน
๔. ธัมมานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน
อานาปานสต ิ ขน้ั ที่ ๑ – ๔ เป็น กายานปุ สั สนาสติปฏั ฐาน
ขัน้ ที่ ๕ – ๘ เปน็ เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน
ขนั้ ท่ี ๙ – ๑๒ เป็น จติ ตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขนั้ ที่ ๑๓ – ๑๖ เปน็ ธมั มานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน
และได้ช่อื ว่า เจรญิ โพชฌงค์ ๗ คอื
๑. สติสมั โพชฌงค์
๒. ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์
๓. วริ ิยะสมั โพชฌงค์
๔. ปีติสมั โพชฌงค์
๕. ปัสสัทธสิ มั โพชฌงค์
๖. สมาธิสมั โพชฌงค์
๗. อเุ บกขาสมั โพชฌงค์

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    77 

เมือ่ ได้อบรมโพชฌงค์ ๗ ประการนีแ้ ลว้ จะท�ำ วิชชา
และวิมุตติให้แจ่มแจ้ง ท่านอาจารย์พุทธทาส ยึดถืออานา-
ปานสติเป็นเคร่ืองมือหรือวิธีปฏิบัติ และท่านได้พูดแนะนำ�
ว่า ก่อนท่ีจะลงมือปฏิบัติจะต้องเรียนให้รู้ว่า อะไรเป็นหัวใจ
ของพระพุทธศาสนา หัวใจของธรรมะอันเป็นเป้าหมายท่ีเรา
จะเขา้ ถงึ กค็ อื ๑. เรอ่ื งทกุ ข์ เรอื่ งดบั ทกุ ข์ ๒. เรอื่ งอรยิ สจั จ์ ๔
๓. เรอ่ื งปฏจิ จสมุปบาท
ความจรงิ ๓ เรอ่ื งนเี้ ปน็ เรอื่ งเดยี วกนั เรอ่ื งทกุ ข์ ขยาย
เปน็ อรยิ สจั จ์ ๒ ขอ้ คอื ทกุ ข์ กบั เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ เรอ่ื งดบั ทกุ ข์
ก็ขยายเป็นอริยสัจจ์ ๒ ข้อ คือ ความดับทุกข์ กับหนทาง
เปน็ เครอื่ งดบั ไมเ่ หลอื แหง่ ทกุ ข์ อรยิ สจั จ์ ๔ ขยายออกไปเปน็
ปฏจิ จสมุปบาท ซึ่งมีอยู่ ๒ ฝ่าย คอื
ฝา่ ยใหท้ กุ ขเ์ กดิ เรยี ก สมุทยวาร อนั ไดแ้ ก่
อวิชชา เป็นปัจจยั ให้เกิด สงั ขาร
สงั ขาร เป็นปัจจัยใหเ้ กิด วญิ ญาณ
วญิ ญาณ เปน็ ปัจจยั ใหเ้ กิด นามรูป
นามรูป เปน็ ปจั จยั ให้เกดิ สฬายตนะ
สฬายตนะ เป็นปจั จยั ให้เกดิ ผัสสะ

๑๑๖78 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกขุ   

ผสั สะ เปน็ ปจั จัยใหเ้ กดิ เวทนา
เวทนา เป็นปจั จัยให้เกิด ตัณหา
ตัณหา เป็นปจั จยั ใหเ้ กดิ อปุ าทาน
อปุ าทาน เป็นปัจจัยให้เกดิ ภพ
ภพ เปน็ ปัจจยั ใหเ้ กดิ ชาติ
ชาติ เปน็ ปัจจัยให้เกิด กองทกุ ข์
สว่ นอกี ฝา่ ยหนงึ่ เปน็ ฝา่ ยใหท้ กุ ขด์ บั เรยี กวา่ นโิ รธวาร
อนั ได้แก่
อวิชชาดบั – สงั ขารดับ
วญิ ญาณดบั – นามรูปดบั
สฬายตนะดับ – ผสั สะดบั
เวทนาดับ – ตัณหาดับ
อุปาทานดับ – ภพดบั
ชาติดับ – กองทุกขด์ บั
น่ีแหละเร่ืองปฏิจจสมุปบาท ซ่ึงเป็นเร่ืองเดียวกับ
เร่ืองอริยสัจจ์ ๔ และเร่ืองทุกข์ เร่ืองดับทุกข์ ซ่ึงอยู่ในชีวิต
ประจำ�วนั ของคนเรา พระพทุ ธเจา้ จึงตรสั ว่า “ผู้ใดเหน็ ธรรม
ผ้นู ัน้ เห็นเรา; ผู้ใดเห็นปฏจิ จสมุปบาท ผ้นู ้นั เหน็ ธรรม ผู้ใด

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    79 

ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นไม่เห็นธรรม ผู้ใดไม่เห็นธรรม
ผู้นนั้ ไมเ่ ห็นเรา”
เร่ืองปฏิจจสมุปบาท ท่านอาจารย์เห็นว่าเป็นเร่ือง
ส�ำ คญั ทสี่ ดุ ทา่ นจงึ พยายามอธบิ ายไวอ้ ยา่ งละเอยี ดในหนงั สอื
ปฏจิ จสมปุ บาทคอื อะไร ผใู้ ดสนใจเชญิ หาซอ้ื อา่ นไดท้ ธี่ รรมทาน
มูลนิธิ หนา้ สวนโมกข์ อำ�เภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี
อยา่ งไรกด็ ี การศกึ ษาเรอ่ื งปฏจิ จสมปุ บาท ตอ้ งศกึ ษา
เม่ือผัสสะเกิด คือ เมื่ออายตนะภายใน ๖ มีตาเป็นต้น
อายตนะภายนอก ๖ มีรูปเป็นต้น และวิญญาณ ๖ มีจักขุ
วิญญาณ เป็นต้น ถึงกัน ตัวอย่างเช่น ตาเห็นรูป วิญญาณ
ทางตาเกิด ท�ำ งานรว่ มกนั เรียกว่า มีสมั ผสั ทางตา ในขณะน้ี
เป็นโอกาสที่อวิชชาจะเข้ามาสู่จิตใจ โดยเฉพาะถ้าขาดสติ
และสมั ปชญั ญะ อวชิ ชาจะเขา้ มาทนั ที แลว้ กอ่ ใหเ้ กดิ ตณั หา
อปุ าทาน ภพ ชาติ และความทกุ ขต์ า่ ง ๆ แตถ่ า้ มสี ตสิ มั ปชญั ญะ
ในขณะแห่งผัสสะ อวิชชาก็เข้ามาไม่ได้ ตัณหา อุปาทาน
ความทกุ ข์กเ็ กิดไมไ่ ด้ ชวี ิตกไ็ ม่มปี ัญหา เปน็ ชวี ติ ทเ่ี ย็น เป็น
นพิ พาน ในชีวิตปจั จุบนั น้ีเอง

๑๑๖80 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ดงั นน้ั การฝกึ อานาปานสตจิ งึ เปน็ เรอ่ื งส�ำ คญั เพราะ
จะทำ�ให้มีสติสัมปชัญญะมาทันเวลาในขณะผัสสะ ท่าน
อาจารย์พุทธทาสได้ปฏิบัติตามระบบอานาปานสตินี้ และ
ท่านพยายามอธิบายวิธีปฏิบัติไว้อย่างสมบูรณ์ ท้ังโดยย่อ
และโดยพิสดาร ท่านถึงกับเคยอธิบายว่า พระพุทธเจ้าทรง
อย่ดู ้วยอานาปานสติมากท่ีสุด
พระองคท์ รงเรยี กอานาปานสตวิ า่ อรยิ วหิ าร ทอี่ ยอู่ นั
ประเสรฐิ บา้ ง, พรหมวหิ าร ทอี่ ยขู่ องพรหมบา้ ง, ตถาคตวหิ าร
ทอ่ี ยู่ของพระตถาคต คือพระพทุ ธเจ้าบ้าง
ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสเคยเลา่ วา่ พระอาจารยข์ องทา่ น
ฝึกอานาปานสติเป็นประจำ� ตายแล้วศพก็ไม่เน่า แม้ท่าน
อาจารยพ์ ทุ ธทาสเองกน็ า่ จะเปน็ เชน่ นน้ั เหมอื นกนั ตอนทท่ี า่ น
อาจารยพ์ ุทธทาสมรณภาพแลว้ เกบ็ ศพของท่านไวใ้ นหบี ศพ
โดยมไิ ดฉ้ ดี ยากนั เนา่ วนั ทจี่ ะน�ำ ศพของทา่ นออกท�ำ ฌาปนกจิ
ซึ่งเก็บไว้ยังไม่ถึง ๓ เดือนเต็ม พระภิกษุภายในวัดหามศพ
ของท่าน ซ่ึงอยู่ในหีบศพออกมาจากที่เก็บ น้ําท่ีออกจาก
รา่ งกายของทา่ น หยดลงมาถกู จวี รของพระทหี่ ามหบี ศพ ไมม่ ี
กล่ินเหมน็ แมแ้ ต่เพยี งเลก็ น้อย นบั เป็นความอัศจรรย์ ตามที่

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    81 

ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยพูดว่า ผู้เจริญอานาปานสติตาย
แลว้ ศพไมเ่ นา่
การสอนของทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสมหี ลายอยา่ ง เชน่
๑. สอนดว้ ยการทำ�ใหด้ ู อยู่ให้เห็น เย็นใหเ้ ขารู้สกึ
๒. สอนด้วยอาศัยธรรมชาติเป็นเคร่ืองมือ คือ จัด
สถานทใี่ ห้เหมาะสม เช่น ลานหินโค้ง สนามหญา้
ริมสระน้ํา โรงเรียนหินที่อยู่ใกล้โรงมหรสพทาง
วญิ ญาณ เป็นตน้

๑๑๖82 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

๓. สอนดว้ ยรปู ภาพ ซงึ่ ทา่ นน�ำ มาเขยี นไวท้ โ่ี รงมหรสพ
ทางวิญญาณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของคนไทยเรา
เรอ่ื งภาพจากสมดุ ขอ่ ย เรอ่ื งตายายใหห้ ลานเฝา้ กา
คือปฏจิ จสมุปบาท เรอ่ื งภาพของเซน ของจีน ของ
ทิเบต ของเชอร์แมน ภาพนิทานอีสป ภาพนิทาน
เวตาล เปน็ ตน้
๔. สอนด้วยการทำ�เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น พุทธ
ประวัตชิ ุดหินสลักจากประเทศอินเดีย สัญลักษณ์
เสาห้าต้นบนอาคารโรงมหรสพทางวิญญาณ บน
หลงั คาศาลาธรรมโฆษณ์ และทอ่ี นื่ ๆ เสาห้าตน้ มี
ความหมายหลายอย่าง เช่น ขันธ์ห้า อินทรีย์ห้า
พละห้า อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ
ปญั ญา ซงึ่ เปน็ ธรรมะฝา่ ยตรสั รู้ คอื โพธปิ กั ขยิ ธรรม
เปน็ ตน้
๕. สอนโดยการเขียนบทความธรรมะลงในหนังสือ
พุทธศาสนา ให้คนอ่าน หรือพิมพ์หนังสือจากคำ�
บรรยาย ซง่ึ บนั ทกึ เสยี งเอาไว้ แลว้ ถอดออกมาพมิ พ์
๖. สอนด้วยการแสดงธรรม บรรยายธรรม ปาฐกถา
ธรรม สนทนาธรรม ตอบปญั หาธรรม ซงึ่ ทา่ นไดท้ �ำ
ทุกแบบ

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    83 

ธรรมะท่ีท่านอาจารย์สอนมี ๒ ระดับ คือ ระดับ
ศลี ธรรมและระดบั ปรมตั ถธรรม โลกตุ ตรธรรม ทา่ นอาจารย์
สอนมากกว่าใครในประเทศไทย
การสอนธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านสอน
ใหค้ นเข้าใจงา่ ย อธิบายให้คนมองเหน็ เช่น สอนเรอื่ งธรรมะ
๔ ความหมาย ๑. ธรรมะ คอื ธรรมชาติ ๒. ธรรมะ คอื กฎ
ของธรรมชาติ ๓. ธรรมะ คอื การทำ�หนา้ ทใ่ี หถ้ กู ตอ้ งตามกฎ
ของธรรมชาติ ๔. ธรรมะ คอื ผลทเี่ กดิ ขนึ้ จากการท�ำ หนา้ ท่ี
ซึ่งท่านเอาความหมายจากคำ�ว่า สภาวธรรม, สัจจธรรม,
ปฏิบัติธรรม และปฏเิ วธธรรม นนั่ เอง
ทา่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาส ทา่ นใชค้ �ำ ทคี่ นเขา้ ใจไดง้ า่ ย เชน่
อธบิ ายหวั ใจพระรตั นตรยั คอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
ว่าได้แก่ ความสะอาด สว่าง สงบ ในจิตใจของเราน้ีเอง ใช้
เรียกอุปาทานว่า ตัวกูของกู เป็นต้น ท่านจัดหัวข้อธรรมะ
อธิบาย เช่น ไมอ้ ิงสามขา ศาตรา ๓ อัน โจรฉกรรจ์ ๓ ก๊ก
ป่ารก ๓ ดง เป็นต้น แล้วท่านอธิบายความหมายของคำ�
เหล่าน้ี เป็นธรรมะทีม่ ีประโยชน์แก่การดบั ทุกข์

๑๑๖84 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

ยังมีเรอื่ งหนึ่งท่ีสำ�คญั คือ ยาดบั สรรพทุกข์ มีตวั ยา
หลายอย่าง เช่น ต้นไม่รู้ไม่ชี้ ต้นช่างหัวมัน รากเช่นน้ันเอง
เปน็ ตน้ เรอ่ื งภาษาคน ภาษาธรรม เรอ่ื งนที้ �ำ ใหค้ นเขา้ ใจ นรก
สวรรค์ ทถี่ กู ตอ้ งมากขนึ้ เรอ่ื งธรรมะ ๔ เกลอ คอื สติ ปญั ญา
สมั ปชญั ญะ สมาธิ ถา้ ใครมธี รรมะ ๔ เกลอนี้ จะแกป้ ญั หาได้
พน้ จากความทกุ ขไ์ ด้ ทา่ นอาจารยพ์ ยายามท�ำ หลาย ๆ แบบ
ในการเผยแผ่ แม้แต่เขียนเป็นโคลง เป็นกลอน เป็นกาพย์
เป็นฉันท์ ก็มีมากมาย
ชีวิตของท่านพุทธทาส เป็นชีวิตที่มีแต่การทำ�งาน
เพอ่ื เปน็ ประโยชนแ์ กส่ งั คม รบั ใชพ้ ระพทุ ธเจา้ สมกบั ค�ำ วา่
“พุทธทาส” ร่างกายของท่านแตกดับตายไป แต่ว่ามรดกที่
เปน็ วตั ถุ คอื สวนโมกขว์ ดั ธารนา้ํ ไหล สวนโมกขน์ านาชาติ
ยังก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนจำ�นวนมาก และจะเป็น
ประโยชนต์ อ่ ไป ถา้ ลกู ศษิ ยล์ กู หาของทา่ นยงั สามคั คี ชว่ ยกนั
ดูแลรักษาตามแนวทางท่ีท่านอาจารย์พุทธทาสได้วางหลัก
เอาไวห้ ลาย ๆ อยา่ งดงั กลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ สวนโมกขก์ จ็ ะอยู่
ต่อไปอีกนานชวั่ ลกู หลานเหลนอยา่ งแนน่ อน

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    85 

ที่สำ�คัญที่สุดคือ มรดกธรรมท่ีท่านมอบไว้เป็นข้อ ๆ
ซงึ่ พมิ พข์ นึ้ เปน็ หนงั สอื มรดกธรรมและหนงั สอื ชดุ ธรรมโฆษณ์
ของทา่ นอาจารย์ ถา้ ลกู ศษิ ยข์ องทา่ นปฏบิ ตั ติ ามได้ ทา่ นอาจารย์
พทุ ธทาสจะยังคงอยู่กับเราตลอดไป

ดงั บทประพันธข์ องท่านวา่

พทุ ธทาส จกั อยไู่ ป ไมม่ ีตาย
แมร้ า่ งกาย จะดบั ไป ไมฟ่ งั เสียง
รา่ งกายเป็น รา่ งกายไป ไม่ลำ�เอยี ง
น่นั เปน็ เพยี ง สิง่ เปลยี่ นไป ในเวลา

พทุ ธทาส คงอยไู่ ป ไม่มีตาย
ถึงดีร้าย กจ็ ะอยู่ คูศ่ าสนา
สมกบั มอบ กายใจ รับใช้มา
ตามบัญชา องคพ์ ระพุทธ ไมห่ ยดุ เลย

พุทธทาส ยงั อยู่ไป ไม่มตี าย
อยรู่ ับใช้ เพอ่ื นมนษุ ย์ ไม่หยดุ เฉย
ด้วยธรรมโฆษณ์ ตามทวี่ างไว้ อยา่ งเคย
โอ้เพือ่ นเอ๋ย มองเห็นไหม อะไรตาย

๑๑๖86 ชาตกาล ปี พุทธทาสภิกข ุ   

แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว
แตเ่ สยี งส่งั ยังแจ้ว แว่วหูสหาย
ว่าเคยพลอด กันอยา่ งไร ไมเ่ ส่อื มคลาย
ก็เหมอื นฉัน ไมต่ าย กายธรรมยงั
ท�ำ กับฉัน อยา่ งกะฉัน นนั้ ไมต่ าย
อยรู่ ับใช้ ทา่ นทัง้ หลาย อยา่ งหนหลัง
มอี ะไร มาเขี่ยไค้ ให้กนั ฟงั
เหมือนฉันนัง่ รว่ มด้วย ช่วยชีแ้ จง
ท�ำ กบั ฉนั อย่างกะฉัน ไมต่ ายเถิด
ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง
ถงึ วนั นดั สนทนา อย่าเลิกแลง้
ท�ำ ให้แจ้ง ทีส่ ดุ ได้ เลิกตายกนั ฯ

ท่านอาจารย์พุทธทาสเขียนจดหมายส้ัน ๆ ไปชวน
ขา้ พเจา้ มาชว่ ยท�ำ งานทส่ี วนโมกข์ ตอนขา้ พเจา้ อยทู่ แ่ี หลมสอ
เกาะสมุย ตอนแรกข้าพเจ้าต้ังใจจะมาช่วยงานท่านเพียง ๓
เดือน แต่พอมาอยู่สวนโมกข์แล้ว ก็ไม่ได้กลับไปจำ�พรรษาท่ี
เกาะสมุย จนกระทั่งบดั นี้
พุทฺธธมโฺ ม ภิกฺขุ
๘ มนี าคม ๒๕๕๖

บทรอ้ ยกรอง

การจัดงานถวายเพลงิ ศพท่านอาจารยพ์ ทุ ธทาส
การบรรจอุ ัฐิ การลอยองั คาร ตามพินัยกรรม

พระครูปลัดศลี วัฒน์ (โพธ์ิ จนฺทสโร)

เหตุการณเ์ กยี่ วกับการถวายเพลงิ ศพ
บรรจอุ ฐั ิ ลอยองั คาร

ท่านอาจารยพ์ ทุ ธทาส

งานฉลองสุวรรณบรรพตตถาคตธัมมิกสถูป    89 

คดิ เตรยี มการ

นโม ขอนอบนบ ครบสามครา
หน่ึงวนั ทา จอมพระ อรหันต์
สองพระธรรม ขององค ์ ภควนั ต์
ทสี่ ามนั้น เคารพสงฆ์ ผทู้ รงญาณ

กราบอาจารย ์ พทุ ธทาส ผู้มคี ณุ
ทา่ นการญุ เมตตา มหาศาล
ชว่ ยอบรม บ่มนิสยั ให้ไกลพาล
นับประมาณ สามสิบปี มนิ อ้ ยเลย

แม้กระท่งั พนิ ยั กรรม ท่านทำ�ให้
เพื่อจะได้ แก้ปญั หา ไม่วางเฉย
เพราะฉะนัน้ ตวั ข้าน ี้ แมม้ ิเคย
มาก่อนเลย ทส่ี นใจ ในร้อยกรอง


Click to View FlipBook Version