The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gafew.natta, 2021-05-31 13:26:55

แผนการจัดการเรียนรู้ (1)

แผนการจัดการเรียนรู้ (1)

51

3. ใช้ C2H2 เปน็ ตวั เร่งการออกดอกของพืชบางชนิด เชน่ สับปะรด
4. ใชจ้ ดุ ไฟใหค้ วามสว่างมาก นยิ มใชท้ าตะเกียง เช่น ตะเกียงที่ใช้ตามหาบเร่ในเวลา
กลางคืน

**********************************************************************************

52

แผนการจดั การเรยี นรู้

สาระการเรียนรู้…วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชั้น…….มธั ยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรยี นท่ี…1…. ปกี ารศกึ ษา…2564…….

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่….7…….. เรอื่ ง……สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง……… เวลา……2….. ชวั่ โมง

สาระสาคญั
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง เกิดจากคาร์บอนอะตอมตั้งแต่ 3 อะตอมขน้ึ ไป ต่อกนั เปน็ รูป

เหล่ยี มตา่ ง ๆ ได้แก่ สารเหลยี่ ม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หกเหล่ียม โมเลกลุ ของไฮโดรคาร์บอนแบบวงท่ีพันธะ
ระหว่างคาร์บอนอะตอมเปน็ พนั ธะเดี่ยว จะมสี มบัตคิ ล้ายแอลเคนถ้ามีพนั ธะคู่ปนอย่จู ะมสี มบตั คิ ลา้ ยแอ
ลคีน ถา้ มีพนั ธะสามปนอยู่ จะมสี มบัติคลา้ ยแอลไคน์

สูตรทวั่ ไปของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวงชนิดอ่มิ ตัว คอื CnH2n
สูตรทว่ั ไปของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงชนดิ ไมอ่ ิ่มตวั คือ CnH2n -2
สตู รทว่ั ไปของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงชนดิ ไมอ่ ิ่มตวั คือ CnH2n-4

ผลการเรยี นรู้
3. วิเคราะหโ์ ครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟงั ก์ชนั

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. วิเคราะห์โครงสร้างและระบุประเภทของสารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟังกช์ นั
(1) บอกสมบตั บิ างประการของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงได้
(2) เขยี นสตู รโมเลกลุ สตู รโครงสรา้ งและเรียกช่ือสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงได้
(3) บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวงรวมทัง้ บอกวธิ ีแกไ้ ขได้

เนื้อหา (รายละเอยี ดของเน้ือหา อยใู่ นใบความรู้ท่ี 6) ปฏิบตั ติ าม
คุณธรรมและจริยธรรมทต่ี อ้ งการเน้น

วนิ ัย พฤติกรรมที่บง่ ชี้ คอื ปฏบิ ตั ติ นตามกติกาของสงั คม ควบคมุ ตนเองได้ ตรงต่อเวลา
สทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องตน

53

การจัดกระบวนการเรยี นรู้
1. ข้ันสร้างความสนใจ

1. นักเรียนและครู ร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบโซ่เปิดว่า นอกจาก
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบโซ่เปิด เช่น แอลเคน แอลคีน และแอลไคน์ แล้วยังมีสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อนแบบโซป่ ิด หรอื สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวงชนิดอ่มิ ตัวและ ไมอ่ ม่ิ ตวั

2. ครแู จ้งใหน้ กั เรยี นทราบเรอ่ื งทจ่ี ะศึกษาในวนั นว้ี า่ เปน็ เรื่อง สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง
3. นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง ใช้เวลา
ประมาณ 10 นาที

2. ขั้นสารวจและคน้ หา
1. นกั เรยี นศึกษาใบความรู้ที่ 6 เร่อื ง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง และครูนาอภิปราย

โดยสาธิตแบบจาลองแสดงโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวงทั้งชนดิ อิ่มตวั และไมอ่ ่ิมตัว เพอื่ ให้
นกั เรยี นพจิ ารณาจานวนอะตอมคารบ์ อนและไฮโดรเจน เพื่อไดข้ ้อสรุปดงั น้ี

- สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงชนิดอ่มิ ตัวมสี ตู รทว่ั ไป คือ CnH2n เหมอื น แอลคีน
- สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวงชนิดไม่อ่ิมตัวมีสูตรท่ัวไป ซึ่งในโมเลกุลมีพันธะคู่ 1 พันธะ
คือ CnH2n-2 เหมือน แอลไคน์
2. ครถู ามนักเรียนดว้ ยคาถาม ต่อไปน้ี
- ถ้าสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงชนดิ ไม่อม่ิ ตัวท่มี พี ันธะสามอยู่ดว้ ยจะมสี ตู รทัว่ ไปอย่างไร
(CnH2n-4 )
- ปฏิกิริยาทสี่ าคัญของไฮโดรคารบ์ อนแบบวงชนดิ ไม่อ่ิมตัว เปน็ ปฏกิ ิริยาประเภทใด(ปฏิกิริยาการ
เตมิ )
- ถ้าเกิดการเผาไหม้ เพือ่ นาไปใช้เป็นเชอ้ื เพลงิ โดยก่อให้เกิดมลภาวะนอ้ ยท่สี ดุ ควรใช้
ไฮโดรคาร์บอนแบบใด (ไฮโดรคารบ์ อนชนิดอม่ิ ตวั อาจเปน็ แอลเคนแบบตรง แอลเคนแบบวงก็ได้)
3. ครูนาอธิบายถึงการเรียกชื่อ ไฮโดรคาร์บอนแบบวงท้ังชนิดอิ่มตัว และไม่อ่ิมตัว โดยบอกว่าการ
เรียกชื่อจะเหมือนแอลเคน แอลคีน และแอลไคน์ แต่มีคาว่าไซโคลนาหน้า ครูยกตัวอย่างสารบางตัวโดย
อ่านชอื่ และเขยี นสูตรโครงสรา้ ง
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายหาข้อสรุปเก่ียวกับไฮโดรคาร์บอนแบบวงอีกคร้ังหน่ึง แล้วให้
นกั เรยี นสรุปความรู้ที่ไดร้ บั ท้ังหมดลงในสมุดจดงาน
5. ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนสอบถามเน้ือหา เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง ว่ามีสว่ นไหนท่ี
ยังไม่เขา้ ใจและใหค้ วามรเู้ พมิ่ เตมิ ในสว่ นนัน้

3. ขั้นลงข้อสรปุ

54

1. นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง ใชเ้ วลา
ประมาณ 10 นาที

2. นกั เรยี นและครูร่วมกนั เฉลยแบบทดสอบ แจง้ คะแนนพรอ้ มท้งั ชมเชยนักเรียนทผ่ี ่านเกณฑ์ สาหรบั
นกั เรยี นที่ไมผ่ า่ นเกณฑใ์ หเ้ รยี นซ่อมเสรมิ ต่อไป

3. ครมู อบหมายให้นักเรยี นไปศึกษาความรูเ้ พมิ่ เติมและศกึ ษาเนอื้ หา เรื่อง อะไรมาติกไฮโดรคารบ์ อน
ซง่ึ จะเรยี นในคาบต่อไปมาล่วงหนา้

ส่อื การเรียนการสอน
1. หนงั สอื เรียนวิชาเคมี 5
2. ใบความรทู้ ่ี 6 เร่อื ง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรียน เรื่อง สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง

การวดั และประเมินผล

การวดั ผล วิธกี ารวัด เคร่ืองมือวดั เกณฑ์การผ่าน

ประเมนิ ผลด้าน

1. ดา้ นความรูค้ วาม 1.วัดจาก 1.แบบทดสอบหลงั เรยี น ชนิด 1. ทาแบบทดสอบถูก

เขา้ ใจ แบบทดสอบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 10 มากกวา่ หรือ เท่ากับ 6 ข้อ

ขอ้ ข้ึนไป

2. ใบงานท่ี - 2. ทาถกู ต้อง 60% ข้นึ ไป
2. วัดจากการตรวจ

ใบงานท่ี -

2. ดา้ นทกั ษะ สงั เกตจากการ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ข้นึ ไป

กระบวนการ ปฏิบัติตามใบงานที่ - ทางาน

3. ดา้ น การสังเกต แบบสังเกตพฤติกรรมความ มี ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขนึ้ ไป
คณุ ลกั ษณะทีพ่ ึง
ประสงค์ พฤติกรรมความ มี วนิ ยั

วินัย

กจิ กรรมเสนอแนะ
คาถามชวนคิด : ไซโคลแอลเคนมีสตู รทั่วไปเหมือนหรือต่างจากแอลเคนโซเ่ ปิดอยา่ งไร (ไซโคล
แอลเคนมสี ูตรทัว่ ไปตา่ งจากแอลเคนโซ่เปดิ โดยไซโคลแอลเคนมีสูตรทัว่ ไปเป็น CnH2nสว่ นแอลเคนโซ่เปิดมสี ูตร
ทว่ั ไปเป็น CnH2n+2)

55

แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น
เรื่อง สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. บอกสมบัตบิ างประการของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวงได้

2. เขยี นสตู รโมเลกุล สตู รโครงสรา้ ง พรอ้ มทงั้ เรียกช่ือสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง

3. บอกประโยชน์และโทษของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง รวมท้ังบอกวธิ แี ก้ไขได้

คาช้แี จง 1. แบบทดสอบนีเ้ ปน็ แบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 ขอ้ รวม 10 คะแนน

2. ให้นกั เรยี นตอบโดยทาเคร่ืองหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตวั เลอื กในกระดาษคาตอบ

ทเี่ ห็นว่าถกู ตอ้ งท่ีสุดเพยี งข้อละตวั เลอื กเดยี ว

*******************************************************************************

1. สารประกอบไซโคลประเภทใดท่ีฟอกจางสี KMnO4 ได้ ?

ก. C6H14 ข. C6H12 ค. C6H10 ง. ข้อ ข, ค ถูก

2. จากสมการ C5H10 + O2 5CO2 + 5H2 O ถ้าใช้ 2 โมเลกุล จะเกิดผลิตภัณฑก์ ่ีโมเลกุล

ก. 5 โมเลกุล ข. 10 โมเลกลุ ค. 15 โมเลกุล ง. 20 โมเลกลุ

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน 4 ชนดิ มีสูตรดังน้ี

1. C5H12 2. C5H10

3 C6H6 4. C4H10

3. สารใดเปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนประเภทอ่มิ ตวั และสามารถเขียนสตู รโครงสร้างแบบวงได้

ก. ข้อ 2 เทา่ นน้ั ค. ข้อ 1 และ 2

ข. ข้อ 2 และ 3 ง. ข้อ 1 และ 4

4. ไซโคลเฮกซนี สามารถเขยี นไอโซเมอรแ์ บบวงไดก้ ่ีไอโซเมอร์ ?

ก. 4 ข. 5 ค. 6 ง. 8

5. เม่อื เผาไซโคลเพนเทนในอากาศ จนกระทัง่ เกิดการเผาไหม้อยา่ งสมบูรณ์ จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

และไอนา้ เปน็ อตั ราสว่ นเทา่ ใดโดยปริมาตร ?

ก. 1 : 1 ข. 1 : 2 ค. 2 : 3 ง. 3 : 4

6. ข้อใดเปน็ สตู รท่วั ไปของไซโคลแอลคนี ?

ก. CnH2n ข. CnH2n+2 ค. CnH2n+1 ง. CnH2n-2

7 . C6H8 มีชอ่ื เรียกอยา่ งไร ?

ก. ไซโคลเฮกเซน ค. ไซโคลเฮกไซน์

ข. ไซโคลเฮกซีน ง. ไซคลกิ เฮกเซน

8. สารประกอบท่ีมีสูตรโครงสร้าง มีช่ือเรียกวา่ อยา่ งไร ?

ก. ไซโคลบิวเทน ค. ไซโคลเพนทนี

56

ข. ไซโคลเพนเทน ง. ไซโคลเพนไทน์

9. สูตรโมเลกุลของสารใด สามารถมีโครงสรา้ งแบบวงได้

ก. C5H10 ข. C5H12 ค. C5H11Cl ง. C5H10Cl2

10. วธิ ใี ดดที สี่ ดุ ในการกาจดั สารไซโคลเฮกซนี ?

1. ทาให้เปน็ กลางแลว้ เทลงในรางน้าทิง้ พร้อมกบั เทนา้ ปรมิ าณมาก ๆ ตามไปด้วย

2. ละลายในกรด (หรือด่าง) แลว้ แตค่ วามเหมาะสม แล้วทาใหเ้ จือจางดว้ ยนา้ ปรมิ าณมาก ๆ

3. ละลายหรือผสมกบั สารซึ่งตดิ ไฟได้ เชน่ แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ ทใี่ ชผ้ สมสีแล้วพ่นลงในเตาไฟ

4. นาไปทงิ้ ในบ่อสาหรับกาจดั สารเคมี แลว้ จุดไฟเผาโดยใชก้ ระดาษหรือไมห้ รือจะใชเ้ ศษไม้ชุบดว้ ย

แอลกอฮอลเ์ ป็นเชือ้ เพลงิ

*******************************************************************************
เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลงั เรียน

เรือ่ ง สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง
1) ค. 2) ง. 3) ก. 4) ค. 5) ก.
6) ง. 7) ค. 8) ค. 9) ก. 10) ง.

57

แผนการจัดการเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้…วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ช้ัน…….มัธยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนที่…1…. ปีการศกึ ษา…2564…….

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่….8…… เรอื่ ง……สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน……… เวลา……3….. ช่วั โมง

สาระสาคัญ
อะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทปี่ ระกอบด้วยวงเบนซนี ซึ่งมี

คาร์บอน 6 อะตอมต่อกนั เป็นวง โดยพนั ธะระหว่างคาร์บอนอะตอมเป็นพันธะค่สู ลับกบั พันธะเด่ยี ว

ผลการเรียนรู้
3. วเิ คราะหโ์ ครงสร้างและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี จ์ ากหมู่ฟังก์ชัน

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. วิเคราะห์โครงสร้างและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี ์จากหมู่ฟังก์ชัน
(1) บอกสมบตั บิ างประการของสารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนได้
(2) เขียนสูตรโมเลกุล สูตรโครงสร้าง และเรยี กชอื่ สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนได้
(3) บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน และบอกวธิ แี กไ้ ขได้

เน้ือหา (รายละเอียดของเน้ือหา อยใู่ นใบความร้ทู ี่ 7) สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

คุณธรรมและจริยธรรมทีต่ ้องการเนน้
รักและเมตตา พฤติกรรมที่บ่งช้ี คือ มนี ้าใจ บริการ ช่วยเหลือ ยอมรับในคณุ ความดขี องผ้อู ่นื ไม่พดู /กระทา
สง่ิ ใดให้ผอู้ ืน่ เสยี ใจ ให้อภัยผู้อ่ืนเม่ือทาผดิ พลาด ช่วยเหลอื ผู้ตกทุกข์ไดย้ าก ให้กาลังใจตัวเองและผู้อ่นื เสมอ ชนื่
ชม ยนิ ดีต่อการกระทาดีของผู้อนื่

การจัดกระบวนการเรียนรู้
1. ขน้ั สร้างความสนใจ

1. ครูนาอภปิ รายวา่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีวงเบนซีน ซง่ึ มีคารบ์ อน 6 อะตอมต่อกันเป็นวง
โดยพันธะระหวา่ งคาร์บอนอะตอมเป็นพันธะคู่สลับกับพนั ธะเดี่ยว (C6H6) เปน็ องคป์ ระกอบอยู่ในโมเลกุล
เรียกว่า สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน

2. ครูแจ้งใหน้ ักเรียนทราบเรื่องทีจ่ ะศึกษาในวันน้ีวา่ เป็นเรอื่ ง สารประกอบอะโรมาติก
ไฮโดรคาร์บอน

3. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เร่อื ง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน ใชเ้ วลา

58

ประมาณ 10 นาที

2. ขั้นสารวจและคน้ หา
1. นกั เรยี นศึกษาใบความรู้ท่ี 7 เร่ือง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน และในหนังสือเรยี นเคมี
2. เม่อื นกั เรยี นศึกษาใบความรทู้ ี่ 7 เร่อื ง สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน และใน

หนังสือเรียนเคมี 5 แล้ว นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภิปราย เพ่อื หาขอ้ สรุปดังนี้
- สารประกอบอินทรีย์ทมี่ วี งเบนซีน (C6H6 ) เปน็ องค์ประกอบอยู่ จัดเป็นสารประกอบ อะโร

มาตกิ ไฮโดรคารบ์ อนท้ังหมด
- สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนไม่เกิดปฏิกิริยาการเตมิ กับโบรมีนท้ังในท่ีมืดและทีส่ ว่าง
- สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนไม่ฟอกสีโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต แต่อาจเกิดปฏกิ ริ ยิ า

การแทนท่ีไฮโดรเจนอะตอมใดอะตอมหนึ่ง หรือหลาย ๆ อะตอมได้
- สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อนอาจจะมีวงเบนซนี มากกว่า 1 วง เชน่ แนพทาลีน

(C10H8) มี 2 วง และ แอนทราซีน (C14H10 ) มี 3 วง
3. ครูอธิบายถงึ การเรยี กชอื่ ของสารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนวา่ ให้นบั เบนซนี เปน็ ช่อื

หลัก ถา้ มอี ะตอมหรอื หมอู่ ะตอมมาแทนที่ H ในวงเบนซีนจะเรียกชื่ออะตอมหรอื หมู่อะตอมนนั้ นาหนา้ เบน
ซนี เช่น CH3 อา่ นวา่ เมทลิ เบนซนี (ชื่อสามญั คือ โทลอู ีน)
4. นักเรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายหาข้อสรุปเก่ยี วกบั สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนอีกครั้งหน่งึ แล้ว
ให้นักเรียนสรุปความรูท้ ี่ได้รับท้ังหมดลงในสมุดจดงาน
5. ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเนอ้ื หา เร่ือง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน วา่ มีสว่ นไหนทยี่ งั ไม่
เขา้ ใจและให้ความรเู้ พิม่ เติมในสว่ นนนั้

3. ขนั้ ลงข้อสรุป
1. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เร่ือง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ใช้เวลา

ประมาณ 10 นาที
2. นักเรียนและครูร่วมกันเฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมท้ังชมเชยนักเรียนท่ีผ่านเกณฑ์สาหรับ

นกั เรียนทไี่ ม่ผ่านเกณฑใ์ ห้เรยี นซ่อมเสรมิ ต่อไป
3. ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้เพ่ิมเติมและศึกษาเนื้อหา เรื่อง ชื่อของสารประกอบ

อนิ ทรยี ์ ซง่ึ จะเรยี นในคาบต่อไปมาล่วงหนา้

ส่อื การเรียนการสอน
1. หนงั สอื เรียนวิชาเคมี 5
2. ใบความรทู้ ่ี 7 เรือ่ ง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
3. แบบทดสอบก่อน-หลงั เรยี น เรื่อง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

59

การวัดและประเมินผล

การวัดผล วิธีการวัด เครื่องมือวดั เกณฑ์การผา่ น

ประเมินผลด้าน 1.แบบทดสอบหลังเรยี น 1. ทาแบบทดสอบถูก
ชนดิ ปรนัย 4 ตัวเลือก มากกว่าหรือ เทา่ กับ 6 ขอ้
1. ด้านความรู้ 1.วัดจากแบบทดสอบ จานวน 10 ขอ้ ข้นึ ไป
2. ใบงานท่ี - 2. ทาถกู ต้อง 60% ขึน้ ไป
ความเข้าใจ

2. วดั จากการตรวจใบ

งานที่ -

2. ดา้ นทักษะ สังเกตจากการปฏิบตั ิ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ข้นึ ไป
กระบวนการ ได้คะแนนในระดบั 2 ขึ้นไป
ตามใบงานที่ - ทางาน
3. ดา้ น
คณุ ลกั ษณะท่พี ึง การสงั เกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ
ประสงค์ ความ รกั และเมตตา รกั และเมตตา

กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

60

แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรียน
เร่อื ง สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. บอกสมบัติบางประการของสารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อนได้
2. เขยี นสูตรโมเลกุล สูตรโครงสรา้ ง พร้อมทั้งเรยี กชื่อสารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน ได้
3. บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน และบอกวธิ แี ก้ไขได้

คาชแี้ จง
1. แบบทดสอบนี้แบง่ ออกเปน็ 2 ตอน คือ
ตอนท่ี 1 เป็นแบบอัตนยั ชนิดเตมิ คาตอบ จานวน 1 ข้อ 5 คะแนน
ตอนท่ี 2 เป็นแบบปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 5 ขอ้ ข้อละ 1 คะแนน
*******************************************************************************

ตอนท่ี 1 ใหน้ กั เรยี นเติมคาตอบลงในช่องว่าง
1. จงอ่านชอ่ื ของสารประกอบต่อไปนี้ ( 3 คะแนน)
1.1

1.2

1.3

ตอนที่ 2 ใหน้ ักเรียนตอบโดยทาเคร่อื งหมายกากบาท ( X ) ลงใน • ของตวั เลอื กในกระดาษคาตอบที่เห็นวา่

ถูกต้องทสี่ ดุ เพียงข้อละตัวเลือกเดียว

1. ขอ้ ใดตอ่ ไปนถี้ ูกต้องเก่ียวกบั อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

1. เมอื เผาไหมจ้ ะใหเ้ ปลวไฟทีม่ ีเขม่ามาก

2. สามารถเปล่ยี นสสี ารละลาย KMnO4 ได้

3. สามารถฟอกสสี ารละลายโบรมนี ในคารบ์ อนเตตระคลอไรด์ในทส่ี วา่ งได้

4. มีพลังงานพันธะระหวา่ งคารบ์ อนมากกวา่ พลงั งานพันธะระหวา่ งคาร์บอนของแอลคนี

2. ถา้ ไฮโดรเจน 3 อะตอมในเบนซีนถูกแทนทีด่ ว้ ยหมเู่ มทลิ 3 หมู่ จะไดส้ ารท่เี ป็นอนุพนั ธ์ของ

เบนซีนก่ีชนดิ

ก. 2 ชนดิ ข. 3 ชนดิ ค. 4 ชนดิ ง. 5 ชนิด

3. สาร A มีสตู รโมเลกลุ พจิ ารณาสารประกอบต่อไปน้ี

61

1. ไซโคลแอลเคน 2. ไซโคลแอลเคน 2 วงติดกัน

3. ไซโคลแอลคนี 3. วงของไซโคลแอลเคนและไซโคลแอลคนี

5. สารประกอบแอลไคน์ ง. สารประกอบอะโรมาติก

สาร A อาจเป็นสารประกอบใดไดบ้ า้ ง

ก. 6 เทา่ น้นั ข. 1, 4 และ 5 ค. 1, 2 และ 5 ง. 2, 3 และ 5

4. สารประกอบต่อไปนี้

CO2CH3 COOH CO2NH2 CO

NH2
1. 2. 3. 4.
ปฏิกิรยิ าขอ้ ใดผดิ

1. สารประกอบ 1, 2, 3 และ 4 ไม่ฟอกสสี ารละลาย KMnO4
2. สารประกอบ 3 และ 4 ทาปฏกิ ริ ิยากบั กรดไฮโดรคลอริกได้เกลือ
3. สารประกอบ 1 และ 4 เกิดไฮโดรลิซสิ ในสารละลายกรดไดส้ ารประกอบ 2
4. สารประกอบ 2 เกดิ ฟองกา๊ ซกับสารละลาย NaHCO3
5. เบนซนี 1 โมล ทาปฏกิ ริ ิยาพอดีกบั ไฮโดรเจน 2 โมลได้สารประกอบ X ซึ่งทาปฏิกิรยิ ากับสารละลาย
โบรมนี ใน CCl4 ได้ทั้งที่มืดและสว่าง เมอ่ื นาสารประกอบ X มาออกซิไดส์ดว้ ยสารละลาย KMnO4 จะได้
สารประกอบท่ีมีสตู รโมเลกุล C6H12O2 สารประกอบ X มีกไี่ อโซเมอร์ ?

ก. 1 ข. 3 ค. 5 ง. 6
เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลังเรยี น

เรื่อง สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอนตอนที่ 1

1.1 มชี อ่ื วา่ เบนซีน

1.2 มชี อื่ วา่ แนฟทาลนี

1.3 มีชื่อว่า แอนทราซีน
ตอนที่ 2 2) ข. 3) ง. 4) ข.

1) ก. 5) ก.

62

ใบความรู้ที่ 7
อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน คือ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนท่ีมวี งแหวนเบนซนี เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย

เ บ น ซี น ( Benzene) C6H6 คื อ
สารประกอบอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่เป็นโมเลกุลเล็กท่ีสุด โครงสร้างโมเลกุล C ขดเป็นวงปิดหกเหล่ียม C
กับ C ทุกพันธะยาวเท่ากัน เพราะเกิด Resonnance มุมระหว่างพันธะกาง 120 สมบัติของเบนซีน เป็น
ของเหลวไมน่ าไฟฟา้ ติดไฟ ให้เปลวไฟสว่าง มเี ขมา่ มาก เกดิ ปฏกิ ิริยา
คายพลังงานไมล่ ะลายน้าเป็นโมเลกุลไม่มีขวั้ ไม่มีสี มกี ลิ่นเฉพาะ เกิดปฏกิ ริ ิยาแทนที่ ดงั นี้

63

แผนการจัดการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้…วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชน้ั …….มธั ยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรยี นท่ี…1…. ปีการศึกษา…2564…….

หน่วยการเรียนรูท้ ี่….9…… เรอื่ ง……สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน……… เวลา……3….. ชวั่ โมง

ผลการเรียนรู้
4. เขียนสตู รโครงสร้างและเรียกชอ่ื สารประกอบอินทรียป์ ระเภทตา่ ง ๆ ท่มี หี มู่ฟงั ก์ชนั ไมเ่ กิน 1 หมู่

ตามระบบ IUPAC

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เขียนสตู รโครงสรา้ งและเรียกช่อื สารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทต่าง ๆ ท่มี ีหมู่ฟงั กช์ นั ไมเ่ กนิ 1 หมู่

ตามระบบ IUPAC

เนือ้ หา (รายละเอียดของเนื้อหา อย่ใู นใบความรูท้ ี่ 8)
ชือ่ ของสารประกอบอนิ ทรยี ์

คุณธรรมและจริยธรรมทีต่ อ้ งการเน้น
รักและเมตตา พฤติกรรมท่ีบ่งชี้ คือ มีน้าใจ บริการ ช่วยเหลือ ยอมรับในคุณความดีของผู้อ่ืน ไม่

พูด/กระทาสิ่งใดให้ผู้อ่ืนเสียใจ ให้อภัยผู้อ่ืนเม่ือทาผิดพลาด ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ให้กาลังใจตัวเองและ
ผ้อู นื่ เสมอ ช่ืนชม ยินดตี ่อการกระทาดีของผอู้ ่นื

การจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. ข้นั สร้างความสนใจ

1. ครูยกตวั อยา่ งชือ่ สามัญของสารประกอบอนิ ทรยี ์ท่ีพบในชวี ิตประจาวนั เชน่ กรดแอซตี ิก
(CH3COOH) เอทิลแอลกอฮอล์ (CH3CHOH) เปน็ ต้น

2. ครูและนักเรยี นอภิปรายร่วมกันเพ่ือให้ไดข้ ้อสรุปวา่ การเรยี กชือ่ สามัญไมส่ ามารถสื่อถึงโครงสร้าง
ของสารได้ IUPAC จงึ ไดต้ ง้ั ข้อกาหนดในการเรียกชอื่ สารประกอบอนิ ทรียท์ สี่ ัมพนั ธก์ ับโครงสร้างของสารอย่าง
เป็นระบบ

64

2. ขัน้ สารวจและคน้ หา
1. ครูอธิบายวิธีการเรียกชื่อสารประกอบอินทรียต์ ามระบบ IUPAC ซ่งึ สามารถแบง่ ได้เป็น 3

สว่ น คือ ส่วนคาลงทา้ ย โซห่ ลัก และคานาหนา้ โดยใชต้ ัวอย่าง 2-methylpentane ในหนังสือเรียน
2. ครอู ธบิ ายการเขียนและการออกเสยี งคาลงท้ายและชื่อท่ีแสดงจานวนอะตอมของคาร์บอนในตาราง

12.8 และ 12.9 ตามลาดับ และการใชค้ านาหน้า โดยครูอาจยกตัวอย่างช่ือสารเพิ่มเติม แล้วให้นกั เรยี นระบุว่า
ส่วนใดเป็นคาลงท้าย โซ่หลัก และคานาหน้า รวมท้ังโซ่หลักมีจานวนอะตอมของคาร์บอนเท่าใด ตัวอย่างงชื่อ
สารเป็นดังนี้

2-fluoropentane จาแนกเป็น 2-fluoro (คานาหนา้ )/ pent (โซห่ ลัก)/ -ane (คาลงทา้ ย)
4-propyloctane จาแนกเปน็ 2-fluoro (คานาหน้า)/ pent (โซห่ ลัก)/ -ane (คาลงท้าย)
3. ครูอธิบายวิธีการเรียกช่ือของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน โดยเร่ิมจากการเรียกชื่อแอลเคนตาม
ระบบ IUPAC ทง้ั แอลเคนที่เปน็ โซ่ตรงและแอลเคนทเ่ี ปน็ โซก่ ิ่ง ตามขน้ั ตอนและตัวอย่างในหนงั สอื เรยี น
4. ครแู สดงโครงสร้างของสารท่ีหมู่แอลคลิ ตาแหนง่ แรกเป็นตาแหน่งเดยี วกนั แล้วให้นกั เรียน เรียกช่ือ
สาร จากนั้นครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกัน โดยครูช้ีให้เห็นว่าถ้าตาแหน่งของหมู่แอลคิลตาแหน่งแรกเป็น
ตาแหนง่ เดียวกันให้ดูตาแหนง่ ถดั ไป จนกระทงั่ พบตาแหน่งทีต่ ่างกัน ให้เลือกตาแหน่งของหมแู่ ทนทท่ี ่นี ้อยที่สุด
5. ครอู ธบิ ายวิธีการเรยี กชอ่ื ไซโคลแอลเคน แอลคีน แอลไคน์ ไซโคลแอลคีน ไซโคลแอลไคน์
และแอโรแมติกไฮโดรคารบ์ อน โดยใชต้ ัวอย่างในหนงั สอื เรียน
6. ครูอธิบายวิธีการเรียกชื่อของสารประกอบอินทรีย์ท่ีมีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ และ
สารประกอบอินทรยี ์ทมี่ ีธาตุไนโตรเจนเป็นองคป์ ระกอบ โดยใชต้ วั อยา่ งในหนงั สอื เรยี น
7. ครูอาจให้นกั เรยี นทากจิ กรรมเพื่อทบทวนการเรียกช่ือของสารประกอบอินทรีย์ ดงั ตัวอย่าง
กจิ กรรมเสนอแนะสาหรับครู เรื่อง การเรยี กชอื่ ของสารประกอบอนิ ทรีย์
8. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เร่ือง ช่ือของสารประกอบอินทรีย์ ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่
เขา้ ใจและให้ความรเู้ พมิ่ เติมในส่วนนั้น

3. ขัน้ ลงขอ้ สรุป
1. ครูใหน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหัด 12.3 เพื่อทบทวนความรู้ และร่วมกันเฉลยแบบฝกึ หดั รว่ มกัน
2. ครูมอบหมายให้นักเรยี นไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมและศึกษาเน้อื หา เร่ือง ไอโซเมอร์ ซ่ึงจะเรียน

ในคาบต่อไปมาลว่ งหน้า

ส่ือการเรยี นการสอน
1. หนงั สือเรยี นวชิ าเคมี 5
2. ใบความร้ทู ่ี 8 เรอ่ื ง ชือ่ ของสารประกอบอินทรยี ์

การวัดและประเมินผล

65

การวัดผล วธิ กี ารวัด เครื่องมือวดั เกณฑ์การผา่ น
ประเมนิ ผลด้าน 1.วดั จากแบบทดสอบ
1. ดา้ นความรู้ 1.แบบทดสอบหลงั เรยี น 1. ทาแบบทดสอบถูก
ความเขา้ ใจ 2. วดั จากการตรวจใบ
งานที่ - ชนดิ ปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน มากกว่าหรือ เทา่ กบั 6 ขอ้

10 ข้อ ข้นึ ไป

2. ใบงานท่ี - 2. ทาถกู ต้อง 60% ขน้ึ ไป

2. ดา้ นทักษะ สงั เกตจากการปฏบิ ตั ิ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ข้นึ ไป
กระบวนการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขึ้นไป
ตามใบงานที่ - ทางาน
3. ดา้ น
คณุ ลกั ษณะที่พึง การสงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมความ
ประสงค์ ความ รกั และเมตตา รักและเมตตา

กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

66

ใบความรูท้ ่ี 8

ชอื่ ของสารประกอบอินทรีย์

****************************************************************************

การเรียกช่ือสารอินทรยี ์ในสมยั แรก ๆ ไม่มกี ฎเกณฑ์ที่แน่นอน เนอ่ื งจากมีสารท่ีพบไม่มากนักจึงมักจะ

เรียกชื่อตามที่นักเคมีคิดว่าเหมาะสมซึ่งอาจจะเรียกช่ือตามสิ่งท่ีพบหรือตามสถานท่ีพบ ชื่อท่ีเรียกโดยไม่มี

กฎเกณฑ์เหล่าน้ี เรียกว่าช่ือสามัญ (common name) ต่อมาเมื่อมีการค้นพบสารอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น การ

เรียกช่ือสามัญจึงเร่ิมมีปัญหาเกิดข้ึนเน่ืองจากช่ือสามัญส่วนมากจะไม่มีส่วนสัมพันธ์กับชนิดของสารหรือไม่มี

ส่วนสัมพันธ์กับสูตรโครงสร้าง ทาให้ยากแก่การจดจาว่าสารดังกล่าวนั้นเป็นสารประเภทใด มีสูตรโครงสร้าง

เป็นอย่างไร โดยเฉพาะสารท่ีมีสูตรโครงสร้างคล้าย ๆ กันหรือท่ีมีสูตรโครงสร้างซับซ้อนจะเรยี กช่ือสามัญไมไ่ ด้

นักเคมีจึงได้กาหนดกฎเกณฑ์ในการเรียกช่ือขึ้นใหม่ให้เป็นระบบเดียวกันว่า ระบบ IUPAC (International

Union of Pure and Applied Chemistry) การเรียกช่ือในระบบ IUPAC นี้มีส่วนสัมพันธ์กับชนิดและสูตร

โครงสร้างของสารจงึ ทาใหง้ ่ายแกก่ ารจดจา ซึ่งยงั คงใช้กันอยู่ในปัจจบุ นั น้ี

ก. การเรียกชอื่ ระบบสามัญ

ใชเ้ รียกชอ่ื สารอินทรีย์ทโี่ มเลกลุ มีขนาดเล็ก ๆ และโครงสร้างโมเลกุลเป็นแบบง่ายๆ ดงั ทก่ี ล่าวแล้ว

ว่าการเรียกชื่อสามัญไม่มีหลักเกณฑ์ท่ีแน่นอน นักเคมีมักจะต้ังชื่อสารที่พบใหม่ตามท่ีนักเคมีผู้น้ันเห็นว่า

เหมาะสม ซ่ึงส่วนใหญ่มักจะมีส่วนสัมพันธ์กับสถานที่พบหรือแหล่งที่มาของสาร หรือมีส่วนสัมพันธ์กับสมบัติ

ของสารนั้น บางกรณอี าจจะตง้ั ชอ่ื สารโดยไม่มีส่วนสัมพันธก์ บั สิง่ ใด ๆเลยกไ็ ด้

ตัวอยา่ งชื่อสามญั ของสารอินทรีย์

 HCOOH เรียกว่า formic acid (กรดฟอรม์ กิ หรือกรดมด) มาจากภาษาละตินคาวา่ formica ซง่ึ

แปลว่ามด กรดฟอร์มิกสามารถเตรียมได้จากมด โดยนามาบดรวมกบั นา้ แลว้ กลน่ั แยกออกมา

 morphine (มอร์ฟีน) ซึ่งใช้เป็นยาแก้ปวดและยานอนหลับ เรียกชื่อตามเทพเจ้าแห่งการนอน

หลับของกรกี คือ morpheus

ชื่อสามัญส่วนใหญ่จะใช้เรียกช่ือโมเลกุลท่ีมีจานวนอะตอมของคาร์บอนน้อย ๆ (ส่วนมากไม่เกิน 5

อะตอม) ซง่ึ ยังไมม่ ีไอโซเมอร์หรือมไี อโซเมอร์จานวนนอ้ ยและมีโครงสร้างโมเลกุลท่ไี ม่ซับซ้อน

 บางกรณีอาจจะต้องเติมคานาหนา้ บางอย่าง เช่น n- , iso- , neo- , เพ่ือบอกความแตกตา่ งของ

สูตรโครงสร้าง

n- มาจากคาว่า normal ใช้นาหน้าช่ือสามัญของสารประกอบของคาร์บอน เพอ่ื แสดงวา่

คาร์บอนอะตอมทั้งหมดของสานั้นตอ่ กันเป็นสายยาว ไม่มีก่ิงกา้ นหรือสาขา เช่น

CH3 - CH2 - CH2 - CH3 เรียกวา่ n - butane เป็น
CH3 - CH2 - CH2 - OH เรียกวา่ n -propyl alcohol
iso- ใชน้ าหนา้ ชื่อสารประกอบของคารบ์ อนที่มีโครงสรา้ ง

เช่น

67

neo- ใช้นาหนา้ ชอ่ื สารประกอบของคาร์บอนที่มีโครงสร้างเปน็
เช่น

ตารางที่ 3 ตวั อยา่ งช่ือสามัญของสารอนิ ทรียบ์ างชนิดทีค่ วรรู้จกั

สตู รโครงสรา้ ง ชือ่ สามัญ สตู รโครงสรา้ ง ชื่อสามญั

CH2 = CH2 ethylene CH CH acetylene
CH2 = CH - Cl vinyl chloride CH2= CH-CH2-Cl allyl chloride

acetic acid

acetone

CH3 - CH2 - OH ethyl alcohol urea
CHCl3 chloroform CH3-CH2 - O -CH2-CH3 ethyl ether

toluene crotonic acid

68

benzoic acid anilline
furan phenol

thiophene pyrrole

pyridine naphthalein

hydroquinone

isoperene

การเรียกช่ือระบบ IUPAC
เป็นการเรยี กช่อื ตามระบบสากล มีหลกั เกณฑ์ทีแ่ นน่ อนจงึ ทาให้เรยี กชือ่ สารอนิ ทรยี ์ได้ทุกชนดิ ทง้ั ที่

เปน็ โมเลกลุ เลก็ และโมเลกลุ ใหญ่ หรือทมี่ โี ครงสรา้ งโมเลกุลแบบงา่ ย และท่ซี ับซอ้ น ซ่ึงระบบนี้จะทาใหท้ ราบ
ชนดิ และลักษณะโครงสร้างของสาร เพราะหลักเกณฑ์ในการเรียกชอื่ มีความสัมพันธ์กบั โครงสร้างสาร

การเรียกช่อื ระบบ IUPAC เริ่มตน้ ในปี ค.ศ. 1892 ทีก่ รงุ เจนนวี า ประเทศสวสิ เซอรแ์ ลนด์ โดยการ
ประชมุ รว่ มกนั ของนักเคมเี พ่ือวางกฎเกณฑก์ ารเรยี กชอ่ื สารอนิ ทรีย์ ในครัง้ แรกเรยี กระบบการเรียกชื่อนีว้ า่
ระบบเจนีวา ต่อมาสหพันธ์นักเคมรี ะหว่างประเทศ (International Union of Chemistry) ได้เปลี่ยนแปลง
แกไ้ ขใหเ้ หมาะสมขึ้น ในปี ค.ศ. 1931 และเปล่ียนช่ือเป็นระบบ IUC และเมอ่ื มีการค้นพบสารใหม่เพม่ิ มากข้ึน
จึงไดป้ รับปรงุ การเรยี กช่ือใหม่อกี คร้ังหน่งึ ในปี ค.ศ. 1957 และเปล่ยี นชื่อเป็นระบบ IUPAC ดังท่ีใช้กนั อยู่ใน
ปจั จุบัน

หลักเกณฑ์การเรยี กช่ือสารอินทรีย์ตามระบบ IUPAC โดยทว่ั ๆ ไปมีหลักดงั น้ี
ให้แบ่งการเรียกชอื่ สารอนิ ทรียอ์ อกเปน็ 3 ส่วน คือ

สว่ นท่ี 1 เปน็ ชื่อโครงสรา้ งหลกั (basic unit หรือ parent name)
สว่ นที่ 2 เปน็ คาลงท้าย (suffix)
สว่ นที่ 3 เปน็ คานาหน้า (prefix)

69

prefix + basic unit (parent name) + suffix

1. ชอ่ื โครงสรา้ งหลัก เปน็ สว่ นที่แสดงลักษณะโครงสร้างหลักของคาร์บอนที่ต่อกันเป็นสายตรงยาว

ทส่ี ดุ การเรยี กชอ่ื โครงสร้างหลกั จึงเรียกตามจานวนอะตอมของคารบ์ อนท่ตี ่อกนั เปน็ สายยาวที่สุด โดย

กาหนดการเรียกช่อื ดังนี้

ตารางที่ 4 ชือ่ โครงสรา้ งหลักของสารประกอบของคารบ์ อน

จานวน C ที่ต่อกนั เป็นสายยาวท่สี ดุ โครงสรา้ งของ C ชอื่ โครงสรา้ งหลกั

1C meth-

2 C-C eth-

3 C-C-C prop-

4 C-C-C-C but-

5 C-C-C-C-C pent-

6 C-C-C-C-C-C hex-

7 C-C-C-C-C-C-C hept-

8 C-C-C-C-C-C-C-C oct-

9 C-C-C-C-C-C-C-C-C non-

10 C-C-C-C-C-C-C-C-C-C dec-

2. คาลงท้าย เป็นส่วนที่เตม็ ทา้ ยชื่อโครงสรา้ งหลัก เพือ่ แสดงวา่ สารอินทรยี น์ น้ั เปน็ สารประกอบประเภทใด
เป็นสารประกอบประเภทอ่มิ ตัวหรอื ไม่อ่ิมตัว คาลงทา้ ยจะบอกให้ทราบถงึ ชนดิ ของหมู่ฟังกช์ ันในโมเลกลุ

ตารางท่ี 5 ชอ่ื คาลงทา้ ยของสารประกอบคาร์บอน

คาลงท้าย หมู่ฟังกช์ นั ประเภทของสาร
-ane alkane

-ene alkene

-yne -C C- alkyne

-ol - OH alcohol
-one ketone

-al 70
-oic acid
-ate aldehyde
-oic amide carboxylic acid

ester
amide

3. คานาหน้า เปน็ สว่ นที่เตมิ หน้าช่ือของโครงสร้างหลัก เพอ่ื จะบอกให้ทราบวา่ ในโครงสรา้ งหลักมีหมู่
ฟงั ก์ชนั อะตอมหรือกล่มุ อะตอมใดบ้างมาต่ออยา่ งละกีห่ มูแ่ ละอยูท่ ี่ C ตาแหนง่ ใดในโครงสรา้ งหลัก การบอก
ตาแหนง่ ของส่วนทมี่ าต่อใหใ้ ช้ตัวเลขน้อยทีส่ ุด (ตัวเลขที่แสดงตาแหน่งของ C ในโครงสรา้ งหลกั )

ตวั อยา่ งการนับตาแหนง่ ของคาร์บอนในโครงสร้างหลัก เม่อื มีกลุม่ อน่ื ๆ มาต่อ
- ให้ตาแหนง่ ของ OH อยูใ่ นตาแหนง่ ทนี่ ้อยทีส่ ุด

ถกู ต้อง ไม่ถกู ต้อง
ถา้ ในโครงสรา้ งหลกั มีพนั ธะคู่ (C = C) อย่ดู ว้ ย จะต้องระบตุ าแหนง่ พันธะคหู่ รอื พนั ธะสามด้วยโดย
กาหนดให้เปน็ เลขน้อยที่สดุ เพียงคา่ เดียว เชน่

พันธะคอู่ ยู่ในตาแหนง่ ท่ี 2 , 3 ให้บอกเลขเดียวที่มคี ่าน้อย คือ 2
ถา้ ในโครงสร้างหลักมีกลุ่มอะตอมซา้ ๆ กนั มาเกาะให้บอกจานวนโดยใชภ้ าษากรกี เชน่ di = 2 กลุ่ม
, tri = 3 กลมุ่ , tetra = 4 กลุ่ม, penta = 5 กลมุ่
ถ้าในโครงสร้างหลกั มีกลุ่มอะตอมหลายชนิดมาเกาะ ให้เรียกชื่อเรยี งลาดบั ตามอักษรภาษาอังกฤษ
ตัวอยา่ ง
2-methyl- หมายถึง มี methyl group มาตอ่ ท่ี C ตาแหน่ง 2 ในโครงสร้างหลกั
3-hydroxy- หมายถงึ มี OH มาต่อท่ี C ตาแหน่ง 3 ในโครงสร้างหลกั
3-ethyl-2-methyl หมายถงึ มี ethyl มาตอ่ ที่ C ตาแหนง่ 3 และ methyl group มาตอ่ ที่ C

ตาแหน่ง 2 ในโครงสร้างหลกั
โดยสรุป

71

เมือ่ ต้องการเรียกชื่อสารอินทรียห์ รือวเิ คราะห์โครงสรา้ งของสารอนิ ทรยี ์ ใหพ้ ิจารณาโครงสร้างหลัก
กอ่ น โดยเลือก C ที่ต่อกันเปน็ สายตรงยาวทีส่ ดุ เปน็ หลักแล้วจึงพจิ ารณาคาลงท้ายและคานาหนา้ ตามลาดับ

72

แผนการจัดการเรียนรู้

สาระการเรยี นรู้…วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..

ชัน้ …….มธั ยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนที่…1…. ปีการศึกษา…2564…….

หน่วยการเรียนรู้ท่ี….10…… เร่ือง…… ไอโซเมอร์……… เวลา……4….. ชัว่ โมง

สาระสาคญั
ปรากฏการณ์ที่สารมสี ตู รโมเลกลุ เหมือนกนั แต่มสี มบัตแิ ตกต่างกัน เรียกวา่ ไอโซเมอรซิ ึม และเรยี ก

สารแตล่ ะชนิดว่า ไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์ท่ีมีสตู รโมเลกลุ เหมือนกนั แต่มีสูตรโครงสรา้ งต่างกันเรียกว่า ไอโซเมอร์
โครงสร้าง

ผลการเรียนรู้
5. เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ งของสารประกอบอินทรียป์ ระเภทตา่ ง ๆ

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรียป์ ระเภทต่าง ๆ

(1) ต่อแบบจาลองแสดงโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบต่าง ๆ ตามจานวนอะตอมของ
คาร์บอนและไฮโดรเจนทกี่ าหนดได้

(2) เขียนสูตรโครงสรา้ งแบบเส้นของแตล่ ะไอโซเมอรไ์ ด้
(3) อธิบายการเกิดไอโซเมอร์ได้

เนอ้ื หา (รายละเอยี ดของเน้ือหา อย่ใู นใบความรูท้ ี่ 9)
- ไอโซเมอริซมึ

คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมที่ต้องการเนน้
ใฝ่รู้-สร้างสรรค์ พฤติกรรมบ่งช้ี คือ กล้าซักถาม ชอบศึกษาค้นคว้า/ทดลองในเรื่องต่างๆประดิษฐ์/

ทาในส่ิงใหม่ ๆ เสมอ กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน/กิจกรรม เรียนรู้จากแหล่งข้อมูลท่ีหลากหลาย จด
บันทึกเรื่องราว/ผลการทดลองค้นคว้า กล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง ชอบเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริม
ประสบการณ์ตา่ ง ๆ อยู่เสมอ มีความคิดและจินตนาการท่ีจะกระทาสิง่ ใดในการสร้างสรรค์
การจัดกระบวนการเรียนรู้
1. ข้นั สร้างความสนใจ

73

1. ครนู าอภปิ รายถึงการเขยี นสูตรโครงสรา้ งแบบเส้นและแบบย่อ ทเ่ี รยี นมาแลว้ และนาแผนภาพ

ขนาดใหญ่แสดงให้นักเรยี นดูและใหส้ งั เกตภาพดังกลา่ ว คือ สารต่อไปนี้

HH H H

H - C - C – O – H และ H –C – O – C – H

HH H H

HHH OH H H H HO

H – C – C –C–C –C – H และ H – C –C –C –C – C – H

HHH H HH H H

และถามนักเรียนว่า นักเรยี นสังเกตเห็นความแตกตา่ งหรอื ไม่ ซึ่งนกั เรยี นจะช่วยกันตอบว่า สารแต่ละ

คู่มีอะไรที่เหมือนกัน (มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่มีสูตรโครงสร้างต่างกัน) จะมีสมบัติต่างกัน ซ่ึงเรียก

ปรากฏการณเ์ ช่นน้ีวา่ ไอโซเมอริซึม และเรยี กสารแตล่ ะชนดิ ว่า ไอโซเมอร์

2. ครแู จง้ ให้นกั เรยี นทราบเรือ่ งท่ีจะศึกษาในวนั นีว้ า่ เป็นเรื่อง ไอโซเมอร์

3. นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น เรอื่ ง ไอโซเมอร์ ใชเ้ วลาประมาณ 10 นาที

2. ขน้ั สารวจและคน้ หา
1. ครใู ห้นักเรียนศึกษาใบความรูท้ ่ี 9 เรือ่ ง ไอโซเมอร์
2. เมอ่ื นักเรียนศกึ ษาเรยี บรอ้ ยแลว้ ครูให้นักเรียนชว่ ยกนั ตอบคาถามของครูดงั ต่อไปนี้ ไอโซเมอร์คืออะไร, ไอ
โซเมอริซึม คืออะไร และมสี มบัติอน่ื ๆ อะไรบา้ งท่เี หมือนหรือแตกต่างกนั

3. ครูให้นักเรยี นสรุปเกี่ยวกับการเกิดไอโซเมอร์ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอีกครง้ั แล้วใหน้ ักเรยี นบันทึก
ความร้ทู ีไ่ ด้ลงในสมุดจดงาน
4. ครูถามนักเรียนว่า นักเรียนคิดว่า C5H12 จะเกิดได้กี่ไอโซเมอร์ และแต่ละไอโซเมอร์มีสูตรโครงสร้างเป็น
อยา่ งไร เพื่อนาไปสกู่ ารทดลองท่ี 12.2 เรือ่ ง การจดั เรยี งอะตอมของคารบ์ อนในสารประกอบอินทรยี ์
5. กอ่ นการทดลองครูแนะนานกั เรียนในเรอ่ื งต่าง ๆ ตอ่ ไปน้ี

- เสียบก้านพลาสติกแข็งลงในลูกกลมพลาสติกสีดาท้ัง 4 รู หรือใช้โครงพลาสติกสีดา จะได้
แบบจาลองท่แี ทนคารบ์ อนอะตอม สร้างพันธะเด่ียว 4 พนั ธะ มที ศิ ทางช้ีไปท่ีมุมทงั้ สขี่ องทรงส่หี นา้

- ในโครงสร้างทมี่ พี นั ธะคู่ ให้ใช้กา้ นพลาสตกิ งอได้ 2 อัน แทนก้านพลาสติกแขง็
- ตอ่ โครงสร้างอะตอมเป็นแบบโซต่ รงกอ่ นแลว้ จึงต่อเป็นโซ่กิ่ง
6. นักเรียนศึกษาข้ันตอนการทดลองในใบงานที่ 1 เรื่อง การจัดเรียงอะตอมของคาร์บอนในสารประกอบ
อินทรีย์ ทาการทดลอง สังเกต และบันทึกผลการทดลองลงในใบงาน นักเรียนรายงานและอภิปรายผลการ
ทดลองหนา้ ชน้ั เรยี นกลุ่มละ 2-3 นาที
7. นกั เรียนและครูร่วมกนั อภิปรายสรปุ ผลการทดลองในหัวข้อต่าง ๆ ดังน้ี
7.1 เมื่อต่อคารบ์ อน 5 อะตอมดว้ ยพนั ธะเดี่ยวทัง้ หมด และมจี านวนไฮโดรเจน 12

74

อะตอมเท่ากัน จะมีโครงสร้างได้ 3 แบบ หรอื 3 ไอโซเมอร์
7.2 การเกดิ ไอโซเมอรใ์ นตอนที่ 1 เนื่องจากการเปล่ยี นตาแหน่งของคาร์บอนจากจากโซต่ รงเป็นโซก่ ่งิ
7.3 เมื่อต่อแบบจาลองโดยใช้คาร์บอน 5 อะตอมเช่นเดยี วกัน แตเ่ ปลย่ี นพนั ธะเดีย่ วเป็น

พันธะคู่ 1พนั ธะ มีจานวนไฮโดรเจน 10 อะตอมเทา่ กนั จะมโี ครงสร้างได้ 5 แบบหรอื 5 ไอโซเมอร์
7.4 การเกิดไอโซเมอรใ์ นตอนที่ 2 เกดิ จากการเปลย่ี นตาแหน่งของพันธะค่แู ละตาแหน่งโซ่กงิ่ จึงทาให้

ไอโซเมอร์ของสารไฮโดรคารบ์ อนในตอนท่ี 2 มจี านวนมากกวา่ ในตอนที่ 1
8. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเนอื้ หา เร่ือง ไอโซเมอร์ วา่ มสี ว่ นไหนทย่ี งั ไม่เขา้ ใจและใหค้ วามรูเ้ พิ่มเติม
ในส่วนน้นั
3. ข้ันลงข้อสรุป

1. นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี น เรอื่ ง ไอโซเมอร์ จานวน 10 ข้อ 10 นาที
2. นกั เรยี นและครูรว่ มกันเฉลยแบบทดสอบ แจง้ คะแนนพร้อมทั้งชมเชยนักเรยี นท่ีผ่านเกณฑ์ สาหรบั
นักเรียนท่ไี มผ่ า่ นเกณฑ์ใหเ้ รยี นซ่อมเสริมตอ่ ไป
3. ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรูเ้ พ่มิ เติมและศกึ ษาเนื้อหา เรื่อง สมบตั ิของสารประกอบ
อินทรีย์ ซ่งึ จะเรยี นในคาบตอ่ ไปมาลว่ งหนา้

สอื่ การเรยี นการสอน

1. หนังสือเรียนวชิ าเคมี 5

2. ใบงานท่ี 1 เรือ่ ง การจัดเรียงอะตอมของคาร์บอนในสารประกอบอนิ ทรีย์

3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรียน เรอ่ื ง ไอโซเมอร์

4. อปุ กรณ์และสารเคมี

อปุ กรณ์ไดแ้ ก่ (ตอ่ 1 กลมุ่ )

1. ลูกกลมสีดา 5 ลกู

2. ลูกกลมสีขาว 12 ลูก

3. ก้านไม้หรือก้านพลาสติก

75

การวัดและประเมนิ ผล

การวดั ผล วธิ กี ารวดั เครอื่ งมือวัด เกณฑ์การผา่ น

ประเมนิ ผลด้าน

1. ดา้ นความรคู้ วาม 1.วัดจาก 1.แบบทดสอบหลังเรยี น ชนิด 1. ทาแบบทดสอบถกู

เขา้ ใจ แบบทดสอบ ปรนยั 4 ตวั เลือก จานวน 10 มากกว่าหรือ เท่ากบั 6 ข้อ

ข้อ ขึ้นไป

2. วดั จากการตรวจ 2. ใบงานที่ 1 2. ทาถกู ต้อง 60% ขนึ้ ไป
ใบงานท่ี 1

2. ด้านทกั ษะ สังเกตจากการปฏิบตั ิ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดบั 2 ขนึ้ ไป
กระบวนการ ตามใบงานท่ี 1 ทางาน

3. ดา้ น การสงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมความใฝ่ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขน้ึ ไป
คณุ ลกั ษณะท่พี ึง ความใฝ่รู้ใฝเ่ รยี น รใู้ ฝเ่ รียน
ประสงค์

กิจกรรมเสนอแนะ ครูมอบหมายใหน้ ักเรียนทาแบบฝึกหัด 12.4 และนามาเฉลยร่วมกนั ในชัน้ เรียน
............................................................................................................................. ...............................................
...........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................

76

ใบงานการทดลองที่ 1
การจดั เรียงอะตอมของคารบ์ อนในสารประกอบอินทรีย์

กลุ่มที่ …………………….……ชัน้ ………

สมาชิกกลุ่ม 1…………………………………………… 2…………………………………….

3…………………………………………… 4…………………………………….

5…………………………………………… 6…………………………………….

คาช้แี จง ใหแ้ ต่ละกลุม่ ทาการทดลอง บันทึกผลการทดลอง ตอบคาถามทา้ ยการทดลอง และอภปิ ราย

สรุปผลการทดลอง

การทดลอง เร่ือง การจดั เรียงอะตอมของคาร์บอนในสารประกอบอินทรยี ์

จุดประสงค์การทดลอง

1. ต่อแบบจาลองแสดงโครงสร้างของสารประกอบอินทรยี ์แบบต่าง ๆ ตาม

จานวนอะตอมของคารบ์ อนและไฮโดรเจนท่ีกาหนดให้

2. เขียนสูตรโครงสร้างแบบเส้นของแต่ละไอโซเมอรแ์ ละระบุจานวนไอโซเมอร์

3. อธิบายผลของการจัดเรยี งอะตอมของคาร์บอนตอ่ โครงสรา้ งของสารประกอบอินทรีย์

สารเคมีและอุปกรณ์

รายการ ตอ่ 1 กล่มุ

อปุ กรณ์

1. แบบจาลองลูกกลมพลาสตกิ สีดาเจาะ 4 รู แทนอะตอมของคาร์บอน

5. ลูก

2. แบบจาลองลูกกลมพลาสตกิ สีขาวเจาะ 1รแู ทนอะตอมไฮโดรเจน

3. กา้ นไม้หรือก้านพลาสติก 12. ลูก

16 อนั

วธิ ที ดลอง
1. ใชแ้ บบจาลองอะตอมลูกกลมสีดาแทนคารบ์ อนอะตอม สีขาวแทนไฮโดรเจนอะตอม และใช้ก้าน
ไมห้ รือก้านพลาสตกิ แทนพันธะ
2. ต่อลูกกลมสีดาจานวน 5 ลูกด้วยก้านพลาสติก ใหเ้ ปน็ สายยาว แล้วต่อลกู กลมสีขาวเข้ากับ
คารบ์ อนอะตอมให้ครบทุกพันธะ บันทึกผลโดยเขียนสตู รโครงสร้างแบบเส้น
3. เปลยี่ นโครงสร้างโมเลกลุ จากขอ้ 2 เป็นแบบโซก่ ิ่ง โดยใชล้ กู กลมและก้านพลาสติกเทา่
เดิม บันทกึ ผลโดยเขยี นเป็นสูตรโครงสร้างแบบเสน้

77

บนั ทกึ ผลการทดลอง
แบบท่ี สูตรโครงสร้างแบบเส้น

1

2

3

คาถามหลงั การทดลอง

1. เม่ือต่อคาร์บอน 5 อะตอมด้วยพันธะเดี่ยวท้ังหมดจะได้ก่ีไอโซเมอร์ และแต่ละไอโซเมอร์มี สูตร

โครงสร้างเปน็ อยา่ งไร

จานวนคาร์บอน สตู รโครงสรา้ งแบบเสน้ ท่มี ีพนั ธะเดี่ยวทง้ั หมด

อะตอม

5

2. ถ้าต่อแบบจาลองโดยใชค้ ารบ์ อน 5 อะตอมเช่นเดยี วกันแตเ่ ปลี่ยนพนั ธะเดีย่ วเป็นพนั ธะคู่ 1 พนั ธะ
จะต่อไดก้ ่ีไอโซเมอร์และแตล่ ะไอโซเมอรม์ ีสูตรโครงสรา้ งเป็นอย่างไร?

จานวนคาร์บอนอะตอม สตู รโครงสร้างแบบเสน้ ทมี่ ีพันธะคู่ 1 พนั ธะ
5

78

สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

79

แบบประเมนิ ทักษะในการปฏิบัตกิ ารทดลองการทางานกลุ่ม
การทดลอง เรอ่ื ง การจัดเรียงอะตอมของคารบ์ อนในสารประกอบอินทรยี ์

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ……………

รายการ กล่มุ ท่ี

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

ความสนใจ

( 10 คะแนน)

การตรงต่อเวลา

( 10 คะแนน)

ความสามคั คี

( 10 คะแนน)

ทักษะการต่อพนั ธะ

( 10 คะแนน)

อภิปรายผลการทดลอง

( 10 คะแนน)

รวมคะแนน

ลงชอ่ื …………………………………….ผู้ประเมนิ / ผ้สู อน

80

ใบความรู้ที่ 9 ไอโซเมอร์

ไอโซเมอรซิ มึ คือ ปรากฏการณท์ ี่สารมีสตู รโมเลกลุ เหมือนกัน แต่มสี ูตรโครงสร้างต่างกัน
ไอโซเมอร์ (Isomer) คือ สารท่มี ีสูตรโมเลกลุ เหมือนกัน แตม่ ีสตู รโครงสร้างตา่ งการ เชน่

CH3CH2CH2CH3
C4H10

สารทเี่ ป็นไอโซเมอร์กนั ถา้ มีหมฟู่ งั กช์ ันเหมอื น ก็พบว่ามสี มบตั ิทางกายภาพตา่ งกนั แตส่ มบตั ิ ทางเคมี
เหมือนกนั สารทเ่ี ป็นไอโซเมอรก์ ัน ถา้ มหี มู่ฟังกช์ ันต่างกนั อกี จะพบวา่ มีสมบตั ทิ างกายภาพ และสมบัติทางเคมี
ต่างกัน

ไอโซเมอร์ของสารอินทรยี ใ์ ดที่คารบ์ อนต่อกนั เป็นโซ่สายยาว จะมีจดุ เดือด จดุ หลอมเหลว และความ
หนาแนน่ สงู กว่าไอโซเมอรข์ องสารอนิ ทรยี ์ท่ีมคี ารบ์ อนต่อกันแตกกิ่งก้านสาขา เพราะ ไอโซเมอร์
ทค่ี าร์บอนตอ่ กันเปน็ โซส่ ายยาวจะมขี นาดใหญ่ และมีพ้ืนที่ผวิ มากกว่า ทาให้เกิดแรงดึงดูดระหวา่ ง
โมเลกลุ คอื แรงแวนเดอร์วาลส์สงู กว่าไอโซเมอร์ท่ีคาร์บอนตอ่ กนั มกี ่งิ ก้านสาขา เช่น

C4H10 CH3CH2CH2CH3 bp = -0.5 mp = -138.3 d = 0.6012
0C 0C g/cm3

bp = - mp = -1590 d = 0.603

120C C g/cm3

หลกั การเขยี นไอโซเมอร์

สารอินทรียท์ ่ีมีคารบ์ อนอะตอมประมาณ 3 - 4 อะตอมขึน้ ไปสามารถเกิดไอโซเมอร์ทม่ี โี ครงสรา้ ง แบบ
ตา่ ง ๆ กนั และถา้ คาร์บอนอะตอมมากขึน้ ก็จะมจี านวนไอโซเมอรเ์ พิ่มข้ึน แต่จะมีจานวนเท่าไร ไม่มสี ูตรท่ีจะใช้
ในการคานวณท่ีแนน่ อน และจะทราบจานวนไอโซเมอร์ของสารอนิ ทรียไ์ ดต้ อ้ งเขยี นและพจิ ารณาเอง การเขยี น
ไอโซเมอร์ต้องเริม่ จากไอโซเมอรท์ ี่มีคาร์บอนตอ่ กันเป็นสายยาวทีส่ ดุ ก่อน แล้วจงึ ลดจานวนคาร์บอนอะตอมที
ละอะตอมลงในสายยาวของคารบ์ อนทตี่ ่อกัน โดยนามาตอ่ เปน็ สาขาที่ตาแหน่งตา่ ง ๆ ขณะเดยี วกันต้องระวงั

พิจารณาวา่ รปู ร่างโครงสร้างท่ีเขยี น ซา้ หรอื ไม่ การเขียนกใ็ หเ้ ขยี นเฉพาะ คาร์บอนอะตอมก่อนแล้วจงึ
เติมไฮโดรเจนทห่ี ลงั แล้วเช็คดูว่าสตู รตรงกบั ท่ีโจทยใ์ ห้หรือไม่

สรปุ ไฮโดรคารบ์ อนที่มีจานวนคารบ์ อนอะตอมเท่ากนั จานวนไอโซเมอร์ทเี่ กิดข้ึนในสารพวกเดยี ว
กันเองแต่ละชนดิ เรยี งจากมากไปหาน้อย ดงั นี้

ตาราง แสดงจานวนไอโซเมอรข์ องสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีเปน็ แอลเคน แอลคีน และแอลไคนท์ ี่
มี จานวนคาร์บอนต่าง ๆ กนั

81

จานวน C อะตอม ในสารประกอไฮโดรคาร์บอน จานวนไอโซเมอร์
แอลเคน แอลคีน แอลไคน์
C4
C5 232
C6 353
5 13 7

หมายเหตุ จานวนไอโซเมอรข์ องสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแตล่ ะชนดิ ไมร่ วมไอโซเมอร์พวก
cyclicaliphatic hydrocarbon เช่น cycloalkane cycloalkene และไมร่ วมไอโซเมอร์พวกทีเ่ กดิ cis_
และ trans_

82

แผนการจดั การเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้…วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชั้น…….มัธยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรียนที่…1…. ปีการศึกษา…2564…….

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่….11…… เร่อื ง……สมบตั ขิ องสารประกอบอนิ ทรยี …์ …… เวลา……4….. ชว่ั โมง

สาระสาคญั
สารประกอบอินทรีย์มีสมบัติทางกายภาพ เช่น จุดเดือด การละลายในน้า ขึ้นอยู่กับหมู่ฟังก์ชัน ขนาด

โมเลกุล และโครงสร้าง สาหรับการละลายของสารพิจารณาได้จากความมีขั้วของสารและการเกิดพันธะ
ไฮโดรเจน โดยสารสามารถละลายได้ในตัวทาละลายที่มีขั้วใกล้เคียงกัน หรือโมเลกุลสามารถเกิดพันธะ
ไฮโดรเจนกับโมเลกุลของตัวทาละลายได้

ผลการเรียนรู้
6. วิเคราะห์และเปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายในน้าของสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน

ขนาดโมเลกุล หรอื โครงสรา้ งตา่ งกนั

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. วิเคราะห์และเปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายในน้าของสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน

ขนาดโมเลกุล หรอื โครงสร้างต่างกนั

เนื้อหา (รายละเอียดของเนื้อหา อยู่ในใบความรูท้ ี่ 10)
- สมบัตขิ องสารประกอบอินทรยี ์

คุณธรรมและจรยิ ธรรมที่ตอ้ งการเน้น
ใฝ่รู้-สร้างสรรค์ พฤติกรรมบ่งชี้ คือ กล้าซักถาม ชอบศึกษาค้นคว้า/ทดลองในเรื่องต่างๆประดิษฐ์/ทาในส่ิง
ใหม่ ๆ เสมอ กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน/กิจกรรม เรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย จดบันทึกการ
ค้นคว้า/ผลการทดลอง กล้าแสดงออกในทางท่ีถูกต้อง เข้าร่วมกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมประสบการณ์ต่างๆ อยู่
เสมอ มคี วามคดิ และจนิ ตนาการทีจ่ ะกระทาสิง่ ใดในการสร้างสรรค์

การจัดกระบวนการเรียนรู้
1. ขน้ั สร้างความสนใจ

1. ครูสนทนากบั นักเรียนเร่ืองสารประกอบของคารบ์ อน ทไ่ี ด้ศกึ ษามาแล้วว่าเป็นสารประกอบที่มีธาตุ
คาร์บอนและธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงถ้ามีเฉพาะธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็น

83

องค์ประกอบ เรียกสารประกอบนนั้ ว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนสารประกอบน้ีจะมีการยดึ เหนี่ยวพันธะกัน
ในลักษณะใด และมสี มบัติแตกต่างกันอยา่ งไร

2. ครูแจ้งให้นักเรยี นทราบเร่ืองท่ีจะศึกษาในวนั นี้คือเรื่อง การศึกษาสมบตั ขิ องสารประกอบอนิ ทรีย์

2. ขนั้ สารวจและคน้ หา
1. ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับชนิดและโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน จากนั้นอธิบาย

เก่ียวกับสภาพขั้วของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน โดยยกตัวอย่างโมเลกุลมีเทนและโพรพีนตามรูป 12.9 ใน
หนงั สอื เรยี นประกอบ

2. ครูอธิบายสมบัติการละลายในน้าของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใช้หลักการ like disolves
like ตามรายละเอียดในหนังสอื เรยี น

3. ครอู ธิบายเกย่ี วกบั ปจั จัยที่สง่ ผลใหส้ ารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีจุดเดือดและจดุ หลอมเหลว ต่ากว่า
สารประกอบอินทรีย์ประเภทอ่ืน ๆ ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน จากน้ันใช้คาถามนาว่า แนวโน้มจุดเดือด
และจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเม่ือมีจานวนอะตอมของคาร์บอนต่างกันเป็นอย่างไร เพื่อ
นาเขา้ สู่กจิ กรรม 12.3

4. ครใู ห้นักเรียนทากจิ กรรม 12.3 สบื ค้นขอ้ มูลจุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวของแอลเคน

กิจกรรม 12.3 สบื ค้นขอ้ มูลจุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวของแอลเคน (50 นาท)ี
จุดประสงค์ของกิจกรรม

1. สบื ค้นขอ้ มูลจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของแอลเคน
2. นาเสนอแนวโนม้ จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวของแอลเคน
3. เปรียบเทียบจดุ เดือดของแอลเคน
วัสดแุ ละอุปกรณ์
1. กระดาษกราฟ 2 แผน่
2. ไม้บรรทดั 1 อนั
3. ดินสอสหี รอื ปากกาทม่ี ีสตี า่ งกนั 2 สี

ตัวอย่างผลการทากิจกรรม

จานวน จดุ เดอื ด (oC) จดุ หลอมเหลว (oC)

คารบ์ อน แอลเคน ไซโคลแอลเคน แอลเคน ไซโคลแอลเคน

3 -42 -33 -188 -128

4 -0.5 23 -138 -91

5 36 49 -129 -93

84

6 69 80 -95 7
7 98 118 -91 -12
8 126 149 -57 15

จากข้อมูลในตาราง นักเรียนนาไปเขียนกราฟแสดงความสมั พันธ์ระหว่างจานวนคารบ์ อนกับ
อณุ หภูมจิ ดุ เดือด และจานวนคาร์บอนกบั อุณหภมู ิจุดหลอมเหลว
อภปิ รายผลการทากิจกรรม

จากกราฟท่ี 1 ซ่ึงแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจุดเดือดกับจานวนอะตอมของคาร์บอนของ
แอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคนที่มีคาร์บอน 3 -8 อะตอม พบว่าทั้งแอลเคนโซ่ตรงและไซโคล
แอลเคนมีจุดเดือดเพ่ิมขึ้นเม่ือมีจานวนอะตอมของคาร์บอนเพิ่มข้ึนและเม่ือเปรียบเทียบจุดเดือดของ
แอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคนที่มีจานวนอะตอมของคารบ์ อนเท่ากัน พบว่าไซโคลแอลเคนมจี ดุ เดือดสูงกว่า
แอลเคนโซต่ รง ซึ่งแสดงว่าโครงสร้างแบบวงมีจดุ เดือดสูงกวา่ โครงสร้างแบบเส้น

จากกราฟที่ 2 ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจุดหลอมเหลวกับจานวนอะตอมของคาร์บอน
ของแอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคนท่ีมีคาร์บอน 3-8 อะตอม พบว่าจุดหลอมเหลวของท้ังแอลเคนโซ่ตรง
และไซโคลแอลเคนมีแนวโน้มเพิม่ ข้ึนเม่ือมีจานวนอะตอมของคาร์บอนเพ่ิมข้นึ แต่การเพิ่มขึ้นของจุดหลอมเหลว
มีความตอ่ เนือ่ งนอ้ ยกว่าจุดเดอื ด

5. จากการทากิจกรรม 12.3 สบื ค้นข้อมลู จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของแอลเคน ครูนาอภิปรายและ
สรุปผลการทากิจกรรมดังนี้ “แอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคนมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวเพิ่มข้ึนเม่ือมี
จานวนอะตอมของคาร์บอนเพ่ิมข้ึน และเมื่อเปรียบเทียบจุดเดือดของแอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคน ที่มี
จานวนอะตอมของคาร์บอนเท่ากัน พบว่าไซโคลแอลเคนมีจุดเดือดสูงกว่าแอลเคนโซ่ตรงเล็กน้อยแสดงว่า ท้ัง
ขนาดโมเลกุลและโครงสร้างของสารมีผลตอ่ จดุ เดอื ดของแอลเคน”

6. ครูเชื่อมโยงแนวโนม้ จุดเดือดของแอลเคนจากกิจกรรม 12.3 กับแรงยึดเหน่ียวระหวา่ งโมเลกุลของ
แอลเคนซ่ึงเป็นแรงแผ่กระจายลอนดอนท่ีข้ึนอยู่กับขนาดของโมเลกุลและโครงสร้างของสารและช้ีให้เห็นว่า
การเพมิ่ ขึน้ ของจุดหลอมเหลวมลี ักษณะไม่ต่อเนอื่ งเหมือนจุดเดือดเน่ืองจากมีปจั จัยอน่ื ๆ ท่ีเก่ยี วข้อง เชน่ การ
จัดเรียงตัวของโมเลกุลในของแข็ง ดังน้ัน การเปรียบเทียบสมบัติท่ี เก่ียวข้องกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
ของสารจึงนิยมพจิ ารณาจุดเดอื ดมากกว่าจุดหลอมเหลว

7. ครูให้นักเรียนพิจารณาข้อมูลจุดเดือดของแอลคีนและแอลไคน์โซ่ตรงในตาราง 12.10จากน้ัน
อภิปรายร่วมกันเก่ียวกับแนวโน้มจุดเดือดของแอลคีนและแอลไคน์ท่ีมีจานวนอะตอมของคาร์บอนต่างกัน
เพ่อื ให้ไดข้ อ้ สรุปว่าจดุ เดือดของแอลคีนและแอลไคน์โซต่ รงเพม่ิ ขึ้นเมื่อจานวนอะตอมของคารบ์ อนเพ่มิ ข้ึน

8. ครูใช้คาถามว่า สารประกอบอินทรีย์ที่มีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบมีสภาพขั้วต่างจาก
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งควรได้คาตอบว่า สารประกอบอินทรีย์ที่มีธาตุออกซิเจนเป็น
องค์ประกอบมีสภาพข้ัวต่างจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอน โดยสารประกอบอินทรีย์ที่มีธาตุออกซิเจนเป็น
องค์ประกอบมีสภาพข้ัวมากกว่า เพ่ือนาเข้าสู่สมบัติการละลายในน้าของแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นตัวแทน

85

สารประกอบอนิ ทรยี ์ทม่ี ีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบตามกิจกรรม 12.4

กจิ กรรม 12.4 การทดลองการละลายได้ในนา้ ของแอลกอฮอล์ (50 นาท)ี
จุดประสงคก์ ารทดลอง

1. ทดลองหาการละลายไดใ้ นนา้ ของแอลกอฮอลบ์ างชนิด
2. อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งจานวนอะตอมของคารบ์ อนกบั การละลายไดใ้ นนา้ ของแอลกอฮอล์
วสั ดุ อุปกรณ์ และสารเคมี (ตอ่ กลุม่ )
1. propan-1-ol จานวน 1 mL
2. butan-1-ol จานวน 1 mL
3. pentan-1-ol จานวน 1 mL
4. นา้ กลัน่ จานวน 3 mL
5. หลอดทดลองขนาดเล็ก จานวน 3 หลอด
6. หลอดหยด จานวน 4 อัน
7. บีกเกอร์ ขนาด 50 mL จานวน 4 ใบ
ตวั อยา่ งผลการทดลอง

แอลกอฮอล์ จานวนหยด
propan-1-ol ละลายในน้าได้ดี
butan-1-ol 7
pentan-1-ol 2
หมายเหตุ ผลการทดลองของนักเรยี นแตล่ ะกลุ่มอาจแตกต่างกนั ตามขนาดของหยดของแอลกอฮอล์
9. ครูนาอภิปรายผลการทดลอง กิจกรรม 12.4 การทดลองการละลายได้ในน้าของแอลกอฮอล์ ว่า
จากผลการทดลองพบว่า propan-1-ol ละลายในน้าได้ดีกว่า butan-1-ol และ pentan-1-ol ตามลาดับ ซ่ึง
เม่ือพิจารณาความสัมพันธ์ของจานวนอะตอมของคาร์บอนในโมเลกุลแอลกอฮอล์กับการละลายในน้า
พบว่า แอลกอฮอล์ท่ีมีขนาดโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือมีจานวนอะตอมของคาร์บอนเพิ่มข้ึนละลายในน้าได้น้อยลง
ซึ่งสามารถสรุปผลการทดลองได้ว่า “แอลกอฮอล์ท่ีมีจานวนอะตอมของคาร์บอนเพิ่มข้ึนละลายในน้าได้
น้อยลง” และช้ีว่า การละลายในน้าของอีเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโทน และกรดคาร์บอกซิลิก ตามรูป 12.11 และ
12.12 กส็ ามารถอธิบายหลักการละลายในน้าไดเ้ ช่นเดียวกบั แอลกอฮอล์
10. ครูเปรียบเทียบจุดเดือดของสารประกอบอินทรีย์ท่ีมีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบกับจุดเดือด
ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เพ่ือให้ไดข้ ้อสรุปว่าแนวโน้มจุดเดอื ดของสารประกอบอนิ ทรยี ์ พจิ ารณาได้จาก
ขนาดโมเลกุล และแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลได้แก่ แรงแผ่กระจายลอนดอนแรงระหว่างข้ัว และพันธะ
ไฮโดรเจน ตามรายละเอยี ดในหนงั สอื เรียน
11. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สมบัติการละลายในน้าและจุดเดือดของสารประกอบอินทรีย์ที่มีธาตุ
ไนโตรเจน เป็นองค์ประกอบตามรายละเอยี ดในหนงั สือเรยี น โดยใชร้ ูป 12.14 และตาราง 12.11 ประกอบและ

86

ชี้ให้เห็นว่า สามารถพิจารณาโดยใช้หลักการเดียวกันกับสารประกอบอินทรีย์ที่มีธาตุออกซิเจน เป็น
องค์ประกอบ

12. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า จุดเดือดและการละลายในน้าของ
สารประกอบอนิ ทรยี ์ขนึ้ อย่กู บั แรงยดึ เหนย่ี วระหว่างโมเลกลุ ซงึ่ มผี ลมาจากหมูฟ่ งั ก์ชนั ขนาดโมเลกลุ
และโครงสรา้ งที่เปน็ โซ่ตรง โซ่กง่ิ และแบบวง

13. ครเู ปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเนื้อหา เรื่อง สมบัตขิ องสารประกอบอนิ ทรีย์ ว่ามีส่วนไหนท่ียัง
ไม่เข้าใจและใหค้ วามรูเ้ พม่ิ เติมในสว่ นน้ัน

3. ขนั้ ลงขอ้ สรุป
1. ครูมอบหมายให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 12.5 ในหนังสือเรียนเคมี 5 เพื่อทบทวนความรู้ และ

ร่วมกันเฉลยในชน้ั เรยี นตามสมควรกับเวลา
2. ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้เพ่ิมเติมและศึกษาเนื้อหา เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีของ

สารประกอบอนิ ทรีย์ ซง่ึ จะเรยี นในคาบตอ่ ไปมาล่วงหน้า

สือ่ การเรยี นการสอน
1. หนังสอื เรียนวชิ าเคมี 5
2. ใบความรเู้ ร่ือง สมบัติของสารประกอบอนิ ทรีย์
3. แหล่งสืบค้นขอ้ มูล เช่น เวบ็ ไซต์ ฐานข้อมลู สารเคมี

การวัดและประเมินผล

การวดั ผล วธิ กี ารวัด เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การผ่าน
ประเมินผลดา้ น
1. ด้านความรู้ 1.วัดจากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลงั เรียน 1. ทาแบบทดสอบถกู
ความเขา้ ใจ ชนิดปรนยั 4 ตัวเลอื ก มากกว่าหรือ เทา่ กบั 6 ขอ้
2. วดั จากการตรวจใบ จานวน 10 ข้อ ขน้ึ ไป
งาน 2. ใบงาน 2. ทาถกู ต้อง 60% ขึ้นไป

2. ด้านทักษะ สงั เกตจากการปฏบิ ตั ิ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขึน้ ไป
กระบวนการ ตามใบงานท่ี 2 ทางาน ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ข้ึนไป

3. ดา้ น การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ

87

คุณลกั ษณะที่พึง ความ ใฝร่ ู้-สร้างสรรค์ ใฝร่ ู้-สรา้ งสรรค์
ประสงค์
กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ใบความร้ทู ่ี 10

88

สมบตั ขิ องสารประกอบอินทรีย์

1. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิด จะประกอบด้วยธาตุ C และ
H พันธะทเ่ี กิดจาก C กบั C จะเปน็ พนั ธะเดย่ี ว (C - C), พันธะคู่ (C= C) หรอื พนั ธะสาม (C = C) มผี ลตา่ งของ
ตัวอิเล็กโทรเนกาตีวิตีเป็นศูนย์ จึงเป็นพันธะไม่มีขั้วและพันธะท่ีเกิดจาก C กับ H มีผลต่างของค่าอิเล็กโทรเน
กาติวิตีมีค่าน้อยมาก จึงถือว่าเป็นพันธะไม่มีข้ัว ดังนั้นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิดจัดเป็นโมเลกุลไม่มี
ขวั้ แรงยึดเหนยี่ ว ระหว่างโมเลกลุ ของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเปน็ แรงแวนเดอรว์ าลส์

โมเลกุลโคเวเลนต์มีข้ัวละลายน้าได้โดยโมเลกุลของน้า จะหันข้ัวที่มีอานาจไฟฟ้าตรงกันข้าม
เข้าดึงดูดกับโมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วหรือไอออน น้าที่ล้อมรอบจะมีจานวนมากน้อยแค่ไหนข้ึนอยู่กับขนาด และ
ประจุของโมเลกลุ หรอื ไอออน

2. การเผาไหม้ การเผาไหม้ของสารใด ๆ คือ การท่ีสารชนิดหน่ึงทาปฏิกิริยากับออกซิเจน แล้วคาย
พลังงานออกมา

ลักษณะสาคญั ของการเผาไหม้ของสาร
1. สารทีเ่ ผาไหม้ได้ดี และคายพลงั งานออกมามาก ไดแ้ ก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
2. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเกิดการเผาไหม้กับก๊าซ O2 อย่างสมบูรณ์ จะให้ก๊าซ CO2 และ H2O
พร้อมกับปล่อยความร้อนออกมาด้วย ดังสมการของการเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
ดังน้ี CxHy + (x+y/4)O2 ----> xCO2 + y/2H2O + พลงั งาน
3. การเผาไหม้ของสารใดเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และการเผาไหม้ของสารทุกชนิดมีท้ังการสลาย
พันธะและสร้างพันธะใหม่ ด้วยเหตุนี้พลังงานที่ดูดเข้าไปท้ังหมดที่ใช้ในการสลายพันธะน้อยกว่าพลังงานที่เกิด
จากการสรา้ งพันธะใหม่คายออกมา และเนื่องจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเผาไหม้ให้ความร้อนออกมามาก
จงึ ใชส้ ารเหลา่ นี้เปน็ เช้อื เพลิง
4. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีโมเลกุลเล็ก ๆ จะเผาไหม้กับ O2 ได้ดีกว่าโมเลกุลใหญ่ เช่น CH4
เผาไหมก้ บั O2 ไดด้ ีกว่า C10H22 เปน็ ตน้
ปัจจยั ทม่ี ีผลต่อการเผาไหมข้ องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
3.1 ปริมาณก๊าซออกซิเจน ถ้ามีก๊าซออกซิเจนมากจะเกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ ติดไฟให้เปลวไฟสว่าง แต่ไม่มี
ควนั และเขมา่ ใหก้ ๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์กับนา้ และความร้อน แต่ถา้ มีกา๊ ซออกซิเจนน้อยจะเกิดการเผาไหม้ไม่
สมบรู ณ์ ตดิ ไฟใหเ้ ปลวไฟสวา่ ง แตม่ คี วนั และเขม่าให้ผงถ่าน กา๊ ซคาร์บอนมอนอกไซด์ กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์
กบั น้า และความรอ้ น
3.2 อัตราส่วนโดยอะตอมระหว่าง C กับ H ถ้าต่าไม่มีควันเขม่า และถ้ามีค่าสูงจะมีควันเขม่ามาก
ปรมิ าณควนั เขมา่ ? อตั ราส่วนโดยอะตอมของ C กับ H
3. จุดเดือด และจุดหลอมเหลว จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่า เมื่อเทียบกับ
สารอื่น ๆ ท่ีมีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน สารประกอบไฮโดรคาร์บอนพวกเดียวกัน จุดเดือด และจุดหลอมเหลว
เปล่ียนตามมวลโมเลกุล หรือจานวนคาร์บอนอะตอมที่เกิดข้ึน เช่น CH3CH3 มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูงกว่า

89

CH4 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างชนิดท่ีมีคาร์บอนอะตอมเท่ากัน และคาร์บอนต่อกันเป็นโซ่ สายยาว
เรยี งลาดบั จดุ เดอื ดสูง ---> ตา่ ดงั น้ี แอลไคน์ > แอลเคน > แอลคีน
4. ความหนาแน่น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีความหนาแน่นต่า โดยทั่วไปความหนาแน่นน้อยกว่าน้า เชน่
เพนเทน (C5H12) มคี วามหนาแน่น 0.626 g/cm3 สว่ นน้ามีความหนาแน่น 1 g/cm3

5. สถานะ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจะมีสถานะเป็นอย่างไรน้ันข้ึนอยู่กับมวลโมเลกุลหรือจานวน
คาร์บอนอะตอมเป็นเกณฑ์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนใดมีมวลโมเลกุลน้อย (จานวนคาร์บอนอะตอมน้อย)
จะมแี รงแวนเดอร์วาลสต์ ่า โมเลกลุ อยูห่ า่ งกัน จะมสี ถานะเปน็ กา๊ ซ

ส่วนประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลมาก (จานวนคาร์บอนอะตอมมาก) จะมีแรงแวนเดอร์
วาลสส์ งู โมเลกุลอยใู่ กลช้ ิดกันทาใหส้ ถานะเปน็ ของแข็ง

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนมสี ถานะต่าง ๆ สรปุ ได้ดงั น้ี
ก๊าซ ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มี C1 - C4 เช่น CH4, C2H6,C2H4
ของเหลว ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน C5 - C17 เช่น C6H14, C8H18
ของแขง็ ไดแ้ ก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน C8 ขึ้นไป เชน่ C20H42

6. การละลายน้า การท่ีสารใดละลายในอีกสารหน่ึงได้น้นั อนภุ าคของตวั ถกู ทาลายจะต้องแทรกเข้าไปอยู่
ระหว่างอนุภาคของตัวทาละลาย โดยเกิดแรงดึงดูดระหว่างตัวถูกละลายและตัวทาละลาย แล้วผสมเป็นสาร
เนื้อเดียว Rule of Thumb "Like dissolved like" จากกฎน้ีจะได้ว่า โมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วจะละลายใน
โมเลกลุ โคเวนเลนต์มีข้ัว โมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีข้วั จะละลายในโมเลกลุ โคเวเลนต์ไม่มีข้วั โมเลกลุ โคเวเลนต์ใด
ที่ละลายน้าได้ควรเป็นโมเลกุลมีขั้ว ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีข้ัว ดังนั้นจึงไม่
ละลายน้า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนลอลายได้ดีในตัวทาลายที่เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว เช่น เบนซีน
คาร์บอเนตเตตระคลอไรด์ คลอโรฟรอม และไฮโดรคาร์บอนอ่ืน ๆ โมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วทุกชนิดละลายน้าได้
และถา้ เป็นโคเวเลนต์มีขว้ั ท่ีมสี ภาพขว้ั แรงมากละลาย นา้ จะแตกเปน็ ไอออน เชน่ HCl สว่ นโมเลกุลโคเวเลนต์ที่
มขี ว้ั ทม่ี ีสภาพขวั้ ไม่แรงละลายน้าไดไ้ มแ่ ตกเปน็ ไอออน

แผนการจดั การเรียนรู้

90

สาระการเรยี นรู้…วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..

ช้นั …….มัธยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรียนท่ี…1…. ปีการศกึ ษา…2564…….

หน่วยการเรียนรูท้ ี่….12…… เรอื่ ง……ปฏิกริ ยิ าเคมขี องสารประกอบอนิ ทรยี ์……… เวลา……3….. ชั่วโมง

สาระสาคัญ
สมบัติทางเคมีของสารประกอบอินทรีย์ข้ึนอยู่กับหมู่ฟังก์ชันเป็นหลัก เช่น แอลเคน แอลคีน แอลไคน์

แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน เปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซง่ึ เมือ่ เกิดปฏกิ ริ ิยาการเผาไหมป้ ฏิกริ ิยากับโบรมีน
และปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต จะให้ผลของปฏิกิริยาต่างกัน จึงสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการ
จาแนกประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้

ผลการเรียนรู้
7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขยี นผลติ ภัณฑจ์ ากปฏิกิริยาการเผาไหม้ปฏิกิริยา

กับโบรมนี หรอื ปฏิกริ ยิ ากบั โพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากปฏิกิริยาการเผาไหม้ ปฏิกิริยากับโบรมีนหรือ

ปฏกิ ิริยากบั โพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต และเขยี นสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ยิ าท่ีเกดิ ข้นึ

เน้ือหา (รายละเอียดของเน้ือหา อยู่ในใบความรทู้ ่ี 10)
- สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

คุณธรรมและจรยิ ธรรมทตี่ อ้ งการเน้น
ใฝ่รู้-สร้างสรรค์ พฤตกิ รรมบง่ ชี้ คือ กลา้ ซักถาม ชอบศึกษาค้นควา้ /ทดลองในเร่ืองต่างๆประดษิ ฐ์/ทา

ในส่ิงใหม่ ๆ เสมอ กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน/กิจกรรม เรียนรู้จากแหล่งข้อมูลท่ีหลากหลาย จดบันทึก
การค้นคว้า/ผลการทดลอง กล้าแสดงออกในทางท่ีถูกต้อง เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ต่าง ๆ
อยู่เสมอ มคี วามคิดและจินตนาการท่จี ะกระทาสิง่ ใดในการสร้างสรรค์

การจดั กระบวนการเรียนรู้
1. ข้ันสรา้ งความสนใจ

1. ครทู บทวนสมบัติของสารประกอบอนิ ทรีย์ เกี่ยวกบั จดุ เดือด จดุ หลอมเหลวและสมบัติการละลาย
นา้ ทไี่ ด้ศึกษาแลว้ ในคาบเรียนทผี่ า่ นมา

2. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบเรอ่ื งทจ่ี ะศึกษาในวนั นวี้ า่ เปน็ เร่อื ง ปฏกิ ริ ิยาเคมขี องสารประกอบอนิ ทรยี ์

91

3. นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เร่อื ง ปฏกิ ริ ยิ าเคมีของสารประกอบอินทรีย์ ใช้เวลาประมาณ 10
นาที

2. ขนั้ สารวจและค้นหา
1. ครูทบทวนความหมายของปฏิกิริยาการเผาไหม้และยกตัวอย่างสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีใช้

เป็นเชอื้ เพลิง
2. ครูอธิบายเก่ียวกับปฏิกิริยาการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์และปฏิกิริยาการเผาไหม้ท่ีไม่สมบูรณ์และ

เขียนสมการเคมีประกอบ พร้อมท้ังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของเขม่ากับอัตราส่วน C:H ของสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อน และปริมาณแกส๊ ออกซเิ จนท่มี ผี ลต่อความสมบูรณ์ของปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ ตามรายละเอียดใน
หนังสอื เรยี น

- การเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (เฮกเซน ไซโคลเฮกซีนและเบนซีน)
จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และนา้ เป็นผลิตภณั ฑ์ และเปน็ ปฏิกริ ยิ าประเภทคายความรอ้ น

- การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนข้ึนอยู่กับร้อยละโดยมวลของคาร์บอนในโมเลกุล
มาก เมอื่ เกดิ การเผาไหม้จะมคี วันและเขม่ามาก

3. ครูถามคาถามตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนว่า “เหตุใดการใช้เตาถ่านจึงให้เขม่าควันมากกวา่
การใช้เตาแก๊ส (ถ่านท่ีใช้ในเตาถ่านได้จากการเผาไม้ ทาให้ได้ธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก (มีC:H มาก)
ดังนั้น การเผาถ่านในบรรยากาศปกติจึงมีเขม่ามากเนื่องจากเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ แต่เชื้อเพลิง
ในเตาแก๊สประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทนซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว (มี C:H น้อย) สามารถ
เกดิ ปฏิกิรยิ าการเผาไหม้อยา่ งสมบูรณไ์ ด้ที่บรรยากาศปกติ)

4. ครูอธิบายว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างชนิดกัน นอกจากเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้อย่าง
สมบูรณ์ไดแ้ ตกต่างกันแลว้ ยังเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมชี นดิ อ่ืน เช่น ปฏกิ ิรยิ าการฟอกจางสสี ารละลายแตกต่างกันด้วย
ซ่ึงสามารถนามาใช้ระบชุ นดิ ของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนได้

5. ครูให้นักเรียนพิจารณาข้อมูลในตาราง 12.12 และเปรียบเทียบข้อมูลการฟอกจางสีสารละลาย
โบรมีนของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนในท่ีมืดและที่สว่าง

6. ครูอธิบายเก่ียวกับปฏิกิริยาการแทนที่และปฏิกิริยาการเติมของสารละลายโบรมีนกับสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อน โดยยกตัวอยา่ งสมการเคมีของปฏิกริ ยิ าดงั กลา่ ว ตามรายละเอยี ดในหนังสอื เรียน

7. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ท่ีเกิดจากปฏิกิริยาการแทนที่
และปฏิกิรยาการเติมของสารละลายโบรมีนกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประเภทต่าง ๆโดยควรได้ข้อ
สรปุ วา่ แอลเคนเกดิ ปฏิกริ ิยาการแทนทใี่ หผ้ ลติ ภณั ฑ์พลอย ได้เปน็ สารโมเลกุลขนาดเลก็ คอื แกส๊ ไฮโดรเจนโบร
ไมด์ ส่วนแอลคนี และแอลไคนเ์ กดิ ปฏิกริ ิยาการเตมิ โดยไมม่ ผี ลติ ภัณฑ์พลอยได้เกดิ ขึน้ สว่ นพนั ธะในวงเบนซนี ข
องแอโรแมตกิ ไฮโดรคารบ์ อนไมเ่ กิดปฏกิ ิริยาการเตมิ และการแทนท่ี

8. ครูใช้คาถามนาว่า สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนบางชนิดนอกจากจะเกดิ ปฏิกริยาการฟอกจางสสาร
ละลายโบรมีนได้แล้ว ยังเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีกับสารละลายชนิดอื่นได้อีกหรือไม่ อย่างไร เพื่อนาเข้าสู่

92

กจิ กรรม 12.6

กจิ กรรม 12.6 การทดลองปฏิกริ ิยาการฟอกจางสขี องสารละลายโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต(50 นาท)ี

จดุ ประสงค์การทดลอง

1. ทดลองการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตของ

ไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซนี และเมทิลเบนซนี

2. เปรียบเทียบการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตของ

ไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซีน และเมทลิ เบนซนี

วัสดุ อุปกรณ์ และสารเคมี (ต่อกลุ่ม)

1. ไซโคลเฮกเซน จานวน 1 mL

2. ไซโคลเฮกซีน จานวน 1 mL

3. เมทิลเบนซนี จานวน 1 mL

4. สารละลายโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต (KMnO4) 0.01% โดยมวล/ปริมาตร 2 mL

5. หลอดทดลองขนาดเลก็ จานวน 3 หลอด

6. หลอดหยด จานวน 4 อัน

7. บกี เกอรข์ นาด 50 mL จานวน 4 ใบ

ตัวอยา่ งผลการทดลอง

สาร ผลการสังเกต

1.ไซโคลเฮกเซน สารละลายยงั คงมสี ีมว่ งเช่นเดิม

2.ไซโคลเฮกซีน สารละลายสีม่วงจางหายไป และมีตะกอนสีน้าตาลเกิดขึ้นเล็กน้อย หรืออาจ

สงั เกตเห็นสขี องสารผสมเปน็ สีนา้ ตาล

3. เมทิลเบนซนี สารละลายยงั คงมีสมี ่วงเชน่ เดิม

อภปิ รายผลการทดลอง

ไซโคลเฮกซีนซึ่งเป็นแอลคีนทาให้สีของสารละลาย KMnO4 จางหายไปและมีตะกอนสีน้าตาลเกิดข้ึน

แ ส ด ง ว่ า แ อ ล คี น เ กิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า ก า ร ฟ อ ก จ า ง สี กั บ ส า ร ล ะ ล า ย KMnO4ไ ด้ ส่ ว น ไ ซ โ ค ล

เฮกเซน ซึ่งเป็นแอลเคนและเมทิลเบนซีน ซ่ึงเป็นแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน ไม่เปลี่ยนสีสารละลายKMnO4

แสดงว่า แอลเ คนและแอโรแมติกไฮโดรคารบ์ อน ไม่เกิดปฏิกริ ิยาการฟอกจางสกี ับสารละลาย KMnO4

9. ครูนาอภิปรายสรุปผลการทดลอง ดังนี้ ไซโคลเฮกซีนสามารถเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีกับ

สารละลาย KMnO4 ส่วนไซโคลเฮกเซนและเมทิลเบนซนี ไม่เกิดปฏกิ ิริยาการฟอกจางสีกับสารละลาย KMnO4

10. ครเู ช่ือมโยงผลการทดลองจากกจิ กรรม 12.6 กับการเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาการฟอกจางสี

ของสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตกับแอลคีน ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน พร้อมท้ังช้ีให้เห็นว่า

แอลไคน์สามารถฟอกจางสสี ารละลายโพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนตไดเ้ ช่นเดียวกับแอลคีน แตอ่ าจใหผ้ ลิตภัณฑ์

ท่ีแตกตา่ งกัน

11. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพ่ือระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากปฏิกิริยา

93

การฟอกจางสสี ารละลายโบรมีนกับสารละลายโพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนตจนได้ขอ้ สรุปดงั น้ี

สารประกอบ การฟอกจางสสี ารละลายโบรมนี การฟอกจางสีสารละลาย

ไฮโดรคาร์บอน ในท่ีมดื ในทีส่ ว่าง โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต

แอลเคน X√ X

แอลคนี หรอื แอลไคน์ √ √ √

แอโรแมตกิ ไฮโดรคาร์บอน X X X

12. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีของสารประกอบอินทรีย์ ว่ามีส่วน
ไหนทีย่ งั ไมเ่ ขา้ ใจและใหค้ วามรเู้ พม่ิ เติมในส่วนนน้ั

3. ขัน้ ลงขอ้ สรปุ
1. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีของสารประกอบอินทรีย์ ใช้เวลา

ประมาณ 20 นาที
2. นกั เรยี นและครูรว่ มกันเฉลยแบบทดสอบ แจง้ คะแนนพร้อมทั้งชมเชยนักเรยี นท่ีผา่ นเกณฑ์ สาหรบั

นกั เรยี นทไี่ ม่ผา่ นเกณฑใ์ ห้เรยี นซ่อมเสริมต่อไป
3. ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมและศึกษาเน้ือหา เร่ือง สารประกอบของ

คารบ์ อน ซ่งึ มีหมู่อะตอมท่แี สดงสมบตั ิเฉพาะ ซึง่ จะเรียนในคาบตอ่ ไปมาล่วงหนา้
สอ่ื การเรียนการสอน

1. หนงั สอื เรียนวชิ าเคมี 5
2. ใบความรู้ท่ี 10 เร่ือง สมบัติของสารประกอบอินทรยี ์
3. แบบทดสอบก่อน-หลงั เรยี นเรื่อง ปฏกิ ิรยิ าเคมีของสารประกอบอินทรยี ์
4. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมใฝ่รู้ - สรา้ งสรรค์
5. อุปกรณแ์ ละสารเคมี

การวัดและประเมนิ ผล

94

การวัดผล วิธีการวัด เคร่ืองมือวดั เกณฑ์การผ่าน

ประเมินผลดา้ น

1. ด้ า น ค ว า ม รู้ 1.วัดจากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลังเรียน 1. ท า แ บ บ ท ด ส อ บ ถู ก

ความเข้าใจ ชนดิ ปรนยั 4 ตัวเลอื ก จานวน มากกว่าหรือ เท่ากับ 6 ข้อ

2. วัดจากการตรวจใบ 10 ข้อ ข้ึนไป

งาน 2. ใบงาน 2. ทาถูกตอ้ ง 60% ขึ้นไป

2. ด้ า น ทั ก ษ ะ สังเกตจากการปฏิบัติ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2 ขึ้นไป

กระบวนการ ตามใบงานท่ี 2 ทางาน

3. ด้านคุณลักษณะ การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขนึ้ ไป
ที่พึงประสงค์ ความ ใฝร่ ู้-สรา้ งสรรค์ ใฝ่รู้-สรา้ งสรรค์

กิจกรรมเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

แบบทดสอบก่อน – หลังเรียน

95

เร่อื ง ปฏิกริ ยิ าเคมีของสารประกอบอินทรีย์

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากปฏิกิริยาการเผาไหม้ ปฏิกิริยากับโบรมีนหรือ

ปฏกิ ิรยิ ากับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต และเขยี นสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ิยาท่ีเกิดข้นึ

คาช้ีแจง แบบทดสอบนแ้ี บง่ ออกเป็น 2 ตอน คือ

ตอนที่ 1 เปน็ แบบอัตนยั ชนดิ เตมิ คาตอบ จานวน 1 ข้อ 3 คะแนน

ตอนที่ 2 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 7 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 1 ใหน้ กั เรียนเตมิ คาตอบลงในชอ่ งวา่ ง

1. จงเขยี นสมการการเผาไหมข้ องสารตอ่ ไปนี้ ( 3 คะแนน)

1.1 C5H12

1.2 C7H14

1.3 C10H8

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนท่ี 2 ให้นักเรยี นตอบโดยทาเครื่องหมายกากบาท ( X ) ลงใน • ของตัวเลอื กในกระดาษคาตอบท่เี ห็นว่า

ถูกต้องทส่ี ุดเพยี งข้อละตัวเลือกเดยี ว

1. สารประกอบในข้อใด เมือ่ เกดิ ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหมแ้ ลว้ เกดิ เขมา่ มากที่สดุ

ก. C6H6 ข. C6H10 ค. C6H12 ง. C6H14

2. สารประกอบในข้อใด ไม่ฟอกสีสารละลายโบรมีนในท่ีมืด แต่ฟอกสีสารละลายโบรมีนในท่ีสว่างและ

ไม่ฟอกสสี ารละลาย KMnO4

ก. C4H6 ข. C4H10 ค. C4H12 ง. C4H16

3. สารประกอบตอ่ ไปน้ี

1. เฮกเซน 2. เฮกซีน 3. ไซโคลเฮกซนี 4. เบนซีน

สารประกอบข้อใด ที่มีสมบัติฟอกจางสีสารละลายโบรมีนในท้ังในท่ีมืด ที่สว่าง และฟอกจางสี

สารละลาย KMnO4 ดว้ ย

ก. ข้อ 1 และ 2 ข. ข้อ 2 และ 3 ค. ข้อ 3 และ 4 ง. ข้อ1, 2 และ 3

4. ในกลมุ่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมสี ตู รทว่ั ไปรว่ มกนั ถ้าจานวนอะตอมของคารบ์ อนลดลงเร่ือย ๆ จะมี

สถานะตามลาดบั อยา่ งไร ?

ก. ก๊าซ ของเหลว ของแขง็ ค. ของแขง็ ก๊าซ ของเหลว

ข. ของแขง็ ของเหลว ก๊าซ ง. ของเหลว กา๊ ซ ของแขง็

5. ปฏกิ ิริยาการเตมิ จะเกิดขนึ้ กบั สารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทใดต่อไปนี้

1. แอลเคน 2. แอลคนี 3. แอลไคน์ 4. ไซโคลแอลเคน 5. ไซโคลแอลคีน

96

ก. ข้อ 1 และ 5 ข. ขอ้ 2 และ 3 ค. ข้อ 3 และ 4 ง. ข้อ 1, 2 และ 3

6. คือสูตรโครงสรา้ งของไซโคลเฮกซีน สตู รโมเลกุลของไซโคลออกทนี คือขอ้ ใด ?

ก. C7H12 ข. C8H14 ค. C9H16 ง. C9H18

7. ถ้าตอ้ งการใชส้ ารประกอบไฮโดรคาร์บอนเปน็ เชือ้ เพลิง ควรเลือกสารประกอบประเภทใด

เพราะเหตใุ ด

1. แอลเคน เพราะในโมเลกุลมีพันธะระหว่างคาร์บอนอะตอมเป็นพันธะเดี่ยวทั้งหมด เกิดการสันดาปที่

สมบรู ณ์

2. แอลคีน เพราะในโมเลกุลมีพันธะระหว่างคารบ์ อนอะตอมเป็นพันธะคู่ 1 พันธะ จึงเกิดการสันดาป

ท่ีสมบรู ณ์

3. แอลไคน์ เพราะในโมเลกุลมีพันธะระหวา่ งคารบ์ อนอะตอมเป็นพันธะสาม 1 พันธะ จงึ เกดิ การสันดาป

ท่สี มบรู ณ์

4. ไซโคลแอลคีน เพราะในโมเลกุลมีพันธะระหว่างคาร์บอนอะตอมเป็นพันธะคู่ 1 พันธะ และจับกัน

เปน็ วง จึงเกิดการสนั ดาปท่สี มบรู ณ์

ตอนที่ 2

1) ก. 2) ข. 3) ข. 4) ข.

5) ข. 6) ข. 7) ก.

ใบความรูท้ ี่ 10
สมบัตขิ องสารประกอบอินทรีย์

1. แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุล สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิด จะประกอบด้วยธาตุ C และ
H พนั ธะทีเ่ กดิ จาก C กบั C จะเปน็ พนั ธะเดย่ี ว (C - C), พันธะคู่ (C= C) หรือพันธะสาม (C = C) มีผลตา่ งของ
ตัวอิเล็กโทรเนกาตีวิตีเป็นศูนย์ จึงเป็นพันธะไม่มีข้ัวและพันธะท่ีเกิดจาก C กับ H มีผลต่างของค่าอิเล็กโทรเน
กาติวิตีมีค่าน้อยมาก จึงถือว่าเป็นพันธะไม่มีข้ัว ดังน้ันสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิดจัดเป็นโมเลกุลไม่มี
ขั้วแรงยดึ เหนีย่ ว ระหว่างโมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเปน็ แรงแวนเดอรว์ าลส์

โมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วละลายน้าได้โดยโมเลกุลของน้า จะหันขั้วที่มีอานาจไฟฟ้าตรงกันข้าม
เข้าดึงดูดกับโมเลกุลโคเวเลนต์มีข้ัวหรือไอออน น้าที่ล้อมรอบจะมีจานวนมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับขนาด และ
ประจขุ องโมเลกุลหรอื ไอออน

2. การเผาไหม้ การเผาไหม้ของสารใด ๆ คือ การที่สารชนิดหนึ่งทาปฏิกิริยากับออกซิเจน แล้วคาย
พลงั งานออกมา

ลักษณะสาคญั ของการเผาไหมข้ องสาร
1. สารท่ีเผาไหม้ไดด้ ี และคายพลังงานออกมามาก ไดแ้ ก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
2. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเกิดการเผาไหม้กับก๊าซ O2 อย่างสมบูรณ์ จะให้ก๊าซ CO2 และ H2O

97

พร้อมกับปล่อยความร้อนออกมาด้วย ดังสมการของการเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
ดงั นี้ CxHy + (x+y/4)O2 ----> xCO2 + y/2H2O + พลังงาน

3. การเผาไหม้ของสารใดเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และการเผาไหม้ของสารทุกชนิดมีท้ังการสลาย
พันธะและสร้างพันธะใหม่ ด้วยเหตุน้ีพลังงานท่ีดูดเข้าไปทั้งหมดที่ใช้ในการสลายพันธะน้อยกว่าพลังงานท่ีเกดิ
จากการสรา้ งพนั ธะใหม่คายออกมา และเนื่องจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเผาไหม้ให้ความร้อนออกมามาก
จงึ ใช้สารเหล่านี้เป็นเช้ือเพลิง

4. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีโมเลกุลเล็ก ๆ จะเผาไหม้กับ O2 ได้ดีกว่าโมเลกุลใหญ่ เช่น CH4
เผาไหม้กับ O2 ไดด้ ีกว่า C10H22 เปน็ ตน้
ปจั จยั ท่ีมผี ลต่อการเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
3.1 ปริมาณก๊าซออกซิเจน ถ้ามีก๊าซออกซิเจนมากจะเกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ ติดไฟให้เปลวไฟสว่าง แต่ไม่มี
ควันและเขม่า ใหก้ ๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์กบั น้าและความร้อน แต่ถ้ามีกา๊ ซออกซิเจนน้อยจะเกิดการเผาไหม้ไม่
สมบูรณ์ ติดไฟใหเ้ ปลวไฟสวา่ ง แตม่ คี วนั และเขม่าใหผ้ งถ่าน ก๊าซคารบ์ อนมอนอกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
กับน้า และความรอ้ น

3.2 อัตราส่วนโดยอะตอมระหว่าง C กับ H ถ้าต่าไม่มีควันเขม่า และถ้ามีค่าสูงจะมีควันเขม่ามาก
ปริมาณควนั เขม่า ? อัตราส่วนโดยอะตอมของ C กบั H
3. จุดเดือด และจุดหลอมเหลว จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่า เม่ือเทียบกับ
สารอ่ืน ๆ ท่ีมีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน สารประกอบไฮโดรคาร์บอนพวกเดียวกัน จุดเดือด และจุดหลอมเหลว
เปล่ียนตามมวลโมเลกุล หรือจานวนคาร์บอนอะตอมที่เกิดข้ึน เช่น CH3CH3 มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูงกว่า
CH4 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างชนิดที่มีคาร์บอนอะตอมเท่ากัน และคาร์บอนต่อกันเป็นโซ่ สายยาว
เรียงลาดบั จดุ เดอื ดสงู ---> ตา่ ดงั น้ี แอลไคน์ > แอลเคน > แอลคนี
4. ความหนาแน่น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีความหนาแน่นต่า โดยท่ัวไปความหนาแน่นน้อยกว่าน้า เช่น
เพนเทน (C5H12) มีความหนาแน่น 0.626 g/cm3 สว่ นนา้ มคี วามหนาแนน่ 1 g/cm3

5. สถานะ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจะมีสถานะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุลหรือจานวน
คาร์บอนอะตอมเป็นเกณฑ์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนใดมีมวลโมเลกุลน้อย (จานวนคาร์บอนอะตอมน้อย)
จะมีแรงแวนเดอร์วาลส์ตา่ โมเลกลุ อยูห่ า่ งกัน จะมสี ถานะเปน็ กา๊ ซ

ส่วนประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีมวลโมเลกุลมาก (จานวนคาร์บอนอะตอมมาก) จะมีแรงแวนเดอร์
วาลสส์ งู โมเลกุลอย่ใู กลช้ ดิ กันทาใหส้ ถานะเปน็ ของแข็ง

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนมีสถานะต่าง ๆ สรปุ ได้ดังน้ี
กา๊ ซ ไดแ้ ก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทีม่ ี C1 - C4 เช่น CH4, C2H6,C2H4
ของเหลว ไดแ้ ก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน C5 - C17 เชน่ C6H14, C8H18
ของแข็ง ไดแ้ ก่ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน C8 ขึน้ ไป เชน่ C20H42

98

6. การละลายน้า การที่สารใดละลายในอีกสารหน่ึงไดน้ ้ัน อนุภาคของตัวถกู ทาลายจะต้องแทรกเข้าไปอยู่
ระหว่างอนุภาคของตัวทาละลาย โดยเกิดแรงดึงดูดระหว่างตัวถูกละลายและตัวทาละลาย แล้วผสมเป็นสาร
เนื้อเดียว Rule of Thumb "Like dissolved like" จากกฎน้ีจะได้ว่า โมเลกุลโคเวเลนต์มีข้ัวจะละลายใน
โมเลกุลโคเวนเลนต์มีขวั้ โมเลกลุ โคเวเลนต์ไม่มีขั้ว จะละลายในโมเลกลุ โคเวเลนต์ไมม่ ีขั้ว โมเลกลุ โคเวเลนต์ใด
ที่ละลายน้าได้ควรเป็นโมเลกุลมีข้ัว ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีข้ัว ดังน้ันจึงไม่
ละลายน้า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนลอลายได้ดีในตัวทาลายที่เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว เช่น เบนซีน
คาร์บอเนตเตตระคลอไรด์ คลอโรฟรอม และไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ โมเลกุลโคเวเลนต์มีข้ัวทุกชนิดละลายน้าได้
และถา้ เปน็ โคเวเลนต์มีขวั้ ที่มีสภาพขัว้ แรงมากละลาย นา้ จะแตกเปน็ ไอออน เช่น HCl ส่วนโมเลกลุ โคเวเลนต์ท่ี
มขี ้วั ทีม่ สี ภาพขั้วไมแ่ รงละลายน้าไดไ้ มแ่ ตกเป็นไอออน

แผนการจัดการเรียนรู้

99

สาระการเรยี นรู้…วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชัน้ …….มัธยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรียนท่ี…1…. ปกี ารศึกษา…2564…….

หน่วยการเรียนรู้ท่ี….13 เรอ่ื ง…สารประกอบของคารบ์ อนที่มีหมู่อะตอมแสดงสมบตั เิ ฉพาะ เวลา…4…..ชัว่ โมง

สาระสาคัญ
สารประกอบของคาร์บอนท่ีมีหมู่อะตอมแสดงสมบัตเิ ฉพาะต่างกัน เป็นสารประกอบต่างชนดิ กันและมี

สมบัติต่างกัน เช่น แอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ เอสเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโตน เอมีนและเอไมด์ เป็นสารประกอบ
ของคาร์บอนซ่ึงเกดิ จากคาร์บอนอะตอมสรา้ งพนั ธะกบั ธาตุอ่ืนนอกเหนือจากคาร์บอนและไฮโดรเจน

ผลการเรยี นรู้
3. วเิ คราะหโ์ ครงสร้างและระบปุ ระเภทของสารประกอบอนิ ทรยี จ์ ากหมู่ฟังกช์ ัน

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เขียนสูตรและเรียกชื่อหมู่อะตอม ซ่ึงแสดงสมบัติเฉพาะของแอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ เอสเทอร์ แอลดีไฮด์
คีโตน เอมีน และเอไมดไ์ ด้

2. สรุปความสัมพันธ์ระหว่างจานวนคาร์บอนอะตอมกับการละลาย และจุดเดือดของ
แอลกอฮอล์ กรดอนิ ทรยี ์ เอสเทอร์ แอลดีไฮด์ คโี ตน เอมนี และเอไมดไ์ ด้
3. ทาการทดลองเพือ่ ศึกษาปฏิกริ ยิ าปฏิกิริยาเคมีของแอลกอฮอล์และกรดอินทรีย์ได้

เน้ือหา (รายละเอยี ดของเนื้อหา อย่ใู นใบความรู้ท่ี 11)
สารประกอบของคารบ์ อนทมี่ หี มู่อะตอมแสดงสมบตั ิเฉพาะ

คุณธรรมและจรยิ ธรรมท่ตี อ้ งการเน้น
ซ่ือสัตย์ พฤติกรรมที่บ่งชี้ คือ กล้าทาในสิ่งที่ถูกต้อง สนับสนุนช่วยเหลือผู้ที่ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง

ต่อตา้ น คดั คา้ นการกระทาที่ไมด่ ี รักษาคาพดู ของตนเอง พูดจรงิ ทาจริง ไม่โกหกหลอกลวง ไม่บิดเบือนข้อมูล
ไมพ่ ดู ใหค้ นอืน่ เข้าใจผิด นาเสนอข้อมลู อยา่ งตรงไปตรงมา ไม่คดโกง

การจดั กระบวนการเรียนรู้
1. ขนั้ สรา้ งความสนใจ
1. ครูทบทวนถึงสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ว่าประกอบด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจนเท่านั้น แล้วอภิปราย
ต่อไปว่ายังมีสารประกอบของคาร์บอนอีกหลายชนิดที่มีธาตุอ่ืน นอกจากคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็น
องค์ประกอบอย่ดู ้วย ซง่ึ อาจจดั เปน็ กลุ่มตา่ งๆ ซ่ึงจะได้ศกึ ษาตอ่ ไป
2. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบเร่ืองที่จะศึกษาในวันนี้ว่า เป็นเรื่อง สารประกอบของคาร์บอนที่มีหมู่อะตอมแสดง

100

สมบัตเิ ฉพาะ
3. นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน เรอ่ื ง สารประกอบของคาร์บอนท่ีมหี มู่อะตอมแสดงสมบตั ิเฉพาะ ใช้เวลา
ประมาณ 10 นาที

2. ขน้ั สารวจและคน้ หา

1. ครูทบทวนการเกิดปฏิกิริยาการแทนท่ีและปฏิกิริยาการเติมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและอธิบายให้

ทราบว่าปฏิกิริยาเกิดที่ตาแหน่งใดของโมเลกุล เพ่ือนาเข้าสู่การศึกษาเก่ียวกับหมู่อะตอมที่แสดงสมบัติเฉพาะ

ของเอทานอลและกรดแอซิติกในการทดลองเรือ่ ง สมบตั ิบางประการของเอทานอลและกรดแอซิติก

2. นักเรยี นศึกษาวธิ กี ารทดลองเรอ่ื ง สมบัติบางประการของเอทานอลและกรดแอซิตกิ พรอ้ มทง้ั ศึกษา

ข้ันตอนในใบงานท่ี 2 เรือ่ ง สมบตั บิ างประการของเอทานอลและกรดแอซติ ิก ควบคไู่ ปด้วย

3. เมอ่ื นกั เรยี นศึกษาเสรจ็ เรียบรอ้ ยแล้วครแู นะนากอ่ นการทดลองวา่

1. ปฏกิ ริ ิยาระหวา่ งโลหะโซเดยี มกับน้ามีความรุนแรง จึงต้องเกบ็ ไวใ้ นนา้ มนั นักเรยี นจงึ

ควรระมดั ระวงั อนั ตรายทเี่ กดิ ข้ึน

2. ทาการทดลองดว้ ยความระมดั ระวงั ถ้าโซเดยี มทาปฏกิ ิริยาไมห่ มดให้ทาลายโดยใส่

ในเอทานอล และห้ามท้งิ ลงในอา่ งนา้

3. ควรเตรยี มหลอดนาก๊าซและหลอดทดลองบรรจนุ า้ ปนู ใสไวใ้ หพ้ ร้อมก่อนทาการ

ทดลองกบั โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต

4. นกั เรียนทาการทดลอง สังเกต และบนั ทกึ ผลการทดลองลงในใบงาน นักเรยี นรายงาน

และอภิปรายผลการทดลองหนา้ ชนั้ เรยี นกลุ่มละ 2-3 นาที

5. นักเรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายสรปุ ผลการทดลองในหวั ข้อต่าง ๆ ดงั นี้

- เอทานอลและกรดแอซิตกิ ละลายนา้ ได้ แสดงวา่ สารท้งั สองชนดิ เป็นโมเลกุลมีขั้ว

- เอทานอลไมเ่ ปลยี่ นสีกระดาษลติ มัส แต่กรดแอซิติกเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมัสจาก

สีนา้ เงนิ เปน็ สีแดง แสดงวา่ เอทานอลไม่แสดงสมบัตเิ ป็นกรดกบั กระดาษลติ มสั

- ท้งั เอทานอลและกรดแอซิตกิ ทาปฏิกิรยิ ากับโลหะโซเดยี มได้ แต่กรดแอซิติกทา

ปฏิกริ ยิ ากับโลหะโซเดยี มได้รนุ แรงกวา่ เอทานอล

- เอทานอลไม่ทาปฏิกริ ิยากับ NaHCO3 แตก่ รดแอซิตกิ ทาปฏิกิริยากับ NaHCO3 ได้ก๊าซ

CO2 ซ่ึงทาให้น้าปูนใสขุ่น แสดงว่ากรดแอซิติกให้โปรตอนได้ดีกว่าเอทานอล ปฏิกิริยาที่เกิดข้ึนเขียนแสดงได้

ดังนี้

CH3COOH + HCO3- H2CO3 + CH3COO-

H2CO3 H2O + CO2

- หมูอ่ ะตอมท่ีแสดงสมบัตเิ ฉพาะของเอทานอล คือ หมู่ -OH- ส่วนหมู่อะตอมทแี่ สดง

สมบัตเิ ฉพาะของกรดแอซิติกคือหมู่ - COOH จงึ ทาใหส้ ารทัง้ สองชนิดแสดงสมบตั ิไดต้ ่างกนั

นกั เรยี นจดบนั ทกึ ผลการอภิปรายลงในสมดุ จดงาน


Click to View FlipBook Version